The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 05:06:31

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

องค์ความรู้แม่และเด็กชนเผ่าลีซู E-book

45 2. ถ้าในกรณีหญิงอยู่ไฟ ท าอาหารไม่ได้ คนในบ้านต้องดูแลตลอดเวลา หมั่นคอย เตือนกฎข้อห้ามอยู่เสมอ 3. ถ้ากรณีหญิงอยู่เดือนไปบ้านคนอื่น คนในบ้านต้องเอาไก่ไปขอขมาผีบ้านของ บ้านนั้น ๆ 4. ถ้าสามี ภรรยา ฝืนกฎข้อห้ามในการมีความสัมพันธ์ทางเพศกันจะต้องรีบแก้ไข โดยการอบยาสมุนไพรหรือกินยาบ ารุงเลือด เรื่องนี้ผู้เป็นญาติพี่น้องจะคอย ตักเตือนสามี ภรรยา ที่เป็นบิดา มารดาใหม่ ๆ 2. อาหารและสมุนไพรส าหรับแม่และเด็ก 2.1. อาหารและสมุนไพรทคี่วรรับประทาน • อาหารและสมุนไพรของแม่และเด็กระยะอยู่เดือน พอครบ 7 วัน ก็จะท าการอบยาสมุนไพร ให้แก่มารดาที่คลอดบุตร หลังจากนั้น ก็เช้าสู่ระยะอยู่เดือน อาหารก็จะต่างกับระยะอยู่ไฟไม่มากนัก อาหาร ที่แม่กินระยะอยู่เดือนมีดังนี้ 1. เนื้อไก่กระดูกด าทั้งตัว 2. ไข่ไก่ 3. เครื่องเทศ เชื่อว่าจะบ ารุงน ้านมแม่เด็ก 4. ผักต่าง ๆ เช่น ผักโขม ใบยี่หร่า ซาไช่ ช่วยช าระและฟื้นฟูพละก าลัง เชื่อว่าช่วงนี้แม่แข็งแรงพอที่จะกินเนื้อผักเหล่านี้ได้แล้วและตัวแม่เด็กก็จะ เจริญอาหารเพราะได้กินผักด้วย 5. เนื้อหมูบ้าน (ที่เลี้ยงแบบไม่ฉีดยาและไม่ให้อาหารส าเร็จรูป) ที่ตัวสีด า และมีหางตรง เชื่อว่า จะช่วยท าให้แม่เปลี่ยนอาหารโดยไม่ผิดเดือน 2.2 อาหารทไี่ม่ควรรับประทาน ได้แก่ 1. เนื้อหมูที่ได้มาจากหมูที่ขาลาย ตัวลาย หางงอ หรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกเสีย จากไก่ตัวด าหรือหมูที่ตัวด าทั้งตัวแล้ว หญิงอยู่เดือนไม่ควรกินเนื้อสัตว์อื่น ๆ ซึ่งชา วลีซูเชื่อว่าจะท าให้ผิดเดือน (จะโต้) ซึ่งจะท าให้แม่เด็กเป็นอันตรายถึงตายได้ เพราะฉะนั้นหญิงชนเผ่าลีซูที่อยู่ในเดือนนั้นต้องจะเข้มงวดมากเรื่องการกินอาหาร 2. ผักหรือผลไม้ต่าง ๆ ทุกอย่างจะงดกินทั้งหมดยกเว้นผักที่กล่าวขั้นต้นเท่านั้น เพราะเชื่อว่าจะผิดเดือนเหมือนกันท าให้แม่ถึงตายได้


46 ชนเผ่าลีซูให้ความพิเศษกับการกินอาหารในช่วงอยู่ไฟและอยู่เดือนมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดจากการกินผักส าแดง การปฏิบัติตัวจะเข้มงวดมาก เพราะเชื่อว่าหากกินอาหารผิดหรือเกิดผิดเดือนแล้วจะแก้ไขทีหลังได้ยากมาก เพราะฉะนั้นช่วงอยู่ไฟและ อยู่เดือนนั้นแม่เด็กอยากกินอะไรก็ต้องฝืนความอยาก เอาไว้ • สา หรับสมุนไพรทคี่วรทานในระยะอยู่เดือน จะเหมือนกับระยะอยู่ไฟทั้ง ของแม่และของลูก 3. การอบสมุนไพรช่วงครบเดือน • ความเชื่อ วันเวลา การอบสมุนไพรช่วงนี้เชื่อว่าจะท าไห้แม่เด็กนั้นร่างกายแข็งมากขึ้น ก่อนที่จะไปไร่นา หรือท างานอย่างอื่น และจะช่วยให้ทนแดด ทนฝน เพราะท างานหนักได้เหมือนเดิม เพราะ ลีซูนั้นพอครบหนึ่งเดือนทุกคนจะต้องไป " อ้าขื่อโดพั๊ว " วิธีการอบสมุนไพร น าสมุนไพรทั้งหมดมาต้มประมาณ 12 ชั่วโมงแล้วก็ท ากระโจมเป็นที่อบสมุนไพรของ แม่เด็กแล้วให้แม่เด็กเข้าไปอบประมาณ 1 ชั่วโมง • สา หรับชนิดของสมุนไพรและสรรพคุณนั้นเหมือนกับตอนอบในไฟ ทัง้หมด 4. การปฏิบัติของแม่เด็กช่วงหลังพ้นเดือน • การไป " อ้าขื่อโดพ๊ัว " พออยู่ครบ 1 เดือน แม่เด็กนั้นต้องพาเด็กไป อ้าขื่อโดพั๊วที่ไร่ ซึ่งเป็นการเปิดหูเปิด ตาของเด็กให้รู้จักไร่นา แต่ก่อนที่จะไปก็ต้องค านวนวันเวลาด้วยว่าวันนี้เหมาะกับการ อ้าขื่อโดพั๊วของเด็กคนนี้หรือไม่ เพื่อเป็นศิริมงคลกับเด็กในอนาคต ก่อนที่จะออกจากบ้าน แม่ต้องน าเข็มเย็บผ้ามาปักไว้ที่หมวกของเด็ก เพราะเชื่อว่าจะท าให้เด็กนี้โตขึ้น เดินทางไป ไหนก็จะไม่หลงทาง และก่อนที่จะออกจากบ้านนั้นแม่เด็กจะอธิฐานขอพรจากอาปาโหม่ฮีว่า ให้เด็กแคล้วคาดปลอดภัยจากภัยต่างๆ • กรณีเด็กเล็กทจี่า เป็นต้องออกจากนอกบ้าน เช่นกรณีเด็กไม่สบายต้องออกไปหาหมอหรือกรณีใด ๆ ก็ตามต้องเอาหมิ่นหม้อไป ทาที่หน้าผากของเด็กเป็นการท าเครื่องหมายว่าเด็กคนนี้มีพ่อแม่ หรือเอาต้นสมุนไพร


47 (อาก้าเชอแพ)ไปติดไว้ที่หมวกของเด็กเพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่จะมารบกวนได้ ขณะอยู่นอกบ้าน 5. อาหารในระยะให้นมลูก และการหย่านม เมื่อผ่านช่วงอยู่เดือนไปแล้ว จนเข้าสู่ระยะให้นม ซึ่งจะสิ้นสุดเมื่อถึงช่วงหย่านม • ในระยะให้นมลูกนั้นแม่สามารถรับประทานอาหารได้หลายอย่างมากขึ้น ยกเว้น จ าพวกอาหารที่ได้จากซาก (คือ เนื้อสัตว์ที่เราไม่ได้ฆ่าเอง เช่น สัตว์โดนเสือกัดตาย เหยี่ยวกัด) เชื่อว่าจะท าให้เด็กเกิดอาการชัก หรืออาหารประเภทของหมักดอง ประเภท มีรสเผ็ดจัด จะท าให้เด็กท้องเสีย เพราะอาหารเหล่านี้เด็กได้รับจากน ้านมของแม่ ถ้า ฉะนั้นช่วงที่ให้นมลูกอยู่นั้นการกินอาหารนั้นต้องระมัดระวังอย่างมาก • ถ้าระยะนี้มารดาไม่สบาย เพราะอาหารเป็นพิษ กินอาหารผิดส าแดง จะต้มแกะหญู่ (ต ารับยาแก้พิษ แก้แพ้)ให้ดื่ม หรือใช้ยาตามอาการ ซึ่งต้องปรึกษาหมอยาที่มี ประสบการณ์ 5.1 ประเภทอาหารมือ้แรกของเด็กเล็กตามความเชอื่ของลีซู อาหารมือ้แรกของเด็กมี อาหารมื้อแรกของเด็ก ชาวลีซูให้ความส าคัญเป็นอย่างมากเพราะเชื่อว่าอาหารมื้อแรกเป็น สิ่งที่สามารถก าหนดลักษณะนิสัยต่าง ๆ ของเด็กได้ 1. ลูกผึ้ง (ตัวอ่อนที่ได้มาจากรังผึ้ง) เชื่อว่าท าให้เด็กคนนี้เป็นเด็กที่รักบ้าน รักครอบครัวเหมือนผึ้ง 2. ปลาตะเพียน (งั้วฟุ กับเบจึเล) เชื่อว่ากินแล้วท าให้เด็กคนนี้เป็นเด็กที่รักสวย รักงาม 3. กล้วย เชื่อว่ากินแล้วท าให้เด็กคนนี้เป็นเด็กที่ฉลาด รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของคน และรู้ มีวิธีการพูดจาได้ไหลลื่นเหมือนกล้วย 4. นก "เงียเบกู้" เชื่อว่าท าให้เด็กคนนี้เป็นเด็กที่พูดเก่ง วาจาฉาดฉาน 5. เนื้อหมู เชื่อว่าท าให้เด็กคนนี้เป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย


48 6. การดูแลสุขภาพแบบพืน้บ้านของเด ็ กที่หย่านมใหม่ๆ 6.1. อายุของเด็ก ชนเผ่าลีซูสมัยก่อนนั้นจะหย่านมลูกก็ตอนที่แม่ตั้งครรภ์อีกครั้งแล้วเท่านั้น เพราะสมัยก่อน นั้นไม่มียาคุม ปล่อยตามธรรมชาติ แม่จึงตั้งครรภ์ติดต่อกัน 6.2. ลักษณะและสภาพอารมณข์องเด็กทหี่ย่านมใหม่ อารมณ์ของเด็กช่วงนี้จะแปรปรวนและงอแง หงุดหงิดง่าย จะร้องไห้ทั้งกลางวันและ กลางคืน เป็นเพราะเด็กหิวนม เด็กบางคนตอนที่กินนมอยู่ไม่ค่อยกินข้าว พอหย่านมเด็กก็ กินข้าวเพราะความหิวของเด็กท าให้เด็กสามารถกินข้าวได้มาก 6.3. วิธีการหย่านม กับการปฏิบัติตนของคนรอบข้าง ช่วงที่หย่านมนั้นแม่เด็กจะพยายามไม่อยู่ใกล้เด็ก โดยจะให้พ่อเด็กหรือปู่ ย่า ตา ยายของ เด็กเลี้ยงทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าเด็กลืมความสุขและความอบอุ่นที่ได้จากการดูด นมจากแม่ กรณีที่บังคับให้เด็กหย่านมด้วยตนเอง แม่จะเอาอาหารหรือผลไม้ที่มีรสขม เช่น ดีไก่ มะเขือ ขมหรืออื่น ๆ ที่มีรสขมแต่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก มาทาที่หัวนมไว้ พอเด็กหิวและมาดูดนมจะ ท าให้เด็กปากขม เด็กก็จะไม่กล้ามาดูดนมอีก ท าเช่นนี้บ่อย ๆ ไม่นานเด็กก็จะเลิกไปเอง 6.4. อาหารและสมุนไพรสา หรับเด็กทหี่ย่านม • อาหารส าหรับเด็กเล็ก ชนเผ่าลีซูนิยมให้อาหารเด็ก เมื่ออายุประมาณ 8-9 เดือน เป็นส่วนใหญ่ เพราะผู้เป็นมารดา ต้องออกไปท างานที่ไร่ที่สวนจะไม่มีเวลามาป้อนข้าว เมื่อเด็กมีอายุ 8 -9 เดือน ก็จะปล่อย ไว้ที่บ้านให้ปู่ ย่า หรือ ตา ยาย เลี้ยง ช่วงนี้ ก็จะป้อนข้าว แต่ไม่พิถีพิถันกับการให้อาหารเด็ก มากนัก อาหารที่นิยมให้เด็กทานมีข้าวต้มหรือข้าวสุกเป็นเม็ดกินกับน ้าแกงจืด (ต้มผักกับเนื้อหมู่ หรือไก่) ถ้าบางครั้งมีเนื้อก็จะฉีกเนื้อเป็นชิ้นเล็ก ๆ ป้อนให้เด็กกิน ส่วนข้าวต้มนั้นได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้างแล้วแต่ผู้เลี้ยงหรือแม่เด็กขยันท าหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะกินตามปกติเว้น แต่อาหารรสเผ็ดจัด เพราะเกรงว่าจะท าให้เด็กท้องเสีย อาหารระยะหย่านม ก็กินตามปกติไม่มีอะไรพิเศษเพียงแต่ป้อนให้อิ่มกว่าทุกมื้อ เมื่อเด็กอิ่มท้องก็จะไม่ค่อยงอแงมากนัก • ข้อสังเกตหรือข้อคิดเหน็ของผู้สา รวจ 1. ชนเผ่าลีซูจะให้ความส าคัญกับช่วงที่มารดากับเด็กอยู่ในเดือนมาก


49 เพราะเชื่อว่าช่วงเวลานี้ มารดาและเด็กที่เกิดใหม่ จะมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ และ ขวัญอ่อนด้วย ดังนั้นเวลาครอบครัวใดมีเด็กเกิดใหม่ก็จะต้องระมัดระวังใน การท ากิจกรรม ใด ๆ ที่มีผลกระทบที่ไม่ดีต่อมารดาและเด็กด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวางตัวในสังคมหรือ พิธีกรรมต่าง ๆ ที่สมาชิกในครอบครัวจะเข้าร่วมต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย 2. ท าให้เห็นบทบาทของผู้หญิงลีซูที่มีส่วนช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัว และเพื่อน บ้านในการเป็นผู้ช่วยในการท าคลอด ตลอดจนการดูแลมารดาและเด็กทารกที่ เกิดใหม่ ๆ 3. ชนเผ่าลีซูจะมีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ช่วงที่ตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอดบุตรทั้ง ด้านอาหาร และด้านความเชื่อต่าง ๆ 4. หลังอยู่เดือน จะไม่ค่อยมีกฎข้อห้ามเท่ากับอยู่เดือน 5. จะสังเกตุได้ว่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีการปฎิบัติตัวต่อมารดาและเด็กในทาง ที่ดีงาม 6. ในแต่ละช่วงที่มารดาและเด็ก จะมีสมุนไพรเข้ามาเกี่ยวข้องทุก ๆ ช่วง 7. องค์ความรู้พืน้บ้านในการดูแลและรักษาพยาบาลเด ็ ก 7.1 เด็กเป็ นอีสุกอีใส ขั้นตอนแรกของการรักษา คือ เอาก้อนหิน 4 - 5 ก้อน ไปเผาที่ไฟให้แดง แล้วน าออกมากอง ไว้ข้างนอก แล้วก็น าใบหลูคว่าเพียะ (ใบไม้ใช้ประกอบพิธีกรรม) ไปใส่บนก้อนหินเสร็จแล้วก็ เอาน ้าพรม เพื่อให้มีควันออกมาพอมีควันออกมาก็ให้เด็กยืนคร่อมบนกองหินเพื่อรมควัน จนเด็กมีเหงื่อออก จะท าอย่างนี้ทุกวันจนเด็กหายเป็นปกติ ข้อห้ามสา หรับเด็กทเี่ป็นอีสุกอีใส 1. ห้ามมิให้เด็กเห็นคราบเลือด มีความเชื่อว่าผิดผีอีสุกอีใส 2. ห้ามมิให้เด็กเห็นข้าวสาร มีความเชื่อว่าจะมีแผลเท่าเมล็ดข้าวสาร 3. ห้ามมิให้สมาชิกในครอบครัวมีเพศสัมพันธ์ มีความเชื่อกันว่า ถ้าสมาชิกท าผิดผีอีสุกอีใสแล้วจะท าให้ เด็กเป็นมากกว่าเดิม อาจจะท าให้เด็กตายได้ ซึ่งมีความ เชื่อกันว่า ผีอีสุกอีใสนั้นเป็นผีที่ขี้อิจฉา ริษยามาก


50 7.2 . การหา "อ่าบ่าแมะ" (พ่อบุญธรรม) ให้เด็กกรณีเจ็บป่ วย หาก เด็กมีอาการเบื่ออาหารไม่สบายบ่อย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เชื่อว่าเด็กต้องการพ่อ บุญธรรม วิธีการแก้ไข วิธีแรก คือ พาเด็กไปหาหมอผีเพื่อท านายดูว่าเด็กคนนี้ต้องรักษาอย่างไรหากว่าเด็กคนนี้ ต้องการ "อ่าบ่าแมะ" จริงต้องตรวจสอบดูว่าต้องการ "อ่าบ่าแมะ"กับคนคนไหนหรือต้องการ กับสัตว์ สัตว์ประเภทไหน หรือกับต้นไม้ ต้นไม้ชนิดไหน หมอผีก็จะท านายออกมาเองแล้ว เราก็ท าตามที่หมอผีท านายและทุกอย่างก็จะดีขึ้น วิธีที่ 2. น าเหรียญ 2 เหรียญไปที่อาปาโหม่ฮีไปเปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชาแล้วก็ อธิฐานบอกว่า เด็กคนนี้ไม่สบายมานานแล้ว อยากทราบว่าเด็กคนนี้ผิดผีหรืออยากได้ "อ่าบ่าแมะ" ท่านนั้นเป็นเทพล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจึงมาขอความชี้แนะจากท่าน พร้อมกับ โยนเหรียญที่ได้น ามา (เราอธิฐานให้ออกหัวหรือออกก้อยก็แล้วแต่เราจะอธิฐาน) พอเรา ทราบว่าเด็กคนนี้ต้องการอะไรก็กลับบ้านท าตามที่เสี่ยงทายจากอาปาโหม่ฮี ทุกอย่างก็จะดี ขึ้น พิธีกรรมขออ่าบ่าแมะ หากเด็กคนนี้ต้องการคนคนไหนเราก็น าสายสิญจน์ให้คนผู้นั้นมามัดมือให้เด็กเพื่อเป็นการ บอกว่านี่คือลูกของฉัน และหากเด็กคนนี้ต้องการต้นไม้เราก็ไปอธิฐานขอมัดมือที่ใต้ต้นไม้ หรือกับสัตว์เราก็อธิฐานสัตว์ชนิดนั้นแล้วขอมัดมือ 7.3. การรักษาเด็กทเี่กิดอาการเคล็ด วิธีการรักษา น าตะเกียบ กับต้นหญ้าคามาใส่ที่ใต้แขนทั้งสองข้างและที่หน้าท้องของเด็ก แต่ละจุดใช้ ตะเกียบ 1 อัน หญ้าคา 1 ต้น แล้วเอาผ้าห่มมาพันตัวไม่ให้แขนขาออกมา แล้วมัดให้แน่น แล้วน าไปวางในผ้าขาวม้า ที่ประตูบ้าน ซึ่งมีคนสองคนอยู่ข้างละคนจับปลายผ้าขาวม้าข้าง ละคนอยู่แล้ว หมุนผ้าขาวม้าพร้อม ๆ กันทั้งสองคน หมุนเข้ามาทางข้างในบ้าน 3 ครั้ง หมุน ออกทางนอกบ้าน 4 ครั้ง แล้วเด็กก็จะหายจากอาการเคล็ด 7.4. การรักษาคนทเี่ป็นตุลิ(ไม่สบายปวดหัว) วิธีการรักษา น าไข่ต้มแล้วแกะเอาแต่ไข่ขาวและน าไข่มาใส่ที่ผ้าบาง ๆ ที่เตรียมไว้แล้วเอาเครื่องเงิน เช่น แหวน ต่างหู หรืออะไรก็ได้ที่ท ามาจากเงินแท้ ไปใส่รวมกับไข่ขาวพร้อมกับเส้นผมประมาณ


