The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 06:15:35

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน

รายงานสรุป โครงการวิจัย “ ภูมิไทยชุดไทย” ( Prestigious Thai dress ) เรื่อง ภูมิไทยชุดไทย ชนเผ่าอวิ้เม ี่ยน น าเสนอ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดย นายบุญยง โชติชัยพบิูลและคณะ สมาคมศูนย ์ รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย(ศวท. / IMPECT) โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)


รายงานสร ุ ป โครงการวิจัย “ ภ ู ม ิไทยช ุ ดไทย” ( Prestigious Thai dress ) เรื่อง เครื่งแต่งกาย ชนเผ่าอิ้วเมี่ยน น าเสนอ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดย นายบุญยง โชติชัยพบิูลและคณะ สมาคมศูนย ์ รวมการศ ึ กษาและวฒันธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ( ศวท. / IMPECT ) โครงการน ี้ได ้ รับทุนสนับสนุนจากส านักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม


ก ค ำน ำ เครือข่ายอิ้วเมี่ยนเกิดข้ึนจากการรวมตวักนัของกลุ่มแกนนา ชุมชนต่างๆ ในพ้ืนที่6 จงัหวดัทาง ภาคเหนือของประเทศไทย ไดแ้ก่จงัหวดัเชียงใหม่เชียงราย พะเยา น่าน ลา ปาง และกา แพงเพชร โดยมี วตัถุประสงคเ์พื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแผนดา เนินงานพฒันาชนเผา่อิ้วเมี่ยนในประเทศไทย กิจกรรมหนึ่งที่ทางเครือข่ายได้วางแผนร่วมกันคือการจัดท าและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลองค์ ความรู้ภูมิปัญญาและประเพณีวฒันธรรมที่ดีงามของชนเผา่อิ้วเมี่ยนสู่สาธารณชน เพื่อสร้างความรู้ความ เขา้ใจที่ถูกตอ้งและสร้างการยอมรับ นอกจากน้นัยงัเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ลูกหลานและ เยาวชนชาวอิ้วเมี่ยนรุ่นใหม่เพื่อการสืบทอดสิ่งดีงามของตนเองสืบไป วิธีการหนึ่งที่จะท าให้ วัตถุประสงค์ดังกล่าวบรรลุผลได้ก็คือการศึกษาวิจัย และผลิตเป็ นเอกสารรูปเล่มออกมา ซึ่งทางเครือข่าย ได้พยายามด าเนินการมาตลอดช่วงหลายปี ที่ผ่านมา รายงานผลการวิจัย “ภูมิไทยชุดไทย ชนเผ่ำอวิ้เมี่ยน” เล่มน้ีก็เป็นหน่ึงในผลงานวิจยัหลาย ๆ เรื่อง ที่เกิดจากการศึกษาวิจยัอยา่งมีส่วนร่วม โดยมีเน้ือหาเกี่ยวกบัองคค์วามรู้การแต่งกายและเครื่องแต่ง กายของชนเผา่อิ้วเมี่ยน ซ่ึงเป็นองคค์วามรู้ที่ผา่นการเรียนรู้และสั่งสมเป็นประสบการณ์สืบทอดกนัมา ยาวนานแต่คร้ังบรรพกาล คณะนักวิจัยและเครือข่ายอิ้วเมี่ยนขอขอบคุณแกนนา ผูรู้้ผูอ้าวุโส บา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) หมู่ 11 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ลา ปาง และคณะทา งานเครือข่ายอิ้วเมี่ยนทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการด าเนินงาน ศึกษาวิจัย ขอขอบคุณสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท./IMPECT) ที่ให้การสนับสนุนในส่วนของการศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้มาโดยตลอด และ ขอขอบคุณส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการ ด าเนินงานศึกษาวิจัยตลอดโครงการในคร้ังน้ีเป็นอยา่งสูง มา ณ ที่น้ีดว้ย ทางคณะนกัวิจยัและผจู้ดัทา รายงานผลการวิจยัหวงัเป็นอย่างยงิ่วา่รายงานผลการวิจยั “ภูมิไทย ชุดไทย ชนเผ่ำอิ้วเมี่ยน” เล่มน้ีจะเป็นประโยชน์และสรรคส์ร้างใหเ้กิดการศึกษาวิจยัและเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อการถ่ายทอด สืบทอดในหมู่ชนชาวอิ้วเมี่ยน และผสู้นใจโดยทวั่ ไป ไดเ้ป็นอยา่งดีต่อไป คณะนักวิจัย กันยายน 2548


ข สารบัญ หน้า ค าน า ก สารบัญ ข บทที่ 1 บทน า -ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 -วัตถุประสงค์การวิจัย 2 -ระเบียบวิธีวิจัย 2 -กระบวนการข้นัตอนการวิจยั2 - เครื่องมือที่ใช้ศึกษารวบรวมข้อมูล 3 -การวิเคราะห์ข้อมูล 4 -ขอบเขตการศึกษาวิจัย 4 -ระยะเวลาการด าเนินงานวิจัย 5 -โครงสร้างการด าเนินงานวิจัย 5 -แผนงานและกิจกรรมการวิจัย 6 บทที่2 ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าอวิ้เมี่ยน - ประวตัิศาสตร์ความเป็นมาชนเผา่อิ้วเมี่ยน 8 - ชื่อและภาษา 8 -การต้งัหลกัแหล่งในประเทศไทย 10 -ระบบโครงสร้างทางสังคม 12 -ระบบการปกครอง 14 -ระบบครอบครัว 15 -ระบบเครือญาติ 16 บทที่3 ข้อมูลพื้นฐานชุมชนศึกษาวิจัย - ชื่อหมู่บ้านและที่ต้งั19 - ประวัติหมู่บ้าน 19 -อาณาเขตติดต่อ 19


ค -ความสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลาง 19 - เส้นทางและการคมนาคมติดต่อ 20 - พ้ืนที่ของชุมชน 20 -แหล่งน้า ในชุมชน 20 - ประชากรในชุมชน 20 -โครงสร้างการปกครองในชุมชน 20 - หน่วยงานที่เข้ามาในชุมชน 21 -ศาสนาและความเชื่อในชุมชน 21 บทที่ 4 อัตลักษณ์เครื่องแต่งกายชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ประวัติศาสตร์ ต านาน เรื่องเล่า เกี่ยวกับการแต่งกายและเครื่องแต่งกายอิ้วเมี่ยน 22 กระบวนการผลิตเครื่องแต่งกายอิ้วเมี่ยน 23 -โครงสร้างและเทคนิคการสร้างสีและการย้อมสีผ้า 23 -ค่านิยมเรื่องสีของชาวอิ้วเมี่ยน 24 - ที่มา ความเชื่อ และความหมายของสีที่ใช้ 24 รูปแบบการแต่งกายของชาวอวิ้เมี่ยน 25 -รูปแบบการแต่งกายตามเพศ 26 -รูปแบบการแต่งกายตามวัย 30 -รูปแบบการแต่งกายตามโอกาส 32 -รูปแบบการแต่งกายตามสถานะภาพทางสังคม 36 รองเท้า 38 โครงสร้างแบบ ชุดแต่งกายชาวอวิ้เมี่ยน 39 -โครงสร้างแบบ เส้ือบุรุษอิ้วเมี่ยน 39 -โครงสร้างแบบ กางเกงบุรุษอิ้วเมี่ยน 40 -โครงสร้างแบบ เส้ือสตรีอิ้วเมี่ยน 41 -โครงสร้างแบบ กางเกงสตรีอิ้วเมี่ยน 42 -โครงสร้างแบบ ผา้โพกศีรษะและผา้คาดเอวสตรีอิ้วเมี่ยน 43 -โครงสร้างแบบ หมวกเด็กชายชาวอิ้วเมี่ยน 44


ง -โครงสร้างแบบหมวกเด็กหญิงชาวอิ้วเมี่ยน 45 เครื่องประดับของชาวอิ้วเมี่ยน 46 โครงสร้างและเทคนิคการปักลวดลายบนเครื่องแต่งกาย 47 โครงสร้างและเทคนิคการออกแบบลายปัก 47 การใช้ประโยชน์และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องประดับ 50 กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกายและเครื่องแต่งกาย 51 ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย 52 บทที่5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัย - ประวัติศาสตร์การเคลื่อนตัวของวัฒนธรรมการแต่งกาย,เครื่องแต่งกายอิ้วเมี่ยน 54 - ปัจจัยที่ท าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการแต่งกายและเครื่องแต่งกายอิ้วเมี่ยน 54 -ความหมายและความส าคัญของเครื่องแต่งกายแต่ละยุคสมัย 55 -กระบวนการเลือกรับปรับใช้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง 56 - สัญลักษณ์เด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลง 56 -แนวโน้มในอนาคต 57 ข้อเสนอแนะ -ข้อเสนอแนะต่อชนเผา่อิ้วเมี่ยน 57 -ข้อเสนอแนะต่อนักวิจัย 57 -ข้อเสนอแนะต่อสาธารชนทวั่ ไป 58 -ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานราชการ 58 ภาคผนวก1 ข้อมูลผู้รู้59 ภาคผนวก2 ข้อมูลรายครัวเรือน 72 ภาคผนวก 3 ภาพประกอบเนื้อหางานวิจัย 92 -การแต่งกายของบุรุษและสตรีชาวอิ้วเมี่ยน 93 -การแต่งกายของเด็กเล็กหญิง เด็กโตหญิงและสาวรุ่น ชาวอิ้วเมี่ยน 94 -การแต่งกายของเด็กชายและผู้อาวุโสชาย หญิง ชาวอิ้วเมี่ยน 95 -การแต่งกายของนักดนตรีและคู่บ่าวสาวชาวอิ้วเมี่ยน 96


จ -การแต่งกายของผู้ประกอบพิธีกรรมชาวอิ้วเมี่ยน 97 -ผ้าสะพายและการสะพายเดก็ชาวอิ้วเมี่ยน 98 - หมวกเด็กหญิงชาวอิ้วเมี่ยน 99 - หมวกเด็กชายชาวอิ้วเมี่ยน 100 - เส้ือบุรุษอิ้วเมี่ยน 101 -กางเกงบุรุษอิ้วเมี่ยน 102 - เส้ือสตรีอิ้วเมี่ยน 103 -กางเกงสตรีอิ้วเมี่ยน 104 -ผ้าโพกศีรษะและการโพกศีรษะของสตรีอิ้วเมี่ยน 105 -ผ้าคาดเอวและผ้าสะพายไหล่ของสตรีชาวอิ้วเมี่ยน 106 - เครื่องประดับบนชุดแต่งกายสตรีชาวอิ้วเมี่ยน 107 -การถักเส้นด้ายและการปักผา้ของสตรีชาวอิ้วเมี่ยน 108 -กระบวนการถ่ายทอดการปักผา้ของสตรีอิ้วเมี่ยน 109 -การใช้สีด้ายและลายปักบนกางเกงสตรีชาวอิ้วเมี่ยน 110 -โครงสร้างและส่วนประกอบเส้ือบุรุษอิ้วเมี่ยน 111 -โครงสร้างและส่วนประกอบกางเกงบุรุษอิ้วเมี่ยน 112 -โครงสร้างและส่วนประกอบเส้ือสตรีอิ้วเมี่ยน 113 -โครงสร้างและส่วนประกอบกางเกงสตรีอิ้วเมี่ยน 114 ภาคผนวก 4 โครงสร้างการด าเนินงานวิจัย 115 ภาคผนวก 5 ภาพประกอบการจัดประชุมและศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัย 117 ภาคผนวก 6 รายชื่อผูเ้ขา้ร่วมการประชุมโครงการวิจยัภูมิไทยชุดไทยชนเผา่อิ้วเมี่ยน 126 บรรณานุกรม 130


1 บทที่ 1 บทน ำ 1. ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ เป็นที่ยอมรับกนัโดยทวั่ ไปแลว้วา่ 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอัน ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา และตาก เป็ นภูมิภาคที่ ประกอบด้วยประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากมาย รวมแล้วไม่น้อยกว่า 10 ชาติพันธุ์ เช่น นอกจาก ประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพ้ืนราบหรือ “คนเมือง” แล้ว ยังประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าที่อาศัย อยบู่นพ้ืนที่สูง ไดแ้ก่ชนเผา่ ปกาเกอะญอ ชนเผา่มง้ชนเผา่เมี่ยน ชนเผา่ลาหู่ชนเผา่ลีซูชนเผา่อาข่า ชนเผ่าลวัะ ชนเผา่ขมุและชนเผา่มาบรีเป็นตน้ โดยท้งัหมดเป็นกลุ่มชาติพนัธุ์ชนเผา่ที่มีวิถีชีวิต สอดคลอ้งและพ่ึงพาอาศยัอยู่กบัธรรมชาติในป่าเขาบนพ้ืนที่สูงมาโดยตลอด อยา่งไรก็ตาม แต่ละชนเผา่ บนพ้ืนที่สูงต่างก็มีความเชื่อ ประเพณีวฒันธรรม ภาษาและการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ แตกต่างกันออกไป ชาวอิ้วเมี่ยนก็เป็นชนเผา่หน่ึงที่มีเอกลกัษณ์เป็นของตนเอง มีองคค์วามรู้ภูมิปัญญาดา้นต่างๆ มากมาย และเรียนรู้ถ่ายทอดสืบทอดมาชา้นานแต่คร้ังบรรพชน อยา่งไรก็ตามดว้ยเหตุปัจจยัต่างๆ ในยคุ โลกไร้พรมแดนได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็ นอยู่ ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ ของชนเผา่อิ้วเมี่ยนอยไู่ม่นอ้ย ในขณะที่ชนเผา่อิ้วเมี่ยนเองก็มีความพยายามที่จะรวมตวักนัเป็นชมรม สมาคม เพื่อเป็ นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ อันจะน าไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ชนเผ่า อิ้วเมี่ยนให้มีความเป็นอยแู่ละมีฐานะทางสังคมที่ดีข้ึน ไดร้ับการยอมรับมากข้ึน วิธีการหน่ึงที่แกนนา และคณะทา งานเครือข่ายอิ้วเมี่ยนมีความเห็นร่วมกันคือการศึกษารวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ ของชนเผา่อิ้วเมี่ยนเพื่อใชเ้ป็นประโยชน์ในการร้ือฟ้ืน และถ่ายทอด สืบทอด องคค์วามรู้ต่างๆ ดังกล่าว สืบต่อไป ให้นานเท่านาน ประกอบกบั ในปีพ.ศ. 2548 น้ีรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมคุณค่าวฒันธรรมไทย ทางส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดท าโครงการวิจัยภูมิ ไทยชุดไทย 11 ชนเผา่ ในภาคเหนือข้ึน อนั ประกอบดว้ยชนเผา่ ไทล้ือ ไทเขิน ไทใหญ่ ไทยวน ปกา เกอะญอ ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อาข่า และลัวะ ท้งัน้ีโดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท./IMPECT) การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีจึงเป็นความพยายามหน่ึงของคณะนกัวิจยัชนเผา่อิ้วเมี่ยนในการค้นหาข้อมูล และค าตอบ เพื่อให้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็ นมา ความเชื่อ วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม และจิต วิญญาณของชาวอิ้วเมี่ยนในด้านการแต่งกายตามประเพณี ท้งัในอดีต ปัจจุบนัตลอดจนพยายามมองถึง แนวโนม้ในอนาคต เพื่อนา ขอ้มูลเหล่าน้ีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อวิถีการด าเนินชีวิตใน โลกยคุปัจจุบนัไดอ้ยา่งยงั่ยนืมีเอกลกัษณ์และเกิดความภูมิใจในความเป็ นชนเผ่าตนเอง สืบต่อไป


2 2.วัตถุประสงค์กำรวิจัย 2.1 วัตถุประสงค์ทั่วไป 1) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายอิ้วเมี่ยนในการร้ือฟ้ืนฟ้ืนฟูและอนุรักษ์ สืบ ทอด ถ่ายทอด องคค์วามรู้ดา้นการแต่งกายตามประเพณีของชนเผา่อิ้วเมี่ยน 2) เพื่อน าข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาดา้นการแต่งกายตามประเพณีของชนเผา่อิ้วเมี่ยนไปพัฒนา เป็ นสื่อเผยแพร่สร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับจากสาธารณชน ต่อไป 2.2 วัตถุประสงค์เฉพำะ 1) เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชาวอิ้วเมี่ยน 2) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ของเครื่องแต่งกายที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชน เผา่อิ้วเมี่ยน 3) เพื่อพัฒนาเป็ นหลักสูตรการเรียนการสอนและหลักสูตรฝึ กอบรมด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญา การแต่งกายตามประเพณีของชนเผา่อิ้วเมี่ยน ต่อไป 3.ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีเป็นการศึกษาวิจยัเชิงปฏิบตัิการอยา่งมีส่วนร่วม (Participatory Action Research / PAR) โดยเป็นการทา วิจยัร่วมกนัระหวา่งนกัวิจยัหลกัที่เป็นเจา้หนา้ที่ชนเผา่อิ้วเมี่ยนจาก สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) ร่วมกับ นกัวิจยัที่เป็นตวัแทนจากชุมชนและเครือข่ายอิ้วเมี่ยนในพ้ืนที่ทา การวิจยัรวมท้งัมีการประชุมร่วม 7 เผา่ ในสมาคม IMPECT เพื่อร่วมวางแผนและด าเนินงานอย่างมีส่วนร่วมตลอดการด าเนินงานโครงการวิจัย 4. กระบวนกำรขั้นตอนกำรศึกษำวิจัย การด าเนินงานโครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทย ในส่วนของชนเผ่าอิ้วเมี่ยนน้นัสามารถแบ่ง กระบวนการและข้นัตอนการด าเนินงานโครงการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีออกไดด้งัน้ี 4.1 กระบวนกำรรับทรำบนโยบำยโครงกำร 1)ประชุมรับทราบนโยบายการมีส่วนร่วมในโครงการศึกษาวิจัยจากผู้อ านวยการสมาคมศูนย์รวม การศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) 2)กองเลขาเครือข่ายอิ้วเมี่ยนประชุมวางแผนการด าเนินงานโครงการร่วมกัน 4.2 กระบวนกำรคัดเลือกชุมชนเป้ำหมำย 1) น าเรื่องเข้าที่ประชุมคณะทา งานเครือข่ายอิ้วเมี่ยน เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมใน โครงการวิจัยจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง 2) ที่ประชุมอภิปรายแลกเปลี่ยนและลงมติคัดเลือกชุมชนเป้าหมายที่จะท าการการศึกษาวิจัย 3) วางแผนและด าเนินการศึกษาวิจัยร่วมกับแกนน าชุมชนเป้าหมาย


