The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aust10thammarong.pon25, 2022-03-10 04:32:06

หนังสือแบบเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

Keywords: ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.1

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๓.2 ขลยุ เพียงออ ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี พลงทบี่ รรเลงดว ยขลยุ เพยี งออ
๑) ส่วนประกอบขลุ่ยเพียงออ เป็นเคร่ืองดนตรีท่ีหาได้ง่าย ราคาไม่แพง สะดวก ใหนักเรยี นฟง จากน้นั ครถู ามนักเรียนวา

ในการพกพา และสามารถบรรเลงคนเดียวได้ เสียงของขลุ่ยเพียงออจะมีความนุ่มนวล ไพเราะ • นักเรียนคิดวา เสียงเคร่ืองดนตรที ่ไี ดยินนนั้
นา่ ฟัง และง่ายตอ่ การปฏบิ ตั ิ เป็นเครอ่ื งดนตรีทใ่ี ช้เปน็ หลกั ในการเทียบสายของวงเครื่องสายไทย เปนเสียงของเครื่องดนตรชี นิดใด
ขลยุ่ เพยี งออ เปน็ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งเปา่ ของไทยชนดิ หนงึ่ มมี าตงั้ แตโ่ บราณ ทา� จาก (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไม้ไผ่ท่ีมีปล้องยาวๆ น�ามาเจาะรูด้านหน้าส�าหรับใช้น้ิววางปิด-เปิด เพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ กัน ไดอ ยางอิสระ)
มจี �านวน ๗ ร ู และดา้ 1นหลงั ชว่ งบนถัดจากตอนปลายลงมาประมาณ ๔ เซนติเมตร เจาะรู ๑ รู
เรยี กวา่ “รปู ากนกแกว้ ” สา� หรบั ใหเ้ สยี งออก นอกนนั้ เจาะรดู า้ นหลงั ๑ ร ู ตรงกบั แนวรปู ากนกแกว้ สา� รวจคน้ หา E×plore
ลงมา ร2ะยะกึ่งกลางระหว่างรูที่ ๑-๒ ของด้านหน้า ส�าหรับใช้นิ้วหัวแม่มือปิด-เปิด เรียกว่า
“รูน้ิวค้�า” ส่วนปลายบนจะมีไม้อุดเต็มปากเลา ปาดส่วนท่ีเป็นช่องส�าหรับเป่า เพ่ือให้ลมผ่าน ใหนักเรยี นศึกษา คน ควา หาความรูเ พมิ่ เติม
เพยี งเลก็ น้อย ปจั จบุ ันนยิ มใช้วสั ดุหาง่าย ราคายอ่ มเยามาประดิษฐท์ �าเปน็ ขล่ยุ ส�าหรบั ใช้ฝกึ เก่ียวกับขลุยเพียงออ จากแหลงการเรยี นรตู า งๆ
เชน หอ งสมดุ โรงเรยี น หอ งสมดุ ชุมชน อนิ เทอรเ น็ต
๒) วิธีการฝึกหัดเปาขลุ่ยเพียงออ ผู้ฝึกหัดต้องนั่งพับเพียบ ตัวตรง น้ิวหัวแม่มือ เปน ตน ในหัวขอทคี่ รกู ําหนดให ดังตอ ไปน้ี

มอื ขวาวางใหต้ รงกบั รนู ว้ิ คา�้ (รทู อี่ ยดู่ า้ นหลงั ถดั จากรปู ากนกแกว้ ลงมา โดยจะอยตู่ รงกลางระหวา่ ง 1. สว นประกอบขลุยเพียงออ
รทู ี่ ๑-๒ ของรดู ้านหน้า) ส่วนนิ้วช ้ี น้ิวกลาง และนิ้วนางมอื ขวาวางเรยี งลงมาใหต้ รงกับรทู ี่ ๑ ๒ 2. วิธีการฝกหดั เปาขลยุ เพียงออ
และ ๓ ดา้ นหน้า ตามลา� ดับ จากน้นั ใชน้ ิว้ ช้ ี น้ิวกลาง น้วิ นาง และนิว้ ก้อยมือซา้ ย วางตอ่ จาก 3. บทเพลงพนื้ บา นสําหรบั ฝก หัดขลุย เพียงออ
นิ้วนางมือขวา จะเกดิ เสยี งตา่ งๆ ดังนี้
อธบิ ายความรู้ E×plain
แผนภูมิการวางนว้ิ และเสียงของขลยุ่ เพยี งออ
1. ใหนักเรียนรวมกนั อภปิ รายเกีย่ วกบั
ช่องสา� หรบั เปา่ ชอ่ งสา� หรับเปา่ สว นประกอบของขลยุ เพยี งออ และวธิ กี ารฝก หดั
ปิดน้วิ ชีม้ อื ขวาเสยี งที (ท) ปากนกแก้ว เปา ขลุยเพียงออตามท่ไี ดศึกษามา
ปดิ น้ิวกลางมือขวาเสยี งลา (ล) รนู ว้ิ คา้� (ปดิ นวิ้ หวั แมม่ อื ขวา)
ปดิ นิว้ นางมือขวาเสียงซอล (ซ) เสยี งโดสูง (ด�) 2. ครเู ปด ตวั อยางบทเพลงทีบ่ รรเลงดว ย
ปิดน้ิวช้มี ือซ้ายเสียงฟา (ฟ) ขลุยเพยี งออใหนักเรียนฟง จากนนั้ ครถู าม
ปดิ นิว้ กลางมือซา้ ยเสียงมี (ม) รูส�าหรบั รอ้ ยเชือก นกั เรียนวา
ปิดนิว้ นางมอื ซา้ ยเสียงเร (ร)
ปิดน้ิวก้อยมอื ซ้ายเสยี งโด (ด) • เสียงของขลยุ เพยี งออใหค วามรูสกึ อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
รสู า� หรบั รอ้ ยเชือก อยางอิสระ)

4๙

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นักเรยี นควรรู

ขลุยชนิดใด ไม สามารถเปา เปน เพลงได 1 รูปากนกแกว เปน รูท่ีเจาะรองรับลม จากปลายดากภายในขลยุ อยดู านเดยี ว
1. ขลุยหลีบ กับรเู ปา อยสู ุดปลายดากพอดี เปน รปู ส่เี หลีย่ มผืนผา รูปากนกแกวนีท้ ําใหเกิดเสียง
2. ขลยุ เพียงออ เทยี บไดก บั ลนิ้ ของขลยุ
3. ขลยุ ออรแกน 2 รนู ิว้ คา้ํ หรือรูคาํ้ เปน รสู าํ หรับใชน วิ้ หัวแมม ือปด เพอ่ื บงั คับเสียง และประคอง
4. ขลุยนก เลาขลยุ ขณะเปา อยูดานลา งเลาขลยุ ตอจากรูปากนกแกว ไปทางปลายเลาขลุย

วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะขลยุ ชนิดนี้ใชเ ปา เปนเพลงไมไ ด มุม IT

เนือ่ งจากเสยี งไมครบเสียงดนตรี จึงใชเปา เปน เสยี งนกประกอบเพลงทมี่ ี นกั เรียนสามารถศึกษา คนควา เพมิ่ เติมจากการฟง และชมการสาธติ วิธกี าร
เสยี งนก เชน เพลงตบั นก แมศรที รงเครือ่ ง เปน ตน ขลุยนกมี 3 ชนดิ ไดแก เปาขลุยเพียงออ ไดจาก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา
ขลยุ นกกางเขน ขลุยนกโพระดกหรอื ขลุยโฮกปก และขลุยนกกาเหวา การเปา ขลุยเพยี งออ

คู่มือครู 49

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

1. ใหนกั เรียนรวมกนั อภิปรายเกี่ยวกับ ฝกึ ปฏบิ ัตโิ ดยการไล่น้วิ เรยี งตามลา� ดบั เสยี งจากโดต่�า (นวิ้ กอ้ ยมอื ซ้าย) จนถึงเสียงโดสงู
บทเพลงพน้ื บานสําหรับฝก หัดขลยุ เพยี งออ (ปิดนิ้วหัวแม่มือขวาที่รูนิ้วค�้า) และไล่ย้อนกลับลงมาที่เสียงโดต�่า ฝึกปฏิบัติเช่นนี้หลายๆ ครั้ง
เพลงลาวสมเด็จตามที่ไดศ ึกษามา จนกวา่ จะจา� เสยี งแตล่ ะเสยี งได ้ ตอ้ งเปา่ ใหเ้ สยี งชดั เจน ปดิ นวิ้ ไดม้ ดิ และเปลยี่ นนวิ้ ไดค้ ลอ่ ง เมอื่ เปา่
โดยใหนกั เรียนดแู ผนผังโนต เพลง ได้คล่องจงึ เร่มิ ฝึกหดั เป่าเพลงพน้ื บ้านง่ายๆ ตอ่ ไป
จากในหนังสือเรียน หนา 50
๓) บทเพลงพน้ื บ้านส�าหรับฝกึ หัดขลยุ่ เพยี งออ
2. ครสู าธิตวธิ ีการฝกหัดขลยุ เพยี งออ
เพลงลาวสมเดจ็ ใหนกั เรยี นชม และใหน ักเรยี น เพลงลาวสมเด็จ
ฝก ปฏบิ ัตติ าม โดยมคี รเู ปนผคู อยช้ีแนะ
ความถกู ตอ ง เพลงทำ� นองเกำ ไมท รำบนำมผู้แตง

ขยายความเขา้ ใจ Expand - - - - - - - ล - - ซ ล ด� ร� - ด� - - - ล - - - ซ - - - ฟ - - - ร
- - - - ด ร ฟ ซ - ล ด� ซ ล ซ ฟ ร - ร� ด� ล - ซ - ด� - - ฟ ร ด ล - ด�
ครเู ชญิ วทิ ยากรทม่ี คี วามเชยี่ วชาญในเครอื่ งดนตรี - - - - ด ร ฟ ซ - ล ด� ซ ล ซ ฟ ร - - ฟ ร ด ล ด� ร� - ฟ - ซ ฟ ล ซ ซ
ประเภทขลยุ เพยี งออ มาเลา ประสบการณใ หน กั เรยี นฟง ฟ ฟ ฟ ฟ - ซ - ฟ - ม - ร ด ล ด� ร� ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ล ซ ฟ - ม - ร ด ล ด� ร�
โดยเปด โอกาสใหน กั เรียนไดซ กั ถามในประเดน็ ที่ - - - - - ฟ - ล - - - - - ด� - ร� ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ล ซ ฟ - ม - ร ด ล ด� ร�
สงสัย จากนน้ั ใหน กั เรียนสรปุ ความเขา ใจ - - - - - ฟ - ล - - - - - ด� - ร� ฟ ฟ ฟ ฟ ซ ล ซ ฟ - ม - ร ด ล ด� ร�
ลงในสมุดบนั ทกึ
กลบั ตน้

