The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรู้เผ่าอิ้วเมี่ยน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 03:13:23

องค์ความรู้เผ่าอิ้วเมี่ยน

องค์ความรู้เผ่าอิ้วเมี่ยน

รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ความรู้เผ่าอิ้วเมี่ยน


ค ำน ำ หนงัสือเน้ือหาองคค์วามรู้ทอ้งถิ่นเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการทา งานในโครงการพฒันาการศึกษา ทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ สู่เด็ก และเยาวชนที่มีความเสี่ยงต่อการไม่รู้ในความเป็ นชาติพันธุ์ของตนเอง ดว้ยเหตุผลที่วา่ ในระบบการศึกษาน้นั ยดึหลกัสูตรแกนกลางซ่ึงถือวา่เปิดโอกาสใหก้บัการเรียนรู้หลกัสูตรทอ้งถิ่นมากข้ึน แต่ยงัขาดการคา นึงถึง องค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละกลุ่มจึงท าให้เกิดช่องวา่งระหวา่งการศึกษาและวฒันธรรมมากข้ึน โดย ผลกระทบที่ตามมาคือการสูญเสียองค์ความรู้ที่ส าคัญบางอย่างไป ในการจดัทา องความรู้เล่มน้ีจะมีการตรวจสอบและนา องคค์วามรู้เหล่าน้ีเพื่อใชใ้นการจดัการเรียน การสอนในชุมชนเพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองคค์วามรู้เหล่าน้ีไว้สู่คนรุ่นหลังต่อไป ผจู้ดัทา หวงัเป็นอยา่งยงิ่วา่หนงัสือเน้ือหาองคค์วามรู้เล่มน้ีจะเป็นส่วนหน่ึงที่จะช่วยในการสืบทอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ดีงามไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังต่อไป ผู้จัดท ำ 10 มกรำคม 2554


สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ ประวัติความเป็ นมา 1 ประวัติความเป็ นมาของเมี่ยน 3 การอพยพเข้ามาในไทย 10 ตารางจ านวนประชากรเมี่ยน 16 บทที่ 2 ระบบทางโครงสร้าง โครงสร้างทางสังคม 19 โครงสร้างทางครอบครัว 26 การต้งัหมู่บา้นและลกัษณะบา้น 52 บทที่ 3ระบบความเชื่อและศาสนา ลัทธิและความเชื่อ 56 ชื่อเรียกปี ใน 5 รอบของเมี่ยน 63 บทที่ 4 ประเพณีและพิธีกรรม 65 บทที่ 5 วรรณกรรมและระบบคุณธรรม นิทาน 91 สุภาษิต,ค าสอน,ค าพังเพย 98


ข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามกฎจารีตประเพณี 101 บทที่ 6อาหารและโภชนาการ แหล่งอาหาร 104 การประกอบอาหาร 104 อาหารส าหรับบุคคลต่าง ๆ 108 บรรณานุกรม


ประวัติศาสตร์ 1 บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ ประวัติความเป็ นมา เมี่ยน (เย้า) ไดร้ับการจดัให้อยใู่นเช้ือชาติมงโกลอยด์(Mongoloid) คือ อยู่ในตระกูลจีน - ธิเบต (Sino-Tibetan) คา เรียกเยา้ ไดป้รากฏคร้ังแรกในเอกสารบนัทึกของจีน สมยัราชวงศถ์งั โดยปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความหมายว่า ไม่อยู่ใต้อ านาจของผู้ใด เล่ากันว่า เมื่อประมาณสองพันกว่าปี มาแล้ว บรรพชนได้ ต้งัถิ่นฐานอยทู่ ี่ราบ รอบ ๆ ทะเลสาปตงถิง แถบแม่น้า แยงซี ไม่ยอมอ่อนนอ้มใหช้นชาติผปู้กครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ท าการอพยพเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ไดต้้งัถิ่นฐาน สร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพ จึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้ บนัทึกไวใ้น เหลียง ซูต่อมาในสมยัราชวงศซ์ ่ง คา เรียกน้ีถูกยกเลิกไปเหลือแต่คา วา่เยา้เท่าน้นัซ่ึง ก่อนหนา้น้ีชนกลุ่มน้ีถูกเรียกวา่หมาน หรือ หนนัหมาน (พวกป่ าเถื่อนทางใต้), หรือ ชาน จือ (บุตร ขุนเขา) หรือ พ่านหู จ่ง (เช้ือสายของพ่าน หู) กล่าวกันว่าในประเทศจีนชนชาวเย้ามีค าเรียกขานชื่อของ ตนเองแตกต่างกันถึง 28 ชื่อ แต่คนเย้าในประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “เมี่ยน” (MIEN) หรือ “อิ้วเมี่ยน” (IU MIEN) เหยา ซุ่น อัน (1999) กล่าวว่า ชาวเย้าในประเทศจีน แยกออกเป็ น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เผา่เป้ียน, เผ่าปูนู, เผ่าฉาซัน, และเผา่ผิงต้ี ชาวเยา้เผา่เป้ียนมีประชากรมากที่สุดและเป็นกลุ่มที่ยา้ยถิ่นตลอดเวลาเป็ นระยะทางที่ไกลที่สุด และ กระจายกนัอยใู่นอาณาบริเวณที่กวา้งขวางที่สุดดว้ย โดยเริ่มยา้ยถิ่นจากมณฑลฮูหนานในสมยัราชวงศฉ์ ิน ฮนั่ ไปยงัมณฑลกวางตุง้กุย้โจว กวางสีและยนูนาน ซ่ึงอยทู่างทิศตะวนัตกเฉียงใตข้องจีน และไดย้า้ยถิ่น เข้าสู่ภาคเหนือของเวียตนามในราวคริสศตวรรษที่ 15-16 ต่อจากน้นัก็ยา้ยถิ่นเขา้สู่ลาว พม่า และประเทศ ไทย เมื่อสงครามในประเทศเวียตนามและประเทศลาวยุติลงในปี ค.ศ. 1975 ชาวเยา้เผา่เป้ียนบางส่วนก็ได้ ยา้ยถิ่นล้ีภยัทางการเมือง ไปต้งัถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แคนาดา และสวีเดน


ประวัติศาสตร์ 2 ชื่อและภาษา “เย้า” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ค าจ ากัดความว่า “เป็ นชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง อยู่ ในประเทศไทยตอนเหนือ” ค าว่า “เย้า” ไม่มีในภาษาของเผ่าเมี่ยน เนื่องจากเป็ นค าเรียกที่ก าหนดโดยทาง ราชการ ซึ่งไม่เคยมีใครทราบที่มาอย่างแน่ชัด และน้ีไม่ทราบวา่มีความหมายวา่อยา่งไร โดยทวั่ ไปเผา่เยา้จะ ไม่เรียกตัวเองว่า “เย้า” เพราะในภาษาของเยา้เองจะไม่มีคา น้ีแต่จะเรียกตวัเองหรือเผา่ตวัเองวา่ “เมี่ยน” หรือ “อิ้วเมี่ยน” ซึ่งแปลว่า “คน” หรือ “มนุษย์” ภาษาของเย้าจัดอยู่ใน ตระกูลจีน-ธิเบต สาขาแม้ว-เย้า ภาษาพูดของเย้า พัฒนามาจากกลุ่มภาษา หน่ึงของชาวหมาน และไดแ้พร่กระจายไปสู่เขตต่าง ๆ ตามทอ้งถิ่นที่ชาวเยา้อพยพไปถึง สมัย ราชวงศห์มิงตอนปลายและสมยัตน้ราชวงศช์ิง ภาษาเยา้ไดก้ระจายไปทวั่เขตมณฑลกวางสีกวางตุง้กุยจิว ฮู หนาน และ หยุ่นหนาน จากการติดต่อกบัชนเผา่อื่น ๆ เป็นระยะเวลานาน ทา ใหภ้าษาเยา้ในทอ้งถิ่นที่ ต่างกันมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันไปด้วย ภาษาเยา้ในปัจจุบนัผา่นการพฒันากลายเป็น ภาษาถิ่นย่อย 3 ภาษา คือ ภาษาเมี่ยน ภาษาปูนู และภาษาลักจา สา หรับภาษาเขียนของเมี่ยน มกัจะมีความเห็นโดยทวไปว่า ชาวเมี่ยนมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน ั่ จึงไดย้มืภาษาฮนั่มาใช้ชาวเมี่ยนที่รู้ภาษามีไม่มากนกัแต่ภาษาฮนั่ก็ยงัมีบทบาทและอิทธิพลต่อชนชาติ เมี่ยนมาก ชาวเมี่ยนมีวิธีการใชต้วัเขียนภาษาฮนั่ของเขาเอง ตวัเขียนน้ีต่างกนักบัตวัหนงัสือฮนั่แบบ มาตรฐาน ในระหว่างการใชต้วัหนงัสือฮนั่น้นัชาวเมี่ยนไดค้ิดสร้างตวัหนงัสือไวใ้ชเ้อง โดยดดัแปลงจาก ของฮนั่ทา ใหไ้ดภ้าษาเขียนใหม่ที่มีลกัษณะเฉพาะซ่ึงมีลกัษณะผสมระหวา่งภาษาเมี่ยนกบัภาษาฮนั่คือ มี รูปแบบการเขียนแบบ ถูสู้จ้ือ (ตวัหนงัสือสามญัของทอ้งถิ่น) ของชาวเมี่ยน และรูปเขียนตวัหนงัสือฮนั่ ในอกัษรฮนั่ซ่ึงเป็นตวัเดียวกนั ในอกัษรเมี่ยนจะเขียนคนละอยา่งกนัแต่อกัษรที่ประดิษฐ์ข้ึนน้ีก็มีจา นวน ไม่มากและใชเ้ขียนขอ้ความใหส้มบูรณ์ไม่ได้ตอ้งใชป้นกบัตวัหนงัสือฮนั่และการอ่านออกเสียงจะมีหลกั ดงัน้ีคา ศพัทใ์นภาษาเมี่ยนจะอ่านเป็นสา เนียงชาวเมี่ยน คา ศพัทใ์นภาษาฮนั่จะอ่านเป็นสา เนียงภาษาย่อย ชนิดหน่ึงของภาษาถิ่นกวางตุง้จะใชส้า เนียงของภาษากลางปัจจุบนัมาอ่านไม่ได้ความหมายก็จะอธิบาย ตามตวัหนงัสือฮนั่ ไม่ได้หนงัสือคดัเพลง คมัภีร์ทางศาสนา หนงัสือลา ดบัญาติวงศแ์ละเอกสารต่าง ๆ ลว้น ใชภ้าษาเขียนที่ผสมกนัน้ี


ประวัติศาสตร์ 3 ประวัติความเป็ นมาของเมี่ยน ในสมยัก่อน ตาอง (โล่งช้วน) ตากู๋ (กู๋ฟาม) เป็ นเทพอยู่บนสวรรค์ มีความคิดที่จะสร้างเผ่า เมี่ยนข้ึนมา ดงัน้นัตาอง ตากู๋จึงไดป้รึกษาหารือกนัอยบู่นสวรรคว์า่จะใหต้ากู๋ลงมาเกิดในโลกมนุษย์โดยให้ ลงมาเกิดเป็ นลูกสาวคนที่ 3 ของพระราชา ส่วนโล่งช้วน (ตาอง) จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ในร่างของสุนัข มงักร เพราะมนุษยถ์ือวา่สุนขัน้นัเป็นสัตวเ์ดรัจฉานที่ต่า ตอ้ยที่สุดมกัจะมีคนดูถูกตลอดเวลา ดงัน้นัเมื่อถึง เวลาท้งัคู่จึงไดล้งมาเกิด โดยวางแผนกนัไวว้า่อนาคตตอ้งทา การปกป้องคุ้มครองเผ่าเมี่ยน ตากู๋ลงมาเกิดเป็ น ลูกสาวของพระราชาซึ่งมีสิริโฉมงดงามมากและฉลาดกว่าคนอื่น และได้ท าสัญลักษณ์ว่าจะมีไฝ 1 เม็ดที่ขา ของตากู๋เมื่อวางแผนเรียบร้อยแลว้จึงไดล้งมาเกิดในโลกมนุษยท์นัทีขณะน้นั ในโลกมนุษยม์ีเมืองอยู่ 2 เมือง เป็ นของฝ่ ายแป้งฮู่งและกู๋ฮู่ง ไดต้กลงทา สงคราม โจมตีเมืองกนัแต่ฝ่ายของแป้งฮู่งน้นัยงัไม่พร้อม จะทา การสู้รบกนัท้งัแป้งฮู่งและกู๋ฮู่งต่างก็ไดฝ้ันวา่จะมีคนมาช่วยทา ศึกใหน้บัจากน้ีไปอีก 10 วัน ฝ่ าย ของแป้งฮู่งน้นัยงัไม่พร้อมที่จะทา การสู้รบกนัจึงไดเ้รียกเหล่าขนนางมาปรึกษากันว่าจะท าอย่างไรดี และุ ในที่สุดก็สรุปว่าถ้าภายใน 1 เดือน ใครที่สามารถตัดหัวของกู๋ฮู่งแล้วน ามาให้ตนได้ทางฝ่ ายแป้งฮู่งจะยกลูก สาวคนที่ 3 ใหผ้นู้้นัเป็นรางวลัโดยใหเ้ป็นลูกเขยและจะยกแผน่ดินและขา้ทาสบริวารใหป้กครองคร่ึงหน่ึง เมื่อประกาศออกไปแล้วประชาชนในเมืองของแป้งฮู่งไม่มีใครกล้าอาสาออกไปสู้รบกับกู๋ฮู๋ง ที่ทา้ยเมืองมีครอบครัวหน่ึงต้งับา้นอยทู่ ี่ปากทางนอกเมืองวนัหน่ึงไดม้ีสุนขัมงักรตวัหน่ึงเดิน เขา้มาหาและหญิงม่ายคนหน่ึงไดเ้ห็นสุนขัมงักรตวัน้นัเดินเขา้มาหาจึงไดพู้ดข้ึนวา่ “ตั้งแต่เกิดมาในโลกนี้ยัง ไม่เคยเห็นสุนัขตัวไหนที่มีลักษณะสง่างาม และฉลาดเช่นนีม้าก่อนเราจะเอาสุนัขมังกรตัวนีไ้ปถวายให้กบั พระราชาเป็นการสร้างบุญกุศลดีกว่า” ดงัน้นัจึงไปบอกพระราชา เมื่อพระราชาทราบจึงใหค้นมารับสุนขั มังกร (โล่งช้วน) กลบัไปเล้ียงไว้เมื่อพระราชาไดเ้ห็นก็รู้สึกดีใจมากและได้สังเกตเห็นจุดต่าง ๆ บนร่างกายที่ มีท้งัหมด 120 จุด และแต่ละจุดก็มีความสวยงามมาก และที่ส าคัญคือรู้ภาษาด้วย วันหนึ่งพระราชาได้เปิ ด ประชุมกับเหล่าขุนนางและโล่งช้วน ก็เข้าไปร่วมฟังด้วยเมื่อฟังแล้วก็ไม่เห็นมีใครขันอาสาจะไปฆ่ากู๋ฮู่งได้ โล่งชว้นจึงกล่าวข้ึนวา่ “ไม่จ าเป็ นเลยที่จะต้องสิ้นเปลืองเสบียงอาหาร และใช้ทหารทั้งกองทัพ ให้ข้าไป จัดการคนเดียวดีกว่า เพราะเป็ นสัตว์เดรัจฉานต ่าต้อย คงไม่มีใครสงสัยและเฉลียวใจ” ฝ่ ายแป้งฮู่งจึงเห็น ด้วย เมื่อเจ้าสุนัขมังกร(โล่งช้วน) จะออกเดินทาง ฝ่ ายแป้งฮู่งไดจ้ดัเตรียมอาหารร้อยรสใหก้ินอยา่งอิ่มหนา สา ราญ เรื่องเดือดร้อนไปถึงสวรรคเ์บ้ืองบนตอ้งส่งยาวิเศษมาใหโ้ล่งชว้น 1 เม็ดเมื่อกินแล้วสามารถทน ความหิวและอยู่ในทะเลได้ 7 วัน 7 คืน เมื่อวา่ยน้า ไปถึงฝั่งของกู๋ฮู่ง กู๋ฮู่งนึกในใจว่าสงสัยวา่จะเป็นสุนขั มังกรตวัน้ีที่มาช่วยตนเอง (กู๋ฮู่ง เป็ นกษัตริย์ที่ชอบเข่นฆ่าผู้คน ชอบท าสงคราม และเอารัดเอาเปรียบ ประชาชน) พลางนึกในใจว่า “ คราวนี้ตนต้องรบชนะแน่ ๆ เพราะในความฝันนั้นบอกว่าจะมีคนมาช่วยท า ศึกสงครามให้”เมื่อกู๋ฮู่งได้โล่งช้วนมาอยู่ด้วยและเห็นว่ามีความสามารถมากอีกท้งัยงัเฉลียวฉลาดอีกดว้ย ดงั น้นักู๋ฮู่งจึงรักราวกบัทรัพยส์มบตัิอนัมีค่า ไม่วา่จะไปที่แห่งไหนก็จะพาไปดว้ยเสมือนหน่ึงเป็นเงาตามตวั


ประวัติศาสตร์ 4 และยังนึกต าหนิในใจว่า “ฝ่ายแป้งฮู่งน้นัมีสิ่งดีๆ อยา่งน้ีแลว้ยงัไม่รู้จกัเล้ียงใหด้ี ปล่อยใหห้นีมาอยกู่บั ตนเองได้ คราวน้ีตนไดโ้ล่งชว้นมาช่วยคุม้กนั ไม่จา เป็นที่จะตอ้งมีทหารมาคอยอารักษข์าอีกแลว้” กู๋ฮู่งได้ปล่อยปละละเลยราชกิจในส านัก ไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร มัวแต่ดื่มเหล้ากับนางสนมใน พระราชวงัของตนเองจนเมามายและเมื่ออิ่มแลว้จึงเดินทางกลบัพร้อมกบัโล่งชว้น โล่งช้วนเองก็นึกในใจว่า นี่ก็จะถึงกา หนดที่ไดร้ับปากไวก้บัแป้งฮู่งแลว้คิดไดด้งัน้นัและเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่ไม่มีทหารซกัคนจึง กระโดดกดัคอของกู๋ฮู่งขาด และคาบไวว้า่ยน้า ขา้มทะเล 7 วัน 7 คืน เมื่อไปถึงที่ประตูเมืองหมอบอยู่หน้า ประตูยามเฝ้าประตูเมืองจึงไปเรียกให้แป้งฮู่งมาดูเมื่อ แป้งฮู่งเห็นดงัน้นัก็ดีใจเป็นอยา่งยงิ่ที่ตนเองไม่ตอ้งสู้ รบแต่กลบัไดร้ับชยัชนะจึงไดจ้ดังานฉลองความสา เร็จน้ี โดยต้งัโต๊ะเรียกประชาชนและเหล่าขา้ทาสบริวาร มาร่วมดื่มฉลองกนัและแป้งฮู่งไดจ้ดัต้งัโต๊ะตวัหน่ึงใหก้บั โล่งชว้น (ตาอง) แต่โล่งช้วนไม่ยอมข้ึนโต๊ะ รับประทานอาหาร เมื่องแป้งฮู่งเห็นดงัน้นัจึงไดป้รึกษากบัเหล่าขนุนางวา่ทา ไมโล่งชว้นไม่ยอมทานอาหาร หรือโล่งช้วนเกิดความไม่พอใจในเรื่องอะไร ? ขณะน้นั ไดม้ีชายแก่คนหน่ึงนึกข้ึนมาไดว้า่เมื่อก่อนไดพู้ด ว่า “ถ้าใครสามารถน าหัวของกู๋ฮู่งมาได้ตนจะยอมยกลูกสาวให้และจะแบ่งทรัพย์สมบัติและข้าทาสบริวาร ให้ปกครองครึ่งหนึ่ง” เมื่องแป้งฮู่งไดย้นิดงัน้นัจึงนึกข้ึนไดแ้ละไดพู้ดวา่ “ถ้าเป็ นเรื่องนั้นก็ขอให้ขึ้นโต๊ะทาน อาหารซะ” เมื่อโล่งชว้นไดย้นิดงัน้นัจึงไดข้้ึนไปนงั่บนโต๊ะและรับประทานอาหาร เมื่องแป้งฮู่งเห็นดงัน้นั จึงไดรู้้วา่เป็นเรื่องน้ีแน่นอนเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแลว้กษตัริยซ์ ่ึงตรัสแลว้ยอ่มไม่คืนคา จึงได้ ทา การจดังานแต่งงานข้ึน และใหท้ ้งัคู่แต่งงาน แต่แป่งฮู่งนึกในใจ รู้สึกละอายใจที่ลูกสาวของตนเองซ่ึง เป็ นคนสวยและฉลาดเป็ นถึงลูกกษัตริย์ แต่ต้องมาแต่งงานกับโล่งช้วน คนจะต้องนินทาและดูถูกแน่ ๆ และ ลูกสาวจะตอ้งอายไม่กลา้สู้หนา้ผคู้น ดงัน้นัจึงไดท้า ผา้คลุมหนา้เจา้สาวไว้และไดเ้กณฑส์าว ๆ ใน พระราชวงัที่มีรูปร่าง หนา้ตาคลา้ยกบัลูกสาวของตน ท้งัหมดออกมาแต่งกายเส้ือผา้เหมือนกนัคดัมาได้10 คน ใหท้ ้งัหมดมานงั่อยขู่า้งนอกและใหข้า้ราชบริวารทุกคนออกมาช้ีวา่คนไหนเป็นลูกสาวคนที่ 3 ของตน แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถช้ีตวัออกมาได้จึงทา ใหแ้ป้งฮู่งรู้สึกดีใจเป็นอยา่งมากและในใจของแป้งฮู่งก็นึกวา่ถา้ เป็นเช่นน้ีหากโล่งชว้นช้ีถูกคนไหนก็จะใหแ้ต่งงานกบัคนน้นัทนัทีดงัน้นั จึงเรียกโล่งช้วนมาดู โล่งช้วนจึง ได้ใช้จมูกดมไปตามเท้าของแต่ละคนไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะหาสัญลักษณ์ที่ได้บอกกับตากู๋ไว้ ดูไปเรื่อย ๆ จน เจอไฝ 1 เมด็ที่หนา้แขง้จึงไดใ้ชป้ากงบัคาบชายเส้ือของลูกสาวแป้งฮู่งไวแ้ลว้ดึง 2 - 3 คร้ัง เมื่องแป้งฮู่งเห็น ดงัน้นัจึงรู้วา่ ไม่สามารถหลบหลีกไดแ้น่แลว้และคิดในใจว่าโล่งชว้นตวัน้ีคงไม่ใช่สุนขัธรรมดาแน่และคง ไม่ใช่สุนัขของมนุษย์ ดงัน้นัจึงไดจ้ดังานแต่งงานใหแ้ก่โล่งชว้นและลูกสาวของตนเองข้ึนเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน แป้งฮู่ง รู้สึกสงสารลูกสาวของตนเองจึงไดเ้ขียนหนงัสือเล่มหน่ึงข้ึนมาเรียกว่า “ เกีย เซ็น ป๊ อง” และแบ่งข้าทาส บริวารคอยติดตามรับใชแ้ละสามารถทา มาหากินบนดอยโดยไม่ผิดกฏหมาย และไดแ้ต่งต้งัลูกเขยของตนเอง เป็ น พ่าน ต๋าย โหว ซึ่งเป็ นแซ่แรกของเผ่าเมี่ยน คือ แซ่พ่าน และได้บอกว่าถ้าหากมีบุตรต้องพามาให้ แป้งฮู่งต้งัชื่อใหเ้มื่อไดอ้า ลาแป้งฮู่งแลว้ก็นา บริวารท้งัหมดเขา้ไปในป่า เมื่อไปถึงไม่มีเมืองตอ้งทา การโค่น


