รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ควมรู้ ภูมิปัญญาดา ้ นการดูแลสุขภาพของแม่และเด ็ กชนเผา่อ่าข่า โครงการสร ้ างฐานเด ็ กเล ็ กก่อนวยัเรียนบนพ้ื นที่สูง สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) สนับสนุนโดย Bernard van Leer Foundation, The Netherlands
ค าน า การจดัการศึกษาสา หรับชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยน้ันเพิ่งมีข้ึนในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาตาม นโยบายรวมพวกของรัฐบาล (Integration Policy) นโยบายดังกล่าวท้งัในเชิงโครงสร้างและเชิงปฏิบัติจริงๆ แล้วเป็ น นโยบายการผสมกลมกลืน (Assimilation) หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบนัที่สอนอยู่ในโรงเรียนทุกๆ แห่งใน เมืองไทยน้ันเป็นหลักสูตรเดี่ยว (เป็นหลักสูตรเดียวกันกับที่ใช้สอนท้งัเด็กในเมืองและเด็กชนกลุ่มน้อยในชนบท) การจดัการศึกษาที่ไม่เหมาะสมให้แก่เด็กชาวไทยภูเขาน้ันไดส้ ่งผลกระทบต่อเด็กชาวไทยภูเขาที่ได้รับการศึกษาใน ลกัษณะน้ีอยา่งมากจา นวนเด็กนกัเรียนที่ออกจากระบบศึกษาในระดบัต่างๆ มีจา นวนเพมิ่ข้ึน มีความสบัสนและความไม่ แน่ใจเกี่ยวกบัแนวทางที่วา่มรดกทางวฒันธรรมของเขาจะไปร่วมกนัไดก้บัวฒันธรรมที่ใหญ่กวา่เช่นวฒันธรรมตะวนัตก ที่พวกเขาถูกดูดซึมเขา้ไปน้นั ไดห้รือไม่ การศึกษาที่จดัใหใ้นปัจจุบนัมีการอบรมเด็กและเยาวชนเกี่ยวกบัชีวติสิ่งแวดลอ้มในเมืองและการอพยพเข้าไปใน เมืองมากข้ึน สภาพการณ์ดงักล่าวไดน้า มาซ่ึงปัญหาและประเด็นต่างๆ ที่เด็กและเยาวชนเหล่าน้ีต้องเผชิญโดยปราศจาก ความรู้สึกภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวฒันธรรมของตนเองการแพร่ระบาดของยาเสพติดในแหล่งชุมชนแออดัในเมือง การขยายตัวของชุมชนแออัดเอง รวมท้งัภยัคุกคามตวัใหม่ที่แพร่ระบาดอยา่งรวดเร็วของเช้ือเอชไอวี/เอดส์ยาเสพติด ประเด็นเหล่าน้ีลว้นเป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องรับมือดว้ย นอกจากน้นัมีปัญหาการจา้งแรงงาน เช่น สภาพการทา งานที่ไม่ดีและ การขาดแคลนแรงงานที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆ ดงักล่าวผูว้ิจยัเห็นว่าเกิดข้ึนเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่เด็กๆ และเยาวชนชาวไทยภูเขาเหล่าน้นั ได้รับโดยตรง ขณะที่ในส่วนของมรดกทางวฒันธรรม เช่น ระบบการนับถือผูอ้าวุโส กฏหมายจารีต ประเพณีและ กฏเกณฑ์การควบคุมความประพฤติที่มีอิทธิพลในการควบคุมพฤติกรรมเยาวชนน้นั ไดสู้ญหายไป เนื่องจากกระแสการ คุกคามของวัฒนธรรมที่เขม้แขง็กวา่และมีลกัษณะครอบงา ที่มีต่อวฒันธรรมทอ้งถิ่น วัฒนธรรมที่เคยยอมรับและไว้วางใจ เหมือนวัฒนธรรมของตนเอง มีองคป์ระกอบหลายอยา่งที่ถูกรวมอยใู่นงานวจิยัน้ีเพอื่ใหม้ีความมนั่ใจวา่จะเกิดความยงั่ยนื สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย การประสานกบัตวัแทนหน่วยงานภาครัฐที่เหมาะสม เน้ือหาของรายงานวิจยัน้ีจะ เป็นการศึกษาเกี่ยวกบัองคค์วามรู้ภูมิปัญญาดา้นการดูแลสุขภาพของแม่และเด็กของชนเผา่อ่าข่า รายงานวิจยัฉับบน้ีผูท้า วิจยัหวงัเป็นอยา่งยงิ่ว่าขอ้มูลที่ไดจ้ากการศึกษาในคร้ังน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผูที่สนใจ ้ หากมีขอ้บกพร่องต่างๆ ผวู้จิยัต้องขออภยัณ โอกาสน้ีดว้ย และยนิดีนอ้มรับคา ติชม เพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้ดียงิ่ๆ ข้ึน ในโอกาสต่อไป คณะท างาน
สารบัญ หน้า ค าน า บทที่ 1 บทน า 1 บทที่ 2 ประวตัิศาสตร ์ และขอ ้ มูลพ้ืนฐานเกี่ยวกบั ่อาข่า 8 บทที่ 3 สภาพทวั่ ไปของหมู่บา ้ นศึกษาวิจยั 31 บทที่ 4 ความเชื่อเกี่ยวกบัชาติภพ การเกิดและหน้ีกรรมของชีวิต 45 บทที่ 5 พิธีกรรม และการปฏิบตัิตวัที่เกี่ยวขอ ้ งกบัแม่และเดก ็ 49 บทที่ 6 อาหารและการดูและสุขภาพของแม่และเดก ็ แบบพ้ืนบ้าน 57 บทที่ 7 ความเชื่อเกี่ยวกบัการดูแลรักษาสุขภาพเดก ็ 61 บทที่ 8 พัฒนาการของทารกแต่ละช่วงอายุชื่อเรียกของชนเผา่ 64 บทที่ 9 นันทนาการ และศิลปหัตถกรรมที่เกี่ยวขอ ้ งกบัเดก ็ 68 บทที่ 10 นิทานส าหรับเด็ก 105 บทที่ 11 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 119 ภาคผนวก บรรณานุกรม
บทที่ 1 บทน า ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา พ้นืที่ภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างลงมาจนถึงภาคกลางฝั่งตะวนัตกมีกลุ่มชาตพนัธุ์หลากหลายกลุ่ม ที่ต้งัถิ่นฐานอยบู่นพ้นืที่สูงของประเทศไทย ทางราชการไดใ้ชช้ื่อเรียกรวมวา่“ชาวเขา” สา หรับกลุ่มชาติพนัธุท์ ี่ไดร้ับการ ยอมรับจากทางราชการว่าเป็นพลเมืองไทย ซ่ึงมีอยดู่ว้ยกนั 9 เผ่า ไดแ้ก่กะเหรี่ยง มง้(แมว้) เมี่ยน(เยา้) ลาหู่(มูเซอ)ลีซู (ลีซอ)อ่าข่า(อีกอ้)ลวัะถิ่น และขมุต่อมาไดน้บัรวมชนเผา่มลาบรีเขา้ไวด้ว้ย จึงรวมเป็น 10 กลุ่มเผา่ส่วนกลุ่มชาติพนัธุ์ ส่วนน้อยอื่นๆ ทางราชการยงัไม่ให้การับรองว่าเป็นชาวเขาในประเทศไทย กลุ่มชาติพนัธุ์ส่วนน้อยเหล่าน้ีต้งัถิ่นฐาน กระจายตัวอยู่ใน 20 จังหวดัได้แก่เชียงราย พะเยา น่าน แพร่เชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ล าพูน ล าปาง ตาก สุโขทัย กา แพงเพชรเพชรบูรณ์เลยอุทยัธานีกาญจนบุรีราชบุรีเพชรบุรีและประจวบคีรีขนัธ์ สรุปข้อมูลจ านวนประชากรของชนเผ่าในประเทศไทย ล าดับที่ กลุ่มเผา่หมู่บา้น จ านวนประชากร ครอบครัว จ านวนคน รวมเป็ นร้อยละ 1 ปกาเกอะญอ 1,968 81,090 411,670 47.51 2 ม้ง 247 18,162 145,196 16.76 3 ลาหู่ 412 17,034 95,917 11.06 4 อ่าข่า 275 11,340 65,595 7.56 5 เมี่ยน 172 6,490 43,017 4.96 6 ลีซู 156 8,435 42,782 4.93 7 กะถิ่น 137 5,454 33,171 3.83 8 ลัวะ 64 3,539 18,585 2.14 9 ขมุ 41 2,214 10,540 1.22 10 มลาบรี 2 63 276 0.03 รวม 3,492 153,821 866,749 100.00 ที่มา: สถาบนัวจิยัชาวเขา มหาวทิยาลยัเชียงใหม่, มีนาคม 2545
อย่างไรก็ตามการเข้าด าเนินการกับชุมชนบนพ้ืนที่สูงของรัฐ นับต้ังแต่ที่ได้มีการแต่งต้ัง “คณะกรรมการ สงเคราะห์ชาวเขา” ข้ึนในปี2502 เป็นตน้มา ลว้นวางอยบู่นพ้นืฐานที่วา่ชาวเขาเหล่าน้ีเป็นตน้เหตุแห่งปัญหาต่างๆ ที่รัฐ จะต้องเขา้ไปแกไ้ข โดยเฉพาะในช่วงตน้ ปี2500 ที่เกิดสงครามแยง่ชิงประชาชน รัฐบาลหวาดระแวงวา่กลุ่มชนบนพ้ืนที่ สูงจะเขา้ร่วมกบัฝ่ายตรงขา้ม จึงพิจารณาว่าชาวเขาเหล่าน้ีอาจเป็นภยัต่อความมนั่คงของประเทศไดด้ว้ยกล่าวไวว้่าการ พฒันาชาวเขาของภาครัฐเกิดจากฐานคิดที่จะแกป้ ัญหาอนัเกิดจากตวัชาวเขามากกว่าที่จะกา หนดข้ึนจากการคา นึงถึง ศกัยภาพที่กลุ่มชนบนพ้นืที่สูงมีอยเู่ป็นทุนเดิม รัฐคาดหวงัว่าจะใชก้ารศึกษาจะเป็นเครื่องมือสา คญั ในการที่จะผสมกลืนกลายให้ชาวเขาเป็นพลเมืองไทยที่มี คุณภาพซึ่งในระดับประเทศรัฐได้ใช้หลักสูตรการประถมศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2521 อันเป็ นหลักสูตรเดี่ยว ในโรงเรียน ประถมศึกษาทวั่ประเทศโดยตลอด รวมท้งัโรงเรียนในชุมชนต่างๆบนพ้ืนที่สูง อันมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบคือ ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ต่อมาในปี2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ได้ริเริ่ม โครงการ “ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.)” และได้ประกาศใช้หลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขต ภูเขา พ.ศ. 2524 โดยไดเ้ริ่มเปิดโอกาสให้มีการพฒันาหลกัสูตรทอ้งถิ่นได้ถึงแมจ้ะเพียงเล็กน้อยก็ตาม อยา่งไรก็ตาม หลักสูตรศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา แท้จริงแล้วเป็ นการน าวัตถุประสงค์การเรียนรู้มาจากหลักสูตรการ ประถมศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2524 น้ันเอง ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่าการศึกษาส าหรับเด็กในวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง มีสอง หน่วยงานหลกัเป็นผรู้ับผดิชอบ ไดแ้ก่สปช.และกศน. โดยทวั่ ไปเด็กก่อนวยัเรียนบนพ้นืที่สูงมีส่วนนอ้ยมากที่มีโอกาสเขา้สู่ศูนยพ์ฒันาเด็กก่อนวยัเรียน ซ่ึงยงัมีอยนู่ ้อย ในชุมชนบนพ้ืนที่สูง หน่วยงานที่ท าหน้าที่พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเหล่าน้ีได้แก่กรมการพัฒนาชุมชน กรม ประชาสงเคราะห์สปช.และกศน. บางแห่ง ถึงแม้ความสนใจเกี่ยวกับการบูรณาการวฒันธรรมที่เป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพนัธุ์บนพ้ืนที่สูง เขา้สู่ระบบ การศึกษาจะไดร้ับความสนใจและเป็นที่กล่าวถึงกนัมากข้ึน ส่วนใหญ่แลว้เป็นความสนใจสา หรับเด็กในวยัเรียนที่เขา้ ศึกษาในโรงเรียนหรือในศูนยก์ารศึกษาชุมชน แต่ความคิดดังกล่าวยงัไม่แพร่มายงัศูนยพ์ฒันาเด็กเล็กก่อนวยัเรียน สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) ไดอ้าศยัฐานคิดวา่การปลูกฝังคุณค่า ทางวฒันธรรมต้งัแต่เมื่อยงัเป็นเด็กปฐมวยัอนัจะช่วยเสริมสร้างฐานวฒันธรรมที่มนั่คงและสามารถพฒันาเด็กไปสู่ความ เป็นผูใ้หญ่ที่มองเห็นคุณค่าของสังคมในระดบัต่างๆ แต่ในการดา เนินงานที่ตามแนวความคิดน้ีจา เป็นต้องมีความรู้และ ความเขา้ใจเกี่ยวกบัภูมิปัญญาชนเผา่ ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพอนามยัแม่และเด็ก และการเล้ียงดูเด็กเล็ก ดว้ยเหตุน้ีจึง จ าเป็ นต้องศึกษารวบรวมองคค์วามรู้ในเรื่องที่เกี่ยวขอ้งเหล่าน้ีเพื่อจะไดน้า มาใชป้ระโยชน์ในการดา เนินกิจกรรมของ โครงการ
เฉพาะในส่วนของชนเผ่าอ่าข่า ซ่ึงมีประชากรมากเป็นอนัดบั 4 ในบรรดากลุ่มชาติพนัธุ์บนพ้ืนที่สูงคือ65,595 คน (ข้อมูลปี 2545) และมีประชากรกระจายอยใู่นภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่างบางส่วน สมาคม IMPECT ได้ เลือกหมู่บา้นอ่าข่าจา นวน 2 หมู่บา้น คือ บา้นอาแยอยใู่นพ้นืที่อา เภอพร้าวจงัหวดัเชียงใหม่และบา้นผาหมีอา เภอแม่สาย จงัหวดัเชียงราย เป็นพ้นืที่หลกัในการศึกษาวิจยัและดา เนินโครงการเป็นการนา ร่อง บา้นอาแยน้นัเป็นกลุ่มอ่าข่าที่เรียกว่า ลอม้ีอ่าข่า บา้นผาหมีจะเรียกว่ากลุ่ม ผาหมีอ่าข่า ซ่ึงยงัคงรักษาวฒันธรรมประเพณีของตนไวไ้ดด้ีมากและหมู่บา้นที่ได้ เลือกเขา้ร่วมโครงการน้ีมีหน่วยงานพฒันาของทางราชการเข้าไปให้บริการชุมชนแลว้การศึกษาวิจยัน้ีนอกจากเป็ นการ รวบรวมองคค์วามรู้ที่เกี่ยวขอ้งดงักล่าวแลว้ยงัเป็นที่คาดหวงัวา่จะเสริมสร้างกระบวนการปลูกจิตสา นึกในการเล้ียงดูเด็ก โดยใชฐ้านวฒันธรรมประเพณีของตน สา หรับพอ่แม่ผปู้กครองและแกนนา ชุมชนไดด้ว้ย วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย 1. เพอื่รวบรวมภูมิปัญญาของชนเผา่อ่าข่าเกี่ยวกบั ประเพณีการเกิดและการเล้ียงดูเด็กตามประเพณี 2. เพอื่รวบรวมสื่อพ้นืบา้นของชนเผา่อ่าข่าที่ใชใ้นการอบรมเล้ียงดูเด็กเล็ก 3. เพื่อใช้กระบวนการการวิจัยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการรวบรวมองคค์วามรู้ที่ต้องการ 4. เพอื่ปลูกจิตสา นึกใหชุ้มชนเกิดความตระหนกัและเห็นคุณค่าของการเล้ียงดูเด็กเล็กตามประเพณีของชนเผา่อ่าข่า สา หรับขอบเขตของเน้ือหาการศึกษาน้ีมุ่งความสนใจไปที่ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกบัการต้งัครรภ์การดูแล สุขภาพระหว่างต้งัครรภ์การคลอด การปฏิบตัิตวัหลังคลอดของมารดา การพัฒนาการของเด็ก รวมท้งัการเล่น พ้นืบา้น สุภาษิต คา พงัเพย บทเพลงกล่อมเด็ก นิทาน ระเบียบวิธีการศึกษา การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจากชาวบา้นในหมู่บา้นเป้าหมายเข้าร่วม กระบวน การศึกษา เช่นการจดัประชุมในระดบัชุมชน เพอื่ใหช้าวบา้นร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องต่างๆ ที่ศึกษาอยู่โดยเฉพาะในเรื่อง เกี่ยวกบัวถิีความเป็นอยขู่องชุมชน รวมท้งัเรื่ององคค์วามรู้ภูมิปัญญาสา หรับแม่และเด็ก ก่อนที่จะกา หนดแนวทางในการ รวบรวมขอ้มูลในข้นัต่อไปเป็นวิธีการวิจยัจากมุมมองของชาวบา้น ในดา้นความรู้ภูมิปัญญาของแม่และเด็กชนเผา่อ่าข่า ในทัศนะและความต้องการของชาวบ้าน โดยได้รวบรวมข้อมูลและทัศนะของชาวบ้านด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญาส าหรับ แม่และเด็ก จากการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับชุมชน สร้างเป็นแนวคา ถามและการสัมภาษณ์ทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคล ในการศึกษาคร้ังน้ีมีการเก็บขอ้มูลท้งัแบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ข้อมูลเชิงปริมาณได้จาก แบบสอบถาม ระดบัครัวเรือน โดยสา รวจในครัวเรือนที่มีเด็กเล็กในหมู่บา้นบางแห่ง ขอ้มูลเชิงคุณภาพได้จากแบบสัมภาษณ์ ท้งับุคคล และกลุ่ม การสัมภาษณ์รายบุคคลโดยเฉพาะผูรู้้และผู้เชี่ยวชาญในดา้นการเล้ียงดูเด็กการสัมภาษณ์กลุ่มน้ันทา โดยการ
ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กับชาวบา้นแต่ละหมู่บา้น เช่นการพูดคุยกับกลุ่มผูเ้ชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ของชนเผ่า ตลอดจนมีการจดั ประชุมเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนในพ้ืนที่เป็นกระบวนการที่ชาวบา้นร่วมคน้หาสภาพปัญหา ดา้นองค์ ความรู้ภูมิปัญญาประเพณีวฒันธรรมของชนเผ่าตนเอง และในขณะเดียวกนัไดร้่วมกนัคิดคน้หาแนวทางการแกไ้ขปัญหา ร่วมกนัสิ่งที่สา คญัของกระบวนการน้ีคือ เป็นจุดเริ่มของการสนับสนุน การแลกเปลี่ยนองคค์วามรู้ซ่ึงจะนา ไปสู่การ ถ่ายทอดภูมิปัญญาพ้นืบา้นในดา้นการดูเลเล้ียงดูเด็กของชนเผา่อ่าข่า เพอื่จะไดถ้่ายทอดสู่รุ่นลูกหลานต่อไป วิธีการและขั้นตอนในการด าเนินงาน เริ่มจาการประชุมเจา้หน้าที่ที่เกี่ยวขอ้งเพื่อเตรียมการและวางแผนการดา เนินงาน แลว้จึงจดั ประชุมชาวบา้นใน หมู่บา้นเป้าหมายเพอื่ทา ความเขา้ใจโครงการร่วมกนัและระดมความคิดในประเด็นที่เกี่ยวขอ้งจากน้นัจึงนา ขอ้มูลที่ไดม้า พัฒนาเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอ้มูล ซ่ึงต่อมาไดพ้ฒันาและใชเ้ครื่องมือต่างๆ ดงัต่อไปน้ี 1. แบบสอบถามระดับชุมชน 2. แบบสังเกตการณ์ 3. แบบสัมภาษณ์ครูสอนเด็กเล็ก 4. แบบสัมภาษณ์เด็กเล็ก 5. แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 6. เครื่องบันทึกเสียง 7. กลอ้งถ่ายรูป เครื่องมือเก็บขอ้มูลไดถู้กนา ไปทดลองใช้ปรับแกไ้ขและนา ไปใชเ้ก็บขอ้มูลในประเด็นต่างๆในหมู่บา้นที่ศึกษา ส่วนใหญ่ขอ้มูลเชิงปริมาณไดจ้ากแบบสอบถามระดบัชุมชน และขอ้มูลเชิงคุณภาพไดจ้ากการสัมภาษณ์บุคคลและ การจัดเวทีเสวนาในระดับชุมชน รวมท้งัการจดัประชุมเชิงปฏิบตัิการร่วมกนัขอ้มูลท้งัหมดถูกน ามาประมวลผล และ วเิคราะห์ร่วมกนัเป็นระยะๆ จากน้นัจึงจดัทา รายงานฉบบัร่างแลว้นา เสนอต่อชุมชนและผทู้รงคุณวฒุิไดแ้ก่คุณไกร สิทธ์ิสิทธิโชดก (อาทู่ ปอแฉ่) ผูอ้ านวยการสมาคมอ่าข่าเชียงรายคุณอาจูจูเปาะ นักวิชาการอ่าข่าคุณลอกอ หม่อโป๊ะกู่นกัวชิาการประวตัิศาสตร์ และผทู้รงคุณวฒุิหลายๆ ท่านของชมรมอ่าข่าในประเทศไทยเพอื่ใหข้อ้วจิารณ์ และขอ้คิดเห็นเพมิ่เติม แลว้จึงนา มาปรับปรุงเป็นรายงานคร้ังสุดทา้ย ระยะเวลาการด าเนินการ ระยะเวลาในการดา เนินการศึกษาขอ้มูลในภาคสนามแบ่งออกเป็นช่วงๆดงัน้ี ช่วงแรก ไดอ้อกศึกษาทดลองใชแ้บบสอบถามต่างๆ และดา เนินการศึกษาวจิยัในหมู่บา้นเป้าหมาย
ช่วงที่สองได้ออกเดินทางไปศึกษาในหมู่บา้นเป้าหมายและหมู่บา้นอื่นๆ ของชนเผา่อ่าข่าเพอื่เป็นการตรวจสอบ วา่ขอ้มูลที่ไดม้าถูกต้องและครบถว้นหรือไม่รวมท้งัเป็ นการแลกเปลี่ยนความคิด ค้นหาสภาพปัญหาของชุมชน โดยเปิ ด เวทีให้ชาวบ้านท้งัชายและหญิง เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของชุมชนและองคค์วามรู้ต่างๆ ที่ไดเ้ก็บมา ร่วมกนั ในระยะแรก ขั้นตอนในการด าเนินงาน น าเครื่องมือไปใช้ 2. ระดับชุมชน 1. ระดบักลุ่ม (ผรูู้้/ผอู้าวโุส) 3. เวทีระดบัหมู่บา้น 4. ระดับครอบครัว 5. ระดับบุคคล (ครู/เด็ก) จัดประชุมเจ้าหน้าที่เตรียมการ วางแผนการด าเนินงาน ประชุมชาวบ้านแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และข้อคิดเห็น ทดลองใช้เครื่องมือ การสร้างเครื่องมือส าหรับงานวิจัย ปรับปรุงเครื่องมือ น าเครื่องมือไปใช้ การวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล น าเสนอข้อมูลรายงานให้ ชาวบ้าน วางแผนกา หนดกิจกรรม ภาคปฏิบัติ ดา เนินกิจกรรมตามแผน การประมวลผล เสนอผู้ทรงคุณวุฒิ ปรับปรุงรายงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้เอกสารรายงานผลการศึกษาวจิยัที่เป็นองคค์วามรู้เกี่ยวกบั ประเพณีการเกิด การดูแลสุขภาพแม่และเด็กและ การอบรมเล้ียงดูเด็กเล็กของเผา่อ่าข่า 2. เกิดเวทีพดูคุยและความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวขอ้งกบัการพฒันาเด็กเล็ก 3. เกิดความร่วมมือระหวา่งชุมชนอนั ประกอบดว้ยผนู้า ชุมชน ผอู้าวโุส ผูรู้้และผปู้กครองเด็กเล็กกบัศูนยพ์ฒันา เด็กเล็กในการพฒันาหลกัสูตรวฒันธรรมและสื่อต่างๆ เพอื่ใชใ้นการจดักิจกรรมสา หรับเด็กเล็กเช่น สื่อวดีีทศัน์ แถบบันทึกเสียง Compact Disc และหนงัสือรวบรวมบทเพลง นิทานพ้นืเมืองและสื่อพ้นืบา้นต่างๆ 4. ชาวบา้นเกิดความเขา้ใจและเห็นความส าคัญของงานวิจัยเพื่อชุมชนและสามารถน าความรู้จากการวิจัยมาปรับใช้ เพื่อการพัฒนาเด็กเล็กได้ 5. ชาวบา้นเกิดความมนั่ใจในการนา คุณค่าวฒันธรรมประเพณีมาใช้ท้งัในการแกป้ัญหาและพฒันาชุมชนของ ตนเองได้ 6. รู้ถึงองคค์วามรู้ระบบภูมิปัญญาแบบดงั่เดิม วถิีการดา เนินชีวติของเผา่อ่าข่า 7. ชุมชนเกิดความตระหนกัและรู้ถึงคุณคา่ทางวฒันธรรม องคค์วามรู้ภูมิปัญญาของแม่และเด็กของชนเผา่ ได้ 8. ชุมชนเกิดความร่วมมือที่จะร้ือฟ้ืนและสืบทอดในดา้นวฒันธรรมของตนเองมากข้ึน 9. ชุมชนสามารถแกไ้ขปัญหาโดยใชม้ิติทางวฒันธรรมเป็นฐานไดด้ว้ยตนเองมากข้ึน
บทที่2 ประวตัิศาสตร ์ และข้อมูลพ ื น้ฐานเกยี่วกบ่อั าข่า ประวัติความเป็ นมาของอ่าข่า อ่าข่ามีตน้กา เนิดอยู่ในมณฑลยูนาน ซ่ึงปัจจุบนัอ่าข่าส่วนใหญ่ก็ยงัต้งัถิ่นฐานอยู่ที่เดิม แต่บางส่วนได้ทยอย อพยพลงมาทางตอนใต้ของประเทศจีน ราวกลางคริสตวรรษที่ 19 ชนเผ่าอ่าข่าจา นวนมากเขา้ไปอยใู่นแควน้เชียงตุง ซ่ึง เป็นชายแดนตะวนัออกของรัฐฉานประเทศพม่าในปัจจุบนัและไดเ้ขา้ไปอยปู่ระเทศลาวเวยีดนาม และประเทศไทย สาเหตุของการอพยพออกจากถิ่นฐานเดิมน้ันมีหลายสาเหตุเช่น ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง การ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ปัญหาการขาดแคลนที่ทา กิน และปัญหาโรคภยัไขเ้จ็บต่างๆ เพื่อความสันติสุขของวิถีชีวิต และทรัพย์สินจึงต้องอพยพจากถิ่นฐานเดิม อ่าข่าเขา้มาอยใู่นประเทศไทยประมาณปีพ.ศ.2446 ในเขตอา เภอแม่สายแม่จนัจงัหวดัเชียงรายเดิมทีน้นัอ่าข่า ไดเ้ขา้มาต้งัรกรากอยทู่างตอนเหนือของแม่น้า คา ในจงัหวดัเชียงราย อ่าข่า เป็นสา เนียงเสียงพดูที่เรียกชนเผา่ตวัเองที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากเนสา เนียงเสียงที่ชนเผา่น้ีไดใ้ชม้านาน และ ยอมรับร่วมกนัจากชาวอ่าข่าในประเทศจีน,พม่า,ลาว,เวยีดนาม และประเทศไทย ภาษาพูด อ่าข่าเป็นกลุ่มชนเผา่ที่ถูกจดัภาษาพดูใหอ้ยใู่นกลุ่ม “ธิเบต-พม่า” สาขา “โลโล-พม่า” ซ่ึงในแขนงน้ีมีชนเผ่ากลุ่ม อื่นๆ คือ ชนเผา่ลาหู่และลีซูร่วมอยดู่ว้ย ซ่ึงมีภาษาพดูและมีสา เนียงที่คลา้ยคลึงกบัภาษาอ่าข่า นอกจากชนเผา่ลาหู่และลีซู แลว้ยงัไม่ปรากฏที่ชดัเจนวา่มีเผา่ ใดบา้งที่สา เนียงและภาษาพดูที่คลา้ยกบั ่อาข่า อ่าข่าน้ันแต่เดิมไม่มีภาษาเขียน จากตา นานมีการเล่าจานกันมาว่าในอดีตอ่าข่าเคยมีภาษาเขียน โดยได้จารึก ตวัอกัษรไวบ้นแผ่นหนังควายแต่เมื่อเกิดศึกสงครามก็ไดม้ีขอ้ตกลงว่า เผาหนังควายกินแลว้ใชส้มองจดจา ไวด้ีกว่าอีก สาเหตุหน่ึงก็คือ มีความลา บากในการเก็บรักษาและลา บากต่อการขนยา้ย ดังน้ันอ่าข่าจึงใช้ระบบความจา เรื่อยมา เพื่อในการสืบทอดพิธีกรรมประเพณีวัฒนธรรม และจารีตประเพณี รวมท้งัการด ารงวิถีชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน
ภาษาของอ่าข่าได้แบ่งความยากง่ายในการสื่อสารอยู่หลายระดับคือ 1. ภาษาที่ใชส้ื่อสารกบัวยัเด็ก ซ่ึงมีความแตกต่างกบัภาษาทวั่ ไป เช่น “น้า ” ก็จะใชค้า วา่“อ่าอะ” เมื่อต้องการสื่อสาร กบัเด็กในขณะที่ภาษาผใู้หญ่ก็จะเรียกวา่“อ้ีจุ” 2. ภาษาทวั่ ไป ซ่ึงจะเป็นภาษาที่สื่อสารกนั ในชีวติประจา วนั ไม่มีความสลบัซบัซอ้นเท่าใดนกั 3. ภาษาสุภาษิต และบทสวดในพิธีกรรมต่างๆ เช่น งานศพหรือบทอวยพรเนื่องในงานสา คญัเช่น พิธีแต่งงาน, เทศกาลโลชิงชา้ดงั่ตวัอยา่งของคา วา่น้า ในการพดูตามชีวติประจา วนัเรียกวา่ อี้จุแต่ในบทสวดพดูส้นัวา่ อี้เป็ น ต้น ภาษาอ่าข่าเป็นเสียงสา เนียงอนัเป็นสื่อที่แสดงถึงความเป็นเผ่าพนัธุ์ที่มีเอกลกัษณ์เฉพาะของตนเองเหมือนชนชาติ อื่นๆ ในข้นัพ้ืนฐาน มนุษยท์ุกชนชาติทุกเผ่าพนัธุ์มีภาษาซ่ึงเกิดจากเสียง เพื่อใช้ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ ระหวา่งซ่ึงกนัและกนัหรือในภาษาอ่าข่าเรียกกวา่“ด่อ” การสื่อสารภาษาอ่าข่าแบ่งออกได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้ 1. ภาษาพูด หรือ “แหง่ด่อ” เป็นภาษาที่ใชใ้นการสื่อสารตามชีวิตประจา วนัของอ่าข่า ไม่ว่าจะเป็น การบอกเล่า หรือ สนทนาเพอื่เกิดความเขา้ใจซ่ึงกนัและกนั 2. ภาษาใบ้ หรือ “หละ จอ้ด่อ” มักจะเป็นการสื่อสารกับผูท้ ี่เป็นใบห้รือมีโสตประสาทพิการที่ไม่สามารถพูด เหมือนบุคคลทวั่ ไปได้หรือหากบุคคลธรรมดาจะใชก้ ็เป็นการใชป้ระกอบเมื่อสื่อสารขณะที่อยหู่ ่างไกลกนัซ่ึง ต้องพดูพร้อมกบัการใชม้ือใบป้ระกอบไปดว้ย หรือเมื่อมีความประสงค์ต้องการความเงียบ เช่น เวลาออกหาของ ป่า หรือในการล่าสตัว์เป็นตน้ 3. ภาษาร้อง หรือ “ชะ ด่อ” เป็นภาษาบทเพลง ที่ชนเผา่อ่าข่าจะใชใ้นโอกาสต่างๆ อันเป็ นภาษาที่ใชส้ื่อเพอื่ถ่ายทอด องคค์วามรู้ภูมิปัญญาและแสดงออกถึงความรักความเศร้าความสุขถ่ายทอดออกมาโดยบทเพลง 4. ภาษาสวด หรือ “โท้ด่อ” เป็นภาษาที่ใชใ้นโอกาสพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะตอนมีกิจกรรมประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนา เช่น งานบุญ งานศพ พธิีกรรมรักษาคนเจบ็ ป่วย หรือการขอพรจากสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิหรือจากบรรพบุรุษ เป็น ต้น 5. ภาษาเครื่องหมายและสัญลกัษณ์ชนเผ่าอ่าข่ามีการใชท้ ้งัในพิธีกรรมและใชใ้นช่วงมีการออกเดินทางเขา้ป่าเช่น สัญลักษณ์ “ตาแหล๋ว” หรืออ่าข่าเรียกว่า “ด้า แล้” เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงห้ามไม่ให้ผูใ้ดทา การละเมิดรุก หรือตดัไมใ้นบริเวณน้นัๆ นอกจากน้ีมีการใชเ้ครื่องหมายสัญลกัษณ์ในชีวิตประจา วนัเช่น เมื่ออ่าข่าเดินทางเขา้ป่า เป็นกลุ่มๆ เพื่อใชใ้นการ สื่อสาร ใหเ้พอื่นที่เดินตามมาทีหลงัทราบวา่ควรจะเดินตามไปทางใด อ่าข่าเรียกวา่“อา้ ปะแขะ เฉ่ว” หรือในกรณีที่เดิน
เขา้ป่าที่ไม่มีทางเดินก็มกัจะทา การฟันเปลือกตน้ ไมเ้พื่อไม่ให้หลงทาง หรือใช้เสียงตะโกนดัง เพื่อบอกให้เพื่อนร่วม เดินทางเขา้ใจวา่เราอยตู่รงบริเวณใด หรือ บางทีก็ใชเ้ครื่องมือช่วย เช่น ตดัไมไ้ผข่นาดเล็กท าเป็ นปี่ และเป่ า เพื่อให้บุคคล อื่นๆที่มาดว้ยกนัรู้ตา แหน่งบริเวณที่อยขู่องตนหรืออาจใชน้ ิ้วหรือผ่ามือเป่า นอกจากน้ีการใชเ้ครื่องดนตรีเช่น เขาควาย ฯลฯ ซ่ึงลว้นแต่เป็นภาษาเครื่องหมายและสญัลกัษณ์ที่ชนเผา่อ่าข่าใชอ้ยู่ ภาษาเขียน อ่าข่าน้นัมีตา นานเล่าเกี่ยวกบัตวัอกัษรวา่ ในสมยัก่อนน้นัมีภาษาเขียนซ่ึงอ่าข่าเรียกวา่“ส่อง โบะ” เขียนใส่ไวบ้น แผน่หนงัควาย แต่ตามตา นานมิไดก้ล่าวอา้งอิงถึงลกัษณะตวัอกัษรวา่เป็นเช่นใดอีกท้งัไมส้ามารถที่จะคน้พบไดเ้ลยว่าเคย ใชล้กัษณะรูปร่างของตวัอกัษรอยา่งไร ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2512 หรือก่อนหน้าน้ันก็ไม่แน่ชัด ได้มีนักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้พยายามค้นคิด ลกัษณะภาษาเขียนโดการใชอ้กัษรตวัโรมนัเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ศาสนาไดก้บัชนเผ่าต่างๆในประเทศเมียน มาร์(ประเทศพม่า) หลงัจากสงครามโลกคร้ังที่สองเป็นตน้มาเมื่อประเทศเมียนมาร์(ประเทศพม่า) ไดร้ับเอกราชจากประเทศองักฤษ ก็ทา การปิดพรมแดนเพอื่ไม่ทา การคา้กบัชาวโลก และไม่ใหน้กัเผยแพร่ศาสนาทา การเผยแพร่ศาสนา อีกท้งัไม่ใหช้าวผิว ขาวอาศยัอยใู่นประเทศ หลงัจากน้นัชาวผวิขาวจึงยา้ยเขา้มาอยใู่นประเทศไทย และทา การเผยแพร่ศาสนากบัชนเผา่ต่างๆ ในประเทศไทย พร้อมกบันา ตวัเขียนมาเผยแพร่ไปดว้ย ปัจจุบันได้มีองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการใชต้วัอกัษรไดท้า การปรึกษาหารือและ ทา การพฒันาเปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น อกัษระ พยญัชนะและเสียงวรรณยกุต์เพอื่ใหส้อดคลอ้งและเหมาะสมกบัยคุสมยั เพอื่ปรับใหเ้ขา้กบัเทคโนโลยเีครื่องมือสื่อสารยคุโลกาภิวฒัน์ ถึงแม้ว่าอ่าข่าไม่มีตัวเขียนบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม แต่ยงัสามารถด ารงเผ่าพนัธุ์เช้ือชาติ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรมได้ถึงจวบจนปัจจุบนั โดยการผ่านกระบวนการหรือ พิธีกรรมต่างๆ เช่น การเล่า ต านาน นิทานปรัมปรา บทเพลง บทสุภาษิต ค าพังเพย บทสวดในงานศพและจากการเรียนรู้โดยการปฏิบัติเรื่อยมาจนถึง ปัจจุบัน นอกจากสิ่งที่ไดก้ล่าวมาขา้งตน้แลว้อ่าข่ายงัมีการทองจา ชื่อบรรพบุรุษของตนเอง หรือ “จึ” จากคนคนแรกของ อ่าข่าซ่ึงมีชื่อวา่“ซุ๊มมิโอ๊ะ” ท่องจา เรื่อยมาจนถึงตวัเราเอง ปัจจุบนัสามารถคน้พบในการท่องจา ชื่อบรรพบุรุษของตนเอง ได้ถึง 50-60 ชวั่อายคุน ดงัน้นั ไม่เป็นการยากต่ออ่าข่าที่จะสืบคน้หาความเป็นญาติไม่วา่จะอยใู่นมุมใดของโลกก็ตาม เพราะฉะน้นัชื่อของอ่าข่ามีความสา คญัต่อการต้งัชื่อใหม่ใหก้บัเด็กที่เกิดใหม่เพราะในการต้งัชื่อเด็กน้นัจะต้อง เอาคา สุดทา้ยของฝ่ายบิดานา หนา้และตามดว้ยคา ใหม่ในการต้งัชื่อ ต่อมาเมื่อผา่นหลายชวั่อายคุนไปแลว้ชื่อบรรพบุรุษก็ กลายเป็ นสายตระกูล
