The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aust10thammarong.pon25, 2022-03-10 04:32:06

หนังสือแบบเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

Keywords: ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

แจกฟรีเฉพาะครผู ้สู อน

คมู่ อื ครู อจท.

ใชป้ ระกอบการสอนค่กู ับหนังสอื เรียน

เพ่ิม วธิ กี ารสอนเพื่อยกผลสมั ฤทธิ์

ผ่านกระบวนการเรยี นรู้ 5Es

เพมิ่ ข้อสอบเน้นการคิดเพ่อื พฒั นา

การเรียนรู้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

เพมิ่ กิจกรรมสร้างเสริมทักษะ

การเรยี นรตู้ ามศักยภาพผเู้ รียน

ใหม่ กิจกรรมบรู ณาการทักษะชวี ติ
และการทำงานตามแนวคิด

เศรษฐกจิ พอเพยี ง

พร้อม กิจกรรมเสรมิ สร้างประสบการณ์
การเรยี นรสู้ อู่ าเซยี น

ภาพปกนม้ี ขี นาดเทา่ กบั หนงั สอื เรยี นฉบบั จรงิ ของนกั เรยี น

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ñ˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ·Õè ÊÒúÑÞ

ò˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ·Õè ¤ÇÒÁþŒÙ ¹é× °Ò¹à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ´¹µÃäÕ ·Â ñ-òð
ó˹Nj ¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ŒÙ Õè
ô˹Nj ¡ÒÃàÃչ̷٠èÕ ● ¤ÇÒÁËÁÒ áÅлÃÐÇµÑ Ô¤ÇÒÁ໹š ÁҢͧ´¹µÃäÕ ·Â ò
õ˹Nj ¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè ● º·ºÒ· áÅÐÍ·Ô ¸Ô¾Å¢Í§´¹µÃյ͋ Êѧ¤Áä·Â ô
ö˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ŒÙ èÕ ● ͧ¤» ÃСͺ¢Í§´¹µÃäÕ ·Â ù
● ÃкºàÊÂÕ § áÅзÒí ¹Í§¢Í§´¹µÃäÕ ·Â
● ÅѡɳТͧº·à¾Å§ä·Â ñð
● à¤ÃèÍ× §ËÁÒ áÅÐÊÞÑ Åѡɳ·Ò§´¹µÃÕ
● ⹌µ´¹µÃäÕ ·Â ñò
● µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÍÒ‹ ¹ à¢Õ¹ áÅÐÃÍŒ §µÒÁâ¹µŒ º·à¾Å§ä·Â ñô
ñõ

ñ÷

à¤ÃÍ×è §´¹µÃÕ áÅÐǧ´¹µÃäÕ ·Â òñ-óø

● »ÃÐÇѵ¤Ô ÇÒÁ໹š ÁҢͧà¤ÃÍ×è §´¹µÃÕä·Â òò
● »ÃÐàÀ·¢Í§à¤ÃÍè× §´¹µÃÕä·Â òó
● ËÅ¡Ñ ¡ÒÃãªáŒ ÅкíÒÃ§Ø ÃÑ¡ÉÒà¤Ãè×ͧ´¹µÃբͧä·Â òø
● ÊÕÊѹ áÅйíÒé àÊÕ§¢Í§à¤Ã×èͧ´¹µÃäÕ ·Â óñ
● »ÃÐàÀ·¢Í§Ç§´¹µÃÕä·Â óò
● »ÃÐàÀ·¢Í§Ç§´¹µÃ¾Õ é¹× ºŒÒ¹ óö

ËÅ¡Ñ ¡ÒâѺÌͧ áÅкÃÃàŧà¤Ã×èͧ´¹µÃäÕ ·Â óù-öò
● ¤ÇÒÁËÁÒ áÅлÃÐàÀ·¢Í§¡ÒâѺÃÍŒ § ôð
● ËÅÑ¡¡Òà áÅТ¹Ñé µÍ¹¡ÒâºÑ Ìͧà¾Å§ä·Â ôò
● ËÅÑ¡¡ÒúÃÃàŧà¤ÃèÍ× §´¹µÃäÕ ·Â ôõ
● ¡ÒâѺÌͧ áÅкÃÃàŧà¤Ã×Íè §´¹µÃ»Õ ÃСͺà¾Å§ä·Âà´ÁÔ õñ
● ¡ÒâºÑ ÃÍŒ § áÅкÃÃàŧà¤ÃÍ×è §´¹µÃÕ»ÃСͺà¾Å§¾×鹺ŒÒ¹ õó

¤ÇÒÁÌپ¹×é °Ò¹à¡èÂÕ Ç¡Ñº´¹µÃÊÕ Ò¡Å öó-øð

● »ÃÐÇѵԤÇÒÁ໚¹ÁÒ áÅÐÇÔÇ²Ñ ¹Ò¡Òâͧ´¹µÃÕÊÒ¡Å öô
● ͧ¤» ÃСͺ áÅлÃÐàÀ·¢Í§´¹µÃÕÊÒ¡Å öö
● à¤Ãè×ͧËÁÒ áÅÐÊÑÞÅѡɳ㏠¹´¹µÃÊÕ Ò¡Å öø
● ¡Òû¯ºÔ µÑ ¨Ô ѧËÇÐ ÷õ

● ¡ÒÃÍÒ‹ ¹ à¢ÂÕ ¹ áÅÐÃÍŒ §µÒÁ⹌µÊÒ¡Å ÷ø

à¤ÃÍè× §´¹µÃáÕ ÅÐǧ´¹µÃÊÕ Ò¡Å øñ-ùô

● »ÃÐàÀ·¢Í§à¤ÃèÍ× §´¹µÃÕÊÒ¡Å øò
● ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ㪌 áÅкÒí ÃØ§Ã¡Ñ ÉÒà¤Ã×Íè §´¹µÃÕÊÒ¡Å øö
● Å¡Ñ É³Ð¢Í§Ç§´¹µÃÊÕ Ò¡Å øù

ËÅÑ¡¡ÒÃÌͧ áÅкÃÃàŧà¾Å§ÊÒ¡Å ùõ-ññø

● ËÅÑ¡¡ÒÃÌͧà¾Å§ÊÒ¡Å ùö
● ¡ÒúÃÃàŧà¤Ã×Íè §´¹µÃÊÕ Ò¡Å ñðó
● ¡ÒâºÑ Ìͧ áÅкÃÃàŧà¤ÃÍ×è §´¹µÃ»Õ ÃСͺ ñðø
● ¡Òö‹Ò·ʹÍÒÃÁ³¢Í§º·à¾Å§ ññó
● ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¤³Ø ÀÒ¾¢Í§º·à¾Å§ ññó

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สา� รวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปา หมายการเรียนรู

1. อาน เขียน รอ งโนต ไทย และโนตสากล
2. เปรียบเทียบเสียงรอง และเสียงของ

เครอ่ื งดนตรที มี่ าจากวัฒนธรรมทีต่ า งกัน
3. อธิบายบทบาทความสัมพันธ และอทิ ธิพล

ของดนตรีท่ีมตี อ สังคมไทย
4. ระบคุ วามหลากหลายขององคป ระกอบดนตรี

ในวฒั นธรรมตา งกัน

สมรรถนะของผูเรยี น

1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

ñหน่วยที่ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค

ความรูพนื้ ฐานเกย่ี วกบั ดนตรไี ทย 1. มวี ินยั
2. ใฝเ รียนรู
3. มงุ ม่นั ในการทํางาน
4. รกั ความเปน ไทย

ตัวชว้ี ัด ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ำาค่าอย่าง กระตนุ้ ความสนใจ Engage

■ อา่ น เขยี น รอ้ งโน้ตไทยและโนต้ สากล (ศ ๒.๑ ม.๑/๑)
■ เปรยี บเทยี บเสียงรอ้ งและเสยี งของเคร่ืองดนตรีทมี่ าจากวัฒนธรรม
ทต่ี า่ งกนั (ศ ๒.๑ ม.๑/๒) หน่ึงของชาติ เพราะบรรพบุรุษของเราได้ ครเู ปด ซีดีหรือดวี ดี ีภาพยนตรเรื่องโหมโรง
สรา้ งสรรคข์ น้ึ จากภมู ปิ ญั ญา และไดอ้ นรุ กั ษ์ ใหนกั เรียนชม จากน้ันครถู ามนกั เรยี นวา
■ อธิบายบทบาทความสมั พนั ธและอิทธิพลของดนตรีทม่ี ีตอ่ สังคมไทย
(ศ ๒.๒ ม.๑/๑) • นกั เรียนรสู ึกอยา งไรเมอื่ ไดช มภาพยนตร
■ ระบุความหลากหลายขององคป ระกอบดนตรใี นวฒั นธรรมต่างกนั สบื ทอดตอ่ กนั มาจนถงึ ปจั จบุ นั เชน่ เครอื่ งดนตรี เรอ่ื งนี้
ลีลา จังหวะ ท่วงทาำ นองของบทเพลง เป็นตน้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
(ศ ๒.๒ ม.๑/๒) ไดอ ยา งอิสระ)

สาระการเรียนรแู้ กนกลาง นอกจากนด้ี นตรไี ทยยงั เปน็ เอกลกั ษณป์ ระจาำ ชาติ • นกั เรยี นคดิ วา ภาพยนตรเ รอ่ื งนสี้ ะทอ นใหเ หน็
ท่ีแฝงไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ดังนั้น เราจึง ถึงส่ิงใด
■ เคร่ืองหมายและสญั ลักษณท างดนตรี จาำ เปน็ ตอ้ งศกึ ษาสงิ่ ตา่ งๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ดนตรไี ทย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
■ เสยี งรอ้ งและเสยี งของเครอื่ งดนตรใี นบทเพลงจากวฒั นธรรมตา่ งๆ ไดแ้ ก ่ ประวตั คิ วามเปน็ มา ระบบเสยี ง ทาำ นอง ลกั ษณะ ไดอยางอิสระ)
■ บทบาทและอทิ ธิพลของดนตรี
■ องคประกอบของดนตรใี นแต่ละวฒั นธรรม ของบทเพลง เคร่ืองหมาย และสัญลักษณ์ต่างๆ

ท่ีปรากฏอยใู่ นโนต้ เพลงไทยให้เข้าใจอยา่ งครบถว้ น

เกรด็ แนะครู

การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรนู ้ี ครคู วรแนะนาํ ใหน กั เรยี นเหน็ วา ดนตรไี ทย
คือ มรดกทางวฒั นธรรมอันลํ้าคาของชาติไทย ซึง่ มีมาต้งั แตอดตี โดยเร่ิมตั้งแตสมัย
กอนสโุ ขทัยเปน ราชธานี สมัยสุโขทัย สมัยอยธุ ยา และสมยั รตั นโกสินทร ในปจจบุ ัน
ดนตรไี ทยไมค อยไดรับความสนใจเหมือนครง้ั ในอดตี ท่ผี านมา ซึง่ ในปพ.ศ. 2547
ไดมีการสรางภาพยนตรท ีม่ ีเน้อื หาเกย่ี วกับดนตรไี ทย โดยเนื้อเรื่องไดเ คา โครง
มาจากประวตั ขิ องหลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นกั ดนตรีผูมชี ื่อเสยี ง
ดานการบรรเลงดนตรดี วยระนาดเอก คอื ภาพยนตรเ รอ่ื งโหมโรง นบั วา เปน การ
ปลุกกระแสใหค นไทยหันกลับมาสนใจดนตรีอกี ครั้ง เพราะดนตรไี ทยเปนมรดกทาง
วฒั นธรรม และเปน เครอื่ งหมายทแ่ี สดงลกั ษณะเฉพาะของชาตไิ ทยทเี่ ราควรภาคภมู ใิ จ
โดยการปลกู ฝง คา นยิ มทางดนตรไี ทยใหแ กเ ยาวชน เพอ่ื ใหเ กดิ ความรกั ความหวงแหน
ในศลิ ปะของชาติ และจะไดช ว ยกนั ทะนบุ าํ รงุ สง เสรมิ และรกั ษาไวใ หด าํ รงคงอยสู บื ไป

คูม่ อื ครู 1

กกรระตะตนุ้ E้นุ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปดซดี ีหรือดีวีดีการบรรเลงดนตรีไทย ๑. ความหมาย และประวัติความเปน มาของดนตรไี ทย
ในรปู แบบตางๆ เชน การบรรเลงดนตรใี นพธิ ีไหวค รู
การบรรเลงดนตรีประกอบกิจกรรมงานประเพณี ๑.๑ ความหมาย 1
เปนตน ใหนักเรยี นชม จากน้นั ครถู ามนักเรยี นวา ดนตรีไทย หมายถึง เพลงไทย
ที่มีระดับเสียงซึ่งประกอบขึ้นเป็นท�านอง
• นกั เรยี นคดิ วาเสยี งดนตรมี คี วามไพเราะ มีลีลา จังหวะ ความดัง-เบา สลับสอดแทรก
อยา งไร มีความไพเราะเสนาะหู ก่อให้เกิดความรู้สึก
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเห็น ร่ืนเริง สนุกสนาน อ่อนหวาน ให้ความสุข
ไดอ ยางอสิ ระ) ความเศรา้ โศก ปลกุ จติ ใจใหฮ้ กึ เหมิ ซงึ่ เราสามารถ
สัมผัสความรู้สึกน้ันได้ตามแนวท�านองเพลงท่ี
• นักเรียนรสู ึกอยางไรเมื่อไดช ม และฟง นกั ประพนั ธเ์ พลงไดจ้ นิ ตนาการ และประพนั ธไ์ ว้
การบรรเลงดนตรีไทยในรปู แบบตางๆ ดนตรไี ทยมคี วามสา� คญั ตอ่ การดา� เนนิ
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคิดเหน็ วิถีชีวิตของคนไทยมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน2
ไดอ ยางอิสระ) ดงั พบไดจ้ ากงานทจี่ ดั ขนึ้ นยิ มใหม้ วี งดนตรไี ทย
รว่ มบรรเลงดว้ ย เชน่ งานขน้ึ บา้ นใหม ่ งานทา� บญุ
จากน้ันครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายในหัวขอ
ดนตรีไทยมคี ณุ คา และความสาํ คัญตอสงั คมไทย
อยางไร

สา� รวจคน้ หา E×plore พิธไี หว้ครดู นตรีไทย เป็นพิธสี า� คญั ทผ่ี ้เู รียนดนตรี งานบวชนาค งานมงคลสมรส งานเฉลมิ ฉลอง
จะตอ้ งปฏิบัติกอ่ นจะเร่ิมเรยี น งานในเทศกาลต่างๆ ตลอดจนการบรรเลง
ใหนกั เรียนแบง กลมุ ออกเปน 4 กลุม ประกอบการแสดง เปน็ ต้น
ใหน กั เรยี นศึกษา คน ควา หาความรูเ พมิ่ เตมิ เก่ียวกับ (ที่มาของภาพ : http://www.x.thaikids.com)
ความหมาย และประวัติความเปนมาของดนตรีไทย
จากแหลง การเรียนรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรยี น ๑.2 ความเปน มา
หองสมุดชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็ เปนตน ดนตรีไทย เปน็ ดนตรที ีศ่ ิลปินสร้างสรรคข์ น้ึ เพ่ือใชบ้ รรเลงในกจิ กรรมต่างๆ ของสังคม
ในหัวขอทค่ี รกู ําหนดให ดังตอ ไปนี้ ที่ตนอาศยั อย ู่ เชน่ บรรเลงประกอบพธิ กี รรมตามความเชอ่ื บรรเลงเพ่ือความบันเทิงของผู้คน
ในชมุ ชน เปน็ ต้น
กลุม ท่ี 1 ดนตรีไทยในสมยั กอ นสโุ ขทยั ลกั ษณะ และรปู แบบของดนตรไี ทยนน้ั จะมคี วามเรยี บงา่ ย สา� หรบั ในสงั คมทใ่ี หญข่ น้ึ เชน่
กลมุ ท่ี 2 ดนตรีไทยในสมัยสโุ ขทยั สังคมเมือง รัฐท่ีมีเจ้าผู้ครองนคร มีพระมหากษัตริย์ปกครอง เป็นต้น การน�าดนตรีเข้าไปใช้
กลุมที่ 3 ดนตรไี ทยในสมยั อยุธยา ในกิจกรรมต่างๆ จะมีความประณีต มีการพัฒนาความสามารถของศิลปิน รูปแบบทางดนตรี
กลมุ ท่ี 4 ดนตรีไทยในสมยั รัตนโกสินทร เพลงร้อง ท�านองดนตรี จะมรี ะเบยี บมากขึ้น และใช้เปน็ แบบแผนต่อกันมาจนถงึ ปัจจบุ ัน
ทาํ เปน รายงาน นาํ สง ครผู สู อน และเตรยี มพรอ ม ส�าหรบั การแบ่งยคุ สมัยทางดนตรีของไทย จะนยิ มจดั แบ่งตามการดา� รงอยู่ของราชธานี
นาํ เสนอผลงานหนาชั้นเรยี น คอื สมัยก่อนสุโขทัย สมยั สโุ ขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ดังน้ี

2 ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
นกั เรียนควรรู
ขอใดกลาว ไมถกู ตอง เก่ยี วกบั ดนตรไี ทย
1 ดนตรีไทย เปนศิลปะการบรรเลงดนตรแี ขนงหนงึ่ ของไทย ซง่ึ ไดร ับอทิ ธิพล 1. เครือ่ งดนตรีไทยไดร บั แบบอยางมาจากประเทศอนิ เดีย
มาจากประเทศเพ่อื นบา นใกลเคียง เชน อนิ เดยี จีน อินโดนีเซีย เปน ตน 2. ลักษณะของเครือ่ งดนตรีไทยสามารถจําแนกเปน 4 ประเภท
เครื่องดนตรีไทยสามารถแบงออกเปน 4 ประเภท คือ ดดี สี ตี และเปา 3. เครื่องดนตรบี างชนิดมลี กั ษณะคลา ยกับเครื่องดนตรีของอินโดนีเซยี
2 วงดนตรีไทย จะแบงตามประเภทของการบรรเลง มอี ยูดวยกัน 3 ประเภท 4. บดิ าแหง เพลงไทยเดมิ คอื พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระนราธปิ ประพนั ธพ งศ
คือ วงปพ าทย วงเครอื่ งสาย และวงมโหรี
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะผทู ไ่ี ดร บั การขนานพระนามเปน
มมุ IT
“พระบดิ าแหงเพลงไทยเดิม” คือ สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ เจาฟาบรพิ ตั ร
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควาเพิม่ เติมเก่ยี วกบั วงดนตรไี ทย สุขมุ พันธุ กรมพระนครสวรรคว รพนิ ิต ผทู รงพระนิพนธเพลงไทย เพลงฝรงั่
ไดจาก http://www.2.udru.ac.th และเพลงไทยเดมิ ไวมากมาย เชน เพลงวอลตชป ล้มื จติ เพลงวอลตซชุมพล
เพลงสุดเสนาะ เพลงมหาฤกษ เพลงพญาโศก เปนตน

2 คูม่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๑. สมัยก่อนสโุ ขทัย ๒. สมัยสโุ ขทัย ใหน ักเรยี นแตละกลุมที่ไดศกึ ษา คนควา
เกย่ี วกบั ความหมาย และประวัติความเปนมาของ
ดนตรใี นสมยั ก่อนสุโขทยั เป็นราชธานี จากหลกั ฐาน 1ดนตรีในสมัยสุโขทัยนั้นค่อนข้างมีความคล้ายคลึง ดนตรีไทย ในหัวขอ ดนตรไี ทยในสมัยกอ นสุโขทยั
ทางโบราณคดีพบวา่ ได้มกี ารเล่นดนตรีกันใน เปนราชธานี ดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั ดนตรไี ทย
หลายลกั ษณะท่ัวทุกอาณาจกั ร ไม่ว่าจะเปน็ กับสมัยก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี โดยเคร่ืองดนตรีที่ปรากฏ ในสมัยอยธุ ยา ดนตรไี ทยในสมยั รัตนโกสินทร
อาณาจกั รลา้ นนา ทวารวด ี ศรวี ชิ ยั สพุ รรณภมู ิ ละโว้ ในยคุ สมยั น ี้ เชน่ กระจบั ป ่ี พณิ นาำ้ เตา้ พณิ เพยี ะ สง ตัวแทนกลุมละ 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรู
เครอ่ื งดนตรที ่ใี ช้ ได้แก ่ เครื่องดนตรีประเภท ซอสามสาย ฆ้อง กลองทัด ตะโพน กลองตุก ตามทไี่ ดศ ึกษามาหนา ชน้ั เรยี น จากนั้นครูถาม
เครอื่ งดดี เชน่ พณิ นา้ำ เตา้ พณิ เพยี ะ หรอื พณิ เปยี ะ (กลองชาตร)ี ทบั (โทน) มโหระทกึ บณั เฑาะว ์ นกั เรียนวา
เปน็ ต้น เครือ่ งดนตรีประเภทเคร่อื งต ี เชน่ กงั สดาล ฉ่งิ เปน็ ต้น และได้มกี ารประสม
ฆ้องกลอง เป็นต้น และเครื่องดนตรีประเภท วงดนตรีในรูปแบบตา่ งๆ ขน้ึ เช่น วงขบั ไม้ • ดนตรีไทยในสมยั ใดที่เปลีย่ นแปลงไป
เคร่อื งเป่า เช่น แคน ป ่ี เป็นตน้ ใชบ้ รรเลงในงานพระราชพิธีสำาคญั อยางเหน็ ไดชัด และเพราะเหตใุ ด
ไดแ้ ก่ พระราชพิธขี ับกลอ่ ม จงึ เปนเชน นน้ั
พระเศวตฉัตร พระราชพิธี (แนวตอบ ในสมัยรตั นโกสนิ ทรชวงรัชสมยั
ขบั กลอ่ มพระบรรทม ของรชั กาลท่ี 7 เพราะมกี ารเปลีย่ นแปลง
พระราชกุมารหรือพระราชกมุ ารี การปกครอง มกี ฎระเบยี บขอ หา มเรื่อง
พระราชพธิ ขี บั กล่อมพระยาช้างเผอื ก การเลน ดนตรี จงึ ทําใหด นตรีในสมยั นี้
มกี ารนาำ วงป่ีพาทยเ์ ครือ่ งห้าไปใช้บรรเลง ซบเซา ไมไดรบั การดูแลดังเชนทผ่ี า นมา)
ประกอบการแสดงละครชาตรีและในพิธีการ
ต่างๆ และวงมโหรเี คร่อื งสใ่ี ช้บรรเลงใน
พระราชพิธตี า่ งๆ เป็นตน้

๓. สมยั อยธุ ยา ๔. สมยั รัตนโกสินทร์ ขยายความเขา้ ใจ E×pand

สมัยอยุธยา มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีประเภท ดนตรีในสมัยรัตนโกสินทร์มีความเจริญรุ่งเรืิอง ใหน ักเรียนรว มกันสรปุ สาระสาํ คัญเกยี่ วกับ
เครื่องสายขึ้น ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และยังได้มีการ อยา่ งมาก โดยมพี ฒั นาการตอ่ เนอื่ งมาจากดนตรสี มยั อยธุ ยา ความหมาย และประวตั คิ วามเปน มาของดนตรไี ทย
ปรับปรุงประสมวงดนตรีขึ้นใหม่ ได้แก่ วงมโหรีเคร่ืองหก มีวงดนตรีหลายลักษณะเกิดขึ้น เช่น วงปี่พาทย์เสภา ในสมยั ตางๆ ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผูสอน
วงป่พี าทย์เคร่อื งห้า และวงเครอ่ื งสาย ทใ่ี ช้บรรเลงขับกลอ่ ม วงปี่พาทย์เคร่ืองคู่ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ วงปี่พาทย์
ในงานมงคลท่ัวไป ส่วนเพลงไทยที่มีการประพันธ์ขึ้นในสมัย ดกึ ดาำ บรรพ ์ วงเครอ่ื งสายไทย วงมหาดรุ ยิ างคไ์ ทย ตรวจสอบผล Evaluate
อยุธยา เช่น เพลงนางนาค ยิกินแปดบท สมิงทอง เขนง เปน็ ต้น สาำ หรับเคร่อื งดนตรที เ่ี กดิ ขึ้น
เปน็ ตน้ หรอื นาำ มาใช้ในวงดนตรีไทยมีหลายชนิด เชน่
ฆ้องวงเล็ก ระนาดทมุ้ กลองสองหน้า
องั กะลงุ เป็นตน้ ส่วนลักษณะ 1. ครูพจิ ารณาจากการทํารายงานของนกั เรียน
ของเพลงท่เี กิดขึ้นในสมัยน้ี ในเรอ่ื งความหมาย และความเปน มาของ
มีเพลงเถา เพลงโหมโรงเสภา ดนตรีไทย
เพลงละคร และเพลง
สำาเนยี งภาษา 2. ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสําคญั เกยี่ วกบั
ความหมาย และประวัตคิ วามเปน มาของ
ดนตรไี ทยของนกั เรยี น



บูรณาการเชอ่ื มสาระ เกร็ดแนะครู

จากการศกึ ษาเกยี่ วกบั ความรพู นื้ ฐานเกยี่ วกบั ดนตรไี ทย สามารถเชอื่ มโยง ครคู วรอธิบายเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั การดนตรใี นสมัยธนบรุ ีวา เนือ่ งจากในสมยั นี้
กบั การเรยี นการสอนในกลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม มีเวลาในการสรางเมอื งเพียง 15 ป ประกอบกบั เปนสมยั แหง การกอสรางบา นเมอื ง
ในกลุม วชิ าประวตั ิศาสตร เร่อื งการศกึ ษาเกี่ยวกับยคุ สมยั ตางๆ ของไทย ภายหลงั จากการเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยา วงดนตรไี ทยในสมยั น้ี สนั นษิ ฐานวา ยงั คงมลี กั ษณะ
ไดแก สมยั กอ นสโุ ขทยั เปน ราชธานี สมัยสโุ ขทัย สมยั อยุธยา สมัยธนบรุ ี และรปู แบบเหมือนในสมยั อยุธยา
และสมัยรัตนโกสินทร ซ่ึงจะทาํ ใหนักเรยี นเขา ใจววิ ัฒนาการทางดนตรที ี่มี
รปู แบบแตกตางกนั ออกไปตามยุคสมัย ซึง่ ทาํ ใหด นตรมี กี ารเปล่ยี นแปลง นกั เรยี นควรรู
ไปจากเดิม ซึง่ จะชวยใหนกั เรียนเกิดความเขา ใจในเรื่องความเปน มาของ
ดนตรีไทยไดดยี ิง่ ขึน้ 1 กระจบั ป เปนเคร่อื งดนตรีที่มีสายไวด ีดอกี ประเภทหนึ่ง ซึง่ แตเ ดมิ อาจจะใช
ดีดเลนเปนสามัญเชน เดียวกบั พิณเพี๊ยะ และเคร่ืองดนตรอี ่ืนๆ ในกฎมณเฑยี รบาล
สมัยอยธุ ยาไดกลาวถงึ กระจบั ปไ วตอนหนึง่ วา “รองเพลงเรอื เปา ป เปาขลยุ สีซอ
ดีดจะเข กระจบั ป ตีโทนทบั โหร อ งน่นั ”

คู่มือครู 3

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี กยี่ วกบั การแสดงดนตรใี นงาน นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ประเทศไทยยังได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ จึงได้มี
พระราชพธิ ขี องราชสาํ นกั งานพธิ ขี องราษฎรหรอื งาน การคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีเลียนแบบเคร่ือ1งดนตรีของชาวต่างชาติขึ้น เช่น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙
ดนตรใี นกจิ กรรมอนื่ ๆ ใหน กั เรยี นชม จากนน้ั ครถู าม หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีเลียนแบบเครื่องดนตรีของ
นักเรยี นวา อนิ โดนเี ซีย เรียกว่า “อังกะลงุ ” และปี พ.ศ. ๒๔๖๗ อาจารย์มนตร ี ตราโมท ได้น�าขมิ มาบรรเลง
ร่วมกับวงเครื่องสายไทยเป็นครั้งแรก เรียกว่า “วงเคร่ืองสายประสมขิม” เป็นต้น รวมทั้งยังมี
• นกั เรยี นเคยเหน็ กจิ กรรมเหลา นม้ี ากอ นหรอื ไม วงดนตรีหลายลักษณะเกิดข้ึน เช่น วงปีพาทย์เครื่องคู่ วงเครื่องสายไทย วงมหาดุริยางค์ไทย
ถา เคย กิจกรรมนม้ี ีดนตรีเขาไปเกี่ยวขอ ง เปน็ ตน้ สา� หรบั ลักษณะของเพลงไทยที่เกดิ ข้นึ ได้แก ่ เพลงเถา เพลงโหมโรงเสภา เพลงละคร
ไดอ ยา งไร และเพลงส�าเนยี งภาษา
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยางอสิ ระ) ๒. บทบาท และอิทธพิ ลของดนตรตี อ่ สงั คมไทย

• ดนตรมี ีบทบาทสําคัญอยางไรกบั สงั คม วัฒนธรรมมีความส�าคัญต่อการด�าเนินชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตตามที่ได้กล่าวมา
(แนวตอบ ดนตรีมคี วามสัมพนั ธเกีย่ วขอ งกบั ขา้ งตน้ เมอ่ื สงั คมของมนษุ ยม์ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ และพฒั นามาสสู่ งั คมทม่ี ขี นาดใหญ ่ แตล่ ะสงั คม
ชวี ติ มนษุ ยต ง้ั แตเ กดิ จนตาย เชน งานโกนผมไฟ ก็ได้มีการตดิ ต่อกนั ข้ามวฒั นธรรม จึงทา� ให้วฒั นธรรมมกี ารปรบั ปรุงจนมีรูปแบบทีช่ ดั เจน
งานบวช งานแตงงาน งานศพ เปน ตน) สา� หรบั วฒั นธรรมไทย มกี จิ กรรม และประเพณตี า่ งๆ ทมี่ กี ารนา� ดนตรเี ขา้ ไปบรรเลง ขบั รอ้ ง
โดยดนตรีแต่ละประเภทน้ันมีบทบาทหน้าท่ีตามวัตถุประสงค์ของงานท่ีจัดข้ึน อย่างไรก็ตาม
• เสยี งดนตรีมีความสัมพนั ธตอจิตใจของมนษุ ย เน่ืองจากประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชากรท่ีมีความแตกต่างกันทาง
อยางไร ดา้ นสงั คม และวัฒนธรรม บทบาทของดนตรที ี่ปรากฏอยใู่ นประเทศไทยจงึ มีความหลากหลาย
(แนวตอบ เสยี งดนตรจี ะชว ยปรับสภาพจิตใจ โดยสามารถแบง่ บทบาทของดนตรีไทย และดนตรพี ืน้ บ้านได ้ ดังนี้
ใหเ ยือกเยน็ ผอนคลายความตึงเครียด
ลดความวติ กกงั วล กระตนุ ทักษะการเรียนรู 2.๑ บทบาทของดนตรีตอ สงั คมไทย
และความจํา) ๑) บทบาทของดนตรไี ทย หมายถงึ ดนตรที มี่ แี บบแผน และมรี ปู แบบเปน็ ดนตรที เ่ี ปน็
ตัวแทนข2องดนตรีประจ�าชาติ เช่น วงปีพาทย์ วงเครื่องสายไทย วงมโหรี วงปีกลองชนะ
สา� รวจคน้ หา Explore วงบวั ลอย เปน็ ต้น โดยดนตรีไทยมีบทบาทปรากฏอยู่ในงาน และกิจกรรมตา่ งๆ ดังต่อไปนี้

ใหน ักเรียนศึกษา คน ควา หาความรเู พม่ิ เตมิ ๑ พระราชพธิ ขี องราชสาำ นกั เมอื่ มกี ารจดั งานพระราชพธิ ตี า่ งๆ จะมกี ารนาำ ดนตรเี ขา้ ไปบรรเลง เชน่ มกี ารบรรเลง
เกยี่ วกบั บทบาท และอทิ ธพิ ลของงานดนตรี วงปี่พาทย์ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีเปล่ียนเคร่ืองทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
ตอ สงั คมไทย จากแหลง การเรยี นรูตา งๆ เชน งานกฐินพระราชทาน การบรรเลงดนตรีในงานพระบรมศพ งานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งจะนิยม
หองสมุดโรงเรยี น หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ น็ต บรรเลงด้วยวงป่ีกลอง วงป่พี าทยน์ างหงส์ เป็นตน้
เปนตน พรอมทงั้ คน หาภาพการบรรเลงดนตรไี ทย ๒ งานพิธีของราษฎร และในกจิ กรรมอ่ืนๆ เช่น งานบุญ นยิ มนำาวงปพ่ี าทย์มาบรรเลงในงาน เชน่ งานบวชนาค
ในกิจกรรมตา งๆ ทพ่ี บเห็นในปจ จุบนั แลวเขยี น งานทำาบุญขึ้นบ้านใหม่ งานทำาบุญเลี้ยงพระ งานเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นต้น สำาหรับงานมงคลลักษณะอ่ืนๆ
อธิบายขอ มูลของการบรรเลงดนตรที ่พี บวา เช่น งานมงคลสมรส งานเลย้ี งรบั รอง นิยมบรรเลงดว้ ยวงเครอ่ื งสายไทย หรอื วงมโหร ี เปน็ ต้น
เปนวงดนตรีประเภทใด และกาํ ลงั บรรเลงอยูใน
กิจกรรมใด ๓ งานพธิ ขี องราษฎร ประเภทงานศพ นยิ มบรรเล3งดว้ ยวงปพ่ี าทยน์ างหงส ์ วงปพ่ี าทยม์ อญ วงบวั ลอย หรอื วงแตรวง

๔ ดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบการแสดง เชน่ โขน หนงั ใหญ ่ หนุ่ ละครเลก็ หนุ่ กระบอก ละคร ลเิ ก นยิ มใชว้ งปพ่ี าทยม์ าบรรเลง
เปน็ ต้น
๕ ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบการแสดงภาพยนตร์ และละครโทรทศั น์ จะนยิ มใชด้ นตรปี ระกอบในเนอื้ เรอื่ งทแี่ สดงถงึ
ความเปน็ ไทย เชน่ ภาพยนตร ์ เร่อื ง “โหมโรง” ละครพ้นื บ้านเรอื่ ง “ปลาบทู่ อง” เปน็ ต้น
๖ ดนตรีท่ีใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ เช่น เชิญชวนเท่ียวงานท่ีเก่ียวข้องกับวัฒนธรรม

4 งานเทศกาล งานรณรงคด์ า้ นศิลปวัฒนธรรม การจัดขบวนแห ่ นิยมนาำ ขบวนแห่ด้วยวงแตรวง เป็นต้น

นกั เรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เปนผทู มี่ ีฝม ือในการตีระนาดเอก ใหนกั เรียนหาภาพเครื่องดนตรที ี่เกิดข้ึนในสมยั ตางๆ มาจัดทําเปน
ท่ีหาตวั จับยาก ทา นเปนสังคตี กวีในชว งสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 ซ่งึ เปน ยคุ ทีด่ นตรีไทย สมุดภาพ พรอมเขียนคําบรรยายใตภาพ ตกแตง ใหสวยงาม นําสงครผู สู อน
เฟอ งฟทู ีส่ ดุ สมัยหนึง่ และภายหลงั ไดตีระนาดเอกถวายสมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ
เจา ฟา กรมพระยาภาณุพนั ธวงศวรเดช จงึ ไดร ับประทานตําแหนง เปน “จางวาง กจิ กรรมทา ทาย
มหาดเลก็ ในพระองค” คนทั่วไปจึงเรยี กวา “จางวางศร”
2 วงบัวลอย เปนการบรรเลงดนตรที ีประกอบดวยปชวา กลองมลายู ใหน กั เรียนวิเคราะหล กั ษณะของดนตรีไทยในสมัยกอ นสุโขทัยเปน
และฆองเหมง นยิ มนาํ มาเลน ในงานอวมงคล แตเ ดมิ น้ันวงบัวลอยประกอบดวย ราชธานี ดนตรไี ทยในสมยั สุโขทยั ดนตรีไทยในสมัยอยุธยา และดนตรีไทย
ปช วา 1 เลา กลองมลายู 2 คู และฆองเหมง 1 ใบ ภายหลังใชกลองมลายูเพียง ในสมัยรัตนโกสินทร ทําเปน ตารางเปรียบเทยี บความเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขึ้น
1 คู เทา น้นั ในแตละยคุ สมยั ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู ูสอน
3 หนงั ใหญ ทาํ จากหนังววั หรอื หนงั ควาย นํามาฉลเุ ปนรูปพระ นาง ยักษ ลงิ
ตามตวั ละครในเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตวั หนงั เม่อื จะนํามาแสดงตอ งมคี นเชดิ และตองมี
ผูพ ากยทาํ หนาทพ่ี ูดแทนตัวหนัง ใชว งปพาทยบรรเลงประกอบการแสดง

4 คู่มือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) บทบาทของดนตรีพ้ืนบ้าน วงปพ าทยม อญ นยิ มบรรเลงในงานอวมงคล ใหน กั เรยี นรว มกันอภปิ รายเกย่ี วกับบทบาท
และอิทธิพลของดนตรีตอสงั คมไทย บทบาทของ
ดนตรีพ้ืนบ้านของไทยน้ันมีความหลากหลาย (ท่มี าของภาพ : http://www.shutterphoto.com) ดนตรตี อ สังคมไทย และบทบาทของดนตรพี ืน้ บาน
ตามสภาพของสังคม และวัฒนธรรม เพราะ ตามท่ไี ดศ ึกษามา จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา
คนไทยในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน
ทางด้านพ้ืนฐานทางสังคม และวัฒนธรรม • ดนตรีที่มแี บบแผน และมรี ูปแบบเปน ดนตรี
โดยดนตรีพ้ืนบ้านของแต่ละกลุ่มชนท่ีอยู่ตาม ทเ่ี ปนตวั แทนของดนตรีประจาํ ชาติไทย
ภมู ิภาคต่างๆ ทีไ่ ด้มกี ารนา� มาบรรเลง ขับรอ้ ง คอื วงดนตรีชนดิ ใด
ในกิจกรรมต่างๆ ท้งั ในงานมงคล งานอวมงคล (แนวตอบ ดนตรที ี่ถือวาเปนดนตรีประจํา
งานรนื่ เริง และประกอบการแสดง มดี งั นี้ ชาติไทยน้ัน เชน วงปพ าทย วงเครอ่ื งสาย
วงมโหรี เปนตน ซ่งึ วงดนตรีประเภทนี้
ภาคเหนอื จะบรรเลงอยใู นงานหรอื กิจกรรมตางๆ
ไดแก พระราชพิธีของราชสํานัก และงาน
ไดแ้ ก ่ วงสะล้อซงึ ขลยุ่ (วงสะล้อซอซึง ภาคกลาง พธิ ขี องราษฎร)
หรือวงสะล้อซอปิน) วงปีจ่ ุม วงป้าดฆ้อง วงตึ่งโนง ไดแ้ ก่ วงป่พี าทย์พนื้ บ้าน แตรวง วงกลองยาว
ประเภทของเพลง และทำานองร้อง เชน่ อือ่ ซอ ค่าว ฮำ่า ประเภทของเพลงและทาำ นองรอ้ ง เชน่ เพลงกลอ่ มลูก • ดนตรพี น้ื บานของไทยมีลกั ษณะอยา งไร
(แนวตอบ ดนตรพี น้ื บา นเปน การสรา งบทเพลง
ซอจะป ุ ซอเงี้ยว ซอดาด เปน็ ต้น ประเภท เพลงฉอ่ ย เพลงอีแซว เพลงรอ่ ยพรรษา การรอ งเพลง การเลน ดนตรขี องคนในทอ งถนิ่
การแขง่ ขันหรอื บรรเลงทัว่ ไป เช่น เพลงราำ ภาข้าวสาร เพลงสงฟาง ซง่ึ ลกั ษณะของดนตรีพื้นบา นจะเปนการ
วงกลองสะบดั ชัย เปน็ ต้น เพลงรำาโทน เปน็ ต้น บรรเลงดวยเคร่อื งดนตรพี น้ื บานตามแตละ
ทอ งถนิ่ ทมี่ จี งั หวะ และทาํ นองเปน เอกลกั ษณ
อีสาน เฉพาะตวั เนอื้ เพลงท่นี าํ มาใชใ นการรอง
จะใชภ าษาถน่ิ นอกจากน้ี ดนตรีพืน้ บา น
ไดแ้ ก่ วงพณิ แคนโหวด วงกนั ตรึม วงหมอลาำ ภาคใต ้ แตล ะทองถ่นิ ยังมีความแตกตางกันออกไป
วงโปงลาง วงดนตรีต้มุ โมง ประเภทของเพลง ได้แก ่ วงดนตรโี นรา วงดนตรีหนงั ตะลงุ ตามความเช่อื ประเพณี วฒั นธรรม วิถชี วี ติ
ของคนในทอ งถิน่ นั้นๆ)
และทาำ นองร้อง เช่น เพลงโคราช ลาำ เตย้ วงกาหลอ วงดนตรีประกอบการแสดงมะโย่ง
ลำากลอน ลำาพ้นื เจรยี ง เป็นต้น วงดนตรีซีละ วงดนตรรี องเงง็ วงดนตรใี นพธิ ตี ือร ี • นกั เรยี นสามารถขับรองเพลงพื้นบาน
ของภาคตนเองไดห รือไม ถาได
วงดนตรีในพิธีกรรมลมิ นต ์ ประเภ1ทของเพลง นักเรียนสามารถขบั รองเพลงใดได
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
และทำานองรอ้ ง เช่น เพลงบอก เพลงเรือ ไดอยางอสิ ระ)
เพลงนา เพลงคาำ ตกั เป็นต้น

5

ขอ สอบ O-NET เกร็ดแนะครู

ขอ สอบป ’50 ออกเก่ียวกบั ลักษณะของเครอื่ งดนตรพี ้นื บา น ครูควรเปดซีดหี รอื ดวี ดี ีหรือสอื่ อนิ เทอรเนต็ ทเี่ กี่ยวกบั การแสดงดนตรพี นื้ บาน
เครื่องดนตรพี ืน้ บานในขอใดทเ่ี ปน เคร่ืองดนตรีในภูมภิ าคเดียวกันท้ังหมด 4 ภาค ใหนักเรียนฟง เชน เพลงซอ เพลงชาวเหนอื เพลงดวงดอกไมของภาคเหนอื
1. ป พิณ โปงลาง แคน โหวด หมอลาํ เพลงโคราช เจรียงกนั ตรึมของภาคอสี าน เพลงรองเรอื เพลงบอก
2. พิณ สะลอ โหวด โปงลาง ซงึ เพลงกําพรัดของภาคใต เพลงฉอย เพลงอีแซว เพลงเรือของภาคกลาง เปนตน
3. รํามะนา ฆองคู กลองโนรา พิณ เพ่อื ใหน กั เรียนสามารถเปรยี บเทียบเสยี งรอง เสียงเคร่อื งดนตรีของแตละภาค
4. โทนชาตรี ป ตะโพน ฆองวง วา มลี กั ษณะเดนอยางไร ซง่ึ จะทาํ ใหนักเรยี นมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับดนตรี
พ้นื บา นไดด ีย่งิ ขึ้น
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะป พณิ โปงลาง แคน โหวด