ประวัติศาสตร์ 5 ลม้แผว้ถางป่าเพื่อสร้างบา้นเมืองข้ึนมาใหม่จนภรรยาไดค้ลอดบุตรออกมา เป็นชาย 6 คน หญิง 6 คน ชาย ท้งัหมดใหแ้ต่งภรรยาเขา้บา้นและหญิงท้งัหมดก็ใหแ้ต่งสามีเขา้มาอยใู่นบา้นเพื่อช่วยกนัสืบเช้ือสาย ดงัน้นั จึงเป็นที่มาของท้งั 12แซ่ของเมี่ยน ดงัน้ี(แซ่ จากหนังสือเกีย เซ็น ป็ อง) 1. โล่ห์เบ้ียน (แซ่พ่าน) 2. โล่ห์เซ้ียม (แซ่เชิ้น) 3. โล่ห์ตงั่ (แซ่ต้งั) 4. โล่ห์เจ๋ว (แซ่จ๋าว) 5. โล่ห์แจ๋ง (แซ่เจิ้น) 6. โล่ห์ย่าง (แซ่ว่าง) 7. โล่ห์ฟูง (แซ่ฟุ้ง) 8. โล่ห์เจียว (แซ่เจียว) 9. โล่ห้ต้อง (แซ่ถาง) 10.โล่ห์รวย (แซ่รวย) 11. โล่ห์เจียง (แซ่จาง) 12. โล่ห์เหลย (แซ่ลี) สา หรับความหมายของแต่ละแซ่น้นัเป็นคา บญัญตัิเฉพาะไม่มีคา แปล แต่ในประเทศไทยขณะน้ีมีการสา รวจ พบ 12แซ่ บางแซ่ไม่ได้ปรากฎในเกียเซ็น ป็อง ดงัน้ี 1. โล่ห์เป้ียน (แซ่พ่าน) 2. โล่ห์เหลย (แซ่ลี) 3. โล่ห์ตงั่ (แซ่เติ๋น) 4. โล่ห์เจ๋ว (แซ่จ๋าว) 5. โล่ห์ล่อ (แซ่ล่อ) 6. โล่ห์ย่าง (แซ่ว่าง) 7. โล่ห์ปู๋ ง (แซ่ฟุ้ง) 8. โล่ห์จ้นั (แซ่ชิ่น) 9. โล่ห์เลี่ยว (แซ่เลี่ยว) 10. โล่ห์สว้าว 11. โล่ห์ตวั๋ะ (แซ่ตวั๊ะ) 12. โล่ห์ท่าว (แซ่ท่าว)


ประวัติศาสตร์ 6 วันหนึ่งตาอง (โล่งช้วน) นึกอยากจะกินเน้ือเลียงผาแต่ลูกหลานไปไร่กนัหมดตาองจึงไดอ้อกมายงัที่ หนา้ผาไล่เลียงผา เลียงผาจึงวิ่งเขา้ไปในถ้า ตาองก็ไล่ตามมา ส่วนเลียงผาเมื่อเขา้ไปในถ้า แลว้ก็รู้วา่มีคนกา ลงั ตามมาเมื่อตาองตามมาถึงปากถ้า ก็ทา เสียงข่มขู่เลียงผาจึงตกใจวิ่งออกมาและชนถูกตาอง (โล่งช้วน)ตกลง ไปในเหวและติดอยู่บนต้น “ตะจู้ง”(ต้นซ้อ) ที่หนา้ผาทา ใหต้วัไม่ตกลงไปถึงพ้ืน เมื่อลูกหลานกลบัมาจากทา ไร่ไม่เห็นตาอง จึงไดช้่วยกนัออกตามหาจนพบรอยเทา้ของตาองข้ึนไปบนหนา้ผาและเห็นตาองติดอยบู่น ต้นตะจู้งที่หน้าผา จึงไดใ้ห้คนวิ่งลงมาขอความช่วยเหลือจากแป้งฮู่ง แป้งฮู่งเมื่อรู้จึงไดถ้ามถึงสาเหตุการ ตายของตาองว่าตายได้อย่างไร? ลูก ๆ จึงเล่าใหฟ้ ังวา่ตายแลว้แต่ร่างกายไม่ถึงพ้ืนดินคาอยบู่นตน้ตะจูง้ ข้างล่างมีกอไผ่ 1 กอ รองรับไว้ แป้งฮู่งจึงบอกว่าถ้าสถานที่ตายเป็นอยา่งน้นัก็ใหเ้อาไมไ้ผน่้นัมาทา เป็น ขลุ่ย ตน้ตะจูง้ใหต้ดัเอามาเป็นโลงศพและถา้หากวิญญาณของตาองมีจริงคืนน้ีขอให้มีลมพายชุ่วยพดัใหต้น้ ตะจูง้โค่นลงมาเพื่อใหลู้กหลานไดน้า ร่างของตาองกลบัไปที่บา้นดว้ยและคืนน้นั ไดเ้กิดพายพุดัตน้ ตะจู้งโค่นลงมารุ่งเช้าลูกหลานจึงได้น าร่างของตาองกลับท าพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลไปให้ ตอนที่ตกลงมา น้นัมือขา้งหน่ึงของตาองไปเกาะตน้ ไมไ้ผต่น้หน่ึงไวแ้ละอีกขา้งหน่ึงก็ไปยนักบัอีกตน้หน่ึงไว้แป้งฮู่งจึง พูดต่อวา่ควรตดัตน้ ไผน่้ีมาทา เป็น “จ๋าว” (ไม้เสี่ยงทายใช้ในการประกอบพิธีกรรม) เพื่อที่จะน ามาเสี่ยง ทายว่า “โล่งช้วน” อยากอยู่ที่ไหนก็จะได้บอกให้ลูกหลานได้รับรู้ และให้เอาหนังเลียงผามาขึงท าเป็ นกลอง เพื่อมาเคาะตีในงานพิธีงานศพใหแ้ก่โล่งชว้น ในอดีตน้นัถา้เลยจากพ้ืนราบข้ึนไป 3 ชิ (3ฟุต) ถือว่าเป็ นของเผ่าเมี่ยนหากใครจะมาขับไล่ อพยพต้องหาไม้ไผ่จ านวน 3,000 ต้น ไม่มีข้อหรือปล้องและยุงทอดแห้งจ านวน 2 โอ่ง และน าหนังสือ ”เกีย เซ็น ป๊ อง” มาเป็ นหลักฐาน เมื่อเมี่ยนมีแค่ 12 แซ่เท่าน้นัซ่ึงถือวา่เป็นประชากรที่นอ้ยมากก็ไม่ตอ้ง เสียภาษีหรือส่งส่วยผลผลิตในแต่ละปี และเวลาจะข้ามทะเลหรือมหาสมุทรก็ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง (เก็บ ภาษี ) ซึ่งได้รับการยกเว้นเป็ นกรณีพิเศษ การแบ่งช่วงตามอายุขัย ในสมยัน้นัเทพองคท์ ี่ 4 หรืออิว่างทรงแบ่งอายุขัยของมนุษย์ไว้ 3 ช่วง 1. ช่วงแรกหรือ ”จ่างย่วน” น้นัมนุษยแ์ต่ละคนน้นัจะมีอายนุานถึง 3,864 ปี ผู้ชายที่ต้องการจะ แต่งงานหรือมีครอบครัว (สมยัน้นั ) ก็ต้องมีอายุ 354 ปีบริบูรณ์ส่วนผูห้ญิงน้นัจะตอ้งมีอายุ 300 ปี บริบูรณ์ เท่าน้นัเพราะถา้อายตุ่า กวา่ที่กา หนดไวท้้งัชายและหญิงจะถือวา่อายยุงัอ่อนอยยู่งัไม่สามารถที่จะมี ครอบครัวได้ 2. ต่อมาอิว่างทรงเห็นว่าอายุ 3,864 ปีน้นนานเกินไปจึงลดหย่อนลงมาอีก เป็ นช่วงอายุที่สองหรือ ั “จงย่วน” ทรงเปลี่ยนอายุขัยเป็ น 364 ปีและชายหญิงที่จะครองเรือนไดน้ ้นัตอ้งมีอายุครบ 100 ปี บริบูรณ์ เท่าน้นัเมื่อเสร็จช่วงที่สองแลว้ทรงเห็นวา่อายขุยัก็ยงัยาวนานไป


ประวัติศาสตร์ 7 3. จดัช่วงที่สามข้ึน หรือ“ห่าย่วน” ในช่วงน้ีมนุษยก์ ็มีอายขุยั 124 ปีท้งัชายและหญิงจะแต่งงาน หรือมีครอบครัวไดก้็ต่อเมื่อท้งัสองมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์เท่าน้นัเมื่อสิ้นอายขุองเทพองคท์ ี่ 4 หรืออิ วา่งแลว้ก็เกิดเทพองคใ์หม่ข้ึนชื่อ“เม่งจิ้ว” ทรงเปลี่ยนโลกมนุษยใ์หม่อีกคร้ังโดยเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “หมั่วะกิ๊ดนิ่นเกน” หมายถึงการเกิดสงครามโลก ซ่ึงเกิดจากมนุษยแ์ก่งแยง่กนัเป็นใหญ่ โลกมนุษยก์ ็เลย กลายเป็ นโลกธรรมดา ดังเช่นปัจจุบันไม่มีเทพ (เทวดา) มาคอยคุ้มครองหรือปกครองมนุษย์ แต่จะเป็ น มนุษย์ปกครองมนุษย์หรือที่เรียกว่า “พระมหากษัตริย์ปกครองลูกเมือง” หลงัจากน้นัก็เขา้สู่ 4. “ยุ่นมิ่น” หรือเริ่มแรกของสมยัที่ “เม่งจิ้ว” ทรงเปลี่ยนโลกและต้งัอายขุยัของมนุษยไ์วว้า่ “มนุษย์ จะมีอายุขัยเพียง 60 ปีเท่าน้นัชายจะมีครอบครัวไดก้็เมื่ออายุ 18 ปี บริบูรณ์ และหญิงจะมีครอบครัวได้ก็ เมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์เท่าน้นั ในปีน้ีก็ไดเ้กิดเหตุการณ์ที่เรียกวา่ “บยู้งซุ้ยอมิ๋ ” หรือน้า ท่วมโลก น้า ท่วม โลกในคร้ังน้นัทา ใหไ้ม่เหลือสิ่งมีชีวิตอยเู่ลย เหลือเพียงสองพี่นอ้ง พี่ชายชื่อ ฝุเฮ และนอ้งสาวชื่อ เจย้หมุ่ย ท้งัสองรู้สึกวา่ โลกน้ีช่างเงียบเหงาเหลือเกินไม่มีมนุษยอ์ยู่สักคนเลย ท้งัสองจึงช่วยกนัคิดวา่จะทา อยา่งไรจึง จะเกิดมนุษยอ์ยบู่นโลก ไดแ้ต่คิดอยา่งไรก็คิดไม่ออกจะใหท้ ้งัสองเป็นสามีภรรยากนัก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเป็ นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นน้นัแลว้ท้งัสองคนก็ตดัสินใจที่จะออกเดินทางเพื่อท่องโลกเผื่อว่าจะมีมนุษย์หลง เหลืออยบู่า้ง ท้งัสองจึงเดินทางไปเรื่อย ๆ จนเจอกบัเต่าตวัหน่ึงจึงไดถ้ามเจา้เต่าตวัน้นัวา่ “เจอคนบ้างไหม?” เจ้าเต่าก็ตอบว่า “ตนน้ันไม่เห็นมีมนุษย์เลยซักคน และบอกว่าตนน้ันได้ท่องมาทั่วโลกแล้วไม่เห็นมีจริง ๆ ”แต่ท้งัสองพี่นอ้งกไม่เชื่อและบอกกับเจ้าเต่าว่า ็ “เจ้านะขาก็สั้นเดินก็ช้า จะท่องมาทั่วโลกได้อย่างไร” เมื่อเจ้า เต่าเห็นวา่ท้งัสองไม่เชื่อก็บอกใหท้ ้งัสองใชไ้มเ้ทา้เหลก็ที่ใชเ้ดินทางมาดว้ยน้นัทุบตนเองออกเป็น 12 ส่วน แล้วเดินทางต่อไปถ้าเจอผู้คนแล้วละก็ไม่ต้องกลับมาต่อตนเองอีกแต่ถา้ไม่เจอผคู้นเลยท้งัสองจะตอ้งกลบัมา ต่อตนเองใหเ้หมือนเดิมอีก หลงัจากน้นัท้งัสองพี่นอ้งก็ออกเดินทางไปแสวงหาผคู้นเรื่อย ๆ จนกระทงั่ ไมเ้ทา้ เหล็กยาว 12 ศอก ส้ันจนเหลือแค่ 1 คืบเท่าน้นัท้งัสองจึงไดก้ลบัมายงัที่เดิมเพื่อต่อเจา้เต่าให้เหมือนเดิม อีกเมื่อต่อเสร็จเรียบร้อยแลว้เจา้เต่าก็บอกกบัท้งัสองวา่ “ท้ังสองคนจะต้องแต่งงานกนัเพื่อให้มีลูกหลานสืบ ทอดกันต่อไป” ท้งัสองจึงจา เป็นตอ้งเป็นสามีภรรยากนัจนกระทงั่เจย้หมุ่ยจ้งัครรภแ์ละก็คลอดออกมา ลูกที่เจย้ หมุ่ยคลอดออกมาน้นั ไม่ใช่คนแต่เป็นฟักเขียวมีอยคู่ ืนหน่ึงเจ้ยหมุ่ยก็ฝันเห็นเทพมาบอกว่าให้ผ่าฟักเขียวแล้ว เอาเมลด็หวา่นข้ึนบนดอย เอาเน้ือฟักเขียวหวา่นลงในที่ราบ ก็จะเกิดเป็นมนุษยข์้ึนมา รุ่งเชา้เจย้หมุ่ยจึงผา่ ฟักเขียวออกมาและไดบ้อกใหฝ้เุฮ เอาเมลด็ไปหวา่นข้ึนดอย เอาเน้ือฟักหวา่นลงที่ราบลุ่ม ในระหวา่งการ เดินทางน้นั ฝเุฮไดส้ะดุดกอ้นหินลม้ไปและไดล้ืมสิ่งที่เจย้หมุ่ยสั่งเมื่อไปถึงที่ไร่ก็นา เมลด็น้นัหวา่นลงที่ราบ และเอาเน้ือฟักหวา่นข้ึนบนดอย พอกลบัมาเจย้หมุ่ยถามและรู้วา่ ฝเุฮไดท้า สลบักบัที่ตนเองไดบ้อกไว้จึง ได้บอกให้ฝุเฮพูดอวยพร ฝุเฮจึงได้พูดว่า “คนบนดอยมีน้อยขอให้อยู่อย่างมีค่า คนที่ราบมีมากขอให้อยู่ อย่างไร้ค่า ฆ่าฟันกันเอง”


ประวัติศาสตร์ 8 5. จนถึงปี “เยี่ยนหมาว” ก็เกิดภัยแล้งอย่างหนักซึ่งเกิดนานถึง 2 ปี ผู้คนท าไร่ไม่ได้เลยในตลอด 2 ปีน้นัจึงทา ให้ผคู้นไม่มีขา้วที่จะกินก็เลยนา เอาฟากที่ใชมุ้งยงุ้ขา้วของตนเองมาตม้ ดื่มแทนข้าวเพราะ ต้นไม้ก็แห้งจนใบไม้ร่วงหมดจนกลายเป็ น“เดี๋ยงโคว คงาย” ต้นไม้แห้งจนติดไฟเอง ผู้คนจึงย้ายจากหนาน กิง (แหล่งกา เนิดของอิ้วเมี่ยน) ขา้มน้า ทะเลเพื่อยา้ยไปอยอู่ ีกเมืองโดยใชเ้รือลา ใหญ่ขา้มน้า เป็นเวลานานถึง 7 วัน 7 คืน แต่กระน้นัก็ยงัไปไม่ถึงฝั่งก็เกิดลมพายฝุนขนาดใหญ่ข้ึน ผูค้นในเรือเกรงวา่จะจมน้า ตายกนั หมดเรือจึง “โฮ้วเมี้ยน” หรือบนบานเทพเจา้หรือเหล่าเทวดาเพื่อใหคุ้ม้ครองผคู้นในเรือลา น้นัหลงัจาก “โฮ้ วเม้ียน” แล้ว 3 วนัพายฝุนก็สงบลง ทุกคนก็ถึงฝั่งอยา่งปลอดภยั โดยไปปักหลกัอยทู่ ี่จางตง และไปอยู่ ที่เชาเจียว ในตอนแรกทุกคนยงัไม่มีสัตวเ์ล้ียงจึงไปช่วยกนัล่าสัตว์(หมูป่ า) เพื่อมาแก้บน การเดินทางจากจีนสู่ประเทศไทย (รศ. เหยาซุ่นอัน ) ชาวเย้าเผ่าเมี่ยนเดิมมี 12 สกุล เส้นทางอพยพของสกุลใหญ่ ๆ จะรู้จากเส้นทางอพยพของชาวเย้า เผ่า “เมี่ยน” ท้งัหมด ในหนงัสือ“หนทางลงจากภูเขาของบรรพชน 12 สกุล” ที่ต าบลจงเหอเซียง อ าเภอ ปกครองตนเองชนชาติเยา้เจียงหวัมณฑลฮูหนาน เอกสารเก่าแก่น้ีบนัทึกไวว้า่ถิ่นเดิมของชาวเยา้อยทู่ ี่ “หนานไห่ผู เฉียวโถว” จากต านานชาวเย้าบางเผ่าที่อาศัยอยู่ตอนใต้ของทะเลสาบต้งถิงหู ก็มีเล่าว่า บรรพ ชนของพวกเขายา้ยมาจากผเูฉียวโถวแถบฝั่งเหนือของทะเลสาบตง้ถิงหูจึงพอสันนิษฐานไดว้า่ “หนานไห่” น่าจะหมายถึงทะเลสาบต้งถิงชาวเย้า 12 สกุลน้ีคงจะขา้มทะเลสาบอพยพลงมาสู่ภาคใต้ จากหนังสือ “ประวัติความเป็ นมาของบรรพชนสกุลตงั่ ” หนังสือ “ต้นตระกูลและความเป็ นมาของ สกุลตงั่ ” หนังสือเพลง “จดหมายจากไหหลา แต่เก่าก่อน” เหล่าน้ีเป็นหลกัฐานซ่ึงกนัและกนัสามารถจะ ลากเส้นแสดงทิศทางอพยพของชาวเยา้สกุลตงั่ออกไดด้งัน้ี เซียนเจียต้ง (ฮูหนาน)------------เล่อชาง (กวางตุ้ง)----------------อ าเภอเฮ่อเซี๋ยนในผิดเล่อฝู่ (กวางสี)-- ------------ฟูชวน(กวางสี)----------ลี่ฝู่ (กวางสี)-------------จาวผิง(กวางสี)-------------หลิ่วโจว (กวางสี)--------- ------ซันเจียงและหยงเซียน (กวางสี)-----------------หลอเฉิง(กวางสี)------------เทียนอ๋อ (กวางสี)------------- เถียนหลิน(กวางสี)---------------เหวินซัน (หยุนหนาน)-------------เหอโข (หยุนหนาน)-----------เวียดนาม----- -------ลาว------------ไทย สกุลตงั่เป็นสกุลใหญ่ในกลุ่มเยา้เผา่เมี่ยน เส้นทางอพยพของชาวเยา้สกุลตงั่จะแสดงเส้นทางอพยพ ของชาวเยา้เผา่เมี่ยนไดโ้ดยทวั่ ไป นอกจากน้ีแลว้จากบทเพลง “เจี๋ยวจุก๋อ” เป็นบทเพลงที่เขียนเช้ือเชิญใหค้นในสกุลเดียวกนัไปอยู่ ร่วมกนัที่เวียดนาม เน้ือเพลงมีวา่ “กลุ่มเมฆสีด าลอยฟ่องฟ้า ชนราชวงศ์ใหญ่ไปตังเกี๋ย


