The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:06:31

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

95 3.3 ปริศนาคา ทายทเี่กี่ยวกับของนอกบ้าน * ค าทายที่เกี่ยวกับไก่ ค าถาม “ลู่ผาลู่เยียะ อากงูคัว อ้าเฉียะ” แปล อะไรใช้คราดแล้วใช้จอบเล็กขุดอีก ค าตอบ อายะ (ไก่ คือไก่ใช้ขา(คราด)แล้วใช้ปากจิก (จอบเล็ก)) * ค าทายที่เกี่ยวกับมะก่อ ค าถาม “หม่าเผียะแถ่อ้าฝุว เผียะยีแบเชะผู่ยี อ้าตี้คัวเผียะแบป่ าป๋ าผู่ยี อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ยตอนยังไม่ปอกเป็นเม่น หลังปอกเป็นกวางและหลังปอกกวางกลายเป็น ป่ าป๋ า (ข้าวปุ๊ ก) ค าตอบ ป่ าริสึ * ค าทายที่เกี่ยวกับครกกระเดื่อง ค าถาม “ทาถุว กัวเปอตา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย เหยียบข้างนี้แต่ไปกระโดดข้างโน้น ค าตอบ ชือดู่ (ครกกระเดื่อง) * ค าทายที่เกี่ยวกับเต่า ค าถาม “อาลาเยียคือ อีฮีแมแตเยีย อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ไปไหนก็แบกบ้านไปด้วย ค าตอบ หวุยกุย * ค าทายที่เกี่ยวกับถนน ค าถาม “โร่จือขี่อ ถี่มาจัวมา หมุวลีหจูว เตอะเปียะมา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ยาวไปถึง ขั้วโลก ค าตอบ จากูว (ถนน) 3.4 ปริศนาคา ทายทเี่กี่ยวกับพืชและผัก * ค าทายที่เกี่ยวกับปลีกล้วย ค าถาม “อามีก่าฉา อายะกุถี่มา หงู่จามา บูวหม่ากุ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ที่ข้าง ๆ ไร่ มีไก่ป่ าอยู่หนึ่งตัว แต่บินไม่เป็น ค าตอบ งามาทู (ปลีกล้วย)


96 * ค าทายที่เกี่ยวกับต้นกล้วย ค าถาม “อีเพี่ยจัว อีจื่อหม่าจัว อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีใบแต่ไม่มีข้อ ค าตอบ งามาจือ * ค าทายที่เกี่ยวกับฝักฝิ่น ค าถาม “งัวแมะถีบูวจัวมา อีโว่ถึหม่าถึต้ามาถี่มั้ยหม่าจัว” แปล อะไรเอ่ย กองทหารฉันไม่ใส่หมวกไม่มีสักคน ค าตอบ หย่าพิถู่ (ฝักฝิ่น) * ค าทายที่เกี่ยวกับหน่อไม้ ค าถาม “เมียกาแถ่อู่เผี่ย โม่ลาแบ อ่าโหว่ โฉ่แผผู่ยี อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ตอนเด็กเป็นอาหาร ตอนแก่เป็นเพื่อน ค าตอบ มาหมู่ว (หน่อไม้) * ค าทายที่เกี่ยวกับเผือก ค าถาม “อีมาหมุ่วหริ อีหญะฉือ ฉื่อมา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ดูแม่รุงรัง แต่ออกลูกเป็นฝูง ค าตอบ บิ (เผือก) * ค าทายที่เกี่ยวกับไข่ ค าถาม “งัวนุวเบ ถีมาจัวมา โว่เผียหงีจือจุวนะ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีไหใบหนึ่ง ดองอาหารได้สองอย่างพร้อม ๆ กัน ค าตอบ อายะฟู (ไข่) 4. การเล่นต่อค า เป็นการเล่นต่อค าที่เน้นความสนุกสนาน เพลิดเพลิน โดยลักษณะการเล่น จะเล่น เป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้นไป ไม่จ ากัดจ านวนผู้เล่น โดยกลุ่มที่ 1 จะเป็นผู้เริ่มค าถามก่อนและกลุ่ม ที่ 2 จะเป็นฝ่ายตอบค าถาม


97 กลุ่มที่1 กลุ่มที่2 โก บ่ โต้ง โต้ง อ่า มา ง้า อ่า บูว อ่า บวูอ๊ะเสียะเยียะ ลูโทจั้ว ลูโทอ้าเสียะเยียะ บือสื่อโกเกือะ บื่อสื่ออ๊ะเสียะเยียะ แหว่ะป๊ ะซา แหวะป๊ ะอ๊ะเสียะเยียะ ฉึมาคัว ฉึมาอ๊ะเสียะเยียะ หย่าฉึหฮูเกียะ หย่าฉึ อ๊ะเสียะเยียะ ลูมีปู้เกียะ ลูมีอ๊ะเสียะเยียะ อ๊ะถ่าเสื๊อ อ๊ะถ่าอ๊ะเสียะเยียะ กู่มีเชี๊ยะ กู่มีอ๊ะเสียะเยียะ อ๊ะหน่าชั๋ว อ๊ะหน่าอ๊ะเสียะเหียะ อูชือก่าเจี๋ยะ อูซือเทมาอ้าเสียะเยียะ อูชือเทมาอ้าก้าเงียะ อ้าก้าเทมาอ้าเสียะเยียะ อ้าถ้าเทมาอู้น่าเบ่เดเชียะ อู้น่าเบ่เดอ้าเสียะเยียะ อู้น่า เบเด เงีย งั้วเมี่ยะ งั้วเมี่ยอ้าเสี่ยะเยียะ อ้าปากึจ๋า อ้าปากึจ๋า อ้าเสียะเยียะ อ้าปาฉิเฉียง อ้าปาฉิซาจึ้มานูจ๋า 5. สุภาษิต เป็นค าพูดที่ใช้ในการอบรมสอนแก่ลูกหลาน ที่แฝงไปด้วยความหมายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งชาว ลีซูมีสุภาษิตสอนใจมากมายที่สืบทอดต่อกันมา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ เนื้อหา จ่า กัว จื้อ ซุย กัว หม่า จื้อ แปล นึกแต่กิน ไม่นึกถึงความตาย ความหมาย คนที่ตะกละมากไปไหนก็มักหวังแต่กินอย่างเดียว เนื้อหา อ้า สุ่ย ตา อ้า สุ่ย เหพียะ แปล คบคนแบบไหนก็เป็นแบบนั้น ความหมาย เราคบเพื่อนดี เราก็จะดีด้วยคบเพื่อนเลวเราก็จะเลวด้วย คบเพื่อนขโมย เราก็จะกลายเป็นหัวขโมยไปด้วย


98 เนื้อหา หมื่อ กู่ ปรูว หม่า ฮา หมา ลี แปล ฟ้าร้อง ฝนไม่ตก ความหมาย พูดได้แต่ท าไม่ได้ เนื้อหา ซาและถี่งีกู๊ อ่า หวู่ แล้ ส่า งี อี่ ละ แปล ชี้คนอื่นหนึ่งนิ้ว แต่ชี้ถูกตัวเราเองสามนิ้ว ความหมาย ถ้าเรากล่าวหาผู้อื่น เราจะได้รับผลกระทบมากว่าที่เราเคยกล่วหาเขาไว้ เนื้อหา ซูว อู้ ดูว คือ มา โหม่ว ถี่ มา จัว อ่า หวู่ มั๊ว อ่า หวู่ อู้ ดูว อ้า หงะ มา โหม่ว จัว อ่า หวู่ หม่า มู แปล หัวเขามีเหาตัวเดียวเราก็เห็น แต่หัวเรามีควายอยู่เราก็ไม่เห็น ความหมาย ความชั่วและความผิดพลาดของคนอื่น เราสามารถรับรู้ได้ แต่ความชั่ว และความผิดพลาดของตัวเองกลับมองไม่เห็น เนื้อหา วุ อู้โด ถ่า หยา แปล อย่าไปจับหัวเข็ม ความหมาย อย่าไปแหย่คนที่มีจิตใจโหดร้าย เพราะจะได้รับผลร้ายกับตัวเอง เนื้อหา ชุ เคอะ ดัว เงียะ อา ขื่น เปี๊ยะ แปล ขโมยออกแล้ว ค่อยปิดประตู ความหมาย กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว เนื้อหา อาหลู่ จา อาหลู่ ฉิ แปล กินที่หม้อ ก็ถ่ายที่หม้อ ความหมาย เลี้ยงดูและให้การช่วยเหลือแล้ว กลับมาท าให้ได้รับความเดือดร้อน เนื้อหา ฉะโบจือ ลา จึ จือ แปล เกลือก็ผิด พริกก็ผิด ความหมาย มีความผิดกันทั้งคู่ เนื้อหา หยาหญ่าบูวมา ขว่าหม่าจูว ค าแปล นกตัวที่ร้องแสงว่านกตัวนั้นไม่มีเนื้อ


99 ความหมาย เก่งแต่ปาก แต่ไม่มีความสามารถ เนื้อหา อาเจียบรู๋ว อาเจียหม่าแน้ะ ค าแปล น ้าไหลเสียงดัง น ้าไม่ลึก ความหมาย คนที่ดีแต่พูด เนื้อหา ซูวเยียตั๋วเยีย ซูวหจ๋า ถ่าตั๋วเยีย ค าแปล ดูเขาท า อย่าดูเขากิน ความหมาย หากดูเขาท างาน เราก็มีก าลังใจท างาน ครอบครัวก็จะรุ่งเรือง หากดูแต่เขากิน แต่เราไม่ท างานก็จะอดตายในภายหน้า เนื้อหา อ่าหวู่ อู้ ดู อ่าหวู่ชูวหม่าดา ค าแปล หัวของเรา เราโกนเองไม่ได้ ความหมาย ปัญหาต่าง ๆ เราไม่สามารถแก้ไขได้เองล าพัง ต้องขอความช่วยเหลือจาก ผู้อื่น เนื้อหา หล่ามื้อดู่เฉเปี้ยะ หล่า ด่า มาเฉ โถะ ค าแปล หนีเสือปะสิงโต ความหมาย ได้อยู่ร่วมกับคนดีแต่กลับไม่พอใจ เลยพบชั่ว เนื้อหา ซูว หมัวหม่า เผียวะ หล่ามาขวด ค าแปล ใครรู้คนนั้นตาบอด ใช้เข็มเย็บเข็มก็จะหัก ความหมาย รู้มากท าให้เดือดร้อน เนื้อหา ซูวซือ ซูวเมียเนอะ หวู่ซือหวู่ข่าแล ค าแปล ตั๊กแต จิกหัวเลือดก็ไม่ออก ความหมาย ข้าวของทุกอย่าง ไม่เหลือแล้ว จะหาที่ไหนก็หาไม่เจอ จะแทงที่ไหนก็แทงไม่ เจอ เนื้อหา ฮามาจู๊ว ฮามาแน้คูโตแหล่ ค าแปล กลัวช้าง ก็ให้หลบใต้ท้องช้าง


100 ความหมาย เราท าอะไรผิดต่อใครเราก็ต้องรีบไปขอโทษเขา เนื้อหา ผ่า แจ่ะ แหละ หย่าแจ่ะ แหละ มา โก๊ะ โต๊ะ หมือโก๊ะ ค าแปล พ่อลายลูกชายก็ลาย แม่ลายลูกสาวก็ลาย ความหมาย พ่อเป็นคนแบบไหน ลูกชายก็เป็นคนแบบนั้น แม่เป็นคนแบบไหน ลูกสาวก็ เป็นคนแบบนั้น (ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น) เนื้อหา อ้าแน ชู หวู่แน เม่เลเจี๊ยว แน เป้ว ค าแปล กาขนด า จะไปสุดขอบฟ้าก็ยังด าอยู่ ความหมาย คนเราเกิดมาหน้าแบบไหน ตลอดชีวิตนี้ก็เป็นแบบนั้น เนื้อหา นู แล ชูย นุ กึ้ จึ้ แน นุ ดึ ค าแปล เอาลิ้นตัวเอง เชือดคอตัวเอง ความหมาย ปากไม่ดีท าให้เป็นภัยแก่ตัวเอง เนื้อหา เท มา เยีย อา แน ฉา ดู่ ทัว ค าแปล คนฉลาด กาจิกท้อง ความหมาย แท้จริงเป็นคนโง่แต่อวดฉลาด คนอื่นเลยหมั่นไส้จึงถูกกลั่นแกล้ง เนื้อหา อู้ ดู เบื่อ หน่า หู ขัวบื่อ ลี เกี๊ยะ ค าแปล หัวแตกก็ให้แตกในหมวก ความหมาย เรื่องภายในครอบครัว อย่าไปบอกให้คนภายนอกรู้ เนื้อหา อ้ากู่ เบ่ ฉยือ โต๊ะ อย๋า ค าแปล กินปูนร้อนท้อง ความหมาย คนอื่นยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ตัวเองก็โวยวายก่อนแล้ว เนื้อหา อ้า ก่า นู กื้อ จึ้ เน่ โม๊ อี้ ฉยื่อ งัว ดั๊วะ ค าแปล เอามีดฟันคอเธอ แต่เลือดนั้นฉันออกเอง ความหมาย เวลามีงานหรือมีปัญหาที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ เราก็วานให้คนอื่นช่วยเจรจา ตัวแทนเราแต่ค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เราต้องจ่ายเอง


101 เนื้อหา ด้า ถ่า โล มี มัว หัว อา จาถี่ ค าแปล มีดกับหินลับมีดเจอกันต้องเอาน ้าราด ความหมาย เวลามีคนทะเลาะกันต้องมีคนห้ามทุกครั้ง เนื้อหา ฉย๋า มื้อ ก๊า จยัว อาโต๊ะ อั๊วะ ค าแปล เอาฟื นใส่เตาไฟ ย่อมมีไฟลุก ความหมาย ที่แห่งไหนมีคนไม่ดี ยุแหย่ที่นั้นก็มีการทะเลาะกันเกิดขึ้น (หมายถึง คนไม่ดี อยู่กลาง แล้วยุแหย่ให้สองฝ่ายทะเลาะกัน) เนื้อหา แบ เป สี่ หม่า เป ค าแปล พูดได้ แต่ท าไม่ได้ ความหมาย ปากบอกว่าท าได้แต่พอให้ท าจริง ๆ กลับท าไม่ได้ เนื้อหา ซูว ขว่า ฆู้ว ค่า ถ่า ซยู๋ว ค าแปล ข้าวของคนอื่นดีอยู่แล้วอย่าไปจับ ความหมาย เห็นแฟนคนอื่นหล่อ สวย ก็อย่าคิดไปจีบ เนื้อหา อีโต๊ะ ฆว่าอี้โต๊ะ อี ซจู๊ว ฆว่า อิ ซุยุ๋ว ค าแปล กรรมตามสนอง ความหมาย การท าความเดือดร้อนให้ผู้อื่น จะพบกับคนที่มาสร้างความเดือดร้อนให้ตน มากยิ่งกว่า เนื้อหา อา แหวะ บวุ่ว บวุ่ว อาหน่า ถั่วะ ค าแปล หมูขุดแล้วหมาย ่า ความหมาย คนหนึ่งท างานแทบตาย เวลาน าเสนอกลับมีอีกคนรับความดี ความชอบไป แทน เนื้อหา ซือ แน กั๋ว หม่า ดวู่วแถ ฟู งี้ ฉิ มัว ค าแปล ยังไม่ทันเข้าป่ าก็เห็นงูเขียวแล้ว ความหมาย ยังไม่ทันไร ก็เผยความชั่วออกมา


102 เนื้อหา ฮา มา พวู่ว จา กัว หลู ขว่าน โป ถ่า ฉวู่ว ค าแปล อย่าเอาต้นหญ้าไปขวางทางช้างเผือก ความหมาย อย่าตัด ความเป็นเพื่อน ความและสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน เนื้อหา อ้า สื่อ หมื่อ เจีย อ้า ศิ ซือ ชวูว ค าแปล เข้าเมืองไหนก็ให้ใช้ฟื นเมืองนั้น ความหมาย เมื่อไปอยู่ที่ไหนก็ต้องปรับต้วให้เข้ากับสถานการณ์นั้น 6. เพลงเกีย้วพาราสี เป็นการร้องโต้ตอบของหนุ่มสาวในวาระต่าง ๆ เช่น การนัดพบกัน ฉลองพิธีแต่งงาน เทศกาลปีใหม่ เป็นต้น มีทั้งร้องโต้ตอบระหว่างหนุ่มสาวและระหว่างกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย 6.1 บทเพลงย่อจากเพลง อ้าจูวฟู่ว (ค่าน ้านม) (นายสาม แซ่ย้าง บ้านดอยล้าน) ประเภทของเพลง พ่อแม่เรียกร้องค่าน ้านม โอกาสที่ใช้ตอนผู้หญิงผู้ชายเหงาอยากร้องเพลง จึงนัดกันมาร้องเพลงโต้ตอบกันเพื่อ ความสนุกสนาน ค าแปล เพลงนี้เกี่ยวกับ ผู้หญิงกับผู้ชายรักกัน ฝ่ ายชายต้องการให้ฝ่ ายหญิงหนีตาม ตัวเองไป แต่ฝ่ ายหญิงก็ปฎิเสธบอกว่าฉันไปไม่ได้ ไม่ใช่ฉันไม่อยากไป แต่พ่อแม่ห้ามฉัน พ่อแม่ บอกว่าหนีกันไปง่าย ๆ นั้นไม่ได้ พ่อแม่เลี้ยงลูกโตมาหนึ่งคนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ตอนที่ลูกเกิดใหม่นั้น พ่อแม่ได้เชิญญาติพี่น้องมาเป็นพยานเยอะ และพ่อแม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่ตัวลูกเท่าลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ และพ่อแม่ดูแล เปลี่ยนผ้าอ้อมวันละ 7 ครั้ง ก็ยังไม่มืดเลย และให้กินไข่วันละ 3 เล้า พ่อกับแม่ บอกว่าลูกมีค่าน ้านมค่าเลี้ยงดูหรือไม่ ถ้ามีก็จ่ายมาถ้าจ่ายเมื่อไหร่ก็ให้ลูกสาวไปเมื่อนั้น แล้วเรา จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป 6.2 บทเพลงย่อจากเพลง จึผึแปอี่ก่ัวะ (ฉลองกันเหล้าวันแต่งงาน) ประเภทของเพลง การฉลองของหนุ่มสาว โอกาสท ี่ใช้ตอนงานแต่งงาน บทเพลงย่อ ก่อนอื่นเราต้องดูก่อนว่าวันนี้เป็นวันแต่งงานของใคร หากเป็นวันของ พี่ชาย เราก็บอกว่าเป็นเพราะพี่ชาย พี่สะใภ้เราถึงได้มาพบกัน ฉะนั้นเราอย่ามัวชักช้ารีบมาฉลอง กันได้ อย่างแง่งอนกันเลย (หากเป็นวันแต่งงานของใครเราก็อ้างถึงคนนั้น) ฝ่ ายหญิงกับฝ่ ายชาย ยืนร้องเพลงกันโดยแต่ละคนน าแก้วเหล้าถือไว้คนละ 1 ใบ เนือ้เพลง ผู้ชาย (ร้องน าก่อน) เราไม่ใช่คนอื่นคนไกล ถ้าเจอคนอื่นคนไกลเมื่อไหร่แล้ว