3 4.3 กระบวนกำรด ำเนินงำนรวบรวมข้อมูลงำนวิจัย 1) จัดเวทีสร้างความเข้าใจโครงการและศึกษารวบรวมข้อมูลเบ้ืองตน้ ซึ่งแบ่งเป็ นกระบวนการ ข้นัตอนยอ่ยๆ ดงัน้ี 1.1) การสร้างความเข้าใจภาพรวมท้งัหมดของโครงการ 1.2)การจัดโครงสร้างและการมี ส่วนร่วมในการด าเนินงาน 1.3) การวางแผนงานและกิจกรรมการด าเนินงาน 1.4) การแบ่งกลุ่มย่อย ศึกษารวบรวมข้อมูลเบ้ืองตน้ -ขอ้มูลพ้ืนฐานของชุมชนบา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) -ข้อมูลผู้รู้รายบุคคล -ข้อมูลรายครัวเรือน -ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการแต่งกาย 2)จัดเวทีศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่า อิ้วเมี่ยนแบบเจาะลึกคร้ังที่1 ซึ่ง แบ่งเป็นข้นัตอน กระบวนการต่างๆ ดงัน้ี 2.1) การระดมข้อมูลความรู้การแต่งกายตามประเพณีของชนเผา่อิ้วเมี่ยนในกลุ่มใหญ่ 2.2) การแบ่งกลุ่มย่อยรวบรวมข้อมูลเชิงลึกตามประเด็นหัวข้อ 2.3)การบันทึกเป็ นรูปวาด 2.4) การบันทึกเป็ นภาพถ่าย 2.5) การบันทึกเสียงในเทปคาสเซ็ท 3)จัดเวทีเก็บรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผา่อิ้วเมี่ยน แบบ เจาะลึกคร้ังที่2 ซ่ึงแบ่งเป็นข้นัตอน กระบวนการต่างๆ ดงัน้ี 3.1)การแบ่งกลุ่มยอ่ยรวบรวมขอ้มูลเชิงลึกตามหวัขอ้เพิ่มเติม 3.2)การบนัทึกเป็นรูปวาดเพิ่มเติม 3.3)การบนัทึกเป็นภาพถ่ายเพิ่มเติม 3.4)การการบนัทึกเป็นเสียงในเทปคาสเซ็ทเพิ่มเติม 5. เครื่องมือที่ใช้ศึกษำรวบรวมข้อมูล 1) การบันทึกข้อมูลจากการระดมในกลุ่มใหญ่ 2) การบันทึกข้อมูลจากการระดมในกลุ่มย่อย 3) การออกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์รายบุคคล 4) การออกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์รายครัวเรือน 5) การบันทึกเทปคาสเซ็ท 6) การบันทึกภาพถ่าย


4 6. กำรวิเครำะห์ข้อมูล 1) เวทีตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลโดยกลุ่มผู้รู้ในชุมชนที่ท าการศึกษา 2) เวทีตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมโดยกลุ่มผู้รู้ในชุมชนและผู้รู้จากเครือข่าย 3) การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม 7. ขอบเขตกำรศึกษำวิจัย 7.1 ขอบเขตพื้นที่กำรศึกษำวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีใชพ้ ้ืนที่ศึกษาวิจยัที่ชุมชนอิ้วเมี่ยน บ้านสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) หมู่ที่ 11 ต าบลปงเตา อ าเภองาวจังหวัดล าปาง 7.2 ขอบเขตเนื้อหำกำรศึกษำวิจัย ส่วนที่1 ข้อมูลพื้นฐำนชนเผ่ำอวิ้เมี่ยน ส่วนที่ 2 ข้อมูลพื้นฐำนชุมชนศึกษำวิจัย ส่วนที่ 3 ข้อมูลอตัลกัษณ์เครื่องแต่งกำยชนเผ่ำอวิ้เมี่ยน 3.1 กำรออกแบบสร้ำงสรรค์ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์และลักษณะเด่นของส่วนประกอบ 1) ประวตัิศาสตร์ตา นานและความเชื่อเกี่ยวกบัเครื่องแต่งกายชนเผา่อิ้วเมี่ยน 2)กระบวนการผลิตเพื่อได้ผ้ามาสู่การปัก ตัด เย็บ 3)โครงสร้างและเทคนิคการถักทอ 4)โครงสร้างการสร้างสีและการย้อมสี 5)การสร้างแบบเครื่องแต่งกายของชาวอิ้วเมี่ยน 6)รูปแบบเครื่องแต่งกายของชาวอิ้วเมี่ยน -การแต่งกายตามเพศ -การแต่งกายตามวัย -การแต่งกายตามโอกาส -การแต่งกายตามสถานะ 7) เครื่องประดับ 8)โครงสร้างและเทคนิคการตัดเย็บ 9) เทคนิคการออกแบบจัดท าลวดลายและเครื่องประดับบนชุดเครื่องแต่งกาย 10)ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกาย 3.2 ควำมหมำยทำงสัญลักษณ์วัฒนธรรม 1) การใชป้ระโยชน์ผลิตภณัฑผ์า้ของชุมชนชาวอิ้วเมี่ยน - ประเภทการใช้ประโยชน์ -ค่าใชจ้่ายสา หรับการจดัซ้ือจดัหาและจัดท าเครื่องแต่งกาย


5 2)กระบวนการสืบทอด - พ้ืนที่การถ่ายทอด -กระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกาย -ผู้เกี่ยวข้องในการสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกาย - พ้ืนที่การแสดงออกของเครื่องแต่งกาย 3.3 กระบวนกำรเลือกรับปรับใช้ท่ำมกลำงกระแสกำรเปลี่ยนแปลง 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับปรับใช้เครื่องแต่งกาย 2) สัญลักษณ์เด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลง 3)แนวโน้มในอนาคต 4)ข้อเสนอแนะ 8.ระยะเวลำกำรด ำเนินงำนวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีเริ่มดา เนินการต้งัแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ถึงเดือน กันยายน 2548 รวม ระยะเวลา 3 เดือน 9. โครงสร้ำงกำรด ำเนินงำนวิจัย 9.1 คณะนักวิจัย 1) นกัวิจยัที่เป็นตวัแทนจากเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 1.1) นายอูก๋วย แซ่ลี ผญบ. สามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) /คณะท างาน 2) นักวิจัยจากในชุมชน 2.1) น.ส.ยงิ้ลิ่น แซ่เติ๋น ครูในชุมชน 2.2) นางพิกุล แซ่ลี แกนน าสตรีในชุมชน 3) นกัวิจยัหลกัจากกองเลขาเครือข่ายอิ้วเมี่ยน (เจา้หนา้ที่IMPECT) 3.1) นายบุญยง โชติชัยพิบูล กองเลขาเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 3.2) นายสันทัด คณิตชยานันท์ กองเลขาเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 9.2 คณะผู้รู้ผู้อำวุโสในชุมชน 1) ผู้รู้ฝ่ำยชำย 1.1) นายอีเซ็ง แซ่ลี 1.2) นายว่วนฟุ แซ่ลี 1.3) นายจ้อยเสี่ยว แซ่พ่าน 1.4) นายจ้นัเซ็ง แซ่ย่าง 1.5) นายว่วนเม่ง แซ่ลี 1.6) นายสมบูรณ์ แซ่พ่าน


6 2) ผู้รู้ฝ่ำยหญิง 2.1) นางเหมยฟิ น แซ่ลี 2.2) นางไหนเชียง แซ่พ่าน 2.3) นางเฉ็งก๋วย แซ่ลี 2.4) นางปนัดดา แซ่ว่าง 2.5) นางไหนออน แซ่จ๋าว 2.6) นางฟามฟิ น แซ่พ่าน 2.7) นางปวีณา แซ่จ๋าว 9.3 ที่ปรึกษำ 1) นายแคะเว่น ศรีสมบัติ ประธานเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 2) นายภาณุ แสงเทียนหยด รองประธานเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 3) นางไหนควร แซ่ว่าง รองประธานเครือข่ายอิ้วเมี่ยน 10. แผนงำนและกิจกรรมกำรศึกษำรวบรวมข้อมูลโครงกำรวิจัย“ภูมิไทย ชุดไทย ชนเผ่ำอิ้วเมี่ยน” บ้ำนสำมเหลยี่ม (กวิ่ต ่ำ) หมู่11 ต.ปงเตำอ.งำวจ.ลำ ปำง แผนงำน/กิจกรรม ระยะเวลำ ผู้เข้ำร่วม ผู้รับผิดชอบ สถำนที่ 1. แผนงำนสร้ำงควำมเข้ำใจและกำร มีส่วนร่วมในโครงกำร 1) น าเรื่องเข้าที่ประชุมคณะท างาน เครือข่ายและคัดเลือกชุมชน เป้าหมายท าการวิจัย 2) เวทีสร้างความเข้าใจและจัด โครงสร้างการมีส่วนร่วมในการ ด าเนินงานโครงการในชุมชน 17 ก.ค. 2548 27 ก.ค. 2548 1) คณะท างาน 2) แกนน า 3) กองเลขา 1) นักวิจัย 2) แกนน าชุมชน 3) ผู้รู้ กองเลขา 1) นักวิจัย 2) แกนน า สถาบัน ชาติพันธุ์ มรภ.ชร. ในชุมชน 2.แผนงำนศึกษำรวบรวมข้อมูล 1) การส ารวจและรวบรวมข้อมูล พ้ืนฐานชุมชน 2) การส ารวจและรวบรวมข้อมูลผู้รู้ รายบุคคล 27 ก.ค.-4 ส.ค. 2548 5 – 10 1) นักวิจัย 2) แกนน าชุมชน 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ นักวิจัย นักวิจัย ในชุมชน ในชุมชน


7 3) การส ารวจและรวบรวมข้อมูลราย ครัวเรือน 4) การส ารวจและรวบรวมข้อมูลองค์ ความรู้การแต่งกายเชิงลึก ส.ค. 2548 10 -26 ส.ค. 2548 1) นักวิจัย 2) หัวหน้าครัวเรือน 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ นักวิจัย นักวิจัย ในชุมชน ในชุมชน 3. แผนงำนน ำเสนอข้อมูล 1)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่1 2)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่2 3)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่3 4) การน าเสนอรายงานวิจัย 4 ส.ค. 2548 2 ก.ย. 2548 12 ก.ย. 2548 1 ต.ค. 2548 นักวิจัย นักวิจัย มรภ.ชม. 4. แผนงำนวิเครำะห์ตรวจสอบ ข้อมูล 1) เวทีวิเคราะห์ตรวจสอบและแก้ไข เพิ่มเติมขอ้มูล 27 ส.ค. 2548 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ 3) ที่ปรึกษา 1) นักวิจัย 2) แกนน า ในชุมชน 5. แผนงำนจัดท ำรำยงำนวิจัย 1) การเขียนรายงานวิจัย 2) การแก้ไขปรับปรุง 3) การจัดรูปเล่มและการเข้าเล่ม 27 ก.ค. – 14 ก.ย. 2548 นักวิจัย นักวิจัย IMPECT 6. ส่งรำยงำนวิจัยฉบับร่ำงแรก 29 ส.ค. 48 นักวิจัย นักวิจัย IMPECT 7. ส่งรำยงำนวิจัยฉบับสมบูรณ์14 ก.ย. 48 นักวิจัย นักวิจัย มรภ.ชม. 8. แผนงำนบริหำรจัดกำรโครงกำร 1) การประสานงาน 2) การจัดเวที 3) การร่วมเวที 4) การเงินการบัญชี ก.ค. –ก.ย. 2548 1)นักวิจัย 2)แกนน าชุมชน 3)ผู้รู้ผู้อาวุโส 4) ที่ปรึกษา นักวิจัย 1) ชุมชน 2) IMPECT 3) มรภ. ชม.


8 บทที่ 2 ข้อมูลพื้นฐานชนเผ่าอวิ้เมี่ยน 1. ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน อิ้วเมี่ยน (เย้า) ไดร้ับการจดัใหอ้ยใู่นเช้ือสาย มองโกลอยด์ (Mongoloid) คือ อยู่ในตระกูลจีน -ธิ เบต (Sino-Tibetan) คา เรียก เยา้ ไดป้รากฏคร้ังแรกในเอกสารบนัทึกของจีน สมัยราชวงศ์ถัง โดย ปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่า ไม่อยู่ใต้อ านาจของผู้ใด ตามต านานเล่ากันว่า เมื่อประมาณสอง พนักวา่ ปีมาแลว้บรรพชนชาวอิ้วเมี่ยนหรือเยา้ไดต้้งัถิ่นฐานอยบู่ริเวณที่ราบรอบ ๆ ทะเลสาปตงถิง แถบ แม่น้า แยงซีไม่ยอมอ่อนนอ้มใหช้นชาติผปกครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึง ู้ ไดท้า การอพยพเขา้ไปในป่าลึกบนภูเขาสูง และไดต้้งัถิ่นฐานสร้างบา้นเรือนข้ึนเพื่อปกป้องเสรีภาพของ ตนเอง จึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้บันทึกไว้ใน เหลียง ซู ต่อมาในสมัย ราชวงศซ์ ่ง คา วา่ม่อ ถูกยกเลิกไปเหลือแต่คา วา่เยา้เท่าน้นัซ่ึงก่อนหนา้น้ีชนกลุ่มน้ีถูกเรียกวา่ หมาน หรือ หนัน หมาน (พวกป่ าเถื่อนทางใต้), หรือ ชาน จือ (บุตรขุนเขา) หรือ พ่านหู จ่ง (เช้ือสาย ของพ่าน หู) กล่าวกันว่าในประเทศจีนชนชาวเย้ามีค าเรียกขานชื่อของตนเองแตกต่างกันถึง 28 ชื่อ แต่ ชนชาวเย้าในประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “เมี่ยน” (MIEN) หรือ “อิ้วเมี่ยน” (IU MIEN) เหยา ซุ่น อัน (1999) กล่าวว่า ชาวเย้าในประเทศจีน แยกออกเป็ น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เผ่า เป้ียน, เผ่าปูนู, เผ่าฉาซัน, และเผา่ผิงต้ี ชาวเยา้เผา่เป้ียนมีประชากรมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่ยา้ยถิ่นตลอดเวลาเป็นระยะทางที่ไกลที่สุด และกระจายกนัอยใู่นอาณาบริเวณที่กวา้งขวางที่สุดดว้ย โดยเริ่มยา้ยถิ่นจากมณฑลฮูหนานในสมยั ราชวงศฉ์ ินฮนั่ ไปยงัมณฑลกวางตุง้กุย้โจว กวางสีและยนูนาน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ภาคเหนือของเวียตนามในราวคริสศตวรรษที่ 15-16 ต่อจากน้นัก็ยา้ยถิ่นเขา้สู่ลาว พม่า และประเทศไทย เมื่อสงครามในประเทศเวียตนามและประเทศลาวยุติลงในปี ค.ศ. 1975 ชาวเย้า เผา่เป้ียนบางส่วนก็ไดย้า้ยถิ่นล้ีภยัทางการเมือง ไปต้งัถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา และสวีเดน 2. ชื่อและภาษา “เย้า” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ค าจ ากัดความว่า “เป็ นชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง อยู่ในประเทศไทยตอนเหนือ” ค าว่า “เย้า” ไม่มีในภาษาของชาวอิ้วเมี่ยน เนื่องจากเป็ นค าเรียกที่ก าหนด โดยทางราชการไทย ซ่ึงไม่เคยมีใครทราบที่มาอยา่งแน่ชดัรวมท้งัไม่ทราบวา่มีความหมายอยา่งไร โดยทวั่ ไปชาวอิ้วเมี่ยนจะไม่เรียกตวัเองวา่ “เย้า” เพราะในภาษาของอิ้วเมี่ยนเองจะไม่มีคา น้ีแต่จะเรียก ตัวเองหรือเผ่าตัวเองว่า “เมี่ยน” หรือ“อิ้วเมี่ยน” ซึ่งแปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์”


9 ภาษาของอิ้วเมี่ยน (เย้า) จัดอยู่ใน ตระกูลจีน-ธิเบต สาขาแม้ว-เยา้ภาษาพูดของอิ้วเมี่ยน(เย้า) พัฒนามาจากกลุ่มภาษาหนึ่งของชาวหมาน และได้แพร่กระจายไปสู่เขตต่าง ๆ ตามทอ้งถิ่นที่ชาวอิ้วเมี่ยน (เย้า) อพยพไปถึง สมยัราชวงศห์มิงตอนปลายและสมยัตน้ราชวงศช์ิง ภาษาเยา้ไดก้ระจายไปทวั่ เขตมณฑลกวางสี กวางตุ้ง กุ้ยโจว ฮูหนาน และยูนนาน จากการติดต่อกับชนเผ่าอื่น ๆ เป็ นระยะเวลา นาน ทา ใหภ้าษาอิ้วเมี่ยน(เย้า) ในทอ้งถิ่นที่ต่างกนัมีวิวฒันาการที่แตกต่างกนัไปดว้ย ภาษาเย้าในปัจจุบนัผา่นการพฒันากลายเป็น ภาษาถิ่นย่อย 3 ภาษา คือ ภาษาเมี่ยน ภาษาปูนุ และภาษาลักจา สา หรับภาษาเขียนของเมี่ยน มกัจะมีความเห็นโดยทวั่ ไปวา่ชาวเมี่ยนมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษา เขียน จึงไดย้มืภาษาฮนั่มาใช้ชาวเมี่ยนที่รู้ภาษาเขียนมีไม่มากนกัแต่ภาษาฮนั่ก็ยังมีบทบาทและอิทธิพล ต่อชนชาติเมี่ยนมาก ชาวเมี่ยนมีวิธีการใชต้วัเขียนภาษาฮนั่ของเขาเอง ตวัเขียนน้ีต่างกนักบัตวัหนงัสือฮนั่ แบบมาตรฐาน ในระหวา่งการใชต้วัหนงัสือฮนั่น้นัชาวเมี่ยนไดค้ิดสร้างตวัหนงัสือไวใ้ชเ้อง โดย ดดัแปลงจากของฮนั่ทา ใหไ้ดภ้าษาเขียนใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างภาษาเมี่ยนกับ ภาษาฮนั่คือ มีรูปแบบการเขียนแบบ ถูสู้จ้ือ (ตวัหนงัสือสามญัของทอ้งถิ่น) ของชาวเมี่ยน และรูป เขียนตวัหนงัสือฮนั่ในอกัษรฮนั่ซ่ึงเป็นตวัเดียวกนั ในอกัษรเมี่ยนจะเขียนคนละอย่างกนัแต่อกัษรที่ ประดิษฐ์ข้นึน้ีก็มีจา นวนไม่มากและใชเ้ขียนขอ้ความใหส้มบูรณ์ไม่ได้ตอ้งใชป้นกบัตวัหนงัสือฮนั่และ การอ่านออกเสียงจะมีหลกัดงัน้ีคา ศพัทใ์นภาษาเมี่ยนจะอ่านเป็นสา เนียงชาวเมี่ยน คา ศพัทใ์นภาษาฮนั่ จะอ่านเป็นสา เนียงภาษายอ่ยชนิดหน่ึงของภาษาถิ่นกวางตุง้จะใชส้า เนียงของภาษากลางปัจจุบันมาอ่าน ไม่ได้ ความหมายก็จะอธิบายตามตวัหนงัสือฮนั่ ไม่ได้หนงัสือบทเพลง คัมภีร์ทางศาสนา หนังสือล าดับ ญาติวงศแ์ละเอกสารต่าง ๆ ลว้นใชภ้าษาเขียนที่ผสมกนัน้ี


10 3.การตั้งหลักแหล่งในประเทศไทย หมู่บ้านของชาวอิ้วเมี่ยนส่วนมากจะต้งัอยบู่นพ้ืนที่สูงกระจายอยทู่วั่ ไปทางตอนเหนือของ ประเทศไทย ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ล าปาง น่าน และไกลออกไปอีกในเขต จังหวัด สุโขทัย ก าแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ จ านวนประชากรท้ังหมดที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆในประเทศไทย พื้นที่/จังหวัด หมู่บ้าน พรบ. จ านวน กลุ่มบ้าน จ านวน หลังคา เรือน จ านวน ชาย จ านวน หญิง จ านวน ประชากร รวม จังหวัดก าแพงเพชร อ าเภอเมือง 0 1 44 212 226 438 อ าเภอคลองขลุง 0 1 8 25 29 54 อ าเภอคลองลาน 7 4 431 1,534 1,567 3,101 กิ่งอ. ปางศิลาทอง 1 1 78 233 233 466 รวม 8 7 561 2,004 2,055 4,059 จังหวัดเชียงราย อ าเภอเมือง 7 5 591 1,706 1,654 3,360 อ าเภอเชียงของ 1 0 17 49 52 101 อ าเภอเชียงแสน 5 1 360 1,352 1,262 2,614 อ าเภอเทิง 1 1 10 28 29 57 อ าเภอพาน 2 1 27 101 71 172 อ าเภอแม่จัน 5 5 432 1,252 1,210 2,462 อ าเภอแม่สรวย 7 12 218 625 590 1215 อ าเภอเวียงป่ าเป้า 1 0 1 10 2 12 อ าเภอเวียงชัย 1 0 52 200 175 375 อ าเภอพญาเม็งราย 1 0 34 98 97 195 อา เภอเวียงแก่น 5 2 326 1,168 1,139 2,307 อ าเภอแม่ฟ้าหลวง 2 0 156 523 582 1,105 กิ่งอ. ดอยหลวง 1 1 265 778 910 1,188 กิ่งอ. เชียงรุ้ง 0 1 55 184 180 364 รวม 39 29 2,544 8,074 7,953 16,027