แต่ชื่อของฝ่ายผหู้ญิงจะไม่ปรากฏในการนบับรรพบุรุษ เพราะถือวา่หลงัจากแต่งงานฝ่ายผูห้ญิงจะต้องไปร่วมใช้ ชื่อตระกูลของทางฝ่ายสามีและหากสายตระกูลห่างกนัไม่เกิน เจด็ชวั่อายคุนก็ไม่สามารถจะแต่งงานกนัได้ การต้ังชุมชน บ้านเรือน โดยทวั่ ไปแลว้อ่าข่าจะต้งัหมู่บา้นอยบู่นไหล่เขาที่มีความสูงประมาณ 3,000 – 4,000 ฟุตจากระดบัน้า ทะเลและ ในการต้งัชุมชนใหม่ของอ่าข่าจะมีการเลือกทา เลให้เหมาะสม โดยจะมีการเสี่ยงทายดว้ยไข่ซ่ึงการเสี่ยงทายน้ีถือเป็นการ ตดัสินใจว่าจะสามารถต้งัชุมชนไดห้รือไม่ท้งัน้ีอ่าข่าเชื่อว่าหากเวลาโยนไข่เพื่อเสี่ยงทายถา้ไข่แตกแสดงว่าเจา้ที่ดิน บริเวณน้ันอนุญาตให้ต้งัชุมชนได้และถา้โยนไข่สามคร้ังแลว้ไม่แตกก็ถือว่าเจา้ที่ดินในบริเวณน้ันๆ ไม่อนุญาตให้ต้งั ชุมชน ดงัน้ันการต้งัชุมชนของอ่าข่าจึงนา หลกัความเชื่อตามธรรมชาติเขา้มาเกี่ยวขอ้งในเลือกทา เลเพื่อที่จะทา การต้งั ชุมชน สถานที่ต้งัชุมชนนิยมเลือกพ้ืนที่อยหู่ ่างจากแม่น้า หรือหนองน้า หรือพ้ืนที่ราบท้งัน้ีเนื่องจากการแพร่ระบาดของ โรคมาลาเลียเป็ นสาเหตุส าคัญที่ท าให้ชุมชนต้องอยไู่กลจากแม่น้า อีกสาเหตุหน่ึงก็คือ ป้องกนัอุทกภยัน้นัเอง องค์ประกอบในการต้ังหมู่บ้าน อ่าข่ามกัจะนิยมต้งัหมู่บา้นที่มีขนาดโดยเฉลี่ยแลว้ประมาณ 30-50 หลงัคาเรือน หากมีสมาชิกมากเกินไปก็เกรงวา่ จะมีปัญหาดา้นพ้นืที่ทา กิน และถา้ชุมชนใดมีมากกวา่ 50 หลงัคาเรือนข้ึนไปถือวา่ชุมชนน้นัเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ภายในหมู่บานอ่าข่าจะมีพ้ืนที่ส่วนหนึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรม อาทิเช่น ประตูหมู่บา้น ศาลพระภูมิหรือ มิ ซอ้ง บ่อน้า บริสุทธ์ิอซ๊อลอเขาะเสาชิงชา้ลานสนัทนาการเป็นตน้ ลักษณะการสร้างบ้าน สา หรับบา้นที่อยอู่าศยัของอ่าข่าน้นั ในอดีตมีการใชว้สัดุจากธรรมชาติท้งัหมด เช่นไม้ไมไ้ผแ่ละหญา้คา ซ่ึงบา้น อ่าข่าดงั่เดิมทุกหลงัจะใชห้ญา้คามุงมีกาแลติดไวท้ี่หน้าจวั่สองดา้น มีชานระเบียงและระเบียงนอกบา้น ก้นัฝาสองห้อง กวา้งๆโดยฟากไมไ้ผ่ลกัษณะบา้นอ่าข่าน้นัสามารถแบ่งไดเ้ป็น 2 ลักษณะ บ้านแบบที่ 1 “ยุ้ม เอาะ” คือบา้นที่สร้างให้มีพ้ืนที่ภายในส่วนหน้าติดกบัพ้ืนดิน และส่วนด้านหลงัยกพ้ืนส าหรับเอาไวน้อน ซ่ึงอ่าข่า เรียกวา่“ยุ้มเอาะ” โดยภายในบา้นแบ่งออกเป็นสดัส่วน คือ เข้าประตูด้านฝ่ ายชายจะเป็ นห้องนอนของฝ่ ายชายและสามารถใช้ส่วน น้ีเป็ นที่รับแขกดว้ย จากหอ้งนอนของฝ่ายขายจะเป็นหอ้งนอนของฝ่ายหญิงซ่ึงก้นัแยกออกจากกนัดว้ยไมฟ้ากตรงเสาเอก
ของบา้น ดา้นหนา้ระหวา่งหอ้งนอนของฝ่ายหญิงและหอ้งนอนของฝ่ายชายจะมีเตาไฟเพอื่ประกอบอาหาร เหนือเตามีหิ้ง วางของใชต้่างๆ และใกลๆ้ ประตูดา้นฝ่ายหญิงจะมีเตาสา หรับตม้อาหารหมูอีก1 เตา บ้านแบบที่ 2 “ยุ้ม โก้” ส่วนแบบที่สองเป็นบา้นยกพ้นืท้งัหลงัเรียกวา่“ยมุ้โก” ้ถือเป็นบา้นมาตรฐานทวั่ ไปที่ชาวอ่าข่านิยมปลูกสร้างกนั ภายในบา้นแบ่งออกเป็นสดัส่วน คือ ส่วนที่เลยบนัไดข้ึนไปจะเป็นชานบา้นดา้นหนา้ใชส้า หรับเป็นที่นงั่เล่น ทา งานและ รับแขก จากชานบ้านเข้าประตูจะถึงห้องนอนของฝ่ ายชายและใช้ส่วนน้ีเป็นที่รับแขกดว้ยจากห้องฝ่ายชายจะเป็นห้อง ของฝ่ายหญิง ซ่ึงก้นัแยกออกจากกนัดว้ยไมฟ้ากตรงเสาเอกของบา้น ดา้นหนา้ระหวา่งหอ้งนอนของฝ่ ายหญิงและฝ่ ายชาย จะมีเตาไฟอยู่1 เตา หรือ 2 เตา ตามขนาดของบ้าน และด้านห้องนอนของฝ่ ายหญิงอีก 1 เตา ติดห้องนอนของฝ่ ายหญิงจะ เป็นประตูหลงั ใกลก้บั ประตูหลงัจะมีเตาไฟใหญ่อีกหน่ึงเตาสา หรับตม้อาหารหมูดา้นตรงกนัขา้มกบัหอ้งนอนฝ่ายหญิง และฝ่ ายชายจะมีหิ้งวางกระบอกน้า อุปกรณ์การหุงหาอาหารอาหารและขา้วของเครื่องใชอ้ื่นๆ บางคร้ังจะมีเมล็ดพนัธุ์ พืชต่างๆ ที่เก็บไวท้า พนัธุ์หรือรับประทานกองไวใ้ตห้ ิ้งน้ีที่เสาตอนบนของเสาเอกของบา้นทางดา้นห้องนอนของฝ่าย หญิงจะแขวนหิ้งบูชาบรรพบุรุษ (อ่าเผว่เปาะลาะ)ไวห้ิ้งบูชาบรรพบุรุษน้ีจะเป็นกระบอกไมไ้ผย่าวประมาณ 1 ศอก ผูกติด อยู่ ศาสนสถานาศักด์ิสิทธ์ิของชุมชนอ่าข่า 1. ประตูหมู่บ้านหรือ“ล้อข่อง” (LAWR KANGQ) เมื่อเขา้ไปในหมู่บา้นอ่าข่าสิ่งที่เห็นศาสนสถานศกัด์ิสิทธ์ิสิ่งแรกคือประตูหมู่บา้น ชาวอ่าข่าเรียกว่า “ล๊อข่อง” แปลวา่เขตคุม้ครอง, ดูแล ชาวอ่าข่าเชื่อวา่ ประตูหมู่บา้นน้ีเป็นศาสนสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิอนัเป็นประตูที่ช่วยคุม้ครองภยัร้าย ที่เกิดข้ึนกับหมู่บา้น ประตูน้ีจะสร้างไวส้องทิศคือ ทางทิศตะวนัออกและทิศตะวนัตก ซ่ึงประตูหมู่บา้นน้ันทา ข้ึนมา เพื่อที่จะก้นัระหว่างผีกบัคน ไม่ให้ผีร้ายมายงุ่กบัการดา รงชีวิตของคน และถือว่าประตูน้ีเป็นประตูที่ห้องกนัสิ่งเลวร้าย ไม่ให้เขา้มาภายในบริเวณของหมู่บา้นลกัษณะของประตูมีเสาฝังไวส้องฝากของทางเดิน และจะผูกตาแหลวติดตรงเสา ประดบั ประดาดว้ยรูปสตัวต์ ่างๆ และทีสา คญัก็คือจะมีไมแ้กะสลกัรูปชายหญิงเปลือยโดยมีไมค้้า ยนัหลงัไวแ้ลว้ต้งัใหย้นื อยใู่กลๆ้กบัเสาของประตูท้งัสองฝาก ตน้ไมท้ ี่ข้ึนอยรู่อบๆบริเวณของประตูหมู่บา้นก็จะทา การผกูตาแหลวไวเ้พอื่มิใหท้า การตดัตน้ ไม้อ่าข่าเชื่อว่าประตูน้ีจะดูแลสมาชิกของหมู่บา้นไม่ให้เกิดภยัอนัตรายและดูแลคุ้มครองด้านการขยายพันธุ์ ของสัตวเ์ล้ียงอีกท้งัเชื่อว่าชาวบา้นจะทา การคา้อยา่งราบรื่น และถา้เดินทางไปทา การคา้ไดเ้ดินผ่านประตูน้ีเงินทองจะ ไหลมาเทมาและถา้เดินผา่นประตูน้ีสิ่งเลวร้ายท้งัหลายจะถูกกนัโดยไม่ใหต้ามเขา้มาถึงในหมู่บา้นได้
ตามความเชื่ออ่าข่าต้องท าพิธีปลูกสร้างและซ่อมแซมประตูน้ีทุกปีโดยทา พิธีประมาณเดือนเมษายน อ่าข่า เรียกว่า “ล๊อคอง ดู่เออ” ในวนัทา พิธีน้ีคนในชุมชนต้องหยุดท างาน 1 วัน ชาวบา้นจะช่วยกนัทา ประตูหมู่บา้นให้ใหม่ หมด การทา ประตูหมู่บา้นจะประกอบไปดว้ยหลายๆ อยา่ง เป็นตน้วา่การแกะสลกัไมเ้ป็นรูปสตัวต์ ่างๆ โดยเฉพาะสตัว์3 ชนิด คือเหยยี่ว กา นกแซงแซว เนื่องจากนกสามชนิดน้ีจะเป็นสื่อในการส่งข่าวเหตุด่วนเหตุร้ายให้ชุมชนไดร้ับทราบ และอ่าข่ามีความเชื่อว่าในการเดินทางไปไหนหากพบนก3 ชนิดน้ีต้องระวงัเพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีและที่ลืม เสียไม่ได้คือรูปไม้แกะสลักชายหญิงเปลือย ที่ต้งัไวข้า้งเสาประตูหมู่บา้นเป็นรูปที่มีความสา คญัต่อประตูหมู่บา้นแห่งน้ี มากเพราะจะเป็นผเู้ฝ้าดูแลประตูแห่งน้ีโดยไม่ใหเ้กิดภยัอนัตรายอ่าข่าจะมีชื่อเรียกไม้แกะสลักชายหญิงผู้เฝ้าดูและประตู แห่งน้ีโดยเรียกไมแ้กะสลกัเพศหญิงว่า “ลอ้ข่อง หยา่หมี่ข่องเดอ” และเรียกไมแ้กะสลกัเพศชายวา่“ลอ้บอ๊ง หยา่ โยบ๊อง เจ่อ” อ่าข่าจะถือวา่ ประตูหมู่บา้นน้ีเป็ นสถานที่ศักดิ์ สิทธิ์ต้องไม่มีใครไปรบกวนหรือลบหลู่ประตูหมู่บา้นแห่งน้ีนอกจาก ตอนทา พธิีเท่าน้นัถึงจะมีการปรับซ่อมแซมในสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิน้ีได้และมีกฏขอ้หา้มที่ไม่ใหผ้คู้นไปรบกวนหรือลบหลู่ ดงัน้ี - หา้มไม่ใหใ้ครไปฟันตน้ไมใ้นบริเวณใกลๆ้ ประตูหมู่บา้น - หา้มไม่ใหใ้ครแตะต้องไมแ้กะสลกัรูปต่างๆ ในประตูหมู่บา้น - หา้มไม่ใหใ้ครไปวงิ่เล่นในบริเวณใกลๆ้ ประตูหมู่บา้น หากผใู้ดฝ่าฝืนกฏขอ้หา้มขา้งตน้ ไม่วา่ดว้ยเหตุผลอะไรก็ตาม จะถือวา่คนน้นัทา ผดิจารีตประเพณีจะต้องประสบ ภัยร้ายพร้อมท้งัจะต้องเสียหมูและเหลา้เพื่อทา พิธีขอขมาประตูหมู่บา้นที่ไดล้่วงเกิน ฉะน้ันเวลาเดินผ่านประตูหมู่บา้น ต้องเดินลอดผา่นประตูหมู่บา้น โดยไม่ใหร้่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งสมัผสัโดนประตูหมู่บา้น 2. ชิงช้า หรือ “หล่ะเฉ่อ” (LAF TSEUQ) เมื่อเราเห็นประตูหมู่บา้นแล้ว สิ่งที่จะผ่านสายตาไม่ได้ก็คือชิงช้าถือเป็นศาสนสถานอีกแห่ง อ่าข่าเรียกว่า “หละเฉ่อ” ชุมชนอ่าข่าเรียกว่า “หล่ะเฉ่อ” ชุมชนอ่าข่าจะมีการทา ชิงช้าและโลช้ิงช้าและโลช้ิงช้าปีละ 1 คร้ังเท่าน้ัน เทศกาลโลช้ิงชา้จะมีข้ึนประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงตน้เดือนกนัยายนของทุกปีจะมีการโลช้ิงชา้ 3 วนัเตม็แต่รวมท้งั ประกอบพิธีกรรมท้งัหมด 4 วัน วนัแรกจะไม่มีการโลช้ิงชา้มีการเซ่นไหวบ้รรพบุรุษอยา่งเดียว เทศกาลโลช้ิงชา้ของอ่าข่า ถือเป็นวนัผหู้ญิง ในวนัโลช้ิงชา้ผหู้ญิงอ่าข่าจะแต่งชุดประจา เผา่และใส่เครื่องประดบัแบบเต็มยศเป็ นพิเศษ พร้อมท้งัข้ึน โล้ชิงช้าและร้องเพลง ท้งัลกัษณะเดี่ยวและคู่เป็นที่สนุกสนานมากและเพื่อเฉลิมฉลองพืชพนัธุ์ธญัญาหารที่กา ลงัเจริญ งอกงาม และแสดงความดีใจกบัผลผลิตที่จะไดเ้ก็บเกี่ยวภายในไม่ชา้ถา้เลยเทศกาลโลช้ิงชา้น้ีแลว้ห้ามใครไปแตะต้อง ชิงชา้น้ีอีก ชิงชา้จะต้งัอยอู่ยา่งน้นัจนกว่าจะถึงเทศกาลโลช้ิงชา้อีก 1 ปีขา้งหนา้หากใครไปเล่นหรือไปแตะต้องเสาชิงช้า จะถือวา่ทา ผดิกฏจารีตประเพณีต้องปรับเป็นหมูและเหลา้เพอื่ทา พธิีขอขมาที่ไปล่วงเกิน
3. ลานเที่ยวชุมชน หรือ“แด ขว่อง” (DAE QANGQ) สถานที่ที่ทา กิจกรรมร่วมและถ่ายทอดวฒันธรรม หรือเรียกตามภาษาอ่าข่าวา่“แด ขวอ่ง” บุคคลภายนอกรู้จกักนั ในนาม ลานสาวกอดเป็นลานแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและวฒันธรรม โดยมีกิจกรรมการร้องร าทา เพลงและกิจกรรม นนัทนากรเป็นสถานที่พกัผอ่นหยอ่นใจหลงัจากไดท้า งานอยา่งเหน็ดเหนื่อยท้งัวนัจากไร่หรือสวน จะผอ่นคลายอารมณ์ ณ ที่แห่งน้ีในการเที่ยวสถานที่แห่งน้ีไม่วา่ ใครก็มาร่วมกิจกรรมได้ไม่จา กดัเพศและวยัและวตัถุประสงคใ์นการ ไปลาน น้ีเพอื่ไปร้องเพลง เตน้รา ร้องเพลงโตต้อบระหว่างหญิงและชาย หนุ่มสาวอ่าข่าจะเรียนรู้วถิีชีวิตของอ่าข่าไดจ้ากการร้อง เพลงได้โต้ตอบน้ีเพราะเน้ือหาจะเนน้ถึงชีวติและความเป็นอยขู่องบรรพบุรุษของอ่าข่าและจะสืบทอดวฒันธรรมของชน เผ่าต่อไป เพราะลานแห่งน้ีจะมีการสอนแนวทางการดา เนินชีวิตครอบคลุมไปทุกเรื่อง โดยเอาความรู้ของแต่ละคนมา แลกเปลี่ยนกนัและหนุ่มสาวก็ถือโอกาสเรียนรู้ไปดว้ย สถานที่แห่งน้ีชาวอ่าข่าถือว่าเป็นศาสนสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิและเป็ นที่เคารพนับถือ ใครจะทา มิดีมิร้ายไม่ไดใ้นที่ แห่งน้ีลานแห่งน้ีมีไวร้้องเพลง หรือเต้นร าอย่างเดียวเท่าน้ัน และห้ามแสดงความรักทางเพศในสถานที่แห่งน้ี นอกเหนือจากการเกี๊ยวพาราสีเพราะเรื่องอยา่งน้ีอ่าข่าถือเป็นการลบหลู่สถานที่ซ่ึงเป็นสถานที่อ่าข่าทุกคนเคารพนบัถือ มาต้งัแต่บรรพบุรุษ 4. ศาลพระภูมิเจ้าที่ดิน หรือ“มี้ซ้อง” (MIR SANGR) ไกลออกไปจากหมู่บา้นประมาณ 500 เมตรจะมีสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิอีกแห่งหน่ึงอ่าข่าเรียกวา่“ม้ีซอ้ง” แปลวา่เจา้ ที่แผ่นดิน หรือเจา้แม่ธรณีสถานที่ต้งัต้องเป็ นภูเขา ซ่ึงเป็นพ้ืนที่อยู่สูงกว่าระดับชุมชนเห็นพ้ืนที่ชุมชนได้ทวั่ถึงและ อาจจะเป็นตน้น้า ของลา ธาร และอ่าข่าจะมีการเซ่นไหว้“ม้ีซ้อง” ทุกปีโดยเอาหมูไก่เป็นเครื่องเซ่นไว้นอกจากน้ีจะมี เมล็ดพนัธุต์ ่างๆ ที่ปลูกลงในพ้นืดินไปเซ่นไวด้ว้ย อ่าข่ามีความเชื่อวา่“ม้ีซอ้ง” แห่งน้ีเป็นผชู้่วยดูแลรักษา การปลูกพชืไร่ ใหเ้จริญงอกงามจึงเอาเมล็ดพนัธุไ์ปปลูกไว้นอกจากน้ีจะมีการเซ่นไว้“ม้ีซอ้ง” เมื่อมีเหตุการณ์คนในชุมชนหรือสตัวเ์ล้ียง โล้ชิงช้า
ของหมู่บา้นเกิดโรคระบาด ของที่จะไปเซ่นไวใ้นการพิธีคือหมู่และไก่ เพื่อให้เจ้าที่ “ม้ีซ้อง” ไดช้่วยดูแลรักษาคนใน ชุมชนและสตัวเ์ล้ียงของชาวบา้น พอทา เช่นน้ีโรคระบาคจะไดห้ายไปจากหมู่บา้น ตามความเชื่อที่อ่าข่าไดป้ฏิบตัิมาต้งัแต่ บรรพบุรุษ และหากสตัวเ์ล้ียงหรือสิ่งของเครื่องใชห้ายไป (ถูกขโมย)ก็จะมีการทา พธิีเพอื่ใหเ้จา้ที่ม้ีซอ้ง ช่วยดูและขอให้ เจา้ที่ลงโทษกบัผูท้ี่เอาของคนอื่นไปโดยไม่ไดร้ับอนุญาต อ่าข่ามีความเชื่อว่าคนที่ขโมยของไปจะต้องมีอันเป็ นไปอยา่ง แน่นอน ฉะน้นัม้ีซอ้ง เป็นศาสนสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิของอ่าข่าที่ใหค้วามเคารพ และเชื่อถือเพอื่การปกป้องความอยเู่ยน็เป็น สุขของชุมชน ผู้ใดห้ามลบหลู่เป็นอนัขาด และห้ามใครไปตดัตน้ ไมใ้กลๆ้บริเวณแถวน้ีหรือห้ามรบกวนศาสนสถาน ศกัด์ิสิทธ์ิแห่งน้ีถือเป็นทา ผดิกฏจารีตประเพณีของอ่าข่า ถา้ใครละเมิดต้องปรับเป็นหมูไก่และเหลา้เพอื่ทา พธิีขอขมาเจา้ ที่ “ม้ีซอ้ง” 5. บ่อน ้าบริสุทธ์ิหรือ“อี๊ ซ้อ ล้อ เขาะ” (IR SHAWR LAWR QAWF) ห่างจากหมู่บา้นประมาณ 300-500 เมตรจะมีสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิอีกแห่งหน่ึงของชาวอ่าข่า เป็ นบ่อน้า บริสุทธ์ิอ่าข่า เรียกว่า “อ้ีซ้อลอ้เขาะ” แปลว่าน้า บริสุทธ์ิเป็นน้า ที่นา มาใชใ้นการเซ่นไวบ้รรพบุรุษและประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของ อ่าข่าและทุกๆปีจะมีพิธีเซ่นไวบ้ ่อน้า บริสุทธ์ิแห่งน้ีเพื่อที่เจา้ที่แห่งน้ีจะไดใ้ห้น้า ดื่มน้า ใชอ้ยา่งอุดมสมบูรณ์ตลอดท้งัปี อ่าข่าถือวา่บ่อน้า แห่งน้ีเป็นน้า ที่บริสุทธ์ิเวลาทา พิธีกรรมสา คญัต่างๆ ก็จะไปตกัน้า ในที่แห่งน้ีโดยผหู้ญิงจะต้องแต่งกาย ใหเ้ตม็ยศของประจา เผา่และคนที่ไปตกัน้า มาทา พธีีส่วนใหญ่เป็นผูห้ญิง และยงัมีพธิีกรรมสา หรับลา้งพนัธุข์า้วก่อนที่จะ เอาเมล็ดข้าวปลูกลงดิน คนที่ไปท าพิธีเอาเมล็ดขา้วไปลา้งก็คือผูน้า หมู่บา้นทางจารีตและกลุ่มอาวโุสของหมู่บา้นเท่าน้ัน หรือเรียกว่า (เจ่มา Dzoeqma) และสิ่งของที่จะต้องเซ่นไวย้อ่น้า มีไก่2 ตัว และในวันท าพิธีคนในชุมชนต้องหยดุทา ไร่1 วัน ข้อห้ามส าหรับบ่อน้า บริสุทธ์ิก็คือ หา้มใครไปเล่น หรือเอามีดไปฟันในบริเวณน้นัและหา้มตดัไมท้ ี่ตน้น้า ถา้ใคร ฝ่ าฝื นต้องปรับเป็นหมูและเหลา้อ่าข่าไม่มีใครฝ่าฝืนในกฏขอ้หา้มน้ีและถือปฏิบตัิมาอยา่งเคร่งครัดตลอดมา โครงสร้างการปกครองชุมชนอ่าข่า การปกครองชุมชนอ่าข่าใชร้ะบบอาวุโสในการปกครอง และมีบทบาทต่อการตดัสินปัญหาต่างๆ ที่เกิดข้ึนใน ชุมชน ดงัน้ันบทบาทการจดัระเบียบการปกครองชุมชนอ่าข่าโดยใชภู้มิปัญญาและระบบวัฒนธรรมจึงเป็ นที่นิยมและมี การสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน อยา่งไรก็ตามโครงสร้างการปกครองของอ่าข่าในประเทศไทยปัจจุบนั ไดม้ีการใชรู้ปแบบปกครองแบบทางการ โดยมีผูใ้หญ่บ้าน ผูช้่วยผูใ้หญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ที่มาจากการเลือกต้ัง ทา หน้าที่การปกครองและ ประสานงานกบัทางราชการเป็นเหตุให้ชุมชนหลายแห่งไม่เห็นความส าคัญทา ให้ระบบการปกครองแบบด้งัเดิมไดล้ด