51 4 -5 เส้น ใส่รวมกันแล้วห่อให้เรียบร้อยน ามาลูบผู้ที่เป็นตุลิ ท าไปสักพักก็เอาออกมาดูหาก เป็นโรคตุลิจริง เครื่องเงินนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง เราก็น าเงินนั้นไปล้างให้สะอาดแล้วห่อ ใหม่ น าไปลูบตามตัวอีกครั้ง ลูบสักได้สักพักก็เอาออกมาล้างอีก ท าอย่างนี้จนกว่าเครื่องเงิน นั้นไม่กลายเป็นสีม่วง หมายเหตุ หากไม่เป็นโรคตุลิแม้จะลูบนานเท่าไหร่ เครื่องเงินนั้นก็ไม่กลายเป็นสีม่วง หรืออีกวิธี คือ น าใบ “ตี้เพียะ” มาต าและพอกไว้ที่อุ้งมือและอุ้งเท้าประมาณครึ่งวัน 8. สูตรยาสมุนไพรทั่ว ๆ ไปและวิธีการรักษา 1. สมุนไพร เพียะหว่าหล่า หลูขว่าแน สรรพคุณ ใช้แก้ลม เป็นยาที่รักษาอาการชัก วิธีการรักษา โดยน ายามาต้มแล้วรับประทานร้อน ๆ 2. สมุนไพร นาฉึสุ่ยสุ่ย(ยาแดง) อ้าหน่าชึลึชูหลุตา สรรพคุณ ใช้แก้ร้อนใน เป็นยาที่รักษาอาการร้อนใน วิธีการรักษา โดยน ายามาต้มแล้ว ทิ้งไว้จนเย็นแล้วค่อยรับประทานจนยาหมด 3. สมุนไพร อ๊าวุ้ย สรรพคุณ ใช้แก้หวัด เป็นยาแก้หวัด ส าหรับเด็ก วิธีการรักษา คือน าสมุนไพรมาเสียบที่หมวกของเด็กทารกที่เด็กสวมไว้ 4. สมุนไพร ยาเบอเรอ สรรพคุณ ใช้รักษาอาการท้องเสีย วิธีการรักษา โดยน าสมุนไพรมาต้มแล้วรับดื่มแต่น ้าที่ร้อน ๆ 5. สมุนไพร กึ่งหนึ่งคัว สรรพคุณ ใช้แก้ช ้าใน แก้ปวดเมื่อย ปวด ตามข้อต่าง ๆ วิธีการรักษา ดองกับเหล้าแล้วดื่มหรือทาตรงบริเวณที่ปวดเมื่อยหรือบริเวณที่โดน แมลงสัตว์กัดต่อย (ยาสมุนไพรชนิดนี้หากดื่มมากเกินไปอาจถึงตายได้) 6. สมุนไพร แกะหญู่ สรรพคุณ ยาสมุนไพรแก้อาหารเป็นพิษ วิธีการรักษา น ายามาต้มแล้วดื่มแต่น ้า 7. สมุนไพร อีน้่ามานาฉึป้าฟุนาฉึนาฉึสุ่ยสุ่ย สรรพคุณ เป็นยาบ ารุงร่างกาย, เลือด, น ้านม วิธีการรักษา โดยน าสมุนไพรมาต้มแล้วดื่มแต่น ้า 8. สมุนไพร ขิง ตะไคร้ สรรพคุณ แก้เจ็บคอ หรือไอ


52 วิธีการรักษา น ามาต้มแล้วดื่มแต่น ้า 9. สมุนไพร ตีต้่ายูอีน้่ามานาฉึอาก้าจึงโต สรรพคุณ ช่วยขับเลือด ขับเหงื่อและของเสียในร่างกายของมารดาที่อยู่ไฟ อยู่เดือน 10. สมุนไพร น ้าปัสสาวะ สรรพคุณ แก้ซ ้าใน กรณีเด็กหกล้มหรือตกจากที่สูง 11. สมุนไพร ขีเ้ถ้า สรรพคุณ รักษากลากเกลื้อน วิธีรักษา เอาขี้เถ้าอุ่น ๆ มาถูบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน 12. สมุนไพร พริกสด กับเกลือ สรรพคุณ รักษาแผลน ้าร้อนลวก วิธีการรักษา เอาพริกสดนั้นหักออกเป็น 2 ท่อนแล้วทาบริเวณที่โดนน ้าร้อนลวก และทาเกลือทับลงไปด้วย 13. สมุนไพร หม่าสุโกจึง กับเกลือ สรรพคุณรักษาโรคน ้ากัดเท้า วิธีรักษา น าหม่าสุโกจึงกับเกลือมาต้มให้เดือดแล้วมมาล้างบริเวณที่เป็นน ้ากัดเท้า 14. สมุนไพร น ้ามูก สรรพคุณ รักษาส้นเท้าแตก วิธีรักษา เอาขี้มูกทาที่บริเวณที่ส้นเท้าแตก 15. สมุนไพร ซางซึง สรรพคุณ รักษาฝี วิธีรักษา น าซางซึงมาห่อที่ฝี (ฝีที่ยังไม่มีหัว) 16. สมุนไพร จินาเพียะ กับไอข้าว สรรพคุณ รักษา โรคตาแดง วิธีรักษา น าสมุนไพรที่ต้มแล้วมาอบที่ตา ส าหรับไอข้าวนั้นรักษาโดย น าข้าวที่ ต้มสุกนั้นตักใส่ถ้วยแล้วน าผ้าบางๆมาปิดที่ปากถ้วยแล้วมาประกบกับตาเพื่อให้ ไอข้าวนั้นเข้าไปในตา 17. สมุนไพรฮามาจาจา สรรพคุณ รักษาลิ้นเปื่อย วิธีรักษา น ายางของฮามาจาจาไปทาที่ลิ้น ท าให้ลิ้นแดงเพราะยาของฮามาจา จามีสีแดงคล้ายเลือด จะช่วยให้ลิ้นเปื่อยทุเลาและหายเป็นปกติได้


53 บทที่6 พัฒนาการของเด็ก พัฒนาการของเด็กตามวิถีชีวิตของชนเผ่าลีซู 1. พัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงทางกายภาพ 1.1 ตารางแสดงพัฒนาการของเด็กทารก ช่วงอายุของเด็กแต่ละ ช่วงอายุ ช่วงพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วง อายุ (ภาษาลีซู) ความสามารถในการแสดงออกของเด็ก แต่ละช่วงอายุ (แปล) 0 -7 วัน อี่เมียคูกู้ ขึกู้ งูกู้ - สามารถฝัน, ยิ้มและร้องไห้ได้ 7 วัน -1 เดือน อิ๊ ฉ่า นา นา กั๊วะ อี้ม่ามาโตงีมู - สามารถได้ยิน, จ ากลิ่น, จ าเสียง,มองเห็นแม่ได้ลาง ๆ 1 -2 เดือน มูกั๊วะ อี้ม่ามาและจึ้งมึ้งกุ๊ - สามารถมองเห็นในระยะไม่เกิน 1 เมตรได้ชัดเจนและจ า หน้าแม่ได้ 3 -4 เดือน อ๊ะคลือแบกั๊วะ กึ๊จึ้งเถ่กู๊ - สามารถพูดอ๊ะคลือได้และสามารถยกคอตนเองได้ 5 -6 เดือน หลี่กูพูกั๊วะ อ้าบลู่แบกุ๊ (แบกหลัง) อาลียีม่าเกื่อซูกุ๊ และจ้งมึงกุ๊ - สามารถพลิกตัวได้ ก าลังหัดนั่ง พูดอ๊ะบลู่ได้และสามารถ เลียนแบบพฤติกรรมบางอย่างของคนรอบข้างได้และจ าหน้า คนที่มาคลุกคลีกับเด็กบ่อยๆ ได้ 7 -8 เดือน งีต๊ะกั๊วะ ก่าแลโด่กุ๊ - สามารถนั่งเองได้ และสามารถคลานเองได้ 9 -10 เดือน อ้าสุ้ยสุ่ยยูกุ๊ จากูสุ่ยลุ๊วกุ๊ - สามารถหยิบจับสิ่งของ กินทุกอย่างที่สามารถหยิบจับได้ และเริ่มหัดเดิน 11 - 12 เดือน อี้ดาอี้ หิ กั๊วะ งีต้ากุ๊ จากูสุ่ยกุ๊ - สามารถลุกหรือนั่งเองได้ และเริ่มเดินได้คล่อง 13 - 14 เดือน จากูอากึ้สุ่ยกู๊ตึงมาเกืออาตี้ๆตึงกู๊ พู่คว้างถี่กาถี่ขื่อฉุ่ยกุ๊ อ้าสุ่ย หมุนกือแหลงีกูกุ๊ - สามารถเดินได้คล่องมากขึ้นและวิ่งในระยะที่ใกล้ได้และเริ่ม พูดค าที่เด็กเคยได้ยินบ่อย ๆ ได้เป็นบางค า เริ่มสื่อสารกับคน รอบข้างได้ แต่จะเป็นการแสดงกริยาตอบโต้มากกว่าการ โต้ตอบด้วยการพูด เช่น ถ้ามีคนถามว่าพ่อ หรือแม่ไปไหน เด็กจะตอบโดยการชี้มือไปในทิศทางที่พ่อ หรือแม่อยู่ 15 เดือน - 2 ปี ถี่ม้าเล่กางี้กู๊ แหลชูผู่คว้างตา ฉุ่ยกุ๊ สุ่ยกัวเล่ยุมือกุ๊ - สามารถเล่นคนเดียวและท ากิจกรรมที่ง่าย ๆ ได้ และ สามารถพูดหรือสนทนาตอบโต้ กับคนใกล้ชิดได้มากขึ้น และ สามารถจ าและเรียกชื่อญาติที่ใกล้ชิดได้ 2 ปี -8 ปี แหล่ชูหงุเพรียะซึ - สามารถสังเกต, สามารถถามเมื่อเด็กมีความสงสัยและ เลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ได้มากขึ้น ชนเผ่าลีซูจะเรียกเด็กตามพัฒนาการของเด็ก ซึ่งมี3 ช่วง คือ 1. ชูเสี่ยะ หมายถึง เด็กแรกเกิดถึง 1 เดือน การเรียกเด็กช่วงนี้ว่า ชูเสี่ยะ นั้น เพราะเด็กยัง เป็นเด็กที่คลอดใหม่ ๆ จึงเรียกว่า “คนใหม่” หรือ “คนที่เกิดมาใหม่” 2. เมียกา (อ้าจูฉิซู) หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 2 ขวบ 3. หญ่าเหน้ว หมายถึงเด็กประมาณ 3 ขวบ ถึงเด็กโตหน่อย (14 ปี)


54 1.2 พัฒนาการทางกายภาพของเด็ก • การมองเห็นของเด็กทารก เด็กทารกส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นและจะจดจ าแม่ของตนเองได้ก่อนสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเอง • การยิม้และการร้องไห้ของเด็กทารก ชาวลีซูเชื่อว่าเด็กทารกจะรู้จักฝัน ยิ้มและร้องไห้ได้ก่อนการมองเห็น สังเกตได้จาก ตอนที่เด็กทารกนอนหลับและ เด็กทารกจะยิ้มจนน่าเอ็นดู หรือบางทีเด็กทารกนอนหลับอยู่ ดี ๆ ก็ท าหน้าเหมือนอยากร้องไห้ แล้วจู่ๆเด็กก็หยุดร้องไห้แล้วยิ้มออกมา ชนเผ่าลีซูมีความ เชื่อว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเด็กก าลังฝัน ในฝันของเด็กทารกนั้น ขวัญวิญญาณของรกเด็ก นั้นมาบอกว่าพ่อและแม่เจ้านั้นตายแล้ว เด็กทารกก็จะร้องไห้ออกมา พอขวัญวิญญาณ บอกว่าไม่ใช่ ยังไม่ตายเมื่อกี้ฉันโกหกเธอ เด็กทารกก็ยิ้มออกมาดังที่เราเห็น 1.3 พัฒนาการทางจิตใจของเด็ก ผู้อาวุโสชาวลีซูนั้นจะสอนพ่อ แม่ที่ก าลังเลี้ยงลูกอ่อน (ทารก) ช่วงที่ยังพูดไม่ได้ว่า ช่วงนี้ ต้องเอาใจดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดที่สุดและต้องพยายามสังเกตพฤติกรรมของเด็กให้ดี เพราะเด็กจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมแทน • ความรู้สึกโกรธ สังเกตได้จากสีหน้าของเด็กคือ เด็กจะแสดงสีหน้าที่แดงจนสีคล ้า แล้วร้องไห้สังเกตได้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุประมาณ 15 เดือน • ความรู้สึกอึดอัดหรือเจ็บป่ วย บางครั้งเด็กปัสสาวะรดที่นอน เด็กก็จะร้องไห้ หรือถูก สิ่งของทิ่มแทงก็จะร้องไห้ ผู้ดูแลเด็กต้องหมั่นคอยดูแลและตรวจตราถึงสาเหตุที่เด็ก ร้องไห้ • ความรู้สึกพอในหรือดีใจ สังเกตได้จากการแสดงออกทางใบหน้า เช่น การแสดงสี หน้าที่ร่าเริงหรือจะนอนหลับเป็นเวลานาน ๆ และไม่งอแง • ความรู้สึกหิว เด็กอาจจะแสดงความกระสับกระส่าย หยิบจับอะไรได้ก็จะจับใส่ปาก และจะส่ายหัวไปมาเหมือนตอนควานหาหัวนมจากมารดา พร้อมกับการร้องไห้ด้วย • ความรู้สึกคันส าหรับเด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้ ปากเด็กจะมีน ้าลายไหลออกมาจ านวน มากจนผิดปกติ 1.4 พัฒนาการการใช้กล้ามเนือ้ • การเล่นของมีคม เมื่ออายุได้ประมาณ 2 ปี ขึ้นไป เช่น การเล่นมีดที่ไม่ค่อยคมก่อน แล้วค่อย ๆ เริ่มเล่นมีดที่มีความคมมากขึ้น


55 1.5 พัฒนาการทางสังคม • การเล่นเป็นกลุ่ม ๆ ปล่อยให้เล่นเป็นกลุ่ม ๆ ได้ เมื่ออายุประมาณ 3 ปี ขึ้นไป ตอนแรก เด็กผู้ชายจะเล่นดิน เก็บเศษใบไม้เล่น ส่วนเด็กผู้หญิงจะเล่นแบกน้อง (เม้เม้แม) โดยเอา เสื้อผ้ามาท าเป็นวงกลมหรือเอาแตงกวามาเป็น เม้เม้ (ลูก) และเด็กผู้ชายบางคนก็ชอบเล่น แบกเม้เม้เหมือนกัน • การเข้าการสื่อสารด้วยภาษา เมื่ออายุได้ประมาณ 3 - 4 ปี ขึ้นไป เช่น การใช้ไปเอาฟื น ใช้ตั้งข้าว ไปหยิบช้อน หยิบถ้วย ตักน ้าใส่แก้วมาให้ผู้ใหญ่ ฝึกให้ปัดกวาดบ้าน เอาข้าวให้ ไก่ หมา หรือหาเก้าอี้ให้แขกที่มาเยี่ยมที่บ้านและรู้จักเครือญาติมากขึ้นเช่น ลุง ป้า น้า อา • สามารถฝึกให้หุงข้าวได้ เมื่ออายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป • การให้ช่วยท างานไร่ เมื่ออายุได้ประมาณ 10 ปี ขึ้นไป เริ่มแรกจะให้ช่วยท างานง่าย ๆ ก่อน เช่น ช่วยตักน ้า ช่วยแบกข้าวโพดหรือหญ้าที่ให้หมูกินได้ ช่วยถอนหญ้าและเลี้ยงน้อง อยู่ที่บ้านเองได้ • การช่วยเลี้ยงน้อง ให้ช่วยเลี้ยงน้อง เมื่ออายุได้ประมาณ 5 ปีขึ้นไป ถ้ากรณีเด็กยังอายุ น้อยหน่อยจะแบกน้องไม่ไหว ก็ให้นั่งไกวแปลน้อง พร้อมกับเล่นไปด้วย ถ้าน้องร้องไห้ก็ จะวิ่งมาบอกมารดา แต่กรณีเด็กโตหน่อยก็จะแบกน้องได้ จะแบกน้องให้น้องได้นอนหลับ ที่หลังของตน พร้อมกับร้องเพลงกล่อมน้องไปด้วย ตอนเย็นถึงเวลากลับก็จะช่วยมารดาซัก เสื้อผ้า และผ้าอ้อมของน้องอีกแรง 2. สื่อทีช่่วยในการพัฒนาการของเด ็ ก •สื่อทชี่่วยในการพัฒนาการของเด็กทคี่นทา ขึน้เอง 2.1. การขุดหลุมให้เด็กอยู่ในหลุม สมัยก่อนมีสื่อที่คนท าขึ้นเพื่อช่วยในการพัฒนาการของเด็กโดยตรง เช่น ในกรณีที่ พ่อ แม่ของเด็กจะไปท างานที่ไร่ และไม่มีคนคอยช่วยดูแลเด็กก็จะเอาเด็กไปท างานที่ไร่ ด้วย พ่อ แม่ของเด็กจะต้องผลัดกันแบกเด็กไว้ที่หลัง ถ้าหากต้องแบกเด็กไว้ที่หลังนาน ๆ จะท าให้รู้สึกปวดเอว, ปวดหลัง ไม่สามารถแบกเด็กไว้ได้นาน ๆ ก็จะขุดหลุมขนาดพอให้ เด็กอยู่ได้ แล้วปูพื้นด้วยใบตองหรือใบไม้ที่ไม่ท าให้ผิวเด็กระคายเคือง แล้วปล่อยไว้ให้เด็ก นั่งอยู่ในหลุม โดยพ่อ แม่ ของเด็กจะหาของเล่น จ าพวกดอกไม้สีต่าง ๆ มาวางไว้ให้ที่ ข้าง ๆ หลุมที่เด็กนั่งอยู่ พอเด็กเห็นของเล่นหรือดอกไม้ ก็จะท าให้เด็กเกิดความรู้สึกอยาก เอื้อมมือขึ้นไปหยิบของเล่นและดอกไม้ และการที่เด็กจะเอื้อมมือไปหยิบของเล่นหรือ ดอกไม้นั้น ตัวเด็กเองก็จะต้องลุกขึ้นเกาะขอบหลุมแล้วจึงจะเอื้อมมือไปหยิบของเล่น และ