11 จังหวัดเชียงใหม่ อ าเภอฝาง 1 2 196 742 706 1,448 อ าเภอแม่แจ่ม 0 1 0 0 0 5 อ าเภอแม่แตง 0 1 22 57 62 119 อ าเภอแม่ริม 1 0 6 30 30 60 อ าเภอแม่อาย 0 1 10 29 29 58 อ าเภอสะเมิง 1 0 1 1 2 3 รวม 3 5 235 859 829 1,688 จังหวัดตาก อ าเภอพบพระ 1 0 64 207 194 401 รวม 1 0 64 207 194 401 จังหวัดสุโขทัย อ าเภอศรีสัชนาลัย 0 5 95 408 377 785 รวม 0 5 95 408 377 785 จังหวัดพะเยา อ าเภอเมือง 0 2 70 270 256 526 อ าเภอแม่ใจ 2 1 64 262 228 490 อ าเภอดอกค าใต้ 0 1 47 187 162 349 อ าเภอปง 9 7 485 1,531 1,521 3,052 อ าเภอเชียงค า 4 7 349 1,159 1,146 2305 อ าเภอเชียงม่วน 2 1 182 515 512 1,027 กิ่งอ. ภูซาง 0 1 18 45 57 102 รวม 17 20 1,215 3,969 3,882 7,851 จังหวัดล าปาง อ าเภอเมือง 0 1 52 111 107 218 อ าเภองาว 3 13 507 1,707 1,689 3,396 อ าเภอแจ้ห่ม 3 1 62 195 195 390 อ าเภอวังเหนือ 1 3 171 524 531 1,055 อ าเภอเมืองปาน 0 1 23 51 49 100 รวม 7 19 815 2,588 2,571 5,159


12 จังหวัดน่าน อ าเภอเมือง 8 5 456 3,220 2,921 6,141 อ าเภอทุ่งช้าง 6 3 321 1,461 1,415 2,876 อ าเภอปัว 2 0 118 466 478 944 อ าเภอเวียงสา 1 3 84 403 346 749 อ าเภอสองแคว 6 0 2,998 794 800 1,594 รวม 23 11 3,977 6,344 5,960 12,304 จังหวัดเพชรบูรณ์ อ าเภอเขาค้อ 0 1 14 41 42 83 รวม 0 1 14 41 42 83 รวมทั้งหมด 98 97 9,501 24,494 23,863 48,357 ที่มา : ทา เนียบชุมชนบนพ้ืนที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย ปี 2540 หน้า 38-40 กองสงเคราะห์ชาวเขา กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม หมายเหตุ : ปัจจุบันเมี่ยนที่อาศัยอยู่เพชรบูรณ์ได้อพยพไปอยู่ที่อื่นเกือบหมดแล้ว 4.ระบบและโครงสร้างทางสังคม ชุมชนชาวอิ้วเมี่ยนในอดีตน้นัเป็นชุมชนพ่ึงตนเองค่อนขา้งสูงท้งัในด้านการด ารงชีวิตและการ จัดการ ภายในชุมชนจะมีตา แหน่งหรือฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความสา คญัและเอ้ือต่อการจดัการในชุมชนน้นัๆ ต าแหน่งหรือฝ่ ายต่าง ๆ ในชุมชนของชาวอิ้วเมี่ยนพอจะสรุปไดด้งัน้ี 1) ผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน ในชุมชนชาวอิ้วเมี่ยนจะมีผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน 1 คน หวัหนา้บา้นน้ีอาจไดร้ับการแต่งต้งัจากทางราชการหรืออาจไม่ไดร้ับการแต่งต้งัจากทางราชการก็ได้ โดยทวั่ ไปหวัหนา้หมู่บา้นมกัจะเป็นบุคคลที่มาจากกลุ่มแซ่สกุลที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน หรืออาจเป็ นผู้น า ในการอพยพมาต้งัหมู่บา้นแห่งใหม่ซ่ึงจะทา หนา้ที่ดูแลทุกขส์ุขของชาวบา้นและเป็นผไู้กล่เกลี่ยคดีหรือ ขอ้ผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนภายในชุมชน และระหวา่งชุมชน ภาษาเมี่ยนเรียกวา่ “ต้าวเมี่ยน” “ล่างโก๋” หรือ “ล่างเฒี้ยว” จะเป็นผทู้ี่มีความเสียสละและมีชื่อเสียงในชุมชนน้นัๆ 2) กลุ่มผู้อาวุโส เป็ นกลุ่มที่มีความส าคัญในหมู่บ้านมากโดยเฉพาะในด้านการปกครองและดูแล หมู่บ้าน ซึ่งจะท างานร่วมกับหัวหน้าหมู่บ้านเวลามีปัญหาหรือคดีความต่างๆ เพราะเมี่ยนนับถือและยก ย่องผู้อาวุโส ว่าเป็ นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์และผ่านโลกมามากกว่า ดังค า เปรียบเปรยของเมี่ยนที่ว่า “ปัว เต้า โฮ่ว แซง ต๋องตุ๊เหยียด เต้า เมี่ยนโก๋ ปัว เต้า เมี่ยนโก๋ต๋องตุ๊เหยียด เต้า เฒีย้ว” หมายถึง คนหนุ่ม 3 คน เทียบเท่ากบัคนแก่ 1 คน คนแก่ 3 คน เทียบเท่ากับผู้ปกครอง 1 คน ซึ่งก็ แสดงให้เห็นถึงความส าคัญของกลุ่มผู้อาวุโสในชุมชนได้ชัดเจนเป็ นอย่างดี


13 3) ผู้ประกอบพธิีกรรม โดยทวั่ ไปภาษาเมี่ยนเรียกคนกลุ่มน้ีวา่ “ซิบ เม้ียน เมี่ยน” (อาจารย์ผู้ ประกอบพิธีกรรม) จะเป็ นผู้ที่มีบทบาทและได้รับความนับถือในสังคมเมี่ยนมาก เมี่ยนเชื่อวา่ ในโลกน้ีมี ท้งัสิ่งที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติและนอกเหนือธรรมชาติสิ่งที่อยนู่อกเหนือธรรมชาติเมี่ยนเรียกวา่ “เม้ียน” (ผี) ซ่ึงจะมีท้งัผีดีและผีร้ายผีหรือวิญญาณดีจะช่วยเหลือปกป้องคุม้ครองมนุษยไ์ดส้ ่วนผีร้ายจะทา ใหเ้กิด สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาข้ึน ดงัน้นัเพื่อใหม้นุษยม์ีความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมี่ยนจึงตอ้งติดต่อกบัผีหรือ วิญญาณดีใหช้ ่วยปกป้องคุม้ครองตน และควบคุมผีร้ายไม่ใหท้า อนัตรายหรือก่อใหเ้กิดสิ่งที่ไม่ดีแก่มนุษย์ เมี่ยนจึงต้องมีอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมเป็ นผู้ประกอบพิธีดังกล่าว ผู้ที่จะเป็นผปู้ระกอบพิธีกรรมไดน้ ้นั จะตอ้งเรียนรู้ตวัหนงัสือภาษาจีน ซ่ึงอ่านออกเสียงเป็นภาษาเมี่ยนใหไ้ดก้่อน เพราะเมี่ยนจะใชอ้กัษรจีน เป็นตวัเขียนของเผา่ ในการบนัทึกเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจา วนัและใชป้ระกอบพิธีกรรมท้งัการเขียน และการสวด อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมจะต้องเป็ นผู้ที่เคยผ่านพิธี “กว๋าตัง” (บวช) ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มี บุญบารมีมากกว่าคนธรรมดาทวั่ ไป อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมจะแบ่งออกเป็ นสองประเภท 1. อาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรมที่ทา พิธีไดเ้ฉพาะในโลกเท่าน้นั (ห่าจ๋าย เมี้ยน) ซึ่งจะท าพิธีเล็กๆ ได้เช่น พิธีสู่ขวัญ พิธีสะเดาะเคราะห์ ฯลฯ 2. อาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรมที่สามารถประกอบพิธีไดท้ ้งัในโลกและนอกโลก (จ่างจ๋ายเมี้ยน) หรือ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมใหญ่ (โฒ๋ว ไซ อง) ซึ่งจะประกอบพิธีกรรมที่ใหญ่ ๆ ได้ เช่น พิธีงานศพ พิธีงานบวช เป็ นต้น ในหมู่บ้านหนึ่งอาจจะมีอาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรมไดห้ลายคน ข้ึนอยกู่บั ความสามารถและความสนใจของคนในชุมชนน้นัๆ 4) ช่างตีเหล็ก สังคมของเมี่ยนเป็ นสังคมเกษตรกรรม วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการท ามาหากิน เช่น จอบ เสียม มีด ขวาน ส่วนมากจะซ้ือเหลก็มาจากในเมืองแลว้นา มาใหช้ ่างตีเหลก็เป็นคนทา ให้ เพราะอุปกรณ์บางอยา่งมีลกัษณะเฉพาะไม่เหมือนกบัพ้ืนราบ ดงัน้นัช่างตีเหลก็จึงมีความสา คญัมาก โดยเฉพาะในดา้นการทา อุปกรณ์การเกษตร ตา แหน่งช่างตีเหลก็น้ีส่วนใหญ่จะสืบทอดกนั ในสายตระกูล แต่ก็มีการถ่ายทอดให้กับบุคคลภายนอกที่สนใจอยู่บ้าง 5) ช่างเงิน ในสังคมเมี่ยน เงินเป็ นทรัพย์สินที่มีค่ามาก เพราะเงินนอกจากจะใช้เป็ นตัว แลกเปลี่ยนสิ่งของ และการปรับไหมแล้ว ยังน ามาท าเป็ นเครื่องประดับต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องประดับ ของสตรี ซึ่งมีท้งัแหวน กา ไล ต่างหูและสร้อยต่าง ๆ ซึ่งช่างเงินในหมู่บ้านจะเป็ นคนท าให้ แต่ละอย่าง ก็จะมีวิธีการท าที่ละเอียดปราณีตและสลักลวดลายที่งดงาม ช่างเงินจึงเป็ นต าแหน่งที่มีความส าคัญอีก ต าแหน่งหนึ่งในด้านศิลปหตัถกรรมในสังคมของเมี่ยน ตา แหน่งช่างเงินน้ีส่วนใหญ่จะมีการสืบทอดใน สายตระกูลเดียวกนัแต่ก็มีการถ่ายทอดใหแ้ก่ผสู้นใจทวั่ ไปเหมือนกนั


14 6) หมอยาสมุนไพร หมอสมุนไพร หรือ “เดียไซ” จะเป็ นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤกษศาสตร์ และ การใช้สมุนไพรในการรักษาผปู้่วยเป็นพิเศษ มีท้งัผูห้ญิงและผชู้าย แต่หมอสมุนไพรบางคนเก่งในการ รักษาโรคเฉพาะดา้นเท่าน้นั ในชุมชนหน่ึงจะมีหมอยาสมุนไพรหลายคน แต่ที่เก่ง ๆ หรือมีชื่อเสียงเป็น ที่นิยมของคนทวั่ ไปจะมีไม่มากนกั ประมาณ 1-2 คน หมอสมุนไพรจะมีสองประเภท คือ ประเภทที่ ถ่ายทอดตามสายตระกูลกับอีกประเภทที่ไปขอเรียนมา (เปี๊ ยด) โดยไปศึกษาจากหมอยาที่มีชื่อเสียง 7) หมอต าแย หมอต าแยกับหมอยาสมุนไพรอาจจะเป็ นบุคคลเดียวกัน เพราะในสังคมอิ้วเมี่ยน ให้ความส าคัญกับการดูแลแม่และเด็กหลังคลอด ผู้ที่จะเป็ นหมอต าแยได้ต้องเป็ นผู้ที่มีความรู้ในด้านการ ใช้สมุนไพรและสามารถดูแลหญิงหลังคลอดและเด็กทารกได้อย่างปลอดภัย เมื่อหญิงเจ็บท้องคลอดลูก ถึงก าหนดคลอด จะเอาผ้าคาดเอวของเมี่ยนมามัดกับขื่อ แล้วให้ หญิงที่จะคลอดลูกจบัผา้มดัเอวน้ีไว้หา้มนอน ตอ้งนงั่เชื่อกนัวา่ถา้นอนจะคลอดลูกไม่ออก จะมีคน ช่วยพยุงข้างหลัง 1 คน หมอต าแยจะเอาผ้ารองไว้ เช่น ผ้าห่ม หรือฟางข้าว รองไว้ส าหรับทารกออกมา จะรอให้เด็กออกมาท้งัตวัหมอตา แยจะดึงรกมาวดัใหย้าว จากสะดือลงมาถึงหวัเข่าทารก จะเอาดา้ยมา มดัที่รกใกล้ๆ กบัสะดือแลว้ใชเ้ปลือกไมไ้ผต่ดัตรงที่วดัยาวถึงหวัเข่า ถา้มีสิ่งสกปรกอยู่ในปากต้องล้วง ออกมาให้หมด ถ้าทารกร้องไม่ออกให้รูดสายสะดือจากทางรกที่ติดแม่มาหาตัวเด็ก จะท าให้เด็กร้อง ออก หลงัจากน้นัจะเอาน้า อุ่นช่วยเด็กอาบน้า หลงัจากที่ทารกออกมาแล้วจะตม้ไข่ไก่กบัพริกไทยให้ มารดากิน หลังจากกินไข่แล้วจะกินเน้ือไก่ (เปี๊ ยะปุ้งใจ) ไก่ตวัน้ีหา้มเชือดคอ ใหใ้ชเ้ชือกรัดคอไก่เวลา ทา ความสะอาดก็หา้มลว้งปากไก่ถา้ลว้งมีความเชื่อว่าจะท าให้เด็กกินนมแล้วอาเจียนออกมาหมด เวลา ตม้จะสับไก่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ตม้ผสมกบัยาสมุนไพร เน้ือไก่จะใหส้ตรีหลงัคลอดกิน ส่วนคอ หัว ปี ก จะ ให้ผู้ประกอบอาหารกิน ไก่ตวัน้ีจะกินไดเ้ฉพาะสตรีหลงัคลอดและผปู้ระกอบอาหารเท่าน้นัก่อน รับประทานอาหารจะมีการเชิญอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมมาท าพิธี“ทิมเมี่ยนคู้” เพื่อเป็ นการบอกกล่าว วิญญาณบรรพบุรุษฝ่ ายหญิงให้รับทราบวา่มีสมาชิกใหม่เพิ่มข้ึนแลว้และขอให้ช่วยดูแลคุ้มครองด้วย 5.ระบบการปกครอง ด้วยทัศนะคติที่นิยมความเป็ นอิสระของเมี่ยน ประกอบกับการอยู่แบบกระจัดกระจาย เป็ นผลให้ ระเบียบการปกครองตามแบบเดิมก่อนที่จะใช้ระบบจากส่วนกลางของรัฐ มีลักษณะยืดหยุ่น โดยจะไม่มี ผู้น าที่มีอ านาจสูงสุด จะมีเพียงกลุ่มผู้น า โดยไม่ปรากฏว่ามีพันธะทางการเมืองในระหว่างหมู่บ้านเมี่ยน แต่ละหมู่บ้านจะปกครองดูแลกันเอง ไม่ข้ึนอยกู่บัหมู่บา้นอื่น กลุ่มผนู้า ของเมี่ยน จะถูกเลือกจากคนใน หมู่บา้น โดยผนู้า จะตอ้งเป็นบุคคลที่พวกเขานบัถือมีความรู้ความสามารถซ่ึงมกัจะไดแ้ก่ผอู้าวุโสของสาย ตระกูลใหญ่ๆ และอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมเป็ นต้น การปกครองจะเป็ นไปตามกฎจารีตประเพณี ซึ่ง มีท้งัขอ้ห้าม ข้อควรปฏิบัติและบทลงโทษ


15 การตัดสินคดีความ การตดัสินคดีความน้นั เมื่อมีผู้กระท าผิดจะมีการตัดสินคดีความกันที่บ้าน ของผู้ใหญ่บ้านหรือก านัน โดยคู่กรณีจะมาแจ้งให้ทางก านันทราบล่วงหน้าก่อนว่าจะมาตัดสินคดีความ กันเมื่อไหร่ เมื่อถึงวันนัดหมายทางก านันจะเชิญอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้อาวุโส และคณะกรรมการ ในหมู่บา้นมาร่วมเป็นพยาน คู่กรณีท้งัสองฝ่ายจะตอ้งเชิญผใู้หญ่บา้นของตนเองมาร่วมดว้ย และท้งัสอง ฝ่ายจะตอ้งเตรียมไก่มาฝ่ายละ1 ตัว สุรา และเงินต้งัแต่100 บาทข้ึนไป เมื่อท้งัสองฝ่ายมาถึงแลว้ก็จะฆ่า ไก่และเตรียมประกอบอาหาร นา ไปวางไวบ้นโต๊ะ พร้อมเงิน และสุรา แล้วท้งัสองฝ่ายจะเริ่มเล่าเรื่องราว ความขดัแยง้ใหแ้ก่คณะกรรมการรับทราบ การตดัสินจะใชเ้สียงส่วนใหญ่เมื่อคดีสิ้นสุดแลว้ท้งัสองฝ่าย สามารถยอมรับการตัดสินของคณะกรรมการได้ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะท าพิธีเชิญผีบรรพบุรุษ ลงมาช่วยดูและรับฟังร่วมเป็ นพยานให้กับการตัดสินคดีความ และใหค้า มนั่สัญญาวา่ต่อไปน้ีจะไม่มีกรณี เช่นน้ีเกิดข้ึนอีก หลงัจากน้นัทุกคนจึงสามารถลงมือรับประทานอาหารและร่วมดื่มสุราได้ ในกรณีที่ไม่ สามารถตัดสินคดีความให้เสร็จภายในวนัน้นัอาหารที่อยู่บนโต๊ะตัดสินคดีความจะไม่สามารถรับประทาน ได้จะตอ้งเททิ้งใหห้มด และในเช้าวันรุ่งข้ึนจะตัดสินคดีความกันต่อ ก็จะนา ไก่มาประกอบอาหารใหม่ เงินที่นา มา ท้งัสองฝ่ายจะวางเป็ นจ านวนเท่าไหร่ก็ได้ต้งัแต่ 100 บาทข้ึนไป ซึ่งอาจจะไม่เท่ากันแต่หาก ฝ่ ายไหนเป็ นฝ่ายชนะคดีความ ฝ่ ายที่แพ้คดีความจะต้องวางเงินเป็ นจ านวนเท่ากับฝ่ ายที่ชนะคดีความและ เงินจา นวนน้ีจะถูกแบ่งใหเ้ป็นค่าสินน้า ใจใหแ้ก่คณะกรรมการที่มาร่วมตดัสินคดีความ หากคดีความไหน ที่ไม่สามารถจะตดัสินคดีสิ้นสุดที่บานของก านันได้ จะถูกส่งไปให้ทางการช่วยตัดสิ ้ น ซึ่งส่วนใหญ่จะ เป็ นคดีความใหญ่ๆ และส าคัญ เช่น การปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ เป็ นต้น 6.ระบบครอบครัว ครอบครัวของเมี่ยนน้นัส่วนมากจะเป็นครอบครัวขยาย คือ มีคู่สมรสในครัวเรือนหนึ่งๆหลายคู่ เช่น ปู่-ย่า พ่อ-แม่ ลูกชาย-ลูกสะใภ้และหากครอบครัวใดมีลูกชายหลายคน ก็อาจจะมีคู่สมรสมากข้ึน สมาชิกในครอบครัวก็อาจจะมีต้งัแต่2-20 คน ซึ่งประกอบด้วย ปู่ ย่า บิดา มารดา ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูก สาวที่ยังไม่แต่งงาน หลาน (ลูกของลูกชาย) ในครอบครัวก็จะมีหัวหน้าครอบครัว ทุกคนจะต้องเคารพ เชื่อฟังหวัหนา้ครอบครัว และแต่ละคนในครอบครัวก็จะเคารพกนัตามศกัด์ิ ให้ความเคารพแก่ผูอ้าวุโส การนบัญาติจะเกิดข้ึนทางฝ่ายชายเป็ นหลัก เมื่อผู้ชายเมี่ยนแต่งงานจะนิยมน าภรรยาของตนมาอยู่กับฝ่ ายพ่อแม่ของตนเอง ผู้อาวุโสฝ่ ายชาย จะเป็ นผู้น าครอบครัว และมีอ านาจสูงสุดในบ้าน ยกเว้นเฉพาะเรื่องงานครัวซึ่งเป็ นหน้าที่ของฝ่ ายหญิง ส่วนในเรื่องอื่น ๆ แมว้า่ผอู้าวุโสชายจะเป็นผูต้ดัสินใจ แต่ก่อนการตดัสินใจ มกัจะมีการปรึกษาหารือกบั สมาชิกในบ้าน คือ ภรรยาและบุตรชายคนโต ก่อนเสมอ สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะแบ่งงานกันท า กล่าวคือ พ่อจะมีหน้าที่หลักในการรับผิดชอบต่อ ครอบครัวด้านการตัดสินใจว่าจะท าอะไรเพื่อให้ได้เงินมา เช่น การเลือกพ้ืนที่เพาะปลูก และจะปลูกพืช ชนิดใด รวมท้งัการติดต่อคา้ขายดว้ย ฝ่ายแม่จะรับผิดชอบงานในครัวเรือน เช่นการเตรียมและการ