บทบาทลงไป และก่อให้เกิดปัญหาชุมชนเพิ่มเติม มากข้ึน เนื่องจากอ่าข่าส่วนใหญ่มีความเขา้ใจในระบบการปกครอง แบบสมยัใหม่นอ้ยกวา่แบบด้งัเดิมน้นัเอง การปกครองแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท 1. การปกครองแบบจารีต ซึ่งจะมีผู้น าของชุมชนโดยจารีต และเป็ นการคัดเลือกมาจากสมาชิกของชุมชนจากสาย ตระกูลที่เคยเป็นผูป้กครองเท่าน้ัน มีบทบาทหน้าที่ด้านกิจกรรมองค์รวมของหมู่บา้น ผูน้ าน้ีอ่าข่าเรียกว่า “เจ่มะ” (Dzoeqma) ซึ่งจะมีหน้าที่ในการท าประกอบพิธีกรรมน าของชุมชน เช่น ทา พิธีในการบวงสรวลเจา้ที่ดิน สร้างประตู หมู่บา้น พธิีบวงสรวงเจา้แม่โพสพ เป็ นต้น 2. ผูใ้หญ่บา้น ตา แหน่งน้ีเป็นตา แหน่งทางราชการ ซ่ึงจะทา หน้าที่ในการติดต่อกับทางราชการหรือเจา้หน้าที่ บ้านเมืองเป็ นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยของไทยน้นัเอง ต าแหน่งส าคัญๆ ตามจารีตประเพณีสามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ จ้อบ๊า เจ่วมา เจ่วหยา่ ขะมา พีมา ย้ผีา่ บาจิ หน่าเหง่อ
1. จ้อบ๊า (JAWR BAVR) ตา แหน่ง “จ่อบา๊” ถือเป็นตา แหน่งที่ใหญ่สุดในการปกครองอ่าข่า ถ้าจะเปรียบเทียบตามระบบการปกครองแบบ ทางการแลว้มีอา นาจเทียบเท่าผูว้่าราชการจงัหวดัมีอา นาจการเปลี่ยนแปลงการปฏิบตัิวฒันธรรมอ่าข่าตลอดจนกา หนด กฏเกณฑก์ารปกครองใหเ้กิดประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฏร์ซ่ึงมีพ้นืที่ควบคุมดูแลกวา้ง ปัจจุบนัตา แหน่งน้ีไม่มีชาว อ่าข่าอาจเป็นเพราะสาเหตุที่มีการสูร้บ และทา ใหม้ีการอพยพโยกยา้ยจนสูญอา นาจและตา แหน่งไป 2. ปยะ (PYAVQ) ตา แหน่ง “ปยะ” หรือออกเสียงวา่“เปี ยะ” เป็นตา แหน่งผมู้ีความเชี่ยวชาญดา้นวฒันธรรมอ่าข่าเปรียบเสมือน “ผู้ พิพากษา” คือมีความสามารถกา หนดวธิีปฏิบตัิพธิีกรรมต่างๆ หรือตดัสินแนวทางการสืบทอดพิธีกรรม จารีตประเพณีได้ ซ่ึงตา แหน่งน้ีในประเทศไทยยงัไม่มี 3. เจ่วมะ (DZOEQ MA) ตา แหน่ง “เจ่วมะ” เป็ นผู้น าการปกครองตามโครงสร้างประเพณีและวฒันธรรมอ่าข่าในปัจจุบนัซ่ึงมีหน้าที่ กา หนดวนัฤกษด์ีในการเริ่มเทศกาลประเพณีต่างๆ ของชุมชนในรอบปีรวมท้งับ้าน “เจ่วมะ” เป็ นศูนย์รวมการประชุม ทางวฒันธรรมในหมู่บา้น ตลอดจนการตดัสินความผิดที่เกี่ยวกบัวฒันธรรม ตา แหน่ง “เจ่วมะ” น้ีไดร้ับการแต่งต้งัจาก ชุมชนหรือสืบสายโลหิต ต้องไดร้ับความเชื่อถือไม่มีประวตัิหรือมีมลทินที่ก่อใหเ้กิดความเสียหายมาก่อน เช่นสายตระกูล ไม่เคยคลอดลูกแฝดหรือไม่เคยมีการคลอดเด็กที่ไม่ครบ 32 ประการเป็ นต้น ฯลฯ อ่าข่าเชื่อว่าการที่มีเจ่วมะ ที่ดีน้ันทา ใหชุ้มชนมีความสมบูรณ์ในเรื่องผลผลิต และชุมชนจะมีความสงบสุข หาก ตา แหน่ง เจ่วมะ ไม่ดีแลว้ชุมชนก็จะมีการแต่งต้งัใหม่ข้ึนมาแทนได้แต่มีขอ้ปฏิบตัิทางประเพณีวา่จะต้องย้ายชุมชนหรือ เปลี่ยนศาสนสถานชุมชนด้วย 4. ขะมา (QAV MA) ตา แหน่ง ขะมา เป็นสมาชิกในชุมชนที่สามารถเชื่อถือได้ มีความเป็ นกลาง มีความยุติธรรมเป็ นที่ยอมรับของ ชาวบา้น ในแต่ละชุมชนจะไม่มีการต้งัตา แหน่งน้ีเป็นทางการหรือตามจารีตประเพณีทา กิจกรรมต่างๆ และรอบรู้เรื่อง สังคมในหลายๆด้าน 5. หน่าเหง่อ (NAQ NGEUQ) ตา แหน่ง หน่าเหง่อเป็นผูม้ีบทบาทสา คญัของชุมชน ท าหน้าที่เป็ นท้งัประชาสัมพันธ์ของชุมชน และเป็นผไู้กล่ เกลี่ยปัญหาที่เกิดข้ึนในชุมชน ท้งัระหวา่งครอบครัวต่อครอบครัว หรือระหวา่งชุมชนกบัครอบครัว และท าหน้าที่ในการ
จดัเก็บรวบรวมเงินหรือสตัวท์ ี่เป็นกองกลางของชุมชนที่ปรับจากคนที่ทา ผิดกฏและจารีตประเพณีของชุมชนซ่ึงตา แหน่ง น้ีสามารถมีไดม้ากกวา่หน่ึงตา แหน่งข้ึนอยกู่บัขนาดของชุมชน ปัจจุบนัชุมชนอ่าข่ายงัมีการดา รงตา แหน่งน้ีอยู่ 6. บาจี่ (BA JIQ) ตา แหน่ง “บ่าจี่เป็นตา แหน่งช่างตีเหล็ก ทุกชุมชนจะต้องมีตา แหน่งน้ีเพราะอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือทาง การเกษตรเช่น มีด จอบ เสียม ต่างๆ จะต้องใช้ช่างตีเหล็กเป็นผูท้า ให้เปรียบเสมือนเป็น นายช่างและแต่ละปีชุมชน จะต้องไปช่วยทา ไร่อยา่งนอ้ย 1 วัน อันเป็ นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยตีเหล็กให้ชาวบ้านมีอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ ได้นอกจากน้ีเมื่อมีคนตายเกิดข้ึนในชุมชนอุปกรณ์ที่ใช้ในงานศพจะต้องทา พิธีตีเหล็กก่อน ถึงจะน าไปใช้ได้ดังน้ัน ตา แหน่งบทบาท บาจี่จึงมีความสา คญัและยงัคงอยใู่นชุมชนอ่าข่า 7. พี้มา (PIR MA) ตา แหน่ง “พ้ีมา” มีบทบาทการท าพิธีในงานศพ หรือเปรียบเสมือนเป็ นพระสวด ท้งัมีบทบาทในการเป็ นหมอ ไสยศาสตร์รักษาโรคภยัไขเ้จ็บของชุมชนอ่าข่า ด้งัน้ัน “พ้ีมา” จึงมีความจ าเป็ นที่ชุมชนต้องมี ซึ่งสามารถมีไดม้ากกว่า หนึ่งคนโดยไม่จา กดัแต่ตา แหน่งน้ีมิใช่ไดม้าจากการแต่งต้งัอ่าข่าเชื่อวา่จะต้องสืบทอดเช้ือสายมาต้งัแต่บรรพบุรุษ จึงจะ เป็นได้ปัจจุบนัตา แหน่งน้ียงัมีอยใู่นชุมชนอ่าข่า 8. ยี้ผ่า (NYIR PAQ) ตา แหน่ง “ย้ผีา่” น้ีในชุมชนจะมีหรือไม่มีก็ได้เพราะสามารถที่จะอาศัย “ย้ผีา่” จากชุมชนอื่นๆแทนก็ได้“ย้ผีา่” มี บทบาทในการดูแลรักษาโรคโดยเฉพาะการเขา้ทรงและการดูดวงชะตาต่างๆ อนัจะนา ไปสู่การประกอบพธิีกรรม เพื่อ แกบ้นหรือการเรียกขวญั โครงสร้างครอบครัว โครงสร้างครอบครัวอ่าข่า ผูช้ายถือเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีความสา คญัเนื่องจากผูช้ายจะเป็นผูส้ืบสายวงศ์ ตระกูลของครอบครัวอ่าข่า ดงัน้ันชาวอ่าข่ามีการสืบเช้ือสายโลหิตต้งัแต่ในอดีตโดยมีการนับลา ดบัชื่อบรรพบุรุษอ่าข่า เรียกวา่“จึ” โดยมีชื่อผชู้ายเป็นหลกัดว้ยเหตุน้ีการขยายครอบครัวอ่าข่าเป็นการขยายครอบครัวออกทางบิดา ฉะน้นัผชู้าย ในครอบครัวของอ่าข่าจึงมีความจา เป็นที่ต้องเรียนรู้ลา ดบัชื่อบรรพบุรุษของตนเริ่มต้งัแต่สุม้มิโอจนถึงตวัเองและจา ต้อง เรียนรู้พิธีกรรมประเพณีของครอบครัวเพอื่จะไดส้ืบสานถ่ายทอดใหลูก้และลูกหลานต่อๆไป เนื่องจากอ่าข่านบัถือบรรพ บุรุษดงัน้ันมีความเชื่อเกี่ยวกบัการสืบสายตระกูลดงัน้ีเมื่อตายแลว้ทุกคนต้องไปอยรู่ ่วมกบับรรพบุรุษดงัน้นัมีความเชื่อ เกี่ยวกบัการสืบสายตระกูลที่เดียวกนั (สายตระกูลที่ใกลก้นั )แต่ถา้สายโลหิตที่ห่างกนัหมายถึงช่วงบรรพบุรุษห่างกนั 7
ชวั่อายคุนก็สามารถแต่งงานกนั ได้และในกรณีที่สามีภรรยาแต่งงานแลว้ไม่มีลูกผูช้ายในการสืบสายตระกูลก็มีความ จ าเป็ นต้องแต่งงานใหม่กบัสตรีที่กา หนิดบุตรชายได้เพื่อมาสืบสายโลหิต เป็ นต้น การแต่งกายของชาวอ่าข่า อ่าข่าน้ันมีภาษิตเกี่ยวกบัการแต่งกายไวว้่า “ไมป้่าสวยงามเพราะมีดอกคนจะสวยงามเพราะการแต่งกาย” จาก ภาษิตน้ีจะเห็นไดว้่าอ่าข่าจะมีเครื่องประดบั ในการแต่งกายมากมาย ท้งัผูห้ญิงและผูช้ายโดยเฉพาะผูห้ญิงอ่าข่าไดก้ล่าว ภาษิตต่อการแต่งกายไวว้า่“หยา่หมีเชส้ีพมีา” หมายถึงผหู้ญิงมีเครื่องแต่งกายมากกวา่ 10 ชิ้น ด้งัน้นั เมื่อผูห้ญิงสาวอ่าข่าแต่งตวัครบเครื่องน้ันจะเพริศเพราจนน่าตะลึง ต้งัแต่ศีรษะจรดเทา้ ส่วนเครื่องแต่งกายของ บุรุษ แมจ้ะไม่ร่า รวยดว้ยสีสนัเช่นสตรีแต่ก็มีความน่าดูอยา่งประหลาดตา อ่าข่าใชผ้ ่าที่ทอดว้ยฝ้ายเน้ือแน่นยอ้มเป็นสีน้า เงินเขม้เกือบดา ซ่ึงอดีตน้ีชาวอ่าข่าปลูกฝ้ายมาปั่นดา้ยใชเ้อง ปัจจุบนั ซ้ือฝ้ายดิบจากคนไทยนา มาอดัเป็นกอ้นใหญ่ยาวราว 20 ซม. บรรจุในปลอ้งหรือกระบอกไมไ้ผ่เวลากรอดา้ยผหู้ญิงจะผูก กระบอกฝ้ายติดไวก้บัเอวเอาเชือดเกี่ยวแลว้ผูกไวท้ี่เอวแลว้เอาฝ้ายใส่ไวใ้นกระบอกไมไ้ผ่หลงัจากน้ันจะเอาที่กรอดา้ย ย้าออง แลว้ปั่นอยา่งรวดเร็วออกมาเป็นดา้ยฝ้ายหนาและเหนียวทนทาน หญิงอ่าข่าถูกสอนใหป้ ั่นดา้ยต้งัแต่อายุ6-7 ขวบ เพราะมารดาคนเดียวปั่นดา้ยไม่ทนัมาทอผา้ให้ใชก้นัท้งัครอบครัวผูห้ญิงอ่าข่าทุกวนั ปั่นดา้ยกนัตลอดเวลาที่มือว่างจาก งานอื่น เช่น ระหวา่งเดินไปไร่ขณะแบกฟืนหรือหาบน้า จนกระท้งัขณะที่นงั่ผงิไฟในบา้นยามกลางคืน หญิงสาวอ่าข่ามกั แข่งขนักนัว่าใครจะปั่นดา้ยไดม้ากทีสุดในแต่ละวนัดา้ยน้ีนา ไปทอผา้เน้ือแน่นหนา้กวา้ง17 ถึง 20 ซม. โดยใชก้ี่กระตุก แล้วจึงน าไปย้อมครามซึ่งเป็ นผลิตผลพ้นืบา้น ใชเ้วลายอ้มร่วมเดือนจึงจะไดส้ีน้า เงินเข้มที่ต้องการ เพราะต้องยอ้มซ้า แลว้ ซ้า อีกทุกวนั การแต่งกายของผาหมีอ่าข่า
อ่าข่าในไทยมีการแต่งกายที่แตกต่างกนัถึง 8 แบบดว้ยกนัเช่น อู่โลอ้่าข่า (หมวกแหลม)แต่งโดยพวกที่เขา้อยู่ เมื่องไทยแต่ด้งัเดิม เส้ือผา้จะคลา้ยพวกอาจออ่าข่าในพม่าแบบที่สอง โลหมีอ่าข่ากลุ่มน้ีอาศยัอยเู่ขตชายแดน จงัหวดั เชียงรายมากที่สุด อ่าข่าดว้ยกนัมกั เรียกพวกน้ีว่า อูเบี่ย (หมวกแบน) แบบที่สามเรียกกนัว่าผาหมีอ่าข่า ตามชื่อหมู่บ้าน ชายแดนพม่าใกลอ้า เภอแม่สายของไทยเรา การแต่งกายแบบน้ีเริ่มโดยตระกูล หม่อโป๊ะกู่ซ่ึงบดัน้ีกระจายกนัอยทู่้งัในจีน และพม่า เครื่องแต่งกายของสาวอ่าข่าน้ัน มีชิ้นส่วนที่เป็ นเครื่องประดับ มีประวัติ ต านาน และบทเพลง พร้อมท้งัมีการ นา เอาวสัดุธรรมชาติมาทา เป็นเครื่องประดบัอาทิเช่น ขนสัตวป์่า เดือยหิน เบ้ีย หอย เมล็ดกลว้ยป่า ลูกน้า เตา้เล็ก เส้น เถาวลัยป์่า ฯลฯ และที่สา คญัลวดลายปักบนเส้ือของชายและผหู้ญิงอ่าข่าน้นั ไดถ้อดเอาลวดลายธรรมชาติมาปักลงบนเส้ือ อาทิเช่น ลิ้นผีเส้ือลายงูเหลือม ดอกไม้ ตา นก ฯลฯ ซึ่งสีสันเป็ นการแสดงถึงความผูกพนักบัธรรมชาติของกลุ่มชนเผา่ อ่าข่าน้นัเอง เครื่องแต่งกายของผหู้ญิงและผชู้ายประกอบดว้ย การแต่งกายของหญิงอู่โล้อ่าข่า การแต่งกายของลอมี้อ่าข่า
เครื่องแต่งกายของผู้ชายชนเผ่าอ่าข่า ผ้าโพกหัวผู้ชาย“อู่จ่อง” ผา้โพกหัวของผูช้ายเป็นเครื่องประดบัที่ทา จากเน้ือผา้ฝ้าย มีลกัษณะคลา้ยผา้ขาวมา้เน้ือผา้สีดา ลว้นมีความยาว ประมาณ 2 เมตรคร่ึง มามว้นใหม้ีขนาดเท่าหัวผูส้วมใส่ โดยมีการประดบัดว้ยขนไก่หรือแหวนเงินอดีต ซ่ึงผา้โพกน้ีจะมี ผูช้ายนิยมใส่เมื่อเขา้สู่เป็นวยัหนุ่ม จนเขา้สู่วยัชรา สา หรับเมื่อเขา้สู่วยัชราแลว้ผา้โพกหัวจะไม่ประดบัสีสันใดๆ และมี เน้ือผา้สีแดงที่ทา มาจากผา้ไหม อ่าข่าเรียกวา่“เบ่วอู่จ่อง” หมวก “อู่ข๊” เมื่อผา้ยเป็นเด็กจนเขา้สู่วยัหนุ่มอ่าข่าจะมีหมวกใส่ทุกคน ซ่ึงหมวกของผชู้ายน้นัคลา้ยทรงหมวกทหารเพียงแต่ ต่างกนัที่ทา จากผา้แลว้ทรงหมวกรัดตวัส่วนหัวมีการปักประดับลวดลาย และประดับด้วยเครื่องเงินเป็ นบางส่วนแต่ไม่ มาก และสีสันจะไม่เหมือนหมวกของสตรี เสื้อ “แพะ ข่อง” เส้ือผชู้ายมีลกัษณะผา่หลงัตรงขอบชายเส้ือผา้ประมาณ 3-5 นิ้ว ดา้นหนา้ผา่กลางตลอดประดบัลวดลายปักและ แถบผา้สีต่างๆ พร้อมท้งัเหรียญเงิน และแผน่เงิน เส้ือผชู้ายอ่าข่าน้ีมีความแตกต่างระหวา่งกนัท้งั 8 กลุ่มอ่าข่าในประเทศ ไทย ลักษณะการแต่งกาย ชายหญิงกลุ่มผาหมีอ่าข่า
กางเกงผู้ชาย“หละ ดิ” สา หรับกางเกงของผชู้ายน้นัเป็นทรงกระบอก สีดา ลว้น คลา้ยกบักางเกงมอ้ฮ่อมของคนเมืองเหนือเมื่อสวมใส่ แล้วมีความยาวต้งัแต่สะดือจนถึงขอ้เทา้ เครื่องแต่งกายของสตรีชนเผ่าอ่าข่า หมวก “อู่โข๊” หมวกของสตรีอ่าข่า สามารถแบ่งไดต้ามอายแุละวยัที่สวมใส่3 ประเภทหลัก คือ 1. หมวกส าหรับเด็ก จะเยบ็ ให้เด็กสวมใส่ต้งัแต่แรกเกิด จนถึงเขา้สู่แรกสาวอายปุระมาณ 15 ปีหมวกน้ีไม่นิยมประดบัดว้ย สีสันใดๆ มากนัก บนหมวก นิยมปักผา้สีเป็นแถบยาวแลว้ใหเ้ด็กสวมใส่ 2. หมวกส าหรับสาวรุ่น มีลกัษณะต่างกนัผูท้ี่สวมหมวกดงักล่าวเป็นการแสดงถึงวยัเขา้สู่เป็นสาวโดยหมวกน้ีนิยมประดบัดว้ย ลูกปัด หรือเดือยหินสีขาวบนหมวก พร้อมท้งัมีเครื่องประดบัอื่นๆ อยา่งสวยงาม 3. หมวกที่เรียกว่า “อู่เช้ว” มีลกัษณะทรงสูงกว่าหมวกอื่นๆ ที่กล่าวมา หมวกทรงน้ีเริ่มสวมต้งัแต่เมื่อผูห้ญิงเป็นสาวเต็มตวั ซึ่งจะ ประดับประดาด้วยเครื่องประดับมากมายส าหรับผูห้ญิงที่แต่งงานแล้ว ก็สวมหมวกทรงน้ีเช่นกัน เพียงแต่ เครื่องประดบัของผหู้ญิงที่แต่งงานแลว้จะนอ้ยลงเท่าน้นัเอง 4. เสื้อ “แพ้ ข่อง” เส้ือของผูห้ญิงอ่าข่าน้ันดา้นหน้าผ่ากลาง ประดบัดว้ยลวดลายปักแลยอ้มดว้ยแถบผา้สีท้งัตวัเส้ือและ บริเวณที่กระบอกแขน เส้ือตวัยาวปิดสะโพก ตดัเยบ็ดว้ยผา้หนา้กวา้ง 20 ซม. สองชิ้นต่อตะเขบ็กลางหลงัดา้นห้า หญิงสาวและเด็กหญิงผาหมีอ่าข่า ผู้หญิงผาหมีอ่าข่า
เปิดออกเยบ็ขา้งแลต่อแขนตรงไม่เวา้รอบคอซ่ึงควา้นกลมติดคอกันด้วยผา้สีแต่ด้านหน้าปล่อยเป็ นผา้พ้ืน เรียบๆ ปักและปะดว้ยลวดลายหลากสีที่ดา้นหลงัและแขนเส้ือบางคนก็สวมเส้ือขาวรองในเพอื่กนัไม่สีครามตก ใส่ผวิเน้ือลายปักและรูปของเส้ือผหู้ญิงน้นัแต่ละกลุ่มของอ่าข่าน้นัจะไม่เหมือนกนั 5. กระโปรง “พี ฎี” กระโปรงส้ันเพียงแค่เหนือเข่าสวมกันให้เอวหล่นลงมาที่สะโพกด้านหน้ารัดเรียบ ด้านหลังจีบจับ เกล็ดถี่ลึกกระโปรงอ่าข่าน้นัทา จากผา้ฝ้ายที่ทอข้ึนเองและเอาไปยอ้มดว้ยตน้ครามใหเ้ป็นสีน้า เงินเขม้ 6. เสื้อชั้นใน “หละ สะ” ผหู้ญิงอ่าข่าเมื่อร่างกายไดเ้จริญวยัเขา้สู่แรกสาวทุกคนจะใส่เส้ือช้นัเพอื่ปิดอก เส้ือช้นั ในอ่าข่าน้นัมีความ แตกต่างไปจากเส้ือช้นั ในสมยันิยมทวั่ ไป เพราะเส้ือช้นั ในอ่าข่าจะคลา้ยเส้ือสายเดี่ยวปิดมิดชิดเมื่อสวมใส่ต้งัแต่ ใต้รักแร้ จึงถึงสะดือ มีการประดับประดาด้วยแถบผ้าสี เครื่องเงิน และลวดลายปัก และติดกระดุมไว้ด้านข้าง มี สายบ่าเสน้เดียวช่วยยดึเหมือนเส้ือสายเดียวของคนไทย 7. ถุงน่อง “คื้อ บ่อง” ถุงน่องน้ันทา มาจากผา้ฝ้ายสีครามเช่นเดียวกบัเส้ือและกระโปรง ปักเยบ็ลวดลาย และปะตกแต่งด้วย ลวดลายสีสนัเช่นเดียวกบัเส้ือดา้นหลงัและแขนเส้ือ เยบ็เป็นทรงกระบอก มีเชือกผกูเพอื่ไม่ใหห้ลุดออกมา เชือด ที่ผกูน้นัอ่าข่าเรียกวา่“ค้ือ บ่อง ฉี่” ถุงน่องน้ีจะมีความยาวต้งัแต่ใตห้วัเข่าจนถึงตามตุ่ม เด็กอูโล เด็กลอมี้ เด็กผาหมี