ตรวจสอบผล Evaluate เกรด็ ศลิ ป์ หลักการบรรเลงเครื่องดนตรไี ทย

ครพู จิ ารณาจากการเปาขลุย เพียงออ ๑. เลือกเคร่ืองดนตรที ี่ตนเองชอบ
“เพลงลาวสมเดจ็ ” ของนักเรยี น ๒. เลอื กเครอื่ งดนตรีทเ่ี หมาะสมกับบุคลกิ ลักษณะของตนเอง
๓. เลอื กเครอ่ื งดนตรที เี่ หมาะสมกบั อวยั วะทจี่ า� เปน็ ตอ้ งใชใ้ นการปฏบิ ตั ดิ นตร ี เชน่ นว้ิ มอื กา� ลงั มอื แรงลม เปน็ ตน้
๔. ตอ้ งมีเคร่ืองดนตรสี ่วนตัวไว้สา� หรับฝกซอ้ มทีบ่ ้าน
๕. ตอ้ งมคี วามอดทน ขยันหมัน่ เพียร ฝก ซ้อมอย่างสมา่� เสมอ
๖. ต้องมีความเชือ่ มั่นในตนเอง และกล้าแสดงออก
๗. เรยี ก และบอกหนา้ ทีข่ องสว่ นประกอบต่างๆ ของเครอ่ื งดนตรีท่ีเรียนได้
๘. ปฏบิ ัติได้ถูกต้อง ทงั้ ท่าทาง และท�านองเพลง
๙. รู้หนา้ ท่ขี องเคร่ืองดนตรีทศี่ ึกษาวา่ ทา� หนา้ ทีใ่ ดในการบรรเลง
วิธปี ฏิบตั ดิ นตรีไทยใหป้ ระสบความสาำ เร็จ
๑. กอ่ นเรมิ่ ฝก ปฏบิ ตั ิ หรอื เลกิ ปฏบิ ตั เิ ครอื่ งดนตรไี ทยแตล่ ะครงั้ จะตอ้ งไหวเ้ ครอื่ งดนตรกี อ่ น เพราะถอื วา่ เครอื่ งดนตรี
ทุกช้ินเป็นครูดนตรีท้ังสิ้น ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนมีสติปญญาดี จดจ�าเพลงได้แม่นย�า และเป็นศิลปนท่ีมีช่ือเสียง มีฝมือ
เป็นทีน่ า่ ยกย่อง
๒. การฝก ปฏบิ ตั ดิ นตรไี ทยตอ้ งฝก อยา่ งสมา่� เสมอ อยา่ งนอ้ ยวนั ละครง่ึ ชว่ั โมง จะชว่ ยใหเ้ กดิ ความชา� นาญ เพม่ิ ความ
แม่นย�า และปฏบิ ัติได้ไพเราะ
๓. การฝกปฏิบัตดิ นตรีไทยต้องมคี วามตั้งใจจรงิ อดทน และขยนั หม่นั ฝก ซ้อม
๔. จังหวะ เป็นส่งิ ส�าคญั ในการฝกปฏิบตั ิดนตรีไทย ดังนน้ั ตอ้ งทา� ความเข้าใจจงั หวะใหช้ ดั เจน

5๐

บูรณาการอาเซียน กจิ กรรมสรา งเสรมิ

จากการศกึ ษาเกยี่ วกบั ความรูพ้นื ฐานเกี่ยวกบั หลักการบรรเลงเคร่ืองดนตรไี ทย ครูสาธิตวิธีการวางนว้ิ บนเลาขลยุ ท่ถี ูกตอ งใหน ักเรยี นดู จากนน้ั
ประเภทเครอ่ื งเปา คือ ขลยุ เพียงออ นยิ มใชในวงปพ าทยดกึ ดาํ บรรพ ซงึ่ ตอ งการ ใหน กั เรยี นฝกปฏบิ ัตติ าม แลว ใหนกั เรยี นออกมาสาธติ วธิ กี ารวางน้ิว
เครอื่ งดนตรที ม่ี เี สยี งตาํ่ ปจ จบุ นั ไมม กี ารนาํ มาใชเ นอ่ื งจากหาคนเปา ทม่ี คี วามชาํ นาญ บนเลาขลุยท่ีถกู ตอ งหนาชนั้ เรียน โดยมคี รูเปน ผูคอยช้ีแนะความถกู ตอง
ไดยาก ซ่ึงสามารถเชื่อมโยงกับประเทศสมาชกิ อาเซยี น คือ ประเทศสงิ คโปร ครแู นะนําวา นักเรยี นควรใชเ วลาวางในชวงวนั หยุดสดุ สัปดาห
ซ่ึงมคี วามคลา ยคลงึ ในเรอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งเปา คอื Dizi ทไ่ี ดร บั อทิ ธิพลมาจาก เปนชวงศกึ ษาเพิ่มเตมิ เนอื่ งจากตอ งใชเ วลาในการฝก มาก
ประเทศจีน เปน ขลยุ จนี แบบดงั้ เดิมมปี มุ 3 ปมุ อาจจะมแี ผนบางๆ เพือ่ ปด รูไว
ทาํ ใหเ กดิ เสยี งรวั เชอ่ื กนั วา Dizi นาํ มาจากทเิ บตในชว งยคุ ราชวงคฮ น่ั และตง้ั แตน นั้ มา กิจกรรมทา ทาย
ก็มีการใชใ นประเทศจนี มาเปนเวลากวา 2 พนั ปแลว ผเู ลนจะมเี ทคนคิ ในการเปา
มากมาย จงึ ทําใหเกดิ เสียงท่แี ตกตา งกัน ซึง่ จะชว ยใหนักเรยี นเกิดการเรียนรใู นเรอ่ื ง ใหน กั เรยี นท่มี คี วามสามารถดานการเปา ขลยุ เพียงออออกมาสาธติ วธิ ี
เคร่ืองดนตรีประเภทเครือ่ งเปา ของประเทศเพอื่ นบานไดดีย่ิงขึ้น การเปา ขลุย เพยี งออเพลงลาวสมเด็จใหเ พื่อนฟงหนาชั้นเรยี น โดยมคี รู
เปนผูคอยชี้แนะความถูกตอง

50 คมู่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๔. การขบั รอ ง และบรรเลงเครอื่ งดนตรปี ระกอบเพลงไทยเดมิ ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี เี กยี่ วกบั การขบั รอ งเพลงไทย
เพลงไทยเดมิ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญๆ่ ได ้ ๒ ประเภท คอื ประเภทตา งๆ ใหนกั เรยี นฟง จากน้นั ครถู าม
4.๑ ประเภทของเพลงไทย นกั เรยี นวา

๑. เพลงขบั ร้อง • นักเรียนทราบหรอื ไมว า เพลงไทย
มกี ปี่ ระเภท อะไรบาง
เพลงขับรอ้ ง คอื เพลงท่ปี ระพนั ธข์ ้นึ สำาหรบั ดนตรบี รรเลงรว่ มกบั การขับรอ้ ง ได้แก่ (แนวตอบ ประเภทของเพลงไทย แบงออก
เปน 2 ประเภท คอื เพลงบรรเลง
• เพลงเถา หมายถงึ เพลงๆ เดยี วทบ่ี รรเลง หรอื ขบั รอ้ งตดิ ตอ่ กนั โดยมอี ตั ราจงั หวะลดหลน่ั กนั 1 และเพลงขับรอง)

ตงั้ แตอ่ ตั ราจงั หวะ ๓ ช้ัน (ชา้ ) ๒ ชน้ั (ปานกลาง) และช้ันเดยี ว (เร็ว) เช่น เพลงราตรปี ระดบั ดาวเถา สา� รวจคน้ หา E×plore
เป็นตน้
ใหน กั เรียนศึกษา คนควา หาความรเู พ่ิมเตมิ
• เพลงตับ หมายถงึ เพลงหลายๆ เพลงทนี่ าำ มาบรรเลง หรือขบั รอ้ งตอ่ เนื่องกัน แบง่ ออกเปน็ เกยี่ วกบั ประเภทของเพลงไทย และบทรอ งเพลงไทย
จากแหลงการเรยี นรตู างๆ เชน หองสมดุ โรงเรยี น
๒ ประเภท คอื ตับเพลง หมายถงึ เพลงทน่ี ำามาบรรเลง หรือขบั ร้องตอ่ เน่อื งกนั ตอ้ งเป็นเพลงทีม่ ี หอ งสมุดชุมชน อินเทอรเ น็ต เปนตน
อัตราจังหวะเดียวกัน เช่น เพลงตับต้นเพลงฉ่ิง ๓ ช้ัน ประกอบด้วยเพลงต้น เพลงฉ่ิง ๓ ชั้น
เพลงจระเขห้ างยาว ๓ ชนั้ เพลงตวงพระธาตุ ๓ ช้ัน เพลงนกขม้นิ ๓ ช้นั เปน็ ต้น อกี ประเภทหน่งึ อธบิ ายความรู้ E×plain
คอื ตบั เรอื่ ง หมายถงึ เพลงทนี่ าำ มาบรรเลง หรอื ขบั รอ้ งตอ่ เนอื่ งกนั ตอ้ งมบี ทรอ้ งเปน็ เรอื่ งราวเดยี วกนั
เชน่ ตับคาวี เป็นตน้

• เพลงเกร็ด หมายถึง เพลงที่นำามาบรรเลง หรือขับร้องอิสระ ไม่จำาเป็นต้องบรรเลง

หรอื ขบั รอ้ งรว่ มกบั เพลงอน่ื ๆ สว่ นใหญเ่ ปน็ 2เพลงทม่ี บี ทรอ้ งบรรยายธรรมชาต ิ ชมความงาม อวยพร

หรือเปน็ คติสอนใจ เช่น เพลงเขมรไทรโยค เพลงแขกสาหรา่ ย ๒ ชัน้ เปน็ ตน้

๒. เพลงบรรเลง ครสู มุ นักเรียน 2 - 3 คน ออกมาอภิปราย
เพลงบรรเลง คอื เพลงทป่ี ระพนั ธข์ ึ้นเฉพาะสาำ หรบั เครอื่ งดนตรีบรรเลง ได้แก่ เกยี่ วกบั ประเภทของเพลงไทยตามที่ไดศึกษามา
จากนั้นครถู ามนกั เรียนวา
• เพลงโหมโรง หมายถงึ เพลงทใี่ ชบ้ รรเลงเปน็ เพลงแรกกอ่ นการบรรเลง หรอื การแสดงจะเรมิ่
• เพลงขบั รองมลี ักษณะอยางไร
เชน่ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝง่ั เป็นต้น (แนวตอบ เพลงขบั รอง เปน เพลงทม่ี ีการ
ขบั รอ ง และมีดนตรีบรรเลงประกอบไปดว ย
• เพลงหนา้ พาทย ์ เปน็ เพลงทใ่ี ชบ้ รรเลงในพระราชพธิ ี หรอื งานทต่ี อ้ งการแสดงถงึ ความศกั ดส์ิ ทิ ธ ์ิ ในภาษานกั ดนตรจี ะเรยี กเพลงขบั รอ ง
วา “เพลงรบั รอ ง” เพราะใชดนตรีรับ
หรือบรรเลงประกอบกริ ยิ าอาการตา่ งๆ ของผู้แสดงโขน ละคร เช่น เพลงตระนิมิต เปน็ ต้น การขบั รองหรอื “การรอ งสง ” กเ็ รยี กกนั
เพราะรอ งแลว สงใหดนตรรี บั
• เพลงเรอ่ื ง หมายถงึ เพลงหลายๆ เพลง ทนี่ าำ มาบรรเลงตดิ ตอ่ กนั ใชบ้ รรเลงประกอบพธิ ตี า่ งๆ เพลงประเภทน้ี ไดแ ก เพลงเถา เพลงตับ
และเพลงเกร็ด)
ไมม่ กี ารขับรอ้ งมาเก่ยี วข้อง เชน่ เพลงเรอ่ื งทาำ ขวญั เปน็ ตน้
• เพลงบรรเลงมีลักษณะอยางไร
• เพลงหางเครอื่ ง หมายถงึ เพลงทบี่ รรเลงตอ่ ทา้ ยเพลงใหญ ่ อาจจะมสี าำ เนยี งเดยี วกบั เพลงใหญ ่ (แนวตอบ เพลงบรรเลง เปนเพลงทใ่ี ชด นตรี
บรรเลงลวนๆ เพลงประเภทน้ี ไดแก
หรือเป็นเพลงหางเคร่ืองท่ีกำาหนดไว้ประจำาเฉพาะเพลง ส่วนใหญ่มีทำานองส้ันๆ และมีจังหวะ เพลงโหมโรง เพลงหนา พาทย เพลงเรอื่ ง
ที่สนกุ สนาน เพลงหางเครอื่ ง เพลงลกู หมด
และเพลงภาษา)
• เพลงออกภาษา หมายถึง เพลงทมี่ สี ำาเนียงภาษาต่างๆ ทบี่ รรเลงตดิ ต่อกันหลงั จากบรรเลง