16 ประกอบอาหาร การท าความสะอาดบ้าน การซกัเส้ือผา้การจดัหาเส้ือผา้ใหส้มาชิกในครอบครัว การดูแล การใช้จ่ายของครอบครัว แต่ผู้ชายมีอ านาจในการตัดสินใจที่จะใช้จ่ายเงินมากกว่าผู้หญิง เพราะสังคม เมี่ยนถือว่าผู้ชายมีความรู้และประสบการณ์มากกว่า การอบรมเล้ียงดูบุตร การดูแลรักษาบุตรหรือการ เจ็บป่ วยเล็กๆ น้อยๆ ของสมาชิก เป็ นหน้าที่ของสตรีเมี่ยน ซึ่งจะมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากกว่าผู้ชาย และจะปลูกสมุนไพรไว้ใช้เอง ส่วนการเล้ียงสัตว ์และการท างานในไร่,สวนหรือนา จะท าร่วมกับฝ่ าย ชาย ส่วนลูก ๆ ก็จะมีหนา้ที่ช่วยเหลือ พ่อ แม่ ในงานต่าง ๆ เช่น เล้ียงน้อง. เล้ียงหมู, ไก่, วัว, ควาย ฯลฯ เก็บผัก ตัดฟื น เป็ นต้น ผู้หญิงเมี่ยนจะท างานหนัก พอมีเวลาว่างก็จะปักผ้า ส าหรับตัดเย็บเป็ น เส้ือผา้ใส่เอง หรือขายเป็ นรายได้พิเศษ ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ค่อยเห็นผู้หญิงเมี่ยนว่างเลย เมี่ยนใหค้วามนบัถือและสืบเช้ือสายทางฝ่ ายชาย โดยลูกจะใช้แซ่ตามพ่อและถือวิญญาณบรรพ บุรุษของพ่อ ชาวเมี่ยนมีอิสระในการเลือกคู่ครอง นิยมที่จะแต่งงานกับคนในกลุ่ม (Endogamy) ชายและ หญิงที่ใช้แซ่เดียวกันแต่อยู่คนละกลุ่มเครือญาติย่อย สามารถแต่งงานกันได้ 7.ระบบเครือญาติ 7.1 12 ตระกูลแซ่ของเผ่าเมี่ยนในประเทศไทย 1) แซ่พ่าน (โล่ห์เป้ียนเมี่ยน) 2) แซ่ลี (โล่ห์เหลยเมี่ยน) 3) แซ่จ๋าว (โล่ห์เจ๋วเมี่ยน) 4) แซ่ต้งั, เติ๋น, เต็น เติน (โล่ห์ตงั่เมี่ยน) 5) แซ่ล่อ (โล่ห์ล่อเมี่ยน) 6) แซ่ว่าง (โล่ห์ย่างเมี่ยน) 7) แซ่ฟุ้ง (โล่ห์ปู๋ งเมี่ยน) 8) แซ่เฉิน, แซ่ฉิ่น (โล่ห์จนั่เมี่ยน) 9) แซ่เลี่ยว(โล่ห์เลี่ยวเมี่ยน) 10) แซ่สว้าว (โล่ห์สว้าวเมี่ยน) 11)แซ่ตวั๊ะ (โล่ห์ตวั๊ะเมี่ยน) 12)แซ่ท่าว (โล่ห์ท่าวเมี่ยน) 7.2 การเรียงล าดับญาติและการเรียกชื่อ 1)การเรียงลา ดับญาติในตระกูล(จุดนบัเริ่มตน้เอีย + เอ้า (ตัวเราเอง, เมีย) ล าดับที่ 1 องถายแงะ + กู๋ถายแงะ ล าดับที่ 2 องถาย + กู๋ถาย ล าดับที่ 3 อง + กู๋ (ปู่,ย่า)


17 ล าดับที่ 4 เตีย, แต + มา (พ่อ,แม่) ล าดับที่ 5 ตอน + เซี๊ยะ (ลูกชาย, ลูกสาว) ล าดับที่ 6 ฟุน (หลาน) ล าดับที่ 7 ฟ๊ ะ (เหลน ) 2) กรณีสามี เรียกญาติของฝ่ ายภรรยา ปู่ ของภรรยา เรียกว่า อง ย่าของภรรยา เรียกว่า กู๋ ตาของภรรยา เรียกว่า ตาอง ยายของภรรยา เรียกว่า ตากู๋ พ่อของภรรยา เรียกว่า เตีย แม่ของภรรยา เรียกว่า มา พี่ชายของภรรยา เรียกว่า โต้มเหนา พี่สะใภ้ของภรรยา เรียกว่า โต้มเมี่ยง พี่เขยของภรรยา เรียกว่า ป้วย น้องชายของภรรยา เรียกว่า เหนา น้องสาวของภรรยา เรียกว่า เฑี๋ย 3) กรณีภรรยาเรียกชื่อญาติทางฝ่ ายสามี ปู่ ของสามี เรียกว่า อง ย่าของสามี เรียกว่า กู๋ ตาของสามี เรียกว่า ตาอง ยายของสามี เรียกว่า ตากู๋ พ่อของสามี เรียกว่า เตีย แม่ของสามี เรียกว่า มา พี่ชายของสามี เรียกว่า แป๊ ะ เมียของพี่ชายสามี เรียกว่า จ้วั พี่สาวของสามี เรียกว่า โกว พี่เขยของสามี เรียกว่า เฌี๋ย น้องชายของสามี เรียกว่า เหนา/เหยียว เมียของน้องชายสามี เรียกว่า เฑี๋ย น้องสาวของสามี เรียกว่า หมวั่


18 สามีของน้องสาวสามี/สามีของพี่สาวสามี เรียกว่า เฑี๋ย พี่สาวของพ่อสามี เรียกว่า โกว พี่ชายของพ่อสามี เรียกว่า แป๊ ะ เมียของพี่ชายพ่อสามี เรียกว่า จ้วั ในแต่ละตระกูลจะมีรุ่นของตระกูล บางตระกูลมี 4 รุ่น บางตระกูลก็มีถึง 5 รุ่น การนับรุ่นจะ นบัต้งัแต่รุ่นแรกไปเรื่อย ๆ จนครบ 4 หรือ 5 รุ่น (ข้ึนอยู่กบัแต่ละตระกูล) แล้วก็จะเวียนกลับมานับที่รุ่น แรกใหม่เวียนไปเช่นน้ีเรื่อย ๆ หากตอ้งการทราบวา่คน ๆ น้นัเป็นญาติหรือไม่กต็อ้งทราบก่อนวา่มา จากตระกูลไหน เมื่อทราบว่ามาจากตระกูลเดียวกนันนก็หมายความว่าเป็ นญาติกัน ก็มักจะถามต่อ ั่ เพื่อใหท้ราบวา่เป็นลูกของใคร การถามเช่นน้ีจะทา ใหท้ราบวา่เป็นรุ่นไหน และเป็นญาติกนัอยา่งไร จะ เรียกกันแบบไหน เช่น เป็ นปู่ ลุง ป้า อา หลาน หรือรุ่นเดียวกัน เป็ นต้น


19 บทที่ 3 ข้อมูลพื้นฐานชุมชนศึกษาวิจัย 1. ชื่อหมู่บ้านและที่ต้ัง ชื่อหมู่บ้าน บ้านสามเหลี่ยม ชื่อภาษาท้องถิ่น กิ่วต่า ที่ตั้ง หมู่ที่ 11 ต าบล ปงเตา อ าเภองาว จังหวัด ล าปาง 2. ประวัติหมู่บ้านโดยสังเขป ก่อนปีพ.ศ. 2512 ชาวบา้นบา้นสามเหลี่ยม(กิ่วต่า ) ในปัจจุบนัอาศยัอยรู่วมกนัที่บา้นบ่อสี่เหลี่ยม หมู่ 6 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ล าปาง ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร และชาวบ้านส่วน หน่ึงโดยเฉพาะกลุ่มนายพรานชอบมาล่าสัตวป์่าในบริเวณที่ต้งัหมู่บา้นปัจจุบนัน้ีเพราะเป็นทางผา่นของ สัตว์ป่ าเนื่องจากเป็นพ้ืนที่หุบเขา มีภูเขาโอบลอ้มอยทู่างทิศเหนือและทิศใต้และมีแม่น้า ไหลผา่นจากทิศ ตะวนัออกไปตะวนัตก จึงมีสัตวป์่าชุกชุม ต่อมากลุ่มนายพรานเริ่มมีการสร้างหา้งเพื่อล่าสัตวป์่าและ พฒันาเป็นกระท่อมอยอู่าศยัและเริ่มมีการปลูกพริกและทา เป็นสวนพริกในที่สุด ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 มี บริษทัขดุแร่ตดัถนนผา่นจุดน้ีเพื่อการขนส่งแร่ชาวบา้นกลุ่มแรกโดยการนา ของนายอ้ีเซ็ง แซ่ลีเลง็เห็น ถึงความสะดวกในการคมนาคมติดต่อกับทางการและชุมชนข้างนอก จึงได้ชักชวนกันเข้ามาอยู่อาศัยและ เพิ่มจา นวนข้ึนเรื่อยๆ และในปีพ.ศ. 2518 จึงไดต้้งัเป็นชุมชนถาวรข้ึนโดยเป็นหยอ่มบา้นข้ึนกบัหมู่บา้น บ่อสี่เหลี่ยม หมู่ 6 ต.ปงเตา อ.งาว จ.ล าปาง มีผู้น าชุมชนในต าแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านปกครองกันเรื่อยมา ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 จึงไดแ้ยกเป็นหมู่บา้นเอกเทศ ต้งัอยหู่มู่ที่11 ต.ปงเตา อ.งาว จ. ล าปาง โดยมีนายอู๊ก๋วย แซ่ลี เป็ นผู้น าชุมชนในต าแหน่งผู้ใหญ่บ้านและปกครองมาจนถึงปัจจุบัน 3. อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกบัพ้ืนที่หมู่บา้นบ่อสี่เหลี่ยม หมู่6 ต.ปงเตาอ.งาวจ.ลา ปาง ทิศใต้ ติดต่อกบัพ้ืนที่หมู่บา้นแม่ฮ่างใต้หมู่4 ต.นาแกอ.งาวจ.ลา ปาง ทิศตะวันออก ติดต่อกบัพ้ืนที่หมู่บา้นหว้ยน้า ต้ืน หมู่10 ต.ปงเตาอ.งาวจ.ลา ปาง ทิศตะวันตก ติดต่อกบัพ้ืนที่หมู่บา้นสันติสุข หมู่6 ต.นาแกอ.งาวจ.ลา ปาง 4. ความสูงจากระดับน ้าทะเล หมู่บา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) ต้งัอยใู่นพ้ืนที่หุบเขาเลก็ๆ ที่สูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลาง ประมาณ 800 เมตร


20 5. การคมนาคม การเดินทางจากถนนใหญ่สายพะเยา – งาว กิโลเมตรที่31 เล้ียวขวาถึงหมู่บา้นระยะทาง 22 กิโลเมตร สภาพถนน เป็ นถนนดินลูกรัง สามารถสัญจรเข้าออกหมู่บ้านได้ตลอดปี โดย รถยนต์ และรถ จักรยายนต์ 6. พื้นที่ของชุมชน พ้ืนที่ป่าอนุรักษแ์ละป่ าชุมชนใช้สอย 5,200 ไร่ พ้ืนที่ทา กิน (ไร่ซาก,ไร่ปัจจุบนั, สวน, นา ) 700 ไร่ พ้ืนที่อยอู่าศยั 50 ไร่ พ้ืนที่สาธารณประโยชน์ 50 ไร่ รวม 6,000 ไร่ 7. แหล่งน ้า หมู่บา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) มีแม่น้า ไหลผา่นจากทางทิศตะวนัออกไปทางทิศตะวนัตกอยู่1 สาย และชาวบา้นไดส้ร้างระบบประปาภูเขาโดยต่อน้า ระบบท่อจากแม่น้า สายน้ีเขา้มาในชุมชน 1 แห่ง เพื่อ การบริโภคและอุปโภค ในหมู่บ้านตลอดปี 8. ประชากร หมู่บา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) มีท้งัหมด 77 ครัวเรือน 83 ครอบครัว มีประชากรรวม 435 คน แยกเป็ นเพศชาย 215 คน เพศหญิง 220 คน 9. โครงสร้างการปกครองของชุมชน 9.1 ผู้น าทางการ 1) ผู้ใหญ่บ้านชื่อ นายอู๊ก๋วย แซ่ลี อายุ 34 ปี ด ารงต าแหน่งในปี พ.ศ. 2546 2) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2.1) นายสมบูรณ์ แซ่พ่าน อายุ 49 ปี ด ารงต าแหน่ง พ.ศ. 2547 2.2) นายเก๊าฟุ แซ่ลี อายุ 27 ปี ด ารงต าแหน่ง พ.ศ. 2546 9.2 ผู้น าตามประเพณี 1) นายอ้ีเซ็ง แซ่ลี 2) นายจ้อยเชียง แซ่พ่าน 3) นายเหวินฟุ แซ่ลี 4) นายเฉ็งจ้อย แซ่พ่าน


21 10. หน่วยงานที่เข้ามาด าเนินงานในหมู่บ้าน 10.1 หน่วยงานรัฐ 1) หน่วยประชาสงเคราะห์ชาวเขา ท าหน้าที่ ดูแลสงเคราะห์ ส่งเสริมอาชีพ เข้ามาใน หมู่บ้านเมื่อปี 2520 2) องค์การบริหารส่วนต าบลปงเตา ท าหน้าที่ บริหารจัดการการพัฒนา เข้ามาใน หมู่บ้านเมื่อปี 2544 3) สถานศึกษา ในหมู่บ้านมีสถานศึกษา 1 แห่งสังกัดส านักงานการประถมศึกษาอ าเภอ งาว จังหวัดล าปาง เป็ นโรงเรียนสาขาของโรงเรียนบ้านแม่ฮ่างซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศ ใตป้ระมาณ 10กิโลเมตร ปัจจุบนัเปิดสอนถึงช้นั ประถมศึกษาปีที่3 4) สาธารณสุข ในหมู่บ้านมีสถานบริการสาธารณสุข 1 แห่งคือสถานบริการสาธารณ ชุมชน จากหน่วยงาน สาธารณสุขอ าเภองาว จังหวัดล าปาง 10.2 หน่วยงานเอกชน 1) ศูนย์คาทอลิค ท าหน้าที่ ส่งเสริมความเชื่อและอาชีพ เข้ามาในหมู่บ้านเมื่อปี 2523 2) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท./IMPECT) เริ่มเขา้มาต้งัแต่ปี2542โดยเขา้มาประสานติดตามขอ้มูลการลง รายการสถานะบุคคลในทะเบียนบ้าน การประสานแกนน าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของเครือข่าย และล่าสุดคือการเข้ามาท าการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมใน คร้ังน้ี 11. ศาสนาและความเชื่อ ประชากรในหมู่บ้านมีความเชื่อด้งัเดิมโดยการนับถือบรรพบุรุษ 50 หลังคาเรือน และนับถือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค 27 หลังคาเรือน มีศาสนสถาน 2 แห่ง คือ มีวัดในศาสนาพุทธ 1 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 1 แห่ง


