แจกฟรีเฉพาะครผู ้สู อน
คมู่ อื ครู อจท.
ใชป้ ระกอบการสอนค่กู ับหนังสอื เรียน
เพ่ิม วธิ กี ารสอนเพื่อยกผลสมั ฤทธิ์
ผ่านกระบวนการเรยี นรู้ 5Es
เพมิ่ ข้อสอบเน้นการคิดเพ่อื พฒั นา
การเรียนรู้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
เพมิ่ กิจกรรมสร้างเสริมทักษะ
การเรยี นรตู้ ามศักยภาพผเู้ รียน
ใหม่ กิจกรรมบรู ณาการทักษะชวี ติ
และการทำงานตามแนวคิด
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
พร้อม กิจกรรมเสรมิ สร้างประสบการณ์
การเรยี นรสู้ อู่ าเซยี น
ภาพปกนม้ี ขี นาดเทา่ กบั หนงั สอื เรยี นฉบบั จรงิ ของนกั เรยี น
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
ñ˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒ·Õè ÊÒúÑÞ
ò˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ·Õè ¤ÇÒÁþŒÙ ¹é× °Ò¹à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ´¹µÃäÕ ·Â ñ-òð
ó˹Nj ¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ŒÙ Õè
ô˹Nj ¡ÒÃàÃչ̷٠èÕ ● ¤ÇÒÁËÁÒ áÅлÃÐÇµÑ Ô¤ÇÒÁ໹š ÁҢͧ´¹µÃäÕ ·Â ò
õ˹Nj ¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè ● º·ºÒ· áÅÐÍ·Ô ¸Ô¾Å¢Í§´¹µÃյ͋ Êѧ¤Áä·Â ô
ö˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹Ã·ŒÙ èÕ ● ͧ¤» ÃСͺ¢Í§´¹µÃäÕ ·Â ù
● ÃкºàÊÂÕ § áÅзÒí ¹Í§¢Í§´¹µÃäÕ ·Â
● ÅѡɳТͧº·à¾Å§ä·Â ñð
● à¤ÃèÍ× §ËÁÒ áÅÐÊÞÑ Åѡɳ·Ò§´¹µÃÕ
● ⹌µ´¹µÃäÕ ·Â ñò
● µÑÇÍ‹ҧ¡ÒÃÍÒ‹ ¹ à¢Õ¹ áÅÐÃÍŒ §µÒÁâ¹µŒ º·à¾Å§ä·Â ñô
ñõ
ñ÷
à¤ÃÍ×è §´¹µÃÕ áÅÐǧ´¹µÃäÕ ·Â òñ-óø
● »ÃÐÇѵ¤Ô ÇÒÁ໹š ÁҢͧà¤ÃÍ×è §´¹µÃÕä·Â òò
● »ÃÐàÀ·¢Í§à¤ÃÍè× §´¹µÃÕä·Â òó
● ËÅ¡Ñ ¡ÒÃãªáŒ ÅкíÒÃ§Ø ÃÑ¡ÉÒà¤Ãè×ͧ´¹µÃբͧä·Â òø
● ÊÕÊѹ áÅйíÒé àÊÕ§¢Í§à¤Ã×èͧ´¹µÃäÕ ·Â óñ
● »ÃÐàÀ·¢Í§Ç§´¹µÃÕä·Â óò
● »ÃÐàÀ·¢Í§Ç§´¹µÃ¾Õ é¹× ºŒÒ¹ óö
ËÅ¡Ñ ¡ÒâѺÌͧ áÅкÃÃàŧà¤Ã×èͧ´¹µÃäÕ ·Â óù-öò
● ¤ÇÒÁËÁÒ áÅлÃÐàÀ·¢Í§¡ÒâѺÃÍŒ § ôð
● ËÅÑ¡¡Òà áÅТ¹Ñé µÍ¹¡ÒâºÑ Ìͧà¾Å§ä·Â ôò
● ËÅÑ¡¡ÒúÃÃàŧà¤ÃèÍ× §´¹µÃäÕ ·Â ôõ
● ¡ÒâѺÌͧ áÅкÃÃàŧà¤Ã×Íè §´¹µÃ»Õ ÃСͺà¾Å§ä·Âà´ÁÔ õñ
● ¡ÒâºÑ ÃÍŒ § áÅкÃÃàŧà¤ÃÍ×è §´¹µÃÕ»ÃСͺà¾Å§¾×鹺ŒÒ¹ õó
¤ÇÒÁÌپ¹×é °Ò¹à¡èÂÕ Ç¡Ñº´¹µÃÊÕ Ò¡Å öó-øð
● »ÃÐÇѵԤÇÒÁ໚¹ÁÒ áÅÐÇÔÇ²Ñ ¹Ò¡Òâͧ´¹µÃÕÊÒ¡Å öô
● ͧ¤» ÃСͺ áÅлÃÐàÀ·¢Í§´¹µÃÕÊÒ¡Å öö
● à¤Ãè×ͧËÁÒ áÅÐÊÑÞÅѡɳ㠹´¹µÃÊÕ Ò¡Å öø
● ¡Òû¯ºÔ µÑ ¨Ô ѧËÇÐ ÷õ
● ¡ÒÃÍÒ‹ ¹ à¢ÂÕ ¹ áÅÐÃÍŒ §µÒÁ⹌µÊÒ¡Å ÷ø
à¤ÃÍè× §´¹µÃáÕ ÅÐǧ´¹µÃÊÕ Ò¡Å øñ-ùô
● »ÃÐàÀ·¢Í§à¤ÃèÍ× §´¹µÃÕÊÒ¡Å øò
● ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ㪌 áÅкÒí ÃØ§Ã¡Ñ ÉÒà¤Ã×Íè §´¹µÃÕÊÒ¡Å øö
● Å¡Ñ É³Ð¢Í§Ç§´¹µÃÊÕ Ò¡Å øù
ËÅÑ¡¡ÒÃÌͧ áÅкÃÃàŧà¾Å§ÊÒ¡Å ùõ-ññø
● ËÅÑ¡¡ÒÃÌͧà¾Å§ÊÒ¡Å ùö
● ¡ÒúÃÃàŧà¤Ã×Íè §´¹µÃÊÕ Ò¡Å ñðó
● ¡ÒâºÑ Ìͧ áÅкÃÃàŧà¤ÃÍ×è §´¹µÃ»Õ ÃСͺ ñðø
● ¡Òö‹Ò·ʹÍÒÃÁ³¢Í§º·à¾Å§ ññó
● ¡ÒûÃÐàÁÔ¹¤³Ø ÀÒ¾¢Í§º·à¾Å§ ññó
กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สา� รวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปา หมายการเรียนรู
1. อาน เขียน รอ งโนต ไทย และโนตสากล
2. เปรียบเทียบเสียงรอง และเสียงของ
เครอ่ื งดนตรที มี่ าจากวัฒนธรรมทีต่ า งกัน
3. อธิบายบทบาทความสัมพันธ และอทิ ธิพล
ของดนตรีท่ีมตี อ สังคมไทย
4. ระบคุ วามหลากหลายขององคป ระกอบดนตรี
ในวฒั นธรรมตา งกัน
สมรรถนะของผูเรยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี
ñหน่วยที่ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค
ความรูพนื้ ฐานเกย่ี วกบั ดนตรไี ทย 1. มวี ินยั
2. ใฝเ รียนรู
3. มงุ ม่นั ในการทํางาน
4. รกั ความเปน ไทย
ตัวชว้ี ัด ดนตรีไทยเป็นมรดกอันล้ำาค่าอย่าง กระตนุ้ ความสนใจ Engage
■ อา่ น เขยี น รอ้ งโน้ตไทยและโนต้ สากล (ศ ๒.๑ ม.๑/๑)
■ เปรยี บเทยี บเสียงรอ้ งและเสยี งของเคร่ืองดนตรีทมี่ าจากวัฒนธรรม
ทต่ี า่ งกนั (ศ ๒.๑ ม.๑/๒) หน่ึงของชาติ เพราะบรรพบุรุษของเราได้ ครเู ปด ซีดีหรือดวี ดี ีภาพยนตรเรื่องโหมโรง
สรา้ งสรรคข์ น้ึ จากภมู ปิ ญั ญา และไดอ้ นรุ กั ษ์ ใหนกั เรียนชม จากน้ันครถู ามนกั เรยี นวา
■ อธิบายบทบาทความสมั พนั ธและอิทธิพลของดนตรีทม่ี ีตอ่ สังคมไทย
(ศ ๒.๒ ม.๑/๑) • นกั เรียนรสู ึกอยา งไรเมอื่ ไดช มภาพยนตร
■ ระบุความหลากหลายขององคป ระกอบดนตรใี นวฒั นธรรมต่างกนั สบื ทอดตอ่ กนั มาจนถงึ ปจั จบุ นั เชน่ เครอื่ งดนตรี เรอ่ื งนี้
ลีลา จังหวะ ท่วงทาำ นองของบทเพลง เป็นตน้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
(ศ ๒.๒ ม.๑/๒) ไดอ ยา งอิสระ)
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง นอกจากนด้ี นตรไี ทยยงั เปน็ เอกลกั ษณป์ ระจาำ ชาติ • นกั เรยี นคดิ วา ภาพยนตรเ รอ่ื งนสี้ ะทอ นใหเ หน็
ท่ีแฝงไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ดังนั้น เราจึง ถึงส่ิงใด
■ เคร่ืองหมายและสญั ลักษณท างดนตรี จาำ เปน็ ตอ้ งศกึ ษาสงิ่ ตา่ งๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ดนตรไี ทย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
■ เสยี งรอ้ งและเสยี งของเครอื่ งดนตรใี นบทเพลงจากวฒั นธรรมตา่ งๆ ไดแ้ ก ่ ประวตั คิ วามเปน็ มา ระบบเสยี ง ทาำ นอง ลกั ษณะ ไดอยางอิสระ)
■ บทบาทและอทิ ธิพลของดนตรี
■ องคประกอบของดนตรใี นแต่ละวฒั นธรรม ของบทเพลง เคร่ืองหมาย และสัญลักษณ์ต่างๆ
ท่ีปรากฏอยใู่ นโนต้ เพลงไทยให้เข้าใจอยา่ งครบถว้ น
เกรด็ แนะครู
การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรนู ้ี ครคู วรแนะนาํ ใหน กั เรยี นเหน็ วา ดนตรไี ทย
คือ มรดกทางวฒั นธรรมอันลํ้าคาของชาติไทย ซึง่ มีมาต้งั แตอดตี โดยเร่ิมตั้งแตสมัย
กอนสโุ ขทัยเปน ราชธานี สมัยสุโขทัย สมัยอยธุ ยา และสมยั รตั นโกสินทร ในปจจบุ ัน
ดนตรไี ทยไมค อยไดรับความสนใจเหมือนครง้ั ในอดตี ท่ผี านมา ซึง่ ในปพ.ศ. 2547
ไดมีการสรางภาพยนตรท ีม่ ีเน้อื หาเกย่ี วกับดนตรไี ทย โดยเนื้อเรื่องไดเ คา โครง
มาจากประวตั ขิ องหลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นกั ดนตรีผูมชี ื่อเสยี ง
ดานการบรรเลงดนตรดี วยระนาดเอก คอื ภาพยนตรเ รอ่ื งโหมโรง นบั วา เปน การ
ปลุกกระแสใหค นไทยหันกลับมาสนใจดนตรีอกี ครั้ง เพราะดนตรไี ทยเปนมรดกทาง
วฒั นธรรม และเปน เครอื่ งหมายทแ่ี สดงลกั ษณะเฉพาะของชาตไิ ทยทเี่ ราควรภาคภมู ใิ จ
โดยการปลกู ฝง คา นยิ มทางดนตรไี ทยใหแ กเ ยาวชน เพอ่ื ใหเ กดิ ความรกั ความหวงแหน
ในศลิ ปะของชาติ และจะไดช ว ยกนั ทะนบุ าํ รงุ สง เสรมิ และรกั ษาไวใ หด าํ รงคงอยสู บื ไป
คูม่ อื ครู 1
กกรระตะตนุ้ E้นุ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครเู ปดซดี ีหรือดีวีดีการบรรเลงดนตรีไทย ๑. ความหมาย และประวัติความเปน มาของดนตรไี ทย
ในรปู แบบตางๆ เชน การบรรเลงดนตรใี นพธิ ีไหวค รู
การบรรเลงดนตรีประกอบกิจกรรมงานประเพณี ๑.๑ ความหมาย 1
เปนตน ใหนักเรยี นชม จากน้นั ครถู ามนักเรยี นวา ดนตรีไทย หมายถึง เพลงไทย
ที่มีระดับเสียงซึ่งประกอบขึ้นเป็นท�านอง
• นกั เรยี นคดิ วาเสยี งดนตรมี คี วามไพเราะ มีลีลา จังหวะ ความดัง-เบา สลับสอดแทรก
อยา งไร มีความไพเราะเสนาะหู ก่อให้เกิดความรู้สึก
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเห็น ร่ืนเริง สนุกสนาน อ่อนหวาน ให้ความสุข
ไดอ ยางอสิ ระ) ความเศรา้ โศก ปลกุ จติ ใจใหฮ้ กึ เหมิ ซงึ่ เราสามารถ
สัมผัสความรู้สึกน้ันได้ตามแนวท�านองเพลงท่ี
• นักเรียนรสู ึกอยางไรเมื่อไดช ม และฟง นกั ประพนั ธเ์ พลงไดจ้ นิ ตนาการ และประพนั ธไ์ ว้
การบรรเลงดนตรีไทยในรปู แบบตางๆ ดนตรไี ทยมคี วามสา� คญั ตอ่ การดา� เนนิ
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคิดเหน็ วิถีชีวิตของคนไทยมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน2
ไดอ ยางอิสระ) ดงั พบไดจ้ ากงานทจี่ ดั ขนึ้ นยิ มใหม้ วี งดนตรไี ทย
รว่ มบรรเลงดว้ ย เชน่ งานขน้ึ บา้ นใหม ่ งานทา� บญุ
จากน้ันครูใหนักเรียนรวมกันอภิปรายในหัวขอ
ดนตรีไทยมคี ณุ คา และความสาํ คัญตอสงั คมไทย
อยางไร
สา� รวจคน้ หา E×plore พิธไี หว้ครดู นตรีไทย เป็นพิธสี า� คญั ทผ่ี ้เู รียนดนตรี งานบวชนาค งานมงคลสมรส งานเฉลมิ ฉลอง
จะตอ้ งปฏิบัติกอ่ นจะเร่ิมเรยี น งานในเทศกาลต่างๆ ตลอดจนการบรรเลง
ใหนกั เรียนแบง กลมุ ออกเปน 4 กลุม ประกอบการแสดง เปน็ ต้น
ใหน กั เรยี นศึกษา คน ควา หาความรูเ พมิ่ เตมิ เก่ียวกับ (ที่มาของภาพ : http://www.x.thaikids.com)
ความหมาย และประวัติความเปนมาของดนตรีไทย
จากแหลง การเรียนรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรยี น ๑.2 ความเปน มา
หองสมุดชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็ เปนตน ดนตรีไทย เปน็ ดนตรที ีศ่ ิลปินสร้างสรรคข์ น้ึ เพ่ือใชบ้ รรเลงในกจิ กรรมต่างๆ ของสังคม
ในหัวขอทค่ี รกู ําหนดให ดังตอ ไปนี้ ที่ตนอาศยั อย ู่ เชน่ บรรเลงประกอบพธิ กี รรมตามความเชอ่ื บรรเลงเพ่ือความบันเทิงของผู้คน
ในชมุ ชน เปน็ ต้น
กลุม ท่ี 1 ดนตรีไทยในสมยั กอ นสโุ ขทยั ลกั ษณะ และรปู แบบของดนตรไี ทยนน้ั จะมคี วามเรยี บงา่ ย สา� หรบั ในสงั คมทใ่ี หญข่ น้ึ เชน่
กลมุ ท่ี 2 ดนตรีไทยในสมัยสโุ ขทยั สังคมเมือง รัฐท่ีมีเจ้าผู้ครองนคร มีพระมหากษัตริย์ปกครอง เป็นต้น การน�าดนตรีเข้าไปใช้
กลุมที่ 3 ดนตรไี ทยในสมยั อยุธยา ในกิจกรรมต่างๆ จะมีความประณีต มีการพัฒนาความสามารถของศิลปิน รูปแบบทางดนตรี
กลมุ ท่ี 4 ดนตรีไทยในสมยั รัตนโกสินทร เพลงร้อง ท�านองดนตรี จะมรี ะเบยี บมากขึ้น และใช้เปน็ แบบแผนต่อกันมาจนถงึ ปัจจบุ ัน
ทาํ เปน รายงาน นาํ สง ครผู สู อน และเตรยี มพรอ ม ส�าหรบั การแบ่งยคุ สมัยทางดนตรีของไทย จะนยิ มจดั แบ่งตามการดา� รงอยู่ของราชธานี
นาํ เสนอผลงานหนาชั้นเรยี น คอื สมัยก่อนสุโขทัย สมยั สโุ ขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ดังน้ี
2 ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
นกั เรียนควรรู
ขอใดกลาว ไมถกู ตอง เก่ยี วกบั ดนตรไี ทย
1 ดนตรีไทย เปนศิลปะการบรรเลงดนตรแี ขนงหนงึ่ ของไทย ซง่ึ ไดร ับอทิ ธิพล 1. เครือ่ งดนตรีไทยไดร บั แบบอยางมาจากประเทศอนิ เดีย
มาจากประเทศเพ่อื นบา นใกลเคียง เชน อนิ เดยี จีน อินโดนีเซีย เปน ตน 2. ลักษณะของเครือ่ งดนตรีไทยสามารถจําแนกเปน 4 ประเภท
เครื่องดนตรีไทยสามารถแบงออกเปน 4 ประเภท คือ ดดี สี ตี และเปา 3. เครื่องดนตรบี างชนิดมลี กั ษณะคลา ยกับเครื่องดนตรีของอินโดนีเซยี
2 วงดนตรีไทย จะแบงตามประเภทของการบรรเลง มอี ยูดวยกัน 3 ประเภท 4. บดิ าแหง เพลงไทยเดมิ คอื พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระนราธปิ ประพนั ธพ งศ
คือ วงปพ าทย วงเครอื่ งสาย และวงมโหรี
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะผทู ไ่ี ดร บั การขนานพระนามเปน
มมุ IT
“พระบดิ าแหงเพลงไทยเดิม” คือ สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอ เจาฟาบรพิ ตั ร
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควาเพิม่ เติมเก่ยี วกบั วงดนตรไี ทย สุขมุ พันธุ กรมพระนครสวรรคว รพนิ ิต ผทู รงพระนิพนธเพลงไทย เพลงฝรงั่
ไดจาก http://www.2.udru.ac.th และเพลงไทยเดมิ ไวมากมาย เชน เพลงวอลตชป ล้มื จติ เพลงวอลตซชุมพล
เพลงสุดเสนาะ เพลงมหาฤกษ เพลงพญาโศก เปนตน
2 คูม่ อื ครู
กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๑. สมัยก่อนสโุ ขทัย ๒. สมัยสโุ ขทัย ใหน ักเรยี นแตละกลุมที่ไดศกึ ษา คนควา
เกย่ี วกบั ความหมาย และประวัติความเปนมาของ
ดนตรใี นสมยั ก่อนสุโขทยั เป็นราชธานี จากหลกั ฐาน 1ดนตรีในสมัยสุโขทัยนั้นค่อนข้างมีความคล้ายคลึง ดนตรีไทย ในหัวขอ ดนตรไี ทยในสมัยกอ นสุโขทยั
ทางโบราณคดีพบวา่ ได้มกี ารเล่นดนตรีกันใน เปนราชธานี ดนตรีไทยในสมยั สุโขทยั ดนตรไี ทย
หลายลกั ษณะท่ัวทุกอาณาจกั ร ไม่ว่าจะเปน็ กับสมัยก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี โดยเคร่ืองดนตรีที่ปรากฏ ในสมัยอยธุ ยา ดนตรไี ทยในสมยั รัตนโกสินทร
อาณาจกั รลา้ นนา ทวารวด ี ศรวี ชิ ยั สพุ รรณภมู ิ ละโว้ ในยคุ สมยั น ี้ เชน่ กระจบั ป ่ี พณิ นาำ้ เตา้ พณิ เพยี ะ สง ตัวแทนกลุมละ 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรู
เครอ่ื งดนตรที ่ใี ช้ ได้แก ่ เครื่องดนตรีประเภท ซอสามสาย ฆ้อง กลองทัด ตะโพน กลองตุก ตามทไี่ ดศ ึกษามาหนา ชน้ั เรยี น จากนั้นครูถาม
เครอื่ งดดี เชน่ พณิ นา้ำ เตา้ พณิ เพยี ะ หรอื พณิ เปยี ะ (กลองชาตร)ี ทบั (โทน) มโหระทกึ บณั เฑาะว ์ นกั เรียนวา
เปน็ ต้น เครือ่ งดนตรีประเภทเคร่อื งต ี เชน่ กงั สดาล ฉ่งิ เปน็ ต้น และได้มกี ารประสม
ฆ้องกลอง เป็นต้น และเครื่องดนตรีประเภท วงดนตรีในรูปแบบตา่ งๆ ขน้ึ เช่น วงขบั ไม้ • ดนตรีไทยในสมยั ใดที่เปลีย่ นแปลงไป
เคร่อื งเป่า เช่น แคน ป ่ี เป็นตน้ ใชบ้ รรเลงในงานพระราชพิธีสำาคญั อยางเหน็ ไดชัด และเพราะเหตใุ ด
ไดแ้ ก่ พระราชพิธขี ับกลอ่ ม จงึ เปนเชน นน้ั
พระเศวตฉัตร พระราชพิธี (แนวตอบ ในสมัยรตั นโกสนิ ทรชวงรัชสมยั
ขบั กลอ่ มพระบรรทม ของรชั กาลท่ี 7 เพราะมกี ารเปลีย่ นแปลง
พระราชกุมารหรือพระราชกมุ ารี การปกครอง มกี ฎระเบยี บขอ หา มเรื่อง
พระราชพธิ ขี บั กล่อมพระยาช้างเผอื ก การเลน ดนตรี จงึ ทําใหด นตรีในสมยั นี้
มกี ารนาำ วงป่ีพาทยเ์ ครือ่ งห้าไปใช้บรรเลง ซบเซา ไมไดรบั การดูแลดังเชนทผ่ี า นมา)
ประกอบการแสดงละครชาตรีและในพิธีการ
ต่างๆ และวงมโหรเี คร่อื งสใ่ี ช้บรรเลงใน
พระราชพิธตี า่ งๆ เป็นตน้
๓. สมยั อยธุ ยา ๔. สมยั รัตนโกสินทร์ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
สมัยอยุธยา มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีประเภท ดนตรีในสมัยรัตนโกสินทร์มีความเจริญรุ่งเรืิอง ใหน ักเรียนรว มกันสรปุ สาระสาํ คัญเกยี่ วกับ
เครื่องสายขึ้น ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และยังได้มีการ อยา่ งมาก โดยมพี ฒั นาการตอ่ เนอื่ งมาจากดนตรสี มยั อยธุ ยา ความหมาย และประวตั คิ วามเปน มาของดนตรไี ทย
ปรับปรุงประสมวงดนตรีขึ้นใหม่ ได้แก่ วงมโหรีเคร่ืองหก มีวงดนตรีหลายลักษณะเกิดขึ้น เช่น วงปี่พาทย์เสภา ในสมยั ตางๆ ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผูสอน
วงป่พี าทย์เคร่อื งห้า และวงเครอ่ื งสาย ทใ่ี ช้บรรเลงขับกลอ่ ม วงปี่พาทย์เคร่ืองคู่ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ วงปี่พาทย์
ในงานมงคลท่ัวไป ส่วนเพลงไทยที่มีการประพันธ์ขึ้นในสมัย ดกึ ดาำ บรรพ ์ วงเครอ่ื งสายไทย วงมหาดรุ ยิ างคไ์ ทย ตรวจสอบผล Evaluate
อยุธยา เช่น เพลงนางนาค ยิกินแปดบท สมิงทอง เขนง เปน็ ต้น สาำ หรับเคร่อื งดนตรที เ่ี กดิ ขึ้น
เปน็ ตน้ หรอื นาำ มาใช้ในวงดนตรีไทยมีหลายชนิด เชน่
ฆ้องวงเล็ก ระนาดทมุ้ กลองสองหน้า
องั กะลงุ เป็นตน้ ส่วนลักษณะ 1. ครูพจิ ารณาจากการทํารายงานของนกั เรียน
ของเพลงท่เี กิดขึ้นในสมัยน้ี ในเรอ่ื งความหมาย และความเปน มาของ
มีเพลงเถา เพลงโหมโรงเสภา ดนตรีไทย
เพลงละคร และเพลง
สำาเนยี งภาษา 2. ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสําคญั เกยี่ วกบั
ความหมาย และประวัตคิ วามเปน มาของ
ดนตรไี ทยของนกั เรยี น
๓
บูรณาการเชอ่ื มสาระ เกร็ดแนะครู
จากการศกึ ษาเกยี่ วกบั ความรพู นื้ ฐานเกยี่ วกบั ดนตรไี ทย สามารถเชอื่ มโยง ครคู วรอธิบายเพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั การดนตรใี นสมัยธนบรุ ีวา เนือ่ งจากในสมยั นี้
กบั การเรยี นการสอนในกลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม มีเวลาในการสรางเมอื งเพียง 15 ป ประกอบกบั เปนสมยั แหง การกอสรางบา นเมอื ง
ในกลุม วชิ าประวตั ิศาสตร เร่อื งการศกึ ษาเกี่ยวกับยคุ สมยั ตางๆ ของไทย ภายหลงั จากการเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยา วงดนตรไี ทยในสมยั น้ี สนั นษิ ฐานวา ยงั คงมลี กั ษณะ
ไดแก สมยั กอ นสโุ ขทยั เปน ราชธานี สมัยสโุ ขทัย สมยั อยุธยา สมัยธนบรุ ี และรปู แบบเหมือนในสมยั อยุธยา
และสมัยรัตนโกสินทร ซ่ึงจะทาํ ใหนักเรยี นเขา ใจววิ ัฒนาการทางดนตรที ี่มี
รปู แบบแตกตางกนั ออกไปตามยุคสมัย ซึง่ ทาํ ใหด นตรมี กี ารเปล่ยี นแปลง นกั เรยี นควรรู
ไปจากเดิม ซึง่ จะชวยใหนกั เรียนเกิดความเขา ใจในเรื่องความเปน มาของ
ดนตรีไทยไดดยี ิง่ ขึน้ 1 กระจบั ป เปนเคร่อื งดนตรีที่มีสายไวด ีดอกี ประเภทหนึ่ง ซึง่ แตเ ดมิ อาจจะใช
ดีดเลนเปนสามัญเชน เดียวกบั พิณเพี๊ยะ และเคร่ืองดนตรอี ่ืนๆ ในกฎมณเฑยี รบาล
สมัยอยธุ ยาไดกลาวถงึ กระจบั ปไ วตอนหนึง่ วา “รองเพลงเรอื เปา ป เปาขลยุ สีซอ
ดีดจะเข กระจบั ป ตีโทนทบั โหร อ งน่นั ”
คู่มือครู 3
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี กยี่ วกบั การแสดงดนตรใี นงาน นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ประเทศไทยยังได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศ จึงได้มี
พระราชพธิ ขี องราชสาํ นกั งานพธิ ขี องราษฎรหรอื งาน การคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีเลียนแบบเคร่ือ1งดนตรีของชาวต่างชาติขึ้น เช่น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙
ดนตรใี นกจิ กรรมอนื่ ๆ ใหน กั เรยี นชม จากนน้ั ครถู าม หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีเลียนแบบเครื่องดนตรีของ
นักเรยี นวา อนิ โดนเี ซีย เรียกว่า “อังกะลงุ ” และปี พ.ศ. ๒๔๖๗ อาจารย์มนตร ี ตราโมท ได้น�าขมิ มาบรรเลง
ร่วมกับวงเครื่องสายไทยเป็นครั้งแรก เรียกว่า “วงเคร่ืองสายประสมขิม” เป็นต้น รวมทั้งยังมี
• นกั เรยี นเคยเหน็ กจิ กรรมเหลา นม้ี ากอ นหรอื ไม วงดนตรีหลายลักษณะเกิดข้ึน เช่น วงปีพาทย์เครื่องคู่ วงเครื่องสายไทย วงมหาดุริยางค์ไทย
ถา เคย กิจกรรมนม้ี ีดนตรีเขาไปเกี่ยวขอ ง เปน็ ตน้ สา� หรบั ลักษณะของเพลงไทยที่เกดิ ข้นึ ได้แก ่ เพลงเถา เพลงโหมโรงเสภา เพลงละคร
ไดอ ยา งไร และเพลงส�าเนยี งภาษา
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยางอสิ ระ) ๒. บทบาท และอิทธพิ ลของดนตรตี อ่ สงั คมไทย
• ดนตรมี ีบทบาทสําคัญอยางไรกบั สงั คม วัฒนธรรมมีความส�าคัญต่อการด�าเนินชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตตามที่ได้กล่าวมา
(แนวตอบ ดนตรีมคี วามสัมพนั ธเกีย่ วขอ งกบั ขา้ งตน้ เมอ่ื สงั คมของมนษุ ยม์ คี วามเจรญิ กา้ วหนา้ และพฒั นามาสสู่ งั คมทม่ี ขี นาดใหญ ่ แตล่ ะสงั คม
ชวี ติ มนษุ ยต ง้ั แตเ กดิ จนตาย เชน งานโกนผมไฟ ก็ได้มีการตดิ ต่อกนั ข้ามวฒั นธรรม จึงทา� ให้วฒั นธรรมมกี ารปรบั ปรุงจนมีรูปแบบทีช่ ดั เจน
งานบวช งานแตงงาน งานศพ เปน ตน) สา� หรบั วฒั นธรรมไทย มกี จิ กรรม และประเพณตี า่ งๆ ทมี่ กี ารนา� ดนตรเี ขา้ ไปบรรเลง ขบั รอ้ ง
โดยดนตรีแต่ละประเภทน้ันมีบทบาทหน้าท่ีตามวัตถุประสงค์ของงานท่ีจัดข้ึน อย่างไรก็ตาม
• เสยี งดนตรีมีความสัมพนั ธตอจิตใจของมนษุ ย เน่ืองจากประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชากรท่ีมีความแตกต่างกันทาง
อยางไร ดา้ นสงั คม และวัฒนธรรม บทบาทของดนตรที ี่ปรากฏอยใู่ นประเทศไทยจงึ มีความหลากหลาย
(แนวตอบ เสยี งดนตรจี ะชว ยปรับสภาพจิตใจ โดยสามารถแบง่ บทบาทของดนตรีไทย และดนตรพี ืน้ บ้านได ้ ดังนี้
ใหเ ยือกเยน็ ผอนคลายความตึงเครียด
ลดความวติ กกงั วล กระตนุ ทักษะการเรียนรู 2.๑ บทบาทของดนตรีตอ สงั คมไทย
และความจํา) ๑) บทบาทของดนตรไี ทย หมายถงึ ดนตรที มี่ แี บบแผน และมรี ปู แบบเปน็ ดนตรที เ่ี ปน็
ตัวแทนข2องดนตรีประจ�าชาติ เช่น วงปีพาทย์ วงเครื่องสายไทย วงมโหรี วงปีกลองชนะ
สา� รวจคน้ หา Explore วงบวั ลอย เปน็ ต้น โดยดนตรีไทยมีบทบาทปรากฏอยู่ในงาน และกิจกรรมตา่ งๆ ดังต่อไปนี้
ใหน ักเรียนศึกษา คน ควา หาความรเู พม่ิ เตมิ ๑ พระราชพธิ ขี องราชสาำ นกั เมอื่ มกี ารจดั งานพระราชพธิ ตี า่ งๆ จะมกี ารนาำ ดนตรเี ขา้ ไปบรรเลง เชน่ มกี ารบรรเลง
เกยี่ วกบั บทบาท และอทิ ธพิ ลของงานดนตรี วงปี่พาทย์ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีเปล่ียนเคร่ืองทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
ตอ สงั คมไทย จากแหลง การเรยี นรูตา งๆ เชน งานกฐินพระราชทาน การบรรเลงดนตรีในงานพระบรมศพ งานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งจะนิยม
หองสมุดโรงเรยี น หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ น็ต บรรเลงด้วยวงป่ีกลอง วงป่พี าทยน์ างหงส์ เป็นตน้
เปนตน พรอมทงั้ คน หาภาพการบรรเลงดนตรไี ทย ๒ งานพิธีของราษฎร และในกจิ กรรมอ่ืนๆ เช่น งานบุญ นยิ มนำาวงปพ่ี าทย์มาบรรเลงในงาน เชน่ งานบวชนาค
ในกิจกรรมตา งๆ ทพ่ี บเห็นในปจ จุบนั แลวเขยี น งานทำาบุญขึ้นบ้านใหม่ งานทำาบุญเลี้ยงพระ งานเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นต้น สำาหรับงานมงคลลักษณะอ่ืนๆ
อธิบายขอ มูลของการบรรเลงดนตรที ่พี บวา เช่น งานมงคลสมรส งานเลย้ี งรบั รอง นิยมบรรเลงดว้ ยวงเครอ่ื งสายไทย หรอื วงมโหร ี เปน็ ต้น
เปนวงดนตรีประเภทใด และกาํ ลงั บรรเลงอยูใน
กิจกรรมใด ๓ งานพธิ ขี องราษฎร ประเภทงานศพ นยิ มบรรเล3งดว้ ยวงปพ่ี าทยน์ างหงส ์ วงปพ่ี าทยม์ อญ วงบวั ลอย หรอื วงแตรวง
๔ ดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบการแสดง เชน่ โขน หนงั ใหญ ่ หนุ่ ละครเลก็ หนุ่ กระบอก ละคร ลเิ ก นยิ มใชว้ งปพ่ี าทยม์ าบรรเลง
เปน็ ต้น
๕ ดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบการแสดงภาพยนตร์ และละครโทรทศั น์ จะนยิ มใชด้ นตรปี ระกอบในเนอื้ เรอื่ งทแี่ สดงถงึ
ความเปน็ ไทย เชน่ ภาพยนตร ์ เร่อื ง “โหมโรง” ละครพ้นื บ้านเรอื่ ง “ปลาบทู่ อง” เปน็ ต้น
๖ ดนตรีท่ีใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ เช่น เชิญชวนเท่ียวงานท่ีเก่ียวข้องกับวัฒนธรรม
4 งานเทศกาล งานรณรงคด์ า้ นศิลปวัฒนธรรม การจัดขบวนแห ่ นิยมนาำ ขบวนแห่ด้วยวงแตรวง เป็นต้น
นกั เรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
1 หลวงประดษิ ฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เปนผทู มี่ ีฝม ือในการตีระนาดเอก ใหนกั เรียนหาภาพเครื่องดนตรที ี่เกิดข้ึนในสมยั ตางๆ มาจัดทําเปน
ท่ีหาตวั จับยาก ทา นเปนสังคตี กวีในชว งสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 ซ่งึ เปน ยคุ ทีด่ นตรีไทย สมุดภาพ พรอมเขียนคําบรรยายใตภาพ ตกแตง ใหสวยงาม นําสงครผู สู อน
เฟอ งฟทู ีส่ ดุ สมัยหนึง่ และภายหลงั ไดตีระนาดเอกถวายสมเดจ็ พระเจาบรมวงศเ ธอ
เจา ฟา กรมพระยาภาณุพนั ธวงศวรเดช จงึ ไดร ับประทานตําแหนง เปน “จางวาง กจิ กรรมทา ทาย
มหาดเลก็ ในพระองค” คนทั่วไปจึงเรยี กวา “จางวางศร”
2 วงบัวลอย เปนการบรรเลงดนตรที ีประกอบดวยปชวา กลองมลายู ใหน กั เรียนวิเคราะหล กั ษณะของดนตรีไทยในสมัยกอ นสุโขทัยเปน
และฆองเหมง นยิ มนาํ มาเลน ในงานอวมงคล แตเ ดมิ น้ันวงบัวลอยประกอบดวย ราชธานี ดนตรไี ทยในสมยั สุโขทยั ดนตรีไทยในสมัยอยุธยา และดนตรีไทย
ปช วา 1 เลา กลองมลายู 2 คู และฆองเหมง 1 ใบ ภายหลังใชกลองมลายูเพียง ในสมัยรัตนโกสินทร ทําเปน ตารางเปรียบเทยี บความเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขึ้น
1 คู เทา น้นั ในแตละยคุ สมยั ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู ูสอน
3 หนงั ใหญ ทาํ จากหนังววั หรอื หนงั ควาย นํามาฉลเุ ปนรูปพระ นาง ยักษ ลงิ
ตามตวั ละครในเรอ่ื งรามเกยี รติ์ ตวั หนงั เม่อื จะนํามาแสดงตอ งมคี นเชดิ และตองมี
ผูพ ากยทาํ หนาทพ่ี ูดแทนตัวหนัง ใชว งปพาทยบรรเลงประกอบการแสดง
4 คู่มือครู
กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒) บทบาทของดนตรีพ้ืนบ้าน วงปพ าทยม อญ นยิ มบรรเลงในงานอวมงคล ใหน กั เรยี นรว มกันอภปิ รายเกย่ี วกับบทบาท
และอิทธิพลของดนตรีตอสงั คมไทย บทบาทของ
ดนตรีพ้ืนบ้านของไทยน้ันมีความหลากหลาย (ท่มี าของภาพ : http://www.shutterphoto.com) ดนตรตี อ สังคมไทย และบทบาทของดนตรพี ืน้ บาน
ตามสภาพของสังคม และวัฒนธรรม เพราะ ตามท่ไี ดศ ึกษามา จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา
คนไทยในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน
ทางด้านพ้ืนฐานทางสังคม และวัฒนธรรม • ดนตรีที่มแี บบแผน และมรี ูปแบบเปน ดนตรี
โดยดนตรีพ้ืนบ้านของแต่ละกลุ่มชนท่ีอยู่ตาม ทเ่ี ปนตวั แทนของดนตรีประจาํ ชาติไทย
ภมู ิภาคต่างๆ ทีไ่ ด้มกี ารนา� มาบรรเลง ขับรอ้ ง คอื วงดนตรีชนดิ ใด
ในกิจกรรมต่างๆ ท้งั ในงานมงคล งานอวมงคล (แนวตอบ ดนตรที ี่ถือวาเปนดนตรีประจํา
งานรนื่ เริง และประกอบการแสดง มดี งั นี้ ชาติไทยน้ัน เชน วงปพ าทย วงเครอ่ื งสาย
วงมโหรี เปนตน ซ่งึ วงดนตรีประเภทนี้
ภาคเหนอื จะบรรเลงอยใู นงานหรอื กิจกรรมตางๆ
ไดแก พระราชพิธีของราชสํานัก และงาน
ไดแ้ ก ่ วงสะล้อซงึ ขลยุ่ (วงสะล้อซอซึง ภาคกลาง พธิ ขี องราษฎร)
หรือวงสะล้อซอปิน) วงปีจ่ ุม วงป้าดฆ้อง วงตึ่งโนง ไดแ้ ก่ วงป่พี าทย์พนื้ บ้าน แตรวง วงกลองยาว
ประเภทของเพลง และทำานองร้อง เชน่ อือ่ ซอ ค่าว ฮำ่า ประเภทของเพลงและทาำ นองรอ้ ง เชน่ เพลงกลอ่ มลูก • ดนตรพี น้ื บานของไทยมีลกั ษณะอยา งไร
(แนวตอบ ดนตรพี น้ื บา นเปน การสรา งบทเพลง
ซอจะป ุ ซอเงี้ยว ซอดาด เปน็ ต้น ประเภท เพลงฉอ่ ย เพลงอีแซว เพลงรอ่ ยพรรษา การรอ งเพลง การเลน ดนตรขี องคนในทอ งถนิ่
การแขง่ ขันหรอื บรรเลงทัว่ ไป เช่น เพลงราำ ภาข้าวสาร เพลงสงฟาง ซง่ึ ลกั ษณะของดนตรีพื้นบา นจะเปนการ
วงกลองสะบดั ชัย เปน็ ต้น เพลงรำาโทน เปน็ ต้น บรรเลงดวยเคร่อื งดนตรพี น้ื บานตามแตละ
ทอ งถนิ่ ทมี่ จี งั หวะ และทาํ นองเปน เอกลกั ษณ
อีสาน เฉพาะตวั เนอื้ เพลงท่นี าํ มาใชใ นการรอง
จะใชภ าษาถน่ิ นอกจากน้ี ดนตรีพืน้ บา น
ไดแ้ ก่ วงพณิ แคนโหวด วงกนั ตรึม วงหมอลาำ ภาคใต ้ แตล ะทองถ่นิ ยังมีความแตกตางกันออกไป
วงโปงลาง วงดนตรีต้มุ โมง ประเภทของเพลง ได้แก ่ วงดนตรโี นรา วงดนตรีหนงั ตะลงุ ตามความเช่อื ประเพณี วฒั นธรรม วิถชี วี ติ
ของคนในทอ งถิน่ นั้นๆ)
และทาำ นองร้อง เช่น เพลงโคราช ลาำ เตย้ วงกาหลอ วงดนตรีประกอบการแสดงมะโย่ง
ลำากลอน ลำาพ้นื เจรยี ง เป็นต้น วงดนตรีซีละ วงดนตรรี องเงง็ วงดนตรใี นพธิ ตี ือร ี • นกั เรยี นสามารถขับรองเพลงพื้นบาน
ของภาคตนเองไดห รือไม ถาได
วงดนตรีในพิธีกรรมลมิ นต ์ ประเภ1ทของเพลง นักเรียนสามารถขบั รองเพลงใดได
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
และทำานองรอ้ ง เช่น เพลงบอก เพลงเรือ ไดอยางอสิ ระ)
เพลงนา เพลงคาำ ตกั เป็นต้น
5
ขอ สอบ O-NET เกร็ดแนะครู
ขอ สอบป ’50 ออกเก่ียวกบั ลักษณะของเครอื่ งดนตรพี ้นื บา น ครูควรเปดซีดหี รอื ดวี ดี ีหรือสอื่ อนิ เทอรเนต็ ทเี่ กี่ยวกบั การแสดงดนตรพี นื้ บาน
เครื่องดนตรพี ืน้ บานในขอใดทเ่ี ปน เคร่ืองดนตรีในภูมภิ าคเดียวกันท้ังหมด 4 ภาค ใหนักเรียนฟง เชน เพลงซอ เพลงชาวเหนอื เพลงดวงดอกไมของภาคเหนอื
1. ป พิณ โปงลาง แคน โหวด หมอลาํ เพลงโคราช เจรียงกนั ตรึมของภาคอสี าน เพลงรองเรอื เพลงบอก
2. พิณ สะลอ โหวด โปงลาง ซงึ เพลงกําพรัดของภาคใต เพลงฉอย เพลงอีแซว เพลงเรือของภาคกลาง เปนตน
3. รํามะนา ฆองคู กลองโนรา พิณ เพ่อื ใหน กั เรียนสามารถเปรยี บเทียบเสยี งรอง เสียงเคร่อื งดนตรีของแตละภาค
4. โทนชาตรี ป ตะโพน ฆองวง วา มลี กั ษณะเดนอยางไร ซง่ึ จะทาํ ใหนักเรยี นมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกับดนตรี
พ้นื บา นไดด ีย่งิ ขึ้น
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะป พณิ โปงลาง แคน โหวด
ลว นจดั เปน เครอื่ งดนตรภี าคอีสานทัง้ สิ้น
นกั เรียนควรรู
1 เพลงบอก เปนเพลงพนื้ เมอื งท่ีนิยมเลน แพรหลายที่สุดในสมัยกอ น เมื่อถึง
หนาสงกรานตยงั ไมมีปฏทิ นิ บอกสงกรานตแ พรห ลายอยางปจจบุ ัน จะมแี มเพลงนํา
รายละเอยี ดเกยี่ วกบั สงกรานตอ อกปา วประกาศแกช าวบา น โดยรอ งเปน เพลงพนื้ บา น
และมลี กู คูรบั เปนทาํ นองเฉพาะ จึงมชี ือ่ เรียกวา “เพลงบอก”
ค่มู ือครู 5
กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหน ักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ 2.2 อิทธิพลของดนตรีตอ สังคมไทย
บทบาท และอทิ ธพิ ลของดนตรตี อ สงั คมไทย ในหวั ขอ ดนตรเี ปน็ เรอื่ งของเสยี งทมี่ คี วามสมั พนั ธก์ บั วถิ ชี วี ติ ของมนษุ ย ์ เสยี งดนตรชี ว่ ยสรา้ งเสรมิ
อิทธิพลของดนตรีตอสังคมไทย ตามท่ีไดศึกษามา จติ ใจของมนษุ ย ์ จรรโลงใจใหม้ คี วามสขุ อม่ิ เอบิ คณุ คา่ ของดนตรสี นองตอบตอ่ กจิ กรรมในรปู แบบ
จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา ต่างๆ เช่น งานพระราชพิธี งานพิธีกรรมของประชาชน งานรื่นเริง ประกอบการแสดงละคร
การแสดงภาพยนตร์ ใช้ในรูปของการเรียนการสอน การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมกลุ่ม
• ส่ิงใดท่ีเปน ปจจยั สาํ คัญทท่ี ําใหค นในสมยั เมอื่ เขา้ คา่ ยเยาวชน คา่ ยลกู เสอื คา่ ยอาสาสมคั รตา่ งๆ เปน็ ตน้ การทม่ี นษุ ยน์ า� ดนตรใี ปใชใ้ นกจิ กรรม