103 ค่อยแง่งอนกัน ผู้หญิง พี่เป็นพี่ชายอายุมากว่าน้อง 3 วันให้พี่ดื่มก่อน น้องจะแย่งกิน ตัดหน้าพี่ไม่ได้ ผู้ชาย เธอนะแหละอายุมากกว่าฉัน 3 วัน ดังนั้นเธอต้องกินก่อน (ช่วงนี้ต่างคนต่างก็จะโต้ตอบกัน) สุดท้ายทั้งสองคนก็บอกว่าพ่อบอกว่าเราทั้งสองนั้นใหญ่ เท่ากัน ฉะนั้นเรามากินด้วยกันเถอะ แล้วฝ่ ายชายก็ยกแก้วเหล้าให้ฝ่ายหญิงดื่ม ส่วนฝ่ายหญิงก็ยก แก้วเหล้าให้ฝ่ ายชายดื่ม แล้วต่างคนต่างก็จะขอบคุณซึ่งกันและกัน และบอกแก่กันว่า เราอย่า จากกันเลย เราไปเต้นร าด้วยกันเถอะ แล้วก็พากันออกไปเต้นร า 6.3 บทเพลงย่อจากเพลง กุซิอี่ก่ัวะ (เพลงปีใหม่) ประเภทของเพลง เกี่ยวกับการเตรียมตัวตอนเทศกาลปีใหม่ โอกาสการใช้ ร้องตอนปีใหม่ ค าแปล ตอนแรก ผู้ชาย พ่อแม่ฉันบอกว่าใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ให้ทุกคนท าซึง ท าขลุ่ยเตรียมไว้ได้ แล้ว และพอไปไร่ก็เอาไม้ไผ่มาท าขลุ่ย และเอาต้นไม้ที่ตัดนั้นเอามาท าซึง ซึง ท าขลุ่ยเสร็จก็มาถึงวันปีใหม่พอดี ผมน าซึงกับขลุ่ยมาแล้วไปเต้น กับคนอื่นกันเถอะ ทุกคนก าลังเต้นอย่างสนุกสนานเพราะซึงกับขลุ่ยผม นั้นดีดและเป่ าเสียงดีมากแต่ตัวผมเนี่ยไม่หล่อเลย เพราะผมมีแต่เสื้อผ้า เก่า ๆ เธอเย็บเสื้อผ้าและย่ามเป็นหรือเปล่า ถ้าเย็บเป็นก็ช่วยเย็บให้ผม หน่อยสิ คนอื่นนี่มีเสื้อและย่ามใหม่ ๆ แล้วเหลือผมคนเดียวที่ยังไม่มี ผู้หญิง พวกฉันก็ได้เย็บเสื้อผ้าเหมือนกัน เพราะฉันก็รู้ว่าใกล้จะปีใหม่แล้ว ถ้า เธออยากได้ฉันก็จะให้ (ฝ่ายหญิงก็ให้เสื้อผ้ากับฝ่ายชาย) ผู้ชาย มอบมากูวให้ผู้หญิง (ท าด้วยไม้ไผ่ดีดเป็นเพลงได้) เป็นการตอบแทน • แล้วทั้งสองก็บอกว่าเธอก็สวยฉันก็หล่อเราอย่าจากกันเลยจนกว่าวันปีใหม่จะสิ้นสุดลง ตอนที่2 ผู้ชาย ร้องบอกว่า หมู่บ้านเรานั้นวันปีใหม่ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เสื้อผ้าฉันที่เธอให้ ยังไม่เก่า ยังสวยอยู่ฉันถึงอยากไปโชว์ที่หมู่บ้านอื่น ๆ ผู้หญิง ร้องตอบบอกว่าฉันก็จะไปด้วย เธอไปไหนฉันก็จะไปด้วย ผู้ชาย อย่าไปเลยปีใหม่เสร็จแล้วผู้หญิงนี้มีหน้าที่ท าไร่ ท าสวน แต่ไม่ต้อง ห่วงฉันไปแค่ 3 คืน ก็จะกลับ หากเธอคิดถึงฉันเมื่อไหร่เธอก็เป่ ามากูวที่


104 ฉันมอบให้เธอ แล้วเธอจะได้ยินเสียงฉันที่ฝำกมำกับนกที่บินผ่ำนมำ 6.4 ชื่อเพลง ฉะจาอี่ก่ัวะ (คิดถึง) ประเภทของเพลง การด าเนินชีวิตของลีซู โอกาสทใี่ช้ ร้องเวลาไปไร่ นา เนือ้เพลง บา บ่า มะ มา ฮูยกือส่างีพูอกู๊ พูอกู๊ส่างีจูกู๊ จูกู๊ส่างีฉะจากู๊ ฉะจากู๊ส่างี หว่านโมหว่านอู (ใต้) สุ่ย กู๊ ซึวู๊สาเบี่ยเป็นเก๋อ ฟุแลสึย สึย ฟุแลเงีย สือสึจ่า จ่ามือจา งัวเงียสึจึงเตียเตียฉ่าจา ฟุแลเงียสึจ่าโบเลีย บริวพาเยียว ฟุแลเงียบริวโดแหล่เหนี่ย งัวเงียบริวโดแหล่หม่าเหนี่ย แหล่หม่าเหนี่ยเงี่ยเมียบีโง ก่าคือดู่จ่าเงีย งัวผ่า งัวมาจูต๊ะ งัวคือทีตุจ่าเกือเทนเลี่ยะ งัวผ่ากืองัวงีท๊าลา จะถ่าซ้าทีต้าคือ เงี๊ย เงีย อ๊ะหมี้ จัวงา เงี๊ยเงียอ๊ะหมี่จัวโกเงียซู่โม ลู่โมเมียวู่งา โนกือหมื่อตี๊สุ่ยจูว ฆุงีงา งัวกือผ่าแบ ผ่าขือ นานาโง สุ่ยเงี้ยะโง งัวกือเงี๊ยะเงียอาหมี่โมเรียญา โมริวเงียฉะจ่าแปอี่กั่วกัวโตโง ชาจิแปจ่าโง งี้ถั่ว กึ หัวโง ค าแปลพ่อแม่คลอดฉันได้ 3 วัน ก็สามารถพลิกตัวได้ พลิกตัวได้ 3 วันก็สามารถหมุนตัว ได้ หมุนตัวได้ 3 วัน ก็ไปเที่ยวป่ าได้ ไปป่ าแล้วก็เห็นนกร้องเพลงเป็นคู่ ร้องไปกินผลไม้ไป ส่งเสียง ดังไปทั่วป่ า นกกินผลไม้อิ่มแล้วก็พากันบินเล่นไปอย่างมีความสุข แต่ตัวเรานี่ เพื่อนก็ไม่มีเล่น ปีกก็ ไม่มีที่จะบินเล่น ตัวเราคิดแล้วเศร้า จึงนั่งร้องไห้ใต้ต้นไม้ แล้วก็มองดูนกบินไป ร้องไห้ สักพักก็นึก ได้ว่าเรายังมีพ่อ แม่ที่รักของเรา เราก็รีบกลับบ้าน พอถึงบ้านก็เล่าให้พ่อแม่ฟัง ท่านทั้งสอง ก็มา ปลอบใจ บอกว่านี่ลูกรักไม่ต้องเสียใจ ลูกยังมีลูกสาวน้าเธอหลายคน ถ้าลูกอยากเจอลูกก็ไปที่ไร่สิ เรำก็รีบ ไปไร่ พอไปถึงไร่เราก็เจอลูกน้าสาวจริง ๆ เราก็ร้องเพลงให้ลูกน้าสาวฟัง ลูกน้าสาวก็ร้อง เพลงโต้ตอบเรา และเรากับลูกน้าสาวก็แบ่งกันกินหมาก พลู และแลกของขวัญกัน และเราก็ขอ หมั้นแต่งงาน 6.5 เพลงหมุยหญะ หวูหญะ (ลิง+หมี) (อย่างย่อ) ประเภทของเพลง โอกาสการใช้ ร้องนอกบ้าน ลักษณะการร้องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ผู้หญิง 1 กลุ่ม ผู้ชาย 1 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน ขึ้นไป จะนั่งห่างประมาณ 5 เมตร


105 ค าแปล ผู้หญิง (ร้องน าก่อน) บอกว่าฉันแต่งงานกับเธอไม่ได้หรอก เพราะพ่อแม่ของเราเลี้ยงเรา ต่างกัน พ่อแม่ฉันเลี้ยงฉันมาจากป่ าใหญ่ และฉันเติบโตมาจากโพรงไม้ และพ่อแม่ช าระล้าง ร่างกายฉันด้วยน ้าจากโพรงไม้ แถมร่างกายฉันนั้นยังมีขนลิงกับขนหมีด้วย เธอกับฉันไม่เหมือนกัน เราแต่งงานกันไม่ได้หรอก ผู้ชาย ไม่เป็นไรหรอกขอให้เธอตอบตกลงฉันก็พอ แม้ว่าเธอจะเติบโตมาจาก โพรงไม้และอาบน ้าจากน ้าในโพรงไม้ก็ตาม แม้จะมีขนลิง ขนหมีนั้นก็ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ส าหรับ ขนลิง ขนหมี เธอนั้นฉันจะเอาดาบเงิน ดาบทอง ของพ่อฉันมาโกนให้เธอ และที่เธออาบน ้าจาก โพรงไม้นั้นฉันจะพาเธอไปอาบบ่อเงิน บ่อทองของพ่อฉันเพื่อช าระล้างสิ่งเก่า 7. เพลงขอพร เพลงหว่าเดี๋ยะ (ลงแขก) เป็นการร้องเพลงขณะท างานร่วมกันเป็นการลงแขก ประเภทของเพลง เกี่ยวกับการขอพรจากเพื่อนบ้าน โอกาสการใช้ ตอนลงแขกลักษณะร้อง มีการร้องเป็นกลุ่ม ค าแปล เจ้าภาพ บอกว่าที่ผ่านมาฉันปลูกข้าว ข้าวโพด ปลูกอะไรก็ไม่ดี เงินก็ไม่ได้ แขก บอกว่าไม่เป็นไรที่ผ่านมาท างานปลูกอะไรไม่ดีนั้นเป็นเพราะสิ่งชั่วร้ายมา แฝงอยู่ เดี๋ยวพวกฉันจะไล่สิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ไปเอง ต่อจากนี้ไปบ้านคุณจะเจริญรุ่งเรือง ปลูกพืชผักก็ จะได้ผลผลิตดี เงินทองก็จะไหลมาเทมา 8. เพลงก าสรวล เพลงหย่าฉิอี่ก่ัว (เด็กก าพร้า) เป็นเพลงแสดงความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ต้องอยู่ล าพังคนเดียว ประเภทของเพลง เกี่ยวกับสองพี่น้องที่ก าพร้าก าพร้าพ่อ แม่ ตั้งแต่เด็ก โอกาสการใช้ วันเช้งเม้ง กับวันประกอบพิธีกรรม ค าแปล คนที่เล่นบทเป็นน้องชายร้องน าก่อน น้องชาย ตั้งแต่ฉันเกิดมาฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ ฉันเป็นเด็กก าพร้าตั้งแต่เด็ก พอฉันจ าความได้ฉันก็อยู่กับคนอื่น ฉันทรมานมาก อาหารที่คนอื่นกินฉันก็ไม่ได้กิน เสื้อผ้าที่คนอื่น ใส่ฉันก็ไม่ได้ใส่ อาหารก็ได้กินแต่เศษอาหารที่คนอื่นกินเหลือ เสื้อผ้าก็เก็บมาใส่จากคนอื่นที่ทิ้งไป


106 คิดแล้วฉันนี่แสนจะทรมานมาก พอฉันโตฉันก็เห็นคนอื่นท าไร่ ท าสวน ฉันก็อยากท า แต่ฉันไม่มี จอบและมีด ฉันท าด้ามจอบ ด้ามมีดไม่เป็น ฉันจึงต้องเรียนรู้จากคนอื่น จนฉันท าด้ามจอบ ด้ามมีด ส าเร็จ แล้วฉันก็แบกจอบ แบกมีดไปไร่ พอไปถึงไร่ฉันนั่งพัก สักพักฉันก็ไปฟันไร่ พอฉันท าไปสักพัก ฉันก็ได้ยินเสียงนกร้องเพลงที่ใกล้ ๆ ไร่ ซึ่งนกตัวนี้ก็ร้องไม่เหมือนนกทั่วไป นกร้องว่า เจ้ามีพี่ชายอีก คนหนึ่งนะ ตอนนี้พี่เจ้าจะพาเจ้าไปอยู่ด้วย แต่พี่เจ้าข้ามน ้าแม่น ้ามาไม่ได้จึงวานให้ข้ามาบอกเจ้า อยากให้เจ้ามาท าสะพานให้พี่เจ้าหน่อย พอฉันได้ยินนกร้องบกว่าฉันยังมีพี่ชายความรู้สึกของฉัน เหมือนฝัน แต่ก็ไม่ใช่ความฝันฉันทั้งดีใจและทั้งน้อยใจ ฉันดีใจที่มีพี่ชำยกับคนอื่นด้วย แต่ฉันรู้สึก นอ้ยใจที่พี่ฉนัทิ้งฉันไป ต้งัแต่ฉันยงัจำ ควำมไม่ได้แต่ฉันก็หยุดงำนแลว้รีบกลบับำ้น ฉันนอนรออยู่ ที่บ้าน รอเวลาว่าเมื่อไหร่ไก่จะขัน พอไก่ขันครั้งแรกฉันก็รีบไปหาพี่ชาย ฉันไปถึงแม่น ้าเห็นพี่ชายรอ อยู่แต่ก็ยังไม่สว่างเลย ฉันจึงท าสะพาน โดยเอาก้อนหินสีขาว สีด าท าเป็นสะพานให้พี่ชายข้ามมา ที่ฉันท าสะพานส าเร็จได้ก็เพราะแรงคิดถึงพี่ชาย พอฉันท าเสร็จ ฉันก็บอกให้พี่ชำยรีบข้ำมสะพำน มา อย่าอยู่กับนก หนู นานเกิน 3 วัน และอย่ากินทรายแทนข้าวนะ หากพี่ข้ามสะพานมาเมื่อไหร่ เราสองพี่น้องก็ได้อยู่ด้วยกัน 9. นิทาน เป็ นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาที่เน้นให้ความสนุกสนาน และมีคติสอนใจกับเด็ก ๆ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์หรือเกิดขึ้นจริงดังเช่นต านาน นิทานลีซูมีหลายเรื่อง ด้วยกัน ดังเช่นเรื่อง ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ชื่อเรื่อง จักจ่ัน (เบจุ) ประเภทนิทาน คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยุคสมัยนั้นสัตว์กับพืชผลสามารถพูดได้อยู่มาวันหนึ่ง มีกวางตัว หนึ่งก าลังกินหญ้าอยู่ในป่ าใหญ่อย่างเพลิดเพลิน ขณะนั้นได้มีจักจั่นตัวหนึ่งร้องเพลงออกมาอย่าง สุดเสียง ท าให้กวางตัวนั้นตกใจ กวางก็วิ่งหนีสุดแรง ขาก็เลยไปเหยียบรูหนู หนูก็ตกใจ ก็วิ่งออกมา กัดขั้วฟักทอง ฟักทองก็กลิ้งลงไปทับต้นกล้วยที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวจนล้ม ค้างคาวก็ตกใจ บินเข้าไปงวงช้าง ช้างก็ตกใจที่ค้างคาวบินเข้างวงตัวเองก็เลยไปพังวังของพระราชา พระราชาก็ ตกใจจึงถามช้างว่า เจ้าพังวังของข้าท าไม ช้างก็บอกว่าค้างคาวเข้ามาอยู่ในงวงข้าท าไม พระราชา ก็ไปถามค้างคาวว่าเจ้าเข้าไปอยู่งวงช้างท าไม ค้างคาวก็ตอบว่า ฟักทองมากลิ้งทับบ้านข้าท าไม แล้วพระราชาก็ไปถามฟักทองต่อว่าเพราะอะไรเจ้าจึงไปกลิ้งทับบ้านค้างคาว ฟักทองก็ตอบว่า หนู ท าไมต้องกัดขั้วข้า แล้ว พระราชาก็ไปถามหนูว่า นี่หนู เพราะอะไรเจ้าจึงไปกัดขั้วฟักทอง หนูก็ตอบ