เพลงแม่บทจบ มีลักษณะคล้ายเพลงหางเครืิ่อง ต่างกันที่มิได้บรรเลงเพียงสำาเนียงใดสำาเนียงหน่ึง
เชน่ เมอ่ื บรรเลงเพลงเทพบรรทมจบ นยิ มออกเพลงสบิ สองภาษา เริ่มด้วยสาำ เนียงจนี เขมร ตะลงุ
และพมา่ จากนัน้ จะเลือกบรรเลงเพลงสาำ เนียงแขก ขา่ เงีย้ ว ฝรงั่ ญี่ป่นุ ลาว ญวน เพลงใดก่อน
กไ็ ด้

• เพลงลูกหมด หมายถงึ เพลงท่มี ีทำานองสั้นๆ จังหวะเรว็ นิยมใชบ้ รรเลงตอ่ ทา้ ยเพลงเถา

5๑

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ นักเรียนควรรู

เพลงเถาเปรยี บไดกบั เพลงสากลประเภทใด 1 เพลงราตรปี ระดับดาวเถา เปนเพลงพระราชนพิ นธของพระบาทสมเด็จ
1. เพลง Overture พระปกเกลา เจา อยหู วั รัชกาลท่ี 7 ไดร ับความนยิ มแพรห ลายในวงการดนตรไี ทย
2. เพลง Concerto เพราะเปนเพลงที่มที ํานอง และชน้ั เชงิ ท่ีมคี วามไพเราะนาฟง เพลงหนึง่ ในบรรดา
3. เพลง Symphony เพลงไทยท้ังหลาย
4. เพลง March 2 เพลงเขมรไทรโยค เปน เพลงไทยเดิม พระนพิ นธโดยสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ
เจา ฟา จติ รเจรญิ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ตวิ งศ เมอื่ ครงั้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา -
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพลงเถาเปรยี บไดก บั เพลง Symphony เจา อยหู วั เสดจ็ พระราชดําเนนิ ประพาสนํ้าตกไทรโยค จังหวดั กาญจนบรุ ี
เมอ่ื ปพ .ศ. 2431 โดยไดเ คาโครงมาจากเพลง “เขมรกลอมลูก” ซง่ึ เปนเพลง 2 ช้ัน
เพราะเพลง Symphony เปนบทเพลงทีม่ หี ลายทอ น แตล ะทอนจะมี ดัดแปลงขึน้ ใหมเ ปนเพลง 3 ชน้ั และไดทรงพระนิพนธบ ทรอ งประกอบ บรรยายถงึ
อารมณทีแ่ ปรเปลีย่ นไป คลายๆ เพลงเถา ทมี่ กี ารเปล่ยี นอัตราจงั หวะ ความงดงามของธรรมชาติ แลวประทานนามวา “เขมรไทรโยค”
จาก 3 ชัน้ เปน 2 ช้ัน และชน้ั เดยี ว

คมู่ อื ครู 51

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

ครสู มุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอภปิ รายเกยี่ วกบั 4.2 บทรอ้ งเพลงไทย
บทรองเพลงไทยตามทไี่ ดศ กึ ษามา จากนัน้ ครูถาม บทร้องเพลงไทยที่นิยมน�ามาใชข้ ับร้องประกอบการบรรเลง นิยมใชค้ �าประพันธ์ประเภท
นกั เรียนวา กลอนแปด บทรอ้ งเพลงไทยใชก้ ับการรอ้ งสง่ รอ้ งประกอบระบา� ร�า ฟ้อน ประกอบการแสดงโขน
ละคร และการละเล่นต่างๆ บทรอ้ งท่ีใช้ในลักษณะต่างๆ ข้างต้น จ�าแนกได ้ ๓ ประเภท ดงั น้ี
• บทขบั รองเพลงไทยท่นี กั เรียนไดย นิ ไดฟง กนั
ในปจ จุบนั มที ่มี าอยา งไร ๑. บทรอ้ งทีค่ ัดเลอื กกลอน และตัดตอนมาจากบทละคร หรือบทวรรณคดี
(แนวตอบ บทรองเพลงไทยในปจจบุ นั สามารถ
จําแนกที่มมี าได 3 ประเภท คอื บทรอ งท่ี บทร้องที่คัดเลือกกลอน และตัดตอนมาจากบทละครหรือบทวรรณคดี เป็นบทกลอนที่มี
ตัดตอนมาจากบทวรรณคดเี ร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ การนาำ มาเปน็ บทร้องมากกว่าบทกลอนประเภทอืน่ ๆ การเลือกบทร้อง นกั ดนตรีทแ่ี ต่งเพลงมักเปน็
บทรองท่เี ปนของเกา มีมาแตโบราณไมท ราบ ผทู้ เี่ คยไดอ้ า่ นหรอื ศกึ ษาเรอ่ื งราวตา่ งๆ เหลา่ นนั้ มาเปน็ อยา่ งดแี ลว้ จงึ สามารถนาำ บทกลอนเหลา่ นน้ั
ผูแ ตง และบทรอ งทแ่ี ตง ข้นึ ใหมใ นภายหลัง) มาใช้เป็นบทเพลงได้อย่างเหมาะสม บางเพลงเมื่อทำานองมีสำาเนียงภาษาต่างๆ เรื่องที่นำามาก็ต้อง
ให้มีความสอดคล้องกันด้วย บทละคร และวรรณคดีท่ีนิยมนำามาเป็นบทร้อง ได้แก่ เร่ืองอิเหนา
• นกั เรยี นคดิ วา เพราะเหตใุ ดวรรณคดี ขุนชา้ งขุนแผน สามกก ราชาธริ าช และรามเกียรติ์
หรือบทละครไทยจงึ ถกู หยิบยกขนึ้ มา ตัวอย่างบทเสภาเรอื่ งขุนชา้ งขุนแผน เพลงพราหมณ์ดีดน้ำาเต้า เถา ซงึ่ มีเนื้อรอ้ ง ดงั นี้
ทําเปน บทเพลงไทย
(แนวตอบ เพราะนกั ดนตรีทแ่ี ตงเพลงสวนมาก ๓ ช้ัน ขนุ แผนปลอบน้องอยา่ รอ้ งไห ้ ไปหนอ่ ยหนึ่งแลว้ จะมาส่ง
จะไดศกึ ษาเรอ่ื งราวในวรรณคดหี รอื บทละคร ไปเป็นเพอื่ นพี่บา้ งในกลางดง ชมหงส์เหมเลน่ ให้เยน็ ใจ
มาแลวอยา งดี จงึ นําบทกลอนดังกลา วมาแตง ๒ ชั้น ไปเดอื นหนึง่ แล้วจะพากลับ ถ้วนเดือนแลว้ จะรบั เจ้าไปใหม่
เปน บทเพลงไดอยางไพเราะเหมาะสม) จะร้องไหค้ รวญคร่าำ ไปทำาไม เขาอยเู่ ขาจะไร้เม่ือไรมี
ชนั้ เดยี ว ขา้ งเขาสนุกบา้ นเราสำาราญไพร ขา้ งไหนจะปรดี เ์ิ ปรมเกษมศรี
ขยายความเขา้ ใจ E×pand เปลี่ยนมเี ปลยี่ นจนคนละท ี ขา้ งไหนดีกจ็ ะร้อู ยา่ ราำ คาญ

ใหนักเรียนรว มกันสรปุ สาระสาํ คญั เกยี่ วกับการ ๒. บทรอ้ งท่ีเปน็ บทของเก่า และไม่ทราบนามผูแ้ ตง่
ขบั รอ ง และบรรเลงเครอื่ งดนตรปี ระกอบเพลงไทยเดมิ
เขียนเปนแผนผังความคดิ (Mind Mapping) บทรอ้ งทเี่ ปน็ บทของเกา่ และไมท่ ราบนามผแู้ ตง่ เชน่ เพลงสาลกิ าชมเดอื น เปน็ ตน้ ซงึ่ มเี นอื้ รอ้ ง
ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครูผูสอน ดังน้ี

ตรวจสอบผล Evaluate ๓ ชน้ั ทศั นาปักษาในปา่ ล้วน นกนางนวลงามเหมอื นนวลเจา้ นวลศรี
แขกเตา้ เหมอื นพเี่ คลา้ ในราตรี นกโนรีเหมือนพ่ีรง้ั รอใจ
วายพุ กั ตรเ์ หมอื นพักตร์เจา้ ผอ่ งแผ้ว นกแก้วเหมอื นแกว้ เจ้าขานไข
สชี มพูดูเหมือนวา่ ผา้ สไบ แลวไิ ลท่เี จา้ ห่มน่าชมเอย

ครูพิจารณาจากการเขยี นแผนผังความคดิ ๓. บทร้องทีม่ ีการประพันธข์ ึ้นใหม่
สรุปสาระคาํ สัญเกย่ี วกับการขับรอง และบรรเลง
เครอื่ งดนตรปี ระกอบเพลงไทยเดิมของนักเรยี น บทร้องที่มีการประพันธ์ขึ้นใหม่ เพ่ือให้เน้ือหามีความสัมพันธ์ และเป็นไปตาม1เจตนารมณ์ของ

ผู้ประพันธ์ เช่น บทร้องเพลงกบเต้น เถา เป็นต้น ซึ่งนายพินิจ ฉายสุวรรณ (ศิลปินแห่งชาติ
สาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย พ.ศ. ๒๕๔๐) ได้นำาเนื้อความจากนิทานอีสป เรื่องกบเลือกนาย
มาแตง่ ซึง่ มเี นื้อร้อง ดังน้ี