อาหารของอ่าข่า กระบวนการผลิตอาหารของอ่าข่าจะผลิตเพอื่บริโภคพอเพียงในครอบครัวเท่าน้นั ไม่เน้นผลิตเพื่อขายและหากมี ผลผลิตเหลือก็จะแบ่งปันใหส้มาชิกในชุมชน ดงัน้นัอาหารอ่าข่าในชีวติประจา วนัจะรับประทานแบบง่ายๆ ปลูกพชืผกัไว้ บริโภคเอง ขา้วก็ปลูกเอง สตัวท์ ี่เล้ียงไวก้็ฆ่ากินเอง ปลาสามารถหาไดจ้าแหล่งน้า ธรรมชาติและอาหารหลายอยา่งหาได้ จากป่า เช่นเห็ดและหน่อไม้ผลไมต้่างๆก็สามารถหาไดจ้ากป่าเช่นกนัการปรุงอาหารของอ่าข่าจะเป็นลกัษณะที่ทา ง่ายๆ อาหารของป่ าอ่าข่าจะไม่เมีเครื่องเทศหรือเครื่องแกง หรือกะทิรายการอาหารจะเป็ นผดัหรือตม้หรือยา่งแต่ถา้อาหารใน วันที่มีพิธีกรรมของอ่าข่าน้ันจะพิถีพิถนัมากจะทา อาหารเต็มขนั โตกโดยเฉพาะตอนทา พิธีฉลองกินขา้วใหม่ของอ่าข่า จะต้องทา อาหารไม่นอ้ยกวา่ 15 อยา่งรายการอาหารของอ่าข่าพอจะจา แนกไดด้งัน้ี ชื่อเรียกวิธีการท าอาหารของอ่าข่า ชื่อเรียกภาษาอ่าข่า หมายถึง ถ่อง-เออ TANGQ EU การตา เช่น ตา พริกมะเขือเทศ ตา พริกถวั่แผน่ตา พริกรากหวัหอมชู โซ-เออ SO EU การยา เช่น ยา ผกักาด ยา แตงกวา่ยา หน่อยา เน้ือหมู จะ-เออ CHAF-EU การตม้หรือแกง เช่น ตม้เน้ือหมู่กบัขา้ว ต้มฟัก ต้มกระดูก เบียะ-เออ BYAEV-EU การลาบ เช่น ลาบหมูลาบเน้ือลาบไก่ เตว-อุ่ม-เออ การหมกเช่น หมกไก่หมกลาบ หมกปลา อาหารอ่าข่า
TOEV MQ-EU ลู้-เออ LUR-EU การผดัหรือ ทอด เช่น ผดัเน้ือผดัหน่อแหง้ผดัเน้ือกบัหวัปลี การเลือกคู่แลการสมรส ตามสุภาษติของอ่าข่าไดก้ล่าวไวว้่า“ตน้ ไมต้น้เดียวไม่สามารถเป็ นป่ าได้” ซ่ึงถา้เปรียบให้เห็นถึงว่ามนุษยจ์ะอยู่ คนเดียวไม่ไดต้อง ้มีคู่ดงัน้นัทุกอยา่งเกิดมาคู่กนัเหมือนดินคู่ฟ้าขาวคู่ดา ฉะน้นัผหู้ญิงก็ต้องคู่ผชู้ายเป็นเรื่องธรรมชาติ หนุ่มสาวอ่าข่ามีเสรีภาพในการเลือกคู่อยา่งเต็มที่แมว้่าจะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเสียก่อนจึงจะทา พธิี แต่งงานได้ธรรมเนียมที่มีมาแต่ด้งัเดิม คือ หนุ่มควรจะแต่งกบัสาวต่างหมู่บา้นจึงเป็นธรรมเนียมอีกน่ะแหละที่หนุ่มไฟ แรงท้งัหลายจะต้องจบักลุ่มกนั ในช่วงที่วา่งงานคือระหวา่งหลงัเทศกาลปีใหม่กบัก่อนเริ่มหนา้ทา ไร่ยกพวกออกตระเวน หาสาวในอุดมคติไปตามหมู่บา้นต่างๆ สา หรับโอกาสน้ีแม่ที่มีลูกบ่าวก็จะต้องจดัแจงแต่งองคใ์ห้ลูกชายมีเส้ือใหม่ยา่ม ใหม่ที่เนี๊ยบไม่แพใ้ครไปใชป้ระทบั ใจสาว สมบตัิเครื่องเงินประดบัก็นา มาให้แต่งกนัแพรวพราวระยะน้ีสาวๆ ซ่ึงคอย ต้อนรับหนุ่มอยู่กบับา้นก็จะแต่งตวัยศและสามารถบ่งบอกได้ว่าหญิงสาวคนใดมีฝีมือวิธีน้ีจะได้พบปะสรรสรรคท์า ความรู้จกัมกัคุน้กนัก็คือหนุ่มจะไปพกับา้นเพอื่นหรือญาติแลว้อาสาช่วยงานเพอื่จะไดม้ีเหตุใหไ้ดส้มานสามคัคีกบผู้หญิง ั ในกิจกรรมประจ าวันของหญิงสาว การเกี้ยวพาราสี ในกลางคืนหลงัจากทา ภารกิจประจา วนัและทานอาหารเสร็จแลว้หนุ่มสาวมกัไปพบกนัที่ลานเที่ยวชุมชนของ หมู่บา้น หนุ่มสาวจะร้องร าท าเพลง โดยการจับกลุ่มเป็นวงกลมสองวง วงนอกจะเป็ นวงผู้ชายและวงในจะเป็ นผู้หญิง และ ในการไปลานนนัทนาการน้นัมีเพลงบงัคบัที่จะต้องร้องและมีเพลงที่ร้องกนัเพอื่สนุกสนาน และจะมีเพลงลา นา พ้นืบา้นที่ ร้องเก้ียวกนัระหว่างหนุ่มสาว โดยที่หนุ่มหรือสาวใครจะเป็นคนเริ่มก่อนและอีกฝ่ายจะร้องโตต้อบและ ริมลานมีมา้นงั่ที่ จดัไวใ้ห้หนุ่มสาวได้นั่งกันหลายคน หลังจากน้ันหนุ่มสาวที่ถูกใจกันก็จะนั่งคุยกันที่ลานนันทนาการ ซ่ึงมีผูใ้หญ่ที่ ถ่ายทอดวฒันธรรมอยทู่ ี่ลานนนัทนาการใกลๆ้ดว้ย
การสู่ขอ เมื่อพบคนถูกใจถึงข้นัตกลงจะร่วมชีวติกนัแลว้หนุ่มก็จะแจง้ใหบ้ ิดาหรือพชี่ายเพอื่ใหไ้ปสู่ขอต่อบิดาและมารดา ของฝ่ ายหญิง ทางฝ่ ายบิดาและมารดาของฝ่ายหญิงจะใหญ้าติของฝ่ายตนสอบถามลูกของตวัเองใหแ้น่วา่จะเอายงัไง เป็น ธรรมเนียมของสาวอ่าข่าที่จะต้องเขินอายและตอบปฏิเสธต่อพอ่ของเธอเสียก่อนแมว้า่ ไดต้กลงกบัผู้ชายไวแ้ลว้ก็ตาม การสู่ขอแบบอ่าข่าน้ันมี2 แบบ แบบที่ 1คือสู่ขอกันไม่มีพิธีรีตองมาก และแบบที่ 2 คือสู่ขอแบบเต็มพิธี ส่วนมากคนที่จะทา พิธีแบบเตม็น้นัมกัจะเป็นครอบที่มีฐานะดีหลงัจากแต่งงานแลว้ฝ่ายผหู้ญิงจะต้องไปใชช้ีวติร่วมกบั ฝ่ ายสามี การสู่ขอแบบที่1ไม่มีอะไรยุ่งยากส่วนใหญ่แล้วไปสู่ขอกันแค่ญาติผูใ้หญ่ของฝ่ ายชาย 2-3 คน และไปแบบ เงียบๆ ของที่จะต้องเอาไปสู่ขอหญิงสาวก็คือเหลา้ 1 ขวด พอไปถึงบา้นฝ่ายผหู้ญิงจะรินเหลา้ใหก้บัพอ่แม่ของผหู้ญิงและ มีการพูดจากนั ในทา นองว่าลูกสาวก็โตพอที่จะมีครอบครัวไดแ้ลว้และไม่มีลูกสาวคนไหนที่จะอยบู่า้นพ่อแม่ถึงแก่เฒ่า และลูกสาวบา้นน้ีก็ขยนัทา มาหากินก็เลยอยากจะสู่ขอไปเป็นสะใภ้ฝ่ายผหู้ญิงอาจจะรู้ล่วงหนา้ก่อนแลว้เพราะนดัแนะกบั ฝ่ายว่าที่เจา้บ่าวไวแ้ลว้เสร็จข้นตอนการัพูดคุยกบัฝ่ายหญิงของผูช้ายก็จะพาหญิงสาวไปคืนน้ันเลยแต่ยงัไม่พาเขา้บา้น ของฝ่ ายชายทันที ต้องให้ไปพักบ้านญาติของฝ่ายชายก่อน จนกว่าฝ่ายผู้ชายจะหาฤกษ์ดี และเตรียมอาหารในการจัดพิธี แต่งงานใหพ้ร้อมเสียก่อน การสู่ขอแบบที่2 เป็นการสู่ขอตามขอ้กา หนดของฝ่ายเจา้สาวอาจเป็นการสู่ขอจา นวนรอบ 3,5,7,9 รอบเป็ นต้น ติดต่อกนัทุกคืนในกรณีที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอยหู่มู่บา้นเดียวกนัและถา้ผูช้ายอยคู่นละหมู่บา้นกบัฝ่ายหญิงอาจจะเวน้ 1-2 คืนแลว้ค่อยมาอีก ในการสู่ขอน้นัเป็นที่สนุกสนานกนัมาก คืนแรกที่มาสู่ขอน้นัทางฝ่ายชายเอาญาติผูใ้หญ่มากนั 2-3 คน และมีการพดูคุยสู่ขอลูกสาวกบัพอ่แม่ฝ่ายหญิง โดยพดูวา่ลูกสาวโตพอที่จะออกเรือนไดแ้ลว้และไม่มีลูกสาวคนไหน ที่จะอยกู่บัพ่อแม่ถึงแก่เฒ่าและบดัน้ีมีผูช้ายที่สนใจจะแต่งงานกบัลูกสาวบา้นน้ีจะมีการตกลงในคืนน้ีว่าตกลงจะยกลูก สาวใหห้รือไม่ถา้ตกลงยกลูกสาวใหจ้ะมีการมาเป็นคืนที่สองอีก คืนที่สองบา้นของฝ่ายหญิงจะมีการฆ่าไก่เพื่อต้อนรับแขก 1 ตัว และมีการรับประทานอาหารร่วมกนัระหว่าง ญาติท้งัสองฝ่ายและมีชาวบา้นร่วมงานกนัเต็มบา้นเป็นคืนที่สนุกสนานมาก ทางญาติของฝ่ ายผู้หญิงรวมท้งัชาวบ้านจะ แซวฝ่ ายผู้ชายตลอดท้งัคืน และคืนน้ีเป็นคืนที่เจา้บ่าวจะต้องรินเหลา้ให้กบัญาติของฝ่ายหญิงทุกคนและตอนรินเหลา้น้ี แหละวา่ที่เจา้บ่าวจะถูกแซวมากที่สุดบางทีทางฝ่ายวา่ที่เจา้สาวเอาแม่ของวา่ที่เจา้สาวไปแอบไวไ้ม่ใหว้า่ที่เจา้บ่าวรินเหลา้ ให้เพราะตราบใดที่ยงัไม่รินเหลา้ใหก้บัพอ่แม่ของวา่ที่เจา้สาวก็ยงัไม่ถือเป็นวา่ที่แม่ยาย และบางทีก็เอาโถใหญ่ๆ มารอง ใหว้า่ที่เจา้บ่าวมารินเหลา้ใส่ใหแ้ละถา้วา่ที่เจา้บ่าวไม่รินให้เตม็ก็จะถูกลอ้วา่เป็นคนประหยดัสงสัยวา่ ใหผู้ห้ญิงไปแต่งงาน
ด้วยผู้หญิงต้องลา บากแน่ๆ เลยไม่ให้ลูกสาวแต่งดว้ยดีไหม และคืนน้ีว่าที่เจา้บ่าวจะถูกแซวและกลนั่แกลง้ต่างๆ นานา ตลอดท้งัคืนจนกวา่งานจะเลิก คืนที่สาม ก็จะเหมือนกบัคืนที่สองมีการกินขา้วดว้ยรินเหลา้ให้ฝ่ายญาติฝ่ายหญิงและฝ่ายว่าที่เจา้บ่าวก็จะถูกลอ้ เช่นเดิม คืนที่สี่ฝ่ายเจา้สาวจะฆ่าหมูที่โตเต็มที่แลว้ 1 ตวัและถา้ฝ่ายชายอยคู่นละหมู่บา้นจะคา้งคืนบา้นฝ่ายหญิงพอรุ่ง เช้าจะได้รับเจ้าสาวไปหมู่บา้นของฝ่ายชายถา้อยหู่มู่บา้นเดียวกนัจะรับว่าที่เจา้สาวไปคืนน้ีเลยคืนน้ีก็มีการกินเล้ียงกนั สนุกสนานกนัท้งัหมู่บา้น และก่อนที่ลูกสาวของตนจะออกจากบา้นทางฝ่ายพ่อแม่ของผูห้ญิงจะมีการเตรียมขา้วของ ใหก้บัลูกสาวจดัใส่ในกระบุงใหลู้กสาวแบกไปบา้นของฝ่ายชาย ของที่พอ่แม่เตรียมให้เช่น มีด จอบ เมล็ดพชืต่างๆ และ ใส่หวัหมูในกระบุง (คาค่ะ) เหมือนกบับอกใหลู้กสาวรู้วา่ต่อไปเมื่อแต่งงานออกเรือนไปแลว้ใหข้ยนัทา มาหากินและใหม้ี ลูกหลานไวส้ืบทอดวงศต์ระกูลเหมือนกบัที่บรรพบุรุษอ่าข่าเคยดา รงชีวติมา และถา้สู่ขอแบบพธิีใหญ่อยา่งน้ีฝ่ายชายก็จะ นา ผหู้ญิงเขา้บา้นทนัทีไม่ต้องใหว้า่ที่เจา้สาวไปพกับา้นของญาติฝ่ายชาย สินสอดทองหมั้น อ่าข่าจะไม่มีการเรียกสินสอดทองหม้นัตอนไปสู่ขอ แต่จะเอาสินสอดไปใหต้อนหญิงน้นัอายมุากแลว้หรือหญิง น้ันยงัไม่ทนัเอาสินสอดไปให้เหตุผลที่ยงัไม่ให้สินสอดตอนสู่ขอหรือให้ตอนหญิงน้นัยงัสาวๆ ดว้ยความเชื่อว่าถา้หญิง สาวน้นั ใหส้ินสอดกบัพอ่แม่หมายความวา่หญิงน้นั ไดต้ดัขาดจากการเป็นคนของครอบครัวพอ่แม่ขอหญิงน้นัและถึงแม้ จะหยา่กบัสามีก็จะกลบัไปอยบู่า้นพอ่แม่ไม่ได้ถา้ยงัไม่ไดใ้หส้ินสอดถา้หยา่กบัสามีก็สามารถที่จะกลบัไปอยบู่า้นพ่อแม่ ของตนไดอ้ีกจนกว่าหญิงน้ันจะแต่งงานใหม่อ่าข่าจึงต้องเอาสินสอดให้ตอนหญิงน้ันแก่ดว้ยความเชื่อตามที่กล่าวมา ข้างต้น พิธีกรรมที่จะน าสินสอดไปให้ หญิงอ่าข่าแต่งงานมีลูกมีหลานแลว้และครอบครัวไดต้กลงกนัแลว้วา่สมควรที่จะเอาสินสอดไปใหก้บัฝ่ายพอ่แม่ ของหญิงและถา้พอ่แม่เสียชีวติไปแลว้ก็เอาสินสอดไปใหก้บัพชี่ายหรือนอ้งชายที่สืบตระกูลต่อจากพอ่แม่ของหญิงน้นั และต้องไปใหใ้นวนัฤกษด์ีของฝ่ายพอ่แม่ของหญิงเท่าน้นัก่อนเดินทางต้องเตรียมของเพอื่ที่จะเอาไปใหท้างฝ่ายพอ่แม่ ของหญิงน้นัดงัน้ี 1. ไก่ตม้ สุก1 ตัว 2. ขา้วเหนียวห่อดว้ยใบตองจา นวนพอสมควรเพอื่เอาไปฝากบา้นญาติ 3. เหรียญเงินแท้โบราณ 10 เหรียญ (เหรียญรูปี อินเดีย)
4. เส้ือผา้อ่าข่าสา หรับฝากญาติผใู้หญ่ หลงัจากที่เดินทางไปถึงบา้นของพอ่แม่ฝ่ายหญิงแลว้จะเอาไก่ตม้ที่เตรียมไปใหญ้าติผใู้หญ่กินเสร็จแลว้จะเอาขา้ว เหนียวห่อน้ันไปให้กบัผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้น พร้อมกบัแจง้ให้ทราบว่าลูกสาวของตนไดเ้อาสินสอดมาให้เรียบร้อยแลว้ หลงัจากน้นัทางฝ่ายพอ่แม่จะฆ่าไก่1 ตวัเรียกคนอาวโุสและญาติๆมากินกนัพอตกกลางคืนทางฝ่ายหญิงที่เอาสินสอดไป ให้จะฆ่าหมู่1 ตวัแลว้เรียกคนในหมู่บา้นมากินขา้วและมาเป็นสักขีพยานในการเอาสินสอดให้ก่อนที่จะถึงเวลาทาน อาหารทางฝ่ายหญิงน้นัจะเอาเหรียญโบราณ 10 เหรียญ มาให้ทุกคนที่มาร่วมงานดูว่าครบไหม หลงัจากน้ันจะส่งใหก้บั พอ่แม่ของฝ่ายหญิง ตอนเชา้ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะกลบัพอ่แม่ต้องให้หมู 1 ตวัเพอื่ไปกินเล้ียงทีบา้นของฝ่ายผู้หญิงหลังจากที่กลับไปถึง บา้น พร้อมกบัเส้ือผา้ที่จะต้องไปฝากใหก้บัญาติผใู้หญ่ พิธีแต่งงาน พิธีแต่งงานจะเริ่มบ่ายในวนัที่ฤกษด์ีของฝ่ายชายโดยญาติผใู้หญ่ชายของเจา้บ่าวกบัเฒ่าแก่ซ่ึงตามปกติเป็นสตรี สูงอายจุะมานา เจา้สาวเขา้บา้น ก่อนเขา้บา้นจะต้องเปลี่ยนเส้ือสีดา ลว้นไม่มีลายปักและนุ่งกระโปรงขาวและที่ศีรษะของ นางจะโพกผ้าสีด า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนชุดเช่นน้ีเพราะอ่าข่าเชื่อวา่สีดา เป็นสีบริสุทธ์ิและก่อนที่จะน าหญิงสาวเข้าบ้านฝ่ าย ชายน้นั ใหบ้ริสทธ์ิผดุผอ่งเหมือนเด็กเกิดใหม่เพราะหญิงสาวจะต้องไปเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน ข้นัต่อไปเขาจะขลิบผมเจา้สาวหน่ึงปอย ซ่ึงเธอจะต้องรับไวด้ว้ยชายเส้ือไม่ใหต้กถึงดิน และทางญาติฝ่ายชายนา หมวกกนัฝนมาสวมใหเ้จา้สาวแลว้นา เธอเขา้บา้นทางประตูผชู้ายขณะที่ข้ึนบนัไดผเู้ฒ่าจะเอาไมไ้ผฟ่าดหลงัคาสามคร้ัง พร้อมกบัร้องโซ่โซ่โซ่คร้ังเจา้ข้ึนถึงยอดบนัไดเธอก็จะปล่อยลายเส้ือใหป้อยผมตกดินเป็นสญัลกัษณ์วา่เธอไดต้ดัขาด จากพนัธะผกูพนักบัตระกูลเก่าและเขา้เป็นคนในตระกูลของสามีอยา่งสมบูรณ์ เจา้บ่าวกบัเจา้สาวจะไปนงั่คู่กนับนมา้นงั่เต้ียๆ ขา้งเตาไฟในเขตผหู้ญิงของบา้น รับเอาไข่ตม้หน่ึงใบมาถือไว้ แล้วยื่นไข่ใหก้นัและกนัสามคร้ังตามคา สงั่ของผเู้ฒ่าแก่ครบสามคร้ังแลว้ผเู้ฒ่าจึงแกะเปลือกไข่ป้อนใหแ้ก่เจา้บ่าวและ เจา้สาว หลงัจากน้นัเขาจะตม้ไก่ตวัเล็กๆ หน่ึงตวัแบ่งให้เจา้บ่าวและเจา้สาวกินร่วมกนัเพอื่เป็นสัญลกัษณ์วา่ ไดร้่วมชีวติ กนัอยา่งฉนัทส์ามีภรรยาแลว้ การเลี้ยงและการอวยพร งานเล้ียงฉลองซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของพิธีแต่งงานน้นัยดืยาวออกไปถึงสองวนัเจา้ภาพต้องลม้หมูอยา่งน้อยก็หน่ึง ตัวส าหรับปรุงอาหาร แขกผู้ชายและแขกผหู้ญิงจะแยกสา รับอาหารกนัแขกผชู้ายก็กินกนัที่เขตผชู้าย แขกผหู้ญิงก็อยใู่น เขตผู้หญิง ระหว่างที่กินเล้ียงเฮฮากนัเต็มที่เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกนัของบ่าวสาวก็จะเอาเขม่ากน้หม้อมาทาหน้า