โบราณไดคิดคน และประดิษฐเครอ่ื งดนตรีขน้ึ ดังกล่าว เพราะดนตรีเป็นศิลปะของเสียงที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สื่อกลางท่ีดีที่สุดของกิจกรรม
(แนวตอบ ในอดีตมนุษยม ีความเชื่อวา ดงั ทกี่ ลา่ วนอี้ ยทู่ คี่ วามรสู้ กึ ในกจิ กรรมทจี่ ดั ขนึ้ นนั้ เปน็ สา� คญั ดงั นนั้ เพอื่ ใหน้ กั เรยี นไดเ้ ขา้ ใจอทิ ธพิ ล
ปรากฏการณธ รรมชาติตางๆ เชน ฟา แลบ ของดนตร ี นกั เรยี นจงึ ควรเขา้ ใจความรพู้ นื้ ฐานของดนตรโี ดยภาพรวม และความรทู้ เี่ กยี่ วกบั ดนตรไี ทย
ฟารอง ฟาผา แผน ดินไหว พายุ การเจบ็ ปว ย ตามหัวข้อ ดังน้ี
ความทกุ ข ความตาย เปน ตน สิง่ เหลานม้ี นษุ ย
ไมส ามารถหาคําตอบไดว า เกดิ ขึน้ ไดอยา งไร ๑. ธรรมชาติและเสียงของดนตรไี ทย มนุษย์ในยุคโบราณดำารงชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติท่ีเป็นขุนเขาลำาเนาไพร
จงึ จินตนาการวา เทพเจาหรอื ผูทรงไวซง่ึ พลงั
อาํ นาจเหนือธรรมชาติเปน ผทู าํ ใหเกิดเสยี ง อยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปราศจากส่ิงอำานวยความสะดวก มนุษย์ได้เรียนรู้การจัดการกับกิจกรรมต่างๆ เพื่อ
ตอมามนษุ ยจึงคิดคน เครื่องมือท่ีจะทาํ ใหเกดิ
เสียงข้นึ และส่ิงน้นั กค็ ือเครอ่ื งดนตรที ี่ทําจาก ความอยรู่ อด มีอาหารกินดว้ ยการเกบ็ ของปา่ ลา่ สัตว์ มนษุ ยอ์ ยู่รวมกันเป็นกลุ่มสังคม มีการพฒั นาปรับปรุงชีวติ ของตน
วสั ดุธรรมชาตทิ ี่มอี ยใู นทอ งถ่นิ นํามาใชใ นการ
สอ่ื สาร โดยเนนการตหี รอื สี เพ่ือทาํ ใหเ กิด และสงั คมให้อยรู่ ่วมกนั อยา่ งปลอดภัย และมีความสขุ
เสียงดัง)
ปรากฏการณธ์ รรมชาตติ า่ งๆ เชน่ ฟา้ แลบ ฟา้ รอ้ ง ฟา้ ผา่
แผ่นดินไหว พายุหมุน การเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน
ความตาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่สามารถค้นหา
คำาตอบได้วา่ ทำาไมจึงเป็นเช่นนัน้ และเมอื่ ไม่สามารถค้นหา
คำาตอบทางวิทยาศาสตร์ของปรากฏการณ์ธรรมชาติได้
จงึ จนิ ตนาการ และเชอื่ มโยงความคดิ เหลา่ นนั้ กบั สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ
กลายเป็นว่าเพราะเทพเจ้า หรือผู้ทรงไว้ซ่ึงพลังอำานาจ
เหนือธรรมชาติ กระทำาให้เกิดเสียงน้ันข้ึน ต่อมามนุษย์
จึงได้คิดค้นและประดิษฐ์เคร่ืองมือท่ีทำาให้เกิดเสียงข้ึน มนุษยในยุคโบราณมักจะจินตนาการว่า ปรากฏการณ
โดยส่ิงประดิษฐ์ดังกล่าวก็คือ “เคร่ืองดนตรี” น่ันเอง ธรรมชาต ิ เชน่ ฟา แลบ ฟา ผา่ เปน็ ตน้ เปน็ สงิ่ ทเี่ ทพเจา้
โดยในช่วงแรกเคร่ืองดนตรีจะเป็นแบบเรียบง่าย ทำาจาก ทา� ใหเ้ กดิ ขน้ึ
วัสดธุ รรมชาตทิ ีม่ อี ยูใ่ นทอ้ งถน่ิ เชน่ ไม้ หนงั สตั ว์ ตวั หอย
เป็นต้น เครื่องดนตรีดังกล่าวมนุษย์จะนำามาใช้สื่อสาร (ทีม่ าของภาพ : http://www.ben14.com)
หรอื ใช้เพอ่ื เปน็ สญั ญาณสือ่ สารกัน โดยเน้นด้วยการตี หรือการทาำ ให้เกดิ เสียงดัง
เสียงดนตรีในยุคแรกๆ มีความเรียบง่าย มีระดับเสียงไม่มากนัก เม่ือมนุษย์เจริญข้ึนจึงมีการพัฒนาเคร่ืองดนตรี
ให้เกิดระดับเสียงมากกว่าที่มีอยู่ เมื่อมีเสียงหลายระดับเสียง จึงนำาเครื่องดนตรีที่พัฒนาขึ้นมาบรรเลงจนเกิดเป็น
ทำานองเพลง และได้พัฒนาวิธีการบรรเลงอยู่เร่ือยๆ และเม่ือประสมรวมเคร่ืองดนตรีหลายช้ินเข้าเป็นกลุ่ม ในท่ีสุด
ก็เกิดเป็นวงดนตรี เป้าหมายของเคร่ืองดนตรีท่ีใช้ในช่วงแรกๆ ใช้บรรเลงเพ่ือประกอบพิธีกรรม จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่
การบรรเลงเพ่อื กิจกรรมนนั ทนาการ เพือ่ ประกอบการแสดง เพื่อความบนั เทงิ ตลอดจนเพื่อกิจกรรมอน่ื ๆ
๖
บรู ณาการอาเซยี น ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
จากการศกึ ษาเกีย่ วกบั ความรูพ ้นื ฐานเกย่ี วกบั ดนตรีไทย สามารถเช่อื มโยงกับ
ประเทศสมาชิกอาเซียน คือ ประเทศกัมพชู า ซึ่งมีความคลา ยคลงึ ในเรอื่ งดนตรี คือ เพราะเหตุใดจึงมีการใชเพลงโหมโรงเปน เพลงแรกทบ่ี รรเลงกอ นการแสดง
การบรรเลงดนตรดี ว ยวงมโหรที ่มี ลี กั ษณะการประสมวงคลายกบั วงมโหรขี องกมั พชู า 1. เปนเพลงทมี่ ที าํ นองทไ่ี พเราะ
โดยเคร่อื งดนตรีบางชนดิ จะมลี กั ษณะเหมอื นเครอื่ งดนตรขี องกัมพชู า ที่พบเห็นไดใน 2. เปนเพลงทีใ่ ชบรรเลงเพอ่ื ประกาศวาจะมีการแสดง
จงั หวดั บรุ รี มั ย บางชนดิ มลี กั ษณะเปน รปู สตั ว เชน กระปอ (จะเข) เปน ตน เครอ่ื งดนตรี 3. เปนเพลงเลน ไดงาย มจี ังหวะ และทํานองทส่ี นกุ สนาน
ในวงมโหรจี ะประกอบไปดวยจะเปย ดองเวง (กระจับป) กระปอ (จะเข) ซลัย (ป) 4. เปน เพลงไดร บั ความนิยมในหมนู ักดนตรี
ตรวั จ้ี (ซอดวง) สะกัวร (กลอง) กรับ จีง (ฉง่ิ ) ฉาบ เปน ตน นับไดวาเปนวงมโหรี
ของกัมพูชาในประเทศไทยทีส่ มบรู ณท ส่ี ดุ ท่ีเหลอื อยใู นปจจบุ นั นอกจากน้ียงั มี วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงโหมโรง เปน เพลงทใ่ี ชเ บิกโรง
จะเปย ดองเวงทกี่ ษัตริยก ัมพชู าทรงถวายแกก ษัตริยไ ทยรัชกาลท่ี 4 ปจจุบันจดั แสดง
ทพี่ พิ ิธภณั ฑสถานแหงชาตกิ รุงเทพฯ อกี ดวย เพื่อเปนการประกาศใหผ คู นทราบวา ท่ีนม่ี งี านอะไร และเพ่ืออญั เชญิ
เหลา สงิ่ ศักด์สิ ทิ ธ์ทิ ้ังหลายทั้งปวงใหม าชุมนมุ กันภายในงาน เพือ่ ความเปน
สริ มิ งคลในงานน้ันอีกดวย
6 คู่มอื ครู
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒. ความเชอื่ ของคนไทยทน่ี าำ มาสอู่ ิทธิพลของดนตรี สืบเนื่องจากอิทธิพลของเสียงดนตรีข้างต้นในวัฒนธรรม ใหน ักเรยี นรว มกันอภปิ รายเก่ียวกบั บทบาท
และอทิ ธพิ ลของดนตรตี อ สังคมไทย ในหวั ขอ
ของไทย ซึ่งมีพ้ืนฐานหลักที่มีความเก่ียวข้องกับความเชื่อดั้งเดิม คือ เชื่อเร่ืองภูตผี ดังเห็นได้จากความเช1่ือเร่ืองของผีฟ้า ความเชอ่ื ของคนไทยที่นํามาสอู ทิ ธพิ ลของดนตรี
ตามท่ไี ดศ ึกษามา จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา
ผีปู่ย่า ผีเรือน ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ความเช่ือเร่ืองวิญญาณบรรพชน และเมื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้เข้ามาเผยแผ่
• สิง่ ใดคือเปา หมายสําคญั ของการใช
ในดนิ แดนประ2เทศไทย คนไทยบางสว่ นก็ได้นับถอื ความศักดิ์สิทธข์ิ องเทพเจา้ เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ เครื่องดนตรบี รรเลงเพลงในยคุ แรกๆ
(แนวตอบ ในยุคแรกๆ มนษุ ยจะใช
พระพฆิ เนศวร พระฤๅษี เปน็ ต้น และเม่ือพระพุทธศาสนาเผยแผใ่ นเวลาตอ่ มา คนไทยสว่ นใหญก่ ็เกดิ ความศรัทธา และ เครื่องดนตรบี รรเลงประกอบพิธีกรรม
นับถือพระพุทธศาสนา ซ่ึงลักษณะเด่นของการนับถือเช่นน้ี ได้ทำาให้เกิดการผสมผสานความเช่ือเร่ืองภูตผี พราหมณ์ ตามความเชอื่ จากนน้ั จึงพฒั นาไปสู
และพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน รวมท้ังได้พัฒนาความเช่ือ ความศรัทธา นำามาสู่การดำาเนินชีวิต และกิจกรรมต่างๆ การบรรเลงดนตรเี พือ่ กจิ กรรมนันทนาการ
มากมาย ตั้งแต่ก่อนยุคการสถาปนาอยุธยาเป็นราชธานี โดยดนตรีในพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชนน้ัน มีการปรุงแต่ง เพอ่ื ประกอบการแสดง เพ่อื ความบันเทิง
พัฒนา สร้างสรรค์เพิ่มเติม และสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ซ่ึงมีความเป็นแบบแผนท่ีถือปฏิบัติต่อกันมา ตลอดจนกจิ กรรมอืน่ ๆ)
ท้ังเครอ่ื งดนตรี การประสมวงดนตรี การประพันธบ์ ทเพลง และวธิ กี ารบรรเลง ตลอดจนผลงานทเ่ี กดิ ขึ้นใหม่
สิ่งเหล่าน้ีได้สร้างลักษณะของความเป็นเอกลักษณ์ที่มีรูปแบบของตนเอง แสดงออกถึงความเป็นดนตรีประจำาชาติ • ความเชอ่ื ในเรอ่ื งการประกอบพิธีกรรม
ท่ีควรภาคภูมิใจ เพราะนอกจากความเป็นดนตรีไทยแล้วยังเป็นดนตรีของภูมิภาคสุวรรณภูมิ ซ่ึงยังปรากฏรูปแบบของ ไหวค รไู ดรบั อิทธิพลมาจากสงิ่ ใด
วงดนตรีลกั ษณะเชน่ นใ้ี นประเทศเพอ่ื นบา้ น คือ ในบางพืน้ ที่ของเวยี ดนามด้วย (แนวตอบ ไดจ ากการนับถือเทพเจา ในศาสนา
ดงั น้นั การที่ดนตรไี ทยเป็นวงดนตรีทใ่ี ช้บรรเลงในพระราชพิธี และใช้บรรเลงประกอบพิธกี รรมต่างๆ ของประชาชน พราหมณ - ฮนิ ดู เชน พระพิฆเนศวร
ทั่วไป จึงทำาให้ดนตรีไทยมีอิทธิพลต่อการดำาเนินวิถีชีวิต โดยเฉพาะอิทธิพลต่อความรู้สึกว่า เมื่อประกอบกิจกรรม พระอิศวร เปน ตน ทไ่ี ดเขามาเผยแพร
หรืองานพธิ ใี ดๆ ดนตรีจะเปน็ สว่ นสำาคัญทชี่ ว่ ยสร้างความสมบรู ณใ์ หเ้ กิดขนึ้ แกง่ านนนั้ ได้ ในประเทศไทย ในวงการดนตรีไทยนั้น
ถา หากผใู ดจะเร่มิ เรียนจะตอ งทําการไหวครู
ดงั น้ันการไหวค รูจึงเปนการไหวเ ทพแหง
ดรุ ยิ างค คอื พระวศิ วกรรมหรอื
พระวิษณกุ รรม พระปรคนธรรพหรอื
พระประโคนธรรพ และพระปญจสขี ร
จากความเช่อื นจ้ี ึงทําใหเกดิ การประกอบ
พธิ ีการไหวค รู และครอบครูดนตรีไทย)
ความเช่อื ของคนไทยเก่ียวกบั ความศักดิ์สิทธขิ์ องเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ- ฮินดู เชน่ พระพิฆเนศวร พระอิศวร เปน็ ต้น
กอ่ ใหเ้ กดิ พธิ ีกรรมการไหว้ครู และครอบครูดนตรีไทย
(ทมี่ าของภาพ : http://www.hindumeeting.com)
7
แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นกั เรียนควรรู
เพราะเหตุใดผูท่เี รียนหรือทาํ งานเก่ียวกบั ชา งจงึ นับถอื พระวษิ ณกุ รรม 1 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู เปน ศาสนาทเี่ กดิ ในดินแดนชมพูทวปี คัมภีรศาสนา
จะเรียกวา “พระเวท” มพี ฒั นาการสืบตอมายาวนานนบั จากลทั ธพิ ราหมณ
แนวตอบ เพราะตามตํานานกลาววา พระวษิ ณุกรรมเปนผูสรางอุปกรณ จนถึงยคุ ทเี่ รียกวา ศาสนาฮินดู จึงเรียกรวมกันวา “ศาสนาพราหมณ - ฮินด”ู
สิ่งของ อาคารตา งๆ มากมาย และยังเปนผนู ําวชิ าชา งมาสอนแกม นษุ ย ทีม่ ผี นู บั ถอื มากเปนอนั ดับท่ี 4 ของโลก และเปน ศาสนาท่นี ับถอื เทพเจาหลายองค
นับแตน ั้นมามนุษยจ ึงรูจกั การสรา ง และใชงานสิง่ ของตา งๆ จนมีการพฒั นา เชน พระพรหม พระนารายณ พระศวิ ะ เปนตน
รูปแบบมาจนถึงปจ จุบนั น้ี เหลา บรรดาชางไทยแขนงตา งๆ จะใหค วาม 2 พระพิฆเนศวร เปนเทพเจา แหงความรู ผมู ปี ญญาเปนเลศิ ปราดเปรื่อง
เคารพบชู าพระวษิ ณุกรรมในฐานะครูชา งหรือเทพแหง วิศวกรรมของไทย ในศิลปวิทยาทุกแขนง รวมถงึ เปน เทพเจาองคแ รกสาํ หรับการบูชา ในบรรดาบคุ คล
จึงจดั ไดว า พระวิษณกุ รรมเปนเทพเจา ทีถ่ อื วา เปนนายชางใหญข องเทวดา ท่ีประกอบอาชีพทางดา นศลิ ปะ ดนตรี - นาฏศลิ ปจะเคารพบชู าพระพิฆเนศวร เพอื่
ขอพรใหเ กดิ ความเจรญิ รงุ เรอื งในการทาํ งาน ทงั้ นเี้ รายงั สามารถพบเหน็ พระพฆิ เนศวร
ปางทรงดนตรหี รอื คีตาคเณศ ปางนี้จะมลี กั ษณะทรงกลอง ขลุย และสังข
คู่มอื ครู 7
กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหน กั เรียนศกึ ษาเก่ียวกบั ครูเทพเจาดนตรี เสริมสาระ ครเู ทพเจา้ ดนตรไี ทย
ในหนงั สือเรียน หนา 8 จากนนั้ ครถู ามนักเรยี นวา
ครูเทพเจ้าที่บรรดาเหล่าศิลปน นักดนตรีไทยให้ความเคารพนับถือมีอยู่หลายองค ความเชื่อนี้
• นักเรยี นคิดวาเทพเจา แหงดนตรใี นความเชือ่ ด�าเนินตามแนวของศาสนาพราหมณ-ฮินดู เป็นการน้อมน�าความเช่ือ การแสดงความเคารพนับถือ
ตา งๆ ทวั่ โลกนอกเหนอื จากศาสนาพราหมณ - และความกตัญูกตเวทีต่อเทพเจ้า เพราะตามต�านานและคัมภีรท่ีปรากฏได้กล่าวไว้ว่า “เทพเจ้า
ฮนิ ดู แลว ยงั มเี ทพเจา องคใ ดทม่ี คี วามเกยี่ วขอ ง แหงดนตรีเปนผู้มีอุปการคุณสร้างงานศิลปะ” คือ ท้ังสร้างเคร่ืองดนตรี แต่งเพลง บรรเลงเพลง
กับดนตรีบาง ดว้ ยเครอื่ งดนตร ี และการขบั ร้อง ครูเทพเจ้าของดนตรไี ทยทีค่ วรรจู้ กั มีดงั นี้
(แนวตอบ นอกเหนอื จากเทพเจา ทางดนตรี
ในศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดแู ลวยังมเี ทพแหง พระวษิ ณกุ รรม เทพเจา้ ทน่ี บั ถอื กนั วา่ เปน็ นายชา่ งใหญข่ องเทวดา เปน็ เจา้
ดนตรีของกรกี อกี คอื เทพอะพอลโล (Apollo)
เทพออรฟอ สั (Orpheus) เปน ตน) แห่งการช่างทุกประเภทท้ังช1่างเขียน ช่างปน ช่างก่อสร้าง พระวิศณุกรรม
ขยายความเขา้ ใจ E×pand เป็นผู้ออกแบบสร้างโรงละครไว้ ๓ ขนาด คือ ขนาดใหญ่รูปสี่เหล่ียมผืนผ้า
ขนาดกลางรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส และขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยม เพื่อใช้เป็นที่สอน
ใหน ักเรยี นรว มกนั สรุปสาระสาํ คัญเกย่ี วกับ พระวศิ ณุกรรม เทพเจา้ ใหช้ าวเมอื งมนุษยรู้จกั รอ้ งร�าทา� เพลง
บทบาทและอิทธพิ ลของดนตรตี อ สังคมไทย
ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู ูสอน แหง่ การชา่ งทุกประเภท
(ทีม่ าของภาพ : http://www.board.palungit.com)
ตรวจสอบผล Evaluate พระปญจสีขร เทพเจ้าผู้มีความเป็นเลิศในด้านการดีดพิณ และ
การขับล�าน�า ตามต�านานกล่าวว่า ในอดีตชาติพระปญจสีขรเป็นเด็ก
เลี้ยงโคไว้ผม ๕ แหยม มีช่ือเรียกว่า “ปญจสิขะ” เป็นผู้มีความเลื่อมใส
ครพู จิ ารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เกี่ยวกับ ศรัทธาในการสร้างกุศล ได้สร้างสาธารณสถาน เช่น ศาลา สระน้�า ถนน
บทบาท และอทิ ธิพลของงานดนตรตี อสงั คมไทย ยานพาหนะ เป็นต้น แต่ต้องตายขณะอยู่ในวัยหนุ่ม จึงได้ไปเกิดเป็น
ของนกั เรยี น เทพบุตรในช้ันจาตุมหาราชิกา มีช่ือว่า “ปญจสิขคนธรรพเทพบุตร”
มรี า่ งกายเป็นสีทอง มีมงกุฎห้ายอด พระปญจสขี ร เทพเจา้
ผ้เู ป็นเลศิ ดา้ นการดีดพณิ
(ท่ีมาของภาพ : http://www.variety.teenee.com)
พระปรคนธรรพ เทพเจ้าผู้เป็นยอดแห่งคนธรรพ นามที่แท้จริง
คือ พระนารทมุนี เป็นผู้คิดและสร้างพิณคันแรกข้ึน นับถือว่าเป็นผู้มี
ความช�านาญในการขับร้อง และบรรเลงดนตรี ท�าหน้าที่เป็นพนักงานขับร้อง
และบรรเลงดนตรีกล่อมพระเป็นเจ้า และเทพยนิกรพระนารทมุนีเป็นครูเฒ่า
พระปรคนธรรพ และเป็นครใู หญ่ในวชิ าสา� คญั ๆ ของพวกคนธรรพ
เทพเจ้าผ้คู ิดและสรา้ งพิณ
คันแรกขน้ึ
(ที่มาของภาพ : http://www.lungsit.blogspot.com)
๘
เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
ครคู วรใหน กั เรยี นดภู าพเทพเจา แหง ดนตรไี ทย คอื พระวศิ ณกุ รรม พระปญ จสขี ร
พระปรคนธรรพ พรอมทงั้ อธิบายเพิม่ เตมิ วาพระฤๅษที น่ี ํามาตัง้ สําหรับบูชาในพธิ ี เพราะเหตุใดเราจงึ ตองใชด อกมะเขือ หญาแพรก ขา วตอก ดอกเขม็
ไหวค รดู นตรไี ทยมชี อื่ วา “พระภรตฤๅษ”ี ผซู ง่ึ ไดร บั โองการจากพระพรหมใหน าํ ศลิ ปะ ในพธิ ีการไหวครู
การรําทาราํ ศวิ นาฏราชมาบงั เกดิ ในเมอื งมนษุ ย ถือไดว า เปน เทพแหงศลิ ปะ
1. หาซ้อื ไดง าย
นกั เรยี นควรรู 2. มีราคาไมแพง
3. เปนของทีม่ คี วามหมายท่ีดี
1 โรงละคร เปน สถาปต ยกรรมทมี่ ีความสลับซบั ซอ นในการออกแบบ เพราะเปน 4. เปน ของท่กี าํ หนดไวใ หใ ชมาตั้งแตโบราณ
อาคารท่ีมีหนาท่ใี ชสอยมากมาย ในการออกแบบโรงละครน้นั จะตอ งสอดคลอ งกบั
เทคนิคดานเวที ฉาก แสง สี เสยี ง และระบบปรับอากาศ นอกจากน้ยี ังจะตอ ง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะเปนของที่มีความหมายท่ดี ี คือ
คํานงึ ถึงความสะดวก และความเพลดิ เพลินของผูช มอีกดว ย
ดอกมะเขอื เปน สัญลกั ษณข องความเคารพ ความออนนอ มถอมตน
8 คู่มอื ครู หญา แพรก เปน สญั ลักษณข องความอดทน
ขาวตอก เปนสญั ลักษณของความมีระเบียบวินยั
ดอกเข็ม เปน สญั ลักษณของความมีสตปิ ญ ญาเฉยี บแหลมประดจุ ดังเขม็
ซ่ึงนับวา เปน สัญลกั ษณท ี่ใหค วามหมายของการแสดงออกถึงการเปนศิษย
ท่ดี ีของครูไดครบถว นในดา นการฝากตวั เปนศิษย ความกตัญูกตเวที
และการขอพรใหเจรญิ รุงเรือง
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand Engage
กระตนุ้ ความสนใจ
๓. องค์ประกอบของดนตรไี ทย ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี กยี่ วกบั การบรรเลงดนตรไี ทย
ดนตรีไทยทมี่ คี วามไพเราะน่าฟัง จะประกอบไปดว้ ยสว่ นส�าคัญตา่ งๆ ดงั นี้ ใหนักเรียนชม จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา
๑. เสยี งดนตรี
เสียงท่ีมนุษย์ประดิษฐ์ข้ึนมา โดยนำาเสียงต่างๆ มาจัดระบบให้ได้สัดส่วน มีความกลมกลืนกัน • นักเรียนคิดวาการทจี่ ะบรรเลงดนตรีไทย
โดยทว่ั ไปแลว้ เสยี งดนตรเี กดิ จากเสยี งของเครอ่ื งดนตร ี และเสยี งรอ้ งเพลงของมนษุ ย ์ เสยี งของดนตรี ใหเปน เพลงทม่ี คี วามไพเราะนนั้ จะตอ งมี
จะมคี วามไพเราะน่าฟังเพยี งใดนั้น ข้ึนอยู่กับทักษะการเรียบเรยี งเสียงประสานของศลิ ปิน องคป ระกอบใดเปน สาํ คัญ
(แนวตอบ ดนตรไี ทยทม่ี คี วามไพเราะนา ฟง นนั้
๒. ทำานอง จะตอ งประกอบไปดวยเสยี งดนตรี ทาํ นอง
เสียงต่ำา เสียงสูง เสียงสั้น เสียงยาว เสียงทุ้ม เสียงแหลมของดนตรี หรือบทเพลง ทำานอง จงั หวะ การประสานเสียงทม่ี คี วาม
ของดนตร ี หรอื ทำานองของบทเพลงแต่ละเพลงนน้ั มลี ักษณะท่ีแตกตา่ งกันออกไป ท้ังน้ ี ขน้ึ อยกู่ ับ กลมกลืนกนั )
จุดประสงค์ของผู้ประพันธ์เพลง ว่าต้องการสร้างสรรค์ให้บทเพลงน้ันๆ มีทำานองเป็นไปใน
รปู แบบใด เชน่ ทำานองท่ฟี งั แลว้ เศร้าสรอ้ ย โหยหวน คึกคัก เข้มแขง็ ฮึกเหิม เปน็ ต้น โดยท่วั ไปแล้ว จากนัน้ ครอู ธิบายพรอ มยกตวั อยา ง โดยอาจใช
ผู้ประพันธ์นิยมประพันธ์แนวทำานองหลัก หรือแนวเน้ือทำานองนำาของบทเพลงก่อนเพ่ิมเติม ตวั อยา งเสยี งเครอื่ งดนตรหี รอื ตวั อยา งบทเพลงงา ยๆ
รายละเอยี ดของบทเพลง ทนี่ กั เรยี นรูจักมาอธิบายประกอบ
๓. จังหวะ สา� รวจคน้ หา E×plore
การเคล่ือนไหวท่ีสม่ำาเสมอ อาจกำาหนดไว้เป็นความช้า-เร็วต่างกัน เช่น เพลงจังหวะช้า
เพลงจงั หวะเรว็ เปน็ ตน้ ในทางดนตรกี ารกาำ หนดความสน้ั -ยาวของเสยี งทม่ี สี ว่ นสมั พนั ธก์ บั ระยะเวลา ใหน กั เรียนศกึ ษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เติม
ในการร้องเพลง หรือเล่นดนตรีจะต้องมีจังหวะเป็นเกณฑ์ ถ้าร้องเพลง หรือเล่นดนตรีไม่ตรง เกยี่ วกบั องคป ระกอบดนตรไี ทย จากแหลง การเรยี นรู
จงั หวะ ยอ่ มไมม่ คี วามไพเราะเทา่ ทค่ี วร ในกรณที รี่ อ้ งเพลง หรอื เลน่ ดนตรหี ลายคนในเพลงเดยี วกนั ตางๆ เชน หองสมดุ โรงเรียน หองสมุดชมุ ชน
จังหวะจะทำาหน้าท่ีเป็นตัวกำากับ เพ่ือให้การร้องเพลง หรือการเล่นดนตรีนั้นออกมาในลักษณะที่ อนิ เทอรเ น็ต เปนตน ในหวั ขอ ทค่ี รูกาํ หนดให
พรอ้ มเพรยี งกัน และผสมกลมกลืนกนั อย่างเหมาะสม ดงั ตอไปน้ี
๔. การประสานเสียง 1. เสยี งดนตรี
เสียงของเคร่ืองดนตรี และเสียงร้องเพลงของมนุษย์ที่มีระดับเสียงต่างกัน เปล่งเสียงออกมา 2. ทาํ นอง
พร้อมกัน โดยเสียงท่ีเปล่งออกมาน้ันต้องผสมผสานกลมกลืนกัน ฟังแล้วไม่ขัดหู การประสาน 3. จงั หวะ
เสยี งดนตรนี น้ั เสยี งประสานตอ้ งประสานกบั แนวทาำ นองหลกั หรอื แนวทาำ นองนาำ ของบทเพลงนน้ั ๆ 4. การประสานเสียง
ได้อย่างผสมผสานกลมกลืนกัน รับ และสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ผู้ทำาหน้าท่ีเป็นผู้เรียบเรียง
เสียงประสานดนตรี จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองการประสานเสียงอย่างดี ดังดนตรีท่ีพบเห็น อธบิ ายความรู้ E×plain
หรือได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เช่น เพลงเต่าเห่ บ1ทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ใหน กั เรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับ
องคประกอบของดนตรีไทยตามทีไ่ ดศึกษามา
เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่ีมีการประสานเสียงระหว่างแนวขับร้องของ จากน้นั ครูถามนักเรยี นวา
นักร้องชายกับนกั รอ้ งหญงิ โดยมดี นตรบี รรเลงสอดรบั อยา่ งกลมกลืน เป็นต้น
• ดนตรีจะมีความไพเราะนาฟง ไดน น้ั
๙ จะประกอบไปดว ยส่ิงใด
(แนวตอบ ดนตรไี ทยทมี่ คี วามไพเราะนา ฟง นน้ั
จะประกอบไปดว ยเสียงดนตรี ทํานอง
จงั หวะ และการประสานเสียง)
ขอสอบ O-NET นกั เรียนควรรู
ขอ สอบป ’50 ออกเกย่ี วกบั การขบั รองเพลงไทย 1 สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ เจาฟา จิตรเจรญิ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ
เอกลักษณสาํ คญั ของการขบั รองเพลงไทย (เดมิ ) นาจะเปน ขอ ใด เปน พระโอรสลาํ ดบั ที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั รชั กาลที่ 4
1. การใชสว นตางๆ ของปาก และลําคอ กับพระสมั พนั ธวงศเ ธอ พระองคเ จาหญิงพรรณราย ประสตู ิเม่อื วันองั คารที่ 28
2. การเอื้อน เมษายน พ.ศ. 2406 และทรงเปน ตน ราชสกุล “จิตรพงศ” นบั วา เปนผูเ ชีย่ วชาญ
3. ปนเสยี งใหกลมกลอ ม ในงานศิลปะทกุ แขนง ท้งั ยงั ไดทรงประพันธเ พลงตางๆ ไวมากมาย เชน
4. การผอ น และถอนลมหายใจ เพลงเขมรไทรโยค เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงมหาชัย เปน ตน
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการเอ้ือน เปนการเปลงเสียงท่ีไมมี มมุ IT
ความหมายแตเ ปนทาํ นองประกอบคํารอ ง ทมี่ จี ดุ ประสงคเพอื่ ใหการรอง นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คนควา เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั ประวัติ
ครบถวนตามจงั หวะหนาทับ วิธีการเอือ้ นโดยปกติ จะใชเสียงอือ ฮอื เออ ของสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ เจาฟา จิตรเจรญิ กรมพระยานรศิ รานุวดั ตวิ งศ
เฮอ เงอ เงย ใสท าํ นองใหเหมาะสม และสมั พนั ธก บั คํารอ ง ซ่งึ ทําใหบทเพลง ไดจาก http://www.tc.mengrai.ac.th
มคี วามไพเราะนา ฟง มากขึ้น
คมู่ ือครู 9
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครใู หน กั เรยี นดตู ารางเปรยี บเทยี บระดบั เสยี งของ กิจกรรม ศิลปป์ ฏิบตั ิ ๑.๑
เคร่อื งดนตรไี ทย และดนตรีสากล จากนั้นครูถาม
นักเรียนวา กิจกรรมที่ ๑ ให้นักเรียนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย นักเรียนฝ่ายแรกเสนอช่ือดนตรีพ้ืนบ้าน
๑ ชื่อ โดยให้นักเรยี นฝ่ายที ่ ๒ ตอบว่า ดนตรีน้นั เป็นดนตรภี าคใด
• จงั หวะของดนตรีไทยมีลักษณะอยา งไร
และประกอบไปดวยอะไรบา ง หรือของกลุม่ ชาตพิ ันธุ์ใด แล้วสลบั กลุ่มกันถาม-ตอบ
(แนวตอบ จงั หวะของดนตรีไทย คอื มาตราสวน
ของระบบดนตรีท่ีดําเนินไปในชวงของการ กจิ กรรมท่ี ๒ ใหน้ กั เรียนนา� รายชอื่ ดนตรีพืน้ บ้านท่ีมกี ารน�าเสนอในกจิ กรรมท ี่ ๑
บรรเลงเพลงอยางสม่ําเสมอ เปน ตัวกําหนดให เขยี นท่กี ระดานดา� จากน้ันรว่ มแสดงความคดิ เหน็ โดยใหค้ รเู ป็นผูช้ ว่ ยเสรมิ
ผบู รรเลงจะตอ งใชเ ปน หลกั ในการบรรเลงเพลง และตง้ั ค�าถามนา� พรอ้ มสรปุ เพอ่ื ใหเ้ กิดความเข้าใจท่ถี ูกต้อง
จงั หวะของดนตรีไทย สามารถจาํ แนกได
3 ประเภท คอื จงั หวะสามญั จงั หวะฉง่ิ ๔. ระบบเสียง และทาํ นองของดนตรีไทย
และจงั หวะหนา ทบั )
สา� รวจคน้ หา E×plore ระบบเสยี ง และทา� นองของดนตรไี ทย นบั วา่ เปน็ องคป์ ระกอบสา� คญั อยา่ งหนง่ึ ของดนตร ี
ซ่ึงมีลกั ษณะ ดังนี้
ใหนกั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรูเพิ่มเติม
เกย่ี วกับระบบเสียง และทํานองของดนตรไี ทย 4.๑ ระบบเสยี งของดนตรไี ทย
จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน เสียงของดนตรีไทย มีทง้ั หมด ๗ เสียง เชน่ เดียวกับดนตรสี ากล แตต่ ่างกันตรงที่ระยะ
หองสมุดชุมชน อนิ เทอรเนต็ เปน ตน ความห่างของช่วงเสียงในแต่ละระดับของดนตรีไทยจะมีความห่างเท่ากัน ๑ เสียงเต็มทุกเสียง
ไมม่ ชี ว่ งครงึ่ เสยี งเหมอื นดนตรสี ากล ระบบเสยี งของดนตรไี ทยจะใชฆ้ อ้ งวงใหญเ่ ปน็ เครอ่ื งกา� หนด
อธบิ ายความรู้ Explain ระดับเสียง ซ่งึ ศพั ทส์ ังคีต เรียกวา่ “ทาง”1
การท่ีระดับเสียงของดนตรีไทยมีช่วงความห่างในระดับท่ีเท่าๆ กัน ท�าให้การบรรเลง
ใหน กั เรยี นรวมกันอภปิ รายเก่ยี วกบั ระบบเสยี ง ดนตรีไทยสามารถเรม่ิ ตน้ ที่ระดับเสยี งใดกไ็ ด้ ทง้ั นขี้ ึน้ อยกู่ ับเครอื่ งดนตรีทีใ่ ชใ้ นการบรรเลง
ของดนตรีไทยตามทไ่ี ดศึกษามา และครอู ธบิ าย
ขยายความจากในหนงั สอื เรยี นในเรอ่ื งของวรรค ทอ น ตารางเปรยี บเทียบระดับเสียงของดนตรีไทยและดนตรสี ากล
จบั ตัว และเพลง โดยหาเพลงมาเปน ตวั อยาง
ใหน กั เรยี นฟง ประกอบดว ย จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา ระดบั เสยี ง ระดับเสยี ง ลูกฆ้องวงใหญ่ วงทใี่ ช้บรรเลง
ดนตรไี ทย ดนตรีสากล
• เสยี งของดนตรีไทยประกอบดว ยเสียง ทางเพยี งออลา่ ง ลกู ที ่ ๑๐ ปีพ าทย์ไม้นวม
ทม่ี ีลกั ษณะอยางไร หรอื ทางในลด ฟา ปพี าทย์ดกึ ดา� บรรพ์
(แนวตอบ เสียงของดนตรีไทยประกอบดว ย ทางใน ลูกท ี่ ๑๑ ปพี าทย์ไมแ้ ขง็ ใชป้ ีใน
ระดบั เสยี ง 7 เสยี ง แตล ะเสยี งมชี ว งหา งเทา กนั ทางกลาง ซอล ลกู ท่ี ๑๒ ปีพ าทย์ไมแ้ ขง็ ใชป้ ีกลาง
ทกุ เสยี ง เสียงดนตรไี ทยแตล ะเสียงเรียกช่อื ทางเพยี งออบน ลา ลกู ท ่ี ๑๓ เครอื่ งสายมโหรี ใชข้ ลยุ่ เพยี งออ
แตกตา งกนั ไป ในดนตรไี ทยเรยี กระดบั เสยี งวา หรอื ทางนอกตา่� ซแี ฟลต
“ทาง”) ทางกรวด หรือทางนอก ลูกท ่ี ๑๔ ปพี าทยเ์ สภา ใช้ปนี อก
ทางกลางแหบ โด ลกู ท่ ี ๑๕ ปพี าทย ์ ใชป้ กี ลางทางแหบ
๑๐ ทางชวา เร ลูกที ่ ๑๖ เครื่องสายปชี วา
มี
นกั เรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
1 ระดบั เสยี งของดนตรีไทย จะแตกตางกับระบบเสยี งของดนตรสี ากล ใหน ักเรียนวาดภาพตาํ แหนงลูกฆอ งของฆองวงใหญ และเขียนอธบิ าย
เพราะเสยี งมคี วามถีไ่ มเ ทากนั เนอื่ งจากดนตรีไทยแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 7 เสียง เร่อื งทางทเ่ี กดิ ข้นึ โดยเขียนตัวเลขกํากับ เชน ทางท่ี 1 ทางในลดหรอื ทาง
ทมี่ คี วามถ่ีหางเทาๆ กนั สวนดนตรสี ากลแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 7 เสียง เหมอื นกนั เพยี งออลาง เสยี งโดอยูท่ีฆองลกู ท่ี 3 และ 10 ซง่ึ ฆอ งลกู ท่ี 10 นมี้ ีชอ่ื วา
แตมคี วามถห่ี างไมเทากัน คือ จะมเี สยี งเตม็ อยู 5 เสียง และมคี รึ่งเสยี งอยู 2 เสยี ง ลูกเพยี งออ จงึ เรยี กวา ทาง “เพยี งออ” เปน ตน ลงกระดาษรายงาน
ท่ีเปนเชน น้เี พราะดนตรีสากลสามารถแบง 1 ทบเสยี ง ออกเปน 6 เสยี งเต็มทมี่ คี วาม นาํ สงครูผูสอน
ถห่ี างเทาๆ กัน และยงั แบงครึ่ง 1 เสยี งเต็ม ออกเปน 2 ครงึ่ เสยี ง ดงั นนั้ ใน 1 ทบเสยี ง
จงึ แบงไดอ กี เปน 12 คร่งึ เสยี ง กิจกรรมทาทาย
มุม IT ใหน ักเรียนทาํ ตารางเปรยี บเทียบความแตกตา งของระบบเสยี งของ
ดนตรไี ทย และดนตรสี ากล โดยการวเิ คราะหค วามถข่ี องชว งเสยี งทีม่ ี
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควาเพ่มิ เติมเก่ยี วกบั ระบบเสยี งของดนตรไี ทย ความแตกตา งกัน ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
ไดจาก http://www.ird.sut.ac.th
10 คูม่ ือครู
กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
4.2 ทาำ นองของดนตรไี ทย ใหนกั เรียนรวมกนั อภปิ รายเก่ยี วกบั ทาํ นอง
ท�านอง คือ เสียงลักษณะต่างๆ สูงบ้าง ต่�าบ้าง ส้ันบ้าง ยาวบ้าง ท่ีผู้ประพันธ์น้ันได้ ของดนตรีไทยตามท่ไี ดศึกษามา จากน้ันครถู าม
น�ามาเรียบเรียงให้ต่อเน่ือง ผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน โดยท�านองของดนตรีไทยสามารถ นักเรียนวา
แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท ดังนี้
• ทํานองเพลงที่ดคี วรมีลกั ษณะอยา งไร
๑. ทำานองร้อง หรอื ทางรอ้ ง หมายถงึ ทำานองทปี่ ระพนั ธข์ นึ้ สาำ หรบั ใหผ้ ขู้ บั รอ้ งรอ้ งสง่ ใหด้ นตรรี บั ประกอบ (แนวตอบ จะตอ งมีความตอ เนอ่ื งของ
ด้วยทำานองท่ีผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ข้ึนและเนื้อร้อง ผู้ขับร้องจะต้องปรุงแต่งทำานองหลักให้เหมาะสมกับระดับเสียง โนต ดนตรีทีถ่ กู นํามาเรียบเรยี งอยาง
และความหมายของเนือ้ รอ้ ง เหมาะสม มกี ารใชเสยี งสูง-ตา่ํ , สนั้ -ยาว
เนื่องจากคำาในภาษาไทยนั้น มกี ารใช้ระดบั เสยี งวรรณยกุ ต ์ จงึ ทำาใหค้ วามหมายของคาำ ต่างกันไป เชน่ คำาว่า “มา้ ” ท้ังนท้ี ํานองทดี่ ีจะตองมคี วามสมดลุ
หากร้องโดยคำานึงถึงแต่ให้ตรงเสียงหลักของเพลงก็อาจจะออกมาเป็น “มา” หรือ “หมา” ได้ ซ่ึงทำาให้ความหมาย และมเี อกลกั ษณเฉพาะ สามารถ
ของคำานั้นเปล่ยี นไป ดังนนั้ ทาำ นองรอ้ งจงึ จำาเปน็ ต้องคำานึงถึงเสียงหลกั และความหมายไปพร้อมๆ กันเสมอ สรางความประทบั ใจใหผฟู ง ได)
๒. ทำานองบรรเลง หรือทางเครื่อง หมายถึง ทำานองท่ีผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ขึ้นสำาหรับให้เคร่ืองดนตรีต่างๆ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
บรรเลง ซ่ึงผู้บรรเลงสามารถพลิกแพลงทำานองหลักจากลูกฆ้องเป็นทำานองเต็มให้เหมาะสมกับเคร่ืองดนตรี
แตล่ ะชนิดได ้ แตต่ อ้ งเป็นไปตามแบบแผน คือ เสยี งตกของแตล่ ะวรรคจะต้องตรงกบั เสียงตกของทาำ นองทผ่ี ู้ประพนั ธ์ ใหน ักเรียนรวมกนั สรุปสาระสาํ คัญเก่ียวกับ
กาำ หนดไว้ ดงั นี้ ระบบเสยี ง และทํานองของดนตรไี ทย
ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู ูส อน
ท�านองหลัก - ซ - ด - ร - ม - ซ - ม - ร - ด
ทางที ่ ๑ ซ ล ท ด ท ด ร ม ซ ล ซ ม ซ ม ร ด ตรวจสอบผล Evaluate
ทางท ่ี ๒ ซ ล ซ ด ม ร ซ ม ด ร ม ร ซ ม ร ด
ทางท่ี ๓ ซ ล ท ด ม ร ซ ม ด ร ล ท ด ม ร ด ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสําคญั เก่ยี วกับ
ทางท ่ี ๔ ซ ล ซ ด - ร - ม ซ ล ซ ม - ร - ด ระบบเสียง และทํานองของดนตรีไทยของนักเรยี น
๑๑
แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกรด็ แนะครู
เพราะเหตใุ ดการแสดงของไทยจงึ ตองมีดนตรีบรรเลงประกอบ ครูควรเปดเพลงไทยเดมิ ใหน กั เรยี นฟง 2 ประเภท คือ ประเภททาํ นองรอง