52

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
ครอู ธบิ ายเสรมิ เกยี่ วกบั การเลอื กบทขบั รอ งจากบทวรรณคดวี า ควรพจิ ารณาจาก
อารมณของเพลง และสาํ เนียงภาษาของเพลง ซึ่งจะทาํ ใหน กั เรยี นมีความเขา ใจ เพลงลาวดวงเดือนใหอ ารมณสอดคลอ งกบั บทประพนั ธในขอใด
เก่ียวกับการเลือกบทขับรองจากบทวรรณคดไี ดด ยี ง่ิ ขึน้ 1. จะหักอ่นื ขนื หกั กจ็ กั ได หกั อาลัยนไ้ี มหลุดสุดจะหัก
2. ครัน้ รักจางหางเหนิ ไปเนิน่ นาน แตน้ําตาลวา เปร้ียวไมเ หลยี วแล
นกั เรียนควรรู 3. แมร ักลูกลกู กร็ ูอ ยวู ารกั ใครอ่ืนสักหม่นื แสนไมแมนเหมือน
4. แมน เจ็บอ่ืนหมนื่ แสนจะแคลนคลาย เจบ็ จนตายเพราะเหนบ็ ใหเ จ็บใจ
1 นายพินิจ ฉายสุวรรณ เปนผมู ีฝม อื ทางฆอ งวงเปนเลศิ จนมีฝมอื เปนท่ยี อมรบั
วา เปน นกั ดนตรไี ทยทม่ี คี วามสามารถสงู คนหนง่ึ ของไทย โดยเฉพาะทางดา นปพ าทย วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะบทประพนั ธไดก ลาวถงึ การจะตัดใจ
และเคร่อื งสาย สามารถบนั ทึกไดท้ังโนต ไทย โนต สากล และโนตตัวเลข มีผลงาน
การประพันธเ พลงประเภทตางๆ ไวเปน จํานวนมาก เชน เพลงโหมโรงเสภา ในสงิ่ อน่ื ๆ นนั้ สามารถตัดใจไดง า ย แตก ารตดั ใจจากคนรกั น้ันยากยิง่ กวา
เพลงเถา เพลงเดีย่ ว เพลงชดุ เปน ตน ซงึ่ มคี วามสอดคลองกบั เพลงลาวดวงเดือน ท่มี ีเน้ือหาแสดงถงึ อารมณ
ความคิดถงึ คะนึงหาหญงิ อันเปนที่รกั

52 ค่มู อื ครู

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๓ ช้ัน สงสารกบเลอื กนายหวงั หมายพ่ึง ไปขอถงึ ชน้ั ฟา้ มหาสวรรค์ ครเู ปด ซดี หี รอื ดีวีดีเกยี่ วกบั การแสดงพน้ื บา น
ขอนายเอามาไว้ได้ปอ้ งกนั ฟ้าประทานขอนไม้ใหล้ งมา 4 ภาค ทมี่ กี ารรอ งหรอื บรรเลงดนตรี ใหน กั เรยี นชม
๒ ช้ัน อยมู่ าเห็นวา่ ขอนไมน้ ้นั ขาดความสำาคัญไมเ่ ข้าทา่ จากน้นั ครถู ามนักเรยี นวา
ยามมภี ัยใครเล่าเขาจะมา ป้องกนั ชวี าใหร้ อดตาย
ชน้ั เดยี ว ไปขอใหม่คราวน้ดี ีหนกั หนา จงึ ส่งนกกระสาลงมาให้ • เพลงท่ีฟง เปนเพลงของภาคใด
ถูกจบั ชมิ ลม้ิ รสจนหมดไป จาำ ไว้อย่าเอาเชน่ กบเตน้ เอย (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
๕. การขบั รอ ง และบรรเลงเคร่อื งดนตรีประกอบเพลงพนื้ บา น
เพลงพ้ืนบา้ น คือ เพลงท่รี อ้ งเลน่ กนั ในแตล่ ะทอ้ งถิน่ เพ่อื ความสนุกสนาน เพลดิ เพลิน • เพลงพื้นบานมีลกั ษณะอยางไร
มกี ารสืบทอดมาแต่โบราณรนุ่ สรู่ ุ่น บางคร้งั มกี ารใชล้ ลี าทา่ ทาง หรอื การร่ายร�าประกอบ รปู แบบ (แนวตอบ เพลงพน้ื บา น เปน เพลงทรี่ อ งเลน กนั
จะเปน็ ไปตามแตล่ ะทอ้ งถน่ิ กา� หนด ภาษา และคา� ศพั ทท์ ใ่ี ชเ้ ปน็ ภาษาถนิ่ 1งา่ ยๆ มสี มั ผสั คลอ้ งจองกนั ในแตละทอ งถนิ่ เพ่ือความสนกุ สนาน
อาจมีสมั ผสั ทีเ่ ดียวคอื ท้ายวรรคทกุ วรรค ที่เรยี กกันว่า “กลอนหัวเดยี ว” เช่น ถ้าลงท้ายดว้ ยเสียง เพลิดเพลิน มีการสืบทอดมาแตโบราณ
สระไอ เรยี กวา่ “กลอนไล” ถา้ ลงเสยี งสระอ ี เรยี กวา่ “กลอนล”ี ลงเสยี งสระอา เรยี กวา่ “กลอนลา” รปู แบบ และลกั ษณะเพลงจะเปนไปตาม
เป็นต้น แตล ะทอ งถิ่นกาํ หนด)
การร้องเพลงพ้ืนบ้านส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้เคร่ืองดนตรีด�าเนินท�านองบรรเลงประกอบ
จะใชเ้ พยี งการปรบมอื ใหต้ รงจงั หวะ หรอื ใชฉ้ ง่ิ ฉาบ กรบั และกลอง เปน็ เครอ่ื งประกอบจงั หวะเทา่ นน้ั สา� รวจคน้ หา E×plore
โดยวตั ถุประสงคข์ องการขบั ร้องเพลงพื้นบา้ นมี ดังน้ี
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ ออกเปน 4 กลมุ ใหน กั เรยี น
๑. เพ่ือความสนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ เชน่ เพลงเรอื เพลงฉอ่ ย ที่นยิ มรอ้ งเล่นในงาน ศึกษา คนควา หาความรูเพม่ิ เติมเก่ยี วกับ
เทศกาล หรอื งานร่นื เริงตา่ งๆ เช่น งานสงกรานต์ ทอดกฐนิ ผ้าป่าสามัคค ี เปน็ ต้น เพลงพน้ื บา น 4 ภาค จากแหลง การเรียนรตู า งๆ
เชน หอ งสมดุ โรงเรยี น หอ งสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็
๒. เพอื่ ใหเ้ กดิ ความสามคั ค ี และความเพลดิ เพลนิ ใจในการทา� งานรว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ เปนตน ในหวั ขอ ที่ครูกาํ หนดให ดงั ตอ ไปนี้

ทัง้ นี้ เนื่องจากสังคมไทยเปน็ สงั คมเกษตรกรรม มีการดา� นา เกย่ี วขา้ ว และอ่ืนๆ ซง่ึ แตล่ ะกจิ กรรม กลมุ ท่ี 1 เพลงพน้ื บา นภาคเหนือ
ล้วนต้องใช้แรงงานคนเป็นจ�านวนมาก ท�าให้เกิดการท�างานเป็นหมู่คณะ เพ่ือให้ทุกคนมีความ กลุม ที่ 2 เพลงพน้ื บา นภาคกลาง
สนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ และมคี วามสขุ ในการทา� งาน จงึ ไดม้ กี 2ารคดิ ประดษิ ฐบ์ ทรอ้ งเพลงโตต้ อบกนั ขน้ึ กลุม ท่ี 3 เพลงพน้ื บานภาคอีสาน
กลายเป็นเพลงพ้ืนบา้ นชนดิ หนึง่ เรียกวา่ “เพลงเกีย่ วข้าว” กลมุ ที่ 4 เพลงพื้นบานภาคใต

๓. เพือ่ วตั ถุประสงค์เฉพาะ เชน่ เพลงท่ีใช้รอ้ งในประเพณีทางศาสนา และพิธีกรรมตาม อธบิ ายความรู้ E×plain
ความเชอื่ เช่น ร้องเพลงแหน่ างแมวเพือ่ ขอฝน เปน็ ตน้
เพลงพื้นบ้าน ถ้าแบง่ ตามภูมภิ าคสามารถแบ่งได้เป็น ๔ ภาค คือ ใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั เพลงพนื้ บา น
ตามท่ีไดศ กึ ษามา จากนั้นครูถามนักเรียนวา
5๓
• นกั เรยี นเคยชมการแสดงเพลงพนื้ บา นหรอื ไม
ถา เคย นกั เรยี นเคยชมการแสดงพน้ื บาน
ภาคใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยา งอสิ ระ)

ขอสอบ O-NET นักเรยี นควรรู

ขอ สอบป ’50 ออกเกยี่ วกบั เพลงพ้นื บานภาคกลาง 1 กลอนหวั เดยี ว เปน กลอนทีม่ คี าํ สดุ ทา ยของวรรคหลงั ลงดวยเสียงสระ และเสียง
เสยี งเพลงในขอใดที่ชาวบา นรองเลนกัน โดยมีลกู คูร องรับชว งหนึ่งวา พยัญชนะตัวสะกดเสียงเดยี วกนั ทุกคาํ กลอน เชน ลงดว ยเสียงสระไอ เรียกวา
“กลอนไล” เปนตน
“เอา ฮา ไฮ เช้ียบ เชี้ยบ เชยี้ บ” 2 เพลงเก่ยี วขาว เปนเพลงท่รี องกนั ในขณะลงแขกเกี่ยวขา ว เพื่อสรางความ
1. เพลงโคราช สนุกสนาน หลงั จากเหน็ดเหนื่อยจากการทํางาน นยิ มเลน กันในฤดูเกยี่ วขาว
2. เพลงซอ
3. เพลงเรือ มมุ IT
4. เพลงอแี ซว
นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพม่ิ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงเพลงพน้ื บา น
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพลงเรือ เปนเพลงพ้ืนบานของชาวไทย ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา การแสดงเพลงพนื้ บา น

ลกั ษณะจะเปนการรอ งโตตอบกันระหวางชาย และหญงิ แตละฝา ยจะมี
ตน เสยี ง คือ คนรองนาํ และมีลูกครู ับของแตละฝา ย แลว ลงดว ย “เอา ฮา
ไฮ เชยี้ บ เช้ยี บ เชี้ยบ” เชน บทรองวา “นีม่ ันเปน นิสยั ชายเอย เบ่อื คนคุยโว
โมกันเกินไป คุยโวคยุ โวโมก ันเกนิ ไป นี่มันเปนนสิ ยั นสิ ยั ชาย เอยเอา ฮา ไฮ
เช้ียบ เช้ียบ เช้ี ยบ” เคร่อื งดนตรใี ชป ระกอบ คอื กรับ และฉิง่

คมู่ ือครู 53

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 1 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 5.๑ เพลงพนื้ บ้านภาคเหนอื
เพ่ิมเติมเก่ียวกับเพลงพ้ืนบานภาคเหนือ สงตัวแทน เพลงพนื้ บา้ นภาคเหนือ แบ่งออกเปน็ ๒ ลกั ษณะ คือ เพลงบรรเลง และเพลงขับรอ้ ง
2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไี่ ดศึกษามา
หนา ช้ันเรยี น จากน้ันครถู ามนักเรียนวา ๑) เพลงบรรเลง คอื เพลงทบี่ รรเลงเฉพาะเครอ่ื งดนตร ี ไมม่ กี ารขบั รอ้ ง มที ง้ั การบรรเลง