เจา้บ่าวเจา้สาวและทากนัเองเป็นที่สนุกสนานคร้ืนเครงกนัถือวา่เขม่าจะน าลาภมาให้ ในวันแรกเจ้าภาพจะเชือดหมูที่โต เต็มที่ 1 ตัว มีอาหารและหลา้ให้กินกนัเตม็ที่นอกจากหนุ่มสาวจะสนุกสนานกนัแลว้ผเู้ฒ่าและผรูู้้ในหมู่บา้นจะร่วมร้อง เพลงด้งัเดิมของอ่าข่าคลา้ยเพลงแหล่เน้ือเพลงจะเริ่มดว้ยเน้ือหาต้งัแต่คู่บ่าวสาวยงัเด็กพ่อแม่เล้ียงดูมาอยา่งไรและคู่บ่าว สาวเจอและจีบกนัอยา่งไรจนถึงวนัแต่งงานในวนัน้ีและเป็ นการกล่าวอวยพรและให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว สั่งสอนการ ครองชีวติคู่ตามบญัญตัิอ่าข่าอยา่งละเอียดลึกซ้ึงผรู้้องจะอยทู่างเขตผชู้ายเวลาร้องจะสาดขา้วสวยมาดว้ยและใหเ้จา้สาวนั่ง อยู่ในเขตผูห้ญิงเอาเสื่อบงัตวัเพื่อไม่ให้ขา้วโดนตวัสาเหตุที่ต้องมีการสาดขา้วเพื่อเป็นสัญลกัษณ์ว่าให้สมบูรณ์ดว้ย พลานามัย พืชพันธุ์ธัญญหาร อายุยืนนาน ลาภ สัตว์สี่เท้าลูกเต้าเรียงรายนับได้หญิงห้าชายห้า ส่วนแขกคนผทู้ี่มาร่วมงานก็ จะกินเล้ียงกนัสนุกสนานจนดึก เช้าวันที่สองจะเริ่มดว้ยการเชิญผูเ้ฒ่าผแู้ก่ในหมู่บา้นมาทานขา้วถึงเวลาตอนเที่ยงพิธีจะเริ่มอีกคร้ังหน่ึงโดยการ เชิญคนในหมู่บา้นมาทานขา้ว หลงัทานขา้วเสร็จทางเจา้บา้วกบัเจา้สาวจะแสดงความเคารพผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ที่มาร่วมงานเป็น พเิศษ โดยคู่บ่าวสาวจะรินเหลา้และต้องป้อนถึงปากทีละคนจนครบ ผเู้ฒ่าจิบเหลา้แลว้จะอวยพรให้คู่บ่าวสาวดว้ยคา อวย พรมากมาย และจะให้สตางค์กับคู่บ่าวเจา้ด้วยตามความสามารถของแต่ละคนถือเป็นเงินก้นถุงของคู่บ่าวสาว และ ช่วยงานในการจดักินเล้ียงของฝ่ายเจา้ภาพ และคืนน้ีแหละจะมีการปาขา้วสวยโยนใส่กนั ในระหวา่งหนุ่มสาวและเอาเขม่า กน้หมอ้มาทาเล่นกนัสนุกสนาน และดา้นผูใ้หญ่จะมีการร้องเพลงลา นา และคนที่นั่งร่วมขนั โตกให้จังหวะเป็ นระยะๆ ดว้ยการออกเสียเซย้เซย้เซย้เน้ือหาในการร้องก็จะพดูถึงการเกิดมาของคนๆหน่ึงกวา่จะโตมาไดพ้อ่แม่ต้องล าบากขนาด ไหน และผา่นอะไรมาบา้งคู่บ่าวสาวต้องอดทนอยา่งไรในการใชช้ีวติคู่ เชา้ของวนัที่สาม จะเชือดไก่1 ตัว และเชิญผเู้ฒ่าในหมู่บา้นมาทานขา้วอีกคร้ังหน่ึง และในระหวา่งที่คนอื่นทาน ขา้วอยนู่้นัฝ่ายเจา้สาวต้องออกไปในป่ าที่ใกล้หมู่บา้นพร้อมกบัแบกตะกร้า (ก๋วย) ไปดว้ย เพอื่ที่จะตดัหยวกกลว้ยมาด้วย และในขณะที่เดินทางไปตดัหยวกกลว้ยน้นั ต้องปั่นฝ้ายไปดว้ย พอกลบัมาถึงบา้นจะผา่หยวกกลว้ยน้นั ใหก้บัผเู้ฒ่าผแู้ก่กิน และตอนค่า คู่บ่าวสาวจะเอาเหลา้ไปรินใหก้บัพี่เล้ียงในการทา พิธีเพอื่เป็นการขอบคุณและเป็นวนัแรกที่คู่บ่าวสาวจะออก จากบา้นหลงัจากแต่งงานกนัที่บา้นของเจา้บ่าวคืนน้ีจะมีงานกินเล้ียงกนัอีกหน่ึงคืน ส่วนใหญ่คนที่มีกินเล้ียงในวนัน้ีจะ เป็ นคนหนุ่มสาวและวยักลางคนจะไม่มีผเู้ฒ่าผแู้ก่มาร่วมงาน แลว้จากน้ีไปคู่บ่าวสาวก็จะใชช้ีวติตามปกติสุขเหมือนคู่บ่าว สาวคู่อื่นๆ ที่แต่งงานไปคู่แลว้คู่เล่าและถือเป็นหนา้ที่ของคู่สามีภรรยาทุกคู่ที่จะต้องมีลูกเร็วๆ ไวส้ืบตระกูลต่อไป เรือนเล็ก (เรือนหอ) หลงัแต่งงานแลว้ สามีภรรยาคู่ใหม่จะปลูกเรือนเล็กใกลๆ้กบัเรือนใหญ่ของพ่อสามีปลูกไวส้า หรับเป็ นที่นอน เท่าน้ัน ยงัคงร่วมกิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร, ทา งานบา้น ฯลฯ กบัสมาชิกของครอบครัวสามีที่เรือนใหญ่อยู่ และเธอยังคงมีสิทธิ์ที่จะไปเยี่ยมเยียนครอบครัวตัวเองคงความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ต้องส านึอยุ่เสมอว่าเป็นคนของ ตระกูลสามีแลว้และมีหนา้ที่หลกัคือผลิตทายาทผสู้ืบสายเลือดของสามีต่อไป
ถ้าสามีภรรยาอยู่กินมาด้วยกันหลายปีแต่ยงัไม่มีลูกสักทีและทางครอบครัวได้ทา พิธีกรรมทุกอย่างเพื่อให้ ต้งัครรภแ์ลว้แต่ไม่สามารถต้งัครรภไ์ดจ้นแลว้จนรอด ทางฝ่ายชายจะต้องแต่งงานหญิงคนใหม่เขา้มาในบา้นเป็นภรรยา คนที่สอง เพื่อให้มีลูกไว้สืบวงศ์สกุล และเป็ นชีวิตปกติของครอบครัวอ่าข่าที่ภรรยาหลวงและภรรยาน้อยอยบู่า้นหลัง เดียวกนัและถา้คู่ไหนอยกู่นัไม่ไดก้็จะมีการเลิกและหยา่ร้างกนัไป แต่ส่วนใหญ่แลว้ผหู้ญิงอ่าข่ามีความอดทนสูงมากถึง ไม่พอใจกต้อง ็ ไม่พดูเพราะอ่าข่าถือว่าผูช้ายเป็นชา้งเทา้หนา้ผูห้ญิงเป็นชางเท้าหลัง ้ ต้องให้ผู้ชายเป็ นผู้ตัดสินใจในเรื่อง ต่างๆ เกือบทุกอยา่ง
บทที่ 3 สภาพทวั่ไปของหมู่บ้านทศี่ึกษาวจิยั ประวัติความเป็ นมา ประวัติความเป็ นมาย้อนหลังไปเมื่อปี พุทธศักราช 2440 ชาวบ้านผาหมีได้อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาใน ประเทศจีน และอีกหลุ่มหน่ึงอพยพมาจากประเทศพม่า โดยการนา ของนายหล่อชีเชอหมื่อ นายประถม พฤกษาพนัธ์ทวี และนาเคอจอง หม่อโป๊ะกู่ซ่ึงการอพยพคร้ังน้ีมีสาเหตุเนื่องมาจากในประเทศพม่าเกิดสงคราม ไดอ้พยพจากอา เภสามเตา้ เขาไปอยทู่ ี่บานกวางทองในประเทศลาวเขา้ไปต้งัถิ่นฐานอยไู่ดไ้ม่นานไดร้ับความกดดนัและบีบค้นัท้งัทางเศรษฐกิจและ การเมือง จึงไดอ้พยพเขา้มาต้งับา้นเรือนอยู่ใกลๆ้กบับา้นห้วยน้า รินในปัจจุบนัจา นวน 40 หลังคาเรือน ซึ่งราษฎรใน หมู่บา้นเป็นขาวเขา เผา่อ่าข่าแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ลอม้ีอ่าข่าและอุโลอ้่าข่า ซ่ึงไดอ้าศยัอยใู่นหมู่บา้นเก่าน้ีนานมาก และในปี พุทธศักราช 2500 ชาวบา้นผาหมีแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ไดย้า้ยมาต้งัถิ่นฐานใหม่คือ หมู่บา้นผา หมีในปัจจุบันมี 19 หลงัคาเรือน กลุ่มที่2 ไดแ้ยกยา้ยไปอยทู่ ี่อื่น เช่น อา เภอแม่สวย(ดอยชา้ง)8 หลงัคาเรือน อา เภอแม่จนั บา้นหนองแวน่ 9 หลงัคาเรือน บา้นหว้ยกา้งปลา 5 หลังคาเรือน อา เภอแม่สอด จงัหวดัตาก 4 หลังคาเรือน บ้านโป่ งแขม 4 หลังคาเรือน และบ้านดอยสะโง้ 2 หลังคาเรือนปี พุทธศักราช 2511 มีชาวเขาเผา่อ่าข่าอพยพมาจากบา้นผาแดง ประเทศ พม่าอีก42 หลงัคาเรือน โดยการนา ของนายอาปะ หม่อโป๊กู่และมาจากบา้นสามปลีอีก2 หลังคาเรือน ปี พุทธศักราช 2516 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามมินทราธิราชบรมนาภบพิตร รัชการปัจจุบนัทรงเสด็จเยยี่มชาวบา้นผาหมีทรงมอบเหรียญชาวเขา และทรงมีพระราชดา ริใหส้ร้างโรงเรียนเจา้พอ่หลวง อุปถัมภ์ ที่มาของชื่อหมู่บา้นผาหมีผูอ้าวุโสในชุมชนไดเ้ล่าว่าในอดีตบริเวณหมู่บา้นผาหมีเป็นป่าทึบมีหนา้ผาสูงและมี ถ้า หรือโพรงบนหนา้ผาและมีสตัวป์่าคือ หมาอาศยัอยเู่ป็นจา นวนมาก ชาวบา้นเลยต้งัชื่อบา้นผาหมี ผู้น าบ้านผาหมีต้ังแต่ก่อต้ังหมู่บ้าน มีดังนี้ 1. นายแสงพรม เชอหมื่อกู่ 2. นายอาแยะเชอหมื่อกู่ 3. นายมนตรี พฤกษาพันธ์ทวี 4. นายวทิยา พทิกัษก์ิตติชยั 5. นายชาญยทุธรุ่งทวพีทิยากุล
ข้อมูลประชากร ชุมชนบ้านผาหมีประกอบด้วย 86 หลังคาเรือน 102 ครอบครัว โดยมีประชากรท้งัหมด 970 คน แบ่งเป็นผชู้าย 499 คน ผู้หญิง 471 คน ราษฎรในชุมชนบ้านผาหมีน้นัส่วนใหญ่มีสญัชาติไทยแลว้ การปกครองของชุมชนแบ่งเป็นคุ้มๆ ดังนี้ 1. นายยุทธนา มหาปุริมกุล หัวหน้าคุ้มสิงห์ใต้ 2. นายเชษฐา ภัทรนันทกุล หัวหน้าคุ้มนกอินทรีย์ 3. นายเชาวลิต เฟื่องกิจทวกีุล หัวหน้าคุ้มนกยูง 4. นายนิยุติ พฤกษาพันธุ์ทวี หัวหน้าคุ้มม้าลาย 5. นายนิวัฒน์ ธ ารงทัศนีย์ หัวหน้าคุ้มช้างเผือก 6. นายสวัสดิ์ มหาปุริมกุล หัวหน้าคุ้มกระทิงแดง คณะกรรมการกลางหมู่บ้าน, คณะกรรมการฝ่ ายต่างๆ ของบ้านผาหมี 1. นายชาญยุทธ รุ่งทวพีทิยากุล ผใู้หญ่บา้น 2. นายสวัสดิ์ มหาปุริมกุล ผชู้่วยฝ่ายปกครอง 3. นายนิติพันธ์ รุ่งสิริพฒัน์ผชู้่วยฝ่ายปกครอง 4. นายสุชาติ เฟื่องกิจทวกีุล ผชู้่วยฝ่ายป้องกนั 5. นายนิวัฒน์ ธ ารงทัศนีย์ ผชู้่วยฝ่ายป้องกนั 6. นายสาธิต พิทักษก์ิติชยั ประธานฝ่ ายพัฒนา 7. นายชวลิต เฟื่องกิจทวกีุล ประธานฝ่ ายการคลัง 8. นายพงษ์ศักดิ์ รุ่งทวพีทิยากุล ประธานฝ่ ายการศึกษา 9. นายเชษฐา ภัทรนันทกุล ประธานฝ่ ายสวัสดิการ 10. น.ส.วนิดา ประถมพนากุล ประธานฝ่ ายสาธารณสุข 11. นายสุชาติ เฟื่องกิจทวกีุล ประธานฝ่ ายประชาสัมพันธ์ 12. นางพิมพิกา รุ่งอุดมสมบตัิ ประธานฝ่ายแม่บา้น 13. นายด ารงค์ พนาพิทักษ์ทอง ประธานฝ่ ายเยาวชน 14. นายอุดม พนาพิทักษ์ทอง ประชาคม 15. นายทนงศักดิ์ ภัทรนันทกุล สมาชิก อบต. 16. น.ส.ดวงฤดี บริสุทธิพจน์ สมาชิก อบต.
17. นายอุดม พนาพิทักษ์ทอง เลขานุการ ข้อมูลด้านการศึกษา มีโรงเรียนระดบั ประถมของสา นกังานประถมศึกษาอา เภอแม่สาย 1 แห่งคือโรงเรียนเจา้พอ่หลวงอุปถมัภ์5 บ้าน ผาหมี โดยมีคุณครู 4 คน ซ่ึงนายนันทร์เข็มขา เป็นครูใหญ่มีจา นวนักเรียนท้งัหมด 79 คน เป็ นนักเรียนชาย 45คน นักเรียนหญิง 34 คน และเด็กเล็กอนุบาล 28 คน ผู้ชาย 18 คน ผู้หญิง 10 คน ข้อมูลด้านสวัสดิการสังคม มีสถานีอนามัย 1 แห่ง มีเจา้หน้าที่สาธารณสุข 2 คน โดยมีนายวิเชียร สุวรรณรัตน์ เป็ นหัวหน้าสถานีอนามัย นางภทัรา สุวรรณรัตน์เป็นเจา้หนา้ที่สาธารณสุขอาสาสมคัรสาธารณสุขหมู่บา้น (อสม.) 6 คน ข้อมูลด้านดูแลเด็กเล็ก มีศูนย์เด็กเล็ก 1 แห่ง มีเจา้หนา้ดูแลเด็ก1 คน คือ นางสาวชลธิชา มุมานะกุล มีเด็กเล็กท้งัหมด 27 คน อาณาเขตที่ตั้ง ต้งัอยบู่นเทือกเขาดอยชา้งมูบบริเวณพิกดั NC890558 อยสูู่งจากระดบัน้า ทะเลปานกลาง840 ม.อยหู่ ่างจากแนว ชายแดนประเทศพม่าประมาณ 1 กม. บ้านผาหมีเป็นหมู่บ้านทางการ หมู่ที่ 6 ต าบลเวียงพางคา อ าเภอแม่สาย จงัหวดัเชียงราย พ้นืที่ของหมู่บา้นเป็นภูเขาและมีป่าไมล้อ้มรอบ มีอาณาเขตติดต่อดงัน้ี ทิศเหนือ ติดต่อกบับา้นหว้ยน้า ริน ทิศใต้ ติดต่อกบับา้นมูเซอผาฮ้ีและศูนยฝ์ึกอบรมผาหมี ทิศตะวันออก ติดต่อกบับา้นป่าเหมือด ต.เวยีงพางคา อ.แม่สายจ.เชียงราย ทิศตะวันตก ติดต่อกบัชายแดนไทย-พม่าและบา้นสามปลี ระยะทาง ห่างจากอา เภอแม่สาย10 กม. ห่างจากจงัหวดัเชียงราย 60 กม. ห่างจากชายแดนไทย-พม่า 1 กม.
พื้นที่ส าหรับอยู่อาศัยและเกษตรกรรม ที่ท้งัหมด 2,000 ไร่ พ้นืที่การเกษตร 1,000 ไร่ พ้นืที่อยอู่าศยั 200 ไร่ สถานที่ราชการ 50 ไร่ พ้นืที่สาธารณะประโยชน์ 10 ไร่ แหล่งน ้าตามธรรมชาติ มีลา หว้ยขนาดเล็กซ่ึงมีตน้กา เนิดในพ้นืที่บา้นผาหมีอยู่หลายแห่งพอเพียงในการใชบ้ริโภค และการเกษตร และ แต่ละบา้นจะต่อน้า โดยท่อพวีซีีเขา้บา้นตวัเอง ใชไ้ดต้ลอดท้งัปี เส้นทางคมนาคม มีเส้นทางคมนาคมที่เขา้สู่หมู่บา้นผาหมี3 เส้น ทางโดยทุกเส้นทางเป็นถนนลาดยางและภายในหมู่บา้นถนนปู ด้วยอิฐไอเช็ดชั่น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการพฒันาดอยตุง (พ้ืนที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจาก พระราชดา ริ(คพต.) เสน้ทางที่จะเขา้ผา่หมีมีดงัน้ี เส้นทางที่ 1เข้าที่ปากทางบ้านป่ าเหมือดระยะทางประมาณ 4.5 กม. เส้นทางที่ 2 เขา้ทางอ.แม่สายผา่นบา้นหว้ยน้า รินระยะทางประมาณ 7 กม. เส้นทางที่ 3 เข้าทางถนนสายดอยตุง-หว้ยไคร้ผา่นดอยชา้งมูบ และผา่นบา้นอ่าข่าผาฮ้ีระยะทางประมาณ 30 กม. การติดต่อสื่อสาร การเดินทางติดต่อหน่วยงานราชการในอา เภอแม่สาย สามารถเดินทางโดยรถยนตแ์ละรถจกัยานยนตส์ ่วนตัวได้ สามารถติดต่อทางดา้นวทิยสุื่อสารติดตามตวัซ่ึงไดร้ับการสนบัสนุนจากสา นกังานการปกครองอา เภอแม่สาย โดยมีวิทยุ สื่อสารอยู่4 เครื่อง ซ่ึงผูใ้หญ่บา้นและผูช้่วยผูใ้หญ่บา้นเป็นผูถ้ือครองอยู่และมีหอกระจายข่าวประจา หมู่บา้น 2 เครื่อง และมีโทรศพัทส์าธารณะในหมู่บาน ้ 2 ตู้บา้นผใู้หญ่บา้นมีอีก1เครื่อง
ความเชื่อและศาสนา ชุมชนบ้านผาหมีนบัถือศาสนาด้งัเดิมท้งัหมู่บา้น โดยมีนายเสรีรุ่งพรประทีป เป็นผูน้า ศาสนาและในหมู่บา้นมี กฏวา่ถา้บา้นไหนจะเปลี่ยนศานาใหย้า้ยไปอยทู่ ี่อื่น ในหมู่บา้นก็เลยไม่มีใครนบัถือศาสนาอื่นเลยนอกจากศาสนาด้งัเดิม โครสร้างการเมืองการปกครอง ชุมชนบ้านผาหมีมีการปกครองเป็ น 2 ลักษณะ คือ 1. แบบทางการคือระบบบการจดัการปกครองโดยองคก์รของรัฐหรือระบบราชการโดยมีผูใ้หญ่บา้นเป็นผูน้า หมู่บา้น มีผชู้่วยผใู้หญ่บา้น และมีกรรมการฝ่ายต่างๆ และมีสมาชิกองคก์ารบริหารตา บล ช่วยกนัดูแลและพฒันา หมู่บ้าน ผูใ้หญ่บ้านทางการชื่อนายชาญยุทธ รุ่งทวีพิทยากุล เบอร์โทรศัพท์ติดตามตัวของผูใ้หญ่บา้นคือ 01-2879297 และมี อบต. 2 คน 1. นายทนงศักดิ์ ภัทรนันทกุล 2. นางสาวดวงฤดี บริสุทธิ์ พจน์ และมีคุณครูเด็ก เล็กก่อนวยัเรียน 1 คน ชื่อนางสาวชลธิชา มุมานะกุล เบอร์โทรศัพท์ติดตามตัว 09-8380834 2. แบบไม่เป็นทางการ หรือ การปกครองโดยผูน้า ศาสนาในหมู่บา้น เวลามีปัญหาเกิดข้ึนในหมู่บา้นจะเรียกผูน้ า ศาสนามาตดัสินก่อน ถา้เรื่องไม่รุนแรงจะตดัสินกนั ในหมู่บา้น โดยเอากฏและจารีตประเวณีของเผา่มาตดัสิน ถา้ ฝ่ายไหนผดิจะมีการปรับค่าสินไหมอาจจะเป็นเงินหรือใหท้า พธิีขออภยัจากหมู่บา้นโดยการฆ่าหมู่หรือไก่ในการ ทา พธิีและจะเรียกผเู้ฒ่าผแู้ก่ในหมู่บา้นมากิน ถา้ปรับเป็นเงินเอาเขา้ส่วนกลางของหมู่บา้น กฏระเบียบและข้อบังคบัในหมู่บ้านผาหมี - ห้ามทะเลาะวิวาท - ห้ามลักขโมย - หา้มเล่นการพนนั - หา้มเสพสิ่งเสพติด หา้มจา หน่าย หา้มลา เลียงผา่นหมู่บา้น - ห้ามตัดไม้ท าลายป่ า - ใหร้ักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอนัเก่าแก่ของเผา่อยา่งเคร่งครัด ส าคญัสถานที่/สาธารณูปโภค/สิ่งอ านวยความสะดวก - ถนนในเขตหมู่บา้นปูดว้ยอิฐไดเช็ดชนั่ของรพช.จากคพต. พ. - ไฟฟ้า ภายในหมู่บา้นมีไฟฟ้าใชไ้ดทุ้กหลงัคาเรือนต้งัแต่ปีพ.ศ. 2534 จากโครงการพัฒนาดอยตุง - ประปาภูเขา มีน้า ประปาภูเขาใชทุ้กหลงัคาเรือน และสร้างถงัเก็บน้า ไวต้ากจุดต่างๆ ภายในหมู่บา้นจา นวน 11 ถัง