56 ดอกไม้หรือบางทีเด็กก็จะเดินไปเดินมาโดยที่มือท้งัสองขา้งของเด็กก็ยงัจะเกาะบริเวณขอบ หลุมที่พ่อ แม่ ขุดไว้ให้อยู่ ถ้าเมื่อยขาเด็กก็จะนงั่ลงเองได้และถา้เด็กอยากลุกข้ึนมาอีกเด็กก็ สามารถจะลุกเองได้โดย พ่อ แม่ ไม่จ าเป็ นต้องไปช่วย วิธีการนี้จะท าให้เด็กได้ฝึกใช้ กล้ามเนื้อที่ช่วยให้ ลุก – นั่ง และยืนหรือเดินได้เร็วขึ้นอีกด้วย และการที่เด็กได้เล่นของเล่น หรือดอกไม้สีต่าง ๆ ก็เป็นการช่วยให้เด็กสามารถสังเกตและแยกแยะสีต่าง ๆ ของดอกไม้ เองได้ แต่ถ้าจะใช้วิธีการนี้ พ่อ แม่ของเด็กจะต้องท างานอยู่ใกล้ ๆ ที่เด็กอยู่ด้วยเพื่อจะ ได้ไม่ท าให้เด็กรู้สึกกลัว เมื่อไม่มีคนอยู่ใกล้ ๆ ถือว่าวิธีการนี้เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ชนเผ่าลีซูที่คิดขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อที่ท าขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กให้เด็ก สามารถ ลุก - นั่ง และยืน - เดินได้เร็วขึ้น และช่วยให้เด็กสามารถแยกแยะสีต่าง ๆ จากสี ของดอกไม้ได้เร็วขึ้น 2.2 การฝึกให้เด็กเดินโดยการช่วยพยุงตัวให้เด็กได้เดิน พร้อมกับพูดว่า “ ด่า ดา” จะท าให้เด็กเดินได้ไว้ขึ้น และจะท าให้เด็กเข้าใจ ความหมายของค าว่า “ด่า ดา” ว่า หมายถึงการยืนหรือการเดิน 3. ภาษาส าหรับเด็ก 3.1 ภาษาทเี่ด็กทารกพูดออกมาเอง ภาษาที่เด็กทารกสามารถพูดหรือเอ่ยขึ้นมาเองได้ ตามธรรมชาติของเด็กทารก โดยไม่จ าเป็นต้องสอนให้เด็กทารกพูด เช่น ค าว่า อะคลือ, อะหบู่ และชนเผ่าลีซูมี ความเชื่อกันว่า การร้องไห้และการหัวเราะของเด็กทารกก็เหมือนกับเป็นวาจาที่ เด็กพูดได้เองโดยที่ไม่ต้องสอน เช่น การทเี่ด็กร้องไห้ก็เหมือนกับการพูดหรือบอกว่าตอนนี้ เด็กมีความรู้สึกว่าไม่ พอใจ หรือ หิวนม หรือ รู้สึกไม่สบาย ส่วนการทเี่ด็กทารกหัวเราะ ก็หมายความว่ารู้สึกพอใจ, สนุกสนาน เป็นต้น • ภาษาเด็ก ภาษาส าหรับเด็กแบ่งเป็ น 2 ประเภท คือ 1. ภาษาส าหรับเด็กเล็ก 2. ภาษาส าหรับเด็กโต 3.2 ภาษาทเี่ด็กเล็กใช้สื่อสารกับคนรอบข้าง สามารถแบ่งได้ 4 หมวด คือ 1. หมวดกิริยา 2. หมวดนาม 3. หมวดเครือญาติ


57 4. หมวดสัตว์ • หมวดกิริยา ภาษาลีซูความหมาย 1. อ๊ะคลือ ค าออกเสียงทักทายคนของเด็กทารก เป็นค าแรกที่เด็กทารกพูดได้ 2. อ๊ะบลู่แบ การแบกเด็กขึ้นหลัง เด็กจะพูดตอนที่เด็กขอขี่หลัง 3. ด่าด๋า การยืน 4. โต่โต๋ การนั่ง 5. เอ่เอ๋ ถ่ายอุจจาระ 6. แนะแนะอ ่า การกิน 7. แอะแอ สิ่งสกปรก 8. อ่ามิแบ การนอนหลับ 9. ป่ าตี้ ตก, หล่นลงมา 10. ด่าด๋าสู่ว การหัดเดิน • หมวดนาม ภาษาลีซูความหมาย 1. อ่าอ๋า เนื้อ 2. จุ๊จุ๊ น ้า 3. เบี่ยเบียะ ขนม 4. หม่าหมา ข้าว 5. ก๊ะก๊ะ ไม้ 6. โอ่โอ๋ ผลไม้ 7 วี่วี ดอกไม้ • หมวดเครือญาติ ภาษาลีซูความหมาย 1. อ๊ะมา แม่ 2. อ๊ะบ่า พ่อ 3. จี้จิ พี่สาว 4. โก้โก พี่ชาย 5. อาปา อาหย๋า ปู่ ย่า 6. อาปา อาผู่ ตา ยาย


58 • หมวดสัตวเ์ ลี ย้ ง ภาษาลีซูความหมาย 1. จิ๊ จิ๊ ลูกไก่ 2. อ๊ะแหวะนินิ ลูกหมู 3. อ๊ะหน่าบิ๊บิ๊ ลูกหมา


59 บทที่6 ความผิดปกติของเด็ก ความผิดปกติของเด็ก ในชนเผ่าลีซูสามารถ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางพฤติกรรมและการแสดงออก 2. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางจิตใจ 3. เด็กที่อยู่ในสภาพไม่ปกติทางร่างกาย 1. เด ็ กทีอ่ยู่ในสภาพไม่ปกติทางพฤติกรรมและการแสดงออก ความผิดปกติทางพฤติกรรมและการแสดงออกนั้น เป็นความผิดปกติที่เด็กจะแสดงความ ผิดปกติจากเด็กทั่วไป ซึ่งเป็นความผิดปกติที่สามารถจะท าการแก้ไขได้ ดังกรณีต่อไปนี้ 1.1 เด็กทนี่อนกัดฟันเวลานอนหลับ การกัดฟันเวลานอนหลับนั้น เชื่อว่าเด็กคนนั้นก าลังกัดกินดวงวิญญาณของบิดา มารดา โดยที่เด็กไม่รู้ตัว เมื่อกัดกินดวงวิญญาณของบิดา มารดา จนหมด บิดา มารดาก็ จะตายในที่สุด วิธีการแก้ไข ให้เอาถ่านที่ได้มาจากการเผาศพ มาใส่ปากเด็กที่ก าลังนอนกัดฟันอยู่ 1.2 เด็กทพีู่ดติดอ่าง การพูดติดอ่างนั้น มีความเชื่อกันว่า เป็นอาการที่สืบทอดจากสายเลือดหรือเกิด จากการที่บรรพบุรุษ รุ่นก่อน ๆ ของเด็ก มีการพูดติดอ่างด้วย เช่น มีการพูดติดอ่าง จากปู่ จะตกทอดไปถึงรุ่นลูกและรุ่นหลานต่อไป วิธีการแก้ไข ให้เอาช้อนเก่าที่ท ามาจากไม้ไผ่ที่ผ่านการใช้มาแล้ว และใกล้จะหัก มาเคาะหัว เด็กทีเดียวจนช้อนหัก หรือให้เด็กคนนั้นไล่จับไก่ให้ได้ในตอนที่ไก่โต้งจะขัน 1.3 เด็กโตปัสสาวะรดที่นอน การปัสสาวะรดที่นอนของเด็กโต คือ เป็นอาการผิดปกติที่เด็กจะปัสสาวะรดที่


60 นอนแม้ว่าไม่เจ็บป่ วยก็ตาม หรือหากผู้ใหญ่บางคนที่ยังปัสสาวะรดที่นอนอีก โดยไม่รู้ตัวก็ ถือว่าผิดปกติการปัสสาวะรดที่นอนของเด็กโตเชื่อว่าเป็นเพราะบุคคลนั้นขวัญอ่อน ดวง วิญญาณไม่ได้อยู่กับร่างของเจ้าของทั้งหมด วิธีการแก้ไข ส าหรับ เด็ก ต้องเอาไข่ต้ม 1 ฟอง กับด้ายสายสิญจน์ ยาวประมาณ 1 เมตร 1 เส้น และเสื้อผ้าของเด็ก 1 ชิ้น แล้วน าสิ่งเหล่านี้ ใส่ถาด หรือขันโตกอันเล็ก ๆ แล้วให้บิดาของเด็ก หรือจะให้ผู้อาวุโส ช่วยเรียกขวัญให้ส าหรับผู้ใหญ่จะนิยม เรียกขวัญ อื้อเปาะ หย่อเปาะ พิธีท า สะพาน (กุ่จีกั๊วจะ) วิธีท าพิธีกรรมต่าง ๆ นั้นให้ดูในบทที่3 1.4 การทเี่ด็กทารกชอบแลบลิน้ กรณีเด็กทารกแลบลิ้นนั้น มีความเชื่อกันว่า ในขณะที่มารดาได้ตั้งครรภ์นั้น บิดา หรือมารดาของเด็กได้ฆ่างู ลูกเลยเกิดมาชอบแลบลิ้นเหมือนงู วิธีการแก้ไข ให้เอาของที่มีรสเผ็ดหรือรสขม มาป้ายบริเวณลิ้นที่แลบออกมา จะท าให้เด็ก กลัว จะโดนของที่มีรสเผ็ดหรือรสขมอีกถ้าตนแลบลิ้นก็จะไม่กล้าแลบลิ้นอีก 1.5 การทเี่ด็กนับนิว้ กรณีที่เด็กทารกนับนิ้ว ชนเผ่าลีซูมีความเชื่อกันว่า เด็กทารกคนนี้ นับวันเพื่อจะ ตาย ถ้านับถึงจ านวนวันที่จะตายแล้วเด็กก็จะตาย เช่น เด็กอาจจะมาเกิดในชาตินี้ แค่ 9 วัน หรือ 1 ปี เด็กทารกก็จะนับวัน โดยการนับจากนิ้ว เมื่อมีชีวิตครบตามที่นับก็จะตายไป วิธีการแก้ไข เอาเมล็ดพืชผักมาแล้วน ามาร้อยเป็นก าไลข้อมือ แล้วใส่ไว้ให้ที่ข้อมือ ซึ่งมีความ เชื่อว่า จะท าให้เด็กนับเมล็ดพืชไม่หมด และจะท าให้ไม่รู้วันที่ก าหนดว่าตนจะตาย ท าให้ เด็กมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ 1.6 การทเี่ด็กกัดนิว้ตนเอง ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อกันว่า เด็กที่ชอบกัดนิ้วตนเอง เกิดจากความเคยชินของเด็ก ตามธรรมชาติของเด็ก วิธีการแก้ไข ให้เอาก้อนหินเล็ก ๆ มามัดติดที่ปลายนิ้วของเด็กที่ชอบกัดนิ้วเล่น และถ้าเด็กกัด โดนก้อนหินที่มัดติดไว้ให้แล้วจะท าให้เจ็บเหงือกและฟัน แล้วจะเลิกกัดไปเอง


61 2. เด ็ กทีอ่ยู่ในสภาพไม่ปกติทางจิตใจ 2.1. เด็กทปี่กติเคยร่าเริง แต่เปลี่ยนนิสัยโดยการแสดงอาการซึมเศร้า ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อว่า ถ้าเด็กคนใดมีพฤติกรรมที่แสดงการอาการผิดจากปกติ เช่นนี้ มีสาเหตุมาจากเด็กขวัญอ่อน หรือ ดวงวิญญาณของเด็กก าลังจะไปเกิดใหม่ 2.2. เด็กชอบพูดเป็นลางไม่ดี การมาบอกลาหรือพูดลอย ๆ กับพ่อ แม่ หรือ ผู้อาวุโสในครอบครัว โดยบอกว่า จะไปที่อื่น ๆ โดยไม่กลับมาที่บ้านนี้อีก เป็นต้น 2.3. เด็กมองเหน็ใบโพธิ์(ใบไม้) เป็ นดอกไม้ กรณีนี้เด็กจะพูดลอย ๆ หรือบอกคนรอบข้างว่า ตนเอง เห็นดอกไม้สีขาวเต็มต้น โพธิ์และก็พดูว่าอยากไดด้อกไมส้ีขาวนนั้ 2.4. เด็กไม่สบายหนัก แล้วเพ้อพูดถึงเรื่องในอดีตเมื่อชาติก่อน กรณีนี้ ชนเผ่าลีซู เชื่อว่า คนใกล้ชิดของเด็กในชาติก่อน คิดถึง และอยากให้ กลับไปหาอีก เลยท าให้เด็กคนนี้ไม่สบาย เพราะขวัญของเด็กกลับไปหาคนที่ก าลังคิดถึง อยู่ อาจท าให้เด็กคนนี้ไม่สบายและตายในที่สุด หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ จะท าให้เด็กไม่สบายตามมาด้วย ชนเผ่าเชื่อว่า ขวัญ ของเด็กก าลังจะไปเกิดใหม่จะต้องมีการท าพิธีเรียกขวัญเพื่อให้ขวัญของเด็ก เข้าร่างของ เด็กอีกครั้ง (การท าพิธีเรียกขวัญไท ฉอัวะ) พิธี ไท ฉอัวะ อุปกรณ์ 1. ไข่ต้มสุก 1 ฟอง 2. ตัดปลายเล็บเด็กที่ไม่สบาย 2 -3 ชิ้น 3. ข้าวสาร 1 ถ้วยตวง 4. ตัดปลายเส้นผมของเด็ก 4 -5 เส้น 5. ผ้าขาวและผ้าแดงอย่างละ 1 ศอก 6. ก้อนหิน (บางกรณีอาจใช้ก้อนดินก็ได้) 1 ก้อน สถานที่ทา พิธี หน้าประตูบ้านของเด็กที่จะต้องท าพิธี ไท ฉอัวะ


62 เวลาท าพิธี จะต้องท าพิธีเวลากลางคืนหรือหลังจากที่คนในหมู่บ้านนอนหลับกันหมดแล้ว มี ความเชื่อว่า ถ้าในขณะที่ท าพิธียังมีเสียงดังรบกวน จะท าให้ขวัญของเด็กไม่กลับเข้าร่าง ผู้ทา พิธีกรรม 1. ผู้รู้พิธีกรรม ที่ท าการสวด 1 ท่าน (หนี่ผะ) 2. ผู้อาวุโส ที่เข้าร่วมเรียกขวัญ 3 , 7 ท่าน (เน้นว่าต้อง 3 หรือ 7 ท่าน) วิธีการท า 1. เปลี่ยนน ้าที่แท่นบูชาประจ าบ้าน 2. สวดถึงขวัญของเด็กที่อยู่ในร่างของสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ในกาลโลก 3. ก่อไฟ เอาเล็บและเส้นผมของเด็กฝังใต้ขี้เถ้า 4. น าไข่ดิบ (ไข่ไก่บ้าน) มาพันด้วยด้ายสายสิญจน์ แล้วน าไปหมกในขี้เถ้าในเตาไฟที่ เตรียมไว้ 5. ต้องเผาไข่ให้แตก บทสวดพิธีเรียกวิญญาณกลับสู่ร่างกาย ถึงขวัญของสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งในโลกปัจจุบันและกาลโลกทั้งหลาย และขวัญของ เด็ก.... (ให้เอ่ยชื่อเด็ก) อยู่ที่ไหนก็กลับมาได้แล้ว มากินข้าว กินไข่ได้แล้ว อย่ามัวเล่นอยู่ กับไร่ นา ใต้ต้นไม้ บัดนี้ พ่อแม่เจ้าเรียกเจ้าให้กลับมาแล้ว อยู่ที่แห่งหนใดก็ให้รีบ ๆ กลับ มากินส ารับที่ได้ตั้งไว้ให้แล้ว หมายเหตุ ถ้าไข่ที่น ามาท าพิธีไม่แตก จะต้องมีการท าพิธีกรรมใหม่ เพราะมีความเชื่อว่าขวัญของเด็กที่ท าพิธีไท ฉอัวะ ยังไม่กลับมาในร่างปัจจุบันของเด็ก กรณีไข่แตกกระจาย เชื่อว่าเด็กคนนี้รักษาไม่หายแล้วตายแน่นอน 3. เด ็ กทีอ่ยู่ในสภาพไม่ปกติทางร่างกาย ความผิดปกติของสภาพร่างกายนี้ ชนเผ่ามีความเชื่อว่า พ่อแม่ ของเด็กเคยท าบาปกรรม ไว้ (จุ๊แม) ผลกรรมจึงมาสนองโดยการให้ลูกเกิดมาพิการ และความผิดปกติทางร่างกายนี้ ไม่มีวิธีการแก้ไข ผู้อาวุโสของชนเผ่ามักจะเตือนชนรุ่นหลัง เกี่ยวกับการกระท าความผิด การท าบาป ที่ท า ให้ผู้ได้รับความเสียหาย โกรธเคือง และสาปแช่งให้มีการสนองกรรมแก่ผู้กระท าผิด


63 เพราะผลจากการสาปแช่งของผู้เสียหาย จะเป็นจริง และไม่สามารถแก้ไขความพิการของ เด็กได้ ความผิดปกติของเด็กโดยก าเนิด มีดังนี้ 3.1 เด็กทมี่ีความพิการทางแขน,ขา มีความเชื่อว่า เกิดจากการที่พ่อแม่ของเด็กเคยท าร้ายผู้พิการทั้งทางร่างกายหรือ ทางจิตใจ และผู้พิการผู้นั้นก็สาปแช่งว่า ให้มีลูกเกิดมาแขน,ขา ด้วนหรือผิดจากปกติและ อีกเหตุหนึ่ง เชื่อว่าเกิดจากในขณะที่แม่เด็กก าลังตั้งครรภ์อยู่ได้ไปแบกหินลับมีด ท าให้ลูก เกิดมาไม่มีแขน, ขา เพราะหินลับมีดจะท าให้แขนขาลูกขาด 3.2 เด็กทารกทมี่ีฟันก่อนวัยคือมีฟันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ กรณีฟันงอกก่อนวัยมีความเชื่อจะกินดวงวิญญาณพ่อ แม่ วิธีการแก้ไข ให้รีบถอนฟันของเด็กออก 3.3 เด็กทมี่ีความพิการทางอื่น ๆ มีความเชื่อต่าง ๆ ดังนี้ 1. พ่อแม่ของเด็กคนนี้ เคยเป็นหนี้กับเด็กคนนี้ในชาติก่อน พอมาถึงชาตินี้เจ้าหนี้ (ลูก) ก็มาทวงหนี้โดยการมาเกิดเป็นลูก ที่พ่อแม่ (ลูกหนี้เมื่อชาติก่อน)จะ ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูอย่างยากล าบาก 2. พ่อแม่ของเด็กเคยหัวเราะเยาะผู้พิการมาก่อน ท าให้ลูกของตนเกิดมา พิการด้วย 3. เป็นเพราะเวรกรรมของเด็กเอง ที่เคยก่อกรรมท าเข็ญไว้เมื่อชาติก่อน