• นกั เรียนรูจักเพลงพื้นบานภาคเหนอื หรือไม เด่ยี ว และการบรรเลงเปน็ วง เพื่อขบั กล่อมในยามวา่ ง รวมถึงเพลงทห่ี น่มุ ไปบรรเลงแอว่ สาวด้วย
ถารูจ ักนกั เรยี นรูจกั เพลงใด ตวั อย่างของเพลงบรรเลงพ้นื บา้ นภาคเหนือ ไดแ้ ก ่
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอยางอสิ ระ) เพลงลอ่ งแมป่ งิ
- - -ซ-ซซซลซมซ-ล-ด- - - -ซลซดซลซดมรซม
• เพลงจอ ยของภาคเหนือมลี กั ษณะอยา งไร - - - -ซดรมรมซมรด- ร - - - -ซดรมรมซมรด- ร
(แนวตอบ เพลงจอย เปนเพลงท่ีขับรอ งเพอ่ื ฟง -ซ-ล-ด- รมรซรมรดลซดรม-ซ-ลซลดลซม-ซ
กนั เอง โดยจดจําบทรอ ง และทาํ นองเพลง
สบื ตอ กนั มาโดยไมตองฝกหัด บางครัง้ อาจมี ๒) เพลงขบั ร้อง คอื เพลงท่ีใช้สา� หรบั รอ้ งเล่น แบ่งออกเปน็ ๒ ชนิด คอื เพลงจอย
เครอื่ งดนตรปี ระกอบ นยิ มเลน กนั เองโดยเฉพาะ
ในกลุมหนุม ๆ ระหวา งเดนิ เลน ในหมูบา น และเพลงซอ
เพอ่ื ไปเย่ียมบานสาวทีต่ นหมายปอง (๑) เพลงจอ ย คอื เพลงท่ีผ้ชู ายใชร้ ้องเลน่ ในหม่บู า้ นเวลาไปแอว่ สาว เพื่อบรรยาย
และเปนการสง เสยี งสัญญาณใหสาวจําเสียงได
และบรรยายความในใจใหสาวรับรู) ความในใจให้หญิงที่พึงพอใจได้รับรู้ เป็นเพลงประกอบการละเล่นของเด็ก เช่น เพลงสิกก้องก๋อ
เพลงสิกชุ่งชา-สกิ จงุ้ จา เป็นต้น
• นกั เรียนคิดวา เพลงพ้ืนบา นภาคเหนอื
เม่ือฟง แลวจะกอ ใหเ กิดความรสู กึ อยางไร (๒) เพลงซอ คอื บทเพลงพื้นบ้านลา้ นนาที่สบื ทอดทางมุขปาฐะ มลี ลี า และเนอ้ื หา
(แนวตอบ เกดิ ความรสู กึ สกึ ออ นหวาน นมุ นวล ทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถงึ อารมณ์ขันของชาวบ้านทร่ี กั ความสนุกสนาน บทซอเบ็ดเตลด็ มีหลายชนดิ เช่น
ซ่งึ แสดงใหเ หน็ เอกลกั ษณ ลกั ษณะเดนของ ซอกอ้ ม ซอบ่ฮจู้ บ ซอกบเกง่ิ ซอลายอา� ซอลายสอง เป็นตน้
คนภาคเหนือที่มีอปุ นสิ ยั ออ นโยน ย้ิมแยม นอกจากนี้ ยังมีเพลงซออีกลักษณะหน่ึงเรียกว่า “เพลงปฏิพากย์” เป็นเพลงท่ี
แจมใส มนี ํ้าใจไมตรี) ชายและหญิงซ่ึงเรยี กว่า “ช่างซอ” ขบั ร้องโตต้ อบกัน เรยี กวา่ เปน็ “คถู่ อ้ ง” เป็นทว่ งทา� นองท่ีมมี า
แตเ่ ดิม มีหลายทา� นอง แตล่ ะท�านองจะมลี ีลาในการเอื้อนท่แี ตกตา่ งกัน
ตัวอยา่ งเพลงขบั รอ้ งพนื้ บา้ นภาคเหนือ ได้แก่

เพลงจอ ย

สาวเหยสาว อา้ ยมาฟูน่ อ้ ง หวงั เป็นคฮู่ ้อง ฮอมแปง
ยามเดือนสอ่ งฟ้า ดาวก็ดับแสง ปี้เหลียวผอ่ แยง เคหาแห่งเจา้
ปบ้ี ่ฮกั ไผ คนใดเท่าเจ้า ในโขงจุมปูโลกน้ี

ฯลฯ

54

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
ครคู วรเพม่ิ เติมความรใู หนกั เรียนเกยี่ วกับเพลงพน้ื บานภาคเหนอื วา นอกจาก
เพลงทีย่ กมาเปนตัวอยางแลว ยงั มเี พลงซอ ซงึ่ เปน เพลงท่ขี บั รองโตตอบในเชงิ บทเพลงที่รอ งประกอบกบั ดนตรีพื้นบานของภาคเหนอื ใหค วามรูสกึ อยา งไร
เกีย้ วพาราสีกนั ระหวางหญงิ -ชาย มีดนตรีบรรเลงคลอประกอบ คอื ป ซงึ และสะลอ 1. คกึ คกั สนุกสนาน
ตอ มาไดพ ฒั นาข้ึนเปนวง เปนคณะ เนือ้ รองจะข้นึ อยกู ับพอ เพลง-แมเ พลง 2. คลองแคลว กระฉับกระเฉง
ท่จี ะเลือกใหเ ขากับทํานอง อาจเปน นิทานพ้ืนบา นตอนใดตอนหนึ่ง เปนการเก้ยี วกัน 3. นมุ นวล ออนหวาน
เปนการเรยี กขวัญ เปน ตน ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรียนมคี วามรู ความเขา ใจเกีย่ วกับ 4. เศราสรอ ย ผิดหวัง
เพลงพน้ื บานภาคเหนอื ไดด ียงิ่ ขน้ึ
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. บทเพลงทร่ี อ งประกอบกบั ดนตรพี ้ืนบา น
มุม IT
ของภาคเหนอื จะมคี วามนุมนวล และออ นหวาน ตามลักษณะนสิ ยั ของ
นักเรยี นสามารถศึกษา คนควาเพิ่มเติมจากการฟง และชมการแสดง ชาวเหนือท่สี ว นใหญจ ะมนี ิสัยออ นโยน ยม้ิ แยมแจมใส มีนา้ํ ใจไมตรี
เพลงพน้ื บานภาคเหนือ ไดจ าก http://www.youtube.com
โดยคน หาจากคาํ วา เพลงจอยหรือเพลงซอ

54 คู่มอื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

เพลงซอกลอ่ มลูก ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 2 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
เพิม่ เติมเกย่ี วกบั เพลงพนื้ บา นภาคกลาง สง ตวั แทน
ท�ำนอง : เพลง อ่ือ ของพอครูค�ำผำย นุปง 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรูตามทไี่ ดศ ึกษามา
หนา ช้นั เรียน จากน้นั ครูถามนักเรียนวา
เออ เออ่ เออ อือ ออ่ื ออื หลับกห็ ลับเสียเตอะนาย
หลับกห็ ลบั เสยี เตอ ะจิว้ สายอะหล่งิ ต่งิ ติว้ แมห่ นอ • เพลงพนื้ เมืองภาคกลางมลี ักษณะอยางไร
(แนวตอบ เพลงพ้นื เมอื งภาคกลาง มีอทิ ธพิ ล
อแี่ มไ่ ปโทง้ บม่ า อี่ป้อไปนา นอกบ้าน มาจากสภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ
จกั เก็บหม่าสา้ น ใส่ปก๊ ใสเ่ ป๋า ออื่ อือ การประกอบอาชพี วถิ กี ารดาํ เนินชีวิต
พิธีกรรม และเทศกาลสําคญั ตา งๆ เชน
แม่จักเก็บลูกนกเขา มาตอ้ น เพลงเรอื เพลงพวงมาลยั เพลงเหยอ ย
เจ้าอย่าไปไห้อ้อน จุง่ หลับ จา เปน ตน )
จา จา๋ หลบั สองตา๋ เตอ ะเจา้
สิกก็สิกจา สกิ จุ่งจา อห่ี ล้าจุ่งจ้อย • นักเรียนคิดวาเพลงอแี ซวกบั เพลงฉอย
มลี กั ษณะวธิ กี ารแสดงเหมอื นหรอื แตกตา งกนั
เบีย้ สองฮ้อย ไปกาดไปลี อยา งไร
ไปหาซอ้ื หว ี ก็ได้หวปี ากบา้ ง (แนวตอบ มีลกั ษณะทแี่ ตกตา งกัน คือ
ไปหาซื้อจาง ก็ไดจ้ างแมห่ ม ู “เพลงอแี ซว” แตเ ดมิ นยิ มเลน ในลักษณะ
ไปหาซื้อปลู ก็ได้ปลตู กปลูต่อย เกีย้ วพาราสกี นั ระหวางชาย-หญิง โดยใช
หลับเตอะลูกหน้อย แม่จักไกว๋นาย เออ เอ ่ ภาษาเรยี บงาย ตอ มาจึงพัฒนามาเปน
เพลงปฏพิ ากยร องโตตอบกัน และมี
ฯลฯ ความยาวมากข้ึน มลี กั ษณะสนกุ สนาน
สามารถเลนไดใ นทุกโอกาส
5.2 เพลงพ้ืนบ้านภาคกลาง “เพลงฉอ ย” เปน เพลงพื้นเมืองที่ไมทราบ
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นายเอนก นาวกิ มลู ไดท้ า� การรวบรวมข้อมลู เกยี่ วกับเพลงพืน้ บา้ น ถิ่นกําเนิด เปนการละเลน เพลงพืน้ เมอื ง
ภาคกลางพบว่าเพลงพ้นื บ้านภาคกลางมมี ากถึง ๔๗ ชนดิ แตท่ ี่ได้รับความนยิ ม และน�ามาขบั ร้อง ทแี่ พรห ลายมากทสี่ ดุ เพลงหนง่ึ มคี นรอ งเลน
กนั เปน็ จา� นวนมาก เชน่ เพลงเกย่ี วขา้ ว เพลงเหยอ่ ย ลา� ตดั เพลงเรอื เพลงพษิ ฐาน เพลงพวงมาลยั กนั อยา งกวา งขวาง ไมม เี ครอื่ งดนตรปี ระกอบ
เพลงฉอ่ ย เพลงปรบไก่ เปน็ ตน้ การรองนัน้ มีแตการปรบมือเปน การ
ในท่นี ีจ้ ะกล่าวเฉพาะเพลงพื้นบ้านภาคกลางบางชนิด เพื่อเปน็ ตัวอย่าง ไดแ้ ก่ เพลงเรือ ใหป ระกอบจังหวะอยา งเดียว แตภายหลัง
เพลงพวงมาลยั และเพลงเหย่อย มีการนํา “กรับ” มาตดี วย)
๑) เพลงเรือ เป็นเพลงพ้ืนบ้านภาคกลางท่นี ยิ มรอ้ งเล่นในฤดนู ้�าหลากในเทศกาลต่างๆ
เชน่ ทอดกฐนิ ทอดผ้าป่า เป็นตน้ โดยผูร้ ้องเลน่ จะลงเรือพาย แยกเปน็ ฝ่ายชาย และฝ่ายหญงิ
ท้ัง ๒ ฝ่ายจะร้องเพลงเรือโต้ตอบกัน เร่ิมจากบทไหว้ครู ตามด้วยบทต่างๆ ท่ีมีเน้ือหาเกี่ยวกับ
การเกี้ยวพาราสี สอดแทรกธรรมะหรือคติสอนใจ ไม่นิยมใช้เคร่ืองดนตรีประกอบ จะใช้เพียงฉ่ิง
หรือปรบมือใหต้ รงตามจงั หวะเทา่ น้นั