22 บทที่ 4 อัตลักษณ์เครื่องแต่งกายชนเผ่าอิ้วเมี่ยน 1. ประวัติศาสตร์ ต านานและความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ตามตา นานและเรื่องเล่าที่ชาวอิ้วเมี่ยนเล่าสืบต่อกนัมา กล่าววา่ชาวอิ้วเมี่ยนแบ่งยคุสมยัของ กาลเวลาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษยชาติและชาวอิ้วเมี่ยนออกเป็น 4 ยุคสมัยใหญ่ๆ คือ ยุคสมัยที่1 ชาวอิ้วเมี่ยนเรียกยคุน้ีวา่ “ฒ่างยุ่นเจียบฒ้าง” เป็ นยุคสมัยที่ยังไม่เกิดโลก และมนุษย์ มี แต่พวกเทวดาที่อาศยัอยบู่นสรวงสวรรค์โดยเทวดาเหล่าน้นัจะมีอายขุยัหลายหมื่นปี ยุคที่สมัย 2 ชาวอิ้วเมี่ยนเรียกวา่ “ฒงยุ่นเจียบฒ้าง” เป็นยคุสมยัที่เริ่มมีโลกและเกิดมนุษยก์่ึง เทวดาข้ึน แต่มนุษยก์่ึงเทวดาเหล่าน้นัยงัไม่รู้จกัใส่เส้ือผา้และโลกก็ยงัมืดมวัยงัมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ใน ยคุสมยัน้ีเหล่าเทวดาและมนุษยก์่ึงเทวดามีอายขุยั 3,860 ปี ยุคสมัยที่ 3 ชาวอิ้วเมี่ยนเรียกวา่ “ห่ายุ่นเจียบฒ้าง” ยังเป็ นยุคสมัยที่เหล่าเทวดาและมนุษย์กึ่ง เทวดาอาศัยอยู่บนโลก แต่มีอายุขัยลดลงเหลือเพียง 120 ปี ยุคสมัยที่4 หรือยคุสมยัปัจจุบนัชาวอิ้วเมี่ยนเรียกวา่ “ หมวัะกิ๊ดนิ่นเกน” เป็ นยุคสมัยที่เกิดมนุษย์ แทจ้ริงรวมท้งัชาวอิ้วเมี่ยนข้ึนบนโลก และมีอายุขัย 60 ปี โดยที่ไม่มีเหล่าเทวดาอาศัยอยู่บนโลกรวมกับ มนุษย์อีกเพียงแต่ยังคอยช่วยเหลือเหล่ามนุษย์อยู่ห่างๆ ซึ่งตามต านานเล่าว่าในปลายยุคสมัยที่ 3 หรือยุค “ห่ายุ่นเจียบฒ้าง” เกิดฝนตกหนัก 7 วัน 7 คืน ทา ใหน้ ้า นองท่วมท้งัโลก เป็นผลใหม้นุษยท์ ้งัโลกตายหมด ยกเวน้ชาวอิ้วเมี่ยนชายหญิง 2 พี่น้องชื่อ “ฝุเฮย” กับ “เฒ้ยหมุ่ย” ซ่ึงเขา้ไปในน้า เตา้ช่วงที่น้า ท่วมโลกจึง รอดชีวิตมาได้ทา ใหท้ ้งัสองจา เป็นตอ้งแต่งงานอยกู่ ินกนัฉนัทส์ามีภรรยาตามคา แนะนา ของเหล่าเทวดา เพื่อใหก้า เนิดเหล่ามนุษยข์้ึนมาใหม่ต่อมาท้งัสองจึงใหก้า เนิดบุตรออกมาเป็ นลูกฟักเขียว 1 ลูก และได้ ค าแนะน าจาก “ฟิ นเมี่ยน” (เทวดา) ให้นา เมลด็ ฟักเขียวไปหวา่นในที่ราบเพื่อให้เกิดเป็นชาวอิ้วเมี่ยน และ นา เน้ือฟักเขียวไปหวา่นในที่ดอนหรือบนพ้ืนที่สูงเพื่อใหเ้กิดเป็นชาวพ้ืนราบและชนเผ่าอื่นๆ แต่ในขณะ ที่ “ฝุเฮย” ฝ่ ายสามีก าลังน าฟักเขียวเดินทางไปเพื่อทา ตามคา แนะนา น้นัเกิดไปสะดุดหกลม้ทา ใหค้วามจา สับสน เมื่อเดินทางไปถึงไร่จึงนา เมลด็ ฟักเขียวหวา่นลงในที่ราบและนา เน้ือฟักหวา่นลงบนที่สูง แลว้ เดินทางกลับบ้านเมื่อมาถึงบ้าน“เฒ้ยหมุ่ย” ฝ่ ายภรรยาจึงได้ถามว่าได้ท าตามค าแนะน าหรือไม่ ปรากฎว่า เป็ นการกระท าที่ตรงข้ามกับค าแนะน าไว้ ท้งัสองสามีภรรยาจึงไดต้้งัจิตอฐิษฐานและกล่าวออกไปวา่ ถึงแมเ้น้ือฟักซ่ึงจะเกิดเป็นชาวอิ้วเมี่ยนบนพ้ืนที่สูงและมีจา นวนนอ้ยก็ขอใหเ้ติบโตเป็นเผา่พนัธุ์ที่มีคุณค่า มีความเจริญยงั่ยนืสืบต่อไป หลงัจากน้นั “ฟิ นเมี่ยน” (เหล่าเทวดา)จึงส่ง “โล่ปานฒ่างเมี่ยน” (เทวดากลุ่มช่างฝี มือ) ลงมาสร้าง บ้านให้ 7 หลัง ส่ง “ต้วัฮู่ง” (เทวดากลุ่มให้ก าเนิดไฟ) ลงมาก่อไฟใหใ้นบา้น 7 หลัง พอวันที่ 7 เหล่า มนุษยช์าวอิ้วเมี่ยนจึงถือกา เนิดข้ึนบนที่สูง และมนุษยช์าวพ้ืนราบจึงถือกา เนิดข้ึนในที่ราบ เมื่อเกิดมนุษย์


23 ข้ึนแลว้ “ฟิ นเมี่ยน” (เหล่าเทวดา) จึงส่ง “เซียนโน่ง” (เทวดากลุ่มผลิตเครื่องแต่งกาย) ลงมาสอนให้มนุษย์ ชาวอิ้วเมี่ยนรู้จกัปลูกพืชเส้นใยประเภทฝ้ายและสอนใหรู้้จกัทอผา้ผลิตเป็นเครื่องแต่งกายเพื่อใชนุ้่งห่ม สา หรับชาวอิ้วเมี่ยนท้งัชายหญิง เด็กผใู้หญ่และสืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน 2. กระบวนการผลิตเครื่องแต่งกายของชนเผ่าอิ้วเมี่ยน 2.1 การได้มาซึ่งวัตถุดิบประเภทผ้าและด้าย จากคา บอกเล่าทา ใหท้ราบวา่ ในอดีตการไดม้าของวตัถุดิบต่าง ๆ ในการผลิตเส้ือผา้เครื่องนุ่งห่ม น้นัค่อนขา้งยาก ท้งัผา้ดา้ย หรือวสัดุต่าง ๆ ที่ใชป้ระกอบกบัการผลิตเส้ือผา้เครื่องแต่งกายของอิ้วเมี่ยน น้นัลว้นแลว้แต่จะตอ้งผลิตข้ึนมาเอง นนั่หมายความวา่ ในอดีตชาวอิ้วเมี่ยนมีการทอผา้เพื่อจะใช้ปักลายปัก ต่างๆ และตดัเยบ็เป็นเส้ือผา้เครื่องแต่งกายต่อไป ซ่ึงผา้ที่ทอข้ึนจากใยฝ้ายน้นัชาวอิ้วเมี่ยนเรียกว่า “ปุ่ ย เดีย” แปลว่า ผ้าฝ้าย แต่ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผา่นมาจนถึงปัจจุบนัชาวอิ้วเมี่ยนไม่มีการทอผา้ข้ึนใช้ เองแล้ว เนื่องจากสาเหตุหลายประการเช่นการอพยพโยกย้าย ความยุ่งยากในการผลิต รวมท้งัความรู้ความ เชี่ยวชาญในการทอผา้เริ่มสูญหายและไม่ไดร้ับการถ่ายทอดสืบทอดสู่ลูกหลานและคนรุ่นใหม่อีกต่อไป ชาวอิ้วเมี่ยนในปัจจุบันจึงใชว้ิธีการซ้ือหาจากร้านคา้หรือซ้ือจากผทู้ี่นา เขา้มาขายในหมู่บา้นมากกว่า อยา่งไรก็ตามจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกบัผรูู้้ผอู้าวุโสในชุมชนบา้นสามเหลี่ยม (กิ่วต่า ) ซ่ึงเป็น พ้ืนที่ศึกษาวิจยัพบวา่กลุ่มผรูู้้ผอาวุโสยังมีองค์ความรู้ด้านการผลิตอยู่ไม่น้อย ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป ู้ กระบวนการผลิตผ้าดิบ 1. ปลูกฝ้าย ซึ่งในอดีตชาวอิ้วเมี่ยนมีการปลูกฝ้ายเพื่อน ามาเป็ นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ตามปัจจุบันชาวเมี่ยนก็ยังมีการปลูกฝ้ายอยู่ แต่ได้เปลี่ยนระบบการผลิตฝ้ายจากผลิตเพื่อใช้ท า เครื่องนุ่งห่มเป็ นผลิตเพื่อเศรษฐกิจแทน 2. นา ผลผลิตฝ้ายที่ไดม้าปั่นใหเ้ป็นเส้นดา้ย 3. นา ดา้ยที่ผา่นการปั่นสา เร็จมาทอเป็นผา้ซ่ึงการทอผา้ของชาวอิ้วเมี่ยนในอดีตจะทอเป็ นผ้าดิบ ธรรมดา ไม่มีลวดลายใดๆ เนื่องจากจะต้องน าผ้าที่ผลิตได้ไปปักลายต่าง ๆ ต่อไป 2.2 โครงสร้างและเทคนิคการสร้างสีและการย้อมสีผ้า 2.2.1) การเตรียมสีย้อมผ้า 1) เริ่มจากการไปตดัตน้ฮ่อม สา หรับการตดัตน้ฮ่อมน้ีก็มีความเชื่อเกี่ยวกบัสีดว้ย ซ่ึง ชาวเมี่ยนเชื่อวา่จะตอ้งตดัตน้ฮ่อมในตอนเชา้มืด เนื่องจากเชื่อวา่ ในตอนเชา้มืดน้นเม็ดสีของต้น ั ฮ่อมจะอยู่ในส่วนยอดหรือในส่วนใบของต้น เนื่องจากในเวลาเช้ามืดจะมีอากาศที่ค่อนข้างเย็น ส่วนในตอนกลางวันและตอนเย็นที่มีแดดร้อนเม็ดสีของต้นฮ่อมจะหนีลงไปอยู่ที่รากซึ่งมีความ เยน็มากกวา่ดงัน้นัชาวเมี่ยนจึงนิยมตดัตน้ฮ่อมเพื่อนา มายอ้มสีผา้กนั ในตอนเช้ามืด


24 1.2 น าต้นฮ่อมที่ตัดมาได้มาแช่ไว้ในโอ่งหรือภาชนะที่เตรียมไว้ ประมาณ 3-4 วันแล้ว แยกเอากากออกให้เหลือไวแ้ต่น้า 1.3 น าปูนขาว (ฮุย : ได้จากการเผาหินปูน) ใส่ลงไป แล้วคนให้เข้ากัน 1.4 รอให้เมด็สีตกตะกอน แลว้ตกัน้า ออกใหเ้หลือแต่ส่วนที่เป็นเน้ือสี 1.5 นา เน้ือสีที่ไดไ้ปกรองใหเ้หลือแต่กากสีดา ในข้นัตอนน้ีเราจะไดส้ีออกมาเพื่อนา สี น้นั ไปใชใ้นข้นัตอนต่อไป 2.2.2) การย้อมสีผ้า ชาวอิ้วเมี่ยนทุกหมู่บ้านจะมีวิธีการย้อมผ้าที่เหมือนๆ กัน จะแตกต่างกันบ้างก็เพียง ส่วนประกอบในการย้อมสีและเวลาที่จะใช้ในแต่ละข้นัตอนเท่าน้นั ในอดีตการยอ้มสีของเมี่ยน จะมี 2 อยา่ง คือ อยา่งแรกยอ้มสีโดยใชส้ียอ้มผา้โดยตรงที่ซ้ือมาจากพ่อคา้ชาวจีน อยา่งที่สอง คือใช้สีย้อมผ้าจากธรรมชาติ การย้อมสีผ้าของชาวเมี่ยนจึงมีวิธีการและข้นัตอนดงัน้ี 1) การย้อมสีผ้าโดยใช้สีส าเร็จรูป (สีเคมี) ในการยอ้มสีโดยสียอ้มผา้น้นัจะมีกระบวนการที่ค่อนขา้งง่ายเพราะเป็นสี สา เร็จรูป ดงัน้นักรรมวิธีต่าง ๆ จึงมีกรรมวิธีค่อนขา้งนอ้ย แต่อยา่งไรก็ตามถา้หากผทู้ี่ ไม่มีความช านาญในด้านการย้อมสีผ้าก็จะย้อมออกมาได้สีไม่สวยนกัซ่ึงข้นัตอนในการ ย้อมสีโดยใช้สียอ้มผา้สา เร็จรูป มีข้นัตอนดงัน้ี 1.1) ตม้น้า สะอาดใหเ้ดือด และใส่สีลงไป คนใหส้ีละลาย 1.2) นา ผา้หรือดา้ยที่ตอ้งการยอ้มไปแช่น้า และบิดใหพ้อหมาด (การท าให้ผ้า เปียกก่อนนา ไปตม้ในหม้อสีเพื่อให้สีสามารถซึมเข้าไปถึงทุกส่วนของผ้าได้ อย่างรวดเร็วและสม ่าเสมอ) 1.3) นา ผา้หรือดา้ยที่ทา ให้เปียกใส่ลงไปในน้า ที่ละลายสีแลว้ตม้ ประมาณ 1-2 ชวั่โมง 1.4) น าผ้าที่ย้อมสีแล้วมาตากให้แห้ง และน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป 2)การย้อมสีผ้าโดยใช้สีธรรมชาติ ในอดีตชาวอิ้วเมี่ยนส่วนใหญ่นิยมการย้อมสีผ้าโดยใช้สีธรรมชาติเนื่องจากเป็ น สีที่หาได้ง่ายและไม่เป็ นอันตราย และส่วนใหญ่สีที่ชาวอิ้วเมี่ยนย้อมจะเป็ นการย้อมผ้า ให้เป็ นสีด า จึงสามารถใช้สีจากธรรมชาติได้ง่ายกว่า ซึ่งพืชที่ชาวอิ้วเมี่ยนนิยมใช้ก็คือ ต้นฮ่อม(Kaphicarcanthus cusia) หรือที่ชาวอิ้วเมี่ยนเรียกวา่ “ย่าม” เป็ นไม้พุ่มขนาดสูง เต็มที่ประมาณ 80 เซนติเมตร ซึ่งชาวอิ้วเมี่ยนนิยมปลูกไว้ข้างบ้าน เพราะนอกจากจะใช้ ส าหรับเตรียมสีย้อมผ้าแล้ว ยังเป็ นยาสมุนไพรพ้ืนบา้นที่ชาวอิ้วเมี่ยนนิยมน ามาถูกับมือ เพื่อลดไข้ตัวร้อน


25 ในการยอ้มสีผา้หรือดา้ยโดยใชฮ้่อมน้ีผยู้อมจะต้องมีความช านาญเป็ นพิเศษ ้ ไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถที่จะย้อมได้เนื่องจากต้องอาศัยประสบการณ์เป็ นอย่างมาก ประกอบกับมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติหลายอย่างเกี่ยวกับการย้อมสีผ้าโดยเฉพาะ ซึ่งใน ปัจจุบนัน้ีชาวอิ้วเมี่ยนยังคงย้อมผ้าโดยใช้ต้นฮ่อมน้ีอยู่ โดยกรรมวิธีและข้นัตอนต่าง ๆ น้นัยงุ่ยากกวา่การยอ้มสีโดยใชส้ียอ้มผา้สา เร็จรูปเป็นอยา่งมาก ซ่ึงข้นัตอนต่าง ๆ มีดงัน้ี 1) ตม้น้า สะอาดใหเ้ดือด และใส่สีจากตน้ฮ่อมลงไป คนใหส้ีละลาย 2) น าเหล้าโรง , ใบชะพลู , ตะไคร้ , ข่า , เปลือกส้ม และกระดูกเพื่อให้น้า สี สามารถติดผา้หรือดา้ยไดง้่ายและคงทนข้ึน เหตุที่ตอ้งใส่กระดูกเชื่อกนัวา่เพื่อกันไม่ให้ น้า สีจืดหรือตาย เนื่องจากเชื่อกันว่าถ้ามีผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่ วย หรือหญิงมีครรภ์มาเห็นน้า สี ของเราแลว้น้า สีน้นัจะจืดหรือตายไป ดงัน้นัจึงมีการใส่กระดูกลงไปดว้ยเพื่อป้องกัน ปัญหาดังกล่าว 3) น าผ้าหรือด้ายที่ต้องการย้อมสีไปแช่น้า และบิดใหพ้อหมาด (การท าให้ผ้า เปียกก่อนนา ไปตม้ในหมอ้สีเพื่อใหส้ีสามารถซึมเขา้ไปถึงทุกส่วนของผา้ได้ อย่างรวดเร็วและสม ่าเสมอ) 4) นา ผา้ที่แช่น้า แลว้ลงไปแช่ในน้า สีในข้นัแรกควรแช่ผา้เพียงเล็กน้อยเพราะ เชื่อกนัวา่ ในช่วงแรกน้ีน้า สียงัไม่แขง็แรง ตอ้งรอประมาณ 2-3 วนัก่อน จึงจะสามารถแช่ ในคราวละปริมาณมาก ๆ ได้ 5) นา ผา้ที่ผา่นการแช่น้า สีแลว้ออกมาตากใหแ้หง้และสา รวจความสม่า เสมอ ของสี ถ้าหากวา่ ไม่ถูกใจก็สามารถยอ้มใหม่อีกคร้ังก็ได้ 6)ก่อนที่จะน าผ้าหรือด้ายที่ได้จากการย้อมสีไปใช้ปักลายดอกตามต้องการต้อง น าไปแช่ในน้า อุ่นเพื่อใหผ้า้นิ่มแลว้ตากใหแ้หง้จากน้นัจึงนา ไปใช้ประโยชน์ต่อไป 2.3) ค่านิยมเรื่องการใช้สีของชาวอิ้วเมี่ยน ในการสร้างสรรคเ์ส้ือผา้และเครื่องแต่งกายของชาวอิ้วเมี่ยนน้นั ไม่ได้ก าหนดสีที่ชัดเจน ว่าจะต้องใช้สีอะไร แต่ตามความนิยมชาวอิ้วเมี่ยนจะใชส้ีดา เป็นหลกัหรือเป็นสีพ้ืนฐานในการ ผลิตเส้ือผา้ ซึ่งเมี่ยนจะใช้ผ้าสีด าส าหรับการผลิตเครื่องแต่งกาย สีแดง และสีขาวใช้ส าหรับท า พิธีกรรมต่าง ๆ ส่วนดา้ย น้นัเมี่ยนจะนิยมใชส้ีขาว เขียว เหลือง แดง น้า เงิน ปัจจุบนัอาจจะ มีสีฟ้า สีชมพู สีม่วง สีเขียวอ่อน เพิ่มเขา้มาเพื่อความหลากหลายและสวยงามมากยงิ่ข้ึน 2.4) ที่มา ความเชื่อ และความหมายของสีที่ใช้ โดยปกติแล้วชาวอิ้วเมี่ยนมักจะเลือกสีต่าง ๆ ตามใจชอบ แต่จะมีกรณีของคนที่อยากจะ ได้สีที่ถูกโฉลกกับตนเอง เขาก็จะไปหาผู้ประกอบพิธีกรรมหรือผู้ที่มีความรู้เรื่องดวงชะตาของ


26 อิ้วเมี่ยนเพื่อดูว่าสีใดคือสีที่ถูกโฉลกกับตน และมักจะเลือกเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นสีน้นัๆ เพื่อความเป็ นสิริมงคลของตนเองด้วย สา หรับสีเหลืองน้นัอิ้วเมี่ยนจะไม่นิยมน ามาปักตรงบริเวณส่วนของปลายกางเกง (ใต้ เข่า) เนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าหากปักสีเหลืองที่ปลายขากางเกงแล้วจะท าให้เสือเห็น ได้ชัดและ อาจจะท าร้ายเอาได้ จึงมักจะใช้สีอื่นแทน เช่นสีเขียว สีฟ้า เป็ นต้น สาเหตุที่ชาวอวิ้เมี่ยนนิยมใช้ผ้าสีด า หรือน ้าเงินเข้มเกือบด า เนื่องจาก - “ฟิ นเมี่ยน” (เทวดา) สอนไว้ ซึ่งชาวอิ้วเมี่ยนมีความเชื่อว่า ฟิ น เมี่ยน ได้ลงมาสอนให้ ชาวอิ้วเมี่ยนรู้จกัการทา เส้ือผา้เพื่อสวมใส่และไดบ้อกใหใ้ชส้ีดา หรือสีน้า เงินเขม้ - สีดา หรือสีน้า เงินเกือบดา เป็นสีที่ดูดความร้อนได้ดีท าให้อบอุ่น เนื่องจากในอดีตชาว อิ้วเมี่ยนอาศัยอยู่ในเขตประเทศจีนและอยู่บนพ้ืนที่สูงซ่ึงมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี จึง นิยมสวมใส่เส้ือผา้ที่มีสีเขม้ และตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วสีที่มีความเข้มสูงจะสามารถ ดูดความร้อนได้ดีนนั่เอง -ผ้าฝ้ายเป็ นผ้าที่ถ่ายเทอากาศได้ดี - สีดา หรือสีเขม้น้นั ไม่เป้ือนง่าย หรือเป้ือนก็มองเห็นรอยเป้ือนต่าง ๆ ไม่ชดั - ใช้สีอื่นๆ ปักลวดลายลงในผา้พ้ืนสีดา ได้สวยงามและเด่นสง่า - ตามความเชื่อและค่านิยมของชาวอิ้วเมี่ยนโดยทวั่ ไปถือวา่ สีอื่นไม่สวยเท่าสีเข้ม 3. รูปแบบเครื่องแต่งกายของชาวอวิ้เมี่ยน ชาวอิ้วเมี่ยนทุกหมู่บ้านแต่งตัวคล้ายคลึงกันจะผิดแผกแตกต่างกันบ้างก็เพียงวิธีการโพกศีรษะ ของสตรี และสีสันของลายปักเพื่อใหส้วยสดงดงามตามความนิยมของแต่ละทอ้งถิ่นเท่าน้นั ในชีวิตประจ าวันปัจจุบัน ชาวอิ้วเมี่ยนในประเทศไทยจะแต่งกายตามใจชอบตามวัยและตามยุค สมยับา้งก็ยงัคงแต่งกายชุดประจา เผา่บา้งก็ชอบแต่งกายใหท้นัสมยัแบบคนไทยพ้ืนราบ อย่างไรก็ตาม เครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวอิ้วเมี่ยน ก็ยังมีความแตกต่างกันออกไปดงัน้ี 3.1) การแต่งกายตามเพศ 3.1.1) เครื่องแต่งกายบุรุษอวิ้เมี่ยน 1) เสื้อ(อลุย) เส้ือบรุ ุษอิ้วเมี่ยน จะใช้ผ้าอะไรก็ได้ที่เป็ นสีด า ข้ึนอยกู่บัความนิยมของแต่ละทอ้งถิ่น บางพ้ืนที่นิยมใชผ้า้มนัอยา่งดีบางหมู่บา้นก็นิยมใชผ้า้ทอมือยอ้มสีดา มาตดัเยบ็เป็นเส้ือและปัก ลายบนตวัเส้ือ และที่กระเป๋าเส้ือดว้ย การตดัเยบ็เส้ือผา้ทา ไดโ้ดย นา ผา้จา นวนสี่ชิ้นมาตดัเยบ็เป็นตวัเส้ือ โดยตดัให้ตวัเส้ือมี ขนาดกว้าง จากเหนือข้อศอกของแขนด้านหนึ่งจรดแขนอีกด้านหนึ่ง ยาวลงมาถึงสะโพก ส่วน ด้านหลังเย็บติดกันให้รอยต่ออยู่ตรงกับกลางหลังพอดี ด้านหน้าเปิ ดอก ตัดผ้าด้านบนโค้งตลอด