ลว นจดั เปน เครอื่ งดนตรภี าคอีสานทัง้ สิ้น

นกั เรียนควรรู

1 เพลงบอก เปนเพลงพนื้ เมอื งท่ีนิยมเลน แพรหลายที่สุดในสมัยกอ น เมื่อถึง
หนาสงกรานตยงั ไมมีปฏทิ นิ บอกสงกรานตแ พรห ลายอยางปจจบุ ัน จะมแี มเพลงนํา
รายละเอยี ดเกยี่ วกบั สงกรานตอ อกปา วประกาศแกช าวบา น โดยรอ งเปน เพลงพนื้ บา น
และมลี กู คูรบั เปนทาํ นองเฉพาะ จึงมชี ือ่ เรียกวา “เพลงบอก”

ค่มู ือครู 5

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน ักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ 2.2 อิทธิพลของดนตรีตอ สังคมไทย
บทบาท และอทิ ธพิ ลของดนตรตี อ สงั คมไทย ในหวั ขอ ดนตรเี ปน็ เรอื่ งของเสยี งทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั วถิ ชี วี ติ ของมนษุ ย ์ เสยี งดนตรชี ว่ ยสรา้ งเสรมิ
อิทธิพลของดนตรีตอสังคมไทย ตามท่ีไดศึกษามา จติ ใจของมนษุ ย ์ จรรโลงใจใหม้ คี วามสขุ อม่ิ เอบิ คณุ คา่ ของดนตรสี นองตอบตอ่ กจิ กรรมในรปู แบบ
จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา ต่างๆ เช่น งานพระราชพิธี งานพิธีกรรมของประชาชน งานรื่นเริง ประกอบการแสดงละคร
การแสดงภาพยนตร์ ใช้ในรูปของการเรียนการสอน การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมกลุ่ม
• ส่ิงใดท่ีเปน ปจจยั สาํ คัญทท่ี ําใหค นในสมยั เมอื่ เขา้ คา่ ยเยาวชน คา่ ยลกู เสอื คา่ ยอาสาสมคั รตา่ งๆ เปน็ ตน้ การทม่ี นษุ ยน์ า� ดนตรใี ปใชใ้ นกจิ กรรม
โบราณไดคิดคน และประดิษฐเครอ่ื งดนตรีขน้ึ ดังกล่าว เพราะดนตรีเป็นศิลปะของเสียงที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สื่อกลางท่ีดีที่สุดของกิจกรรม
(แนวตอบ ในอดีตมนุษยม ีความเชื่อวา ดงั ทกี่ ลา่ วนอี้ ยทู่ คี่ วามรสู้ กึ ในกจิ กรรมทจี่ ดั ขนึ้ นนั้ เปน็ สา� คญั ดงั นนั้ เพอื่ ใหน้ กั เรยี นไดเ้ ขา้ ใจอทิ ธพิ ล
ปรากฏการณธ รรมชาติตางๆ เชน ฟา แลบ ของดนตร ี นกั เรยี นจงึ ควรเขา้ ใจความรพู้ นื้ ฐานของดนตรโี ดยภาพรวม และความรทู้ เี่ กยี่ วกบั ดนตรไี ทย
ฟารอง ฟาผา แผน ดินไหว พายุ การเจบ็ ปว ย ตามหัวข้อ ดังน้ี
ความทกุ ข ความตาย เปน ตน สิง่ เหลานม้ี นษุ ย
ไมส ามารถหาคําตอบไดว า เกดิ ขึน้ ไดอยา งไร ๑. ธรรมชาติและเสียงของดนตรไี ทย มนุษย์ในยุคโบราณดำารงชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติท่ีเป็นขุนเขาลำาเนาไพร
จงึ จินตนาการวา เทพเจาหรอื ผูทรงไวซง่ึ พลงั
อาํ นาจเหนือธรรมชาติเปน ผทู าํ ใหเกิดเสยี ง อยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปราศจากส่ิงอำานวยความสะดวก มนุษย์ได้เรียนรู้การจัดการกับกิจกรรมต่างๆ เพื่อ
ตอมามนษุ ยจึงคิดคน เครื่องมือท่ีจะทาํ ใหเกดิ
เสียงข้นึ และส่ิงน้นั กค็ ือเครอ่ื งดนตรที ี่ทําจาก ความอยรู่ อด มีอาหารกินดว้ ยการเกบ็ ของปา่ ลา่ สัตว์ มนษุ ยอ์ ยู่รวมกันเป็นกลุ่มสังคม มีการพฒั นาปรับปรุงชีวติ ของตน
วสั ดุธรรมชาตทิ ี่มอี ยใู นทอ งถ่นิ นํามาใชใ นการ
สอ่ื สาร โดยเนนการตหี รอื สี เพ่ือทาํ ใหเ กิด และสงั คมให้อยรู่ ่วมกนั อยา่ งปลอดภัย และมีความสขุ
เสียงดัง)
ปรากฏการณธ์ รรมชาตติ า่ งๆ เชน่ ฟา้ แลบ ฟา้ รอ้ ง ฟา้ ผา่

แผ่นดินไหว พายุหมุน การเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน

ความตาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถค้นหา

คำาตอบได้วา่ ทำาไมจึงเป็นเช่นนัน้ และเมอื่ ไม่สามารถค้นหา

คำาตอบทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์ธรรมชาติได้

จงึ จนิ ตนาการ และเชอื่ มโยงความคดิ เหลา่ นนั้ กบั สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ

กลายเป็นว่าเพราะเทพเจ้า หรือผู้ทรงไว้ซ่ึงพลังอำานาจ

เหนือธรรมชาติ กระทำาให้เกิดเสียงน้ันข้ึน ต่อมามนุษย์

จึงได้คิดค้นและประดิษฐ์เคร่ืองมือท่ีทำาให้เกิดเสียงข้ึน มนุษยในยุคโบราณมักจะจินตนาการว่า ปรากฏการณ
โดยส่ิงประดิษฐ์ดังกล่าวก็คือ “เคร่ืองดนตรี” น่ันเอง ธรรมชาต ิ เชน่ ฟา แลบ ฟา ผา่ เปน็ ตน้ เปน็ สงิ่ ทเี่ ทพเจา้
โดยในช่วงแรกเคร่ืองดนตรีจะเป็นแบบเรียบง่าย ทำาจาก ทา� ใหเ้ กดิ ขน้ึ
วัสดธุ รรมชาตทิ ีม่ อี ยูใ่ นทอ้ งถน่ิ เชน่ ไม้ หนงั สตั ว์ ตวั หอย
เป็นต้น เครื่องดนตรีดังกล่าวมนุษย์จะนำามาใช้สื่อสาร (ทีม่ าของภาพ : http://www.ben14.com)

หรอื ใช้เพอ่ื เปน็ สญั ญาณสือ่ สารกัน โดยเน้นด้วยการตี หรือการทาำ ให้เกดิ เสียงดัง

เสียงดนตรีในยุคแรกๆ มีความเรียบง่าย มีระดับเสียงไม่มากนัก เม่ือมนุษย์เจริญข้ึนจึงมีการพัฒนาเคร่ืองดนตรี

ให้เกิดระดับเสียงมากกว่าที่มีอยู่ เมื่อมีเสียงหลายระดับเสียง จึงนำาเครื่องดนตรีที่พัฒนาขึ้นมาบรรเลงจนเกิดเป็น

ทำานองเพลง และได้พัฒนาวิธีการบรรเลงอยู่เร่ือยๆ และเม่ือประสมรวมเคร่ืองดนตรีหลายช้ินเข้าเป็นกลุ่ม ในท่ีสุด

ก็เกิดเป็นวงดนตรี เป้าหมายของเคร่ืองดนตรีท่ีใช้ในช่วงแรกๆ ใช้บรรเลงเพ่ือประกอบพิธีกรรม จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่

การบรรเลงเพ่อื กิจกรรมนนั ทนาการ เพือ่ ประกอบการแสดง เพื่อความบนั เทงิ ตลอดจนเพื่อกิจกรรมอน่ื ๆ



บรู ณาการอาเซยี น ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
จากการศกึ ษาเกีย่ วกบั ความรูพ ้นื ฐานเกย่ี วกบั ดนตรีไทย สามารถเช่อื มโยงกับ
ประเทศสมาชิกอาเซียน คือ ประเทศกัมพชู า ซึ่งมีความคลา ยคลงึ ในเรอื่ งดนตรี คือ เพราะเหตุใดจึงมีการใชเพลงโหมโรงเปน เพลงแรกทบ่ี รรเลงกอ นการแสดง
การบรรเลงดนตรดี ว ยวงมโหรที ่มี ลี กั ษณะการประสมวงคลายกบั วงมโหรขี องกมั พชู า 1. เปนเพลงทมี่ ที าํ นองทไ่ี พเราะ
โดยเคร่อื งดนตรีบางชนดิ จะมลี กั ษณะเหมอื นเครอื่ งดนตรขี องกัมพชู า ที่พบเห็นไดใน 2. เปนเพลงทีใ่ ชบรรเลงเพอ่ื ประกาศวาจะมีการแสดง
จงั หวดั บรุ รี มั ย บางชนดิ มลี กั ษณะเปน รปู สตั ว เชน กระปอ (จะเข) เปน ตน เครอ่ื งดนตรี 3. เปนเพลงเลน ไดงาย มจี ังหวะ และทํานองทส่ี นกุ สนาน
ในวงมโหรจี ะประกอบไปดวยจะเปย ดองเวง (กระจับป) กระปอ (จะเข) ซลัย (ป) 4. เปน เพลงไดร บั ความนิยมในหมนู ักดนตรี
ตรวั จ้ี (ซอดวง) สะกัวร (กลอง) กรับ จีง (ฉง่ิ ) ฉาบ เปน ตน นับไดวาเปนวงมโหรี
ของกัมพูชาในประเทศไทยทีส่ มบรู ณท ส่ี ดุ ท่ีเหลอื อยใู นปจจบุ นั นอกจากน้ียงั มี วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงโหมโรง เปน เพลงทใ่ี ชเ บิกโรง
จะเปย ดองเวงทกี่ ษัตริยก ัมพชู าทรงถวายแกก ษัตริยไ ทยรัชกาลท่ี 4 ปจจุบันจดั แสดง
ทพี่ พิ ิธภณั ฑสถานแหงชาตกิ รุงเทพฯ อกี ดวย เพื่อเปนการประกาศใหผ คู นทราบวา ท่ีนม่ี งี านอะไร และเพ่ืออญั เชญิ
เหลา สงิ่ ศักด์สิ ทิ ธ์ทิ ้ังหลายทั้งปวงใหม าชุมนมุ กันภายในงาน เพือ่ ความเปน
สริ มิ งคลในงานน้ันอีกดวย

6 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒. ความเชอื่ ของคนไทยทน่ี าำ มาสอู่ ิทธิพลของดนตรี สืบเนื่องจากอิทธิพลของเสียงดนตรีข้างต้นในวัฒนธรรม ใหน ักเรยี นรว มกันอภปิ รายเก่ียวกบั บทบาท
และอทิ ธพิ ลของดนตรตี อ สังคมไทย ในหวั ขอ
ของไทย ซึ่งมีพ้ืนฐานหลักที่มีความเก่ียวข้องกับความเชื่อดั้งเดิม คือ เชื่อเร่ืองภูตผี ดังเห็นได้จากความเช1่ือเร่ืองของผีฟ้า ความเชอ่ื ของคนไทยที่นํามาสอู ทิ ธพิ ลของดนตรี
ตามท่ไี ดศ ึกษามา จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา
ผีปู่ย่า ผีเรือน ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ความเช่ือเร่ืองวิญญาณบรรพชน และเมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้เข้ามาเผยแผ่
• สิง่ ใดคือเปา หมายสําคญั ของการใช
ในดนิ แดนประ2เทศไทย คนไทยบางสว่ นก็ได้นับถอื ความศักดิ์สิทธข์ิ องเทพเจา้ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ เครื่องดนตรบี รรเลงเพลงในยคุ แรกๆ
(แนวตอบ ในยุคแรกๆ มนษุ ยจะใช
พระพฆิ เนศวร พระฤๅษี เปน็ ต้น และเม่ือพระพุทธศาสนาเผยแผใ่ นเวลาตอ่ มา คนไทยสว่ นใหญก่ ็เกดิ ความศรัทธา และ เครื่องดนตรบี รรเลงประกอบพิธีกรรม
นับถือพระพุทธศาสนา ซ่ึงลักษณะเด่นของการนับถือเช่นน้ี ได้ทำาให้เกิดการผสมผสานความเช่ือเร่ืองภูตผี พราหมณ์ ตามความเชอื่ จากนน้ั จึงพฒั นาไปสู
และพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน รวมท้ังได้พัฒนาความเช่ือ ความศรัทธา นำามาสู่การดำาเนินชีวิต และกิจกรรมต่างๆ การบรรเลงดนตรเี พือ่ กจิ กรรมนันทนาการ
มากมาย ตั้งแต่ก่อนยุคการสถาปนาอยุธยาเป็นราชธานี โดยดนตรีในพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชนน้ัน มีการปรุงแต่ง เพอ่ื ประกอบการแสดง เพ่อื ความบันเทิง
พัฒนา สร้างสรรค์เพิ่มเติม และสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซ่ึงมีความเป็นแบบแผนท่ีถือปฏิบัติต่อกันมา ตลอดจนกจิ กรรมอืน่ ๆ)
ท้ังเครอ่ื งดนตรี การประสมวงดนตรี การประพันธบ์ ทเพลง และวธิ กี ารบรรเลง ตลอดจนผลงานทเ่ี กดิ ขึ้นใหม่
สิ่งเหล่าน้ีได้สร้างลักษณะของความเป็นเอกลักษณ์ที่มีรูปแบบของตนเอง แสดงออกถึงความเป็นดนตรีประจำาชาติ • ความเชอ่ื ในเรอ่ื งการประกอบพิธีกรรม
ท่ีควรภาคภูมิใจ เพราะนอกจากความเป็นดนตรีไทยแล้วยังเป็นดนตรีของภูมิภาคสุวรรณภูมิ ซ่ึงยังปรากฏรูปแบบของ ไหวค รไู ดรบั อิทธิพลมาจากสงิ่ ใด
วงดนตรีลกั ษณะเชน่ นใ้ี นประเทศเพอ่ื นบา้ น คือ ในบางพืน้ ที่ของเวยี ดนามด้วย (แนวตอบ ไดจ ากการนับถือเทพเจา ในศาสนา
ดงั น้นั การที่ดนตรไี ทยเป็นวงดนตรีทใ่ี ช้บรรเลงในพระราชพิธี และใช้บรรเลงประกอบพิธกี รรมต่างๆ ของประชาชน พราหมณ - ฮนิ ดู เชน พระพิฆเนศวร
ทั่วไป จึงทำาให้ดนตรีไทยมีอิทธิพลต่อการดำาเนินวิถีชีวิต โดยเฉพาะอิทธิพลต่อความรู้สึกว่า เมื่อประกอบกิจกรรม พระอิศวร เปน ตน ทไ่ี ดเขามาเผยแพร
หรืองานพธิ ใี ดๆ ดนตรีจะเปน็ สว่ นสำาคัญทชี่ ว่ ยสร้างความสมบรู ณใ์ หเ้ กิดขนึ้ แกง่ านนนั้ ได้ ในประเทศไทย ในวงการดนตรีไทยนั้น
ถา หากผใู ดจะเร่มิ เรียนจะตอ งทําการไหวครู
ดงั น้ันการไหวค รูจึงเปนการไหวเ ทพแหง
ดรุ ยิ างค คอื พระวศิ วกรรมหรอื
พระวิษณกุ รรม พระปรคนธรรพหรอื
พระประโคนธรรพ และพระปญจสขี ร
จากความเช่อื นจ้ี ึงทําใหเกดิ การประกอบ
พธิ ีการไหวค รู และครอบครูดนตรีไทย)

ความเช่อื ของคนไทยเก่ียวกบั ความศักดิ์สิทธขิ์ องเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ- ฮินดู เชน่ พระพิฆเนศวร พระอิศวร เปน็ ต้น
กอ่ ใหเ้ กดิ พธิ ีกรรมการไหว้ครู และครอบครูดนตรีไทย

(ทมี่ าของภาพ : http://www.hindumeeting.com)

7

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นกั เรียนควรรู

เพราะเหตุใดผูท่เี รียนหรือทาํ งานเก่ียวกบั ชา งจงึ นับถอื พระวษิ ณกุ รรม 1 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู เปน ศาสนาทเี่ กดิ ในดินแดนชมพูทวปี คัมภีรศาสนา
จะเรียกวา “พระเวท” มพี ฒั นาการสืบตอมายาวนานนบั จากลทั ธพิ ราหมณ
แนวตอบ เพราะตามตํานานกลาววา พระวษิ ณุกรรมเปนผูสรางอุปกรณ จนถึงยคุ ทเี่ รียกวา ศาสนาฮินดู จึงเรียกรวมกันวา “ศาสนาพราหมณ - ฮินด”ู
สิ่งของ อาคารตา งๆ มากมาย และยังเปนผนู ําวชิ าชา งมาสอนแกม นษุ ย ทีม่ ผี นู บั ถอื มากเปนอนั ดับท่ี 4 ของโลก และเปน ศาสนาท่นี ับถอื เทพเจาหลายองค
นับแตน ั้นมามนุษยจ ึงรูจกั การสรา ง และใชงานสิง่ ของตา งๆ จนมีการพฒั นา เชน พระพรหม พระนารายณ พระศวิ ะ เปนตน
รูปแบบมาจนถึงปจ จุบนั น้ี เหลา บรรดาชางไทยแขนงตา งๆ จะใหค วาม 2 พระพิฆเนศวร เปนเทพเจา แหงความรู ผมู ปี ญญาเปนเลศิ ปราดเปรื่อง
เคารพบชู าพระวษิ ณุกรรมในฐานะครูชา งหรือเทพแหง วิศวกรรมของไทย ในศิลปวิทยาทุกแขนง รวมถงึ เปน เทพเจาองคแ รกสาํ หรับการบูชา ในบรรดาบคุ คล
จึงจดั ไดว า พระวิษณกุ รรมเปนเทพเจา ทีถ่ อื วา เปนนายชางใหญข องเทวดา ท่ีประกอบอาชีพทางดา นศลิ ปะ ดนตรี - นาฏศลิ ปจะเคารพบชู าพระพิฆเนศวร เพอื่
ขอพรใหเ กดิ ความเจรญิ รงุ เรอื งในการทาํ งาน ทงั้ นเี้ รายงั สามารถพบเหน็ พระพฆิ เนศวร
ปางทรงดนตรหี รอื คีตาคเณศ ปางนี้จะมลี กั ษณะทรงกลอง ขลุย และสังข

คู่มอื ครู 7

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรียนศกึ ษาเก่ียวกบั ครูเทพเจาดนตรี เสริมสาระ ครเู ทพเจา้ ดนตรไี ทย
ในหนงั สือเรียน หนา 8 จากนนั้ ครถู ามนักเรยี นวา
ครูเทพเจ้าที่บรรดาเหล่าศิลปน นักดนตรีไทยให้ความเคารพนับถือมีอยู่หลายองค ความเชื่อนี้
• นักเรยี นคิดวาเทพเจา แหงดนตรใี นความเชือ่ ด�าเนินตามแนวของศาสนาพราหมณ-ฮินดู เป็นการน้อมน�าความเช่ือ การแสดงความเคารพนับถือ
ตา งๆ ทวั่ โลกนอกเหนอื จากศาสนาพราหมณ - และความกตัญูกตเวทีต่อเทพเจ้า เพราะตามต�านานและคัมภีรท่ีปรากฏได้กล่าวไว้ว่า “เทพเจ้า
ฮนิ ดู แลว ยงั มเี ทพเจา องคใ ดทม่ี คี วามเกยี่ วขอ ง แหงดนตรีเปนผู้มีอุปการคุณสร้างงานศิลปะ” คือ ท้ังสร้างเคร่ืองดนตรี แต่งเพลง บรรเลงเพลง
กับดนตรีบาง ดว้ ยเครอื่ งดนตร ี และการขบั ร้อง ครูเทพเจ้าของดนตรไี ทยทีค่ วรรจู้ กั มีดงั นี้
(แนวตอบ นอกเหนอื จากเทพเจา ทางดนตรี
ในศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดแู ลวยังมเี ทพแหง พระวษิ ณกุ รรม เทพเจา้ ทน่ี บั ถอื กนั วา่ เปน็ นายชา่ งใหญข่ องเทวดา เปน็ เจา้
ดนตรีของกรกี อกี คอื เทพอะพอลโล (Apollo)
เทพออรฟอ สั (Orpheus) เปน ตน) แห่งการช่างทุกประเภทท้ังช1่างเขียน ช่างปน ช่างก่อสร้าง พระวิศณุกรรม

ขยายความเขา้ ใจ E×pand เป็นผู้ออกแบบสร้างโรงละครไว้ ๓ ขนาด คือ ขนาดใหญ่รูปสี่เหล่ียมผืนผ้า
ขนาดกลางรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส และขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยม เพื่อใช้เป็นที่สอน
ใหน ักเรยี นรว มกนั สรุปสาระสาํ คัญเกย่ี วกับ พระวศิ ณุกรรม เทพเจา้ ใหช้ าวเมอื งมนุษยรู้จกั รอ้ งร�าทา� เพลง
บทบาทและอิทธพิ ลของดนตรตี อ สังคมไทย
ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู ูสอน แหง่ การชา่ งทุกประเภท

(ทีม่ าของภาพ : http://www.board.palungit.com)

ตรวจสอบผล Evaluate พระปญจสีขร เทพเจ้าผู้มีความเป็นเลิศในด้านการดีดพิณ และ
การขับล�าน�า ตามต�านานกล่าวว่า ในอดีตชาติพระปญจสีขรเป็นเด็ก
เลี้ยงโคไว้ผม ๕ แหยม มีช่ือเรียกว่า “ปญจสิขะ” เป็นผู้มีความเลื่อมใส
ครพู จิ ารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เกี่ยวกับ ศรัทธาในการสร้างกุศล ได้สร้างสาธารณสถาน เช่น ศาลา สระน้�า ถนน
บทบาท และอทิ ธิพลของงานดนตรตี อสงั คมไทย ยานพาหนะ เป็นต้น แต่ต้องตายขณะอยู่ในวัยหนุ่ม จึงได้ไปเกิดเป็น
ของนกั เรยี น เทพบุตรในช้ันจาตุมหาราชิกา มีช่ือว่า “ปญจสิขคนธรรพเทพบุตร”

มรี า่ งกายเป็นสีทอง มีมงกุฎห้ายอด พระปญจสขี ร เทพเจา้
ผ้เู ป็นเลศิ ดา้ นการดีดพณิ
(ท่ีมาของภาพ : http://www.variety.teenee.com)

พระปรคนธรรพ เทพเจ้าผู้เป็นยอดแห่งคนธรรพ นามที่แท้จริง
คือ พระนารทมุนี เป็นผู้คิดและสร้างพิณคันแรกข้ึน นับถือว่าเป็นผู้มี
ความช�านาญในการขับร้อง และบรรเลงดนตรี ท�าหน้าที่เป็นพนักงานขับร้อง
และบรรเลงดนตรีกล่อมพระเป็นเจ้า และเทพยนิกรพระนารทมุนีเป็นครูเฒ่า
พระปรคนธรรพ และเป็นครใู หญ่ในวชิ าสา� คญั ๆ ของพวกคนธรรพ

เทพเจ้าผ้คู ิดและสรา้ งพิณ
คันแรกขน้ึ

(ที่มาของภาพ : http://www.lungsit.blogspot.com)



เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
ครคู วรใหน กั เรยี นดภู าพเทพเจา แหง ดนตรไี ทย คอื พระวศิ ณกุ รรม พระปญ จสขี ร
พระปรคนธรรพ พรอมทงั้ อธิบายเพิม่ เตมิ วาพระฤๅษที น่ี ํามาตัง้ สําหรับบูชาในพธิ ี เพราะเหตุใดเราจงึ ตองใชด อกมะเขือ หญาแพรก ขา วตอก ดอกเขม็
ไหวค รดู นตรไี ทยมชี อื่ วา “พระภรตฤๅษ”ี ผซู ง่ึ ไดร บั โองการจากพระพรหมใหน าํ ศลิ ปะ ในพธิ ีการไหวครู
การรําทาราํ ศวิ นาฏราชมาบงั เกดิ ในเมอื งมนษุ ย ถือไดว า เปน เทพแหงศลิ ปะ
1. หาซ้อื ไดง าย
นกั เรยี นควรรู 2. มีราคาไมแพง
3. เปนของทีม่ คี วามหมายท่ีดี
1 โรงละคร เปน สถาปต ยกรรมทมี่ ีความสลับซบั ซอ นในการออกแบบ เพราะเปน 4. เปน ของท่กี าํ หนดไวใ หใ ชมาตั้งแตโบราณ
อาคารท่ีมีหนาท่ใี ชสอยมากมาย ในการออกแบบโรงละครน้นั จะตอ งสอดคลอ งกบั
เทคนิคดานเวที ฉาก แสง สี เสยี ง และระบบปรับอากาศ นอกจากน้ยี ังจะตอ ง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะเปนของที่มีความหมายท่ดี ี คือ
คํานงึ ถึงความสะดวก และความเพลดิ เพลินของผูช มอีกดว ย
ดอกมะเขอื เปน สัญลกั ษณข องความเคารพ ความออนนอ มถอมตน
8 คู่มอื ครู หญา แพรก เปน สญั ลักษณข องความอดทน
ขาวตอก เปนสญั ลักษณของความมีระเบียบวินยั
ดอกเข็ม เปน สญั ลักษณของความมีสตปิ ญ ญาเฉยี บแหลมประดจุ ดังเขม็
ซ่ึงนับวา เปน สัญลกั ษณท ี่ใหค วามหมายของการแสดงออกถึงการเปนศิษย
ท่ดี ีของครูไดครบถว นในดา นการฝากตวั เปนศิษย ความกตัญูกตเวที
และการขอพรใหเจรญิ รุงเรือง

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand Engage

กระตนุ้ ความสนใจ

๓. องค์ประกอบของดนตรไี ทย ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี กยี่ วกบั การบรรเลงดนตรไี ทย
ดนตรีไทยทมี่ คี วามไพเราะน่าฟัง จะประกอบไปดว้ ยสว่ นส�าคัญตา่ งๆ ดงั นี้ ใหนักเรียนชม จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา
๑. เสยี งดนตรี
เสียงท่ีมนุษย์ประดิษฐ์ข้ึนมา โดยนำาเสียงต่างๆ มาจัดระบบให้ได้สัดส่วน มีความกลมกลืนกัน • นักเรียนคิดวาการทจี่ ะบรรเลงดนตรีไทย
โดยทว่ั ไปแลว้ เสยี งดนตรเี กดิ จากเสยี งของเครอ่ื งดนตร ี และเสยี งรอ้ งเพลงของมนษุ ย ์ เสยี งของดนตรี ใหเปน เพลงทม่ี คี วามไพเราะนนั้ จะตอ งมี
จะมคี วามไพเราะน่าฟังเพยี งใดนั้น ข้ึนอยู่กับทักษะการเรียบเรยี งเสียงประสานของศลิ ปิน องคป ระกอบใดเปน สาํ คัญ
(แนวตอบ ดนตรไี ทยทม่ี คี วามไพเราะนา ฟง นนั้
๒. ทำานอง จะตอ งประกอบไปดวยเสยี งดนตรี ทาํ นอง
เสียงต่ำา เสียงสูง เสียงสั้น เสียงยาว เสียงทุ้ม เสียงแหลมของดนตรี หรือบทเพลง ทำานอง จงั หวะ การประสานเสียงทม่ี คี วาม
ของดนตร ี หรอื ทำานองของบทเพลงแต่ละเพลงนน้ั มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกันออกไป ท้ังน้ ี ขน้ึ อยกู่ ับ กลมกลืนกนั )
จุดประสงค์ของผู้ประพันธ์เพลง ว่าต้องการสร้างสรรค์ให้บทเพลงน้ันๆ มีทำานองเป็นไปใน
รปู แบบใด เชน่ ทำานองท่ฟี งั แลว้ เศร้าสรอ้ ย โหยหวน คึกคัก เข้มแขง็ ฮึกเหิม เปน็ ต้น โดยท่วั ไปแล้ว จากนัน้ ครอู ธิบายพรอ มยกตวั อยา ง โดยอาจใช
ผู้ประพันธ์นิยมประพันธ์แนวทำานองหลัก หรือแนวเน้ือทำานองนำาของบทเพลงก่อนเพ่ิมเติม ตวั อยา งเสยี งเครอื่ งดนตรหี รอื ตวั อยา งบทเพลงงา ยๆ
รายละเอยี ดของบทเพลง ทนี่ กั เรยี นรูจักมาอธิบายประกอบ

๓. จังหวะ สา� รวจคน้ หา E×plore
การเคล่ือนไหวท่ีสม่ำาเสมอ อาจกำาหนดไว้เป็นความช้า-เร็วต่างกัน เช่น เพลงจังหวะช้า
เพลงจงั หวะเรว็ เปน็ ตน้ ในทางดนตรกี ารกาำ หนดความสน้ั -ยาวของเสยี งทม่ี สี ว่ นสมั พนั ธก์ บั ระยะเวลา ใหน กั เรียนศกึ ษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เติม
ในการร้องเพลง หรือเล่นดนตรีจะต้องมีจังหวะเป็นเกณฑ์ ถ้าร้องเพลง หรือเล่นดนตรีไม่ตรง เกยี่ วกบั องคป ระกอบดนตรไี ทย จากแหลง การเรยี นรู
จงั หวะ ยอ่ มไมม่ คี วามไพเราะเทา่ ทค่ี วร ในกรณที รี่ อ้ งเพลง หรอื เลน่ ดนตรหี ลายคนในเพลงเดยี วกนั ตางๆ เชน หองสมดุ โรงเรียน หองสมุดชมุ ชน
จังหวะจะทำาหน้าท่ีเป็นตัวกำากับ เพ่ือให้การร้องเพลง หรือการเล่นดนตรีนั้นออกมาในลักษณะที่ อนิ เทอรเ น็ต เปนตน ในหวั ขอ ทค่ี รูกาํ หนดให
พรอ้ มเพรยี งกัน และผสมกลมกลืนกนั อย่างเหมาะสม ดงั ตอไปน้ี

๔. การประสานเสียง 1. เสยี งดนตรี
เสียงของเคร่ืองดนตรี และเสียงร้องเพลงของมนุษย์ที่มีระดับเสียงต่างกัน เปล่งเสียงออกมา 2. ทาํ นอง
พร้อมกัน โดยเสียงท่ีเปล่งออกมาน้ันต้องผสมผสานกลมกลืนกัน ฟังแล้วไม่ขัดหู การประสาน 3. จงั หวะ
เสยี งดนตรนี น้ั เสยี งประสานตอ้ งประสานกบั แนวทาำ นองหลกั หรอื แนวทาำ นองนาำ ของบทเพลงนน้ั ๆ 4. การประสานเสียง
ได้อย่างผสมผสานกลมกลืนกัน รับ และสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ผู้ทำาหน้าท่ีเป็นผู้เรียบเรียง
เสียงประสานดนตรี จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองการประสานเสียงอย่างดี ดังดนตรีท่ีพบเห็น อธบิ ายความรู้ E×plain

หรือได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เช่น เพลงเต่าเห่ บ1ทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ใหน กั เรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับ
องคประกอบของดนตรีไทยตามทีไ่ ดศึกษามา
เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่ีมีการประสานเสียงระหว่างแนวขับร้องของ จากน้นั ครูถามนักเรยี นวา
นักร้องชายกับนกั รอ้ งหญงิ โดยมดี นตรบี รรเลงสอดรบั อยา่ งกลมกลืน เป็นต้น
• ดนตรีจะมีความไพเราะนาฟง ไดน น้ั
๙ จะประกอบไปดว ยส่ิงใด
(แนวตอบ ดนตรไี ทยทมี่ คี วามไพเราะนา ฟง นน้ั
จะประกอบไปดว ยเสียงดนตรี ทํานอง
จงั หวะ และการประสานเสียง)

ขอสอบ O-NET นกั เรียนควรรู

ขอ สอบป ’50 ออกเกย่ี วกบั การขบั รองเพลงไทย 1 สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ เจาฟา จิตรเจรญิ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ
เอกลักษณสาํ คญั ของการขบั รองเพลงไทย (เดมิ ) นาจะเปน ขอ ใด เปน พระโอรสลาํ ดบั ที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั รชั กาลที่ 4
1. การใชสว นตางๆ ของปาก และลําคอ กับพระสมั พนั ธวงศเ ธอ พระองคเ จาหญิงพรรณราย ประสตู ิเม่อื วันองั คารที่ 28
2. การเอื้อน เมษายน พ.ศ. 2406 และทรงเปน ตน ราชสกุล “จิตรพงศ” นบั วา เปนผูเ ชีย่ วชาญ
3. ปนเสยี งใหกลมกลอ ม ในงานศิลปะทกุ แขนง ท้งั ยงั ไดทรงประพันธเ พลงตางๆ ไวมากมาย เชน
4. การผอ น และถอนลมหายใจ เพลงเขมรไทรโยค เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงมหาชัย เปน ตน

วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการเอ้ือน เปนการเปลงเสียงท่ีไมมี มมุ IT

ความหมายแตเ ปนทาํ นองประกอบคํารอ ง ทมี่ จี ดุ ประสงคเพอื่ ใหการรอง นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คนควา เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั ประวัติ
ครบถวนตามจงั หวะหนาทับ วิธีการเอือ้ นโดยปกติ จะใชเสียงอือ ฮอื เออ ของสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ เจาฟา จิตรเจรญิ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งศ
เฮอ เงอ เงย ใสท าํ นองใหเหมาะสม และสมั พนั ธก บั คํารอ ง ซ่งึ ทําใหบทเพลง ไดจาก http://www.tc.mengrai.ac.th
มคี วามไพเราะนา ฟง มากขึ้น

คมู่ ือครู 9

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครใู หน กั เรยี นดตู ารางเปรยี บเทยี บระดบั เสยี งของ กิจกรรม ศิลปป์ ฏิบตั ิ ๑.๑
เคร่อื งดนตรไี ทย และดนตรีสากล จากนั้นครูถาม
นักเรียนวา กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย นักเรียนฝ่ายแรกเสนอช่ือดนตรีพ้ืนบ้าน
๑ ชื่อ โดยให้นักเรยี นฝ่ายที ่ ๒ ตอบว่า ดนตรีน้นั เป็นดนตรภี าคใด
• จงั หวะของดนตรีไทยมีลักษณะอยา งไร
และประกอบไปดวยอะไรบา ง หรือของกลุม่ ชาตพิ ันธุ์ใด แล้วสลบั กลุ่มกันถาม-ตอบ
(แนวตอบ จงั หวะของดนตรีไทย คอื มาตราสวน
ของระบบดนตรีท่ีดําเนินไปในชวงของการ กจิ กรรมท่ี ๒ ใหน้ กั เรียนนา� รายชอื่ ดนตรีพืน้ บ้านท่ีมกี ารน�าเสนอในกจิ กรรมท ี่ ๑
บรรเลงเพลงอยางสม่ําเสมอ เปน ตัวกําหนดให เขยี นท่กี ระดานดา� จากน้ันรว่ มแสดงความคดิ เหน็ โดยใหค้ รเู ป็นผูช้ ว่ ยเสรมิ
ผบู รรเลงจะตอ งใชเ ปน หลกั ในการบรรเลงเพลง และตง้ั ค�าถามนา� พรอ้ มสรปุ เพอ่ื ใหเ้ กิดความเข้าใจท่ถี ูกต้อง
จงั หวะของดนตรีไทย สามารถจาํ แนกได
3 ประเภท คอื จงั หวะสามญั จงั หวะฉง่ิ ๔. ระบบเสียง และทาํ นองของดนตรีไทย
และจงั หวะหนา ทบั )

สา� รวจคน้ หา E×plore ระบบเสยี ง และทา� นองของดนตรไี ทย นบั วา่ เปน็ องคป์ ระกอบสา� คญั อยา่ งหนง่ึ ของดนตร ี
ซ่ึงมีลกั ษณะ ดังนี้
ใหนกั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรูเพิ่มเติม
เกย่ี วกับระบบเสียง และทํานองของดนตรไี ทย 4.๑ ระบบเสยี งของดนตรไี ทย
จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน เสียงของดนตรีไทย มีทง้ั หมด ๗ เสียง เชน่ เดียวกับดนตรสี ากล แตต่ ่างกันตรงที่ระยะ
หองสมุดชุมชน อนิ เทอรเนต็ เปน ตน ความห่างของช่วงเสียงในแต่ละระดับของดนตรีไทยจะมีความห่างเท่ากัน ๑ เสียงเต็มทุกเสียง
ไมม่ ชี ว่ งครงึ่ เสยี งเหมอื นดนตรสี ากล ระบบเสยี งของดนตรไี ทยจะใชฆ้ อ้ งวงใหญเ่ ปน็ เครอ่ื งกา� หนด
อธบิ ายความรู้ Explain ระดับเสียง ซ่งึ ศพั ทส์ ังคีต เรียกวา่ “ทาง”1
การท่ีระดับเสียงของดนตรีไทยมีช่วงความห่างในระดับท่ีเท่าๆ กัน ท�าให้การบรรเลง
ใหน กั เรยี นรวมกันอภปิ รายเก่ยี วกบั ระบบเสยี ง ดนตรีไทยสามารถเรม่ิ ตน้ ที่ระดับเสยี งใดกไ็ ด้ ทง้ั นขี้ ึน้ อยกู่ ับเครอื่ งดนตรีทีใ่ ชใ้ นการบรรเลง
ของดนตรีไทยตามทไ่ี ดศึกษามา และครอู ธบิ าย
ขยายความจากในหนงั สอื เรยี นในเรอ่ื งของวรรค ทอ น ตารางเปรยี บเทียบระดับเสียงของดนตรีไทยและดนตรสี ากล
จบั ตัว และเพลง โดยหาเพลงมาเปน ตวั อยาง
ใหน กั เรยี นฟง ประกอบดว ย จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา ระดบั เสยี ง ระดับเสยี ง ลูกฆ้องวงใหญ่ วงทใี่ ช้บรรเลง
ดนตรไี ทย ดนตรีสากล
• เสยี งของดนตรีไทยประกอบดว ยเสียง ทางเพยี งออลา่ ง ลกู ที ่ ๑๐ ปีพ าทย์ไม้นวม
ทม่ี ีลกั ษณะอยางไร หรอื ทางในลด ฟา ปพี าทย์ดกึ ดา� บรรพ์
(แนวตอบ เสียงของดนตรีไทยประกอบดว ย ทางใน ลูกท ี่ ๑๑ ปพี าทย์ไมแ้ ขง็ ใชป้ ีใน
ระดบั เสยี ง 7 เสยี ง แตล ะเสยี งมชี ว งหา งเทา กนั ทางกลาง ซอล ลกู ท่ี ๑๒ ปีพ าทย์ไมแ้ ขง็ ใชป้ ีกลาง
ทกุ เสยี ง เสียงดนตรไี ทยแตล ะเสียงเรียกช่อื ทางเพยี งออบน ลา ลกู ท ่ี ๑๓ เครอื่ งสายมโหรี ใชข้ ลยุ่ เพยี งออ
แตกตา งกนั ไป ในดนตรไี ทยเรยี กระดบั เสยี งวา หรอื ทางนอกตา่� ซแี ฟลต
“ทาง”) ทางกรวด หรือทางนอก ลูกท ่ี ๑๔ ปพี าทยเ์ สภา ใช้ปนี อก
ทางกลางแหบ โด ลกู ท่ ี ๑๕ ปพี าทย ์ ใชป้ กี ลางทางแหบ
๑๐ ทางชวา เร ลูกที ่ ๑๖ เครื่องสายปชี วา
มี

นกั เรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 ระดบั เสยี งของดนตรีไทย จะแตกตางกับระบบเสยี งของดนตรสี ากล ใหน ักเรียนวาดภาพตาํ แหนงลูกฆอ งของฆองวงใหญ และเขียนอธบิ าย
เพราะเสยี งมคี วามถีไ่ มเ ทากนั เนอื่ งจากดนตรีไทยแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 7 เสียง เร่อื งทางทเ่ี กดิ ข้นึ โดยเขียนตัวเลขกํากับ เชน ทางท่ี 1 ทางในลดหรอื ทาง
ทมี่ คี วามถ่ีหางเทาๆ กนั สวนดนตรสี ากลแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 7 เสียง เหมอื นกนั เพยี งออลาง เสยี งโดอยูท่ีฆองลกู ท่ี 3 และ 10 ซง่ึ ฆอ งลกู ท่ี 10 นมี้ ีชอ่ื วา
แตมคี วามถห่ี างไมเทากัน คือ จะมเี สยี งเตม็ อยู 5 เสียง และมคี รึ่งเสยี งอยู 2 เสยี ง ลูกเพยี งออ จงึ เรยี กวา ทาง “เพยี งออ” เปน ตน ลงกระดาษรายงาน
ท่ีเปนเชน น้เี พราะดนตรีสากลสามารถแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 6 เสยี งเต็มทมี่ คี วาม นาํ สงครูผูสอน
ถห่ี างเทาๆ กัน และยงั แบงครึ่ง 1 เสยี งเต็ม ออกเปน 2 ครงึ่ เสยี ง ดงั นนั้ ใน 1 ทบเสยี ง
จงึ แบงไดอ กี เปน 12 คร่งึ เสยี ง กิจกรรมทาทาย

มุม IT ใหน ักเรียนทาํ ตารางเปรยี บเทียบความแตกตา งของระบบเสยี งของ
ดนตรไี ทย และดนตรสี ากล โดยการวเิ คราะหค วามถข่ี องชว งเสยี งทีม่ ี
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควาเพ่มิ เติมเก่ยี วกบั ระบบเสยี งของดนตรไี ทย ความแตกตา งกัน ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
ไดจาก http://www.ird.sut.ac.th