107 ว่ากวางมาเหยียบบ้าน (รู) ข้าท าไม แล้วพระราชาก็ไปถามกวางว่า ท าไมเจ้าไปเหยียบบ้าน (รู) ของหนู กวางก็ตอบว่า จักจั่นร้องเพลงเสียงดังท าไม พระราชาจึงไปถามจักจั่นว่าเจ้าท าไมต้อง ร้องเพลงเสียงดังด้วย จักจั่นตอบว่า ที่ข้าร้อง เพรำะข้ำมีควำมสุข จึงร้องออกไป ถ้ำหำกพระรำชำ ไม่ยอมก็ให้ผ่ำเอำ ตับ ไต ไส้ พุงของข้าไปกิน ตั้งแต่นั้นมาจักจั่นก็มีชีวิตอยู่โดยไม่มี ตับ ไต ไส้ พุงมาจนถึงทุกวันนี้ นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การจะท าอะไรควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดี เรื่อง พระราชาหูยาว (สือผะหน่ะปูกัวหลี่หลี่) ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง นานมาแล้วมีพระราชาองค์หนึ่งซึ่งมีเชื้อสายแขก อยู่มาวันหนึ่งพระมเหสี ได้คลอด พระโอรส ซึ่งมีหูยาวกว่า 1 ศอก และยังมีขนอีกด้วย พระมเหสีกลัวคนอื่นจะรู้เลย จึงเย็บหมวก พิเศษสวมทับหูพระโอรสไว้ตลอดเวลา ต่อมาพระบิดาก็ได้เสียชีวิตไป พระโอรสก็ได้ครองแผ่นดิน แทน ทรงเป็นพระราชาที่ชอบตัดผม แต่งตัว เพราะพระราชาทรงเป็นหนุ่ม ช่างตัดผมที่เคยตัดผมให้ พระราชาแต่ละคนจะถูกโดนประหารชีวิต เพื่อปิดเป็นความลับไม่ให้ข่าวแพร่ออกไป และได้เกิด เหตุการณ์อย่างนี้เรื่อย ๆ จนประชากรน้อยลง พระราชาก็คิดได้ว่าถ้าท าอย่างนี้ พระองค์จะทรงมี จ านวนประชากรไว้รับใช้น้อยลงเรื่อย ๆ เป็นแน่ เมื่อคนสุดท้ายที่ตัดผมให้พระองค์ได้เสร็จสิ้นลง ก็ ทรงกระซิบบอกช่างตัดผมว่า “เจ้าอย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ ถ้าเจ้าเล่าเรื่องนี้เมื่อไรข้าจะตัดหัวเจ้า” หลังจากที่รับปากกับพระราชา ช่างตัดผมก็รู้สึกอึดอัดใจที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ นับวันก็ยิ่งอึดอัด จนท าให้ท้องอืด ท้องโต จนในที่สุดก็ทนทรมานไม่ได้ จึงไปที่ที่ท้ายหมู่บ้าน และ ขุดหลุมลึกหลุมหนึ่งและเขาได้พูด ระบายความในใจลงไปในหลุมว่า “พระราชาหูยาว พระราชาหู ยาว (สื่อผะน่ะปูกัวหลี่หลี่ สื่อผะน่ะปูกัวหลี่หลี่) “ พอระบายความในใจได้สักพักท้องก็เริ่มหายอึด อัด และหายเป็นปกติ แต่ต่อมาไม่นานตรงหลุมนั้นก็มีต้นอ้อขึ้น ชาวบ้านก็ตัดมาท าขลุ่ยเป่ าเล่น แต่เสียงขลุ่ยนั้น ออกเสียงว่า “ พระราชาหูยาว พระราชาหูยาว” ดังที่ช่างตัดผมได้ระบายลงไป พอ เรื่องนี้ได้ยินถึงพระราชา ๆ ก็ทรงซักถามช่างตัดผม ช่างตัดผมก็เล่าความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับ และวิธีการระบายถึงความทุกข์ให้พระราชาทรงทราบ พระราชาจึงทรงคิดได้ว่า ถ้าจะฆ่าทุกคนที่รู้ ความลับในเมืองนี้ก็คงฆ่าไม่หมดแน่ ซ ้าท าให้ประชากรเหลือน้อยลงอีก ดังนั้นตั้งแต่นั้นมาพระองค์ จึงทรงไม่สวมหมวกปิดความลับอีกเลย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่มีความลับโลกนี้


108 เรื่อง ผีกองกอย (หนี่กากา) ประเภทนิทาน คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง นานมาแล้วเมื่อสมัยก่อนมีการเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ตอนเทศกาลปีใหม่ของทุกปี จะมีผีหนี่ กากา ที่แปลงร่างเป็นคนมาร่วมเต้นร าในตอนกลางคืน แต่พอใกล้สว่างก็กลับ ท าอย่างนี้ทุกคืน และทุกปี ตอนกลางคืนนั้นหนี่กากากลุ่มนี้จะดูสวยมาก มีอยู่คืนหนึ่ง มีหนุ่มสองคน ก็ได้วางแผน จับผู้หญิงหนี่กากา จนสว่างเพื่อจะดูหน้าหนี่กากาตอนกลางวันว่าเป็นอย่างไร พอไก่ขันพวกหนี่กา กา ตนอื่น ๆ ก็กลับกันหมดเหลือแต่ผู้หญิงหนี่กากาที่ถูกชายหนุ่มสองคนนี้จับ อยู่ตนเดียว พอเห็น เพื่อน ๆ กลับก็ขอร้องให้ปล่อยมือเธอ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยถึงแม้มันจะขอร้องอย่างไรทั้งสอง หนุ่มก็ไม่ยอมปล่อย พอสว่างผู้หญิงคนนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าตาที่สวยงามเป็นยายแก่ที่มี หน้าตาที่อัปลักษณ์ ชายหนุ่มสองคนนั้นก็ตกใจมากจึงปล่อยมือ หนี่กากาจึงวิ่งหนีเข้าไปในป่ าทันที หลังจากนั้นมา หนี่กากาก็ไม่มาร่วมเต้นปีใหม่อีกจนถึงทุกวันนี้ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอยากรู้อยากเห็นเกินไป ท าให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ เรื่อง ผีฟ้า (หมื่อกู่หนี่) ประเภท ตลกขบขัน เนือ้เรื่อง มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เมียต่างถิ่น ซึ่งเป็นลูกสาวของผีฟ้า ฝ่ ายชายหนุ่มไม่รู้ เพราะหน้าตา ของหญิงสาวเหมือนคนธรรมดาทั่วไป โดยปกตินิสัยผีฟ้าชอบตดมาก พออยู่กับคนก็ไม่กล้าตด ท า ให้ท้องโต หน้าซีด ผอมลงทุกวัน ฝ่ ายแม่ผัวก็สงสัยเลยถาม ลูกสะใภ้ก็บอกสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ตาม ความเป็นจริง แม่ผัวจึงบอกให้ลูกสะใภ้ปล่อยลมบ้าง พอได้ยินเช่นนั้นลูกสะใภ้ก็ดีใจเป็นอย่างมาก ไปแอบปล่อยลมที่เตาไฟ (เตาไฟที่ใช้ดินซึ่งมีขนาดใหญ่) ท าให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คนรอบ ข้างตกอกตกใจ ทั้งผัวทั้งแม่ผัวเห็นว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดา ต้องเป็นผีฟ้าแน่ ๆ เลย จึงวางแผนเอา เมียไปส่งบ้านเดิม ในระหว่างทางเจอพ่อค้าขายปลาทู พ่อค้าก็ถามว่าเจ้าสองคนจะไปไหน ชาย หนุ่มก็แอบเล่าเรื่องที่เมียเป็นผีฟ้าให้พ่อค้าฟัง ฝ่ ายพ่อค้าไม่เชื่อ ชายหนุ่มจึงให้เมียสาธิตการ ปล่อยลม (ตด)ให้ดู พอเมียปล่อยลม ปลาทูที่พ่อค้าหามมาก็ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปหมด พ่อค้าก็ตกใจเป็นอย่างมากบอกว่า ต้องรีบ ๆ ไปส่งซะ เมียเจ้าต้องเป็นผีแน่ ๆ ดังนั้นชายหนุ่มจึง พาเมียไปส่งที่บ้านตามเดิมที่เธอเคยอยู่


109 เรื่อง ผีกองกอย กับนายพราน (หนี่กากาจีจีค่ัวคัวซูว) ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนายพรานคนหนึ่ง ชอบเข้าไปล่าสัตว์ในป่ าลึก ๆ คนเดียว มีอยู่วัน หนึ่ง นายพรานก็ไปพบเด็กน้อยหลงอยู่ในป่ า ก็รู้สึกชอบขึ้นมาเลยเก็บเด็กกลับมาเลี้ยงที่บ้าน พอ ค ่า ๆ ก็มียายแก่มาตามลูกคืน แต่ไม่กล้าเข้าบ้านเลยแอบซ่อนตัวอยู่นอกบ้านของนายพรานแต่ คอยส่งเสียงร้อง “ กู่จี้ กู่จี้” นายพรานก็นั่งดูเด็กที่เก็บมา เด็กน้อยถูหูของตัวเอง หูก็กว้างขึ้น เป็น หลายร้อยเท่า ก็พับลงมาท าผ้าปู อีกข้างก็ท าผ้าห่ม นายพรานก็นึกว่ามันไม่ใช่คนแน่ ๆ เลยจับเด็ก น้อยโยนออกนอกบ้าน แม่ของเด็กที่คอยอยู่นอกบ้านก็กระโดดรับเด็กไปด้วยความดีใจแล้ววิ่งกลับ เข้าป่ าไป ตั้งแต่นั้นมาคนก็ไม่กล้ารับเด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาเลี้ยง เพราะเชื่อว่าจะเป็นผี แปลงร่างมาเป็นคน สมัยก่อนคนแก่มักจะสอนเสมอว่าอย่าไปรับเด็กคนอื่นมาเลี้ยง เรื่อง ผีตาโง๊ะ (ผีต้นไทร) (เมจูหนี่) ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง มีนายพราน 4 คน ชวนกันไปล่าสัตว์ พอค ่าก็หาที่นอน ในบรรดา 4 คน นี้มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ มีคาถาอาคมป้องกัน ตัวเลยไปขอนอนใต้ต้นไทร โดยเอาหมากพลูไปขอ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ป่ าคาถา เสกตัวองให้เล็กลงแล้วเข้าไปนอนในต้นไม้ พอประมาณเที่ยงคืน มีผี 3 ตน มาหาผีต้นไทรที่เขา ก าลังนอน ว่าขอเนื้อชายคนนี้กินได้ไหม ฝ่ ายผีต้นไทรก็บอกว่า คนนี้ข้าขอนะ เพราะเขาได้มาขอ ฝากเนื้อฝากตัวกับข้าแล้ว ส่วนอีก 3 คน นั้นข้าจะยกให้แล้วแต่พวกเจ้าจะจัดการ ผี 3 ตนจึงบอก ว่า ไม่ได้หรอกมันมีหนามเต็มไปหมด พวกข้าเข้าไปไม่ได้หรอก ผีต้นไทรจึงออกอุบายให้ว่า ให้อีก คนท าเสียงไก่ขัน อีกคนเป็นดวงอาทิตย์ อีกคนท าเป็นแสงสว่าง ดังนั้นผี 3 ตนจึงท าตาม พอ 3 นายพราน ได้ยินเสียงไก่ขัน เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและแสงสว่างตามมาก็เก็บคาถา และออกมา ฝ่ ายผีเห็นนายพรานเก็บคาถาก็จับ 3 นายพรานกินแล้วเอาอกของนายพรานคนหนึ่ง มาฝากผีต้นไทร โดยแขวนไว้ที่กิ่งต้นไทรบนที่นอนของนายพราน เมื่อเช้าขึ้นมา เลือดได้หยดลงมา ถูกนายพรานที่นอนอยู่ใต้ต้นไทร ท าให้เขาสะดุ้งตื่นและวิ่งหนีกลับบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเข้าป่ าให้เคารพกฏของป่ า ต้นไม้แต่ละต้นก็มีเจ้าของ ภูเขา แต่ละลูกก็มีเจ้าของ ดังนั้นเราต้องให้เกียรติกับเจ้าของและรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน จะท าให้เราอยู่ รอดปลอดภัย


110 เรื่อง เบ่ฉือมา (ผี) ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองพี่น้องก าพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับย่าซึ่งแก่มากแล้ว ช่วง หน้าข้าวเริ่มจะเกี่ยวได้ต้องไปไล่นกที่มากินข้าว ย่าไปไม่ไหว จึงให้หลานสองคนไปแทน พอไปถึง ไร่ก็ตะโกนไล่นก พอเสียงตะโกนไปถึงหูเบ่ฉือมา เบ่ฉือมาก็ตอบรับ เด็กสองคนก็กลัววิ่งกลับไป บอกย่า วันรุ่งขึ้นย่าไปแทน พอตะโกนไล่นก ก็มีเสียงตอบกลับมาอยู่ที่ท้ายไร่ข้าว ฝ่ ายย่าก็บอกไป ว่า “ถ้าเจ้าเป็นคนดีก็ไต่เชือกมา ถ้าเจ้าเป็นคนร้ายก็ให้เดินมา” ฝ่ายผีก็ไต่เชือกมา พอมาถึงก็ชวนย่าหาเหา โดยให้ย่าเป็นฝ่ ายหาเหาให้เบ่ฉือมาก่อน บนหัวของเบ่ฉือมามี เห็บเต็มไปหมด พอย่าจับได้ก็ยื่นให้เบ่ฉือมา เบ่ฉือมาก็กินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด เมื่อหาจนหมด ฝ่ายผีก็เป็นฝ่ ายหาบ้าง หาไปได้สักพักก็มีเลือดไหลลงมาตามแก้มของย่า สักพักย่าก็ตาย เพราะผี ได้ควักสมองของย่ากินหมด ฝ่ ายผีก็เอาเสื้อผ้าของย่ามาสวมใส่ แล้วแบกฟื นกลับบ้านย่า พอเด็ก สองคนเห็นท่าไม่ค่อยดีเลยไม่ยอมเปิดประตูให้ คนพี่ก็บอกว่า ย่าข้าฟันไม่ยาว ขนแขนไม่ขึ้น ฝ่ายผี ก็วิ่งไปทุบฟันทิ้ง ขัดขนออก หลานก็เปิดให้ ผีให้สองพี่น้องไปตักน ้า คนน้องตักแต่น ้าดี ๆ มาให้ คน พี่ตักน ้าขุ่น ๆ มาให้ ใช้ไปเอาฟืน คนน้องเอาฟื นแห้งมาให้ ส่วนคนพี่นั้นแกล้งเอาฟื นที่เน่าเปลือย มาให้ พอใกล้ถึงเวลานอน ผีก็สั่งให้ไปอาบน ้า คนพี่หาขี้ไก่มาทาตัวน้อง คนน้องร้องไห้ เพราะน้อง ตัวเล็กอยู่ไม่รู้อะไร ฝ่ายผีก็ด่าคนพี่ เมื่อถึงเวลานอนผีก็เอาคนน้องนอนใกล้ ๆ ผี ส่วนคนพี่นอนห่าง ๆ คอยฟังสถานการณ์ พอ นอนได้สักพักใหญ่ ก็ได้ยินเสียงเคี้ยวกระดูก ดังกรอบ ๆ แกรบ ๆ คนพี่ก็รู้ว่าน้องถูกกินไปแล้ว พอ ใกล้สว่างผีก็บ่นปวดท้อง คนพี่ได้ทีเอาด้ายมัดมือผีแล้วบอกว่าให้เดินไปตามเชือกซึ่งเชือกมีความ ยาวมาก สุดเชือกแล้วจึงค่อยปล่อยหนักได้ ผีก็ท าตาม ฝ่ายเด็กสาวได้ทีก็หนีสุดชีวิต พอไปถึงแม่น ้าใหญ่ ก็ไม่รู้จะท าอย่างไร ก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปอยู่ ข้างบน สักพักผีก็วิ่งมาตาม พอเห็นเงาเด็กในน ้าก็ท าท่าจะกระโดดจับเด็กสาว แต่กระโดดจับไม่ได้ เพราะมีแต่เงา เธออดหัวเราะไม่ได้ก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมา ผีก็ถามว่า หลานขึ้นไปได้อย่างไร ฝ่ ายหลานก็ตอบว่า ให้ตีลังกาขึ้นมา ผีก็ท าตามพอผีใกล้จะมาถึงตัว เธอเห็นว่าจะเสียท่าผีแน่ ๆ ก็ ตะโกนบอกไปว่า “ย่าลงไปก่อนนะ ให้ไปเอาหอกของปู่ เผาไฟให้แดง ๆ มาให้หลาน ๆ จะสอย ผลไม้ให้ย่ากิน “ ฝ่ ายผีก็ไปเอามา เด็กสาวให้ผีอ้าปากรับผลไม้ที่หล่นลงมา ฝ่ ายผีหารู้ไม่ว่าเด็กสาว ใช้หอกเสียบเข้าปากแก พอผีตายเลือดของผีก็กลายเป็นหนองน ้าขนาดใหญ่ เด็กสาวจึงลงมาไม่ได้ กบผ่านมา เด็กสาวขอร้องก็ให้กบช่วยดื่มน ้า พอใกล้จะดื่มหมดกบก็ท้องแตกตาย ปู กับ ปลามาช่วยดื่มก็ดื่มไม่หมด เด็กสาวก าลังกลุ้มใจ ก็มีพระจันทร์ผ่านมา พระจันทร์ก็ช่วยดื่มแต่ดื่ม