64 บทที่7 กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมและกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ ความทรงจ าร่วมและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็น ขั้นตอนส าคัญของการอยู่ร่วมกันและการเพิ่มพูนความรู้ของชุมชน 1. กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของชาวลีซู มีอยู่3 แนวทาง คือ 1.1 การอบรมส่ังสอนโดยตรง วิธีการนี้ส่วนใหญ่จะกระท าโดยการบอกกล่าวโดยตรง ในสถานการณ์ที่มี เหตุการณ์นั้น ๆ ก าลังเกิดขึ้น เพื่อให้ได้รับบทเรียน (กรณีไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง) และเป็นแบบอย่าง (กรณีควรกระท าตามอย่าง) เนื้อหาของการถ่ายทอดวิธีนี้มักจะเกี่ยวกับเรื่องการสอนให้ไม่คิดร้าย หรือการท าร้ายผู้อื่นทั้งทางกายและความรู้สึก คือ การคิดร้ายกับคนอื่น เช่น การอิจฉา ริษยาคน อื่น จะท าให้จิตใจของเราคิดแต่เรื่องจะเอาชนะ ท าให้เราต้องคิดมาก ไม่มีความสุข แทนที่เราจะได้ คิดเรื่องดี ๆ ที่จะท าให้เรารู้สึกสบายใจ ก็ต้องไม่มีความสุขกับความคิดที่ไม่ดี ส่วนการท าร้ายผู้อื่น อาจจะท าให้เราได้รับการท าร้ายตอบแทนด้วยบางครั้งสอน โดยยกตัวอย่างคนที่ท าไม่ดีแล้วไม่มีใคร ชอบ ที่มีในชุมชนมาสอน 1.2. การถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ร่วมของชุมชน การถ่ายทอดในลักษณะนี้จะกระท าโดยการบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นประสบการณ์ ร่วม ได้แก่ นิทาน น านาน เรื่องเล่า มุขปาฐะ (เรื่องข าขัน) สุภาษิต ค าพังเพย ตลอดจนการละเล่นต่าง ๆ เนื้อหาที่ถ่ายทอดจะมีความละเอียดลึกซึ้ง เป็น นามธรรมกว่าแนวทางแรก จึงต้องถ่ายทอดผ่านเรื่องราวที่สนุกสนาน ตื่นเต้น หรือ สะเทือนใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมและมีจิตส านึกที่ดีต่อผู้อื่นและส่วนรวม ชา วลีซูมักจะยกสุภาษิตต่าง ๆ มาสอนให้กับเด็กรู้จักท าความดีเช่น หล่าโชหม่ามู หนี่หมัว หมายถึง การไม่คิดร้ายผู้อื่น ๆ สุภาษิตนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทย หมายความว่า “ในการท าความดีหรือความชั่ว ถึงแม้คนไม่เห็น แต่ผีก็เห็น” ดังนั้น การขโมย การคิดร้ายคนอื่น ถึงแม้เขาไม่เห็นหรือไม่รู้ แต่ก็อย่าไปท า เพราะผีจะ มองเราอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายการที่เราท าไม่ดีก็จะถูกเปิดเผยโดยอ านาจ ของผี ฉะนั้น การท าแต่ความดีจะดีกับเราตลอด การท าความชั่วโดยคิดร้ายคน


65 อื่น ผีจะรู้ตลอดเวลาว่าเราท าดีหรือเลว เช่น อ้าสุ่ยตา อ้าสุ่เพียะ หมายถึง คบคนแบบไหนตัวเราก็เป็นแบบนั้น สุภาษิตค านี้ก็สอนให้เด็กนั้นรู้จักเลือกคบ เพื่อน หรือจะน านิทาน ต านาน ค าพังเพย และการละเล่นที่มีคติสอนใจ พยายามน ามาเล่าให้เด็กฟังบ่อย ๆ ก่อนนอนหรือช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กเพื่อให้เด็ก เกิดมีจิตส านึกที่ดีในภายหน้า 1.3. การถ่ายทอดผ่านประสบการณ์และปฏิบัติจริง การถ่ายทอดและการเรียนรู้ วิธีนี้จะกระท าผ่านการติดสอยห้อยตาม ผู้มี ประสบการณ์มากกว่าหรือผู้อาวุโส ไปท ากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน คือ การที่เด็ก ติดตาม พ่อ แม่ หรือผู้รู้ไปไร่, สวน, เพื่อไปเรียนรู้โดยการสัมผัสกับสถานการณ์จริง เช่น การเรียนรู้พิธีกรรมในไร่ คือ (อามีหนี่กุ๊) เป็นพิธีกรรมที่ท ากันในไร่ปีละครั้งก่อนที่จะลงมือ เพาะปลูกหรือตอนเพาะปลูกแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว เป็นการขอพรว่าปีนี้ปลูกอะไรก็ให้ ได้ผลผลิตดี โดยน าไก่ตัวผู้ต้ม ไปไหว้อามีหนี่ (ผีไร่) เพื่อขอพรและดูกระดูกขาไก่ด้วยว่าปี นี้พืชผักที่ปลูกไว้ได้ผลผลิตดีหรือไม่ พิธีกรรมนี้เพราะจะท าที่ไร่ กินที่ไร่ เด็ก ๆ ชอบตามไป ไร่ร่วมพิธีกรรมนี้ เมื่อท าพิธีกรรมเสร็จได้กินน่องไก่เป็นรางวัลที่ตามไปร่วมด้วย และ เด็กก็ได้เรียนรู้การท าเกษตรของพ่อ แม่ เช่น ตัดต้นไม้ การถอนหญ้า ขุดไร่ ฯลฯ และได้ เรียนรู้ว่าสภาพอากาศแบบไหนควรจะไปไร่ และไปไร่แล้ว เวลาฝนตกต้องหลบฝนอย่างไร และได้เรียนการท างานเป็นกลุ่มของผู้ใหญ่ด้วยเพราะมีการลงแขกเอาแรงกัน ไปไร่ใครก็ไป เป็นกลุ่มใหญ่ กระบวนการถ่ายทอดและเรียนรู้ต่าง ๆ เหล่านี้นี่เอง ท าให้ชาวลีซูสามารถสั่งสม เพิ่มพูน และมีกลวิธีดัดแปลงแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ มาได้ จนกลายเป็นแบบความรู้และภูมิปัญญาของชนเผ่า 2. การเรียนรู้กิจวัตรประจ าวันของตัวเอง ในวัยเด็กจะเริ่มเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตนในหลายเรื่อง คือ • การเรียนรู้การขับถ่าย เช่น สอนให้ปัสสาวะ (เฉยี่วปี้) และอุจจาระ (เอ่เอ๋เยีย) เมื่อ เด็กอายุได้ประมาณ 2 เดือน ก็จะสอนให้ปัสสาวะบ่อย ๆ เพราะถ้ามารดาหรือผู้ดูและ เด็กที่มั่นสอนให้เด็กปัสสาวะบ่อย ๆ โดยที่ผู้ดูแลจะอุ้มเด็กไว้ แล้วถอดผ้าอ้อมและให้ เด็กปัสสาวะในลักษณะที่นั่งปัสสาวะ ก็จะแบ่งเบาการซักผ้าของเด็ก เพราะเด็กจะได้ ไม่ต้องปัสสาวะรดผ้าอ้อม กรณีการสอนการอุจจาระนั้นจะสอนเมื่อเด็กจะมีอาการ อึดอัด ผู้ดูแลก็จะอุ้มเด็กในท่านั่ง มือจับขาเด็กทั้งสองข้างยกขึ้นนิดหน่อย ปากก็


66 จะพูดเอ่เอ๋เขีย จึงเป็นการสอนให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดีในการขับถ่ายต่อไป • การดูแลความสะอาดร่างกายแบบง่าย ๆ เช่น ล้างมือ ล้างหน้า ล้างเท้า และฝึก มารยาทในการกินอาหารร่วมกับคนอื่น โดยให้เด็กนั่งร่วมรับประทานอาหารร่วมกับ สมาชิกในครอบครัวที่ขันโตก รับประทานอาหารแบบถูกวิธีการ เช่น การล้างมือก่อน การรับประทานอาหาร,รู้จักตักอาหาร โดยไม่ให้อาหารติดช้อน, หรือหกเลอะเทอะ เพื่อให้เด็กรู้จักรักษาสุขลักษณะ เด็กจะฝึกขั้นตอนนี้ ก็ต่อเมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 3 ปี ขึ้นไป หรือเมื่อเด็กสามารถสื่อสารกับสมาชิกได้ และเข้าใจในค าสอนได้ดี • การนอน (อ่ามีแบ้) เด็ก ๆ มีกระจองอแง เมื่อรู้สึกง่วงนอน ดังนั้นผู้ดูแลเด็กจะนิยม สะพายเด็กที่หลังเพื่อท าให้เด็กสงบลง จากนั้นจะร้องเพลงกล่อม เช่น นาตุ่มมา (ดู รายละเอียดของเนื้อหาที่เพลงกล่อมเด็กซึ่งอยู่ในบทที่ 9) เมื่อเด็กหลับได้สักพัก ก็จะ จัดการให้เด็กนอนที่นอนอีกที่หนึ่ง เพื่อฝึกการนอนหลับบนที่นอนตั้งแต่ยังเล็ก 3. การเรียนมารยาทสังคม มารยาทสังคมที่ชาวลีซูถ่ายทอดให้กับบุตรหลานตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาส เรียนรู้การปฏิบัติตนที่เหมาะสมและรู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้แก่ 1. สอนว่าอย่าลบหลู่หรือไม่ให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส เพราะจะเป็นบาปกรรม และจะถูก เสือกัด 2. สอนว่าเวลามีแขกมาที่บ้านห้ามส่งเสียงดังและห้ามงอแง 3. สอนว่าเวลามีแขกมาที่บ้านห้ามร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับแขกผู้ใหญ่ 4. สอนว่าเวลามีแขกมาที่บ้านต้องไปเล่นที่ไกลจากที่ผู้ใหญ่นั่งสนทนากันอยู่ 5. สอนว่าถ้าแขกมาที่บ้านต้องช่วยแม่ท าอาหารส าหรับแขก (งานง่าย ๆ ) 6. การเดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ต้องก้มตัวเล็กน้อย แล้วเดินผ่านอย่างเงียบ ๆ 7. สอนว่าเวลามีแขกมาที่บ้านจะต้องรีบเอาเก้าอี้กับน ้าดื่มมาต้อนรับแขกทันทีที่แขกเข้า มาในบ้าน 8. เวลากวาดบ้านในขณะที่ยังมีคนอยู่จะต้องกวาดเบา ๆ ห้ามให้ฝุ่นละอองปลิวไปโดนผู้ อื่น 3.1 แนวทางปฏิบัติตนเป็นคนดีของชนเผ่าลีซู มีการสอนลูกหลานให้ประพฤติตนเป็นคนดี ซึ่งจัดว่าเป็นเกณฑ์คุณค่าทางสังคมและ จริยธรรมที่ส าคัญ โดยชาวลีซูมีเกณฑ์วัดของคนดีว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดังนี้ 1. คนดีต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ ไม่ท าร้ายผู้มีบุญคุณ


67 2. คนดีต้องเป็นคนขยัน 3. คนดีต้องไม่สูบฝิ่นและยาเสพติดอื่น ๆ 5. คนดีต้องไม่ท าร้ายผู้อื่น 6. คนดีต้องไม่ใช้อาวุธของผู้อื่นโดยพละการ 4. การเรียนรู้เกี่ยวกับสถานภาพทางสังคม 4.1 การสอนให้เด็กรู้จักครอบครัว ในครอบครัว การสอนเด็กรู้จักการช่วยงานบ้านเล็ก ๆ น้อย โดยการสอนให้เด็กฝึก ช่วยงานง่าย ๆ ก่อน เช่น เก็บกวาดบ้าน ให้อาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ให้อาหารไก่ ให้อาหารหมู หุงข้าว ไว้คอยท่า ก่อนบิดา มารดาจะกลับจากท างาน สอนให้เด็กรู้จักการแบ่งเบาหน้าที่การงานเล็ก ๆ น้อย ๆ การสอนให้เด็กท ากิจกรรมเหล่านี้อาจจะเป็นเหตุให้เด็กท าความผิดพลาด โดยมิได้ตั้งใจ และอ่อนประสบการณ์ เช่น การก่อไฟช่วยครอบครัวหุงข้าว อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ คือ อาจท า ให้ไฟไหม้ บิดา มารดาต้องสอนให้เด็กเข้าใจอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ และห้ามเล่นไฟ เล่นมีด กรณีเล่นไฟนั้น ต้องบอกถึงอันตรายและโทษที่จะได้รับ หากเด็กไปท าให้บ้านของตนหรือผู้อื่นไหม้ เช่น และการชดใช้หนี้ ความเสียหายและเดือดร้อนที่ตามมา ดังนั้น ตามปกติ เด็กจะได้รับอนุญาต ให้ก่อไฟเฉพาะตอนเย็นหรือตอนหุงข้าวเท่านั้น การรู้จักดา เนินชีวิตทดี่ีคือ การเป็นคนขยันท ามาหากิน การจะมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่น ที่มีอันจะกิน จะสอนตามขั้นตอน เช่น การเป็นเด็กดีแล้วจะน าไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ที่มีครอบครัว ที่ดี ในการมีชีวิตที่ดีนั้น ต้องรู้คุณบิดา มารดา ไม่ลบหลู่ผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ดูหมิ่นผู้ที่ด้อยกว่า เพราะ จะท าให้เป็นบาปและต้องชดใช้บาป คือ การมีลูกผิดปกติ หรือ ท าให้ครอบครัวต้องประสบภัย ต่าง ๆ - การสอนการคบเพื่อน สอนว่า ถ้าคบเพื่อนไม่ดี จะคบง่ายกว่าคบเพื่อนดีเพราะการ ท าความชั่วร้ายนั้นจะท าได้ง่ายดาย ไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ ทั้งสิ้นก็สามารถท าความชั่วร้าย ได้ ถ้าเกิดอีกชาติก็จะเกิดเป็นวัว,ควาย,ม้า,หมู และจะถูกคนทรมานเพราะชาตินี้เราท าแต่ความชั่ว ร้าย อีกอย่างถ้ามีครอบครัว เมื่อมีลูก ลูกก็จะเป็นเด็กผิดปกติ การคบเพื่อนยังมีสอนกันอยู่จนถึง ปัจจุบัน ถ้าคบคนฉลาด, คบคนดี ให้ดูตัวอย่างที่เขาท าดีแล้วได้ดีมาเปรียบเทียบกับคนขโมย แต่ ข้อนี้จะท ายาก เพราะการเป็นคนดีต้องใช้ความพยายาม จ าเป็นต้องฝึกนิสัยของเด็กตั้งแต่ตอนที่ ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ให้เป็นคนขยันเป็นคนดี ผู้ใกล้ชิดเด็ก ควรจะสอนให้เด็ก ท าแต่สิ่งที่ดีตั้งแต่ยัง เด็ก ฝึกจากการท าความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน เช่น การเชื่อฟังค าสั่งสอนของผู้ใหญ่ และ ช่วยงาน บ้าน ขยันท างาน เป็นต้น


68 4.2. การสอนให้เด ็ กรู้จักระบบเครือญาติ ชนเผ่าลีซูจะให้ความส าคัญกับระบบเครือญาติเป็นอย่างมาก จะต้องมีการสอนให้เด็กทุก คนรู้จักระบบเครือญาติตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เช่น การเรียกญาติผู้ใหญ่, การวางตัวกับผู้อาวุโส สอนให้เรียกญาติ ตามล าดับชั้นรุ่น การเรียกตามชั้นรุ่นนั้นเป็นอีกข้อหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า บุคคลนั้นมีคุณธรรม จริยธรรมอยู่ในตัว เช่น บุคคลที่เป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่าเรา แต่ต้องเรียกตาม ศกัดิท์ ่ีควรเรียก เช่น พ่, ีป้า, น้า, อา เป็นต้น ฉะนั้นในเด็กที่มีอายุน้อย เราจะฝึกให้รู้จักญาติที่ใกล้ตัวก่อนคือสมาชิกในบ้านแล้ว ค่อย สอนใหรู้จ้กัญาติตามลา ดบัศกัดิ์ต่างๆในชมุชนและถา้เด็กไม่ทราบว่าควรเรียกผใู้หญ่ว่าอย่างไรดี ระหว่าง ปู่, ย่า, ตา, ยาย, ป้า, ลุง, น้า, อา, หรือ พี่, น้อง ก็สอนให้เด็กรู้จักการถามโดยไม่กลัว หรืออายผู้ใหญ่ 5. การสอนให้เด ็ กรู้จักชุมชน 5.1 ภายในชุมชน การสอนให้เด็กรู้จักต าแหน่งที่ตั้ง และความส าคัญของสถานที่ต่าง ๆ จะท าให้เด็ก ให้ความเคารพสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งให้เด็กรู้จักบุคคลส าคัญในชุมชนซึ่งจะท าให้เด็กให้ ความเคารพ ย าเกรง สถานที่ต่าง ๆ และบุคคลส าคัญในชุมชน 1. อาปาโหม่ฮี สอนการปฏิบัติตัวเมื่อต้องไปร่วมพิธีกรรมที่อาปาโหม่ฮี (ส าหรับเด็กผู้ชาย) กรณี นี้จะสอนก็ต่อ เมื่อมีพิธีกรรมที่อาปาโหม่ฮี หรือถ้าเด็กผู้ชายเข้าไปวิ่งเล่นที่อาปาโหม่ฮี ส่วนเด็กผู้หญิงสอนว่าไม่ควรเข้าไปในบริเวณอาปาโหม่ฮี ไม่ว่ากรณีใด ทั้งสิ้น ถ้า เด็กผู้ชายต้องตามผู้ใหญ่ไปร่วมพิธีกรรมที่อาปาโหม่ฮีและสอนเด็กว่าควรท าอะไรก่อน เมื่อไปถึง เช่น จุดธูปท าความเคารพ, ควรท าตัวให้สุภาพ ไม่กล่าวร้ายหรือคิดร้ายกับผู้อื่น ห้ามตัดต้นไม้บริเวณอาปาโหม่ฮี เพราะอาปาโหม่ชอบความสงบ ความร่มเย็น เป็นต้น 2. ผู้ใหญ่บ้าน ควรมีการพาเด็กไปบ้านผู้ใหญ่บ้านบ้าง เพื่อให้เด็กได้รู้จักต าแหน่งที่ตั้ง ของบ้านผู้น าหมู่บ้าน เพื่อโอกาสหน้าอาจมีความจ าเป็นต้องให้เด็กมาท าธุระทีี ี่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านแทนผู้ใหญ่ 3. ผู้เฒ่าผู้แก่ ควรมีการพาเด็กไปเยี่ยมผู้เฒ่าผู้แก่ถึงที่บ้าน เพื่อให้เด็กได้รู้จักผู้เฒ่าผู้แก่ใน ชุมชน และแนะน าให้เด็ก ๆ ไปเรียนรู้ วิถีชีวิตของชนเผ่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ เพราะบุคคลในวัย