27 แนวทา เป็นเส้ือแขนส้ันก่อน เย็บด้านข้างเข้าด้วยกัน ต่อแขนให้ยาวลงมาถึงข้อมือ ตัดผ้า ดา้นหนา้ท้งัสองผืนทา เป็นคอกลมไม่มีปกเส้ือ นา ผา้ชนิดเดียวกนัอีกผืนหน่ึงที่ขนาดเท่ากบัหนา้อกเส้ือดา้นหน่ึงมาตดัเฉียงจากมุมหน่ึง มายงัอีกดา้นหน่ึง โดยให้ผา้ส่วนที่เหลืออยสูู่งกวา่สีขา้งนิดหน่อย เมื่อนา ผา้ชิ้นน้ีมาต่อกับ หนา้อกเส้ือดา้นซา้ยจะไดเ้ส้ือแขนยาวที่มีผา้หนา้อกดา้นซา้ยเฉียงลงมาปิดสีขา้งดา้นขวา ที่ชาย ผา้ท้งัที่แขนที่ชายผา้ดา้นล่าง หนา้อกและดา้นเฉียงติดดา้ยถกั (ฮลาง) สีแดงเหมือนกันหมด หรือไม่ติดก็ได้ ส าหรับผู้ที่มีฐานะดีอาจใช้ไหมสีแดงพันรอบด้วยเส้นลวดเงินเป็ นช่วง ๆ ติด แทนด้ายถัก (ฮลาง) ก็ได้ ถัดจากชายผา้ที่แขนเส้ือและชายผา้ทุกดา้นมีแถบผา้สีต่างๆ ชิ้นเล็ก ๆ ติด โดยทวั่ ไปแลว้นิยมใช้11 แถบ แต่อาจใช้เพียง 7 แถบก็ได้ชายเส้ือดา้นเฉียงจะติดกระดุมเงิน กี่เม็ดก็ได้ แต่ตรงคอและตรงข้างสีข้างติดกระดุมจุดละ 3 เม็ด 2 จุด ส่วนรังดุมใช้ด้ายสีแดงหรือ สีด าหรือาจใช้ผ้าสีด าก็ได้ ถักเป็ นห่วงรังดุมตลอดแนว 2) กางเกง (โหว) บุรุษชาวอิ้วเมี่ยนส่วนใหญ่นิยมแต่งกายทันสมัยแบบคนไทยราบแต่ยังมีบางส่วน โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ผสูงอายุยังคงสืบทอดประเพณีการแต่งกายของตน ู้ โดยใช้กางเกงขายาว ทรงกระบอกสีด าคล้ายกางเกงคนจีน การตัดเย็บกางเกงส่วนใหญ่เหมือนกัน โดยปลายขา กางเกงพบัข้ึนเขา้ขา้งในเลก็นอ้ย แลว้เยบ็ติดกบัตวักางเกง ก่อนที่จะติดดา้ยถกั (ฮลาง) สีแดง 3) ผ้าโพกศีรษะ(หฆ้องเปว) ในอดีต บุรุษอิ้วเมี่ยนจะมีการโพกศีรษะเช่นเดียวกับสตรีเพียงแต่มีขนาดเลก็กวา่ส้ัน กว่า และมีลายปักน้อยกว่าของสตรี แต่ในปัจจุบันไม่มีการโพกศีรษะในบุรุษอิ้วเมี่ยนอีก 4) หมวก(หมั่ว) ในอดีต เมื่อเด็กชายชาวอิ้วเมี่ยนเริ่มโตเป็นผใู้หญ่จะเปลี่ยนหมวกที่สวมใส่จากหมวก เด็กชายเป็ นหมวกสีด าแบบผู้ใหญ่ ที่ไม่เน้นลวดลายและสีสันอีก ปัจจุบันมีการสวมหมวกน้อย มากและหลายๆ หมู่บา้นจะไม่เห็นบุรุษชาวอิ้วเมี่ยนสวมหมวกอีก 5) ผ้าพันแข้ง (ล ่าแปง) ในอดีต ษุรุษชาวอิ้วเมี่ยนจะมีการพนัแขง้ดว้ยผา้พ้ืนสีดา ยาวประมาณ 3 เมตร มีลายปักที่ ปลายท้งั2 ดา้น มีเชือกผกูเพื่อความสวยงามและป้องกนัสัตวแ์ละแมลงกดัต่อย รวมท้งัป้องกนั ความหนาวเย็นด้วย แต่ต่อมาจนถึงในปัจจุบันไม่ปรากฎว่ามีการพันแข้งกันอีก


28 6) สายรัดหรือเข็มขัด (โหวฮลาง) ในอดีตบุรุษชาวอิ้วเมี่ยนจะใชผ้า้ ขนาดเล็กยาวพอเหมาะเพื่อผูกกางเกงรอบเอวแต่ใน ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ คือมีท้งัที่เป็นผา้ขนาดเลก็เหมือนในอดีตแต่เยบ็ติดมากบัตวักางเกง บริเวณเอว หรือใช้เข็มขัดชนิดต่างๆ ตามสมัยนิยม 3.1.2) เครื่องแต่งกายสตรีอิ้วเมี่ยน สตรีชาวอิ้วเมี่ยนทุกหมู่บา้นใชเ้ครื่องแต่งกายท้งัหมด 5 ชิ้นเท่ากนัซ่ึงมีดงัน้ีคือ 1) เสื้อ(อลุย) หากสตรีอิ้วเมี่ยนจะใชเ้พียงผา้มาตดัเยบ็เป็นเส้ือเพื่อปกปิดร่างกายแต่เพียง อย่างเดียวแล้วก็คงจะไม่เป็ นที่สะดุดตาและอิ้วเมี่ยนเองก็คงจะไม่ได้แสดงออกถึงความ รักสวยรักงามของตนเองได้เลย อิ้วเมี่ยนจึงใช้ผ้าและวัสดุอื่นที่มีสีสันต่าง ๆ มาประดับประดาทุก ส่วนของตัวเส้ือ ดงัน้นัเส้ือของสตรีอิ้วเมี่ยนจึงมีท้งัตวัเส้ือและส่วนประดบั ต่างๆ ดงัน้ี - ตัวเสื้อ ตวัเส้ือใชผ้า้สีดา ซ่ึงอาจใชผ้า้มนัอยา่งดีหรือจะเป็นผา้ทอมือยอ้มสีดา ข้ึนอยู่ กับความนิยมของแต่ละบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจ เมื่อหาผ้ามาได้แล้ววัดตามความยาวจาก ไหล่ถึงขอ้เทา้ความกวา้งจากคร่ึงแขนดา้นหน่ึงมายงัอีกดา้นหน่ึง ส่วนหลงัของตวัเส้ือจะต่อผา้ ตรงกลางหลงัพอดีส่วนหนา้ของเส้ือผา่อกตลอดแนว ตดัผา้ส่วนบนเวา้ลงมาเลก็นอ้ย ใหเ้ป็น แขนเส้ือและตวัเส้ือเยบ็ดา้นขา้งของเส้ือท้งัสองขา้งจากแขนลงมาถึงเอว ต่อแขนเส้ือให้ยาวลง มาถึงข้อมือกว้างพอประมาณ - ส่วนประดับเสื้อ มีดงัน้ีคือ ก. คอเสื้อ ใชผ้า้สีขาว สีแดง สีน้า เงิน สีใดสีหน่ึง หรือสองสีก็ไดก้วางประมาณ ้ 5 เซ็นติเมตร ขนาดยาวประมาณคร่ึงหน่ึงของรอบคอเยบ็ติดกบัคอเส้ือเพื่อป้องกนัเหงื่อ ผา้ชิ้นน้ี อิ้วเมี่ยนเรียกว่า อลุย จาง กม ข. สาบเสื้อ ใชผ้า้สีดา ปักลาย ขนาดกวา้งเท่ากบัผา้รอบคอ เยบ็ติดตวัเส้ือต่อจากผา้รอบ คอยาวลงมาต่า กวา่งเอวเลก็นอ้ย ผา้ผืนน้ีอิ้วเมี่ยนเรียกว่า อลุย แหลง ค. ไหมพรมสีแดง (อลุย กวาน) ใชเ้ส้นไหมสีแดงที่มีความยาวต้งัแต่5 – 10 เซนติเมตร เยบ็ติดกบัตวัเส้ือตรงรอยต่อระหวา่งตวัเส้ือกบัสาบเส้ือดว้ยดา้ยสีดา รอบคอท้งัสองขา้งยาวลงมา ต่า กวา่งเอวเลก็นอ้ย ตดัไหมพรมใหฟู้เป็นกอ้นกลม การติดไหมพรมน้ีจะแตกต่างกนัเลก็นอ้ย คือ บางหมู่บา้นจะใชไ้หมพรมสีแดงสดทา พู่กอ้นใหญ่กวา่ส่วนบา้นกิ่วต่า นิยมใช้ไหมพรมสี แดงออกส้มและติดลงมาต ่ากว่าอิ้วเมี่ยนกลุ่มอื่นๆ นิดหน่อย ง. ปลายแขนเสื้อ ติดแถบผา้ชิ้นเลก็ๆ สีขาว แดง น้า เงินและสีดา สลบักนัเป็นช้นัๆ อย่างน้อยที่สุด 3 ช้นัและสูงสุด 11 ช้นัแต่ที่นิยมกนัทา เพียง 7 ช้นั โดยใหส้ีขาวอยตู่รงกลาง แถบผา้น้ีอิ้วเมี่ยนเรียกว่า อลุย ห่อน การใชส้ีแถบผา้ที่ปลายแขนเส้ือน้ีจะแตกต่างกนับา้ง คือบาง กลุ่มนิยมใชส้ีหนกัไปทางสีแดง ส่วนบา้นกิ่วต่า ที่ศึกษาจะนิยมใชส้ีขาวและสีน้า เงินสลบักนั


29 จ. ชายผ้าแขนเสื้อ ที่ปลายแขนเส้ือตอ้งมว้นกลบัมาเลก็นอ้ยแลว้เยบ็ติดกนัเพื่อป้องกนั เส้นด้ายหลุดออกจากกัน เย็บติดด้วยเส้นด้ายถัก หรือที่อิ้วเมี่ยนเรียกว่า ฮลาง ส าหรับผู้ที่ฐานะดี ใชเ้ส้นดา้ยสีแดงพนัรอบดว้ยเส้นลวดเงินเป็นช่วง ๆ ติดที่ปลายสุดแขนเส้ือแทนเส้นดา้ยถกัก็ได้ ฉ. ชายผ้า ชายผา้ส่วนที่เหลือจากติดแถบผา้ที่หนา้อกและคอเส้ือตลอดแนวดา้นใน มี แถบผา้สีน้า เงินกวา้งขนาด 1 เซนติเมตรเย็บติด ช. พู่ไหมพรมติดลูกปัด (อลุย เจี๊ยะ เดีย) บริเวณชายเส้ือที่ผา่นตรงเอวท้งั 2 ข้าง ติดพู่ ไหมพรมสีแดงเล็ก ๆ ความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ช่วงบนมีลูกปัดร้อยอยู่ประมาณ 3 หรือ 5 ลูก อิ้วเมี่ยนนิยมใช้พู่ไหมพรมติดลูกปัดน้ีติดที่ชายเส้ือข้างละ 2 , 4 หรือ 6 อัน 2) กางเกง (โหว) ในการตัดเย็บกางเกงสตรีอิ้วเมี่ยนน้นัตอ้งใชผ้า้ถึง 5 ชิ้นมาเยบ็ติดกนัซ่ึงมี ดงัน้ีคือ ก. ผ้าปักลาย จ านวน 2 ผืน ผา้ปักลายน้ีใชผ้า้ทอมือย้อมสีด าขนาดกว้างมาตรฐานยาว 4 คืบของผู้ใช้ แต่ในปัจจุบนัน้ีอิ้วเมี่ยนบางหมู่บ้านนิยมใช้ 5 คืบเพื่อสามารถเพิ่มลายปักได้อีก การ ปักลายน้นัเป็นไปตามความนิยมของแต่ละทอ้งถิ่น การปักลายน้ีจะปักเกือบเตม็ผืน โดยเหลือ ให้ด้านข้างมีที่ว่างพอที่จะเย็บติดต่อกันได้ ส่วนด้านบนจะต้องเหลือไว้ประมาณครึ่งคืบของ ผใู้ช้ ส่วนดา้นล่างของผา้จะเหลือทิ้งไวพ้อที่จะพบัชายผา้ได้แลว้จึงเยบ็ติดกนัมิใหเ้ส้นดา้ยหลุด ออกจากกัน ข. ผ้าต่อขากางเกง ผ้าต่อขากางเกงนิยมใช้ผ้าชนิดเดียวกันกับผ้าที่ใช้ปักลายและมีขนาด เท่ากนัดว้ย นา ผา้ผืนน้ีมาแบ่งคร่ึงตามเส้นทะแยงมุม จะได้ผ้าสามเหลี่ยม 2 ผืน หรืออาจตัด ปลายออกนิดหน่อยให้ผ้าเป็ นสี่เหลี่ยมคางหมู 2 ผืนก็ได้ ค. ผ้าแถบท าเอว ใช้ผ้าอะไรก็ได้ แต่นิยมที่จะใช้ผ้าสีอ่อนกว่าที่มีขนาดกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ความยามตามใจชอบของผู้สวมใส่ ใช้ส าหรับต่อท าเอว การตัดเย็บกางเกง ใช้ผ้าต่อขากางเองมาเยบ็ติดกบัผา้ปักลายท้งัสองขา้ง โดยใหป้ลายผา้ ต่อขากางเกงด้านแหลมหรือด้านแคบเย็บติดที่ปลายผ้าปักด้านล่าง เป็ นขากางเกงทรงข้างล่างเล็ก ขา้งบนใหญ่เมื่อต่อขาท้งัสองดา้นเข้าด้วยกันแล้ว จึงน าผ้าแถบท าเอวมาเย็บติดท าเป็ นเอว 3) ผ้าโพกศีรษะ ก. ผ้าโพกศีรษะชั้นใน (หฆ้อง จยู๊ด) สตรีอิ้วเมี่ยนส่วนใหญ่ใชผ้า้มดัผมไวช้้นัหน่ึง ก่อนที่จะใชผ้า้โพกศีรษะ ผา้โพกศีรษะช้นั ในน้ีใชเ้พื่อรวบผมใหเ้ป็นระเบียบ การใช้ผ้าโพก ศีรษะช้นั ในน้ีจะแตกต่างกันบ้างในแต่ละหมู่บ้าน บางกลุ่มใช้ผ้าแดงขนาดยาวประมาณ 75 เซ็นติเมตร กว้าง 40 เซ็นติเมตร ผกูรวบผมก่อนใชผ้า้โพกศีรษะ อีกกลุ่มหน่ึงนิยมใชผ้า้ โพกศีรษะผืนเก่าๆหรือใช้ผ้าสีดา ไม่มีลายปักรวบผมก่อนที่จะใชผ้า้โพกศีรษะช้นันอกอีกผืนหน่ึง ในปัจจุบันสตรีอิ้วเมี่ยนรุ่นใหม่บางคนไม่ค่อยนิยมใชผ้า้โพกศีรษะช้นั ในอีก


30 ข. ผ้าโพกศีรษะชั้นนอก (หฆ้อง เปว) การใชผ้า้โพกศีรษะช้นันอกจะแตกต่างกนับา้งใน แต่ละหมู่บ้าน บางหมู่บา้นนิยมใชผ้า้ทอมือเส้นฝ้ายขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ยอ้มสีดา ท้งัผืน (กว้าง 50-60 เซนติเมตร ยาว 6.5-7.5 เมตร) ปักลายที่ปลายท้งัสองดา้น การโพกศีรษะทา ได้ โดยการ พับผ้าด้านกว้างครึ่งผืนก่อน แลว้พบัคร่ึงอีกคร้ังหน่ึง นา ปลายขา้งหน่ึงแนบไวเ้หนือหู แล้วพัน รอบศีรษะจนเกือบสุดผ้า โดยน าส่วนปลายผ้าที่มีลายปักอีกด้านหนึ่งเสียบข้างหูด้านใน การโพกศีรษะแบบน้ีเรียกวา่ “หฆ้อง เปว พีง” ส่วนในบางหมู่บ้านนิยมใช้ผ้าทอมือเส้นฝ้ายขนาดเล็กหรือขนาดกลางย้อมสีด า ขนาด กวา้งท้งัผืนยาวประมาณคร่ึงผืนหรือส้ันกวา่เลก็นอ้ย (4.5-6 เมตร) ปักลายที่ปลายท้งัสองดา้นและ บริเวณกลางผืนผ้าเป็ นช่วง ๆ ด้วย การพันผ้าโพกศีรษะท าได้โดยพับด้านกว้างให้เหลือครึ่งหนึ่ง แลว้จึงพบัใหด้า้นกวา้งเหลือหน่ึงในสาม โดยพบัใหช้ายผา้ท้งสองด้านอยู่ระหว่างกลาง น า ั ปลายผา้ดา้นหน่ึงทาบไวข้า้งหูแลว้โพกไขวม้าดา้นหลงัศีรษะข้ึนมาบริเวณหนา้ผากแลว้พนัทบั ไปขา้งหูอีกดา้นหน่ึง จากน้นัก็โพกไขวไ้ปไขวม้าเหมือนคร้ังแรก การโพกศีรษะแบบน้ีเรียกวา่ “หฆ้อง เปว ผาน” 4) ผ้าคาดเอว อิ้วเมี่ยนเรียกว่า หละ ซิน สตรีเมี่ยนใช้ผ้าทอมือย้อมสีด า ที่มีขนาดความกว้างยาว เท่าผา้โพกศีรษะและปักลายที่ปลายผา้ท้งัสองดา้นเหมือนผา้โพกศีรษะ ขนาดของผา้ที่ใชแ้ละ แบบลายปักน้นัจะแตกต่างกนั ไปในแต่ละกลุ่มหมู่บา้นเหมือนกบัการใชผ้า้โพกศีรษะ การมดัผา้คาดเอว ทา ไดโ้ดยการดึงปลายเส้ือส่วนหลงัข้ึนมาเลก็นอ้ยตามใจชอบ แลว้ใช้ ชายผา้ส่วนหนา้ของเส้ือมดัรวบเส้ือช้นัหน่ึงก่อนจากน้นั ใชผ้า้คาดเอวมดัประมาณ 3-4รอบ ซึ่ง อาจเริ่มพนัจากดา้นหนา้หรือดา้นหลงัก็ไดข้้ึนอยกู่บัขนาดของผา้และขนาดของเอวแต่ละคน แต่ สตรีเมี่ยนจะตอ้งมดัใหป้ลายผา้คาดเอวท้งัสองด้านมาผูกกันไว้ข้างหลัง เพื่อให้เห็นช่วงที่มีลาย ปักที่สวยงาม 5) ผ้าพันแข้ง (ล ่า แปง) ในอดีต สตรีชาวอิ้วเมี่ยนจะมีการพนัแขง้ดว้ยผา้พ้ืนสีดา ยาวประมาณ 3 เมตร มีลายปักที่ ปลายท้งั2 ดา้น มีเชือกผกูเพื่อความสวยงามและป้องกนัสัตวแ์ละแมลงกดัต่อย รวมท้งัป้องกัน ความหนาวเย็นด้วย แต่ต่อมาจนถึงในปัจจุบันไม่ปรากฎว่ามีการพันแข้งกันอีก 3.2) การแต่งกายตามวัย 3.2.1) เครื่องแต่งกายเด็ก โดยปกติเด็กชาวอิ้วเมี่ยนอายุ 10 ปีข้ึนไป จะสวมใส่เส้ือและกางเกงเหมือนผใู้หญ่ เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าตามขนาดของร่างกายและไม่มีลายปักมากเหมือนหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่ เช่น เด็กผหู้ญิงน้นัจะมีลายปักที่ขากางเกงถึงแค่หวัเข่าเท่าน้นั ไม่นิยมปักลายสูงข้ึนไปจนถึงเอว