111 อย่างไรก็ไม่ได้เพราะตัวใหญ่ เด็กสาวจึงตะโกนบอกว่าให้ตะแคงดื่ม โดยดื่มจากขอบของหนองน ้า จึงสามารถดื่มได้หมด พระจันทร์ขอบคุณและก็ได้น าเด็กสาวไปอยู่บนพระจันทร์ด้วย ฉะนั้น ที่เราเห็นคนอยู่ใต้ต้นไม้ในดวงจันทร์คือเด็กสาวคนนี้เอง นิทานเรื่อง จา ปา 100 ต้น ประเภท คติสอนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกษัตริย์องค์หนึ่งมีเมีย 2 คน เมียหลวงเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ส่วนเมียน้อยมีจิตใจโหดร้าย ขี้อิจฉา มีวันหนึ่ง กษัตริย์ได้จับปูมาตัวหนึ่งซึ่งมีขา 100 ขา และให้ภรรยาทั้งสองคนกิน เมียหลวง นั้นยอมกินแต่โดยดี ในขณะที่เมียน้อยไม่ยอมกิน ต่อมาเมียหลวงตั้งครรภ์ ท้องแก่แล้วแต่ก็ไม่ยอมคลอดสักที กษัตริย์ก็เฝ้ารอการคลอดทุก วัน จนมาวันหนึ่งกษัตริย์ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎร์ เมียหลวงจึงได้คลอดลูกออกมา 100 คน แต่ ขณะคลอดเมียหลวงได้หมดสติไป ดังนั้นเมียน้อยจึงน าลูกของนางทั้ง 100 คน ไปทิ้งและน าหมา ขนปุยมาไว้ตัวหนึ่ง แม่วัวจึงน าไปเลี้ยงไว้ด้วยความสงสาร พอเมียหลวงฟื้นขึ้นมาก็พบหมาขนปุยเพียงตัวเดียว เมียน้อยจึงบอกว่า “นี่แหล่ะลูกของ เจ้า” ฝ่ายเมียหลวงไม่รู้จึงนึกว่าหมาน้อยตัวนี้เป็นลูกของตนจริง ๆ จึงเลี้ยงไว้ด้วยความรัก จนกระทั่งกษัตริย์กลับมา เมียน้อยได้รายงานกษัตริย์ว่า เมียหลวงได้คลอดลูกออกมาเป็น หมา ท าให้ทรงอับอายเป็นอย่างมาก จึงให้มหาดเล็กไปสร้างกะท่อมเล็ก ๆ อยู่ท้ายหมู่บ้านและให้ เมียหลวงกับลูกไปอยู่ ฝ่ ายแม่วัวก็เลี้ยงดูลูกของกษัตริย์ทั้ง 100 คนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมียน้อยรู้ว่าแม่วัวตัวนี้ เลี้ยงดูลูกของกษัตริย์อยู่ จึงคิดที่จะฆ่าวัวตัวนี้ จึงแกล้งป่ วยและบอกว่าหากไม่ฆ่าวัวตัวนี้นางจะไม่ หายจากอาการป่ วย กษัตริย์ด้วยความรักเมียจึงจ าเป็นต้องฆ่าวัวตัวนี้ ฝ่ ายแม่วัวเมื่อรู้ว่าตนจะถูกฆ่า จึงได้น า เด็กทั้ง 100 คนไปฝากไว้ให้ช้างเลี้ยงดูต่อ พร้อมกับเล่าความจริงให้ฟัง เมื่อแม่วัวถูกฆ่าตาย ช้างจึงเป็นผู้เลี้ยงเด็กทั้ง 100 คนต่อ แต่เมียน้อยก็รู้อีกว่าช้างน าเด็ก มาเลี้ยง จึงแกล้งท าเป็นป่ วยอีกและบอกให้ฆ่าช้างตัวนี้ ฝ่ายช้างเมื่อรู้ว่าตนจะถูกฆ่าตายจึงน าเด็ก ๆ ไปไว้ที่สวนมันเทศข้างกุฏิของหลวงพ่อ หลวง พ่อมาพบเข้าจึงน าไปเลี้ยงจนกระทั่งเมียน้อยมารู้อีกว่าเด็ก ๆ อยู่กับหลวงพ่อ ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อ ออกบิณฑบาต เมียน้อยจึงน าอาหารและขนมใส่ยาพิษมาให้เด็กกิน พอหลวงพ่อกลับมาก็พบว่า


112 เด็ก ๆ ตายกันหมดแล้ว จึงน าศพไปฝังไว้แต่ต่อมาปรากฏว่าบนหลุมศพมีต้นจ าปางอก 100 ต้น และออกดอกอย่างสวยงาม เมียน้อยเมื่อรู้เรื่องก็แกล้งป่ วยอีกและบอกให้กษัตริย์ส่งคนไปตัดต้นไม้ทั้ง 100 ต้นทิ้งและ ให้น าไปลอยน ้าไปให้ไกลจากเมือง มีสองตายายคู่หนึ่ง มีบ้านริมน ้า เก็บฟื นที่ลอยน ้ามาขายยังชีพไปวัน ๆ ดังนั้นเมื่อต้นไม้ทั้ง 100 ต้นถูกตัดและลอยน ้าผ่านหน้าบ้าน ทั้งคู่จึงเก็บกิ่งไม้เหล่านี้ไปท าฟื นและกองไว้ข้าง ๆ กะท่อม ของตน ตกดึกมา จึงได้ยินเสียงเด็ก ๆ ร้องไห้กันระงมเพราะความหนาวเหน็บ จึงออกมาดูและพบ เด็ก 100 คน กอดกันอยู่ ทั้งสองจึงเลี้ยงดูเด็ก ๆ ไว้จนเติบโตพอที่จะช่วยเหลืองานบ้านได้ เด็กทั้ง 100 คนมีความสามารถพิเศษในการโยนลูกสะบ้าเป็นอย่างมาก ทุก ๆ วันจึงแข่งโยนสะบ้ากับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านรวมทั้งลูกชายกษัตริย์ซึ่งเป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อยก็มาเล่นด้วย โดยน าเงิน (เหรียญ กษาปณ์) มาโยน ลูกเมียหลวงสามารถโยนชนะ ลูกกษัตริย์จึงน าเงินมาโยนลูกสะบ้าจนหมดทั้งโอ่ง ดังนั้นกษัตริย์จึงเกิดความสนใจและอยากเห็นหน้าเด็กที่สามารถโยนลูกสะบ้าได้เก่งขนาดนี้ จึงให้ มหาดเล็กน าเด็ก (ลูกเมียหลวง) ไปเฝ้ากษัตริย์ เมื่อถูกน าตัวไปเฝ้า กษัตริย์จึงได้ซักถามประวัติว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เด็ก ๆ จึงแกล้ง ตอบว่า “แม่ของข้าอาศัยอยู่ที่กะท่อมท้ายหมู่บ้านกับหมาขนปุยตัวหนึ่ง เพราะแม่ของข้ากินปู 100 ขา จึงคลอดลูก 100 คน และเมื่อคลอดลูกพ่อของข้าไม่อยู่ แม่เลี้ยงใจยักษ์จึงน าพวกข้าไปทิ้ง แม่ วัวจึงน าไปเลี้ยงและน าลูกหมาไว้ให้แม่ข้าเลี้ยงแทน” และเด็ก ๆ ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กษัตริย์ ฟังโดยละเอียด กษัตริย์เมื่อทรงทราบความจริงก็พอที่จะเดาเหตุการณ์ได้ จึงได้น าเมียน้อยไปประหารและ พาลูกเมียของตนกลับมาอยู่ในวังอย่างมีความสุขสืบมา นิทาน เรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า การให้ร้ายผู้อื่น นั้น ผลร้ายจะกลับมาสู่ตัวเรา นิทานเรื่อง ปวุ่ฮามิปวุ่ฮางู ประเภทนิทาน ตลกข าขัน เนือ้เรองื่ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง เดินทางไปไร่ด้วยกัน ระหว่างทางพบหมีตัว หนึ่งและไล่กัดสองสามีภรรยาคู่นี้ สามีนั้นตกใจกลัวมาก จึงหนีเข้าไปในโพรงไม้แต่โพรงเล็กจึงเข้าได้เพียงครึ่งตัว โดยที่ก้น ยังยื่นออกไปข้างนอก ส่วนภรรยานั้นได้ใช้มีดฟันหมีจนตายหลังจากนั้นก็ตามหาสามีของนางและเรียกให้สามี ออกมา แต่สามีนึกว่าภรรยาตนเป็นหมีจึงไม่ยอมออกมาและตะโกนบอกว่า “ถ้าเจ้าไม่กัดไม่ได้ก็ให้


113 กัดก้นข้าเถอะ” ส่วนภรรยาเมื่อได้ยินดังนั้นก็บอกว่าตนฆ่าหมีตายไปแล้ว ไม่ต้องกลัวและกระชาก เสื้อสามีออกมา สามีจึงยอมออกมา พอหายตกใจแล้วสามีก็บอกภรรยาว่า”เจ้าต้องบอกคนอื่น ๆ ว่าข้าเป็นคนฆ่าหมีตัวนี้นะ” ภรรยาก็ยอมรับปากแต่โดยดี ดังนั้นเมื่อกลับมาภรรยาก็เล่าให้คนอื่น ๆ ฟังว่าสามีของตนเป็นคนฆ่าหมี ท าให้ชื่อเสียง ของเขาโด่งดังไปทั่ว ผู้คนทั้งหลายจึงพากันยกย่องและขนานนามให้เขาว่า “ปวุ่ฮามิ” ชื่อเสียงความเก่งกาจของเขาได้ยินถึงหูของพระราชา พระราชาจึงส่งมหาดเล็กให้ไปน าตัว เขาเข้าเฝ้า เพื่อที่จะให้เขาไปฆ่างูยักษ์ที่ก าลังอาละวาดในเมืองหลวง จับกินผู้คนเป็นอาหาร เมื่อทราบข่าวเช่นนี้ สามีจึงกลัวเป็นอย่างมาก แต่ภรรยาปลอบใจสามีและบอกว่าให้สวม เป่ ะผ่าไป ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปฆ่างู ซึ่งงูใหญ่ตัวนี้อยู่ในรูใหญ่ใต้ดิน ขณะที่เขาก าลังก้มมองดูรูงู อยู่นั้น ภรรยาก็ผลักเขาให้ตกลงไปในรูงู เขาจึงตกลงไปขี่คองูพอดี แต่ด้วยความโชคดีของเขาเอง ซึ่งงูใหญ่ก าลังนอนหลับอยู่ ฝ่ายภรรยาเมื่อผลักสามีตกลงไปในรูแล้วก็ตะโกนบอกให้มหาดเล็กเข้าไปช่วยสามีตน โดย แกล้งบอกว่า หากไม่รีบไปช่วย ถ้าสามีนางปล่อยงูออกมาทุกคนจะต้องถูกงูกินเป็นอาหารแน่นอน ดังนั้นทั้งทหารและผู้คนที่มาดูก็เข้าไปช่วยกันจับงู จนสามารถฆ่างูใหญ่ตาย เขาจึงได้ขนานนาม ใหม่ว่า “ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู” ต่อมาบ้านเมืองถูกฆ่าศึกรุกราน พระราชาจึงให้น า ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู ไปร่วมรบด้วยเพราะรู้ ว่าเขาเก่งกาจ เมื่อรู้ข่าวเช่นนี้สามีก็กังวลใจเป็นอย่างมาก และม้าเขาก็ขี่ไม่เป็นด้วย ภรรยาจึงใช้ม้า ขาวม้ามัดไว้กับตัวม้า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาออกรบ เขาจึงห้อยโตงเตงอยู่ใต้ท้องม้า เขาเองไม่รู้จะท า อย่างไร ข้าศึกก็ล้อมเต็มไปหมด จึงตะโกนออกไปว่า “ข้าปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู มาแล้ว บินก็ได้ วิ่งก็ได้ ขนาดขี้ม้ายังไม่ขี่ไม่เหมือนคนอื่นเลย” พวกข้าศึกเมื่อได้ยินดังนั้นก็วิ่งหนีกันกระเจิง เขาจึงชนะ สงคราม ต่อมาข้าศึกก็มารุกรานอีก เขาจึงถูกเรียกไปรบอีกครั้ง เขาเองก็กลัวเป็นอย่างมาก นึกอยู่ ในใจว่าคราวนี้ต้องตายแต่ ๆ จึงปีนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ดูเหตุการณ์ สักพักมีข้าศึกกลุ่มหนึ่งมาหลบ ที่ใต้ต้นไม้และคุยกันว่า “เจ้าปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางูมันจะแน่สักแค่ไหน ถ้าเจอตัวหล่ะก็ ข้าจะฆ่ามันให้ ตายไปเลย” เมื่อเขาได้ยินดังนั้นก็กลัวเป็นอย่างมากถึงกับขาสั่น ขี้แตก ฉี่ราด แต่พยายามข่มความ กลัวและตะโกนออกไปว่า “มาแล้ว ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู บินก็ได้ วิ่งก็ได้” พร้อมกับกระโดดลงมาจาก ต้นไม้ เหล่าข้าศึกเมื่อได้ยินดังนั้นก็แตกตื่น วิ่งหนีกันไปหมด เขาจึงชนะสงครามอีกครั้ง ดังนั้น พระราชาจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพ ดูแลกองทัพสืบต่อไป


114 เรื่อง ค่ัวจาซาผะ ตอน ขโมยเงนิวิเศษ ประเภท นิทานตลก เนือ้เรื่อง สมัยก่อน คั่วจาซา เป็นคนฉลาดและหลักแหลมและเจ้าเล่ห์มากไม่มีใครเท่าเทียม ใคร ๆ ก็รู้จักชื่อเสียงเรื่องนี้เป็นอย่างดีรวมทั้งพ่อตา และแม่ยายของเขา เลยท้าให้ขโมยเสื้อผ้าที่ตนใส่ไว้ ฝ่ ายคั่วจาซา ก็หาหมัดหมามาเก็บใส่กระป๋ อง น าไปปล่อยที่เตาผิงไฟที่บ้านพ่อตาแม่ยาย พอสอง สามีภรรยาผิงไฟก็โดนหมัดเล่นงานจนต้องถอดเสื้อผ้านอน หลังจากที่หลับไปเสื้อผ้าที่ถอดไว้ถูก คั่วจาซาขโมยไป รุ่งเช้ามาพ่อตาโมโหมาก เลยท้าให้มาขโมยคุจึ(กระปุกเงินเล็ก ๆ ) ที่แกมีอยู่ สองสามี ภรรยาก็ช่วยกันรักษาโดยการอมไว้ในปาก คั่วจาซาก็แอบฟังอยู่ที่หัวนอนของพ่อตาแม่ยาย สอง สามีภรรยาก็เปลี่ยนกันอม พอสักพักใหญ่พ่อตาก็หลับไป คั่วจาซาก็ย่องเข้าห้องนอน พอแม่ยาย ยื่นคุจึให้พ่อตารับมาอมต่อ คั่วจาซาก็เอื้อมมือรับแทนไป ฝ่ ายแม่ยายก็นึกว่าเป็นสามีตนเองก็เอา ให้ไป คั่วจาซาจึงได้คุจึลับไปและนอนหลับอย่างสบายอารมณ์ พอรุ่งเช้ามาพ่อตาถามแม่ยายว่าคุจึอยู่ที่ไหน แม่ยายก็ตอบว่าเมื่อคืนตนได้ยื่นให้พ่ออมไป แล้วไม่ใช้หรือ พ่อตาก็บอกว่าไม่ได้ยื่นให้ ดังนั้นทั้งคู่จึงโทษกันไปโทษกันมาและในที่สุดก็นึกได้ว่า ต้องเป็นฝีมือ คัวจาซาแน่ ๆ เลย ไอ้ลูกเขยตัวแสบเจ้าเล่ห์ คนเฒ่าคนแก่เปรียบคนขี้เกียจ คนเจ้าเล่ห์ว่า เป็น คัวจาซาผะ เรื่อง คนขาเป๋ กับคนตาบอด (แปจุจี จี เมียชุ กัว ชัวเยียแหลกัว) ประเภท นิทานตลกขบขัน เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายตาบอดกับชายขาเป๋ อยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวัน หนึ่งมีเทพจ าแลงองค์หนึ่งแปลงร่างลงมาบอกทั้งคู่ว่า ถ้าอยากหายเป็นปกติให้ทั้งคู่ไปหาโพรงนก หัวขวานให้เจอ ทั้งคู่จึงได้พยายามตามหาโพรงนกหัวขวาน แต่ก็เป็นอุปสรรคกับทั้งคู่เพราะชาย ขาเป๋ ตาดีแต่เดินไม่ได้ ขณะที่ชายตาบอดขาดีแต่กลับมองไม่เห็น ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าให้ชายตาบอด แบกชายขาเป๋ เดินไป เพื่อที่ชายขาเป๋ จะเป็น “ตา” ให้และบอกทางเดิน พอเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็พบโพรงนกหัวขวานอยู่บนยอดไม้ ชายขาเป๋ จึงบอกชายตาบอดให้ วางตนลงและให้ชายตาบอดขึ้นไปเอาลูกนกหัวขวานบนต้นไม้ ชายตาบอดจึงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามค า บอกของชายขาเป๋ ว่าควรขึ้นไปอย่างไร โดยชายขาเป๋ นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้เพื่อบอกทางขึ้น พอชายตา บอดคล าพบโพรงแล้ว จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรงนกหัวขวาน ปรากฏว่าล้วงใส่งูเขียวที่มีขนาดเท่า ล าแขนตัวหนึ่ง ชายขาเป๋ ก็ตะโกนบอกชายตาบอดว่า “งู ๆ” ชายตาบอดตกใจเป็นอย่างมาก