ประวัติศาสตร์ 9 ทางไปมีแต่เศร้าอาลัย ความเศร้าอาลยัใครรู้ถึง จับทางไปสู่ผิงเล่อฝู่เดินผ่านเซียงเจาถึงหลิ่วเจา ข้ามท่าที่หลิ่วเจา เรือใหญ่ถ่อไปไม่รู้เศร้า ผ่านอีกหนึ่งเจาสองอ าเภอ ผ่านเมืองไหลปิ งเมืองเซียนเจียง ข้ามท่าที่หลงหู่ไปถึงเถียนเจาไกลสุดแสน ผ่านเขตเถียนเจาเข้าป๋ อเล้อ เห็นถนนน้อยใหญ่ทันสมัย พอผ่านเขตกวางสี ผ่านแดนป่ออ้ายเห็นหยุนหนาน ทางเดียวเที่ยวไปถึงฟู่ชวน ถนนหมาตรอกไก่ถึงกาเจ ไปถึงโถวถางลู่ไคฝู่อยู่ตรงหน้า ผ่านตึกซีเมนต์ไปสามห้อง ผ่านหรดีใหญ่คือหรดีเล็ก พอถึงปากน ้าหรดี น ้าป่ าหลากหลายจนเต็มท่า กลุ่มเมฆสีด าลอยฟ่องฟ้า ต้ังหลกัอยู่ณ วั่นเหยียซัน” จากหนังสือส าคัญที่เรียกว่า “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” ซึ่งชาวเย้าแซ่จิวเก็บรักษาไว้ดูเส้นทางอพยพของ ชาวเย้าเผ่าเปี่ ยน “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กว้าซันปั่ง” หรือ “เกีย เซ็น ป๊ อง” เป็ นหนังสือ เดินทางขา้มเขตเขา เป็นเอกสารเก่าแก่ที่คุม้กนัสิทธิเสมอภาคของชาวเยา้ถือหนงัสือเดินทางน้ีติดตวัไวจ้ะ ไดร้ับการอนุมตัิจากขนุนางประจา ทอ้งถิ่นใหท้า การเพาะปลูกในเขตเขาไดต้ามใจชอบ ชาวเยา้จะอพยพไป ไหนก็ตอ้งติดหนงัสือสา คญัน้ีไปดว้ย ชาวเยา้เผา่เมี่ยนติดหนงัสือเดินทางน้ีอพยพจากฮูหนานไปกวางสีเขา้สู่ แดนหยุนหนานกุ้ยโจวแล้วก็อพยพต่อไปจนถึงประเทศเวียดนาม ลาว และประเทศไทย ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ ในหมู่ชนชาวเยา้เผา่เมี่ยนที่อาศยัอยตู่ามทอ้งถิ่นต่างกนัจะพบหนงัสือ “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” ที่มีเน้ือหา คล้ายกัน และลงวันเดือนปี เดียวกัน “ผิงหวงเชวี่ยนเตี๋ย” ลงปีรัชกาลจิ่งติ้งที่หน่ึง ซ่ึงตรงกบัค.ศ. 1260 ทางบกน้นัอพยพจากฮูหนานไปที่อา เภอล่อชาง มณฑลกวางตุง้แลว้ผา่นเขตเชาหลอต้ึง เข้าสู่ขุนเขาสิบหมื่น แล้วจึงอพยพต่อไปถึงประเทศเวียดนาม ลาว และประเทศไทย ทางน้า ตอ้งโดยสารเรืออออกจากฮกเก้ียนไปที่มงัเจ ชิงฮวั่ “ชาวเย้าเผ่าต้าป่ าน” บางถิ่น เรียกวา่บา้นกางเกงขาส้ัน หรือบา้นกางเกงทรงแคบ พวกเขานงั่เรือไปสู่มงัเจในเวียดนาม พร้อมกบัชาวเยา้ เผา่หลนัเต้ียน ที่ฝเูจ้ียนหรือฮกเก้ียน (หลนัเต้ียน หมายถึง สีคราม) ชาวเย้าเผ่าเปี่ ยนที่เรียกว่า เย้ากางเกง ทรงแคบและเยา้เผา่จิ่น น้นัขา้มทะเลจากกวางตุง้ไปถึงกวางอนัแลว้ยา้ยต่อไปสู่ทอ้งถิ่นต่าง ๆ ดงัที่กล่าว ข้างต้น


ประวัติศาสตร์ 10 ระยะเวลาที่อพยพและสาเหตุของการอพยพ หนังสือ “เหลยีงซู” บันทึกไว้ว่า สมัยราชวงศ์ใต้-เหนือ ในเขตหลิงหลิง มณฑลฮูหนานมีบรรพชน ชาวเย้าที่เรียกว่า “ม่อเย้า” อาศัยอยู่สมัยราชวงศ์สุ่ย ก็ปรากฏว่ามีพวก “ม่อเย้า”กระจายกันอยู่ในเขตเหนือของ กวางตุ้ง และเขตเหนือของกุ้ยหลิน มาถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง ที่กวางสี เขต 5 อ าเภอในงเจียงฝู่ เชื่อมติดกับเขต แดนของชาวเยา้อา เภอเหล่าน้ีคือ ชิงอนัหลิงชวน หลิงกุย้อ้ีหนิง และกู่เซี่ยน ชาวเยา้ในกวางตุง้น้นั นอกจากพวกที่อาศยัอยใู่นเหลียนโจวและสาวโจวแลว้ลว้นอพยพไปอยเู่กาโจวเหลยโจว ฮวั่โจว และเต๋อชิงโจว จนถึงสมัยราชวงศ์หยวน ชาวเย้ากระจายกันอยู่ตามเขตจังหวัดและส่วนมากในกวางสี กวางตุ้งแล้ว มีชาวเย้าจ านวนหนึ่งอพยพเข้าไปในหยุ่นหนาน ชาวเย้าอพยพเข้ากุ้ยโจวในสมัยราชวงศ์หมิง ราวศตวรรษที่ 15-16 ชาวเย้าเผ่าเปี่ ยนอพยพเข้าสู่ภาคเหนือของเวียดนามและอพยพเข้าไปในไทย ในราวร้อยปีมาน้ีเอง การอพยพเข้ามาในประเทศไทย 1. กลุ่มเชียงราย-น่าน เป็นที่เชื่อกนัวา่กลุ่มน้ีเป็นกลุ่มแรกที่ยา้ยถิ่นเขา้มาอยใู่นประเทศไทย นักวิชาการส่วนใหญ่มักจะอ้างตาม ดร.ชอบ คชาอนนัต์ที่กล่าววา่นายจนั่ควน แซ่เติ๋น เป็นผนู้า ชาวเขา เผ่า เมี่ยนกลุ่มแรกเข้ามาอยู่ในประเทศไทย (ชอบ, 2512 หน้า 1) และนับถึงปี พ.ศ. 2543 เป็ นเวลา 163 ปี มาแลว้แต่จากหนงัสือบนัทึกการโยกยา้ยของ นายเจ้ียมจนั๋แซ่จ๋าว กล่าววา่นายเวิ่นเฟย แซ่ลีซ่ึงเป็นตา ของตนได้ย้ายเข้ามาอยู่ในจังหวัดน่านเมื่อปี 1854 เมื่อเข้ามาอยู่ได้ 1 ปีจึงส่งข่าวให้นายจนั่ควน แซ่เติ๋น ทราบ นายจนควน จึงได้ติดต่อกับเจ้าเมืองน่านขอเข้ามาท ามาหากินในเขตจังหวัดน่านตอนเหนือสันดอยจิ ั่ ดอยน้า โมง ดอยผาชา้งนอ้ย ดอยผาจิดอยผาลม (ในเขตจังหวัดพะเยาปัจจุบัน) ตลอดไปจนถึงขนุน้า ลาว เชียงค า เทิง เชียงของ (เขตอ าเภอเชียงค า เทิง และเชียงของ จังหวัดเชียงราย) โดยต้องเสียค่าบรรณาการเป็ น เงินและของป่ามากมายและไดม้ีการตกลงกนัเป็นลายลกัษณ์อกัษรดว้ย ต่อมา นายจนั่ควน แซ่เติ๋น ก็ไดร้ับ การแต่งต้งัจากเจา้เมืองน่านใหเ้ป็นพญาคีรีศรีสมบตัิ ปกครองเมี่ยนในเขตพ้ืนที่ดงักล่าว โดยมีศูนยก์ลาง อยู่ที่ดอยผาช้างน้อย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวนัออกของอา เภอปง จงัหวดัพะเยาในปัจจุบนั ปกครองอยทู่ ี่น้นั ได้ ประมาณ 41 ปีจึงยา้ยมาต้งัหมู่บา้นที่ดอยภูลงักา เมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่าน ส่วนใหญ่จะเป็นเมี่ยนแซ่เติ๋น รองลงมามีแซ่พ่าน, แซ่ฟุ้ง จากการศึกษา หนังสือ “โช้ว โต้ว” ซึ่งเป็ นหนังสือบันทึกที่ฝังศพของบรรพบุรุษของชาวบ้านและจากค าบอกเล่าของผู้ อาวุโส พบว่า เมื่อ 15 รุ่นที่ผา่นมาน้นัเมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่มีถิ่นฐานอยใู่นมณฑลกวางสีประเทศจีน และได้ท ามาหากินในที่ต่าง ๆ ของมณฑลกวางสีประมาณ 3-6 รุ่น ต่อจากน้นั ไดย้า้ยมาทา มาหากินอยใู่นที่ ต่าง ๆ ของมณฑลยูนานประมาณ 2-6 รุ่น แลว้จึงยา้ยถิ่นเขา้มาในประเทศเวียตนามและประเทศลาว ส่วน


ประวัติศาสตร์ 11 ใหญ่จะยา้ยถิ่นผา่นประเทศเวียตนาม แต่อยทู่า มาหากินในเวียตนามไม่นานนกัจากน้นัก็ยา้ยเขา้สู่ประเทศ ลาว และอยู่ท ามาหากินในประเทศลาวประมาณ 4-6 รุ่น เมี่ยนกลุ่มน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยเมื่อ ประมาณ 4-5 รุ่นที่ผา่นมา โดยยา้ยถิ่นเขา้มาตามเส้นทางต่าง ๆ โดยเริ่มเขา้มาทางเหนือของจงัหวดัน่าน ก่อน ตลอดแนวชายแดนไทย-ลาว ถึงเขตอา เภอเชียงของ จวัหวดัเชียงราย ในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนกลุ่มน้ี กระจายตัวอยู่ในเขตอ าเภอแม่จัน (บางหมู่บ้าน) อ าเภอเชียงค า อ าเภอเชียงของ อ าเภอเทิง จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา (เกือบทุกหมู่บ้าน) เขตอ าเภองาว จังหวัดล าปาง (บางหมู่บ้าน) อ าเภอคลองลาน จังหวัด ก าแพงเพชร (บางหมู่บ้าน) อ าเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (บางหมู่บ้าน) ลักษณะการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีแตกต่างกบักลุ่มอื่น ๆ คือ ผหู้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะใชผ้า้สีแดงมดั ผมก่อนแลว้จึงใชผ้า้โพกหวัพนัรอบ ๆ หวัตามแนวนอน ส่วนปลายผา้โพกหวัท้งัสองขา้งน้นัจะเสียบต้งัข้ึน มาคลา้ยหูกระต่าย ส่วนกางเกงของผหู้ญิงน้นัจะนิยมใชไ้หมสีแดงปักลายประดิษฐ์มากกวา่สีอื่น จึงท าให้ มองเห็นลายปักประดิษฐ์บนกางเกงน้นัเป็นสีแดงเด่นสะดุดตา 2. กลุ่มดอยอ่างขาง จากคา บอกเล่าของ นายจนั่ควร แซ่เติ๋น คนที่อยอู่า เภอเทิง ซ่ึงเป็นญาติของ พญาคีรีศรีสมบตัิกล่าววา่เคยไดย้นิพ่อของตนบอกวา่ก่อนหนา้ที่พญาคีรีศรีสมบตัิไดย้า้ยถิ่นเขา้มาอยในู่ ประเทศไทยสักเลก็นอ้ยน้นันายเยา่เฟย แซ่เติ๋น หรือ เพ้ียฝาง ไดน้า เมี่ยนกลุ่มหน่ึงยา้ยถิ่นเขา้มาใน ประเทศไทยทางอา เภอเชียงของ จงัหวดัเชียงราย จากน้นั ไดเ้คลื่อนยา้ยไปต้งัถิ่นฐานในบริเวณดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ นายจ้อยโจว แซ่พ่าน ยืนยันว่าตนเองก็เคยได้ฟัง นายรามัน แซ่พ่าน (อดีตผู้ใหญ่บ้านคน แรกของบ้านปางควาย อ าเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่) เล่าวา่นายเยา่เฟย แซ่เติ๋น นายอุ่งหวา่ง แซ่พ่าน (บิดา ของนายรามัน) ไดย้า้ยถิ่นมาจากประเทศลาวผา่นทางอา เภอเชียงของพร้อมกนัแต่นายเยา่เฟย แซ่เติ๋น ได้ น าเมี่ยนจา นวนหน่ึงไปต้งัถิ่นฐานบริเวณดอยหมากหินกอง ประเทศพม่า (ส่วนนายอุ่งหวา่ง น้นั ไดน้า เมี่ย นอีกกลุ่มหน่ึงมาต้งัถิ่นฐานในบริเวณดอยอ่างขาง ต่อมาเมี่ยนที่อยใู่นเขตประเทศพม่าก็ไดย้า้ยถิ่นกลบัมาอยู่ ในบริเวณดอยอ่างขาง นอกจากน้ีแลว้นายแซ่งเอี๋ยน แซ่พ่าน ก็ไดกล่าวว่า บรรพบุรุษของตนเคยอยู่ใน ้ บริเวณดอยอ่างขางมาแล้วประมาณ 3 รุ่น หรืออย่างน้อย 120 ปี และมีเมี่ยนบางส่วนเคยอยู่ในเขต ประเทศพม่ามาก่อน จากขอ้มูลเหล่าน้ีพอที่จะสรุปไดว้า่เมี่ยนกลุ่มดอยอ่างขางน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศ ทางอ าเภอเชียงของในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับเมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่าน คือประมาณ 132 ปี เมื่อ พ.ศ. 2512 และไดเ้ริ่มต้งัถิ่นฐานในบริเวณดอยอ่างขางและบริเวณใกลเ้คียงท้งัในเขตประเทศไทยและประเทศ พม่า ( พ.ศ. 2380) จากน้นัเมี่ยนกลุ่มน้ีก็ไดเ้คลื่อนยา้ยกระจายตวัไปยงับริเวณหว้ยชมภูดอยผาล้งัดอยยาว จงัหวดัเชียงราย ในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนกลุ่มน้ีกระจายตวัอยใู่นบริเวณอา เภอฝาง อา เภอแม่อาย จงัหวดัเชียงใหม่ อ าเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และบ้านหนองแว่น อ าเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแซ่พ่าน แซ่จ๋าว แซ่เติ๋น ลกัษณะการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ี แตกต่างกนักลุ่มแรก คือ ผหู้ญิงจะโพกหวัพนัไขวก้นัเก็บชายผา้ท้งัสองดา้นและมีลายปักดอกเป็นดอก ใหญ่ที่ผา้โพกหัว ส่วนกางเกงผหู้ญิงน้นัจะใชไ้หมสีต่างๆ ปักลวดลายสลบักนัไม่เนน้ สีใดสีหน่ึงเหมือนกบั


ประวัติศาสตร์ 12 กลุ่มแรกที่ใช้สีแดงมากกว่าสีอื่น สา หรับการเคลื่อนยา้ยของเมี่ยนกลุ่มน้ีก่อนเขา้สู่ประเทศไทยน้นั ไม่ สามารถจะคน้ควา้ได้เพราะส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใหค้วามสา คญัแก่หนงัสือโชว้ โตว้ (หนังสือบันทึกที่ฝังศพ ของบรรพบุรุษ) และมีส่วนน้อยที่สามารถอ่านและเขียนภาษาจีนได้ 3. กลุ่มเชียงรายตอนบน เมี่ยนกลุ่มน้ีไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยคร้ังแรก เมื่อประมาณ 107 ปี ที่ แล้วมา โดยนายหว่านเซ็ง แซ่จ๋าว ได้น าเมี่ยนปะมาณ 60 ครอบครัวเขา้มาต้งัถิ่นฐานอยใู่นบริเวณบา้น น้า คา และหว้ยกวา้ง เขตอา เภอเชียงแสน จงัหวดัเชียงราย และบริเวณดอยหลวง เขตอา เภอเชียงของ จงัหวดัเชียงราย ซ่ึงเป็นเขตแดนติดต่อกบับริเวณน้า คา และหว้ยกวา้ง ต่อมาในปีพ.ศ. 2488 หรือ 74 ปี มาแล้ว นายเล่าหลู่ฟิ น แซ่พ่าน ได้น าเมี่ยนประมาณ 160 หลงัคาเรือนยา้ยถิ่นเขา้มาต้งัถิ่นฐานที่บา้นเล่า สิบ บ้านผาเดื่อ และบ้านเลาชีก๋วย เขตอ าเภอแม่จัน จงัหวดัเชียงราย เมี่ยนท้งัสองกลุ่มดงักล่าวน้ีต่างก็ยา้ย ถิ่นมาจากบริเวณน้า เกิง และน้า คา แขวงหว้ยทราย ประเทศลาว เมื่อไดต้้งัถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณ ดงักล่าวแลว้ก็มีเมี่ยนบางส่วน ยา้ยไปอยทู่ ี่อื่นในปัจจุบนัน้ีเมี่ยนกลุ่มน้ีไดต้้งัหมู่บา้นกระจายอยในเขตู่ อ าเภอแม่จัน (เกือบทุกหมู่บ้าน) เขตอ าเภอเชียงแสน (บางหมู่บ้าน) จังหวัดเชียงราย เขตอ าเภอวังเหนือ (บ้านผาช่อ )(บางหมู่บ้าน) อ าเภองาว (บ้านบ่อสี่เหลี่ยม) (บางหมู่บ้าน ) จังหวัดล าปาง เขตอ าเภอคลองลาน (บ้านคลองเตย) (เกือบทุกหมู่บ้าน) จังหวัดก าแพงเพชร และเขตอ าเภอพบพระจังหวัดตาก เมี่ยนกลุ่มเชียงรายตอนบนน้ีส่วนใหญ่เป็นเมี่ยนแซ่ลีแซ่จ๋าว แซ่พ่าน แซ่ฟุ้ง แซ่วา่ง และแซ่เติ๋น ตามลา ดบัส่วนการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีมีลกัษณะคลา้ยกบัเมี่ยนกลุ่มดอยอ่างขาง จากหนงัสือ“โช้ว โต้ว” ของเมี่ยนกลุ่มน้ีบางคน และจากคา บอกเล่าของ นายซานก๋วย และจากการศึกษาของ Peter Kandre พบว่า เมื่อ 12 รุ่นคนที่ผา่นมาเมี่ยนกลุ่มน้ียงัมีถิ่นฐานอยใู่นมณฑลกวางตุง้ซ่ึงแสดงวา่เมี่ยนก ลุ่มน้ีไดย้า้ยถิ่นออกจากมณฑลกวางตุง้หลงัจากเมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่าน ประมาณ 3 รุ่น จากมณฑล กวางตุง้ไดย้า้ยถิ่นเขา้สู่มณฑลกวางสีมณฑลยนูาน และเขา้สู่ประเทศลาว และไทย แต่มีบางกลุ่มที่ยา้ยถิ่น จากมณฑลยนูานเขา้สู่ประเทศพม่า ลาว และประเทศไทยตามลา ดบัมีบางกลุ่มที่ยา้ยถิ่นจากประเทศลาว เข้าสู่ประเทศพม่า แล้วย้ายกลับเข้าสู่ประเทศลาวก่อนจึงเคลื่อนยา้ยเขา้สู่ประเทศไทย 4. กลุ่มผู้หนีภัยสงคราม เมี่ยนกลุ่มน้ีเป็นเมี่ยนที่ยา้ยถิ่นเขา้มาเป็นกลุ่มสุดทา้ยหลงัจากที่สงคราม ในประเทศเวียตนามและประเทศลาวได้ยุติลง เมี่ยนผู้หนีภัยสงครามกลุ่มที่ใหญ่สุดมีประมาณ 80 กว่า หลังคาเรือน ซึ่งได้อพยพมาและเขา้มาต้งัถิ่นฐานอยทู่ ี่บา้นหว้ยขนุบง ต.ปงน้อย อ.แม่จัน จ.เชียงราย ต าบลตาฟาง อ.เมืองสิงห์แขวงน้า ทา ประเทศลาว เมี่ยนกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นเมี่ยนแซ่จ๋าว จากหนงัสือ โชว้ โตว้ของเมี่ยนบางคน พบวา่เมื่อ 15 รุ่นที่ผา่นมา เมี่ยนกลุ่มน้ีมีถิ่นฐานและทา มาหากินอยใู่นมณฑลกวางตุง้จากน้นั ไดย้า้ยเขา้สู่มณฑลยนูาน และไดเ้ขา้สู่ประเทศลาวก่อนที่จะอพยพล้ีภยัเขา้สู่ประเทศไทย จากขอ้มูลพอสันนิษฐานไดว้า่เมี่ยนกลุ่มน้ี ไดย้า้ยถิ่นออกจากมณฑลกวางตุง้ภายหลงัเมี่ยนกลุ่มเชียงราย-น่านและกลุ่มเชียงรายตอนบน และไม่เคยมี ถิ่นฐานอยใู่นประเทศเวียตนามและประเทศพม่ามาก่อน


ประวัติศาสตร์ 13 ลกัษณะการแต่งกายของเมี่ยนกลุ่มน้ีแตกต่างกบัเมี่ยน 3 กลุ่มแรก คือ ผหู้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะโพก หวัเหมือนกบัเมี่ยนกลุ่มดอยอ่างขางและกลุ่มเชียงรายตอนบน แต่ที่ผา้โพกหวัผหู้ญิงของเมี่ยนกลุ่มน้ีจะมี ลายปักดอกเลก็ๆ และที่กางเกงของผหู้ญิงเมี่ยนกลุ่มน้ีจะใชไ้หมสีเขียวปักลายประดิษฐ์มากกวา่สีอื่น ๆ นอกจากที่บ้านห้วยขุนบงแล้ว ยังมีเมี่ยนอพยพหนีภัยสงครามจากที่ต่าง ๆ ในประเทศลาวเข้ามาอยู่ กับญาติพี่น้องของตนในหมู่บ้านต่าง ๆ ในประเทศไทยอีก และมีบางส่วนที่เดินทางไปอาศัยอยู่ใน ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, แคนาดา,ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2503 Mr.Gordon Young (1961 หน้า 58) ส ารวจพบว่า มีหมู่บ้านเมี่ยนเพียง 74 หมู่บ้าน ประชากร 10,200 คน ต้งัหมู่บา้นกระจดักระจายตวัอยใู่นภาคเหนือของจงัหวดัน่าน ภาค ตะวันออกของจังหวัดเชียงราย (ซึ่งรวมเขตจังหวัดพะเยาในปัจจุบัน) และอ าเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขอ้มูลคร้ังสุดทา้ยที่สถาบนัวิจยัชาวเขารวบรวมไวป้ี2531 (สถาบันวิจัยชาวเขา, 2531) มีหมู่บ้านชาวเขา ท้งัหมด 204 หมู่บ้าน จ านวน 4,814 หลังคาเรือน ประชากร 36,140 คน อาศัยอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ เรียง ตามลา ดบั ประชากรไดด้งัน้ีเชียงราย, น่าน, พะเยา, ล าปาง, ก าแพงเพชร, สุโขทัย, เชียงใหม่, ตากและ เพชรบูรณ์จากขอ้มูลดงักล่าวน้ีจะเห็นไดว้า่เมี่ยนไดม้ีการยา้ยถิ่นไปต้งัหมู่บา้นใหม่ข้ึนหลายหมู่บา้นใน หลายจังหวัด ปัจจัยที่ท าให้เมี่ยนในประเทศไทยย้ายถิ่นพอสรุปได้ดังนี้คือ 1. ที่ท ากิน การยา้ยถิ่นเขา้สู่ประเทศไทยคร้ังแรกของเมี่ยนกลุ่มต่าง ๆน้นัจะเลือกต้งัถิ่นฐานทา มา หากินตามไหล่เขาที่มีความสูงจากระดบัน้า ทะเลประมาณ 1,000-1,500 เมตร ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่เหมาะแก่การ ปลูกฝิ่น (กรมประชาสงเคราะห์, 2509 หน้า 19) ท้งัน้ีเพราะเมี่ยนถือวา่ ฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจที่สา คญั ส่วนพืชอาหารน้นัเมี่ยนจะปลูกขา้ว ขา้วโพด และพืชผกัสวนครัวไวบ้ริโภค การปลูกพืชตามไหล่เขาน้ีทา ให้เกิดการไหลชะหน้าดินได้ง่ายซึ่งท าให้ดินหมดความอุดมสมบูรณ์ได้เร็ว ไร่ข้าวแปลงหนึ่ง ๆ ใช้ปลูก ได้ผลไม่เกินระยะ 2-3 ปี เมื่อดินหมดความอุดมสมบูรณ์และปลูกข้าวไม่ได้ผล เมี่ยนก็จะหาที่ปลูกข้าว แห่งใหม่ โดยจะทิ้งไร่เดิมใหพ้กัตวัเพื่อใหฟ้้ืนฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินข้ึนมาใหม่ตามธรรมชาติส่วนฝิ่น น้นั ในแปลงหน่ึง ๆ อาจปลูกไดน้านระหวา่ง 8-10 ปี และในบางแห่งปลูกได้นานถึง 20 ปี โดยผลผลิต มิได้ลดลง (กรมประชาสงเคราะห์, 2509 หน้า 19) ดงัน้นัเมี่ยนในบางพ้ืนที่จะยา้ยเฉพาะพ้ืนที่ปลูกขา้ว หากที่ปลูกขา้วไม่ไกลจากหมู่บา้นนกัก็ยงัคงต้งัหมู่บา้นอยทู่ ี่เดิม และนิยมที่จะสร้างบา้นชวั่คราวเป็น หมู่บ้าน เล็ก ๆ ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับไร่ข้าว เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะกลับมาอยู่ในหมู่บ้านหลักตามเดิม ใน ปัจจุบนัน้ีเมี่ยนก็ยงัคงนิยมที่จะปลูกบา้นชวั่คราวไวใ้นบริเวณที่ใกลเ้คียงกบัที่เพาะปลูก ในช่วงก่อนปีพ.ศ. 2510 มีหมู่บา้นเมี่ยนหลายแห่งที่ต้งัอยใู่ นที่แห่งเดียวกันติดต่อกันมาเป็ นเวลานานดังเช่น - บ้านภูลังกา (ต. ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ) ต้งัอยนู่าน 41 ปี