69 นี้ จะมีเวลาอยู่บ้านมากกว่าวัยอื่น ๆ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ของชนเผ่าลีซูได้ ดีกว่าวัยอื่น ๆ 4. ผู้รู้ในสาขาต่าง ๆ ควรมีการพาเด็กไปเยี่ยมบ้านของผู้รู้ผู้ช านาญการในสาขาต่าง ๆ เช่น บ้านหมอสมุนไพร, บ้านของหมอต าแย, บ้านหมอผี (หนี่ผะ) ฯลฯ เพื่อให้เด็กให้รู้จัก ต าแหน่งบ้านของผู้รู้เหล่านี้ 5.2 เส้นทางในชุมชน ควรสอนหรือพาเด็กไปเดินเส้นทางแต่ละสายภายในชุมชน เพื่อให้เด็กได้รู้ว่าเส้น ทางใดไปสิ้นสุดที่ใด หรือเส้นทางแต่ละสายสามารถเดินทางไปไหนได้บ้าง เพื่อใช้ ประกอบการตัดสินใจในการเดินทางภายในชุมชน ว่าเส้นทางใดสามารถไปไหนได้บ้าง และเส้นทางใดเป็นเส้นทางลัด เพื่อความรวดเร็วในการเดินทางภายในชุมชน 5.3 เส้นทางรอบนอกชุมชน มีการสอนให้เด็กรู้จักเส้นทางรอบนอกแต่ละเส้นทางว่าเป็นเส้นทางที่ติดต่อกับ เขตหมู่บ้านหรือสถานที่ต่าง ๆ นอกชุมชน 6. การสอนการปฎิบัติตัวช่วงเทศกาลปี ใหม่ ชนเผ่าลีซู มีความเชื่อว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ สมาชิกแต่ละบ้านทุกคนจะต้อง ประพฤติตัวดี และรักษาความสะอาดของบริเวณบ้านตลอด เพราะเชื่อว่าจะมีเทพมาตรวจความ เรียบร้อยทุกวัน และถ้าบ้านใด สะอาดน่าอยู่ ก็จะให้พร โดยให้ขวัญเงินขวัญทองสถิตย์อยู่บ้านที่ น่าอยู่นั้น ๆ จะท าให้บ้านหลังนั้น ท ามาหากินได้ดี หากบ้านไหนสกปรกก็สาปแช่งให้ยากจน ซึ่ง โดยปกติก็สอนให้ทุกคนในบ้านช่วยกันรักษาความสะอาดอยู่เสมอเพราะเชื่อว่าขวัญเงิน ขวัญทอง นั้นต้องการความสะอาดถ้าหากบ้านไหนสกปรกขวัญเงินขวัญทองก็จะไม่อยู่ นอกจากนั้น ช่วงปี ใหม่จะมีแขกทั้งที่เป็นเครือญาติและนอกวงศาคณาญาติมาร่วมพิธจ านวนมาก จึงต้องมีการ ก าหนดแนวทางการปฏิบัติตนแก่เด็ก ๆ ดังนี้ 1. จะต้องมีการท าความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุม มีความเชื่อว่า ตอนเช้าช่วงไก่ขัน จะมี เทพจากสวรรค์ มาตรวจความสะอาดแต่ละบ้าน หากบ้านใดไม่สะอาด ขวัญเงินขวัญ ทองจะไม่เข้ามาอยู่กับครอบครัวนั้น ๆ ท าให้การท ามาหากินไม่ได้ผลก าไร 2. ห้ามไปนอนค้างบ้านผู้อื่น มีความเชื่อว่าในช่วงกลางคืนจะมีเทพมาตรวจสมาชิกแต่ ละบ้าน เพื่อต้องการให้เทพต่าง ๆ ทราบว่า ครอบครัวนี้มีสมาชิกกี่คน และอยู่กันครบ 3. ทรัพย์สินที่เคยให้ผู้อื่นยืมไป จะต้องรีบน ากลับมา มีความเชื่อว่า หากทรัพย์สินของ


70 เราไปอยู่บ้านผู้อื่น ขวัญเงินขวัญทองก็จะไปอยู่กับบ้านของผู้อื่นด้วย 4. ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ ห้ามท าน ้าเปียกพื้นบ้าน มีความเชื่อว่า ช่วงที่มีการลงแขก ในไร่ ฝนจะตกท าให้เกิดความล าบากในการท างาน 5. ส าหรับเด็กผู้หญิงสอนไม่ให้ไปบ้านของผู้อื่นโดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่เพราะถือว่าไม่เป็นสิริ มงคลแก่เจ้าของบ้าน ยกเว้นผู้ชาย เจ้าของบ้านก็จะเอาน ้าซาวข้าวราดตัว 7. การสอนเทคนิคการท างานในไร่, และ การเลีย้งสัตว์ 7.1. การท ามาหากิน การท ามาหากิน พ่อ แม่จะให้เด็กติดตามไปไร่ตั้งแต่เด็ก ให้ช่วยงานง่าย ๆ จะมีสุภาษิต “ให้ดูตอนเขาท า อย่าดูตอนเขากิน” คือ การให้เด็กรู้จักการ ท ามาหากินว่าให้ดูตอนคนอื่นท างานว่าเขาท าอย่างไรเขาถึงมีกิน ไม่ล าบาก อย่าไปดู ตอนเขากิน เพราะที่เขาได้กินได้ใช้ก็เพราะเขาได้ท างานอย่างขยันหมั่นเพียร ไม่มีคนไหนที่ ได้กินได้ใช้โดยไม่ต้องท างาน 7.2. การเลีย้งสัตว ์เป็นการเลี้ยงแบบง่ายๆ คือให้อาหารไก่ (ข้าวโพด ข้าวเปลือก) ให้อาหารหมู คือ ข้าวโพด ให้เฉพาะ ตอนเช้ากับตอนเย็นเท่านั้น กรณีไปไร่ สวน เวลากลับให้เด็กช่วยแบกอาหารหมู (ข้าวโพด,หยวกกล้วย,หญ้า) พอเหมาะตามแรง และความสามารถในการแบกรับน ้าหนักของเด็ก เพื่อฝึกเด็กให้รู้จักการเลี้ยงสัตว์อีกทาง หนึ่ง จะมีการให้รางวัลส าหรับเด็ก ๆ ที่ช่วยเหลืองาน เช่น เวลาฆ่าไก่ก็เอาน่องไก่หรือ อกไก่ให้เป็นรางวัล เวลาฆ่าหมูก็เอาไตหมูให้เด็กกินเป็นรางวัลเหมือนกัน 8. การสอนให้เด ็ กรู้จักส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ 8.1 การดูสัตวแ์ละวิธีการดักสัตว์ การสอนการดักสัตว์ เด็ก ๆ จะตามบิดา มารดาไปดักสัตว์ในป่ า บิดา มารดา จะสอน วิธีการดักสัตว์แบบง่าย ๆ สอนการดูรอยเท้าสัตว์ชนิดต่าง ๆ ว่ามันเป็นสัตว์ชนิดไหน ดูได้จากรอยเท้าในรูปลักษณะต่าง ๆ กัน และถ้ารู้ชนิดของสัตว์ที่จะดักแล้ว ก็ให้ เลือกใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการดักสัตว์แต่ละชนิดให้ถูกต้องและเหมาะสม 8.2 การสอนวิธีการตัดไม้ สอนเด็กว่าเวลาตัดต้นไม้ ห้ามตัดเป็นวงกลม (รอบต้น) ถ้าตัดรอบจะไม่สามารถ ค านวณทิศทางที่ต้นไม้จะล้ม จะท าให้ไม่สามารถรู้ทิศทางการวิ่งหลบต้นไม้ที่จะล้มลงมา อาจเป็นอันตรายได้


71 วิธีการตัดไม้ทปี่ลอดภัย 1. กรณีต้นไม้ยืนต้นอยู่บนบริเวณพื้นที่ชัน จะต้องตัด 2 ด้าน คือ ด้านที่ ต้องการให้ต้นไม้ล้มและด้านที่ตรงข้ามกับด้านที่ต้องการให้ล้ม 2. กรณีต้นไม้ยืนต้นอยู่บนบริเวณพื้นที่ราบ ให้ตัด 2 ด้านเช่นกัน แต่ต้องสังเกต ทิศทางที่ต้นไม้น่าจะล้มลงและช่วงที่ต้นไม้ก าลังจะล้ม ผู้ตัดไม้จะต้องวิ่งหลบ ไปทางด้านที่ ไม่ได้ตัด ให้พ้นบริเวณที่ต้นไม้สามารถล้มทับได้ 8.3 การเรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะด้านเมื่ออยู่ในป่า 1. การแก้ปัญหาในกรณีทหี่ลงป่า สมัยก่อนมีแต่ป่ าดงดิบถ้าเข้าไปลึก จะหา ทางออกไม่ได้ มีความเชื่อกันว่า ถ้าหลงป่ าให้ถอดเสื้อแล้วกลับเสื้อข้างในออกมาข้างนอก แล้วใส่ใหม่ จะท าให้หาทางออกได้และทางที่ดีที่สุดพยายามจ าทาง หรือไม่ก็ให้ท า เครื่องหมายทางมาไว้จะดีที่สุด 2. การวิงวอนเจ้าทเี่จ้าทาง เจ้าป่ า เจ้าเขา ก่อนที่จะไปล่าสัตว์หรือต้องไป ค้างแรมในป่ าจะต้องมีการขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่ า เจ้าเขา เพื่อขอเข้าไปล่าสัตว์ หรือใช้เป็นเส้นทางเดินผ่าน และขอให้เจ้าป่ า เจ้าเขาช่วยคุ้มครองมิให้สิ่งชั่วร้ายมา รบกวนระหว่างที่ไปท าการล่าสัตว์ หรือระหว่างนอนค้างแรมในป่ า โดยมีการน าเอา กระดาษท าพิธีและเส้นยาสูบ ธูป ไปบนบาลที่บริเวณป่ าที่เราจะไปล่า สัตว์ หรือค้างแรม 3. การสอนให้เด็กรู้จักกับต้นไม้ทคี่วรหลีกเลี่ยง 1. ต้นจึ้จือ (เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง) ห้ามจับหรือห้ามเล่นต้นไม้ชนิดนี้เพราะยางของจึ้จือนั้นจะติดตัวจะท าให้คันทั้งตัว จนเป็นผื่นแดง วิธีการแก้ไข พาคนที่เป็นผื่นนั้นไปไหว้ที่ต้นจึ้จือโดยน าขี้เถ้าใส่ถาดแล้วก็เดิน วนรอบต้นพร้อมกับโรยขี้เถ้าที่รอบ ๆ ต้นจึ้จือด้วย และอธิฐานไปว่า “ฉันมาขอขมาแล้ว ขอให้เทพจึ้จือน ายางที่ติดอยู่กับตัวฉันนั้นกลับไปด้วย” (ต้องเดินพร้อมกับอธิฐานไป 3 รอบ) ในการแก้ไข ต้องไปขอขมาที่ต้นจึ้จือหรือต้นมะม่วงต้นไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นต้นไม้ 2 ชนิด นี้เท่านั้น เพราะเชื่อว่าต้นจึ้จือกับต้นมะม่วงนั้นเป็นญาติกัน 2. ต้นไทร (บลูวจีจึ) ห้ามไปเล่นใกล้ ๆ ต้นไทร และห้ามลบหลู่ต้นไทรซึ่งชาวลีซู เชื่อว่าต้นไทรเป็นจ้าว แห่งต้นไม้ในบรรดาต้นไม้ทั้งหมด หากเราไปเล่นหรือไปลบหลู่ต้นไทรก็จะผิดผีต้นไทร ท า ให้ไม่สบายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีภัยอื่น ๆ ตามมา วิธีการแก้ไข น าหมูไปท าพิธีขอขมาที่ต้นไทร


72 8.4 การสอน ข้อห้ามเมื่ออยู่ไร่/ป่ า เช่น 1. ห้ามตักน ้ากับหาใบตองในรอบเดียวกัน มีความเชื่อกันว่า จะท าให้ผิดผีจ้าวป่ า จ้าวเขา วิธีแก้ไข หากท าผิดผีจ้าวป่ าจ้าวเขา ต้องรีบเอาหมาก พลู ปูนกินหมาก ขอขมา หากจ้าวป่ าจ้าวเขายังไม่หายโกรธ จะต้องรีบกลับหมู่บ้านบอกหมอผีให้เอาไก่ หรือหมูมาท าพิธีขอขมา 2. ห้ามลากฟื น หรือกิ่งไม้กลับบนทางเดิน มีความเชื่อกันว่า ผิดผีจ้าวป่ า จ้าวเขา วิธีการแก้ไข ให้รีบเอาหมาก พลู ขอขมา หรือให้รีบกลับบ้านให้หมอผีเอาไก่ หรือหมูมาขอขมาแทน 3. ห้ามทา หรือตัดกระบอกไม้ไผ่เฉียง ๆ ไปตักน ้าในห้วย มีความเชื่อว่า ผิดผีน ้า ผีน ้าคิดว่าเราไปลบหลู่ท่าน ผีน ้าจึงต้องการเอาชีวิต ผู้ที่ไปตักน ้าด้วยกระบอกไม้ไผ่นี้ วิธีการแก้ไขมี 3 วิธีด้วยกันคือ วิธีที่1 อุปกรณ์ - ไข่ไก่ 1 ฟอง - ผ้าที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ สีแดง 1 ชิ้น สีขาว 1 ชิ้น - เทียนไข 4 คู่ และธูป 4 คู่ วิธีที่2 อุปกรณ์ - ไก่ตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว - กระดาษพลุที่ตัดเป็นชิ้นเล็กที่มัดกับไม้แล้ว 2 คู่ - ธูป 4 คู่ หมายเหตุ วิธีนี้จะท าบทสวดพิธีกรรม 2 ครั้ง คือ ตอนที่ยังไม่ได้ฆ่าไก่กับ หลังฆ่าไก่แล้ว วิธีที่3 อุปกรณ์ - ไก่ขาวตัวเล็ก 2 ตัว - กระดาษพลุที่ตัดเป็นชิ้นเล็กที่มัดกับไม้แล้วนั้น 2 คู่ - ธูป 4 คู่


73 หมายเหตุ วิธีนี้จะท าบทสวดแค่ครั้งเดียวและจะไม่ฆ่าไก่จะปล่อยให้ เป็นไก่ผีน ้าและทุกวิธีนี้นั้นต้องไปท าพิธีที่ต้นน ้าหรือคลองใกล้บ้านก็ได้ 4. ห้ามพูดล้อเลียนเจ้าป่า เจ้าเขา มีความเชื่อว่า ผิดผีเจ้าป่ า เจ้าเขา วิธีการแก้ไข ต้องเอา ไก่ หรือ หมู มาขอขมา 5. เมื่อเจอเถาวัลยเ์วียนซ้ายในป่า (ปกติท่ัวไป เถาวัลยเ์วียนขวา) มีความเชื่อกันว่า ป่ าแห่งนี้เจ้าป่ าดุ วิธีการแก้ไข ต้องรีบหาทางออกจากป่ าแห่งนี้ให้เร็วที่สุด หรือถ้าไม่ สามารถออกมาได้ ห้ามท าผิดกฏของป่ าเป็นอันขาด เพราะถ้าท าผิดแล้ว แก้ยาก หรืออาจจะแก้ไม่ได้เลยท าให้ ผู้กระท าผิดตายโดยไม่ทราบสาเหตุได้ 6. กรณีทสี่ัตวป์่าร้องบอกลางเหตุ มีความเชื่อกันว่า จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา เช่น จาจึโก๊ะ (นกชนิดหนึ่ง) ร้อง เชื่อว่าจะมี สิ่งชั่วร้ายมา รบกวน หรือ สัตว์ที่ปกติจะร้องกลางวัน กลับมาร้องตอนกลางคืน วิธีการแก้ไข หากไปล่าสัตว์หรือนอนค้างแรมในป่ า แล้วเกิดเหตุ สัตว์ร้องบอกลางร้าย ให้รีบออกจากภูเขาลูกที่นอนค้างอยู่นั้นโดยด่วน หรือ เปลี่ยนที่พัก ไปพักที่ภูเขาลูกอื่น หากเป็นการนอนไร่ ให้รีบกลับหมู่บ้านเป็นการ ด่วน กรณีไก่ตัวเมียขัน ไก่ที่ไม่มีลูกน้อย เชื่อว่าแม่ไก่ตัวนี้เป็นตัวอัปมงคล วิธีการแก้ไข ต้องตัดหัวแม่ไก่ตัวนั้นแล้วไปเสียบติดกับไม้แล้ว ประจานที่ปากทาง เพื่อให้ผู้คนเดินผ่านไปมาถุยน ้าลายใส่เพื่อเป็นการแก้เคล็ด หมายเหตุ หากไก่ตัวนั้นที่มีลูกน้อยก็ไม่เป็นไรเชื่อว่าไก่ตัวนี้สอนวิธีการขัน แก่ลูกน้อย 7. ห้ามตะโกนว่า “วันพรุ่งนีเ้ป็นวันศีล” หรือตะโกนเรียกกันเสียงดัง เวลา นอนไร่หรืออยู่ป่า มีความเชื่อกันว่า ผิดผีอาปาโหม่ วิธีแก้ไข ต้องรีบขอขมาอาปาโหม่ฮี โดยน าไก่หรือหมูไปเซ่นไหว้ที่ อาปาโหม่ฮี