115 พยายามเพ็งมองงูจนมองเห็น จึงได้ปล่อยงูลงพื้นทันที ชายขาเป๋ ก็ตกใจกระโดดโลดเต้นเพื่อให้วิ่ง หนีไปได้จนสามารถวิ่งได้ในที่สุด เมื่อทั้งสองหายดีแล้วก็ชวนกันกลับบ้านและมีชีวิตอย่างปกติสุข นิทานเรื่อง เศรษฐีกับยาจก ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาย 2 คน เป็นเพื่อนกัน ชายคนแรกมีชีวิตอยู่เพียงล าพังไม่มี ครอบครัวหรือญาติพี่น้อง แต่เขามีทรัพย์สมบัติ มีฐานะร ่ารวย แต่ชายคนที่สองมีครอบครัวแล้วแต่ ฐานะยากจน อยู่มาวันหนึ่งชายคนแรกบอกกับชายคนที่สองว่า “ถึงเจ้าจะมีภรรยามีลูกแล้วแต่ข้าก็ ไม่เคยนึกอิจฉาเจ้าเลยเพราะว่าเจ้ายากจน ข้าแม้จะอยู่เพียงล าพังแต่ฐานะร ่ารวยกว่าเจ้า” ชายคน ที่สองกลับบอกว่า “แม้เจ้าจะมีฐานะร ่ารวย มีทรัพย์สินเงินทองมากแต่ข้าก็ไม่เคยนึกอิจฉาเจ้า เหมือนกัน เพราะข้ามีภรรยา มีลูก ข้ามีข้าวกิน มีลูกหลานคนคอยปรนนิบัติ ดูแลข้าอย่างใกล้ชิด แต่เจ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวและท างานเองทุกอย่าง ไม่มีคนช่วย” ชายคนแรกก็แย้งอีกว่า “แต่บ้านข้ามี ทุกอย่างที่บ้านเจ้าไม่มี” ดังนั้นเมื่อต่างคนต่างก็เห็นว่าตัวเองมีชีวิตที่สุขสบายกว่า ชายคนที่สองจึงออกความเห็น ว่าให้เปลี่ยนกันไปกินข้าวบ้านละมื้อ โดยไปกินข้าวที่บ้านของชายคนแรกก่อน พอไปถึงบ้านของชายคนแรก พบว่าภายในบ้านมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างครบถ้วน แต่เขาไม่ มีคนช่วยงานบ้านเลย ต้องท างาน ท าอาหารเองทุกอย่าง เขาจึงต้องเหนื่อยเพียงคนเดียว ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนไปกินข้าวที่บ้านของชายคนที่สองต่อ ชายคนแรกจึงพบว่า ชายคน ที่สองแทบจะไม่ได้ท าอะไรเลย เขาเพียงแต่นั่งอยู่เฉย ๆ พูดคุยกับเขาบ้าง พูดกับลูกหลานบ้าง อย่างมีความสุข ลูก ๆ ของเขาเป็นคนจัดการทุกอย่าง กวาดบ้าน เลี้ยงสัตว์ ท าอาหาร พอถึงเวลา กินข้าว ลูก ๆ ก็เข้ามาอุ้มชายคนที่สองและภรรยาไปกินข้าว พอกินได้สักช่วงชายคนที่สองก็บ่นว่าหนาว อยากไปกินข้าวข้างนอก ลูก ๆ จึงยกส ารับ กับข้าวไปไว้หน้าบ้านและอุ้มพ่อแม่ไปด้วย ต่างคนต่างช่วยกันอุตหลุด โดยไม่เกี่ยงกัน แต่พอกินได้ สักพักก็บ่นว่าร้อนอีก ลูก ๆ ก็ช่วยกันเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านอีก หลังจากกินข้าวเสร็จ ชายคนที่สองจึงถามชายคนแรกว่า “เจ้ารู้หรือยังว่าใครสุขสบายที่สุด เพราะข้าไม่ต้องท าอะไรเลย มีคนช่วยเหลือข้าทุกอย่าง ไม่ว่าข้าจะเคลื่อนไหวไปทางใดข้า เปรียบเสมือนกษัตริย์ที่มีบริวารให้รับใช้มากมาย ในขณะที่เจ้ามีเงินทองแต่ไม่มีความสุขเลย เพราะ เจ้าต้องเหนื่อย ไม่มีบริวารให้รับใช้เหมือนข้า ข้าจึงไม่อิจฉาเจ้าเลย”


116 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การอยู่เพียงล าพังไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ท าให้ล าบาก เหนื่อย ต้องท าเอง กินเอง ถ้าไม่ท าก็ไม่มีกินแต่ถ้ามีครอบครัวดี ก็เหมือนกษัตริย์ มีลูกหลานคอย ดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดแทบไม่ต้องท าอะไรเลย” นิทานเรื่อง ชะตาฟ้าลิขิต ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งฐานะยากจนมาก ลูก ๆ ก็ยังเล็กมาก จึงเกิด ความเครียดและคิดจะฆ่าตัวตาย จึงถือเชือกเข้าไปในป่ าเพื่อที่จะผูกคอตายและได้แขวนคอตายที่ ใต้ต้นไม้ใหญ่ วิญญาณของเขาได้ไปในยมโลก พญายมจึงถามว่า “เจ้ารีบกลับมาท าไม เจ้ายังไม่ถึงฆาต เลย” เขาจึงตอบว่า “ถึงจะไม่ถึงฆาตแต่ข้าก็อยากกลับมา เพราะข้ายากจนเหลือเกิน ข้าเลยผูกคอ ตาย” พญายมจึงบอกว่า” กลับไปก่อน เมื่อเจ้าหัวขาวโพลนทั้งหัวแล้วค่อยกลับมา ตอนนี้เจ้ายังไม่ ถึงเวลา ต่อไปนี้ข้าจะให้เจ้ามีทุกอย่างไม่ว่าทรัพย์สินหรือเงินทอง” หลังจากนั้นพยายมก็ได้นัดวัน เวลาตายที่ชัดเจนของเขาและส่งเขากลับยังโลกมนุษย์ ฝ่ายลูกเมียหลังจากที่เขาหายตัวไปก็กะเกณฑ์ญาติพี่น้องไปตามหาเขาและหาเจอในที่สุด ขณะที่ตัดเชือกลงมาจากต้นไม้ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่วิญญาณของเขามาเข้าร่างพอดี หลังจากฟื้นแล้วเขาก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ลูกเมียฟัง ต่อมาไม่นานเขาก็มีพร้อม ทุกอย่าง มีฐานะร ่ารวย ท ามาหากินอะไรก็เจริญรุ่งเรือง พอใกล้จะถึงเวลาที่พญายมได้นัดหมายไว้ ว่าจะเป็นวันตายของเขาก็ช่วยกันสร้างโรงขนาดใหญ่ที่ภายในอากาศไม่สามารถถ่ายเทได้เพื่อใช้ เป็นที่ซ่อนตัวของเขา พอใกล้ถึงก าหนดก็ให้เขาไปนอนในนั้นโดยภายในบรรจุด้วยอาหาร เครื่องใช้ต่าง ๆ และ ไปไว้ที่กลางแม่น ้า พอเลยเวลาที่ก าหนดไว้ ก็เอาโรงขึ้นมาจากน ้าแต่พอเปิดฝาโรงปรากฎว่าเขาได้ แข็งตายเสียแล้ว นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครสามารถหลีกหนีความตายได้เมื่อถึงเวลา หากไม่ถึงฆาต แม้จะทุกข์ยากล าบากเพียงใดก็ไม่ตาย จนกว่าจะถึงฆาตแล้วเท่านั้น


117 เรื่อง คนคดดีหรือคนซื่อดี(โก่มาคะ ตั๋วมาคะ) ประเภท คติเตือนใจ เนือ้เรื่อง มีผู้ชาย 3 คน ซึ่งเป็นเพื่อนกัน อยู่มาวันหนึ่งก็ได้ชวนกันไปเที่ยวหมู่บ้านอื่น พอไปได้ครึ่ง ทาง ก็เก็บเงินได้ ชายอีก 2 คนนั้นคิดไม่ซื่อกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง โดยการออกเสียงว่าคนคดกับคน ซื่ออย่างไหนจะดีกว่า เพื่อนอีกคนก็บอกว่าคนซื่อดีกว่า แต่อีก 2 คนที่ได้วางแผนกันไว้ก็ว่าคนคด ดีกว่าสรุปแล้ว 2 คนนี้จึงชนะ เลยไม่แบ่งเงินให้เพื่อนคนที่บอกว่าคนซื่อดีกว่าเลย ในระหว่างการเดินทางก็ได้เข้าพักหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง คนที่ถูกรังแกฝันว่าเห็นเทพองค์ หนึ่ง และเทพบอกกับเขาว่าในเมืองนี้มีพระธิดาทรงป่ วย ไม่มีใครรักษาได้ ให้เจ้าเอาฟื น 3 มัดไป เผาก้อนหินก้อนใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ เมือง พอก้อนหินไหม้ก็จะกลายเป็นแม่น ้า ชาวบ้านก็ได้ท านา อาการของพระธิดาก็จะหายจากการป่ วย พอรุ่งขึ้นมาเขาได้ท าตามที่เทพบอก และทุกอย่างก็เป็นจริง พระราชาทรงพระราบรางวัล ให้ชายคนนี้ พอเพื่อนอีก 2 คนนั้นเห็นก็มาหาแล้วถามว่าเจ้าท าอย่างไร ถึงได้ดีขนาดนี้ ชายคนนี้ก็ บอกว่าข้าเป็นคนซื่อ ข้าก็ได้ดี เจ้าสองคนละเป็นอย่างไรบ้างไหนว่าคนคดดีกว่าไม่ใช่หรือ ท าไมถึง มีสภาพอย่างนี้ และเขาก็หัวเราะดัง ๆ ออกมาอย่างมีความสุข นิทานเรื่องสอนให้รู้ว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เรื่อง สองนักบวชอยากเป็ นเทพ ประเภท นิทานคติเตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักบวชหนุ่มอยู่ 2 รูป เดิมนั้นนักบวช 2 รูปนี้กินข้าววันละ 3 มื้อ และกินเนื้อสัตว์ด้วย ต่อมาอยากจะออกแสวงบุญเพื่อบรรลุนิพพานจะได้กลายเป็นเทพ จึงได้ตั้งใจ อดอาหาร กินแต่ขนมและผลไม้เท่านั้น แต่เทพบนสวรรค์เห็นว่าทั้งสองไม่เหมาะสมที่จะกลายเป็น เทพ จึงได้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทดสอบและห้ามไม่ให้นักบวช 2 รูปนี้ออกแสวงบุญ วันหนึ่งขณะที่นักบวชทั้ง 2 รูปนี้เดินทางไปเพื่อออกแสวงบุญ เทพจ าแลงได้แปลงร่างเป็น ชายชราลงมาทักทายว่า “นักบวชทั้ง 2 ท่านนี้จะไปไหนหรือ” นักบวชจึงตอบว่าเขาจะไปแสวงบุญ เพื่อจะได้กลายเป็นเทพ เทพจ าแลงจึงบอกว่า “พวกท่านจะท าได้จริงหรือ” นักบวชทั้ง 2 รูปจึงตอบ ว่า “ได้ซิ พวกข้าทั้งสองไม่กินข้าว ไม่กินเนื้อ กินแต่ขนมและผลไม้เท่านั้น” เทพจ าแลงจึงแกล้งถาม ไปอีกว่า “แน่ใจหรือว่าจะไม่กินข้าวไม่กินเนื้อได้ตลอดไป” ทั้งสองรูปก็ยืนยันเป็นเสียงหนักแน่นว่า ได้แน่นอน


118 ดังนั้นทั้ง 3 จึงเดินทางต่อไป ระหว่างทางเทพจ าแลงก็เริ่มทดสอบ 2 นักบวชหนุ่ม โดย แกล้งบอกว่าตนอยากกินลาบเนื้อดิบให้นักบวช 2 รูปนี้ไปซื้อมาให้ตน นักบวชทั้งสองจึงไปซื้อลาบ เนื้อดิบให้เทพจ าแลง เมื่อไปถึงร้านขายเนื้อ เจ้าของร้านก็ถามว่า “พวกท่านก าลังจะเดินทางไปไหนหรือ “นักบวชหนุ่มก็ตอบว่า “ ข้าทั้งสองก าลังเดินทางไปแสวงบุญ แต่ชายชราเพื่อนของข้าอีกคนบอกว่า อยากกินลาบเนื้อดิบ จึงมาซื้อให้” เจ้าของร้านขายเนื้อซึ่งมีภรรยาและครอบครัวแล้วแต่พอได้ยิน 2 นักบวชหนุ่มบอกว่าจะออกแสวงบุญเขาจึงอยากไปด้วย และได้ตามสองนักบวชหนุ่มไปโดยไม่ได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างมือซึ่งเปื้อนเลือดสัตว์ที่เขาฆ่า พอทั้งสามไปถึง เทพจ าแลงก็ร้องทักและบอกว่า “เจ้าทั้งสามแน่ใจว่าจะไปได้จริง ๆ หรือ “ ทั้งสองก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าได้แน่นอน ระหว่างทางเจอบ้านหลังหนึ่ง มีแม่ม่ายและลูกสาว 2 คนอาศัยอยู่ เทพจ าแลงจึงบอกว่า “ เจ้าทั้งสามคนไม่ต้องไปแล้ว แต่งงานกับแม่ม่ายและลูกสาวทั้งสองคนนี้เถอะ” คนขายเนื้อบอกว่า “ข้าไม่แต่งหรอก ถ้าคิดจะเอาเมีย ข้าคงไม่ออกมาแสวงบุญอย่างนี้หรอก เพราะข้าก็มีลูกมีเมียแล้ว ข้ายังทิ้งมาได้” ส่วนนักบวชหนุ่ม 2 รูป กลับบอกว่าจะยอมอยู่กินกับลูกสาวแม่ม่ายที่นี่ ดังนั้นคนขายเนื้อกับเทพจ าแลงจึงออกเดินทางต่อไป ขณะที่เดินทางไปสักพัก เทพจ าแลง ก็บอกว่าตนลืมของไว้ที่บ้านแม่ม่ายให้คนขายเนื้ออไปเอามาให้ตน คนขายเนื้อจึงกลับมาเอาของแต่กลับพบว่าบ้านหลังที่ตนผ่านมากลับกลายเป็นกระต๊อบที่ มุงด้วยใบไม้และเห็นเสือสมิง 3 ตัว ก าลังรุมกินเนื้อของสองนักบวชหนุ่มอย่างเอร็ดอร่อย ชายขาย เนื้อจึงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตและกลับมาบอกเทพจ าแลงว่า “ แย่แล้วแม่ม่าย 3 แม่ลูกนั้น แท้จริง เป็นเสือสมิงไม่ใช่คนและก าลังกินเนื้อของสองนักบวชอยู่ และบ้านที่เราเห็นหลังใหญ่แต่ที่จริงเป็น เพียงกระต๊อบเล็ก ๆ ช่างน่ากลัวนัก” เทพจ าแลงจึงพูดว่า “ข้าบอกแล้วเขาไปไม่ได้ นักบวชสองรูปนี้ ยังไม่สมควรจะออกแสวงบุญ แต่เขาไม่เชื่อก็เลยต้องพบจุดจบแบบนี้” หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินทางต่อไป จนพบแม่น ้าขนาดใหญ่ มีสีเขียวเข้ม ชายขายเนื้อ กังวลกับการข้ามฟากเป็นอย่างมาก ในขณะที่เทพจ าแลงเดินข้ามไปอย่างง่ายดาย ชายขายเนื้อจึง พูดกับตัวเองว่า “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ถ้าไม่ถึงเวลาก็คงไม่ตายหรอก” เขาจึงตัดสินใจเดินข้ามน ้าไป ปรากฏว่าเขาสามารถผ่านไปได้ พอข้ามฟากไปได้สักพัก เทพจ าแลงก็แกล้งให้เขากลับไปเอาของอีกฟาก โดยอ้างว่าเขาลืม ของไว้ ชายขายเนื้อจึงต้องย้อนกลับไปเอาของ ระหว่างข้ามฟากเขาเห็นหนังสุนัขสีเหลืองเน่า มี หนอนขึ้นเต็มไปหมด ส่งกลิ่นเหม็นมากจนเขาทนไม่ได้ แขวนอยู่กิ่งไม้ข้างตลิ่ง เขาจึงย้อนกลับไป บอกเทพจ าแลงว่า “มีหนังสุนัขเน่าเหม็นมากอยู่ข้างฝั่ งโน้น ข้าจึงไม่กล้าข้ามไปเอาของให้ท่าน”


119 เทพจ าแลงจึงบอกกับเขาว่า “นี่แหล่ะที่เหล่าเทพรังเกียจพวกเจ้า และนั่นแหล่ะคือหนังของเจ้า “ดังนั้นชายขายเนื้อจึงได้กลายเป็นเทพสมดังตั้งใจ เรื่อง หล่ามา (เสือ) ประเภท เตือนใจ เนือ้เรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้ำนที่ต้ังอยู่ในกลำงป่ำใหญ่คนในหมู่บ้ำนส่วนใหญ่มี อาชีพปลูกข้าวปลูกผักกินและเลี้ยงหมู วัว ควาย อยู่กันอย่างมีความสุข อยู่มาวันหนึ่ง วัว ควาย หมู และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ของชาวบ้านถูกเสือกัดกิน ตั้งแต่นั้นมาเสือก็มาจับกินสัตว์เลี้ยงทุก ๆ วัน จนเหลือสัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัว ชาวบ้านก็แค้นใจมาก เลยวางแผนช่วยกันท ากับดัก แล้วไปดักบริเวณที่ คิดว่าเสือจะเดินผ่านมา ท ากับดักเสร็จชาวบ้านก็พากันกลับบ้าน ในใจทุกคนคิดว่าพรุ่งนี้คงจะได้ เสือร้ายที่มากัดกินวัว ควาย ของพวกตน พอรุ่งขึ้นชาวบ้านก็พากันไปดูที่กับดักเสือ แต่ทุกคนก็ ต้องแปลกใจที่เสือไม่ติดกับดัก อีกทั้งกับดักที่ชาวบ้านช่วยกันท านั้นก็ได้หลุดไปแล้ว ชาวบ้านจึง ท ากับดักขึ้นมาใหม่อีก รุ่งขึ้นอีกวันมาดูใหม่ก็เป็นอย่างเดิมคือ กับดักหลุดแต่ไม่มีเสือติดอยู่เลย ชาวบ้านก็ช่วยกัน ท ากับดักเสือไว้ต่อไปเรื่อย ๆ อีก 4-5 วันก็ยังเป็นแบบเดิม ชาวบ้านก็สงสัยว่าท าไมถึงเป็นเช่นนี้ และในหมู่บ้านก็มีชายกล้าหาญคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็สงสัยว่าท าไมเป็นอย่างนี้ได้ ชายกล้าคนนั้นจะ อาสาไปดักเสือเอง โดยที่เขาได้ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้เพื่อรอดูสถานการณ์ พอสักพักหนึ่งได้มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเดินผ่านมา พอเดินมาถึงกับดักที่ชายคนกล้านั้น ดักไว้ จึงจัดการท าลายกับดักที่ชายหนุ่มดักไว้ แล้วก็เดินผ่านไปเลย พอหญิงงามคนนั้นเดินผ่าน ไป ชายกล้าก็รีบลงมาท ากับดักใหม่อีก แล้วกลับขึ้นไปอยู่บนต้นไม้อย่างเดิม จากนั้นสักพักใหญ่ ได้มีเสือโคร่งตัวหนึ่งมาติดกับดัก และถูกกับดักแทงจนตาย แต่ชายกล้าคนนั้นก็ยังไม่ลงมา สักพักหนึ่งหญิงคนงามคนนั้นก็เดินย้อนกลับมา พอเห็นเสือโคร่งตัวติดกับดักตาย หญิง งามคนนั้นก็ร้องไห้ และประคองกอดเสือโคร่งอุ้มขึ้นมาดูบาดแผลที่ถูกกับดักแทง และหันซ้ายหัน ขวาเพื่อดูลาดเลาว่าใครเป็นต้นเหตุของเรื่อง แต่ก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ เธอจึงร้องไห้อย่างอย่างสิ้น หวังที่จะช่วยเหลือเสือโคร่ง สักพักเธอจึงเดินจากไป ชายกล้าคนนั่นจึงรีบลงมาจากต้นไม้ ไปบอก ให้ชาวบ้านมาจัดการซากเสือโคร่งตัวนี้ ตั้งแต่นั้นมาสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านก็ไม่หายอีกเลย ทุกคน อยู่กันอย่างสงบสุขสืบมา นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความส าเร็จอยู่ที่นั่น ผู้เล่า นางอะซือมะ แซ่ย่าง