ประวัติศาสตร์ 14 - บ้านสวนยาหลวง (ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา) ต้งัอยนู่าน 35 ปี - บ้านปางแก (อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ) ต้งัอยนู่าน 45 ปี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดินในบริเวณหมู่บ้านหมดความอุดมสมบูรณ์ลงแล้ว เมี่ยนก็มักจะเคลื่อนย้าย ไปอยแู่ห่งใหม่ซ่ึงการยา้ยน้ีอาจทา ไม่พร้อมกนัท้งัหมู่บา้น อาจยา้ยเฉพาะผทู้ี่ไม่มีที่ทา มาหากินคร้ังละหลงั สองหลงัคาเรือน หรือยา้ยไปกนัเป็นกลุ่มญาติพี่นอ้ง บางคร้ังก็อาจย้ายไปสมทบกับหมู่บ้านอื่น หรืออาจ ยา้ยไปหาที่ต้งัหมู่บา้นในที่แห่งใหม่แบบยกกนัไปท้งัหมู่บา้น Gordon ( 1961 หรเ 59) กล่าววา่เมี่ยนต้งั หมู่บ้านและท ามาหากินในแต่ละแห่งประมาณ 10-15 ปี ในปัจจุบนัน้ีมีการยา้ยถิ่นเนื่องจากปัจจยัดา้นที่ทา กินก็ยังมีอยู่ ดังจะเห็นได้ว่า จากการส ารวจความต้องการและปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขา ปี พ.ศ. 2526 พบวา่ ประชากรชาวเขาเผา่เมี่ยนที่ยา้ยถิ่นร้อยละ 46.9 น้นัมีสาเหตุเนื่องจากตอ้งการหาที่ทา กิน แห่งใหม่ (ส านักงานสถิติแห่งชาติ, 2526 หน้า 20) ดงัน้นัพอสรุปไดว้า่ ปัญหาที่ท ากินเป็ นปัจจัยที่ส าคัญ ทา ใหเ้มี่ยนตอ้งยา้ยถิ่น 2. หนีภัยการสู้รบ การยา้ยถิ่นของเมี่ยนคร้ังสา คญัเกิดข้ึนหลงัปีพ.ศ. 2510 เมื่อมีการก่อการร้าย และการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในพ้ืนที่ต่าง ๆ ตามแนวชายแดนไทย-ลาว ซึ่งท าให้หมู่บ้านเมี่ยนในบริ เวณที่มีการสู้รบกนัตอ้งยา้ยถิ่นเพื่อหนีภยัผกู้่อการร้ายคอมมิวนิสต์ หมู่บ้านย้ายถิ่นเพื่อหนีภัยการสู้รบเท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้ ล าดับ ชื่อหมู่บ้าน ที่ตั้ง หมู่บ้านที่ต้ังใหม่ 1. บ้านภูลังกา อ.ปง จ.พะเยา บ้านปางค่า อ.ปง จ.พะเยา 2. บ้านผาบ่อง อ.ปง จ.พะเยา บ้านน้า ตม้อ.ปง จ.พะเยา 3. บา้นน้า เก๊าะหลวง อ.ปง จ.พะเยา บ้านขุนบง อ.แม่จัน จ.เชียงราย บ้านขุนแหง อ.งาว จ.ล าปาง บ้านแม่แมะ อ.งาว จ.ล าปาง 4. บ้านผาลม อ.ปง จ.พะเยา บ้านห้วยคอกหมู อ.ปง จ.พะเยา 5. บ้านสวนยาหลวง อ.ปง จ.พะเยา บ้านขุนแหง อ.งาว จ.ล าปาง บ้านห้วยกอก อ.ปง จ.พะเยา บ้านห้วยโป่ ง อ.งาว จ.ล าปาง 6. บ้านดอยวาว อ.ปง จ.พะเยา บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน 7. บา้นน้า กาด อ.ปง จ.พะเยา บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน บา้นน้า โคง้อ.เมือง จ.น่าน บา้นน้า งาว อ.เมือง จ.น่าน


ประวัติศาสตร์ 15 8. บา้นน้า ลกัอ.ปง จ.พะเยา บ้านนาไร่หลวง อ.ท่าวังผา จ.น่าน 9. บ้านเช็งเม้ง (แซ่งเม้ง) อ.เทิง จ.เชียงราย บา้นหว้ยน้า เยน็อ.เชียงแสน จ.เชียงราย บ้านใหม่ร่มเย็น อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านใหม่ยางฮอม อ.เทิง จ.เชียงราย บ้านป่ าไร่หลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 10. บ้านเกียมเจียว อ.เทิง จ.เชียงราย บา้นหว้ยน้า เยน็อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 11. บ้านผาแดง อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านใหม่ร่มเย็น อ.เชียงค า จ.พะเยา 12. บา้นตน้ผ้ึง อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านใหม่ร่มเย็น อ.เชียงค า จ.พะเยา 13. บ้านหนองฮะ อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านใหม่ร่มเย็น อ.เชียงค า จ.พะเยา 14. บ้านต้นฮอง อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านห้วยขุนบง อ.แม่จัน จ.เชียงราย 15. บา้นน้า เก๊าะ อ.เชียงค า จ.พะเยา บ้านห้วยขุนบง อ.แม่จัน จ.เชียงราย 16. บ้านผารุก อ.ปง จ.พะเยา บา้นน้า แป่งอ.ท่าวังผา จ.น่าน บ้านจอมแวขวน อ.คลองลาน จ.ก าแพงเพชร บ้านผาช่อ อ.วังเหนือ จ.ล าปาง บ้านผาแดง อ.แม่ใจ จ.พะเยา 17. บ้านห้วยสะนาว อ.ปัว จ.น่าน บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน 18. บ้านปางแก อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน 19. บา้นขนุน้า งอบ อ.ปัว จ.น่าน บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน 20. บ้านภูคา อ.ปัว จ.น่าน บ้านป่ ากลาง อ.ปัว จ.น่าน 21. บ้านห้วยทรายเหนือ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก บ้านขุนแหง อ.งาว จ.ล าปาง 22. บ้านห้วยทรายใต้ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก บ้านขุนแหง อ.งาว จ.ล าปาง การตั้งหลักแหล่งในประเทศไทย หมู่บา้นของเมี่ยนส่วนมากจะต้งัอยบู่นที่สูง กระจายอยทู่ วไปทางตอนเหนือของประเทศไทย ใน ั่ เขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ล าปาง น่าน และไกลออกไปอีกในเขต จังหวัดสุโขทัย ก าแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ (ปัจจุบันเมี่ยนที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้อพยพไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว) จ านวนประชากรทั้งหมดที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย


ประวัติศาสตร์ 16 พื้นที่/จังหวัด หมู่บ้าน พรบ. จ านวน กลุ่มบ้าน จ านวน หลังคาเรือน จ านวน ชาย จ านวน หญิง จ านวน ประชากรรวม จังหวัดก าแพงเพชร อ าเภอเมือง 0 1 44 212 226 438 อ าเภอคลองขลุง 0 1 8 25 29 54 อ าเภอคลองลาน 7 4 431 1,534 1,567 3,101 กิ่งอ. ปางศิลาทอง 1 1 78 233 233 466 รวม 8 7 561 2,004 2,055 4,059 จังหวัดเชียงราย อ าเภอเมือง 7 5 591 1,706 1,654 3,360 อ าเภอเชียงของ 1 0 17 49 52 101 อ าเภอเชียงแสน 5 1 360 1,352 1,262 2,614 อ าเภอเทิง 1 1 10 28 29 57 อ าเภอพาน 2 1 27 101 71 172 อ าเภอแม่จัน 5 5 432 1,252 1,210 2,462 อ าเภอแม่สรวย 7 12 218 625 590 1215 อ าเภอเวียงป่ าเป้า 1 0 1 10 2 12 อ าเภอเวียงชัย 1 0 52 200 175 375 อ าเภอพญาเม็งราย 1 0 34 98 97 195 อา เภอเวียงแก่น 5 2 326 1,168 1,139 2,307 อ าเภอแม่ฟ้าหลวง 2 0 156 523 582 1,105 กิ่งอ. ดอยหลวง 1 1 265 778 910 1,188 กิ่งอ. เชียงรุ้ง 0 1 55 184 180 364 รวม 39 29 2,544 8,074 7,953 16,027 จังหวัดเชียงใหม่ อ าเภอฝาง 1 2 196 742 706 1,448 อ าเภอแม่แจ่ม 0 1 0 0 0 5 อ าเภอแม่แตง 0 1 22 57 62 119 อ าเภอแม่ริม 1 0 6 30 30 60 อ าเภอแม่อาย 0 1 10 29 29 58


ประวัติศาสตร์ 17 อ าเภอสะเมิง 1 0 1 1 2 3 รวม 3 5 235 859 829 1,688 จังหวัดตาก อ าเภอพบพระ 1 0 64 207 194 401 รวม 1 0 64 207 194 401 จังหวัดสุโขทัย อ าเภอศรีสัชนาลัย 0 5 95 408 377 785 รวม 0 5 95 408 377 785 จังหวัดพะเยา อ าเภอเมือง 0 2 70 270 256 526 อ าเภอแม่ใจ 2 1 64 262 228 490 อ าเภอดอกค าใต้ 0 1 47 187 162 349 อ าเภอปง 9 7 485 1,531 1,521 3,052 อ าเภอเชียงค า 4 7 349 1,159 1,146 2305 อ าเภอเชียงม่วน 2 1 182 515 512 1,027 กิ่งอ. ภูซาง 0 1 18 45 57 102 รวม 17 20 1,215 3,969 3,882 7,851 จังหวัดล าปาง อ าเภอเมือง 0 1 52 111 107 218 อ าเภองาว 3 13 507 1,707 1,689 3,396 อ าเภอแจ้ห่ม 3 1 62 195 195 390 อ าเภอวังเหนือ 1 3 171 524 531 1,055 อ าเภอเมืองปาน 0 1 23 51 49 100 รวม 7 19 815 2,588 2,571 5,159 จังหวัดน่าน อ าเภอเมือง 8 5 456 3,220 2,921 6,141 อ าเภอทุ่งช้าง 6 3 321 1,461 1,415 2,876 อ าเภอปัว 2 0 118 466 478 944 อ าเภอเวียงสา 1 3 84 403 346 749 อ าเภอสองแคว 6 0 2,998 794 800 1,594


ประวัติศาสตร์ 18 รวม 23 11 3,977 6,344 5,960 12,304 จังหวัดเพชรบูรณ์ อ าเภอเขาค้อ 0 1 14 41 42 83 รวม 0 1 14 41 42 83 รวมทั้งหมด 98 97 9,501 24,494 23,863 48,357 ที่มา : ทา เนียบชุมชนบนพ้ืนที่สูง 20 จังหวัดในประเทศไทย ปี 2540 หน้า 38-40 กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม หมายเหตุ: ปัจจุบันเมี่ยนที่อาศัยอยู่เพชรบูรณ์ได้อพยพไปอยู่ที่อื่นเกือบหมดแล้ว


ระบบโครงสร้าง 19 บทที่ 2 ระบบทางโครงสร้าง โครงสร้างทางสังคม ชุมชนของเมี่ยนในอดีตน้นัเป็นชุมชนพ่ึงตนเองค่อนขา้งสูง ท้งัในดา้นการดา รงชีวิตและการ จดัการ ภายในชุมชน ในชุมชนก็จะมีตา แหน่งหรือฝ่ายต่าง ๆ ที่มีความสา คญัและเอ้ือต่อการจดัการใน ชุมชนน้นัตา แหน่งหรือฝ่ายต่าง ๆ ในชุมชนของเมี่ยนพอจะสรุปไดด้งัน้ี 1.ผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน ในชุมชนของเมี่ยนจะมีผู้ปกครองหรือหัวหน้าหมู่บ้าน 1คน หวัหนา้บา้นน้ีอาจไดร้ับการแต่งต้งัจากทาง ราชการหรืออาจไม่ไดร้ับการแต่งต้งัจากทางราชการ โดยทวั่ ไปหวัหนา้หมู่บา้นมกัจะเป็ นบุคคลที่มาจากกลุ่ม แซ่สกุลที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บา้น หรืออาจเป็นผนู้า ในการอพยพมาต้งัหมู่บา้นแห่งใหม่ซ่ึงจะทา หนา้ที่ดูแล ทุกขส์ุขของชาวบา้นและเป็นผไู้กล่เกลี่ยคดีหรือขอ้ผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนภายในชุมชน และระหวา่ง ชุมชน ภาษาเมี่ยนเรียกว่า “ต้าวเมี่ยน” “ล่างโก๋” หรือ “ล่างเจี้ยว” จะเป็ นผู้ที่มีความเสียสละและมีชื่อเสียง ในชุมชนน้นัๆ 2.กลุ่มผู้อาวุโส เป็ นกลุ่มที่มีความส าคัญในหมู่บ้านมาก โดยเฉพาะในด้านการปกครองและดูแลหมู่บ้าน ซึ่งจะ ท างานร่วมกับหัวหน้าหมู่บ้านเวลามีปัญหาหรือคดีความต่าง ๆ เพราะเมี่ยนนับถือและยกย่องผู้อาวุโส ว่า เป็ นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์และผ่านโลกมามากกว่า ดังค า เปรียบเปรยของเมี่ยนที่ว่า “ปัว เต้า โฮ่ว แซง ต๋องตุ๊เหยียด เต้า เมี่ยนโก๋ ปัว เต้า เมี่ยนโก๋ต๋องตุ๊เหยียด เต้า เจีย้ว” หมายถึง คนหนุ่ม 3 คน เทียบเท่ากบัคนแก่ 1 คน คนแก่ 3 คน เทียบเท่ากับผู้ปกครอง 1คน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความส าคัญของ กลุ่มผู้อาวุโสในชุมชนได้ชัดเจนเป็ นอย่างดี 3.ผู้ประกอบพธิีกรรม ซ่ึงโดยทวั่ ไปเรียกวา่ภาษาเมี่ยนเรียกวา่ “ซิบ เม้ียน เมี่ยน” (อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม) จะเป็ นผู้ ที่มีบทบาทและไดร้ับความนบัถือในสังคมเมี่ยนมาก เมี่ยนเชื่อวา่ ในโลกน้ีมีท้งัสิ่งที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติ และนอกเหนือธรรมชาติสิ่งที่อยนู่อกเหนือธรรมชาติเมี่ยนเรียกวา่ “ผี” ซ่ึงจะมีท้งัผีดีและผีร้าย ผีหรือ วิญญาณดี จะช่วยเหลือปกป้องคุม้ครองมนุษยไ์ด้ ส่วนผีร้ายจะทา ใหเ้กิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาข้ึน ดงัน้นั เพื่อให้มนุษย์มีความสุขความเจริญรุ่งเรือง เมี่ยนจึงต้องติดต่อกับผีหรือวิญญาณดีให้ช่วยปกป้องคุ้มครองตน และควบคุมผีร้ายไม่ใหท้า อนัตราย หรือก่อใหเ้กิดสิ่งที่ไม่ดีแก่มนุษย์เมี่ยนจึงต้องมีอาจารย์ผู้ประกอบ พิธีกรรมเป็นผปู้ระกอบพิธีดงักล่าว ผทู้ี่จะเป็นผปู้ระกอบพิธีกรรมไดน้ ้นัจะตอ้งเรียนรู้ตวัหนงัสือภาษาจีน ซ่ึงอ่านออกเสียงเป็นภาษาเมี่ยนใหไ้ดก้่อน เพราะเมี่ยนจะใชอ้กัษรจีนเป็นตวัเขียนของเผา่ ในการบนัทึก เรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตประจา วนัและใชป้ระกอบพิธีกรรม ท้งัการเขียนและการสวด อาจารยผ์ ปู้ระกอบ พิธีกรรมจะต้องเป็ นผู้ที่เคยผ่านพิธี “กว๋าตัง” (บวช) ซึ่งถือว่าเป็ นคนที่มีบุญบารมีมากกว่าคนธรรมดา


ระบบโครงสร้าง 20 อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมจะแบ่งออกเป็ นสองประเภท 1. อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมที่ท าพิธีไดเ้ฉพาะในโลกเท่าน้นั (ห่า จ๋าย เมี้ยน) ซึ่งจะท าพิธีเล็ก ๆ ได้เช่น สู่ขวัญ สะเดาะเคราะห์ ฯลฯ 2. อาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรมที่สามารถประกอบพิธีไดท้ ้งัในโลกและนอกโลก (จ่าง จ๋าย เมี้ยน) หรือ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมใหญ่ (โจ๋วย ไซ อง) ซึ่งจะประกอบพิธีกรรมที่ใหญ่ ๆ ได้ เช่น พิธีงานศพ เป็ นต้น ในหมู่บา้นหน่ึงอาจจะมีอาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรมไดห้ลายคน ข้ึนอยกู่บัความสามารถและความ สนใจของคนในชุมชนน้นัๆ 4.ช่างตีเหล็ก สังคมของเมี่ยนเป็ นสังคมเกษตรกรรม วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการท ามาหากิน เช่น จอบ เสียม มีด ขวาน ส่วนมากจะซ้ือเหลก็มาจากในเมืองแลว้นา มาใหช้ ่างตีเหลก็เป็นคนทา ให้เพราะอุปกรณ์ บางอยา่งมีลกัษณะเฉพาะไม่เหมือนกบัพ้ืนราบ ดงัน้นัช่างตีเหลก็จึงมีความสา คญัมากโดยเฉพาะในดา้นการ ทา อุปกรณ์การเกษตร ตา แหน่งช่างตีเหลก็น้ีส่วนใหญ่จะสืบทอดกันในสายตระกูล แต่ก็มีการถ่ายทอดให้กับ บุคคลภายนอกที่สนใจ 5.ช่างเงิน ในสังคมเมี่ยน เงินเป็นทรัพยส์ินที่มีค่ามาก เพราะเงินนอกจากจะใชเ้ป็นตวัแลกเปลี่ยนสิ่งของ การปรับไหมแลว้ยงันา มาทา เป็นเครื่องประดบัต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องประดบัของสตรีมีท้งัแหวน ก าไล ต่างหูและสร้อยคอต่าง ๆ ซึ่งช่างเงินในหมู่บ้านจะเป็ นคนท าให้ แต่ละอย่างก็จะมีวิธีการท าที่ละเอียด ประณีต และสลักลวดลายที่งดงาม ช่างเงินจึงเป็ นต าแหน่งที่มีความส าคัญอีกต าแหน่งหนึ่งในด้าน ศิลปะหตัถกรรมในสังคมของเมี่ยน ตา แหน่งช่างเงินน้ีส่วนใหญ่จะมีการสืบทอดในสายตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีการถ่ายทอดให้แก่ผสู้นใจทวั่ ไปเหมือนกนั 6. หมอยาสมุนไพร หมอสมุนไพร หรือ “เดียไซ” จะเป็ นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพฤกศาสตร์ และการใช้สมุนไพรในการ รักษาผปู้่วยเป็นพิเศษ มีท้งัผหู้ญิงและผชู้าย แต่หมอสมุนไพรบางคนเก่งในการรักษาโรคเฉพาะดา้นเท่าน้นั ในชุมชนหน่ึงจะมีหมอยาสมุนไพรหลายคน แต่ที่เก่ง ๆ หรือมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของคนทวั่ ไปจะมีไม่มาก นักประมาณ 1-2 คน หมอสมุนไพรจะมีสองประเภท คือ ประเภทที่ถ่ายทอดตามสายตระกูลกับอีกประเภท ที่ไปขอเรียนมา (เปี๊ ยด) โดยไปศึกษาจากหมอยาที่มีชื่อเสียง