1. ดนตรจี ะชว ยถายทอดอารมณต า งๆ ของตวั ละคร และประเภททํานองบรรเลง เพอื่ ใหน กั เรียนสามารถวิเคราะหลักษณะของบทเพลง
2. ตอ งมกี ารเตรียมตัวนกั แสดง ไทยเดิมท้งั 2 ประเภทน้วี า มีความแตกตา งกนั ในการส่อื ความหมาย และความรสู ึก
3. เปน การประกาศใหร วู าจะมีการแสดง อยา งไร จากนนั้ ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา ประเภททาํ นองรอ งสอ่ื สารผา นคาํ รอ ง ทาํ ใหเ รา
4. ตอ งการเอาฤกษเ อาชัย สามารถเขา ใจ และเขา ถงึ ไดม ากกวา ประเภททาํ นองบรรเลงทส่ี อ่ื สารผา นเฉพาะเสยี ง
ของเครื่องดนตรี ซึ่งตอ งตคี วามความหมาย โดยตอ งอาศยั ประสบการณใ นการฟง
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะดนตรีจะชว ยถายทอดอารมณต า งๆ มากกวา
ของตัวละคร วา ตวั ละครกาํ ลงั อยูใ นภาวะใด เชน ตวั ละครกาํ ลงั แสดง
ความรัก กจ็ ะใชเพลงโลม ถากาํ ลงั รอ งไห กจ็ ะใชเ พลงโอด ถากาํ ลังเสียใจ
ก็จะใชเ พลงทยอย เปนตน
คูม่ ือครู 11
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครูเปด เพลงไทยทม่ี ีลักษณะของบทเพลงที่ ๕. ลกั ษณะของบทเพลงไทย ๓. จบั
แตกตา งกันใหนกั เรยี นฟง จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา มคี วามหมายเดยี วกบั “ท่อน” แต่ใช้เรียก
ลกั ษณะของบทเพลงไทยมหี ลากหลาย ทาำ นองเพลงเชิดนอกท่ีใชป้ นี่ อกบรรเลงประกอบการ
• นกั เรียนเคยฟงเพลงลกั ษณะน้ีหรือไม ลักษณะคล้ายบทร้อง โดยเร่ิมจากวรรคหลาย แสดงหนังใหญ่ โดยการแสดงแต่ละคร้ังคนเชดิ จะเชดิ
และเมอื่ ไดฟง แลว นักเรียนรูส ึกอยางไร วรรคเปน็ บาท และหลายบาทเปน็ บท โดยลกั ษณะ หนังจบั ออกมา ๓ ค่ ู ในแตล่ ะค่ ู ผูบ้ รรเลงปีน่ อกจะตอ้ ง
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเห็น ของบทเพลงไทยสามารถจ�าแนกได ้ ดังน้ี บรรเลงเพลงเชิดนอก ๑ จบั ดังนั้น ในการบรรเลง
ไดอยา งอิสระ) เพลงเชิดนอกทีถ่ กู ต้อง จงึ ตอ้ งบรรเลงให้ครบ
๑. วรรค
• บทเพลงทีน่ ักเรียนไดฟงนนั้ มคี วามโดดเดน ท้งั ๓ จับ
อยา งไร
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดงความคดิ เหน็ สว่ นหน่ึงของทำานองเพลงท่ีกาำ หนด ๒. ทอ่ น
ไดอ ยา งอสิ ระ) โดยความยาวของจังหวะหนา้ ทบั ทำานอง ทาำ นองเพลงท่ีมคี วามยาวต้งั แต่
๒ วรรคข้ึนไป ทีน่ าำ มาเรียบเรียง
สา� รวจคน้ หา เพลง ๑ วรรค มีความยาวเท่ากับ ตดิ ตอ่ กันเป็นส่วนหนึง่ ของเพลง
๑ จังหวะหนา้ ทบั
E×plore ๔. ตวั
มีความหมายเดยี วกบั “ทอ่ น” และ “จบั ”
ใหนกั เรยี นศกึ ษา คนควา หาความรเู พมิ่ เติม ๕. เพลง ต่างกันเพียง “ตัว” ใช้สาำ หรับเรยี กสดั สว่ นของเพลง
เกย่ี วกบั ลกั ษณะของบทเพลงไทย จากแหลง การเรยี นรู ทาำ นองทดี่ รุ ิยกวไี ด้ประพันธ์ขน้ึ จากจินตนาการ บางประเภท ไดแ้ ก ่ เพลงตระ และเพลงเชดิ ต่างๆ
ตางๆ เชน หองสมดุ โรงเรยี น หองสมดุ ชมุ ชน ของตน หรอื แรงบนั ดาลใจ โดยจะมจี ังหวะชา้ หรอื เรว็ ยกเวน้ เพลงเชิดนอกที่เรียกเปน็ “จับ” อกี ทั้งเพลงท่ี
อนิ เทอรเ นต็ เปนตน ในหวั ขอทคี่ รูกาํ หนดให หรือยาวไมเ่ ท่ากนั แตแ่ บบแผนทีถ่ ูกตอ้ งของเพลงไทย นับเป็นตวั จะมีลักษณะพเิ ศษ คอื ทำานองตอนทา้ ย
ดังตอไปนี้
โบราณ คอื ทอ่ นหนึง่ ควรมีความยาว ของทุกตวั น้นั จะลงท้ายเหมือนกนั
1. เพลงขบั รอ ง ไมน่ อ้ ยกว่า ๒ จังหวะหนา้ ทับ
2. เพลงบรรเลง
เพลงไทย สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) เพลงขบั รอ้ ง คอื เพลงทป่ี ระพนั ธข์ น้ึ สา� หรบั ดนตรบี รรเลงรว่ มกบั การขบั รอ้ ง ไดแ้ ก่
อธบิ ายความรู้ Explain ๑. เพลงเถา ๒. เพลงตับ
ครสู ุม นักเรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธิบายเกี่ยวกับ เพลงๆ เดียวทบ่ี รรเลง หรอื ขับรอ้ งติดต่อกนั 1 เพลงหลายๆ เพลงทน่ี าำ มาบรรเลง
ลักษณะของบทเพลงไทยตามท่ไี ดศกึ ษามา หรือขบั ร้องต่อเนื่องกนั แบง่ ย่อยออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท
หนาชัน้ เรยี น จากน้ันครูถามนกั เรียนวา โดยมอี ตั ราจังหวะลดหลัน่ กนั ตงั้ แต่อตั ราจงั หวะ
๓ ชน้ั (ช้า) ๒ ช้ัน (ปานกลาง) และชนั้ เดียว (เร็ว) คือ ตับเพลง เป็นเพลงที่นาำ มาบรรเลง หรอื ขับรอ้ ง
• ลักษณะของเพลงไทยสามารถจาํ แนกได ตอ่ เนือ่ งกัน โดยตอ้ งเปน็ เพลงที่มีอตั ราจังหวะเดียวกัน เช่น
เปน ก่ปี ระเภท อะไรบาง เช่น เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงตบั ต้นเพลงฉงิ่ ๓ ชั้นประกอบดว้ ยเพลงตน้ เพลงฉง่ิ ๓ ชั้น
(แนวตอบ ลกั ษณะของเพลงไทยจะเปน เพลงที่ เป็นต้น
แตง ข้ึนตามหลักของดนตรไี ทย มีลีลาในการ
ขบั รอ ง และบรรเลงแบบไทยโดยเฉพาะ ๓. เพลงเกรด็ เพลงจระเข้หางยาว ๓ ชนั้ เพลงตวงพระธาต ุ ๓ ชัน้ และ
แบง ออกเปน 5 ประเภท คอื วรรค ทอ น จับ เพลงนกขมนิ้ ๓ ชนั้ เปน็ ตน้ และตบั เรอื่ ง คอื เพลงทน่ี าำ มา
ตวั และเพลง) เพลงทน่ี าำ มาบรรเลง หรือขับร้องอสิ ระ ไมจ่ าำ เปน็ บรรเลง หรอื ขับร้องต่อเนอ่ื งกัน โดยมีบทรอ้ ง
ต้องบรรเลง หรอื ขบั รอ้ งรว่ มกับเพลงอืน่ ๆ ส่วนใหญ่ เป็นเรือ่ งราวเดยี วกัน เชน่ ตบั คาวี
จะเปน็ เพลงท่ีมีบทรอ้ งบรรยายเกยี่ วขอ้ งกับธรรมชาติ เปน็ ต้น
การชมความงาม การอวยพร หรอื เปน็ คตสิ อนใจ
เชน่ เพลงเขมรไทรโยค เพลงแขกสาหรา่ ย
๒ ชน้ั เป็นตน้
๑2
นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 อัตราจังหวะ เพลงไทยแบง อัตราจงั หวะออกเปน 3 จงั หวะ คอื อัตราจังหวะ
ชั้นเดยี ว อตั ราจังหวะ 2 ช้นั (มจี าํ นวนหองเพลงเปน 2 เทาของชน้ั เดยี ว) และอตั รา ขอใดจดั เปนลกั ษณะเดน ของเพลงลูกหมด
จังหวะ 3 ช้นั (มีจาํ นวนหอ งเพลงเปน 2 เทา ของ 2 ชั้น หรอื 4 เทา ของชนั้ เดยี ว) 1. เปน เพลงโหมโรง
ซึ่งความสน้ั - ยาวของเพลงดังกลา ว เมือ่ บรรเลงตอเน่ือง จงึ มีผลใหการบรรเลงเกิด 2. เปนเพลงหนามาน
ความชา -เร็วไปตามสัดสว นนีด้ วย น่ันคอื เพลงทม่ี ีจังหวะ 3 ชั้น จะบรรเลงชา 3. บรรเลงตอนตนเพลง
เพลงทม่ี จี งั หวะ 2 ช้ัน จะบรรเลงปานกลาง และจังหวะชั้นเดียว จะบรรเลงเร็ว 4. มีทาํ นองสน้ั ๆ จงั หวะเรว็ ตอนจบเพลง
มุม IT วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะเพลงลูกหมดเปน เพลงเล็กๆ ส้นั ๆ
นักเรยี นสามารถศกึ ษา คนควา เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกับอตั ราจังหวะเพลงไทย มีจงั หวะเร็วเทียบเทาเพลงชนั้ เดียว สําหรับบรรเลงตอทา ยเพลงตา งๆ
ไดจ าก http://www.2.udru.ac.th เพ่อื แสดงวาจบเพลง หรือท่ีเรียกกนั เปน สามัญวา “ออกลูกหมด”
เพลงลูกหมดมกั จะใชบ รรเลงตอ จากเพลงสามช้ัน เพลงเถา
และเพลงหางเครื่อง แลวแตกรณแี ละไมม ีเสยี งรอง
12 คูม่ ือครู
กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒) เพลงบรรเลง คอื เพลงท่ปี ระพันธ์ข้ึนเฉพาะสา� หรบั เครอ่ื งดนตรีบรรเลง ไดแ้ ก่ ใหน กั เรียนรวมกันอภปิ รายเกย่ี วกับลกั ษณะ
ของบทเพลงไทยตามท่ไี ดศกึ ษามา จากนน้ั ครถู าม
๑. เพลงโหมโรง ๒. เพลงหนา้ พาทย์ นักเรยี นวา
เปน็ เพลงทใ่ี ชบ้ รรเลงเปน็ เพลงแรกกอ่ นการ เป็นเพลงช้ันสูงทีใ่ ช้บรรเลงในพระราชพธิ ี พธิ ี หรืองาน
ท่ตี อ้ งการแสดงถงึ ความศักดิ์สทิ ธ ์ิ หรือความขลัง หรอื บรรเลง • เพลงไทยมีลักษณะอยา งไร และสามารถ
บรรเลง หรอื การแสดงจะเร1มิ่ เช่น เพลง ประกอบกิรยิ าอาการตา่ งๆ ของผู้แสดงโขน หรอื ละคร แบงออกไดเ ปน ก่ีประเภท อะไรบา ง
(แนวตอบ เพลงไทยเปนเพลงทีม่ ีทาํ นองเปน
โหมโรงคล่ืนกระทบฝง่ั เป็นตน้ เชน่ เพลงตระนมิ ติ เป็นตน้ เอกลกั ษณ การบรรเลง การขับรองทเี่ ปน
แบบไทย สามารถแบง ออกไดเ ปน 2 ประเภท
๖. เพลงลูกหมด ๓. เพลงเรื่อง คือ 1. เพลงบรรเลง คอื เพลงทใ่ี ชดนตรี
เป็นเพลงท่ีมที าำ นองส้นั จงั หวะเร็ว เปน็ เพลงท่นี ำามาบรรเลงติดต่อกัน บรรเลงลวนๆ เชน เพลงโหมโรง
แสดงนัยว่า เพลงทบ่ี รรเลงนนั้ โดยใชบ้ รรเลงประกอบพิธตี ่างๆ ไม่มกี ารขบั ร้อง เพลงหนา พาทย เพลงเรอ่ื ง เพลงหางเครอ่ื ง
มาเก่ยี วข้อง เช่น เพลงเรือ่ งทาำ ขวัญ เป็นต้น เพลงลกู บท เพลงภาษา เปน ตน
จะจบลงแล้ว 2. เพลงขับรอง คอื เพลงท่มี กี ารขับรอง
และมีดนตรีบรรเลงประกอบไปดว ย เชน
๕. เพลงออกภาษา ๔. เพลงหางเคร่ือง เพลงเถา เพลงตดั เพลงเกรด็
เป็นเพลงท่ีมสี าำ เนยี งภาษาต่างๆ ทบี่ รรเลง เปน็ เพลงทบี่ รรเลงตอ่ ท้ายเพลงใหญ่ เพลงเบด็ เตลด็ เปน ตน)
ติดตอ่ กนั หลังจากบรรเลงเพลงแมบ่ ทจบ โดยมีลกั ษณะคล้าย อาจมสี าำ เนยี งเดยี วกับเพลงใหญ ่ หรอื เป็น
เพลงหางเคร่อื ง ต่างกนั ตรงทมี่ ิไดบ้ รรเลงเพียงสำาเนยี งใดสำาเนยี งหน่ึง เพลงหางเครอ่ื งทกี่ าำ หนดไวป้ ระจาำ เฉพาะ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
เช่น เมื่อบ2รรเลงเพลงเทพบรรทมจบ นิยมบรรเลงออกด้วยเพลง ซึง่ เพลงสว่ นใหญม่ ีทาำ นองสั้นๆ
และมจี ังหวะสนกุ สนาน
สบิ สองภาษา เรมิ่ ดว้ ยสาำ เนยี งจนี เขมร ตะลงุ และพมา่ จากนนั้ จะเลอื ก
บรรเลงเพลงสาำ เนยี งแขก ฝรงั่ ญปี่ นุ่ ลาว ญวน ขา่ เงย้ี ว เพลงใดตอ่ ใหนกั เรียนรว มกนั สรุปสาระสาํ คัญเกีย่ วกบั
ลักษณะของบทเพลงไทย ลงกระดาษรายงาน
ก่อนกไ็ ด ้ ทัง้ นี้ เพลงออกภาษาอาจหมายถึงเพลงท่ีมีสำาเนียง นําสง ครูผูสอน
ภาษาสอดแทรกอยใู่ นทาำ นองเพลงก็ได้ เช่น
เพลงพมา่ ห้าทอ่ น เปน็ ตน้
เกร็ดศิลป อารมณเพลง ตรวจสอบผล
เพลงไทยมแี นวท�านองทกี่ ่อให้เกดิ ความรู้สึกทส่ี ามารถสัมผสั อารมณเพลงไดอ้ ย่างหลากหลาย ดงั น้ี Evaluate
๑. เพลงท่ีใหค้ วามรสู้ กึ ขลงั น่าเคารพ เช่น เพลงสาธกุ าร เพลงมหาฤกษ เพลงมหาชยั เพลงนางนาค
เพลงเวสสุกรรม เปน็ ตน้ ครพู ิจารณาจากการสรปุ สาระสาํ คัญเกยี่ วกบั
2. เพลงที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน รื่นเริง เช่น เพลงค้างคาวกินกล้วย เพลงคุดทะราดเหยียบกรวด ลกั ษณะของบทเพลงไทยของนักเรยี น
เพลงคางคกปากสระ เพลงกราวรา� เพลงกราวตะลงุ เพลงเขมรไลค่ วาย เพลงม้ายอ่ ง เปน็ ต้น
๓. เพลงท่ีให้ความรู้สึกรักออนหวาน เช่น เพลงกาเรียนทอง เพลงกล่อมนารี เพลงลาวดวงเดือน ๑๓
เพลงโอ้โลม เพลงคา� หวาน เพลงชมโฉม เป็นต้น
4. เพลงที่ให้ความรู้สึกสุขใจจากสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ เช่น เพลงคลื่นกระทบฝง ๓ ชั้น
เพลงเขมรไทรโยค เพลงนกเขาขะแมร เพลงนกเขามะราป เพลงชมดง เป็นตน้
5. เพลงท่ีให้ความรู้สึกเศร้าโศก เช่น เพลงธรณีกรรแสง เพลงมอญร้องไห้ เพลงมอญครวญ
เพลงลาวครวญ เพลงสรอ้ ยเพลง เพลงจีนครวญ เพลงทยอย เป็นต้น
๖. เพลงที่ให้ความรู้สึกฮึกเหิม องอาจ เร้าใจ เช่น เพลงกราวใน เพลงกราวนอก เพลงปฐม
เพลงคกุ พาทย เพลงกราวจนี เพลงเชิด เปน็ ต้น
แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นกั เรยี นควรรู
ขอ ใดตอ ไปน้ี ไม มีความสัมพนั ธก นั 1 เพลงโหมโรงคลนื่ กระทบฝง บทพระราชนิพนธของพระบาทสมเดจ็
1. เพลงโหมโรง คอื เพลงที่ใชบ รรเลงเบิกโรงกอนที่จะมีการแสดง พระปกเกลา เจา อยูห ัว (รัชกาลท่ี 7) ของเดิมเปนอัตรา 2 ชัน้ ตอ มาในปพ.ศ. 2474
2. เพลงเรื่อง คอื เพลงทีใ่ ชเ ครอ่ื งดนตรบี รรเลงลว นๆ ดวยวงมโหรี ทรงขยายเปนอัตรา 3 ชน้ั ใชเปนเพลงโหมโรงประเภทเสภา และทรงประดษิ ฐ
3. เพลงหางเครื่อง คอื เพลงที่บรรเลงตอทายเพลงใหญห รอื เพลงแมบท ลกู ลอลูกขดั ท่สี อดแทรกหลายอารมณไวในเพลงนี้ ทาํ นองมีความไพเราะพลวิ้ ไหว
4. เพลงหนา พาทย คือ เพลงทใ่ี ชบรรเลงประกอบกิรยิ าอาการของตัวละคร ใหความรสู กึ เหมอื น “คล่นื กระทบฝง ” สมดังช่อื เพลง
2 เพลงสิบสองภาษา เปน เพลงทม่ี ีชื่อขึ้นตน เปนช่ือชาตติ างๆ เชน
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงเรอ่ื งจะใชเคร่อื งดนตรีบรรเลง เพลงแขกตอยหมอ เพลงจนี นําเสด็จ เพลงพมา เห เพลงมอญรําดาบ
เพลงลาวดวงเดือน เพลงเขมรไทรโยค เพลงฝร่ังควง เปน ตน เปนการนําเพลง
ลว นๆ คอื วงปพ าทย ไมน ยิ มใชว งเครอื่ งสาย และวงมโหรี เพลงเรอื่ ง สําเนยี งภาษาหลายๆ ภาษามารวมกัน ในสมัยโบราณไดกําหนดเอาไวว า
สว นใหญจ ะใชใ นงานพธิ ตี า งๆ เชน เพลงเรอ่ื งนางหงส ใชใ นงานศพ จะตอ งบรรเลงภาษาจนี ภาษาเขมร ภาษาตะลงุ และภาษาพมา กอ นตาม
เพลงเรอื่ งฉง่ิ พระฉนั ใชบ รรเลงตอนพระฉันภตั ตาหาร เปน ตน ลาํ ดบั ถดั จากนัน้ จะบรรเลงภาษาอะไรก็ไดไ มกาํ หนด
คมู่ ือครู 13
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครูใหน ักเรยี นดูภาพเครอื่ งหมาย และสัญลกั ษณ ๖. เครอื่ งหมาย และสัญลกั ษณ์ทางดนตรี
ทางดนตรใี นรปู แบบตา งๆ จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
กอ่ นการฝกึ ปฏบิ ตั เิ คร่ืองดนตรี หรอื ขับรอ้ งเพลงไทย นกั เรยี นจ�าเปน็ ต้องศกึ ษาเกยี่ วกบั
• นกั เรยี นรจู กั เครอ่ื งหมาย และสญั ลกั ษณ เครอ่ื งหมาย และสญั ลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นการบนั ทกึ โนต้ ใหเ้ ขา้ ใจเสยี กอ่ น จงึ จะสามารถปฏบิ ตั หิ รอื ขบั รอ้ ง
ทางดนตรบี างหรือไม ถารูจัก ได้ถูกต้องตามท�านอง และจังหวะของเพลงไทย โดยเคร่ืองหมาย และสัญลักษณ์ทางดนตรีไทย
นักเรยี นรูจกั เคร่ืองหมายใด ท่ีควรทราบ มดี งั นี้
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็
ไดอยา งอสิ ระ) บรรทัดทใ่ี ช้ในการบันทึกโน้ต สญั ลกั ษณ์แทนเสียงตัวโน้ต
• เครือ่ งหมาย และสญั ลัษณท างดนตรี การบันทึกโน้ตเพลงไทยปกต ิ โน้ตเพลงไทยไม่นิยมบันทึกลงในบรรทัด ๕ เส้น เหมอื นโนต้ สากล แตม่ ี
ประกอบไปดว ยอะไรบา ง โดยท่ัวไปบรรทัดหน่ึงจะแบ่งออก รปู แบบทไี่ ดก้ าำ หนดไวอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ดนตรไี ทยแลว้ ทง้ั ทใี่ ชต้ วั เลขแทนเสยี ง
(แนวตอบ เครอื่ งหมาย และสญั ลกั ษณท างดนตรี เปน็ ๘ หอ้ งเทา่ ๆ กัน โดยในแต่ละ และใชต้ วั อกั ษรแทนเสยี ง โดยในปจั จบุ นั นยิ มใชต้ วั อกั ษรแทนเสยี ง ระดบั เสยี ง
ทน่ี กั เรยี นควรรู เชน บรรทดั ทใี่ ชใ นการบนั ทกึ โนต หอ้ งประกอบดว้ ยตวั อกั ษรทใี่ ชแ้ ทน ของดนตรีไทยมีทั้งหมด ๗ เสียง เช่นเดียวกับโน้ตสากล ซึ่งแต่ละช่วงเสียง
สัญลักษณแทนเสียงตวั โนต สัญลักษณแทน เสยี งตวั โนต้ ๔ ตัว จะห่างกนั ๑ เสียงเตม็ เท่ากันทกุ เสียง ไม่มรี ะยะคร่งึ เสยี งเหมือนโนต้ สากล
ความยาวของจังหวะ เปนตน)
สา� รวจคน้ หา E×plore เครอ่ื งหมายทแ่ี สดงถงึ การ เคร่ืองหมายแสดงการแบ่งพวก สัญลักษณ์แทนความยาวของ
ใหนักเรียนศกึ ษา คน ควา หาความรูเ พิ่มเติม ปฏบิ ตั ซิ าำ้ ปฏบิ ัติ จงั หวะ
เกีย่ วกบั เคร่ืองหมายและสัญลักษณท างดนตรี
จากแหลง การเรียนรตู างๆ เชน หองสมุดโรงเรียน คือ เส้นหนา “ ” ใช้เขียน โดยทาำ นองเพลงไทยบางตอนนน้ั เสยี งของตวั โนต้ นนั้ มที งั้ เสยี งสนั้
หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ น็ต เปน ตน หน้าเส้นแบ่งห้องและหลังห้องที่ อาจมกี ารบรรเลงทเ่ี รยี กวา่ “ลกู ลอ้ และเสียงยาว ซึ่งในการบันทึกโน้ต
ตอ้ งการใหป้ ฏบิ ตั ทิ าำ นองนนั้ ซาำ้ ปกติ หรือลูกขัด” มีการแบ่งผู้บรรเลง เสยี งยาวจะใชส้ ญั ลกั ษณ ์ “ - ” แทน
อธบิ ายความรู้ จะเขียนไว้ต้นท่อนและท้ายท่อน เป็น ๒ พวก จึงใช้เครื่องหมาย ความยาวของจังหวะ โดยหนึ่งขีด
เพ่ือให้บรรเลงกลับต้นอกี คร้งั “ ” เขียนบนทำานองของ มคี า่ เทา่ กับความยาวของโน้ต ๑ ตัว
แตล่ ะพวก เพื่อให้ปฏิบัติไดถ้ ูกต้อง หากยาวมากกเ็ พมิ่ จาำ นวนสญั ลกั ษณ์
Explain ตามขนาดความยาวของตัวโน้ต
แต่ละตัววา่ ผู้ประพันธ์ต้องการใหม้ ี
ใหนักเรยี นรวมกนั อภิปรายเกีย่ วกบั เครื่องหมาย ความยาวมากน้อยเพยี งใด
และสญั ลกั ษณทางดนตรีตามทีไ่ ดศกึ ษามา จากนน้ั
ครูถามนกั เรยี นวา ตัวอยา่ งเคร่อื งหมายและสญั ลักษณท์ างดนตรที ่กี ล่าวข้างต้น
• สญั ลักษณ “ ” คือ เคร่ืองหมายใด ซลซมซรมซซลซมซรมซซลซมรด- รซลซมรด- ร
และนํามาใชไ ดอ ยางไร
(แนวตอบ เปน เครอ่ื งหมายแบง พวกปฏิบัติ ๑4
เพราะในเพลงบางเพลงมกี ารใชลกู ลอ ลูกขัด
จึงตอ งแบง ผูบรรเลงเปน 2 กลมุ และใช
เครอ่ื งหมาย “ ” กาํ กบั ไวบ นทาํ นองเพลง
เพอื่ ทจ่ี ะสามารถปฏบิ ัตไิ ดถ กู )
เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
ครูควรอธบิ ายเพ่ิมเติมกบั นักเรยี นเกยี่ วกบั การอานโนตเพลงไทย มวี ิธีการอาน ใหนกั เรียนเลือกเพลงไทยตามความสนใจของตนเอง 1 เพลง จากนัน้
เหมือนกับการอานหนังสือ คอื อานจากซายไปขวา โนต 1 บรรทดั จะแบงเปน ชองๆ ใหฝ กอานตวั โนต และเคาะจงั หวะจนเกิดความชาํ นาญ จากนน้ั ออกมา
รวม 8 ชอง คือ อานตวั โนต และเคาะจังหวะหนาชน้ั เรียน โดยมีครเู ปนผคู อยชีแ้ นะ
ความถกู ตอ ง
- - - ด - - - ร - - - ม - - - ฟ - - - ซ - - - ล - - - ท - - - ด�
ชอ งแตละชองมคี าเทากับ 1 จังหวะ วธิ ีนบั ใหน บั จงั หวะตกท่โี นต ตัวสุดทา ย กิจกรรมทาทาย
ซง่ึ อยูหนา เสนกัน้ หอง ใหเคาะจังหวะตกท่ตี ัวโด, เร, มี, ฟา, ซอล, ลา, ที, โด (สงู )
รวม 8 จังหวะ และเคาะจังหวะใหส ม่าํ เสมอ สว นเครอื่ งหมาย - - จะใชเพื่อเปนตวั ใหน กั เรยี นเลอื กฟงเพลงไทย 2 เพลง ทีม่ ีลักษณะการถา ยทอดทาง
เพม่ิ เสยี งของโนต ตวั ทอ่ี ยขู า งหนา เครอ่ื งหมายใหม เี สยี งยาวขน้ึ ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี น อารมณท แ่ี ตกตา งกัน เขียนบรรยายความรสู ึกจากการทไ่ี ดฟ งเพลง
มคี วามรู ความเขา ใจเก่ียวกบั การอา นโนตเพลงไทยไดดียง่ิ ข้ึน ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน
14 คมู่ ือครู
กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
๗. โนต ดนตรไี ทย ครใู หน กั เรยี นดแู ผนผงั โนต ดนตรไี ทยทค่ี รนู าํ มา
ติดไวท ่ีหนา ชน้ั เรียน จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา
โน้ตเป็นสัญลักษณ์ที่ประดิษฐ์ข้ึนส�าหรับบันทึกแทนเสียงดนตรี โดยในวงการดนตรีไทย
ในอดีตไม่มีการจดบันทึกโน้ต การเรียนการสอนดนตรีจะใช้วิธีการจ�าจากครูสอนโดยตรง เพ่ือให้ • การบนั ทึกโนตดนตรขี องไทยมปี ระวัติ
ผเู้ รยี นเกดิ ทกั ษะ และความจา� แลว้ จงึ คอ่ ยนา� ขอ้ มลู เพลงเหลา่ นนั้ มาพลกิ แพลงบรรเลงแปรทา� นอง ความเปนมาอยางไร
จากเครอื่ งดนตรีเดมิ ท่ที �าหน้าท่ีดา� เนินทา� นองเพลงหลักไปเป็นเครื่องดนตรีชนดิ อ่ืนๆ (แนวตอบ สําหรบั ดนตรไี ทยนน้ั ไดม กี าร
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการฝึกทหารตามแบบอย่าง บนั ทกึ เปน โนต เพลงโดยใชต วั เลขเปน ครง้ั แรก
ตะวนั ตก มที หารเปา่ แตรเดนิ แถว และมกี ารบรรเลงเพลงตามแบบตะวนั ตก ซง่ึ ดนตรขี องตะวนั ตก แบบสากล เมอ่ื สมัยรชั กาลที่ 6 ซงึ่ เกิดจาก
จะบนั ทกึ ไวด้ ้วยตัวโน้ต ไม่ใชว้ ธิ ีการจดจา� ความคดิ ของหลวงประดิษฐไพเราะ
การบันทึกโน้ตของดนตรีตะวันตกมีประโยชน์หลายประการ นอกจากการก�าหนดให้ (ศร ศลิ ปบรรเลง)
เครอื่ งดนตรีแต่ละชนิดบรรเลงไดถ้ กู ต้องตรงตามเจตนารมณ์ของนักประพนั ธเ์ พลงแลว้ โนต้ เพลง
ยังช่วยให้บทเพลงคงอยู่ตลอดไป นักดนตรีไทยจึงน�าเอามาเป็นแบบอย่าง โดยเริ่มพัฒนา สา� รวจคน้ หา Explore
ระบบโนต้ ขน้ึ เพอื่ ใชบ้ นั ทกึ ซงึ่ เพลงไทยสว่ นหนง่ึ บนั ทกึ ตามระบบโนต้ สากล และอกี สว่ นหนงึ่ บนั ทกึ
ตามระบบโนต้ ไทย โดยสว่ นทม่ี ลี กั ษณะเฉพาะของโนต้ ดนตรไี ทย คอื การกา� หนดตารางการบนั ทกึ ใหนักเรยี นศึกษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เติม
ให้แถวหนงึ่ มี ๘ ห้อง โน้ตแต่ละหอ้ งมีโนต้ ท่ีใช้บันทึกตามปกติ ๔ ตัว เก่ียวกบั โนตดนตรไี ทยจากแหลงการเรยี นรตู างๆ
เชน หองสมุดโรงเรียน หอ งสมุดชมุ ชน อนิ เทอรเนต็
7.๑ ระดบั เสยี งของโน้ตดนตรีไทย เปนตน ในหัวขอ ที่ครกู าํ หนดให ดังตอ ไปน้ี
ระดับเสยี งเพลงไทยประกอบด้วยเสยี ง ๗ เสียงเช่นเดียวกบั โน้ตสากล แตเ่ ดมิ ใช้ตวั เลข
แทนเสยี ง ปจั จุบันเพื่อความสะดวกในการฝกึ หดั จงึ ใชต้ ัวอกั ษรแทนเสยี งแตล่ ะเสียง ดงั น้ี 1. ระดับเสยี งของโนตดนตรไี ทย
2. รูปแบบการบนั ทกึ โนต เพลงไทย
ลาำ ดบั
เสียง อธบิ ายความรู้ E×plain
ท ครสู มุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายเกี่ยวกบั
ล โนตดนตรีไทยตามทไี่ ดศึกษามาหนาชน้ั เรียน
ซ จากน้นั ครูถามนกั เรยี นวา
ฟ
ม • สญั ลักษณท ี่ใชแ ทนเสียงมีลกั ษณะอยา งไร
ร (แนวตอบ สญั ลักษณทใี่ ชแ ทนเสียงมกั จะ
ด ประกอบดว ย 3 ลกั ษณะ คือ สญั ลกั ษณ
แทนความสูง - ต่าํ ของเสยี ง (Pitch)
โด เร มี ฟา ซอล ลา ที สญั ลักษณแทนความส้นั - ยาวของเสยี ง
(Duration) และสัญลักษณพ ิเศษอ่นื ๆ)
๑5
กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู
ใหนักเรยี นฝก เขียนตัวโนต ด, ร, ม, ฟ, ซ, ล, ท ตามลาํ ดบั ลงบน ครคู วรเนนยา้ํ กับนกั เรยี นถึงการบันทกึ และการอา น โนตอักษรไทยเสียงโนต
บันไดเสยี ง พรอมฝกอา นโนต เพลงใหม รี ะดับเสยี งทถี่ ูกตอง จากนน้ั ในดนตรีไทยเดิม มี 7 ระดับ ไดแก
ออกมาอานตัวโนต ใหเ พอื่ นฟง หนา ชัน้ เรียน โดยมคี รูเปน ผคู อยช้แี นะ ระดับเสียง บนั ทกึ เปน สําหรบั เสยี งสูงในโนตเดียวกนั อกี 1 ระดับ
ความถกู ตอ ง โด ด เราใชสญั ลักษณ “ ' ” หรือ “ ํ ” กาํ กับลงไป
เร ร สวนเสียงตํา่ ใช “ . ” กาํ กบั เชน
กจิ กรรมทาทาย มี ม ระดับเสียง เขยี นเปน
ฟา ฟ โด (ต่ํา) ดฺ
ใหนักเรยี นฝก บันทกึ โนต เพลงไทยตามความสนใจของตนเอง 1 เพลง ซอล ซ โด (กลาง) ด
พรอ มเขยี นเนอ้ื เพลงใหตรงกับจังหวะ ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู สู อน ลา ล
ที ท โด (สูง) ดํ
คมู่ ือครู 15
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
ใหน กั เรียนรวมกนั อภิปรายเกี่ยวกบั รูปแบบ 7.2 รูปแบบการบนั ทึกโน้ตเพลงไทย
การบันทึกโนตเพลงไทยตามท่ไี ดศ กึ ษามา โดยครู โนต้ เพลงไทยท่ใี ชป้ จั จบุ ันมใี ชท้ ัง้ ท่เี ป็นตัวอกั ษรและเป็นตัวเลข เพื่อเป็นสัญลักษณแ์ ทน
ใหนักเรียนศึกษาจากแผนผังรูปแบบการบันทึกโนต เสียงดนตร ี หรือเสยี 1งรอ้ ง ดังนนั้ ในการบนั ทกึ โน้ต ๘ ห้อง ๑ 2บรรทดั จึงมอี ตั ราเทา่ กับ ๑ จังหวะ
เพลงไทย ในหนังสือเรยี น หนา 16 จากนน้ั ครูถาม ของหน้าทบั ปรบไก ่ ๒ ชั้น หรือ ๑ จังหวะของหนา้ ทับสองไม้ ๓ ชั้น ดงั น้ี
นักเรยี นวา
ต�าแหนง่ การบรรจตุ วั โน้ตเพลงใน ๑ ห้องปกต ิ ก�าหนดตวั โนต้ ๔ ตัว ดังนี้
• การบนั ทกึ โนตเพลงไทยที่ถูกตอ งควรมี
ลกั ษณะอยางไร --------------------------------
(แนวตอบ ในการบนั ทกึ โนตเพลงไทยน้ัน
จะเปนการบนั ทึกโนต 8 หอง 1 บรรทดั ในแต่ละห้องเพลง เมือ่ กา� กับจังหวะฉ่งิ มลี กั ษณะ ดังนี้
ซึ่งมีอัตราจังหวะเทา กับ 1 จงั หวะ ของ ๓ ชัน้
หนา ทับปรบไก 2 ช้ัน หรอื 1 จงั หวะ
ของหนาทบั สองไม 3 ชั้น) - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉงิ่ - - - - - - - ฉบั
ขยายความเขา้ ใจ E×pand ๒ ชนั้
ใหนักเรยี นรว มกันสรปุ สาระสาํ คญั เก่ยี วกับ - - - ฉ่ิง - - - ฉับ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉบั
โนต ดนตรใี นรปู แบบตางๆ ลงกระดาษรายงาน
นําสงครูผูส อน ชนั้ เดียว
ตรวจสอบผล Evaluate - ฉ่งิ - ฉับ - ฉ่ิง - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั - ฉง่ิ - ฉบั - ฉง่ิ - ฉบั - ฉิง่ - ฉับ - ฉิ่ง - ฉบั
ครพู ิจารณาจากการสรุปสาระสําคญั เกี่ยวกบั การบนั ทึกตวั โนต้ เตมิ ทกุ ต�าแหนง่ ทุกห้องทงั้ ๘ ห้อง ๑ บรรทัด มีลักษณะ ดังนี้
โนต ดนตรีในรปู แบบตา งๆ ของนกั เรียน
ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม ฟ ซ ล ท ด ร ม พ
การบนั ทึกตัวโน้ต ๒ ตัวโน้ตใน ๑ หอ้ งเพลง มลี กั ษณะ ดงั น้ี
-ด- ร -ม-ฟ-ซ- ล -ท-ด-ด-ท- ล -ซ-ฟ-ม- ร -ด
การบนั ทกึ ตัวโนต้ ๑ ตวั โน้ตใน ๑ ห้องเพลง มีลักษณะ ดงั น้ี
- - -ด- - - ร - - -ม- - -ฟ- - -ซ- - -ล- - -ท- - -ด
การบนั ทึกตัวโนต้ ๒ ห้องเพลง บรรจุโนต้ ทจ่ี งั หวะหนัก ๑ ตวั โน้ต ดงั น้ี
- - - - - - -ด- - - - - - -ล- - - - - - -ซ- - - - - - -ม
การบนั ทึกตัวโน้ต ๓ ตวั ใน ๑ ห้องเพลง มีลักษณะ ดงั น้ี
-มรด- รดล-ดลซ-ลซม-มซล-ซ-ด-ลดร -ดรม
๑๖
นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
1 หนา ทบั ปรบไก เปน หนา ทบั ทด่ี ดั แปลงมาจากเสยี งรอ งลกู คใู นการรอ งเพลง
ปรบไก จะใชต กี าํ กบั จังหวะของเพลงท่มี สี ัดสวนคอ นขางยาวหรือเพลงทม่ี ีลีลา จากภาพเปนการใชห นาทับชนดิ ใด
ทาํ นองดาํ เนินประโยควรรคตอนเปน ระเบียบ
2 หนา ทบั สองไม เปน หนา ทบั ทแี่ ตง ขยายจากลาํ นาํ การตเี ครอ่ื งหนงั ของหนา ทบั - - ตงิ ทั่ง - ติง - - ตงิ ทั่ง - ตงิ - ติงท่ัง - ทงั่
เพลงเร็ว ซึ่งเดมิ มอี ตั ราจังหวะช้ันเดียวใหเ ปน อตั ราจังหวะ 2 ชนั้ สาํ หรับนาํ มาตี
ประกอบการรองดน แบบหนึ่งท่เี รยี กวา “ดน สองไม” หนา ทับสองไมน้นี ิยมใชก าํ กบั 1. หนา ทับปรบไกช ้นั เดียว
จังหวะเพลงที่มสี ดั สว นคอ นขางสัน้ หรอื เปนเพลงที่มที าํ นองพลิกแพลงหรือเพลง 2. หนาทับปรบไก 2 ชั้น
ทีก่ าํ หนดความยาวไมแ นน อน 3. หนาทับสองไมช นั้ เดียว
4. หนา ทบั สองไม 2 ชน้ั
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะเปนจงั หวะหนา ทับปรบไกชน้ั เดียว
ของดนตรไี ทยท่ีมีระดบั เรว็ คือ เรว็ กวา 2 ชนั้ เทา ตวั หรือเร็วกวา 3 ชน้ั 4 เทา
ซ่ึงจะเรียกหนาทบั และเพลงทมี่ จี งั หวะเชนนีว้ าหนา ทับช้นั เดียว
16 คูม่ ือครู
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครใู หน กั เรยี นดแู ผนผงั โนต ดนตรไี ทยทค่ี รนู าํ มา
ตดิ ไวท ห่ี นา ชน้ั เรยี น ซง่ึ เปน แผนผงั ตวั อยา งการอา น
การบนั ทึกตัวโนต้ ผสมแบบตา่ งๆ เขา้ ด้วยกัน มีลักษณะ ดังน้ี เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทย จากนนั้ ครถู าม
ตวั อย่างที่ ๑ นักเรยี นวา
• เครือ่ งหมาย – ในหอ งเพลงมีไวเ พอื่ สงิ่ ใด
- - -ดรมซร - - - - -ม- ร - - -ดรมซรมรดร -ม-ซ (แนวตอบ เคร่อื งหมาย – จะใชแทนตัวโนต
เอาไวโดย 1 ขดี (-) แทนโนต 1 ตวั
ตวั อยา่ งท่ี ๒ แสดงถึงการเพิ่มเสยี งตัวโนตท่อี ยขู า งหนา
เคร่ืองหมายใหม เี สยี งยาวขนึ้ ทง้ั นคี้ วามยาว
-ซ-ล-ด- ร -ม-ม- รรร - - - - - - - รรรรรร - ร - ของเสยี งจะมมี ากหรือนอ ยข้ึนอยูกบั จาํ นวน
ขดี (-) คือ
๘. ตวั อยา่ งการอา่ น เขียน และรอ1ง ตามโนตบทเพลงไทย ความยาว เทากับ 42441434 จังหวะ
ความยาว เทากับ จังหวะ
๘.๑ โน้ตทั่วไปทมี่ ีความยาวของจังหวะเทา ๆ กนั ความยาว เทากบั จังหวะ
ตวั อย่าง อา่ นโน้ตต่อไปนี้พรอ้ มเคาะจังหวะตรงตวั ที ่ ๒ และ ๔ ของแตล่ ะห้อง ความยาว เทากับ จังหวะ
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡➡
➡
➡
➡
➡
➡
= จงั หวะยก = จงั หวะเคำะ
๘.2 โนต้ ท่ีมเี สยี งยาวเทา กับโนต้ 2 ตัว สา� รวจคน้ หา Explore
ตัวอยา่ ง อ ่านโน้ตต่อไปนี้พร้อมเคาะจังหวะตรงตัวท่ี ๒ และ ๔ ของแต่ละห้อง โน้ตตัวใดท่ีมี
เครอื่ งหมาย “_” ตาม ให้อ่านเสยี งยาวใหค้ รบตามจังหวะ
- ด - ด - ร - ร - ม - ม - ฟ - ฟ - ซ - ซ - ล - ล - ท - ท - ด� - ด� ใหนักเรียนศึกษา คนควา หาความรเู พ่มิ เตมิ
เกยี่ วกบั การอา น เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทย
➡ จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน
➡ หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเน็ต เปนตน
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡
➡➡
➡
➡
➡
➡
➡
= จงั หวะยก = จงั หวะเคำะ
๘.๓ โนต้ ท่ีมเี สยี งยาวและสน้ั ปนกัน
ตัวอย่าง อา่ นโนต้ ต่อไปนี้พรอ้ มเคาะจังหวะตรงตัวท ี่ ๒ และ ๔ ของแตล่ ะหอ้ ง
อธบิ ายความรู้
ดรดล-ซ-ม- -ซลดซ- -ดรดล-ซ-ม- - รดรด- - E×plain
➡➡➡ ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการอาน
➡➡➡ เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงตามท่ไี ดศกึ ษามา
➡➡➡ จากนั้นครูถามนกั เรียนวา
➡➡➡
➡➡➡ • โนต บทเพลงไทยที่พบเหน็ โดยทว่ั ไป
➡➡➡ มกี ่ีลักษณะ อะไรบา ง
➡➡➡ (แนวตอบ มี 3 ลักษณะ คือ โนต ท่ีมีความยาว
➡➡➡ ของจังหวะเทาๆ กัน ยาวเทากบั โนต 2 ตวั
➡➡➡ และยาว-ส้นั ปะปนกนั )
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
➡➡➡
-ซ-ม- ร -มซมรดรม- - -ซ-ม- ร -ม- - รดรด- -
ฟฟฟฟ- ม - ร - - ลดลซ - -ฟฟฟฟ- ม - ร - - ซมร ด - -
๑7
ขอสอบ O-NET เกร็ดแนะครู
ขอสอบป ’51 ออกเก่ียวกบั เครือ่ งดนตรีทีน่ ํามาตหี นา ทับ ครคู วรอธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา ในการบนั ทกึ โนต ดนตรไี ทย ในหนง่ึ บรรทดั มหี อ งทง้ั หมด
เครอื่ งดนตรีในขอ ใดเกย่ี วของกบั หนาทับ 8 หอ ง ในแตล ะหอ งบรรจโุ นต ได 4 ตัว ในหนึ่งหองแบง ออกไดเ ปน 4 จงั หวะ คือ
1. กลองแขก รํามะนา กลองทดั _ _ _ _ เรียงลําดบั จากจังหวะท่ี 1 - 4 โดยกําหนดใหจ ังหวะท่ี 1 เปนจังหวะยก
2. ตะโพน กลองแขก โทน จังหวะที่ 2 เปนจงั หวะเคาะ จังหวะที่ 3 เปนจังหวะยก จังหวะท่ี 4 เปน จงั หวะเคาะ
3. ราํ มะนา กลองทดั กลองแขก ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรียนมีความรู ความเขา ใจเก่ยี วกบั การบนั ทึกโนตเพลงไทยไดด ยี ิง่ ขน้ึ
4. กลองทัด โทน ตะโพน
นักเรียนควรรู
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะ หนาทับ คอื เสียงตีเครือ่ งดนตรที ี่ขงึ
1 จงั หวะ คอื ส่งิ ใดก็ตามทเี่ กิดข้นึ อยางสมาํ่ เสมออยา งมีระบบ โดยจังหวะในที่นี้
ดว ยหนัง เชน ตะโพน กลองแขก โทน เปน ตน ท่เี ลียนเสียงมาจากทบั (โทน) ยกตวั อยางใหเปนจังหวะของการปรบมือ สามารถแบงออกไดเปน 2 จังหวะ คือ