31 เหมือนผใู้หญ่ส่วนเด็กเลก็น้นัจะมีการสวมหมวกท้งัเด็กชายและเด็กหญิง โดยมีรายละเอียดและ ความแตกต่าง ดงัน้ี 1) หมวกเด็กชาย หมวกเด็กชายเกิดจากการตัดและเย็บผ้าสามเหลี่ยมสีด าและแดงสลับกัน 6 หรือ 8 ชิ้นเขา้ ด้วยกันเป็ นรูปหมวก ชายผ้าด้านล่างเย็บติดด้วยด้ายถักสีต่างๆ หรือใช้ลวดเงินพันเป็ นช่วงๆ ใน กรณีที่ใช้ผ้าสีด าหมดนิยมใช้ผ้าสีแดงตัดเป็ นรูปกลีบดอกไม้ มาเย็บติดด้านบนของหมวก ข้าง บนสุดติดพู่ไหมพรมสีแดงตัดเป็ นก้อนกลมขนาดใหญ่ 1 อัน และติดพู่ไหมพรมแดงที่ข้างหูด้าน ละ 1 อัน ข้างล่างมีลายปักเป็ นลายเส้น 1 แถว และลายปักดอก 1แถว สลับกันอย่างละ 2 แถว 2) หมวกเด็กหญิง หมวกเด็กหญิงมีการตดัเยบ็เหมือนหมวกเด็กชาย แต่มีลายปักเพิ่มข้ึนอีกอยา่งละ 1 – 2 แถว และมีการติดพู่ไหมพรมสีแดงก้อนกลมรอบๆ หมวกมากกว่าเด็กชาย 3.2.2) เครื่องแต่งกายหนุ่มสาว 1) เครื่องแต่งกายของชายหนุ่ม ชายหนุ่มชาวอิ้วเมี่ยนจะแต่งกายเหมือนบุรุษอิ้วเมี่ยนทุกประการเพียงแต่จะมี การปักลายปักต่าง ๆ ที่เส้ือ โดยลายปักน้นัๆ จะมีหญิงสาวคู่รักเป็ นคนปักให้ ซึ่งแสดง ถึงความรักที่หญิงสาวมีต่อชายหนุ่ม 2) เครื่องแต่งกายของหญิงสาว ในอดีตสาวรุ่นชาวอิ้วเมี่ยนจะมีการปักลายที่ขากางเกงเพียงแค่เข่า ต่อเมื่อเป็ น สาวเต็มตัวแล้วจึงเย็บกางเกงที่มีลายปักเต็มตัว ถ้าเป็ นงานรื่นเริง หรืองานมงคลหญิง สาวก็จะแต่งกายเต็มยศและประดับประดาเครื่องประดับต่างๆ ที่ท าจากเงินแท้ตามส่วน ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใส่ก าไลข้อมือ ก าไลคอ สร้อยที่ผ้าโพกหัว สร้อยที่หน้าอก และด้านหลังเป็ นต้น 3.2.3) เครื่องแต่งกายผู้สูงอายุ 1) เครื่องแต่งกายผู้สูงอายุชาย โดยทวั่ๆ ไปแลว้ผสูู้งอายชุายชาวอิ้วเมี่ยนจะแต่งกายไม่แตกต่างจากบุรุษหรือ ชายหนุ่มชาวอิ้วเมี่ยน เพียงแต่จะไม่เนน้เรื่องสีที่ฉูดฉาดอีกรวมท้งัจะไม่มีการปักลาย ดอกต่างๆ ตามจุดสา คญับนตวัเส้ือเหมือนที่ชายหนุ่มนิยมใหห้ญิงสาวปักใหอ้ีก ในอดีตชายสูงอายุชาวอิ้วเมี่ยนส่วนหน่ึงมกัจะนิยมไวผ้มเปียแลว้มวนผมเปียน้นั ไวก้ลาง ศรีษะและสวมหมวกทรงจีนเหมือนคนจีน แต่ในปัจจุบันจะไม่นิยมไว้ผมยาวและเปี ยผม


32 อีก ส่วนหมวกก็ยงัมีการสวมใส่อยบู่า้งเพียงแต่เป็นหมวกที่หาซ้ือไดง้่ายทวั่ๆ ไป โดยไม่ เน้นเป็ นหมวกทรงจีนเหมือนในอดีตอีก 2) เครื่องแต่งกายผู้สูงอายุหญิง โดยปกติแลว้หญิงสูงอายชุาวอิ้วเมี่ยนจะแต่งกายเหมือนสตรีอิ้วเมี่ยนทวั่ๆ ไป เพียงแต่จะไม่เน้นสีสันและลวดลายที่ฉูดฉาดเหมือนหญิงสาว ลายปักบนกางเกงและผ้า โพกหัวก็จะมีไม่ มากเหมือนตอนสาวๆ และมักจะไม่มีการตกแต่งเครื่องประดับใดๆ อีก ในปัจจุบนัจะพบวา่หญิงสูงอายชุาวอิ้วเมี่ยนเป็นกลุ่มคนที่ยงัคงแต่งกายด้งัเดิมตาม ประเพณีไว้ได้มากที่สุด เนื่องจากยงัมีการสวมเส้ือกางเกงและโพกศีรษะเป็ นปกติใน วิถีชีวิตประจ าวัน ในขณะที่บุรุษ หญิงสาวและกลุ่มเด็กและเยาวชนอิ้วเมี่ยนน้นัเกือบจะ ไม่พบว่ายังมีการแต่งกายด้วยชุดชนเผ่าตนเองอยู่ในชุมชนอีกแล้ว 3.3) การแต่งกายตามโอกาส 3.3.1) การแต่งกายในงานแต่งงาน พิธีแต่งงานเป็ นประเพณีที่ส าคัญอย่างหนึ่งของเมี่ยนที่แสดงให้เห็นว่า เมี่ยนยังคงรักษา เอกลักษณ์ของตนไว้ได้ ตลอดประเพณีแต่งงานของเมี่ยนจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อถือในเรื่อง ผีบรรพบุรุษ ความหรูหรา และความประณีตถูกตอ้งในการประกอบพิธีทุกข้นัตอน การ แต่งงานเริ่มตน้จากการเลือกคู่ครอง ซึ่งเมี่ยนมีอิสระอย่างมาก หากดวงสมพงษ์กันก็สู่ขอและ หม้นักนัการหม้นัจะตอ้งกา หนดรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะมีข้ึนในพิธีการแต่งงาน ซึ่งโดยปกติ แล้ว การแต่งงานของเมี่ยนมี 2 แบบด้วยกัน และการแต่งกายในพิธีการแต่งงานแต่ละแบบมี แตกต่างกนัดงัน้ีคือ 1) การแต่งงานแบบใหญ่ เป็ นพิธีที่มีความหรูหราฟุ่ มเฟื อย และต้องใช้เวลาประกอบพิธี อย่างน้อย 3 วนั โดยพิธีจะเริ่มตน้ที่บา้นเจา้สาวก่อน เพื่อบอกใหผ้ีบรรพบุรุษทราบว่าเจา้สาวจะ ออกจากบา้นไปแต่งงานจากน้นัก็ไปทา พิธีที่บา้นเจา้บ่าวต่อ จุดสา คญัของการแต่งงานแบบใหญ่ คือการคารวะผอู้าวุโส แต่ปัจจุบนัการแต่งงานแบบใหญ่น้ีมีนอ้ยมากเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และใช้เวลานาน บางหมู่บา้นไม่เคยมีการแต่งงานแบบใหญ่เลยต้งัแต่เริ่มต้งัหมู่บา้นก็มีซ่ึงการ แต่งกายของเจา้บ่าว เจา้สาวและผรู้่วมงานมีดงัน้ีคือ ก. เจ้าบ่าว ไม่มีกฎระเบียบที่แน่นอน ซึ่งอาจมีการลืมเลือนไปบ้างเพราะนาน ๆ จึงจะมี การแต่งงานแบบใหญ่ข้ึนสักคร้ัง การแต่งกายจึงมีลักษณะตามความสะดวกและความสามารถที่ จะจดัหาได้แต่ที่นิยมแต่งกนัมีดงัน้ีคือ ก1 ผ้าโพกศีรษะ ถือว่าเป็ นส่วนส าคัญที่ต้องใช้ในพิธีแต่งงานแบบใหญ่ จุดเด่นของผ้า โพกศีรษะของเมี่ยนทุกกลุ่มคือใช้ผ้าสีแดงโพกศีรษะมีดอกเงินติดอยู่ตรงกลางผ้าโพกศีรษะ แต่ ลักษณะของการโพกผา้ของแต่ละกลุ่มน้นัจะแตกต่างกนับา้ง


33 ก2 เสื้อ นิยมใชเ้ส้ือคอจีนแขนยาวผา่อก หรืออาจมีการปักลายที่ชายผา้ก็ได้หรือจะใช้ เส้ือแขนยาวตามประเพณีสุดแต่จะหาได้ ก3 กางเกง ใช้กางเกงขายาวสีด าตัวใหม่ ก4 ผ้าคาดเอว ใช้ผ้าคาดเอวสีด า ซึ่งอาจมีลายปักหรือไม่มีก็ได้ และอาจมีผ้าแพรปิ ด ข้างหน้าทับกางเกงยาวลงมาถึงหน้าแข้งก็ได้ ซึ่งมักนิยมใช้กันบ้างในแต่ละกลุ่ม ก5 ผ้าสายสะพาย ซึ่งเป็ นส่วนส าคัญของเจ้าบ่าว แต่ก็ยังแตกต่างกันบ้างในแต่ละกลุ่ม กล่าวคือ บางหมู่บ้านใช้ผ้าสะพายสีขาวผืนหนึ่งและสีแดงผืนหนึ่ง โดยใช้ผ้าสะพายสีแดงพาด จากไหล่ด้านซ้ายไปยังเอวด้านขวา และใช้ผ้าสายสะพายสีขาวที่ปลายมีลายปักพาด จากไหล่ขวา ไปยังเอวด้านซ้าย โดยพาดทับผ้าสีแดง บางหมู่บ้านใช้ผ้าสะพายสีขาวที่ปลายมีลายปักพาดไหล่ ท้งัสองดา้นก่อน แลว้จึงใชผ้า้สายสะพายสีแดงพาดไหล่ท้งัสองข้าง ข. เจ้าสาว การแต่งกายของเจ้าสาวก็เช่นเดียวกันจะมีลักษณะที่แตกต่างกันบ้างในแต่ละ กลุ่ม และมกัจะไม่มีกฎเกณฑท์ ี่แน่นอน แต่ที่นิยมกนัมีลกัษณะดงัน้ี ข1 โครงไม้ติดผ้าปิ ดหน้าเจ้าสาว (เจย มุน หฆ้อง) ส่วนน้ีเป็นส่วนที่สา คญัที่สุดของ การแต่งงานแบบใหญ่ที่เจา้สาวจะตอ้งสวมใส่ โครงไมต้ิดผา้ปิดหนา้เจา้สาวน้ีมีส่วนประกอบที่ ส าคัญ 7 ส่วน คือ โบะ โจ่ง เป็ นโครงไม้คล้ายหมวกสี่เหลี่ยมคางหมูทาสีดา เวลาใส่จะตอ้งใชข้้ีผ้ึงรวบผม ให้แข็งยึดติดกับโครงไม้ โดยให้ด้านกว้างของสี่เหลี่ยมคางหมูไว้ด้านหลัง ในปัจจุบันน้ีนิยม ใช้เทปกาวสีดา ติดแทนข้ีผ้ึง ผ้าสีแดง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดใหญ่กว่าโครงไม้เล็กน้อย ใช้ปิ ดทับโครงไม้ท้งัหมด โบะ โจ่ง จ่าว โครงไม้ไผ่สานกันเป็ นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูใช้ส าหรับผูกติดกับ โบะ โจ่ง ท้งัดา้นหนา้และดา้นหลงัเพื่อทา ใหเ้ป็นโครงที่ขางหน้าต ่าข้างหลังสูง ้ ต้ม ผา เป็ นผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีด าปักลายที่ขนาดความยาวประมาณ 90 เซนติเมตร กว้าง 45 เซนติเมตร มีลายปักท้งัผืน ใชส้า หรับปิดทบัโครงไม้ โช่ว ป้าย เป็ นสร้อยเงิน หรือเส้นไหมถักสีแดงที่มีพู่สีแดงห้อยเป็ นระยะๆ ตลอดเส้น พู่ สีแดงของเก่าทา มาจากไหม และขา้งบนพู่น้ีมีลูกปัดประดบัพองาม ใชส้า หรับพนัรอบโครงไม้ เพื่อให้พู่ห้อยลงปิ ดรอบศีรษะเจ้าสาว ผ้าสีแดง นิยมใชผ้า้มนัอยา่งดีที่มีผืนใหญ่กวา่ผา้ตม้ผาเลก็นอ้ย ผา้ผืนน้ีใชส้า หรับคลุม ทบัตม้ผาอีกช้นัหน่ึง แต่อยา่งไรก็ตามการวางผา้สีแดงน้ีอาจจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มบ้านด้วย แผ่นเงิน เป็ นแผ่นเงินตีเป็ นรูปดอกไม้ ซึ่งถือว่าเป็ นส่วนส าคัญส่วนหนึ่งที่จะต้องใช้ติด ที่ผ้าแดงคลุมศีรษะ การติดแผ่นเงินน้ีอาจติดในตา แหน่งที่แตกต่างกนับา้งในแต่ละทอ้งถิ่น


34 ข2 เสื้อ ใชเ้ส้ือตามประเพณีแต่ตอ้งเป็นเส้ือใหม่พร้อมท้งัเครื่องประดบัเท่าที่มีหรือ พอหาได้ ที่เอวมีผ้าคาดเอว บางหมู่บ้านนิยมเอา “สว๋าง ปุ๋ย” ซ่ึงมีลกัษณะคลา้ยผา้กนัเป้ือนแต่ ช่วงบนมีลายปักคลุมดา้นหลงัที่หนา้อกเจา้สาวมีผา้คาดเอวสีขาวที่ปลายท้งัสองดา้นมีลายปัก 2 ผืน แต่ละผืนยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ ครึ่งหนึ่งของผ้าคาดเอวธรรมดา การใช้ผ้าคาด เอวสีขาวน้ีจะแตกต่างกนับา้ง กล่าวคือ บางกลุ่มใชพ้นัเอวและอีกผืนหน่ึงพาดช่วงไหล่ โดยให้ ปลายของผา้ท้งัสองผืนอยู่ด้านหลัง ส่วนบางกลุ่มใช้ผ้าสะพายไหล่ท้งัสองผืน และปล่อย ให้ด้านที่มีลายปักอยู่ด้านหลังเหมือนกัน นอกจากใช้ผ้าขาวแล้วเจ้าสาวยังใช้ผ้าแดง 2 ผืน พาดที่ ไหล่แต่การพาดผา้สีแดงและผา้สีขาวน้ีอาจแตกต่างกนับา้งในแต่ละหมู่บา้น ค เพื่อนเจ้าบ่าว ในบางหมู่บ้านเพื่อนเจ้าบ่าวจะแต่งตัวตามประเพณีของเมี่ยน แต่บาง กลุ่มนอกจากจะแต่งกายตามประเพณีแล้ว เพื่อนเจ้าบ่าวยังใช้ผ้าโพกศีรษะแบบสตรี และที่บ่า ด้านขวาใช้ผ้าคาดเอวสีขาวเป็ นผ้าสะพายและที่บ่าด้านซ้ายมีผ้าสีแดงเป็ นผ้าสะพายทับผ้าสะพาย ขาวอีกช้นัหน่ึง ง. เพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจา้สาวจะแต่งกายตามประเพณีพร้อมท้งัเครื่องประดบัมีผาคาด้ เอวสีขาวเป็นสัญลกัษณ์แต่ลกัษณะการคาดน้นัแตกต่างกนับา้ง บางกลุ่มใช้ผ้าขาวคาดเอวมัดให้ ปลายผ้าอยู่ด้านหลัง ส่วนบางกลุ่มใช้ผ้าคาดเอวสีแดงพาดสะพายลงมาจากไหล่ดา้นซา้ยก่อน แล้วจึงใช้ผ้าคาดเอวสีขาวสะพายจากไหล่ด้านขวาลงมา จ. คณะต้อนรับ ในการแต่งงานแบบใหญ่จะต้องมีคณะนักดนตรี ซึ่งประกอบด้วยคน เป่ าปี่ ตีกลอง และตีฉาบ มาต้อนรับคณะของเจ้าสาว การแต่งตัวของคณะต้อนรับในแต่ละ หมู่บ้านแตกต่างกันเล็กน้อย ส าหรับแขกที่มีความส าคัญมาก ๆ ก็จะมีการต้อนรับเหมือนกับการต้อนรับคณะของ เจ้าสาวด้วย 2) การแต่งงานแบบเล็ก เป็นพิธีที่ลดข้นัตอนลงมาบา้งเพื่อเป็นการประหยดัการแต่งงานแบบ เลก็น้ีจะเริ่มทา พิธีบอกผีบรรพบุรุษและมีการเล้ียงญาติพี่นอ้งที่บา้นเจา้สาวก่อน แลว้จึงไป ประกอบพิธีอื่นๆ ที่บ้านเจ้าบ่าวต่อ แต่ไม่มีการคารวะผู้อาวุโส การแต่งงานของเจ้าบ่าวและ เจ้าสาวจึงไม่หรูหราเหมือนกบัการแต่งงานแบบใหญ่นอกจากน้ีแลว้การแต่งงานแบบเลก็ไม่ ต้องมีเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจา้สาวและคณะตอ้นรับ การแต่งงานในพิธีแต่งงานแบบเล็กมีดงัน้ีคือ ก. เจ้าบ่าว จะแต่งกายแบบไหนก็ได้ไม่มีข้อก าหนดที่จะต้องแต่งกายที่เป็ นพิเศษหรือมีสัญลักษณ์ ของเจ้าบ่าวแต่อย่างใดเลย ข. เจ้าสาว ส่วนใหญ่นิยมแต่งกายตามประเพณีพร้อมท้งัเครื่องประดบัเท่าที่มีที่พิเศษกวา่ชุด ธรรมดาก็เพียงมีผ้าคาดหน้าอกสีขาว ซ่ึงวิธีการคาดผา้ที่หนา้อกน้ีอาจจะแตกต่างกนับา้งในแต่ ละหมู่บ้าน