ระบบโครงสร้าง 21 ตัวอย่างยาสมุนไพร ประเภทยาสมุนไพร ชื่อยาสมุนไพร สรรพคุณ รักษาโรคเกี่ยวกับสตรี 1. ปวงเดียต๋ม 2. ฮู่งเตี๋ยจย่าม 3. อินติ๋ว 4. โซยง 5. ออ้หลุนเม้ีย - รักษาอาการบวม คันตามร่างกายของสตรีหลัง คลอด -แก้อาการตกขาว -แก้ไอ, ปวดท้อง, ใช้อาบหลังคลอด - ป้องกันการแท้งลูก - รักษาอาการร้อนใน, ปวดท้องน้อยและปี กมดลูก รักษาโรคกระดูก, เอ็น กลา้มเน้ือ 1. เบ๊าะม้วยเดีย 2. โต้มจ้างปวง 3. อู้จ่าพี่ -แกอ้าการฟกซ้า , กระดูกหัก, ข้อเคล็ด - รักษาอาการเป็ นตะคริว - รักษากระดูกหัก รักษาโรคเกี่ยวกับระบบ ทางเดินอาหาร 1. เมยเน้ียว, เมยเจียะ 2. เด้ียงตอนร่วง 3. ป้างเดีย - รักษาโรคนิ่ว, ปัสสาวะขัด - รักษาโรคกระเพาะอาหาร -แก้อาการท้องแข็ง, ม้ามใหญ่ 7. หมอต าแย หมอต าแยกับหมอยาสมุนไพรอาจจะเป็ นบุคคลคนเดียวกัน เพราะในสังคมเมี่ยนให้ความส าคัญกับ การดูแลแม่และเด็กหลังคลอด ผู้ที่จะเป็ นหมอต าแยได้ต้องเป็ นผู้ที่มีความรู้ในด้านการใช้สมุนไพรและ สามารถดูแลหญิงหลังคลอดและเด็กได้อย่างปลอดภัย เมื่อหญิงเจ็บท้องคลอดลูก ถึงก าหนดคลอด จะเอาผ้าคาดเอวของเมี่ยนมามัดกับขื่อ แล้วให้หญิง ที่จะคลอดลูกจบัผา้มดัเอวน้ีไว้หา้มนอน ตอ้งนงั่เชื่อกนัวา่ถา้นอนจะคลอดลูกไม่ออก จะมีคนช่วยพยงุ ข้างหลัง 1 คน หมอต าแยจะเอาผ้ารองไว้ เช่น ผ้าห่ม หรือฟางข้าว รองไว้ส าหรับทารกออกมา จะรอให้ เด็กออกมาท้งัตวัหมดตา แยจะดึงรกมาวดัใหย้าว จากสะดือลงมาถึงหัวเข่าทารก จะเอาด้ายมามัดที่รกใกล้ ๆ กบัสะดือ แลว้ใชเ้ปลือกไมไ้ผต่ดัตรงที่วดัยาวถึงหวัเข่า ถา้มีสิ่งสกปรกอยใู่นปากตอ้งลว้งใหอ้อกมาให้ หมด ถ้าทารกร้องไม่อออกให้รูดสายสะดือจากทางรกที่ติดแม่มาหาตัวเด็ก จะท าให้เด็กร้องออก หลังจาก น้นัจะเอาน้า อุ่นช่วยเด็กอาบน้า หลงัจากที่ทารกออกแลว้จะตม้ไข่ไก่กบัพริกไทยใหแ้ม่เด็กกิน หลงัจากกิน ไข่แลว้จะกินเปี๊ยะปุ่งแจ ไก่ตวัน้ีหา้มเชือดคอ ใหใ้ชเ้ชือกรัดคอไก่เวลาทา ความสะอาดก็หา้มลว้งปากไก่ ถา้ลว้งจะทา ใหเ้ด็กกินนมแลว้อว้กออกมาหมด เวลาตม้จะสับไก่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ตม้ผสมกบัยาสมุนไพร เน้ือ ไก่จะใหส้ตรีหลงัคลอดกิน ส่วนคอ หวั ปีก จะใหผ้ ปู้ระกอบอาหารกิน ไก่ตวัน้ีจะกินไดเ้ฉพาะสตรีหลงั คลอดและผปู้ระกอบอาหารเท่าน้นัก่อนรับประทานอาหารจะมีการเชิญหมอผีมาเพื่อทา พิธีเพื่อบอกกล่าวผี


ระบบโครงสร้าง 22 บรรพบุรุษที่เป็นหญิง ให้รับรู้วา่ขณะน้ีไดส้มาชิกใหม่เพิ่มยงัไม่ไดท้ ิมเมี่ยนคู้ (การท าพิธีเพื่อแจ้งให้บรรพ บุรุษทราบวา่มีสมาชิกใหม่เพิ่มและ ขอใหช้ ่วยดูแลคุม้ครองดว้ย) เมี่ยนมีความเชื่อกันว่า ถ้าหากได้ลูกแฝดชาย - หญิง ถือกนัวา่ท้งัสองคนเป็นเน้ือคู่กนัมา ตอ้งแบ่ง ลูกสาวใหค้นอื่นรับไปเล้ียงดูเมื่อเติบโตเป็นผใู้หญ่จะตอ้งใหเ้ขาท้งัสองไดแ้ต่งงานกนัหากไม่เป็นเช่นน้นั จะทา ใหเ้กิดเรื่องที่ไม่ดีข้ึนกบัพี่นอ้งท้งัสองคนน้ีคนใดคนหน่ึง ต าแหน่งอื่น ๆ ในพิธีที่ส าคัญ พิธีบวชใหญ่ (โต่ไซ) 1. โซวปิ้ว มีหน้าที่เขียนหนังสือที่ใช้ในพิธี 2. จีจิ๋ว มีหน้าที่บริหารจัดการควบคุมพิธี 3. เยี่ยนโต่ว มีหน้าที่แนะน า, สั่งสอน, ถ่ายทอดสู่ลูกศิษย์ 4. เจ้ยยุ่นไซ มีหน้าที่คิด, ควบคุม, ค านวณการใช้กระดาษ 5. ปู้เจ๊ มีหนา้ที่ควบคุมข้นัตอน “โจ๋วด้าง” 6. เจ๋งเม่ง มีหน้าที่ผู้ให้พร 7. เจียบฮยาง(จิ๊บฮูง) มีหน้าที่รับธูปจาก “ไซก๋อ” ไปปักที่ “ฮู่งโล่ว” และท าหน้าที่ในพิธีการควบคุม ธูป 8. โจ้งต้าน มีหน้าที่เผา “เจ้ียมดอย, “โฮ่วจุน” (ดินกี่) ให้ไซก๋อจัง 9. จ้อยต้าน มีหน้าที่เผา “เจ้ยมดอย, “โฮ่วจุน” (ดินกี่) ให้ไซก๋อจัง 10. ชุยติ มีหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียงโดยเฉพาะปี่ 11. กู้ล่อ มีหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียงโดยเฉพาะกลอง 12. จยา้เจ้ียว มีหนา้ที่ควบคุมเรื่องน้า ชา, เหล้า 13. ไซก๋อ คือ ผู้เข้าบวชหรือลูกศิษย์ 14. แกะด้างตอน คือ ตัวแทนฝ่ ายชาย (โสด) ท าความเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ 15. แกะด้างเซียะ คือ ตัวแทนฝ่ ายหญิง (หญิงสาวบริสุทธิ์) ท าความเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ 16. เจ้ียมเจยกู๋ คือ ผู้ท าหน้าที่ควบคุมอาหารเจ พิธีบวชเล็ก (กว๋าตัง) 1. เหาะตงไซ มีหนา้ที่ควบคุมงานและการจดัการภายในงานท้งัหมด 2. เหาะเหียงไซ มีหน้าที่เป็ นคนน าและสอนในการให้พรไซก๋อ (ผู้เข้าบวช) 3. คอยฮย๋าวไซ มีหน้าที่เป็ นคนน าคนแรกในการสอนและให้พรไซก๋อ (ผู้เข้าบวช)


ระบบโครงสร้าง 23 พิธีแต่งงาน ชิ่งซุย้ (ฝ่ ายชาย) ประธานในงาน มีหน้าที่ควบคุมและดูแลงานในบ้านฝ่ ายชาย ชุ่ยติ มีหน้าที่ควบคุมเครื่องดนตรี โจว้เมี่ยนจงั่ มีหน้าที่ควบคุมการท าอาหารและการเสิร์ฟอาหาร แขะล่องมีหน้าที่แบกและขนสัมภาระให้เจ้าสาว เบี๋ยนล่อง มีหน้าที่ท าหน้าที่เป็ นเพื่อนเจ้าชาย, รินน้า ชา, ให้บุหรี่ เซี่ยงล่าง คือ เจ้าบ่าว ติ้วเฟย มีหน้าที่ควบคุมการรับไหว้ของแขกที่มาร่วมงาน (มีเฉพาะงานแต่งงานใหญ่เท่าน้นั ) โจ้วเมี่ยนเซียะ มีหน้าที่ควบคุมการท าอาหาร, นึ่งข้าว มุ่ยเมี่ยน (ฝ่ ายหญิง)ประธานในงานจะเป็ นตัวแทนมาส่งเจ้าสาว เบี๋ยนญ่าง ท าหน้าที่เป็ นเพื่อนเจ้าสาว คนแรกจะกางร่มให้เจ้าสาว คนที่สองจะจูงมือเจ้าสาว เซี่ยงบ๋วง คือ เจ้าสาว พิธีงานศพ 1. ผู้ตายผ่านพิธีบวชใหญ่ (โต่วไซ) 1.1โต้มไซ ท าหน้าที่เผาและส่งวิญญาณ 1.2จิ่วแปงไซ ทา หนา้ที่เช็คทหารหรือองครักษข์องผตู้าย (จะได้ทหารตอนท าพิธีบวช) 1.3 ฆอยตา้นไซ ทา หนา้ที่ควบคุมและนา ข้นัตอนจุน้แปงไซต่าง ๆ 2. ผู้ตายผ่านพิธีบวชเล็ก (กว๋าตัง) 2.1ฝูงม่องไซ ท าหน้าที่เผาและส่งวิญญาณ (เชวโต่วไซ) 2.2 ฆอยต้านไซ ท าหน้าที่น าและควบคุมข้นัตอนต่าง ๆ 2.3จุน้แปงไซ ทา หนา้ที่นา และควบคุมข้นัตอนต่าง ๆ 3. ผู้ตายไม่ผ่านการบวช 3.1 พิธีใหญ่ เหมือน ข้อ2 3.2 พิธีเลก็เรียกวา่เสียงเม้ียน


ระบบโครงสร้าง 24 ระบบการปกครอง ด้วยทัศนะคติที่นิยมความเป็ นอิสระของเมี่ยน กอรปกับการอยู่แบบกระจัดกระจาย เป็ นผลให้ ระเบียบการปกครองตามแบบเดิมก่อนที่จะใชร้ะบบจากส่วนกลางของรัฐ จะมีลกัษณะยดืหยนุ่เขา้จะไม่มี ผู้น าที่มีอ านาจสูงสุด จะมีเพียงกลุ่มผู้น า ไม่ปรากฏว่ามีพันธะทางการเมืองในระหว่างหมู่บ้านเย้า แต่ละ หมู่บา้นจะปกครองดูแลตนเอง ไม่ข้ึนอยกู่บัหมู่บา้นอื่น กลุ่มผู้น าของเมี่ยน จะถูกเลือกจากคนในหมู่บ้าน โดยผนู้า จะตอ้งเป็นบุคคลที่พวกเขานบัถือ มีความรู้ความสามารถ ซ่ึงมกัจะไดแ้ก่ผูอ้าวุโสของสายตระกูล และอาจารยผ์ ปู้ระกอบพิธีกรรม เป็นตน้การปกครองจะไปตามกฏจารีตประเพณีซ่ึงมีท้งัขอ้ควรปฏิบตัิ และบทลงโทษ การตัดสินคดีความ การตดัสินคดีความน้ีเมื่อมีผกู้ระทา ผิดจะมีการตดัสินคดีความกนัที่บา้นของผใู้หญ่บา้นหรือกา นนั โดยคู่กรณีจะมาแจง้ใหท้างกา นนัทราบล่วงหนา้ก่อนวา่จะมาตดัสินคดีความกนัเมื่อไหร่เมื่อถึงวนันดั หมาย ทางก านันจะเชิญอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้อาวุโส และคณะกรรมการในหมู่บ้านมาร่วมเป็ น พยาน คู่กรณีท้งัสองฝ่ายจะตอ้งเชิญผใู้หญ่บา้นของตนเองมาร่วมดว้ย และท้งัสองฝ่ายจะตอ้งเตรียมไก่มา ฝ่ ายละ 1 ตวัเหลา้เงินต้งัแต่ 100 บาทข้ึนไป เมื่อท้งัสองฝ่ายมาถึงแลว้ก็จะฆ่าไก่และเตรียมประกอบ อาหาร น าไปวางไว้บนโต๊ะ พร้อมเงิน และเหลา้ท้งัสองฝ่ายจะเริ่มเล่าเรื่องราวบาดหมางใหแ้ก่ คณะกรรมการฟังการตดัสินจะใชเ้สียงส่วนใหญ่เมื่อคดีสิ้นสุดแลว้ท้งัสองฝ่ายสามารถยอมรับการตดัสิน ของคณะกรรมการได้ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะท าพิธีเชิญผีบรรพบุรุษลงมาช่วยดูและรับฟังร่วมเป็ น พยานใหก้บัการตดัสินคดีความคร้ังน้ีและใหค้า มนั่สัญญาวา่ต่อไปน้ีจะมีกรณีเช่นน้ีเกิดข้ึนอีกหลงัจากน้นัทุก คนจึงสามารถลงมือรับประทานอาหารและร่วมดื่มเหล้าได้ ในกรณีที่ไม่สามารถตัดสินคดีความให้เสร็จ ภายในวนัน้นัอาหารที่อยู่บนโต๊ะตดัสินคดีความจะไม่สามารถรับประทานได้จะตอ้งเททิ้งให้หมด และ ในรุ่งข้ึนตดัสินคดีความต่อ ก็ค่อยนา ไก่มาประกอบอาหารใหม่เงินที่นา มา ท้งัสองฝ่ายจะวางเป็นจา นวน เท่าไหร่ก็ได้ต้งัแต่ 100 บาทข้ึนไป อาจจะไม่เท่ากนัแต่หากฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะคดีความและวางเงินนอ้ย กว่า หรือมากกว่าฝ่ ายที่แพค้ดีความจะตอ้งวางเงินเป็นจา นวนเท่ากบัฝ่ายที่ชนะคดีความ และเงินจา นวนน้ี จะถูกแบ่งใหเ้ป็นค่าสินน้า ใจใหแ้ก่คณะกรรมการที่มาร่วมตดัสินคดีความ หากคดีความไหนที่ไม่สามารถจะ ตดัสินคดีสิ้นสุดที่บา้นของกา นนั ได้จะถูกส่งไปใหท้างการช่วยตดัสิน ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นคดีความที่ใหญ่ เช่น การปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ คณะกรรมการตัดสินคดีความ 1. ก านัน 2. ผู้ช่วยสารวัตร


ระบบโครงสร้าง 25 3. ผู้ทรงคุณวุฒิหรือตัวแทนผู้อาวุโส 4. อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรม 5. ผู้ใหญ่บ้านของเจ้าทุกข์ 6. พยานหรือบุคคลอื่น ๆ หากการตดัสินคดีไดส้ิ้นสุดลงแลว้ยงัมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดข้ึนกบัท้งัสองฝ่าย ก็จะตอ้งกลบัมาบา้นกา นนั ใหม่ โดยน าหมูน้อยมาด้วย 1 ตัว เพื่อขอให้ก านันช่วยหาอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมมาท าพิธีเพื่อให้ตัด ขาดจากเรื่องราวที่ไม่ดีท้งัหลาย ระบบครอบครัว ครอบครัวของเมี่ยนน้นั ส่วนมากจะเป็ นครอบครัวขยาย คือ มีคู่สมรสในครอบครัวหลายคู่ เช่น ปู่- ย่า พ่อ-แม่ ลูกชาย-ลูกสะใภ้และหากครอบครัวใดมีลูกชายหลายคน ก็อาจจะมีคู่สมรสมากข้ึน สมาชิกใน ครอบครัวก็อาจจะมีต้งัแต่2-20 คน ซึ่งประกอบด้วย ปู่ ย่า บิดา มารดา ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกสาวที่ยังไม่ แต่งงาน หลาน (ลูกของลูกชาย) ในครอบครัวก็จะมีหัวหน้าครอบครัว ทุกคนจะต้องเคารพเชื่อฟังหัวหน้า ครอบครัว และแต่ละคนในครอบครัวก็จะเคารพกนัตามศกัด์ิใหค้วามเคารพแก่ผอู้าวุโส การนบัญาติจะ เกิดข้ึนทางฝ่ายชาย เมื่อผู้ชายเมี่ยนแต่งงานจะนิยมน าภรรยาของตนมาอยู่กับฝ่ ายพ่อแม่ของตนเอง ผู้อาวุโสฝ่ ายชายจะ เป็ นผู้น าครอบครัว และมีอ านาจสูงสุดในบ้าน ยกเว้นเฉพาะเรื่องงานครัวซึ่งเป็ นหน้าที่ของฝ่ ายหญิง ส่วน ในเรื่องอื่น ๆ แมว้า่ผอู้าวุโสชายจะเป็นผตู้ดัสินใจ แต่ก่อนการตดัสินใจ มกัจะมีการปรึกษาหารือกบัสมาชิก ในบ้าน คือ บุตรชายคนโต และภรรยาก่อน สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะแบ่งงานกันท า กล่าวคือ พ่อจะมีหน้าที่หลักในการรับผิดชอบต่อ ครอบครัว คือการตัดสินใจว่า จะท าอะไรเพื่อให้ได้เงินมา เช่น การเลือกที่ที่จะปลูก และจะปลูกพืชชนิด ใด รวมท้งัการติดต่อคา้ขายดว้ย ฝ่ายแม่จะรับผิดชอบงานในครัวเรือน เช่น การเตรียมอาหารและประกอบ อาหาร ทา ความสะอาดบา้นซกัลา้งเส้ือผา้, การจดัหาเส้ือผา้ใหส้มาชิกของครอบครัว, ดูแลการใช้จ่ายของ ครอบครัว แต่ผู้ชายมีอ านาจในการตัดสินใจที่จะใช้จ่ายเงินมากกว่าผู้หญิง เพราะสังคมเมี่ยนถือว่าผู้ชายมี ความรู้และประสบการณ์มากกว่า, การอบรมเล้ียงดูบุตร, การรักษาพยาบาลดูแลบุตรหรือการเจ็บป่ วย เล็กน้อย ของสมาชิก สตรีเมี่ยนจะมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมากกว่าผู้ชายและจะปลูกสมุนไพรไว้ใช้เอง, การเล้ียงสัตวเ์ล้ียงและยงัตอ้งทา งานในไร่, สวน หรือนา ร่วมกับฝ่ ายชายด้วย ส่วนลูก ๆ ก็จะมีหน้าที่ ช่วยเหลือ พ่อ แม่ ในงานต่าง ๆ เช่น เล้ียงนอ้ย. เล้ียงหมู, ไก่, วัว, ควาย ฯลฯ เก็บผัก ตัดฟื น เป็ นต้น ผู้หญิงเมี่ยนจะท างานหนัก พอมีเวลาว่างก็จะปักผ้า ส าหรับใส่เอง หรือขายเป็ นรายได้พิเศษ มักจะไม่ค่อย เห็นผู้หญิงเมี่ยนว่างเลย


ระบบโครงสร้าง 26 เมี่ยนใหค้วามนบัถือและสืบเช้ือสายทางฝ่ายชาย โดยลูกจะใชแ้ซ่ตามพ่อและถือวิญญาณบรรพ บุรุษของพ่อ ชาวเมี่ยนมีอิสระในการเลือกคู่ครอง นิยมที่จะแต่งงานกับคนในกลุ่ม (Endogamy) ชายและ หญิงที่ใช้แซ่เดียวกันแต่อยู่คนละกลุ่มเครือญาติย่อย สามารถแต่งงานกันได้ โครงสร้างทางครอบครัว ระบบเครือญาติ 1. ตระกูลเผ่าของเมี่ยนในประเทศไทย 1.1 แซ่พ่าน (โล่ห์เป้ียนเมี่ยน) 1.2 แซ่ลี (โล่ห์เหลยเมี่ยน) 1.3 แซ่จ๋าว (โล่ห์เจ๋วเมี่ยน) 1.4 แซ่ต้งั, เติ๋น, เต็น เติน (โล่ห์ตงั่เมี่ยน) 1.5 แซ่ล่อ (โล่ห์ล่อเมี่ยน) 1.6 แซ่ว่าง (โล่ห์ย่างเมี่ยน) 1.7 แซ่ฟุ้ง (โล่ห์ปู๋ งเมี่ยน) 1.8 แซ่เฉิน, แซ่ฉิ่น (โล่ห์จนั่เมี่ยน) 1.9 แซ่เล้ียว (โล่ห์เลี่ยวเมี่ยน) 1.10แซ่ล่วย (โล่ห์ล่วยเมี่ยน) 1.11แซ่ตวั๊ะ (โล่ห์ตวั๊ะเมี่ยน) 1.12 แซ่ท่าว (โล่ห์ท่าวเมี่ยน) 2. การเรียงล าดับญาติและการเรียกชื่อ 2.1การเรียกล าดับญาติในตระกูล ล าดับที่ 1 องถายแงะ + กู๋ถายแงะ ล าดับที่ 2 องถาย + กู๋ถาย ล าดับที่ 3 อง + กู๋ (ปู่,ย่า) ล าดับที่ 4 ตาอง + ตากู๋ (ตา,ยาย) ล าดับที่ 5 เตีย, แต + มา (พ่อ,แม่) จุดนับเริ่มตน้เอีย + เอ้า (ตัวเราเอง, เมีย) ล าดับที่ 6 ตอน + เซี๊ยะ (ลูกชาย, ลูกสาว) ล าดับที่ 7 ฟุน (หลาน) ล าดับที่ 8 ฟะ (เหลน)


ระบบโครงสร้าง 27 2.2 กรณีสามี เรียกญาติของฝ่ ายภรรยา ปู่ ของเมีย เรียกว่า อง ย่าของเมีย “ กู๋ ตาของเมีย “ ตาอง ยายของเมีย “ ตากู๋ พ่อของเมีย “ เตีย แม่ของเมีย “ มา พี่ชายของเมีย “ โต้มเหนา พี่สะใภ้ของเมีย “ โต้มเมี่ยง พี่เขยของเมีย “ ป้วย น้องชายของเมีย “ เหนา น้องสาวของเมีย “ เจยี๋ย 2.3 กรณีภรรยาเรียกชื่อญาติทางฝ่ ายสามี ปู่ ของสามี เรียกว่า อง ย่าของสามี เรียกว่า กู๋ ตาของสามี เรียกว่า ตาอง ยายของสามี เรียกว่า ตากู๋ พ่อของสามี เรียกว่า เตีย แม่ของสามี เรียกว่า มา พี่ชายของสามี เรียกว่า แป๊ ะ เมียพี่ชายของสามี เรียกว่า จ้วั พี่สาวของสามี เรียกว่า โกว พี่เขยของสามี เรียกว่า เจยี๋ย น้องชายของสามี เรียกว่า เหนา/เหยียว เมียน้องชายของสามี เรียกว่า เจยี๋ย น้องสาวของสามีเรียกว่า หมวั่ สามีของน้องสาวสามี เรียกว่า เจยี๋ย สามีของพี่สาวสามี เรียกว่า เจยี๋ย พี่สาวของพ่อสามี เรียกว่า หมวั่กู๋, หมวั่หม่า พี่ชายของพ่อสามี เรียกว่า แป๊ ะเตี๋ย