หนา ทับมีบัญญัตเิ ปน แบบแผนสาํ หรับตปี ระจาํ ทาํ นองเพลงตา งๆ ใชบ อก จังหวะตก หมายถึง จงั หวะหนักหรือจงั หวะท่ีปรบมือแลว ทําใหเกิดเสียง
สดั สวน และประโยคของเพลงนน้ั ๆ สว นเสยี งตเี ครือ่ งหนังซึ่งไมไดเ ลยี นเสยี ง และจังหวะเคาะหมายถงึ จังหวะทเ่ี รายกมอื ออกจากกนั หรือจังหวะทไ่ี มเ กดิ
จากทับ เชน กลองทดั กลองมะริกัน เปน ตน จะเรยี กวา “ไมกลอง” เสยี งใดๆ
ซึง่ เปน วิธกี ารตีกลองทดั ตามแบบแผนท่บี ญั ญัติไวเ ชน เดียวกนั
คมู่ อื ครู 17
กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหนกั เรยี นรวมกันอภิปรายเกีย่ วกับตัวอยา ง ดดดด-ล-ซ-ดรดรม- -ดดดด-ล-ซ- -ลซลซ- -
การอา น เขยี น และรอ งตามโนต บทเพลงไทยตามทไ่ี ด
ศึกษามา จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา ➡
➡
• เราใชเคร่อื งดนตรีชนิดใดในการกํากบั จงั หวะ ➡
ของบทเพลง ➡
(แนวตอบ ฉิ่ง เพราะเปน เครอื่ งดนตรปี ระเภท ➡
เครอื่ งกาํ กบั จงั หวะทมี่ คี วามสาํ คญั ทสี่ ดุ ทาํ ดว ย ➡
โลหะ หนา ท่ขี องฉงิ่ ไดแ ก การบรรเลงเพ่ือ ➡
ควบคุมจงั หวะของเพลงตามความชา ➡
และความเร็ว) ➡
➡
• จงั หวะยก และจงั หวะเคาะ มีความเหมอื น ➡➡
หรอื แตกตา งกนั อยา งไร ➡
(แนวตอบ จงั หวะยก คอื จงั หวะทย่ี กสงู สดุ กอ นท่ี ➡
จะเคาะลงมาแลว เกดิ เสยี ง สว นจงั หวะเคาะ คอื ➡
จังหวะที่เคาะแลวทาํ ใหเ กดิ เสยี งดงั ข้นึ ดงั นน้ั ➡
ท้งั 2 จงั หวะ จึงมีความแตกตา งกนั ) ➡
= จงั หวะยก = จังหวะเคำะ
การฝึกซ้�าหลายๆ ครัง้ จะทา� ใหผ้ ้เู รียนเข้าใจ และสามารถอ่านโนต้ และเคาะจังหวะย่อย
ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง โดยอตั ราจงั หวะพนื้ ฐานของเพลงไทยเดมิ ทนี่ ยิ มบรรเลงกนั ทว่ั ไป ซง่ึ บญั ญตั ไิ วเ้ ปน็
ศพั ท์สังคีต ๓ ค�า ไดแ้ ก่ ๓ ชัน้ ๒ ช้ัน และชน้ั เดียว
๓ ช้ัน หมายถงึ อัตราจังหวะทม่ี คี วามยาวมากทีส่ ุด หรือชา้ ทีส่ ุด มคี วามยาวกว่าอตั รา
จงั หวะ ๒ ช้ัน ๑ เท่า และยาวกวา่ อตั ราจังหวะชัน้ เดยี ว ๔ เทา่ ถ้าเคาะตามจงั หวะฉ่งิ จะเคาะตรง
โนต้ ตวั ท่ี ๔ ของห้องคู่ คอื หอ้ งท ี่ ๒ ๔ ๖ ๘ ดงั ตวั อยา่ ง
ฉิง่ ฉับ ฉิ่ง ฉับ
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�
๒ ชั้น หมายถึง อัตราจังหวะที่มีความยาวปานกลาง จะสั้นกว่าอัตราจังหวะ ๓ ชั้น
๑ เทา่ ยาวกว่าอตั ราจงั หวะช้ันเดียว ๑ เท่า ดังน้ัน ถ้าเคาะตามจงั หวะฉ่งิ ใหเ้ คาะตรงโน้ตตวั ที่ ๔
ของแต่ละหอ้ ง ดังตวั อยา่ ง
ฉ่ิง ฉบั ฉง่ิ ฉับ ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง ฉบั
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�
ช้นั เดยี ว หมายถึง อตั ราจังหวะทีส่ น้ั ท่ีสุด มคี วามยาวเท่ากบั ครึง่ หนึง่ ของอัตราจงั หวะ
๒ ช้ัน ถ้าเคาะตามจังหวะฉง่ิ จะเท่ากับจงั หวะย่อยของโนต้ ท่ีไดฝ้ ึกปฏิบัติข้างตน้ คอื จงั หวะฉิง่ จะ
ลงที่โนต้ ตัวท่ี ๒ และจังหวะฉบั จะลงท่ีโนต้ ตวั ท่ ี ๔ ดังตัวอยา่ ง
ฉงิ่ ฉับ ฉิง่ ฉบั ฉิง่ ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉิง่ ฉบั ฉ่งิ ฉบั ฉง่ิ ฉบั
ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ด� ด� ด� ด�
เกร็ดศิลป ชือ่ เพลงไทยแปลกๆ
นักประพันธเพลงไทยใช้จินตนาการสร้างท�านองเพลงอย่างอิสระ หลายเพลงนอกจากมีแนวท�านองเพลง
ที่คึกคัก สนุกสนาน หรือเศร้าโศกตามจินตนาการแล้ว ยังตั้งชื่อเพลงที่มีชื่อแปลกๆ จัดเป็นคู่สัมผัส จัดเป็น
ชุดสะท้อนความเจ้าบทเจ้ากลอนอีกด้วย เช่น เพลงพวงร้อย-สร้อยสน เทพบรรทม-ภิรมยสุรางค น้�าลอด
ใต้ทราย-เดือนหงายกลางปา แหวนประดับก้อย-สร้อยทับถัน จีนลั่นถัน-จีนขวัญอ่อน รามัญรันทด-ก�าสรด
พสุธา ไอยเรศชูงา-ไอยราชูงวง เป็นต้น บางชื่อสะท้อนอารมณขันของนักประพันธ เช่น เพลงไส้เดือนฉกจวัก
ค้างคาวกินกล้วย คุดทะราดเหยียบกรวด พม่าตระหนก ขยะแขยง ตุ้งติ้ง ตระตะติ๊งโหน่ง ทุกขตะแกว่งสาก
บ้าระบนุ่ ม้าสะบัดกบี แมล่ กู ออ่ นไปตลาด แมห่ ม้ายคร�่าครวญ เป็นต้น
๑๘
เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
ครูควรแนะนาํ นักเรยี นเกย่ี วกบั เครอ่ื งดนตรที ใี่ ชกํากบั จังหวะวายงั มีอีก
หลายประเภท เชน “ฉาบ” ใชบ รรเลงเพื่อขัดจงั หวะกบั ฉงิ่ สรางบรรยากาศ อตั ราจงั หวะของเพลงไทยทีม่ ีลลี าชาที่สดุ คอื ขอ ใด
ใหเ กิดความฮึกเหิม คกึ คะนอง “กรบั ” ใชป ระกอบการเลน เสภาหรือใชกํากบั จงั หวะ 1. อตั ราจังหวะเดียว
ในวงปพาทยไมแ ข็ง “ฆอง” บรรเลงเพอ่ื ควบคมุ จงั หวะใหญใ นการบรรเลงเพลง 2. อัตราจงั หวะ 1 ชน้ั
“โทนหรอื ทบั ” ใชบ รรเลงเพอ่ื ดาํ เนนิ จงั หวะหนา ทบั และใชบ รรเลงเพอื่ สรา งบรรยากาศ 3. อัตราจังหวะ 2 ชน้ั
ของเพลงสําเนียงเขมร และตะลงุ เปน ตน 4. อัตราจงั หวะ 3 ชน้ั
มุม IT วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะอตั ราจงั หวะ 3 ชน้ั ท่มี คี วามยาว
นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควา เพิ่มเติมเกีย่ วกบั เครอ่ื งกาํ กับจงั หวะ มากท่ีสุดหรอื ชาทส่ี ดุ มคี วามยาวกวาอัตราจังหวะ 2 ชัน้ 1 เทา
ไดจาก http://www.lks.ac.th และอตั ราจังหวะชน้ั เดยี ว 4 เทา ซึ่งสามารถสังเกตไดจากภาพ ดังน้ี
- - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉ่งิ - - - - - - - ฉบั
18 คมู่ ือครู
กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
๘.4 ตัวอยา งบทเพลงไทย อัตรา 2 ชนั้ 1. ใหน กั เรยี นรว มกนั สรปุ สาระสาํ คญั ในเรอื่ งความรู
ส�าหรับฝึกอา่ นโน้ต และเคาะจังหวะบทเพลง พน้ื ฐานเกี่ยวกบั ดนตรไี ทยวา มีความสาํ คัญ
อยา งไร ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน
เพลงสรอ้ ยเพลง
2. ใหนกั เรียนจบั คหู รือแบง กลุมแลวหดั อาน
เพลงท�ำนองเกำ ไมท รำบนำมผู้แตง รอ งโนต เพลงไทยในแตล ะขอ โดยใชก ารปรบมอื
เปน การกําหนดจังหวะของกลมุ
- - -ท- ดดด -ท- รดดดด -ซฟร - ด -ท- - รดทด - ร
-ฟ-ฟ- - - ร - - -ดทรดท- -ลซ-ล-ซ-ซ-ซรซ-ด
- - -ท-ดดด-ท- รดดดด-ลซม- ร -ดมรดซลทดร
- - - - - - - -มรซด- ร -ม-ซ-ล-ซ-ม- - - ร - - -ด
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡
เพลงเขมรไล่ควาย
เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผแู้ ตง
- - -ม- - รมซมรด- ร -ด- - - - - - - -มรดล-ด- ร
- - - - - - -ร-รรร-ร-ร- - -ล-ดดด- - -ร-ดดด
- - -ล-มรด-ล-ด- - - - - - - - -ลดร -มซรมรดล
- - -ด- - - - - ร -ด- - - ร - -ซม- - รด-ลซลดมรด
---ด-----ด-ด---ด
➡➡➡➡
➡➡➡➡
➡➡➡➡➡
➡➡➡➡➡
๑๙
แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู
เพลงเขมรไทรโยค 3 ชั้น กลาวถึงความงามของส่ิงใด ครคู วรใหน กั เรยี นฝก ปรบมอื หรอื ตฉี ง่ิ อตั ราจงั หวะ 2 ชน้ั เปรยี บไดก บั การปรบมอื
1. น้าํ พุ และนบั จังหวะ 1 จังหวะ ในดนตรีสากล จากนน้ั ครูควรอธบิ ายเรอ่ื งจังหวะยก
2. ภเู ขา และจังหวะเคาะ ใหน กั เรียนฟงเพือ่ เปรยี บเทยี บกัน โดยใหจ งั หวะทเี่ งื้อมอื ตรงกับ
3. นา้ํ ตก จงั หวะยก และจังหวะท่ีปรบมอื ตรงกบั จังหวะเคาะ ซ่งึ จะทําใหนักเรยี นมคี วามรู
4. พรรณไม ความเขาใจเกี่ยวกบั จงั หวะยก และจงั หวะเคาะไดดยี ่งิ ขึ้น
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะจากการวเิ คราะหจากเนื้อเพลงในทอน มุม IT
ทก่ี ลา ววา “นา้ํ พพุ งุ ซาไหลมาฉาฉาดฉาน เหน็ ตระการมันไหลจอกโครม นักเรียนสามารถศึกษา คนควาเพิ่มเติมจากการฟงเพลงเขมรไลควาย ไดจาก
โครมมันไหลจอ กจอ ก จอ กจอกโครมโครม นํ้าใสไหลจนดหู มมู สั ยา http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา เพลงเขมรไลค วาย
กเี่ หลา หลาย วายมาก็เหน็ โฉม หเู ราฟง มนั ดงั กระโตงฮง มันดังกอ ก
กอก กอกกอ กกระโตง ”
คูม่ ือครู 19
กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
ตรวจสอบผล Evaluate
1. ครพู ิจารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั กจิ กรรม ศลิ ป์ปฏิบัต ิ ๑.๒
ของนักเรยี นเกี่ยวกับความรูพื้นฐาน
เกย่ี วกบั ดนตรีไทย กจิ กรรมท่ ี ๑ ให้นักเรียนเลือกฟังเพลงไทยในแต่ละประเภท เช่น เพลงเถา เพลงตับ
เพลงโหมโรง เพลงออกภาษา เป็นตน้ แล้วรว่ มกันอภิปรายถึงอารมณ์ และ
2. ครพู จิ ารณาการอา น การรองเพลงไทย กิจกรรมท ่ี ๒ ความรู้สกึ ที่ไดร้ บั จากการฟงั เพลงดงั กลา่ ว
กจิ กรรมที่ ๓ ให้นักเรียนฝึกขับร้องเพลงไทยประเภทต่างๆ พร้อมฝึกการท�าจังหวะ เช่น
หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู กิจกรรมที่ ๔ จังหวะฉิง่ จงั หวะกรบั เป็นตน้
ให้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ ๕ คน ให้แตล่ ะกลมุ่ เลอื กเพลงไทยมา ๑ เพลง
1. รายงานเกยี่ วกบั ประวตั คิ วามเปน มาของดนตรไี ทย แล้วฝึกปฏบิ ตั ิการอ่านตัวโน้ต และเคาะจงั หวะ
2. ผลการสรุปสาระสาํ คัญเรื่องความหมาย ใหน้ ักเรียนตอบค�าถามต่อไปน�้
๑. จงสรปุ ประวัติความเปน็ มาของดนตรีไทยมาพอสังเขป
และประวัตคิ วามเปน มาของดนตรไี ทย ๒. องค์ประกอบของดนตรีไทยประกอบไปดว้ ยสิ่งใดบา้ ง จงอธิบาย
3. ผลการสรุปสาระสําคัญเรื่องบทบาท
การศึกษาศาสตรตางๆ มีท้ังภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เชนเดียวกับดนตรีไทย
และอิทธิพลของดนตรีตอ สังคมไทย
4. ผลการสรุปสาระสําคัญเรอ่ื งองคป ระกอบ กอนเร่ิมลงมือฝกปฏิบัติดนตรีไทยตามขั้นตอนตางๆ น้ัน จําเปนตองเรียนรูทฤษฎีเก่ียวกับ
ดนตรีไทยไวเปนพ้ืนฐานเบ้ืองตนกอน เพราะเปนพ้ืนฐานในการศึกษาดนตรีไทยในระดับ
ของดนตรไี ทย ระบบเสยี ง และทาํ นองดนตรไี ทย สูงตอไป ซ่ึงยอมจะชวยใหการฝกปฏิบัติสัมฤทธิผลไดอยางมีประสิทธิภาพมากข้ึน ท้ังน้ี
5. ผลการสรปุ สาระสาํ คัญในเรอ่ื งลกั ษณะของ การศึกษาภาคทฤษฎีก็จําเปนตองมีความขยันหมั่นเพียร มีความมานะอดทน ไมวาจะเปน
บทเพลงไทย การฝกทําความเขาใจระบบเสียง ทวงทํานองของเพลงไทย
6. ผลการสรุปสาระสําคญั เร่ืองโนต ดนตรี การเรียนรูโนตเบื้องตน จนสามารถอาน และเขียนโนตได
อยางถูกตอง บุคคลท่ีมีพื้นฐานทฤษฎีดนตรีไทยดี ยอม
ในรูปแบบตางๆ มีความกาวหนาในการศึกษาดนตรีไทย และสามารถศึกษา
7. ผลการปฏิบัติการอานโนตรองเพลงไทย ไดล ึกซง้ึ กวาการฝก ปฏิบตั เิ พียงอยางเดียว
2๐
แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปป ฏบิ ตั ิ 1.2 กิจกรรมที ่ 4
1. สันนิษฐานวาดนตรไี ทยไดรบั แบบอยางมาจากอนิ เดยี เพราะลักษณะของเคร่ืองดนตรีไทย ทสี่ ามารถจาํ แนกเปน 4 ประเภท คือ ดดี สี ตี และเปา มคี วามใกลเ คียงกับ
ลักษณะของเคร่ืองดนตรีอนิ เดยี ตามทีก่ ลา วไวในคมั ภีร “สังคีตรัตนากร” ของอินเดยี ซ่งึ จําแนกเปน 4 ประเภท เชน กนั คือ ตะตะ คอื เครื่องดนตรปี ระเภทมีสาย สุษิระ
คือ เครื่องเปา อะวะนทั ธะหรอื อาตตะ คอื เครื่องหุมหนงั หรอื กลองตางๆ และฆะนะ คอื เครื่องตหี รอื เครอ่ื งกระทบ
2. องคป ระกอบของดนตรไี ทย คอื เสยี ง (Tone) พ้นื ฐานจังหวะ (Element of Time) ทาํ นอง (Melody) พืน้ ผวิ ของเสยี ง (Texture) สีสนั ของเสียง (Tone Color)
คีตลกั ษณ (Forms)
20 คมู่ อื ครู
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปาหมายการเรียนรู
1. เปรยี บเทยี บเสยี งรอ ง และเสยี งของเครอ่ื งดนตรี
ทมี่ าจากวฒั นธรรมท่ตี างกัน
2. จดั ประเภทของวงดนตรไี ทย และวงดนตรที ม่ี า
จากวัฒนธรรมตางๆ
3. ใช และบาํ รงุ รกั ษาเคร่ืองดนตรี
อยางระมัดระวัง และรบั ผิดชอบ
สมรรถนะของผูเรียน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี
òหนว่ ยที่ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค
เครอื่ งดนตร ี และวงดนตรีไทย 1. มวี นิ ัย
2. ใฝเ รยี นรู
3. มุงมนั่ ในการทํางาน
4. รักความเปนไทย
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ตวั ช้ีวดั เครื่องดนตรีถือว่าเป็นหัวใจสำาคัญ ครูใหนักเรียนชมซดี หี รอื ดวี ีดีการบรรเลงเด่ยี ว
เคร่ืองดนตรไี ทย และการบรรเลงดนตรขี อง
■ เปรยี บเทียบเสียงรอ้ งและเสยี งของเครอื่ งดนตรที ีม่ าจากวฒั นธรรมทต่ี ่างกัน วงดนตรไี ทย จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นถงึ ประสบการณ
(ศ ๒.๑ ม.๑/๒) สาำ หรบั ใช้บรรเลงใหเ้ กดิ เสยี งที่ตรงทำานอง การเลนเครอื่ งดนตรีไทยหรอื การชมการแสดง
■ จัดประเภทของวงดนตรไี ทยและวงดนตรีที่มาจากวฒั นธรรมต่างๆ ตามท่ีนักดนตรีต้องการ เคร่ืองดนตรีท่ี ดนตรไี ทยของนักเรยี น ถามนี ักเรียนที่เลน
ดนตรีไทยไดก็ใหน ักเรียนออกมาสาธติ วธิ ีการเลน
(ศ ๒.๑ ม.๑/๔) สรา้ งขน้ึ ในแตล่ ะวฒั นธรรมนนั้ มกี ารจาำ แนก ดนตรีไทยใหเพื่อนชมหรือใหนักเรียนท่ีเคยชมการ
■ ใชแ้ ละบา� รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรอี ยา่ งระมดั ระวังและรบั ผิดชอบ ประเภทแตกตา่ งกนั แสดงดนตรอี อกมาเลา ประสบการณใ หเ พือ่ นฟง
(ศ ๒.๑ ม.๑/๙)
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง เคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดเม่ือนำามารวมเป็น
วงดนตรี บรรเลงร่วมกันแล้วจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความ
■ เสยี งรอ้ งและเสยี งของเครอ่ื งดนตรใี นบทเพลงจากวฒั นธรรมตา่ งๆ ไพเราะ สำาหรับดนตรีไทยบรรดาเครื่องดนตรี
■ วงดนตรพี น้ื บา้ น และวงดนตรีท่ีมีการสร้าง และประสมรวมวงกัน
■ วงดนตรีไทย กม็ ลี กั ษณะเฉพาะท่ใี ห้ความไพเราะ สะทอ้ นคณุ คา่
■ การใชแ้ ละบา� รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรขี องตน ของความเป็นไทยไดเ้ ปน็ อย่างดี
เกรด็ แนะครู
การเรียนการสอนในหนว ยการเรยี นรูน ้ี ครคู วรนาํ ซดี ีหรอื ดีวีดที น่ี าสนใจมาเปด
ใหนักเรยี นชม เชน วงดนตรีไทยรวมสมัย การเดี่ยวเครือ่ งดนตรีไทย เปน ตน เพือ่ เปน
การเปด โลกทัศนใหแกน กั เรยี น ครูอาจอธิบายเพม่ิ เติมวา ในปจ จบุ นั วงดนตรีไทย
ไดม กี ารนาํ เครอื่ งดนตรปี ระกอบจงั หวะของสากลมาผสมผสานกนั วงดนตรปี ระเภทนี้
มชี อื่ เรยี กกนั หลายอยา ง เชน ดนตรไี ทยรว มสมยั ดนตรไี ทยประยกุ ต ดนตรไี ทยสมยั นยิ ม
เปน ตน วงดนตรไี ทยรว มสมยั เหลา นมี้ แี นวโนม วา จะไดร บั การตอ นรบั เปน อยา งดจี าก
ชาวไทย และชาวตางชาตเิ พิ่มมากขน้ึ
คูม่ ือครู 21
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครใู หน กั เรยี นดภู าพเครอ่ื งดนตรไี ทยทงั้ 4 ประเภท ๑. ประวัติความเปนมาของเครื่องดนตรีไทย
จากนั้นครถู ามนกั เรยี นวา
ประเทศไทยเป็นประเทศท่ีมีประวัติศาสตร์ของการรวม และสร้างชาติต่อเน่ืองมาเป็น
• เคร่อื งดนตรีไทยมคี วามสาํ คญั อยา งไร เวลานาน เผา่ พนั ธข์ุ องแตล่ ะกลมุ่ ชนบนคาบสมทุ รอนิ โดจนี ประกอบไปดว้ ยชนชาตไิ ทย ลาว พมา่
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได มอญ กมั พชู า มลาย ู กลมุ่ ชาตเิ หลา่ นต้ี า่ งผลดั เปลยี่ นหมนุ เวยี นกนั มอี า� นาจทางการเมอื ง การปกครอง
อยา งอสิ ระ ครูเนนใหเหน็ วา “เครอ่ื งดนตรีไทย จนบางครง้ั ถึงขั้นท�าสงครามส้รู บกัน เกิดการโยกย้ายพลเมือง ซงึ่ การตัง้ ถนิ่ ฐานใหม่ของพลเมือง
เปน สง่ิ ทีแ่ สดงใหเห็นเอกลักษณข องความ บางกลมุ่ ยงั คงรกั ษาขนบธรรมเนยี ม ประเพณดี ง้ั เดมิ ของตนไว ้ และสบื ทอดมายงั ลกู หลาน โดยเฉพาะ
เปนไทย ซง่ึ จัดเปน สวนหนึง่ ของวถิ ชี วี ติ ของ งานด้านศลิ ปะการดนตร ี ทยี่ งั มใี ช ้ และเลน่ กนั ในกลมุ่ ของตน ในขณะเดยี วกันกไ็ ดร้ บั ความสนใจ
คนไทย”) จากกล่มุ ชนรอบขา้ งที่มกี ารติดต่อดว้ ย จึงเปน็ เหตุปัจจยั ให้ศิลปวฒั นธรรมของพลเมอื งแต่ละกลมุ่
เกดิ การแพรก่ ระจาย เกดิ การเรยี นร ู้ และนา� สง่ิ ทพ่ี บเหน็ มาปรบั ปรงุ ใหเ้ ขา้ กบั ความตอ้ งการของตน
สา� รวจคน้ หา E×plore ทโดี่เยหพมบอื วน่าก นั เค เรช่อื ่นง ดปน ี ตรระทีนาช่ี ดา วฆไท้อยง 1 กลลาวอ งก เมั ปพน็ ชู ตาน้ พมา่ ใชป้ ระสมวงเล่นกนั ในปจั จุบันมีหลายชนดิ
ใหน ักเรยี นศกึ ษา คนควา หาความรูเพ่มิ เติม แตรงอน
เกีย่ วกับประวัติความเปน มาของเครอื่ งดนตรีไทย
จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรียน
หอ งสมดุ ชุมชน อินเทอรเนต็ เปน ตน
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกีย่ วกบั ประวตั ิ 2 บณั เฑำะว์ ซออู้ ซอด้วง ปม อญ ปช วำ
ความเปนมาของเคร่ืองดนตรีไทยตามที่ไดศึกษามา
จากนั้นครูถามนักเรียนวา กลองแขก
• ดนตรไี ทยมตี น กําเนดิ มาไดอยางไร การคา้ ขายและการตดิ ตอ่ กบั ประเทศเพอื่ นบา้ น เปน็ สาเหตหุ นง่ึ ทท่ี า� ใหไ้ ทยรบั เอาเครอ่ื งดนตรที ม่ี คี วามหลากหลายเขา้ มา
(แนวตอบ ความเชอื่ เรอื่ งประวตั คิ วามเปน มาของ
เครอื่ งดนตรไี ทย มีการสันนิษฐานอยู 2 แบบ นอกจากน้ี ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา และการค้าขายก็เป็นส่วนหนึ่งของการรับ
คอื มีการสันนษิ ฐานวาดนตรไี ทยไดแบบอยา ง และน�าศิลปะการดนตรีเข้ามาสู่สังคมไทยด้วย โดยมีการน�าเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีกรรม
บางสว นมาจากอินเดีย จงึ ปรากฏรูปรา ง ทางศาสนา ความเชอ่ื และกจิ พธิ ตี า่ งๆ เขา้ มา เชน่ บณั เฑาะว ์ สงั ข ์ รบั มาจากอนิ เดยี ซอดว้ ง ซออู้
ลกั ษณะเครื่องดนตรีทีม่ ลี กั ษณะคลา ยคลึงกับ รบั เขา้ มาเมอื่ มกี ารตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั จนี เมอื่ ตดิ ตอ่ กบั ชวากไ็ ดก้ ลองชวา กลองแขก ปชี วา เมอื่ ตดิ ตอ่
เครอ่ื งดนตรขี องอนิ เดยี และมกี ารสนั นษิ ฐานวา กับชาวมลายูก็ไดก้ ลองมลาย ู เม่อื ติดตอ่ กับชาวฮอลนั ดากไ็ ดแ้ ตรวลิ นั ดาเข้ามาใช้งาน เปน็ ตน้
ดนตรีไทยบางสวนถกู สรางขน้ึ จากสตปิ ญญา ดงั นนั้ ยคุ สมยั ของราชอาณาจกั รไทยกอ่ นสมยั สโุ ขทยั เปน็ ราชธานจี นถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์
ของคนไทย) จงึ มเี ครอ่ื งดนตรจี า� นวนมาก และมคี วามหลากหลาย ทง้ั ในดา้ นรปู ทรงของเครอ่ื งดนตร ี ระบบเสยี ง
รูปแบบการบรรเลงเฉพาะเคร่อื ง และวธิ ีการนา� มาใชป้ ระสมเป็นวงดนตรี
22 ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
นักเรียนควรรู
เครื่องดนตรีไทยมีประวตั ิความเปน มาอยางไร
1 ฆอ ง เปนเคร่ืองดนตรีประเภทตี ทําดว ยโลหะท่ีมหี ลายรูปแบบบางชนดิ
เปนเพียงเคร่ืองตีใหส ญั ญาณ เชน ฆอ งกระแต ใชต ีบอกสญั ญาณเขา เวรยาม ฆอ งชยั แนวตอบ สนั นิษฐานวา ดนตรไี ทยมีตน กาํ เนิดมาจากการรบั เอาวฒั นธรรม
ใชตบี อกสัญญาณในกองทพั สมยั โบราณ เปน ตน ทางดนตรขี องชาตติ า งๆ เขา มาผสมผสานกัน เชน อินเดยี จนี ลาว พมา
2 กลองแขก เปน เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครื่องตที ี่ขนึ้ หนังสองขางดว ยหนงั ลูกวัว มอญ เปนตน จงึ ทาํ ใหเ คร่ืองดนตรมี ีลกั ษณะคลายคลึงกนั และมีความเชอ่ื วา
หรือหนังแพะ หนาใหญเรยี กวา “หนาลยุ ” หรือหนา มดั หนา เลก็ เรียกวา “หนา ตา น” ดนตรไี ทยเกดิ จากภูมปิ ญ ญาของชาวบา นท่นี ําเอาวัสดุที่มีอยูในธรรมชาติ
หรือ “หนาตาด” กลองแขกสาํ รับหนึง่ มี 2 ลกู ลูกเสียงสงู เรียก “ตวั ผู” ลูกเสียงตํา่ มาสรางเปน เคร่ืองดนตรีท่นี ยิ มนํามาเลน กันในทองถิ่น
เรียก “ตวั เมยี ” ตดี วยฝา มอื ทง้ั 2 ขา งใหส อดสลับกนั ทั้ง 2 ลูก
มมุ IT
นกั เรียนสามารถศึกษา คนควาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทย
ไดจาก http://www.2.udru.ac.th
22 คมู่ อื ครู
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
๒. ประเภทของเครอ่ื งดนตรไี ทย ครูใหน กั เรยี นดแู ผนผงั ภาพเครอ่ื งดนตรีไทย
ท้ัง 4 ประเภท จากน้ันครถู ามนกั เรียนวา
วงการดนตรไี ทยมวี ธิ กี ารสรา้ งเครอ่ื งดนตร ี โดยนา� วสั ดจุ ากธรรมชาตมิ าสรา้ ง และประดษิ ฐ์
เป็นเคร่ืองดนตรีหลายชนิด บางชนิดได้น�าเคร่ืองดนตรีของชาติอื่นมาปรับเปล่ียน และพัฒนา • เครื่องดนตรขี องไทยสามารถจาํ แนกออกได
เพ่ือให้เกิดความเหมาะสมต่อการน�ามาใช้ในวงดนตรีไทย และสอดคล้องกับกิจกรรมทางสังคม เปนกี่ประเภท อะไรบา ง
วฒั นธรรมของไทย (แนวตอบ เครอ่ื งดนตรีของไทยสามารถ
การจา� แนกเครอื่ งดนตรขี องไทย จงึ พจิ ารณาจากวธิ กี ารกระทา� ใหเ้ กดิ เสยี งได ้ ๔ ประเภท จาํ แนกออกไดเปน 4 ประเภท คอื ดดี สี
คือ เครื่องดีด เครื่องส ี เครื่องต ี และเครอ่ื งเปา่ ตี และเปา )
สา� รวจคน้ หา E×plore
ประเภทของเคร่อื งดนตรี ใหน กั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน 4 กลมุ ใหน กั เรยี น
ศึกษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เตมิ เกยี่ วกับประเภท
ดีด สี ตี เปา ของเครอื่ งดนตรไี ทย จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน
หองสมุดโรงเรียน หอ งสมุดชุมชน อินเทอรเน็ต
2.๑ เครอื่ งดดี เปน ตน ในหัวขอท่ีครกู ําหนดให ดังตอ ไปน้ี
เคร่ืองดีด เป็นเครื่องดนตรีท่ีมีสาย และกะโหลกเสียงหรือกล่องเสียงเป็นส่วนประก1อบ
กลมุ ท่ี 1 เคร่อื งดนตรีประเภทเครื่องดีด
สา� คัญ ท�าให้เกิดเสยี งโดยการใช้นว้ิ หรือไม้ดีดไปทส่ี ายให้สายสัน่ สะเทอื น เชน่ จะเข้ กระจบั ปี ซงึ กลมุ ท่ี 2 เครื่องดนตรปี ระเภทเครือ่ งสี
พิณนา้� เตา้ พิณเปียะ เป็นต้น กลมุ ท่ี 3 เคร่ืองดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตี
กลมุ ท่ี 4 เครื่องดนตรีประเภทเคร่อื งเปา
ทาํ เปนชน้ิ งาน นาํ สง ครผู สู อน เตรยี มพรอ ม
นาํ เสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น
อธบิ ายความรู้ E×plain
2 กระจับป ใหน ักเรยี นกลุมท่ี 1 ท่ไี ดศกึ ษา คน ควา
หาความรเู พิ่มเตมิ เกีย่ วกับเคร่ืองดนตรปี ระเภท
พิณน้ำ� เต้ำ เครอื่ งดดี สงตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบาย
ความรูตามท่ีไดศ กึ ษามาหนา ช้นั เรยี น จากนน้ั
ซงึ จะเข้ ครูถามนกั เรียนวา
เครื่องดนตรไี ทยประเภทเครอื่ งดดี
• เครอ่ื งดีด คอื เคร่ืองดนตรที ี่บรรเลง
กจิ กรรมสรา งเสรมิ ดวยวิธกี ารอยางไร
(แนวตอบ เคร่อื งดีด คือ เครอ่ื งดนตรีไทย
ท่บี รรเลงหรอื เลน ดว ยการใชน ว้ิ มอื
หรอื ไมด ีด ดดี สายใหสนั่ สะเทอื น
จงึ เกิดเสียงขึ้น เครือ่ งดนตรไี ทยประเภทนี้
2๓ มหี ลายชนดิ แตท นี่ ิยมเลน กันแพรห ลาย
ในปจจบุ นั มีอยไู มกีช่ นิด คือ กระจบั ป พิณ
และจะเข)
เกรด็ แนะครู
ใหนกั เรยี นเปรยี บเทยี บเครอื่ งดนตรีประเภทเครือ่ งดีดของไทย ครูควรเปด ซีดีหรอื ดีวดี ีหรือสอ่ื อินเทอรเนต็ ท่เี ก่ยี วกบั การแสดงเคร่ืองดนตรี
กบั เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งดีดของวฒั นธรรมชาติอน่ื ๆ โดยไปศึกษา ประเภทดีดใหนักเรียนชม เชน การดดี จะเข การดีดพณิ การดดี ซึง เปน ตน เพ่ือให
คนควา หาความรูเพิ่มเตมิ จากแหลง การเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน นักเรียนสามารถสังเกตลักษณะการบรรเลงแลวเปรียบเทียบเสียงของเครื่องดนตรี
หองสมุดชุมชน อนิ เทอรเนต็ เปน ตน ลงกระดาษรายงาน แตล ะชนดิ ได ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั เครอ่ื งดนตรปี ระเภทดดี
นําสง ครูผูส อน ไดด ียง่ิ ข้ึน
กจิ กรรมทา ทาย นักเรียนควรรู
ใหน กั เรยี นทม่ี คี วามสามารถในการบรรเลงเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งดดี 1 กระจับป เปนพิณที่มี 4 สาย ใหเสียงทด่ี งั กงั วาน กระจับปถูกพฒั นามาจาก
ออกมาสาธติ วธิ กี ารบรรเลงใหเ พอ่ื นชมหนา ชนั้ เรยี น โดยมคี รเู ปน ผคู อยชแี้ นะ เคร่อื งดนตรีประเภทหนง่ึ ของอินเดยี ที่มตี นกาํ เนิดจากการดดี สายธนู
ความถูกตอง 2 พิณนํา้ เตา เปนพณิ สายเดี่ยว การทเี่ รียกวา พณิ นํ้าเตานน้ั เพราะใชเ ปลอื ก
ผลน้ําเตา มาทําเปน คนั พิณหรอื ท่เี รยี กวา “ทวน”
คู่มือครู 23
กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหน ักเรียนกลุมท่ี 2 ทีไ่ ดศึกษา คน ควา เกย่ี วกบั 2.2 เครอ่ื งสี
เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสี และเครอื่ งตี สง ตวั แทน เครื่องสี เป็นเครื่องดนตรีที่ดัดแปลงมาจากเคร่ืองดีด มีสาย และกะโหลกเสียงเป็น
กลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษา
มาหนา ช้ันเรยี น จากนั้นครถู ามนักเรยี นวา สว่ นประกอบทสี่ า� คัญเชน่ เดยี วกบั เคร่ืองดดี ทา� ให้เกดิ เสยี งโดยใชค้ ันชักสีที่สาย เช่น ซอสามสาย
ซออ้ ู ซอดว้ ง สะล้อ เปน็ ต้น
• เคร่ืองสี คอื เครอ่ื งดนตรีทบ่ี รรเลง
ดวยวธิ กี ารอยา งไร ซอสำมสำย ซออู้ ซอด้วง สะล้อ
(แนวตอบ เครอื่ งสี เปน เครอื่ งสายทที่ าํ ใหเ กดิ เสยี ง
ดว ยการใชคันชักสีเขา กบั สายในดนตรไี ทย เครื่องดนตรไี ทยประเภทเครื่องสี
เรียกวา “ซอ” ซ่ึงมีอยู 3 ชนดิ ดว ยกัน คอื
ซอสามสาย ซออู และซอดว ง ทเ่ี ปน เครอ่ื งดนตรี 2.๓ เครอ่ื งตี
พนื้ บา น ไดแ ก สะลอ) เคร่ืองต ี แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังน้ี
๑) เคร่ืองตีท่ีท�าด้วยไม้ เช่น เกราะ โกร่ง กรับ กรับพวง กรับเสภา ระนาดเอก
• เครื่องตี คือ เคร่ืองดนตรที ่ีบรรเลง
ดว ยวิธกี ารอยา งไร ระนาดทมุ้ โปงลาง เป็นต้น
(แนวตอบ เครอ่ื งตี เปน เคร่ืองดนตรที ่ที ําใหเ กดิ
เสยี งดนตรดี วยการใชของ 2 ส่งิ กระทบกัน กรบั เสภำ กรบั พวง
ดว ยการตี นบั วาเปน เครอ่ื งดนตรีประเภท
เกา แกท สี่ ดุ และมวี วิ ฒั นาการจากอปุ กรณง า ยๆ
ใหม คี วามหลากหลายออกไปทง้ั รปู แบบ
และวัสดทุ ใี่ ช เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตี
มี 3 ประเภท คอื เคร่อื งตีทําดวยไม เครอ่ื งตี
ทําดว ยโลหะ และเครอื่ งตีทําดวยหนัง)
• นกั เรยี นเคยเลน เครื่องดนตรีประเภทสี และตี
หรือไม ถา เคย นกั เรยี นเคยเลน เคร่ืองดนตรี
ชนดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็
ไดอยางอสิ ระ)
ระนำดท้มุ ระนำดเอก
เครื่องดนตรีไทยประเภทเครือ่ งตที ่ีทา� ดว้ ยไม้
24
เกรด็ แนะครู บูรณาการเชอ่ื มสาระ
จากการศกึ ษาเกีย่ วกบั เครื่องดนตรี และวงดนตรไี ทย สามารถเชอื่ มโยง
ครคู วรนาํ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสี และเครอ่ื งตมี าใหน กั เรยี นศกึ ษา 3 - 4 ชนดิ กับการเรยี นการสอนในกลุมสาระการเรียนรกู ารงานอาชีพ และเทคโนโลยี
โดยใหน กั เรียนบันทกึ ลกั ษณะสาํ คัญ และวัสดุท่นี าํ มาใชสรางเครื่องดนตรี จากนน้ั ในเรือ่ งการใช และการดแู ลรักษาอุปกรณ เพราะการเรยี นรใู นเรื่อง
ใหน ักเรยี นลองฝก ปฏิบัตพิ อสงั เขป ครูอธิบายหลักการเกิดเสยี งของเครอื่ งดนตรี เครื่องดนตรไี ทย นักเรียนมคี วามจาํ เปนตอ งเรยี นรถู งึ วธิ ีการใช และการเกบ็
ประเภทเคร่ืองสี และเคร่ืองตีใหนกั เรยี นฟง จากนั้นใหน ักเรยี นเปรยี บเทยี บลักษณะ รกั ษาเครือ่ งดนตรีอยางถกู วิธี เพราะเครอ่ื งดนตรไี ทยมอี ยูห ลายประเภท
เสยี งของเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสี และเครอื่ งตถี งึ สาเหตทุ ที่ าํ ใหเ สยี งมคี วามตา งกนั ดงั นนั้ การใช และการเก็บดแู ลรักษาใหถ ูกตองตามประเภทของเครอ่ื งดนตรี
วา มาจากปจ จยั ใด เขยี นตารางเปรียบเทียบความรสู กึ และอารมณท่ไี ดจ ากการฟง จะทาํ ใหเ ครอ่ื งดนตรมี อี ายกุ ารใชง านทย่ี าวนานขนึ้ เชน จะเข เมอ่ื ใชเ สรจ็ แลว
เครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่ืองสี และเครื่องตี ซ่งึ จะทําใหน ักเรียนมีความรู ความเขาใจ ควรเก็บไมด ดี จะเขไ วใ นท่ีเก็บ ใชผ าเช็ดทาํ ความสะอาด และจัดวางไวในรม
เก่ียวกับเคร่อื งดนตรปี ระเภทเครื่องสี และเครอ่ื งตไี ดดยี งิ่ ขนึ้ เพอ่ื ปองกนั แสงแดด อยาใหถูกนํ้าหรือไดร ับความชื้น เปนตน ซงึ่ จะชว ยให
นักเรยี นเกดิ การเรยี นรู ในเร่อื งหลกั การใช และบาํ รงุ รักษาเครือ่ งดนตรขี อง
ไทยไดด ยี ง่ิ ขน้ึ
24 ค่มู ือครู
กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒) เครอ่ื งตที ีท่ �าดว้ ยโลหะ เชน่ ฉิง่ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ ่ ระนาดเอกเหล็ก มโหระทกึ ใหน กั เรียนกลุมท่ี 3 ทีไ่ ดศกึ ษา คน ควา
หาความรเู พ่มิ เติมเก่ยี วกับเคร่ืองดนตรปี ระเภท
ฆ้อง เปน็ ต้น เครือ่ งตี สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมา
อธิบายความรตู ามทีไ่ ดศ กึ ษามาหนา ชนั้ เรียน
ฉง่ิ ฉำบใหญ จากนน้ั ครถู ามนักเรียนวา
ระนำดเอกเหลก็
โหมง • นกั เรยี นคดิ วา เครือ่ งดนตรปี ระเภทตี
สามารถแบงออกเปน กปี่ ระเภท อะไรบาง
ฆ้องวงใหญ พรอ มยกตวั อยา ง
(แนวตอบ เคร่อื งดนตรีไทยประเภทเคร่อื งตี
เคร่อื งดนตรีไทยประเภทเครือ่ งตีทที่ า� ด้วยโลหะ มี 3 ประเภท คือ เครอ่ื งตที ําดว ยไม เชน
กรับ ระนาด เปนตน เครือ่ งตีทาํ ดวยโลหะ
๓) เครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง เช่น กลองทัด กลองตะโพน กลองชาตรี กลองแขก เชน ฉ่งิ ฆอง เปนตน เครื่องตที าํ ดว ยหนงั
เชน กลองทดั ตะโพน เปนตน )
กลองมลาย ู กลองยาว กลองชนะ ตะโพนไทย ตะโพนมอญ โทนมโหร ี ตะโลด้ โป๊ด เปงิ มางคอก
บณั เฑาะว์ เป็นตน้ • นักเรยี นรจู กั เครือ่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งตี
ชนดิ ใดบา งทใี่ ชใ นการกาํ กบั จงั หวะ จงอธบิ าย
พรอมยกตัวอยา ง
(แนวตอบ เคร่อื งดนตรีประเภทตที น่ี ิยมนํามา
ใชก าํ กับจังหวะนน้ั มหี ลายชนดิ เชน ตะโพน
ทาํ หนาทก่ี ํากบั จงั หวะหนาทบั ตางๆ ฉิ่ง
ฉาบ ฆองโหมง เปนเครอื่ งตีกํากับจงั หวะ
เปนตน)
กลองแขก โทนมโหรี ร�ำมะนำมโหรี กลองสองหนำ้
กลองทัด
กลองแขก กลองยำว ตะโพนไทย เปงมำงคอก
เครื่องดนตรีไทยประเภทเคร่ืองตที ขี่ ึงดว้ ยหนงั 25