74 8. ห้ามกลิง้ก้อนหนิ มีความเชื่อว่าจะท าให้ผิดผีจ้าวป่ าจ้าวเขา จะท าให้ผู้ที่กระท าผิด ล้มป่ วยได้ วิธีการแก้ไข ให้น ากระดาษที่ท าพิธีกับข้าวคั่วไปขอขมาจ้าวป่ า 9. การสอนให้เด ็ กรู้จักเทพเจ้าและความเชื่อของชนเผ่า 9.1 อิ๊ด่ามา (เทพใหญ่) เป็นเทพผู้รักษาผืนป่ าทั่วทุกสารทิศของโลก การจะท าพิธีกรรม ใด ๆ อะไรต่อธรรมชาติจะต้องท าพิธีขออนุญาตจากเทพองค์นี้ก่อน ชนเผ่าลีซูจะมีการท าแท่นบูชา เทพอิ๊ด่ามาไว้บนภูเขาที่สูงที่สุดของชุมชนนั้น ๆ และคนในชุมชนจะมีการ ท าพิธีบูชาเทพอิ๊ด่ามา ซึ่งเป็นพิธีกรรมการบูชาเทพที่ใหญ่ที่สุด พิธีกรรมนี้จะต้องมีการท าพิธีร่วมกันทั้งชุมชน ในช่วง เทศกาลปีใหม่ลีซู ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็น การแสดงความขอบคุณที่เทพอิ๊ด่ามา ท่านช่วยดูแลและ รักษาผืนป่ าของชุมชนให้มีความอุดมสมบรูณ์ตลอดมา ตา นานการทา ผิดกฎอิ๊ด่ามา เมื่อ 70 ปี ก่อน ที่หมู่บ้านดอยช้างมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 6 ขวบ ชื่ออาซือฉึโหม่ ได้ท าผิดกฎอิ๊ด่ามา และเด็กคนนี้ก็ถูกลงโทษโดยเทพอิ๊ด่ามานั้นลักพาตัวไป เมื่อเด็กหายตัวไป พ่อ แม่ของเด็กหญิงคนนี้ก็ตามหา รวมทั้งคนในชุมชนทั้งหมดก็ช่วย ตามหาเด็กหญิงที่หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ คนในชุมชนช่วยกันหากันทั่วทั้งในชุมชนและนอก ชุมชนที่คาดว่าเด็กหญิงคนนี้จะสามารถไปถึงได้ แต่หาเท่าใดก็ไม่พบ พ่อ แม่เด็กหญิงคนนี้เลยให้ หนี่ผะ (หมอผี) ท าพิธีเข้าทรงเพื่อถามดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ พอทราบว่า เด็กหญิงคนนี้ท า ผิดกฎอิ๊ด่ามา เทพอิ๊ด่ามาเลยลงโทษโดยการจับเด็กหญิงคนนี้ไป พ่อ แม่ของเด็กหญิงและเพื่อน บ้านก็ช่วยกันท าพิธีขอขมาเทพอิ๊ด่ามา หลังจากท าพิธีขอขมาแล้ว เด็กหญิงอาซือฉึโหม่ ก็เดินกลับ บ้านมาเอง ทุกคนแปลกใจมาก ถามเด็กหญิงอาซือฉึโหม่ว่า “หนูไปอยู่ที่ไหนมาตลอดตั้ง 7 และ หายไปจากบ้าน 7 วัน ไม่ได้กินอะไรท าไมร่างกายยังดูแข็งแรงอยู่อีก” เด็กหญิงอาซือฉึโหม่บอก ทุกคนว่า “มีปู่ แก่ ๆ มีหนวดฟู ๆ ชวนไปอยู่ด้วย และปู่ หนวดฟูเอาข้าวและมันต้มมาให้หนูกินทุก วัน” ทุกคนที่ได้ยินก็รูว่า ปู่ แก่ ๆ หนวดฟู ๆ ที่เด็กหญิงอาซือฉึโหม่ บอกนั้น คือ เทพอิ๊ด่ามา ดังนั้นชนเผ่าลีซูจะสอนให้เด็กรู้จักเทพต่าง ๆ และโทษของการท าผิดกฎของเทพต่าง ๆ ถ้า จะมีคนท าผิดกฎเทพ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กที่ท าผิดโดยไม่รู้ตัว ถ้าพ่อแม่ท าพิธีขอขมา เทพก็จะคืน ลูกมาให้พ่อแม่ของเด็ก ในกรณีที่ผู้ใหญ่ท าผิดกฎเทพทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการกระท านั้นเป็นการผิดต่อ เทพต่างๆ จะหายไปหรือตายโดยไม่มีทางแก้ไขได้เลย ดังนั้น ชนเผ่าลีซูจึงไม่กล้าท าผิดกฎของ เทพต่าง ๆ


75 9.2. อาปาโหม่ฮี เป็นเทพผู้ดูแลรักษาชุมชนหรือคนในชุมชนไม่ให้ภูติผีปีศาจเข้ามารบ กวนในชุมชน ชาวลีซูจึงได้ตั้งศาลเจ้าอาปาโหม่ให้อยู่เหนือบ้านและจะต้องเปลี่ยนน ้า จุดธูปทุกวัน ศีล (ทุก ๆ 15 วัน) สถานณท์ตี่ั้ง เหนือหมู่บ้าน พิธีกรรมที่ควรท าภายใน 1 ปี ท า 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ท าตอนเอ้อยีปา (เข้าเดือน 2 วันที่ 7 ของลีซู) ครั้งที่ 2 ท าตอนเข้าเดือน 5 ได้ 5 วัน (หงัวฮาต๋อหวู่) ครั้งที่ 3 ท าตอนเข้าเดือน 10 ของ ลีซู (ชือฮา) เดือนนี้ท าวันใดก็ได้ ยกเว้นวันกุนเพราะถือว่าเป็นวันที่ไม่เป็นสิริมงคล พิธีกรรมนี้ต้องร่วมท ากันทั้งชุมชนยกเว้นครั้งที่ 1 ที่ตระกูลแมวป่ าไม่ต้องท า เพราะพิธีกรรมครั้งที่1นั้นเป็นพิธีกรรมของลูกหลานเชื้อสายจีนส าหรับตระกูลแมวป่ านั้น เป็นเชื่อสายลีซูจริง ๆ ก็เลยไม่ท าพิธีกรรมนี้ กรณีในชุมชนนั้นมีหญิงมีครรภ์ที่หาพ่อเด็กมารับผิดชอบไม่ได้ (ลูกชู้) ถ้าใน 1 ปีมี 3 คนก็ ต้องท า 3 ครั้ง ถ้าไม่มีก็ไม่ท า (นอกเหนือจาก 3 ครั้งที่กล่าวไว้ในข้างต้นที่ต้องท าทุกปี) ความเชื่อและ อุปกรณ์ในการท านั้นให้ไปดูในบทที่ 3 9.3. มีซือ สถานที่ตั้ง ไม่มี แต่ตอนท าพิธีกรรมนั้นจะไปท าใต้ต้นไม้ต้นไหนก็ได้ เชื่อว่ามีหน้าที่ ดูแลต้นไม้ในชุมชนนั้นๆ พิธีกรรมที่ควรจะท า 1 ปี คือ ท า 1 ครั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งท าวันที่จะน าต้นไม้ปีใหม่ ไปทิ้ง (กุเซียะและจึ) 9.4. แท่นบูชาบรรพบุรุษ (ตาเบียะ) สถานที่ตั้งตั้งภายในบ้าน (ถ่าวัวะ) เชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณบรรพบุรุษ ปู่ ย่าและเป็นสถานที่มารวมตัวกันใน เทศกาลต่างๆ ท าหน้าที่ดูแลความสงบสุขของคนในบ้านและมีหน้าที่ดูแลไม่ให้สิ่งชั่วร้าย มารบกวนคนในครอบครัว พิธีกรรมนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละตระกูล และแต่ละครอบครัวว่าจะ ท าพิธีกรรมแบบไหนกี่ครั้งต่อปี 9.5. สื่อหจื่อสื่อผ่า สื่อหจื่อสื่อมา เป็นเทพเจ้าผู้ดูแล รักษาต้นไม้ หากจะมีการใช้ ประโยชน์จากต้นไม้จะต้องขอจากเทพองค์นี้ โดยเฉพาะ เช่น การท าพิธีเรียกขวัญตั้ง สะพาน และการท าโลงศพ และต้นไทรที่ชนเผ่ามีความเชื่อว่าเป็นจ้าวแห่งต้นไม้ ห้าม ให้เด็กปีนป่ ายหรือไปเล่นในบริเวณใกล้ต้นไทร


76 บทสวดพิธีขอขมาผีต้นไทร ถึงเทพต้นไทรผู้สูงส่ง ข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของนาย ….. ที่กระท าการใด ๆ ที่เป็น การผิดต่อท่าน บัดนี้นาย …… ได้ขอรับผิดในการกระท าของเขาแล้ว และได้ส่งข้าพเจ้า เพื่อมาขอขมาท่าน โดยเขาวานให้ข้าพเจ้าเอา หมู (บางกรณีอาจใช้ไก่) มาขอขมาท่าน และเมื่อเขายอมรับผิดและยอมขอขมาท่านแล้ว ขอให้ท่านโปรดให้อภัยในความผิดของ เขาด้วย หากท่านได้เอาดวงวิญญาณของนาย…. ไป ข้าพเจ้าขอแลกดวงวิญญาณของ เขากับดวงวิญญาณของหมูที่ข้าพเจ้าน ามาเซ่นไหว้ท่าน 9.6. จาถู่สื่อผ่า จาถู่สื่อมา เป็นเทพเจ้าแห่งดิน เนื่องจากชาวลีซูเป็นกลุ่มชนที่มี การท าการเกษตรกรรมในการด ารงชีวิต เพราะฉะนั้นชาวลีซูจึงมีความเชื่อว่าดินเป็นผู้ ประทานอาหาร ดังนั้นในแต่ละปีชนเผ่าลีซูจะต้องท าพิธีกรรมเพื่อขอขอบคุณต่อ เทพเจ้าแห่งดิน 9.7. หยือดู่สื่อผ่า หยือดู่สื่อมา เป็นเทพเจ้าแห่งน ้าหรือขุนน ้า หากมีการใช้น ้าจากห้วย หรือล าธารใดก็ ตามจะต้องขออนุญาตเทพน ้าก่อน ไม่เช่นนั้นจะท าให้ป่ วย เป็นผื่นคัน ตามตัวได้ บทสวดพิธีขอขมาผีนา ้ ถึงเทพน ้าที่ใสสะอาด และเทพที่ช่วยช าระร่างกายอันขาวสะอาด และข้าพเจ้าได้ ท าผิดกฏของท่านขณะมาช าระร่างกาย (หรือตอนตักน ้า) ข้าพเจ้าส านึกผิดและบัดนี้ ข้าพเจ้าได้น าไก่ (หรือไข่) ขอให้เทพน ้าจงให้อภัยแก่ข้าพเจ้าและช่วยน าเอาความเจ็บปวด ความทรมานเหล่านี้กลับไปด้วยเถิด 9.8. ก๊าหนี่สื่อผ่า ก๊าหนี่สื่อมา เป็นเทพเจ้าแห่งหน้าผาชาวลีซูจะไม่ตัดไม้ ไม่ตระโกน กัน ในบริเวณที่มีหน้าผา เนื่องจากชาวลีซูเชื่อว่าจะท าให้รบกวนต่อเทพเจ้าหน้าผาซึ่ง อาจจะท าให้เราไม่สบายได้


77 บทที่8 กระบวนการเรียนรู้และนันทนาการสา หรับเด ็ ก กระบวนการเรียนและนันทนาการส าหรับเด็ก มี 10 ประเภทดังนี้ 1. บทเพลงกล่อมเด็ก 2. การละเล่น 3. ปริศนาค าทาย 4. การเล่นต่อค า 5. สุภาษิต 6. บทเพลงเกี้ยวพาราสี 7. บทเพลงขอพร 8. เพลงก าสรวล 9. นิทาน 10. ต านาน 1. บทเพลงส าหรับเด็ก เด็กในวัยนี้เป็นเด็กเล็กที่ยังอาจไม่เข้าใจภาษาของผู้ใหญ่มากนัก ดังนั้นบทเพลง บางเพลงจึงเป็นเพลงที่เลียนเสียงธรรมชาติและเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่ใช้ในการขับกล่อม ไม่ ว่าจะเป็นเสียง ขลุ่ย แคนยาว และซึง เป็นต้น มากกว่าที่จะเน้นเสียงพูด สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท 1.1 เพลงเห่กล่อม เป็นเพลงที่ร้อง เพื่อกล่อมเด็ก ได้แก่ • เพลงนาตุ่มมา ประเภทเพลง กล่อมเด็ก เป็นท านองขลุ่ย โอกาสที่ใช้ตอนเด็กก าลังจะหลับ เนือ้หา นาตุ่มมา ตุ่ม มา มา นาคะมา ตุ่ม มา มา ตุ่ม มา ตุ่มแล ตุ่ม มา มา งัวนูมามางีเชียะหญะ งัวนูบาบ่าซาเชียะหญะ งีเงียะซาเซียะแหล่โหล่หวุ่ย • เพลง นาตุ่มมา ประเภทเพลงกล่อมเด็ก เป็นท านองขลุ่ยโอกาสที่ใช้ตอนเด็กก าลังจะหลับ เนือ้หา นาตุ่มมา ตุ่มมา มา แหลมื่อฉือ ตุ่มมา มา ตุ่ม มา ตุ่มมา เล ตุ่มมา มา มา ขว่างฉือ ฮีตุ่ม มา มา ปาชูหล่าฮีตุ่ม มา มา


78 • เพลง ฉเลซึ เป็นท านองขลุ่ย ประเภท กล่อมเด็ก เนือ้หา ฉือเลซึ ตุม มา มา แหล หมื่น ซึ ตุม มา มา มาขว่าฉือฮี ตุม มา มา ปา ชู หล่า ฮี ตุม มา มา • เพลง ต๊า ซา กุ กุ ประเภท กล่อมเด็ก ท านองขลุ่ย ใช้ในเวลาเด็กก าลังจะหลับ เนือ้หา ตาซากุ กุ ตาหวุ่กุ ตาหวุ่กุลีรึกุฉาหลู่ อาซาผะหญะนุงูว หญะนู หญะนูเกื่อลาหวุ่ย • เพลงอาปาริป๊ ะ ประเภทเพลงกล่อม ท านองแคนยาว เนือ้หา อาปาริป๊ ะโอมริป๊ ะ อาหญะริมาแหล่โรกแหล ริโรแหละ โอมรีริ โอมแหละโอม แหละ • เพลง ขู่บูวลา (ป่ างมาแล้ว) ประเภทเพลงกล่อม หรือสนุกสนาน ท านองซึง เนือ้หา ขู่บูวลาเบเยียดูว แฮบูวลาเดียเงียะดูว หว่าจือโตโมเบเงียะดูว โตโมหว่าจือ เดียะดูว • เพลงตาหงาซึรึ (นกเจาะไม้) ประเภทเพลงกล่อม ท านองขลุ่ย เนือ้หา ตาหงาซึรึปาจากุ ตาหงาโร่เมะปาจากุ โร่เมะโร่เมะปาจากุ อานูบาบ่างี เซียหญะ อานูมะมา ซาเซียหญะ งีเซียซาเซียแหลดุมหวุย • เพลงสือเผียซาเลกุ (เพลงใบไม้) ประเภทเพลงกล่อม ท านองขลุ่ย เนือ้หา สือเผียชาเลกุ ชาเลโอมเมียหนุว หนุว โอมเมียซาเมียหนุว หนุว 1.2. เพลงทรี่้องเพื่อความสนุกสนาน • เพลงซือผะหล่ังด่ามา (ซือผะโดนเสือคาบไป) ประเภทแคนสั้น เนือ้หาซือผะหลังดามา งุว งุว ซือมาเปก้าลึนาหนุ โอม มาหนุแหล แปล ตระกูลซือผะนั้นเป็นคนอกตัญญูต่อพ่อแม่ ท าให้ถูกเสือคาบไป เมียของซือผะก็ เลยยิงเสือตาย


79 • เพลงโตโบ่เมียขู่ ประเภทแคนสั้น เนือ้หา โตโบ่เมียขู่ โตโบ่เมียขู่ โต่โตและฟูว โต่โต่แลนี่นี่อาแหวะฟูว อาหยะฟูว โรโรรึ เมียขู่ โรโรรึเมียขู่ โอ่งเมียขู่ • เพลงอาบาชือ (พระจันทร์) ประเภท เป็นเพลงชมพระจันทร์ ใช้ในโอกาสที่พระจันทร์เต็มดวง ส าหรับร้องเพื่อ ความสนุกสนาน เนือ้หา อาบาชือ แหลกัวเพียะ เพียะรึ ปู ปู ฉือ ฉือ อาหญะโด กุ โด โด อาปาโด กุโดโด หว่า หมื่นโรนาโดฉือ • เพลงวู๊ป๊ะ (กบ) ประเภทล้อเลียนกบกับค้างคาว เพื่อความสนุก เนือ้หา โวป้าแหลจูแต้ฉือแต หว่าหล่ามือชือกัวซุกัว • เพลงโช่แผฆัว (ชักชวนเพื่อน) ประเภท เป็นค าที่ใช้เรียกเพื่อนให้มาหา เนือ้หา อาแมลามั้ยโอโอ หม่าลาโอ นูฆ้าแฉ่ลามั้ย นูหม่าลาเงียหม่าต๋าวโอ • เพลงยะกือลือ (กระเหรี่ยง) ประเภท เป็นเพลงที่ร้องให้เด็กฟัง เพื่อความสนุก เนือ้หา ยะกือลือมื้อหมื่อหญะ นาโมนา เฉียะอุ่มญัวโด ซือโมฉือเฉียะ หม่าจัวโด ฉือ โมฮาโดเมองัว ฮาโร่เมะ ฮาจาแหละงัวอามาหญะ • เพลงอ๊ะหน่าก๋า (จับหมา / กันหมา) (1) ประเภท เพลงสนุกสนานพร้อมท่าเต้นประกอบ เป็นท านองซึง เนือ้หา จีจิหญะ อ๊ะหน่าถี่เทอกาเยียลา อ้าคือถีเทอฝูเยียลา รือกึถีมา อีเยียลา ตึจา จึดูถาแบหม่า ฉะจางี่ซูว ชัวลาแหละ • เพลงอ๊ะหน่าก๋า (2) ประเภท เป็นเพลงสนุกสนานพร้อมท่าเต้นประกอบ เป็นท านองซึง เนือ้หาจีจิหญะอาหน่าถี่เทอ กาเยียลา อ้าคือถี่เทอฝูเยียลา ขัวโปถี่มากื่อลาดู เมจู ถี่มากื่อลาดู ตึจาตึดูถาแบแหม่ ฉะจางีซูวงีทู่แหละ • เพลงสือเปโท (ดอกอ้อ) ประเภท เป็นเพลงที่ร้องเรียกดอกอ้อ ให้รีบออกดอก ใช้ในเวลาไปเก็บดอกอ้อ (เมษายน - พฤษภาคม) เนือ้หา ฉือเปโท โทลาดูว ซะแหน่จือ โทหม่าดา วางีจือ โทหม่าดา


80 • เพลง อ้าเบ่ (กระรอก) ประเภท สนุกสนาน เป็นเพลงที่ใช้เรียกกระรอก เนือ้หา อาเบ่กือซาจาลาดูว ซะแนจึจาหม่าดาหว่างีจือซูวแน่เบอ • เพลง อาปาเบ่เหล่ (ผู้เฒ่าหนวดยาว) ประเภท สนุกสนานประกอบท่าเต้น ท านองซึง เนือ้หา อาปาเบ่เหล่ ซือคูเบ่เละชือคึ หวุยมาเมียหวายะซือโต้ว ๆ จาแหยง จาแบ กูวจาหยุวโตม • เพลง อาก้าโบ่โร (ผีเสือ้เกาะขอนไม)้ ประเภท เป็นเพลงที่เรียก อาก้าโบ่โร เนือ้หาอาก้าโบ่โร ซือโด่จาจา จาลามั้ย ยะนี่ ยะมา กือ กือ ชือหล่างี่คู้ กือ กือ • เพลง เป่ซ่าหลี่ซูว ประเภท เชิญร่วมรับประทานอาหาร เป็นท านองซึง เนือ้หา เป่ ซ่าหลี่ซู เปจาดูว อ้าหว่าหลีซูเบลูดูว สือ ซือหญะเปจาดูว สือซือหญะเบดู ดูว • เพลง ขู่บุวลา (บ่างมาแล้ว) ประเภท เป็นเพลงที่ใช้ท าท่าเต้นประกอบ เป็นท านองซึง เนือ้หา ขู่บูวลาเบเงียะดูว แฮบูวลาเดียเงียะดูว หว่าจือโตโมเบเงียดูว โตโมหว่า จือ เดีย เงียะดูว • เพลงอาเบอเบอ (อาข่าโล่ชิงช้า) ประเภท เป็นเพลงที่ร้องเล่นเวลานั่งชิงช้า เนือ้หา อาเบอเบอ เฟอถู่กือถู่กือม่า บ่าจือกู่ จือถู่โร่โร่ ขว่างฮี ขวางฮีจา จาแหลมา แหลมาต้า ต้าโร่เมะฟู ฟูนาจึหมื่นกู่ตี่ ตี่ฉานา ฉานาปุ ปุฉาฉา ฉา ฉา มาตี่กู่ • เพลงอากู่มี(ชิงช้า) ประเภท เป็นเพลงของเด็กไว้เล่นชิงช้าลีซู เนือ้หา อากู่มีนา ตามไตย หลากู่มีนาซาโซย • เพลง อาแตแต้ว (หมากัด) ประเภท เป็นเพลงที่ร้องค าคล้องจอง เพื่อสนุกสนาน เนือ้หา อาแตแต้ว แต้วหมื่อชือ หมื่อชือปา ปา ลา กุบ หมื่อ จือ จา นาชุลี ชุเปลือลือ เปลือ ลือ ฉ่า ฉ่าอนู มือนูจือ ค่าม่าจู อาหนากุ • เพลงอาตุจือ (ก่อไฟ) ประเภท เป็นท านองซึง ประเภทร้องท าท่าประกอบการเต้น