10 คูม่ ือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

4.2 ทาำ นองของดนตรไี ทย ใหนกั เรียนรวมกนั อภปิ รายเก่ยี วกบั ทาํ นอง
ท�านอง คือ เสียงลักษณะต่างๆ สูงบ้าง ต่�าบ้าง ส้ันบ้าง ยาวบ้าง ท่ีผู้ประพันธ์น้ันได้ ของดนตรีไทยตามท่ไี ดศึกษามา จากน้ันครถู าม
น�ามาเรียบเรียงให้ต่อเน่ือง ผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน โดยท�านองของดนตรีไทยสามารถ นักเรียนวา
แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท ดังนี้
• ทํานองเพลงที่ดคี วรมีลกั ษณะอยา งไร
๑. ทำานองร้อง หรอื ทางรอ้ ง หมายถงึ ทำานองทปี่ ระพนั ธข์ นึ้ สาำ หรบั ใหผ้ ขู้ บั รอ้ งรอ้ งสง่ ใหด้ นตรรี บั ประกอบ (แนวตอบ จะตอ งมีความตอ เนอ่ื งของ
ด้วยทำานองท่ีผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ข้ึนและเนื้อร้อง ผู้ขับร้องจะต้องปรุงแต่งทำานองหลักให้เหมาะสมกับระดับเสียง โนต ดนตรีทีถ่ กู นํามาเรียบเรยี งอยาง
และความหมายของเนือ้ รอ้ ง เหมาะสม มกี ารใชเสยี งสูง-ตา่ํ , สนั้ -ยาว
เนื่องจากคำาในภาษาไทยนั้น มกี ารใช้ระดบั เสยี งวรรณยกุ ต ์ จงึ ทำาใหค้ วามหมายของคาำ ต่างกันไป เชน่ คำาว่า “มา้ ” ท้ังนท้ี ํานองทดี่ ีจะตองมคี วามสมดลุ
หากร้องโดยคำานึงถึงแต่ให้ตรงเสียงหลักของเพลงก็อาจจะออกมาเป็น “มา” หรือ “หมา” ได้ ซ่ึงทำาให้ความหมาย และมเี อกลกั ษณเฉพาะ สามารถ
ของคำานั้นเปล่ยี นไป ดังนนั้ ทาำ นองรอ้ งจงึ จำาเปน็ ต้องคำานึงถึงเสียงหลกั และความหมายไปพร้อมๆ กันเสมอ สรางความประทบั ใจใหผฟู ง ได)

๒. ทำานองบรรเลง หรือทางเครื่อง หมายถึง ทำานองท่ีผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ขึ้นสำาหรับให้เคร่ืองดนตรีต่างๆ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
บรรเลง ซ่ึงผู้บรรเลงสามารถพลิกแพลงทำานองหลักจากลูกฆ้องเป็นทำานองเต็มให้เหมาะสมกับเคร่ืองดนตรี
แตล่ ะชนิดได ้ แตต่ อ้ งเป็นไปตามแบบแผน คือ เสยี งตกของแตล่ ะวรรคจะต้องตรงกบั เสียงตกของทาำ นองทผ่ี ู้ประพนั ธ์ ใหน ักเรียนรวมกนั สรุปสาระสาํ คัญเก่ียวกับ
กาำ หนดไว้ ดงั นี้ ระบบเสยี ง และทํานองของดนตรไี ทย
ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู ูส อน
ท�านองหลัก - ซ - ด - ร - ม - ซ - ม - ร - ด
ทางที ่ ๑ ซ ล ท ด ท ด ร ม ซ ล ซ ม ซ ม ร ด ตรวจสอบผล Evaluate
ทางท ่ี ๒ ซ ล ซ ด ม ร ซ ม ด ร ม ร ซ ม ร ด
ทางท่ี ๓ ซ ล ท ด ม ร ซ ม ด ร ล ท ด ม ร ด ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสําคญั เก่ยี วกับ
ทางท ่ี ๔ ซ ล ซ ด - ร - ม ซ ล ซ ม - ร - ด ระบบเสียง และทํานองของดนตรีไทยของนักเรยี น

๑๑

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกรด็ แนะครู

เพราะเหตใุ ดการแสดงของไทยจงึ ตองมีดนตรีบรรเลงประกอบ ครูควรเปดเพลงไทยเดมิ ใหน กั เรยี นฟง 2 ประเภท คือ ประเภททาํ นองรอง
1. ดนตรจี ะชว ยถายทอดอารมณต า งๆ ของตวั ละคร และประเภททํานองบรรเลง เพอื่ ใหน กั เรียนสามารถวิเคราะหลักษณะของบทเพลง
2. ตอ งมกี ารเตรียมตัวนกั แสดง ไทยเดิมท้งั 2 ประเภทน้วี า มีความแตกตา งกนั ในการส่อื ความหมาย และความรสู ึก
3. เปน การประกาศใหร วู าจะมีการแสดง อยา งไร จากนนั้ ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา ประเภททาํ นองรอ งสอ่ื สารผา นคาํ รอ ง ทาํ ใหเ รา
4. ตอ งการเอาฤกษเ อาชัย สามารถเขา ใจ และเขา ถงึ ไดม ากกวา ประเภททาํ นองบรรเลงทส่ี อ่ื สารผา นเฉพาะเสยี ง
ของเครื่องดนตรี ซึ่งตอ งตคี วามความหมาย โดยตอ งอาศยั ประสบการณใ นการฟง
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะดนตรีจะชว ยถายทอดอารมณต า งๆ มากกวา

ของตัวละคร วา ตวั ละครกาํ ลงั อยูใ นภาวะใด เชน ตวั ละครกาํ ลงั แสดง
ความรัก กจ็ ะใชเพลงโลม ถากาํ ลงั รอ งไห กจ็ ะใชเ พลงโอด ถากาํ ลังเสียใจ
ก็จะใชเ พลงทยอย เปนตน

คูม่ ือครู 11

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูเปด เพลงไทยทม่ี ีลักษณะของบทเพลงที่ ๕. ลกั ษณะของบทเพลงไทย ๓. จบั
แตกตา งกันใหนกั เรยี นฟง จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา มคี วามหมายเดยี วกบั “ท่อน” แต่ใช้เรียก
ลกั ษณะของบทเพลงไทยมหี ลากหลาย ทาำ นองเพลงเชิดนอกท่ีใชป้ นี่ อกบรรเลงประกอบการ
• นกั เรียนเคยฟงเพลงลกั ษณะน้ีหรือไม ลักษณะคล้ายบทร้อง โดยเร่ิมจากวรรคหลาย แสดงหนังใหญ่ โดยการแสดงแต่ละคร้ังคนเชดิ จะเชดิ
และเมอื่ ไดฟง แลว นักเรียนรูส ึกอยางไร วรรคเปน็ บาท และหลายบาทเปน็ บท โดยลกั ษณะ หนังจบั ออกมา ๓ ค่ ู ในแตล่ ะค่ ู ผูบ้ รรเลงปีน่ อกจะตอ้ ง
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเห็น ของบทเพลงไทยสามารถจ�าแนกได ้ ดังน้ี บรรเลงเพลงเชิดนอก ๑ จบั ดังนั้น ในการบรรเลง
ไดอยา งอิสระ) เพลงเชิดนอกทีถ่ กู ต้อง จงึ ตอ้ งบรรเลงให้ครบ
๑. วรรค
• บทเพลงทีน่ ักเรียนไดฟงนนั้ มคี วามโดดเดน ท้งั ๓ จับ
อยา งไร
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดงความคดิ เหน็ สว่ นหน่ึงของทำานองเพลงท่ีกาำ หนด ๒. ทอ่ น
ไดอ ยา งอสิ ระ) โดยความยาวของจังหวะหนา้ ทบั ทำานอง ทาำ นองเพลงท่ีมคี วามยาวต้งั แต่
๒ วรรคข้ึนไป ทีน่ าำ มาเรียบเรียง
สา� รวจคน้ หา เพลง ๑ วรรค มีความยาวเท่ากับ ตดิ ตอ่ กันเป็นส่วนหนึง่ ของเพลง
๑ จังหวะหนา้ ทบั

E×plore ๔. ตวั
มีความหมายเดยี วกบั “ทอ่ น” และ “จบั ”
ใหนกั เรยี นศกึ ษา คนควา หาความรเู พมิ่ เติม ๕. เพลง ต่างกันเพียง “ตัว” ใช้สาำ หรับเรยี กสดั สว่ นของเพลง
เกย่ี วกบั ลกั ษณะของบทเพลงไทย จากแหลง การเรยี นรู ทาำ นองทดี่ รุ ิยกวไี ด้ประพันธ์ขน้ึ จากจินตนาการ บางประเภท ไดแ้ ก ่ เพลงตระ และเพลงเชดิ ต่างๆ
ตางๆ เชน หองสมดุ โรงเรยี น หองสมดุ ชมุ ชน ของตน หรอื แรงบนั ดาลใจ โดยจะมจี ังหวะชา้ หรอื เรว็ ยกเวน้ เพลงเชิดนอกที่เรียกเปน็ “จับ” อกี ทั้งเพลงท่ี
อนิ เทอรเ นต็ เปนตน ในหวั ขอทคี่ รูกาํ หนดให หรือยาวไมเ่ ท่ากนั แตแ่ บบแผนทีถ่ ูกตอ้ งของเพลงไทย นับเป็นตวั จะมีลักษณะพเิ ศษ คอื ทำานองตอนทา้ ย
ดังตอไปนี้
โบราณ คอื ทอ่ นหนึง่ ควรมีความยาว ของทุกตวั น้นั จะลงท้ายเหมือนกนั
1. เพลงขบั รอ ง ไมน่ อ้ ยกว่า ๒ จังหวะหนา้ ทับ
2. เพลงบรรเลง
เพลงไทย สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น ๒ ประเภท ดงั น้ี

๑) เพลงขบั รอ้ ง คอื เพลงทป่ี ระพนั ธข์ น้ึ สา� หรบั ดนตรบี รรเลงรว่ มกบั การขบั รอ้ ง ไดแ้ ก่

อธบิ ายความรู้ Explain ๑. เพลงเถา ๒. เพลงตับ

ครสู ุม นักเรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธิบายเกี่ยวกับ เพลงๆ เดียวทบ่ี รรเลง หรอื ขับรอ้ งติดต่อกนั 1 เพลงหลายๆ เพลงทน่ี าำ มาบรรเลง
ลักษณะของบทเพลงไทยตามท่ไี ดศกึ ษามา หรือขบั ร้องต่อเนื่องกนั แบง่ ย่อยออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท
หนาชัน้ เรยี น จากน้ันครูถามนกั เรียนวา โดยมอี ตั ราจังหวะลดหลัน่ กนั ตงั้ แต่อตั ราจงั หวะ
๓ ชน้ั (ช้า) ๒ ช้ัน (ปานกลาง) และชนั้ เดียว (เร็ว) คือ ตับเพลง เป็นเพลงที่นาำ มาบรรเลง หรอื ขับรอ้ ง
• ลักษณะของเพลงไทยสามารถจาํ แนกได ตอ่ เนือ่ งกัน โดยตอ้ งเปน็ เพลงที่มีอตั ราจังหวะเดียวกัน เช่น
เปน ก่ปี ระเภท อะไรบาง เช่น เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงตบั ต้นเพลงฉงิ่ ๓ ชั้นประกอบดว้ ยเพลงตน้ เพลงฉง่ิ ๓ ชั้น
(แนวตอบ ลกั ษณะของเพลงไทยจะเปน เพลงที่ เป็นต้น
แตง ข้ึนตามหลักของดนตรไี ทย มีลีลาในการ
ขบั รอ ง และบรรเลงแบบไทยโดยเฉพาะ ๓. เพลงเกรด็ เพลงจระเข้หางยาว ๓ ชนั้ เพลงตวงพระธาต ุ ๓ ชัน้ และ
แบง ออกเปน 5 ประเภท คอื วรรค ทอ น จับ เพลงนกขมนิ้ ๓ ชนั้ เปน็ ตน้ และตบั เรอื่ ง คอื เพลงทน่ี าำ มา
ตวั และเพลง) เพลงทน่ี าำ มาบรรเลง หรือขับร้องอสิ ระ ไมจ่ าำ เปน็ บรรเลง หรอื ขับร้องต่อเนอ่ื งกัน โดยมีบทรอ้ ง
ต้องบรรเลง หรอื ขบั รอ้ งรว่ มกับเพลงอืน่ ๆ ส่วนใหญ่ เป็นเรือ่ งราวเดยี วกัน เชน่ ตบั คาวี
จะเปน็ เพลงท่ีมีบทรอ้ งบรรยายเกยี่ วขอ้ งกับธรรมชาติ เปน็ ต้น
การชมความงาม การอวยพร หรอื เปน็ คตสิ อนใจ
เชน่ เพลงเขมรไทรโยค เพลงแขกสาหรา่ ย
๒ ชน้ั เป็นตน้

๑2

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 อัตราจังหวะ เพลงไทยแบง อัตราจงั หวะออกเปน 3 จงั หวะ คอื อัตราจังหวะ
ชั้นเดยี ว อตั ราจังหวะ 2 ช้นั (มจี าํ นวนหองเพลงเปน 2 เทาของชน้ั เดยี ว) และอตั รา ขอใดจดั เปนลกั ษณะเดน ของเพลงลูกหมด
จังหวะ 3 ช้นั (มีจาํ นวนหอ งเพลงเปน 2 เทา ของ 2 ชั้น หรอื 4 เทา ของชนั้ เดยี ว) 1. เปน เพลงโหมโรง
ซึ่งความสน้ั - ยาวของเพลงดังกลา ว เมือ่ บรรเลงตอเน่ือง จงึ มีผลใหการบรรเลงเกิด 2. เปนเพลงหนามาน
ความชา -เร็วไปตามสัดสว นนีด้ วย น่ันคอื เพลงทม่ี ีจังหวะ 3 ชั้น จะบรรเลงชา 3. บรรเลงตอนตนเพลง
เพลงทม่ี จี งั หวะ 2 ช้ัน จะบรรเลงปานกลาง และจังหวะชั้นเดียว จะบรรเลงเร็ว 4. มีทาํ นองสน้ั ๆ จงั หวะเรว็ ตอนจบเพลง

มุม IT วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะเพลงลูกหมดเปน เพลงเล็กๆ ส้นั ๆ

นักเรยี นสามารถศกึ ษา คนควา เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกับอตั ราจังหวะเพลงไทย มีจงั หวะเร็วเทียบเทาเพลงชนั้ เดียว สําหรับบรรเลงตอทา ยเพลงตา งๆ
ไดจ าก http://www.2.udru.ac.th เพ่อื แสดงวาจบเพลง หรือท่ีเรียกกนั เปน สามัญวา “ออกลูกหมด”
เพลงลูกหมดมกั จะใชบ รรเลงตอ จากเพลงสามช้ัน เพลงเถา
และเพลงหางเครื่อง แลวแตกรณแี ละไมม ีเสยี งรอง

12 คูม่ ือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) เพลงบรรเลง คอื เพลงท่ปี ระพันธ์ข้ึนเฉพาะสา� หรบั เครอ่ื งดนตรีบรรเลง ไดแ้ ก่ ใหน กั เรียนรวมกันอภปิ รายเกย่ี วกับลกั ษณะ
ของบทเพลงไทยตามท่ไี ดศกึ ษามา จากนน้ั ครถู าม
๑. เพลงโหมโรง ๒. เพลงหนา้ พาทย์ นักเรยี นวา
เปน็ เพลงทใ่ี ชบ้ รรเลงเปน็ เพลงแรกกอ่ นการ เป็นเพลงช้ันสูงทีใ่ ช้บรรเลงในพระราชพธิ ี พธิ ี หรืองาน
ท่ตี อ้ งการแสดงถงึ ความศักดิ์สทิ ธ ์ิ หรือความขลัง หรอื บรรเลง • เพลงไทยมีลักษณะอยา งไร และสามารถ
บรรเลง หรอื การแสดงจะเร1มิ่ เช่น เพลง ประกอบกิรยิ าอาการตา่ งๆ ของผู้แสดงโขน หรอื ละคร แบงออกไดเ ปน ก่ีประเภท อะไรบา ง
(แนวตอบ เพลงไทยเปนเพลงทีม่ ีทาํ นองเปน
โหมโรงคล่ืนกระทบฝง่ั เป็นตน้ เชน่ เพลงตระนมิ ติ เป็นตน้ เอกลกั ษณ การบรรเลง การขับรองทเี่ ปน
แบบไทย สามารถแบง ออกไดเ ปน 2 ประเภท
๖. เพลงลูกหมด ๓. เพลงเรื่อง คือ 1. เพลงบรรเลง คอื เพลงทใ่ี ชดนตรี
เป็นเพลงท่ีมที าำ นองส้นั จงั หวะเร็ว เปน็ เพลงท่นี ำามาบรรเลงติดต่อกัน บรรเลงลวนๆ เชน เพลงโหมโรง
แสดงนัยว่า เพลงทบ่ี รรเลงนนั้ โดยใชบ้ รรเลงประกอบพิธตี ่างๆ ไม่มกี ารขบั ร้อง เพลงหนา พาทย เพลงเรอ่ื ง เพลงหางเครอ่ื ง
มาเก่ยี วข้อง เช่น เพลงเรือ่ งทาำ ขวัญ เป็นต้น เพลงลกู บท เพลงภาษา เปน ตน
จะจบลงแล้ว 2. เพลงขับรอง คอื เพลงท่มี กี ารขับรอง
และมีดนตรีบรรเลงประกอบไปดว ย เชน
๕. เพลงออกภาษา ๔. เพลงหางเคร่ือง เพลงเถา เพลงตดั เพลงเกรด็
เป็นเพลงท่ีมสี าำ เนยี งภาษาต่างๆ ทบี่ รรเลง เปน็ เพลงทบี่ รรเลงตอ่ ท้ายเพลงใหญ่ เพลงเบด็ เตลด็ เปน ตน)
ติดตอ่ กนั หลังจากบรรเลงเพลงแมบ่ ทจบ โดยมีลกั ษณะคล้าย อาจมสี าำ เนยี งเดยี วกับเพลงใหญ ่ หรอื เป็น
เพลงหางเคร่อื ง ต่างกนั ตรงทมี่ ิไดบ้ รรเลงเพียงสำาเนยี งใดสำาเนยี งหน่ึง เพลงหางเครอ่ื งทกี่ าำ หนดไวป้ ระจาำ เฉพาะ ขยายความเขา้ ใจ E×pand

เช่น เมื่อบ2รรเลงเพลงเทพบรรทมจบ นิยมบรรเลงออกด้วยเพลง ซึง่ เพลงสว่ นใหญม่ ีทาำ นองสั้นๆ
และมจี ังหวะสนกุ สนาน
สบิ สองภาษา เรมิ่ ดว้ ยสาำ เนยี งจนี เขมร ตะลงุ และพมา่ จากนนั้ จะเลอื ก
บรรเลงเพลงสาำ เนยี งแขก ฝรงั่ ญปี่ นุ่ ลาว ญวน ขา่ เงย้ี ว เพลงใดตอ่ ใหนกั เรียนรว มกนั สรุปสาระสาํ คัญเกีย่ วกบั
ลักษณะของบทเพลงไทย ลงกระดาษรายงาน
ก่อนกไ็ ด ้ ทัง้ นี้ เพลงออกภาษาอาจหมายถึงเพลงท่ีมีสำาเนียง นําสง ครูผูสอน
ภาษาสอดแทรกอยใู่ นทาำ นองเพลงก็ได้ เช่น
เพลงพมา่ ห้าทอ่ น เปน็ ตน้

เกร็ดศิลป อารมณเพลง ตรวจสอบผล

เพลงไทยมแี นวท�านองทกี่ ่อให้เกดิ ความรู้สึกทส่ี ามารถสัมผสั อารมณเพลงไดอ้ ย่างหลากหลาย ดงั น้ี Evaluate
๑. เพลงท่ีใหค้ วามรสู้ กึ ขลงั น่าเคารพ เช่น เพลงสาธกุ าร เพลงมหาฤกษ  เพลงมหาชยั เพลงนางนาค
เพลงเวสสุกรรม เปน็ ตน้ ครพู ิจารณาจากการสรปุ สาระสาํ คัญเกยี่ วกบั
2. เพลงที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน รื่นเริง เช่น เพลงค้างคาวกินกล้วย เพลงคุดทะราดเหยียบกรวด ลกั ษณะของบทเพลงไทยของนักเรยี น
เพลงคางคกปากสระ เพลงกราวรา� เพลงกราวตะลงุ เพลงเขมรไลค่ วาย เพลงม้ายอ่ ง เปน็ ต้น
๓. เพลงท่ีให้ความรู้สึกรักออนหวาน เช่น เพลงกาเรียนทอง เพลงกล่อมนารี เพลงลาวดวงเดือน ๑๓
เพลงโอ้โลม เพลงคา� หวาน เพลงชมโฉม เป็นต้น
4. เพลงที่ให้ความรู้สึกสุขใจจากสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ เช่น เพลงคลื่นกระทบฝง ๓ ชั้น
เพลงเขมรไทรโยค เพลงนกเขาขะแมร  เพลงนกเขามะราป เพลงชมดง เป็นตน้
5. เพลงท่ีให้ความรู้สึกเศร้าโศก เช่น เพลงธรณีกรรแสง เพลงมอญร้องไห้ เพลงมอญครวญ
เพลงลาวครวญ เพลงสรอ้ ยเพลง เพลงจีนครวญ เพลงทยอย เป็นต้น
๖. เพลงที่ให้ความรู้สึกฮึกเหิม องอาจ เร้าใจ เช่น เพลงกราวใน เพลงกราวนอก เพลงปฐม
เพลงคกุ พาทย เพลงกราวจนี เพลงเชิด เปน็ ต้น

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นกั เรยี นควรรู

ขอ ใดตอ ไปน้ี ไม มีความสัมพนั ธก นั 1 เพลงโหมโรงคลนื่ กระทบฝง บทพระราชนิพนธของพระบาทสมเดจ็
1. เพลงโหมโรง คอื เพลงที่ใชบ รรเลงเบิกโรงกอนที่จะมีการแสดง พระปกเกลา เจา อยูห ัว (รัชกาลท่ี 7) ของเดิมเปนอัตรา 2 ชัน้ ตอ มาในปพ.ศ. 2474
2. เพลงเรื่อง คอื เพลงทีใ่ ชเ ครอ่ื งดนตรบี รรเลงลว นๆ ดวยวงมโหรี ทรงขยายเปนอัตรา 3 ชน้ั ใชเปนเพลงโหมโรงประเภทเสภา และทรงประดษิ ฐ
3. เพลงหางเครื่อง คอื เพลงที่บรรเลงตอทายเพลงใหญห รอื เพลงแมบท ลกู ลอลูกขดั ท่สี อดแทรกหลายอารมณไวในเพลงนี้ ทาํ นองมีความไพเราะพลวิ้ ไหว
4. เพลงหนา พาทย คือ เพลงทใ่ี ชบรรเลงประกอบกิรยิ าอาการของตัวละคร ใหความรสู กึ เหมอื น “คล่นื กระทบฝง ” สมดังช่อื เพลง
2 เพลงสิบสองภาษา เปน เพลงทม่ี ีชื่อขึ้นตน เปนช่ือชาตติ างๆ เชน
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงเรอ่ื งจะใชเคร่อื งดนตรีบรรเลง เพลงแขกตอยหมอ เพลงจนี นําเสด็จ เพลงพมา เห เพลงมอญรําดาบ
เพลงลาวดวงเดือน เพลงเขมรไทรโยค เพลงฝร่ังควง เปน ตน เปนการนําเพลง
ลว นๆ คอื วงปพ าทย ไมน ยิ มใชว งเครอื่ งสาย และวงมโหรี เพลงเรอื่ ง สําเนยี งภาษาหลายๆ ภาษามารวมกัน ในสมัยโบราณไดกําหนดเอาไวว า
สว นใหญจ ะใชใ นงานพธิ ตี า งๆ เชน เพลงเรอ่ื งนางหงส ใชใ นงานศพ จะตอ งบรรเลงภาษาจนี ภาษาเขมร ภาษาตะลงุ และภาษาพมา กอ นตาม
เพลงเรอื่ งฉง่ิ พระฉนั ใชบ รรเลงตอนพระฉันภตั ตาหาร เปน ตน ลาํ ดบั ถดั จากนัน้ จะบรรเลงภาษาอะไรก็ไดไ มกาํ หนด

คมู่ ือครู 13

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูใหน ักเรยี นดูภาพเครอื่ งหมาย และสัญลกั ษณ ๖. เครอื่ งหมาย และสัญลกั ษณ์ทางดนตรี
ทางดนตรใี นรปู แบบตา งๆ จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
กอ่ นการฝกึ ปฏบิ ตั เิ คร่ืองดนตรี หรอื ขับรอ้ งเพลงไทย นกั เรยี นจ�าเปน็ ต้องศกึ ษาเกยี่ วกบั
• นกั เรยี นรจู กั เครอ่ื งหมาย และสญั ลกั ษณ เครอ่ื งหมาย และสญั ลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นการบนั ทกึ โนต้ ใหเ้ ขา้ ใจเสยี กอ่ น จงึ จะสามารถปฏบิ ตั หิ รอื ขบั รอ้ ง
ทางดนตรบี างหรือไม ถารูจัก ได้ถูกต้องตามท�านอง และจังหวะของเพลงไทย โดยเคร่ืองหมาย และสัญลักษณ์ทางดนตรีไทย
นักเรยี นรูจกั เคร่ืองหมายใด ท่ีควรทราบ มดี งั นี้
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็
ไดอยา งอสิ ระ) บรรทัดทใ่ี ช้ในการบันทึกโน้ต สญั ลกั ษณ์แทนเสียงตัวโน้ต

• เครือ่ งหมาย และสญั ลัษณท างดนตรี การบันทึกโน้ตเพลงไทยปกต ิ โน้ตเพลงไทยไม่นิยมบันทึกลงในบรรทัด ๕ เส้น เหมอื นโนต้ สากล แตม่ ี
ประกอบไปดว ยอะไรบา ง โดยท่ัวไปบรรทัดหน่ึงจะแบ่งออก รปู แบบทไี่ ดก้ าำ หนดไวอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ดนตรไี ทยแลว้ ทง้ั ทใี่ ชต้ วั เลขแทนเสยี ง
(แนวตอบ เครอื่ งหมาย และสญั ลกั ษณท างดนตรี เปน็ ๘ หอ้ งเทา่ ๆ กัน โดยในแต่ละ และใชต้ วั อกั ษรแทนเสยี ง โดยในปจั จบุ นั นยิ มใชต้ วั อกั ษรแทนเสยี ง ระดบั เสยี ง
ทน่ี กั เรยี นควรรู เชน บรรทดั ทใี่ ชใ นการบนั ทกึ โนต หอ้ งประกอบดว้ ยตวั อกั ษรทใี่ ชแ้ ทน ของดนตรีไทยมีทั้งหมด ๗ เสียง เช่นเดียวกับโน้ตสากล ซึ่งแต่ละช่วงเสียง
สัญลักษณแทนเสียงตวั โนต สัญลักษณแทน เสยี งตวั โนต้ ๔ ตัว จะห่างกนั ๑ เสียงเตม็ เท่ากันทกุ เสียง ไม่มรี ะยะคร่งึ เสยี งเหมือนโนต้ สากล
ความยาวของจังหวะ เปนตน)

สา� รวจคน้ หา E×plore เครอ่ื งหมายทแ่ี สดงถงึ การ เคร่ืองหมายแสดงการแบ่งพวก สัญลักษณ์แทนความยาวของ

ใหนักเรียนศกึ ษา คน ควา หาความรูเ พิ่มเติม ปฏบิ ตั ซิ าำ้ ปฏบิ ัติ จงั หวะ
เกีย่ วกบั เคร่ืองหมายและสัญลักษณท างดนตรี
จากแหลง การเรียนรตู างๆ เชน หองสมุดโรงเรียน คือ เส้นหนา “ ” ใช้เขียน โดยทาำ นองเพลงไทยบางตอนนน้ั เสยี งของตวั โนต้ นนั้ มที งั้ เสยี งสนั้
หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ น็ต เปน ตน หน้าเส้นแบ่งห้องและหลังห้องที่ อาจมกี ารบรรเลงทเ่ี รยี กวา่ “ลกู ลอ้ และเสียงยาว ซึ่งในการบันทึกโน้ต
ตอ้ งการใหป้ ฏบิ ตั ทิ าำ นองนนั้ ซาำ้ ปกติ หรือลูกขัด” มีการแบ่งผู้บรรเลง เสยี งยาวจะใชส้ ญั ลกั ษณ ์ “ - ” แทน
อธบิ ายความรู้ จะเขียนไว้ต้นท่อนและท้ายท่อน เป็น ๒ พวก จึงใช้เครื่องหมาย ความยาวของจังหวะ โดยหนึ่งขีด
เพ่ือให้บรรเลงกลับต้นอกี คร้งั “ ” เขียนบนทำานองของ มคี า่ เทา่ กับความยาวของโน้ต ๑ ตัว
แตล่ ะพวก เพื่อให้ปฏิบัติไดถ้ ูกต้อง หากยาวมากกเ็ พมิ่ จาำ นวนสญั ลกั ษณ์
Explain ตามขนาดความยาวของตัวโน้ต
แต่ละตัววา่ ผู้ประพันธ์ต้องการใหม้ ี
ใหนักเรยี นรวมกนั อภิปรายเกีย่ วกบั เครื่องหมาย ความยาวมากน้อยเพยี งใด
และสญั ลกั ษณทางดนตรีตามทีไ่ ดศกึ ษามา จากนน้ั
ครูถามนกั เรยี นวา ตัวอยา่ งเคร่อื งหมายและสญั ลักษณท์ างดนตรที ่กี ล่าวข้างต้น

• สญั ลักษณ “ ” คือ เคร่ืองหมายใด ซลซมซรมซซลซมซรมซซลซมรด- รซลซมรด- ร
และนํามาใชไ ดอ ยางไร
(แนวตอบ เปน เครอ่ื งหมายแบง พวกปฏิบัติ ๑4
เพราะในเพลงบางเพลงมกี ารใชลกู ลอ ลูกขัด
จึงตอ งแบง ผูบรรเลงเปน 2 กลมุ และใช
เครอ่ื งหมาย “ ” กาํ กบั ไวบ นทาํ นองเพลง
เพอื่ ทจ่ี ะสามารถปฏบิ ัตไิ ดถ กู )

เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครูควรอธบิ ายเพ่ิมเติมกบั นักเรยี นเกยี่ วกบั การอานโนตเพลงไทย มวี ิธีการอาน ใหนกั เรียนเลือกเพลงไทยตามความสนใจของตนเอง 1 เพลง จากนัน้
เหมือนกับการอานหนังสือ คอื อานจากซายไปขวา โนต 1 บรรทดั จะแบงเปน ชองๆ ใหฝ กอานตวั โนต และเคาะจงั หวะจนเกิดความชาํ นาญ จากนน้ั ออกมา
รวม 8 ชอง คือ อานตวั โนต และเคาะจังหวะหนาชน้ั เรียน โดยมีครเู ปนผคู อยชีแ้ นะ
ความถกู ตอ ง
- - - ด - - - ร - - - ม - - - ฟ - - - ซ - - - ล - - - ท - - - ด�
ชอ งแตละชองมคี าเทากับ 1 จังหวะ วธิ ีนบั ใหน บั จงั หวะตกท่โี นต ตัวสุดทา ย กิจกรรมทาทาย
ซง่ึ อยูหนา เสนกัน้ หอง ใหเคาะจังหวะตกท่ตี ัวโด, เร, มี, ฟา, ซอล, ลา, ที, โด (สงู )
รวม 8 จังหวะ และเคาะจังหวะใหส ม่าํ เสมอ สว นเครอื่ งหมาย - - จะใชเพื่อเปนตวั ใหน กั เรยี นเลอื กฟงเพลงไทย 2 เพลง ทีม่ ีลักษณะการถา ยทอดทาง
เพม่ิ เสยี งของโนต ตวั ทอ่ี ยขู า งหนา เครอ่ื งหมายใหม เี สยี งยาวขน้ึ ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี น อารมณท แ่ี ตกตา งกัน เขียนบรรยายความรสู ึกจากการทไ่ี ดฟ งเพลง
มคี วามรู ความเขา ใจเก่ียวกบั การอา นโนตเพลงไทยไดดียง่ิ ข้ึน ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน

14 คมู่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๗. โนต ดนตรไี ทย ครใู หน กั เรยี นดแู ผนผงั โนต ดนตรไี ทยทค่ี รนู าํ มา
ติดไวท ่ีหนา ชน้ั เรียน จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา
โน้ตเป็นสัญลักษณ์ที่ประดิษฐ์ข้ึนส�าหรับบันทึกแทนเสียงดนตรี โดยในวงการดนตรีไทย
ในอดีตไม่มีการจดบันทึกโน้ต การเรียนการสอนดนตรีจะใช้วิธีการจ�าจากครูสอนโดยตรง เพ่ือให้ • การบนั ทึกโนตดนตรขี องไทยมปี ระวัติ
ผเู้ รยี นเกดิ ทกั ษะ และความจา� แลว้ จงึ คอ่ ยนา� ขอ้ มลู เพลงเหลา่ นนั้ มาพลกิ แพลงบรรเลงแปรทา� นอง ความเปนมาอยางไร
จากเครอื่ งดนตรีเดมิ ท่ที �าหน้าท่ีดา� เนินทา� นองเพลงหลักไปเป็นเครื่องดนตรีชนดิ อ่ืนๆ (แนวตอบ สําหรบั ดนตรไี ทยนน้ั ไดม กี าร
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฝึกทหารตามแบบอย่าง บนั ทกึ เปน โนต เพลงโดยใชต วั เลขเปน ครง้ั แรก
ตะวนั ตก มที หารเปา่ แตรเดนิ แถว และมกี ารบรรเลงเพลงตามแบบตะวนั ตก ซง่ึ ดนตรขี องตะวนั ตก แบบสากล เมอ่ื สมัยรชั กาลที่ 6 ซงึ่ เกิดจาก
จะบนั ทกึ ไวด้ ้วยตัวโน้ต ไม่ใชว้ ธิ ีการจดจา� ความคดิ ของหลวงประดิษฐไพเราะ
การบันทึกโน้ตของดนตรีตะวันตกมีประโยชน์หลายประการ นอกจากการก�าหนดให้ (ศร ศลิ ปบรรเลง)
เครอื่ งดนตรีแต่ละชนิดบรรเลงไดถ้ กู ต้องตรงตามเจตนารมณ์ของนักประพนั ธเ์ พลงแลว้ โนต้ เพลง
ยังช่วยให้บทเพลงคงอยู่ตลอดไป นักดนตรีไทยจึงน�าเอามาเป็นแบบอย่าง โดยเริ่มพัฒนา สา� รวจคน้ หา Explore
ระบบโนต้ ขน้ึ เพอื่ ใชบ้ นั ทกึ ซงึ่ เพลงไทยสว่ นหนง่ึ บนั ทกึ ตามระบบโนต้ สากล และอกี สว่ นหนงึ่ บนั ทกึ
ตามระบบโนต้ ไทย โดยสว่ นทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะของโนต้ ดนตรไี ทย คอื การกา� หนดตารางการบนั ทกึ ใหนักเรยี นศึกษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เติม
ให้แถวหนงึ่ มี ๘ ห้อง โน้ตแต่ละหอ้ งมีโนต้ ท่ีใช้บันทึกตามปกติ ๔ ตัว เก่ียวกบั โนตดนตรไี ทยจากแหลงการเรยี นรตู างๆ
เชน หองสมุดโรงเรียน หอ งสมุดชมุ ชน อนิ เทอรเนต็
7.๑ ระดบั เสยี งของโน้ตดนตรีไทย เปนตน ในหัวขอ ที่ครกู าํ หนดให ดังตอ ไปน้ี
ระดับเสยี งเพลงไทยประกอบด้วยเสยี ง ๗ เสียงเช่นเดียวกบั โน้ตสากล แตเ่ ดมิ ใช้ตวั เลข
แทนเสยี ง ปจั จุบันเพื่อความสะดวกในการฝกึ หดั จงึ ใชต้ ัวอกั ษรแทนเสยี งแตล่ ะเสียง ดงั น้ี 1. ระดับเสยี งของโนตดนตรไี ทย
2. รูปแบบการบนั ทกึ โนต เพลงไทย
ลาำ ดบั
เสียง อธบิ ายความรู้ E×plain

ท ครสู มุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายเกี่ยวกบั
ล โนตดนตรีไทยตามทไี่ ดศึกษามาหนาชน้ั เรียน
ซ จากน้นั ครูถามนกั เรยี นวา

ม • สญั ลักษณท ี่ใชแ ทนเสียงมีลกั ษณะอยา งไร
ร (แนวตอบ สญั ลักษณทใี่ ชแ ทนเสียงมกั จะ
ด ประกอบดว ย 3 ลกั ษณะ คือ สญั ลกั ษณ
แทนความสูง - ต่าํ ของเสยี ง (Pitch)
โด เร มี ฟา ซอล ลา ที สญั ลักษณแทนความส้นั - ยาวของเสยี ง
(Duration) และสัญลักษณพ ิเศษอ่นื ๆ)

๑5

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ใหนักเรยี นฝก เขียนตัวโนต ด, ร, ม, ฟ, ซ, ล, ท ตามลาํ ดบั ลงบน ครคู วรเนนยา้ํ กับนกั เรยี นถึงการบันทกึ และการอา น โนตอักษรไทยเสียงโนต
บันไดเสยี ง พรอมฝกอา นโนต เพลงใหม รี ะดับเสยี งทถี่ ูกตอง จากนน้ั ในดนตรีไทยเดิม มี 7 ระดับ ไดแก
ออกมาอานตัวโนต ใหเ พอื่ นฟง หนา ชัน้ เรียน โดยมคี รูเปน ผคู อยช้แี นะ ระดับเสียง บนั ทกึ เปน สําหรบั เสยี งสูงในโนตเดียวกนั อกี 1 ระดับ
ความถกู ตอ ง โด ด เราใชสญั ลักษณ “ ' ” หรือ “ ํ ” กาํ กับลงไป
เร ร สวนเสียงตํา่ ใช “ . ” กาํ กบั เชน
กจิ กรรมทาทาย มี ม ระดับเสียง เขยี นเปน
ฟา ฟ โด (ต่ํา) ดฺ
ใหนักเรยี นฝก บันทกึ โนต เพลงไทยตามความสนใจของตนเอง 1 เพลง ซอล ซ โด (กลาง) ด
พรอ มเขยี นเนอ้ื เพลงใหตรงกับจังหวะ ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู สู อน ลา ล
ที ท โด (สูง) ดํ

คมู่ ือครู 15

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ใหน กั เรียนรวมกนั อภิปรายเกี่ยวกบั รูปแบบ 7.2 รูปแบบการบนั ทึกโน้ตเพลงไทย
การบันทึกโนตเพลงไทยตามท่ไี ดศ กึ ษามา โดยครู โนต้ เพลงไทยท่ใี ชป้ จั จบุ ันมใี ชท้ ัง้ ท่เี ป็นตัวอกั ษรและเป็นตัวเลข เพื่อเป็นสัญลักษณแ์ ทน
ใหนักเรียนศึกษาจากแผนผังรูปแบบการบันทึกโนต เสียงดนตร ี หรือเสยี 1งรอ้ ง ดังนนั้ ในการบนั ทกึ โน้ต ๘ ห้อง ๑ 2บรรทดั จึงมอี ตั ราเทา่ กับ ๑ จังหวะ
เพลงไทย ในหนังสือเรยี น หนา 16 จากนน้ั ครูถาม ของหน้าทบั ปรบไก ่ ๒ ชั้น หรือ ๑ จังหวะของหนา้ ทับสองไม้ ๓ ชั้น ดงั น้ี
นักเรยี นวา
ต�าแหนง่ การบรรจตุ วั โน้ตเพลงใน ๑ ห้องปกต ิ ก�าหนดตวั โนต้ ๔ ตัว ดังนี้
• การบนั ทกึ โนตเพลงไทยที่ถูกตอ งควรมี
ลกั ษณะอยางไร --------------------------------
(แนวตอบ ในการบนั ทกึ โนตเพลงไทยน้ัน
จะเปนการบนั ทึกโนต 8 หอง 1 บรรทดั ในแต่ละห้องเพลง เมือ่ กา� กับจังหวะฉ่งิ มลี กั ษณะ ดังนี้
ซึ่งมีอัตราจังหวะเทา กับ 1 จงั หวะ ของ ๓ ชัน้
หนา ทับปรบไก 2 ช้ัน หรอื 1 จงั หวะ
ของหนาทบั สองไม 3 ชั้น) - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉงิ่ - - - - - - - ฉบั

ขยายความเขา้ ใจ E×pand ๒ ชนั้

ใหนักเรยี นรว มกันสรปุ สาระสาํ คญั เก่ยี วกับ - - - ฉ่ิง - - - ฉับ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉบั
โนต ดนตรใี นรปู แบบตางๆ ลงกระดาษรายงาน
นําสงครูผูส อน ชนั้ เดียว

ตรวจสอบผล Evaluate - ฉ่งิ - ฉับ - ฉ่ิง - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั - ฉง่ิ - ฉบั - ฉง่ิ - ฉบั - ฉิง่ - ฉับ - ฉิ่ง - ฉบั

ครพู ิจารณาจากการสรุปสาระสําคญั เกี่ยวกบั การบนั ทึกตวั โนต้ เตมิ ทกุ ต�าแหนง่ ทุกห้องทงั้ ๘ ห้อง ๑ บรรทัด มีลักษณะ ดังนี้
โนต ดนตรีในรปู แบบตา งๆ ของนกั เรียน
ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม พ

การบนั ทึกตัวโน้ต ๒ ตัวโน้ตใน ๑ หอ้ งเพลง มลี กั ษณะ ดงั น้ี

-ด- ร -ม-ฟ-ซ- ล -ท-ด-ด-ท- ล -ซ-ฟ-ม- ร -ด

การบนั ทกึ ตัวโนต้ ๑ ตวั โน้ตใน ๑ ห้องเพลง มีลักษณะ ดงั น้ี

- - -ด- - - ร - - -ม- - -ฟ- - -ซ- - -ล- - -ท- - -ด

การบนั ทึกตัวโนต้ ๒ ห้องเพลง บรรจุโนต้ ทจ่ี งั หวะหนัก ๑ ตวั โน้ต ดงั น้ี

- - - - - - -ด- - - - - - -ล- - - - - - -ซ- - - - - - -ม

การบนั ทึกตัวโน้ต ๓ ตวั ใน ๑ ห้องเพลง มีลักษณะ ดงั น้ี

-มรด- รดล-ดลซ-ลซม-มซล-ซ-ด-ลดร -ดรม

๑๖

นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
1 หนา ทบั ปรบไก เปน หนา ทบั ทด่ี ดั แปลงมาจากเสยี งรอ งลกู คใู นการรอ งเพลง
ปรบไก จะใชต กี าํ กบั จังหวะของเพลงท่มี สี ัดสวนคอ นขางยาวหรือเพลงทม่ี ีลีลา จากภาพเปนการใชห นาทับชนดิ ใด
ทาํ นองดาํ เนินประโยควรรคตอนเปน ระเบียบ
2 หนา ทบั สองไม เปน หนา ทบั ทแี่ ตง ขยายจากลาํ นาํ การตเี ครอ่ื งหนงั ของหนา ทบั - - ตงิ ทั่ง - ติง - - ตงิ ทั่ง - ตงิ - ติงท่ัง - ทงั่
เพลงเร็ว ซึ่งเดมิ มอี ตั ราจังหวะช้ันเดียวใหเ ปน อตั ราจังหวะ 2 ชนั้ สาํ หรับนาํ มาตี
ประกอบการรองดน แบบหนึ่งท่เี รยี กวา “ดน สองไม” หนา ทับสองไมน้นี ิยมใชก าํ กบั 1. หนา ทับปรบไกช ้นั เดียว
จังหวะเพลงที่มสี ดั สว นคอ นขางสัน้ หรอื เปนเพลงที่มที าํ นองพลิกแพลงหรือเพลง 2. หนาทับปรบไก 2 ชั้น
ทีก่ าํ หนดความยาวไมแ นน อน 3. หนาทับสองไมช นั้ เดียว
4. หนา ทบั สองไม 2 ชน้ั

วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะเปนจงั หวะหนา ทับปรบไกชน้ั เดียว

ของดนตรไี ทยท่ีมีระดบั เรว็ คือ เรว็ กวา 2 ชนั้ เทา ตวั หรือเร็วกวา 3 ชน้ั 4 เทา
ซ่ึงจะเรียกหนาทบั และเพลงทมี่ จี งั หวะเชนนีว้ าหนา ทับช้นั เดียว

16 คูม่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครใู หน กั เรยี นดแู ผนผงั โนต ดนตรไี ทยทค่ี รนู าํ มา
ตดิ ไวท ห่ี นา ชน้ั เรยี น ซง่ึ เปน แผนผงั ตวั อยา งการอา น
การบนั ทึกตัวโนต้ ผสมแบบตา่ งๆ เขา้ ด้วยกัน มีลักษณะ ดังน้ี เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทย จากนนั้ ครถู าม
ตวั อย่างที่ ๑ นักเรยี นวา
• เครือ่ งหมาย – ในหอ งเพลงมีไวเ พอื่ สงิ่ ใด
- - -ดรมซร - - - - -ม- ร - - -ดรมซรมรดร -ม-ซ (แนวตอบ เคร่อื งหมาย – จะใชแทนตัวโนต
เอาไวโดย 1 ขดี (-) แทนโนต 1 ตวั
ตวั อยา่ งท่ี ๒ แสดงถึงการเพิ่มเสยี งตัวโนตท่อี ยขู า งหนา
เคร่ืองหมายใหม เี สยี งยาวขนึ้ ทง้ั นคี้ วามยาว
-ซ-ล-ด- ร -ม-ม- รรร - - - - - - - รรรรรร - ร - ของเสยี งจะมมี ากหรือนอ ยข้ึนอยูกบั จาํ นวน
ขดี (-) คือ
๘. ตวั อยา่ งการอา่ น เขียน และรอ1ง ตามโนตบทเพลงไทย ความยาว เทากับ 42441434 จังหวะ
ความยาว เทากับ จังหวะ
๘.๑ โน้ตทั่วไปทมี่ ีความยาวของจังหวะเทา ๆ กนั ความยาว เทากบั จังหวะ
ตวั อย่าง อา่ นโน้ตต่อไปนี้พรอ้ มเคาะจังหวะตรงตวั ที ่ ๒ และ ๔ ของแตล่ ะห้อง ความยาว เทากับ จังหวะ

ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�











➡➡





= จงั หวะยก = จงั หวะเคำะ

๘.2 โนต้ ท่ีมเี สยี งยาวเทา กับโนต้ 2 ตัว สา� รวจคน้ หา Explore
ตัวอยา่ ง อ ่านโน้ตต่อไปนี้พร้อมเคาะจังหวะตรงตัวท่ี ๒ และ ๔ ของแต่ละห้อง โน้ตตัวใดท่ีมี

เครอื่ งหมาย “_” ตาม ให้อ่านเสยี งยาวใหค้ รบตามจังหวะ

- ด - ด - ร - ร - ม - ม - ฟ - ฟ - ซ - ซ - ล - ล - ท - ท - ด� - ด� ใหนักเรียนศึกษา คนควา หาความรเู พ่มิ เตมิ
เกยี่ วกบั การอา น เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทย
➡ จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน
➡ หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเน็ต เปนตน








➡➡





= จงั หวะยก = จงั หวะเคำะ

๘.๓ โนต้ ท่ีมเี สยี งยาวและสน้ั ปนกัน
ตัวอย่าง อา่ นโนต้ ต่อไปนี้พรอ้ มเคาะจังหวะตรงตัวท ี่ ๒ และ ๔ ของแตล่ ะหอ้ ง
อธบิ ายความรู้
ดรดล-ซ-ม- -ซลดซ- -ดรดล-ซ-ม- - รดรด- - E×plain

➡➡➡ ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการอาน
➡➡➡ เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงตามท่ไี ดศกึ ษามา
➡➡➡ จากนั้นครูถามนกั เรียนวา
➡➡➡
➡➡➡ • โนต บทเพลงไทยที่พบเหน็ โดยทว่ั ไป
➡➡➡ มกี ่ีลักษณะ อะไรบา ง
➡➡➡ (แนวตอบ มี 3 ลักษณะ คือ โนต ท่ีมีความยาว
➡➡➡ ของจังหวะเทาๆ กัน ยาวเทากบั โนต 2 ตวั
➡➡➡ และยาว-ส้นั ปะปนกนั )
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
-ซ-ม- ร -มซมรดรม- - -ซ-ม- ร -ม- - รดรด- -

ฟฟฟฟ- ม - ร - - ลดลซ - -ฟฟฟฟ- ม - ร - - ซมร ด - -

๑7

ขอสอบ O-NET เกร็ดแนะครู

ขอสอบป ’51 ออกเก่ียวกบั เครือ่ งดนตรีทีน่ ํามาตหี นา ทับ ครคู วรอธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา ในการบนั ทกึ โนต ดนตรไี ทย ในหนง่ึ บรรทดั มหี อ งทง้ั หมด
เครอื่ งดนตรีในขอ ใดเกย่ี วของกบั หนาทับ 8 หอ ง ในแตล ะหอ งบรรจโุ นต ได 4 ตัว ในหนึ่งหองแบง ออกไดเ ปน 4 จงั หวะ คือ
1. กลองแขก รํามะนา กลองทดั _ _ _ _ เรียงลําดบั จากจังหวะท่ี 1 - 4 โดยกําหนดใหจ ังหวะท่ี 1 เปนจังหวะยก
2. ตะโพน กลองแขก โทน จังหวะที่ 2 เปนจงั หวะเคาะ จังหวะที่ 3 เปนจังหวะยก จังหวะท่ี 4 เปน จงั หวะเคาะ
3. ราํ มะนา กลองทดั กลองแขก ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรียนมีความรู ความเขา ใจเก่ยี วกบั การบนั ทึกโนตเพลงไทยไดด ยี ิง่ ขน้ึ
4. กลองทัด โทน ตะโพน
นักเรียนควรรู
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะ หนาทับ คอื เสียงตีเครือ่ งดนตรที ี่ขงึ
1 จงั หวะ คอื ส่งิ ใดก็ตามทเี่ กิดข้นึ อยางสมาํ่ เสมออยา งมีระบบ โดยจังหวะในที่นี้
ดว ยหนัง เชน ตะโพน กลองแขก โทน เปน ตน ท่เี ลียนเสียงมาจากทบั (โทน) ยกตวั อยางใหเปนจังหวะของการปรบมือ สามารถแบงออกไดเปน 2 จังหวะ คือ
หนา ทับมีบัญญัตเิ ปน แบบแผนสาํ หรับตปี ระจาํ ทาํ นองเพลงตา งๆ ใชบ อก จังหวะตก หมายถึง จงั หวะหนักหรือจงั หวะท่ีปรบมือแลว ทําใหเกิดเสียง
สดั สวน และประโยคของเพลงนน้ั ๆ สว นเสยี งตเี ครือ่ งหนังซึ่งไมไดเ ลยี นเสยี ง และจังหวะเคาะหมายถงึ จังหวะทเ่ี รายกมอื ออกจากกนั หรือจังหวะทไ่ี มเ กดิ
จากทับ เชน กลองทดั กลองมะริกัน เปน ตน จะเรยี กวา “ไมกลอง” เสยี งใดๆ
ซึง่ เปน วิธกี ารตีกลองทดั ตามแบบแผนท่บี ญั ญัติไวเ ชน เดียวกนั
คมู่ อื ครู 17

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนกั เรยี นรวมกันอภิปรายเกีย่ วกับตัวอยา ง ดดดด-ล-ซ-ดรดรม- -ดดดด-ล-ซ- -ลซลซ- -
การอา น เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทยตามทไ่ี ด
ศึกษามา จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา ➡

• เราใชเคร่อื งดนตรีชนิดใดในการกํากบั จงั หวะ ➡
ของบทเพลง ➡
(แนวตอบ ฉิ่ง เพราะเปน เครอื่ งดนตรปี ระเภท ➡
เครอื่ งกาํ กบั จงั หวะทมี่ คี วามสาํ คญั ทสี่ ดุ ทาํ ดว ย ➡
โลหะ หนา ท่ขี องฉงิ่ ไดแ ก การบรรเลงเพ่ือ ➡
ควบคุมจงั หวะของเพลงตามความชา ➡
และความเร็ว) ➡

• จงั หวะยก และจงั หวะเคาะ มีความเหมอื น ➡➡
หรอื แตกตา งกนั อยา งไร ➡
(แนวตอบ จงั หวะยก คอื จงั หวะทย่ี กสงู สดุ กอ นท่ี ➡
จะเคาะลงมาแลว เกดิ เสยี ง สว นจงั หวะเคาะ คอื ➡
จังหวะที่เคาะแลวทาํ ใหเ กดิ เสยี งดงั ข้นึ ดงั นน้ั ➡
ท้งั 2 จงั หวะ จึงมีความแตกตา งกนั ) ➡
= จงั หวะยก = จังหวะเคำะ

การฝึกซ้�าหลายๆ ครัง้ จะทา� ใหผ้ ้เู รียนเข้าใจ และสามารถอ่านโนต้ และเคาะจังหวะย่อย
ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง โดยอตั ราจงั หวะพนื้ ฐานของเพลงไทยเดมิ ทนี่ ยิ มบรรเลงกนั ทว่ั ไป ซง่ึ บญั ญตั ไิ วเ้ ปน็
ศพั ท์สังคีต ๓ ค�า ไดแ้ ก่ ๓ ชัน้ ๒ ช้ัน และชน้ั เดียว

๓ ช้ัน หมายถงึ อัตราจังหวะทม่ี คี วามยาวมากทีส่ ุด หรือชา้ ทีส่ ุด มคี วามยาวกว่าอตั รา
จงั หวะ ๒ ช้ัน ๑ เท่า และยาวกวา่ อตั ราจังหวะชัน้ เดยี ว ๔ เทา่ ถ้าเคาะตามจงั หวะฉ่งิ จะเคาะตรง
โนต้ ตวั ท่ี ๔ ของห้องคู่ คอื หอ้ งท ี่ ๒ ๔ ๖ ๘ ดงั ตวั อยา่ ง

ฉิง่ ฉับ ฉิ่ง ฉับ
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�

๒ ชั้น หมายถึง อัตราจังหวะที่มีความยาวปานกลาง จะสั้นกว่าอัตราจังหวะ ๓ ชั้น
๑ เทา่ ยาวกว่าอตั ราจงั หวะช้ันเดียว ๑ เท่า ดังน้ัน ถ้าเคาะตามจงั หวะฉ่งิ ใหเ้ คาะตรงโน้ตตวั ที่ ๔
ของแต่ละหอ้ ง ดังตวั อยา่ ง

ฉ่ิง ฉบั ฉง่ิ ฉับ ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง ฉบั
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�

ช้นั เดยี ว หมายถึง อตั ราจังหวะทีส่ น้ั ท่ีสุด มคี วามยาวเท่ากบั ครึง่ หนึง่ ของอัตราจงั หวะ
๒ ช้ัน ถ้าเคาะตามจังหวะฉง่ิ จะเท่ากับจงั หวะย่อยของโนต้ ท่ีไดฝ้ ึกปฏิบัติข้างตน้ คอื จงั หวะฉิง่ จะ
ลงที่โนต้ ตัวท่ี ๒ และจังหวะฉบั จะลงท่ีโนต้ ตวั ท่ ี ๔ ดังตัวอยา่ ง

ฉงิ่ ฉับ ฉิง่ ฉบั ฉิง่ ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉิง่ ฉบั ฉ่งิ ฉบั ฉง่ิ ฉบั
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�

เกร็ดศิลป ชือ่ เพลงไทยแปลกๆ

นักประพันธเพลงไทยใช้จินตนาการสร้างท�านองเพลงอย่างอิสระ หลายเพลงนอกจากมีแนวท�านองเพลง
ที่คึกคัก สนุกสนาน หรือเศร้าโศกตามจินตนาการแล้ว ยังตั้งชื่อเพลงที่มีชื่อแปลกๆ จัดเป็นคู่สัมผัส จัดเป็น
ชุดสะท้อนความเจ้าบทเจ้ากลอนอีกด้วย เช่น เพลงพวงร้อย-สร้อยสน เทพบรรทม-ภิรมยสุรางค น้�าลอด
ใต้ทราย-เดือนหงายกลางปา แหวนประดับก้อย-สร้อยทับถัน จีนลั่นถัน-จีนขวัญอ่อน รามัญรันทด-ก�าสรด
พสุธา ไอยเรศชูงา-ไอยราชูงวง เป็นต้น บางชื่อสะท้อนอารมณขันของนักประพันธ เช่น เพลงไส้เดือนฉกจวัก
ค้างคาวกินกล้วย คุดทะราดเหยียบกรวด พม่าตระหนก ขยะแขยง ตุ้งติ้ง ตระตะติ๊งโหน่ง ทุกขตะแกว่งสาก
บ้าระบนุ่ ม้าสะบัดกบี แมล่ กู ออ่ นไปตลาด แมห่ ม้ายคร�่าครวญ เป็นต้น

๑๘

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
ครูควรแนะนาํ นักเรยี นเกย่ี วกบั เครอ่ื งดนตรที ใี่ ชกํากบั จังหวะวายงั มีอีก
หลายประเภท เชน “ฉาบ” ใชบ รรเลงเพื่อขัดจงั หวะกบั ฉงิ่ สรางบรรยากาศ อตั ราจงั หวะของเพลงไทยทีม่ ีลลี าชาที่สดุ คอื ขอ ใด
ใหเ กิดความฮึกเหิม คกึ คะนอง “กรบั ” ใชป ระกอบการเลน เสภาหรือใชกํากบั จงั หวะ 1. อตั ราจังหวะเดียว
ในวงปพาทยไมแ ข็ง “ฆอง” บรรเลงเพอ่ื ควบคมุ จงั หวะใหญใ นการบรรเลงเพลง 2. อัตราจงั หวะ 1 ชน้ั
“โทนหรอื ทบั ” ใชบ รรเลงเพอ่ื ดาํ เนนิ จงั หวะหนา ทบั และใชบ รรเลงเพอื่ สรา งบรรยากาศ 3. อัตราจังหวะ 2 ชน้ั
ของเพลงสําเนียงเขมร และตะลงุ เปน ตน 4. อัตราจงั หวะ 3 ชน้ั

มุม IT วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะอตั ราจงั หวะ 3 ชน้ั ท่มี คี วามยาว

นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควา เพิ่มเติมเกีย่ วกบั เครอ่ื งกาํ กับจงั หวะ มากท่ีสุดหรอื ชาทส่ี ดุ มคี วามยาวกวาอัตราจังหวะ 2 ชัน้ 1 เทา
ไดจาก http://www.lks.ac.th และอตั ราจังหวะชน้ั เดยี ว 4 เทา ซึ่งสามารถสังเกตไดจากภาพ ดังน้ี

- - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉ่งิ - - - - - - - ฉบั

18 คมู่ ือครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

๘.4 ตัวอยา งบทเพลงไทย อัตรา 2 ชนั้ 1. ใหน กั เรยี นรว มกนั สรปุ สาระสาํ คญั ในเรอื่ งความรู
ส�าหรับฝึกอา่ นโน้ต และเคาะจังหวะบทเพลง พน้ื ฐานเกี่ยวกบั ดนตรไี ทยวา มีความสาํ คัญ
อยา งไร ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน
เพลงสรอ้ ยเพลง
2. ใหนกั เรียนจบั คหู รือแบง กลุมแลวหดั อาน
เพลงท�ำนองเกำ ไมท รำบนำมผู้แตง รอ งโนต เพลงไทยในแตล ะขอ โดยใชก ารปรบมอื
เปน การกําหนดจังหวะของกลมุ
- - -ท- ดดด -ท- รดดดด -ซฟร - ด -ท- - รดทด - ร

-ฟ-ฟ- - - ร - - -ดทรดท- -ลซ-ล-ซ-ซ-ซรซ-ด

- - -ท-ดดด-ท- รดดดด-ลซม- ร -ดมรดซลทดร

- - - - - - - -มรซด- ร -ม-ซ-ล-ซ-ม- - - ร - - -ด
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡

เพลงเขมรไล่ควาย

เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผแู้ ตง

- - -ม- - รมซมรด- ร -ด- - - - - - - -มรดล-ด- ร

- - - - - - -ร-รรร-ร-ร- - -ล-ดดด- - -ร-ดดด

- - -ล-มรด-ล-ด- - - - - - - - -ลดร -มซรมรดล

- - -ด- - - - - ร -ด- - - ร - -ซม- - รด-ลซลดมรด

---ด-----ด-ด---ด
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡➡
➡➡➡➡➡

๑๙

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

เพลงเขมรไทรโยค 3 ชั้น กลาวถึงความงามของส่ิงใด ครคู วรใหน กั เรยี นฝก ปรบมอื หรอื ตฉี ง่ิ อตั ราจงั หวะ 2 ชน้ั เปรยี บไดก บั การปรบมอื
1. น้าํ พุ และนบั จังหวะ 1 จังหวะ ในดนตรีสากล จากนน้ั ครูควรอธบิ ายเรอ่ื งจังหวะยก
2. ภเู ขา และจังหวะเคาะ ใหน กั เรียนฟงเพือ่ เปรยี บเทยี บกัน โดยใหจ งั หวะทเี่ งื้อมอื ตรงกับ
3. นา้ํ ตก จงั หวะยก และจังหวะท่ีปรบมอื ตรงกบั จังหวะเคาะ ซ่งึ จะทําใหนักเรยี นมคี วามรู
4. พรรณไม ความเขาใจเกี่ยวกบั จงั หวะยก และจงั หวะเคาะไดดยี ่งิ ขึ้น

วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะจากการวเิ คราะหจากเนื้อเพลงในทอน มุม IT

ทก่ี ลา ววา “นา้ํ พพุ งุ ซาไหลมาฉาฉาดฉาน เหน็ ตระการมันไหลจอกโครม นักเรียนสามารถศึกษา คนควาเพิ่มเติมจากการฟงเพลงเขมรไลควาย ไดจาก
โครมมันไหลจอ กจอ ก จอ กจอกโครมโครม นํ้าใสไหลจนดหู มมู สั ยา http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา เพลงเขมรไลค วาย
กเี่ หลา หลาย วายมาก็เหน็ โฉม หเู ราฟง มนั ดงั กระโตงฮง มันดังกอ ก
กอก กอกกอ กกระโตง ”

คูม่ ือครู 19

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate

ตรวจสอบผล Evaluate

1. ครพู ิจารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั กจิ กรรม ศลิ ป์ปฏิบัต ิ ๑.๒
ของนักเรยี นเกี่ยวกับความรูพื้นฐาน
เกย่ี วกบั ดนตรีไทย กจิ กรรมท่ ี ๑ ให้นักเรียนเลือกฟังเพลงไทยในแต่ละประเภท เช่น เพลงเถา เพลงตับ
เพลงโหมโรง เพลงออกภาษา เป็นตน้ แล้วรว่ มกันอภิปรายถึงอารมณ์ และ
2. ครพู จิ ารณาการอา น การรองเพลงไทย กิจกรรมท ่ี ๒ ความรู้สกึ ที่ไดร้ บั จากการฟงั เพลงดงั กลา่ ว
กจิ กรรมที่ ๓ ให้นักเรียนฝึกขับร้องเพลงไทยประเภทต่างๆ พร้อมฝึกการท�าจังหวะ เช่น
หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู กิจกรรมที่ ๔ จังหวะฉิง่ จงั หวะกรบั เป็นตน้
ให้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ ๕ คน ให้แตล่ ะกลมุ่ เลอื กเพลงไทยมา ๑ เพลง
1. รายงานเกยี่ วกบั ประวตั คิ วามเปน มาของดนตรไี ทย แล้วฝึกปฏบิ ตั ิการอ่านตัวโน้ต และเคาะจงั หวะ
2. ผลการสรุปสาระสาํ คัญเรื่องความหมาย ใหน้ ักเรียนตอบค�าถามต่อไปน�้
๑. จงสรปุ ประวัติความเปน็ มาของดนตรีไทยมาพอสังเขป
และประวัตคิ วามเปน มาของดนตรไี ทย ๒. องค์ประกอบของดนตรีไทยประกอบไปดว้ ยสิ่งใดบา้ ง จงอธิบาย
3. ผลการสรุปสาระสําคัญเรื่องบทบาท
การศึกษาศาสตรตางๆ มีท้ังภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เชนเดียวกับดนตรีไทย
และอิทธิพลของดนตรีตอ สังคมไทย
4. ผลการสรุปสาระสําคัญเรอ่ื งองคป ระกอบ กอนเร่ิมลงมือฝกปฏิบัติดนตรีไทยตามขั้นตอนตางๆ น้ัน จําเปนตองเรียนรูทฤษฎีเก่ียวกับ
ดนตรีไทยไวเปนพ้ืนฐานเบ้ืองตนกอน เพราะเปนพ้ืนฐานในการศึกษาดนตรีไทยในระดับ
ของดนตรไี ทย ระบบเสยี ง และทาํ นองดนตรไี ทย สูงตอไป ซ่ึงยอมจะชวยใหการฝกปฏิบัติสัมฤทธิผลไดอยางมีประสิทธิภาพมากข้ึน ท้ังน้ี
5. ผลการสรปุ สาระสาํ คัญในเรอ่ื งลกั ษณะของ การศึกษาภาคทฤษฎีก็จําเปนตองมีความขยันหมั่นเพียร มีความมานะอดทน ไมวาจะเปน

บทเพลงไทย การฝกทําความเขาใจระบบเสียง ทวงทํานองของเพลงไทย
6. ผลการสรุปสาระสําคญั เร่ืองโนต ดนตรี การเรียนรูโนตเบื้องตน จนสามารถอาน และเขียนโนตได
อยางถูกตอง บุคคลท่ีมีพื้นฐานทฤษฎีดนตรีไทยดี ยอม
ในรูปแบบตางๆ มีความกาวหนาในการศึกษาดนตรีไทย และสามารถศึกษา
7. ผลการปฏิบัติการอานโนตรองเพลงไทย ไดล ึกซง้ึ กวาการฝก ปฏิบตั เิ พียงอยางเดียว

2๐

แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปป ฏบิ ตั ิ 1.2 กิจกรรมที ่ 4
1. สันนิษฐานวาดนตรไี ทยไดรบั แบบอยางมาจากอนิ เดยี เพราะลักษณะของเคร่ืองดนตรีไทย ทสี่ ามารถจาํ แนกเปน 4 ประเภท คือ ดดี สี ตี และเปา มคี วามใกลเ คียงกับ

ลักษณะของเคร่ืองดนตรีอนิ เดยี ตามทีก่ ลา วไวในคมั ภีร “สังคีตรัตนากร” ของอินเดยี ซ่งึ จําแนกเปน 4 ประเภท เชน กนั คือ ตะตะ คอื เครื่องดนตรปี ระเภทมีสาย สุษิระ
คือ เครื่องเปา อะวะนทั ธะหรอื อาตตะ คอื เครื่องหุมหนงั หรอื กลองตางๆ และฆะนะ คอื เครื่องตหี รอื เครอ่ื งกระทบ
2. องคป ระกอบของดนตรไี ทย คอื เสยี ง (Tone) พ้นื ฐานจังหวะ (Element of Time) ทาํ นอง (Melody) พืน้ ผวิ ของเสยี ง (Texture) สีสนั ของเสียง (Tone Color)
คีตลกั ษณ (Forms)

20 คมู่ อื ครู

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปาหมายการเรียนรู

1. เปรยี บเทยี บเสยี งรอ ง และเสยี งของเครอ่ื งดนตรี
ทมี่ าจากวฒั นธรรมท่ตี างกัน

2. จดั ประเภทของวงดนตรไี ทย และวงดนตรที ม่ี า
จากวัฒนธรรมตางๆ

3. ใช และบาํ รงุ รกั ษาเคร่ืองดนตรี
อยางระมัดระวัง และรบั ผิดชอบ

สมรรถนะของผูเรียน

1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

òหนว่ ยที่ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค

เครอื่ งดนตร ี และวงดนตรีไทย 1. มวี นิ ัย
2. ใฝเ รยี นรู
3. มุงมนั่ ในการทํางาน
4. รักความเปนไทย

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ตวั ช้ีวดั เครื่องดนตรีถือว่าเป็นหัวใจสำาคัญ ครูใหนักเรียนชมซดี หี รอื ดวี ีดีการบรรเลงเด่ยี ว
เคร่ืองดนตรไี ทย และการบรรเลงดนตรขี อง
■ เปรยี บเทียบเสียงรอ้ งและเสยี งของเครอื่ งดนตรที ีม่ าจากวฒั นธรรมทต่ี ่างกัน วงดนตรไี ทย จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นถงึ ประสบการณ
(ศ ๒.๑ ม.๑/๒) สาำ หรบั ใช้บรรเลงใหเ้ กดิ เสยี งที่ตรงทำานอง การเลนเครอื่ งดนตรีไทยหรอื การชมการแสดง
■ จัดประเภทของวงดนตรไี ทยและวงดนตรีที่มาจากวฒั นธรรมต่างๆ ตามท่ีนักดนตรีต้องการ เคร่ืองดนตรีท่ี ดนตรไี ทยของนักเรยี น ถามนี ักเรียนที่เลน
ดนตรีไทยไดก็ใหน ักเรียนออกมาสาธติ วธิ ีการเลน
(ศ ๒.๑ ม.๑/๔) สรา้ งขน้ึ ในแตล่ ะวฒั นธรรมนนั้ มกี ารจาำ แนก ดนตรีไทยใหเพื่อนชมหรือใหนักเรียนท่ีเคยชมการ
■ ใชแ้ ละบา� รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรอี ยา่ งระมดั ระวังและรบั ผิดชอบ ประเภทแตกตา่ งกนั แสดงดนตรอี อกมาเลา ประสบการณใ หเ พือ่ นฟง
(ศ ๒.๑ ม.๑/๙)

สาระการเรยี นร้แู กนกลาง เคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดเม่ือนำามารวมเป็น
วงดนตรี บรรเลงร่วมกันแล้วจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความ
■ เสยี งรอ้ งและเสยี งของเครอ่ื งดนตรใี นบทเพลงจากวฒั นธรรมตา่ งๆ ไพเราะ สำาหรับดนตรีไทยบรรดาเครื่องดนตรี
■ วงดนตรพี น้ื บา้ น และวงดนตรีท่ีมีการสร้าง และประสมรวมวงกัน
■ วงดนตรีไทย กม็ ลี กั ษณะเฉพาะท่ใี ห้ความไพเราะ สะทอ้ นคณุ คา่
■ การใชแ้ ละบา� รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรขี องตน ของความเป็นไทยไดเ้ ปน็ อย่างดี

เกรด็ แนะครู

การเรียนการสอนในหนว ยการเรยี นรูน ้ี ครคู วรนาํ ซดี ีหรอื ดีวีดที น่ี าสนใจมาเปด
ใหนักเรยี นชม เชน วงดนตรีไทยรวมสมัย การเดี่ยวเครือ่ งดนตรีไทย เปน ตน เพือ่ เปน
การเปด โลกทัศนใหแกน กั เรยี น ครูอาจอธิบายเพม่ิ เติมวา ในปจ จบุ นั วงดนตรีไทย
ไดม กี ารนาํ เครอื่ งดนตรปี ระกอบจงั หวะของสากลมาผสมผสานกนั วงดนตรปี ระเภทนี้
มชี อื่ เรยี กกนั หลายอยา ง เชน ดนตรไี ทยรว มสมยั ดนตรไี ทยประยกุ ต ดนตรไี ทยสมยั นยิ ม
เปน ตน วงดนตรไี ทยรว มสมยั เหลา นมี้ แี นวโนม วา จะไดร บั การตอ นรบั เปน อยา งดจี าก
ชาวไทย และชาวตางชาตเิ พิ่มมากขน้ึ

คูม่ ือครู 21

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครใู หน กั เรยี นดภู าพเครอ่ื งดนตรไี ทยทงั้ 4 ประเภท ๑. ประวัติความเปนมาของเครื่องดนตรีไทย
จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา
ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีประวัติศาสตร์ของการรวม และสร้างชาติต่อเน่ืองมาเป็น
• เคร่อื งดนตรีไทยมคี วามสาํ คญั อยา งไร เวลานาน เผา่ พนั ธข์ุ องแตล่ ะกลมุ่ ชนบนคาบสมทุ รอนิ โดจนี ประกอบไปดว้ ยชนชาตไิ ทย ลาว พมา่
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได มอญ กมั พชู า มลาย ู กลมุ่ ชาตเิ หลา่ นต้ี า่ งผลดั เปลยี่ นหมนุ เวยี นกนั มอี า� นาจทางการเมอื ง การปกครอง
อยา งอสิ ระ ครูเนนใหเหน็ วา “เครอ่ื งดนตรีไทย จนบางครง้ั ถึงขั้นท�าสงครามส้รู บกัน เกิดการโยกย้ายพลเมือง ซงึ่ การตัง้ ถนิ่ ฐานใหม่ของพลเมือง
เปน สง่ิ ทีแ่ สดงใหเห็นเอกลักษณข องความ บางกลมุ่ ยงั คงรกั ษาขนบธรรมเนยี ม ประเพณดี ง้ั เดมิ ของตนไว ้ และสบื ทอดมายงั ลกู หลาน โดยเฉพาะ
เปนไทย ซง่ึ จัดเปน สวนหนึง่ ของวถิ ชี วี ติ ของ งานด้านศลิ ปะการดนตร ี ทยี่ งั มใี ช ้ และเลน่ กนั ในกลมุ่ ของตน ในขณะเดยี วกันกไ็ ดร้ บั ความสนใจ
คนไทย”) จากกล่มุ ชนรอบขา้ งที่มกี ารติดต่อดว้ ย จึงเปน็ เหตุปัจจยั ให้ศิลปวฒั นธรรมของพลเมอื งแต่ละกลมุ่
เกดิ การแพรก่ ระจาย เกดิ การเรยี นร ู้ และนา� สง่ิ ทพ่ี บเหน็ มาปรบั ปรงุ ใหเ้ ขา้ กบั ความตอ้ งการของตน
สา� รวจคน้ หา E×plore ทโดี่เยหพมบอื วน่าก นั เค เรช่อื ่นง ดปน ี ตรระทีนาช่ี ดา วฆไท้อยง 1 กลลาวอ งก เมั ปพน็ ชู ตาน้ พมา่ ใชป้ ระสมวงเล่นกนั ในปจั จุบันมีหลายชนดิ

ใหน ักเรยี นศกึ ษา คนควา หาความรูเพ่มิ เติม แตรงอน
เกีย่ วกับประวัติความเปน มาของเครอื่ งดนตรีไทย
จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรียน
หอ งสมดุ ชุมชน อินเทอรเนต็ เปน ตน

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกีย่ วกบั ประวตั ิ 2 บณั เฑำะว์ ซออู้ ซอด้วง ปม อญ ปช วำ
ความเปนมาของเคร่ืองดนตรีไทยตามที่ไดศึกษามา
จากนั้นครูถามนักเรียนวา กลองแขก

• ดนตรไี ทยมตี น กําเนดิ มาไดอยางไร การคา้ ขายและการตดิ ตอ่ กบั ประเทศเพอื่ นบา้ น เปน็ สาเหตหุ นง่ึ ทท่ี า� ใหไ้ ทยรบั เอาเครอ่ื งดนตรที ม่ี คี วามหลากหลายเขา้ มา
(แนวตอบ ความเชอื่ เรอื่ งประวตั คิ วามเปน มาของ
เครอื่ งดนตรไี ทย มีการสันนิษฐานอยู 2 แบบ นอกจากน้ี ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา และการค้าขายก็เป็นส่วนหนึ่งของการรับ
คอื มีการสันนษิ ฐานวาดนตรไี ทยไดแบบอยา ง และน�าศิลปะการดนตรีเข้ามาสู่สังคมไทยด้วย โดยมีการน�าเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรม
บางสว นมาจากอินเดีย จงึ ปรากฏรูปรา ง ทางศาสนา ความเชอ่ื และกจิ พธิ ตี า่ งๆ เขา้ มา เชน่ บณั เฑาะว ์ สงั ข ์ รบั มาจากอนิ เดยี ซอดว้ ง ซออู้
ลกั ษณะเครื่องดนตรีทีม่ ลี กั ษณะคลา ยคลึงกับ รบั เขา้ มาเมอื่ มกี ารตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั จนี เมอื่ ตดิ ตอ่ กบั ชวากไ็ ดก้ ลองชวา กลองแขก ปชี วา เมอื่ ตดิ ตอ่
เครอ่ื งดนตรขี องอนิ เดยี และมกี ารสนั นษิ ฐานวา กับชาวมลายูก็ไดก้ ลองมลาย ู เม่อื ติดตอ่ กับชาวฮอลนั ดากไ็ ดแ้ ตรวลิ นั ดาเข้ามาใช้งาน เปน็ ตน้
ดนตรีไทยบางสวนถกู สรางขน้ึ จากสตปิ ญญา ดงั นนั้ ยคุ สมยั ของราชอาณาจกั รไทยกอ่ นสมยั สโุ ขทยั เปน็ ราชธานจี นถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์
ของคนไทย) จงึ มเี ครอ่ื งดนตรจี า� นวนมาก และมคี วามหลากหลาย ทง้ั ในดา้ นรปู ทรงของเครอ่ื งดนตร ี ระบบเสยี ง
รูปแบบการบรรเลงเฉพาะเคร่อื ง และวธิ ีการนา� มาใชป้ ระสมเป็นวงดนตรี

22 ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
นักเรียนควรรู
เครื่องดนตรีไทยมีประวตั ิความเปน มาอยางไร
1 ฆอ ง เปนเคร่ืองดนตรีประเภทตี ทําดว ยโลหะท่ีมหี ลายรูปแบบบางชนดิ
เปนเพียงเคร่ืองตีใหส ญั ญาณ เชน ฆอ งกระแต ใชต ีบอกสญั ญาณเขา เวรยาม ฆอ งชยั แนวตอบ สนั นิษฐานวา ดนตรไี ทยมีตน กาํ เนิดมาจากการรบั เอาวฒั นธรรม
ใชตบี อกสัญญาณในกองทพั สมยั โบราณ เปน ตน ทางดนตรขี องชาตติ า งๆ เขา มาผสมผสานกัน เชน อินเดยี จนี ลาว พมา
2 กลองแขก เปน เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครื่องตที ี่ขนึ้ หนังสองขางดว ยหนงั ลูกวัว มอญ เปนตน จงึ ทาํ ใหเ คร่ืองดนตรมี ีลกั ษณะคลายคลึงกนั และมีความเชอ่ื วา
หรือหนังแพะ หนาใหญเรยี กวา “หนาลยุ ” หรือหนา มดั หนา เลก็ เรียกวา “หนา ตา น” ดนตรไี ทยเกดิ จากภูมปิ ญ ญาของชาวบา นท่นี ําเอาวัสดุที่มีอยูในธรรมชาติ
หรือ “หนาตาด” กลองแขกสาํ รับหนึง่ มี 2 ลกู ลูกเสียงสงู เรียก “ตวั ผู” ลูกเสียงตํา่ มาสรางเปน เคร่ืองดนตรีท่นี ยิ มนํามาเลน กันในทองถิ่น
เรียก “ตวั เมยี ” ตดี วยฝา มอื ทง้ั 2 ขา งใหส อดสลับกนั ทั้ง 2 ลูก

มมุ IT

นกั เรียนสามารถศึกษา คนควาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทย
ไดจาก http://www.2.udru.ac.th

22 คมู่ อื ครู

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๒. ประเภทของเครอ่ื งดนตรไี ทย ครูใหน กั เรยี นดแู ผนผงั ภาพเครอ่ื งดนตรีไทย
ท้ัง 4 ประเภท จากน้ันครถู ามนกั เรียนวา
วงการดนตรไี ทยมวี ธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งดนตร ี โดยนา� วสั ดจุ ากธรรมชาตมิ าสรา้ ง และประดษิ ฐ์
เป็นเคร่ืองดนตรีหลายชนิด บางชนิดได้น�าเคร่ืองดนตรีของชาติอื่นมาปรับเปล่ียน และพัฒนา • เครื่องดนตรขี องไทยสามารถจาํ แนกออกได
เพ่ือให้เกิดความเหมาะสมต่อการน�ามาใช้ในวงดนตรีไทย และสอดคล้องกับกิจกรรมทางสังคม เปนกี่ประเภท อะไรบา ง
วฒั นธรรมของไทย (แนวตอบ เครอ่ื งดนตรีของไทยสามารถ
การจา� แนกเครอื่ งดนตรขี องไทย จงึ พจิ ารณาจากวธิ กี ารกระทา� ใหเ้ กดิ เสยี งได ้ ๔ ประเภท จาํ แนกออกไดเปน 4 ประเภท คอื ดดี สี
คือ เครื่องดีด เครื่องส ี เครื่องต ี และเครอ่ื งเปา่ ตี และเปา )

สา� รวจคน้ หา E×plore

ประเภทของเคร่อื งดนตรี ใหน กั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน 4 กลมุ ใหน กั เรยี น
ศึกษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เตมิ เกยี่ วกับประเภท
ดีด สี ตี เปา ของเครอื่ งดนตรไี ทย จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน
หองสมุดโรงเรียน หอ งสมุดชุมชน อินเทอรเน็ต
2.๑ เครอื่ งดดี เปน ตน ในหัวขอท่ีครกู ําหนดให ดังตอ ไปน้ี
เคร่ืองดีด เป็นเครื่องดนตรีท่ีมีสาย และกะโหลกเสียงหรือกล่องเสียงเป็นส่วนประก1อบ
กลมุ ท่ี 1 เคร่อื งดนตรีประเภทเครื่องดีด
สา� คัญ ท�าให้เกิดเสยี งโดยการใช้นว้ิ หรือไม้ดีดไปทส่ี ายให้สายสัน่ สะเทอื น เชน่ จะเข้ กระจบั ปี ซงึ กลมุ ท่ี 2 เครื่องดนตรปี ระเภทเครือ่ งสี
พิณนา้� เตา้ พิณเปียะ เป็นต้น กลมุ ท่ี 3 เคร่ืองดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตี
กลมุ ท่ี 4 เครื่องดนตรีประเภทเคร่อื งเปา
ทาํ เปนชน้ิ งาน นาํ สง ครผู สู อน เตรยี มพรอ ม
นาํ เสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น

อธบิ ายความรู้ E×plain

2 กระจับป ใหน ักเรยี นกลุมท่ี 1 ท่ไี ดศกึ ษา คน ควา
หาความรเู พิ่มเตมิ เกีย่ วกับเคร่ืองดนตรปี ระเภท
พิณน้ำ� เต้ำ เครอื่ งดดี สงตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบาย
ความรูตามท่ีไดศ กึ ษามาหนา ช้นั เรยี น จากนน้ั
ซงึ จะเข้ ครูถามนกั เรียนวา
เครื่องดนตรไี ทยประเภทเครอื่ งดดี
• เครอ่ื งดีด คอื เคร่ืองดนตรที ี่บรรเลง
กจิ กรรมสรา งเสรมิ ดวยวิธกี ารอยางไร
(แนวตอบ เคร่อื งดีด คือ เครอ่ื งดนตรีไทย
ท่บี รรเลงหรอื เลน ดว ยการใชน ว้ิ มอื
หรอื ไมด ีด ดดี สายใหสนั่ สะเทอื น
จงึ เกิดเสียงขึ้น เครือ่ งดนตรไี ทยประเภทนี้

2๓ มหี ลายชนดิ แตท นี่ ิยมเลน กันแพรห ลาย
ในปจจบุ นั มีอยไู มกีช่ นิด คือ กระจบั ป พิณ
และจะเข)

เกรด็ แนะครู

ใหนกั เรยี นเปรยี บเทยี บเครอื่ งดนตรีประเภทเครือ่ งดีดของไทย ครูควรเปด ซีดีหรอื ดีวดี ีหรือสอ่ื อินเทอรเนต็ ท่เี ก่ยี วกบั การแสดงเคร่ืองดนตรี
กบั เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งดีดของวฒั นธรรมชาติอน่ื ๆ โดยไปศึกษา ประเภทดีดใหนักเรียนชม เชน การดดี จะเข การดีดพณิ การดดี ซึง เปน ตน เพ่ือให
คนควา หาความรูเพิ่มเตมิ จากแหลง การเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน นักเรียนสามารถสังเกตลักษณะการบรรเลงแลวเปรียบเทียบเสียงของเครื่องดนตรี
หองสมุดชุมชน อนิ เทอรเนต็ เปน ตน ลงกระดาษรายงาน แตล ะชนดิ ได ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั เครอ่ื งดนตรปี ระเภทดดี
นําสง ครูผูส อน ไดด ียง่ิ ข้ึน

กจิ กรรมทา ทาย นักเรียนควรรู

ใหน กั เรยี นทม่ี คี วามสามารถในการบรรเลงเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งดดี 1 กระจับป เปนพิณที่มี 4 สาย ใหเสียงทด่ี งั กงั วาน กระจับปถูกพฒั นามาจาก
ออกมาสาธติ วธิ กี ารบรรเลงใหเ พอ่ื นชมหนา ชนั้ เรยี น โดยมคี รเู ปน ผคู อยชแี้ นะ เคร่อื งดนตรีประเภทหนง่ึ ของอินเดยี ที่มตี นกาํ เนิดจากการดดี สายธนู
ความถูกตอง 2 พิณนํา้ เตา เปนพณิ สายเดี่ยว การทเี่ รียกวา พณิ นํ้าเตานน้ั เพราะใชเ ปลอื ก
ผลน้ําเตา มาทําเปน คนั พิณหรอื ท่เี รยี กวา “ทวน”