ขอสอบ O-NET เบศรู ณรากษารฐกจิ พอเพียง
ขอสอบป ’50 ออกเกีย่ วกับเครอื่ งดนตรปี ระเภทเคร่ืองสาย เครื่องดนตรีไทย ถือวาเปนภูมิปญญาที่ครูดนตรี หรือชางดนตรีสรางสรรค
กอนการเลน เคร่อื งสายผูเ ลนจะใชวสั ดุชนิดหนงึ่ ถูทสี่ ายวสั ดุน้นั คอื อะไร ขน้ึ มา ทงั้ นี้ เครอ่ื งดนตรแี ตล ะชนดิ จะมลี กั ษณะสสี นั ของเสยี งและนา้ํ เสยี งทมี่ ลี กั ษณะ
เฉพาะตัว และเพื่อเปนการกระตุนความคิดสรางสรรคทางดนตรี ครูแบงนักเรียน
และมวี ัตถปุ ระสงคเพอ่ื อะไร เปนกลุม กลุมละ 5 - 6 คน ใหนักเรียนแตละกลุมนําวัสดุเหลือใชที่มีอยูภายใน
1. ยางรกั เพอ่ื ทาํ ใหส ายไมขาดงาย ทองถน่ิ มาประดิษฐเปนเครอ่ื งดนตรไี ทยตามความสนใจ 1 ประเภท โดยการเลือกใช
2. ยางสน เพอ่ื ใหฝด และมีเสียงไพเราะข้นึ วัสดุนัน้ นักเรยี นจะตองคาํ นงึ ถงึ ความประหยัดเปน หลกั จากน้ันนําเสนอใหเ พื่อนชม
3. ยางรกั เพอื่ ใหฝด และมีเสยี งไพเราะข้นึ หนาช้ันเรียน พรอมทั้งอธิบายแนวคิดในการสรางสรรคผลงาน และบอกเหตุผลใน
4. ยางสน เพ่อื ทาํ ใหสายไมขาดงา ย การเลอื กใชวสั ดุ อปุ กรณทีน่ าํ มาทาํ เครื่องดนตรีดวย
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะยางสนเปน สวนประกอบทีส่ าํ คญั
อกี อยางหนีง่ สาํ หรับเครือ่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสาย เนอื่ งจากยางสนจะมี
ความหนืด เมื่อนํามาถูที่สายของเคร่อื งสจี ะทาํ ใหเ กดิ ความฝด เม่ือสแี ลว
จะทาํ ใหไ ดเ สียงดนตรีทีไ่ พเราะมากขนึ้
คูม่ อื ครู 25
กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 4 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 2.4 เครอ่ื งเปา
เพิม่ เตมิ เก่ียวกับเคร่อื งดนตรปี ระเภทเครื่องเปา เคร่อื งเปา แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดงั นี้
สง ตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ด
ศกึ ษามาหนา ชนั้ เรียน จากนนั้ ครถู ามนักเรียนวา ๑) เคร่ืองเปา ไม่มีล้นิ เช่น ขลุ่ยหลีบ ขล่ยุ เพยี งออ ขลยุ่ อ ู้ สังข ์ เป็นต้น
• เครือ่ งเปา คอื เคร่ืองดนตรีที่บรรเลง ขลุยหลบี ขลยุ เพยี งออ ขลยุ อู้
ดวยวธิ ีการอยางไร
(แนวตอบ เคร่ืองเปา เปนเครอื่ งดนตรีที่ทาํ ให เครอ่ื งดนตรไี ทยประเภทเคร่อื งเปาไม่มีลน้ิ
เกิดเสยี งจากลมเปาในอดีตการเปาน้นั จะได
จากพืช และสัตว เชน ใบไม เขาสัตว เปน ตน ๒) เครือ่ งเปามีล้ิน เชน่ ปนี อก ปกี ลาง ปีใน ปีชวา ปมี อญ ปอี อ้ แคน เป็นตน้
ตอ มาไดม วี วิ ฒั นาการดว ยการเจาะรู และทาํ ลน้ิ
เพอื่ ใหเกิดระดบั เสียงไดม าก เครอ่ื งดนตรี ปนอก
เหลา น้ี ไดแ ก ขลยุ ป แคน) ปชวำ
• นกั เรยี นเคยเลน เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเปา หรอื ไม
ถา เคย นกั เรียนเคยเลนเครอ่ื งดนตรชี นดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ)
• จากการศึกษาเก่ียวกบั ประเภทของ
เครื่องดนตรีไทย คือ เคร่ืองดดี สี ตี และเปา
นกั เรียนช่ืนชอบเครอื่ งดนตรปี ระเภทใด
มากทสี่ ุด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ)
ปใน
ปม อญ
แคน
เครือ่ งดนตรไี ทยประเภทเคร่ืองเปามีลิ้น
2๖
บรู ณาการอาเซยี น ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั ความรูพ้นื ฐานเก่ยี วกบั เคร่ืองดนตรี และวงดนตรไี ทย
สามารถเชอื่ มโยงกบั ประเทศสมาชกิ อาเซยี น คอื ประเทศมาเลเซยี ซง่ึ มคี วามคลา ยคลงึ เครอ่ื งดนตรใี นขอ ใดจบั คไู ดอ ยางเหมาะสม
ในเรือ่ งดนตรี คือ ราํ มะนา อันเปนเครอ่ื งดนตรีที่นยิ มใชบรรเลงประกอบการละเลน 1. โหวด - ปใ น
พน้ื บา นภาคใต เชน ดาระ รองเง็ง เปนตน ราํ มะนา เปน กลองขงึ หนังหนา เดยี ว 2. หมากกบ๊ั แกบ็ - จะเข
ชนิดเดียวกับแทมบรู นิ (Tambourine) มขี นาดไลเล่ยี กันเวนแตไมม ฉี าบคู (Jingles) 3. สะลอ - พิณ
ตดิ ตามขอบหนา กลองท่ขี ้ึนหนงั บานผายออก ตวั กลองจะมีรปู สน้ั คลา ยชามกะละมัง 4. รอื บบั - กลองปูเจ
เครื่องดนตรชี นิดน้มี าจากมลายู เพราะมลายกู ม็ ีกลองชนดิ หนง่ึ เรียกวา “ระบานา”
(Rebana) รํามะนามี 2 ชนดิ คือ รํามะนามโหรี กับรํามะนาลาํ ตดั ซง่ึ จะชวยให วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะโหวด และปใ น จดั เปน เคร่ืองดนตรี
นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรใู นเรอ่ื งดนตรี และวงดนตรไี ทยของประเทศเพอ่ื นบา นไดด ยี งิ่ ขน้ึ
ประเภทเครื่องเปา เหมอื นกัน โหวด เปนเคร่อื งดนตรีพื้นบา นภาคอสี าน
มีรูปรา งเปน ทรงกระบอก สว นปใ น จดั เปน ปท ม่ี ขี นาดใหญ และมีเสยี งต่าํ
มีลักษณะเปน ปท อ นเดยี ว ที่เรียกวา “ปใน” ก็เพราะวา ปช นดิ นี้เทียบเสยี ง
ตรงกับระดบั เสียงทเ่ี รยี กวา “เสียงใน” ซ่ึงเปน ระดบั เสียงที่วงปพาทยไมแข็ง
บรรเลง
26 คูม่ ือครู
กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
เสริมสาระ การไหว้ครูดนตรีไทย 1. ใหนักเรยี นนําขอ มูลเกย่ี วกับประเภทของ
เครื่องดนตรไี ทยมารวมกันจดั นิทรรศการเรือ่ ง
การไหว้ครูดนตรีไทย สันนิษฐานว่าไทยเราเอาแบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะชื่อเทพเจ้าทุกๆ องค “ดนตรีไทยคูแผนดินทอง” พรอ มจดั หาภาพ
ตรงตามตา� ราแหง่ ศาสนาพราหมณ- ฮนิ ด ู พธิ ไี หวค้ รโู ดยทว่ั ไปมกั จะเรมิ่ ดว้ ยพธิ สี งฆก อ่ น ในเชา้ ของวนั ทา� พธิ ี มาประกอบใหสวยงาม
จะถวายอาหารบณิ ฑบาต เมอื่ พระสงฆเสรจ็ ภัตกจิ แลว้ จงึ จะเรมิ่ พธิ ไี หวค้ ร ู
2. ครเู พมิ่ เตมิ ความรูใหก บั นกั เรียนในเร่อื งของ
สง่ิ ทจ่ี ดั ตง้ั สา� หรบั ไหวต้ อ้ งมที ต่ี ง้ั พระพทุ ธรปู พธิ ไี หวค รดู นตรไี ทยวา การไหวค รู และครอบครู
เปน การแสดงความกตัญูกตเวทตี อ บุพการี
และเครอื่ งบชู าพรอ้ มไวท้ างหนงึ่ สว่ นอกี ทางหนงึ่ ครบู าอาจารย ในพธิ จี ะตอ งจดั ใหม เี ครอ่ื งสงั เวย
และครผู อู า นโองการสว นใหญจ ะเลอื กกระทาํ พธิ ี
จัดต้ังเครื่องดนตรีไทยต่างๆ ให้เป็นระเบียบ ในวนั พฤหสั บดี นบั เปนประเพณปี ฏิบตั ิสืบทอด
กนั มา เมอื่ ผฝู ก หดั ดนตรไี ทย ผา นพธิ ไี หวค รแู ลว
และสวยงามโดยต้องมีตะโพนลูกหน่ึงต้ัง ถอื วาผานการครอบครู
อยู่ด้วย โดยต้ังสูงกว่าส่ิงอ่ืนเพราะในทาง
ดนตรีไทยถือว่าตะโพนใช้สมมติแทนองค
พระปรคนธรรพ แตถ่ า้ จะมหี นา้ โขนตงั้ ดว้ ยกไ็ ด้ ตรวจสอบผล Evaluate
(ทมี่ าของภาพ : ชมรมดนตรีไทย โรงเรยี นราชวนิ ติ มธั ยม กรงุ เทพฯ) หนา้ โขนทค่ี วรตง้ั ไวใ้ นพธิ ไี หวค้ รดู นตรไี ทย ครูพจิ ารณาจากการจดั นทิ รรศการ
คอื หนา้ ฤๅษ ี พระปรคนธรรพ พระวศิ ณกุ รรม เรอ่ื ง “ดนตรไี ทยคแู ผนดินทอง” ของนักเรยี น
โดยพิจารณาในดา นความถูกตอ งของเนอ้ื หา
พระปญ จสขี ร และพระพริ าพ แตถ่ า้ จะเพม่ิ หนา้ พระอศิ วร พระนารายณ พระพรหม พระพฆิ เนศวรดว้ ยกย็ ง่ิ ดี การนําเสนอขอมลู ความสวยงาม และความคดิ
ริเรม่ิ สรางสรรค
ส่วนเคร่ืองบูชากระยาบวช ก็มีดอกไม้ ธูป เทียน หัวหมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปลา บายศรีปากชาม
ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ผลไม้ต่างๆ โดยครูผู้ท�าพิธีต้องนุ่งขาวห่มขาว เมื่อจุดธูปเทียนบูชาเสร็จแล้ว
ครูก็ท�าน้�ามนต ในขณะน้ันศิษยและผู้ร่วมพิธี
จุดธูปเทียนบูชาแล้วครูผู้ท�าพิธีเริ่มกล่าวโองการน�า
ให้ผู้ร่วมพิธีว่าตาม เริ่มด้วยบูชาพระรัตนตรัยและ
ไหวค้ รบู าอาจารย บดิ ามารดา ขอพรตา่ งๆ ตามแบบแผน
แลว้ ปพ าทยก จ็ ะบรรเลงเพลงหนา้ พาทยต ามทผี่ ทู้ า� พธิ นี นั้
พึงเรียก ต่อจากนั้นก็กล่าวถวายเครื่องสังเวย แล้วครู
ผู้เป็นประธานก็จะประพรมน�้ามนต เจิมเครื่องดนตรี
และหน้าโขนต่างๆ จนครบถ้วน
(ท่มี าของภาพ : http://www.dc231.4shared.com)
27
แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู
ขอ ใดกลา วเกีย่ วกบั คําวา “กํานล” ไดถูกตอ ง ครคู วรเพมิ่ เตมิ ความรใู หน กั เรยี นในเรอ่ื งความสาํ คญั ของหวั โขนหรอื ศรี ษะครทู ใี่ ช
1. เคร่ืองดนตรีไทยชนดิ หนงึ่ ในพธิ ไี หวค รดู นตร-ี นาฏศลิ ป โดยใหน กั เรยี นดภู าพหวั โขนในลกั ษณะตา งๆ ทนี่ ยิ มนาํ มา
2. เครอ่ื งคาํ นับหรือเครื่องบชู าครู ตั้งประกอบในพิธี ไดแ ก หัวโขนพระอศิ วร หัวโขนพระนารายณ หวั โขนพระพรหม
3. เพลงไทยประเภทอตั ราจงั หวะชน้ั เดียว หวั โขนพระอินทร หวั โขนพระพิฆเนศ หวั โขนพระวิสสกุ รรม หัวโขนพระปรคนธรรพ
4. การฟอนราํ ที่มมี าตั้งแตส มัยโบราณ หวั โขนพระปญจสขี ร หัวโขนพระพริ าพ หัวโขนพระฤๅษกี ไลโกฎ พระภรตฤๅษี
พระฤๅษีตาววั และพระฤๅษีตาไฟ ทั้งหมดนี้เปน หวั โขนทีใ่ ชแทนครูผซู งึ่
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะกํานล คอื เคร่ืองคํานับหรอื เครอื่ งบูชา ประสิทธิ์ประสาทวชิ าความรใู หแ กผเู รียน ซึ่งจะทําใหนักเรยี นเกิดความเปน สริ ิมงคล
การศกึ ษาเลาเรียนถงึ ปรญิ ญาไดประสบความสาํ เรจ็
ครู ในการไหวค รดู นตรไี ทยจะมีการเตรียมขัน 5 กํานล 6 ขนั คอื การนํา
สิ่งของรวม 5 อยาง ไดแก ขัน ดอกไม ธปู 5 ดอก เทยี นไข และผา ขาว
1 ผืน พรอมกบั เงนิ กํานล 6 บาท ส่งิ ของทั้งหมดนี้ ครูผูทําพิธีจะใชบ ูชาครู
เทพสงั คีตาจารย เพือ่ ขออนญุ าต และประสิทธ์ปิ ระสาท ความเปน สิรมิ งคล
ในการเรยี นใหแ กศษิ ยตอ ไป
คู่มือครู 27
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครูนําเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครือ่ งดีด เครอ่ื งสี ๓. หลกั การใชแ ละบํารงุ รักษาเครอ่ื งดนตรีของไทย
เครอ่ื งตี และเครอ่ื งเปา มาใหนักเรียนดูอยา งละ
1 ชนดิ จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา เครอื่ งดนตรขี องไทย ทงั้ เครอ่ื งดนตรไี ทยและเครอ่ื งดนตรพี น้ื บา้ น เปน็ อปุ กรณท์ ม่ี คี วาม
สา� คญั อยา่ งยง่ิ สา� หรบั นา� มาใชบ้ รรเลงเพลงของนกั ดนตร ี และในวงการดนตรไี ทยกย็ งั มคี วาม
• นักเรยี นคดิ วาหากเราใชเครื่องดนตรี เชอื่ วา่ เครอื่ งดนตรแี ตล่ ะชนดิ มคี รดู นตรรี กั ษาอย ู่ นกั เรยี นทจ่ี ะเรยี นดนตรไี ทย
อยา งไมถกู ตอง และไมบ าํ รุงรกั ษาใหด ี จึงควรทา� ความเข้าใจในความส�าคญั และความเช่อื ดงั กลา่ วด้วย
จะสงผลอยา งไรบาง นอกจากน ี้ การดแู ลรกั ษาเครอื่ งดนตรใี หอ้ ยใู่ นสภาพพรอ้ ม
(แนวตอบ หากเราใชเ ครอ่ื งดนตรอี ยา งไมถ กู ตอ ง ใช้ก็จะช่วยเอ้ือประโยชน์ต่อการน�ามาใช้ได้ทุกคร้ัง และช่วยให้
และไมบ าํ รงุ รกั ษาใหดอี าจทาํ ใหเ คร่อื งดนตรี เครื่องดนตรีมีความคงทน รวมทั้งมีอายุการใช้งานที่นาน
ชํารุดและเสียหายได) ขนึ้ โดยหลกั การใชแ้ ละบ�ารงุ รกั ษาเคร่อื งดนตรีของไทย
ทีส่ า� คัญ มีดังนี้
สา� รวจคน้ หา E×plore
๓.๑ หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอ่ื ง
ใหน ักเรียนแบงกลมุ ออกเปน 5 กลมุ ดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย
ใหนกั เรียนศึกษา คนควา หาความรเู พ่มิ เติมเกย่ี วกบั
หลกั การใช และการบาํ รุงรกั ษาเครื่องดนตรขี องไทย มี ๒ ประเภท คอื ประเภทเครือ่ งดีด รอื บบั เปน็ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสายทคี่ วรดแู ลคนั ชกั
จากแหลงการเรยี นรตู างๆ เชน หองสมดุ โรงเรยี น เช่น จะเข้ กระจับปี ซึง (ปิน) พิณอีสาน ใหเ้ รยี บรอ้ ยกอ่ นเก็บทุกครง้ั
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ น็ต เปน ตน ในหวั ขอ ทคี่ รู พิณเปีย ะ เป็นตน้ และประเภทเครือ่ งสาย เชน่ ขมิ ซอสามสาย ซอดว้ ง ซออู้ สะลอ้ รอื บับ โกร
กําหนดให ดงั ตอไปน้ี (ซอมอญ) เตหน่า (นาเด่ย) เป็นต้นก่อนน�ามาใช้ทุกครั้งต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของเคร่ือง
ดนตรใี หเ้ รยี บรอ้ ย ปรบั เสยี ง และตงั้ ระดบั เสยี งใหถ้ กู ตอ้ ง รวมทงั้ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนวธิ บี รรเลง
กลุมท่ี 1 เครื่องดนตรีประเภทเคร่อื งสาย ของเครื่องดนตรี และเม่อื เลกิ ใชแ้ ล้วใหด้ �าเนินการตามขัน้ ตอน ดงั น้ี
กลุม ที่ 2 เครือ่ งตดี ําเนนิ ทาํ นอง
กลมุ ที่ 3 เครอ่ื งตกี ํากับจังหวะ ๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใช้ผ1า้ เชด็ ถเู คร่ืองดนตรีนั้นๆ ใหส้ ะอาด
กลมุ ที่ 4 เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครือ่ งหนงั
กลมุ ที่ 5 เครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่ืองเปา ๒ ปลดเลือ่ นหมอน หรือหย่อง เพ่อื คลายสายของเครอ่ื งดนตร ี หรือคลายลูกบิดให้สายหยอ่ นเลก็ น้อย
ทําเปนรายงาน นําสงครผู ูสอน เตรียมพรอ ม ๓ เก็บคันชักเข้ากบั คันซอ หรอื ในกล่องเกบ็ ไมด้ ีดให้เรยี บร้อย
นาํ เสนอผลงานหนาชน้ั เรยี น
วธิ กี ารเกบ็ เครอื่ งดนตรนี นั้ ขน้ึ อยกู่ บั ความตอ้ งการของนกั ดนตร ี เชน่ บรรจไุ วใ้ นซอง หรอื
อธบิ ายความรู้ Explain ถงุ ผ้า หรอื กระเปา๋ เปน็ ต้น แตส่ า� หรบั เครือ่ งดนตรแี ขวนทกุ ชนดิ ควรกระทา� ดว้ ยความระมดั ระวัง
ไมต่ งั้ วาง หรอื จดั เกบ็ ในทมี่ อี ากาศอบั ชน้ื หรอื ถกู แดด เพราะเครอ่ื งดนตรอี าจเกดิ ความเสยี หายได้
ใหน ักเรียนกลุมท่ี 1 - 2 ท่ไี ดศึกษา คน ควา
หาความรูเ พ่มิ เตมิ เก่ยี วกับหลกั การใช และการบาํ รุง ๓.2 หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งตดี าำ เนนิ ทาำ นอง
รกั ษาเคร่อื งดนตรีประเภทเคร่ืองสาย และเครอ่ื งตี เชน่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุม้ เหลก็ ฆอ้ งวงใหญ่ ฆอ้ งวงเล็ก
ดําเนินทํานอง สง ตัวแทน กลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมา ฆ้องมอญ โปงลาง เป็นต้น ก่อนน�ามาใช้ทุกครั้งให้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องดนตรี
อธิบายความรตู ามท่ไี ดศ ึกษามาหนา ชนั้ เรยี น ใหเ้ รียบรอ้ ยกอ่ นการนา� มาฝกึ ซ้อม2 หรือบรรเลงจรงิ ตรวจสอบระดับเสียงให้ถูกตอ้ ง เพ่ือป้องกัน
ความเพยี้ นทเี่ กดิ จากตะกวั่ ถว่ งเสยี งหลดุ ตงั้ วาง และจดั ลกู ระนาด ลกู ฆอ้ ง ลกู โปงลาง ใหอ้ ยใู่ นตา� แหนง่
ทถี่ กู ตอ้ ง ตรวจสอบสภาพไมต้ ใี หอ้ ยใู่ นสภาพเรยี บรอ้ ยพรอ้ มใช ้ รวมทง้ั ปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนวธิ บี รรเลง
เครอ่ื งดนตรีแตล่ ะชนิดใหถ้ กู ต้อง และเมอื่ เลกิ ใช้งานแล้วใหด้ �าเนินการตามขน้ั ตอน ดังน้ี
2๘
นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 หยอ ง เปนอุปกรณชน้ิ เล็กๆ สาํ หรบั ขึ้นสายเครอ่ื งดนตรีใหส งู ขึ้นจากพื้นผวิ
ของเครื่องดนตรี หยองของเคร่ืองสายแตละชนดิ จะมีลกั ษณะ และขนาดแตกตาง ขอใดกลา ว ไมถ ูกตอ ง เก่ียวกับวิธกี ารดแู ลรักษาเครอื่ งดนตรี
กนั ไป เครอ่ื งสายขนาดใหญ เชน ดบั เบลิ้ เบสจะมหี ยอ งทส่ี งู และใหญม ากขณะที่ 1. นําไปวางรวมกันไวในหองเกบ็ ของ เพือ่ สะดวกในการนํามาใช
หยอ งของซอจะทําจากไมช ้ินเลก็ ๆ 2. เก็บใสภาชนะทีม่ ลี กั ษณะเฉพาะของเครื่องดนตรี
2 ตะกว่ั ถว งเสยี ง เปน ตะก่วั ผสมกับข้ผี ้งึ มาถว งเสยี งโดยนาํ มาติดหัวทา ย 3. ทาํ ความสะอาดเครือ่ งดนตรีดว ยอปุ กรณท่เี หมาะสม
ของลกู ระนาด เพ่อื ปรบั แตง เสียงใหต รง และใหเกิดเสียงไพเราะ 4. หลังเลกิ เลน ทุกครง้ั ตองลดสาย ปลดเชอื กออก
มุม IT วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะการนําไปวางรวมไวใ นหอ งเก็บของ
นักเรียนสามารถศึกษา หาความรูเ พม่ิ เตมิ เกีย่ วกบั วธิ กี ารเกบ็ รกั ษา บางคร้ังผใู ชอ าจลมื วธิ ีการเกบ็ รักษาอยางถูกวิธี ซงึ่ อาจจะทาํ ใหเครอ่ื งดนตรี
เครอ่ื งดนตรีไทย ไดจ าก http://www.pasangic.ac.th เกิดการชํารุดเสียหายได การเกบ็ รักษาใหถูกวธิ จี งึ เปนสง่ิ สําคัญที่ผเู ลนดนตรี
จะตองตระหนักอยูเสมอ และตอ งปฏิบตั ใิ หถ กู ตอ ง จึงจะทาํ ใหเครือ่ งดนตรี
มีความคงทนสามารถใชง านไดอ ยา งคมุ คา
28 คูม่ ือครู
กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใชผ้ า้ เช็ดถูเครอ่ื งดนตรนี ้ันๆ ให้สะอาด ใหน ักเรยี นกลมุ ที่ 3 - 4 ที่ไดศกึ ษา คน ควา
๒ ระนาดเอก และระนาดทมุ้ ใหป้ ลดเชอื กจากตะขอแขวนทางดา้ นซา้ ย ๑ อนั เพราะสว่ นนต้ี อ้ งรบั นาำ้ หนกั หาความรูเพ่ิมเติมเกีย่ วกับหลกั การใช และการ
ผนื ระนาดจงึ ตอ้ งปลดเชอื ก เพือ่ ป้องกันเชอื กขาด หรือตะขอหกั หรอื หลดุ บาํ รงุ รักษาเครื่องดนตรปี ระเภทเครอ่ื งกาํ กับจงั หวะ
๓ ตั้งวางเครื่องดนตรีไว้อย่างเป็นระเบียบโดยมิให้ถูกแสงแดด เพื่อป้องกันมิให้ตะกั่วถ่วงเสียงละลาย และเครอื่ งหนงั เครอื่ งเปา สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 - 3 คน
หรอื สว่ นประกอบทีเ่ ป็นไมแ้ ตกหัก บิดเบย้ี ว ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษามาหนา ชน้ั เรยี น
๓.๓ หลกั การใชแ้ ละบาำ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตกี าำ กบั จงั หวะ
ไดแ้ ก่ ฉ่งิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ ่ กรบั โหม่ง แตระ กับแกบ รวมท้งั เครื่องต ี และเครือ่ งเคาะ
ทใ่ี ชต้ เี ปน็ เครอ่ื งประกอบจงั หวะ กอ่ นนา� มาใชท้ กุ ครง้ั ควรตรวจสอบความสมบรู ณข์ องเครอ่ื งดนตรี
ให้เรียบร้อย และปฏิบัติตามขั้นตอนวิธีบรรเลงเคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดให้ถูกต้อง เมื่อเลิกใช้แล้ว
ใหด้ า� เนนิ การตามขนั้ ตอน ดังต่อไปน้ี
๑ ทำาความสะอาดดว้ ยการใช้ผ้าเช็ดถูเคร่ืองดนตรีนัน้ ๆ ให้สะอาด
๒ เกบ็ วาง หรือใส่ไว้ในกลอ่ งเกบ็ เครอ่ื งดนตรีให้เปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย
๓.4 หลกั การใชแ้ ละบำารงุ รักษาเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเคร่อื งหนงั
เชน่ กลองทดั ตะโพนไทย ตะโพนมอญ กลองแขก
กลองมลาย ู กลองสองหนา้ กลองยาว กลองหาง โทน รา� มะนา
ทับ เป็นต้น เครื่องดนตรีลักษณะนี้มักจะน�าหนังสัตว์มา
ขนึ้ หนา้ ห้มุ กลอง ตรงึ ดว้ ยหมุดบางชนิดโยงด้วยสายที่ทา� จาก
หนงั สตั ว์ สายหวาย เปน็ ตน้
ดังน้ัน ก่อนน�ามาใช้ควรตรวจสอบความสมบูรณ์
ของเคร่ืองดนตรีให้เรียบร้อย ตั้งระดับเสียงให้ถูกต้อง ก่อน
ใช้งานบางชนดิ ทมี่ ไี ม้ตกี ็ใหต้ รวจสอบให้อย่ใู นสภาพพร้อมใช ้
รวมทงั้ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนวธิ บี รรเลงเครอ่ื งดนตรี
แต่ละชนิดให้ถูกต้องและเม่ือเลิกใช้แล้วให้ด�าเนินการตาม ตะโพน ก่อนเก็บต้องท�าความสะอาด
ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ โดยการน�าเอาจา่ กลองออกเสียกอ่ น
๑ ทาำ ความสะอาดดว้ ยการใช้ผ้าเช็ดถเู ครอ่ื งดนตรนี ้นั ๆ ใหส้ ะอาด
๒ ล้าง หรือเช็ดทำาความสะอาดหน้ากลองที่ติดจ่ากลอง หรือข้าวบดสำาหรับถ่วงหน้ากลองให้สะอาด
เพราะข้าวบดถ่วง หรือจ่ากลองท่ีมีส่วนผสมของข้ีเถ้า หากไม่ทำาความสะอาดให้ดีแล้ว ความเค็มของ
ข้ีเถา้ จะกดั แผ่นหนงั กลองให้เกดิ ความเสยี หายได้
2๙
ขอสอบ O-NET เกร็ดแนะครู
ขอ สอบป ’51 ออกเกยี่ วกบั หลักการใชแ ละบํารงุ รักษาเคร่อื งดนตรขี องไทย ครคู วรเนน ยํา้ กบั นักเรยี นวา การดแู ลรกั ษาเครอื่ งดนตรีไทยน้นั เราควรดูแลรักษา
การดูแลรักษาขลยุ อทู ีถ่ กู ตอ งทส่ี ุดคือขอ ใด ใหถ กู ตองตามประเภทของเครอื่ งดนตรี เครอ่ื งดนตรีไทยทกุ ชนิดถา ผใู ชไมรจู ัก
1. ใชผ า แหง ทําความสะอาดภายนอกตวั ขลุย เก็บรกั ษา กจ็ ะชาํ รดุ เสยี หายไดง าย จึงจําเปน อยางยิง่ ทผ่ี ูใ ชหรอื ผบู รรเลงจะตอ ง
2. ใชผา เปยกทาํ ความสะอาดภายนอกตวั ขลยุ เกบ็ รกั ษาใหถ กู วธิ ี เพราะจะทาํ ใหเ ครอ่ื งดนตรมี อี ายกุ ารใชง านทยี่ าวนาน ซง่ึ จะทาํ ให
3. ใชผาเปย กทาํ ความสะอาดทั้งภายนอก และภายในตัวขลยุ นักเรียนมีความรู ความเขา ใจเกี่ยวกับการดูแลรกั ษาเครือ่ งดนตรไี ทยไดดยี ิ่งขึน้
4. ใชผาแหง ทาํ ความสะอาดท้งั ภายนอก และภายในตวั ขลยุ
มมุ IT
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะหลงั จากเปา ขลุย แลวทุกครงั้ ควร
นักเรยี นสามารถศกึ ษา คน ควาเพมิ่ เติมเกยี่ วกบั วธิ กี ารเกบ็ รกั ษาเครอื่ งดนตรไี ทย
ทาํ ความสะอาดทงั้ ภายใน และภายนอก เช็ดใหแหง แลวเกบ็ ใสซ องหรือถงุ เก็บ ไดจ าก http://www.pasangic.ac.th
ขณะที่ไมไดใชอยาเกบ็ ไวในท่รี อนหรือผึง่ แดด หรอื ท่ๆี มีอณุ หภมู เิ ปลีย่ นแปลง
กะทนั หนั เพราะอาจทาํ ใหข ลยุ เสียหายได
ค่มู อื ครู 29
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขา้ า้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 5 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ๓.5 หลกั การใช้และบำารุงรักษาเคร่อื งดนตรีประเภทเคร่อื งเปา
เพ่ิมเติมเกย่ี วกบั หลักการใช และการบาํ รงุ รักษา เชน่ ปีใน ปีนอก ปีชวา ปมี อญ ขลุ่ยชนดิ ตา่ งๆ แคน เค่ง (แคนม้ง) ปอี ้อ ปีผไู้ ทย
เคร่อื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งเปา สงตวั แทนกลมุ ละ ปีล้านนา เป็นต้น ลักษณะโดยทั่วไปของปีมักจะท�าด้วยไม้ แต่บางชนิดจะแทรกด้วยก�าพวด
2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามท่ีไดศึกษามา ล้ินโลหะ หรือลิ้นใบตาล ก่อนน�ามาใช้ควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องดนตรีให้เรียบร้อย
หนา ชน้ั เรยี น โดยครชู ว ยเสรมิ ขอ มลู และสรปุ ประเดน็ เสียก่อน รวมท้ังให้ปฏิบัติตามข้ันตอนวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดให้ถูกต้อง และเมื่อเลิก
สําคัญใหนกั เรียนจดลงในสมุด ใช้งานแลว้ ใหด้ �าเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
ขยายความเขา้ ใจ E×pand ๑ ทาำ ความสะอาดด้วยการใช้ผา้ เชด็ ถูเครอื่ งดนตรนี น้ั ๆ ใหส้ ะอาด
๒ แชล่ ้นิ ปใี่ นน้ำายาฆา่ เชอ้ื โรค เก็บกาำ พวดป่ี และลิ้นปไ่ี วใ้ นกรักปใ่ี หเ้ รยี บร้อย
ใหน กั เรยี นรว มกนั สรปุ สาระสาํ คญั เกย่ี วกบั ๓ ต้ังวางในท่ีมีอากาศโปร่ง เพ่ือป้องกันเช้ือราที่อาจเกิดขึ้นได้ และห้ามนำาเลาปี่ ตัวแคน หรือเลาขลุ่ย
หลกั การใช และการบํารงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรีประเภท ไปตากแดด หรือตั้งไว้ในที่มีอุณหภูมิสูง เพราะจะทำาให้เครื่องดนตรีปริแตก หรือโครงสร้างภายใน
เครอื่ งสาย เครอ่ื งตดี าํ เนนิ ทาํ นอง เครอื่ งตกี าํ กบั จงั หวะ เสยี หาย สง่ ผลกระทบตอ่ ระบบเสยี งของเครอ่ื งดนตรชี นิดน้ันๆ ได้
เครื่องดนตรีประเภทเครอ่ื งหนงั และเครือ่ งดนตรี
ประเภทเครอื่ งเปา ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน ขลุยหลบี ขลยุ เพียงออ ขลุยอู้ ปนอก ปชวำ ปใน ปม อญ
จากนัน้ ครูถามนกั เรยี นวา
กิจกรรม ศิลปป์ ฏบิ ัติ ๒.๑
• เพราะเหตใุ ดเราจงึ ตอ งใช และการบาํ รงุ รกั ษา
เครือ่ งดนตรใี หถ กู ตอง กิจกรรมท่ี ๑ ใหค้ รนู �าซีดเี พลงไทยมาเปิดให้นกั เรยี นฟัง แลว้ ให้นักเรยี นรว่ มกนั พจิ ารณาวา่
(แนวตอบ เคร่ืองดนตรีไทยมอี ยหู ลายชนดิ เพลงไทยท่ีได้ฟงั นัน้ บรรเลงดว้ ยวงดนตรปี ระเภทใด หรือชนิดใดบ้าง
แตล ะชนดิ จะมลี ักษณะ และสว นประกอบ
ทีแ่ ตกตางกันออกไป ดงั น้ันผูใชเ ครอื่ งดนตรี กจิ กรรมท่ ี ๒ ใหน้ ักเรยี นตอบค�าถามตอ่ ไปน้ี
จึงควรใหความสาํ คญั เกย่ี วกับการใช และการ ๑. เหตุใดนักดนตรจี งึ ควรดูแลรกั ษาเคร่ืองดนตรีให้มสี ภาพพรอ้ มใช้อยเู่ สมอ
เกบ็ รักษาเคร่ืองดนตรีใหม าก ปฏิบัตใิ หถกู ตอง ๒. เครอ่ื งดนตรีไทยมปี ระวตั ิความเปน็ มาอยา่ งไร จงอธบิ าย
ตามวิธีการตา งๆ จึงจะทําใหเ ครอื่ งดนตรมี ี ๓. น กั เรยี นคดิ วา่ เครอื่ งดนตรไี ทยมคี วามแตกตา่ ง หรอื คลา้ ยคลงึ กบั เครอ่ื งดนตรี
ความคงทน และสามารถใชง านไดอ ยา งคมุ คา )
พืน้ บ้านอย่างไร
ตรวจสอบผล Evaluate
ครพู จิ ารณาจากการสรปุ สาระสาํ คญั เกีย่ วกับ
การใช และการบํารุงรักษาเคร่อื งดนตรขี องนกั เรียน
๓๐
แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปปฏบิ ัติ 2.1 กจิ กรรมที่ 2
1. เพราะการใช และดูแลรกั ษาเครอื่ งดนตรีมคี วามสําคัญมาก เนอ่ื งจากเคร่อื งดนตรีไทยมลี กั ษณะของเครอื่ งดนตรี และวธิ กี ารใชท แี่ ตกตา งกัน และเพ่ือใหเครอื่ งดนตรี
มสี ภาพทค่ี งทนตอ การใชงาน ไมช ํารดุ เสยี หายงา ย มีคณุ ภาพเสียงท่ีดี จงึ จําเปนอยา งยงิ่ ทจี่ ะตองรจู กั วิธีใช และเก็บรกั ษาเครอ่ื งดนตรีอยางถูกตอ ง
2. ความเชอ่ื เร่ืองประวตั คิ วามเปนมาของเครื่องดนตรีไทย มกี ารสันนษิ ฐานอยู 2 แบบ คือ มกี ารสนั นษิ ฐานวาดนตรีไทยไดแ บบอยา งมาจากชนชาตติ า งๆ เชน อินเดยี ลาว
พมา มอญ เปน ตน โดยเฉพาะทางดา นดนตรปี รากฏรปู รางลกั ษณะเครื่องดนตรีท่มี ีลักษณะคลา ยคลงึ กัน และมีการสันนษิ ฐานวาดนตรีไทยเกดิ จากความคดิ และสติปญญา
ของคนไทย เน่ืองจากดนตรีเปนมรดกของมนุษยชาติ ทกุ ชาติทกุ ภาษาตา งกม็ ีดนตรซี ึ่งเปน เอกลกั ษณของตนดว ยกันท้งั น้ัน
3. มคี วามคลายคลึงกนั ในเร่อื งของวธิ ีการบรรเลง ประเภทของเครอื่ งดนตรที ม่ี ีเคร่ืองดีด เครอ่ื งสี เครือ่ งตี และเครื่องเปา
30 คมู่ อื ครู
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
๔. สสี ัน และน้ําเสียงของเครอื่ งดนตรีไทย ครเู ปด ซดี หี รอื ดีวดี ตี วั อยา งการบรรเลงดนตรี
ดวยวงปพ าทย (โดยเลอื กบทเพลงทีน่ กั เรยี นไดยิน
สีสันและน้�าเสียงของเคร่ืองดนตรีไทยเกิดจากแหล่งก�าเนิดเสียง โดยธรรมชาติของ หรือคนุ เคย เชน เพลงกราวรํา เพลงแขกบรเทศ
เครอื่ งดนตรที มี่ กี ารกระทา� ใหเ้ กดิ เสยี งนนั้ เพราะมกี ารทา� ใหว้ ตั ถสุ น่ั สะเทอื นดว้ ยการดดี ส ี ต ี หรอื เปา่ เพลงเถา เพลงทยอยมอญ เพลงพมา รําขวาน
ตัวการที่ท�าให้เกิดสีสันของเสียงจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายป1ระการ เช่น ขนาดความกว้าง-ยาว เพลงมอญรองไห เพลงโหมโรงเยน็ เปน ตน )
ต้ืน-ลึก 2ของกล่องเสียง ทรวดทรงท่ีปรากฏมีรางระนาด ตัวจะเข้ กะโหลกซอ กระบอกซอ จากนัน้ ครถู ามนักเรียนวา
หนุ่ กลอง เลาป ี เลาขลยุ่ เปน็ ตน้ ชนดิ ของสาย หรอื เสน้ ทขี่ งึ บนเครอ่ื งดนตร ี ชนดิ ของไม ้ แผน่ หนงั
หรือวัตถุต่างๆ ที่น�ามาประกอบเป็นเคร่ืองดนตรี การกระทบ ดีด สี ตี และเป่า ที่ลงน�้าหนัก • เพลงท่ไี ดฟ งน้ีใหความรสู กึ เชน ไร
ผอ่ น ยาว เบา แรง เป็นปัจจัยให้คุณภาพของเครอ่ื งดนตรมี สี ีสนั ของเสียงทแ่ี ตกต่างกันออกไป (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
เคร่ืองดนตรีประเภทที่มีสายสั่นสะเทือนด้วยการสี ดีด หรือดึงเส้นหรือสายท่ีขึงตึงแล้วปล่อยให้เส้น
หรือสายส่ันสะเทือนผ่านไปยังกล่องเสียงที่มีรูปทรงต่างๆ ตามความกว้าง ลึก และทรวดทรง เส้นหรือ • วงทีใ่ ชบรรเลงนปี้ ระกอบไปดวยเครื่องดนตรี
สายจึงเป็นตัวสร้างสีสัน และนำ้าเสียงให้กับเคร่ืองดนตรีให้มีความไพเราะ เช่น ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ประเภทใดบา ง
สะล้อ ซึง จะเข ้ กระจับปี ่ เปน็ ต้น (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยา งอิสระ)
เคร่ืองดนตรีประเภทที่สั่นสะเทือนจากแรงกระทบ ได้แก่ เครื่องดนตรีประเภ3ทเครื่องตีท้ังปวง สีสัน
สา� รวจคน้ หา E×plore
และธรรมชาตขิ องเสยี งเกดิ จากการสน่ั สะเทอื นของวัตถกุ ระทบกัน เชน่ ไมต้ รี ะนาดตกี ระทบบนผนื ระนาด
ไมฆ้ ้องตกี ระทบบนปมุ่ ฆอ้ ง ไมต้ ีกลองตกี ระทบบนหนงั หน้ากลอง เปน็ ต้น ใหนักเรยี นศึกษา คน ควา หาความรูเ พิม่ เตมิ
เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า นอกจากตัวเลาที่เป็นตัวท่อเสียงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสั้น-ยาว เกี่ยวกับสสี ัน และนํ้าเสียงของเครอ่ื งดนตรไี ทย
ความกลวงของลำาโพงปี่ รูเป่า และลิ้นปี่ เมื่อเครื่องดนตรีเหล่านี้เกิดการเป่า แรงลมที่นักดนตรีเป่า จากแหลงการเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุดโรงเรียน
จะทำาให้เกดิ การสน่ั สะเทือนไปกระทบกบั กลไกภายใน เกิดการปรบั เปลี่ยนเป็นระดับเสียงสงู -ตำ่า เสยี งของ หองสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเน็ต เปน ตน
เครอื่ งดนตรีประเภทนี้จึงมคี วามดงั มาก อันเป็นสสี นั ของเครื่องเปา่
เกร็ดศิลป์ เครอ่ื งกาำ นล อธบิ ายความรู้ E×plain
“กำานล” เป็นค�านาม หมายถึง เครื่องค�านับ หรือเคร่ืองบูชา การต้ังก�านลบูชาครูเป็นขนบธรรมเนียมท่ียึดถือ ใหนกั เรียนรวมกันอภิปรายเกี่ยวกบั สสี นั
ปฏิบตั ติ อ่ กนั มาแตโ่ บราณ ในการแสดงดนตรีไทย ดนตรพี นื้ บา้ น นาฏศลิ ป หรือการฟอนรา� ต่างๆ เพือ่ เปน็ การแสดง และนา้ํ เสียงของเคร่อื งดนตรีไทยตามทไ่ี ดศกึ ษามา
ความเคารพ และระลกึ ถึงพระคุณของครูบาอาจารยท ไี่ ด้ส่งั สอนมา ซึง่ เครือ่ งกา� นลจะมีการจดั เตรยี มแตกตา่ งกันไปบา้ ง จากนนั้ ครูถามนกั เรียนวา
ตามท้องถิ่น และประเภทของการแสดง
ส�าหรับดนตรีไทยน้ัน เครอื่ งกา� นลประกอบไปด้วยส่ิงส�าคญั ๆ ไดแ้ ก่ • สีสนั และนํ้าเสยี งของเคร่ืองดนตรไี ทย
๑. ดอกไมส้ ด หรอื พวงมาลัยดอกไม้สด เป็นดอกไม้ทห่ี าได้ในท้องถิ่น ไม่เฉพาะเจาะจงชนดิ ดอกไม้ แต่มกั เกดิ จากส่ิงใด
ไม่นิยมใช้ดอกบัว เน่ืองจากมีคติความเช่ือว่าเป็นดอกไม้สูง ควรใช้บูชาแต่เฉพาะพระรัตนตรัย หรือดอกไม้ท่ีมีช่ือ (แนวตอบ สสี ัน และนาํ้ เสียงของ
ไม่เปน็ มงคล เช่น ดอกขีไ้ ก ่ เป็นตน้ เคร่อื งดนตรไี ทยเกิดจากแหลง กําเนดิ เสียง
2. ธูปหอม จ�านวน ๕ ดอก มีความหมายแทนคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ คุณบิดามารดา ซ่ึงโดยธรรมชาติของเครือ่ งดนตรี