55

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ใหนกั เรยี นศกึ ษาเพ่ิมเตมิ เกยี่ วกบั การรอ งเพลงเรอื ในหวั ขอ ทค่ี รู ครูควรเปดซดี หี รอื ดวี ีดเี กีย่ วกับการรองเพลงพื้นบา น คือ เพลงเรอื ใหน ักเรียนชม
กําหนดให คอื ประวัติความเปน มา วธิ ีเลน ลักษณะบทรอ ง การแตงกาย จากนน้ั ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั ประวตั คิ วามเปน มาของเพลงเรอื วา เปน เพลงพน้ื บา น
โอกาสทแ่ี สดง และสถานที่แสดง พรอ มท้งั ยกตัวอยางเนอ้ื รอ งเพลงเรอื ภาคกลางท่ีอาศยั อยรู ิมลาํ น้าํ เชน สุพรรณบุรี อา งทอง อยธุ ยา เปน ตน นิยมเลน กนั
1 ทอน ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผสู อน ในหนาน้าํ หลาก อปุ กรณท ใี่ ชในการเลน เพลงเรอื คือ เรือของพอเพลง และแมเพลง
มกี รบั พวง และฉง่ิ เปน เครอ่ื งดนตรปี ระกอบ พอ เพลงจะพายเรอื เขา ไปเทยี บเรอื แมเ พลง
กจิ กรรมทาทาย โดยเรม่ิ รอ งดว ยเพลงปลอบหรอื เพลงเกรนิ่ จากนนั้ แมเ พลงกจ็ ะรอ งประโตต อบเรยี กวา
บทประ แลวตอ ดวยชดุ ลกั หาพาหนหี รือนัดหมายสูขอ แลวตอ ดว ยเพลงชดุ ชิงชู
และเพลงตหี มากผวั เมื่อเลิกกจ็ ะมเี พลงจากแสดงความอาลยั อาวรณ

ใหนักเรียนท่ีมีความสามารถดา นการรอ งเพลงเรือออกมาสาธิต มมุ IT
การรอ งเพลงเรือใหเพ่ือนฟง หนา ช้นั เรยี น ใหเ พอื่ นรวมช้ันเรยี นรวมกนั
ปรบมอื ประกอบจงั หวะ โดยมคี รูเปนผูค อยชี้แนะความถกู ตอง นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพม่ิ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงเพลงพน้ื บา น
ภาคกลาง เพลงเรอื ไดจาก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา
เพลงเรือ

คู่มอื ครู 55

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายเกย่ี วกบั เพลงเรือ เพลงเรือ
และเพลงพวงมาลยั ตามทไี่ ดศ กึ ษามา จากนนั้ ครถู าม
นกั เรียนวา (ชาย) เอย เลียบเรอื เรยี งเข้าเคยี งใกล้ หวงั จะฝากนา�้ ใจ (ฮา้ ไฮ)้ ของขา้ (ชะ ชะ)
นอ้ งจะรีบไปไหนขอให้พายเบาเบา พ่ีได้มาพบเจ้า (ฮ้า ไฮ้) งามตา
• นักเรียนเคยชมการแสดงเพลงเรือ พพี่ ายมานานใหแ้ สนเหนื่อยหนกั พอไดพ้ บนงลักษณ์ โสภา
หรอื เพลงพวงมาลยั หรือไม ถา เคยนักเรยี น ที่เหน่อื ยก็หายท่หี น่ายก็แข็ง กลับมเี รย่ี วแรง หนกั หนา
เคยชมการแสดงเพลงใด ขอเชิญนวลน้องมารอ้ งเลน่ ดงั วา่ ขอจงเผยวาจาสกั ค�าเอย (ลง)
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ (ลูกครู่ บั ) ขอจงเผยวาจาสกั ค�าเอย
ไดอ ยางอิสระ) ขอเชญิ นวลน้องมาร้องเล่นดงั ว่า (ซ�้า) ขอจงเผยวาจาสักคา� เอย
(หญงิ ) เอย ไดย้ นิ คา� เสยี งมารา�่ สนอง เสยี งใครมาเรยี กหานอ้ ง (ฮา้ ไฮ)้ ทไ่ี หนละ่
• เพลงพวงมาลัยมีวธิ กี ารเลน แตกตา ง แตพ่ อเรียกหาฉนั แม่หนูไม่นานไมเ่ น่ิน เสียงผู้ชายร้องเชญิ (ฮ้า ไฮ้) ฉนั จะวา่
จากเพลงเรือหรอื ไม อยางไร การจะเลน่ จะหวั หนูไมด่ ีดไม่ดิ้น เพราะเป็นยามกฐิน ผ้าป่า
(แนวตอบ มคี วามแตกตางกนั คอื แตพ่ อเรียกกข็ านแต่พอวานก็เอ่ย น้องไมน่ ่งิ ไมเ่ ฉย ชกั ชา้
เพลงพวงมาลยั มวี ธิ เี ลน คือ จะตั้งวงกลม แต่พอเรียกหาน้องฉนั กร็ ้องขน้ึ ร�่า ฉนั นบนอบตอบคา� จริงเจ้าขา
สลบั ชาย-หญงิ เปนคูๆ มพี อเพลง-แมเ พลง แมห่ นูนบนอบหนูกต็ อบนา้� ค�า ตอบกนั ได้เสยี งด้วยน�้า วาจา
ลูกคู พอ เพลง-แมเพลงจะออกมายืนกลางวง แต่พอเรียกหานอ้ งฉนั กร็ ้องวา่ จ๋า กันแต่เมอื่ เวลา จวนเอย (ลง)
รองเพลงโตต อบกนั ใชมือประกอบคาํ รองบาง (ลกู ครู่ บั ) กนั แตเ่ มอื่ เวลา จวนเอย
พวกทย่ี นื อยใู นวงเปน ลกู ครู บั ใชป รบมอื เขา กบั แตพ่ อเรียกหานอ้ งฉันกร็ ้องว่าจ๋า (ซ้า� ) กันแต่เมอ่ื เวลาจวนเอย
จังหวะเพลง ลูกครู บั เฉพาะบรรทดั ตนกบั ฯลฯ
บรรทดั สดุ ทา ยตอนจบเทา นน้ั ในสมยั กอ นนยิ ม
รองกลอนสด บางครง้ั พอ เพลงหรอื แมเพลง เกร็ดศลิ ป์ การอา นโนต้ เพลงไทย
คิดกลอนไมทนั ก็ตองอาศยั ครู องซ้ําตรงที่
กลอนตดิ เพอ่ื มใิ หเ งยี บเสยี งไป กอ นจะรอ งตาม การอ่านโน้ตเพลงไทย ให้ค่อยๆ ท�าความเข้าใจในจังหวะย่อยก่อน แล้วจึงศึกษาและฝกเคาะจังหวะพื้นฐาน
ความมหมายจะตอ งมคี าํ ไหวครูทกุ คร้งั ในอัตราจังหวะต่างๆ โดยนบั จงั หวะย่อยในใจ หรืออาจใช้ปลายนิว้ ชว่ ยเคาะจงั หวะ เพือ่ ช่วยสรา้ งความเขา้ ใจ และชว่ ยให้
อันเปนเอกลกั ษณของไทย) สามารถเคาะจังหวะในอตั ราจังหวะต่างๆ ได้ถกู ตอ้ ง

๒) เพลงพวงมาลัย เดิมเป็นเพลงที่ใช้ขับร้องในการละเล่นพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ใช้เล่น

ในเทศกาลตา่ งๆ เชน่ ตรษุ สงกรานต ์ ทอดกฐนิ ทอดผา้ ปา่ เปน็ ตน้ วธิ เี ลน่ จะแบง่ ผเู้ ลน่ เปน็ ๒ ฝา่ ย
คือ ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง การเล่นผลัดกันใช้ผ้าม้วนปาไปที่ผู้เล่นอีกฝ่ายหน่ึง ถ้าปาถูกใคร
ผนู้ น้ั จะต้องรอ้ งเพลงพวงมาลัย ผูป้ าจะเป็นผูร้ า� แต่ถา้ ผเู้ ลน่ อีกฝา่ ยรับไดแ้ ลว้ ปากลับมา ถา้ ถกู ใคร
ผนู้ น้ั ก็ตอ้ งเปน็ ผูร้ ้อง และผปู้ าจะเปน็ ผรู้ า�
บทร้องอาจเปน็ เพลงเชิงเก้ยี วพาราสี หรอื สอบถามเรื่องราวตา่ งๆ ทต่ี อ้ งการร้ ู การรอ้ ง
เพลงพวงมาลยั ไมน่ ยิ มใช้เครื่องดนตรีประกอบ ลกู คู่จะปรบมือใหต้ รงตามจงั หวะเทา่ นั้น
5๖

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
ครคู วรเชญิ วทิ ยากรทมี่ คี วามเชย่ี วชาญในเลน เพลงพวงมาลยั มาเลา ประสบการณ
ใหน กั เรยี นฟง พรอ มทง้ั แสดงวธิ กี ารเลน เพลงพวงมาลยั ใหน กั เรยี นชม โดยเปด โอกาส ดนตรพี น้ื บานภาคกลางมกี ารผสมผสานกบั ดนตรแี บบใด
ใหน กั เรยี นไดซ กั ถามในสงิ่ ทสี่ งสยั และแสดงความคดิ เหน็ ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู 1. ดนตรีของชนเผา
ความเขา ใจเกย่ี วกับเพลงพวงมาลัยไดด ียิง่ ข้ึน 2. ดนตรีของคมุ หลวง
3. ดนตรีของหลวง
มมุ IT 4. ดนตรีของทองถน่ิ

นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควา เพิ่มเติมจากการฟง และชมการแสดง วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะลักษณะเดนของดนตรีพน้ื
เพลงพวงมาลยั ไดจาก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา
เพลงพวงมาลัย บา นภาคกลาง คอื วงปพ าทยท ไี่ ดก ารผสมผสานกบั ดนตรหี ลวง
และยงั มกี ารขบั รอ งคลา ยคลงึ กับวงปพ าทยข องหลวงอกี ดว ย