ระบบโครงสร้าง 28 เมียของพี่ชายพ่อสามี เรียกว่า จ้วัหม่า ในแต่ละตระกูลจะมีรุ่นของตระกูล บางตระกูลมี 4 รุ่น บางตระกูลก็มีถึง 5 รุ่น การนับรุ่นจะ นบัต้งัแต่รุ่นแรกไปเรื่อย ๆ จนครบ 4 หรือ 5 รุ่น (ข้ึนอยกู่บัแต่ละตระกูล) แล้วก็จะเวียนกลับมานับที่รุ่น แรกใหม่เวียนไปเช่นน้ีเรื่อย ๆ หากตอ้งการทราบวา่คน ๆ น้นัเป็นญาติหรือไม่ก็ตอ้งทราบก่อนวา่มาจาก ตระกูลไหน เมื่อทราบวา่มาจากตระกูลเดียวกนัน้นัก็หมายความวา่เป็นญาติกนัก็มกัจะถามต่อเพื่อให้ ทราบว่ามาจากตระกูลไหน เมื่อทราบวา่มาจากตระกูลเดียวกนัน้นัก็หมายความวา่เป็นญาติกนัก็มกัจะถาม ต่อเพื่อใหท้ราบวา่เป็นลูกของใคร การถามเช่นน้ีจะทา ใหท้ราบวา่เป็นรุ่นไหน และเป็นญาติกนัอยา่งไร จะ เรียกกันแบบไหน เช่น เป็ นปู่ ลุง ป้า อา หลาน หรือรุ่นเดียวกัน ตัวอย่างวิธีการนับฟ่านปุ่ย(สมเกียรติ จ าลอง) 1. แซ่เติ๋น (แซ่ตั้ง) 1.1โล่ห์ตั่งซุย เป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยของตระกูลเติ๋นที่ใชข้องหมกัดองเป็นส่วนหน่ึงของเครื่องเซ่นไหวท้ี่ใชใ้น พิธีโจ๋วดา้ง กลุ่มเครือญาติยอ่ยเติ๋นตงั่ซุยสามารถทา พิธีโจ๋วด้างได้เลย โดยไม่จ าเป็ นที่จะต้องมีบุคคลใน กลุ่มเครือญาติย่อยผ่านพิธีการบวชใหญ่ หรือ "โต่วไซ" มาก่อนเช่นกลุ่มเครือญาติยอ่ยอีกหลายกลุ่มที่ถือ ปฏิบัติกันอยู่ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ เวิ่น รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั่ 1.2 โล่ห์ตั้งขาง หรือ "เติ๋นย่าง" เป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยของตระกูลเติ๋นที่ในพิธีโจ่วดา้ง จะตอ้งใชข้องเซ่นไหว้ที่เป็นเน้ือหมูหรือไก่ ที่ผ่านการย่างหรือปิ้งแทนที่จะใชเ้น้ือหมูหรือไก่ที่ดิบหรือสุกโดยการตม้หรือน่ึง กลุ่มเครือญาติยอ่ย "เติ๋นตงั่ขาง" น้ีมีการแบ่งยอ่ยเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.2.1 โล่ห์ตั้งแมง หรือ "ละตงั่ขางแมง" กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีนอกจากใชเ้น้ือหมูไก่ที่ยา่งแลว้เป็น เครื่องเซ่นไหว้ยังใช้ผักสดหรือใช้พืชที่มีสีเขียว เช่นใบตองห่อหุ้มเครื่องเซ่นไหว้ที่ผ่านการย่างแล้ว หรือใช้ ผกัสดหรือพืชที่มีสีเขียวประกอบกบัเครื่องเซ่นไหวท้ี่เป็นเน้ือที่ผา่นการยา่ง บางกลุ่มเรียกตวัเองวา่ "ต้มโหล่


ระบบโครงสร้าง 29 ตงั่ " ซ่ึงแปลวา่เติ๋นใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการทา พิธีโจ่วด้าง และสามารถบวชได้ถึงระดับสูงสุด คือ "พิธีโต่ว ไซ " บางคนกล่าววา่กลุ่มเครือญาติกลุ่มน้ีบางแห่งในการใชด้อกไมบู้ชา ที่เรียกวา่ "ตม้องเป้ียง" จะใช้ ดอกไม้ที่ท าจากกระดาษสีเขียว และการท าขนมข้าวปุกจะท าจากข้าวสุกคลุกกับงา แล้วห่อ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ เวิ่น รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ 1.2.2 โล่ห์ตั้งบั้ว ค าว่า "บ้วั" ในภาษาเมี่ยนมีความหมายหลายอยา่ง ไดแ้ก่สีเทา รา (เช้ือรา) กลุ่ม เครือญาติยอ่ยน้ีในการประกอบพิธีโจ่วดา้ง จะใชเ้ครื่องเซ่นไหวเ้ป็นเน้ือหมูหรือไก่ที่ยา่งแลว้และเก็บไว้ ในภาชนะที่ปิดมิดชิดจนเน้ือสัตวม์ ีราข้ึน จึงจะนา เขา้มาร่วมพิธีได้ซ่ึงเมี่ยนกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีบางคน กล่าวว่าค าว่า "บ้วั" น้นัมาจากการที่เวลาเอาเน้ือไปยา่งไฟแลว้จะแขวนเน้ือยา่งไวท้ี่หิ้งเหนือเตาไฟไม่มี อะไรห่อ จึงทา ใหลู้กไฟปลิวข้ึนไปติดอยทู่ ี่เน้ือยา่ง มองดูแลว้เหมือนกบัเน้ือข้ึนรา เติ๋นตงั่บ้วัสามารถบวช ได้ถึงระดับสูงสุด คือโต่วไซ และผู้ที่ผ่านการบวชแล้วจ าเป็ นจะต้องท าพิธีโจ่วด้าง บางคนกล่าวว่าค าว่า "เติ๋นตวั่บ้วั" น้นัมีสาเหตุมาจากกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีใชส้ีเท่าในการปักลายเส้ือผา้มากกวา่กลุ่มเครือญาติย่อย อื่น ๆ ในการบูชาต้มองด้วยดอกไม้กระดาษ หรือ "ตม้องเป้ียง" บางแห่งใช้กระดาษสีเทาเป็ นดอกไม้บูชา และการท าขนมข้าวปุกของกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีใชม้ือตา และไม่ห่อขนม ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ไฮ่ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 1.2.3โล่ห์ตั้งฝ่ ง หมายถึงกลุ่มเครือญาติยอ่ยของสายสกุลเติ๋นที่มีคา วา่ "ฝ่ ง" อยใู่นลา ดบัข้นัรุ่นหรือป้านปุ่ย เป็นกลุ่ม เครือญาติยอ่ยที่ใชเ้น้ือสัตวย์า่งในการประกอบพิธีโจ่วดา้ง และใชถ้วั่เขียวโม่ทา เป็นขนม (ข้าวปุก) โดยใช้ ใบตองห่อ การห่อจะพับขอบริมด้านยาวของใบตอง (เพื่อซ่อนขอบ) แลว้จึงบรรจุถวั่เขียวที่โม่แลว้ลง


ระบบโครงสร้าง 30 ใบตอง โดยจะบรรจุแบ่งเป็ น 2 กอง แล้วเกลี่ยให้มีขนาดเท่ากันและพับให้มีลักษณะเป็ นขนม 2 ชิ้น ติดกนัเป็นคู่ โดยใบตองจะไม่ขาดจากดนัแลว้จึงประกบขนมชิ้นที่1และ 2 เข้าหากัน และใช้เชือกที่ท าจาก ฟางข้าวมัดแบ่งขนมออกเป็ น 2 ส่วน แต่ละส่วนใช้ฟางข้าวมัด 2 เส้น รวมเป็ น 4 เส้นแล้วน าไปต้มหรือ น่ึงก่อนนา ไปเป็นส่วนประกอบของพิธีซ่ึงเป็นวิธีการเดียวกนักบัการห่อขนมขา้วปุกของกลุ่มเครือญาติ อื่น ๆ (ถ้ามีการห่อ) กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีสามารถบวชไดถ้ึงระดบัสูงสุดคือ "โต่วไซ" และจะต้องมีการท า พิธีโจ๋วดา้งภายหลงัที่ไดผ้า่นการบวชมาแลว้ซ่ึงเรียกพิธีโจ่วดา้งแบบน้ีวา่ "ติ้นปุ้ยโต่วไซหยนุ่ " ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ไฮ่ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝ่ ง รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 1.2.4 โล่ห์ตั้งงะ เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่แตกต่างจากกลุ่มเครือญาติย่อยอื่น ๆ ในเรื่องการประกอบพิธีกรรม กล่าวคือ ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ กลุ่มเครือญาติย่อย "เติ๋นตงั่งะ" จะไม่ประกอบพิธีกรรมแบบ ครบถ้วนตามจารีตประเพณี จะท าพิธีเพียงส่วนหนึ่งส่งวนใด ตัวอย่างเช่น ในการฆ่าหมูเพื่อใช้เป็ น เครื่องเซ่นไหวน้้นัเมี่ยนกลุ่มอื่น ๆ จะมีการใชห้มูเซ่นไหวเ้ล้ียงผีท้งัตอนที่หมูยงัดิบ และเมื่อทา ใหห้มูสุก แลว้ก็จะทา การเซ่นไหวอ้ีกคร้ังหน่ึง แต่กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจะใชห้มูเซ่นไหวเ้ล้ียงผีเพียงคร้ังเดียวเท่าน้นั โดยจะใช้เซ่นไหว้ในตอนที่หมูยังดิบอยู่ หรือในตอนที่หมูสุกแล้วก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง กลุ่มเครือญาติ ย่อย "เติ๋นตงั่บ้วั" บา้นใหม่ร่มเยน็อา เภอเชียงคา จงัหวดัพะเยา ใหข้อ้มูลวา่เดิมกลุ่มน้ีเป็นกลุ่มเครือญาติ ย่อยเดียวกัน และอยู่ในสายที่มีบุคคลในสายมีภูมิปัญญาไม่สูง ความจ าไม่ดี จึงได้เกิดมีการท าพิธี ขาด ๆ วิ่น ๆ อยเู่ป็นประจา และถูกกลุ่มเครือญาติยอ่ยเดียวกนัตา หนิอยบู่ ่อย ๆ จึงทา ใหพ้วกเขาไม่พอใจและแยกตวั ออกมาต้งักลุ่มเครือญาติยอ่ยใหม่และไดก้ล่าวเสริมวา่บุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีบางคนมีภูมิปัญญาสูง มากแต่มกัจะเสียชีวิต ต้งัแต่อายยุงันอ้ย กลุ่มเครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีพบวา่มีจา นวนนอ้ยมากในประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกบักลุ่มเครือญาติยอ่ยอื่น ๆ ของสายสกุลเติ๋น ค าว่า "งะ" ในภาษาเมี่ยนแปลว่า เป็นท่อน หรือเป็ นส่วนไม่เต็มรูป เป็ นค ากล่าวที่แสดงถึง พฤติกรรม ในการทา พิธีกรรมของกลุ่มเครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีวา่ทา พิธีกรรมที่ไม่ครบถว้นสมบูรณ์แบบตาม จารีตประเพณีของเมี่ยน


ระบบโครงสร้าง 31 การเรียก "เติ๋นต้งังะ" เป็ นค าเรียกจากเมี่ยนกลุ่มเครือญาติอื่น ส าหรับกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีจะเรียก ตัวเองว่า "ละตงั่ก๋วย" เนื่องจากมีค าว่า "ก๋วย" อยใู่นลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ยและเป็นคา ที่ต้งัข้ึนมาแทนคา ว่า "เวิ่น" ซ่ึงเป็นลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ยก่อนแยกตวัออกมาต้งักลุ่มเครือญาติใหม่ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ก้วย รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ 1.2.5 โล่ห์ตั้งเม่งหรือ โล่ห์ตั้งอี้ เป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยของตระกูลเติ๋นที่มีคา วา่ "อ้ี" หรือ "ยี่" อยู่ในลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ย และ โดยที่ในลา ดบัช้นัรุ่นของกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีมีคา วา่ "เม่ง" อยดู่ว้ย ดงัน้นัจึงมีคา เรียกอีกอยา่งหน่ึงวา่ "ละ ตงั่เม่ง" เป็นกลุ่มเครือญาติที่ในการทา พิธีโจ่วดา้งใชเ้น้ือยา่งเซ่นไหวเ้พียงอยา่งเดียวเท่าน้นัและขนมขา้วปุก น้นต าด้วยมือและไม่มีใบตองห่อ ในการบวชสามารถบวชได้สูงสุดในระดับ ั "กว๋าเชียดฟิ นโต่ว" กล่าวกัน ในหมู่ชาวเมี่ยนวา่กลุ่มเครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีมีการทา พิธี "ปั๊วชุน" ใหญ่โตที่สุดในกลุ่มชาวเมี่ยนในประเทศ ไทย ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ อ้ี รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เม่ง รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยุ่น รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ กิน 2. แซ่จ๋าว (โล่ห์เจ๋ว) เป็ นอีกตระกูลหนึ่งที่มีกลุ่มเครือญาติย่อยหลายกลุ่ม เหมือนกับกลุ่มเครือญาติ "เติ๋น" และได้รับการ ยอมรับจากเมี่ยนเช่นเดียวกนักบักลุ่มเครือญาติเติ๋น คือเป็นกลุ่มที่มีความเฉลียวฉลาด กลุ่มเครือญาติยอ่ย เหล่าน้ีไดแ้ก่


ระบบโครงสร้าง 32 2.1เจียบเหย่ยตะเจ๋ว หรือ สิบสองจ๋าว ค าว่า "เจียบเหย่ย" ในภาษาเมี่ยนแปลว่าสิบสอง มีต านานเล่ามาว่าบรรพบุรุษต้นตระกูลของกลุ่ม เครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีมีลูกชายถึง 12 คน ดงัน้นั ในการจดัลา ดบัช้นัรุ่นที่เพิ่งจะเริ่มมีการใชใ้นชุมชนชาว เมี่ยนจึงไดใ้ชล้า ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ยถึง 12 รุ่น และประการส าคัญจะต้องมีค าว่า "ต๊ะ" เป็ นล าดับแรก กลุ่มเครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีในประเทศไทย เหลือลา ดบัช้นัรุ่นอยู่เพียง 9 ลา ดบัเท่าน้นัและยงัคงใชล้า ดบัรุ่น "ต๊ะ" เป็ นล าดับแรกอยู่เหมือนเดิม บางคนกล่าวว่า "เจียบเหย่ยต๊ะเจ๋ว" มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ลู่เจ๋วตอน" หรือ "จ๋าวเล็ก" ซ่ึงเรื่องน้ียงัคงเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกนัอยแู่ละยงัหาขอ้ยุติไม่ได้ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ต๊ะ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ เวิ่น รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 6 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 7 ค าน าหน้ารุ่น คือ ก๋วย รุ่นที่ 8 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 9 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ 2.2จ๋าวหว่าน (เจ๋วหว่าน ) (จ๋าวใหญ่) ตามต านานเล่าว่าบรรพบุรุษของกลุ่มเครือญาติย่อยจ๋าวหว่านเป็ นลูกเมียกลวงและใช้ค าว่า "หว่าน" เป็นคา ข้ึนตน้ลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้ายปุ่ย แต่โดยที่เมี่ยนกลุ่มอื่นเรียกลา ดบัรุ่นของกลุ่มจ๋าวหวา่นเป็นแบบอยา่ง วา่กิม ฝูหวา่น ยนุ่และแพร่หลายเป็นที่ติดปากของคนเมี่ยนทวั่ ไป เมื่อพูดถึงลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้ายปุ่ ยของคนในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจนทา ใหก้ลุ่มเครือญาติย่อย "จ๋าวหว่าน" ในบางแห่งใช้ค าว่า "กิม" เป็ นค า ข้ึนตน้ลา ดบัรุ่นในปัจจุบนัแทนคา วา่ "หว่าน" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่าน รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยุ่น รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ กิม


ระบบโครงสร้าง 33 รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 2.3 โลห์เจ๋วตอน หรือจ๋าวเล็ก มีต านานเล่าว่าบรรพบุรุษของกลุ่มเครือญาติย่อย "จ๋าวตอน" เป็ นลูกเมียน้อยที่มีฐานะยากจนและใน พิธีศพของบิดามารดามีเงินเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการศพน้อยกว่าลูกของเมียหลวง จึงยกให้ลูกของเมีย หลวง เป็นผนู้า ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวซ่ึงบุคคลเช่นน้ีถือกนัว่าเป็นผทู้ี่มีฐานะสูงส่ง ในกลุ่มเครือญาติย่อย พร้อมท้งัไดเ้รียกลูกของเมียหลวงและผสู้ืบสกลุวา่เป็น "จ๋าวใหญ่" เรียกตัวเองและผู้ สืบสกุลว่า "จ๋าวน้อย" หลงัจากน้นัเป็นตน้มา กลุ่มเครือญาติยอ่ยของตระกูลจ๋าวกลุ่มน้ีก็ไดแ้ตกตวั ออกเป็ น 2 กลุ่มเครือญาติย่อยดงักล่าว ชื่อลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ยของกลุ่มเครือญาติ"จ๋าวเล็ก" แตกต่าง กนัหลายแบบในหลายพ้ืนที่เพราะไดแ้ยกยา้ยจากกนัและขาดการติดต่อเป็ นเวลานานกว่า 200 ปี การ เปลี่ยนลา ดบัช้นัรุ่นหรือการตดัลา ดบัช้นัรุ่นจึงทราบกนัไม่ถวั่ถึง และไม่เป็นแนวทางเดียวกนัจึงเกิดความ แตกต่างกันดังกล่าว กลุ่มเครือญาติย่อย "จ๋าวเล็ก" สามารถบวชได้สูงสุดคือ "โต่วไซ" และมีการประกอบ พิธีโจ๋วด้าง ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น 2.4โล่ห์เจ๋วจง เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่ใช้ขนมข้าวปุกประกอบเครื่องเซ่นในการทา พิธีกรรมเล้ียงขอบคุณผีบรรพ บุรุษ และเทวดาฟ่ ามชิง หรือ "โจ่วด้าง" และขนมขา้วปุกน้ีตอ้งใชม้ือตา เท่าน้นัและสามารถบวชไดสู้งสุด ถึงระดับโต่วไซ การใชม้ือตา ขนมขา้วปุกของกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีมีเรื่องเล่าในกลุ่มวา่เดิมพวกเขาเป็นกลุ่มเครือ ญาติย่อย "จ๋าวใหญ่" และเป็นผนู้อ้งอาศยัอยทู่ ี่ดา้นล่างของภูเขาหรือที่บริเวณเชิงเขา ทุก ๆ คร้ังที่มีการทา พิธี "โจ่วด้าง" พี่ชายที่อยบู่นภูเขาจะส่งครกกระเดื่องมาใหน้อ้งตา ขนมขา้วปุก แต่มีอยคู่ร้ังหน่ึงที่พี่ชายไม่ส่ง ครกกระเดื่องลงมาให้ ท าให้พวกเขาต้องใช้มือต าขนมขา้วปุกแทนที่จะตา ดว้ยครกกระเดื่อง ต้งัแต่น้นัเป็น ตน้มาพวกเขาก็ไดใ้ชข้นมขา้วปุกที่ตา ดว้ยมือในพิธีโจ่วดา้ง และไดแ้ยกตวัออกมาต้งักลุ่มเครือญาติใหม่โดย ไม่ใชล้า ดบัช้นัรุ่นของ "จ๋าวใหญ่" อีกต่อไป


ระบบโครงสร้าง 34 ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ก้วย 2.5 หยุไหล่เจ๋ว(จ๋าว มีดคม) มีที่มาเล่าถึงการเล้ียงผีที่บนเอาไวท้ี่เรียกวา ่ "หยนั่ลู่งอาน" ของบรรพบุรุษต้นตระกูลกลุ่มเครือญาติ ย่อย "หยุไหล่เจ๋ว" การเล้ียงผีดงักล่าวมีการฆ่าหมูเพื่อใชเ้ซ่นไหวซ้่ึงโดยปกติจะใชห้มูที่ฆ่าแลว้ท้งัตวัที่ไม่มี การตัดแบ่งเป็ นเครื่องเซ่นไหว้หลัก แต่กลุ่มเครือญาติย่อย "หยุไหล่เจ๋ว" จะหนั่แบ่งหมูออกเป็นท่อน ๆ 3 ท่อน คือ ส่วนหัว กลางตัว และส่วนสะโพก แล้วน ามาวางเรียงต่อกันเป็ นตัวหมูตามเดิม ซึ่งแตกต่างไป จากเมี่ยนกลุ่มอื่น กรณีเช่นน้ีที่เกิดข้ึนเพราะวา่คนฆ่าหมูไม่ไดม้ีการพูดจาหารือกบัเจา้ของพิธีก่อนวา่ฆ่าหมู สา หรับทา อะไร จึงไดต้ดัหั่นหมูออกเป็นส่วน ๆ ดังกล่าว แต่หมอผีผู้มาประกอบพิธีอาจจะเนื่องจากกลัว ความสิ้นเปลืองหรือกลวัเสียเวลาในการฆ่าหมูอีกตวัหน่ึงเพื่อใชใ้นพิธีจึงไดก้ล่าวา่ "ใช้ได้ไม่เป็ นไรมีดคมไป หน่อย" ซ่ึงจากคา กล่าวของหมอผีจึงเป็นที่มาของคา วา่หยไุหล่หรือมีดคม และกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีปัจจุบัน ยงัคงใชห้มูที่ถูกตดัแบ่งออกเป็นสามส่วนในการเซ่นไหวผ้ีอยู่กลุ่มเครือญาติยอ่ยหยไุหล่เจ๋วน้ีมกัจะทา การ บวชในระดับ "กว๋าฟามทอยตัง" เท่าน้นัส่วนการบวชในระดบัสูงสุดสามารถบวชไดถ้ึงระดบั "กว๋าเชียด ฟิ นตัง" แต่ไม่ทราบว่าจะเป็ นผีดีหรือผลเสียจึงยังไม่มีผู้ใดบวชในระดบัน้ีและเป็นกลุ่มเครือญาติย่อยที่ไม่ ต้องท าพิธีโจ่วด้าง แต่จะท าพิธี "ติ้นเก๊าะ" หรือพิธี "ติ้นปุ้ยเสียงหยนุ่ " แทน ซึ่งกล่าวกันว่ากลุ่มเครือญาติ ยอ่ยน้ีไม่ไดอ้ยรู่ ่วมในการอพยพคร้ังสา คญัที่มีการบนัทึกไวใ้นเอกสารของเมี่ยน เอกลกัษณ์ที่แสดงการเป็น "หยุไหล่เจ๋ว" ไดแ้ก่การห่อสิ่งของที่ใชเ้ซ่นไหวใ้นพิธี "เจี๋ยเจียบเฝย" จะห่อของแบบรวบแล้วมัด ส่วนที่ เหลือด้านบนจะพับม้วนรวมกันเป็ นลักษณะแท่ง ส่วนในพิธีอื่นเช่น "หยนั่ลู่งอ่าน" จะไม่มีการห่อแบบน้ี ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 2.6โปล้งเจ๋ว