81 เนือ้หา อาตุจือซุวหลีซุผะ อาตุเซียซุดุ่ หล่าหญะ ดู่หล่าเซีย ฉือยะจูหญะ ซือตี่ซุว เงียหย่า ตี่ ผะ จานูปุ่ ซุว จีจิหญะ • เพลงตาซากุ ประเภท กล่อมเด็ก เป็นท านองขลุ่ย เนื้อหา ตาซากุ กุ ตาหวุ่กุ ตาหวุ่ กุ ลี รึ กุ ฉาหลู่ อาซาผะหญะนูงัว หญะนู หญะนูเกือ ลาหวุย • เพลง บุโรฟุ (ไข่มด) ประเภท ร้องท าท่าประกอบเต้น เป็นท านองซึง เนื้อหา ตาตึ ตาตึ บุโรฟุ บุโรฟุ ตาตึ ตึ ตือ บุโรฟุ บุโรฟุ ตาตึต่างต๋า บุโรฟุ บุโรฟุ ตุม ตา ต่าง ต๋า บุโรฟุ บุโรฟุ ต่าง 2. การละเล่น การละเล่นส าหรับเด็กลีซู จะมีการแบ่งช่วงอายุเป็น 2 ช่วงคือ 1. การละเล่นส าหรับเด็กเล็ก 2. การละเล่นส าหรับเด็กโต 2.1 การละเล่นส าหรับเด็กเล็ก เป็นการละเล่นส าหรับเด็กที่เริ่มจะสามารถได้ยิน และสามารถมองเห็นได้ จะเล่น กับเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายก็ได้ เป็นการละเล่นที่ต้องเล่นกับที่นอนโดยที่พี่เลี้ยงหรือพ่อ แม่ จะเป็นคนเล่นกับเด็กและจะมีการร้องเพลงประกอบ เช่น 1. ชื่อการละเล่น อ้าแนเล้า (กามาแล้ว) สถานที่เล่น ที่นอนหรือเปลเด็ก จ านวนผู้เล่น 2 คน (ผู้ที่เล่นกับเด็กเล็ก) วิธีการเล่น ให้เด็กเล็กนอนหงาย แล้วเอามือของผู้ที่เล่นด้วยมาจี้ที่ท้องเด็กเพื่อให้เด็ก เกิดความจั๊กกะจี้และได้หัวเราะ พร้อมกับร้องเพลง อ้าแนเล้า อา อา กุ้จะ ประกอบ การละเล่นด้วย (ดูเนื้อเพลงในเพลงเด็ก) ประโยชน์ 1. เพื่อฝึกทักษะการได้ยินจากเพลงที่ร้องประกอบ 2. เพื่อฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรง 3. เพื่อฝึกให้เด็กเป็นคนยิ้มง่าย, หัวเราะง่าย


82 2. ชื่อการละเล่น ก้า ปูตี้ตี้กะ กะ สถานที่เล่น ที่นอน จ านวนคนเล่น 2 คน (ทารกกับพี่เลี้ยง) วิธีเล่น พ่อ แม่ หรือ พี่เลี้ยงของเด็ก นอนหงายแล้วงอเข่าตั้งฉากกับพื้นแล้วให้ เด็กนั่งบนปลายเท้าทั้งสองข้างที่แนบชิดกัน มือสองข้างของพี่เลี้ยง หรือ พ่อ แม่ที่เล่นกับ เด็กเล็ก จะต้องจับมือของเด็กเล็กไว้ เพื่อกันไม่ให้เด็กเล็กตกในจังหวะที่พี่เลี้ยงหรือพ่อแม่ ที่เล่นด้วยยกขาทั้งสองข้างขึ้น - ลง ผู้เล่นด้วยจะต้องเริ่มยกขาขึ้น - ลง ในระดับที่ไม่ค่อย สูงนักก่อน แล้วถ้าเด็กเล็กเริ่มชินกับความสูงในระดับต ่า ๆ แล้ว ผู้เล่นด้วยจึงเพิ่มความ สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กตกใจกลัวความสูง และผู้เล่นด้วยจะต้องร้องเพลง ก้า ปู ตี้ ตี กะ กะ ให้เด็กฟังด้วยประกอบการเล่นด้วย (ดูเนื้อเพลงในเพลงเด็ก) ประโยชน์ของการเล่น 1. เพื่อฝึกทักษะการฟังจากเพลงที่ผู้เล่นด้วยร้องประกอบการละเล่น 2. เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขนและขาของเด็กเล็ก 3. เพื่อฝึกการขึ้น - ลง จากที่สูง 4. เพื่อเป็นพื้นฐานในการละเล่นม้ากระโดด 5. เพื่อความสนุกสนาน 2.2 การละเล่นส าหรับเด็กโต 1. การที่ปล่อยให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไป เล่นกันเป็นกลุ่ม โดยการเล่นกันเป็น เครือญาติ การท าไร่ หรือการละเล่นที่มีการเลียนแบบวิถีชีวิตของชนเผ่าเอง โดย การสมมติกลุ่มของตนเองเป็นครอบครัวที่ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และลูก การละเล่น นี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจวิถีชีวิตของชนเผ่าลีซูได้ดียิ่งขึ้น เพราะเด็กจะสมมติตนเองเป็น ผู้ใหญ่และท ากิจกรรมต่าง ๆ เหมือนกับที่เด็กเคยเห็นผู้ใหญ่ท ากัน 2. การเล่นท าไร่ ท าสวน นี้เป็นการเล่นที่ต่อเนื่องจากการเล่นวิถีชีวิตหรือการเล่นโดยแบ่ง เขตการท ามาหากิน กันเป็นไร่ ๆ แล้ว ท าเป็นไปไร่ ท าสวน ท างาน ถ้าถางหญ้าก็จะมี การท าท่าเหมือนกับที่ผู้ใหญ่ถางหญ้าจริง ๆ โดยน าไม้มาท าเป็นอุปกรณ์ในการท าไร่ เช่น จอบ หรือมีด และจะมีการท าท่าเลียนแบบการกรีดฝิ่นก็จะท าท่ากรีดฝิ่น บางครั้ง ก็เก็บดอกหญ้ามาท าเป็นดอกฝิ่น เมื่อท ากิจกรรมที่ไร่เสร็จแล้ว ก็จะท าเป็นเดินกลับ จากไร่ กลับไปบ้านจะมีการเก็บผัก ผลไม้ และใบตองกลับบ้าน พอไปถึงบ้านก็เล่น


83 บทบาทที่บ้านคือ กินข้าวเย็น การต าข้าว การนอนหลับ ท าเสียงไก่ขัน พอถึงตอนเช้าก็ เริ่มท าเป็นไปท างานที่ไร่เหมือนวันก่อน การละเล่นของเด็กชายหญิงเกี่ยวกับวิถีชีวิต การละเล่นวิถีชีวิต เป็นเรื่องสนุกสนานในกลุ่มเด็ก จะมีการเล่นของเด็กผู้หญิง กับของเด็กผู้ชาย สมัยก่อนเด็กก็จะรู้จักแบ่งบทบาทหญิงชายตามที่เคยได้เห็นมาและเป็น การเรียนรู้วิถีชีวิตอีกอย่างหนึ่ง โดยบิดา มารดาไม่จ าเป็นต้องบอก แต่เด็กจะสังเกตและจ า เอาไปเล่น อย่างสมจริงสมจัง เช่น การเล่นท าไร่ ท าสวน นี้เป็นการเล่นที่ต่อเนื่องจากการ เล่นวิถีชีวิตหรือการเล่นโดยแบ่งเขตการท ามาหากิน กันเป็นไร่ ๆ แล้ว ท าเป็นไปไร่ ท าสวน ท างาน ถ้าถางหญ้าก็จะมีการท าท่าเหมือนกับที่ผู้ใหญ่ถางหญ้าจริง ๆ โดยใช้ไม้มาท าเป็น อุปกรณ์ในการท าไร่ เช่น จอบ หรือมีด และจะมีการท าท่าเลียนแบบการกรีดฝิ่นก็ท าท่า กรีดฝิ่น บางครั้งก็เก็บดอกหญ้ามาท าเป็นดอกฝิ่น พอท ากิจกรรมที่ไร่เสร็จแล้ว ก็จะท า เป็นเดินกลับจากไร่ กลับไปบ้านจะมีการเก็บผัก ผลไม้ และใบตองกลับบ้าน พอไปถึงบ้าน ก็เล่น บทบาทที่บ้านคือ กินข้าวเย็น การต าข้าว การนอนหลับ ท าเสียงไก่ขัน พอถึงตอน เช้าก็เริ่มท าเป็นไปท างานที่ไร่เหมือนวันก่อน บทบาทของเด็กผู้หญิง 1. การเล่นเย็บเสื้อผ้า หลังจากมารดาไปท าไร่ เด็กก็จะไปแอบเอาเข็มและเศษผ้าของ มารดามาเย็บเล่น หรือปักเป็นลวดลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กจะกลัวบิดา มารดาจะดุ เอาเลยไม่กล้าเอา แต่จะไปเก็บใบไม้สีต่าง ๆ มาเย็บเป็นเสื้อปีใหม่ (หลี่กัวะ) โดยใช้ เข็มกลัดไม้มาแทนเข็ม 2. การท าหางประดับจากใบตอง โดยเอาใบตองมาฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ น ามามัดติดเอว และหาดอกไม้มาร้อยเป็นเส้นยาว พอจะสวมหัวได้มามัดติดกันท าเป็นหมวก จากข้อ 1 - 2 เป็นการละเล่นของเด็กผู้หญิง จากนั้นก็เล่นปีใหม่ โดยเต้นรอบ ต้นไม้ (สมมติเป็นต้นไม้ปีใหม่) พวกเด็กผู้ชายก็จะท าเป็นเป่ าแคน และดีดซึง โดยหาไม้ มาท าเป็นเครื่องดนตรี ปากก็ท าเป็นท านองเพลง แบบง่าย ๆ เช่น เพลงโต่โบ่เมียขู่จะเล่น กันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็ก


84 บทบาทของเด็กผู้ชาย 1. เด็กผู้ชายก็จะมีการเล่นตีมีด เล่นปืน เล่นเอามีดฟันกัน • การเล่นตีมีด วิธีการเล่น คือหาไม้ไผ่มาผ่าเป็นชิ้น ๆ ชิ้นละประมาณ 1 เมตร ท า เป็นมีด หาก้อนหินมาเป็นที่ตีมีด ปากก็ท าเสียงตีมีดประกอบด้วย • การเล่นปืน คือ หาก้านกล้วยมาท าเป็นปืน วิธีการเล่น คือ เอาที่เป็นกลีบตั้งขึ้น แล้วใช้นิ้วปาดกลับลงมาพร้อม ๆ กัน จะมีเสียงดัง ท าเป็นไล่ยิงเสือหรือสัตว์ โดยให้คนอื่น ๆ เป็นสัตว์ 2. การเล่นมีด เอามีดมาฟันกัน เป็นการเล่นของเด็กผู้ชาย โดยเอาไม้ไผ่มาผ่าแล้วเหลา บาง ๆจากนั้นก็ไล่ฟัน ฝ่ายตรงข้าม ถ้าคนไหนแพ้ก็จะแกล้งท าเป็นตาย 3. การเล่นต่อค า เป็นกลุ่ม ๆ เช่น อะโบ๋, คึตือกุ การละเล่นทีแ่บ่งแยกเพศ การละเล่นบางอย่างเด็กชายและเด็กหญิงอาจเล่นไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับนิสัย และการถูกปลกฝังที่แตกต่างกัน การละเล่นของเด็กผู้ชาย การละเล่นส าหรับเด็กชาย ส่วนใหญ่จะเป็นการเลียนแบบการล่าสัตว์ของผู้ใหญ่ ในชนเผ่าลีซู และอุปกรณ์หรือของเล่นส่วนใหญ่ก็จะท าเลียนแบบมาจากอาวุธ ที่ใช้ใน การล่าสัตว์ด้วย และอุปกรณ์ที่ใช้ในการละเล่นแต่ละชนิดก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยฝึกทักษะใน ด้านต่าง ๆ ด้วย การละเล่นสา หรับเด็กชาย มีดังนี้ 1. ชื่อการละเล่น ปุ๊ ฉ่า อุปกรณ์ 1. กระบอกไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 -1.2 CM. ที่ภายในกระบอก มีลักษณะกลวง 2. มีด 3. ไม้ไผ่แห้งที่เหลากลม ๆ ขนาดเท่าตะเกียบ (ส าหรับดันลูกกระสุน) 4. ลูกผลไม้ที่มีขนาดเท่ารูกลวงของปุ๊ ฉ่าที่ท าเสร็จแล้ว สถานทเี่ล่น ลานหน้าบ้าน,ที่สวน,ไร่,นา จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัด วิธีเล่น 1. การเล่นเป็นกลุ่มให้จัดแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ าย แล้วให้มีการส่งตัวแทน มาเป่ ายิงฉุบ ฝ่ ายที่ชนะจะเป็นฝ่ ายที่เลือกก่อนว่าจะเป็นฝ่ ายที่ไล่ยิงฝ่ ายตรงข้าม หรือจะ เลือกเป็นฝ่ายที่หลบจากการถูกอีกฝ่ายไล่ยิง


85 2. การเล่นคนเดียว ให้ยิงปุ๊ ฉ่า โดยมีเป้าอาจจะใช้ตอไม้เป็นเป้าหรือ ใบไม้ก็ได้แล้วฝึกยิงปุ๊ ฉ่าเพื่อฝึกความเม่นย า (ส่วนใหญ่เด็กจะเล่นตอนที่ติดสอยห้อยตาม พ่อ แม่ไปไร่ด้วย และไม่มีผู้ที่จะเล่นด้วย) ประโยชน์ 1. เพื่อฝึกความแม่นย าในการเล็งเป้า 2. เพื่อฝึกความสามัคคีในกรณีที่เล่นเป็นกลุ่ม 3. เพื่อเป็นพื้นฐานในการฝึกการใช้อาวุธจริง 4. เพื่อฝึกความอดทนในกรณีที่โดนกระสุนปุ๊ ฉ่า 5. เพื่อความสนุกสนาน 2. ชื่อการละเล่น : อ้า โหม่ จึ กือ เป ฆัว (ขี่ม้าแตะกัน) อุปกรณ์ : - สถานทเี่ล่น บริเวณลานบ้าน จา นวนผู้เล่น เล่นเป็นคู่ ตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป วิธีการเล่น 1. แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ าย ฝ่ ายละ 1 คู่ ขึ้นไป โดยในการเล่นแต่ละคู่ จะ ประกอบด้วย ผู้เล่น 2 คน คือ - ผู้เล่นเป็นผู้บังคับม้า - ผู้เล่นเป็นม้า 2. มีการแบ่งบทบาทของแต่ละคนดังนี้ 2.1 ผู้เล่นเป็นผู้บังคับม้า จะขึ้นขี่หลังผู้เป็นม้าที่เป็นคู่ของตนเอง และมือสองข้างก็กอดไว้ที่ไหล่ของผู้เล่นเป็นม้า แล้วใช้เท้าเตะผู้บังคับม้า ของฝ่ายตรงข้ามให้ตก หรือล้มทั้งผู้ที่เป็นม้าและผู้ที่เป็นผู้บังคับม้า 2.2 ผู้เล่นเป็นม้า จะต้องแบกผู้บังคับม้าคู่ของตนเองให้ขี่หลัง ตนเอง ผู้เป็นม้าจะต้องเอามือสองข้างไปประสานกันไว้ข้างหลังในระดับ เอวของตน เพื่อกันไม่ให้ผู้บังคับม้าตก แล้ววิ่งไปหาฝ่ ายตรงข้าม เพื่อให้ ผู้บังคับม้าคู่ของตนได้เตะผู้บังคับม้าของคู่ต่อสู้อีกฝ่ าย ให้ล้ม และใน กรณีที่ผู้บังคับม้าของตนเองเตะสู่คู่ต่อสู้ไม่ได้ผู้เป็นม้าจะต้องเป็นผู้แบกผู้ บงคับม้าของตนเองหนี 3. ถ้าคู่ใดล้ม หรือผู้บังคับม้าตกจากหลังผู้เป็นม้าจะต้องมีการ สลับกันเป็นม้า และผู้บังคับม้ากัน แล้ววิ่งเข้าไปเตะคู่อื่น ๆ ต่อไป ประโยชน์ 1. เพื่อฝึกความสามัคคี 2. เพื่อฝึกความอดทน