120 เรื่อง ค่ัวจาซากับตาหลี่ซึ (ศรีธนนชัย) ประเภท นิทาน แนวตลก เนือ้งเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคั่วจาซาคนหนึ่งที่ฉลาดมากชอบขโมยเป็ด ไก่ หมู ของชาวบ้าน กินทุกวัน จนชาวบ้านแค้นมากและวางแผนจะจับคั่วจาซา ตัวคั่วจาซาก็รู้ตัวว่าชาวบ้านแค้นตน มาก และวางแผนจับตนเอง เลยไปหาเพื่อนที่ชื่อ ตาหลี่ซึ ซึ่งมีนิสัยเหมือนกับคั่วจาซา วันหนึ่ง คั่วจาซาไปขโมยหมูชาวบ้าน ชาวบ้านก็ช่วยกันจับคั่วจาซาและจับยัดใส่กระสอบ เพื่อจะต้มน ้าร้อน มาลวกตัวคั่วจาซา ส่วนตาหลี่ซึ เพื่อนของคั่วจาซาซึ่งแอบดูอยู่ก่อนแล้ว เห็นคั่วจาซาถูกจับ จึงไปจับหมูของ ชาวบ้านมาแล้วตีหมู่เพื่อให้มันร้องดัง ๆ ชาวบ้านได้ยินเสียงหมูร้องก็นึกว่าเสือจะกินหมู เลยทิ้งคั่ว จาซาไว้ตรงนั้น โดยมีชายชราคนหนึ่งเฝ้าอยู่เพียงล าพัง ทางตาหลีซึเห็นว่าชาวบ้านหลงกลก็รีบไปช่วยคั่วจาซา ออกจากกระสอบแล้วทั้งสองก็ ช่วยกันจับชายชราคนนั้นยัดใส่กระสอบแทน แล้วทั้งสองก็วิ่งหนีไป ส่วนชาวบ้านเมื่อกลับไปตามเสือสักพักก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเสือก็เลยชวนกันกลับบ้าน เพื่อที่จะมาลวกน ้าร้อนคั่วจาซา พอกลับมาถึงบ้านทุกคนก็น าน ้าร้อนที่ต้มเตรียมไว้แล้วนั้นมาเท เข้าไปที่กระสอบ คิดว่าคั่วจาซายังอยู่ในกระสอบใบนั้น ชาวบ้านเทน ้าร้อนไปพร้อมกับพูดว่า คั่ว จาซา มันนี้แกตายแน่ ทางชายชราก็บอกว่า อย่าลวกข้าเพราะข้าเป็นปู่ เฒ่าของพวกเจ้า (อาปาห ล่าจึ) ทางชาวบ้านก็ไม่เชื่อบอกว่า “นี่แนะอาปาหล่าจึ อาปาหล่าจึ แกตายแน่” และลวกต่อไปจน น ้าร้อนหมด และแน่ใจว่าคั่วจาซาตายแล้ว จึงเปิดกระสอบดู ทุกคนก็ต้องตกใจที่ไม่ใช่ตัวคั่วจาซา แต่กลับเป็นผู้เฒ่า อาปาหล่าจึ ของพวกเขา ทุกคนรู้สึกแค้นคั่วจาซามากขึ้น ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้าน ก็วางแผนที่จะจับคั่วจาซาทุกวัน ฝ่ ายคั่วจาซาก็ยังขโมยของของชาวบ้านตามปกติทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านก็จับ คั่วจาซาได้อีก แล้วจับใส่กระสอบ แบกไปที่บึงใหญ่ หาต้นไม้ที่มีกิ่งไม้ที่ยื่นไปทางบึงใหญ่ เมื่อหา พบแล้วก็เอาคั่วจาซามัดติดกับปลายกิ่งไม้ทิ้งไว้ ช่วงนั้นเป็นเวลาเที่ยง ชาวบ้านรู้สึกหิวข้าวเป็น อย่างมากจึงได้ปรึกษากันว่า ให้ทุกคนกลับไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยมาตัดกิ่งไม้ที่มัดคั่วจาซาไว้ เพราะคิดว่าอย่างไรซะคั่วจาซาก็คงไม่มีวันหนีรอดไปได้แน่ ดังนั้นชาวบ้านทุกคนจึงพากันกลับไป กินข้าวกันหมด สักพักหนึ่งได้มีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งเดินผ่านมา โดยมีม้า มาด้วยประมาณ 20 ตัว พอดี พ่อค้าชาวจีนคนนี้เป็นโรคตาแดง พ่อค้าจีนเห็นคั่วจาซาห้อยอยู่กับกิ่งไม้ก็เกิดความสงสัย ถาม คั่วจาซาว่า นี่คั่วจาซาเจ้าท าอะไรอยู่หรือ คั่วจาซาเลยบอกว่าข้าเป็นโรคตาแดง ก าลังอบตาอยู่ พ่อค้าชาวจีนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจและอยากอบตาเพราะตนเป็นโรคตาแดงอยู่ด้วย จึงบอก


121 คั่วจาซาว่า ขอข้าอบตาด้วยคนได้ไหม คั่วจาซาก็บอกว่าได้ ข้าอบจนเจียนจะหายแล้ว ถ้าเจ้าอยาก อบเจ้าก็มาช่วยแก้เชือกที่มัดกระสอบให้ข้าหน่อยซิ แล้วข้าจะอบให้เจ้า พ่อค้าชาวจีนได้ยินเช่นนั้น ก็รีบไปแก้เชือกให้คั่วจาซาออกมา แล้วตัวเองก็เข้าไปอยู่ในกระสอบใบนั้นแทน โดยคั่วจาซาเป็นคน มัดเชือกให้ เมื่อคั่วจาซามัดพ่อค้าจีนแทนตนเองแล้วก็ได้พาม้า 20 กว่าตัวของพ่อค้าชาวจีนไป ส่วน ชาวบ้านเมื่อกินข้าวเสร็จก็พากันมาที่บึงใหญ่ที่มัดคั่วจาซาไว้ หวังจะมาตัดกิ่งไม้ให้คั่วจาซาจมน ้า ตาย พร้อมกับน าเอามีดและขวานมาด้วย มาถึงที่บึงแห่งนั้นทุกคนก็ลงมือตัดกิ่งไม้ทางพ่อค้าจีนก็ ตกใจที่มีคนมาตัดกิ่งไม้ จึงตะโกนบอกว่า ใครมาตัดกิ่งไม้ ข้าก าลังอบตาอยู่ ชาวบ้านก็โต้ตอบไป ว่า อบตาหรือ เจ้าตายแน่คราวนี้นายคั่วจาซา ชาวบ้านก็ช่วยกันตัดกิ่งไม้จนหัก ทั้งกิ่งไม้กับ กระสอบได้จมหายไปในน ้าลึก ทุกคนคิดว่าคราวนี้นายคั่วจาซาตายแน่ ชาวบ้านก็พากันกลับมา บ้าน พอมาถึงบ้านกลับเห็นนายคั่วจาซาจูงม้า 20 กว่าตัวมา ทุกคนก็แปลกใจว่าท าไม คั่วจาซาตายแล้วแต่ยังมาอยู่นี่ได้ ชาวบ้านก็เลยไปถามว่า “คั่วจาซา เจ้าเอาม้าตั้งเยอะแยะเหล่านี้ มาจากไหนกัน” คั่วจาซาก็บอกว่า “เอาขึ้นมาจากบึงนี่แหละ ข้างในบึงนั้นมีม้าเยอะแยะเลย ดูสิ พวกเจ้าตัดกิ่งไม้ให้ข้าจมไปใต้บึงพักเดียว แต่ข้ายังได้มาเยอะขนาดนี้ ยังมีอีกเยอะใต้บึงนั้น ใคร อยากได้ก็ไปเอามาซิ” ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็เชื่อก็เลยพากันไปที่บึงแห่งนั้นแล้วก็ให้ลองกระโดดลงไปคนหนึ่ง พอ คนแรกกระโดดลงไปจึงจมน ้าเพราะว่ายน ้าแข็ง จึงกวักมือเรียกเพื่อนๆ เพื่อที่จะให้ตนเอง คั่วจาซา เห็นเช่นนั้นก็บอกว่า พวกเจ้ารีบลงไปซิ เพื่อนเจ้าที่ลงไปก่อนกวักมือเรียกแล้ว บอกว่าเอาม้าไม่ หมด มีอยู่เยอะมาก ชาวบ้านได้ฟังเช่นนั้นก็รีบกระโดดลงไปแต่กระโดดลงไปกี่คน กี่คนก็จมน ้า เพราะน ้าไหลเชี่ยวกราดมาก แต่คั่วจาซาก็บอกว่า พวกนั้นกวักมือเพราะเรียกให้ลงมาช่วยเอาม้า ชาวบ้านทุกคนก็เลยหลงเชื่อและกระโดดลงไปตายกันหมด สุดท้ายก็เหลือผู้ชายเพียงนายคั่วจาซา คนเดียว ที่ได้ครอบครองหมู่บ้านแห่งนั้นรวมทั้งเมียของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านด้วย 10. ต านาน เป็ นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมาดังเช่นนิทาน แต่เป็ นเรื่องที่อ้างอิงถึงเรื่องราวใน ประวัติศาสตร์และความเป็นจริง เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของสิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในอดีต ต านานของลีซูได้แก่


122 1. รุ้งหางด้วน (ไข้มาลาเรีย) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นเพื่อนสนิทกับพญานาค แต่พญานาคตนนี้ มีนิสัยไม่ดี คิดที่จะท าลายล้างโลกให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตเดือดร้อนและตายเพื่อหวังจะครอบครอง โลก วันหนึ่งพญานาคได้มาปรึกษากับชายหนุ่มว่า “นี่เกลอ เรามาร่วมมือกันท าลายโลกกัน เถอะ” แต่ชายหนุ่มไม่เห็นด้วย เรื่องราวทั้งหมดล่วงรู้ไปถึงเทพบนสวรรค์ จึงได้แปลงร่างเป็นชายชราลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาปราบพญานาคตนนี้ ระหว่างทางชายชรา (เทพจ าแลง) ได้พบกับชายหนุ่มเพื่อนของพญานาค เขาได้ร้องทัก ชายชราว่า “พ่อลุงก าลังจะไปที่ไหนหรือ” ชายชราจึงตอบว่า “ข้าจะไปฆ่าพญานาคที่หึกเหิม คิดที่ จะท าลายผู้คนและครอบครองโลก “ ชายหนุ่มไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้เป็นเทพจ าแลง จึงบอกแก่ชราว่า “ท่านอย่างพึ่งไปเลย มันเย็นมากแล้วให้ท่านไปพักบ้านข้าก่อน กินข้าวกินปลา แล้วพรุ่งนี้ค่อย เดินทางต่อจะไม่ดีกว่าหรือ” ชายชราตอบตกลง เขาจึงพาชายชราไปยังบ้านของตน และพอถึงบ้าน เขาก็ลงมือท ากับข้าวในขณะที่ชายชรานอนตะแคงอยู่บนแคร่ ซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่านิ้วมือของ ชายชรากระดิกอยู่ตลอดเวลา สักพักก็บอกกับชายหนุ่มว่า “เจ้าไปดูพญานาคเถอะ ตอนนี้ข้าได้ฆ่า พญานาคแล้ว หัวของพญานาคข้าได้แขวนไว้ที่หน้าประตูบ้าน” ชายหนุ่มเกิดความสงสัยเป็นอย่างมากว่าชายชราคนนั้นนอนอยู่เฉย ๆ จะไปฆ่าพญานาค ได้อย่างไร ขณะที่เขามัวแต่สงสัย ชายชราผู้นั้นก็ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ เขาจึงรีบไปดูที่ประตูบ้าน เห็นหัวของพญานาคแขวนอยู่จริง จึงพูดกับตัวเองว่า” ตามไปแล้ว ตามไปแล้ว” ฝ่ายพญานาคเองแม้จะตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังอาลัยอาวรณ์เพื่อนรักอยู่ จึงไม่ยอมไปไหน เป็นวิญญาณล่องลอยอยู่ ดังนั้นเมื่อเพื่อนบ้านได้ยินชายหนุ่มพูดเช่นนั้นจึงบอกเขาว่า “เจ้าห้ามพูด เช่นนี้ พญานาคยังคงไม่อยากตาย วิญญาณยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ เจ้าอยากจะบอกอะไรก็บอก เถอะ” ชายหนุ่มจึงตะโกนบอกแก่เพื่อนรักว่า “หากเจ้าไม่ตายไม่ได้ก็ขอให้เจ้ากลายเป็นรุ้งหางด้วน เถอะ” นับแต่นั้นมาพญานาคจึงกลายเป็นรุ้งหางด้วน (บางคนก็ว่ากลายเป็นเชื้อไข้มาลาเรีย) 2. อาปูคู(เป็นสัตวช์นิดหนึ่งทอี่ยู่ในถา ้) ในสมัยก่อนมีสองพี่นอ้งคู่หน่ึงอยู่กบัแม่เล้ียงใจร้ำยโดยแม่เล้ียงคนน้นั ไดม้ีลูกกบัพ่ออีกคน หนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง แม่เลี้ยงได้เอาเมล็ดจึซึมาสื่อ (ชื่อเมล็ดผักชนิดหนึ่ง) ให้กับลูกเลี้ยงคนโตไป ปลูกในไร่ โดยบอกว่าถ้าไม่งอกห้ามกลับมาบ้าน แม่เลี้ยงได้น าเมล็ดผักเอาไปคั่วก่อน ส่วนของลูก ตัวเอง แม่เลี้ยงให้โดยไม่ได้คั่ว เมล็ดที่คั่วให้ลูกเลี้ยงนั้นหอมนาน ลูกเลี้ยงของนางก็เดินไปกิน เมล็ดจึซึมาสื่อไป ส่วนเมล็ดของลูกชายนางนั้น ไม่หอมจึงไม่อยากกินและได้แย่งของพี่ชายกิน พอ


123 ไปถึงไร่ก็เหลือเพียงนิดเดียว ไม่พอหว่าน พี่ชายจึงขอเมล็ดผักจากน้องชาย (ลูกเมียน้อย) แต่ น้องชายกลับไม่ให้และหว่านเมล็ดผักคนเดียวจนหมด ส่วนพี่ชายไม่รู้จะท าอย่างไร จึงหว่านเมล็ด ผักของตนเองที่เหลืออยู่ หว่านเสร็จทั้งสองคนก็รอที่เมล็ดจะงอก รอได้ 3 วัน เมล็ดผักของลูกน้อง ชายก็งอกขึ้นจึงได้กลับบ้าน ส่วนเมล็ดของพี่ชายนั้นไม่งอก เขาจึงไม่กล้ากลับบ้าน จนในที่สุดก็หิว ข้าวตาย ส่วนน้องชายอีกคนนั้นรอพี่ชายกลับมาแต่ไม่เห็นกลับมาเสียที แม่เลี้ยงก็บอกลูกเลี้ยงผู้ น้องว่า เจ้าจงไปตามหาพี่ชายของเจ้า หากหาไม่พบก็ไม่ต้องกลับบ้าน น้องชายก็ตามหาพี่ชายและ ร้องตะโกนเรียก แม้จะเรียกเท่าไหร่ก็หาไม่พบ สุดท้ายน้องชายก็หิวข้าวตาย กลายเป็นอาปูคู ให้เรา เห็นอยู่ทุกวันนี้ ต านานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครรักเราเท่ากับพ่อแม่แท้ ๆ ของเรา 3. วุกุมา (นกฮูก) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ม่ายคนหนึ่งซึ่งมีลูกชายเพียงคนเดียว อยู่ล าพังเพียง 2 คน แม่ลูก แม่ม่ายคนนี้จะเย็บหางประดับทุกวัน และท าสัญลักษณ์ที่หางประดับของนางด้วย วันหนึ่ง ลูกชายจึงพูดกับแม่ว่า "แม่จ๋าท าไมถึงต้องเย็บหางประดับและท าสัญลักษณ์ทุกวันด้วย" แม่ม่ายจึง บอกกับลูกชายว่า "ลูกเอ๋ย ก็เอาไว้ใช้เป็นเชือกดึงแม่ไปฝังยามแม่ตาย เพราะเรายากจนมาก คงไม่ มีเงินจัดงานศพหรือเลี้ยงอาหารส าหรับคนที่มาช่วยงานเราหรอก " อีกทั้งนางยังได้ย ้ากับลูกชายว่า "หากแม่ตายให้เจ้าใช้หางประดับที่แม่เย็บอันนี้มัดแม่และดึงไปฝัง เจ้าไม่ต้องหาเพื่อนมาช่วย ให้ดึง เพียงล าดัง ดึงไปทางไหนก็ได้ที่เจ้าสามารถดึงและลากแม่ไปได้ เชือกขาดที่ไหนก็ให้ฝังแม่ที่นั่น" หลังจากนั้นไม่นานแม่ม่ายคนนี้ก็เย็บหางประดับจนเสร็จและตายในเวลาถัดมา พอ แม่ม่ายตายแล้วลูกชายของนางก็คิดไม่ออกว่าควรจะท าอย่างไรต่อไปแต่ก็นึกถึงค าพูดของแม่ที่สั่ง ไว้ก่อนตายว่าให้ใช้หางประดับที่นางเย็บไว้ก่อนตายมามัดที่คอและลากไปฝังโดยไม่ต้องหาเพื่อน มาช่วย ลูกชายจึงท าตามที่แม่สั่งไว้ และลากลงไปทางทิศใต้ แต่ลากเท่าไหร่ก็ลากศพแม่ไปไม่ได้ จึงตัดสินใจลากขึ้นไปทางทิศเหนือซึ่งศพสามารถลากไปได้อย่างง่ายดาย ลูกชายน าศพแม่ลากไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหางประดับที่ใช้มัดศพแม่ขาด จึงใช้จอบขุดหลุม เพื่อฝังศพแม่ แต่พอขุดไปได้เพียงทีเดียวเท่านั้นก็มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากหลุม ท า ให้เขาตกใจเป็นอย่างมากจนหมดสติไป ชายหนุ่มคนนี้ได้เข้าไปปลุกเขาให้ฟื้นจากอาการสลบและ เอ่ยขึ้นว่า "พี่ชายตื่นเถอะ ฉันเองไม่ต้องกลัว ฉันมาเพื่อที่จะช่วยพี่ ตื่นเถอะ พูดแล้วก็ดึงเขาให้ลุก ขึ้น ชายก าพร้าจึงฟื้นขึ้นมาและพบว่ามีชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ข้าง ๆ เขา และชายหนุ่มคนนั้นก็เอ่ย อีกว่า "เพราะไม่มีใครช่วยพี่ฝังศพแม่ พี่คงท าล าพังไม่ไหวฉันจึงมาช่วยพี่" ซึ่งความจริงชายหนุ่ม