คู่มือครู 23

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน ักเรียนกลุมท่ี 2 ทีไ่ ดศึกษา คน ควา เกย่ี วกบั 2.2 เครอ่ื งสี
เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสี และเครอื่ งตี สง ตวั แทน เครื่องสี เป็นเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงมาจากเคร่ืองดีด มีสาย และกะโหลกเสียงเป็น
กลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษา
มาหนา ช้ันเรยี น จากนั้นครถู ามนักเรยี นวา สว่ นประกอบทสี่ า� คัญเชน่ เดยี วกบั เคร่ืองดดี ทา� ให้เกดิ เสยี งโดยใชค้ ันชักสีที่สาย เช่น ซอสามสาย
ซออ้ ู ซอดว้ ง สะล้อ เปน็ ต้น
• เคร่ืองสี คอื เครอ่ื งดนตรีทบ่ี รรเลง
ดวยวธิ กี ารอยา งไร ซอสำมสำย ซออู้ ซอด้วง สะล้อ
(แนวตอบ เครอื่ งสี เปน เครอื่ งสายทที่ าํ ใหเ กดิ เสยี ง
ดว ยการใชคันชักสีเขา กบั สายในดนตรไี ทย เครื่องดนตรไี ทยประเภทเครื่องสี
เรียกวา “ซอ” ซ่ึงมีอยู 3 ชนดิ ดว ยกัน คอื
ซอสามสาย ซออู และซอดว ง ทเ่ี ปน เครอ่ื งดนตรี 2.๓ เครอ่ื งตี
พนื้ บา น ไดแ ก สะลอ) เคร่ืองต ี แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังน้ี
๑) เคร่ืองตีท่ีท�าด้วยไม้ เช่น เกราะ โกร่ง กรับ กรับพวง กรับเสภา ระนาดเอก
• เครื่องตี คือ เคร่ืองดนตรที ่ีบรรเลง
ดว ยวิธกี ารอยา งไร ระนาดทมุ้ โปงลาง เป็นต้น
(แนวตอบ เครอ่ื งตี เปน เคร่ืองดนตรที ่ที ําใหเ กดิ
เสยี งดนตรดี วยการใชของ 2 ส่งิ กระทบกัน กรบั เสภำ กรบั พวง
ดว ยการตี นบั วาเปน เครอ่ื งดนตรีประเภท
เกา แกท สี่ ดุ และมวี วิ ฒั นาการจากอปุ กรณง า ยๆ
ใหม คี วามหลากหลายออกไปทง้ั รปู แบบ
และวัสดทุ ใี่ ช เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตี
มี 3 ประเภท คอื เคร่อื งตีทําดวยไม เครอ่ื งตี
ทําดว ยโลหะ และเครอื่ งตีทําดวยหนัง)

• นกั เรยี นเคยเลน เครื่องดนตรีประเภทสี และตี
หรือไม ถา เคย นกั เรยี นเคยเลน เคร่ืองดนตรี
ชนดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็
ไดอยางอสิ ระ)

ระนำดท้มุ ระนำดเอก
เครื่องดนตรีไทยประเภทเครือ่ งตที ่ีทา� ดว้ ยไม้

24

เกรด็ แนะครู บูรณาการเชอ่ื มสาระ
จากการศกึ ษาเกีย่ วกบั เครื่องดนตรี และวงดนตรไี ทย สามารถเชอื่ มโยง
ครคู วรนาํ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสี และเครอ่ื งตมี าใหน กั เรยี นศกึ ษา 3 - 4 ชนดิ กับการเรยี นการสอนในกลุมสาระการเรียนรกู ารงานอาชีพ และเทคโนโลยี
โดยใหน กั เรียนบันทกึ ลกั ษณะสาํ คัญ และวัสดุท่นี าํ มาใชสรางเครื่องดนตรี จากนน้ั ในเรือ่ งการใช และการดแู ลรักษาอุปกรณ เพราะการเรยี นรใู นเรื่อง
ใหน ักเรยี นลองฝก ปฏิบัตพิ อสงั เขป ครูอธิบายหลักการเกิดเสยี งของเครอื่ งดนตรี เครื่องดนตรไี ทย นักเรียนมคี วามจาํ เปนตอ งเรยี นรถู งึ วธิ ีการใช และการเกบ็
ประเภทเคร่ืองสี และเคร่ืองตีใหนกั เรยี นฟง จากนั้นใหน ักเรยี นเปรยี บเทยี บลักษณะ รกั ษาเครือ่ งดนตรีอยางถกู วิธี เพราะเครอ่ื งดนตรไี ทยมอี ยูห ลายประเภท
เสยี งของเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสี และเครอื่ งตถี งึ สาเหตทุ ที่ าํ ใหเ สยี งมคี วามตา งกนั ดงั นนั้ การใช และการเก็บดแู ลรักษาใหถ ูกตองตามประเภทของเครอ่ื งดนตรี
วา มาจากปจ จยั ใด เขยี นตารางเปรียบเทียบความรสู กึ และอารมณท่ไี ดจ ากการฟง จะทาํ ใหเ ครอ่ื งดนตรมี อี ายกุ ารใชง านทย่ี าวนานขนึ้ เชน จะเข เมอ่ื ใชเ สรจ็ แลว
เครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่ืองสี และเครื่องตี ซ่งึ จะทําใหน ักเรียนมีความรู ความเขาใจ ควรเก็บไมด ดี จะเขไ วใ นท่ีเก็บ ใชผ าเช็ดทาํ ความสะอาด และจัดวางไวในรม
เก่ียวกับเคร่อื งดนตรปี ระเภทเครื่องสี และเครอ่ื งตไี ดดยี งิ่ ขนึ้ เพอ่ื ปองกนั แสงแดด อยาใหถูกนํ้าหรือไดร ับความชื้น เปนตน ซงึ่ จะชว ยให
นักเรยี นเกดิ การเรยี นรู ในเร่อื งหลกั การใช และบาํ รงุ รักษาเครือ่ งดนตรขี อง
ไทยไดด ยี ง่ิ ขน้ึ

24 ค่มู ือครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) เครอ่ื งตที ีท่ �าดว้ ยโลหะ เชน่ ฉิง่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ ่ ระนาดเอกเหล็ก มโหระทกึ ใหน กั เรียนกลุมท่ี 3 ทีไ่ ดศกึ ษา คน ควา
หาความรเู พ่มิ เติมเก่ยี วกับเคร่ืองดนตรปี ระเภท
ฆ้อง เปน็ ต้น เครือ่ งตี สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมา
อธิบายความรตู ามทีไ่ ดศ กึ ษามาหนา ชนั้ เรียน
ฉง่ิ ฉำบใหญ จากนน้ั ครถู ามนักเรียนวา
ระนำดเอกเหลก็
โหมง • นกั เรยี นคดิ วา เครือ่ งดนตรปี ระเภทตี
สามารถแบงออกเปน กปี่ ระเภท อะไรบาง
ฆ้องวงใหญ พรอ มยกตวั อยา ง
(แนวตอบ เคร่อื งดนตรีไทยประเภทเคร่อื งตี
เคร่อื งดนตรีไทยประเภทเครือ่ งตีทที่ า� ด้วยโลหะ มี 3 ประเภท คือ เครอ่ื งตที ําดว ยไม เชน
กรับ ระนาด เปนตน เครือ่ งตีทาํ ดวยโลหะ
๓) เครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง เช่น กลองทัด กลองตะโพน กลองชาตรี กลองแขก เชน ฉ่งิ ฆอง เปนตน เครื่องตที าํ ดว ยหนงั
เชน กลองทดั ตะโพน เปนตน )
กลองมลาย ู กลองยาว กลองชนะ ตะโพนไทย ตะโพนมอญ โทนมโหร ี ตะโลด้ โป๊ด เปงิ มางคอก
บณั เฑาะว์ เป็นตน้ • นักเรยี นรจู กั เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งตี
ชนดิ ใดบา งทใี่ ชใ นการกาํ กบั จงั หวะ จงอธบิ าย
พรอมยกตัวอยา ง
(แนวตอบ เคร่อื งดนตรีประเภทตที น่ี ิยมนํามา
ใชก าํ กับจังหวะนน้ั มหี ลายชนดิ เชน ตะโพน
ทาํ หนาทก่ี ํากบั จงั หวะหนาทบั ตางๆ ฉิ่ง
ฉาบ ฆองโหมง เปนเครอื่ งตีกํากับจงั หวะ
เปนตน)

กลองแขก โทนมโหรี ร�ำมะนำมโหรี กลองสองหนำ้

กลองทัด

กลองแขก กลองยำว ตะโพนไทย เปงมำงคอก

เครื่องดนตรีไทยประเภทเคร่ืองตที ขี่ ึงดว้ ยหนงั 25

ขอสอบ O-NET เบศรู ณรากษารฐกจิ พอเพียง

ขอสอบป ’50 ออกเกีย่ วกับเครอื่ งดนตรปี ระเภทเคร่ืองสาย เครื่องดนตรีไทย ถือวาเปนภูมิปญญาที่ครูดนตรี หรือชางดนตรีสรางสรรค
กอนการเลน เคร่อื งสายผูเ ลนจะใชวสั ดุชนิดหนงึ่ ถูทสี่ ายวสั ดุน้นั คอื อะไร ขน้ึ มา ทงั้ นี้ เครอ่ื งดนตรแี ตล ะชนดิ จะมลี กั ษณะสสี นั ของเสยี งและนา้ํ เสยี งทมี่ ลี กั ษณะ
เฉพาะตัว และเพื่อเปนการกระตุนความคิดสรางสรรคทางดนตรี ครูแบงนักเรียน
และมวี ัตถปุ ระสงคเพอ่ื อะไร เปนกลุม กลุมละ 5 - 6 คน ใหนักเรียนแตละกลุมนําวัสดุเหลือใชที่มีอยูภายใน
1. ยางรกั เพอ่ื ทาํ ใหส ายไมขาดงาย ทองถน่ิ มาประดิษฐเปนเครอ่ื งดนตรไี ทยตามความสนใจ 1 ประเภท โดยการเลือกใช
2. ยางสน เพอ่ื ใหฝด และมีเสียงไพเราะข้นึ วัสดุนัน้ นักเรยี นจะตองคาํ นงึ ถงึ ความประหยัดเปน หลกั จากน้ันนําเสนอใหเ พื่อนชม
3. ยางรกั เพอื่ ใหฝด และมีเสยี งไพเราะข้นึ หนาช้ันเรียน พรอมทั้งอธิบายแนวคิดในการสรางสรรคผลงาน และบอกเหตุผลใน
4. ยางสน เพ่อื ทาํ ใหสายไมขาดงา ย การเลอื กใชวสั ดุ อปุ กรณทีน่ าํ มาทาํ เครื่องดนตรีดวย

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะยางสนเปน สวนประกอบทีส่ าํ คญั

อกี อยางหนีง่ สาํ หรับเครือ่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสาย เนอื่ งจากยางสนจะมี
ความหนืด เมื่อนํามาถูที่สายของเคร่อื งสจี ะทาํ ใหเ กดิ ความฝด เม่ือสแี ลว
จะทาํ ใหไ ดเ สียงดนตรีทีไ่ พเราะมากขนึ้

คูม่ อื ครู 25

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 4 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 2.4 เครอ่ื งเปา
เพิม่ เตมิ เก่ียวกับเคร่อื งดนตรปี ระเภทเครื่องเปา เคร่อื งเปา แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดงั นี้
สง ตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ด
ศกึ ษามาหนา ชนั้ เรียน จากนนั้ ครถู ามนักเรียนวา ๑) เคร่ืองเปา ไม่มีล้นิ เช่น ขลุ่ยหลีบ ขล่ยุ เพยี งออ ขลยุ่ อ ู้ สังข ์ เป็นต้น

• เครือ่ งเปา คอื เคร่ืองดนตรีที่บรรเลง ขลุยหลบี ขลยุ เพยี งออ ขลยุ อู้
ดวยวธิ ีการอยางไร
(แนวตอบ เคร่ืองเปา เปนเครอื่ งดนตรีที่ทาํ ให เครอ่ื งดนตรไี ทยประเภทเคร่อื งเปาไม่มีลน้ิ
เกิดเสยี งจากลมเปาในอดีตการเปาน้นั จะได
จากพืช และสัตว เชน ใบไม เขาสัตว เปน ตน ๒) เครือ่ งเปามีล้ิน เชน่ ปนี อก ปกี ลาง ปีใน ปีชวา ปมี อญ ปอี อ้ แคน เป็นตน้
ตอ มาไดม วี วิ ฒั นาการดว ยการเจาะรู และทาํ ลน้ิ
เพอื่ ใหเกิดระดบั เสียงไดม าก เครอ่ื งดนตรี ปนอก
เหลา น้ี ไดแ ก ขลยุ ป แคน) ปชวำ

• นกั เรยี นเคยเลน เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเปา หรอื ไม
ถา เคย นกั เรียนเคยเลนเครอ่ื งดนตรชี นดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ)

• จากการศึกษาเก่ียวกบั ประเภทของ
เครื่องดนตรีไทย คือ เคร่ืองดดี สี ตี และเปา
นกั เรียนช่ืนชอบเครอื่ งดนตรปี ระเภทใด
มากทสี่ ุด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ)

ปใน

ปม อญ

แคน

เครือ่ งดนตรไี ทยประเภทเคร่ืองเปามีลิ้น

2๖

บรู ณาการอาเซยี น ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั ความรูพ้นื ฐานเก่ยี วกบั เคร่ืองดนตรี และวงดนตรไี ทย
สามารถเชอื่ มโยงกบั ประเทศสมาชกิ อาเซยี น คอื ประเทศมาเลเซยี ซง่ึ มคี วามคลา ยคลงึ เครอ่ื งดนตรใี นขอ ใดจบั คไู ดอ ยางเหมาะสม
ในเรือ่ งดนตรี คือ ราํ มะนา อันเปนเครอ่ื งดนตรีที่นยิ มใชบรรเลงประกอบการละเลน 1. โหวด - ปใ น
พน้ื บา นภาคใต เชน ดาระ รองเง็ง เปนตน ราํ มะนา เปน กลองขงึ หนังหนา เดยี ว 2. หมากกบ๊ั แกบ็ - จะเข
ชนิดเดียวกับแทมบรู นิ (Tambourine) มขี นาดไลเล่ยี กันเวนแตไมม ฉี าบคู (Jingles) 3. สะลอ - พิณ
ตดิ ตามขอบหนา กลองท่ขี ้ึนหนงั บานผายออก ตวั กลองจะมีรปู สน้ั คลา ยชามกะละมัง 4. รอื บบั - กลองปูเจ
เครื่องดนตรชี นิดน้มี าจากมลายู เพราะมลายกู ม็ ีกลองชนดิ หนง่ึ เรียกวา “ระบานา”
(Rebana) รํามะนามี 2 ชนดิ คือ รํามะนามโหรี กับรํามะนาลาํ ตดั ซง่ึ จะชวยให วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะโหวด และปใ น จดั เปน เคร่ืองดนตรี
นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรใู นเรอ่ื งดนตรี และวงดนตรไี ทยของประเทศเพอ่ื นบา นไดด ยี งิ่ ขน้ึ
ประเภทเครื่องเปา เหมอื นกัน โหวด เปนเคร่อื งดนตรีพื้นบา นภาคอสี าน
มีรูปรา งเปน ทรงกระบอก สว นปใ น จดั เปน ปท ม่ี ขี นาดใหญ และมีเสยี งต่าํ
มีลักษณะเปน ปท อ นเดยี ว ที่เรียกวา “ปใน” ก็เพราะวา ปช นดิ นี้เทียบเสยี ง
ตรงกับระดบั เสียงทเ่ี รยี กวา “เสียงใน” ซ่ึงเปน ระดบั เสียงที่วงปพาทยไมแข็ง
บรรเลง

26 คูม่ ือครู

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

เสริมสาระ การไหว้ครูดนตรีไทย 1. ใหนักเรยี นนําขอ มูลเกย่ี วกับประเภทของ
เครื่องดนตรไี ทยมารวมกันจดั นิทรรศการเรือ่ ง
การไหว้ครูดนตรีไทย สันนิษฐานว่าไทยเราเอาแบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะชื่อเทพเจ้าทุกๆ องค “ดนตรีไทยคูแผนดินทอง” พรอ มจดั หาภาพ
ตรงตามตา� ราแหง่ ศาสนาพราหมณ- ฮนิ ด ู พธิ ไี หวค้ รโู ดยทว่ั ไปมกั จะเรมิ่ ดว้ ยพธิ สี งฆก อ่ น ในเชา้ ของวนั ทา� พธิ ี มาประกอบใหสวยงาม
จะถวายอาหารบณิ ฑบาต เมอื่ พระสงฆเสรจ็ ภัตกจิ แลว้ จงึ จะเรมิ่ พธิ ไี หวค้ ร ู
2. ครเู พมิ่ เตมิ ความรูใหก บั นกั เรียนในเร่อื งของ
สง่ิ ทจ่ี ดั ตง้ั สา� หรบั ไหวต้ อ้ งมที ต่ี ง้ั พระพทุ ธรปู พธิ ไี หวค รดู นตรไี ทยวา การไหวค รู และครอบครู
เปน การแสดงความกตัญูกตเวทตี อ บุพการี
และเครอื่ งบชู าพรอ้ มไวท้ างหนงึ่ สว่ นอกี ทางหนงึ่ ครบู าอาจารย ในพธิ จี ะตอ งจดั ใหม เี ครอ่ื งสงั เวย
และครผู อู า นโองการสว นใหญจ ะเลอื กกระทาํ พธิ ี
จัดต้ังเครื่องดนตรีไทยต่างๆ ให้เป็นระเบียบ ในวนั พฤหสั บดี นบั เปนประเพณปี ฏิบตั ิสืบทอด
กนั มา เมอื่ ผฝู ก หดั ดนตรไี ทย ผา นพธิ ไี หวค รแู ลว
และสวยงามโดยต้องมีตะโพนลูกหน่ึงต้ัง ถอื วาผานการครอบครู

อยู่ด้วย โดยต้ังสูงกว่าส่ิงอ่ืนเพราะในทาง

ดนตรีไทยถือว่าตะโพนใช้สมมติแทนองค

พระปรคนธรรพ แตถ่ า้ จะมหี นา้ โขนตงั้ ดว้ ยกไ็ ด้ ตรวจสอบผล Evaluate

(ทมี่ าของภาพ : ชมรมดนตรีไทย โรงเรยี นราชวนิ ติ มธั ยม กรงุ เทพฯ) หนา้ โขนทค่ี วรตง้ั ไวใ้ นพธิ ไี หวค้ รดู นตรไี ทย ครูพจิ ารณาจากการจดั นทิ รรศการ
คอื หนา้ ฤๅษ ี พระปรคนธรรพ พระวศิ ณกุ รรม เรอ่ื ง “ดนตรไี ทยคแู ผนดินทอง” ของนักเรยี น
โดยพิจารณาในดา นความถูกตอ งของเนอ้ื หา
พระปญ จสขี ร และพระพริ าพ แตถ่ า้ จะเพม่ิ หนา้ พระอศิ วร พระนารายณ  พระพรหม พระพฆิ เนศวรดว้ ยกย็ ง่ิ ดี การนําเสนอขอมลู ความสวยงาม และความคดิ
ริเรม่ิ สรางสรรค
ส่วนเคร่ืองบูชากระยาบวช ก็มีดอกไม้ ธูป เทียน หัวหมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลา บายศรีปากชาม

ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลไม้ต่างๆ โดยครูผู้ท�าพิธีต้องนุ่งขาวห่มขาว เมื่อจุดธูปเทียนบูชาเสร็จแล้ว

ครูก็ท�าน้�ามนต ในขณะน้ันศิษยและผู้ร่วมพิธี

จุดธูปเทียนบูชาแล้วครูผู้ท�าพิธีเริ่มกล่าวโองการน�า

ให้ผู้ร่วมพิธีว่าตาม เริ่มด้วยบูชาพระรัตนตรัยและ

ไหวค้ รบู าอาจารย  บดิ ามารดา ขอพรตา่ งๆ ตามแบบแผน

แลว้ ปพ าทยก จ็ ะบรรเลงเพลงหนา้ พาทยต ามทผี่ ทู้ า� พธิ นี นั้

พึงเรียก ต่อจากนั้นก็กล่าวถวายเครื่องสังเวย แล้วครู

ผู้เป็นประธานก็จะประพรมน�้ามนต เจิมเครื่องดนตรี

และหน้าโขนต่างๆ จนครบถ้วน

(ท่มี าของภาพ : http://www.dc231.4shared.com)

27

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

ขอ ใดกลา วเกีย่ วกบั คําวา “กํานล” ไดถูกตอ ง ครคู วรเพมิ่ เตมิ ความรใู หน กั เรยี นในเรอ่ื งความสาํ คญั ของหวั โขนหรอื ศรี ษะครทู ใี่ ช
1. เคร่ืองดนตรีไทยชนดิ หนงึ่ ในพธิ ไี หวค รดู นตร-ี นาฏศลิ ป โดยใหน กั เรยี นดภู าพหวั โขนในลกั ษณะตา งๆ ทนี่ ยิ มนาํ มา
2. เครอ่ื งคาํ นับหรือเครื่องบชู าครู ตั้งประกอบในพิธี ไดแ ก หัวโขนพระอศิ วร หัวโขนพระนารายณ หวั โขนพระพรหม
3. เพลงไทยประเภทอตั ราจงั หวะชน้ั เดียว หวั โขนพระอินทร หวั โขนพระพิฆเนศ หวั โขนพระวิสสกุ รรม หัวโขนพระปรคนธรรพ
4. การฟอนราํ ที่มมี าตั้งแตส มัยโบราณ หวั โขนพระปญจสขี ร หัวโขนพระพริ าพ หัวโขนพระฤๅษกี ไลโกฎ พระภรตฤๅษี
พระฤๅษีตาววั และพระฤๅษีตาไฟ ทั้งหมดนี้เปน หวั โขนทีใ่ ชแทนครูผซู งึ่
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะกํานล คอื เคร่ืองคํานับหรอื เครอื่ งบูชา ประสิทธิ์ประสาทวชิ าความรใู หแ กผเู รียน ซึ่งจะทําใหนักเรยี นเกิดความเปน สริ ิมงคล
การศกึ ษาเลาเรียนถงึ ปรญิ ญาไดประสบความสาํ เรจ็
ครู ในการไหวค รดู นตรไี ทยจะมีการเตรียมขัน 5 กํานล 6 ขนั คอื การนํา
สิ่งของรวม 5 อยาง ไดแก ขัน ดอกไม ธปู 5 ดอก เทยี นไข และผา ขาว
1 ผืน พรอมกบั เงนิ กํานล 6 บาท ส่งิ ของทั้งหมดนี้ ครูผูทําพิธีจะใชบ ูชาครู
เทพสงั คีตาจารย เพือ่ ขออนญุ าต และประสิทธ์ปิ ระสาท ความเปน สิรมิ งคล
ในการเรยี นใหแ กศษิ ยตอ ไป

คู่มือครู 27

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูนําเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครือ่ งดีด เครอ่ื งสี ๓. หลกั การใชแ ละบํารงุ รักษาเครอ่ื งดนตรีของไทย
เครอ่ื งตี และเครอ่ื งเปา มาใหนักเรียนดูอยา งละ
1 ชนดิ จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา เครอื่ งดนตรขี องไทย ทงั้ เครอ่ื งดนตรไี ทยและเครอ่ื งดนตรพี น้ื บา้ น เปน็ อปุ กรณท์ ม่ี คี วาม
สา� คญั อยา่ งยง่ิ สา� หรบั นา� มาใชบ้ รรเลงเพลงของนกั ดนตร ี และในวงการดนตรไี ทยกย็ งั มคี วาม
• นักเรยี นคดิ วาหากเราใชเครื่องดนตรี เชอื่ วา่ เครอื่ งดนตรแี ตล่ ะชนดิ มคี รดู นตรรี กั ษาอย ู่ นกั เรยี นทจ่ี ะเรยี นดนตรไี ทย
อยา งไมถกู ตอง และไมบ าํ รุงรกั ษาใหด ี จึงควรทา� ความเข้าใจในความส�าคญั และความเช่อื ดงั กลา่ วด้วย
จะสงผลอยา งไรบาง นอกจากน ี้ การดแู ลรกั ษาเครอื่ งดนตรใี หอ้ ยใู่ นสภาพพรอ้ ม
(แนวตอบ หากเราใชเ ครอ่ื งดนตรอี ยา งไมถ กู ตอ ง ใช้ก็จะช่วยเอ้ือประโยชน์ต่อการน�ามาใช้ได้ทุกคร้ัง และช่วยให้
และไมบ าํ รงุ รกั ษาใหดอี าจทาํ ใหเ คร่อื งดนตรี เครื่องดนตรีมีความคงทน รวมทั้งมีอายุการใช้งานที่นาน
ชํารุดและเสียหายได) ขนึ้ โดยหลกั การใชแ้ ละบ�ารงุ รกั ษาเคร่อื งดนตรีของไทย
ทีส่ า� คัญ มีดังนี้
สา� รวจคน้ หา E×plore
๓.๑ หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอ่ื ง
ใหน ักเรียนแบงกลมุ ออกเปน 5 กลมุ ดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย
ใหนกั เรียนศึกษา คนควา หาความรเู พ่มิ เติมเกย่ี วกบั
หลกั การใช และการบาํ รุงรกั ษาเครื่องดนตรขี องไทย มี ๒ ประเภท คอื ประเภทเครือ่ งดีด รอื บบั เปน็ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสายทคี่ วรดแู ลคนั ชกั
จากแหลงการเรยี นรตู างๆ เชน หองสมดุ โรงเรยี น เช่น จะเข้ กระจับปี ซึง (ปิน) พิณอีสาน ใหเ้ รยี บรอ้ ยกอ่ นเก็บทุกครง้ั
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ น็ต เปน ตน ในหวั ขอ ทคี่ รู พิณเปีย ะ เป็นตน้ และประเภทเครือ่ งสาย เชน่ ขมิ ซอสามสาย ซอดว้ ง ซออู้ สะลอ้ รอื บับ โกร
กําหนดให ดงั ตอไปน้ี (ซอมอญ) เตหน่า (นาเด่ย) เป็นต้นก่อนน�ามาใช้ทุกครั้งต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของเคร่ือง
ดนตรใี หเ้ รยี บรอ้ ย ปรบั เสยี ง และตงั้ ระดบั เสยี งใหถ้ กู ตอ้ ง รวมทงั้ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนวธิ บี รรเลง
กลุมท่ี 1 เครื่องดนตรีประเภทเคร่อื งสาย ของเครื่องดนตรี และเม่อื เลกิ ใชแ้ ล้วใหด้ �าเนินการตามขัน้ ตอน ดงั น้ี
กลุม ที่ 2 เครือ่ งตดี ําเนนิ ทาํ นอง
กลมุ ที่ 3 เครอ่ื งตกี ํากับจังหวะ ๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใช้ผ1า้ เชด็ ถเู คร่ืองดนตรีนั้นๆ ใหส้ ะอาด
กลมุ ที่ 4 เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งหนงั
กลมุ ที่ 5 เครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่ืองเปา ๒ ปลดเลือ่ นหมอน หรือหย่อง เพ่อื คลายสายของเครอ่ื งดนตร ี หรือคลายลูกบิดให้สายหยอ่ นเลก็ น้อย
ทําเปนรายงาน นําสงครผู ูสอน เตรียมพรอ ม ๓ เก็บคันชักเข้ากบั คันซอ หรอื ในกล่องเกบ็ ไมด้ ีดให้เรยี บร้อย
นาํ เสนอผลงานหนาชน้ั เรยี น
วธิ กี ารเกบ็ เครอื่ งดนตรนี นั้ ขน้ึ อยกู่ บั ความตอ้ งการของนกั ดนตร ี เชน่ บรรจไุ วใ้ นซอง หรอื
อธบิ ายความรู้ Explain ถงุ ผ้า หรอื กระเปา๋ เปน็ ต้น แตส่ า� หรบั เครือ่ งดนตรแี ขวนทกุ ชนดิ ควรกระทา� ดว้ ยความระมดั ระวัง
ไมต่ งั้ วาง หรอื จดั เกบ็ ในทมี่ อี ากาศอบั ชน้ื หรอื ถกู แดด เพราะเครอ่ื งดนตรอี าจเกดิ ความเสยี หายได้
ใหน ักเรียนกลุมท่ี 1 - 2 ท่ไี ดศึกษา คน ควา
หาความรูเ พ่มิ เตมิ เก่ยี วกับหลกั การใช และการบาํ รุง ๓.2 หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งตดี าำ เนนิ ทาำ นอง
รกั ษาเคร่อื งดนตรีประเภทเคร่ืองสาย และเครอ่ื งตี เชน่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุม้ เหลก็ ฆอ้ งวงใหญ่ ฆอ้ งวงเล็ก
ดําเนินทํานอง สง ตัวแทน กลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมา ฆ้องมอญ โปงลาง เป็นต้น ก่อนน�ามาใช้ทุกครั้งให้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องดนตรี
อธิบายความรตู ามท่ไี ดศ ึกษามาหนา ชนั้ เรยี น ใหเ้ รียบรอ้ ยกอ่ นการนา� มาฝกึ ซ้อม2 หรือบรรเลงจรงิ ตรวจสอบระดับเสียงให้ถูกตอ้ ง เพ่ือป้องกัน
ความเพยี้ นทเี่ กดิ จากตะกวั่ ถว่ งเสยี งหลดุ ตงั้ วาง และจดั ลกู ระนาด ลกู ฆอ้ ง ลกู โปงลาง ใหอ้ ยใู่ นตา� แหนง่
ทถี่ กู ตอ้ ง ตรวจสอบสภาพไมต้ ใี หอ้ ยใู่ นสภาพเรยี บรอ้ ยพรอ้ มใช ้ รวมทง้ั ปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนวธิ บี รรเลง
เครอ่ื งดนตรีแตล่ ะชนิดใหถ้ กู ต้อง และเมอื่ เลกิ ใช้งานแล้วใหด้ �าเนินการตามขน้ั ตอน ดังน้ี

2๘

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 หยอ ง เปนอุปกรณชน้ิ เล็กๆ สาํ หรบั ขึ้นสายเครอ่ื งดนตรีใหส งู ขึ้นจากพื้นผวิ
ของเครื่องดนตรี หยองของเคร่ืองสายแตละชนดิ จะมีลกั ษณะ และขนาดแตกตาง ขอใดกลา ว ไมถ ูกตอ ง เก่ียวกับวิธกี ารดแู ลรักษาเครอื่ งดนตรี
กนั ไป เครอ่ื งสายขนาดใหญ เชน ดบั เบลิ้ เบสจะมหี ยอ งทส่ี งู และใหญม ากขณะที่ 1. นําไปวางรวมกันไวในหองเกบ็ ของ เพือ่ สะดวกในการนํามาใช
หยอ งของซอจะทําจากไมช ้ินเลก็ ๆ 2. เก็บใสภาชนะทีม่ ลี กั ษณะเฉพาะของเครื่องดนตรี
2 ตะกว่ั ถว งเสยี ง เปน ตะก่วั ผสมกับข้ผี ้งึ มาถว งเสยี งโดยนาํ มาติดหัวทา ย 3. ทาํ ความสะอาดเครือ่ งดนตรีดว ยอปุ กรณท่เี หมาะสม
ของลกู ระนาด เพ่อื ปรบั แตง เสียงใหต รง และใหเกิดเสียงไพเราะ 4. หลังเลกิ เลน ทุกครง้ั ตองลดสาย ปลดเชอื กออก

มุม IT วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะการนําไปวางรวมไวใ นหอ งเก็บของ

นักเรียนสามารถศึกษา หาความรูเ พม่ิ เตมิ เกีย่ วกบั วธิ กี ารเกบ็ รกั ษา บางคร้ังผใู ชอ าจลมื วธิ ีการเกบ็ รักษาอยางถูกวิธี ซงึ่ อาจจะทาํ ใหเครอ่ื งดนตรี
เครอ่ื งดนตรีไทย ไดจ าก http://www.pasangic.ac.th เกิดการชํารุดเสียหายได การเกบ็ รักษาใหถูกวธิ จี งึ เปนสง่ิ สําคัญที่ผเู ลนดนตรี
จะตองตระหนักอยูเสมอ และตอ งปฏิบตั ใิ หถ กู ตอ ง จึงจะทาํ ใหเครือ่ งดนตรี
มีความคงทนสามารถใชง านไดอ ยา งคมุ คา

28 คูม่ ือครู

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใชผ้ า้ เช็ดถูเครอ่ื งดนตรนี ้ันๆ ให้สะอาด ใหน ักเรยี นกลมุ ที่ 3 - 4 ที่ไดศกึ ษา คน ควา
๒ ระนาดเอก และระนาดทมุ้ ใหป้ ลดเชอื กจากตะขอแขวนทางดา้ นซา้ ย ๑ อนั เพราะสว่ นนต้ี อ้ งรบั นาำ้ หนกั หาความรูเพ่ิมเติมเกีย่ วกับหลกั การใช และการ
ผนื ระนาดจงึ ตอ้ งปลดเชอื ก เพือ่ ป้องกันเชอื กขาด หรือตะขอหกั หรอื หลดุ บาํ รงุ รักษาเครื่องดนตรปี ระเภทเครอ่ื งกาํ กับจงั หวะ
๓ ตั้งวางเครื่องดนตรีไว้อย่างเป็นระเบียบโดยมิให้ถูกแสงแดด เพื่อป้องกันมิให้ตะกั่วถ่วงเสียงละลาย และเครอื่ งหนงั เครอื่ งเปา สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 - 3 คน
หรอื สว่ นประกอบทีเ่ ป็นไมแ้ ตกหัก บิดเบย้ี ว ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษามาหนา ชน้ั เรยี น

๓.๓ หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตกี าำ กบั จงั หวะ
ไดแ้ ก่ ฉ่งิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ ่ กรบั โหม่ง แตระ กับแกบ รวมท้งั เครื่องต ี และเครือ่ งเคาะ
ทใ่ี ชต้ เี ปน็ เครอ่ื งประกอบจงั หวะ กอ่ นนา� มาใชท้ กุ ครง้ั ควรตรวจสอบความสมบรู ณข์ องเครอ่ื งดนตรี
ให้เรียบร้อย และปฏิบัติตามขั้นตอนวิธีบรรเลงเคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดให้ถูกต้อง เมื่อเลิกใช้แล้ว
ใหด้ า� เนนิ การตามขนั้ ตอน ดังต่อไปน้ี

๑ ทำาความสะอาดดว้ ยการใช้ผ้าเช็ดถูเคร่ืองดนตรีนัน้ ๆ ให้สะอาด
๒ เกบ็ วาง หรือใส่ไว้ในกลอ่ งเกบ็ เครอ่ื งดนตรีให้เปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย

๓.4 หลกั การใชแ้ ละบำารงุ รักษาเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเคร่อื งหนงั
เชน่ กลองทดั ตะโพนไทย ตะโพนมอญ กลองแขก
กลองมลาย ู กลองสองหนา้ กลองยาว กลองหาง โทน รา� มะนา
ทับ เป็นต้น เครื่องดนตรีลักษณะนี้มักจะน�าหนังสัตว์มา
ขนึ้ หนา้ ห้มุ กลอง ตรงึ ดว้ ยหมุดบางชนิดโยงด้วยสายที่ทา� จาก
หนงั สตั ว์ สายหวาย เปน็ ตน้
ดังน้ัน ก่อนน�ามาใช้ควรตรวจสอบความสมบูรณ์
ของเคร่ืองดนตรีให้เรียบร้อย ตั้งระดับเสียงให้ถูกต้อง ก่อน
ใช้งานบางชนดิ ทมี่ ไี ม้ตกี ็ใหต้ รวจสอบให้อย่ใู นสภาพพร้อมใช ้
รวมทงั้ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนวธิ บี รรเลงเครอ่ื งดนตรี
แต่ละชนิดให้ถูกต้องและเม่ือเลิกใช้แล้วให้ด�าเนินการตาม ตะโพน ก่อนเก็บต้องท�าความสะอาด
ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ โดยการน�าเอาจา่ กลองออกเสียกอ่ น

๑ ทาำ ความสะอาดดว้ ยการใช้ผ้าเช็ดถเู ครอ่ื งดนตรนี ้นั ๆ ใหส้ ะอาด
๒ ล้าง หรือเช็ดทำาความสะอาดหน้ากลองที่ติดจ่ากลอง หรือข้าวบดสำาหรับถ่วงหน้ากลองให้สะอาด
เพราะข้าวบดถ่วง หรือจ่ากลองท่ีมีส่วนผสมของข้ีเถ้า หากไม่ทำาความสะอาดให้ดีแล้ว ความเค็มของ
ข้ีเถา้ จะกดั แผ่นหนงั กลองให้เกดิ ความเสยี หายได้

2๙

ขอสอบ O-NET เกร็ดแนะครู

ขอ สอบป ’51 ออกเกยี่ วกบั หลักการใชแ ละบํารงุ รักษาเคร่อื งดนตรขี องไทย ครคู วรเนน ยํา้ กบั นักเรยี นวา การดแู ลรกั ษาเครอื่ งดนตรีไทยน้นั เราควรดูแลรักษา
การดูแลรักษาขลยุ อทู ีถ่ กู ตอ งทส่ี ุดคือขอ ใด ใหถ กู ตองตามประเภทของเครอื่ งดนตรี เครอ่ื งดนตรีไทยทกุ ชนิดถา ผใู ชไมรจู ัก
1. ใชผ า แหง ทําความสะอาดภายนอกตวั ขลุย เก็บรกั ษา กจ็ ะชาํ รดุ เสยี หายไดง าย จึงจําเปน อยางยิง่ ทผ่ี ูใ ชหรอื ผบู รรเลงจะตอ ง
2. ใชผา เปยกทาํ ความสะอาดภายนอกตวั ขลยุ เกบ็ รกั ษาใหถ กู วธิ ี เพราะจะทาํ ใหเ ครอ่ื งดนตรมี อี ายกุ ารใชง านทยี่ าวนาน ซง่ึ จะทาํ ให
3. ใชผาเปย กทาํ ความสะอาดทั้งภายนอก และภายในตัวขลยุ นักเรียนมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกับการดูแลรกั ษาเครือ่ งดนตรไี ทยไดดยี ิ่งขึน้
4. ใชผาแหง ทาํ ความสะอาดท้งั ภายนอก และภายในตวั ขลยุ
มมุ IT
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะหลงั จากเปา ขลุย แลวทุกครงั้ ควร
นักเรยี นสามารถศกึ ษา คน ควาเพมิ่ เติมเกยี่ วกบั วธิ กี ารเกบ็ รกั ษาเครอื่ งดนตรไี ทย
ทาํ ความสะอาดทงั้ ภายใน และภายนอก เช็ดใหแหง แลวเกบ็ ใสซ องหรือถงุ เก็บ ไดจ าก http://www.pasangic.ac.th
ขณะที่ไมไดใชอยาเกบ็ ไวในท่รี อนหรือผึง่ แดด หรอื ท่ๆี มีอณุ หภมู เิ ปลีย่ นแปลง
กะทนั หนั เพราะอาจทาํ ใหข ลยุ เสียหายได

ค่มู อื ครู 29

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขา้ า้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 5 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ๓.5 หลกั การใช้และบำารุงรักษาเคร่อื งดนตรีประเภทเคร่อื งเปา
เพ่ิมเติมเกย่ี วกบั หลักการใช และการบาํ รงุ รักษา เชน่ ปีใน ปีนอก ปีชวา ปมี อญ ขลุ่ยชนดิ ตา่ งๆ แคน เค่ง (แคนม้ง) ปอี ้อ ปีผไู้ ทย
เคร่อื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งเปา สงตวั แทนกลมุ ละ ปีล้านนา เป็นต้น ลักษณะโดยทั่วไปของปีมักจะท�าด้วยไม้ แต่บางชนิดจะแทรกด้วยก�าพวด
2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามท่ีไดศึกษามา ล้ินโลหะ หรือลิ้นใบตาล ก่อนน�ามาใช้ควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องดนตรีให้เรียบร้อย
หนา ชน้ั เรยี น โดยครชู ว ยเสรมิ ขอ มลู และสรปุ ประเดน็ เสียก่อน รวมท้ังให้ปฏิบัติตามข้ันตอนวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดให้ถูกต้อง และเมื่อเลิก
สําคัญใหนกั เรียนจดลงในสมุด ใช้งานแลว้ ใหด้ �าเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขยายความเขา้ ใจ E×pand ๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใช้ผา้ เชด็ ถูเครอื่ งดนตรนี น้ั ๆ ใหส้ ะอาด
๒ แชล่ ้นิ ปใี่ นน้ำายาฆา่ เชอ้ื โรค เก็บกาำ พวดป่ี และลิ้นปไ่ี วใ้ นกรักปใ่ี หเ้ รยี บร้อย
ใหน กั เรยี นรว มกนั สรปุ สาระสาํ คญั เกย่ี วกบั ๓ ต้ังวางในท่ีมีอากาศโปร่ง เพ่ือป้องกันเช้ือราที่อาจเกิดขึ้นได้ และห้ามนำาเลาปี่ ตัวแคน หรือเลาขลุ่ย
หลกั การใช และการบํารงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรีประเภท ไปตากแดด หรือตั้งไว้ในที่มีอุณหภูมิสูง เพราะจะทำาให้เครื่องดนตรีปริแตก หรือโครงสร้างภายใน
เครอื่ งสาย เครอ่ื งตดี าํ เนนิ ทาํ นอง เครอื่ งตกี าํ กบั จงั หวะ เสยี หาย สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบเสยี งของเครอ่ื งดนตรชี นิดน้ันๆ ได้
เครื่องดนตรีประเภทเครอ่ื งหนงั และเครือ่ งดนตรี
ประเภทเครอื่ งเปา ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน ขลุยหลบี ขลยุ เพียงออ ขลุยอู้ ปนอก ปชวำ ปใน ปม อญ
จากนัน้ ครูถามนกั เรยี นวา
กิจกรรม ศิลปป์ ฏบิ ัติ ๒.๑
• เพราะเหตใุ ดเราจงึ ตอ งใช และการบาํ รงุ รกั ษา
เครือ่ งดนตรใี หถ กู ตอง กิจกรรมท่ี ๑ ใหค้ รนู �าซีดเี พลงไทยมาเปิดให้นกั เรยี นฟัง แลว้ ให้นักเรยี นรว่ มกนั พจิ ารณาวา่
(แนวตอบ เคร่ืองดนตรีไทยมอี ยหู ลายชนดิ เพลงไทยท่ีได้ฟงั นัน้ บรรเลงดว้ ยวงดนตรปี ระเภทใด หรือชนิดใดบ้าง
แตล ะชนดิ จะมลี ักษณะ และสว นประกอบ
ทีแ่ ตกตางกันออกไป ดงั น้ันผูใชเ ครอื่ งดนตรี กจิ กรรมท่ ี ๒ ใหน้ ักเรยี นตอบค�าถามตอ่ ไปน้ี
จึงควรใหความสาํ คญั เกย่ี วกับการใช และการ ๑. เหตุใดนักดนตรจี งึ ควรดูแลรกั ษาเคร่ืองดนตรีให้มสี ภาพพรอ้ มใช้อยเู่ สมอ
เกบ็ รักษาเคร่ืองดนตรีใหม าก ปฏิบัตใิ หถกู ตอง ๒. เครอ่ื งดนตรีไทยมปี ระวตั ิความเปน็ มาอยา่ งไร จงอธบิ าย
ตามวิธีการตา งๆ จึงจะทําใหเ ครอื่ งดนตรมี ี ๓. น กั เรยี นคดิ วา่ เครอื่ งดนตรไี ทยมคี วามแตกตา่ ง หรอื คลา้ ยคลงึ กบั เครอ่ื งดนตรี
ความคงทน และสามารถใชง านไดอ ยา งคมุ คา )
พืน้ บ้านอย่างไร
ตรวจสอบผล Evaluate