- โรงเรียน มีโรงเรียนระดับประถม คือ โรงเรีนเจ้าหลวงอุปถัมภ์ 5 ของสา นักงานการประถมศึกษาอา เภอแม่ สาย - มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง ไดร้ับงบประมาณจากรมพฒันาชุมชนอา เภอแม่สายและโครงการพฒันาดอยตุง - ศูนยข์อ้มูลของหมู่บา้น 1 แห่ง - สุขามีครบทุกหลังคา - ธนาคารข้าวมี 1 แห่งจดสร้างโดยงบประมาณกรมพัฒนาชุมชน ั - สถานีอนามัยมี 1 แห่ง ระบบการผลิต ชุมชนบ้านผาหมีส่วนใหญ่จะปลูกพืชเศรษฐกิจจะไม่ปลูกขา้วหรือพชืผกัต่างๆ ไวร้ับประทานในหมู่บา้น คนใน ชุมชนจะซ้ือของใชแ้ละของกินในเมืองกนัหมด คนที่ไม่มีที่ดินทา กินจะไปรับจา้งทา งานของคนที่มีที่ดินที่ทา กินเยอะ ส่วนใหญ่แลว้จะรับจา้งในหมู่บา้นมากกว่าออกไปรับจา้งนอกหมู่บา้น พืชเศรษฐกิจที่ชุมชนปลูก คือลิ้นจี่กาแฟ และ อื่นๆ ชุมชนบ้านผาหมีส่วนใหญ่แลว้เศรษฐกิจค่อนขา้งดีถึงดีมาก กิจกรรมที่ชุมชนท า 1. กลุ่มกิจกรรมแม่บา้น ในชุมชนจะจดัต้งัเป็นกลุ่มแม่บา้น เวลามีกิจกรรมในหมู่บา้นหรือกบัชุมชนอื่นๆ กลุ่ม แม่บา้นจะมีการจดัแสดงวฒันธรรมด้งัเดิมแบบชนเผ่าไปแสดงนอกชุมชนดว้ย และมีการร่วมตวักนัฝึกอาชีพ ใหก้บักลุ่มแม่บา้น โดยราชการเป็นผอู้บรมอาชีพใหก้บักลุ่มแม่บา้น 2. กลุ่มเยาวชนในหมู่บา้น โดยมีการร่วมตวักนัจดักิจกรรมต่างๆ สา หรับเยาวชนในเทศกาลต่างๆ และมีการไปแข่ง กีฬากบัชุมชนอื่นๆดว้ย มีการรณรงคใ์นรูปแบบต่างๆ ในเรื่องยาเสพติดในกลุ่มเยาวชนดว้ยกนัเองเพอื่ลดปัญหา ยาเสพติด สภาพปัญหาในชุมชน ปัญหาในชุมชนพอสรุปไดด้งัน้ี 1. ชาวบา้นไม่เน้นผลิตพืชผลแบบพอมีพอกินเหมือนสมยัก่อน ทา ให้คนในชุมชนต้องอาศยัยงัชีพโดยการซ้ือของจาก ในเมืองถา้ไม่มีเงินจะดา รงชีวติอยไู่ม่ได้ทา ใหค้นในหมู่บา้นเห็นแก่ตวัมากข้ึนไม่เหมือนสมยัก่อนใครมีอะไรก็แบ่ง กนักิน สภาพในชุมชนก็เลยต่างคนต่างอยู่ไม่เก้ีอกูลซ่ึงกนัและกนัเหมือนสมยัก่อน ชาวบา้นส่วนใหญ่จะเนน้ ปลูกพืช เศรษฐกิจเอาไว้ขายและราคาพืชผลขายได้ราคาไม่ดีไม่คุม้กบัค่าปุ๋ยและค่าแรงที่จา้ง ทา ให้ชาวบานเป็ น ้หน้ีเป็นสิน รายไดก้บัรายจ่ายไม่สมดุลกนั
2. เด็กๆในหมู่บา้นพอพดูไดพ้อ่แม่ก็ส่งไปเรียนในเมือง ท าให้เด็กอยใู่นเมืองมากวา่ ในชุมชน เด็กจะกลับเฉพาะตอนปิ ด เทอมเท่าน้นัทา ให้เด็กในชุมชนพดูภษาชนเผ่าไดไ้ม่หมดหรือบางคนพูดภาษาชนเผ่าตนเองไม่ไดเ้ลย พ่อแม่ต้องไม่ เรียนภาษาไทยเพื่อพูดกบัลูกตนเองและเด็กๆในชุมชนไม่สนใจที่จะเรียนรู้ประเพณีและวฒันธรรมของชนเผ่า ไม่ ตระหนกัในการสืบทอดวฒันธรรมและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชนเผา่เด็กๆในชุมชนถูกดูดกลืนไปกบัความเจริญ ในเมืองและพอเรียนจบจะทา งานและใชช้ีวิตอยใู่นเมืองไปเลย ไม่ยอมกลบัไปสู่ทอ้งถิ่น และอีกไม่นานถา้ผเู้ฒ่าผูแ้ก่ ในหมู่บา้นเสียชีวติหมดแลว้ ใครจะเป็นคนสืบทอดวฒันธรรมของชนเผา่ต่อไป ปัญหาน้ีเป็นปัญหาที่ใหญ่มากทุกคน ในหมู่บา้นต้องร่วมมือกนัเพอื่ไม่ใหว้ฒันธรรมชนเผา่สูญหายและจะทา อยา่งไรใหลู้กหลานสืบทอดต่อไป 3. คนในชุมชนไม่ตระหนกัถึงพษิภยัของยาเสพติด เด็กวยัรุ่นติดยาเสพติดกนัเยอะมาก พวกเขานึกวา่จะเสพกนัชั่วคร้ัง ชวั่คราวเล่น ไม่ติดหรอกแต่กวา่จะรู้ตวัก็ติดซะแลว้ตวัเองไม่มีรายไดต้อง ้ขอเงินพอ่แม่ใช้อยแู่รกๆพอ่แม่ก็พอให้ได้ แต่พอหนกัเขา้ไม่มีเงินใหลู้กหลานตวัเอง ก็ถูกลูกหลานตวัเองขโมยขา้วของในบา้นไปขายเพอื่ไปแลกกบัยาเสพติด น่าสงสารพ่อแม่มาก และไม่ใช่แต่เด็กวยัรุ่นอยา่งเดียวคนที่ป็นผูใ้หญ่ที่ติดยาเสพติดก็มีเยอะเช่นกนัพ่อแม่บางคน ตวัเองก็เสพอยแู่ลว้พอไปสอนลูกตวัเองลูกไม่ยอมเชื่อฟังลูกหาว่าสอนตวัเองให้ไดก้่อนที่จะมาสอนคนอื่น เรื่องยา เสพติดก็เป็นปัญหาใหญ่ในหมู่บ้านที่รอผูน้า หมู่บา้นที่เขม้แข็งมาแกป้ ัญหาที่ผ่านมาผูน้า หมู่บา้นไม่เขม้แข็งพอแต่ ตอนน้ีเปลี่ยนผนู้า ในหมู่บา้นแลว้คิดวา่ ปัญหาคงจะนอ้ยลงและในที่สุดปัญหายาเสพติดในชุมชนก็จะหมดไป
บ้านอาแย ประวัติศาสตร์และความเป็ นมา ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2523 ชาวบา้นอาแยไดอ้พยพมาจากหลากหลายหมู่บา้นและมาอยรู่วมกนัเป็นบา้นอาแย โดยการนา ของผูเ้ฒ่า “อาบอเดอ” ชาวบา้นที่มาอยนู่้ัน ยา้ยมาจากจงัหวดัเชียงใหม่และจงัหวดัเชียงราย สาเหตุที่ยา้ยมาอยู่ บา้นอาแยเพราะว่าหมู่บา้นเก่ามีการแตกแยกไม่สามคัคีกนัต่างคนต่างแย่งกันเป็นใหญ่ชาวบา้นบางส่วนรับสภาพที่ เกิดข้ึนน้นั ไม่ไหวก็เลยอพยพมาอยบู่า้นอาแยในปัจจุบนัก่อนที่เผา่อ่าข่าจะยา้ยมาอยบู่า้นอาแยน้นัมีเผา่ลีซูอยกู่ ่อนแลว้พี่ น้องลีซูต้งัหมู่บา้นไดก้ี่ปีน้ันไม่มีใครทราบแน่ชดัทราบแต่ว่าพี่น้องลีซูอยไู่ม่นานก็ยา้ยหมู่บา้นไปอยทู่ ี่อื่นกนัหมด และ ตอนที่ผูเ้ฒ่าอาบอเดอมาสา รวจเพื่อจะต้งัหมู่บา้นน้ันไม่มีคนอาศยัอยแู่ลว้และผูเ้ฒ่าอาบอเดอเห็นว่าที่ตรงที่ต้งัหมู่บา้น อาแยในปัจจุบนัเหมาะที่จะต้งัเป็นหมู่บา้นก็เลยไปชกัชวนชาวบา้นคนอื่นๆ มาอยดู่ว้ยกนัหลงัจากที่ผเู้ฒ่าอาบอเดอไดม้า ต้งัหมู่บา้นอาแย มีชาวบา้นบางส่วนจากที่อื่นๆ ย้ายมาสมทบอีกเป็ นบางส่วน และสาเหตุที่ต้งัชื่อหมู่บา้นวา่บา้นอาแย น้นั ผูน้า ของชาวอ่าข่าที่ชาวบา้นแต่งต้งัให้เป็ นผูน้า น้ัน ชื่อ นายอาแย ทางราชการก็เลยเรียกบา้นอาแยต้งัแต่น้ันมา ปัจจุบนั บา้นอาแยต้งัหมู่บา้นมาแลว้ 23 ปี ที่ต้ังและลักษณะทางภูมิศาสตร์ บา้นอาแยต้งัอยหู่มู่ที่3 ตา บลป่าไหน่อา เภอพร้าวจงัหวดัเชียงใหม่ตวัหมู่บา้นต้งัอยบู่ริเวณหุบเขาใกลล้า ห้วย เล็กๆ ในหมู่บา้นอากาศค่อนขา้งเยน็ตลอดท้งัปี และฤดูหนาวอากาศจะหนาวมากส่วนสภาพดินทวั่ ไปยงัอยใู่นสภาพที่ ใชไ้ด้หมายถึง สภาพดินยงัไม่เสื่อม ยงัอยใู่นสภาพที่การเพาะปลูกพอจะไดผ้ล ส่วนเรื่องแหล่งน้า น้ันค่อนข้างมีความ อุดมสมบูรณ์ และสภาพป่ ามีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร มีสัตว์ 4 เทา้และนกอาศยัอยบู่า้ง เช่น หมู่ป่า เกง้เป็นตน้ บา้นอาแยอยใู่นเขตป่าสงวนแห่งชาติในหมู่บา้นมีกฏเกณฑร์ักษาป่าโดยแบ่งเป็นป่า 2 ประเภท คือ 1. ป่าอนุรักษใ์ชส้อยไม่ได้ไม่วา่ ใครก็ตามไปตดัไมใ้นบริเวณน้ีไม่ไดเ้ป็นอนัขาด 2. ป่าใชส้อย ป่าเขตน้ีสามาถใชส้อยไดเ้ฉพาะคนในชุมชนเท่าน้ัน ห้ามคนอื่นหรือคนภายนอกชุมชนไปตัดไม้ และหา้มตดัขายอยา่งเด็ดขาด มีคณะกรรมการหมู่บา้นกา กบัดูแลเป็นอยา่งดี นอกจากป่าดงักล่าว ยงัมีป่าอนุรักษต์ามประเพณีอีก คือป่าจารีตเหมือนกบัหมู่บา้นอื่นๆ ทวั่ ไป ป่าที่อยใู่นบริเวณ สถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิของหมู่บา้น ซ่ึงตามกฏจารีตแลว้ห้ามใครไปรบกวนหรือตดัไมใ้นบริเวณดงักล่าวเช่น ประตูหมู่บา้น (ลอ้ข่อง),ศาลพระภูมิหมู่บา้น (ม้ีฆอ้ง), ป่าชา้ (หล่อ พยมุ้), บ่อน้า บริสุทธ์ิ(อี๊ซอ้ ล้อ เขาะ) สถานที่กล่าวมาขา้งตน้น้ีชาวอ่าข่าถือวา่ เป็ นสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิที่ไม่สามารถจะเขา้ไปตดัไมไ้ด้จึงเป็นป่าอนุรักษ์ ของชุมชนโดยปริยาย
ข้อมูลประชากร บ้านอาแยมีจ านวนหลังคาเรือนท้งัหมด 41 หลังคา จ านวนครอบครัว 49 ครอบครัวในหมู่บา้นประชากรท้งัหมด 270 คน เป็ นชาย 134 คน เป็ นหญิง 136 คน ตระกูลในหมู่บ้านอาแย ในหมู่บา้นอาแยมีท้งัหมด 9 ตระกูล ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดคือ แลเชอร์ 1. แลเชอร์ 2. มาเยอะ 3. เยเปี ยง 4. หวยุ่ยอื่ 5. หมื่อแล 6. เบียงแหล่ 7. เยเสาะ 8. เชอหมืน 9. แลเซ่อ ความเชื่อ/ศาสนา บ้านอาแยมีครอบครัวที่ไปนับถือศาสนาคริสต์แล้วส่วนหน่ึงแต่โดยส่วนมากก็ยงันบัถือบรรพบุรุษอยู่และยงัมี ความหนักแน่นพอสมควร และพวกที่ไปนับถือศาสนาอื่นก็ยงัร่วมมือร่วมใจในการสนับสนุนเกี่ยวกบัวฒันธรรมของ ตนเอง โดยไม่มีการแบ่งแยกกัน ยงัมาร่วมจดัเทศกาลต่างๆในรอบปียงัทา กันอย่างเต็มรูปแบบทุกปีหรือแม้กระท้งั โครงสร้างหมู่บา้นก็ยงัไม่มีการเปลี่ยนแปลงนกัเช่น การมีประตูหมู่บา้น มีศาลพระภูมิประจา หมู่บา้น มีป่าชา้และมีบ่อ น้า บริสุทธ์ิซ่ึงเป็นองคป์ระกอบของโครงสร้างหมู่บา้นที่ชาวอ่าข่าจะต้องมี ความเชื่อในเรื่องสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิสา หรับคนรุ่นเก่าและรุ่นกลางยงัมีความเชื่อในเรื่องสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิและคา สอนของ บรรพบุรุษอยมู่ากยงัมีความเชื่อว่าสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิในโลกน้ีมีจริง ดว้ยเหตุน้ีสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิภายในหมู่บา้นจึงมีการรักษา และมีการกราบไหว้บูชาทุกๆปี ส่วนคนรุ่นใหม่ก็เช่นกนัยงัมความเชื่ออยมู่ากเนื่องจากมีความนบัถือผอู้าวโุสในหมู่บา้น และในชุมชนบา้นอาแยน้นัมีการนบัถือศานาแบ่งไดเ้ป็น 3 กลุ่มดงัน้ีคือ 1. นบัถือความเชื่อด้งัเดิม 2. นับถือศานาคริสต์ 3. นับถือศาสนาพุทธ
ข้อมูลด้านการศึกษา ชุมชนบา้นอาแยน้นัยงัไม่มีโรงเรียนที่สอนเป็นระบบ มีคุณครูของกรมการศึกษานอกโรงเรียนเพียง 2 คน ที่คอย สอนให้เด็กในหมู่บา้นอ่านออกเขียนได้และถา้ใครอยากไดวุ้ฒิการศึกษาจะต้องไปสอบเทียบในโรงเรียนในเมืองพร้าว เพราะฉะน้ันเด็กโตในหมู่บา้นจะเขา้ไปเรียนในเมืองกันหมด มีแต่เด็กเล็กเท่าน้ันที่เรียนที่ชุมชน ขอ้มูลการศึกษาใน ชุมชนบา้นอาแยมีดงัน้ี 1. มีผอู้่านออกเขียนภาษาไทยได้111 คน 2. มีผอู้่านเขียนภาษาไทยไม่ได้159 คน 3. ระดับการศึกษา 3.1 มีผู้จบประถมศึกษา 11 คน ชาย 11 คน หญิง 5 คน 3.2 มีผู้จบมัธยมศึกษาตอนต้น 5 คน ชาย 4 คน หญิง 1 คน 3.3 มีผกู้า ลงัศึกษาอยู่111 คน ชาย 59 คน หญิง 52 คน ข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย 1. มีผู้พิการ 2 คน (ชาย) 2. มีเด็กกา พร้า 9 คน ชาย 6 คน หญิง 3 คน 3. มีโรคประจ าตัว 4 คน ชาย 1 คน หญิง 3 คน ระบบการผลิต บา้นอาแยจะปลูกพืชเพื่อไวก้ินเอง เช่น ขา้วขา้วโพด ถวั่และผกัชนิดต่างๆ ชาวบา้นจะเล้ียงสัตวไ์วบ้ริโภคใน หมู่บา้น เช่น ไก่หมูบางบา้นจะเล้ียงววัไวข้าย ส่วนใหญ่แลว้คนในชุมชนจะไม่ค่อยพ่ึงพาพวกขา้วและผกัต่างๆ จากใน เมือง เพราะคนในชุมชนจะปลูกไว้รับประทานเอง ของที่จะซ้ือจากในเมืองก็มีพวกของใชจ้า เป็นที่คนในชุมชนผลิตเอง ไม่ได้และคนในชุมชนจะตา ขา้วกินเองเป็นส่วนใหญ่(ขา้วซ้อมมือ) พืชเศรษฐกิจที่ชุมชนปลูกคือ บ๊วยลูกไหน ลูกทอ้ สาลี่เอาไวข้าย แต่ถูกพอ่คา้คนกลางกดราคา เนื่องจากชุมชนอยหู่ ่างไกลจากตวัเมือง ชาวบา้นไม่สะดวกในการเอาพืชผล ไปขายในเมืองชาวบา้นขายผลผลิตไม่ได้ราคา พ่อคา้คนกลางเป็นคนกา หนดราคา ชาวบา้นไม่มีสิทธ์ิต่อรองราคา ชาวบา้นก็เลยมีความเป็นอยทู่ ี่ค่อนขา้งลา บาก ข้อมูลด้านอาชีพ 1. เกษตรกร 49 ครอบครัว 270 คน (ทา ไร่ทา สวน) 2. ค้าขาย 2 คน
ด้านการปกครอง บ้านอาแยมีการปกครองออกเป็ น 2 แบบ คือ การปกครองแบบทางการ การปกครองแบบจารีตประเพณี คือ 1. แบบทางการคือระบบการจดัการปกครองโดยองคก์รของรัฐหรือระบบราชการโดยมีผใู้หญ่บา้นเป็นคนพ้นืราบ เป็นคนปกครองและแบ่งการปกครองโดยคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เนื่องจากบา้นอาแยเป็นหมู่บานบริวารของ ้ หมู่บา้นคนเมืองยงัไม่เป็นหมู่บา้นทางการผูน้า ทางการและคณะกรรมการเป็นคนพ้ืนราบหมด ทางชุมชนไม่มี ส่วนร่วมในการเขา้มีส่วนร่วมในการปกครองแบบทางการ 2. แบบไม่เป็นทางการคือการปกครองกนัเองในหมู่บา้น โดยทางหมู่บา้นเลือกผนู้า ชุมชนข้ึนมา 1 คน ให้เป็ นแกน นา หมู่บ้าน และมีผู้น าศาสนา 1 คน เอาไวส้า หรับตดัสินปัญหาของหมู่บา้นเวลามีเรื่องเกิดข้ึนเล็กๆน้อยๆ ใน หมู่บา้นจะเรียกผเู้ฒ่าผแู้ก่ในหมู่บา้นมาตดัสินอาจจะปรับเป็นเงินหรือใหท้า พธิีโดยการฆ่าหมู่หรือไก่และเรียกผู้ เฒ่าผแู้ก่ในหมู่บา้นมากิถา้ปรับเป็นเงินจะเอาเงินเขา้เป็นกองกลางในหมู่บา้น การปกครองแบบวฒันธรรมชนเผา่ น้ันยงัมีการเชื่อฟังผูอ้าวุโสในหมู่บา้นกนัอยคู่ ่อนขา้งดีเพราะผูอ้าวุโสในหมู่บา้นน้ีค่อนขา้งที่จะแน่นในเรื่อง วฒันธรรม กลุ่มคนรุ่นใหม่ยงัไม่มีการต่อตา้นกับผูอ้าวุโสใดๆ ท้งัสิ้น และเวลาทางราชการต้องการตัวแทน หมู่บา้นใหไ้ปติดต่อเรื่องราชการจะเรียกผนู้า หมู่บา้นที่ชุมชนเลือกข้ึนมาใหไ้ปรับนโยบาย และในชุมชนจะเลือก คนที่จะประสานกบัทางโครงการสร้างพ้ืนฐานเด็กเล็กบนพ้ืนที่สูงข้ึนมาไว้1 คน คือ นายอาจ่าแวเชอร์เป็นตวั หลกัในการประสานกบัทางโครงการในเรื่องต่างๆ รายชื่อคณะกรรมการหมู่บ้าน 1. นายทรงวุฒิ แลเชอร์ 2. นายสุธรรม แลเชอร์ 3. นายอาตา แลเชอร์ 4. นายอาชา มาเยอะ 5. นายอาแย แลเชอร์ 6. นายไกรสร แลเชอร์ 7. นายกาลา หวยุ่ยอื
สภาพปัญหาในชุมชน ในชุมชนบา้นอาแยมีปัญหามากมายหลายดา้น พอสรุปไดด้งัน้ี 1. ปัญหาด้านการปกครอง เนื่องจากบ้านอาแยเป็นหมู่บา้นบริวารของคนพ้ืนราบ เวลาทางราชการมีข่าวหรือมี เรื่องจะแจง้ใหห้มู่บา้นทราบ ชาวบา้นไม่ค่อยรู้ข่าวหรือขอ้มูลต่างๆของทางราชการหรือไดร้ับข่าวก็ชา้ไปแลว้และขอ้มูล น้ันก็ไม่มีประโยชน์สา หรับชาวบา้น ปัญหาใหญ่ของบา้นอาแยก็คือผูใ้หญ่บา้นเป็นคนพ้ืนราบและอยใู่นเมืองไม่ไดร้ับ ความสะดวกในการติดต่อราชการในเรื่องต่างๆ และสื่อภาษากบัผูใ้หญ่บา้นไม่เขา้ใจในการเดินทางไปหผุใ้หญ่บา้นน้นั ต้องเสียเวลาเป็นวนัๆ และเสียค่าใชจ้่ายในการเดินทางเป็นจา นวนมาก 2. ปัญหาราคาพืชผลขายไม่ไดร้าคาเนื่องจากหมู่บา้นอยหู่ ่างไกลจากตวัเมืองมากและถนนเขา้หมู่บา้นเป็นถนน ลูกรัง ยิ่งหน้าฝนด้วยแล้ว มีความยากลา บากในการเอาผลผลิตไปขาย มีพ่อคา้คนกลางมารับซ้ือบา้งแต่เขากดราคา ชาวบา้นก็เลยขายในราคาที่ต่า ไม่คุม้กับค่าแรงที่ลงไป บางปีชาวบา้นปล่อยให้ผลผลิตเน่าคาตน้เพราะราคาต่า มาก เสียเวลาในการเก็บเกี่ยว และไม่คุม้กับค่าแรงด้วย ปัญหาด้านอนามัย เนื่องจากในหมู่บา้นไม่มีสถานีอนามัยคนใน หมู่บา้นไม่สบายต้องเดินทางไปหาหมอในเมืองถา้ชาวบา้นไม่เจ็บหนักถึงกบัลูกไม่ไหวแลว้ถึงจะเอาไปหาหมอคนที่ เจบ็เล็กๆนอ้ยก็เลยปล่อยไปเจบ็ ไปตามบุญตามกรรม บางคร้ังการรักษาก็สายไปแลว้เด็กในหมู่บา้นไม่ค่อยไดร้ับการดูแล ดา้นสุขภาพอนามยั ปล่อยใหอ้ยตู่ามมีตามเกิด 3. ปัญหาดา้นการคมนาคมและไฟฟ้าถนนเขา้หมู่บา้นเป็นถนนลูกรังและชนัมาก หน้าแลง้มีฝุ่นเยอะมาก หน้า ฝนรถเขา้หมู่บา้นไม่ได้ชาวบา้นเดินเทา้เขา้ในเมืองลา บากมากไม่มีรถคิวเขา้หมู่บา้นคนในชุมชนไม่มีกา ลงัพอที่จะซ้ือรถ ในหมู่บา้นไม่มีรถยนตเ์ลย ในหมู่บา้นไฟฟ้าเขา้ไปไม่ถึง ทา ให้หมู่บา้นไม่ค่อยไดร้ับข่าวสารจากสังคมภายนอก ทา ให้ ชาวบา้นขาดโอกาสในการรับรู้ววิฒันการใหม่ๆเพอื่ยกระดบัของชุมชน ทา ใหช้ีวติความเป็นอยขู่องคนในชุมชนค่อนขา้ง ต ่า 4. คนในชุมชนติดยาเสพติดกันเป็นส่วนมาก ส่วนใหญ่คนที่เสพจะเป็นผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในชุมชน และวยกลางคน ั วยัรุ่นไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเสพยามากนัก คนในชุมชนไม่ตระหนักถึงพิษภยัของยาเสพติด และคนที่เสพจะเป็ น หัวหน้าครอบครัวคนในครอบครัวไม่มีกา ลงัพอที่จะบงัคบัไม่ให้เสพยาเพราะหัวหน้าครอบครัวจะเป็นคนเก็บเงิน และ ถา้ภรรยาห้ามก็จะทุบตีภรรยา หมู่บา้นอยหู่ ่างไกลจากตวัเมืองมาก ทางราชการไม่ค่อยเอาใส่และตรวจตราในเรื่อยาเสพ ติด ผูน้า ในหมู่บา้นไม่มีกา ลงัและศกัยภาพพอที่จะแกป้ ัญหาเรื่องน้ีได้เรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่สา หรับชุมชนบา้น อาแย