124 คนนี้เป็นเทพที่อยู่บนสวรรค์ จ าแลงร่างมาเพื่อที่จะมาช่วยเหลือเขา หลังจากที่ช่วยกันจัดการฝังศพ แม่แล้ว ทั้งสองก็พากันกลับบ้านและใช้ชีวิตตามปกติ อยู่มาวันหนึ่งน้องชาย (เทพจ าแลง) ก็พูดกับพี่ชายว่า "พี่โตพอที่จะแต่งงานมีครอบครัวได้ แล้วนะ" พี่ชายจึงตอบว่า "น้องเอ๋ย มันก็สมควรที่พี่จะมีครอบครัวแล้ว แต่เรายากจนไม่มีทรัพย์ สมบัติใด ๆ เลย ผู้หญิงที่ไหนจะยอมมาแต่งงานกับพี่หล่ะ" น้องชายจึงบอกว่า "ไม่เป็นไร คืนนี้ที่บึง ใหญ่จะมีสาว ๆ มาเล่นน ้า ซึ่งเป็นลูกสาวของเทพบนสวรรค์ พี่จงไปฉุดผู้หญิงเสื้อสีเขียวไว้" ดังนั้นพอถึงเวลาพี่ชายจึงได้ไปที่บึงและฉุดหญิงสาวที่ใส่เสื้อสีเขียวไว้ตามที่น้องชายบอก ท าให้เธอไม่สามาถกลับบ้านได้จึงได้ครองคู่กับชายก าพร้า ฝ่ ายพ่อแม่ของหญิงสาวซึ่งเป็ นเทพบนสวรรค์เกิดความโกรธแค้นเป็ นอย่างมาก จึง ประกาศว่า "ใครที่พาลูกสาวของข้ากลับขึ้นมาได้ จะมอบเงินให้ 3 ลัง ทอง 3 ลัง และยกแผ่นดินให้ ครอบครอบอีกครึ่งหนึ่ง" หนอนได้ยินจึงพูดว่า "ข้าจะไปพาลูกสาวของท่านกลับมาให้เอง" เทพองค์ นั้นจึงบอกว่า "แค่หนอนอย่างเจ้ามีปัญญาพาลูกสาวของข้ากลับมาได้หรือ" นอนตอบว่า " ได้ซิ ข้า จะดักรอนางที่โรงเก็บฟื น พอนางมาเอาฟื นในตอนรุ่งเช้า ข้าก็จะเอาขนของข้าแทงนาง พิษของข้า จะท าให้นางตายและกลับคืนมาหาท่าน " เรื่องราวทั้งหมดนี้ ผู้เป็นน้องชายได้ยินและรับทราบโดยตลอด รุ่งเช้าพี่สะใภ้ตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะไปเอาฟื นน้องชายจึงร้องบอกพี่สะใภ้ว่าอย่าพึ่งไป และตัวเขาจึงรีบไปที่โรงเก็บฟื นเห็น หนอนตัวใหญ่อยู่บนกองฟื น เขาจึงจัดการฆ่าหนอนจนตายแล้วกลับเข้าบ้านบอกให้พี่สะใภ้ไปเอา ฟื นได้ เมื่อลูกสาวยังไม่กลับมาอีก เทพองค์นั้นก็เปรยขึ้นอีกว่า ""ใครที่พาลูกสาวของข้ากลับ ขึ้นมาได้ จะมอบเงินให้ 3 ลัง ทอง 3 ลัง และยกแผ่นดินให้ครอบครอบอีกครึ่งหนึ่ง" งูเขียวได้ยินเข้า จึงบอกว่า "ข้าจะไปพาลูกสาวของท่านกลับมาให้ท่านเอง" เทพจึงถามว่า "แค่งูเขียวอย่างเจ้าจะมี ปัญญาพาลูกสาวของข้ากลับมาหรือ " งูเขียวจึงตอบว่า " ได้ซิ ข้าจะไปดักรอนางที่โรงเก็บฟื น พอ นางมาเอาฟื นในตอนรุ่งเช้าข้าก็จะกัดนางให้ตาย นางก็จะกลับมาหาท่าน" ผู้เป็นน้องชายรับทราบเรื่องราวทั้งหมดอีก รุ่งเช้าพอเห็นพี่สะใภ้ก าลังจะไปเอาฟื น เขาจึง บอกให้พี่สะใภ้รอก่อน ส่วนตัวเขารีบไปที่โรงเก็บฟื น เห็นงูเขียนอยู่บนกองฟื น จึงฆ่างูเขียวตาย ต่อมาเทพองค์นั้นก็พูดอีกอย่างหมดหวังใกล้นกฮูกว่า "ใครที่พาลูกสาวของข้ากลับขึ้นมา ได้ จะมอบเงินให้ 3 ลัง ทอง 3 ลัง และยกแผ่นดินให้ครอบครอบอีกครึ่งหนึ่ง" นกฮูกจึงบอกว่า "ข้า จะพาลูกสาวของท่านกลับมาให้เอง" เทพจึงถามว่า "แค่นกฮูกอย่างเจ้าจะมีปัญญาพาลูกสาวของ ข้ากลับมาหรือ" นกฮูกจึงตอบว่า "ได้ซิ ถ้าข้าร้อง "อู้หงะ" ครั้งแรกนางจะปวดท้อง ร้อง "อู้หงะ" ครั้ง ที่สอง นางจะปวดหัว และ ร้อง "อู้หงะ" ครั้งสุดท้ายนางจะตายแล้วนางก็จะกลับมาหาท่าน


125 คืนนั้นผู้เป็นน้องชายนอนไม่หลับ กังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น รุ่งเช้าได้ยินเสียงนกฮูก ร้อง "อู้หงะ" ก็ได้ยินเสียงพี่สะใภ้บอกว่าปวดท้อง และร้อง "อู้หงะ"ครั้งที่สองได้ยินเสียงพี่สะใภ้บอก ว่าปวดหัว และได้ยินเสียง ร้อง "อู้หงะ" ครั้งที่สามก็ได้ยินเสียงพี่ชายตะโกนบอกว่า พี่สะใภ้ได้ตาย เสียแล้ว น้องชายจึงบอกพี่ชายว่า "พี่ไม่ต้องแตะต้องตัวนาง ให้วางไว้เฉย ๆ " หลังจากนั้นน้องชายจึงขึ้นไปบอกนกฮูกบนสวรรค์ ซึ่งพี่สะใภ้เขาก็อยู่บนนั้นด้วย ว่า" ถ้า ใครพาพี่สะใภ้ของข้ากลับไปยังโลกมนุษย์ได้ ข้าจะมอบเงินให้ 3 ลัง ทอง 3 ลัง และยกแผ่นดินให้ ครอบครอบอีกครึ่งหนึ่ง" นกฮูกจึงตอบว่า "ข้าจะไปพากลับมาให้ท่านเอง" น้องชายจึงแกล้งบอกว่า " แค่นกฮูกอย่างเจ้าจะมีปัญญาท าอะไรได้" ฝ่ ายนกฮูกเมื่อได้ยินค าสบประมาทจึงตอบว่า "ได้ซิ ถ้า ข้อร้อง "อู้หงะ" ครั้งแรกนางจะปวดท้อง ร้อง "อู้หงะ" ครั้งที่สอง นางจะปวดหัว และ ร้อง "อู้หงะ" ครั้งสุดท้ายนางจะตาย เจ้าก็พาพี่สะใภ้กลับไปได้" เมื่อเขาเห็นว่านกฮูกหลงกลตน จึงบอกไปว่า "ถ้าเจ้าท าส าเร็จ หลังจากนี้อีก 3 วัน ให้เจ้ามารับรางวัลกับข้า" หลังจากนั้นผู้เป็นน้องชายก็กลับมายังโลกมนุษย์และลับมีดทุกวัน จนครบก าหนด 3 วัน เจ้านกฮูกก็มาทวงสัญญาที่ให้ไว้กับเขา เขาจึงแกล้งพูด "โอ้ ! เจ้าช่างมีบุญคุณกับข้านัก ข้ารู้สึก ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้เจ้าข้าคงไม่ได้พี่สะใภ้กลับคืนมา ลิ้นของเจ้าช่างวิเศษจริง ลิ้นอันไหน ของเจ้าที่ช่างเก่งกาจนัก ข้าขอชมเป็นขวัญตาหน่อย" นกฮูกจึงแลบลิ้นซึ่งมี 3 แฉกออกมาอวด อย่างภาคภูมิใจให้เขาดูและบอกว่า "ลิ้นตรงกลางนี้ไงที่วิเศษและเก่งกาจนัก" เขาจึงขอจับลิ้นของ นกฮูกและใช้มีดที่เตรียมไว้ตัดลิ้นแฉกตรงกลางขาดอย่างรวดเร็วและบอกว่า "เพราะลิ้นอันนี้นี่เองที่ ก่อให้เกิดปัญหา ต่อไปต่อให้เจ้าร้องจนคอแตกก็ไม่มีประโยชน์ เพราะลิ้นวิเศษของเจ้าไม่มีแล้ว" ดังนั้นปัจจุบันนกฮูกจึงสิน้ฤทธิ์กลายเป็นนกฮูกธรรมดาท่ีไม่สามารถทา รา้ยใครได้อีก 4. นิทานเรื่อง ตา นานนกเขา (อ๊ะลู) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีแม่ผัวนิสัยไม่ค่อยดี และชอบกลั่นแกล้ง สะใภ้ของตนอยู่เสมอ บางครั้งก็ใช้ให้ท างานหนัก ๆ บ้าง ดุด่าว่ากล่าวบ้างสารพัด อยู่มาวันหนึ่ง แม่ผัวไม่ยอมให้ลูกสะใภ้ของตนกินข้าว ลูกสะใภ้หิวเป็นอย่างมากจึงไปหัก ต้นอ้อยกินแก้หิว แต่สามีของเธอไม่เห็นและไม่รู้ว่าเป็นเมียของตน คิดว่าเป็นวัวจึงใช้ปืนยิงเธอ ก่อนตายเธอได้ตะโกนเรียกแม่ผัวว่า “จั้มเมา ๆ” จนสิ้นลมหายใจ และเมื่อตายเธอจึงไปเกิดเป็น นกเขาตัวเมียร้อง “จั้มเมา ๆ” ส่วนสามีเมื่อยิงภรรยาของตนเองตายก็เกิดความเสียใจเป็นอย่างมากและร้องว่า “ เค้าว เค้าว “ (ดีแล้ว ดีแล้ว) คล้ายกับประชดตนเอง ในที่สุดก็ตรอมใจตายและไปเกิดเป็นนกเขาตัวผู้ร้อง “เค้าว เค้าว” กลายเป็นต านานนกเขาสืบต่อมา


126 5. ฉาจัวเดื๋อะ (การตั้งชื่อเด็กแรกเกิด) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ภรรยาท้องแก่ใกล้คลอด อยู่มาวันหนึ่งสามี ได้ออกไปล่าสัตว์ในป่ าจนมืดไม่สามารถกลับบ้านได้จึงจ าเป็นต้องค้างในป่ า เขาจึงไปนอนใกล้ ๆ ที่หลุมฝังศพ ตกดึกมา เขาได้ยินเสียงคุยกัน ซึ่งเป็นเสียงของวิญญาณนั่นเอง คุยกันว่า “ข้าได้ข่าวมาว่า คนในหมู่บ้านใกล้ๆ นี้คลอดลูกชายคนหนึ่ง เราไปจับจองมาเป็นของเรากันเถอะ” วิญญาณอีกตนก็ พูดขึ้นว่า “ข้าไปไม่ได้หรอกเพราะข้ามีแขกมาค้างบ้าน ไม่รู้เขาจะไปด้วยหรือว่าจะค้างที่นี่เห็นขี่ม้า ไว้ยังไม่ยอมลงมาเลย” เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาได้สวมรองเท้าไว้จึงรีบถอดรองเท้าออก วิญญาณตน เดิมก็พูดขึ้นอีกว่า “เขาคงค้างที่นี่แน่เพราะลงจากหลังม้าแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ ข้าคงไปด้วยไม่ได้ แล้ว” ดังนั้นวิญญาณตนอื่น ๆ จึงเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านของชายคนนี้ จนเวลาใกล้รุ่ง วิญญาณเหล่านี้จึงกลับมา วิญญาณตนที่ชายคนนี้นอนค้างข้างหลุมฝังศพ ก็ถามพรรคพวกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ได้รับการตอบรับว่า “พวกข้าไปช้าเสียแล้ว เสือไปเร็วกว่า จึงจับจองไปก่อน” วิญญาณตนแรกก็ถามต่อไปว่า “แล้วเจ้าเสือจะไปพาเด็กคนนี้กลับมาเมื่อไหร่” วิญญาณที่ไปกลับมาตอบว่า “จะไปพากลับมาเมื่อเด็กคนนี้โตเป็นหนุ่มและเขาสามารถผ่าฝืนได้ แล้ว” หลังจากที่กลับมาถึงบ้านเขาจึงรู้ว่าภรรยาของตนคลอดลูกเป็นชาย จึงแน่ใจว่าเด็กชายที่ วิญญาณเหล่านั้นพูดถึงคือบุตรชายของตน จนกระทั่งเวลาล่วงเลย เด็กชายได้เติบโตเป็นหนุ่ม แต่ เขาก็ไม่เคยลืมเรื่องราวเหล่านั้นเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกชายบอกเขาว่าจะไปผ่าฟื นและเดินถือขวานออกไป เขาจึงเดินถือปืน และตามลูกชายไปโดยแอบอยู่หลังพุ่มไม้ สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ สักครู่เขาเห็นเสือตัวมหึมาท าท่า จะกระโดดกัดลูกชายเขาทางด้านหลัง เมื่อลูกชายเขาง้างขวาน เจ้าเสือก็หลบด้านหลัง พอฟัน ขวานลงไปบนท่อนไม้ก็ท าท่าจะกระโดดกัดอีก เขาจึงใช้ปืนยิงเสือตัวนั้นจนตาย ลูกชายเมื่อรู้ความจริงจากพ่อว่าเสือตัวนี้จะมาเอาชีวิตตน จึงเกิดความโกรธแค้นและได้ กระโดดขี่คอเสือที่นอนตายอยู่พรางจับหนวดเสือ ท าให้หนวดเสือบาดที่มือ ต่อมาแผลเกิดการ อักเสบและไม่ยอมหาย ในที่สุดลกชายของเขาก็ตายตามที่วิญญาณเหล่านั้นเคยพูดไว้ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชะตาชีวิตของเราถูกก าหนดมาแล้ว เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง มันได้ และคนเฒ่าคนแก่ก็พร ่าสอนมาแต่โบราณว่าห้ามจับหนวดเสือเพราะจะท าให้หนวดเสือบาด มือได้ และเมื่อฆ่าเสือได้แล้วให้รีบน าไฟมาเผาหนวดก่อน