ครพู จิ ารณาจากการสรปุ สาระสาํ คญั เกีย่ วกับ
การใช และการบํารุงรักษาเคร่อื งดนตรขี องนกั เรียน

๓๐

แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปปฏบิ ัติ 2.1 กจิ กรรมที่ 2
1. เพราะการใช และดูแลรกั ษาเครอื่ งดนตรีมคี วามสําคัญมาก เนอ่ื งจากเคร่อื งดนตรีไทยมลี กั ษณะของเครอื่ งดนตรี และวธิ กี ารใชท แี่ ตกตา งกัน และเพ่ือใหเครอื่ งดนตรี

มสี ภาพทค่ี งทนตอ การใชงาน ไมช ํารดุ เสยี หายงา ย มีคณุ ภาพเสียงท่ีดี จงึ จําเปนอยา งยงิ่ ทจี่ ะตองรจู กั วิธีใช และเก็บรกั ษาเครอ่ื งดนตรีอยางถูกตอ ง
2. ความเชอ่ื เร่ืองประวตั คิ วามเปนมาของเครื่องดนตรีไทย มกี ารสันนษิ ฐานอยู 2 แบบ คือ มกี ารสนั นษิ ฐานวาดนตรีไทยไดแ บบอยา งมาจากชนชาตติ า งๆ เชน อินเดยี ลาว

พมา มอญ เปน ตน โดยเฉพาะทางดา นดนตรปี รากฏรปู รางลกั ษณะเครื่องดนตรีท่มี ีลักษณะคลา ยคลงึ กัน และมีการสันนษิ ฐานวาดนตรีไทยเกดิ จากความคดิ และสติปญญา
ของคนไทย เน่ืองจากดนตรีเปนมรดกของมนุษยชาติ ทกุ ชาติทกุ ภาษาตา งกม็ ีดนตรซี ึ่งเปน เอกลกั ษณของตนดว ยกันท้งั น้ัน
3. มคี วามคลายคลึงกนั ในเร่อื งของวธิ ีการบรรเลง ประเภทของเครอื่ งดนตรที ม่ี ีเคร่ืองดีด เครอ่ื งสี เครือ่ งตี และเครื่องเปา

30 คมู่ อื ครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๔. สสี ัน และน้ําเสียงของเครอื่ งดนตรีไทย ครเู ปด ซดี หี รอื ดีวดี ตี วั อยา งการบรรเลงดนตรี
ดวยวงปพ าทย (โดยเลอื กบทเพลงทีน่ กั เรยี นไดยิน
สีสันและน้�าเสียงของเคร่ืองดนตรีไทยเกิดจากแหล่งก�าเนิดเสียง โดยธรรมชาติของ หรือคนุ เคย เชน เพลงกราวรํา เพลงแขกบรเทศ
เครอื่ งดนตรที มี่ กี ารกระทา� ใหเ้ กดิ เสยี งนนั้ เพราะมกี ารทา� ใหว้ ตั ถสุ น่ั สะเทอื นดว้ ยการดดี ส ี ต ี หรอื เปา่ เพลงเถา เพลงทยอยมอญ เพลงพมา รําขวาน
ตัวการที่ท�าให้เกิดสีสันของเสียงจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายป1ระการ เช่น ขนาดความกว้าง-ยาว เพลงมอญรองไห เพลงโหมโรงเยน็ เปน ตน )
ต้ืน-ลึก 2ของกล่องเสียง ทรวดทรงท่ีปรากฏมีรางระนาด ตัวจะเข้ กะโหลกซอ กระบอกซอ จากนัน้ ครถู ามนักเรียนวา
หนุ่ กลอง เลาป ี เลาขลยุ่ เปน็ ตน้ ชนดิ ของสาย หรอื เสน้ ทขี่ งึ บนเครอ่ื งดนตร ี ชนดิ ของไม ้ แผน่ หนงั
หรือวัตถุต่างๆ ที่น�ามาประกอบเป็นเคร่ืองดนตรี การกระทบ ดีด สี ตี และเป่า ที่ลงน�้าหนัก • เพลงท่ไี ดฟ งน้ีใหความรสู กึ เชน ไร
ผอ่ น ยาว เบา แรง เป็นปัจจัยให้คุณภาพของเครอ่ื งดนตรมี สี ีสนั ของเสียงทแ่ี ตกต่างกันออกไป (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
เคร่ืองดนตรีประเภทที่มีสายสั่นสะเทือนด้วยการสี ดีด หรือดึงเส้นหรือสายท่ีขึงตึงแล้วปล่อยให้เส้น
หรือสายส่ันสะเทือนผ่านไปยังกล่องเสียงที่มีรูปทรงต่างๆ ตามความกว้าง ลึก และทรวดทรง เส้นหรือ • วงทีใ่ ชบรรเลงนปี้ ระกอบไปดวยเครื่องดนตรี
สายจึงเป็นตัวสร้างสีสัน และนำ้าเสียงให้กับเคร่ืองดนตรีให้มีความไพเราะ เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ประเภทใดบา ง
สะล้อ ซึง จะเข ้ กระจับปี ่ เปน็ ต้น (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยา งอิสระ)
เคร่ืองดนตรีประเภทที่สั่นสะเทือนจากแรงกระทบ ได้แก่ เครื่องดนตรีประเภ3ทเครื่องตีท้ังปวง สีสัน
สา� รวจคน้ หา E×plore
และธรรมชาตขิ องเสยี งเกดิ จากการสน่ั สะเทอื นของวัตถกุ ระทบกัน เชน่ ไมต้ รี ะนาดตกี ระทบบนผนื ระนาด
ไมฆ้ ้องตกี ระทบบนปมุ่ ฆอ้ ง ไมต้ ีกลองตกี ระทบบนหนงั หน้ากลอง เปน็ ต้น ใหนักเรยี นศึกษา คน ควา หาความรูเ พิม่ เตมิ
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า นอกจากตัวเลาที่เป็นตัวท่อเสียงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสั้น-ยาว เกี่ยวกับสสี ัน และนํ้าเสียงของเครอ่ื งดนตรไี ทย
ความกลวงของลำาโพงปี่ รูเป่า และลิ้นปี่ เมื่อเครื่องดนตรีเหล่านี้เกิดการเป่า แรงลมที่นักดนตรีเป่า จากแหลงการเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรียน
จะทำาให้เกดิ การสน่ั สะเทือนไปกระทบกบั กลไกภายใน เกิดการปรบั เปลี่ยนเป็นระดับเสียงสงู -ตำ่า เสยี งของ หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเน็ต เปน ตน
เครอื่ งดนตรีประเภทนี้จึงมคี วามดงั มาก อันเป็นสสี นั ของเครื่องเปา่

เกร็ดศิลป์ เครอ่ื งกาำ นล อธบิ ายความรู้ E×plain

“กำานล” เป็นค�านาม หมายถึง เครื่องค�านับ หรือเคร่ืองบูชา การต้ังก�านลบูชาครูเป็นขนบธรรมเนียมท่ียึดถือ ใหนกั เรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกบั สสี นั
ปฏิบตั ติ อ่ กนั มาแตโ่ บราณ ในการแสดงดนตรีไทย ดนตรพี นื้ บา้ น นาฏศลิ ป หรือการฟอนรา� ต่างๆ เพือ่ เปน็ การแสดง และนา้ํ เสียงของเคร่อื งดนตรีไทยตามทไ่ี ดศกึ ษามา
ความเคารพ และระลกึ ถึงพระคุณของครูบาอาจารยท ไี่ ด้ส่งั สอนมา ซึง่ เครือ่ งกา� นลจะมีการจดั เตรยี มแตกตา่ งกันไปบา้ ง จากนนั้ ครูถามนกั เรียนวา
ตามท้องถิ่น และประเภทของการแสดง
ส�าหรับดนตรีไทยน้ัน เครอื่ งกา� นลประกอบไปด้วยส่ิงส�าคญั ๆ ไดแ้ ก่ • สีสนั และนํ้าเสยี งของเคร่ืองดนตรไี ทย
๑. ดอกไมส้ ด หรอื พวงมาลัยดอกไม้สด เป็นดอกไม้ทห่ี าได้ในท้องถิ่น ไม่เฉพาะเจาะจงชนดิ ดอกไม้ แต่มกั เกดิ จากส่ิงใด
ไม่นิยมใช้ดอกบัว เน่ืองจากมีคติความเช่ือว่าเป็นดอกไม้สูง ควรใช้บูชาแต่เฉพาะพระรัตนตรัย หรือดอกไม้ท่ีมีช่ือ (แนวตอบ สสี ัน และนาํ้ เสียงของ
ไม่เปน็ มงคล เช่น ดอกขีไ้ ก ่ เป็นตน้ เคร่อื งดนตรไี ทยเกิดจากแหลง กําเนดิ เสียง
2. ธูปหอม จ�านวน ๕ ดอก มีความหมายแทนคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ คุณบิดามารดา ซ่ึงโดยธรรมชาติของเครือ่ งดนตรี
และคุณครอู าจารย ที่มกี ารกระทําใหเกิดเสียง โดยการดดี สี
๓. เทียนไข จ�านวน ๑ เลม่ ตี และเปา )
4. เงนิ กำานล โบราณใชจ้ �านวน ๖ บาท โดยมีความเชอื่ วา่ เลข ๖ เป็นเลขประจ�าวันพฤหัสบด ี ซง่ึ เป็นวันครู

๓๑

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด นกั เรียนควรรู

ขอใดคือแนวทํานองเพลงไทยทใี่ หความรสู ึกรกั ความออ นหวาน 1 รางระนาด เปน สว นที่เปน กลองเสยี งของระนาด ทาํ ใหห นาที่อุมเสียง
1. เพลงมหาชยั นิยมทําดวยไมส กั และทาดว ยนาํ้ มันขัดเงา
2. เพลงลาวดวงเดือน 2 หนุ กลอง ทาํ จากไมเนื้อแข็ง เชน พะยูง ชิงชนั ประดู เปนตน นาํ มากลงึ
3. เพลงเขมรไทรโยค และควา นใหม รี ปู รางเปน ทรงกระบอก หนา ใหญเรยี กวา “หนาลุย ” หนาเลก็ เรียกวา
4. เพลงธรณกี นั แสง “หนา ตา น”
3 ไมตรี ะนาด มี 2 แบบ คือ “ไมนวม” จะใหเสียงที่ฟงแลว รูสกึ ไดถ งึ
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะจากการฟง เพลง ทํานองเพลงในทอน ความไพเราะ นมุ นวล ทห่ี วั ของไมพ นั ดว ยผา ใหเ ปน นวม และใชเ สน ดา ยพนั ทบั
นยิ มใชเ ลน บรรเลงในวงมโหรี และวงปพ าทยไ มน วม “ไมแขง็ ” จะใหเ สียงทฟี่ งแลว
ที่วา “โอละหนอดวงเดอื นเอย พ่ีมาเวารกั เจา สาวคาํ ดวง โอด ึกแลวหนอ รสู กึ ถงึ ความมอี ํานาจ และแขง็ แกรง ลักษณะของไมจะพันเชน เดยี วกนั กบั ไมนวม
พ่ีขอลาลวง อกพ่ีเปนหว ง รักเจา ดวงเดือนเอย ขอลาแลว เจาแกวโกสุม แตจ ะชุบดวย “รกั ” ที่ชัน้ นอกสุด แลว จงึ พันอกี คร้งั ดว ยผา ดิบบางๆ ทําใหไ ดห ัวไม
พีน่ ้รี กั เจา หนอขวัญตาเรยี ม จะหาไหนมาเทียมโอเจาดวงเดือนเอย ทแ่ี ขง็ สีของหวั ไมจะมสี ีดําสนิท
หอมกลนิ่ เกสร เกสรดอกไม หอมกล่นิ คลา ยคลายเจาสขู องเรยี มเอย
หอมกลน่ิ กรนุ ครันหอมนั้นยังบเ ลย เน้อื หอมทรามเชยเอยเราละเหนอ”
ที่แสดงถึงความรัก และความหว งใยทคี่ นรกั พึงมตี อกนั ไดเ ดน ชัดท่สี ุด

คู่มอื ครู 31

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปด ซีดีหรอื ดีวดี กี ารบรรเลงดนตรไี ทย ๕. ประเภทของวงดนตรไี ทย
ดว ยวงดนตรไี ทยประเภทตางๆ ใหน กั เรยี นชม
จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา วงดนตรีไทยเป็นวงดนตรีที่มีพัฒนาการต่อเน่ืองกันมายาวนาน โดยมีศิลปินดนตรีเป็น
ผรู้ กั ษามรดกวฒั นธรรม และมพี ระมหากษตั รยิ ์ ตลอดจนพระราชวงศ ์ ขนุ นาง ขา้ ราชการ และคหบดี
• วงดนตรขี องไทยสามารถแบง ออกเปน กป่ี ระเภท ท่ีมีฐานะ ได้รว่ มกันสนับสนนุ สง่ เสริม และพฒั นาดนตรีไทยมาอย่างต่อเน่ือง จึงท�าให้ดนตรไี ทย
อะไรบาง มคี วามสมบรู ณ ์ และสามารถนา� มาใชบ้ รรเลง ทงั้ ในงานพระราชพธิ ี งานพธิ กี รรม ประกอบการแสดง
(แนวตอบ วงดนตรไี ทยสามารถแบงออกเปน งานบันเทิง และการน�าไปประกอบธรุ กิจด้านตา่ งๆ ได้
3 ประเภท คอื วงปพ าทย วงเคร่อื งสาย วงดนตรีไทยมีแบบแผนที่เป็นสมบัติวัฒนธรรมร่วมกันของคนท้ังชาติ โดยแบบแผน
และวงมโหร)ี ของวงดนตรไี ทยทีเ่ ปน็ ตน้ แบบใหเ้ กิดวงดนตรลี ักษณะอ่นื ๆ อีกหลายวงทน่ี ักเรยี นควรทราบ มีอยู่
ด้วยกนั ๓ ประเภท ดังนี้
สา� รวจคน้ หา E×plore
5.๑ วงปพาทย
ใหน ักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน 3 กลมุ ใหน กั เรียน วงปพาทย์ หมายถึง วงดนตรีที่เกิดจากการประสมวงกันระหว่างเครื่องดนตรีประเภท
ศึกษา คน ควา หาความรเู พม่ิ เตมิ เก่ียวกับประเภท
ของวงดนตรไี ทย จากแหลงการเรยี นรตู า งๆ เชน เคร่อื งเปา่ และเคร่ืองดนตรปี ระเภทเครื่องตีเปน็ หลัก โดยแบง่ ออกเป็น ๓ ขนาด ดงั นี้
หอ งสมุดโรงเรยี น หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็
เปน ตน ในหวั ขอ ทีค่ รกู าํ หนดให ดังตอ ไปน้ี ๑) วงปพ าทยเ์ ครอ่ื งหา้ วงดนตรปี ระเภทนม้ี เี ครอ่ื งดนตรปี ระกอบไปดว้ ยปใี น ระนาดเอก

กลุมท่ี 1 วงปพาทย ฆอ้ งวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด และฉง่ิ
กลมุ ที่ 2 วงเคร่อื งสาย
กลุมที่ 3 วงมโหรี ฉ่ิง
ทาํ เปน ชนิ้ งาน (ตดิ ลงบนแผน ฟว เจอรป า ยนเิ ทศ) ปใน
เสรจ็ แลว จดั นาํ สง ครผู สู อน และเตรยี มพรอ มนาํ เสนอ
ผลงานหนาชั้นเรียน ฆ้องวงใหญ

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนักเรียนกลุม 1 ท่ไี ดศกึ ษา คน ควา หาความรู ตะโพน ระนำดเอก กลองทดั
เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกบั วงปพ าทย สง ตัวแทน 2 - 3 คน วงปพาทยเครื่องห้า
ออกมาอธบิ ายความรตู ามที่ไดศึกษามาหนา ชนั้ เรยี น
จากน้ันครูถามนักเรียนวา เกร็ดศิลป์ องั กะลงุ

• วงปพ าทยเ ปน วงดนตรที ปี่ ระกอบดวย เครอื่ งดนตรที มี่ คี วามแตกตา่ งไปจากเครอ่ื งดดี ส ี ต ี และเปา คอื องั กะลงุ เครอ่ื งดนตรชี นดิ น ี้ หลวงประดษิ ฐไพเราะ
เคร่ืองดนตรีชนดิ ใด และนิยมนํามาบรรเลง (ศร ศิลปบรรเลง) น�าแบบอยา่ งมาจากประเทศอินโดนเี ซีย เมอ่ื ปพ.ศ. ๒๔๖๗ องั กะลงุ ท�าใหเ้ กดิ เสียงไดโ้ ดยการสัน่
ในงานประเภทใดเปน หลกั เขยา่ และกระแทก เพื่อให้ไมไ้ ผ่ไปกระทบกบั รางไม้ท่ีนกั ดนตรีจับ
(แนวตอบ วงปพาทย เปน วงท่ปี ระกอบไปดว ย
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทตี เปา และเครอ่ื งประกอบ ๓2
จงั หวะ ใชบรรเลงในงานพระราชพิธี และพธิ ี
ตางๆ)

เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครคู วรเปดซดี หี รอื ดีวดี หี รอื ส่ืออินเทอรเนต็ ท่ีเกี่ยวกับการบรรเลงดนตรขี อง ใหนักเรยี นหาภาพวงปพาทยตามความสนใจของตนเอง 1 วง
วงปพ าทย เชน วงปพาทยชาตรี วงปพ าทยไมแข็ง วงปพ าทยเ สภา วงปพาทยไ มน วม เขียนบรรยายลักษณะของวงดนตรี และเคร่ืองดนตรที ่ีใชในการบรรเลง
วงปพาทยม อญ วงปพ าทยน างหงส วงปพาทยดกึ ดาํ บรรพ เปน ตน ใหน ักเรียนชม ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
เพอ่ื ใหนกั เรยี นสามารถเปรียบเทยี บเสียงรอง เสียงดนตรขี องแตละวงวา มีลักษณะ
เดนอยางไร เปนการจัดวงประเภทใด ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมีความรู ความเขาใจ กิจกรรมทา ทาย
เก่ียวกับวงปพ าทยไดด ีย่งิ ข้ึน

มมุ IT ใหน กั เรียนทาํ ตารางเปรยี บเทยี บความแตกตางของลักษณะเครือ่ งดนตรี
ทีใ่ นวงปพ าทยท ั้ง 3 วง วามีความเหมือนหรือแตกตา งกันอยางไร
นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู ูสอน
ของวงปพ าทย ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา
วงปพาทย

32 ค่มู อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) วงปพาทย์เคร่ืองคู่ วงดนตรีประเภทน้ีเกิดการประสมวงคร้ังแรกในรัชสมัย ใหนักเรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั
วงปพ าทยเ ครอ่ื งหา วงปพ าทยเคร่ืองคู และ
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยู่หัว เครื่องดนตรปี1ระกอบดว้ ยปใี น ปีน อก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม วงปพ าทยเ ครอื่ งใหญ พรอ มทงั้ เปด ตวั อยา งบทเพลง
ฆ้องวงใหญ ่ ฆ้องวงเลก็ ตะโพน กลองทัด ฉ่ิง ฉาบเล็ก กรับ และโหม่ง ทีบ่ รรเลงดว ยวงปพาทยใหนกั เรยี นฟง จากน้ัน
ครถู ามนักเรียนวา
ปน อก ปใน ฉำบเลก็ ฉ่ิง กรับ
โหมง • นกั เรยี นไดย นิ เสยี งของเครอื่ งดนตรชี นดิ ใดบา ง
จากเพลงทไี่ ดฟ ง
ฆอ้ งวงใหญ ฆ้องวงเล็ก (แนวตอบ วงปพ าทย เสียงวงดนตรไี ทย
ท่ไี ดยนิ นัน้ ประกอบดวยเครื่องเปา คอื
กลองทดั ปผสมกับเครือ่ งตี ไดแ ก ระนาด และฆอ งวง
ตะโพน ชนดิ ตางๆ เปน หลกั และยังมีเครื่องกํากบั
จังหวะ เชน ฉ่ิง ฉาบ กรบั โหมง ตะโพน
ระนำดเอก ระนำดทมุ้ กลองทัด กลองแขก และกลองสองหนา)

วงปพาทยเ ครือ่ งคู่ • เมอ่ื นกั เรียนไดฟง เพลงทีบ่ รรเลงดว ย
วงปพ าทยน กั เรยี นรูสึกอยางไร
๓) วงปพาทย์เคร่ืองใหญ่ วงดนตรีประเภทนี้เกิดการประสมวงครั้งแรกในรัชสมัย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยปใี น ปนี อก ระนาดเอก ระนาดทมุ้
ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบเล็ก
ฉาบใหญ่ กรับ และโหมง่

ฉำบเลก็ ฉำบใหญ ฉ่งิ กรบั

ปน อก ปใน ตะโพน

โหมง ฆ้องวงใหญ ฆ้องวงเลก็ กลองทัด

ระนำดเอกเหล็ก ระนำดเอก ระนำดทุ้ม ระนำดทุ้มเหล็ก
วงปพาทยเครือ่ งใหญ่
๓๓

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

ขอ ใดตอ ไปน้ี ไม มคี วามสัมพนั ธก ัน ครคู วรเชญิ วิทยากรทมี่ ีความรู และเชย่ี วชาญในเร่อื งการบรรเลงดนตรไี ทย
1. เพลงโหมโรง คือ เพลงท่ใี ชบรรเลงเบิกโรงกอนทจี่ ะมีการแสดง ดว ยวงปพ าทยม าอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั วงปพ าทยช นิดตา งๆ พรอ มทัง้ เปดซดี ี
2. เพลงเรอื่ ง คอื เพลงท่ใี ชเครอ่ื งดนตรบี รรเลงลว นๆ ดวยวงมโหรี หรือดีวีดีใหนักเรียนชม จากน้ันครูเปดโอกาสใหนักเรียนไดซักถามในส่ิงท่ีไมเขาใจ
3. เพลงหางเคร่ือง คอื เพลงท่ีบรรเลงตอทา ยเพลงใหญห รือเพลงแมบ ท และแสดงความคิดเห็น ซงึ่ จะทําใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจในเร่อื งวงปพาทย
4. เพลงหนา พาทย คือ เพลงทใ่ี ชบรรเลงประกอบกิริยาอาการของตัวละคร ไดดียิ่งข้ึน

วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงเร่อื งจะใชเ ครอื่ งดนตรีบรรเลง นกั เรียนควรรู

ลว นๆ ดว ยวงปพ าทย ไมน ยิ มใชว งเครอ่ื งสาย และวงมโหรี เพลงเรอ่ื งสว นใหญ 1 ฉาบ เปน เครื่องดนตรีประเภทตี ทําดวยโลหะคลา ยฉิ่ง แตห ลอใหบางกวา
จะใชใ นงานพิธตี า งๆ เชน เพลงเรอ่ื งนางหงส ใชในงานศพ เพลงเรอื่ ง ฉาบมี 2 ชนิด คอื ฉาบเลก็ และฉาบใหญ เวลาบรรเลงใช 2 ฝามาตีกระทบกัน
ฉ่ิงพระฉัน ใชบ รรเลงตอนพระฉันภัตตาหาร เปน ตน ใหเกดิ เสยี งกจ็ ะไดยนิ เปน แฉง แฉง แฉง เปนตน

คู่มอื ครู 33

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 2 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 5.2 วงเครือ่ งสายไทย
เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั วงเครอื่ งสายไทย สง ตวั แทน 2 - 3 คน วงเคร่ืองสายไทย เป็นวงดนตรีท่ีประกอบด้วยเคร่ืองดนตรีประเภทท่ีมีสายเป็นหลัก
ออกมาอธบิ ายความรูต ามที่ไดศกึ ษามาหนาช้นั เรยี น
จากนั้นครถู ามนักเรียนวา ส่วนเครื่องดนตรชี นดิ อน่ื ๆ ทป่ี ระสมในวงเคร่ืองสาย นิยมใช้เคร่อื งดนตรีท่มี ีระดบั เสยี งท่ีกลมกลนื
สอดคล้องกบั เครอื่ งดนตรีอืน่ ๆ ในวง โดยวงเครือ่ งสายไทยแบง่ ออกได้เปน็ ๒ ชนดิ ดังน้ี
• วงเครอ่ื งสายไทยเปน วงดนตรที ปี่ ระกอบดวย
เครือ่ งดนตรชี นดิ ใด และนยิ มนํามาบรรเลง ๑) วงเครอ่ื งสายเครอ่ื งเดย่ี ว หรอื เครอ่ื งสายวงเลก็ เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอดว้ ง
ในงานประเภทใดเปน หลัก
(แนวตอบ วงเครอื่ งสายไทย เปน วงดนตรขี นาด ๑ คนั ซออู้ ๑ คนั จะเข้ ๑ ตัว ขลุ่ยเพยี งออ ๑ เลา โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารบั ฉง่ิ ๑ คู ่ และ
เล็ก นิยมนํามาใชในอาคาร ลักษณะของการ ฉาบเล็ก ๑ คู่
ขบั กลอมทเี่ ปน พิธมี งคล เชน พธิ มี งคลสมรส
งานเล้ยี งสงั สรรค เปนตน) ฉำบเล็ก รำ� มะนำ

• วงเครอื่ งสายไทยสามารถแบง ออกไดเปน โทน
ก่ีประเภท อะไรบา ง
(แนวตอบ วงเคร่อื งสายไทย มีอยู 2 ขนาด คอื ขลุยเพียงออ
วงเครือ่ งสายวงเล็ก และวงเครอื่ งสายเคร่ืองค)ู
ฉงิ่
• นกั เรียนคดิ วา เสยี งดนตรีท่ีไดยินจากการ
บรรเลงดนตรดี วยวงเคร่อื งสายใหความรสู กึ ซอดว้ ง จะเข้ ซออู้
อยา งไร วงเครื่องสายไทยเครอื่ งเด่ยี ว
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ) ๒) วงเครอื่ งสายเครอื่ งค ู่ เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอดว้ ง ๒ คนั ซออ ู้ ๒ คนั จะเข ้ ๒ ตวั

ขลุ่ยเพยี งออ ๑ เลา ขลุ่ยหลีบ ๑ เลา โทน-ร�ามะนา ๑ สา� รับ ฉ่งิ ๑ ค่ ู ฉาบเลก็ ๑ ค ู่ กรับ ๑ ค ู่
และโหม่ง ๑ ใบ

โทน รำ� มะนำ
ซอดว้ ง ฉง่ิ กรบั

ซออู้
โหมง ฉำบเลก็

ขลยุ เพยี งออ จะเข้ ขลยุ หลีบ

๓4 วงเครอื่ งสายไทยเคร่อื งคู่

เกรด็ แนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครูควรเปด ซดี หี รือดวี ีดหี รือสอื่ อินเทอรเ น็ตเกีย่ วกับการบรรเลงดนตรีของ ใหน ักเรยี นหาภาพวงเคร่อื งสายไทยตามความสนใจของตนเอง 1 วง
วงเครือ่ งสายไทย คอื วงเครอ่ื งสายวงเลก็ และวงเคร่ืองสายเครอื่ งคู ใหนักเรียนชม เขียนบรรยายลักษณะของวงดนตรี และเคร่ืองดนตรีที่ใชในการบรรเลง
เพอื่ ใหน กั เรยี นสามารถเปรยี บเทยี บเสยี งรอ ง เสยี งดนตรขี องแตล ะวงวา มลี กั ษณะเดน ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
อยางไร เปน การจัดวงประเภทใด ซ่ึงจะทาํ ใหนักเรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกับ
วงเครอื่ งสายไทยไดดยี ิง่ ข้นึ กิจกรรมทา ทาย

มุม IT ใหน ักเรียนเลอื กฟงท่บี รรเลงดว ยวงปพ าทย และวงเครอื่ งสายไทย
อยา งละ 1 เพลง แลวฝกเปรียบเทยี บเสยี งรอ ง และเสยี งเครอื่ งดนตรี
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควาเพ่ิมเติมจากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี การจัดประเภทของวงดนตรี พรอ มเขียนบรรยายความรูสึกจากการทไี่ ดฟง
ของวงเครอื่ งสายไทย ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา เพลงที่บรรเลงดว ยวงดนตรตี า งกนั ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครูผูสอน
วงเครือ่ งสายไทย

34 ค่มู ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

5.๓ วงมโหรี ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 3 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
วงมโหร ี เปน็ วงดนตรที มี่ ีเครือ่ งดนตรีประสมวงครบทกุ กลุ่ม คือ เคร่ืองดดี สี ต ี และเป่า เพิ่มเติมเกยี่ วกับวงมโหรี สง ตวั แทน 2 - 3 คน
ลักษณะเด่นของวงดนตรีประเภทนี้คือ ความกลมกลืนของระบบเสียงท่ีใช้เครื่องดนตรีประเภท ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษามาหนา ชน้ั เรยี น
เครอื่ งตที ถี่ กู ยอ่ สดั สว่ น สา� หรบั ฆอ้ งวงทปี่ ระสมในวงดนตรปี ระเภทนเี้ รยี กอกี ชอื่ หนงึ่ วา่ “ฆอ้ งมโหร”ี จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา
การปรับลดขนาดเคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองตี เพราะต้องการให้ระบบเสียงมีระดับความดังท่ี
เขา้ กนั ไดก้ บั เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย วงมโหรมี กี ารประสมวง และถอื เปน็ แบบแผนมาตงั้ แต่ • วงมโหรีเปน วงดนตรีทีป่ ระกอบดวย
รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว จา� แนกออกได้เปน็ ๓ ขนาด ดงั นี้ เครือ่ งดนตรชี นดิ ใด และนยิ มนาํ มาบรรเลง
ในงานประเภทใดเปน หลัก
๑) วงมโหรเี ครอื่ งเดยี่ ว เครอื่ งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอสามสาย ๑ คนั ขลยุ่ เพยี งออ ๑ เลา (แนวตอบ วงมโหรเี ปน วงดนตรีท่ีใชส าํ หรับ
ขบั กลอม นิยมใชบ รรเลงในงานมงคล
ระนาดเอก ๑ ราง ฆอ้ งวงใหญ ่ ๑ วง จะเข ้ ๑ ตวั ซอดว้ ง ๑ คนั ซออ ู้ ๑ คนั โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารับ ในสมัยโบราณใชบ รรเลงกลอมพระบรรทม
ฉิ่ง ๑ คู่ และฉาบเล็ก ๑ คู่ สําหรับพระมหากษตั รยิ  เคร่ืองดนตรีท่ใี ช
ประกอบดว ยเคร่อื งดนตรใี นวงปพ าทย
ฉำบเลก็ ฉิ่ง ร�ำมะนำ และวงเครอ่ื งสายลดขนาดวงมโหรีใหเลก็ ลง
โทน เพ่ือใหมีเสียงเดียวกบั วงเครื่องสาย และใช
ระนำดเอก ซอสามสายเขา มารวมบรรเลงดว ย)
จะเข้

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

ซอด้วง ซออู้ ซอสำมสำย ขลุยเพียงออ ฆ้องวงใหญ ใหน กั เรยี นนาํ ขอ มลู เกย่ี วกบั ประเภทวงดนตรไี ทย
วงมโหรเี ครือ่ งเดย่ี ว ทงั้ 3 ประเภท มารว มกันจดั นทิ รรศการเรื่อง
“วงดนตรีไทยเอกลักษณคูชาติไทย” พรอมจดั หา
๒) วงมโหรเี ครอื่ งค ู่ เครอื่ งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอสามสาย ๑ คนั ซอสามสายหลบี ๑ คนั ภาพมาประกอบใหส วยงาม

ขลยุ่ เพยี งออ ๑ เลา ขล่ยุ หลบี ๑ เลา ระนาดเอก ๑ ราง ระนาดทุ้ม ๑ ราง ฆ้องวงใหญ่ ๑ วง ตรวจสอบผล Evaluate
ฆ้องวงเล็ก ๑ วง จะเข้ ๒ ตัว ซอดว้ ง ๒ คนั ซออู้ ๒ คนั โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารับ ฉง่ิ ๑ คู่
ฉาบเล็ก ๑ ค่ ู กรบั พวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ

ฉำบเล็ก ฉิง่ กรบั พวง รำ� มะนำ ครพู จิ ารณาจากการจดั นทิ รรศการเรือ่ ง
โทน “วงดนตรีไทยเอกลกั ษณค ชู าตไิ ทย” ของนกั เรียน
โหมง โดยพิจารณาในดา นความถูกตองของเนือ้ หา
ขลุย หลีบ การนาํ เสนอขอ มลู ความสวยงาม และความคดิ รเิ รมิ่
สรา งสรรค
ขลุย เพียงออ
ซอด้วง ซอสำมสำย ฆอ้ งวงใหญ ฆอ้ งวงเล็ก ซอสำมสำยหลบี ซออู้
ระนำดเอก ระนำดทุม้ จะเข้
จะเข้
วงมโหรเี ครอื่ งคู่ ๓5

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ เกรด็ แนะครู

วงดุริยางคสากลหรอื วงออรเคสตราเปรยี บไดก บั วงดนตรีไทยประเภทใด ครคู วรอธบิ ายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั วงมโหรใี หน กั เรยี นฟง วา วงมโหรีเกดิ จากการ
1. วงเครื่องสายเครือ่ งคู ประสมกันระหวางวงปพาทย และวงเคร่ืองสาย เกดิ ข้ึนครงั้ แรกในสมยั อยุธยา
2. วงปพาทยด ึกดาํ บรรพ มีวิวัฒนาการมาจากวงขับไม วงมโหรีสามารถแบง ออกเปนวงตา งๆ ไดอีก คอื
3. วงมโหรเี คร่ืองใหญ วงมโหรีเครื่องสาม วงมโหรเี ครอ่ื งสี่ วงมโหรเี ครอื่ งหก วงมโหรีเครอ่ื งแปด
4. วงปพ าทยเ คร่ืองใหญ วงมโหรีวงเลก็ วงมโหรเี ครื่องคู และวงมโหรีเคร่ืองใหญ ซงึ่ จะทาํ ใหนักเรยี น
มีความรู ความเขา ใจเกยี่ วกับวงมโหรีไดด ยี งิ่ ขึน้
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะวงมโหรีเคร่ืองใหญ เปน วงดนตรีไทย
มมุ IT
ทป่ี ระกอบดวยเครอื่ งดนตรคี รบทุกประเภทเชนเดยี วกบั วงออรเ คสตรา
ของดนตรสี ากล นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควาเพ่ิมเตมิ จากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี
ของวงมโหรี ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา วงมโหรี

คู่มือครู 35

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูชกั ชวนนกั เรยี นสนทนาเกยี่ วกบั ประเภทของ ๓) วงมโหรีเครื่องใหญ่ เคร่ืองดนตรีมีซอสามสาย ๑ คัน ซอสามสายหลีบ ๑ คัน
วงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ไดแ ก ภาคเหนือ
ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อสี าน) และ ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา ขลุย่ หลบี ๑ เลา ระนาดเอก ๑ ราง ระนาดทมุ้ ๑ ราง ระนาดเอกเหลก็
ภาคใต จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา ๑ ราง ระนาดทุ้มเหล็ก ๑ ราง ฆอ้ งวงใหญ ่ ๑ วง ฆ้องวงเล็ก ๑ วง จะเข้ ๒ ตัว ซอดว้ ง ๒ คนั
ซออู ้ ๒ คัน โทน-รา� มะนา ๑ สา� รบั ฉ่งิ ๑ คู่ ฉาบเล็ก ๑ ค่ ู กรับพวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ
• ใครเคยชมการแสดงพืน้ บานใน 4 ภูมิภาค
น้ีบา ง ถาเคยชม นักเรียนเคยชมการบรรเลง ฉำบเล็ก กรบั พวง ฉิ่ง โทน ร�ำมะนำ
ดนตรขี องภมู ภิ าคใด มคี วามสนกุ สนานอยา งไร
หรอื มสี ง่ิ ใดทเ่ี ปน เอกลักษณเ ฉพาะ โดยให โหมง ขลุย เพยี งออ
นักเรียนออกมาเลา ประสบการณใหเ พอ่ื นฟง
หนาชน้ั เรยี น

สา� รวจคน้ หา E×plore ขลยุ หลบี ขลุยอู้
ซอด้วง
ใหนักเรียนศึกษา คน ควา หาความรเู พ่ิมเติม ฆอ้ งวงใหญ ฆ้องวงเล็ก ซออู้
เกยี่ วกบั ประเภทของวงดนตรพี น้ื บา นของไทย 4 ภาค
จากแหลงการเรียนรตู างๆ เชน หองสมดุ โรงเรียน ระนำดเอกเหล็ก ระนำดเอก ระนำดทมุ้ ระนำดทมุ้ เหลก็
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็ เปนตน จะเข้
จะเข้ ซอสำมสำย / ซอสำมสำยหลบี

อธบิ ายความรู้ วงมโหรเี คร่อื งใหญ่

Explain ๖. ประเภทของวงดนตรีพ้นื บา น

ใหน ักเรียนรว มกันอภปิ รายเก่ียวกบั วงดนตรี วงดนตรีพื้นเมืองของไทย มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนท่ีมีความหลากหลาย
พน้ื บา นภาคเหนือตามทไี่ ดศ ึกษามา จากนั้น ทางวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ตลอดจนความเชือ่ และพิธกี รรม นอกจากน้ียังปรากฏ
ครูถามนกั เรยี นวา ดนตรีของกลุม่ ชาติพันธุ์ทตี่ ้งั ถิน่ ฐานในพืน้ ทต่ี า่ งๆ ทั้งบนเทอื กเขาสูง ตามชนบทห่างไกล ในป่าลกึ
และชุมชนท่ีอยตู่ ามเกาะแกง่ และทะเล สา� หรบั วงดนตรีพ้นื เมืองในภาคตา่ งๆ ของไทย โดยสังเขป
• นกั เรียนรจู กั เครอ่ื งดนตรพี ้นื บานภาคเหนอื มดี งั นี้
หรอื ไม ถา รูน ักเรียนรจู ักเครือ่ งดนตรที ี่มีช่อื
เรยี กวาอยา งไร ๑. วงดนตรีพนื้ บา้ นภาคเหนือ
(แนวตอบ วงดนตรพี ้ืนบานภาคเหนือจะมี วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคเหนือ ประกอบไปด้วยวงกลองแอว วงสะล้อ-ซึง วงกลองมองเซิง
หลายรูปแบบ มที งั้ เปนวงดนตรที ี่บรรเลงทั่วไป วงกลองปเู จ่ วงป่ีจมุ สว่ นโอกาสทใ่ี ชใ้ นการบรรเลงมคี วามแตกต่างกนั ไป เช่น วงกลองแอว นยิ มใช้
และบรรเลงประกอบการแสดงตางๆ บรรเลงประกอบการฟ้อนเมอื ง วงกลองมองเซิง นิยมใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนมองเซิง เปน็ ตน้
เคร่ืองดนตรีที่ใชบ รรเลงในวงดนตรพี ืน้ บาน เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในวงดนตรีพ้ืนบ้านภาคเหนือท่ีสำาคัญ ได้แก่ พิณเปียะ ซึง สะล้อ
ภาคเหนือทีส่ ําคญั ๆ เชน พณิ เปย ะ ซงึ สะลอ กลองแอว กลองสะบัดชัย และกลองตะโล้ดโปด
ปจ มุ กลองแอว กลองสะบดั ชยั กลองตะโลด โปด
เปน ตน ) ๓๖

เบศรู ณรากษารฐกจิ พอเพียง กจิ กรรมสรา งเสรมิ

วงดนตรีพื้นบาน เปนวงดนตรีท่ีเกิดข้ึนจากการผสมผสานเคร่ืองดนตรีที่มีอยู ใหน ักเรียนรวบรวมภาพเครื่องดนตรพี น้ื บานภาคเหนือ พรอมเขียน
ภายในทองถิ่น นิยมนํามาใชบรรเลงประกอบกิจกรรม หรือพิธีกรรมตางๆ ซึ่งใน บรรยายลกั ษณะของเครือ่ งดนตรี ทําเปนสมดุ ภาพ ตกแตง ใหส วยงาม
แตล ะภมู ภิ าคกจ็ ะมวี งดนตรพี นื้ บา นทมี่ ลี กั ษณะแตกตา งกนั ออกไป เพอ่ื ใหเ กดิ ความรู นําสงครผู ูส อน
ความเขา ใจเก่ียวกบั วงดนตรีพนื้ บาน ครูแบง นกั เรียนเปน 4 กลุม ใหน ักเรียนศึกษา
คน ควา หาความรเู พม่ิ เติมเกีย่ วกับวงดนตรีพ้นื บาน จากแหลงการเรียนรูตา งๆ เชน กิจกรรมทา ทาย
หอ งสมดุ โรงเรยี น หอ งสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็ เปน ตน จากนน้ั รว มกนั จดั นทิ รรศการ
ในหวั ขอ “วงดนตรีพื้นบา น 4 ภูมิภาค” ท่ีแสดงใหเห็นภมู ปิ ญ ญาทางดนตรีของแตละ ใหนกั เรียนเลือกเพลงฟงทบี่ รรเลงดว ยเครือ่ งดนตรพี ้ืนบานภาคเหนือ
ทอ งถนิ่ อันมีเอกลักษณข องเคร่ืองดนตรีพืน้ บานท่ีแตกตา งกันออกไป 1 เพลง แลวฝก เปรียบเทียบเสยี งรอง และเสยี งเครอ่ื งดนตรี พรอ มเขียน
บรรยายความรสู ึกจากการท่ีไดฟงเพลงท่บี รรเลงดวยเครื่องดนตรีพ้ืนบาน
ภาคเหนือ ลงกระดาษรายงาน นําสง ครูผูส อน