ระบบโครงสร้าง 35 เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่มีค าว่า "ล่ง" อยใู่นลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ย จากคา บอกเล่าสืบต่อกันมา พวกกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีขณะที่อพยพทางเรือน้นั ใชเ้รือที่มีลกัษณะไม่เหมือนกบัผอู้ื่น และมีขอ้แตกต่างที่ เห็นไดช้ดัเจนคือ ในพิธีมิ่วฮู่งเม้ียน พิธีบวช และพิธีโจ๋วแสะไจย คา สวดที่กลุ่มโป้ล่งใชจ้ะแตกต่างจาก เมี่ยนทุกกลุ่ม กลุ่มย่อยของเมี่ยนกลุ่มอื่น ๆ จะใชค้า สวดในพิธีเหล่าน้ีเหมือน ๆ กนัและในการทา พิธีโจ่ วดา้ง โป้ล่งเจอวมีข้นัตอนของการทา พิธีนอ้ยกวา่กลุ่มเครือญาติยอ่ยทุกกลุ่ม สา หรับการบวชสามารถบวช ได้ระดับสูงสุดคือการบวชโต่วไซ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ล่ง รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ชุน รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ย่ง รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 5 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 6 ค าน าหน้ารุ่น คือ เอี๋ยว 2.7 ต้มเจ๋ว แปลว่า "จ๋าวใหญ่" เช่นเดียวกันกับ "จ๋าวหว่าน" บุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีใหข้อ้มูลวา่แต่เดิมน้นั พวกตนเป็ นกลุ่ม "จ๋าวหว่าน" เหมือนกัน แต่เมื่อประมาณ 180 ปีมาน้ีหรือประมาณ 3 ชวั่คน (เมี่ยนนบัชวั่คนละประมาณ 60 ปี) ไดเ้กิดมีเหตุการณ์ที่ทา ใหพ้วกตนแยกตวัออกมา แลว้ต้งักลุ่มย่อย ข้ึนมาโดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกบัพี่นอ้งสองคน ที่คนเป็นพี่ถูกลกัขโมยเงินเป็นจา นวนมากถึง 12 ฮาง (เงินแท่ง) และสงสัยวา่นอ้งชายเป็นผขู้โมยเงินจา นวนน้นั ไป จึงไดป้รับเงินนอ้งชายตามจา นวนเงินที่ หายไป คือ 12 ฮาง ซึ่งน้องชายที่ไม่ได้ขโมยเงินมีความรู้สึกน้อยใจ และเสียใจมาก จึงถามพี่ชายว่า ถ้า เขาสามารถหาคนร้ายที่ขโมยเงินกอ้นน้ีไดภ้ายใน 3 ปีพี่ชายจะทา อยา่งไร ซ่ึงพี่ชายก็บอกวา่ถา้เป็นเช่นน้นั ตวัเองสัญญาวา่จะใชเ้วินเป็นค่าเสียหาย ในกรณีที่ไดป้รักปร าทา ใหเ้กิดความเสียหายแก่นอ้งชาน เป็นเงิน อีก 12 ฮาง ซึ่งเมื่อรวมกันกับเงินที่น้องชายเสียเป็ นค่าปรับไปแล้ว 12 ฮาง ก็จะเป็นเงินท้งัสิ้น 24 ฮาง และปรากฏว่าน้องชายสามารถหาตัวคนขโมยเงินได้ภายในระยะเวลาที่ก าหนด จึงได้ทวงสัญญาที่พี่ชายได้ ให้ไว้ แต่ปรากฏว่าผู้เป็ นพี่ชายไม่ปฏิบัติตามสัญญา จ่ายเงินใหแ้ก่นอ้งชายเพียง 12 ฮาง เท่ากับจ านวนเงิน ที่นอ้งชายไดเ้สียค่าปรับไป ทา ใหน้อ้งชายโกรธมากจึงไดป้ระกาศถอนตวัออกมาต้งักลุ่มเครือญาติย่อยของ ตนข้ึนมา และใชล้า ดบัช้นัรุ่นที่แตกต่างจากกลุ่มเครือญาติยอ่ย "จ๋าวหว้าน" แต่อย่างไรก็ดีในพิธีกรรมที่ เกี่ยวข้องกับพรรพบุรุษ ซ่ึงมกัจะมีการเช้ือเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษมาร่วมพิธีจา นวน 9 รุ่นข้ึนไปนบั จากรุ่นปัจจุบนักลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจะใชผ้ีบรรพบุรุษขอกลุ่มเครือญาติยอ่ย "จ๋าวหว้าน" ร่วมกับบรรพบุรุษ


ระบบโครงสร้าง 36 ที่ไดแ้ยกตวัออกมาต้งักลุ่มเครือญาติยอ่ย "ต้มเจอว" กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีสามารถบวชไดถ้ึงระดบัสูงสุดคือ ระดับโต่วไซ มีการท าพิธีโจ่วด้าง เช่นเดียวกันกับ "จ๋าวหว้าน" และสามารถที่จะแต่งงานกับกลุ่มเครือญาติ ย่อย "จ๋าวหว้าน" ได้โดยไม่ต้องมีพิธีขอขมาต่อบรรพบุรุษ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ กิม รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ เอี๋ยว 2.8ล่วงต๊ะเจ๋ว เป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยที่มีความเป็นมาดงัน้ีเมื่อประมาณ 100 ปีก่อนขณะที่ยงัอาศยัอยใู่น ประเทศลาว ครอบครัว "จ๋าว" คอบครัวหนึ่งสามีตาย ภรรยาได้อพยพติดตามบิดาของนางไปอยู่หมู่บ้านอื่น และขาดการติดต่อกบักลุ่มเครือญาติยอ่ยของสามีโดยสิ้นเชิง จะเป็นดว้ยความจงใจ หรือหลงลืม ทา ใหน้าง ลืมน าหลักฐานที่ส าคัญของครอบครัวติดตวัไปดว้ย อนัไดแ้ก่ "จ้าฟิ นตาน" "เจ้ซอวโต้ว" และนิ่นแซ่งเป๊น ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็ นมาของครอบครัว ในแง่ของรายชื่อบุคคลในตระกูล สถานที่ฝังศพของ บรรพบุรุษ การบวช และการท าพิธีส าคัญอื่น ๆ ท าให้นางเกิดความสับสนในการที่จะด ารงชีวิตตาม "วิถี เย้า" นางจา ไดแ้ต่เพียงวา่สามีเคยเล่าวา่ลา ดบัช้นัรุ่นของสามีมีคา วา่ "ต๊ะ" รวมอยู่ด้วย สามารถท าการบวช ได้ถึงระดับสูงสุดคือ "โต่วไซ" มีการท าพิธีโจ๋วด้าง และมีข้อห้ามการแต่งงานกับผู้หญิงของกลุ่มเครือญาติ "ย่าง" ดงัน้นักลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจึงไดมีการบันทึกเรื่องราวของกลุ่มเพียง ้ 6 ชวั่รุ่นเท่าน้นัเมื่อนบัถึง ปัจจุบนัน้ีสมาชิกของกลุ่มกล่าววา่พวกเขาอาจจะมาจากกลุ่มเครือญาติย่อย "เจียบเหย่ยต๊ะเจ๋ว" ก็เป็นไดเ้พราะในลา ดบัช้นัรุ่นมีคา วา่ "ต๊ะ" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เต่ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ไช่ รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ จิ๋น รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ เอี๋ยว รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ


ระบบโครงสร้าง 37 3. แซ่ลี (โล่ห์เหลย) แบ่งออกเป็นกลุ่มเครือญาติย่อยดงัน้ีคือ 3.1โล่ห์เหลยยี่ (บย๋าว) เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่มีค าว่า "ยี่" หรือ "อ้ี" อยใู่นชื่อของลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ย คา วา่ "ยี่" แปลวา่ ปลา ซ่ึงเล่ากนัวา่แต่เดิมกลุ่มเครือญาติยอ่ยกลุ่มน้ีมีสมาชิกในสายตระกูลนอ้ยและเจ็บป่วยลม้ตาย บ่อย จึงเอาค าว่า "ยี่" ซึ่งแปลว่าปลา อันหมายถึงการแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วและอยู่สุขสบายด้วยความร่มเย็น ในล ำน ้ำมำเป็นเคล็ดในกำรตั้งชื่อล ำดับรุ่นหรือป้ำนปุ่ย แต่กลุ่มเครือญาติย่อย "หละเหลยยี่" บางครอบครัว ของกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีไดต้ดัชื่อลา ดบัรุ่น "ยี่" ออก โดยให้เหตุผลว่าบรรพบุรุษในสายตระกูลรุ่น "ยี่" ไม่ มีใครร่ ารวยเลย ตามปกติแลว้กลุ่มเครือญาติย่อยน้ีจะใชค้า วา่ "ยี่" เป็นตวัเริ่มตน้ของลา ดบัช้นัรุ่นหรือ ป้านปุ่ ย ส าหรับค าว่า"ยี่"ที่ใช้กันอยู่มีอยู่ 2 ค า และใช้อยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีฐานะดีและกลุ่มที่มีฐานะไม่ดี กลุ่มที่ฐานะไม่ดียังไม่มีผู้ใดได้ผ่านพิธีการบวชโต่วไซ เนื่องจากว่ายังมีคนในกลุ่มไม่มาก ประกอบกับยังมี ฐานะไม่ดี ซึ่งคนในกลุ่มเครือญาติย่อยกล่าวว่าถ้ามีฐานะดี และมีคนพร้อมแล้วผีจะมาบอกให้พวกเขาท าพิธี บวชโต่วไซเอง ซ่ึงบุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีกล่าววา่มีสาเหตุมาจากการที่คร้ังหน่ึงกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ี ไดเ้ลิกนบัถือ คติความเชื่อตามแบบของเมี่ยน และไดท้ ิ้งรูปผีที่เมี่ยนเคารพนบัถือไปท้งัหมด และปรากฏวา่ ต่อมามีบุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีลม้ตายลงเป็นจา นวนมาก ทา ใหบ้รรพบุรุษรุ่นต่อมาหนักลบัมานบัถือ คติความเชื่อตามแบบเดิมอีกคร้ังหน่ึง จา ทา ใหก้ลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีไม่มีรูปผีใหญ่ที่ใชป้ระกอบพิธีสา คญั ต่าง ๆ ดงัน้นัจึงทา ใหค้นในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีไม่มีการทา พิธี"ห่อเฮหียง" หรือพิธี "คอยเจียง" ซึ่งเป็ นพิธีส าคัญส าหรับการบูชารูปผีใหญ่ ส าหรับการโต่วไซ บุคคลในกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีให้ ขอ้มูลวา่ ไม่ไดท้า การบวชในระดบัน้ีมาถานถึง 240 ปี แล้ว (สี่ชวั่รุ่นคนของเมี่ยน) เป็ นกลุ่มตระกูลย่อยที่ มีการทา พิธีโจ๋วดา้ง และในพิธีน้ีจะมีการใชป้ลาเป็นเครื่องเซ่นไหวท้ี่สา คญัและจา เป็น การทา ขนมขา้วปุกของกลุ่มเครือญาติน้ีใชข้า้วแช่น้า แล้วห่อนึ่ง ใช้ในพิธี "โจ๋วด้าง" และพิธี "เจี๋ยเจียบเฝย" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยี่ รุ่นที่ 2 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 3.2 โล่ห์เหลยแมง


ระบบโครงสร้าง 38 เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่ใช้ผักสีเขียวร่วมกับหมู ประกอบเป็ นเครื่องเซ่นไหว้ในการท าพิธี "โจ๋ วด้าง" การบวชกลุ่มเครือญาติน้ีสามารถ บวชไดถ้ึงระดบัสูงสุดคือ โต่วไซ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย 3.3 โล่ห์เหลยเฮย เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่ได้รับฉายา "เฮย" ซึ่งกล่าวกนัวา่มาจากบทสวดที่ใชส้วดเมื่อทา พิธีเล้ียงผี ขอบคุณบรรพบุรุษ หรือ "โจ่วด้าง" ซึ่งค าลงท้ายบทสวดจะลงด้วยเสียง "เฮย...เฮย...." กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ี รู้จักกันดีในอีกชื่อหนึ่งคือ "ลีเฮตุ้งเต" เนื่องจากในการประกอบพิธีกรรมบางอย่างเช่น พิธี "โจ๋วด้าง" จะมี การใชข้าหมูดิบแทนกระดิ่ง ซ่ึงมีที่มากล่าวถึงคร้ังหน่ึงคนในกลุ่มเครือญาติยอ่ยลีเฮย ไดม้ีโอกาสเขา้ไป ประกอบพิธีกรรมให้แก่พระเจา้แผน่ดินจีน จะดว้ยอารามดีใจหรือรีบร้อนเกินไปจึงทา ใหห้มอผีผูน้้นัลืม นา เอากระดิ่งซ่ึงเป็นอุปกรณ์ที่จา เป็นและสา คญัจะตอ้งใชข้ณะประกอบพิธีดงัน้นั ในระหวา่งการร่ายคาถา จึงไดใ้ชข้าหมูดิบแทน และไดใ้ชข้าหมูดิบมาจนกระทงั่ทุกวนัน้ีซ่ึงบุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีกล่าววา่ ขาหมูที่ใชต้อ้งเป็นขาหนา้เท่าน้นัและจะตดัพน้ ส่วนที่เป็นขอ้พบัข้ีนไป เพื่อใหเ้วลาใชข้าหมูเขยา่แทน กระดิ่ง ส่วนที่พน้จากขอ้พบัจะข้ึน ๆ ลง ๆ อยตู่ลอดเวลา ขาหมูที่ใชป้ระกอบพิธีจะมีอยู่ 2 ขา ไม่ขูดหนัง และไม่ขูดขนออก การใชข้าหมูในการประกอบพิธีกรรมของกลุ่มก่อใหเ้กิดความขบขนั ใหแ้ก่ผเู้ห็นโดยเฉพาะเด็ก ๆ ดงัน้นักลุ่มน้ีจึงมีขอ้หา้มไม่ใหผ้อู้ื่นดูการประกอบพิธี"โจ่วด้าง" ของตนเองอย่างเด็ดขาด และในระหว่างที่ ประกอบพิธี ผู้ประกอบพิธีจะเอ่ยค าสวดอย่างค่อย ๆ เพราะเกรงว่าเด็ก ๆ ในครัวเรือนจะจดจ าเอาไปร้องเล่น ให้ผู้อื่นฟัง ค าว่า "เฮย" ที่ใช้กันอยู่มี 2 ค า ค าหนึ่งเขียนโดยคนในกลุ่มเครือญาติย่อยลีเฮย ซึ่งแปลว่า ความสุข ส่วนอีกค าหนึ่งเขียนโดยคนนอกกลุ่มเครือญาติย่อย แปลวา่สัตวเ์ล้ือยคลาน กลุ่มเครือญาติย่อยกลุ่มน้ีมีขอ้ ห้ามในการแต่งงานกับกลุ่มเครือญาติ " ย่าง" "หละจนั๋ตอน" และ"หละปู้งแปะ" กลุ่มเครือญาติย่อยลีเฮย ใช้ผักสดเซ่นไหว้ในการท าพิธี ส าหรับในการบวชกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีถูก ก าหนดให้บวชได้ถึงระดับ "กว๋าเชียดฟิ นโต่ว" เท่าน้นัซ่ึงเรื่องน้ีกลุ่มเครือญาติยอ่ย "ลีเฮย" หลายรายได้ ให้ข้อมูลว่า เดิมพวกเขาก็สามารถบวชได้ในระดับสูงสุด เช่นเดียวกันกับกลุ่มเครือญาติย่อยอีกหลาย ๆ กลุ่ม แต่มาถึงบรรพบุรุษชวั่รุ่นหน่ึง ภายหลังจากที่ได้บวช "โต่วไซ" แล้วได้พยายามทุกวิถีทางที่จะท าให้ตัวเองมี


ระบบโครงสร้าง 39 คุณสมบัติเหนือกว่าการได้บวช "โต่วไซ" ซึ่งเมี่ยนกล่าวว่าเป็ นความพยายามที่จะ "ตรัสรู้ให้บรรลุโสดาบัน" ดงัน้นับุคคลในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจึงไดถู้กบรรพบุรุษสาปแช่ง และหา้มการบวชระดบัสูงสุดต้งัแต่น้นัมา ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา 3.4 โล่ห์เหลยฝ่ ง เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อยที่มีค าว่า "ฝ่ ง" เป็นชื่อลา ดบัช้นัรุ่นหรือป้านปุ่ย เป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยที่ สามารถบวชได้ถึงระดับสูงสุดคือ "โต่วไซ" มีการท าพิธี "โจ๋วด้าง" และขนมข้าวปุกใช้มือต าไม่มีการใช้ ภาชนะห่อขนม กล่าวกันว่ากลุ่มเครือญาติ "ลี" จะมีรูปร่างเล็กกล่ากลุ่มเครือญาติอื่น ๆ เป็ นกลุ่มที่มีความฉลาด เฉลียว ชอบโต้แย้ง ถกเถียง และประการที่ส าคัญก็คือความอยากเอาชนะในการโต้แย้ง เอาตัวรอดได้ดี เป็นพวกละเอียดจูจ้้ีจุกจิก อยากรู้อยากเห็น ซ่ึงเมี่ยนเรียกวา่ "หม่วน" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝ่ ง รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 3 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น 4. แซ่พ่าน (โล่ห์เปี้ ยน) เป็ นกลุ่มเครือญาติเดียวที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในท าเนียบแซ่ สกุลของคนจีน จากหลักฐานทาง เอกสาร "เกียเซ็นป๊ อก" ที่บนัทึกโดยคนจีนและถือครองอยใู่นหมู่ชาวเมี่ยน มีการกล่าวถึงกลุ่มเครือญาติน้ีวา่ "พ่านอ๋อง" แสดงให้เห็นวา่จีนไดใ้หเ้กียรติแก่กลุ่มเครือญาติกลุ่มน้ีเป็นอยา่งสูง จากหลกัฐานดงักล่าวทา ให้ กลุ่มเครือญาติพ่าน กล่าวว่าพวกเขาสืบเช้ือสายมาจากพระเจา้แผ่นดิน กลุ่มเครือญาติน้ีแบ่งกลุ่มออกเป็น สองกลุ่มเครือญาติย่อยคือ


ระบบโครงสร้าง 40 4.1 โล่ห์เปี้ ยนซิ หรือ "พ่านแดง" และยังมีชื่อเรียกกันอีกคือ "จีซงแป้งเป้ียน" "เป้ียนบ้วั" และ "แบ่งเหม่นเป้ียน" ซึ่ง แปลว่า "พ่านบนหน้าผา" หรือ "พ่านบนภูเขา" ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าเมื่อชาวเมี่ยนอพยพข้ามทะเลจากเมืองหนาน กิง เนื่องจากประสบกับภัยพิบัติฝนแล้งติดต่อกัน 3 ปีมาข้ึนฝั่งที่ตา บล เหลาะชาง มณฑลกวางตุง้ ระหวา่งที่อยกู่ลางทะเลไดเ้กิดภาวะลมเงียบสงบไม่พดัใหเ้รือเขา้ฝั่ง จึงไดก้ล่าวบนบานบรรพบุรุษและเทพ สามดาว ที่ตนนบัถือใหช้ ่วยดลบนัดาลเกิดลมพดัใบเรือจนพวกเขาสามารถข้ึนฝั่งได้พวกเขาจะไดท้า พิธี ขอบคุณดว้ยการฆ่าหมูและทา ขนมเป็นเครื่องเซ่นสังเวยในทนัทีที่ข้ึนฝั่งได้ดว้ยอานุภาพของเทพสามดาว และวิญญาณของบรรพบุรุษจึงทา ใหเ้กิดมีลมพดัใบเรือสามารถนา เรือเขา้เทียงฝั่งได้เมี่ยนทุกตระกูลจึงแยก ยา้ยกนัข้ึนฝั่งและกา หนดวนัเวลาพร้อมกนัเพื่อทา พิธีขอบคุณผีบรรพบุรุษและเทพสามดาว ในการข้ึนฝั่ง กลุ่มเครือญาติยอ่ยหละเป้ียนซิ ไดข้้ึนฝั่งในบริเวณที่เป็นหนา้ผาน้นัขาดแคลนตน้ ไมใ้บหญา้ต่าง ๆ จึงใช้ ขนมน้ีเซ่นไหวโ้ดยปราศจากการห่อหุม้และถือปฏิบตัิมาจนถึงทุกวนัน้ี การบวชของกลุ่มเครือญาติย่อยน้ีสามารถทา การบวชไดถ้ึงระดบัสูงสุดหรือ "โต่วไซ" และมีการ ประกอบพิธี "โจ๋วด้าง" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 ค าน าหนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง 4.2โล่ห์เปี้ ยนแปะ หรือ "พ่านขาว" และมีชื่ออื่นที่นิยมใช้เรียกกันคือ "แบ่งเด้ียเป้ียน" ซึ่งแปลว่า "พ่านในที่ราบ" "เป้ียนแมง" หละเป้ียนแปะไดข้้ึนฝั่งไดใ้นที่ราบอุดมสมบูรณ์ไปดว้ยตน้ ไม้ดงัน้นั ในการทา ขนมขา้วปุก เพื่อเซ่นไหวข้องกลุ่มหละเป้ียนแปะจึงห่อดว้ยใบตองซ่ึงต่างจากหละเป้ียนซิสา หรับขนมขา้วปุกของกลุ่ม เครือญาติท้งัสองนอกจากการใชใ้บตองห่อแลว้ยงัแตกต่างกนัอีกโดยกลุ่ม "พ่านแดง" จะต าขนมข้าวปุก แต่กลุ่ม "พ่านขาว" จะไม่มีการต าใช้ใบตองห่อข้าวเลย ในการบวชกลุ่ม "หละเป้ียนแปะ" สามารถบวชได้ระดับสูงสุด คือ "โต่วไซ" ส าหรับการบวชที่ สามารถทา การบวชไดน้้ีกลุ่มเครือญาติยอ่ย "พ่านแปะ" บางสายกล่าวว่าพวกเขาเดิมสามารถบวชได้ถึง ระดบัสูงสุด แต่มีอยคู่ร้ังหน่ึงในชวั่รุ่นของบรรพบุรุษไดท้า พิธีผิดข้นัตอนไป กล่าวคือตามปกติภายหลงัจาก การเสร็จสิ้นพิธีบวชในแต่ละระดบัแลว้จะตอ้งมีการทา พิธีโจ่วดา้ง แต่บรรพบุรุษสายของเขา หลงัจากผา่น