56 ค่มู ือครู

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

เพลงพวงมาลัย 1. ใหน กั เรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกบั เพลงเหยย
ตามทไี่ ดศกึ ษามา จากนั้นครถู ามนักเรยี นวา
(ถาม) เอ้อระเหยลอยมา ขอถามว่าเพลงพวงมาลัย (ลกู คู่ซา�้ ) • เพลงเหยยวามีลักษณะอยา งไร
แตแ่ รกเดิมที เพลงเกดิ มีข้นึ ท่ีไหน (แนวตอบ การขบั รอ งเพลงเหยย ฝา ยชาย
ร้องในฤดูเทศกาล หรอื พิธีงานอยา่ งใด จะเปนผูเร่ิมรองชวนใหฝา ยหญิง ฝายหญงิ
เจา้ ชอ่ มะมว่ งพวงล�าไย ขอจงแกไ้ ขหนอ่ ยเอย (ลูกค่ซู ้�า) เมื่อรบั คาํ ชวนแลว กจ็ ะมายนื ลอ มเปนวง
(ตอบ) เออ้ ระเหยลอยไป เพลงพวงมาลัยน้ันหรือจา๋ (ลูกค่ซู ้า� ) แมเ พลงจะรองโตตอบพอ เพลงโดยมลี กู คูรบั
ทราบว่าเกิดทเี่ พชรบุร ี การลอยอคั คีในคงคา ทงั้ 2 ฝาย เน้ือรองสวนใหญจ ะเปน ทํานอง
เพญ็ เดือนสิบสองลอยกระทง บชู าองคพ์ ระศาสดา หยอกลอหรือเก้ียวพาราส)ี
ผ้าป่ากฐินและตรษุ สงกรานต์ หรอื คราวมงี านในท้องนา
เจ้าช่อมะกอกเจา้ ดอกจา� ปา ร้องเลน่ กนั มานานเอย (ลูกคซู่ �า้ ) 2. ครขู ออาสาสมัครนักเรยี น 8 - 10 คน ออกมา
ฯลฯ สาธติ วธิ กี ารแสดงเพลงพน้ื เมอื งทส่ี นใจ 1 เพลง
ไดแ ก เพลงเรือ เพลงพวงมาลัย และเพลงเหยย
๓) เพลงเหยอ่ ย เปน็ เพลงพนื้ บา้ นภาคกลางทนี่ ยิ มรอ้ งเลน่ ในเทศกาลตา่ งๆ เชน่ เดยี วกบั ทห่ี นา ช้ันเรียน ใหเพ่ือนท่เี หลอื ในหองชว ยกัน
ปรบมือประกอบจังหวะ โดยมีครเู ปนผคู อย
เพลงพนื้ บา้ นชนดิ อนื่ ๆ การรอ้ งเลน่ เพลงเหยอ่ ยนจี้ ะแบง่ ผเู้ ลน่ เปน็ ๒ ฝา่ ย คอื ชาย และหญงิ วธิ เี ลน่ ชีแ้ นะความถกู ตอ ง
จะเรม่ิ จากฝา่ ยชายรา่ ยรา� นา� ผา้ ไปคลอ้ ง หรอื สง่ ใหฝ้ า่ ยหญงิ จากนน้ั ทง้ั ๒ ฝา่ ย จะรอ้ งเพลงโตต้ อบกนั
เมื่อร้องจบฝ่ายหญิงร่ายร�าน�าผ้าไปคล้องฝ่ายชายคนต่อไป ชายคนแรกจะร่ายร�ากลับเข้าที่
ซฝ่ึง่าจยะหกญระิงทร�า้อเชงโน่ ตน้ต้สี อลบบั กกับนั ชไปา ยโดคยนเใคหรมื่อง่ ดเนมต่ือรจที บี่ใฝช่า้ปยรชะกาอยบร ่าคยอื ร �ากนล�าอผงย้าาเปว1 ลฉ่ียิ่งน ฉไาปบค กลร้อบั ง ฝแ่าลยะโหหญมิงง่ 2

เพลงเหย่อย

(ชาย) มาเถิดหนาแมม่ า มาเล่นพาดผ้ากนั เอย
พตี่ ้งั วงไว้ท่า อยา่ นิ่งรอช้าเลยเอย
พีต่ ้ังวงไว้คอย อยา่ ใหว้ งกร่อยเลยเอย
(หญงิ ) ให้พยี่ ื่นแขนขวา เขา้ มาพาดผ้าเถดิ เอย
(ชาย) พาดเอยพาดลง พาดท่ีองค์น้องเอย
(หญิง) มาเถดิ พวกเรา ไปร�ากบั เขาหน่อยเอย
(ชาย) สวยแมค่ ณุ อยา่ ช้า ก็รา� มาเถดิ เอย
(หญิง) รา� ร่ายกรายวง สวยดังหงส์ทองเอย
ฯลฯ

57

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETิด นักเรยี นควรรู

ขอใด ไม สัมพันธกัน 1 กลองยาว สนั นิษฐานวา ไดรับแบบอยา งมาจากพมา กลองยาวมชี อ่ื เรียก
1. เพลงนอ ยใจยา เพลงซอ เพลงเงย้ี ว อกี อยา งหน่ึงวา “เถิดเทิง” เพราะเปน การเรยี กตามเสยี งกลองที่ตี และตามรูปลักษณะ
2. เพลงเรือ เพลงเตนกําราํ เคียว เพลงฉอ ย กลองยาว ปจ จบุ นั นยิ มนํามาเลน ในขบวนแหนาค ขบวนทอดผาปา และงานรนื่ เริง
3. เพลงบอก เพลงพวงมาลัย เพลงนอนสาเหลา ตางๆ
4. เพลงไกเถอ่ื น เพลงนอนเถิดนอ งนอน เพลงนาคาํ ตัก 2 โหมง เปนเคร่ืองดนตรตี ปี ระกอบจังหวะในการแสดงหนังตะลุง มีอยดู ว ยกนั
2 ใบ จะรอ ยเชือกแขวนไวในรางไม เรยี กวา “รางโหมง” ใบที่ใชตีเปนเหลก็
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะเพลงบอก เปนเพลงพน้ื บานภาคใต มเี สยี งแหลม เรียกวา “หนวยจ้ี” อีกใบหนึ่งเสยี งทมุ เรียกวา “หนวยทมุ ” ไมตีโหมง
จะพันดว ยผา เมอื่ ตแี ลว จะใหเ สยี งท่มี ีความนมุ นวล
เพลงพวงมาลัยเปนเพลงพืน้ บานภาคกลาง และเพลงนอนสาหลา เปนเพลง
พืน้ บานภาคอสี าน คําตอบในขอ 1. จดั เปนเพลงพ้นื บา นภาคเหนอื มุม IT
ขอ 2 จดั เปนเพลงพน้ื บานภาคกลาง และขอ 4. จัดเปนเพลงพนื้ บา นภาคใต
จงึ มคี ําตอบขอ 3. ขอเดียวทไ่ี มสัมพนั ธก นั นกั เรียนสามารถศกึ ษา คนควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงเพลงเหยอย
ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา เพลงเหยอย

คูม่ ือครู 57

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 3 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู 5.๓ เพลงพนื้ บา้ นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
เพิ่มเติมเก่ียวกับเพลงพ้ืนบานภาคอีสาน สงตัวแทน เพลงพ้ืนบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รวมเอาวัฒนธรรมของกลุ่มชนท่ีมีความ
2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามทีไ่ ดศ กึ ษามา แตกตา่ งกัน ๓ ลักษณะ คือ
หนาชัน้ เรยี น จากนั้นครูถามนักเรยี นวา
๑) เพลงพน้ื บา้ นกลมุ่ วฒั นธรรมไทย-ลาว ไดแ้ ก ่ เพลงทรี่ อ้ งเลน่ ในภมู ภิ าคตะวนั ออก-
• เพลงพ้ืนบา นอีสานมีการนําเอาวัฒนธรรม
ของชนกลุม ใดเขา มาผสมผสาน เฉียงเหนอื ตอนบน เพลงทน่ี ิยมรอ้ งเล่นกัน ได้แก ่ หมอล�า และเซ้ิง
(แนวตอบ เพลงพน้ื บา นกลมุ วฒั นธรรมไทย-ลาว (๑) หมอล�า เปน็ เพลงท่ีใชร้ ้องเล่นส�าหรบั หน่มุ สาว เพื่อความสนกุ สนาน ใชร้ ้องเลน่
ไดแ ก หมอลํา และเซิง้ เพลงพน้ื บาน
กลมุ วัฒนธรรมเขมร-สวย ไดแก เจรยี ง ในงานเทศกาล หรอื วาระพิเศษตา่ งๆ เช่น สงกรานต ์ ผา้ ปา่ กฐนิ งานบวชนาค เป็นต้น แบง่ เป็น
และกนั ตรึม และเพลงพน้ื บา นกลุมวัฒนธรรม หมอลา� พืน้ คือ หมอล�าเปน็ ชายทลี่ า� เปน็ นทิ านเรอื่ งตา่ งๆ หมอลา� กลอน คอื หมอลา� ชาย หรอื หญงิ
ไทยโคราช ไดแ ก เพลงโคราช) ทล่ี า� โตต้ อบกนั เปน็ เรอื่ งราวเกย่ี วกบั ความรกั หมอลา� หมู่ เปน็ กลุ่มของหมอล�าทีล่ �าเป็นเรื่อง และใช้
ทา� นองโศกเศรา้ หมอลา� เพลนิ เปน็ คณะหมอลา� ทลี่ า� เปน็ เรอื่ ง มกี ารใชท้ า� นองทสี่ นกุ สนาน หมอลา� ผฟี า้
• การแสดงหมอลาํ มีลกั ษณะอยา งไร เป็นการลา� สา� หรับรกั ษาผู้ปว่ ย จัดอยู่ในกลมุ่ ของเพลงพิธีกรรม
(แนวตอบ หมอลาํ สามารถแบง ออกไดเปน
หลายอยา ง ตามลกั ษณะทาํ นองของการลาํ เชน เพลงหมอลา� เพลนิ
ลําเตย ลาํ กลอน ลําเรื่อง ลําเร่อื งตอ กลอน
ลาํ เพลนิ ลําซ่งิ เปนตน คาํ วา “หมอลํา” จงั วางเปดิ มา่ นกัง้ แจง้ สวา่ งอยู่ในตา ตาส่องหาพี่ชายผเู้ ส้อื ลายบม่ า บอ้
มาจากคาํ 2 คาํ มารวมกัน ไดแก “หมอ” แฟนพ่ชี าย อยเู่ ทิงฮ่าน โอ ้ โอย เด้ ชาย ฟงั เดอ้ อา้ ย เด้ออ้าย
หมายถงึ ผมู คี วามชาํ นาญ และ “ลํา” ผชู้ ายงามบา้ นเพิน่ นอ่ งมาคดิ อยากไดโ้ ตเจา้ ไว้กลอ่ มนอน
หมายถึงการบรรยายเรอ่ื งราวตา งๆ นอ่ งผฮู้ ่าย ผฮู้ ่าย อา้ ยสบิ ส่ นใจ เฮด็ จง๋ั ได๋นอชาย
ดว ยทาํ นองอนั ไพเราะ ดังน้นั หมอลํา นอ่ งคนจนพรอ้ ม จนใจแล่ว ใจแล่ว
จงึ หมายถึง ผทู ี่มคี วามชํานาญในการบรรยาย แนวมนั พาทกุ ข ์ หาความสุขกายใจอยทู่ ี่ไฮน่ า
เร่อื งราวตางๆ ดว ยทํานองเพลง) เชิญเถดิ คา้ เถิดคา่ มาจากนั ก่อน อย่าซฟิ ่าวใจฮอ่ น จม่ วา่ ร�าคาญ
ขันไปบา้ น ไปบ้านขอนแก่นทางอสี าน ขอเชิญวงศว์ านเยย่ี มยามกนั บา้ ง
จาทอน่ ี ทอน ่ี พอเป็นแบบอยา่ ง ฮแู่ นงทางตา� นานครู ข้าได้สอนมา
ว่าจงั ไดค๋ นดี สนนางบอน้ออา้ ย นอ้ อา้ ย นอ้ อ้าย