36 คูม่ ือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒. วงดนตรพี ืน้ เมืองภาคกลาง ใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับวงดนตรี
วงดนตรพี น้ื เมอื งภาคกลาง ประกอบไปดว้ ยวงปพ่ี าทยพ์ น้ื บา้ น วงปพ่ี าทยน์ างหงส ์ วงปพ่ี าทยม์ อญ พ้ืนบา นภาคกลาง วงดนตรพี นื้ บานภาคตะวนั ออก
วงเคร่ืองสาย ส่วนโอกาสท่ีใช้ในการบรรเลงมีความแตกต่างกันไป เช่น วงป่ีพาทย์มอญ และ เฉียงเหนือ (อสี าน) และวงดนตรพี น้ื บานภาคใต
วงปพี่ าทยน์ างหงส ์ นยิ มใชบ้ รรเลงประโคมในงานศพ วงเครอ่ื งสายนยิ มใชบ้ รรเลงในงานมงคลตา่ งๆ ตามทไ่ี ดศ กึ ษามา จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
เชน่ งานแต่ง งานขน้ึ บา้ นใหม ่ งานร่นื เรงิ ต่างๆ เปน็ ตน้
เครอื่ งดนตรที ่ใี ชบ้ รรเลงในวงดนตรีพืน้ บ้านภาคกลางทส่ี าำ คัญ ไดแ้ ก ่ จะเข้ ขลุ่ย ซออ ู้ ซอดว้ ง • วงดนตรีพน้ื บา นท้ัง 3 วงนี้ มลี กั ษณะเดน
ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ป่ี ฉง่ิ ฉาบเล็ก กรบั และโหม่ง ตา งกันอยา งไร
(แนวตอบ ลกั ษณะเดนของวงดนตรพี น้ื บา น
๓. วงดนตรีพืน้ บา้ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง คอื วงปพ าทยทีม่ กี ารพัฒนา
วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วยวงโปงลาง วงกันตรึม วงตุ้มโมง ในลกั ษณะการผสมผสานกับดนตรีของหลวง
และวงแคน โอกาสทใ่ี ชบ้ รรเลงนยิ มบรรเลงในงานแตกตา่ งกนั ไป เชน่ ใชใ้ นการบรรเลงเพอ่ื ประกอบ ลักษณะเดน ของวงดนตรพี ืน้ บา นอสี าน
การแสดงพ้ืนบ้านประเภทเซ้ิงกระติบข้าว เซ้ิงสวิง ฟ้อนภูไท ส่วนวงตุ้มโมงใช้บรรเลงในงานศพ การบรรเลงดนตรีจะเนนที่ความสนุกสนาน
ซง่ึ ปจั จุบันหาด ู และหาฟังไดย้ าก เป็นต้น คร้ืนเครง ใชป ระกอบการละเลน การแสดง
เครื่องดนตรีท่ีใช้บรรเลงในวงดนตรีพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สำาคัญ ได้แก่ แคน และพิธีกรรมตา งๆ เชน ลาํ ผีฟา เปนตน
โปงลาง พิณ โหวด ซอบ้ัง ฆอ้ งหุ่ย และหมากกบั แกบ (กรับ) ลักษณะเดน ของวงดนตรีพื้นบานภาคใต
ไดร บั อทิ ธพิ ลมาจากหลายเชื้อชาติ
๔. วงดนตรีพนื้ บา้ นภาคใต้ จนเกดิ การผสมผสานเปน เอกลกั ษณเ ฉพาะ
วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคใต้ ประกอบไปด้วยวงกาหลอ วงป่ีพาทย์ชาตรี วงรองเง็ง วงโตะครึม ทแี่ ตกตา งจากภาคอืน่ ๆ ซ่งึ จะเนนจงั หวะ
วงดนตรีโนรา วงดนตรีหนังตะลุง วงดนตรีซีละ วงดนตรีมะโย่ง และวงดนตรีลิเกป่า โอกาสที่ใช้ และลลี าท่เี รงเรา หนักแนน คกึ คกั เปนตน )
บรรเลงนิยมบรรเลงในงานแตกต่างกนั ไป เช่น วงกาหลอ ใชบ้ รรเลงในงานศพ วงดนตรหี นงั ตะลงุ
ใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลงุ โนรา เปน็ ตน้ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
เครอื่ งดนตรที ่ีใชบ้ รรเลงในวงดนตรพี น้ื บา้ นภาคใต้ท่สี ำาคญั ได้แก ่ ทบั รำามะนา กลอง โหมง่ ค่ ู
(ฆอ้ งคู)่ กลองชาตรี กรือโตะ และรอื บับ ใหน ักเรยี นรวมกนั สรปุ สาระสาํ คัญเรอ่ื ง
ประเภทของวงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค
กจิ กรรม ศิลปป์ ฏิบัติ ๒.๒ ลงกระดาษรายงาน นําสง ครผู สู อน

กจิ กรรมที ่ ๑ ให้นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ ๕ คน เลือกวงดนตรีไทย และวงดนตรีพน้ื บ้าน
ที่กลุ่มช่ืนชอบ แลว้ ร่วมกนั จัดนทิ รรศการเก่ยี วกับวงดนตรนี ้ันๆ ใหส้ วยงาม
กจิ กรรมท ่ี ๒ ใหน้ ักเรียนตอบคา� ถามต่อไปน้ี
๑. วงดนตรไี ทยแบ่งออกเป็นก่ีประเภท อะไรบา้ ง
๒. ว งดนตรีพื้นบา้ นของไทยแบ่งออกเป็นกีป่ ระเภท อะไรบ้าง

๓7

แนวตอบ กิจกรรมศิลปปฏบิ ตั ิ 2.2 กจิ กรรมท ี่ 2
1. วงดนตรีไทย แบง ออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก

• วงปพ าทย เปนวงดนตรที ีป่ ระกอบดว ยเครอ่ื งดนตรปี ระเภท “เครือ่ งต”ี เครือ่ งดนตรีทสี่ ําคญั หรือเปนตวั เอก ไดแ ก ระนาด และมีเครอ่ื งเปา คือ “ป”
เปนตวั สาํ คญั รองลงมา

• วงเครอ่ื งสาย เปน วงดนตรีทีป่ ระกอบดว ยเครือ่ งดนตรปี ระเภท “เครอื่ งสาย” เปน หลกั ไดแก ซอดว งกบั ซออู และมีเครอ่ื งเปา คือ “ขลยุ ” เปนตวั สําคญั รองลงมา
เคร่อื งดนตรีท่สี ําคัญอกี ชิน้ ท่ขี าดไมไดในวงเครื่องสาย คอื “จะเข”

• วงมโหรี เปนวงดนตรที ี่บรรเลงโดยใชเครอ่ื งดนตรีใน “วงปพ าทย” กบั “วงเครื่องสาย” มาผสมกัน
2. วงดนตรีพน้ื บา นของไทย แบง ออกเปน 4 ประเภท คอื วงดนตรพี ืน้ บา นภาคเหนือ วงดนตรีพ้ืนบา นภาคกลาง วงดนตรีพืน้ บา นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (อีสาน)

และวงดนตรพี ืน้ บานภาคใต

คมู่ ือครู 37

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate

ตรวจสอบผล Evaluate

ครพู จิ ารณาจากการสรปุ สาระสาํ คญั ของนกั เรยี น เครื่องดนตรีไทย และวงดนตรีไทย ถือวาเปนภูมิปญญาอยางหนึ่งของคนไทย
ในเร่ืองประเภทของวงดนตรพี ื้นบา น
เคร่ืองดนตรีที่พบเห็นอยูเปนประจําน้ัน สามารถจําแนกไดเปน ๔ ประเภท คือ เคร่ืองดีด
หลกั ฐานแสดงผลการเรยี นรู เครอ่ื งสี เครอ่ื งตี และเครอื่ งเปา เคร่อื งดนตรีแตล ะชนดิ แตล ะประเภทจะมีสสี นั และนํ้าเสียง
ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้ เครื่องดนตรีแตละชนิดหากนํามาผสมผสานกันก็จะกลายเปน
1. ผลการจัดนิทรรศการเรอื่ ง วงดนตรี ซงึ่ ในปจ จบุ นั ไดม กี ารพฒั นารปู แบบการบรรเลง กาํ หนดหลกั การประสมวง โดยแบง
“ดนตรไี ทยคแู ผน ดินทอง”
วงดนตรีไทยออกเปน ๔ ประเภท คือ วงปพาทย วงมโหรี
2. รายงานเกีย่ วกับหลักการใช และบาํ รุงรักษา วงเครื่องสาย และวงดนตรีพื้นบาน ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับ
เคร่ืองดนตรขี องไทย เครื่องดนตรีไทย จะเปนพ้ืนฐานที่ชวยใหเราปฏิบัติเก่ียวกับ
ดนตรีไทยไดอยางถกู ตอ ง และเขาใจมากขึ้น
3. ผลการสรุปสาระสาํ คัญในเร่อื งหลกั การใช
และบาํ รุงรกั ษาเครอื่ งดนตรขี องไทย

4. ผลการจัดนิทรรศการเรื่อง
“ดนตรไี ทยเอกลกั ษณค ูช าติไทย”

5. ผลการสรุปสาระสําคัญในเรือ่ งประเภท
วงดนตรพี นื้ บาน

๓๘

เกรด็ แนะครู ขอสอบ O-NET

ครูควรเปด ซีดีหรือดวี ดี หี รือสือ่ อนิ เทอรเ นต็ เกี่ยวกบั การบรรเลงดนตรขี อง ขอสอบป ’52 ออกเกี่ยวกบั ประเภทของเคร่ืองดนตรพี ืน้ บา น
วงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ใหนกั เรยี นชม เพ่อื ใหน กั เรยี นสามารถเปรียบเทยี บ ขอ ใดเปน เคร่ืองดนตรขี องภาคกลางทง้ั หมด
เสยี งรอง เสียงดนตรีของแตล ะวงวา มีลกั ษณะเดนอยา งไร เปน การจัดวงประเภทใด 1. ซอสามสาย กระจับป พณิ น้ําเตา
ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั ประเภทของวงดนตรพี น้ื บา นของไทย 2. จะเข ซอดว ง พณิ นํา้ เตา
ไดดีย่งิ ขึ้น 3. จะเข กระจับป พณิ เปย ะ
4. ซออู ซอดวง ซอสามสาย
มุม IT
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเคร่อื งดนตรีในขอ 1. - 3.
นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และการชมการแสดงดนตรี
ของวงดนตรีพ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ไดจาก http://www.youtube.com เปนการนําเอาเครื่องดนตรีของภาคตางๆ มาผสมกันระหวางเครื่องดนตรี
โดยคน หาจากคาํ วา วงดนตรพี ้นื บา น พืน้ บานภาคกลาง และดนตรีพ้นื บา นภาคเหนอื

38 คูม่ อื ครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

รอ งเพลง และใชเ ครอื่ งดนตรบี รรเลงประกอบ
การรองเพลงดว ยบทเพลงทห่ี ลากหลายรปู แบบ

สมรรถนะของผเู รยี น

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

คุณลกั ษณะอันพึงประสงค

1. มวี ินยั
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน
4. รักความเปนไทย

óหนว่ ยท่ี กระตนุ้ ความสนใจ Engage

หลักการขับรอ งและบรรเลงเคร่อื งดนตรีไทย ครูเปดซีดีหรอื ดีวีดเี ก่ยี วกบั การขับรอ ง
และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทยใหน ักเรียนชม
ตัวชวี้ ดั ถ้ ากลา่ วถึงดนตรไี ทยจะหมายรวมถงึ จากนั้นครถู ามนกั เรยี นถึงประสบการณการขับรอ ง
การบรรเลง และการขับร้อง ซ่ึงล้วนเป็น และบรรเลงเครอ่ื งดนตรีไทยของนกั เรยี น ถามี
■ ร้องเพลง และใช้เคร่อื งดนตรบี รรเลงประกอบการร้องเพลง เอกลกั ษณข์ องชาตทิ ไี่ มม่ ชี าตใิ ดเสมอเหมอื น นักเรยี นทเ่ี คยขบั รอ ง และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทย
ดว้ ยบทเพลงท่หี ลากหลายรูปแบบ (ศ ๒.๑ ม.๑/๓) การศึกษาเก่ียวกับการขับร้อง และบรรเลง ก็ใหนกั เรียนท่เี คยมปี ระสบการณอ อกมาสาธิตวธิ ี
เครอื่ งดนตรไี ทย จาำ เปน็ ตอ้ งศกึ ษาทงั้ ความหมาย การขบั รอ ง และบรรเลงเครอ่ื งดนตรไี ทยใหเ พอ่ื นฟง
สาระการเรียนรู้แกนกลาง ประเภทของการขับร้อง อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับ จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นทอี่ อกมาสาธติ วธิ กี ารขบั รอ ง
การขบั รอ้ ง หลกั การ และขนั้ ตอนในการฝกึ ขบั รอ้ ง และบรรเลงเครอ่ื งดนตรหี นาช้ันเรยี นวา
■ การรอ้ ง และการบรรเลงเครอ่ื งดนตรีประกอบการร้อง โดยเรมิ่ จากการฝกึ ขบั รอ้ งเพลงงา่ ยๆ เมอื่ รอ้ งไดแ้ ลว้
กค็ วรศกึ ษาวธิ กี ารปฏบิ ตั เิ ครอื่ งดนตรปี ระกอบไปดว้ ย • เพราะเหตใุ ดนกั เรยี นจงึ มคี วามชนื่ ชอบ
ในดนตรไี ทย
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอิสระ)

เกร็ดแนะครู

การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรนู ้ี ครคู วรนาํ ซดี หี รอื ดวี ดี เี กย่ี วกบั การขบั รอ ง
และบรรเลงเครอื่ งดนตรไี ทยมาเปด ใหน กั เรยี นชม เชน การขบั รอ งเพลงไทย การบรรเลง
เครอื่ งดนตรไี ทยชนดิ ตา งๆ การขบั รอ ง และบรรเลงเครื่องดนตรไี ทยประกอบ
เพลงไทยเดมิ หรอื เพลงพน้ื บา น เปน ตน เพอ่ื เปน การเปด โลกทศั นใ หแ กน กั เรยี น ครคู วร
อธบิ ายเพิม่ เติมวานกั เรยี นสามารถพบเหน็ การขบั รอง และบรรเลงเครือ่ งดนตรีไทย
ในงานพิธตี า งๆ ซ่ึงเพลงที่นํามาใชบรรเลงจะเปนเพลงไทยเดิม เนอื้ รอ งบางเพลง
นํามาจากคําประพนั ธท ไี่ พเราะในวรรณคดตี างๆ เชน พระอภยั มณี ลลิ ิตพระลอ
ขนุ ชางขุนแผน เปน ตน วงดนตรีทีน่ ํามาใชม ีอยู 3 ประเภท คือ วงปพาทย ใชบ รรเลง
ในงานพระราชพิธี และพิธีตางๆ วงเครื่องสาย ใชบรรเลงในงานมงคล และวงมโหรี
ใชบ รรเลงในงานมงคล โดยเฉพาะงานมงคลสมรส ซึ่งนับวาเปน เอกลกั ษณท สี่ าํ คัญ
ของการขับรอ ง และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทย

คมู่ อื ครู 39

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูเปดซดี หี รอื ดีวีดเี ก่ยี วกับการขับรอง ๑. ความหมาย และประเภทของการขบั รอง
ประเภทตางๆ ใหนกั เรยี นชม จากนนั้ ครถู าม การขบั รอ้ ง หมายถงึ การเปลง่ เสยี งออกมาเปน็ ถอ้ ยคา� เสยี งสงู -ตา่� ตามทา� นองทม่ี จี งั หวะ
นกั เรียนวา กา� หนดแน่นอน โดยค�าวา่ “ขับร้อง” มาจากค�าว่า “ขับ” กบั คา� ว่า “ร้อง”

• นักเรียนคิดวาการรอ งเพลงกับการขับรอ ง การขับ หมายถึง การเปล่งเสียงสูง-ต�่า เป็นท�านองตามบทเพลง หรือบทกวีนิพนธ์1
มีความเหมือนหรอื แตกตางกนั อยางไร โดยเน้นค�าเปน็ ส�าคัญ ไ2ม่มกี ารก�าหนดความส้ัน-ยาวของเสยี ง หรือจงั หวะทีแ่ น่นอน เชน่ การแหล่
(แนวตอบ การขับรอ งกบั การรอ งเพลง เปนการ การขบั กลอ่ ม ขบั เสภา ขบั ล�านา� การแอ่ว เป็นต้น
แสดงออกอยา งหนงึ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ภายในทางอารมณ
จติ ใจ และความรูสกึ ของมนษุ ย เชน การรอ้ ง หมายถงึ การเปลง่ เสียงออกมาเปน็ ท�านองเพลงท่มี ีจงั หวะแนน่ อน
อารมณรัก อารมณเศรา สนุกสนาน เปน ตน การขบั รอ้ งเพลงไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท ดงั นี้
จงึ เปนจุดเร่มิ ตนของการนําไปสูบ ทเพลง
เพราะมนษุ ยไ ดม กี ารนาํ บทประพันธประเภท ๑. การขบั รอ้ งอสิ ระ
วรรณคดีตา งๆ ทีม่ คี วามหมายลึกซ้งึื นํามาใส การขับร้องอิสระ หมายถึง การขับร้องท่ีไม่มีการบรรเลงดนตรีมาเก่ียวข้อง โดยท่ีผู้ขับร้อง
ทํานองใหเ กดิ ความไพเราะกนิ ใจหรืออาจแตง สามารถกำาหนดเสียงสูง-ตำ่า ได้ตามความพอใจ ไม่ต้องคำานึงถึงระดับเสียงของเคร่ืองดนตรี
ทาํ นองเพลง และบรรจคุ ํารองข้นึ มาใหม แต่ต้องรกั ษาระดบั เสียงให้คงท ี่ ไม่เพี้ยน อีกทั้งต้องระมัดระวังบทร้องใหถ้ กู ต้องตามแบบฉบับ เช่น
เพอ่ื ใหเกดิ ความเหมาะสมกลมกลืนกนั ) การฝกึ หดั ขบั รอ้ งในห้องเรียน เปน็ ต้น

สา� รวจคน้ หา E×plore ๒. การขบั ร้องประกอบดนตรี
การขับร้องประกอบดนตรี หมายถึง การขับร้องประกอบการบรรเลงเครื่องดนตรีอาจจะ
ใหนกั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรเู พม่ิ เตมิ บรรเลงรวมเปน็ วงหรือไมเ่ ป็นวงก็ได้ การขบั รอ้ งประเภทนี้ผูข้ ับร้องต้องคาำ นึงถงึ ระดบั เสียงรูปแบบ
เกย่ี วกับความหมาย และประเภทของการขับรอ ง แนวทาำ นอง และจงั หวะให้กลมกลืนเหมาะสมกับการบรรเลงเคร่อื งดนตรี ซ่ึงมีหลายลักษณะ ไดแ้ ก ่
จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน คลอ เคลา้ ลำาลอง และรอ้ งสง่ หรือรอ้ งรบั
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็ เปน ตน
• คลอ หมายถึง การขับร้อง และบรรเลงเพลงเดียวกันไปพร้อมๆ กัน โดยผู้บรรเลงดนตรี
อธบิ ายความรู้ Explain
ตอ้ งบรรเลงใหเ้ สยี ง และทาำ นองใกลเ้ คยี งกบั เสยี งของผขู้ บั รอ้ งใหม้ ากทสี่ ดุ เชน่ การขบั รอ้ งทมี่ ผี บู้ รรเลง
ครสู มุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอภปิ รายเกย่ี วกบั ซอสามสายคลอเสยี งของผขู้ บั รอ้ ง เป็นตน้
ความหมาย และประเภทของการขบั รอ ง ในหวั ขอ
การขับรอ งอิสระ และการขบั รองประกอบดนตรี • เคลา้ หมายถงึ การขบั รอ้ ง และบรรเลงเพลงเดียวกนั ไปพรอ้ มๆ กนั โดยท่ีผขู้ บั ร้อง และ
ตามท่ีไดศึกษามาหนาชน้ั เรียน พรอมกบั เปด ซดี หี รือ
ดวี ดี ตี วั อยา งการขบั รอ งทง้ั 4 ประเภท ใหน กั เรยี นชม ผ้บู รรเลงดนตรีตา่ งดำาเนนิ ทาำ นองตามทางของตนในระดับเสยี งเดยี วกนั
จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา
• ลำาลอง หมายถึง การขับร้องไปพร้อมๆ กับบรรเลง อาจจะเป็นเพลงเดียวกันหรือไม่ก็ได้
• นกั เรยี นชน่ื ชอบรปู แบบการขบั รอ งเพลงไทย
ประเภทใดมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด โดยผู้ขบั รอ้ ง และผบู้ รรเลงดนตรตี า่ งมอี ิสระไมข่ น้ึ แกก่ นั เพยี งแตเ่ ปน็ เพลงท่ีมรี ะดบั เสยี งเดยี วกัน
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เพือ่ ให้เกิดความไพเราะ และกลมกลนื
ไดอยา งอิสระ)
• รอ้ งสง่ หรอื รอ้ งรบั หมายถงึ การขบั รอ้ งสลบั กบั การบรรเลงเพลงเดยี วกนั โดยปกตผิ ขู้ บั รอ้ ง

จะร้องส่งให้ดนตรีรับทีละท่อน เม่ือดนตรีบรรเลงจบท่อนก็จะทอดจังหวะส่งให้ผู้ขับร้องร้องท่อน
หรือเพลงต่อไป การร้องส่ง หรือร้องรับ ผู้ขับร้องต้องขับร้องให้ระดับเสียงตรงกับเสียงของ
เครอ่ื งดนตรี

4๐

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE

1 การแหล เปน การเทศนท ใ่ี ชเสยี ง และทํานองประกอบกนั มงุ เนน ความไพเราะ ขอใดคอื สิ่งสาํ คญั ของการฝกขับรองเพลงไทยเบือ้ งตน
เปนสาํ คัญ เชน การเทศนมหาชาติ เปนตน การแหลจะมอี ยู 2 ลกั ษณะ ไดแ ก 1. วธิ กี ารนัง่ ขับรองเพลง
แหลใ น คือ การแหลต ามเนื้อความของรายมหาชาติ และแหลนอก คอื การแหล 2. การใชกาํ ลังเสียง และการผอ นลมหายใจ
นอกบท นอกเน้ือความของรา ยมหาชาติ 3. จงั หวะในการแบงสวนยอยของเพลง
2 ขบั เสภา เปนการเลา เรอื่ งทเ่ี กิดมาจากการเลา นทิ าน และเม่อื ไดรบั ความนยิ ม 4. การออกเสียงอกั ขระ และการออกเสยี งเอือ้ น
มากขนึ้ จงึ ไดแ ตง เปน กลอน แลว ใสทํานอง โดยใชกรับเปนเครอื่ งดนตรีตปี ระกอบ
จงั หวะ การขับเสภามีอยู 2 ประเภท คือ เสภาทรงเครอ่ื ง และเสภาราํ วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะในการฝกขับรองเพลงไทยเบื้องตน ขึ้น

มมุ IT ผเู รียนจะตอ งเรยี นรูในเรื่องของการใชก าํ ลงั เสยี ง และการผอ นลมหายใจ
คอื ตองออกเสียงดังอยางเต็มทใ่ี นชว งระยะลมหายใจแตละชวง เพ่อื ให
นักเรียนสามารถศึกษา หาความรูเ พ่ิมเตมิ เกีย่ วกับประเภทของ ออกเสยี งไดชดั เจน ไมข ้ึนจมกู และการผอนลมหายใจจะตอ งรูระยะ
การขบั รอ งเพลงไทย ไดจาก http://www.cdaat.bpi.ac.th การผอ นในแตละวรรค แตล ะชว ง การรองเพลงใหเ สียงดีน้ันขนึ้ อยกู ับวธิ ี
การหายใจทถ่ี กู ตอ ง เพราะในขณะหายใจลมจะผานหลอดเสียงทาํ ใหเกดิ เปน
เสียงตา งๆ ถา เราหายใจไดอ ยางสมา่ํ เสมอเสียงรองเพลงกจ็ ะสมา่ํ เสมอดวย

40 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๓. การขบั รอ้ งประกอบการแสดง ครูสุมนกั เรียน 2 - 3 คน ใหออกมาอภิปราย
การขับร้องประกอบการแสดง หมายถึง การขับร้องประกอบกิริยาอาการของนักแสดง เก่ยี วกับความหมาย และประเภทของการขับรอ ง
หรือบรรยายเร่ืองราว เพื่อดำาเนินเน้ือเร่ืองของการแสดงน้ันๆ เช่น การแสดงโขน ละคร ในหัวขอการขับรอ งประกอบการแสดง และการ
หนงั ใหญ ่ หนุ่ กระบอก เปน็ ตน้ การขบั รอ้ งประกอบการแสดง นอกจากผขู้ บั รอ้ งตอ้ งคาำ นงึ ถงึ ระดบั เสยี ง ขบั รองหมตู ามที่ไดศกึ ษามาหนาชัน้ เรียน จากนน้ั
ให้ตรงกับเครอ่ื งดนตรแี ลว้ ยังต้องใสอ่ ารมณ์ตามบทรอ้ ง เพอ่ื ให้ผชู้ มเกิดอารมณค์ ล้อยตามด้วย ครถู ามนกั เรยี นวา
๔. การขบั รอ้ งหมู่
การขับร้องหมู่ หมายถึง การขับร้องพร้อมกันมากกว่า ๑ คนขึ้นไป แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ • การเรยี นรเู รื่องความหมาย และประเภทของ
คอื การขบั รอ้ งหมูท่ ำานองเดียวกัน และการขับรอ้ งหมู่ประสานเสยี ง การขับรอง นักเรยี นสามารถนาํ มาประยกุ ต
ใชใ นชวี ติ ประจําวนั ไดอ ยา งไร
• การขับร้องหมู่ทำานองเดียวกัน หมายถึง การท่ีผู้ขับร้องทุกคนขับร้องทั้งเนื้อร้อง ทำานอง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
จังหวะ และระดับเสียงเดียวกัน พร้อมกัน การขับร้องลักษณะน้ีผู้ขับร้องทุกคนต้องคำานึงถึง
เน้ือร้อง ทำานอง จงั หวะ และระดับเสยี ง ใหอ้ อกมาเป็นหนึง่ เดยี ว • ปจจัยใดเปนปจ จยั สําคัญทีจ่ ะทําใหข ับรอง
เพลงไทยไดไพเราะ
• การขับร้องหมู่ประสานเสียง หมายถึง การขับร้องท่ีแบ่งผู้ขับร้องเป็นกลุ่มๆ ขับร้องเพลง (แนวตอบ ปจจยั ท่ีทําใหเกิดเสยี งรองทดี่ ี
และไพเราะน้ัน ไดแ ก อวยั วะในระบบตางๆ
เดียวกนั แตท่ ำานอง หรือระดับเสยี งอาจตา่ งกนั แลว้ แต่แนวประสานเสยี งทกี่ ำาหนด ของรา งกายมีการทาํ งานทปี่ ระสาน และ
โดยปกติการขับร้องเพลงไทย ถ้าเป็นเพลงไทยเดิมนิยมบรรเลงเคร่ืองดนตรีทั้งวงสลับรับ-ส่ง สมดลุ กนั ประสาทตา งๆ ทาํ งานกนั ดว ยความ
กบั การขบั รอ้ ง ยกเวน้ การขบั รอ้ งประกอบการแสดงทก่ี ารบรรเลง และขบั รอ้ งจะดาำ เนนิ ไปพรอ้ มๆ กนั สมั พนั ธ ตอ มไรท อ และฮอรโ มนมคี วามสมดลุ
สว่ นการบรรเลง และขบั รอ้ งเพลงพนื้ บา้ นสว่ นใหญ ่ เปน็ การขบั รอ้ งโดยมเี ครอ่ื งดนตรปี ระกอบ สุขภาพรา งกายสมบูรณ รวมถงึ กลองเสยี ง
จังหวะร่วมทำาจังหวะ เพ่ือให้เกิดความสนุกสนาน เช่น ลำาตัด พ่อเพลง แม่เพลง จะด้นบทร้อง และเสนเสียง ภาวะอารมณ และจิตใจ
ไปพรอ้ มกบั ผู้ตีเคร่อื งดนตรีประกอบจังหวะ คือ ราำ มะนา ฉง่ิ และรอ้ งรับเปน็ ลูกคู ่ เป็นตน้ เปน ปกติ มีพฤติกรรมการใชเสยี งทีถ่ ูกตอง
และอยใู นสภาพแวดลอ มท่เี หมาะสม)
กิจกรรม ศิลป์ปฏิบตั ิ ๓.๑
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
กิจกรรมท่ี ๑ ให้นกั เรยี นวเิ คราะห์วา่ การใชภ้ าษากับการรอ้ งเพลงมีความสัมพนั ธ์กนั อย่างไร
มาคนละ ๑ หน้ากระดาษรายงาน น�าสง่ ครผู ูส้ อน ใหนักเรยี นรว มกันสรุปสาระสําคัญเกี่ยวกับ
กิจกรรมท ี่ ๒ ใหน้ กั เรยี นฝึกขับรอ้ งเพลงเปน็ กลมุ่ หรอื ขบั รอ้ งหมู่ในเพลงเดียวกนั ให้ถูกตอ้ ง ความหมาย และประเภทของการขบั รอ ง
ตามคา� รอ้ ง ทา� นอง และจงั หวะ จากนน้ั ก็ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ออกมารอ้ งเพลงหนา้ ชน้ั เรยี น ลงกระดาษรายงาน นําสง ครูผสู อน

โดยมีครแู ละเพอ่ื นๆ คอยใหค้ ะแนน ตรวจสอบผล Evaluate
กิจกรรมท ี่ ๓ ให้นักเรียนตอบค�าถามตอ่ ไปน้ี
๑. อวยั วะสว่ นใดของร่างกายท่ีเราใชใ้ นการรอ้ งเพลง ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เก่ียวกับ
๒. คนทจี่ ะฝกึ หดั ขับรอ้ งไดด้ คี อื คนทม่ี ีคุณสมบตั ิอย่างไร ความหมาย และประเภทของการขบั รอง
๓. การขับร้องหมายถงึ ส่งิ ใด และมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย ของนักเรียน

4๑

แนวตอบ กจิ กรรมศิลปป ฏบิ ตั ิ 3.1 กิจกรรมท่ ี 3
1. ปาก หลอดเสยี ง กระบงั ลม ปอด ซี่โครง กลามเนือ้ หนาทอง ลําคอ ล้นิ ขากรรไกร
2. คณุ สมบตั ขิ องผขู ับรอ งทดี่ ี คอื ตองขบั รอ งใหไ ดเสยี งทช่ี ดั เจน ท้ังระดับเสียงทค่ี งท่ี ไมแ กวงไปมา ระดับความสูง-ต่าํ ของโนตทีถ่ ูกตอง สามารถควบคุมจังหวะการหายใจได

ยนื ลาํ ตวั ตรง หนาตรง หลังตรง ยดื อก ไหลผาย ไมเกร็งสว นใดสว นหนึ่งของรางกาย คิดถึงบรรยากาศ สรา งจนิ ตนาการตามความหมายของเนอ้ื เพลง เพอื่ ใหเสยี ง
ทเ่ี ปลงออกมาสามารถสื่ออารมณไ ดอยา งมีชีวิตชีวา ถายทอดอารมณตามทบเพลงไดถ กู ตอ ง
3. การขับรองเพลง เปน กิจกรรมสรา งสรรคท างดนตรีวิธีหนึ่ง ท่ีทําใหเ กดิ ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลินแกผรู อง และผูฟง ซึ่งการขับรองจะแบงออกเปน 2 ประเภท คอื
การขบั รองเดยี่ ว และการขบั รองหมู

คูม่ อื ครู 41

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครใู หน ักเรียนดแู ผนผังหลกั การ และขนั้ ตอน ๒. หลักการ และข้นั ตอนการขับรอ งเพลงไทย
การขับรอ งเพลงไทยทค่ี รนู ํามาติดไวหนาช้นั เรียน 2.๑ หลกั การขับร้องเพลงไทย
จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา หลักการขับร้องเพลงไทยที่ผู้ขับร้อง
ควรยดึ ปฏบิ ัติ มดี ังนี้
• แผนผงั นต้ี องการสอ่ื ความหมายในเรอ่ื งใด ๑) ท่านั่ง ในการขับร้องเพลงไทย
เปนสําคญั นยิ มนงั่ กบั พืน้ ตามแบบวัฒนธรรมไทย ปจั จุบนั
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอสิ ระ)

สา� รวจคน้ หา E×plore อนุโลมให้น่ังบนเก้าอ้ีได้ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความ
เหมาะสมของโอกาส และสถานที่
ใหนกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปน 2 กลุม ใหนักเรียน การน่ังขับร้อง ไม่ว่าจะนั่งกับพื้น
ศกึ ษา คน ควา หาความรเู พ่มิ เติมเกี่ยวกับหลักการ หรอื บนเกา้ อ ้ี ผขู้ บั รอ้ งตอ้ งนง่ั ตวั ตรง เพอื่ ใหเ้ สยี ง แสดงท่าทางการน่ังร้องเพลงไทย ซ่ึงผู้ขับร้องเพลงไทย
และขนั้ ตอนการขบั รอ งเพลงไทย จากแหลง การเรยี นรู จะตอ้ งสา� รวมกิรยิ า โดยน่งั ตัวตรง หน้าตรง และประสาน
ตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน หองสมดุ ชุมชน ผา่ นออกมาได้สะดวก สา� รวมกิริยา และอวัยวะ มือไว้บนตกั
อินเทอรเนต็ เปนตน ในหัวขอ ท่คี รูกาํ หนดให ตา่ งๆ ทั้งมือ และเท้าใหส้ ุภาพเรียบร้อย (ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ อจท.)
ดังตอไปนี้
๒) กระแสเสยี ง ต้องดแู ลรกั ษาให้สดใส กังวาน เป็นธรรมชาต ิ ไม่ควรบบี เสยี งให้สงู
กลุมที่ 1 หลกั การขับรองเพลงไทย เกินธรรมชาติ เพราะจะท�าให้ไม่ไพเราะ
กลมุ ท่ี 2 ขั้นตอนการฝก รอ งเพลงไทย ๓) ระดับเสยี ง ตอ้ งควบคมุ และรักษาระดับเสยี งให้ตรงกบั เสียงเครื่องดนตรเี สมอ
๔) ระบบการหายใจ ต้องควบคุมการหายใจเข้า-ออก ให้ถูกจังหวะ จึงจะได้เสียง
และถ้อยค�าทถี่ ูกตอ้ งชดั เจน
อธบิ ายความรู้ Explain ๕) ทา� นองเพลง ตอ้ งมคี วามถกู ตอ้ งแมน่ ยา� ตามทผ่ี ปู้ ระพนั ธก์ า� หนด ทงั้ คา� รอ้ ง ทา� นอง

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 1 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู และจงั หวะ
เพิ่มเติมเก่ียวกับหลักการขับรองเพลงไทย สงตัว ๖) อกั ขระ ตอ้ งระมดั ระวงั การออกเสยี งใหถ้ กู ตอ้ งตามหลกั ภาษา ทง้ั เสยี งสระพยญั ชนะ
แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูตามทไ่ี ดศึกษา วรรณยุกต์ ค�าควบกล�้า ร ล ได้ชัดเจน รวมถึงการแบ่งค�า และแบ่งวรรคได้อย่างเหมาะสม
มาหนาชนั้ เรียน ความหมายไม่ผิดเพ้ียน
จากนั้นครูถามนักเรียนวา ๗) อารมณเ์ พลง ควรศกึ ษาบทรอ้ งวา่ ใหอ้ ารมณใ์ ด เพอ่ื จะไดส้ อ่ื อารมณไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๘) ความกล้า และสมาธิ ขณะขบั รอ้ งต้องมีความมนั่ ใจ กล้าแสดงออก ควบคมุ สมาธิ
• เพราะเหตุใด ผูที่ตอ งการจะขับรอ งเพลง เพอ่ื ให้ขบั รอ้ งไดถ้ กู ต้อง ท้ังท�านองเพลง และระดบั เสยี ง
ใหมคี วามไพเราะนน้ั จะตอ งศกึ ษาหลกั การ
ขบั รอ งเพลงไทยกอ น เกร็ดศลิ ป์ 1
(แนวตอบ เพราะจะทําใหการขบั รอ งมีความ
ถกู ตองตามหลักการขับรอง และกอใหเ กิด เพลงทเี่ ราไดย้ นิ มอี ัตราจังหวะกี่ชั้น
ความไพเราะ บทเพลงมคี วามสมบรู ณ
และมคี ณุ ภาพมากยงิ่ ขนึ้ ดงั นนั้ ผขู บั รอ งจงึ ตอ ง ในการพิจารณาว่า ตอนใดของเพลงเป็นอัตราจังหวะ ๓ ชั้น ๒ ชั้น หรือชั้นเดียวนั้น ให้สังเกตจากเสียงของฉิ่ง
มีความรูในเรอ่ื งทานัง่ กระแสเสยี ง ระดบั เสียง เพราะปกติการตีฉ่ิงจะเร่ิมด้วยเสียง “ฉ่ิง” และจบด้วยเสียง “ฉับ” ถ้าช่วงระหว่างเสียงฉ่ิง และเสียงฉับห่างกันมาก
ระบบการหายใจ ทาํ นองเพลง อักขระ ก็แสดงว่าเป็นอัตราจังหวะ ๓ ช้ัน ถ้าช่วงจังหวะระหว่างเสียงฉ่ิงกับเสียงฉับเร็วกระชับ ห่างกันปานกลาง ก็แสดงว่า
อารมณเพลง ความกลา และสมาธิ) เป็นอตั ราจงั หวะ ๒ ชน้ั และถ้าชว่ งจงั หวะเสียงฉ่งิ กับเสยี งฉับเรว็ กระชับตดิ กัน ก็แสดงวา่ เป็นอัตราจังหวะชั้นเดยี ว

42

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
1 อัตราจงั หวะ สามารถแบงออกเปน 3 ระดับ คอื อตั ราจังหวะชน้ั เดียว
อัตราจังหวะ 2 ชน้ั (มจี ํานวนหองเพลงเปน 2 เทา ของอตั ราจังหวะชน้ั เดียว) ในการขับรอ งเพลงไทยทา นง่ั ท่ีถูกตองคือขอใด
และอตั ราจังหวะ 3 ชน้ั (มีจํานวนหอ งเพลงเปน 2 เทา ของ 2 ชน้ั หรอื 4 เทา 1. นง่ั บนเกาอ้ี
ของอัตราจงั หวะชนั้ เดยี ว) เพลงไทยจะมีการแบงหอ งเพลงออกเปน เลขคู ใน 1 ชุด 2. นง่ั คกุ เขา
หรอื 1 แถว จะมี 8 หอง หรอื 4 หอ ง โดยแตละหองจะมี 4 จงั หวะ แตละจงั หวะ 3. นงั่ พบั เพยี บ
คอื 1 ตัวโนต ดงั นั้นเสยี งฉิ่งที่จะปรากฏอยใู นเพลงแตล ะอัตราจังหวะสามารถ 4. นัง่ ไขวหา ง
มองเห็นในรูปของตารางไดดังนี้
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะในการขบั รองเพลงไทยสว นใหญ
จงั หวะ 3 ช้นั - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั
จังหวะ 2 เดียว - - - ฉ่ิง - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉับ ผูขบั รองสว นใหญจะน่งั ราบกับพื้นเวทเี ชนเดยี วกับนักดนตรี ดงั น้ันผขู ับรอ ง
จงั หวะชนั้ เดยี ว - ฉิ่ง - ฉบั - ฉ่ิง - ฉับ - ฉิง่ - ฉับ - ฉง่ิ - ฉบั จงึ ตอ งน่ังพับเพยี บใหเ รียบรอ ย สาํ รวมกิริยา นงั่ ตัวตรง ขณะรอ งใหห ันหนา
ไปทางผชู มเสมอ เพ่ือใหผ ูช มไดยนิ เสยี งรอ งอยางชัดเจน และเห็นการบรรเลง
ดนตรปี ระกอบไปดว ย

42 คมู่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 2 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
เพิ่มเติมเก่ยี วกบั ข้นั ตอนการฝกรอ งเพลงไทย
2.2 ข้นั ตอนการฝกึ ขับรอ้ งเพลงไทย สง ตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามทไ่ี ด
การฝึกรอ้ งเพลงไทย ประกอบด้วยข้ันตอนตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน ี้ ศึกษามาหนา ชัน้ เรียน จากน้ันครูถามนักเรยี นวา

๑) การฝกึ หายใจ และการออกเสยี ง เปน็ การฝกึ เพอื่ ใหอ้ วยั วะทเี่ กยี่ วกบั ระบบการหายใจ • การขับรอ งเพลงไทยประกอบดว ยขน้ั ตอน
ใดบา ง
ใชง้ านไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ และมปี ระสทิ ธภิ าพ ขน้ั ตอนการฝกึ จะประกอบดว้ ยการสดู ลมหายใจเขา้ (แนวตอบ การฝกขับรอ งเพลงไทยประเภท
ทางจมกู ใหม้ ากทสี่ ดุ เทา่ ทส่ี ามารถทา� ได ้ เมอื่ ลมหายใจเขา้ ไปในปอด ทอ้ งจะปอ่ งเลก็ นอ้ ย ใหก้ กั ลม ตา งๆ มขี ัน้ ตอนในการปฏิบตั ดิ ังน้ี คือ
ไว้ใหม้ ากทส่ี ดุ ค่อยๆ ระบายลมออกมาทางปากช้าๆ จนหมด แล้วจงึ สดู ลมเข้าไปใหม ่ การฝก หายใจ การฝก ออกเสียง
การจะกักลมหายใจให้ได้มาก และระบายลมออกมาอย่างสม่�าเสมอเป็นเวลานานนั้น และการฝก ออกเสียงสูง-ตํ่า)
ควรนงั่ หรือยนื ตัวตรง ศรี ษะต้งั ตรง เม่ือฝกึ การหายใจเข้า และกกั ลมไวไ้ ดม้ ากแลว้ ขนั้ ต่อไปให้
ระบายลมออกชา้ ๆ พร้อมกบั ออกเสียงมาดว้ ย ใหเ้ สียงตอ่ เน่ืองอยา่ งสม�า่ เสมอ และยาวทสี่ ดุ เทา่ ท่ี • การหายใจทีถ่ กู ตอ งมีความเกย่ี วของ
จะท�าได ้ เสยี งทอี่ อกมาอาจใชเ้ สยี งเออ อา ลา การระบายลมพรอ้ มกับการออกเสยี งนัน้ ควรเคาะ กับการรองเพลงไทยอยา งไร
จังหวะ หรือนับไปด้วย เช่น (แนวตอบ การรอ งเพลงใหเสยี งดีนนั้ ขนึ้ อยูก บั

ออกเสยี ง อา วธิ กี ารหายใจท่ถี ูกตอง ถา เราหายใจ
เคาะจังหวะ ๑ ๒ ๓ ๔ - - - - - - - - สม่ําเสมอเสียงรองเพลงก็จะสมาํ่ เสมอดว ย)