ข้อมูลด้านสัญชาติ ในหมู่บา้นมีบุคคลที่ไดร้ับสญัชาติไทยแลว้จา นวน 174 คน บุคคลที่ยงัไม่ไดร้ับสญัชาติไทย 93 คน เป็ นบัตรสีฟ้า จ านวน 34 คน บัตรสีเขียวขอบแดงจ านวน 39 คน และที่ไม่มีบตัรอะไรเลย16 คน สถานที่ส าคัญ/สิ่งอ านวยความสะดวก สถานที่ศักด์ิสิทธ์ิของหมู่บา้น ซ่ึงตามกฏจารีตประเพณีหา้มใครไปรบกวนหรือตดัไมใ้นบริเวณดงักล่าวเช่น - ประตูหมู่บา้น (ลอ้ข่อง) - ศาลพระภูมิหมู่บา้น (ม้ีซอ้ง) - ป่าชา้ (หล่อ บยมุ้) - บ่อน้า บริสุทธ์ิ(อ้ีซอ้ลอ้เขาะ) - ชิงช้า (หละ เฉ่อ) สถานที่สาธารณะ - โรงเรียนเด็กเล็ก - สนามกีฬา - ศาลาหมู่บา้น แหล่งน ้าธรรมชาติ มีลา หว้ยขนาดเล็กหลายแหล่งใกลๆ้หมู่บา้น ชาวบา้นต่อน้า ดว้ยทอพีวซีีเขา้มาตามบา้นของตวัเอง และพอเพียง ในการอุปโภคและบริโภคไม่มีปัญหาในเรื่องแหล่งน้า เส้นทางคมนาคม ถนนเขา้หมู่บา้นอาแยน้นัเขา้ได้2 เส้นทางคือ 1. เสน้ทางจากอา เภอพร้าวข้ึนไปตามเขา ซ่ึงชนัมา เป็นถนนลูกรังเป็นหลุ่มเป็นบ่อถนนค่อนขา้งแคบวงิ่ ได้ เลนเดียว หนา้แลง้จะมีฝ่นุเยอะมาก หนา้ฝนรถขบัเคลื่อนธรรมดาเขา้ไปไม่ไดเ้ลย มีแต่รถขบัเคลื่อน 4 ล้อและคนขับต้อง ช านาญในการขบับนดอยด้วยถึงจะขบัเขา้ไปหมู่บา้นได้ระหว่างทางจากอา เภอพร้าวไปถึงหมู่บา้นอาแยน้ันจะผ่าน หมู่บา้นทุ่งกู่ซ่ึงเป็นหมู่บา้นพีน้องลีซูและบา้นอ่าข่าชื่อหมู่บา้นอาบอราชา ระยะทางจากอา เภอพร้าวถึงบา้นอาแย ประมาณ 30 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ ตอนลง 2-3 ชวั่โมง
2. เส้นทางจากอา เภแม่สรวย จงัหวดัเชียงราย ข้ึนจากปากทางแม่ต๋า ข้ึนไปตามเขาและจะผ่านหมู่บา้นพี่ น้องชนเผ่าหลายหมู่บา้น มีท้งัพี่น้องลาหู่พี่น้องอ่าข่าคนจีน ถนนก็ไม่ต่างอะไรจากเส้นทางพร้าวเท่าใดนกัและใชเ้วลา ในการเดินทางพอๆกนั การเดินทางติดต่อกบัหน่วยงานราชการในอา เภอพร้าว ชาวบา้นจะเดินดว้ยเทา้หรือบางคนที่มีรถจกัรยานยนต์ จะขับรถมา บ้านอาแยไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่เวลาชาวบ้านจะส่งข่าวหรือจะติดต่อกับ บุคคลภายนอก ต้องเขา้มาในตวัอา เภอพร้าวอยา่งเดียวเท่าน้ัน เวลาคนในหมู่บา้นหรือบุคคลภายนอกจะส่งข่าวไปถึง หมู่บา้นอาแยน้ัน จะใชว้ิธีฝากข่าวกบัคนจดัรายการวิทยกุระจายเสียงแห่งประเทศไทยภาคภาษาอ่าข่าบอกไปยงัคนใน ชุมชนบา้นอาแย บางคร้ังไดร้ับข่าวบา้งไม่ไดร้ับข่าวบา้ง
บทที่ 4 ความเชื่อเกี่ยวกับ ชาติภพ การเกิดและหนี้กรรมของชีวิต อ่าข่ามีความเชื่อว่ามนุษยจ์ะมีการเกิดและการตายเมื่อเกิดมาก็ต้องมีการใช้วิถีชีวิตพิธีกรรมประเพณีเรียกว่า “แดะย้อง” แต่ถา้ตายก็ต้องประกอบพิธีงานศพเรียกวา่“ซ้ียอ้ง” และดวงวญิญาณจะไปอยกู่บับรรพบุรุษที่ล่วงลบัไปแลว้ ในอีกภพหน่ึง ดงัน้ันอ่าข่าถือว่าลูกหลานที่มาเกิดใหม่บรรพบุรุษประทานมาให้และบรรพบุรุษที่ตายไปแลว้ประมาณ 3 ช่วงอายจุะมาเกิดใหม่กบัลูกหลานของตวัเองและจะวนเวียนอยา่งน้ีเป็นวฏัจกัรของชีวิตอ่าข่า สมยัก่อนอ่าข่าจะไม่มีการ คุมกา เนิด จะต้งัครรภไ์ปเรื่อยๆ จนกวา่ผหู้ญิงอายมุากแลว้และถึงวยัทองไม่สามารถต้งัครรภไ์ดอ้ีกต่อไป ผหู้ญิงอ่าข่าบาง คนต้งัครรภจ์นถึงอายุ48-50 ปีก็มีหลายคน และเด็กที่คลอดออกมาร่างกายและสติปัญญาปกติทุกอยา่งเพราะหญิงอ่าข่า ทา งานทุกวนัถือเป็นการออกกา ลงักายไป บางครอบครัวจะมีลูก 10-12 คน ถ้าครอบครัวไหนมีลูก 6-8 คนถือเป็ นเรื่อง ปกติของครอบครัวอ่าข่า สมยัก่อนถา้ครอบครัวไหนมีลูกเยอะๆ จะชอบมากเพราะมีคนช่วยทา งานเพิ่มข้ึน บรรพบุรุษ ของอ่าข่าน้ันจะใชช้ีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องไปซ้ือหาอะไรเลย สัตวเ์ล้ียงเอง ผกัปลูกเองขา้วปลูกเองไม่ต้อง พึ่งพาคนอื่นเลย ของที่ต้องซ้ือคือเกลืออยา่งเดียวที่ชนเผา่ ไม่สามารถผลิตเองได้ ความเชื่อเรื่องการมาเกิดในวันและเวลาต่างๆ การนับวนัของอ่าข่าหน่ึงสปัดาห์น้นัมี12 วนัหรือเรียกไดอ้ีกอยา่งหน่ึงว่า12 ราศีเพราะวนัของอ่าข่าจะใชส้ตัว์ 12 ตวัเป็นสัญลกัษณ์อ่าข่าเริ่มตน้ ในการนับเลขวนัและปีตรงที่หน่ึง ในหน่ึงรอบปีแรกจะมี13 วนัเรียกว่า “ถี่นองจ้อ” วนัของอ่าข่ามีดงัน้ี วันของอ่าข่า หมายถึง ความเชื่อ เยาะ YAWR วันแกะ วนัน้ีถือเป็นวนัหยดุของอ่าข่า เด็กเกิดวนัน้ีถือเป็นวนัไม่ดี โหมยะ MYOF วันลิง เด็กผชู้ายที่เกิดวนัน้ีถือวา่ ไม่ดีตอนเด็กๆ จะลา บากแต่ถา้แก่ตวั ไปแล้วจะสบาย ญา ZA วนัไก่เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย ขื่อ KUIQ วันสุนัข เด็กที่เกิดวนัน้ีท้งัเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายถือเป็ นวันดี จะสบาย หยะ ZAF วันหมู เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กผู้หญิงและชาย โฮ HO วันหนู เด็กที่เกิดวนัน้ีถา้เป็นผชู้ายไม่ดีจะมีลูกยากถา้เป็นผหู้ญิงจะดี
โหย่ NYOQ วันควาย เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัผู้ชายและผู้หญิง ขะหล่า QAQ LAQ วันเสือ เด็กที่เกิดวนัน้ีจะโมโหร้ายในวนัที่ตนเองเกิด และเป็นวนัหยดุ ของอ่าข่าจะไม่ทา พธิีกรรมในวนัน้ี ถ่องละ TANGQ LAV ลา,ล่อ เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัผู้ชายและผู้หญิง หล่อง LANGQ กระต่าย เด็กที่เกิดในวนัน้ีถา้เป็นเด็กผูห้ญิงถือว่าไม่ดีจะลา บากและมี ลูกยาก แซ้ว์ SHAER วนัคลา้ยสุนขัจิ้งจอก เด็กที่เกิดวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย หม่อง MANGQ วันม้า เด็กที่เกิดในวนัน้ีถือเป็นวนัดีท้งัเด็กหญิงและเด็กชาย และจะ กินเก่ง ความเชื่อเรื่องการติดหนี้ก่อนตายและการใช้หนี้ คนที่ติดหน้ีไม่ยอมใชห้น้ีแลว้ตาย จะต้องไปใชห้น้ีในภพหนา้เพราะอ่าข่ามีความเชื่อวา่คนที่ตายไปจากโลกน้ีจะ ไปอยกู่บับรรพบุรุษในอีกโลกหน่ึงที่ไม่เหมือนกับโลกของมนุษย์และมีความเชื่ออีกว่าชาติหน้าจะต้องเกิดมาเป็นม้า ควาย เป็นสตัวพ์าหนะให้เจา้หน้ีขี่และถูกใชท้า งานหนกัเพราะฉะน้นัอ่าข่าจึงกลวัเรื่องการติดหน้ีก่อนตายมาก ถา้รู้ตวัว่า ไม่สบายจะสงั่เสียลูกหลานไวว้า่ตวัเองเป็นหน้ีคนอื่นเพอื่ที่ลูกหลานจะไดไ้ปใชใ้ห้แทนตวัเองจะไดไ้ม่ต้องไปทรมานใน ภพหน้า ความเชื่อเรื่องขวัญและวิญญาณ เรื่องขวญัอ่าข่าถือวา่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ เวลาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายหรือเรื่องที่ตกใจถึงเจา้ตวัไม่กลวัแต่ ขวญัอาจจะกลวัอ่าข่าเชื่อวา่ขวญัของผหู้ญิงมี9 ขวัญ และขวัญของผู้ชายมี 12 ขวญัเพราะฉะน้นัเวลาเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดี ขวญัของผชู้ายจะแขง็กวา่ผหู้ญิงและอ่าข่ามีความเชื่อวา่ถา้ไปเจอเหตุการณ์ที่เลวร้าย หรือเหตุการณ์ที่ทา ใหต้อง ้ตกใจ เช่น โดนรถชน อยา่งน้ีต้องทา พธิีเรียกขวญั ใหข้วญักลบัมาอยกู่บัเจา้ของขวญั
พิธีเรียกขวัญ (LAR KUR KUR QOF-EU) การเรียกขวญัอ่าข่าน้นัจะเรียกขวญัเป็นรายบุคคลหรือจะเรียกขวญัท้งัครอบครัวก็ได้การเรียกขวญัน้ันอ่าข่าให้ ความสา คญัเป็นอยา่งมาก หลงัจากที่ทา พธิีเรียกขวญัเสร็จแลว้เจา้บ่าวที่ทา พธิีจะเขา้บา้นคนอื่นไม่ได้จนกวา่จะพน้ 7 วัน พอจะจา แนกการเรียกขวญัของอ่าข่าออกเป็น 3 แบบ ดงัน้ี การเรียกขวัญแบบที่ 1เป็ นการเรียกขวัญรายบุคคลพิธีกรรมจะมีข้ึนในตอนเยน็เป็นการเรียกขวญั โดยพอ่แม่ของ เจ้าของขวัญ พิธีกรรมจะไม่ยงุ่ยาก ของที่จะต้องเตรียมมีดงัน้ีไข่ตม้ 1 ฟองขา้วเหนียวที่น่ึงแลว้นดิหน่ึง ไม่พายขา้ว 1 อัน เอาของท้งัหมดใส่ในกระจาด ถือกระจาดไปเรียกขวญักลบัเขา้มาจากประตูศกัด์ิสิทธ์ิของหมู่บา้น (ลอ้ข่อง) ระหว่าง เดินทางกลบัจะเรียกชื่อจริงของเจา้ของขวญัและบอกใหข้วญักลบัมาอยบู่า้นกบัพอ่แม่และใหน้ ึกถึงที่นอนที่อบอุ่นที่บา้น พอกลบัมาถึงบา้นจะผกูดา้ยที่ขอ้มืออ่าข่าเรียกวา่ (ล่า-ตึ-ปะ-เออ) ใหก้บัเจา้ของขวญั การเรียกขวัญแบบที่ 2 เป็นการเรียกขวญัรายบุคคล จะเรียกขวญั โดยผอู้าวุโสหรือผูเ้ฒ่าในหมู่บา้น พธิีกรรมจะมี ข้ึนในตอนเยน็ของที่จะต้องเตรียมมีดังน้ีไก่ตม้ท้งัตัว 1 ตวั ไข่ตม้ 1 ฟอง ขา้วเหนียวนิดหน่ึง ขิง ชา กา ไลมือ หรือ สร้อยคอของเจ้าของขวัญ เอาของท้งัหมดใส่ในกระจาดและพิธีกรรมจะเหมือนกับแบบที่ 2 จะต่างกนัก็คนเรียกขวญั เท่าน้นั การเรียกขวัญแบบที่ 3 จะเรียกขวัญเป็ นรายบุคคลหรือเรียกขวัญท้งัครอบครัวก็ได้ทา พิธีโดยหมอสวด (พิมะ) ขวัญแบบที่ 3 น้ีถือเป็นการเรียกขวญัแตม็รูปแบบและเป็นพิธีใหญ่ของที่ต้องเตรียมมีดังน้ีหมูตวัเมีย 1 ตวั ไก่ตวัผู้1 ตัว (หากใชห้มูตวัผกู้็ต้องใชไ้ก่ตวัเมีย) ในการทา พธิีกรรม พธิีจะมีข้ึนในตอนเยน็หรือตอนเชา้ของวนัฤกษด์ีของเจ้าภาพ ก่อน จะถึงวันท าพิธีทางเจ้าภาพต้องไปบอกพมิะไวก้่อนวา่ตอนเยน็หรือตอนเชา้วนัพรุ่งน้ีจะเชิญไปเรียกขวญั ใหก้บัลูกของตน และในการไปบอกน้นั ต้องเอาเหล้าไป 1 ขวด พอถึงตอนเยน็หรือตอนเชา้แลว้แต่วา่เจา้ภาพจะเลือกทา ตอนไหน ใหผ้ใู้หญ่ ในบา้นหรือพ่อไปเชิญ พิมะ พอเชิญไปถึงบา้นจะฆ่าไก่1 ตวัและทา อาหารกินกนั ในหมู่ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่หลงักินอาหารเสร็จ แลว้จะเตรียมของที่จะไปทา พิธีเรียกขวญัที่ประตูหมู่บา้น (ลอ้ข่อง) โดยเอาหมูและไก่ที่ยงัเป็นๆ ใส่ในตะกร้าไมไ้ผ่แลว้ เอาไปทา นงั่สวดคาถาที่ประตูหมู่บา้น จะใชเ้วลาประมาณ 1 ชวั่โมง ในการสวด หลงัจากสวดเสร็จจะไปฆ่าหมูและไก่ที่ บ้านเจา้ภาพ คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บา้นจะช่วยกนัดูตบัหมูเพราะอ่าข่าเชื่อหมูที่ใช้สวดในพิธีกรรมน้ันสามารถบอกถึง อนาคตของเจ้าภาพได้ เช่น วา่เมื่อไหร่เจา้ภาพจะหายจากอาการป่วยเมื่อไหร่หรือเจา้ภาพมีขา้วปลาอาหารสมบูรณ์ใหม่ใน ปีน้ีเป็นตน้หลังจากน้ัจะเอาหมูกบั ไก่มาทา อาหารและบางส่วนจะแบ่งไวใ้ห้กับหมอสวดเอากลับไปบ้านด้วย หลัง ทา อาหารเสร็จจะไปเชิญผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้นมาผูกขอ้มือเจา้ภาพ หลงัจากน้ันคนเฒ่าคนแก่จะกินขา้วร่วมกนัเป็นอนั เสร็จพิธี
วิญญาณหลังความตาย อ่าข่าเชื่อว่าคนตายไปแล้วจะไปอยู่อีกโลกหน่ึง วิญญาณของคนเสียชีวิตจะเห็นคนที่มีชีวิต แต่คนมีชีวิตไม่ สามารถเห็นวิญญาณของผูท้ ี่เสียชีวิตแล้ว วิญญาณของผูท้ ี่เสียชีวิตน้ันจะทา มาหากินเหมือนกับคนที่ยงัมีชีวิตอยู่จะ แต่งตวัเหมือนกบัเส้ือผา้ที่ใส่ตอนที่วญิญาณออกจากร่าง และคนที่แก่ตายก็จะกลบัไปเป็นหนุ่มเป็นสาว อ่าข่ามีความเชื่อ วา่ โดยปกติแลว้ต่างคนต่างใชช้ีวิตกนัวญิญาณของผทู้ี่เสียชีวติจะไม่มีการรบกวนคนที่ยงัมีชีวิตอยู่นอกเสียจากวา่มนุษย์ ไปลบหลู่หรือไปรบกวนวญิญาณก่อน วญิญาณน้นัก็จะหลอกหลอนมนุษย์หรือที่คนทวั่ ไปเรียกวา่ โดนผหีลอก พิธีศพของอ่าข่า งานศพของอ่าข่าน้ัน ถือว่าเป็นงานที่ทุกคนในหมู่บา้นต้องให้ความส าคัญ คนในหมู่บา้นต้องหยุดงานหมดทุก อยา่งเพอื่มาร่วมงานและมาช่วยในพธิีจดังานศพ การจดัพธิีศพของอ่าข่าสามารถจดัไดห้ลายแบบ การจดัพธิีแบบเรียบง่าย หรือการจดัพิธีแบบใหญ่การที่จะจดัพิธีงานศพแบบไหนน้ันข้ึนกบัฐานะการเงินของลูกหลาน หรือ ญาติพี่น้องของผู้ที่ เสียชีวติสรุปพธิีศพของอ่าข่าไดด้งัน้ี 1. จดังานแบบใหญ่จะจดัข้ึน 7 วัน 7 คืน ถือเป็นงานพิธีศพที่ใหญ่ที่สุดของอ่าข่า ต้องเสียค่าใชจ้่ายเป็นจา นวนมาก ต้องระดบัผมู้ีอนัจะกินเท่าน้ันที่จะจดัพิธีศพแบบน้ีในชุมชนอ่าข่าจะไม่ค่อยมีผูจ้ดัพธิีแบบน้ีมากนกัหลายสิบปี จะมีการจดัพธิีแบบน้ีสกัคร้ังหน่ึง ในพธิีจะต้องเชือดควาย 3 ตัว หมู 18 ตวั ไก่19 ตัว และต้องปล่อยมา้ไปให้กบั คนตาย 1 ตวัและค่าใชจ้่ายที่เกิดข้ึนในการทา พธิีอีกประมาณหน่ึงแสนกวา่ 2. จดังานศพแบบขนาดกลางจะจดัข้ึน 7 วัน 7 คืน ถือเป็นงานพธิีศพขนาดกลาง เสียค่าใชจ้่ายนอ้ยกวา่แบบแรก ใน ชุมชนอ่าข่าสวนใหญ่จะทา พธิีแบบขนาดกลางแบบน้ีมากที่สุด ในพธิีจะใช้ควายท าพิธี 1 ตัว หมู 18 ตวั ไก่19 ตัว และค่าใชจ้่ายในการจดัพธิีต่างๆ มากนอ้ยแค่ไหนน้นัข้ึนอยกู่บัเจา้ภาพ 3. การจัดงานศพแบบที่ 3 น้ีจะเสียคา่ ใชจ้่ายนอ้ยมาก พธิีศพจะจดัข้ึน 3 วนัเท่าน้นัและใชห้มูในการทา พธิี7 ตวั ไก่ 10 ตวัคนที่จะจดัพธิีแบบน้ีฐานะต้องขดัสนจริงๆ และในชุมชนอ่าข่าไม่ค่อยมีพธิีศพแบบน้ีเกิดข้ึนบ่อยนกั 4. การจัดงานศพแบบที่ 4 น้ีพธิีจะมีแค่1 วนัเท่าน้นั ในพธิีจะใชห้มูแค่1 ตัว คนที่จัดพธิีแบบน้ีถือวา่ ไม่มีญาติพนี่อ้ง สักคน คนในชุมชนอาจจะเป็ นคนจดัให้และงานศพแบบน้ีไม่ค่อยมีเกิดข้ึนในชุมชนอ่าข่าบ่อยนกั