35 ส าหรับสตรีอิ้วเมี่ยนที่มาร่วมในงานแต่งงานไม่ว่าจะเป็ นแบบเล็กหรือแบบใหญ่นิยม แต่งกาย ตามประเพณีและประดับประดาด้วยเครื่องประดับเท่าที่มีและพอจะหาได้ 3.3.2) การแต่งกายในงานบวช(กว๋าตัง) ค าว่า“กว๋าตัง”ในภาษาออิ้วเมี่ยนแปลว่า “แขวนตะเกียง” ดงัน้นัพิธีกว๋าตงัจึงหมายถึงการทา ใหเ้กิดแสงสวา่งแก่ชีวิต อิ้วเมี่ยนเชื่อวา่ผทู้ี่ผา่นพิธีน้ีแลว้จะเป็ น คนที่สมบูรณ์สามารถเป็ นผู้ประกอบพิธีกรรมได้และเมื่อตายไปแลว้ก็จะไดข้้ึนสวรรค์พิธีน้ีเป็น พิธีของผชู้ายเท่าน้น แต่ผู้ที่เป็ นภรรยาและมารดา ั ก็จะได้พึ่งนาบุญจากสามีและบุตรด้วย พิธีกว๋า ตงัน้ีใชเ้วลา 3 วัน ผู้ที่ผ่านพิธีกว๋าตัง แล้วอาจเข้าพิธี“โต่วไซ” อีกคร้ังหน่ึง ซ่ึงเป็นพิธีที่สูงกวา่ และใช้เวลาท าพิธีถึง 7 วนั ในการประกอบพิธีกรรมท้งั 2 อยา่งน้ีจะตอ้งนา ภาพเทพใหญ่ “เม้ียน ฝัง” ออกมาแขวนประกอบพิธีไว้ที่ข้างฝาบ้านด้วย ผทู้ี่เขา้พิธีกว๋าตงัเมื่อเริ่มพิธีจะแต่งกายแตกต่างกันบ้างคือ บางหมู่บ้านจะแต่งกายตาม สบายช้นัหน่ึงก่อนแลว้จึงสวมเส้ือ ผหู้ญิง โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดง ใช้ผ้าแดงคาดเอว ส่วนบาง หมู่บา้นผเู้ขา้พิธีจะแต่งกายตามประเพณีช้นัหน่ึงก่อนแลว้จึงสวมเส้ือสตรีและโพกศีรษะดว้ยผา้ โพกศีรษะสตรี ใช้ผ้าแดงคาดเอวเหมือนกนัแต่การแต่งกายแบบใดแบบหน่ึงน้ีไม่ไดเ้ป็นกฎที่ แน่นอน ข้ึนอยกู่บัผปู้ระกอบพิธีกรรมจะให้แต่งแบบใด หากผู้เข้าพิธีมีฐานะดีหรือผู้ที่จะหา กางเกงจีน ตัดเย็บด้วยผ้าแพรได้ก็จะน ามาใช้สวมใส่ เมื่อใกล้จะเสร็จพิธีผู้เข้าพิธีจะแต่งกายเหมือนกับผู้ประกอบพิธีกรรมโดยใช้ชุดประกอบ พิธีกรรมใหญ่เพราะถึงจุดน้ีผเู้ขา้พิธีมีอ านาจและบุญบารมีพอที่จะประกอบพิธีใหญ่ได้แล้ว ส่วนพิธี“โต่วไซ” ผู้เข้าร่วมพิธีจะแต่งกายคล้ายกับพิธีกว๋าตัง แต่หากผ่านพิธีกว๋าตัง มาแล้วก็แต่งกายเหมือนกับผูป้ระกอบพิธีกรรมใหญ่ข้นัสุดทา้ยของพิธี ผู้เข้าพิธีจะใช้ชฎาเล็ก ๆ ผูกติดกับศีรษะ เพื่อแสดงถึงความสุดยอดของบุญบารมีที่ได้รับจากการเข้าพิธีโต่วไซ ผู้ที่มาร่วมในพิธีกว๋าตังและโต่วไซน้ีจะต้องแต่งกายตามประเพณีพร้อมท้งัใส่ เครื่องประดับต่างๆ เท่าที่มีและพอจะหาได้ 3.3.3) การแต่งกายในงานศพ เมื่อชาวอิ้วเมี่ยนเสียชีวิตลงศพจะถูกนา ไปเผาก่อน แลว้จึงนา กระดูกไปฝัง สา หรับศพ ของบุรุษอิ้วเมี่ยนที่ผ่านพิธีกว๋าตังมาแล้วและผู้หญิงที่มีสามีแล้วในพิธีเผาศพจะต้องมีพิธีการ มากกว่าศพของเด็กและคนที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ในพิธีงานศพน้นัจะตอ้งแต่งกายดงัน้ีคือ ก. ผู้ตาย จะตอ้งแต่งกายชุดใหม่ส่วนชุดเก่า ๆ ที่มีจะตอ้งเก็บใส่โลงศพเพื่อนา ไปเผา ดว้ย เส้ือผา้น้นัจะเป็นเหมือนเส้ือผา้ตามประเพณีของเมี่ยน ซ่ึงจะมีการเตรียมไวล้่วงหนา้อาจจะ เป็ นผู้ตายเองหรือลูกหลานเตรียมให้ ข. ผู้ประกอบพธิีกรรม แต่งกายแบบเดียวกับการประกอบพิธีกรรมใหญ่ แต่ใช้ผ้าขาว คาดเอว


36 ค. บุตรชายของผู้ตาย ใช้ผ้าขาวยาวประมาณ 1 เมตร กว้าง 25 เซนติเมตร โพกศีรษะ เป็ นเวลา 1 เดือน แต่ในปัจจุบนัน้ีนิยมโพกกนั ในช่วงทา พิธีเท่าน้นั ง. บุตรสาวและสะใภ้ ใช้ผ้าขาวยาวประมาณ 30 เซนติเมตร กว้างประมาณ 7 เซนติเมตร เยบ็ติดกบัผา้โพกศีรษะ โดยประเพณีแลว้จะตอ้งใชผ้า้ขาวน้ีเป็นเวลา 1 เดือน แต่ในปัจจุบนัน้ี นิยมใชก้นัเฉพาะในช่วงทา พิธีเท่าน้นั จ. ผู้ร่วมงาน ในอดีตจะแต่งกายตามประเพณีแต่ปัจจุบันจะแต่งกายอย่างไรก็ได้ และไม่ จ าเป็ นต้องใส่เครื่องประดับใดๆ 3.3.4) การแต่งกายในเทศกาลปี ใหม่ ในเทศกาลปีใหม่ซ่ึงถือเป็นเทศกาลรื่นเริงที่สา คญั ประจา ปีชาวอิ้วเมี่ยนท้งัหญิงชาย และเด็ก ๆ จะแต่งกายตามประเพณีเพื่อแสดงออกถึงความเป็ นเอกลักษณ์ด้านการแต่งกายของ ชนเผ่าตนเอง 3.4) การแต่งกายตามสถานะภาพทางสังคม 3.4.1) การแต่งกายของผู้มีฐานะดี กลุ่มผมู้ีฐานะดีในสังคมอิ้วเมี่ยนมกัจะแสดงออกถึงฐานะความเป็นอยขู่องตนเองผา่น การแต่งกายดว้ยทางหน่ึง ซ่ึงเราจะเห็นไดจ้ากเส้ือผา้ที่ตดัเยบ็มาจากเน้ือผา้อยา่งดีมีราคาแพง และตกแต่งด้วยเครื่องประดับเงินแท้ที่มีลวดลายสวยงามจา นวนมากมายตามเส้ือผ้าอาภรณ์ที่สวม ใส่อยู่ โดยมีรายละเอียดดงัน้ี - ชายเส้ือ ปลายแขนเส้ือคอเส้ือและขอบขากางเกงของผูม้ีฐานะดีจะตกแต่งดว้ยเส้น ลวดขดที่ผลิตจากโลหะเงินแทท้ ้งัหมด -กระดุมเส้ือผลิตจากโลหะเงินทุกเมด็ -ผู้มีฐานะดีจะมีเครื่องประดับตกแต่งทุกชนิดจ านวนมากและผลิตจากโลหะเงินแท้ ท้งัหมด 3.4.2) การแต่งกายของผู้มีฐานะทั่วๆไปหรือยากจน - ชายเส้ือ ปลายแขนเส้ือ คอเส้ือ และขอบขากางเกงของผูม้ีฐานะทวั่ๆ ไปจะตกแต่งดว้ย เส้นด้ายถักสีแดง -กระดุมเส้ืออาจมีจา นวนนอ้ยเท่าที่จา เป็นและผลิตจากโลหะทองขาวบา้ง ทองแดงบา้ง -ผมู้ีฐานะทวั่ๆ ไป หรือยากจนจะมีเครื่องประดบัตกแต่งเฉพาะชนิดที่จา เป็นและขาด ไม่ไดเ้ท่าน้นัและส่วนใหญ่ผลิตจากโลหะทองขาว 3.4.3) การแต่งกายของกลุ่มผู้น า ในอดีตกลุ่มผนู้า ชาวอิ้วเมี่ยนโดยเฉพาะบุรุษที่เป็นผนู้า ตระกูลใหญ่ๆ ฐานะดี และมีชื่อเสียงจะมีก าไลข้อมือหัวมังกรที่ผลิตจากโลหะเงินแท้ประจ าตัวเพื่อใช้บ่งบอก


37 ถึงสถานะน้น ั แต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีการสวมใส่ก าไลข้อมือดังกล่าวอีก ส่วนการ สวมใส่เส้ือผา้ของกลุ่มผนู้า ก็มีลกัษณะเช่นเดียวกบัชาวอิ้วเมี่ยนผมู้ีฐานะดีทวั่ๆ ไป 3.4.4) การแต่งกายของผู้ประกอบพธิีกรรม ในการประกอบพิธีกรรมใหญ่ๆ และส าคัญๆ จะมีผู้ประกอบพิธีกรรม (หมอผี) หลายคน กลุ่มผปู้ระกอบพิธีกรรมเหล่าน้นัก็จะแต่งกายดว้ยชุดพิเศษที่แตกต่างกนัออกไป เพื่อแสดงถึง ลา ดบัข้นัความสา คญัและบทบาทหนา้ที่ของผปู้ระกอบพิธีกรรมแต่ละคน รวมท้งัเพื่อใหเ้กิด ความขลังและศักดิ์สิทธิ์ ของพิธีกรรมตามความเชื่อ โดยมีรายละเอียดเครื่องแต่งกายของผู้ ประกอบพิธีกรรมดงัน้ี 1) “ลุยกว๋า” (เสื้อผู้ประกอบพธิีกรรม) “ลุยกว๋า” เป็นเส้ือกกั๊ไม่มีแขน ผา่อกตลอด และไม่มีคอปกเส้ือ ตวัเส้ือยาวลง มาต่า กวา่สะโพกเลก็นอ้ย โดยทวั่ ไปมกันิยมใช้ผ้าสีแดงที่มีสีสันและลวดลายต่างๆ เป็ น หลัก ใช้สวมทับเส้ือช้นั ในอีกช้นัหน่ึง 2) “หมั่วหรือบุเปยหมั่ว” (หมวกผู้ประกอบพธิีกรรม) “หมั่ว” หรือ “บุเปยหมั่ว” เป็ นหมวกทรงสูงที่ตัดเย็บมาจากผ้าสีด าและประดับ ด้วยไหมพรมสีแดง ลักษณะหมวกมองจากด้านหน้าเป็นหมวกทรงกลมต้งัข้ึน แต่ ด้านบนเย็บติดกันและด้านบนแคบกว่าด้านล่าง หมวกบางใบถักจากเส้นผมหรืออย่าง น้อยต้องมีเส้นผมเป็ นส่วนประกอบ จึงจะถือว่าเป็ นหมวกที่ถูกต้อง มีความขลังและ ศักดิ์สิทธิ์ 3) “ตู้งจุ้น” (กระโปรง) “ตู้งจุ้น” เป็ นผ้าสี่เหลี่ยมคางหมูคล้ายกับกระโปรงสตรีที่ไม่เย็บติดกัน มีความ ยาวจากเอวลงมาถึงข้อเท้า ส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าแพรสีแดง ด้านบนท าขอบเป็ นเอวและมี ริ้วผา้สา หรับผกูมดัเวลาสวมใส่ส่วนดา้นยาวตามแนวต้งัมีแถบผา้สีต่างๆ เยบ็ติดกนัเพื่อ ความสวยงาม “ตู้งจุ้น” น้ีใชส้วมทบั “โหว” (กางเกง) แต่ให้อยู่ใต้ “ลุยกว๋า” (เส้ือผู้ ประกอบพิธีกรรม) 4) “อลุยเล๋หรือต๋อยเมฮียนลุย” (เสื้อชั้นใน) “อลุยเล๋หรือต่อยเมฮียนอลุย” เป็นเส้ือที่ใชส้วมใส่ในชีวิตประจา วนัทวั่ ไปของ บุรุษชาวอิ้วเมี่ยนและใช้สวมใส่เป็นเส้ือช้นั ในก่อนที่จะสวมลุยกว๋า(เส้ือกกั๊ ) ทับข้างนอก 5) “โหว” (กางเกง) “โหว” เป็นกางเกงที่ใชส้วมใส่ในชีวิตประจา วนัทวั่ ไปของบุรุษชาวอิ้วเมี่ยน และใชส้วมใส่เป็นกางเกงช้นั ในก่อนที่จะสวมตูง้จุน้ (กระโปรง) ทับข้างนอก


38 6) “ผา” “ผาจุ้น” (ผ้าสามเหลี่ยมโพกหัว) “ผา” หรือ บางที่เรียก “ผาจุ้น” เป็นผา้สามเหลี่ยมหนา้จวั่มีฐานยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ดา้นหนา้จวั่ยาวประมาณดา้นละ30 เซนติเมตร ด้านหน้าผ้า ใช้ผ้าสีด าปัก ลายดอก ดา้นหลงัใชผ้า้สีแดงเยบ็ติด ดา้นในของหนา้จวั่ท้งัสองดา้นมีไมไ้ผด่ามไวเ้พื่อ ไม่ให้พับล้มลงเวลาใช้งาน ด้านปลายฐานของสามเหลี่ยมท้งั 2 ดา้นมีผา้ริ้วสีแดงที่ยาว พอใช้มัดรอบศีรษะได้ 2 รอบ ส่วนด้านบนของสามเหลี่ยมมีพู่ไหมพรมสีแดงเป็ น เส้นๆ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ด้านบน ของเส้นพู่ไหมพรมติดลูกปัดสีต่างๆ พองาม เวลาใช้ “ผา” หรือ “ผาจุ้น” น้ีจะตอ้งวางส่วนที่เป็น สามเหลี่ยมให้อยู่หลังศรีษะ และให้ ดา้นที่มีลายปักอยดู่า้นบน แลว้ใชร้ิ้วผา้ผกูมดักบั “หมวั่ ” (หมวก) ให้แน่น 7) “เจี๋ยจ้ายเดีย” “ผาฮุ้ง” (ผ้าคาดเอว) “เจี๋ยจ้ายเดีย” หรือ “ผาฮุ้ง” (ผ้าคาดเอว) เป็ นผ้าสีแดงล้วน ไม่มีลายปัก ใช้ส าหรับคาด เอวทับ “อลุยกว๋า” (เส้ือ) และ “ตู้งจุ้น” (กระโปรง) 8) “สะแหงะ” (หน้ากากเทพเจ้า) “สะแหงะ” เป็ นภาพเทพเจ้าใหญ่สุด 3 องค์ ตามความเชื่อของชาวอิ้วเมี่ยนที่วาดลงบน กระดาษ เสมือนหน้ากากเทพเจ้า ใช้ปิ ดทับหมวกบนศีรษะอีกทีหนึ่ง 9) “เซนเต้าต๋าย” “เซนเต้าต๋าย” เป็นผา้ริ้วสีแดงยาวประมาณ 150 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ที่ปลายท้งั 2 ข้างใช้ผ้าสีด าปักลายดอกยาวประมาณ 30 เซ็นติเมตรเย็บติด และที่ปลาย ผ้าลายปักมีพู่ไหมหรือเส้นไหมสีแดงประดับพองาม “เซนเต้าต๋าย” น้ีใชผ้กูมดั “หมวั่ ” (หมวกผู้ประกอบพิธีกรรม) และ “ผาหรือผาจุ้น” (ผ้าสามเหลี่ยมโพกหัว) โดยปล่อยให้ ปลายท้งัสองขา้งหอ้ยลงมาขา้งหลงั 4. รองเท้า รองเทา้ถือเป็นเครื่องแต่งกายชิ้นหน่ึงที่มีความจา เป็นและสา คญัต่อชาวอิ้วเมี่ยน โดยในอดีตน้นั ชาวอิ้วเมี่ยนจะผลิตรองเทา้จากวสัดุต่างๆ ที่หาไดใ้นทอ้งถิ่น เช่น การทา พ้ืนรองเทา้จากไมห้รือไมไ้ผ่ ส่วนสายรองเทา้ก็ทา มาจากเชือกปอ เป็นตน้ต่อมาเมื่อมีการติดต่อซ้ือขายกบัภายนอกชาวอิ้วเมี่ยนผมู้ี ฐานะดีจึงเริ่มนิยมซ้ือรองเทา้ทรงต่างๆ เท่าที่มีผผู้ลิตออกมาใช้ โดยเฉพาะกลุ่มผอู้าวุโสนิยมรองเทา้หุม้ ส้นทรงจีนเป็นอยา่งยงิ่ประกอบกบัเมื่อมีผูเ้สียชีวิตลงมกัจะมีการซ้ือหารองเทา้ใหม่หุ้มส้นทรงจีนสีด ามา สวมให้กับศพผู้ตาย โดยเชื่อว่าจะท าให้ผู้ตายมีเครื่องแต่งกายครบสมบูรณ์ในชาติหน้า ในปัจจุบันชาว อิ้วเมี่ยน นิยมซ้ือหารองเทา้ รูปทรง และสีสันต่างๆ หลากหลายเท่าที่มีในท้องตลาดมาสวมใส่ใน ชีวิตประจ าวันตามสมัยนิยมไม่แตกต่างจากชนเผา่อื่นๆ หรือชาวไทยพ้ืนราบโดยทวั่ ไป


39 5. โครงสร้างแบบ ชุดแต่งกายอิ้วเมี่ยน 5.1 โครงสร้างแบบ เสื้อบุรุษอวิ้เมี่ยน ผ้าแขนเสื้อซ้าย-ขวา ผ้าสีเย็บเป็ นแถบติดชายเสืืื้อ ผ้าเสื้อด้านหลัง ผ้าเสื้อด้านหน้าซ้าย - ขวา กระดุม และรังดุม


40 5.2 โครงสร้างแบบ กางเกงบุรุษอวิ้เมี่ยน ผ้าขากางเกงซ้าย-ขวา ผ้าเป้ากางเกง ผ้าแถบเอว และเชือกผูก


41 5.3 โครงสร้างแบบ เสื้อสตรีอิ้วเมี่ยน ผ้าแขนเสื้อซ้าย-ขวา ผ้าเสื้อด้านหลัง ผ้าเสื้อด้านหน้าซ้าย-ขวา


42 5.4 โครงสร้างแบบ กางเกงสตรีอิ้วเมี่ยน ผ้าลายปักขากางเกงซ้าย-ขวา ผ้าเป้ากางเกง


43 5.5 โครงสร้างแบบ ผ้าโพกศีรษะสตรีอิ้วเมี่ยน 5.6 โครงสร้างแบบ ผ้าคาดเอวสตรีอิ้วเมี่ยน


Click to View FlipBook Version