127 6. ต้นข้าวน าโชค กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจนมากจึงด ารงชีวิตด้วย การขอรับบริจาคอาหารจากผู้อื่น หยิบยืมเงิน อาหารและลักขโมย เป็นที่รังเกียจของคนในหมู่บ้าน เป็นอย่างมาก จึงได้ขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ทั้งสองจึงไปขออาศัยกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งพระรูปนี้มี ญาณวิเศษ สามารถรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้และทราบดีถึงการกระท า เรื่องราวต่าง ๆ ของสามี ภรรยาคู่นี้ดี แต่ก็รับทั้งสองให้มาอาศัยด้วย ซึ่งมีข้อแม้ว่าทั้งสองต้องเชื่อฟังค าของหลวงพ่อทุก อย่าง ทั้งสองจึงรับปากแต่โดยดี จึงได้ปลูกระท่อมอยู่ข้าง ๆ กุฏิของหลวงพ่อ อยู่มาจนกระทั่งสองสามีภรรยาได้ให้ก าเนิดบุตรชายคนหนึ่งทั้งสองจึงแจ้งให้หลวงพ่อ ทราบ หลวงพ่อจึงบอกว่า “เจ้าจงน าลุกชายของเจ้าไปฝังซะ อย่าฆ่าเป็นอันขาด ให้ฝังทั้งเป็นอย่าง นั้นแหล่ะ” ทั้งสองสามีภรรยาได้ยินที่หลวงพ่อบอกก็เกิดความเสียใจและเสียดายลูกชายเป็นอย่าง มาก จึงพากลับบ้านและกอดจูบลูกชายทั้งวัน จนกระทั่งเย็นจึงได้น าไปฝังและบอกกับลูกชายว่า “เจ้าอย่าได้คิดจองเวรจองกรรมกับพ่อแม่เลย เป็นเพราะหลวงพ่อสั่งให้ท า จึงจ าเป็นต้องท า ขอให้ เวรกรรมทุกอย่างตกที่หลวงพ่อเถอะ” เมื่อฝังเสร็จแล้วจึงกลับมาบ้าน หลวงพ่อจึงถามว่า “ฝังแล้วหรือ” ทั้งคู่ก็ตอบว่าฝังแล้ว จนกระทั่งมีลูกชายคนที่สอง หลวงพ่อก็ให้น าไปฝังอีก และให้ฝังใกล้ๆ กับลูกคนเดิม ทั้งคู่ก็ท าอย่าง เดิม สาปแช่งหลวงพ่อให้เวรกรรมทุกอย่างตกที่หลวงพ่ออีกเช่นเดิม พอมีลูกชายคนที่สาม หลวง พ่อก็ให้น าไปฝังอีก ทั้งคู่ก็ท าอย่างเดิม โดยลูกชายทั้ง 3 ถูกฝังใกล้ ๆ กัน เย็นวันต่อมา หลวงพ่อบอกทั้งคู่ว่า “ลูกของพวกเจ้าอยู่ที่นั่นทั้งหมด ไม่ได้ไปไหน คืนนี้ให้ พวกเจ้าไปนอนที่หลุมฝังศพลูกชายเจ้า ให้เจ้าสองคนนอนตรงกลางหลุมนะ” ทั้งคู่จึงไปนอน พอ ใกล้จะถึงหลุมฝังศพลูกชายทั้ง 3 เขาก็เห็นลูกชายทั้ง 3 ยืนคุยกันด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวว่า “ถ้า ไม่ใช่หลวงพ่อนะ ข้าจะกินเนื้อเจ้าสองผัวเมียนั้นให้สิ้นซาก หนอยแน่! ติดหนี้พวกเรายังชดใช้ไม่ หมด ถ้าไม่ใช่หลวงพ่ออย่าหวังมีชีวิตรอดเลย “ ทั้งคู่กลัวเป็นอย่างมาก จึงกลับไปบอกหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ ลูกชายของข้าทั้ง 3 คน นั้นที่แท้จริงไม่ใช่ลูกข้า พวกข้าติดหนี้เขาอยู่ ยังชดใช้ไม่หมด พวกเขาโกรธแค้นมาก บอกว่าหากไม่ใช่หลวงพ่อ พวกเขาจะกินเนื้อของข้ากับเมียแล้ว” หลวงพ่อ จึงตอบว่า “ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากับสาปแช่งข้า แล้วตอนนี้เห็นหรือยัง” ทั้งสองผัวเมียเกิดความละอายใจเป็นอย่างมากและรู้สึกส านึกผิดที่แอบสาปแช่งหลวงพ่อ ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดแต่กลับไม่ถือโทษโกรธและช่วยเหลือพวกตน จึง อยู่รับใช้หลวงพ่อเรื่อยมาจนกระทั่งทั้งคู่สามารถเก็บเงินได้เต็ม 1 กระเป๋ า ทั้งคู่จึงแจ้งให้หลวงพ่อ ทราบ หลวงพ่อบอกให้น ากระเป๋ าเงินนั้นไปลอยน ้าเสีย ทั้งคู่จึงต้องน าไปลอยน ้าในแม่น ้าทั้งที่รู้สึก เสียดายเป็นอย่างมาก


128 วันรุ่งขึ้นทั้งสองไม่ยอมลุกจากที่นอนเพราะยังคงเสียดายเงินอยู่ จนกระทั่งหลวงพ่อต้องมา ปลุกและบอกให้ไปจ่ายตลาดเพราะหากสายกว่านี้แม่ค้าจะเก็บข้าวของกลับบ้านกันหมด ทั้งคู่จึง ตอบว่า “พวกข้าไม่มีเงินเหลือแม้แต่บาทเดียวจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อของอีกหละ” หลวงพ่อจึงน าเงิน มาให้ทั้งคู่ไปจ่ายตลาด พอไปถึงตลาดก็สายมากแล้ว กับข้าวและของที่ขายในตลาดขายหมดทุกอย่างมีเพียงปลา ท้องป่ องตัวเดียวเท่านั้นที่ขายไม่ออก ทั้งคู่จึงซื้อปลาท้องป่ องตัวนี้กลับมาและบอกกับหลวงพ่อว่า “เหลือแค่นี้แหล่ะหลวงพ่อ เขาขายกันหมดแล้ว” หลวงพ่อตอบกลับมาว่า “ดีแล้วหละ พวกเจ้าจง น าปลาตัวนี้ไปผ่าท้อง ล้างให้สะอาดและท าอาหารเช้ากิน” พอน าปลาไปผ่าท้องปรากฎว่าภายในท้องปลามีกระเป๋ าเงินของทั้งคู่ที่ถูกลอยน ้าไปอยู่ จึง รีบไปบอกหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงบอกว่า “ของนี้เป็นของพวกเจ้า ถ้าไม่ใช่ของพวกเจ้ามันก็ไม่มีวัน กลับมาหาพวกเจ้าหรอก ไม่ว่าอะไรก็ตามมันก็เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่ของเรา เราจะไขว่คว้าอย่างไรก็ ไม่ได้คืนมาหรอก ดังนั้นอย่าไปเสียดายมันเลย” ต่อมาทั้งคู่ได้ให้ก าเนิดบุตรสาวคนหนึ่ง หลวงพ่อบอกทั้งคู่ว่า “ลูกสาวคนนี้พวกเจ้าจงเลี้ยง ไว้ให้ดีอย่าให้หิวข้าว หิวนม เลี้ยงแบบยุงไม่ให้กัด ไรไม่ให้ตอมเลยนะ” ทั้งคู่ก็เลี้ยงดูลูกสาวคนนี้ เป็นอย่างดีจนกระทั่งกลายเป็นสาว ทั้งคู่ได้ปลูกข้าวไร่ไว้แต่พอถึงเวลาออกรวง ข้าวของสองผัวเมีย กลับไม่ยอมออกรวง ยังคงเขียวขจี ต้นสูงเท่าเข่าอยู่ จึงน าเรื่องไปบอกหลวงพ่อว่าท าอย่างไรดี หลวงพ่อตอบว่า “ดีแล้ว ปล่อยไว้เฉย ๆ อย่าไปฟันทิ้งเลย” ทั้งคู่ก็ฟังค าหลวงพ่อ อยู่มาวันหนึ่ง ช้างของกษัตริย์คลอดลูกและไม่ยอมกินอาหารใด ๆ นอกเสียจากต้นข้าว อ่อน กษัตริย์ทรงทุกข์ใจเป็นอย่างมากเพราะทรงรักช้างของพระองค์มากด้วย จึงให้มหาดเล็ก ออกไปหาต้นข้าวอ่อนแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม้หาจนทั่วผืนแผ่นดินแล้วก็ตาม เพราะช่วงนั้นเป็น ช่วงเกี่ยวข้าว ยากที่จะหาต้นข้าวอ่อนได้ จนกระทั่งไปพบที่ไร่ข้าวของสองผัวเมีย มหาดเล็กจึงขอ ซื้อกับทั้งคู่ โดยบอกว่าจะเอาไปให้ช้างของกษัตริย์ที่คลอดลูกและไม่ยอมกินอาหารใด ๆ นอกจาก ต้นข้าวอ่อน ทั้งคู่จึงไปปรึกษาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกให้ทั้งคู่ขายได้เลย ทั้งคู่จึงขายให้แก่มหาดเล็ก ไป ต่อมาเมื่อมหาดเล็กได้แจ้งให้กษัตริย์ทรงทราบ ทรงแปลกใจเป็นอย่างมากและตรัสว่า “ผัว เมียคู่นี้มีบุญนัก บนผืนแผ่นดินนี้ไม่มีใครมีข้าวอ่อนเลย มีเพียงพวกเขาทั้งคู่ เขามีลูกสาวหรือเปล่า” มหาดเล็กรายงานว่ามี จึงทรงรับสั่งให้มหาดเล็กรับตัวลูกสาวของสองผัวเมียเข้าวังและให้อภิเษก กับลูกชายของพระองค์ จากนั้นก็ให้สองผัวเมียเข้ามาอยู่ในวังด้วย ทั้งคู่จึงมีชีวิตอย่างสุขสบายสืบ ต่อมา


129 7. น ้านมของแม่ ในอดีตเมื่อประมาณ 2 - 3 ชั่วอายุคน มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งก็ได้มีลูกชาย อายุประมาณ 3 - 4 เดือน ลูกชายคนนี้เป็นที่รักของพ่อกับแม่มาก อยู่มาวันหนึ่งสามีก็ได้ฆ่าไก่ 1 ตัว แล้วน าน่อง ไก่ไปต้มหวังจะให้ลูกชายกิน พอต้มสุกแล้ว พ่อเด็กก็น าน่องไก่ไปให้แม่ของเด็ก และให้แม่ป้อนให้ ลูกกิน ส่วนแม่ของเด็กนั้น เห็นว่าลูกยังกินไม่ได้ก็เลยกินเองจนหมด เมื่อสามีเห็นภรรยาตนเองกินน่องไก่จนหมด ก็โกรธมาก พร้อมกับบอกว่า ข้าให้เจ้าเอา น่องไก่ไปให้ลูกชายข้ากิน ไม่ใช่ให้เจ้ากินเอง ฝ่ ายภรรยาได้ยินสามีพูดอย่างนั้น นางก็บอกสามีว่า ลูกเรายังเล็กอยู่กินไม่ได้หรอก ฉันกินก็เหมือนใหลู้กกิน เพรำะน่องไก่ที่ฉนักินเขำ้ไปนั้น มันจะไป อยู่ในน ้านมฉัน พอลูกกินนมฉัน ลูกก็จะได้กินน่องไก่ด้วย ฝ่ ายสามีไม่เชื่อในค าพูดของภรรยาจึงตอบว่า ข้าไม่เชื่อเจ้า เจ้าตะกละ อยากกินน่องไก่ก็ บอกมาตรง ๆ ก็ได้ พอสามีโต้ตอบมาเช่นนั้น นางเลยบอกสามีว่าถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองเอามีดมาผ่าที่ นมข้าซิ! ฝ่ ายสามีได้ยินภรรยาพูดเช่นนั้น ก็เลยไปเอามีดมาผ่านมภรรยาตนเอง พอผ่าแล้วก็เจอ น่องไก่ อยู่ข้างในนมจริง ๆ ส่วนภรรยานั่น เมื่อโดนผ่าที่นม นางก็ตายไป เมื่อเห็นเช่นนั้นสามีก็ส านึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่ ภรรยาตนพูดนั้นเป็นความจริง แต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้ เพราะภรรยาได้ตายไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมา สามีของนางก็ไปตระเวนบอกใครต่อใครว่า ช่วงที่ลูกก าลังกินนมอยู่นั้น ถ้าอยากให้ลูกได้กินอะไรก็ หามาให้แม่เด็กกิน เพราะแม่เด็กกินอะไร ก็เหมือนกับลูกได้กินด้วย ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ชนเผ่าลีซูก็ยังมีความเชื่อว่าถ้าแม่ของเด็กกินอะไร ลูกที่กิน น ้านมแม่อยู่ก็ได้กินด้วย และถ้าใครอยากให้ลูกหลานเจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง ก็ต้องหาแต่ของ ที่มีประโยชน์ มาให้แม่ของเด็กทานในช่วงที่เด็กยังกินน ้านมจากแม่อยู่ 8. เรื่องอาปาโหม่ฮี นานมาแล้ว มีสองพี่น้องคู่หนึ่งซึ่งได้เติบโตเป็นสาวแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งพี่สาวก็ได้ แต่งงานกับคนต่างถิ่น พี่สาวเมื่อแต่งงานไปแล้วนานเป็นปีก็ไม่กลับมาเยี่ยมน้องสาว น้องสาวก็ คิดถึงพี่สาวเป็นอย่างมากจึงเดินทางไปเยี่ยมพี่สาว พอไปถึงหมู่บ้านที่พี่สำวอยู่ก็ไดท้รำบว่ำข่ำวจำกชำวบำ้นวำ่พี่สำวของตนน้นั ไดไ้ปแต่งงำน กับคนที่เป็นผีปอบ (พิ้พือ) น้องสาวอยู่บ้านพี่สาวได้ 2-3 วัน จึงขอลากลับบ้าน เช้าของวันที่ น้องสาวกลับบ้าน น้องสาวได้ท ากับข้าวให้พี่สาวกิน น้องสาวจึงเดินออกไปเอาฟื นข้างบ้าน ตอนที่ เอาฟื นไปก่อไฟนั้น น้องสาวก็ได้ยินพี่สาวอธิษฐานว่า ต่อไปนี้ให้ไปอยู่กับน้องสาวนะ น้องสาวจึง แอบดูข้างฝาบ้านว่าพี่สาวนั้นอธิษฐานกับอะไรอยู่ ก็เห็นพี่สาวอธิษฐานกับเมล็ดผักกาด เมล็ด แตงกวา เมล็ดฟักทอง น้องสาวก็แกล้งท าเป็นไม่รู้เรื่อง และน าฟื นเข้าไปในบ้านเพื่อก่อไป พอ


130 น้องสาวเข้าบ้านพี่สาวก็บอกน้องสาวว่า "นี่น้อง พี่จะให้เมล็ดผักกาด เมล็ดแตงกวา เมล็ดฟักทอง ให้น้องไปปลูก รับไปสิ" น้องสาวได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจมาก ไม่รับก็กลัวพี่สาวจะโกรธรับไว้ก็กลัวผี ปอบนั้นจะเข้าสิงร่างตนเอง น้องสาวเลยเอาชายผ้าขาวม้าที่โพกหัวมารับเมล็ดผักไว้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พอรับของที่พี่สาวให้เสร็จ น้องสาวก็ลาพี่สาวกลับบ้านระหว่างทางก็ผ่านแม่น ้าใหญ่ น้องสาวก็ท าเป็นหิวน ้าไปกินน ้า พอกินน ้าเสร็จ น้องสาวก็เอาผ้าขาวม้าที่โพกหัวทิ้งลงแม่น ้า ผ้าขาวม้าผืนนี้ก็ลอยไปติดอยู่กับรากไม้ที่ติดอยู่กลางแม่น ้า ต่อมาก็ได้มีขบวนกลุ่มเจ้าบ่าวที่จะไป แต่งงานเดินทางผ่านมาทางแม่น ้าสายนี้ ผีปอบที่อยู่ในผ้าขาวม้าก็ได้บอกกับกลุ่มเจ้าบ่าวกลุ่มนี้ว่า อย่างเพิ่งข้ามแม่น ้าไปตอนนี้ ผีแม่น ้าก าลังรอจับกินพวกเจ้าอยู่ พอผีน ้าเดินทางผ่านไปอยู่ที่อื่น ผี ปอบที่ติดอยู่กับผ้าขาวม้าก็บอกให้กลุ่มเจ้าบ่าวผ่านได้ และตั้งแต่นั้นมาผีปอบก็จะคอยบอกทุกคน ที่เดินผ่านแม่น ้าจนไม่มีใครเป็นอันตรายสักคน ต่อมาก็มีชายชราคนหนึ่งได้เดินผ่านมาจะข้ามแม่น ้า ผีปอบก็บอกว่า ผู้เฒ่าเอ๋ย เจ้าอย่า เพิ่มข้ามแม่น ้านะ วันนี้ผีน ้าจะจับเจ้ากิน ขณะนี้มันก าลังจะขึ้นไปต้นน ้าเดี๋ยวมันก็จะลงมา เจ้ารอ ก่อน นะ พอผ่านไปสักพักหนึ่ง ผีปอบก็บอกกับผู้เฒ่าว่า ผู้เฒ่าเอ๋ย เจ้าข้ามแม่น ้าไปได้แล้ว ผู้เฒ่า ไม่ยินเช่นนั้นก็ซึ้งในน ้าใจ จึงบอกกับผีปอบว่า เจ้าเป็นสิ่งที่ดี มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ฉะนั้น ข้าจะน าเจ้ากลับไปยังหมู่บ้าน ข้าจะสร้างบ้านให้เจ้าอยู่ท้ายหมู่บ้าน และให้เจ้าคอยช่วยดูแลความ สงบให้กับคนในหมู่บ้าน ถ้าเจ็บป่ วยโดยไม่รู้ทราบสาเหตุ จะมาถามเจ้านะ เจ้าก็ต้องบอก และ ชาวบ้านจะน าหมู ไก่ มาเซ่นไหว้เจ้า เจ้าก็รับไว้ ไม่ว่าไก่ตัวผู้หรือไก่ตัวเมีย หากเขาเอาไก่ต้มมา เซ่นไหว้ก็บอกผ่านทางกระดูกไก่ และใครมาขอความช่วยเหลืออะไรเจ้าก็ต้องช่วยเขานะ ตั้งแต่นั้น มาชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างบ้านพักให้ผีปอบอยู่ พอที่พักเก่าก็มีการสร้างให้ใหม่ และได้ตั้งชื่อว่า "อา ปาโหม่ฮี" ส่วนสองสาวพี่น้องนั้นต่างคนต่างก็กลัวซึ่งกันและกัน น้องสาวคิดว่าพี่สาวมีผีปอบเลยไม่ กล้าไปเยี่ยมพี่สาวอีก ส่วนพี่สาวก็คิดว่าผีปอบไปอยู่กับน้องสาวแล้ว ก็ไม่กล้าไปเยี่ยมน้อง กลัวว่า จะโดนผีปอบเข้าสิง สองพี่น้องนี้ก็ไม่ไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกัน จนกระทั่งตายจากกันไป


Click to View FlipBook Version