และคุณครอู าจารย ที่มกี ารกระทําใหเกิดเสียง โดยการดดี สี
๓. เทียนไข จ�านวน ๑ เลม่ ตี และเปา )
4. เงนิ กำานล โบราณใชจ้ �านวน ๖ บาท โดยมีความเชอื่ วา่ เลข ๖ เป็นเลขประจ�าวันพฤหัสบด ี ซง่ึ เป็นวันครู
๓๑
แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด นกั เรียนควรรู
ขอใดคือแนวทํานองเพลงไทยทใี่ หความรสู ึกรกั ความออ นหวาน 1 รางระนาด เปน สว นที่เปน กลองเสยี งของระนาด ทาํ ใหห นาที่อุมเสียง
1. เพลงมหาชยั นิยมทําดวยไมส กั และทาดว ยนาํ้ มันขัดเงา
2. เพลงลาวดวงเดือน 2 หนุ กลอง ทาํ จากไมเนื้อแข็ง เชน พะยูง ชิงชนั ประดู เปนตน นาํ มากลงึ
3. เพลงเขมรไทรโยค และควา นใหม รี ปู รางเปน ทรงกระบอก หนา ใหญเรยี กวา “หนาลุย ” หนาเลก็ เรียกวา
4. เพลงธรณกี นั แสง “หนา ตา น”
3 ไมตรี ะนาด มี 2 แบบ คือ “ไมนวม” จะใหเสียงที่ฟงแลว รูสกึ ไดถ งึ
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะจากการฟง เพลง ทํานองเพลงในทอน ความไพเราะ นมุ นวล ทห่ี วั ของไมพ นั ดว ยผา ใหเ ปน นวม และใชเ สน ดา ยพนั ทบั
นยิ มใชเ ลน บรรเลงในวงมโหรี และวงปพ าทยไ มน วม “ไมแขง็ ” จะใหเ สียงทฟี่ งแลว
ที่วา “โอละหนอดวงเดอื นเอย พ่ีมาเวารกั เจา สาวคาํ ดวง โอด ึกแลวหนอ รสู กึ ถงึ ความมอี ํานาจ และแขง็ แกรง ลักษณะของไมจะพันเชน เดยี วกนั กบั ไมนวม
พ่ีขอลาลวง อกพ่ีเปนหว ง รักเจา ดวงเดือนเอย ขอลาแลว เจาแกวโกสุม แตจ ะชุบดวย “รกั ” ที่ชัน้ นอกสุด แลว จงึ พันอกี คร้งั ดว ยผา ดิบบางๆ ทําใหไ ดห ัวไม
พีน่ ้รี กั เจา หนอขวัญตาเรยี ม จะหาไหนมาเทียมโอเจาดวงเดือนเอย ทแ่ี ขง็ สีของหวั ไมจะมสี ีดําสนิท
หอมกลนิ่ เกสร เกสรดอกไม หอมกล่นิ คลา ยคลายเจาสขู องเรยี มเอย
หอมกลน่ิ กรนุ ครันหอมนั้นยังบเ ลย เน้อื หอมทรามเชยเอยเราละเหนอ”
ที่แสดงถึงความรัก และความหว งใยทคี่ นรกั พึงมตี อกนั ไดเ ดน ชัดท่สี ุด
คู่มอื ครู 31
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครเู ปด ซีดีหรอื ดีวดี กี ารบรรเลงดนตรไี ทย ๕. ประเภทของวงดนตรไี ทย
ดว ยวงดนตรไี ทยประเภทตางๆ ใหน กั เรยี นชม
จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา วงดนตรีไทยเป็นวงดนตรีที่มีพัฒนาการต่อเน่ืองกันมายาวนาน โดยมีศิลปินดนตรีเป็น
ผรู้ กั ษามรดกวฒั นธรรม และมพี ระมหากษตั รยิ ์ ตลอดจนพระราชวงศ ์ ขนุ นาง ขา้ ราชการ และคหบดี
• วงดนตรขี องไทยสามารถแบง ออกเปน กป่ี ระเภท ท่ีมีฐานะ ได้รว่ มกันสนับสนนุ สง่ เสริม และพฒั นาดนตรีไทยมาอย่างต่อเน่ือง จึงท�าให้ดนตรไี ทย
อะไรบาง มคี วามสมบรู ณ ์ และสามารถนา� มาใชบ้ รรเลง ทงั้ ในงานพระราชพธิ ี งานพธิ กี รรม ประกอบการแสดง
(แนวตอบ วงดนตรไี ทยสามารถแบงออกเปน งานบันเทิง และการน�าไปประกอบธรุ กิจด้านตา่ งๆ ได้
3 ประเภท คอื วงปพ าทย วงเคร่อื งสาย วงดนตรีไทยมีแบบแผนที่เป็นสมบัติวัฒนธรรมร่วมกันของคนท้ังชาติ โดยแบบแผน
และวงมโหร)ี ของวงดนตรไี ทยทีเ่ ปน็ ตน้ แบบใหเ้ กิดวงดนตรลี ักษณะอ่นื ๆ อีกหลายวงทน่ี ักเรยี นควรทราบ มีอยู่
ด้วยกนั ๓ ประเภท ดังนี้
สา� รวจคน้ หา E×plore
5.๑ วงปพาทย
ใหน ักเรยี นแบงกลมุ ออกเปน 3 กลมุ ใหน กั เรียน วงปพาทย์ หมายถึง วงดนตรีที่เกิดจากการประสมวงกันระหว่างเครื่องดนตรีประเภท
ศึกษา คน ควา หาความรเู พม่ิ เตมิ เก่ียวกับประเภท
ของวงดนตรไี ทย จากแหลงการเรยี นรตู า งๆ เชน เคร่อื งเปา่ และเคร่ืองดนตรปี ระเภทเครื่องตีเปน็ หลัก โดยแบง่ ออกเป็น ๓ ขนาด ดงั นี้
หอ งสมุดโรงเรยี น หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็
เปน ตน ในหวั ขอ ทีค่ รกู าํ หนดให ดังตอ ไปน้ี ๑) วงปพ าทยเ์ ครอ่ื งหา้ วงดนตรปี ระเภทนม้ี เี ครอ่ื งดนตรปี ระกอบไปดว้ ยปใี น ระนาดเอก
กลุมท่ี 1 วงปพาทย ฆอ้ งวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด และฉง่ิ
กลมุ ที่ 2 วงเคร่อื งสาย
กลุมที่ 3 วงมโหรี ฉ่ิง
ทาํ เปน ชนิ้ งาน (ตดิ ลงบนแผน ฟว เจอรป า ยนเิ ทศ) ปใน
เสรจ็ แลว จดั นาํ สง ครผู สู อน และเตรยี มพรอ มนาํ เสนอ
ผลงานหนาชั้นเรียน ฆ้องวงใหญ
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหนักเรียนกลุม 1 ท่ไี ดศกึ ษา คน ควา หาความรู ตะโพน ระนำดเอก กลองทดั
เพ่ิมเตมิ เกีย่ วกบั วงปพ าทย สง ตัวแทน 2 - 3 คน วงปพาทยเครื่องห้า
ออกมาอธบิ ายความรตู ามที่ไดศึกษามาหนา ชนั้ เรยี น
จากน้ันครูถามนักเรียนวา เกร็ดศิลป์ องั กะลงุ
• วงปพ าทยเ ปน วงดนตรที ปี่ ระกอบดวย เครอื่ งดนตรที มี่ คี วามแตกตา่ งไปจากเครอ่ื งดดี ส ี ต ี และเปา คอื องั กะลงุ เครอ่ื งดนตรชี นดิ น ี้ หลวงประดษิ ฐไพเราะ
เคร่ืองดนตรีชนดิ ใด และนิยมนํามาบรรเลง (ศร ศิลปบรรเลง) น�าแบบอยา่ งมาจากประเทศอินโดนเี ซีย เมอ่ื ปพ.ศ. ๒๔๖๗ องั กะลงุ ท�าใหเ้ กดิ เสียงไดโ้ ดยการสัน่
ในงานประเภทใดเปน หลกั เขยา่ และกระแทก เพื่อให้ไมไ้ ผ่ไปกระทบกบั รางไม้ท่ีนกั ดนตรีจับ
(แนวตอบ วงปพาทย เปน วงท่ปี ระกอบไปดว ย
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทตี เปา และเครอ่ื งประกอบ ๓2
จงั หวะ ใชบรรเลงในงานพระราชพิธี และพธิ ี
ตางๆ)
เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
ครคู วรเปดซดี หี รอื ดีวดี หี รอื ส่ืออินเทอรเนต็ ท่ีเกี่ยวกับการบรรเลงดนตรขี อง ใหนักเรยี นหาภาพวงปพาทยตามความสนใจของตนเอง 1 วง
วงปพ าทย เชน วงปพาทยชาตรี วงปพ าทยไมแข็ง วงปพ าทยเ สภา วงปพาทยไ มน วม เขียนบรรยายลักษณะของวงดนตรี และเคร่ืองดนตรที ่ีใชในการบรรเลง
วงปพาทยม อญ วงปพ าทยน างหงส วงปพาทยดกึ ดาํ บรรพ เปน ตน ใหน ักเรียนชม ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
เพอ่ื ใหนกั เรยี นสามารถเปรียบเทยี บเสียงรอง เสียงดนตรขี องแตละวงวา มีลักษณะ
เดนอยางไร เปนการจัดวงประเภทใด ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมีความรู ความเขาใจ กิจกรรมทา ทาย
เก่ียวกับวงปพ าทยไดด ีย่งิ ข้ึน
มมุ IT ใหน กั เรียนทาํ ตารางเปรยี บเทยี บความแตกตางของลักษณะเครือ่ งดนตรี
ทีใ่ นวงปพ าทยท ั้ง 3 วง วามีความเหมือนหรือแตกตา งกันอยางไร
นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู ูสอน
ของวงปพ าทย ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา
วงปพาทย
32 ค่มู อื ครู
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒) วงปพาทย์เคร่ืองคู่ วงดนตรีประเภทน้ีเกิดการประสมวงคร้ังแรกในรัชสมัย ใหนักเรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั
วงปพ าทยเ ครอ่ื งหา วงปพ าทยเคร่ืองคู และ
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยู่หัว เครื่องดนตรปี1ระกอบดว้ ยปใี น ปีน อก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม วงปพ าทยเ ครอื่ งใหญ พรอ มทงั้ เปด ตวั อยา งบทเพลง
ฆ้องวงใหญ ่ ฆ้องวงเลก็ ตะโพน กลองทัด ฉ่ิง ฉาบเล็ก กรับ และโหม่ง ทีบ่ รรเลงดว ยวงปพาทยใหนกั เรยี นฟง จากน้ัน
ครถู ามนักเรียนวา
ปน อก ปใน ฉำบเลก็ ฉ่ิง กรับ
โหมง • นกั เรยี นไดย นิ เสยี งของเครอื่ งดนตรชี นดิ ใดบา ง
จากเพลงทไี่ ดฟ ง
ฆอ้ งวงใหญ ฆ้องวงเล็ก (แนวตอบ วงปพ าทย เสียงวงดนตรไี ทย
ท่ไี ดยนิ นัน้ ประกอบดวยเครื่องเปา คอื
กลองทดั ปผสมกับเครือ่ งตี ไดแ ก ระนาด และฆอ งวง
ตะโพน ชนดิ ตางๆ เปน หลกั และยังมีเครื่องกํากบั
จังหวะ เชน ฉ่ิง ฉาบ กรบั โหมง ตะโพน
ระนำดเอก ระนำดทมุ้ กลองทัด กลองแขก และกลองสองหนา)
วงปพาทยเ ครือ่ งคู่ • เมอ่ื นกั เรียนไดฟง เพลงทีบ่ รรเลงดว ย
วงปพ าทยน กั เรยี นรูสึกอยางไร
๓) วงปพาทย์เคร่ืองใหญ่ วงดนตรีประเภทนี้เกิดการประสมวงครั้งแรกในรัชสมัย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยปใี น ปนี อก ระนาดเอก ระนาดทมุ้
ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ฉาบเล็ก
ฉาบใหญ่ กรับ และโหมง่
ฉำบเลก็ ฉำบใหญ ฉ่งิ กรบั
ปน อก ปใน ตะโพน
โหมง ฆ้องวงใหญ ฆ้องวงเลก็ กลองทัด
ระนำดเอกเหล็ก ระนำดเอก ระนำดทุ้ม ระนำดทุ้มเหล็ก
วงปพาทยเครือ่ งใหญ่
๓๓
แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู
ขอ ใดตอ ไปน้ี ไม มคี วามสัมพนั ธก ัน ครคู วรเชญิ วิทยากรทมี่ ีความรู และเชย่ี วชาญในเร่อื งการบรรเลงดนตรไี ทย
1. เพลงโหมโรง คือ เพลงท่ใี ชบรรเลงเบิกโรงกอนทจี่ ะมีการแสดง ดว ยวงปพ าทยม าอธิบายเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั วงปพ าทยช นิดตา งๆ พรอ มทัง้ เปดซดี ี
2. เพลงเรอื่ ง คอื เพลงท่ใี ชเครอ่ื งดนตรบี รรเลงลว นๆ ดวยวงมโหรี หรือดีวีดีใหนักเรียนชม จากน้ันครูเปดโอกาสใหนักเรียนไดซักถามในส่ิงท่ีไมเขาใจ
3. เพลงหางเคร่ือง คอื เพลงท่ีบรรเลงตอทา ยเพลงใหญห รือเพลงแมบ ท และแสดงความคิดเห็น ซงึ่ จะทําใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจในเร่อื งวงปพาทย
4. เพลงหนา พาทย คือ เพลงทใ่ี ชบรรเลงประกอบกิริยาอาการของตัวละคร ไดดียิ่งข้ึน
วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงเร่อื งจะใชเ ครอื่ งดนตรีบรรเลง นกั เรียนควรรู
ลว นๆ ดว ยวงปพ าทย ไมน ยิ มใชว งเครอ่ื งสาย และวงมโหรี เพลงเรอ่ื งสว นใหญ 1 ฉาบ เปน เครื่องดนตรีประเภทตี ทําดวยโลหะคลา ยฉิ่ง แตห ลอใหบางกวา
จะใชใ นงานพิธตี า งๆ เชน เพลงเรอ่ื งนางหงส ใชในงานศพ เพลงเรอื่ ง ฉาบมี 2 ชนิด คอื ฉาบเลก็ และฉาบใหญ เวลาบรรเลงใช 2 ฝามาตีกระทบกัน
ฉ่ิงพระฉัน ใชบ รรเลงตอนพระฉันภัตตาหาร เปน ตน ใหเกดิ เสยี งกจ็ ะไดยนิ เปน แฉง แฉง แฉง เปนตน
คู่มอื ครู 33
กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 2 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 5.2 วงเครือ่ งสายไทย
เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั วงเครอื่ งสายไทย สง ตวั แทน 2 - 3 คน วงเคร่ืองสายไทย เป็นวงดนตรีท่ีประกอบด้วยเคร่ืองดนตรีประเภทท่ีมีสายเป็นหลัก
ออกมาอธบิ ายความรูต ามที่ไดศกึ ษามาหนาช้นั เรยี น
จากนั้นครถู ามนักเรียนวา ส่วนเครื่องดนตรชี นดิ อน่ื ๆ ทป่ี ระสมในวงเคร่ืองสาย นิยมใช้เคร่อื งดนตรีท่มี ีระดบั เสยี งท่ีกลมกลนื
สอดคล้องกบั เครอื่ งดนตรีอืน่ ๆ ในวง โดยวงเครือ่ งสายไทยแบง่ ออกได้เปน็ ๒ ชนดิ ดังน้ี
• วงเครอ่ื งสายไทยเปน วงดนตรที ปี่ ระกอบดวย
เครือ่ งดนตรชี นดิ ใด และนยิ มนํามาบรรเลง ๑) วงเครอ่ื งสายเครอ่ื งเดย่ี ว หรอื เครอ่ื งสายวงเลก็ เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอดว้ ง
ในงานประเภทใดเปน หลัก
(แนวตอบ วงเครอื่ งสายไทย เปน วงดนตรขี นาด ๑ คนั ซออู้ ๑ คนั จะเข้ ๑ ตัว ขลุ่ยเพยี งออ ๑ เลา โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารบั ฉง่ิ ๑ คู ่ และ
เล็ก นิยมนํามาใชในอาคาร ลักษณะของการ ฉาบเล็ก ๑ คู่
ขบั กลอมทเี่ ปน พิธมี งคล เชน พธิ มี งคลสมรส
งานเล้ยี งสงั สรรค เปนตน) ฉำบเล็ก รำ� มะนำ
• วงเครอื่ งสายไทยสามารถแบง ออกไดเปน โทน
ก่ีประเภท อะไรบา ง
(แนวตอบ วงเคร่อื งสายไทย มีอยู 2 ขนาด คอื ขลุยเพียงออ
วงเครือ่ งสายวงเล็ก และวงเครอื่ งสายเคร่ืองค)ู
ฉงิ่
• นกั เรียนคดิ วา เสยี งดนตรีท่ีไดยินจากการ
บรรเลงดนตรดี วยวงเคร่อื งสายใหความรสู กึ ซอดว้ ง จะเข้ ซออู้
อยา งไร วงเครื่องสายไทยเครอื่ งเด่ยี ว
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยางอสิ ระ) ๒) วงเครอื่ งสายเครอื่ งค ู่ เครอ่ื งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอดว้ ง ๒ คนั ซออ ู้ ๒ คนั จะเข ้ ๒ ตวั
ขลุ่ยเพยี งออ ๑ เลา ขลุ่ยหลีบ ๑ เลา โทน-ร�ามะนา ๑ สา� รับ ฉ่งิ ๑ ค่ ู ฉาบเลก็ ๑ ค ู่ กรับ ๑ ค ู่
และโหม่ง ๑ ใบ
โทน รำ� มะนำ
ซอดว้ ง ฉง่ิ กรบั
ซออู้
โหมง ฉำบเลก็
ขลยุ เพยี งออ จะเข้ ขลยุ หลีบ
๓4 วงเครอื่ งสายไทยเคร่อื งคู่
เกรด็ แนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
ครูควรเปด ซดี หี รือดวี ีดหี รือสอื่ อินเทอรเ น็ตเกีย่ วกับการบรรเลงดนตรีของ ใหน ักเรยี นหาภาพวงเคร่อื งสายไทยตามความสนใจของตนเอง 1 วง
วงเครือ่ งสายไทย คอื วงเครอ่ื งสายวงเลก็ และวงเคร่ืองสายเครอื่ งคู ใหนักเรียนชม เขียนบรรยายลักษณะของวงดนตรี และเคร่ืองดนตรีที่ใชในการบรรเลง
เพอื่ ใหน กั เรยี นสามารถเปรยี บเทยี บเสยี งรอ ง เสยี งดนตรขี องแตล ะวงวา มลี กั ษณะเดน ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครผู สู อน
อยางไร เปน การจัดวงประเภทใด ซ่ึงจะทาํ ใหนักเรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกับ
วงเครอื่ งสายไทยไดดยี ิง่ ข้นึ กิจกรรมทา ทาย
มุม IT ใหน ักเรียนเลอื กฟงท่บี รรเลงดว ยวงปพ าทย และวงเครอื่ งสายไทย
อยา งละ 1 เพลง แลวฝกเปรียบเทยี บเสยี งรอ ง และเสยี งเครอื่ งดนตรี
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควาเพ่ิมเติมจากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี การจัดประเภทของวงดนตรี พรอ มเขียนบรรยายความรูสึกจากการทไี่ ดฟง
ของวงเครอื่ งสายไทย ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา เพลงที่บรรเลงดว ยวงดนตรตี า งกนั ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครูผูสอน
วงเครือ่ งสายไทย
34 ค่มู ือครู
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
5.๓ วงมโหรี ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 3 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
วงมโหร ี เปน็ วงดนตรที มี่ ีเครือ่ งดนตรีประสมวงครบทกุ กลุ่ม คือ เคร่ืองดดี สี ต ี และเป่า เพิ่มเติมเกยี่ วกับวงมโหรี สง ตวั แทน 2 - 3 คน
ลักษณะเด่นของวงดนตรีประเภทนี้คือ ความกลมกลืนของระบบเสียงท่ีใช้เครื่องดนตรีประเภท ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษามาหนา ชน้ั เรยี น
เครอื่ งตที ถี่ กู ยอ่ สดั สว่ น สา� หรบั ฆอ้ งวงทปี่ ระสมในวงดนตรปี ระเภทนเี้ รยี กอกี ชอื่ หนงึ่ วา่ “ฆอ้ งมโหร”ี จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา
การปรับลดขนาดเคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองตี เพราะต้องการให้ระบบเสียงมีระดับความดังท่ี
เขา้ กนั ไดก้ บั เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย วงมโหรมี กี ารประสมวง และถอื เปน็ แบบแผนมาตงั้ แต่ • วงมโหรีเปน วงดนตรีทีป่ ระกอบดวย
รัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว จา� แนกออกได้เปน็ ๓ ขนาด ดงั นี้ เครือ่ งดนตรชี นดิ ใด และนยิ มนาํ มาบรรเลง
ในงานประเภทใดเปน หลัก
๑) วงมโหรเี ครอื่ งเดยี่ ว เครอื่ งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอสามสาย ๑ คนั ขลยุ่ เพยี งออ ๑ เลา (แนวตอบ วงมโหรเี ปน วงดนตรีท่ีใชส าํ หรับ
ขบั กลอม นิยมใชบ รรเลงในงานมงคล
ระนาดเอก ๑ ราง ฆอ้ งวงใหญ ่ ๑ วง จะเข ้ ๑ ตวั ซอดว้ ง ๑ คนั ซออ ู้ ๑ คนั โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารับ ในสมัยโบราณใชบ รรเลงกลอมพระบรรทม
ฉิ่ง ๑ คู่ และฉาบเล็ก ๑ คู่ สําหรับพระมหากษตั รยิ เคร่ืองดนตรีท่ใี ช
ประกอบดว ยเคร่อื งดนตรใี นวงปพ าทย
ฉำบเลก็ ฉิ่ง ร�ำมะนำ และวงเครอ่ื งสายลดขนาดวงมโหรีใหเลก็ ลง
โทน เพ่ือใหมีเสียงเดียวกบั วงเครื่องสาย และใช
ระนำดเอก ซอสามสายเขา มารวมบรรเลงดว ย)
จะเข้
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
ซอด้วง ซออู้ ซอสำมสำย ขลุยเพียงออ ฆ้องวงใหญ ใหน กั เรยี นนาํ ขอ มลู เกย่ี วกบั ประเภทวงดนตรไี ทย
วงมโหรเี ครือ่ งเดย่ี ว ทงั้ 3 ประเภท มารว มกันจดั นทิ รรศการเรื่อง
“วงดนตรีไทยเอกลักษณคูชาติไทย” พรอมจดั หา
๒) วงมโหรเี ครอื่ งค ู่ เครอื่ งดนตรปี ระกอบดว้ ยซอสามสาย ๑ คนั ซอสามสายหลบี ๑ คนั ภาพมาประกอบใหส วยงาม
ขลยุ่ เพยี งออ ๑ เลา ขล่ยุ หลบี ๑ เลา ระนาดเอก ๑ ราง ระนาดทุ้ม ๑ ราง ฆ้องวงใหญ่ ๑ วง ตรวจสอบผล Evaluate
ฆ้องวงเล็ก ๑ วง จะเข้ ๒ ตัว ซอดว้ ง ๒ คนั ซออู้ ๒ คนั โทน-ร�ามะนา ๑ ส�ารับ ฉง่ิ ๑ คู่
ฉาบเล็ก ๑ ค่ ู กรบั พวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ
ฉำบเล็ก ฉิง่ กรบั พวง รำ� มะนำ ครพู จิ ารณาจากการจดั นทิ รรศการเรือ่ ง
โทน “วงดนตรีไทยเอกลกั ษณค ชู าตไิ ทย” ของนกั เรียน
โหมง โดยพิจารณาในดา นความถูกตองของเนือ้ หา
ขลุย หลีบ การนาํ เสนอขอ มลู ความสวยงาม และความคดิ รเิ รมิ่
สรา งสรรค
ขลุย เพียงออ
ซอด้วง ซอสำมสำย ฆอ้ งวงใหญ ฆอ้ งวงเล็ก ซอสำมสำยหลบี ซออู้
ระนำดเอก ระนำดทุม้ จะเข้
จะเข้
วงมโหรเี ครอื่ งคู่ ๓5
แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ เกรด็ แนะครู
วงดุริยางคสากลหรอื วงออรเคสตราเปรยี บไดก บั วงดนตรีไทยประเภทใด ครคู วรอธบิ ายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั วงมโหรใี หน กั เรยี นฟง วา วงมโหรีเกดิ จากการ
1. วงเครื่องสายเครือ่ งคู ประสมกันระหวางวงปพาทย และวงเคร่ืองสาย เกดิ ข้ึนครงั้ แรกในสมยั อยุธยา
2. วงปพาทยด ึกดาํ บรรพ มีวิวัฒนาการมาจากวงขับไม วงมโหรีสามารถแบง ออกเปนวงตา งๆ ไดอีก คอื
3. วงมโหรเี คร่ืองใหญ วงมโหรีเครื่องสาม วงมโหรเี ครอ่ื งสี่ วงมโหรเี ครอื่ งหก วงมโหรีเครอ่ื งแปด
4. วงปพ าทยเ คร่ืองใหญ วงมโหรีวงเลก็ วงมโหรเี ครื่องคู และวงมโหรีเคร่ืองใหญ ซงึ่ จะทาํ ใหนักเรยี น
มีความรู ความเขา ใจเกยี่ วกับวงมโหรีไดด ยี งิ่ ขึน้
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะวงมโหรีเคร่ืองใหญ เปน วงดนตรีไทย
มมุ IT
ทป่ี ระกอบดวยเครอื่ งดนตรคี รบทุกประเภทเชนเดยี วกบั วงออรเ คสตรา
ของดนตรสี ากล นกั เรียนสามารถศึกษา คน ควาเพ่ิมเตมิ จากการฟง และชมการบรรเลงดนตรี
ของวงมโหรี ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา วงมโหรี
คู่มือครู 35
กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครูชกั ชวนนกั เรยี นสนทนาเกยี่ วกบั ประเภทของ ๓) วงมโหรีเครื่องใหญ่ เคร่ืองดนตรีมีซอสามสาย ๑ คัน ซอสามสายหลีบ ๑ คัน
วงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ไดแ ก ภาคเหนือ
ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื (อสี าน) และ ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา ขลุย่ หลบี ๑ เลา ระนาดเอก ๑ ราง ระนาดทมุ้ ๑ ราง ระนาดเอกเหลก็
ภาคใต จากนั้นครูถามนกั เรยี นวา ๑ ราง ระนาดทุ้มเหล็ก ๑ ราง ฆอ้ งวงใหญ ่ ๑ วง ฆ้องวงเล็ก ๑ วง จะเข้ ๒ ตัว ซอดว้ ง ๒ คนั
ซออู ้ ๒ คัน โทน-รา� มะนา ๑ สา� รบั ฉ่งิ ๑ คู่ ฉาบเล็ก ๑ ค่ ู กรับพวง ๑ พวง และโหมง่ ๑ ใบ
• ใครเคยชมการแสดงพืน้ บานใน 4 ภูมิภาค
น้ีบา ง ถาเคยชม นักเรียนเคยชมการบรรเลง ฉำบเล็ก กรบั พวง ฉิ่ง โทน ร�ำมะนำ
ดนตรขี องภมู ภิ าคใด มคี วามสนกุ สนานอยา งไร
หรอื มสี ง่ิ ใดทเ่ี ปน เอกลักษณเ ฉพาะ โดยให โหมง ขลุย เพยี งออ
นักเรียนออกมาเลา ประสบการณใหเ พอ่ื นฟง
หนาชน้ั เรยี น
สา� รวจคน้ หา E×plore ขลยุ หลบี ขลุยอู้
ซอด้วง
ใหนักเรียนศึกษา คน ควา หาความรเู พ่ิมเติม ฆอ้ งวงใหญ ฆ้องวงเล็ก ซออู้
เกยี่ วกบั ประเภทของวงดนตรพี น้ื บา นของไทย 4 ภาค
จากแหลงการเรียนรตู างๆ เชน หองสมดุ โรงเรียน ระนำดเอกเหล็ก ระนำดเอก ระนำดทมุ้ ระนำดทมุ้ เหลก็
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็ เปนตน จะเข้
จะเข้ ซอสำมสำย / ซอสำมสำยหลบี
อธบิ ายความรู้ วงมโหรเี คร่อื งใหญ่
Explain ๖. ประเภทของวงดนตรีพ้นื บา น
ใหน ักเรียนรว มกันอภปิ รายเก่ียวกบั วงดนตรี วงดนตรีพื้นเมืองของไทย มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มชนท่ีมีความหลากหลาย
พน้ื บา นภาคเหนือตามทไี่ ดศ ึกษามา จากนั้น ทางวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ตลอดจนความเชือ่ และพิธกี รรม นอกจากน้ียังปรากฏ
ครูถามนกั เรยี นวา ดนตรีของกลุม่ ชาติพันธุ์ทตี่ ้งั ถิน่ ฐานในพืน้ ทต่ี า่ งๆ ทั้งบนเทอื กเขาสูง ตามชนบทห่างไกล ในป่าลกึ
และชุมชนท่ีอยตู่ ามเกาะแกง่ และทะเล สา� หรบั วงดนตรีพ้นื เมืองในภาคตา่ งๆ ของไทย โดยสังเขป
• นกั เรียนรจู กั เครอ่ื งดนตรพี ้นื บานภาคเหนอื มดี งั นี้
หรอื ไม ถา รูน ักเรียนรจู ักเครือ่ งดนตรที ี่มีช่อื
เรยี กวาอยา งไร ๑. วงดนตรีพนื้ บา้ นภาคเหนือ
(แนวตอบ วงดนตรพี ้ืนบานภาคเหนือจะมี วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคเหนือ ประกอบไปด้วยวงกลองแอว วงสะล้อ-ซึง วงกลองมองเซิง
หลายรูปแบบ มที งั้ เปนวงดนตรที ี่บรรเลงทั่วไป วงกลองปเู จ่ วงป่ีจมุ สว่ นโอกาสทใ่ี ชใ้ นการบรรเลงมคี วามแตกต่างกนั ไป เช่น วงกลองแอว นยิ มใช้
และบรรเลงประกอบการแสดงตางๆ บรรเลงประกอบการฟ้อนเมอื ง วงกลองมองเซิง นิยมใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนมองเซิง เปน็ ตน้
เคร่ืองดนตรีที่ใชบ รรเลงในวงดนตรพี ืน้ บาน เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในวงดนตรีพ้ืนบ้านภาคเหนือท่ีสำาคัญ ได้แก่ พิณเปียะ ซึง สะล้อ
ภาคเหนือทีส่ ําคญั ๆ เชน พณิ เปย ะ ซงึ สะลอ กลองแอว กลองสะบัดชัย และกลองตะโล้ดโปด
ปจ มุ กลองแอว กลองสะบดั ชยั กลองตะโลด โปด
เปน ตน ) ๓๖
เบศรู ณรากษารฐกจิ พอเพียง กจิ กรรมสรา งเสรมิ
วงดนตรีพื้นบาน เปนวงดนตรีท่ีเกิดข้ึนจากการผสมผสานเคร่ืองดนตรีที่มีอยู ใหน ักเรียนรวบรวมภาพเครื่องดนตรพี น้ื บานภาคเหนือ พรอมเขียน
ภายในทองถิ่น นิยมนํามาใชบรรเลงประกอบกิจกรรม หรือพิธีกรรมตางๆ ซึ่งใน บรรยายลกั ษณะของเครือ่ งดนตรี ทําเปนสมดุ ภาพ ตกแตง ใหส วยงาม
แตล ะภมู ภิ าคกจ็ ะมวี งดนตรพี นื้ บา นทมี่ ลี กั ษณะแตกตา งกนั ออกไป เพอ่ื ใหเ กดิ ความรู นําสงครผู ูส อน
ความเขา ใจเก่ียวกบั วงดนตรีพนื้ บาน ครูแบง นกั เรียนเปน 4 กลุม ใหน ักเรียนศึกษา
คน ควา หาความรเู พม่ิ เติมเกีย่ วกับวงดนตรีพ้นื บาน จากแหลงการเรียนรูตา งๆ เชน กิจกรรมทา ทาย
หอ งสมดุ โรงเรยี น หอ งสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็ เปน ตน จากนน้ั รว มกนั จดั นทิ รรศการ
ในหวั ขอ “วงดนตรีพื้นบา น 4 ภูมิภาค” ท่ีแสดงใหเห็นภมู ปิ ญ ญาทางดนตรีของแตละ ใหนกั เรียนเลือกเพลงฟงทบี่ รรเลงดว ยเครือ่ งดนตรพี ้ืนบานภาคเหนือ
ทอ งถนิ่ อันมีเอกลักษณข องเคร่ืองดนตรีพืน้ บานท่ีแตกตา งกันออกไป 1 เพลง แลวฝก เปรียบเทียบเสยี งรอง และเสยี งเครอ่ื งดนตรี พรอ มเขียน
บรรยายความรสู ึกจากการท่ีไดฟงเพลงท่บี รรเลงดวยเครื่องดนตรีพ้ืนบาน
ภาคเหนือ ลงกระดาษรายงาน นําสง ครูผูส อน
36 คูม่ ือครู
กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๒. วงดนตรพี ืน้ เมืองภาคกลาง ใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเกี่ยวกับวงดนตรี
วงดนตรพี น้ื เมอื งภาคกลาง ประกอบไปดว้ ยวงปพ่ี าทยพ์ น้ื บา้ น วงปพ่ี าทยน์ างหงส ์ วงปพ่ี าทยม์ อญ พ้ืนบา นภาคกลาง วงดนตรพี นื้ บานภาคตะวนั ออก
วงเคร่ืองสาย ส่วนโอกาสท่ีใช้ในการบรรเลงมีความแตกต่างกันไป เช่น วงป่ีพาทย์มอญ และ เฉียงเหนือ (อสี าน) และวงดนตรพี น้ื บานภาคใต
วงปพี่ าทยน์ างหงส ์ นยิ มใชบ้ รรเลงประโคมในงานศพ วงเครอ่ื งสายนยิ มใชบ้ รรเลงในงานมงคลตา่ งๆ ตามทไ่ี ดศ กึ ษามา จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
เชน่ งานแต่ง งานขน้ึ บา้ นใหม ่ งานร่นื เรงิ ต่างๆ เปน็ ตน้
เครอื่ งดนตรที ่ใี ชบ้ รรเลงในวงดนตรีพืน้ บ้านภาคกลางทส่ี าำ คัญ ไดแ้ ก ่ จะเข้ ขลุ่ย ซออ ู้ ซอดว้ ง • วงดนตรีพน้ื บา นท้ัง 3 วงนี้ มลี กั ษณะเดน
ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ป่ี ฉง่ิ ฉาบเล็ก กรบั และโหม่ง ตา งกันอยา งไร
(แนวตอบ ลกั ษณะเดนของวงดนตรพี น้ื บา น
๓. วงดนตรีพืน้ บา้ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง คอื วงปพ าทยทีม่ กี ารพัฒนา
วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วยวงโปงลาง วงกันตรึม วงตุ้มโมง ในลกั ษณะการผสมผสานกับดนตรีของหลวง
และวงแคน โอกาสทใ่ี ชบ้ รรเลงนยิ มบรรเลงในงานแตกตา่ งกนั ไป เชน่ ใชใ้ นการบรรเลงเพอ่ื ประกอบ ลักษณะเดน ของวงดนตรพี ืน้ บา นอสี าน
การแสดงพ้ืนบ้านประเภทเซ้ิงกระติบข้าว เซ้ิงสวิง ฟ้อนภูไท ส่วนวงตุ้มโมงใช้บรรเลงในงานศพ การบรรเลงดนตรีจะเนนที่ความสนุกสนาน
ซง่ึ ปจั จุบันหาด ู และหาฟังไดย้ าก เป็นต้น คร้ืนเครง ใชป ระกอบการละเลน การแสดง
เครื่องดนตรีท่ีใช้บรรเลงในวงดนตรีพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สำาคัญ ได้แก่ แคน และพิธีกรรมตา งๆ เชน ลาํ ผีฟา เปนตน
โปงลาง พิณ โหวด ซอบ้ัง ฆอ้ งหุ่ย และหมากกบั แกบ (กรับ) ลักษณะเดน ของวงดนตรีพื้นบานภาคใต
ไดร บั อทิ ธพิ ลมาจากหลายเชื้อชาติ
๔. วงดนตรีพนื้ บา้ นภาคใต้ จนเกดิ การผสมผสานเปน เอกลกั ษณเ ฉพาะ
วงดนตรีพ้ืนบ้านภาคใต้ ประกอบไปด้วยวงกาหลอ วงป่ีพาทย์ชาตรี วงรองเง็ง วงโตะครึม ทแี่ ตกตา งจากภาคอืน่ ๆ ซ่งึ จะเนนจงั หวะ
วงดนตรีโนรา วงดนตรีหนังตะลุง วงดนตรีซีละ วงดนตรีมะโย่ง และวงดนตรีลิเกป่า โอกาสที่ใช้ และลลี าท่เี รงเรา หนักแนน คกึ คกั เปนตน )
บรรเลงนิยมบรรเลงในงานแตกต่างกนั ไป เช่น วงกาหลอ ใชบ้ รรเลงในงานศพ วงดนตรหี นงั ตะลงุ
ใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลงุ โนรา เปน็ ตน้ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
เครอื่ งดนตรที ่ีใชบ้ รรเลงในวงดนตรพี น้ื บา้ นภาคใต้ท่สี ำาคญั ได้แก ่ ทบั รำามะนา กลอง โหมง่ ค่ ู
(ฆอ้ งคู)่ กลองชาตรี กรือโตะ และรอื บับ ใหน ักเรยี นรวมกนั สรปุ สาระสาํ คัญเรอ่ื ง
ประเภทของวงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค
กจิ กรรม ศิลปป์ ฏิบัติ ๒.๒ ลงกระดาษรายงาน นําสง ครผู สู อน
กจิ กรรมที ่ ๑ ให้นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ ๕ คน เลือกวงดนตรีไทย และวงดนตรีพน้ื บ้าน
ที่กลุ่มช่ืนชอบ แลว้ ร่วมกนั จัดนทิ รรศการเก่ยี วกับวงดนตรนี ้ันๆ ใหส้ วยงาม
กจิ กรรมท ่ี ๒ ใหน้ ักเรียนตอบคา� ถามต่อไปน้ี
๑. วงดนตรไี ทยแบ่งออกเป็นก่ีประเภท อะไรบา้ ง
๒. ว งดนตรีพื้นบา้ นของไทยแบ่งออกเป็นกีป่ ระเภท อะไรบ้าง
๓7
แนวตอบ กิจกรรมศิลปปฏบิ ตั ิ 2.2 กจิ กรรมท ี่ 2
1. วงดนตรีไทย แบง ออกเปน 3 ประเภท ไดแ ก
• วงปพ าทย เปนวงดนตรที ีป่ ระกอบดว ยเครอ่ื งดนตรปี ระเภท “เครือ่ งต”ี เครือ่ งดนตรีทสี่ ําคญั หรือเปนตวั เอก ไดแ ก ระนาด และมีเครอ่ื งเปา คือ “ป”
เปนตวั สาํ คญั รองลงมา
• วงเครอ่ื งสาย เปน วงดนตรีทีป่ ระกอบดว ยเครือ่ งดนตรปี ระเภท “เครอื่ งสาย” เปน หลกั ไดแก ซอดว งกบั ซออู และมีเครอ่ื งเปา คือ “ขลยุ ” เปนตวั สําคญั รองลงมา
เคร่อื งดนตรีท่สี ําคัญอกี ชิน้ ท่ขี าดไมไดในวงเครื่องสาย คอื “จะเข”
• วงมโหรี เปนวงดนตรที ี่บรรเลงโดยใชเครอ่ื งดนตรีใน “วงปพ าทย” กบั “วงเครื่องสาย” มาผสมกัน
2. วงดนตรีพน้ื บา นของไทย แบง ออกเปน 4 ประเภท คอื วงดนตรพี ืน้ บา นภาคเหนือ วงดนตรีพ้ืนบา นภาคกลาง วงดนตรีพืน้ บา นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื (อีสาน)
และวงดนตรพี ืน้ บานภาคใต
คมู่ ือครู 37
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate
ตรวจสอบผล Evaluate
ครพู จิ ารณาจากการสรปุ สาระสาํ คญั ของนกั เรยี น เครื่องดนตรีไทย และวงดนตรีไทย ถือวาเปนภูมิปญญาอยางหนึ่งของคนไทย
ในเร่ืองประเภทของวงดนตรพี ื้นบา น
เคร่ืองดนตรีที่พบเห็นอยูเปนประจําน้ัน สามารถจําแนกไดเปน ๔ ประเภท คือ เคร่ืองดีด
หลกั ฐานแสดงผลการเรยี นรู เครอ่ื งสี เครอ่ื งตี และเครอื่ งเปา เคร่อื งดนตรีแตล ะชนดิ แตล ะประเภทจะมีสสี นั และนํ้าเสียง
ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้ เครื่องดนตรีแตละชนิดหากนํามาผสมผสานกันก็จะกลายเปน
1. ผลการจัดนิทรรศการเรอื่ ง วงดนตรี ซงึ่ ในปจ จบุ นั ไดม กี ารพฒั นารปู แบบการบรรเลง กาํ หนดหลกั การประสมวง โดยแบง
“ดนตรไี ทยคแู ผน ดินทอง”
วงดนตรีไทยออกเปน ๔ ประเภท คือ วงปพาทย วงมโหรี
2. รายงานเกีย่ วกับหลักการใช และบาํ รุงรักษา วงเครื่องสาย และวงดนตรีพื้นบาน ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับ
เคร่ืองดนตรขี องไทย เครื่องดนตรีไทย จะเปนพ้ืนฐานที่ชวยใหเราปฏิบัติเก่ียวกับ
ดนตรีไทยไดอยางถกู ตอ ง และเขาใจมากขึ้น
3. ผลการสรุปสาระสาํ คัญในเร่อื งหลกั การใช
และบาํ รุงรกั ษาเครอื่ งดนตรขี องไทย
4. ผลการจัดนิทรรศการเรื่อง
“ดนตรไี ทยเอกลกั ษณค ูช าติไทย”
5. ผลการสรุปสาระสําคัญในเรือ่ งประเภท
วงดนตรพี นื้ บาน
๓๘
เกรด็ แนะครู ขอสอบ O-NET
ครูควรเปด ซีดีหรือดวี ดี หี รือสือ่ อนิ เทอรเ นต็ เกี่ยวกบั การบรรเลงดนตรขี อง ขอสอบป ’52 ออกเกี่ยวกบั ประเภทของเคร่ืองดนตรพี ืน้ บา น
วงดนตรพี ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ใหนกั เรยี นชม เพ่อื ใหน กั เรยี นสามารถเปรียบเทยี บ ขอ ใดเปน เคร่ืองดนตรขี องภาคกลางทง้ั หมด
เสยี งรอง เสียงดนตรีของแตล ะวงวา มีลกั ษณะเดนอยา งไร เปน การจัดวงประเภทใด 1. ซอสามสาย กระจับป พณิ น้ําเตา
ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั ประเภทของวงดนตรพี น้ื บา นของไทย 2. จะเข ซอดว ง พณิ นํา้ เตา
ไดดีย่งิ ขึ้น 3. จะเข กระจับป พณิ เปย ะ
4. ซออู ซอดวง ซอสามสาย
มุม IT
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเคร่อื งดนตรีในขอ 1. - 3.
นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และการชมการแสดงดนตรี
ของวงดนตรีพ้ืนบา นของไทย 4 ภาค ไดจาก http://www.youtube.com เปนการนําเอาเครื่องดนตรีของภาคตางๆ มาผสมกันระหวางเครื่องดนตรี
โดยคน หาจากคาํ วา วงดนตรพี ้นื บา น พืน้ บานภาคกลาง และดนตรีพ้นื บา นภาคเหนอื
38 คูม่ อื ครู
กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปา หมายการเรยี นรู
รอ งเพลง และใชเ ครอื่ งดนตรบี รรเลงประกอบ
การรองเพลงดว ยบทเพลงทห่ี ลากหลายรปู แบบ
สมรรถนะของผเู รยี น
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค
1. มวี ินยั
2. ใฝเรียนรู
3. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน
4. รักความเปนไทย
óหนว่ ยท่ี กระตนุ้ ความสนใจ Engage
หลักการขับรอ งและบรรเลงเคร่อื งดนตรีไทย ครูเปดซีดีหรอื ดีวีดเี ก่ยี วกบั การขับรอ ง
และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทยใหน ักเรียนชม
ตัวชวี้ ดั ถ้ ากลา่ วถึงดนตรไี ทยจะหมายรวมถงึ จากนั้นครถู ามนกั เรยี นถึงประสบการณการขับรอ ง
การบรรเลง และการขับร้อง ซ่ึงล้วนเป็น และบรรเลงเครอ่ื งดนตรีไทยของนกั เรยี น ถามี
■ ร้องเพลง และใช้เคร่อื งดนตรบี รรเลงประกอบการร้องเพลง เอกลกั ษณข์ องชาตทิ ไี่ มม่ ชี าตใิ ดเสมอเหมอื น นักเรยี นทเ่ี คยขบั รอ ง และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทย
ดว้ ยบทเพลงท่หี ลากหลายรูปแบบ (ศ ๒.๑ ม.๑/๓) การศึกษาเก่ียวกับการขับร้อง และบรรเลง ก็ใหนกั เรียนท่เี คยมปี ระสบการณอ อกมาสาธิตวธิ ี
เครอื่ งดนตรไี ทย จาำ เปน็ ตอ้ งศกึ ษาทงั้ ความหมาย การขบั รอ ง และบรรเลงเครอ่ื งดนตรไี ทยใหเ พอ่ื นฟง
สาระการเรียนรู้แกนกลาง ประเภทของการขับร้อง อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับ จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นทอี่ อกมาสาธติ วธิ กี ารขบั รอ ง
การขบั รอ้ ง หลกั การ และขนั้ ตอนในการฝกึ ขบั รอ้ ง และบรรเลงเครอ่ื งดนตรหี นาช้ันเรยี นวา
■ การรอ้ ง และการบรรเลงเครอ่ื งดนตรีประกอบการร้อง โดยเรมิ่ จากการฝกึ ขบั รอ้ งเพลงงา่ ยๆ เมอื่ รอ้ งไดแ้ ลว้
กค็ วรศกึ ษาวธิ กี ารปฏบิ ตั เิ ครอื่ งดนตรปี ระกอบไปดว้ ย • เพราะเหตใุ ดนกั เรยี นจงึ มคี วามชนื่ ชอบ
ในดนตรไี ทย
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอิสระ)
เกร็ดแนะครู
การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรนู ้ี ครคู วรนาํ ซดี หี รอื ดวี ดี เี กย่ี วกบั การขบั รอ ง
และบรรเลงเครอื่ งดนตรไี ทยมาเปด ใหน กั เรยี นชม เชน การขบั รอ งเพลงไทย การบรรเลง
เครอื่ งดนตรไี ทยชนดิ ตา งๆ การขบั รอ ง และบรรเลงเครื่องดนตรไี ทยประกอบ
เพลงไทยเดมิ หรอื เพลงพน้ื บา น เปน ตน เพอ่ื เปน การเปด โลกทศั นใ หแ กน กั เรยี น ครคู วร
อธบิ ายเพิม่ เติมวานกั เรยี นสามารถพบเหน็ การขบั รอง และบรรเลงเครือ่ งดนตรีไทย
ในงานพิธตี า งๆ ซ่ึงเพลงที่นํามาใชบรรเลงจะเปนเพลงไทยเดิม เนอื้ รอ งบางเพลง
นํามาจากคําประพนั ธท ไี่ พเราะในวรรณคดตี างๆ เชน พระอภยั มณี ลลิ ิตพระลอ
ขนุ ชางขุนแผน เปน ตน วงดนตรีทีน่ ํามาใชม ีอยู 3 ประเภท คือ วงปพาทย ใชบ รรเลง
ในงานพระราชพิธี และพิธีตางๆ วงเครื่องสาย ใชบรรเลงในงานมงคล และวงมโหรี
ใชบ รรเลงในงานมงคล โดยเฉพาะงานมงคลสมรส ซึ่งนับวาเปน เอกลกั ษณท สี่ าํ คัญ
ของการขับรอ ง และบรรเลงเครือ่ งดนตรไี ทย
คมู่ อื ครู 39
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครูเปดซดี หี รอื ดีวีดเี ก่ยี วกับการขับรอง ๑. ความหมาย และประเภทของการขบั รอง
ประเภทตางๆ ใหนกั เรยี นชม จากนนั้ ครถู าม การขบั รอ้ ง หมายถงึ การเปลง่ เสยี งออกมาเปน็ ถอ้ ยคา� เสยี งสงู -ตา่� ตามทา� นองทม่ี จี งั หวะ
นกั เรียนวา กา� หนดแน่นอน โดยค�าวา่ “ขับร้อง” มาจากค�าว่า “ขับ” กบั คา� ว่า “ร้อง”
• นักเรียนคิดวาการรอ งเพลงกับการขับรอ ง การขับ หมายถึง การเปล่งเสียงสูง-ต�่า เป็นท�านองตามบทเพลง หรือบทกวีนิพนธ์1
มีความเหมือนหรอื แตกตางกนั อยางไร โดยเน้นค�าเปน็ ส�าคัญ ไ2ม่มกี ารก�าหนดความส้ัน-ยาวของเสยี ง หรือจงั หวะทีแ่ น่นอน เชน่ การแหล่
(แนวตอบ การขับรอ งกบั การรอ งเพลง เปนการ การขบั กลอ่ ม ขบั เสภา ขบั ล�านา� การแอ่ว เป็นต้น
แสดงออกอยา งหนงึ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ภายในทางอารมณ
จติ ใจ และความรูสกึ ของมนษุ ย เชน การรอ้ ง หมายถงึ การเปลง่ เสียงออกมาเปน็ ท�านองเพลงท่มี ีจงั หวะแนน่ อน
อารมณรัก อารมณเศรา สนุกสนาน เปน ตน การขบั รอ้ งเพลงไทย แบ่งเป็น ๔ ประเภท ดงั นี้
จงึ เปนจุดเร่มิ ตนของการนําไปสูบ ทเพลง
เพราะมนษุ ยไ ดม กี ารนาํ บทประพันธประเภท ๑. การขบั รอ้ งอสิ ระ
วรรณคดีตา งๆ ทีม่ คี วามหมายลึกซ้งึื นํามาใส การขับร้องอิสระ หมายถึง การขับร้องท่ีไม่มีการบรรเลงดนตรีมาเก่ียวข้อง โดยท่ีผู้ขับร้อง
ทํานองใหเ กดิ ความไพเราะกนิ ใจหรืออาจแตง สามารถกำาหนดเสียงสูง-ตำ่า ได้ตามความพอใจ ไม่ต้องคำานึงถึงระดับเสียงของเคร่ืองดนตรี
ทาํ นองเพลง และบรรจคุ ํารองข้นึ มาใหม แต่ต้องรกั ษาระดบั เสียงให้คงท ี่ ไม่เพี้ยน อีกทั้งต้องระมัดระวังบทร้องใหถ้ กู ต้องตามแบบฉบับ เช่น
เพอ่ื ใหเกดิ ความเหมาะสมกลมกลืนกนั ) การฝกึ หดั ขบั รอ้ งในห้องเรียน เปน็ ต้น
สา� รวจคน้ หา E×plore ๒. การขบั ร้องประกอบดนตรี
การขับร้องประกอบดนตรี หมายถึง การขับร้องประกอบการบรรเลงเครื่องดนตรีอาจจะ
ใหนกั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรเู พม่ิ เตมิ บรรเลงรวมเปน็ วงหรือไมเ่ ป็นวงก็ได้ การขบั รอ้ งประเภทนี้ผูข้ ับร้องต้องคาำ นึงถงึ ระดบั เสียงรูปแบบ
เกย่ี วกับความหมาย และประเภทของการขับรอ ง แนวทาำ นอง และจงั หวะให้กลมกลืนเหมาะสมกับการบรรเลงเคร่อื งดนตรี ซ่ึงมีหลายลักษณะ ไดแ้ ก ่
จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน คลอ เคลา้ ลำาลอง และรอ้ งสง่ หรือรอ้ งรบั
หอ งสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็ เปน ตน
• คลอ หมายถึง การขับร้อง และบรรเลงเพลงเดียวกันไปพร้อมๆ กัน โดยผู้บรรเลงดนตรี
อธบิ ายความรู้ Explain
ตอ้ งบรรเลงใหเ้ สยี ง และทาำ นองใกลเ้ คยี งกบั เสยี งของผขู้ บั รอ้ งใหม้ ากทสี่ ดุ เชน่ การขบั รอ้ งทมี่ ผี บู้ รรเลง
ครสู มุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอภปิ รายเกย่ี วกบั ซอสามสายคลอเสยี งของผขู้ บั รอ้ ง เป็นตน้
ความหมาย และประเภทของการขบั รอ ง ในหวั ขอ
การขับรอ งอิสระ และการขบั รองประกอบดนตรี • เคลา้ หมายถงึ การขบั รอ้ ง และบรรเลงเพลงเดียวกนั ไปพรอ้ มๆ กนั โดยท่ีผขู้ บั ร้อง และ
ตามท่ีไดศึกษามาหนาชน้ั เรียน พรอมกบั เปด ซดี หี รือ
ดวี ดี ตี วั อยา งการขบั รอ งทง้ั 4 ประเภท ใหน กั เรยี นชม ผ้บู รรเลงดนตรีตา่ งดำาเนนิ ทาำ นองตามทางของตนในระดับเสยี งเดยี วกนั
จากน้นั ครถู ามนกั เรยี นวา
• ลำาลอง หมายถึง การขับร้องไปพร้อมๆ กับบรรเลง อาจจะเป็นเพลงเดียวกันหรือไม่ก็ได้
• นกั เรยี นชน่ื ชอบรปู แบบการขบั รอ งเพลงไทย
ประเภทใดมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด โดยผู้ขบั รอ้ ง และผบู้ รรเลงดนตรตี า่ งมอี ิสระไมข่ น้ึ แกก่ นั เพยี งแตเ่ ปน็ เพลงท่ีมรี ะดบั เสยี งเดยี วกัน
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ เพือ่ ให้เกิดความไพเราะ และกลมกลนื
ไดอยา งอิสระ)
• รอ้ งสง่ หรอื รอ้ งรบั หมายถงึ การขบั รอ้ งสลบั กบั การบรรเลงเพลงเดยี วกนั โดยปกตผิ ขู้ บั รอ้ ง
จะร้องส่งให้ดนตรีรับทีละท่อน เม่ือดนตรีบรรเลงจบท่อนก็จะทอดจังหวะส่งให้ผู้ขับร้องร้องท่อน
หรือเพลงต่อไป การร้องส่ง หรือร้องรับ ผู้ขับร้องต้องขับร้องให้ระดับเสียงตรงกับเสียงของ
เครอ่ื งดนตรี
4๐
นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 การแหล เปน การเทศนท ใ่ี ชเสยี ง และทํานองประกอบกนั มงุ เนน ความไพเราะ ขอใดคอื สิ่งสาํ คญั ของการฝกขับรองเพลงไทยเบือ้ งตน
เปนสาํ คัญ เชน การเทศนมหาชาติ เปนตน การแหลจะมอี ยู 2 ลกั ษณะ ไดแ ก 1. วธิ กี ารนัง่ ขับรองเพลง
แหลใ น คือ การแหลต ามเนื้อความของรายมหาชาติ และแหลนอก คอื การแหล 2. การใชกาํ ลังเสียง และการผอ นลมหายใจ
นอกบท นอกเน้ือความของรา ยมหาชาติ 3. จงั หวะในการแบงสวนยอยของเพลง
2 ขบั เสภา เปนการเลา เรอื่ งทเ่ี กิดมาจากการเลา นทิ าน และเม่อื ไดรบั ความนยิ ม 4. การออกเสียงอกั ขระ และการออกเสยี งเอือ้ น
มากขนึ้ จงึ ไดแ ตง เปน กลอน แลว ใสทํานอง โดยใชกรับเปนเครอื่ งดนตรีตปี ระกอบ
จงั หวะ การขับเสภามีอยู 2 ประเภท คือ เสภาทรงเครอ่ื ง และเสภาราํ วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะในการฝกขับรองเพลงไทยเบื้องตน ขึ้น
มมุ IT ผเู รียนจะตอ งเรยี นรูในเรื่องของการใชก าํ ลงั เสยี ง และการผอ นลมหายใจ
คอื ตองออกเสียงดังอยางเต็มทใ่ี นชว งระยะลมหายใจแตละชวง เพ่อื ให
นักเรียนสามารถศึกษา หาความรูเ พ่ิมเตมิ เกีย่ วกับประเภทของ ออกเสยี งไดชดั เจน ไมข ้ึนจมกู และการผอนลมหายใจจะตอ งรูระยะ
การขบั รอ งเพลงไทย ไดจาก http://www.cdaat.bpi.ac.th การผอ นในแตละวรรค แตล ะชว ง การรองเพลงใหเ สียงดีน้ันขนึ้ อยกู ับวธิ ี
การหายใจทถ่ี กู ตอ ง เพราะในขณะหายใจลมจะผานหลอดเสียงทาํ ใหเกดิ เปน
เสียงตา งๆ ถา เราหายใจไดอ ยางสมา่ํ เสมอเสียงรองเพลงกจ็ ะสมา่ํ เสมอดวย
40 คู่มอื ครู
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๓. การขบั รอ้ งประกอบการแสดง ครูสุมนกั เรียน 2 - 3 คน ใหออกมาอภิปราย
การขับร้องประกอบการแสดง หมายถึง การขับร้องประกอบกิริยาอาการของนักแสดง เก่ยี วกับความหมาย และประเภทของการขับรอ ง
หรือบรรยายเร่ืองราว เพื่อดำาเนินเน้ือเร่ืองของการแสดงน้ันๆ เช่น การแสดงโขน ละคร ในหัวขอการขับรอ งประกอบการแสดง และการ
หนงั ใหญ ่ หนุ่ กระบอก เปน็ ตน้ การขบั รอ้ งประกอบการแสดง นอกจากผขู้ บั รอ้ งตอ้ งคาำ นงึ ถงึ ระดบั เสยี ง ขบั รองหมตู ามที่ไดศกึ ษามาหนาชัน้ เรียน จากนน้ั
ให้ตรงกับเครอ่ื งดนตรแี ลว้ ยังต้องใสอ่ ารมณ์ตามบทรอ้ ง เพอ่ื ให้ผชู้ มเกิดอารมณค์ ล้อยตามด้วย ครถู ามนกั เรยี นวา
๔. การขบั รอ้ งหมู่
การขับร้องหมู่ หมายถึง การขับร้องพร้อมกันมากกว่า ๑ คนขึ้นไป แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ • การเรยี นรเู รื่องความหมาย และประเภทของ
คอื การขบั รอ้ งหมูท่ ำานองเดียวกัน และการขับรอ้ งหมู่ประสานเสยี ง การขับรอง นักเรยี นสามารถนาํ มาประยกุ ต
ใชใ นชวี ติ ประจําวนั ไดอ ยา งไร
• การขับร้องหมู่ทำานองเดียวกัน หมายถึง การท่ีผู้ขับร้องทุกคนขับร้องทั้งเนื้อร้อง ทำานอง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
จังหวะ และระดับเสียงเดียวกัน พร้อมกัน การขับร้องลักษณะน้ีผู้ขับร้องทุกคนต้องคำานึงถึง
เน้ือร้อง ทำานอง จงั หวะ และระดับเสยี ง ใหอ้ อกมาเป็นหนึง่ เดยี ว • ปจจัยใดเปนปจ จยั สําคัญทีจ่ ะทําใหข ับรอง
เพลงไทยไดไพเราะ
• การขับร้องหมู่ประสานเสียง หมายถึง การขับร้องท่ีแบ่งผู้ขับร้องเป็นกลุ่มๆ ขับร้องเพลง (แนวตอบ ปจจยั ท่ีทําใหเกิดเสยี งรองทดี่ ี
และไพเราะน้ัน ไดแ ก อวยั วะในระบบตางๆ
เดียวกนั แตท่ ำานอง หรือระดับเสยี งอาจตา่ งกนั แลว้ แต่แนวประสานเสยี งทกี่ ำาหนด ของรา งกายมีการทาํ งานทปี่ ระสาน และ
โดยปกติการขับร้องเพลงไทย ถ้าเป็นเพลงไทยเดิมนิยมบรรเลงเคร่ืองดนตรีทั้งวงสลับรับ-ส่ง สมดลุ กนั ประสาทตา งๆ ทาํ งานกนั ดว ยความ
กบั การขบั รอ้ ง ยกเวน้ การขบั รอ้ งประกอบการแสดงทก่ี ารบรรเลง และขบั รอ้ งจะดาำ เนนิ ไปพรอ้ มๆ กนั สมั พนั ธ ตอ มไรท อ และฮอรโ มนมคี วามสมดลุ
สว่ นการบรรเลง และขบั รอ้ งเพลงพนื้ บา้ นสว่ นใหญ ่ เปน็ การขบั รอ้ งโดยมเี ครอ่ื งดนตรปี ระกอบ สุขภาพรา งกายสมบูรณ รวมถงึ กลองเสยี ง
จังหวะร่วมทำาจังหวะ เพ่ือให้เกิดความสนุกสนาน เช่น ลำาตัด พ่อเพลง แม่เพลง จะด้นบทร้อง และเสนเสียง ภาวะอารมณ และจิตใจ
ไปพรอ้ มกบั ผู้ตีเคร่อื งดนตรีประกอบจังหวะ คือ ราำ มะนา ฉง่ิ และรอ้ งรับเปน็ ลูกคู ่ เป็นตน้ เปน ปกติ มีพฤติกรรมการใชเสยี งทีถ่ ูกตอง
และอยใู นสภาพแวดลอ มท่เี หมาะสม)
กิจกรรม ศิลป์ปฏิบตั ิ ๓.๑
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
กิจกรรมท่ี ๑ ให้นกั เรยี นวเิ คราะห์วา่ การใชภ้ าษากับการรอ้ งเพลงมีความสัมพนั ธ์กนั อย่างไร
มาคนละ ๑ หน้ากระดาษรายงาน น�าสง่ ครผู ูส้ อน ใหนักเรยี นรว มกันสรุปสาระสําคัญเกี่ยวกับ
กิจกรรมท ี่ ๒ ใหน้ กั เรยี นฝึกขับรอ้ งเพลงเปน็ กลมุ่ หรอื ขบั รอ้ งหมู่ในเพลงเดียวกนั ให้ถูกตอ้ ง ความหมาย และประเภทของการขบั รอ ง
ตามคา� รอ้ ง ทา� นอง และจงั หวะ จากนน้ั ก็ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ออกมารอ้ งเพลงหนา้ ชน้ั เรยี น ลงกระดาษรายงาน นําสง ครูผสู อน
โดยมีครแู ละเพอ่ื นๆ คอยใหค้ ะแนน ตรวจสอบผล Evaluate
กิจกรรมท ี่ ๓ ให้นักเรียนตอบค�าถามตอ่ ไปน้ี
๑. อวยั วะสว่ นใดของร่างกายท่ีเราใชใ้ นการรอ้ งเพลง ครูพจิ ารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เก่ียวกับ
๒. คนทจี่ ะฝกึ หดั ขับรอ้ งไดด้ คี อื คนทม่ี ีคุณสมบตั ิอย่างไร ความหมาย และประเภทของการขบั รอง
๓. การขับร้องหมายถงึ ส่งิ ใด และมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย ของนักเรียน
4๑
แนวตอบ กจิ กรรมศิลปป ฏบิ ตั ิ 3.1 กิจกรรมท่ ี 3
1. ปาก หลอดเสยี ง กระบงั ลม ปอด ซี่โครง กลามเนือ้ หนาทอง ลําคอ ล้นิ ขากรรไกร
2. คณุ สมบตั ขิ องผขู ับรอ งทดี่ ี คอื ตองขบั รอ งใหไ ดเสยี งทช่ี ดั เจน ท้ังระดับเสียงทค่ี งท่ี ไมแ กวงไปมา ระดับความสูง-ต่าํ ของโนตทีถ่ ูกตอง สามารถควบคุมจังหวะการหายใจได
ยนื ลาํ ตวั ตรง หนาตรง หลังตรง ยดื อก ไหลผาย ไมเกร็งสว นใดสว นหนึ่งของรางกาย คิดถึงบรรยากาศ สรา งจนิ ตนาการตามความหมายของเนอ้ื เพลง เพอื่ ใหเสยี ง
ทเ่ี ปลงออกมาสามารถสื่ออารมณไ ดอยา งมีชีวิตชีวา ถายทอดอารมณตามทบเพลงไดถ กู ตอ ง
3. การขับรองเพลง เปน กิจกรรมสรา งสรรคท างดนตรีวิธีหนึ่ง ท่ีทําใหเ กดิ ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลินแกผรู อง และผูฟง ซึ่งการขับรองจะแบงออกเปน 2 ประเภท คอื
การขบั รองเดยี่ ว และการขบั รองหมู
คูม่ อื ครู 41
กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ครใู หน ักเรียนดแู ผนผังหลกั การ และขนั้ ตอน ๒. หลักการ และข้นั ตอนการขับรอ งเพลงไทย
การขับรอ งเพลงไทยทค่ี รนู ํามาติดไวหนาช้นั เรียน 2.๑ หลกั การขับร้องเพลงไทย
จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา หลักการขับร้องเพลงไทยที่ผู้ขับร้อง
ควรยดึ ปฏบิ ัติ มดี ังนี้
• แผนผงั นต้ี องการสอ่ื ความหมายในเรอ่ื งใด ๑) ท่านั่ง ในการขับร้องเพลงไทย
เปนสําคญั นยิ มนงั่ กบั พืน้ ตามแบบวัฒนธรรมไทย ปจั จุบนั
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอสิ ระ)
สา� รวจคน้ หา E×plore อนุโลมให้น่ังบนเก้าอ้ีได้ ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความ
เหมาะสมของโอกาส และสถานที่
ใหนกั เรยี นแบงกลมุ ออกเปน 2 กลุม ใหนักเรียน การน่ังขับร้อง ไม่ว่าจะนั่งกับพื้น
ศกึ ษา คน ควา หาความรเู พ่มิ เติมเกี่ยวกับหลักการ หรอื บนเกา้ อ ้ี ผขู้ บั รอ้ งตอ้ งนง่ั ตวั ตรง เพอื่ ใหเ้ สยี ง แสดงท่าทางการน่ังร้องเพลงไทย ซ่ึงผู้ขับร้องเพลงไทย
และขนั้ ตอนการขบั รอ งเพลงไทย จากแหลง การเรยี นรู จะตอ้ งสา� รวมกิรยิ า โดยน่งั ตัวตรง หน้าตรง และประสาน
ตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน หองสมดุ ชุมชน ผา่ นออกมาได้สะดวก สา� รวมกิริยา และอวัยวะ มือไว้บนตกั
อินเทอรเนต็ เปนตน ในหัวขอ ท่คี รูกาํ หนดให ตา่ งๆ ทั้งมือ และเท้าใหส้ ุภาพเรียบร้อย (ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ อจท.)