ระบบโครงสร้าง 41 พิธีบวช "กว๋าฟ่ ามทอยตัง" ซึ่งเป็ นการบวชระดับต ่าสุดแล้ว ก็ท าพิธีบวชระดับสูงสุดคือระดับ "ต้าล่อตัง" หรือ "โต่วไซ" โดยไม่ได้ท าพิธี "โจ่วด้าง" คนั่ตรงกลาง จึงทา ให้ผีบรรพบุรุษแช่งใหเ้กิดมีอนัเป็นไปต่าง ๆ ซ่ึงบรรพบุรุษรุ่นต่อ ๆ มาจึงหา้มการบวชในระดบัสูงสุด สามารถบวชไดใ้นระดบักลางเท่าน้นัคือระดบั "กว๋าเชียดฟิ นโต่ว" ส าหรับค าว่า "แบ่งเหม่น" และ "แบ่งเด้ีย" ที่ใช้กับบุคคลในกลุ่มเครือญาติ "พ่าน" ผู้อาวุโสบางคน ใหค้วามเห็นวา่คา ท้งัสองมีทีมาจากการอพยพหนีภยัแลง้ออกจากบริเวณเมืองหนานกิง และการอพยพใน ระหว่างการรบพุ่งกับจีน โดยกลุ่มที่อพยพไปตามสันเขา จะถูกเรียกว่า "แบ่งเหม่น" และพวกที่อพยพตาม พ้ืนราบหรือตามหุบเขาจะถูกเรียกว่า "แบ่งเด้ีย" กลุ่มเครือญาติย่อย "พ่าน" มักถูกกลุ่มอื่นวิจารณ์ว่า ค่อนข้างจะเกียจคร้านในการท ามาหากิน เป็ น คนข้ีใจนอ้ย มธัยสัถม์าก ทา อะไรชา้โดยเฉพาะเวลาคิดน้นัจะชา้กวา่กลุ่มอื่น ๆ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 5.แซ่ฟุ้ง (โล่ห์ปู๋ง) เรียกทวั่ ไปวา่ "โล่ห์ปู๋ ง" มี 2กลุ่มเครือญาติย่อย 5.1โล่ห์ปุ๋งซิ เป็ นกลุ่มเครือญาติยอ่ยที่คนแซ่โฟ่งกล่าววา่คนกลุ่มน้ีฉลาดเฉลียวกวา่กลุ่มเครือญาติย่อย "โฟ่ งแปะ" สามารถบวชได้ถึงระดับสูงสุด และมีการท าพิธี "โจ๋วด้าง" กลุ่มเครือญาติย่อยน้ีเมื่อสตรีภายในกลุ่มมีการ ต้งัครรภ์และคลอดลูกจะมีขอ้หา้มขอ้นิยมเกี่ยวกบัเตาไฟ จะตอ้งถือปฏิบตัิอย่างเคร่งครัดคือ ภายหลังจาก คลอดลูกแลว้จะมีการนา เอาผา้มาก้นัเตาไฟ ซ่ึงหมายรวมท้งัเตาไฟที่ใชใ้นการหุงตม้ทา กบัขา้ว และเตาไฟที่ ใชหุ้งตม้ขา้วใหแ้ก่สัตวเ์ล้ียง โดยจะมีการนา เอาผา้มาก้นัที่เตาสา หรับทา กบัขา้ว 7 วนัและก้นัเตาไฟ ส าหรับต้มข้าวหมู 1 เดือน หลังจากน้นัผหู้ญิงที่คลอดแลว้สามารถเขา้ไปทา งานที่เตาไฟได้แต่จะตอ้งใช้ วิธีหันข้างเข้าเตาไฟ ไม่หันด้านหน้าเข้าเตาไฟ เนื่องจากกลัวว่าผีเตาไฟจะท าอันตรายต่อทารกและตัวเอง ขอ้หา้มอีกประการหน่ึงของกลุ่มเครือญาติน้ีท้งัผหู้ญิงและผชู้ายคือการหา้มเหยยีบบนเตาไฟ นอกจากเตาไฟ แล้วพวก "โฟ่ งแดง" ยงัถือหิ้งผีของครัวเรือนซ่ึงเป็นที่ต้งัของวิญญาณบรรพบุรุษ โดยจะหา้มผหู้ญิงที่คลอิด ลูกใหม่ ๆ เข้าใกล้เป็ นเวลา 1 เดือน เมี่ยนกลุ่ม "โฟ่ งแดง" กล่าวว่าพวกเขาอยู่ในกลุ่มที่นับถือ "ผีเตาไฟ" หรือ "โฌ๋เม้ียน" ร่วมกับกลุ่มเครือญาติ "ลิ่ว"


ระบบโครงสร้าง 42 เป็ นกลุ่มเครือญาติย่อย ที่ขนมข้าวปุกใช้ข้าวห่อด้วยใบตองหรือใบไม้ โดยไม่ต้องต าข้าว ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เกียม รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 5.2 หละปุ๋งแปะ หรือ "โฟ่ งขาว" เป้นกลุ่มเครือญาติย่อยที่แตกต่างจากกลุ่ม "โฟ่ งแดง" โดยในการท าดอกไม้บูชา "ต้มอง" (เป็นบุคคลที่ปรากฏอยใู่นตา นานของเมี่ยนวา่มีอายแุก่กวา่พระอาทิตย์ 80 ปี เป็ นชายโสดที่ไม่ได้ แต่งงานและประการส าคัญที่สุดก็คือเป็ นคนที่ชักน าให้เมี่ยนกลับมานับถือคติความเชื่อตามแบบที่ใช้กันอยู่ ในปัจจุบนัน้ีหลงัจากที่เมี่ยนไดล้ะทิ้งคติความเชื่อแบบน้ีไปในช่วงระยะเวลาหน่ึง และเป็นบุคคลที่กา หนด วนัดีและวนัไม่ดีให้แก่เมี่ยนแซ่สกุลต่าง ๆ ที่ใชก้นัตลอดมาจนกระทงั่ทุกวนัน้ี) ที่เรียกว่า "ตม้องเป้ียง" น้นั กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีจะใช้ "กระดาษขาว" แทนที่จะใช้ "กระดาษแดง" ที่เป็นเช่นน้ีพวกเขาไดร้ับการบอก เล่าจากบรรพบุรุษวา่คร้ังหน่ึงที่มีพิธีการทา โจ่วดา้งไม่สามารถจะหากระดาษแดงมาท าเป็ นดอกไม้เพื่อเซ่น ไหวแ้ก่ "ต้มอง" หรือ "ตม้องเป้ียง" เพราะตอนน้นัพวกเขาต้งับา้นเรือนอยบู่นภูเขา ไม่อยใู่นเส้นทางการ คา้ขายจึงจา เป็นตอ้งใชก้ระดาษขาวแทนกระดาษแดง กลุ่มเครือญาติย่อยน้ีมีพิธีโจ่วดา้ง และสามารถบวช ได้ในระดับสูงสุด คือ "โต่วไซ" และมีข้อห้ามส าหรับผู้หญิงที่คลอดลูกกับเตาไฟเช่นเดียวกันกับ "โฟ่ งซิ" เมี่ยนกลุ่มเครือญาติย่อย "พ่านแปะ" ในจงัหวดัลา ปางใหข้อ้มูลวา่ท้งัสองกลุ่มเครือญาติยอ่ยของ สายสกุล "โฟ่ ง" ห้ามไม่ให้ผู้หญิงที่มีประจ าเดือนเข้าใกล้เตาไฟอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าจะเป็ นการลบ หลู่ต่อผีเตาไฟ เพราะมีคติความเชื่อวา่ขณะที่ผูห้ญิงมีประจา เดือนน้นัถือวา่ร่างกายสกปรก กลุ่มเครือญาติ "โฟ่ ง" มักจะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่ากลุ่มอื่น ๆ และมักจะมีบุคคลที่เป็ นใบ้และปัญญา อ่อนมากกว่ากลุ่มเครือญาติอื่น ๆ ซึ่งบางคนถึงกับประมาณว่าใน 10 หลังคาเรือนของกลุ่มเครือญาติโฟ่ ง 1 หลงัคาเรือนจะตอ้งมีคนใบห้รือปัญญาอ่อนอยเู่สมอ อีกประการหน่ึงที่กล่าวถึงกลุ่มเครือญาติโฟ่งไดแ้ก่ การที่ผหู้ญิงของกลุ่มเครือญาติน้ีมีมากที่ไม่ไดแ้ต่งงาน จึงกลบ่าววา่ผหู้ญิงของกลุ่มน้ีพิถีพิถนัมากเกินไปใน การเลือกคู่ครอง และเป็ นกลุ่มที่ชอบคุยโอ้อวด และใจถึง ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยุ่น


ระบบโครงสร้าง 43 รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ จ้อย รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ เกียม 6. แซ่ฉิ้น หรือ แซ่จั้น, แซ่เจิ้น ( โล่ห์แจ่ง) แบ่งเป็ น 2 กลุ่มเครือญาติย่อย คือ 6.1 ต้มโล่ห์จั้น หรือ “ ฉิ้นใหญ่” กลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีในพิธี"เป้ียนฮู่งเม้ียน" จะใชรู้ปผีใหญ่ท้งัหมด 18 องค์ รวม 17 แผ่น มีการ ท าพิธี "โจ่วด้าง" และบวชได้ในระดับสูงสุด คือ "โต่วไซ" สา หรับระดบัของการบวชน้ีกลุ่มเครือญาติยอ่ย “ฉิ้นเลก็” ให้ข้อมูล "กว๋าเชียดฟิ นโต่ว" เท่าน้นัและภายหลงัการบวชจะมีการทา พิธี"ติ้นเก๊าะ" หรือพิธี "หยนั่ลู่งอ่าน" อย่างใดอย่างหนึ่ง ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ก้วย รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยุ่น รุ่นที่ 6 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา 6.2โล่ห์จั้นตอน หรือฉิ้นเล็ก มีความแตกต่างจากฉิ้นใหญ่โดยการใชรู้ปเทพใหญ่ท้งั 18 องค์ เพียง 7 แผ่น รวมภาพเทพสามดาว หรือ "ฟ่ ามชิง" ในพิธี "เป้ียนฮู่งเม้ียน" กลุ่มน้ีไม่มีการทา พิธีโจ๋วดา้ง และบวชไดสู้งสุดในระดบั "กว๋าเชียด ฟิ นตัง" แต่บางสายบวชได้แค่ระดับ "กว๋าฟ่ ามทอยตัง" หรือระดบัต่า ที่สุดเท่าน้นักลุ่มเครือญาติยอ่ยฉิ้นเลก็ ในอ าเภองาว จังหวัดล าปางภายหลังที่ได้ผ่านพิธีการบวชมาแล้วจะไม่มีการท าพิธีอื่นใดอีก ซึ่งแตกต่างกับ กลุ่มเครือญาติย่อยของเมี่ยนที่ทุกกลุ่มจะต้องมีการประกอบพิธี ในลักษณะที่เป็ นการ "แก้บน" ของการบวช ในระดับต่าง ๆ ถึงแมว้า่กลุ่มเครือญาติย่อยท้งั 2 กลุ่มน้ีจะมีหรือไม่มีการทา พิธีโจ่วดา้งก็ตามแต่ก็พบวา่ ในเอกสาร "เกียเซ็นป๊ อก" บางฉบับได้กล่าวถึงกลุ่มเครือญาติ "ฉิ้น" ว่าได้อยู่ร่วมในการอพยพด้วย กล่าวกันว่ากลุ่ม เครือญาติน้ีมีบรรพบุรุษเป็ นคนจีน และกลายมาเป็ นคนเมี่ยนนานนับร้อยปี มาแล้ว การแบ่งกลุ่มเป็นฉิ้นใหญ่และฉิ้นเลก็น้นักลุ่มเครือญาติยอ่ย "ฉิ้นเลก็" ให้ข้อมูลว่าในสมัยบรรพ บุรุษรุ่นแรก ๆ ที่เป็นคนจีนและไดก้ลายมาเป็นเมี่ยนน้นัพวกเขาก็พยายามทา ตามแบบชาวเมี่ยน จึงไดใ้หม้ี


ระบบโครงสร้าง 44 การบวชโต่วไซข้ึนในกลุ่มเครือญาติน้ีบิดามีลูกชายอยู่ 3 คน สองคนแรกมีฐานะดี แต่ลูกคนสุดท้องมี ฐานะยากจนและมีลูกมาก จนต้องอพยพแยกจากครอบครัวบิดาและพี่ชายไปอยู่หมู่บ้านอื่น ในการบวช น้องชายคนเล็กรับปากว่าจะมาร่วมด้วย แต่โดยที่การบวชโต่วไซจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงจึงท าให้น้องชายคน เลก็ตดัสินใจไม่เขา้ร่วมพิธีบวช ทา ใหพ้ ี่ชายโกรธมาก มีการต่อวา่ต่อขานกนัข้ึนทา ใหน้อ้งชายเกิดความ ละอาย จึงไดข้อแยกตวัออกมาจากพี่ชายและเรียกกลุ่มยอ่ยของตนเองวา่ฉิ้นเลก็หรือโล่กจ์้นัตอน" ต้งัแต่ น้นัเป็นตน้มา และใหข้อ้มูลเพิ่มเติมอีกวา่จากการที่สายของพี่ชายท้งัสองมีลูกนอ้ยและสายของนอ้งชายมีลูก มาก จึงทา ใหป้ ัจจุบนัน้ีมีกลุ่มเครือญาติยอ่ย "ฉิ้นเลก็ " มากมายส่วน "ฉิ้นใหญ่" มีอยู่น้อยมาก เป็นที่น่าสังเกตวา่กลุ่มเครือญาติยอ่ยท้งั 2 กลุ่มน้ีส่วนใหญ่เกือบจะท้งัหมดใชล้า ดบัช้นัรุ่น เหมือนกัน มีเพียงบางแห่งที่กลุ่ม "ฉิ้นเลก็" ใชล้า ดบัช้นัรุ่นแตกต่างออกไป และเป็นกลุ่มเครือญาติยอ่ยที่ หา้มการแต่งงานกนัระหวา่งท้งัสองกลุ่ม คือ"ฉิ้นใหญ่" และ "ฉิ้นเลก็" โดยเด็ดขาด ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ ก้วย รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ 7. แซ่ย่าง กล่าวกนัวา่มีหลายกลุ่มเครือญาติแต่ที่พบขณะน้ีมีเพียงกลุ่มเครือญาติ "ย่าง" อยา่งเดียวเท่าน้นัคือ "ต๋ายตู่ย่าง" หรือ "ย่างพุงใหญ่" ซึ่งเรียกตามลักษณะตัวอักษรจีนที่ใช้เขียนเป็ นชื่อแซ่มีลักษณะเป็ นสี่เหลี่ยม ในตอนล่างคล้ายกับพุงของคน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กงเทียนป่ าย่าง" สา หรับกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีไม่มี การท าพิธีโจ่วด้าง แต่จะมีพิธีที่เรียกว่า "ติ้นเก๊าะ" แทนและมีข้อห้ามส าหรับคนในตระกูลคือ การห้ามดูพิธี โจ่วดา้งของคนกลุ่มเครือญาติอื่น ๆ ท้งัหมดที่มีพิธีโจ่วดา้งมิฉะน้นัจะเกิดมีอนัเป็นไปต่าง ๆ นานา สา หรับ คนในกลุ่มเครือญาติยอ่ยน้ีรุนแรงถึงขนาดตายได้ สา หรับการบวช แต่เดิมน้นัจากหลกัฐานที่บนัทึกไวใ้น "จ้าฟิ นตาน" ซึ่งเป็ นเอกสารบันทึกรายชื่อของบุคคลในกลุ่มเครือญาติย่อยเดียวกัน พบว่าเคยมีการบวชใระ ดบัสูงสุด หรือในระดบัโต่วไซมาก่อน แต่ในปัจจุบนัน้ีสามารถทา การบวชไดศุ้งสุดแค่ระดบั "กว๋าเชียดฟิ น โต่ว" เท่าน้นั ค าว่า "ย่าง" เป็ นค าเรียกจากคนต่างเผ่าที่ไม่สามารถออกเสียงตรงกับค าเรียกในภาษาเมี่ยน เดิมที อ่านออกเสียงว่า "เยี่ยง" แปลว่า "ทองค า" และเมี่ยนก็อนุโลมเรียกคา น้ีวา่ยา่งดว้ย แต่ตอ้งมีสร้อยคา คือ "ต๋ายตู๋ย่าง" หรือ "ย่างพุงใหญ่" หรือ "กงเทียนป่ าย่าง"


ระบบโครงสร้าง 45 กลุ่มเครือญาติย่างในจังหวัดน่าน กล่าวว่าพวกเขามีการท าพิธีโจ่วด้าง และสามารถบวชได้ถึงระดับ สูงสุดคือโต่วไซ ส าหรับกลุ่มเครือญาติย่างอื่นที่มีการกล่าวถึงของกลุ่มเครือญาติย่างอื่น ๆ ที่ยังไม่พบเห็นในประเทศ ไทย แต่อ่านออกเสียงว่า "ย่าง" เช่นเดียวกนั โดยใชอ้กัษาคนละตวัอนัไดแ้ก่กลุ่มเครือยาติ"ซานเต้ียนซุ่ ยย่าง" หรือ "ยา่งสามหยดน้า " ซี่งเรียกตามลกัษณะของตวัอกัษรจีนที่มีจุดคลา้ย ๆ กบัหยดน้า อยสู่ามจุด และกลุ่มเครือญาติ "ย่างยุ่ง" หรือ "ย่างแพะ" ซึ่ง "ยุ่ง" ในภาษาเมี่ยนแปลว่า "แพะ" และกลุ่มเครือญาติ "หละย่างตอน" หรือ "ย่างเล็ก" ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ยุ่น รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่าง รุ่นที่ 4 คา นา หนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ แซง 8.แซ่รวย (โล่ห์ร่วย) เป็ นกลุ่มเครือญาติที่กล่าวกันว่ามีบรรพบุรุษเป็ นคนจีน ที่ได้กลายมาเป็ นคนเมี่ยน 200-300 ปี มาแล้ว แบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มเครือญาติย่อย คือ 8.1โล่ห์ร่วยซิ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม รุ่นที่ 2 ค าน าหนา้รุ่น คือ จนั๋ รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ ต๊ะ รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 6 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น 8.2โล่ห์ร่วยแปะ ล าดับการนับรุ่นของตระกูล รุ่นที่ 1 ค าน าหนา้รุ่น คือ จนั๋


ระบบโครงสร้าง 46 รุ่นที่ 2 ค าน าหน้ารุ่น คือ ต๊ะ รุ่นที่ 3 ค าน าหน้ารุ่น คือ เหยา รุ่นที่ 4 ค าน าหน้ารุ่น คือ ฝุ รุ่นที่ 5 ค าน าหน้ารุ่น คือ ว่น รุ่นที่ 6 ค าน าหน้ารุ่น คือ เจียม ท้งักลุ่มเครือญาติย่อย "โลห์ร่วยลิ่วซิ"และ "โล่ห์ร่วยแปะ" ต่างมีขอ้หา้มในการบริโภคเน้ือควาย ซ่ึง กล่าวกนัวา่ถา้บริโภคเขา้ไปแลว้จะทา ใหเ้กิดมีอนัเป็นไปต่าง ๆ เช่นผมบนศีรษะหลุดร่วงหมดท้งัศีรษะ ปากบิดเบ้ียว พูดจาไม่ชดัเจน ซ่ึงต่อไปอาจจะเป็นอมัพาตได้ซ่ึงเมี่ยนบางคนที่เคยใกล้ชิดกับคนในกลุ่ม เครือญาติย่อย "โล่ห์ร่วยแปะ" บางสาย เช่นอาจารย์ผู้ประกอบพิธีกรรมที่อยู่ในกลุ่มเครือญาติย่อย "ลีเฮย" (ที่สืบสายสกุลทางมารดา) ของหมู่บ้านเมี่ยนในอ าเภองาว จังหวัดล าปาง ที่เคยเป็ นลูกศิษย์เรียน "วิชา" จากอาจารย์ที่เป็ นคนในกลุ่มเครือญาติย่อย "โล่ห์ร่วยแปะ" ได้กล่าวอ้างว่า อาจารย์ได้เคยเล่าถึงนิทานที่ กล่าวถึงคนในกลุ่มเครือญาติย่อย "โล่ห์ร่วยแปะ" ที่มารดา เสียชีวิตในขณะที่ยังเป็ นเด็กทารก ต้องไปอาศัย กินนมวยัควาย หมูจนตวัเองเติบโตข้ึนมา จึงถือวา่ววัควาย หมูเป็นสัตวท์ ี่มีบุญคุณกับตนเอง และได้ สั่งหา้มไม่ใหลู้กหลานบริโภคเน้ือวยัควาย หมูอยา่งเด็ดขาด พร้อมท้งัสาปแช่งผลู้ะเมิดใหม้ีอนัเป็นไป ต่าง ๆ นานา ถึงแม้ว่ากลุ่มเครือญาติ "ลิ่ว" มีบรรพบุรุษเป็ นคนจีน และได้กลายมาเป็ นชาวเมี่ยนเมื่อหลายร้อยปี ก่อน แต่ท้งัสองกลมเครือญาติย่อยต่างมีพิธี ุ่ "โจ๋วด้าง" ที่กล่าวกันว่าเป็ นพิธีขอบคุณพระเจ้าและบรรพบุรุษ ที่ไดก้รุณาทา ใหก้ารเดินทางขา้มทะเลไปข้ึนบกที่มณฑลกวางตุง้ดว้ยความปลอดภยัซ่ึงแสดงใหเ้ห็นวา่กลุ่ม เครือญาติลิ่วก็ไดม้ีส่วนร่วมในการอพยพคร้ังสา คญัน้นัเหมือนกนัซ่ึงเรื่องน้ีจากการตรวจสอบเอกสาร "เกียเซ็นป๊ อง" ท้งั 2 ฉบับที่พบในประเทศไทย ไม่พบว่ามีแซ่สกุล "รวย" อยู่ในเอกสาร แต่จากความทรง จ าของเมี่ยนหลายแห่ง ระบุว่ามีกลุ่มเครือญาติ "รวย" ปรากฏอยู่ในเอกสาร "เกียเซ็นป๊ อง" ที่เคยผ่านตาพวก เขา ความเป็ นไปได้อีกประการหนึ่งของกลุ่มเครือญาติ "รวย" ที่สามารถประกอบพิธี "โจ๋วด้าง" ได้ก็ คือ บรรพบุรุษของพวกเขาได้มาแต่งงานกับผู้หญิงชาวเมี่ยน และยังคงสิทธิของการกลับไปใช้แซ่สกุลเดิม โดยการผ่านพิธี "เปี ยะล่างโหว" และใช้สิทธิของกลุ่มเครือญาติฝ่ ายหญิงที่ตนเองได้แต่งงานด้วย ในการ ประกอบพิธี "โจ๋วด้าง" ตลอดจนพิธี "การบวช" การบวชของกลุ่มเครือญาติย่อย "โล่ห์ร่วยแปะ" สามารถบวชได้ถึงระดับสูงสุด แต่บางกลุ่มกล่าว ว่าสามารถบวชได้ถึงระดับ "กว๋าฟ่ ามทอยตัง" ซ่ึงเป็นการบวชในระดบัต่า สุดเท่าน้นัความแตกต่างเช่นน้ีคง จะเกิดข้ึนในกลมเครือญาติย่อยแต่ละสายที่อพยพแยกย้ายจากกันมานานและประสบพับเหตุกากรณ์หรือมี ุ่ อุบตัิการณ์บางอยา่งที่ทา ใหเ้กิดมีขอ้จา กดัในระดบัของการบวชข้ึนมา


Click to View FlipBook Version