86 3. เพื่อฝึกวิจารณญาณในการวิเคราะห์คู่ต่อสู้ (ส าหรับผู้เป็นม้าจะต้อง วิเคราะห์ได้ว่าผู้บังคับม้าคู่ของตน กับผู้บังคับม้าของคู่ต่อสู้ที่วิ่งเข้า มาหา ใครจะเก่งกว่ากัน ถ้าผู้บังคับม้าของตนเก่งกว่าก็ให้วิ่งเข้าหา แต่ถ้าผู้บังคับม้าของคู่ต่อสู้ที่วิ่งเข้ามาหาเก่งกว่า ก็ให้วิ่งแบกผู้บังคับ ม้าของตนเองหนี ผู้เป็นม้าจะต้องสังเกตและรู้ว่าโอกาสใดควรวิ่งหนี และโอกาสใดควรวิ่งตาม หรือล่า) 4. เพื่อความสนุกสนาน 3. ชื่อการละเล่น เป กา ญ้า ฆัว (เล่นเตะกัน) อุปกรณ์ - สถานทเี่ล่น ลานกลางแจ้ง จา นวนผู้เล่น ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป วิธีเล่น 1. แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ ายเท่า ๆ กัน โดยการเป่ ายิงฉุบกันเป็นคู่ ๆ คนที่ แพ้ จะอยู่ฝ่ายเดียวกัน และคนที่ชนะก็ไปอยู่ฝ่ายเดียวกัน 2. ส่งตัวแทนมาเป่ ายิงฉุบ และตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายวิ่งหนีก่อน หรือฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายไล่แตะฝ่ายตรงข้ามก่อน 3. สลับ ฝ่ายที่วิ่งหนีมาเป็นฝ่ายไล่เตะกันด้วย ประโยชน์ 1. เพื่อฝึกความสามัคคี 2. เพื่อฝึกการให้อภัย 3. เพื่อฝึกความอดทน 4. เป็นการออกก าลังกาย 5. เพื่อฝึกความเร็วในการวิ่งหนีหรือวิ่งตาม 4. ชื่อการละเล่น หลู่ จื่อ กา เงี๊ยะ ดู (รถสามล้อ) อุปกรณ์ 1. ไม้ไผ่ 2 ท่อน เท่า ๆ กัน 2. ไม้ส าหรับท าเป็นล้อ 3 ล้อ (น าไม้มาตัดเป็นล้อรถ) 3. ตะปู 4. มีด , ขวาน สถานทเี่ล่น ถนนที่มีความชันเล็กน้อย จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัด


87 วิธีเล่น ให้น ารถสามล้อขึ้นไปบนทางที่มีความลาดชัน แล้วนั่งรถสามล้อให้รถ ไหลลงมาตามถนน แล้วแบกรถสามล้อขึ้นไปบนที่สูง เพื่อจะขี่ลงมาใหม่อีกรอบ ประโยชน์ 1. เพื่อเป็นการฝึกการทรงตัว ขณะที่รถไหลลงมา 2. เพื่อเป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบรถ 3. เป็นการออกก าลังกาย การละเล่นส าหรับเด็กหญิง 1. เย็บเสื้อผ้า อุปกรณ์มีใบไม้ ใบตองและเข็มกลัด วิธีการเล่น หาใบไม้สีต่าง ๆ มาเย็บติดกัน โดยใช้ไม้กลัดเป็นที่ยึดไว้ เย็บต่อ ๆ กัน พอจะ ใส่กับคนที่จะเย็บให้ หาใบตองมาฉีกเป็นเส้น ๆ มาท าหางประดับ 2. แบกน้องเล่น อุปกรณ์ มีผ้าผูกเด็ก มีเก้าอี้ หรืออะไรก็ได้ที่สมมติเป็นน้องเล็ก ๆ ได้ วิธีการเล่น โดยเอาเก้าอี้หรืออะไรที่เอามาเป็นน้องได้มาแบกไว้หลังจากนั้นก็เล่นบทบาท พี่เลี้ยงน้อง โดยใช้เพลงง่าย ๆ กล่อมเด็ก 3. ชื่อการละเล่น หยึ กือ มือ ก้า (หางประดับ) อุปกรณ์ มีใบตอง สถานทเี่ล่น เล่นได้ทุกที่ จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัด วิธีการเล่น โดยน าใบตองเอาก้านออก แล้วเอาใบตองฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ ท าได้ขนาด ก ามือก็พอ แล้วไปใส่ข้างหลังท าเป็นหางประดับปีใหม่ เต้นไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย ประโยชน์ คือท าให้เด็กนั้นสามัคคีกันและได้ฝึกการเต้นเพลงปีใหม่ไปด้วย 4. ชื่อการละเล่น หย่าฉิกา เยะ (ทอผ้า) อุปกรณ์ ไม้, เส้นใยหย่าจาเพียะ (ต้นข่า) สถานทเี่ล่น หน้าบ้าน, ใต้ถุนบ้าน จา นวนผู้เล่น เป็นกลุ่ม 2 -3 คน ขึ้นไป วิธีการเล่น ขั้นตอนแรกก็จัดเตรียมที่ทอผ้า ช่วยกันจัดเตรียมจนครบของทุก ๆ คน ที่ มาเล่นจนหมด แล้วต่างคนก็ต่างทอของตนเอง


88 ประโยชน์ ช่วยเสริมทักษะการทอผ้าก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง 5. ชื่อการละเล่น ลือกื้อ ลือ มา ซา กา เงี้ย (เล่นปั้นถ้วย ชาม) อุปกรณ์ ดินละเอียดอ่อน ๆ และน ้า สถานทเี่ล่น สนามที่มีดินละเอียด จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัด วิธีการเล่น เอาดินมากองกันขนาดเท่า 1 อุ้งมือ หรือแล้วแต่ขนาดที่ต้องการ แล้วให้ ศอกจิ้มให้มีรูปทรงกะทะหงาย แล้วให้เทน ้าใส่หรือในสมัยก่อนเด็กจะใช้วิธีฉี่ใส่ แล้วรอ จนกว่าน ้าที่เทใส่จะแห้ง แล้วยกเอาแต่ส่วนที่ดินจับตัวกันเป็นรูปถ้วย มาเล่นเป็นถ้วยชาม การละเล่นทีไ่ม่แบ่งแยกเพศ 1. เล่นเป็ นเครือญาติ เลียนแบบพ่อแม่ วิธีการเล่น คือคนหนึ่งก็เป็นพ่อ และเป็นแม่ นอกนั้นก็เป็นลูกหลาน เด็กที่แสดงบทพ่อกับ แม่ก็จะแสดงบทการสอนลูกในการท ามาหากินหรือรู้จักชีวิตที่ดี เล่นอย่างนี้เป็นหลาย ๆ ครอบครัว มีการไปไร่ท างาน มีการท าอาหารสมมติทานกัน มีการท าพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น เรียก ขวัญเด็ก, ตั้งชื่อให้เด็ก ในครอบครัวเดียวจะมีหลายบทบาท เป็นการเล่นเลียนแบบบทบาท ของพ่อแม่ จ านวนคนเล่นประมาณ 4 - 5 คน ต่อ ครอบครัว และจะมีการแยกเป็นหลาย ๆ ครอบครัว 2. เล่นท าไร่ - ท าสวน วิธีการเล่น จะมีการแบ่งไร่ใครไร่มันจะอยู่ห่างกันนิดหนึ่งทางที่จะไปไร่ก็ท าเป็นแนว จาก หมู่บ้านที่สมมติขึ้น พอไปถึงไร่ก็มีการท าท่าแสดงถึงการท างาน พอสักพักก็จะกินข้าวเที่ยง ขยัน ๆ ก็ท าเป็นหาผัก หาใบตองกลับบ้าน บางทีตอนกลางวันก็จะมีการร้องเพลงโต้ตอบกัน ระหว่างอีกไร่ กับไร่ที่อยู่ติดกัน จ านวนคนเล่นก็จะไม่จ ากัดผู้เล่น 3. ชื่อการละเล่น ซือ เพียะ มูกา เยะ (เป่ าใบไม้) อุปกรณ์ เอาใบไม้แข็ง 2 ใบ จ านวนคน ไม่จ ากัด ( เด็ก 1 คน / ใบไม้ 1 คู่) สถานทเี่ล่น เล่นที่ไร่ นา ก็ ได้ เล่นที่บ้านก็ได้ วิธีท า เอาใบไม้แข็ง 2 ใบมาประกบกัน วิธีเล่น เป่ าโต้ตอบกัน


89 4. ชื่อการละเล่น อ้า แหวะ อ้าหงะ ปวูว กา เง๊ยีะ (เล่นหมูควาย) อุปกรณ์ ดินเหนียว สถานที่ลานบ้าน จา นวนผู้เล่น ไม่จ ากัด วิธีเล่น ไปขุดดินเหนียว แล้ว ทุบให้ดินละเอียด แล้วน าไปชุบน ้าพอเปียกแล้วก็ น าไปปั้นเป็น หมู ตัวช้าง สัตว์ชนิดต่าง ๆ แล้วแต่เด็กจะชอบ พอปั้นเสร็จก็น าไปตากให้ แห้ง พอแห้งแล้วก็น าไปเล่น 5. ชื่อการละเล่น ชือ หย่า ตคือ กา เง๊ยีะ (เล่นกระโดดเถาวัลย์) อุปกรณ์ เถาวัลย์ สถานทเี่ล่น ลานบ้าน จ านวนคนเล่น 3 คนขึ้นไป วิธีการเล่น 1. เป่ ายิงฉุบ ว่าใครจะได้กระโดดก่อน ส่วนคนที่แพ้อีก 2 คนก็ เป่ ายิงฉุบอีก เพื่อหาคนที่จะเล่นล าดับที่ 2, 3 2. คนที่เล่นล าดับที่ 2 ,3 จะต้องเหวี่ยงเถาวัลย์เพื่อให้คนที่ 1 กระโดด ข้ามเถาวัลย์ 3. สลับกันกระโดดกันคนละ ครั้งต่อไปเรื่อย ๆ ประโยชน์ 1. ฝึกความสามัคคี 2. เป็นการออกก าลังกาย 6. ชื่อการละเล่น อ๊ะ กู่มี(ชิงช้า) อุปกรณ์ ชิงช้าที่ท าจากเชือก หรือ เถาวัลย์ สถานทเี่ล่น ใต้ถุนยุ้งข้าวหรือใต้ต้นไม้ จา นวนผู้เล่น ชิงช้า 1 อัน / เด็ก 1 คน วิธีเล่น เด็กนั่งบนชิงช้า แล้วก็ไกวชิงช้าไปมา 7. ชื่อการละเล่น อ๊ะ กู่หมี่ (ไม้กระโดด) อุปกรณ์ 1. ท่อนไม้ขนาดเท่าขาหรือไม้กระดาน ประมาณ 3 เมตร 2. ขอนไม้


90 จา นวนผู้เล่น 2 คน วิธีเล่น เด็กจะนั่งไม้กระดานคนละข้าง แล้วนั่งโยกคนละข้าง ประโยชน์ 1. เป็นการออกก าลังกาย 2. เรียนรู้ความถ่วงเรื่องน ้าหนัก 8. ชื่อการละเล่น ชึอ แพ ฉ่ะ (ไขว้ขาตบมือ) อุปกรณ์ - สถานที่ลานบ้าน จา นวนผู้เล่น 3 คนขึ้นไป วิธีเล่น หันหลังให้กันแล้วเอาขาไขว้ซึ่งกันและกัน และก็ปรบมือ ประโยชน์ 1. เป็นการออกก าลังกาย 9. ชื่อการละเล่น แหล่ แพ ฉ่ะ (ไขว้มือแล้วต้อสู้กัน) อุปกรณ์ - สถานทเี่ล่น ลานบ้าน จา นวนผู้เล่น 6 คนขึ้นไป วิธีเล่น แบ่งกลุ่มเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 3 คน แต่ละฝ่ายให้ 2 คน หันหน้าเข้าหากัน แล้วไขว้มือไว้ แล้วให้คนที่ 3 ขึ้นไป นั่งบนแขนที่ไขว้ไว้ แล้วทั้ง 2 ฝ่ ายก็ต่อสู้กันโดยมีไม้ เป็นอาวุธ ประโยชน์ 1. ฝึกความอดทน 2. ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณแขน 3. ฝึกความสามัคคี 10. ชื่อการละเล่น ตึง เซ้ว ฮัว (วิ่งแข่งกัน) อุปกรณ์ - สถานทเี่ล่น ลานบ้าน จา นวนผู้เล่น 2 คน ขึ้นไป วิธีเล่น มีการเตรียมเส้นชัยกันก่อน แล้วทุกคนก็ไปตั้งหลักที่จุดปล่อยตัว พอกรรมการร้อง บอกให้วิ่งได้ก็วิ่งไป ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นเป็นคนชนะ ประโยชน์ 1. เป็นการออกก าลังกาย 2. ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 3. ฝึกความรวดเร็วและว่องไว


91 3. ปริศนาค าทาย ความหมายและการเล่น ชาวลีซูมีปริศนาค าทายมากมายที่ใช้ละเล่นเป็นกิจกรรมยามว่าง เพิ่มความ สนุกสนานและให้ความรู้ วิธีการเล่นของแต่ละเกมส์คล้ายเล่นเกมส์ปริศนาทั่วไป โดยมีคนหนึ่ง เป็นฝ่ ายตั้งค ำถำมฝ่ ายที่จะตอบหรือทายนี้มีกี่คนก็ได้ ไม่จ ากัด เล่นเพื่อความสนุกสนานในกลุ่ม เด็ก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้ 3.1 ประเภทของใกล้ตัวหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย • ค าทายที่เกี่ยวกับเงา ค าถาม “งัวโซแพถี่มาจัวมา งัวอาลาเยียอาลาเยีย อ้าเฉียะ” แปล มีเพื่อนคนหนึ่งจะติดตามฉันไปทุกที่ (ไทย) ค าตอบ ญีโหง่ (เงา) • ค าทายที่เกี่ยวกับลิ้น ค าถาม “งะคูแนคูว หลู่ผะโหม่ถี่มา เจียะ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ที่ใต้ถ ้ามีมังกร 1 ตัว ค าตอบ ลาชู (ลิ้น) • ค าทายที่เกี่ยวกับฟัน ค าถาม “งะดูแนคู หลู่ผะงี่ซือดามา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีคราด 2 อันอยู่ใต้ถ ้า ค าตอบ ฉึงฌื่อ (ฟัน) * ค าทายที่เกี่ยวกับหู ค าถาม “อาคึตูวเงีย อาคึเตือ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ยิ่งหันดูยิ่งหนี ค าตอบ นะปู (หู) • ค าทายที่เกี่ยวกับตา


92 ค าถาม “ถีถั่วถัว หมุวลีจูวเปอ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ก้าวเดียวไปถึงขั้วโลก ค าตอบ เมียสื่อ (ตา) * ค าทายที่เกี่ยวกับน่อง ค าถาม “อี้งีฉี่ ถ้าเงียะเฉยียะดา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ท้องไปอยู่ข้างหลัง ค าตอบ ชือหวู่มาสื่อ (น่อง) * ค าทายที่เกี่ยวกับนิ้ว ค าถาม “งัวเม่ถีผุวจัวมาอีหนาฮูถีชูฮู อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย สวมหมวกข้างเดียวกัน ค าตอบ แหล่งี (นิ้ว) * ค าทายที่เกี่ยวกับมวยผม ค าถาม “ชือเมือดู่ กาเงียะหงะคือจัวอ้าเฉียะ” แปล อะไร ท ารังอยู่หลังตอไม้ ค าตอบ อุ๊หลู้ (มวยผม) * ค าทายที่เกี่ยวกับตุ้มหู ค าถาม “หงะหญะถี่มาจัวมา หมู่วกัวแทเซียบูวจามา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีนกตัวหนึ่งบินลอยอยู่บนฟ้า ค าตอบ นาฆุ (ตุ้มหู) * ค าทายที่เกี่ยวกับหนาม ค าถาม “นี่แมงัวมื่อดูวเยีย ดูวมือแมแตอี่ละ ดูวมามือโรฟูวเตียะ อ้าเฉียะ” แปล วันนี้ฉันไปขุดมัน ถ้าขุดได้ก็ทิ้งไป ถ้าขุดไม่ได้ก็แบกกลับ ค าตอบ หนามต า * ค าทายที่เกี่ยวกับกระดุม ค าถาม “งัวฉือหว่าทาบ่าทูว กูวบ่าหวุ่วเลีย อ้าเฉียะ”


93 แปล อะไรเอ่ย ดักสัตว์ข้างนี้ ไปติดดักข้างโน้น” ค าตอบ หนี่จือ (กระดุม) 3.2. ปริศนาคา ทายทเี่กี่ยวกับของใช้ภายในบ้าน * ค าทายที่เกี่ยวกับบ้าน ค าถาม “งัวสะถี่มาจั่วมา อี่แนะคูวแมะถีตูวจาเดีย อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ใต้ร่มคันใหญ่มีทหารเป็นพัน ค าตอบ บ้าน * ค าทายที่เกี่ยวกับฮีชูดา ค าถาม “งัวแมะถี่พือจั่วมา อี่นาคูวมาถีว้าลีถูวต้างู อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีทหารกองพันหนึ่ง มีแต่เจาะรูจมูกทุกนาย ค าตอบ ฮีชูดา * ค าทายที่เกี่ยวกับบ้องยาสูบ (ข่าคุ๊) ค าถาม “อี่แถซี อาตุชือ อี่แนคูว อ้าหลู่มจู้ว อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ก่อไฟที่ข้างบน แต่ไปเดือดข้างล่าง ค าตอบ บ้องยาสูบ (ข่าคู้) * ค าทายที่เกี่ยวกับเขียง ค าถาม “วีหญะจัว อี จูวเปียเตอ” แปล อะไรเอ่ย มีแขกเมื่อไรต้องเป็นเรื่อง ค าตอบ ฆั่วโตตี (เขียง) * ค าทายที่เกี่ยวกับมาฟูว ค าถาม “เฮฝุฮีเงียะ ชือกุลาชาถึ แปล อะไรเอ่ย คนท้องป่ องเฝ้าบ้าน คนขาเป๋ ไปล่าสัตว์ ค าตอบ มูพูว * ค าทายที่เกี่ยวกับท่อนฟื น ค าถาม “อี้ฉี่อี่วู่กูรูเยียะ อาเฉียะ”


94 แปล อะไรเอ่ย เอาขี้ตนเองเป็นหมอน ค าตอบ ซือทูเบ (ท่อนฟื น) * ค าทายที่เกี่ยวกับไม้กวาด ค าถาม “อี่แถจือลา กึกุกึเมียหรึ หรึ อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย เช้าเมื่อไหร่เข้าออกแต่ละห้องทั่วบ้าน ค าตอบ ฮีจูว (ไม้กวาด) * ค าทายที่เกี่ยวกับตะกร้า ค าถาม “ถี่กูถี่ดูว อี้เมียสื่อหลี่” แปล อะไรเอ่ย ทั้งตัวมีแต่ตา ค าตอบ กาทูว (ตะกร้า) * ค าทายที่เกี่ยวกับเตาสามขา ค าถาม “หล่าชูวซาหวั่วมาอี้วู่ทือถี่มาอยู่ว อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย สามคนแต่สวมหมวกใบเดียวกัน ค าตอบ ชาจู่ว (เตาสามขา) * ค าทายที่เกี่ยวกับกระบอกน ้า ค าถาม เยียะแถกู่ดื่อมาดื่อ อีหล้าแถ เมียะบีฉูว ฉูว อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย ตอนไปสนุกสนานครื้นเครง ตอนกลับน ้าตาไหลพราก ค าตอบ ปาถู่ (กระบอกน ้าที่ท าจากไม้ไผ่) * ค าทายที่เกี่ยวกับเข็ม ค าถาม “ทาบูว กัวเปอ ตา อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย แทงข้างนี้ไปออกข้างโน้น ค าตอบ หวู่ (เข็ม) * ค าทายที่เกี่ยวกับซึง ค าถาม “งัวอ้าหมีซาหวั่วจัว โว้กุรูถี่มาอยู่ว อ้าเฉียะ” แปล อะไรเอ่ย มีลูกสาวสามคน แต่ใช้หนุนหมอนใบเดียว ค าตอบ ชือบือ (ซึง)


Click to View FlipBook Version