ดังตอไปนี้
๒) กระแสเสยี ง ต้องดแู ลรกั ษาให้สดใส กังวาน เป็นธรรมชาต ิ ไม่ควรบบี เสยี งให้สงู
กลุมที่ 1 หลกั การขับรองเพลงไทย เกินธรรมชาติ เพราะจะท�าให้ไม่ไพเราะ
กลมุ ท่ี 2 ขั้นตอนการฝก รอ งเพลงไทย ๓) ระดับเสยี ง ตอ้ งควบคมุ และรักษาระดับเสยี งให้ตรงกบั เสียงเครื่องดนตรเี สมอ
๔) ระบบการหายใจ ต้องควบคุมการหายใจเข้า-ออก ให้ถูกจังหวะ จึงจะได้เสียง
และถ้อยค�าทถี่ ูกตอ้ งชดั เจน
อธบิ ายความรู้ Explain ๕) ทา� นองเพลง ตอ้ งมคี วามถกู ตอ้ งแมน่ ยา� ตามทผ่ี ปู้ ระพนั ธก์ า� หนด ทงั้ คา� รอ้ ง ทา� นอง
ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 1 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู และจงั หวะ
เพิ่มเติมเก่ียวกับหลักการขับรองเพลงไทย สงตัว ๖) อกั ขระ ตอ้ งระมดั ระวงั การออกเสยี งใหถ้ กู ตอ้ งตามหลกั ภาษา ทง้ั เสยี งสระพยญั ชนะ
แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูตามทไ่ี ดศึกษา วรรณยุกต์ ค�าควบกล�้า ร ล ได้ชัดเจน รวมถึงการแบ่งค�า และแบ่งวรรคได้อย่างเหมาะสม
มาหนาชนั้ เรียน ความหมายไม่ผิดเพ้ียน
จากนั้นครูถามนักเรียนวา ๗) อารมณเ์ พลง ควรศกึ ษาบทรอ้ งวา่ ใหอ้ ารมณใ์ ด เพอ่ื จะไดส้ อ่ื อารมณไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๘) ความกล้า และสมาธิ ขณะขบั รอ้ งต้องมีความมนั่ ใจ กล้าแสดงออก ควบคมุ สมาธิ
• เพราะเหตุใด ผูที่ตอ งการจะขับรอ งเพลง เพอ่ื ให้ขบั รอ้ งไดถ้ กู ต้อง ท้ังท�านองเพลง และระดบั เสยี ง
ใหมคี วามไพเราะนน้ั จะตอ งศกึ ษาหลกั การ
ขบั รอ งเพลงไทยกอ น เกร็ดศลิ ป์ 1
(แนวตอบ เพราะจะทําใหการขบั รอ งมีความ
ถกู ตองตามหลักการขับรอง และกอใหเ กิด เพลงทเี่ ราไดย้ นิ มอี ัตราจังหวะกี่ชั้น
ความไพเราะ บทเพลงมคี วามสมบรู ณ
และมคี ณุ ภาพมากยงิ่ ขนึ้ ดงั นนั้ ผขู บั รอ งจงึ ตอ ง ในการพิจารณาว่า ตอนใดของเพลงเป็นอัตราจังหวะ ๓ ชั้น ๒ ชั้น หรือชั้นเดียวนั้น ให้สังเกตจากเสียงของฉิ่ง
มีความรูในเรอ่ื งทานัง่ กระแสเสยี ง ระดบั เสียง เพราะปกติการตีฉ่ิงจะเร่ิมด้วยเสียง “ฉ่ิง” และจบด้วยเสียง “ฉับ” ถ้าช่วงระหว่างเสียงฉ่ิง และเสียงฉับห่างกันมาก
ระบบการหายใจ ทาํ นองเพลง อักขระ ก็แสดงว่าเป็นอัตราจังหวะ ๓ ช้ัน ถ้าช่วงจังหวะระหว่างเสียงฉ่ิงกับเสียงฉับเร็วกระชับ ห่างกันปานกลาง ก็แสดงว่า
อารมณเพลง ความกลา และสมาธิ) เป็นอตั ราจงั หวะ ๒ ชน้ั และถ้าชว่ งจงั หวะเสียงฉ่งิ กับเสยี งฉับเรว็ กระชับตดิ กัน ก็แสดงวา่ เป็นอัตราจังหวะชั้นเดยี ว
42
นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
1 อัตราจงั หวะ สามารถแบงออกเปน 3 ระดับ คอื อตั ราจังหวะชน้ั เดียว
อัตราจังหวะ 2 ชน้ั (มจี ํานวนหองเพลงเปน 2 เทา ของอตั ราจังหวะชน้ั เดียว) ในการขับรอ งเพลงไทยทา นง่ั ท่ีถูกตองคือขอใด
และอตั ราจังหวะ 3 ชน้ั (มีจํานวนหอ งเพลงเปน 2 เทา ของ 2 ชน้ั หรอื 4 เทา 1. นง่ั บนเกาอ้ี
ของอัตราจงั หวะชนั้ เดยี ว) เพลงไทยจะมีการแบงหอ งเพลงออกเปน เลขคู ใน 1 ชุด 2. นง่ั คกุ เขา
หรอื 1 แถว จะมี 8 หอง หรอื 4 หอ ง โดยแตละหองจะมี 4 จงั หวะ แตละจงั หวะ 3. นงั่ พบั เพยี บ
คอื 1 ตัวโนต ดงั นั้นเสยี งฉิ่งที่จะปรากฏอยใู นเพลงแตล ะอัตราจังหวะสามารถ 4. นัง่ ไขวหา ง
มองเห็นในรูปของตารางไดดังนี้
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะในการขบั รองเพลงไทยสว นใหญ
จงั หวะ 3 ช้นั - - - - - - - ฉิ่ง - - - - - - - ฉบั
จังหวะ 2 เดียว - - - ฉ่ิง - - - ฉับ - - - ฉง่ิ - - - ฉับ ผูขบั รองสว นใหญจะน่งั ราบกับพื้นเวทเี ชนเดยี วกับนักดนตรี ดงั น้ันผขู ับรอ ง
จงั หวะชนั้ เดยี ว - ฉิ่ง - ฉบั - ฉ่ิง - ฉับ - ฉิง่ - ฉับ - ฉง่ิ - ฉบั จงึ ตอ งน่ังพับเพยี บใหเ รียบรอ ย สาํ รวมกิริยา นงั่ ตัวตรง ขณะรอ งใหห ันหนา
ไปทางผชู มเสมอ เพ่ือใหผ ูช มไดยนิ เสยี งรอ งอยางชัดเจน และเห็นการบรรเลง
ดนตรปี ระกอบไปดว ย
42 คมู่ อื ครู
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 2 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
เพิ่มเติมเก่ยี วกบั ข้นั ตอนการฝกรอ งเพลงไทย
2.2 ข้นั ตอนการฝกึ ขับรอ้ งเพลงไทย สง ตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามทไ่ี ด
การฝึกรอ้ งเพลงไทย ประกอบด้วยข้ันตอนตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน ี้ ศึกษามาหนา ชัน้ เรียน จากน้ันครูถามนักเรยี นวา
๑) การฝกึ หายใจ และการออกเสยี ง เปน็ การฝกึ เพอื่ ใหอ้ วยั วะทเี่ กยี่ วกบั ระบบการหายใจ • การขับรอ งเพลงไทยประกอบดว ยขน้ั ตอน
ใดบา ง
ใชง้ านไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ และมปี ระสทิ ธภิ าพ ขน้ั ตอนการฝกึ จะประกอบดว้ ยการสดู ลมหายใจเขา้ (แนวตอบ การฝกขับรอ งเพลงไทยประเภท
ทางจมกู ใหม้ ากทสี่ ดุ เทา่ ทส่ี ามารถทา� ได ้ เมอื่ ลมหายใจเขา้ ไปในปอด ทอ้ งจะปอ่ งเลก็ นอ้ ย ใหก้ กั ลม ตา งๆ มขี ัน้ ตอนในการปฏิบตั ดิ ังน้ี คือ
ไว้ใหม้ ากทส่ี ดุ ค่อยๆ ระบายลมออกมาทางปากช้าๆ จนหมด แล้วจงึ สดู ลมเข้าไปใหม ่ การฝก หายใจ การฝก ออกเสียง
การจะกักลมหายใจให้ได้มาก และระบายลมออกมาอย่างสม่�าเสมอเป็นเวลานานนั้น และการฝก ออกเสียงสูง-ตํ่า)
ควรนงั่ หรือยนื ตัวตรง ศรี ษะต้งั ตรง เม่ือฝกึ การหายใจเข้า และกกั ลมไวไ้ ดม้ ากแลว้ ขนั้ ต่อไปให้
ระบายลมออกชา้ ๆ พร้อมกบั ออกเสียงมาดว้ ย ใหเ้ สียงตอ่ เน่ืองอยา่ งสม�า่ เสมอ และยาวทสี่ ดุ เทา่ ท่ี • การหายใจทีถ่ กู ตอ งมีความเกย่ี วของ
จะท�าได ้ เสยี งทอี่ อกมาอาจใชเ้ สยี งเออ อา ลา การระบายลมพรอ้ มกับการออกเสยี งนัน้ ควรเคาะ กับการรองเพลงไทยอยา งไร
จังหวะ หรือนับไปด้วย เช่น (แนวตอบ การรอ งเพลงใหเสยี งดีนนั้ ขนึ้ อยูก บั
ออกเสยี ง อา วธิ กี ารหายใจท่ถี ูกตอง ถา เราหายใจ
เคาะจังหวะ ๑ ๒ ๓ ๔ - - - - - - - - สม่ําเสมอเสียงรองเพลงก็จะสมาํ่ เสมอดว ย)
๒) การฝึกออกเสียงสูง-ต�่า เป็นการฝึกเพื่อให้ออกเสียงชัดเจนตรงตามตัวโน้ต • การเออ้ื นมคี วามสาํ คัญวาอยางไร
ทา� นองเพลง ระดับ และคุณภาพของเสียง การฝึกออกเสยี งควรใช้เสียงของเครื่องดนตรปี ระกอบ กับการรองเพลงไทย
ในการฝกึ ฝกึ โดยการออกเสยี งใหเ้ ทา่ กบั เสยี งของเครอื่ งดนตรที เ่ี ลน่ หรอื บรรเลงดนตรไี ทย ควรใช้ (แนวตอบ การเอ้อื น คือ การเปลงเสยี งทไ่ี มมี
เสียงของระนาด ฆ้องวง หรือขล่ยุ ดนตรีสากลควรใช้เสียงของเปียโน อิเลก็ โทน หรือรคิ อรเ์ ดอร์ ความหมาย แตเปน ทํานองประกอบคํารอง
การฝึกออกเสียงน้ี ควรฝึกต้ังแต่เสียงยาวถึงเสียงส้ัน คือ ๔ จังหวะ ๓ จังหวะ ๒ จังหวะ มจี ุดประสงคเพ่ือใหก ารรองครบถวน
และ ๑ จงั หวะ นอกจากน ี้ ยังมีการฝึกร้องเพลง ตามจงั หวะหนา ทับ วธิ กี ารเอ้ือนโดยปกติ
ในลักษณะต่างๆ อีก คอื จะใชเ สียงอือ ฮอื เออ เฮอ เงอ เงย
๑. ฝกึ การเออ้ื นแบบตา่ งๆ (สา� หรบั ใสทาํ นองใหเ หมาะสม และสัมพันธก บั
เพลงไทย) เชน่ ออกเสยี งออื เออ เอย เป็นต้น คาํ รอ ง)
๒. ฝึกร้องเพลงทีละวรรคหรือ
ทลี ะบรรทดั โดยต้องฝึกร้องให้ถูกตอ้ งทั้งคา� ร้อง • นกั เรยี นเหน็ ดว ยหรือไมก ับคําวา
และท�านอง แลว้ จึงร้องตอ่ เน่อื งจนจบทั้งเพลง 1 “เพลงจะไพเราะไดก็เพราะมกี ารออกเสียง
๓. ฝึกร้องท้ังเพลงโดยการร้อง ทถี่ กู ตอง”
การแสดงลา� ตดั ใชก้ ารขบั รอ้ งประกอบการแสดง ผขู้ บั รอ้ ง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ควรค�านึงถึงระดับเสียง และต้องใส่อารมณตามบทร้อง ไดอ ยา งอสิ ระ ครเู นน ใหเ หน็ วา
คลอไปกบั เพลงทเี่ ปดิ จากวทิ ย ุ หรอื เครอื่ งเลน่ เทป เพอ่ื ใหผ้ ู้ชมเกดิ อารมณค ล้อยตาม “การออกเสยี งคําตางๆ ใหถูกตอ ง
เพ่ือฝกึ การลงจงั หวะของเพลง (ที่มาของภาพ : http://www.entertainment.thaiza.com) และชัดเจนน้ัน ผูขับรอ งจะตอ งมีความรู
ความเขา ใจเกี่ยวกบั สระ และพยญั ชนะ
ท่ีประกอบกันเปน คํานั้นๆ ดว ยการออกเสยี ง
4๓ ใหถ กู ตอ ง ชดั เจน เพราะจะทาํ ใหค วามหมาย
บูรณาการเช่อื มสาระ ของคําไมผิดเพ้ียน”)
จากการศกึ ษาเกย่ี วกับหลกั การ และขัน้ ตอนการฝกขับรองเพลงไทย นักเรียนควรรู
สามารถเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนในกลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย 1 ลาํ ตัด เปนการแสดงท่ีดัดแปลงมาจากลิเกบนั ตนของแขกมลายู มลี ักษณะตดั
ในเรื่องการของการออกเสียงใหถ ูกตอ งตามหลกั ภาษาไทย เพราะการเรียนรู และเฉือนกันดวยเพลง (ลํา) การวา ลาํ ตดั จงึ เปน การวา เพลงรบั ฝป ากของฝา ยชาย
ในเรือ่ งหลักการ และข้นั ตอนขบั รองเพลงไทย นักเรยี นมคี วามจําเปนตอ ง และฝา ยหญิงโดยตรง มที ั้งบทเกีย้ วพาราสี ตอ วา เสยี ดสี แทรกลกู ขัด ลกู หยอด
เรียนรูก ารออกเสียงทถ่ี กู ตองทัง้ เสียงพยัญชนะ วรรณยุกต สระ คาํ ควบกลา้ํ สาํ นวนกลอนมนี ยั ยะออกเปนสองแงส องงาม เครื่องดนตรีท่ีใช คอื กลองราํ มะนา
ร, ล การออกเสียงสระใหตรงตัว อยา ทาํ เสยี งอน่ื ปนหรอื อยา ออกเสยี งผดิ ๆ ฉง่ิ วิธกี ารแสดงจะมตี น เสยี งรองกอ น โดยสง สรอยใหลูกคูรอ งรับ แลวจึงดนกลอน
สาํ หรบั คาํ ทม่ี สี ระผสมควรรอ งสระตามคาของตวั โนต ไมเ นนสระจนเกนิ ไป เดนิ ความ เมื่อลงลกู คูก็จะรบั ดว ยสรอยเดมิ พรอ มกบั ตีราํ มะนา และฉิง่ เขา จงั หวะ
รองตอ สระคําหน่งึ ไปยงั อีกคําหนงึ่ ใหตอเนื่องกนั ซง่ึ จะชวยใหน กั เรียน การรอ งรับน้นั ดวย
สามารถขบั รองเพลงไทยไดด ีย่งิ ขึน้
มุม IT
นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควาเพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงลําตดั
ไดจาก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา ลาํ ตดั
คมู่ ือครู 43
กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขา้ า้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
1. ใหนักเรียนสรุปสาระสาํ คัญเกยี่ วกับหลกั การ เสรมิ สาระ ศพั ทสังคตี
และข้ันตอนการฝก ขับรองเพลงไทย
เขยี นเปน แผนผงั ความคดิ (Mind Mapping) ศพั ทสงั คีต หมายถงึ ศัพทเ ฉพาะท่ีใชใ้ นวงการดนตรไี ทย เพอ่ื ใชใ้ นการสือ่ สาร และสิื่อความเขา้ ใจกัน
ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผูส อน ศัพทสังคีตท่ีผู้เรียนควรทราบเกี่ยวกับการขับร้องเพลงไทย มีดังน้ี
2. ใหน ักเรียนศึกษาคําศพั ทส งั คตี ที่ใชในการฝก ๑. ขับ คือ การเปล่งเสียงออกไป โดยถือถ้อยค�าเป็นส�าคัญ ด�าเนินท�านองเป็นแนว มีอัตราความ
ขับรองเพลงไทยเพ่มิ เติม นอกเหนอื จาก
ในหนงั สือเรียน หนา 44 จากน้นั ใหน กั เรียน สน้ั -ยาวไมแ่ น่นอน การใหค้ วามส�าคญั อยู่ที่ถอ้ ยคา� ของการขับ ดงั นน้ั แนวทา� นองจงึ ต้องน้อมเข้าส่ถู ้อยคา�
เขียนคาํ ศพั ท พรอ มความหมายทไี่ ดศกึ ษา
เพิ่มเตมิ จํานวน 10 คาํ ลงกระดาษรายงาน ท่ขี บั เช่น การขบั เสภา เป็นต้น
นาํ สงครูผูส อน จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี นวา 2. ทอน คือ สัดส่วนของบทเพลงใช้กับท�านอง หรือบทร้องก็ได้ เพลงหน่ึงอาจมีท่อนเดียว
• ศพั ทส ังคีตมีความสาํ คญั ตอ การขบั รอ ง
เพลงไทยอยา งไร หรอื หลายท่อนกไ็ ด้ เช่น เพลงสาลิกาแก้ว มีทอ่ นเดยี ว เพลงนางนาคมี ๒ ท่อน เพลงแขกมอญบางขุนพรหม
(แนวตอบ ศทั พสังคตี เปนศัพททีใ่ ชส อื่ สาร
ทาํ ความเขา ใจในการขบั รอง และบรรเลง ม ี ๓ ท่อน เพลงชมแสงจนั ทรม ี ๔ ทอ่ น เปน็ ตน้
ดนตรไี ทย ดงั นัน้ ผทู ี่จะฝก ขบั รอ งเพลงไทย ๓. ทำานองเพลง คือ แนวท�านองเพลงท่ีประพันธข้ึน มีระดับเสียงสูง-ต่�า, ส้ัน-ยาว, เบา-หนัก
ทกุ คนตอ งเรยี นรูเ กยี่ วกับศพั ทสังคตี ทใี่ ช
ในการขับรอ งเพลงไทยดวย) สลับสับสอดกัน มีประโยค วรรคตอน สัมผัสถูกต้องตามกฎเกณฑของหลักวิชาการดนตรี ก่อให้เกิด
ตรวจสอบผล Evaluate ความไพเราะ โศกเศรา้ สนุกสนาน ไปตามจินตนาการของผูป้ ระพันธ
4. เพี้ยน คือ การร้อง หรือบรรเลงเพลงที่ระดับเสียงไม่ตรงกับระดับเสียงท่ีถูกต้อง คลาดเคล่ือน
1. ครพู ิจารณาจากการเขยี นแผนผงั ความคดิ แม้เพียงเลก็ นอ้ ยก็เรียกว่า “เพยี้ น” ท้งั ส้นิ
สรปุ สาระสาํ คญั ของหลกั การ และขัน้ ตอน 5. อตั ราชนั้ คอื การก�าหนดเรยี กเพลงตามสดั ส่วน โดยมีหน้าทบั จงั หวะ และกล่มุ กลอนของท�านอง
การฝกขับรองเพลงไทย เป็นแนวกา� หนด อัตราชนั้ ในดนตรไี ทยแบง่ ออกเป็นอัตรา ๔ ชั้น (บางแหง่ เรียกวา่ “อัตรา ๖ ชัน้ ”) คอื
2. ครูพจิ ารณาจากการเขยี นคําศพั ทสงั คีต อตั รา ๓ ชั้น, อัตรา ๒ ชั้น, อัตราช้ันเดยี ว และอัตราครึ่งชั้น เช่น เพลงดาวจระเข้ ๔ ช้ัน เพลงราโค ๓ ชน้ั
เพลงนางนาค ๒ ช้ัน เพลงโสมสอ่ งแสงชน้ั เดยี ว เพลงมลุ ่งครง่ึ ชนั้ เป็นตน้
๖. เอื้อน คือ การเปล่งเสียงขับร้องออกจากล�าคอตามแนวของท�านองเพลง เป็นเสียงเออ เอ่อ เอย
อือ ฮือ เพื่อเชอื่ มคา� ร้องกับทา� นองใหส้ ัมพนั ธ และมคี วามกลมกลนื กนั
7. ตับ คอื เพลงหลายๆ เพลง ท่นี �ามารอ้ งหรอื บรรเลงตดิ ต่อกัน สามารถแบ่งได ้ ๒ ชนดิ ได้แก่
๗.๑ ตับเพลง คือ เพลงที่น�ามาขับร้องหรือบรรเลงนั้น จะต้องมีอัตราเดียวกัน มีท่วงท�านองที่
ผสมผสานกลมกลืนกนั โดยไมต่ ้องคา� นึงถึงบทรอ้ งวา่ จะเป็นเพลง ๓ ช้นั ทกุ เพลงหรอื เพลง ๒ ช้ัน ทุกเพลง
กไ็ ด ้ เนอ้ื หาของเพลงอาจเป็นเรื่องเดียวกนั หรอื คนละเรือ่ งก็ได ้ เชน่ เพลงตับ เพลงลมพดั ชายเขา เปน็ ตน้
๗.๒ ตับเรื่อง คือ เพลงที่น�ามาร้อง หรือบรรเลงติดต่อกัน ต้องมีบทร้องเป็นเรื่องเดียวกัน
สว่ นทา� นองเพลงอาจต่างอัตรา หรอื ตา่ งประเภทกนั ก็ได้ เช่น เพลงตับนางลอย เป็นต้น
๘. เถา คือ เพลงทบ่ี รรเลง หรือขับรอ้ งติดต่อกนั โดยมอี ัตราจังหวะลดหล่นั ตามลา� ดับจากอตั รา ๓ ช้ัน
อัตรา ๒ ชน้ั และอัตราชัน้ เดียว เช่น เพลงราตรีประดับดาวเถา เปน็ ต้น
44
เกรด็ แนะครู ขอ สอบ O-NET
ครคู วรเพม่ิ เติมความรใู หก บั นักเรียนในเรื่องของศพั ทสังคีตทีใ่ ชในการขับรอง ขอสอบป ’50 ออกเก่ยี วกบั หลกั การขบั รอง
เพลงไทยนอกเหนือจากในหนงั สือเรยี น เชน การขับรองในขอ ใดทใ่ี ชเทคนิคในการขับรอ งใกลเคยี งกนั มากท่สี ุด
1. การขับรองโอเปรา และการขับรองประสานเสียง
เพี้ยน ไดแก เสยี งท่ไี มตรงกบั ระดับเสยี งทถี่ ูกตอง เพยี้ นกค็ ือผดิ แตเ ปนการผิด 2. การขบั รองเพลงพน้ื บาน และการขับรอ งประสานเสยี ง
เพียงเลก็ นอย ไมวา เสียงรอ งหรือเสยี งดนตรี ถา หากวาไมตรงกับระดับเสียงท่ถี กู ตอง 3. การขบั รอ งเพลงไทย (เดิม) และการขบั รองเพลงพืน้ บาน
แมแตเ พยี งเลก็ นอ ยก็เรียกวา “เพย้ี น” ทั้งสิ้น 4. การขับรองเพลงแจส และการขับรองโอเปรา
ลูกคู คือ คนรอ งทีร่ องเปนหมตู ้งั แต 2 คน ข้นึ ไป โดยปกตจิ ะรองตอจากตนเสียง วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะการขบั รอ งเพลงไทย (เดมิ )
หรอื รองซ้าํ ทต่ี นเสยี งรอ งมาแลว
และการขับรองเพลงพ้นื บา น มีการใชเ ทคนคิ การรองทใ่ี กลเคยี งกนั
ครอ ม หมายถงึ การขบั รอ งท่ดี ําเนนิ ไปไมต รงกบั จังหวะท่ถี ูกตอง เสยี งที่ควร ทง้ั ในดา นหลกั การขับรอ ง และขัน้ ตอนการฝก ขบั รอง
จะตกลงตรงจังหวะกลายเปน ตกลงในระหวางจงั หวะ ซง่ึ กระทําไปโดยไมมเี จตนา
และถือวาเปน การกระทาํ ท่ีผิด เรยี กอยางเต็มวา “ครอมจังหวะ” เปน ตน
44 คมู่ ือครู
กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
กระตนุ้ ความสนใจ Engage
๓. หลกั การบรรเลงเครอ่ื งดนตรีไทย ครูนาํ ซอดวงมาใหนกั เรยี นดู จากนั้นครถู าม
นักเรยี นวา
เครอื่ งดนตรไี ทยทเ่ี หมาะสมสา� หรบั การเรยี นเปน็ กลมุ่ ในชน้ั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑
คือ ซอด้วง และขลุย่ เพียงออ • นักเรยี นรจู กั เคร่อื งดนตรีชนดิ นห้ี รอื ไม
ถา รจู กั เครอื่ งดนตรชี นดิ นม้ี ชี อ่ื เรยี กวา อยา งไร
๓.๑ ซ๑)อ ดสว้ว่ นงประกอบของซอด้วง ซอดว้ ง เปน็ เคร่ืองดนตรีประเภทเครอ่ื งส ี มีทวน1ซอยาว (แนวตอบ ซอดวง)
ประมาณ ๒๘ เซนติเมตร ปลายบนสดุ ของทวนจะมลี ักษณะแบนเป็นรูปสเ่ี หลี่ยมงอนไปดา้ นหลงั 2 • นักเรยี นชอบเครื่องดนตรชี นิดน้หี รอื ไม
เลก็ นอ้ ย เรยี กวา่ “โขน” ถดั จากโขนลงมาเจาะรทู ะลจุ ากดา้ นซา้ ยไปดา้ นขวา ๒ ร ู สา� หรบั สอดลกู บดิ เพราะเหตใุ ด
ท่ใี ช้ส�าหรับร้อยสายทงั้ ๒ สาย ได้แก่ สายบน คือ สายทุ้ม ส่วนสายล่าง คือ ส3ายเอก ถัดจากลูกบดิ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
สายเอกลงมาใชเ้ ชือกรดั สายซอใหห้ ่างจากทวนพอประมาณ เรยี กวา่ “รัดอก” ปลายทวนดา้ นลา่ ง ไดอยางอิสระ)
สอดผา่ นกะโหลกซงึ่ เปน็ กล่องเสยี ง มลี กั ษณะคลา้ ยกระบอก เดมิ ท�าดว้ ยไม้ไผต่ ่อมาใช้ไมเ้ นือ้ แขง็
เชน่ ไมช้ ิงชนั ไมป้ ระดู ่ ไม้ล�าเจยี ก เป็นตน้ แต่งให้ได้รปู ทรงกระบอก ขดุ ขา้ งในเปน็ โพรงทะลุ สา� รวจคน้ หา E×plore
ด้านหน้าใชห้ นงั งเู หลือมขึง และใช้เศษไม้เลก็ ๆ เรียกวา่ “หยอ่ ง” วางตรงกลางหน้าซอ เพอื่ หนนุ
สายทั้ง ๒ สาย ไมใ่ ห้ตดิ กับหน้าซอ สว่ นตอนบนและล่างของกะโหลกเจาะรสู �าหรับสอดทวน ใหน กั เรียนศกึ ษา คนควา หาความรูเพ่ิมเตมิ
เหตทุ เ่ี รยี ก4วา่ “ซอดว้ ง” เพราะกะโหลกมรี ปู รา่ งลกั ษณะคลา้ ยดว้ ง (เครอ่ื งมอื ทใี่ ชด้ กั สตั ว)์ เกี่ยวกบั ซอดว งจากแหลงการเรียนรตู างๆ เชน
เวลาบรรเลงใชค้ นั ชกั (ทา� ดว้ ยไมเ้ นอื้ แขง็ และขงึ ดว้ ยหางมา้ แลว้ ถดู ว้ ยยางสน) ส ี หรอื ลากผา่ นสาย หอ งสมุดโรงเรียน หอ งสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ นต็
เพอ่ื ทา� ให้เกิดเสยี ง เปน ตน ในหัวขอ ทีค่ รูกําหนดให ดังตอ ไปน้ี
1. สวนประกอบของซอดว ง
2. วิธกี ารฝกหดั ซอดว ง
อธบิ ายความรู้ E×plain
ลูกบดิ สำยทุ้ม ทวน ใหนกั เรียนรวมกนั อธบิ ายเกีย่ วกับลักษณะของ
ลูกบดิ สำยเอก คนั ชัก ซอดวงตามท่ีไดศึกษามา ครูเปดตัวอยางบทเพลง
กะโหลก ทบ่ี รรเลงดว ยซอดวงใหนกั เรยี นฟง จากนั้นครูถาม
รดั อก นกั เรยี นวา
45
หยอ ง • เสียงของซอดว งใหความรสู กึ อยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยา งอสิ ระ)
• ซอดวงมีลักษณะคลายกับเคร่อื งดนตรี
ชนดิ ใดของจนี
(แนวตอบ ซอดว งมีลกั ษณะคลายซอของ
ประเทศจนี ทม่ี ชี อ่ื วา “ฮ-ู ฉนิ ” เพราะมรี ปู รา ง
คลายเครื่องดักสตั ว และทาํ ดว ย
กระบอกไมไ ผเ หมอื นกัน)
แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นักเรยี นควรรู
ซอดวงมีความแตกตางจากซออูอยางไร 1 ทวน ทาํ จากไม แบงออกเปน 2 ตอน ไดแ ก ทวนบน สําหรบั ซอดว งเรยี กวา
1. ซอดว งดาํ เนินทาํ นองเสยี งสงู ซออดู ําเนินทํานองเสยี งตา่ํ “โขน” จะตดิ อยูกบั ลูกบิด และทวนลางจะอยูตดิ กบั กระบอกซอ
2. ซอดว งมกี ะโหลกซอเปนไมล ําเจียก ซออมู กี ะโหลกซอเปน กะลา 2 ลูกบิด ใชปรบั เสียง มี 2 อนั คอื ลกู บดิ อนั บนของสายทมุ และลูกบดิ อันลาง
3. ซอดวงเลนในวงเครื่องสาย ซออูเลนในวงมโหรี ของสายเอก
4. ซอดว งมรี ปู รา งเหมือนกับซอของจนี ที่เรียกวา ฮ-ู ฉิ 3 รดั อก ทาํ หนาที่รัดสายซอเขากบั คันซอ
4 คันชัก รูปรางคลา ยกบั คนั ธนูหรือหนา ไม มีหางมา สาํ หรับสีสายซอใหเกิดเสยี ง
ซออมู รี ปู รางเหมอื นกบั ซอของจีนทเี่ รยี กวา ฮ-ู ฮู ซ่ึงจะอยูระหวา งสายทมุ และสายเอก
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะเปน เครื่องดนตรที ร่ี ปู รางเหมือนกบั
ซอของจีนเหมอื นกนั แตมกี ารเรียกชื่อที่แตกตางกัน
มมุ IT
นักเรยี นสามารถศึกษา คนควา เพ่มิ เติมจากการฟง และชมการบรรเลงเพลง
ดว ยการสซี อดว ง ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา
การสีซอดวง
คมู่ ือครู 45
กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
อธบิ ายความรู้ Explain
1. ใหนักเรยี นรว มกนั อธิบายเกย่ี วกับวิธีการฝก หดั ๒) วิธกี ารฝึกหัดซอดว้ ง เรมิ่ แรกตอ้ งเทยี บสายทงั้ ๒ สาย ใหเ้ ข้ากนั โดยใชม้ ือขวา
ซอดว งตามทไ่ี ดศ กึ ษามา โดยใหน กั เรยี นดแู ผนผงั
ของเสียงทเ่ี กดิ จากสายทมุ และสายเอก จบั ทปี่ ลายคนั ชักดา้ นขวา มอื ซ้ายคอ่ ยๆ บดิ ลูกบดิ สายเอก (ลูกลา่ ง) ข้ึน-ลง ใหไ้ ดเ้ สียง “เร” และ
ของซอดวง จากในหนังสือเรยี น หนา 48 บิดลกู บดิ สายท้มุ (ลกู บน) ใหไ้ ดเ้ สียง “ซอล” ถา้ บรรเลงรวมวงให้ใชเ้ สยี งขลุ่ยเพยี งออเปน็ หลกั
จากนั้นครูถามนักเรยี นวา ในการเทียบสาย จากนนั้ ใช้มอื ซา้ ยจบั ทวนซอ หา่ งจากรัดอกลงมาเลก็ น้อย โดยใชง้ ่ามนวิ้ ระหวา่ ง
• นักเรียนตองรจู กั สิ่งใดกอนการจะฝกสีซอดว ง นิ้วหวั แม่มือกับนิ้วชห้ี นีบทวนซอใหแ้ น่น ไมใ่ ห้เลื่อนขึ้น หรือลง เพราะจะท�าให้ระดับเสียงไม่คงท่ ี
(แนวตอบ นกั เรียนตองเรียนรูวธิ กี ารจบั ซอ ยกข้อมอื ขนึ้ เลก็ น้อย อยา่ ใหฝ้ ่ามอื แนบกบั ทวนซอ กางนิว้ ออกใหไ้ ดร้ ะยะความห่างเท่าๆ กนั
การจับคนั ชัก และฝก ทา ทางในการสซี อ ส�าหรับมือขวา จับที่ปลายคันชกั ดา้ นขวา ห่างจากหมุดท่ียึดหางม้าประมาณ ๓-๔ นว้ิ
หากเปน การฝกสวนตวั นักเรยี นสามารถนงั่ โดยใชน้ วิ้ นางสอดเขา้ ไปตรงกลางระหว่างคันชัก (ส่วนที่เปน็ ไม)้ กบั หางม้า สา� หรบั เหน่ียวหางม้า
เกาอที้ ี่ไมม พี นกั พิงได แตห ากบรรเลงตามงาน ให้ถูกสายที่ต้องการ ส่วนนิ้วช้ีและนิ้วกลางจับอยู่ด้านนอกของคันชัก น้ิวหัวแม่มือวางไว้ด้านบน
หรอื ในโอกาสตา งๆ ควรนงั่ พบั เพยี บ ลาํ ตวั ตรง ของคันชัก ใช้ปลายน้วิ ดนั คันชกั เพอ่ื บังคบั คันชักเวลาลากใหเ้ ท่ยี ง นวิ้ กอ้ ยอยู่ด้านในสุด ใชช้ ว่ ยส่ง
ไหลตรง) คันชกั เมอื่ ต้องการสสี ายเอก ลากคนั ชกั ให้เปน็ เส้นตรง ให้ปลายทางขวาเฉยี งออกนอกตัวเล็กน้อย
• นักเรยี นมวี ิธกี ารฝกสีซอดวงอยางไร คนั ชกั ทลี่ ากไปทางขวามอื เรยี กวา่ “คนั ชกั ออก” และทล่ี ากไปทางซา้ ยเรยี กวา่ “คนั ชกั เขา้ ” ฝกึ ลาก
(แนวตอบ ฝกสสี ายเปลากอน การสสี ายเปลา คนั ชกั โดยลากคนั ชกั ออก (ไปทางขวา) เสยี งซอล (สายทมุ้ เปลา่ ) และลากคนั ชกั เขา้ (ไปทางซา้ ย)
มคี วามจําเปน มาก เพราะจะทําใหเ กดิ เสียง เสยี งเร (สายเปลา่ เอก) ปฏิบตั ิเช่นนี้จนลากคันชกั ไดเ้ ที่ยง มเี สียงชดั เจน
ทไี่ พเราะ และมคี วามคงที่) จากน้ันจึงหัดวางน้ิว โดยวางให้ได้ระยะห่างเท่าๆ กัน เริ่มจากเสียงซอล (สายเปล่า
สายทุ้ม) ไลเ่ สียงโดยใช้นว้ิ มือซ้ายวางลงบนสายทง้ั ๒ สาย ทลี ะนว้ิ เปล่ียนนว้ิ พร้อมกับเปลีย่ น
2. ครสู าธติ วธิ กี ารฝก หดั ซอดวงในข้นั แรก คอื คนั ชักเข้า-ออก ซงึ่ จะเกิดเสียงตา่ งๆ ดังนี้
การหดั วางนิ้ว และการเปลีย่ นนว้ิ พรอ มกับ
เปล่ียนคนั ชกั เขาออกใหน กั เรียนชม และให สายทมุ้ สายเอก
นักเรยี นฝก ปฏิบัติตาม โดยมีครเู ปนผคู อย
ช้แี นะความถกู ตอ ง นิ้ว เสียง นิว้ เสยี ง
สายเปล่า ซอล (ซ) สายเปล่า เร (ร)
นิ้วชี้ ลา (ล) น้ิวชี้ มี (ม)
นิ้วกลาง ที (ท) นิว้ กลาง ฟา (ฟ)
นิว้ นาง โด (ด) นิว้ นาง ซอล (ซ)�
นิ้วก้อย ลา (ล)�
เกรด็ ศลิ ป์ การดูแลรักษาซอด้วง
การดูแลรักษาซอด้วง ท�าได้โดยการคลายลูกบิดซอเล็กน้อย เพื่อลดสาย เลื่อนหย่อง หรือหมอนไว้ตอนบน
ของหนา้ กะโหลกซอ แลว้ แขวนเก็บคนั ชกั ใหแ้ นบกับคนั ทวนซอ จดั วางไว้บนช้นั หรอื ใส่ต ู้ หรือแขวนเรยี งใหเ้ ป็นระเบียบ
4๖
เกรด็ แนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
ครคู วรใหน กั เรยี นดภู าพตารางวธิ กี ารฝก สสี ายเปลา ครสู าธติ วธิ กี ารจบั ซอดว ง และการวางนวิ้ ในตาํ แหนง ทถ่ี กู ตอ งใหน กั เรยี น
-------------------------------ร ฝก ปฏบิ ตั ติ าม แลว ออกมาสาธติ วธิ กี ารจบั ซอดว ย และการวางนวิ้ ในตาํ แหนง
- - - - - - -ซ- - - - - - - - - - - - - - -ซ- - - - - - - - ทถ่ี กู ตอ งหนา ชน้ั เรยี นใหเ พอื่ นชม โดยมคี รเู ปน ผคู อยชแ้ี นะความถกู ตอ ง
การสีแบบเรียงโนตไลข ้นึ กิจกรรมทา ทาย
- - - - - - - ร - - รม- รมฟรมฟซมฟซล
ซลทดลทด-ทด- -ด- - - - - - - - - - - ใหนกั เรยี นที่มคี วามสามารถดานการสซี อดว งออกมาสาธติ วธิ กี ารฝก หดั
ซอดว งใหเ พ่ือนชมหนา ช้นั เรียน พรอ มทัง้ อธบิ ายขนั้ ตอนในการจบั ซอดว ง
การสีแบบเรยี งโนตไลล ง และการวางนว้ิ ในตาํ แหนงที่ถูกตองใหเ พ่อื นฟง โดยมคี รูเปน ผคู อยชีแ้ นะ
ลซฟมซฟมรฟมร -มร - - ร - - - - - - - ความถกู ตอง
- - - - - - - - - - -ด- -ดท-ดทลดทลซ
46 ค่มู อื ครู
กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ E×plain
๓) แบบฝกึ ปฏิบตั ิลากคนั ชกั ซอด้วง มดี ังน้ี 1. ใหน ักเรียนรว มกนั อภิปรายเกีย่ วกับแบบฝก
ปฏิบตั ิลากคนั ชกั ซอดวง และแบบฝกปฏบิ ัติ
- - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - -ซ ไลเ สยี งซอดว งตามทไี่ ดศ กึ ษามา โดยใหน กั เรยี น
- - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - - ร - - -ซ- - -ซ ดแู ผนผังแบบฝก ปฏิบตั ลิ ากคันชกั ซอดว ง
และไลเ สยี งซอดว ง จากในหนงั สอื เรยี น หนา 47
ฝกึ ปฏบิ ตั ซิ า้� หลายๆ ครงั้ จนคนั ชกั เทย่ี งไดร้ ะดบั คงท ี่ สวยงาม จงึ เรมิ่ ฝกึ ปฏบิ ตั ลิ ากคนั ชกั
สลับสายในลักษณะตา่ งๆ ดงั ต่อไปนี้ 2. ครสู าธติ การปฏิบตั วิ ธิ ีการสซี อดวงตามแบบฝก
ปฏบิ ัตลิ ากคนั ชักซอดวง และแบบฝกปฏิบตั ิ
-ซ-ซ-ร-ร-ร-ร-ซ-ซ-ซ-ร-ร-ซ-ร-ซ-ซ-ซ ไลเสยี งซอดวยใหน ักเรียนชม และใหน กั เรียน
-ร-ซ-ซ-ร-ร-ซ-ร-ซ-ร-ร-ร-ซ-ร-ซ-ซ-ซ ฝกปฏิบตั ิตาม โดยมคี รูเปน ผูคอยชีแ้ นะ
ความถกู ตอง
ฝกึ ปฏบิ ัตซิ า้� หลายๆ ครงั้ จนสามารถลากเปลยี่ นคนั ชักได้คล่อง เสยี งสดใส ได้จังหวะ
สม�่าเสมอ จงึ ฝกึ ลากคันชกั จงั หวะเร็วขน้ึ โดยลากคันชกั ใหไ้ ด้ความยาวเทา่ เดมิ แตล่ ากให้เรว็ ขึ้น
กวา่ เดมิ หน่งึ เทา่ ปฏบิ ตั ิตามโน้ต ดังต่อไปนี้
ซซซซร ร ร ร รซซร รซซซซซ ร ร ร ซซซซ ร ร ซ ร ซซซ
ร ร รซรซซร รซซร ร ร ซซซ ร ร ร ร ร ซซซซ ร ร ร ร ซซ
ฝึกปฏิบตั ไิ ล่เสยี งจากเสียงซอล (สายทุม้ เปล่า) ลา ท ี โด เร มี ฟา ซอลสูง และลาสูง
จากนั้นไลเ่ สียงย้อนกลับจากลาสูง ซอลสูง ฟา มี เร โด ท ี ลา และซอล ลากใหส้ ดุ คันชัก โดยรักษา
จังหวะให้สม่�าเสมอ เทา่ ๆ กนั (ควรเร่มิ จากจังหวะชา้ ใหค้ ล่องก่อน แล้วจงึ เร่มิ เรว็ ขึ้นๆ ตามล�าดับ)
เม่ือปฏิบตั ิได้คลอ่ งแลว้ จึงเร่ิมฝกึ ปฏบิ ตั เิ พลงท่ีมีทา� นองงา่ ยๆ และยากข้ึนตามลา� ดบั
๔) แบบฝึกปฏิบตั ิไลเ่ สยี งซอดว้ ง มดี ังน้ี
ซ ล ท ด ร ม ซ ซ� ล� ล� ซ� ฟ ม ร ด ท ล ซ ซ ซ ล ล ท ท ด ด ร ร ม ม ฟ ฟ
ซ� ซ� ล� ล� ล� ล� ซ� ซ� ฟ ฟ ม ม ร ร ด ด ท ท ล ล ซ ซ ซ ซ
นอกจากการลากคนั ชกั เขา้ ออก โดยเปลี่ยนนวิ้ คันชักละ ๑ นวิ้ แล้ว บางคร้ังจ�าเป็นต้อง
เปลีย่ นน้วิ ๒ นวิ้ โดยลากคันชักเดียว ในการบนั ทึกโน้ตใชเ้ ครือ่ งหมาย “ ” บนั ทกึ บนระหว่าง
ตวั โนต้ เพอ่ื ใหป้ ฏบิ ตั โิ นต้ ทอี่ ยู่ใตเ้ ครอื่ งหมายนน้ั รวบเปน็ คนั ชกั ออก (ลากไปทางขวา) ดว้ ยกนั ดงั นี้
-มรด -มรด -มรด - ล -ซ- ดดด -ซ- ล -ซ- รดดดด
47
กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู
ครูสาธติ วิธกี ารฝกปฏิบตั ลิ ากคนั ชกั ซอดวง และวิธกี ารฝกปฏบิ ัตไิ ลเ สียง ครคู วรเชญิ นกั ดนตรหี รอื วทิ ยากรมาใหค วามรแู กน กั เรยี นเกยี่ วกบั วธิ กี ารฝก ปฏบิ ตั ิ
ซอดว งทถ่ี กู ตอ งใหน กั เรยี นชม จากนนั้ ใหน กั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ติ าม แลว ออกมา ลากคันชกั ซอดวง และแบบฝกปฏิบตั ิไลเ สียงซอดว งท่ีถูกตอ งใหแ กน ักเรยี นหรอื อาจ
สาธติ วิธีการฝกปฏบิ ตั ลิ ากคนั ชกั ซอดว ง และวิธกี ารฝก ปฏิบตั ิไลเ สียงซอดว ง ใหน กั เรียนฝก หดั การสีซอดวงตาม โดยใชเวลาวางในชวงวนั หยดุ สุดสปั ดาหเปน
ที่ถูกตองหนาช้นั เรยี น โดยมคี รูเปนผคู อยชี้แนะความถกู ตอง ชวงศกึ ษาเพิม่ เติม เนอื่ งจากตอ งใชเ วลาในการฝกมาก
กจิ กรรมทา ทาย มมุ IT
ใหน กั เรียนทมี่ ีความสามารถดานการสีซอดวงออกมาสาธิตวิธีการฝก นักเรยี นสามารถศึกษา คน ควาเพ่มิ เตมิ จากการฟง และชมวิธกี ารสีซอดว ง
ปฏิบตั ิลากคันชกั ซอดว ง และวิธกี ารฝกปฏบิ ตั ิไลเ สยี งซอดวง ใหเ พื่อนชม ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา วิธกี ารสซี อดวง
หนา ช้นั เรียน พรอมทงั้ อธบิ ายขนั้ ตอนในการฝกปฏบิ ัติลากคนั ชกั ซอดวง
และวิธีการฝกปฏิบัตไิ ลเ สียงซอดว งท่ีถกู ตองใหเพื่อนฟง โดยมคี รเู ปนผคู อย คู่มอื ครู 47
ช้ีแนะความถูกตอ ง
กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธบิ ายความรู้ Explain
1. ใหนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายเกี่ยวกบั เพลงสาํ หรับ ส�าหรับการลากคันชักเข้า ๑ คันชัก แต่เปล่ียนน้ิว ๒ น้ิว ในการบันทึกโน้ต
ฝกปฏบิ ัติซอดว งเบื้องตน คือ เพลงแขกบรเทศ ใชเ้ ครอ่ื งหมาย “ ” บนั ทกึ บนระหวา่ งตวั โนต้ เพอ่ื ใหป้ ฏบิ ตั โิ นต้ ทอ่ี ย่ใู ตเ้ ครอ่ื งหมายนน้ั
ชน้ั เดยี ว เพลงสรอ ยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย รวบเป็นคันชกั เข้า (ลากไปทางซา้ ย) ด้วยกนั ดงั น้ี
ตามที่ไดศึกษามา โดยใหน ักเรยี นดแู ผนผงั
โนตเพลงจากในหนังสอื เรียน หนา 48 - - - - - - - - -ดรม-ซ-ล-ด- - -ด-ซลซมซลด-ล
2. ครสู าธิตวธิ กี ารฝก หัดซอดวงในเพลงแขกบรเทศ ๕) เพลงส�าหรับฝึกปฏิบตั ิซอดว้ งเบอ้ื งต้น ได้แก ่
ชนั้ เดยี ว เพลงสรอ ยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย
ใหน กั เรยี นชม และใหนักเรยี นฝกปฏบิ ตั ิตาม เพลงแขกบรเทศชน้ั เดียว
โดยมคี รเู ปนผูค อยชแ้ี นะความถกู ตอง ท่อน ๑ เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผู้แตง
ด ล ล ล ด ล ล ล ด ซ ซ ซ ด ล ซ ม ซ� ม ร ด ซ� ด ร ม ซ� ล� ซ� ม ซ� ม ร ด
ขยายความเขา้ ใจ Expand
กลบั ต้น
1. ครเู ชญิ วทิ ยากรทม่ี คี วามเชย่ี วชาญในเครอื่ งดนตรี
ซอดวง มาเลา ประสบการณใ หน ักเรยี นฟง ทอ่ น ๒
โดยเปดโอกาสใหนักเรียนไดซักถามในประเด็น ซ� ม ร ด ม ร ด ล ซ ม ซ� ล� ซ ล ด ร ซ ล ท ด ท ด ร ม ซ� ล� ซ� ม ซ� ม ร ด
ทสี่ งสยั และแสดงความคดิ เหน็ จากนน้ั ใหน กั เรยี น
สรุปความเขาใจ ลงสมุดบันทึก กลับต้น
2. ใหน กั เรียนแบง กลุม กลุม ละ 5 - 6 คน ฝกหดั เพลงสร้อยเพลง
วธิ ีการจับซอดว ย และการวางน้วิ ในตําแหนง
ท่ถี ูกตอ ง จากน้ันใหนกั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ิสีซอดวง เพลงทำ� นองเกำ ไมทรำบนำมผแู้ ตง
เพลงแขกบรเทศชั้นเดียว โดยมคี รเู ปน ผูค อย
ชี้แนะความถกู ตอง - - - ท - ด ด ด - ท - ร ด ด ด ด ฟ ซ� ฟ ร - ด - ท - - ร ด ท ด - ร
- ฟ - ฟ - - - ร - - - ด ท ร ด ท - - ล ซ - ล - ซ - ซ - ซ ร ซ� - ด
- - - ท - ด ด ด - ท - ร ด ด ด ด - ล� ซ� ม - ร - ด ม ร ด ซ ล ท ด ร
- - - ร - ร ร ร ม ร ซ� ด - ร - ม - ซ� - ล� - ซ� - ม - - - ร - - - ด
กลบั ตน้
ตรวจสอบผล Evaluate เพลงเขมรไล่ควาย
ครพู จิ ารณาจากการฝกปฏบิ ัติซอดว ง เพลงท�ำนองเกำ ไมทรำบนำมผู้แตง
“เพลงแขกบรเทศชน้ั เดยี ว” ของนักเรยี น
- - - ม - - ร ม ซ� ม ร ด - ร - ด - - - - - - - - ม ร ด ล - ด - ร
- - - - - - -ร-รรร-ร-ร- - -ล-ดดด- - -ร-ดดด
- - - ล - ม ร ด - ล - ด - - - - - - - - - ล ด ร - ม ซ� ร ม ร ด ล
- ล - ด - - - - - ร - ด - - - ร - - ซ� ม - - ร ด - ล ซ ล ด ม ร ด
- - -ด- - - - รดรด- ร -ด กลบั ต้น
4๘
เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ
ครูควรใหค าํ แนะนํากับนกั เรยี นในการฝกสซี อดวง เพลงแขกบรเทศชั้นเดยี ว คอื ใหนักเรียนเลอื กเพลงใดเพลงหนง่ึ ใน 3 เพลง ท่คี รูกําหนดให คือ
ใหส งั เกตตวั โนต ทมี่ จี ดุ (.) อยดู า นบน ดํ , รํ คอื ตวั “โดสงู ” และ “เรสงู ” อยใู นสายเอก เพลงแขกบรเทศชนั้ เดยี ว เพลงสรอยเพลง และเพลงเขมรไลควาย ออกมา
ฝก ปฏิบัตคิ รงั้ ละ 4 หอ งเพลง โดยเรม่ิ ฝก หอ งท่ี 1 - 4 ฝกสหี ลายๆ ครัง้ จนเกดิ ความ บรรเลงใหเพอ่ื นชมหนา ช้ันเรียน โดยมีครเู ปนผูคอยชีแ้ นะความถูกตอง
ชํานาญ ตอไปใหฝกหอ งที่ 5 - 8 ฝก สีหลายๆ คร้ังเชน เดียวกนั แลว ฝก บรรเลงหอ งที่
1 - 8 อยา งตอ เนอื่ ง ฝก สหี ลายๆ ครง้ั จนเกดิ ความชาํ นาญ และสามารถจาํ โนต ได ปฏบิ ตั ิ กิจกรรมทา ทาย
เชน นไ้ี ปจนจบเพลง โดยสใี หถ กู ตอ งตามตวั โนต และจงั หวะในแตล ะหอ งเพลง ฝก ไลม อื
โดยบรรเลงทํานองเพลงซํา้ หลายๆ ครงั้ จนเกิดความชาํ นาญ
มมุ IT ใหน ักเรยี นทม่ี คี วามสามารถดา นการสซี อดว งออกมาบรรเลง
เพลงแขกบรเทศชนั้ เดียว เพลงสรอยเพลง และเพลงเขมรไลค วาย
นักเรียนสามารถศกึ ษา คน ควา เพ่มิ เติมจากการฟง และชมการบรรเลง ใหเพอื่ นชมหนาช้นั เรียน โดยมคี รูเปน ผคู อยช้ีแนะความถกู ตอ ง
เพลงแขกบรเทศ ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หา จากคําวา
เพลงแขกบรเทศ
48 คูม่ ือครู