๒) การฝึกออกเสียงสูง-ต�่า เป็นการฝึกเพื่อให้ออกเสียงชัดเจนตรงตามตัวโน้ต • การเออ้ื นมคี วามสาํ คัญวาอยางไร
ทา� นองเพลง ระดับ และคุณภาพของเสียง การฝึกออกเสยี งควรใช้เสียงของเครื่องดนตรปี ระกอบ กับการรองเพลงไทย
ในการฝกึ ฝกึ โดยการออกเสยี งใหเ้ ทา่ กบั เสยี งของเครอื่ งดนตรที เ่ี ลน่ หรอื บรรเลงดนตรไี ทย ควรใช้ (แนวตอบ การเอ้อื น คือ การเปลงเสยี งทไ่ี มมี
เสียงของระนาด ฆ้องวง หรือขล่ยุ ดนตรีสากลควรใช้เสียงของเปียโน อิเลก็ โทน หรือรคิ อรเ์ ดอร์ ความหมาย แตเปน ทํานองประกอบคํารอง
การฝึกออกเสียงน้ี ควรฝึกต้ังแต่เสียงยาวถึงเสียงส้ัน คือ ๔ จังหวะ ๓ จังหวะ ๒ จังหวะ มจี ุดประสงคเพ่ือใหก ารรองครบถวน
และ ๑ จงั หวะ นอกจากน ี้ ยังมีการฝึกร้องเพลง ตามจงั หวะหนา ทับ วธิ กี ารเอ้ือนโดยปกติ
ในลักษณะต่างๆ อีก คอื จะใชเ สียงอือ ฮอื เออ เฮอ เงอ เงย
๑. ฝกึ การเออ้ื นแบบตา่ งๆ (สา� หรบั ใสทาํ นองใหเ หมาะสม และสัมพันธก บั
เพลงไทย) เชน่ ออกเสยี งออื เออ เอย เป็นต้น คาํ รอ ง)
๒. ฝึกร้องเพลงทีละวรรคหรือ
ทลี ะบรรทดั โดยต้องฝึกร้องให้ถูกตอ้ งทั้งคา� ร้อง • นกั เรยี นเหน็ ดว ยหรือไมก ับคําวา
และท�านอง แลว้ จึงร้องตอ่ เน่อื งจนจบทั้งเพลง 1 “เพลงจะไพเราะไดก็เพราะมกี ารออกเสียง
๓. ฝึกร้องท้ังเพลงโดยการร้อง ทถี่ กู ตอง”
การแสดงลา� ตดั ใชก้ ารขบั รอ้ งประกอบการแสดง ผขู้ บั รอ้ ง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ควรค�านึงถึงระดับเสียง และต้องใส่อารมณตามบทร้อง ไดอ ยา งอสิ ระ ครเู นน ใหเ หน็ วา
คลอไปกบั เพลงทเี่ ปดิ จากวทิ ย ุ หรอื เครอื่ งเลน่ เทป เพอ่ื ใหผ้ ู้ชมเกดิ อารมณค ล้อยตาม “การออกเสยี งคําตางๆ ใหถูกตอ ง
เพ่ือฝกึ การลงจงั หวะของเพลง (ที่มาของภาพ : http://www.entertainment.thaiza.com) และชัดเจนน้ัน ผูขับรอ งจะตอ งมีความรู

ความเขา ใจเกี่ยวกบั สระ และพยญั ชนะ
ท่ีประกอบกันเปน คํานั้นๆ ดว ยการออกเสยี ง
4๓ ใหถ กู ตอ ง ชดั เจน เพราะจะทาํ ใหค วามหมาย

บูรณาการเช่อื มสาระ ของคําไมผิดเพ้ียน”)

จากการศกึ ษาเกย่ี วกับหลกั การ และขัน้ ตอนการฝกขับรองเพลงไทย นักเรียนควรรู

สามารถเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนในกลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย 1 ลาํ ตัด เปนการแสดงท่ีดัดแปลงมาจากลิเกบนั ตนของแขกมลายู มลี ักษณะตดั
ในเรื่องการของการออกเสียงใหถ ูกตอ งตามหลกั ภาษาไทย เพราะการเรียนรู และเฉือนกันดวยเพลง (ลํา) การวา ลาํ ตดั จงึ เปน การวา เพลงรบั ฝป ากของฝา ยชาย
ในเรือ่ งหลักการ และข้นั ตอนขบั รองเพลงไทย นักเรยี นมคี วามจําเปนตอ ง และฝา ยหญิงโดยตรง มที ั้งบทเกีย้ วพาราสี ตอ วา เสยี ดสี แทรกลกู ขัด ลกู หยอด
เรียนรูก ารออกเสียงทถ่ี กู ตองทัง้ เสียงพยัญชนะ วรรณยุกต สระ คาํ ควบกลา้ํ สาํ นวนกลอนมนี ยั ยะออกเปนสองแงส องงาม เครื่องดนตรีท่ีใช คอื กลองราํ มะนา
ร, ล การออกเสียงสระใหตรงตัว อยา ทาํ เสยี งอน่ื ปนหรอื อยา ออกเสยี งผดิ ๆ ฉง่ิ วิธกี ารแสดงจะมตี น เสยี งรองกอ น โดยสง สรอยใหลูกคูรอ งรับ แลวจึงดนกลอน
สาํ หรบั คาํ ทม่ี สี ระผสมควรรอ งสระตามคาของตวั โนต ไมเ นนสระจนเกนิ ไป เดนิ ความ เมื่อลงลกู คูก็จะรบั ดว ยสรอยเดมิ พรอ มกบั ตีราํ มะนา และฉิง่ เขา จงั หวะ
รองตอ สระคําหน่งึ ไปยงั อีกคําหนงึ่ ใหตอเนื่องกนั ซง่ึ จะชวยใหน กั เรียน การรอ งรับน้นั ดวย
สามารถขบั รองเพลงไทยไดด ีย่งิ ขึน้

มุม IT

นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควาเพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงลําตดั
ไดจาก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา ลาํ ตดั

คมู่ ือครู 43

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขา้ า้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

1. ใหนักเรียนสรุปสาระสาํ คัญเกยี่ วกับหลกั การ เสรมิ สาระ ศพั ทสังคตี
และข้ันตอนการฝก ขับรองเพลงไทย
เขยี นเปน แผนผงั ความคดิ (Mind Mapping) ศพั ทสงั คีต หมายถงึ ศัพทเ ฉพาะท่ีใชใ้ นวงการดนตรไี ทย เพอ่ื ใชใ้ นการสือ่ สาร และสิื่อความเขา้ ใจกัน
ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผูส อน ศัพทสังคีตท่ีผู้เรียนควรทราบเกี่ยวกับการขับร้องเพลงไทย มีดังน้ี

2. ใหน ักเรียนศึกษาคําศพั ทส งั คตี ที่ใชในการฝก ๑. ขับ คือ การเปล่งเสียงออกไป โดยถือถ้อยค�าเป็นส�าคัญ ด�าเนินท�านองเป็นแนว มีอัตราความ
ขับรองเพลงไทยเพ่มิ เติม นอกเหนอื จาก
ในหนงั สือเรียน หนา 44 จากน้นั ใหน กั เรียน สน้ั -ยาวไมแ่ น่นอน การใหค้ วามส�าคญั อยู่ที่ถอ้ ยคา� ของการขับ ดงั นน้ั แนวทา� นองจงึ ต้องน้อมเข้าส่ถู ้อยคา�
เขียนคาํ ศพั ท พรอ มความหมายทไี่ ดศกึ ษา
เพิ่มเตมิ จํานวน 10 คาํ ลงกระดาษรายงาน ท่ขี บั เช่น การขบั เสภา เป็นต้น
นาํ สงครูผูส อน จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา 2. ทอน คือ สัดส่วนของบทเพลงใช้กับท�านอง หรือบทร้องก็ได้ เพลงหน่ึงอาจมีท่อนเดียว
• ศพั ทส ังคีตมีความสาํ คญั ตอ การขบั รอ ง
เพลงไทยอยา งไร หรอื หลายท่อนกไ็ ด้ เช่น เพลงสาลิกาแก้ว มีทอ่ นเดยี ว เพลงนางนาคมี ๒ ท่อน เพลงแขกมอญบางขุนพรหม
(แนวตอบ ศทั พสังคตี เปนศัพททีใ่ ชส อื่ สาร
ทาํ ความเขา ใจในการขบั รอง และบรรเลง ม ี ๓ ท่อน เพลงชมแสงจนั ทรม ี ๔ ทอ่ น เปน็ ตน้
ดนตรไี ทย ดงั นัน้ ผทู ี่จะฝก ขบั รอ งเพลงไทย ๓. ทำานองเพลง คือ แนวท�านองเพลงท่ีประพันธข้ึน มีระดับเสียงสูง-ต่�า, ส้ัน-ยาว, เบา-หนัก
ทกุ คนตอ งเรยี นรูเ กยี่ วกับศพั ทสังคตี ทใี่ ช
ในการขับรอ งเพลงไทยดวย) สลับสับสอดกัน มีประโยค วรรคตอน สัมผัสถูกต้องตามกฎเกณฑของหลักวิชาการดนตรี ก่อให้เกิด

ตรวจสอบผล Evaluate ความไพเราะ โศกเศรา้ สนุกสนาน ไปตามจินตนาการของผูป้ ระพันธ
4. เพี้ยน คือ การร้อง หรือบรรเลงเพลงที่ระดับเสียงไม่ตรงกับระดับเสียงท่ีถูกต้อง คลาดเคล่ือน
1. ครพู ิจารณาจากการเขยี นแผนผงั ความคดิ แม้เพียงเลก็ นอ้ ยก็เรียกว่า “เพยี้ น” ท้งั ส้นิ
สรปุ สาระสาํ คญั ของหลกั การ และขัน้ ตอน 5. อตั ราชนั้ คอื การก�าหนดเรยี กเพลงตามสดั ส่วน โดยมีหน้าทบั จงั หวะ และกล่มุ กลอนของท�านอง
การฝกขับรองเพลงไทย เป็นแนวกา� หนด อัตราชนั้ ในดนตรไี ทยแบง่ ออกเป็นอัตรา ๔ ชั้น (บางแหง่ เรียกวา่ “อัตรา ๖ ชัน้ ”) คอื

2. ครูพจิ ารณาจากการเขยี นคําศพั ทสงั คีต อตั รา ๓ ชั้น, อัตรา ๒ ชั้น, อัตราช้ันเดยี ว และอัตราครึ่งชั้น เช่น เพลงดาวจระเข้ ๔ ช้ัน เพลงราโค ๓ ชน้ั

เพลงนางนาค ๒ ช้ัน เพลงโสมสอ่ งแสงชน้ั เดยี ว เพลงมลุ ่งครง่ึ ชนั้ เป็นตน้
๖. เอื้อน คือ การเปล่งเสียงขับร้องออกจากล�าคอตามแนวของท�านองเพลง เป็นเสียงเออ เอ่อ เอย

อือ ฮือ เพื่อเชอื่ มคา� ร้องกับทา� นองใหส้ ัมพนั ธ และมคี วามกลมกลนื กนั
7. ตับ คอื เพลงหลายๆ เพลง ท่นี �ามารอ้ งหรอื บรรเลงตดิ ต่อกัน สามารถแบ่งได ้ ๒ ชนดิ ได้แก่

๗.๑ ตับเพลง คือ เพลงที่น�ามาขับร้องหรือบรรเลงนั้น จะต้องมีอัตราเดียวกัน มีท่วงท�านองที่

ผสมผสานกลมกลืนกนั โดยไมต่ ้องคา� นึงถึงบทรอ้ งวา่ จะเป็นเพลง ๓ ช้นั ทกุ เพลงหรอื เพลง ๒ ช้ัน ทุกเพลง

กไ็ ด ้ เนอ้ื หาของเพลงอาจเป็นเรื่องเดียวกนั หรอื คนละเรือ่ งก็ได ้ เชน่ เพลงตับ เพลงลมพดั ชายเขา เปน็ ตน้

๗.๒ ตับเรื่อง คือ เพลงที่น�ามาร้อง หรือบรรเลงติดต่อกัน ต้องมีบทร้องเป็นเรื่องเดียวกัน

สว่ นทา� นองเพลงอาจต่างอัตรา หรอื ตา่ งประเภทกนั ก็ได้ เช่น เพลงตับนางลอย เป็นต้น
๘. เถา คือ เพลงทบ่ี รรเลง หรือขับรอ้ งติดต่อกนั โดยมอี ัตราจังหวะลดหล่นั ตามลา� ดับจากอตั รา ๓ ช้ัน

อัตรา ๒ ชน้ั และอัตราชัน้ เดียว เช่น เพลงราตรีประดับดาวเถา เปน็ ต้น

44

เกรด็ แนะครู ขอ สอบ O-NET

ครคู วรเพม่ิ เติมความรใู หก บั นักเรียนในเรื่องของศพั ทสังคีตทีใ่ ชในการขับรอง ขอสอบป ’50 ออกเก่ยี วกบั หลกั การขบั รอง
เพลงไทยนอกเหนือจากในหนงั สือเรยี น เชน การขับรองในขอ ใดทใ่ี ชเทคนิคในการขับรอ งใกลเคยี งกนั มากท่สี ุด
1. การขับรองโอเปรา และการขับรองประสานเสียง
เพี้ยน ไดแก เสยี งท่ไี มตรงกบั ระดับเสยี งทถี่ ูกตอง เพยี้ นกค็ ือผดิ แตเ ปนการผิด 2. การขบั รองเพลงพน้ื บาน และการขับรอ งประสานเสยี ง
เพียงเลก็ นอย ไมวา เสียงรอ งหรือเสยี งดนตรี ถา หากวาไมตรงกับระดับเสียงท่ถี กู ตอง 3. การขบั รอ งเพลงไทย (เดิม) และการขบั รองเพลงพืน้ บาน
แมแตเ พยี งเลก็ นอ ยก็เรียกวา “เพย้ี น” ทั้งสิ้น 4. การขับรองเพลงแจส และการขับรองโอเปรา

ลูกคู คือ คนรอ งทีร่ องเปนหมตู ้งั แต 2 คน ข้นึ ไป โดยปกตจิ ะรองตอจากตนเสียง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะการขบั รอ งเพลงไทย (เดมิ )
หรอื รองซ้าํ ทต่ี นเสยี งรอ งมาแลว
และการขับรองเพลงพ้นื บา น มีการใชเ ทคนคิ การรองทใ่ี กลเคยี งกนั
ครอ ม หมายถงึ การขบั รอ งท่ดี ําเนนิ ไปไมต รงกบั จังหวะท่ถี ูกตอง เสยี งที่ควร ทง้ั ในดา นหลกั การขับรอ ง และขัน้ ตอนการฝก ขบั รอง
จะตกลงตรงจังหวะกลายเปน ตกลงในระหวางจงั หวะ ซง่ึ กระทําไปโดยไมมเี จตนา
และถือวาเปน การกระทาํ ท่ีผิด เรยี กอยางเต็มวา “ครอมจังหวะ” เปน ตน

44 คมู่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๓. หลกั การบรรเลงเครอ่ื งดนตรีไทย ครูนาํ ซอดวงมาใหนกั เรยี นดู จากนั้นครถู าม
นักเรยี นวา
เครอื่ งดนตรไี ทยทเ่ี หมาะสมสา� หรบั การเรยี นเปน็ กลมุ่ ในชน้ั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑
คือ ซอด้วง และขลุย่ เพียงออ • นักเรยี นรจู กั เคร่อื งดนตรีชนดิ นห้ี รอื ไม
ถา รจู กั เครอื่ งดนตรชี นดิ นม้ี ชี อ่ื เรยี กวา อยา งไร
๓.๑ ซ๑)อ ดสว้ว่ นงประกอบของซอด้วง ซอดว้ ง เปน็ เคร่ืองดนตรีประเภทเครอ่ื งส ี มีทวน1ซอยาว (แนวตอบ ซอดวง)

ประมาณ ๒๘ เซนติเมตร ปลายบนสดุ ของทวนจะมลี ักษณะแบนเป็นรูปสเ่ี หลี่ยมงอนไปดา้ นหลงั 2 • นักเรยี นชอบเครื่องดนตรชี นิดน้หี รอื ไม
เลก็ นอ้ ย เรยี กวา่ “โขน” ถดั จากโขนลงมาเจาะรทู ะลจุ ากดา้ นซา้ ยไปดา้ นขวา ๒ ร ู สา� หรบั สอดลกู บดิ เพราะเหตใุ ด
ท่ใี ช้ส�าหรับร้อยสายทงั้ ๒ สาย ได้แก่ สายบน คือ สายทุ้ม ส่วนสายล่าง คือ ส3ายเอก ถัดจากลูกบดิ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
สายเอกลงมาใชเ้ ชือกรดั สายซอใหห้ ่างจากทวนพอประมาณ เรยี กวา่ “รัดอก” ปลายทวนดา้ นลา่ ง ไดอยางอิสระ)
สอดผา่ นกะโหลกซงึ่ เปน็ กล่องเสยี ง มลี กั ษณะคลา้ ยกระบอก เดมิ ท�าดว้ ยไม้ไผต่ ่อมาใช้ไมเ้ นือ้ แขง็
เชน่ ไมช้ ิงชนั ไมป้ ระดู ่ ไม้ล�าเจยี ก เป็นตน้ แต่งให้ได้รปู ทรงกระบอก ขดุ ขา้ งในเปน็ โพรงทะลุ สา� รวจคน้ หา E×plore
ด้านหน้าใชห้ นงั งเู หลือมขึง และใช้เศษไม้เลก็ ๆ เรียกวา่ “หยอ่ ง” วางตรงกลางหน้าซอ เพอื่ หนนุ
สายทั้ง ๒ สาย ไมใ่ ห้ตดิ กับหน้าซอ สว่ นตอนบนและล่างของกะโหลกเจาะรสู �าหรับสอดทวน ใหน กั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรูเพ่ิมเตมิ
เหตทุ เ่ี รยี ก4วา่ “ซอดว้ ง” เพราะกะโหลกมรี ปู รา่ งลกั ษณะคลา้ ยดว้ ง (เครอ่ื งมอื ทใี่ ชด้ กั สตั ว)์ เกี่ยวกบั ซอดว งจากแหลงการเรียนรตู างๆ เชน
เวลาบรรเลงใชค้ นั ชกั (ทา� ดว้ ยไมเ้ นอื้ แขง็ และขงึ ดว้ ยหางมา้ แลว้ ถดู ว้ ยยางสน) ส ี หรอื ลากผา่ นสาย หอ งสมุดโรงเรียน หอ งสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ นต็
เพอ่ื ทา� ให้เกิดเสยี ง เปน ตน ในหัวขอ ทีค่ รูกําหนดให ดังตอ ไปน้ี

1. สวนประกอบของซอดว ง
2. วิธกี ารฝกหดั ซอดว ง

อธบิ ายความรู้ E×plain

ลูกบดิ สำยทุ้ม ทวน ใหนกั เรียนรวมกนั อธบิ ายเกีย่ วกับลักษณะของ
ลูกบดิ สำยเอก คนั ชัก ซอดวงตามท่ีไดศึกษามา ครูเปดตัวอยางบทเพลง
กะโหลก ทบ่ี รรเลงดว ยซอดวงใหนกั เรยี นฟง จากนั้นครูถาม
รดั อก นกั เรยี นวา
45
หยอ ง • เสียงของซอดว งใหความรสู กึ อยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยา งอสิ ระ)

• ซอดวงมีลักษณะคลายกับเคร่อื งดนตรี
ชนดิ ใดของจนี
(แนวตอบ ซอดว งมีลกั ษณะคลายซอของ
ประเทศจนี ทม่ี ชี อ่ื วา “ฮ-ู ฉนิ ” เพราะมรี ปู รา ง
คลายเครื่องดักสตั ว และทาํ ดว ย
กระบอกไมไ ผเ หมอื นกัน)

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นักเรยี นควรรู

ซอดวงมีความแตกตางจากซออูอยางไร 1 ทวน ทาํ จากไม แบงออกเปน 2 ตอน ไดแ ก ทวนบน สําหรบั ซอดว งเรยี กวา
1. ซอดว งดาํ เนินทาํ นองเสยี งสงู ซออดู ําเนินทํานองเสยี งตา่ํ “โขน” จะตดิ อยูกบั ลูกบิด และทวนลางจะอยูตดิ กบั กระบอกซอ
2. ซอดว งมกี ะโหลกซอเปนไมล ําเจียก ซออมู กี ะโหลกซอเปน กะลา 2 ลูกบิด ใชปรบั เสียง มี 2 อนั คอื ลกู บดิ อนั บนของสายทมุ และลูกบดิ อันลาง
3. ซอดวงเลนในวงเครื่องสาย ซออูเลนในวงมโหรี ของสายเอก
4. ซอดว งมรี ปู รา งเหมือนกับซอของจนี ที่เรียกวา ฮ-ู ฉิ 3 รดั อก ทาํ หนาที่รัดสายซอเขากบั คันซอ
4 คันชัก รูปรางคลา ยกบั คนั ธนูหรือหนา ไม มีหางมา สาํ หรับสีสายซอใหเกิดเสยี ง
ซออมู รี ปู รางเหมอื นกบั ซอของจีนทเี่ รยี กวา ฮ-ู ฮู ซ่ึงจะอยูระหวา งสายทมุ และสายเอก

วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเปน เครื่องดนตรที ร่ี ปู รางเหมือนกบั

ซอของจีนเหมอื นกนั แตมกี ารเรียกชื่อที่แตกตางกัน

มมุ IT

นักเรยี นสามารถศึกษา คนควา เพ่มิ เติมจากการฟง และชมการบรรเลงเพลง
ดว ยการสซี อดว ง ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา
การสีซอดวง

คมู่ ือครู 45

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

1. ใหนักเรยี นรว มกนั อธิบายเกย่ี วกับวิธีการฝก หดั ๒) วิธกี ารฝึกหัดซอดว้ ง เรมิ่ แรกตอ้ งเทยี บสายทงั้ ๒ สาย ใหเ้ ข้ากนั โดยใชม้ ือขวา
ซอดว งตามทไ่ี ดศ กึ ษามา โดยใหน กั เรยี นดแู ผนผงั
ของเสียงทเ่ี กดิ จากสายทมุ และสายเอก จบั ทปี่ ลายคนั ชักดา้ นขวา มอื ซ้ายคอ่ ยๆ บดิ ลูกบดิ สายเอก (ลูกลา่ ง) ข้ึน-ลง ใหไ้ ดเ้ สียง “เร” และ
ของซอดวง จากในหนังสือเรยี น หนา 48 บิดลกู บดิ สายท้มุ (ลกู บน) ใหไ้ ดเ้ สียง “ซอล” ถา้ บรรเลงรวมวงให้ใชเ้ สยี งขลุ่ยเพยี งออเปน็ หลกั
จากนั้นครูถามนักเรยี นวา ในการเทียบสาย จากนนั้ ใช้มอื ซา้ ยจบั ทวนซอ หา่ งจากรัดอกลงมาเลก็ น้อย โดยใชง้ ่ามนวิ้ ระหวา่ ง
• นักเรียนตองรจู กั สิ่งใดกอนการจะฝกสีซอดว ง นิ้วหวั แม่มือกับนิ้วชห้ี นีบทวนซอใหแ้ น่น ไมใ่ ห้เลื่อนขึ้น หรือลง เพราะจะท�าให้ระดับเสียงไม่คงท่ ี
(แนวตอบ นกั เรียนตองเรียนรูวธิ กี ารจบั ซอ ยกข้อมอื ขนึ้ เลก็ น้อย อยา่ ใหฝ้ ่ามอื แนบกบั ทวนซอ กางนิว้ ออกใหไ้ ดร้ ะยะความห่างเท่าๆ กนั
การจับคนั ชัก และฝก ทา ทางในการสซี อ ส�าหรับมือขวา จับที่ปลายคันชกั ดา้ นขวา ห่างจากหมุดท่ียึดหางม้าประมาณ ๓-๔ นว้ิ
หากเปน การฝกสวนตวั นักเรยี นสามารถนงั่ โดยใชน้ วิ้ นางสอดเขา้ ไปตรงกลางระหว่างคันชัก (ส่วนที่เปน็ ไม)้ กบั หางม้า สา� หรบั เหน่ียวหางม้า
เกาอที้ ี่ไมม พี นกั พิงได แตห ากบรรเลงตามงาน ให้ถูกสายที่ต้องการ ส่วนนิ้วช้ีและนิ้วกลางจับอยู่ด้านนอกของคันชัก น้ิวหัวแม่มือวางไว้ด้านบน
หรอื ในโอกาสตา งๆ ควรนงั่ พบั เพยี บ ลาํ ตวั ตรง ของคันชัก ใช้ปลายน้วิ ดนั คันชกั เพอ่ื บังคบั คันชักเวลาลากใหเ้ ท่ยี ง นวิ้ กอ้ ยอยู่ด้านในสุด ใชช้ ว่ ยส่ง
ไหลตรง) คันชกั เมอื่ ต้องการสสี ายเอก ลากคนั ชกั ให้เปน็ เส้นตรง ให้ปลายทางขวาเฉยี งออกนอกตัวเล็กน้อย
• นักเรยี นมวี ิธกี ารฝกสีซอดวงอยางไร คนั ชกั ทลี่ ากไปทางขวามอื เรยี กวา่ “คนั ชกั ออก” และทล่ี ากไปทางซา้ ยเรยี กวา่ “คนั ชกั เขา้ ” ฝกึ ลาก
(แนวตอบ ฝกสสี ายเปลากอน การสสี ายเปลา คนั ชกั โดยลากคนั ชกั ออก (ไปทางขวา) เสยี งซอล (สายทมุ้ เปลา่ ) และลากคนั ชกั เขา้ (ไปทางซา้ ย)
มคี วามจําเปน มาก เพราะจะทําใหเ กดิ เสียง เสยี งเร (สายเปลา่ เอก) ปฏิบตั ิเช่นนี้จนลากคันชกั ไดเ้ ที่ยง มเี สียงชดั เจน
ทไี่ พเราะ และมคี วามคงที่) จากน้ันจึงหัดวางน้ิว โดยวางให้ได้ระยะห่างเท่าๆ กัน เริ่มจากเสียงซอล (สายเปล่า
สายทุ้ม) ไลเ่ สียงโดยใช้นว้ิ มือซ้ายวางลงบนสายทง้ั ๒ สาย ทลี ะนว้ิ เปล่ียนนว้ิ พร้อมกับเปลีย่ น
2. ครสู าธติ วธิ กี ารฝก หดั ซอดวงในข้นั แรก คอื คนั ชักเข้า-ออก ซงึ่ จะเกิดเสียงตา่ งๆ ดังนี้
การหดั วางนิ้ว และการเปลีย่ นนว้ิ พรอ มกับ
เปล่ียนคนั ชกั เขาออกใหน กั เรียนชม และให สายทมุ้ สายเอก
นักเรยี นฝก ปฏิบัติตาม โดยมีครเู ปนผคู อย
ช้แี นะความถกู ตอ ง นิ้ว เสียง นิว้ เสยี ง

สายเปล่า ซอล (ซ) สายเปล่า เร (ร)

นิ้วชี้ ลา (ล) น้ิวชี้ มี (ม)

นิ้วกลาง ที (ท) นิว้ กลาง ฟา (ฟ)

นิว้ นาง โด (ด) นิว้ นาง ซอล (ซ)�

นิ้วก้อย ลา (ล)�

เกรด็ ศลิ ป์ การดูแลรักษาซอด้วง

การดูแลรักษาซอด้วง ท�าได้โดยการคลายลูกบิดซอเล็กน้อย เพื่อลดสาย เลื่อนหย่อง หรือหมอนไว้ตอนบน
ของหนา้ กะโหลกซอ แลว้ แขวนเก็บคนั ชกั ใหแ้ นบกับคนั ทวนซอ จดั วางไว้บนช้นั หรอื ใส่ต ู้ หรือแขวนเรยี งใหเ้ ป็นระเบียบ

4๖

เกรด็ แนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครคู วรใหน กั เรยี นดภู าพตารางวธิ กี ารฝก สสี ายเปลา ครสู าธติ วธิ กี ารจบั ซอดว ง และการวางนวิ้ ในตาํ แหนง ทถ่ี กู ตอ งใหน กั เรยี น
-------------------------------ร ฝก ปฏบิ ตั ติ าม แลว ออกมาสาธติ วธิ กี ารจบั ซอดว ย และการวางนวิ้ ในตาํ แหนง
- - - - - - -ซ- - - - - - - - - - - - - - -ซ- - - - - - - - ทถ่ี กู ตอ งหนา ชน้ั เรยี นใหเ พอื่ นชม โดยมคี รเู ปน ผคู อยชแ้ี นะความถกู ตอ ง

การสีแบบเรียงโนตไลข ้นึ กิจกรรมทา ทาย
- - - - - - - ร - - รม- รมฟรมฟซมฟซล
ซลทดลทด-ทด- -ด- - - - - - - - - - - ใหนกั เรยี นที่มคี วามสามารถดานการสซี อดว งออกมาสาธติ วธิ กี ารฝก หดั
ซอดว งใหเ พ่ือนชมหนา ช้นั เรียน พรอ มทัง้ อธบิ ายขนั้ ตอนในการจบั ซอดว ง
การสีแบบเรยี งโนตไลล ง และการวางนว้ิ ในตาํ แหนงที่ถูกตองใหเ พ่อื นฟง โดยมคี รูเปน ผคู อยชีแ้ นะ
ลซฟมซฟมรฟมร -มร - - ร - - - - - - - ความถกู ตอง
- - - - - - - - - - -ด- -ดท-ดทลดทลซ

46 ค่มู อื ครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๓) แบบฝกึ ปฏิบตั ิลากคนั ชกั ซอด้วง มดี ังน้ี 1. ใหน ักเรียนรว มกนั อภิปรายเกีย่ วกับแบบฝก
ปฏิบตั ิลากคนั ชกั ซอดวง และแบบฝกปฏบิ ัติ
- - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - -ซ ไลเ สยี งซอดว งตามทไี่ ดศ กึ ษามา โดยใหน กั เรยี น
- - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - -ซ ดแู ผนผังแบบฝก ปฏิบตั ลิ ากคันชกั ซอดว ง
และไลเ สยี งซอดว ง จากในหนงั สอื เรยี น หนา 47
ฝกึ ปฏบิ ตั ซิ า้� หลายๆ ครงั้ จนคนั ชกั เทย่ี งไดร้ ะดบั คงท ี่ สวยงาม จงึ เรมิ่ ฝกึ ปฏบิ ตั ลิ ากคนั ชกั
สลับสายในลักษณะตา่ งๆ ดงั ต่อไปนี้ 2. ครสู าธติ การปฏิบตั วิ ธิ ีการสซี อดวงตามแบบฝก
ปฏบิ ัตลิ ากคนั ชักซอดวง และแบบฝกปฏิบตั ิ
-ซ-ซ-ร-ร-ร-ร-ซ-ซ-ซ-ร-ร-ซ-ร-ซ-ซ-ซ ไลเสยี งซอดวยใหน ักเรียนชม และใหน กั เรียน
-ร-ซ-ซ-ร-ร-ซ-ร-ซ-ร-ร-ร-ซ-ร-ซ-ซ-ซ ฝกปฏิบตั ิตาม โดยมคี รูเปน ผูคอยชีแ้ นะ
ความถกู ตอง
ฝกึ ปฏบิ ัตซิ า้� หลายๆ ครงั้ จนสามารถลากเปลยี่ นคนั ชักได้คล่อง เสยี งสดใส ได้จังหวะ
สม�่าเสมอ จงึ ฝกึ ลากคันชกั จงั หวะเร็วขน้ึ โดยลากคันชกั ใหไ้ ด้ความยาวเทา่ เดมิ แตล่ ากให้เรว็ ขึ้น
กวา่ เดมิ หน่งึ เทา่ ปฏบิ ตั ิตามโน้ต ดังต่อไปนี้

ซซซซร ร ร ร รซซร รซซซซซ ร ร ร ซซซซ ร ร ซ ร ซซซ
ร ร รซรซซร รซซร ร ร ซซซ ร ร ร ร ร ซซซซ ร ร ร ร ซซ

ฝึกปฏิบตั ไิ ล่เสยี งจากเสียงซอล (สายทุม้ เปล่า) ลา ท ี โด เร มี ฟา ซอลสูง และลาสูง
จากนั้นไลเ่ สียงย้อนกลับจากลาสูง ซอลสูง ฟา มี เร โด ท ี ลา และซอล ลากใหส้ ดุ คันชัก โดยรักษา
จังหวะให้สม่�าเสมอ เทา่ ๆ กนั (ควรเร่มิ จากจังหวะชา้ ใหค้ ล่องก่อน แล้วจงึ เร่มิ เรว็ ขึ้นๆ ตามล�าดับ)
เม่ือปฏิบตั ิได้คลอ่ งแลว้ จึงเร่ิมฝกึ ปฏบิ ตั เิ พลงท่ีมีทา� นองงา่ ยๆ และยากข้ึนตามลา� ดบั

๔) แบบฝึกปฏิบตั ิไลเ่ สยี งซอดว้ ง มดี ังน้ี

ซ ล ท ด ร ม ซ ซ� ล� ล� ซ� ฟ ม ร ด ท ล ซ ซ ซ ล ล ท ท ด ด ร ร ม ม ฟ ฟ
ซ� ซ� ล� ล� ล� ล� ซ� ซ� ฟ ฟ ม ม ร ร ด ด ท ท ล ล ซ ซ ซ ซ

นอกจากการลากคนั ชกั เขา้ ออก โดยเปลี่ยนนวิ้ คันชักละ ๑ นวิ้ แล้ว บางคร้ังจ�าเป็นต้อง
เปลีย่ นน้วิ ๒ นวิ้ โดยลากคันชักเดียว ในการบนั ทึกโน้ตใชเ้ ครือ่ งหมาย “ ” บนั ทกึ บนระหว่าง
ตวั โนต้ เพอ่ื ใหป้ ฏบิ ตั โิ นต้ ทอี่ ยู่ใตเ้ ครอื่ งหมายนน้ั รวบเปน็ คนั ชกั ออก (ลากไปทางขวา) ดว้ ยกนั ดงั นี้

-มรด -มรด -มรด - ล -ซ- ดดด -ซ- ล -ซ- รดดดด

47

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู

ครูสาธติ วิธกี ารฝกปฏิบตั ลิ ากคนั ชกั ซอดวง และวิธกี ารฝกปฏบิ ัตไิ ลเ สียง ครคู วรเชญิ นกั ดนตรหี รอื วทิ ยากรมาใหค วามรแู กน กั เรยี นเกยี่ วกบั วธิ กี ารฝก ปฏบิ ตั ิ
ซอดว งทถ่ี กู ตอ งใหน กั เรยี นชม จากนนั้ ใหน กั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ติ าม แลว ออกมา ลากคันชกั ซอดวง และแบบฝกปฏิบตั ิไลเ สียงซอดว งท่ีถูกตอ งใหแ กน ักเรยี นหรอื อาจ
สาธติ วิธีการฝกปฏบิ ตั ลิ ากคนั ชกั ซอดว ง และวิธกี ารฝก ปฏิบตั ิไลเ สียงซอดว ง ใหน กั เรียนฝก หดั การสีซอดวงตาม โดยใชเวลาวางในชวงวนั หยดุ สุดสปั ดาหเปน
ที่ถูกตองหนาช้นั เรยี น โดยมคี รูเปนผคู อยชี้แนะความถกู ตอง ชวงศกึ ษาเพิม่ เติม เนอื่ งจากตอ งใชเ วลาในการฝกมาก

กจิ กรรมทา ทาย มมุ IT

ใหน กั เรียนทมี่ ีความสามารถดานการสีซอดวงออกมาสาธิตวิธีการฝก นักเรยี นสามารถศึกษา คน ควาเพ่มิ เตมิ จากการฟง และชมวิธกี ารสีซอดว ง
ปฏิบตั ิลากคันชกั ซอดว ง และวิธกี ารฝกปฏบิ ตั ิไลเ สยี งซอดวง ใหเ พื่อนชม ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา วิธกี ารสซี อดวง
หนา ช้นั เรียน พรอมทงั้ อธบิ ายขนั้ ตอนในการฝกปฏบิ ัติลากคนั ชกั ซอดวง
และวิธีการฝกปฏิบัตไิ ลเ สียงซอดว งท่ีถกู ตองใหเพื่อนฟง โดยมคี รเู ปนผคู อย คู่มอื ครู 47
ช้ีแนะความถูกตอ ง

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

1. ใหนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายเกี่ยวกบั เพลงสาํ หรับ ส�าหรับการลากคันชักเข้า ๑ คันชัก แต่เปล่ียนน้ิว ๒ น้ิว ในการบันทึกโน้ต
ฝกปฏบิ ัติซอดว งเบื้องตน คือ เพลงแขกบรเทศ ใชเ้ ครอ่ื งหมาย “ ” บนั ทกึ บนระหวา่ งตวั โนต้ เพอ่ื ใหป้ ฏบิ ตั โิ นต้ ทอ่ี ย่ใู ตเ้ ครอ่ื งหมายนน้ั
ชน้ั เดยี ว เพลงสรอ ยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย รวบเป็นคันชกั เข้า (ลากไปทางซา้ ย) ด้วยกนั ดงั น้ี
ตามที่ไดศึกษามา โดยใหน ักเรยี นดแู ผนผงั
โนตเพลงจากในหนังสอื เรียน หนา 48 - - - - - - - - -ดรม-ซ-ล-ด- - -ด-ซลซมซลด-ล

2. ครสู าธิตวธิ กี ารฝก หัดซอดวงในเพลงแขกบรเทศ ๕) เพลงส�าหรับฝึกปฏิบตั ิซอดว้ งเบอ้ื งต้น ได้แก ่
ชนั้ เดยี ว เพลงสรอ ยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย
ใหน กั เรยี นชม และใหนักเรยี นฝกปฏบิ ตั ิตาม เพลงแขกบรเทศชน้ั เดียว
โดยมคี รเู ปนผูค อยชแ้ี นะความถกู ตอง ท่อน ๑ เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผู้แตง
ด ล ล ล ด ล ล ล ด ซ ซ ซ ด ล ซ ม ซ� ม ร ด ซ� ด ร ม ซ� ล� ซ� ม ซ� ม ร ด
ขยายความเขา้ ใจ Expand
กลบั ต้น
1. ครเู ชญิ วทิ ยากรทม่ี คี วามเชย่ี วชาญในเครอื่ งดนตรี
ซอดวง มาเลา ประสบการณใ หน ักเรยี นฟง ทอ่ น ๒
โดยเปดโอกาสใหนักเรียนไดซักถามในประเด็น ซ� ม ร ด ม ร ด ล ซ ม ซ� ล� ซ ล ด ร ซ ล ท ด ท ด ร ม ซ� ล� ซ� ม ซ� ม ร ด
ทสี่ งสยั และแสดงความคดิ เหน็ จากนน้ั ใหน กั เรยี น
สรุปความเขาใจ ลงสมุดบันทึก กลับต้น

2. ใหน กั เรียนแบง กลุม กลุม ละ 5 - 6 คน ฝกหดั เพลงสร้อยเพลง
วธิ ีการจับซอดว ย และการวางน้วิ ในตําแหนง
ท่ถี ูกตอ ง จากน้ันใหนกั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ิสีซอดวง เพลงทำ� นองเกำ ไมทรำบนำมผแู้ ตง
เพลงแขกบรเทศชั้นเดียว โดยมคี รเู ปน ผูค อย
ชี้แนะความถกู ตอง - - - ท - ด ด ด - ท - ร ด ด ด ด ฟ ซ� ฟ ร - ด - ท - - ร ด ท ด - ร

- ฟ - ฟ - - - ร - - - ด ท ร ด ท - - ล ซ - ล - ซ - ซ - ซ ร ซ� - ด
- - - ท - ด ด ด - ท - ร ด ด ด ด - ล� ซ� ม - ร - ด ม ร ด ซ ล ท ด ร
- - - ร - ร ร ร ม ร ซ� ด - ร - ม - ซ� - ล� - ซ� - ม - - - ร - - - ด

กลบั ตน้

ตรวจสอบผล Evaluate เพลงเขมรไล่ควาย

ครพู จิ ารณาจากการฝกปฏบิ ัติซอดว ง เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผู้แตง
“เพลงแขกบรเทศชน้ั เดยี ว” ของนักเรยี น
- - - ม - - ร ม ซ� ม ร ด - ร - ด - - - - - - - - ม ร ด ล - ด - ร

- - - - - - -ร-รรร-ร-ร- - -ล-ดดด- - -ร-ดดด

- - - ล - ม ร ด - ล - ด - - - - - - - - - ล ด ร - ม ซ� ร ม ร ด ล

- ล - ด - - - - - ร - ด - - - ร - - ซ� ม - - ร ด - ล ซ ล ด ม ร ด

- - -ด- - - - รดรด- ร -ด กลบั ต้น

4๘

เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครูควรใหค าํ แนะนํากับนกั เรยี นในการฝกสซี อดวง เพลงแขกบรเทศชั้นเดยี ว คอื ใหนักเรียนเลอื กเพลงใดเพลงหนง่ึ ใน 3 เพลง ท่คี รูกําหนดให คือ
ใหส งั เกตตวั โนต ทมี่ จี ดุ (.) อยดู า นบน ดํ , รํ คอื ตวั “โดสงู ” และ “เรสงู ” อยใู นสายเอก เพลงแขกบรเทศชนั้ เดยี ว เพลงสรอยเพลง และเพลงเขมรไลควาย ออกมา
ฝก ปฏิบัตคิ รงั้ ละ 4 หอ งเพลง โดยเรม่ิ ฝก หอ งท่ี 1 - 4 ฝกสหี ลายๆ ครัง้ จนเกดิ ความ บรรเลงใหเพอ่ื นชมหนา ช้ันเรียน โดยมีครเู ปนผูคอยชีแ้ นะความถูกตอง
ชํานาญ ตอไปใหฝกหอ งที่ 5 - 8 ฝก สีหลายๆ คร้ังเชน เดียวกนั แลว ฝก บรรเลงหอ งที่
1 - 8 อยา งตอ เนอื่ ง ฝก สหี ลายๆ ครง้ั จนเกดิ ความชาํ นาญ และสามารถจาํ โนต ได ปฏบิ ตั ิ กิจกรรมทา ทาย
เชน นไ้ี ปจนจบเพลง โดยสใี หถ กู ตอ งตามตวั โนต และจงั หวะในแตล ะหอ งเพลง ฝก ไลม อื
โดยบรรเลงทํานองเพลงซํา้ หลายๆ ครงั้ จนเกิดความชาํ นาญ

มมุ IT ใหน ักเรยี นทม่ี คี วามสามารถดา นการสซี อดว งออกมาบรรเลง
เพลงแขกบรเทศชนั้ เดียว เพลงสรอยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย
นักเรียนสามารถศกึ ษา คน ควา เพ่มิ เติมจากการฟง และชมการบรรเลง ใหเพอื่ นชมหนาช้นั เรียน โดยมคี รูเปน ผคู อยช้ีแนะความถกู ตอ ง
เพลงแขกบรเทศ ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หา จากคําวา
เพลงแขกบรเทศ

48 คูม่ ือครู


Click to View FlipBook Version