ฯลฯ

(๒) เซ้ิง หรือล�าเซ้ิง โดยท่ัวไปเพลงเซ้ิงน้ันเป็นเพลงสนุกสนาน ส่วนใหญ่เป็น
กระบวนแห่ฟ้อนร�ากันไป มีต้นเสียงร้องด้นกลอนสดน�า ผู้ที่อยู่ในกระบวนแห่เป็นลูกคู่ร้องรับ
การรอ้ งล�าเซิ้งมีวัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน เชญิ ชวนใหค้ นมาร่วมพิธ ี
นอกจากนี้ ยังใช้เป็นสื่อกลางในการขอความร่วมมือต่างๆ เช่น ขอรับบริจาคเงิน
สงิ่ ของ หรอื ขอความรว่ มมอื อนื่ ๆ ตามแตค่ วามตอ้ งการ เพลงเซง้ิ มหี ลายชนดิ เชน่ เพลงเซง้ิ บง้ั ไฟ
เซิง้ นางแมว เซิ้งนางด้ง เปน็ ตน้

5๘

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
ครคู วรเชิญวทิ ยากรที่มคี วามเช่ียวชาญในการแสดงหมอลํา และการลาํ เซิ้ง
มาเลาประสบการณใ หนักเรยี นฟง พรอ มทั้งแสดงการแสดงหมอลํา และการลําเซ้งิ เพลงกนั ตรึมของภาคอสี านมีการใชเ นอื้ รองเปน ภาษาใดเพราะเหตใุ ด
ใหน กั เรยี นชม โดยเปด โอกาสใหน กั เรยี นซกั ถามในประเดน็ ทสี่ งสยั ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี น จงึ เปน เชน น้นั
มคี วามรู ความเขา ใจเกี่ยวกับการแสดงหมอลาํ และการลําเซงิ้ ไดดียง่ิ ขนึ้
1. ภาษาพมา
มุม IT 2.. ภาษาลาว
3. ภาษาจนี
นักเรียนสามารถศกึ ษา คน ควา เพิ่มเติมจากการฟง และชมการแสดงหมอลาํ 4. ภาษาเขมร
ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา การแสดงหมอลํา
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะกันตรึมถือเปนแมบ ทของเพลงพนื้ บา น

และการละเลนพืน้ บา นอ่นื ๆ ของจังหวดั ในแถบอสี านใต ซ่ึงผคู นทอ่ี าศยั
อยบู รเิ วณนีส้ ว นใหญส อ่ื สารกันดว ยภาษาเขมร

58 ค่มู ือครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) เพลงพนื้ บ้านกลุ่มวัฒนธรรมเขมร-สว่ ย ได้แก่ เพลงพ้นื บ้านแถบจังหวัดสุรินทร์ ครูสมุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธิบายเก่ยี วกับ
ลกั ษณะเพลงพืน้ บา นกลุมวัฒนธรรมเขมร - สวย
ศรสี ะเกษ และบรุ รี มั ยบ์ างสว่ น ภาษาถน่ิ ทชี่ นแถบน้ีใช ้ คอื ภาษาเขมร และภาษาสว่ ย เพลงพนื้ บา้ น และเพลงพืน้ บานกลุม วัฒนธรรมไทยโคราช
ของกลมุ่ น้ี ได้แก่ กันตรึม และเจรียง (ภาษาเขมร แปลว่า ขับรอ้ ง) ตามท่ีไดศึกษามาหนา ช้ันเรยี น จากนน้ั ครถู าม
นกั เรยี นวา
๑. กันตรมึ
กนั ตรมึ เปน็ วงดนตรพี น้ื บา้ นของอสี านใต ้ การละเลน่ กนั ตรมึ น ้ี ไดร้ บั การถา่ ยทอดมาจากเขมร • คําวากนั ตรึมมีความหมายวาอยางไร
ในงานต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานพิธีกรรมอ่ืนๆ เป็นต้น จะมีวงกันตรึม (แนวตอบ กนั ตรึม เปน รูปแบบของดนตรี
ไปร่วมแสดงด้วย จังหวะลีลา และเคร่ืองดนตรีท่ีใช้ประกอบในการแสดงจะแตกต่างกัน ท้ังนี้ พ้ืนบา นทางภาคอีสานตอนใต โดยเฉพาะ
ข้ึนอยู่กับงานท่ีไปแสดง เช่น การแสดงในงานศพ จะใช้ป่ีอ้อบรรเลง แต่ถ้าเป็นงานแต่งงานใช้ บรเิ วณจังหวดั ชายแดนตดิ ตอกับประเทศ
ปีเ่ ตรยี งแทน ส่วนเนอ้ื ร้องเปลย่ี นให้เหมาะกับแต่ละงาน เปน็ ต้น กมั พูชา คือ จังหวดั สรุ นิ ทร ศรสี ะเกษ
บทเพลง และทำานองเพลงกันตรึมมีหลายประเภท ได้แก่ บทเพลงช้ันสูง หรือเพลงครู บรุ ีรัมย และรอยเอ็ด เปนดนตรีประกอบ
จะบรรเลงก่อนเพลงอ่ืนๆ มีท่วงทำานองช้า เป็นเพลงท่ีมีความศักดิ์สิทธิ์ บทเพลงสำาหรับขบวนแห่ การเตนราํ พื้นเมอื ง เสยี งรอ งเปน ภาษาเขมร
ใช้บรรเลงในขบวนแห่ต่างๆ มีท่วงทำานองสนุกสนาน และใช้บรรเลงประกอบการขับร้อง และการ บางครัง้ คํารอ งกเ็ ปนภาษาอีสาน)
ฟอ้ นราำ และบทเพลงเบ็ดเตล็ด เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำานองลีลาสนุกสนาน นยิ มใชบ้ รรเลงบนเวที
• เพลงโคราชสามารถแบงออกเปนกป่ี ระเภท
๒. เจรียง อะไรบาง
เจรียง เป็นการขับร้องทำานองคล้ายการอ่านทำานองเสนาะ ใช้ในการเล่านิทาน หรือเล่าเร่ือง (แนวตอบ แบง ตามโอกาสท่จี ะเลนได
เก่ียวกับชีวิตความเป็นอยู่ และขนบธรรมเนียม ประเพณีโบราณ เพ่ือเป็นการส่ังสอนให้คน 2 ประเภท คือ เพลงอาชพี และเพลง
ทำาความดี ลกั ษณะของเจรียงมคี วามคล้ายคลงึ กับหมอลาำ และเพลงโคราช ชาวบา น แบงตามววิ ฒั นาการของ
การเจรียงจะเร่ิมต้นด้วยบทไหว้ครู รำาลึกถึงคุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา ครูอาจารย์ เพลงโคราชได 5 ประเภท คอื เพลงขัดอนั
แล้วจึงเล่าถึงความสำาคัญของพิธีน้ันๆ บางคร้ังยกนิทานมาเล่าประกอบ การเจรียงอาจเจรียง เพลงกอ ม เพลงหลัก เพลงสมัยปจ จุบนั
เป็นกระทู้ถามตอบ ภายหลังมีการเพิ่มความสนุกสนาน โดยใส่บทหยอกล้อกระทบกระเทียบ เพลงจังหวะรําแบง ตามลักษณะกลอนได
ในลักษณะตลกคกึ คะนอง 4 ประเภท คอื เพลงคูสอง เพลงคสู ี่
การเจรียง แบง่ ออกไดห้ ลายแบบ เชน่ เพลงคแู ปด และเพลงคสู ิบสอง แบง ตาม
เนื้อหาของเพลงมีหลายชนิด เชน
• เจรียงซันตรูจ ใช้ร้องเล่นในเทศกาลต่างๆ โดยชายหนุ่มจะหาคันเบ็ดมาหน่ึงคัน แล้วใช้ เพลงเกริน่ เพลงเชญิ เพลงไหวครู
เพลงถามขาว เพลงชวน เปน ตน )
ขนมตม้ หรือผลไม้ผกู ไว้ท่ีเชอื กเบ็ด นาำ เบ็ดไปหย่อนลอ่ หญงิ สาว ถ้าหญิงใดรบั เหย่ือก็แสดงวา่ รับรัก

• เจรียงจะเป่ย เปน็ การขบั รอ้ งเลา่ นิทานเดยี่ ว ผู้เล่นจะขับรอ้ ง และดีดพณิ กระจับปี ่ (จะเปย่ )

ไปด้วย

• เจรยี งกนั ตรมึ ใชข้ บั รอ้ งในงานมงคล เชน่ กลอ่ มหอ ขน้ึ บา้ นใหม ่ เปน็ ตน้ ประกอบดว้ ยผเู้ ลน่

๔ คน เปน็ ชายลว้ น เคร่อื งดนตรีประกอบดว้ ย ปี่เตรียง ซอกนั ตรึม และโทน โดยผตู้ โี ทนจะเป็น
ผูข้ ับรอ้ ง

5๙

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกรด็ แนะครู

ขอใดเปน การแสดงใหไดเ หน็ ศิลปวัฒนธรรมพนื้ บาน และมเี อกลักษณ ครคู วรเพิ่มเติมความรูใหนักเรยี นเก่ียวกบั เพลงพนื้ บานอีสานที่เรียกวา เจรยี ง
การรอ งรําเฉพาะถ่นิ ซงึ่ สามารถแบง ออกไดห ลายแบบนอกเหนอื จากในหนงั สอื เรยี น เชน เจรยี งกนั กรอบกยั
(เพลงปรบไก) เปน การเลน เจรยี งคนเดยี ว ไมม ดี นตรเี ปน แบบแผน สว นใหญใ ชว ธิ ปี รบมอื
1. เพลงหมอลํา หรือสซี อเปน เจรยี งแบบตลก เจรียงตรัว เปนการขบั รองเดีย่ วเปน นทิ าน ประกอบซอ
2. เพลงโคราช คลา ยการลาํ พน้ื ของชาวอสี านเหนอื ผขู บั รอ งจะสซี อไปดว ย เจรยี ง-จรวง แปลวา ขบั รอ ง
3. เพลงลําเพลิน โดยปจ รวงเปา ประกอบ เปนการขบั รองโตถ ามกันเปนเร่อื งตาํ นาน สุภาษิตตา งๆ
4. เพลงเจรยี ง - กนั ตรึม เดมิ ใชป จ รวงประกอบแตป จ จุบนั ใชซอแทน ซึง่ จะทําใหนกั เรยี นมีความรู ความเขาใจ
เก่ยี วกบั เพลงพ้ืนบา นอสี านทเี่ รยี กวา เจรียงไดดียงิ่ ขน้ึ
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะเพลงโคราช เปน ศิลปวฒั นธรรม
มมุ IT
พนื้ บานของจงั หวดั นครราชสมี า ซ่งึ ไดสบื ทอดกันมาเปนเวลายาวนาน
โดยเพลงโคราชนน้ั มเี อกลกั ษณก ารรองราํ เปน ภาษาโคราช ซึ่งมีความไพเราะ นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพมิ่ เตมิ จากการฟง และชมการแสดงเพลงพนื้ เมอื ง
ทําใหเ กดิ ความเพลดิ เพลินและสนุกสนาน ภาคอสี าน ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา
เพลงพ้นื เมืองภาคอสี าน

คมู่ อื ครู 59

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 4 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ๓) เพลงพื้นบ้านกลุ่มวัฒนธรรมไทยโคราช ได้แก่ เพลงพ้ืนบ้านแถบจังหวัด
เพิ่มเติมเกยี่ วกับเพลงพ้ืนบานภาคใต สง ตัวแทน
2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามที่ไดศ กึ ษามา นครราชสมี า และบางสว่ นของจงั หวดั บรุ รี มั ย์ เพลงพื้นบ้านแถบนี้ เรียกว่า “เพลงโคราช”
หนาชน้ั เรียน จากนัน้ ครูถามนักเรียนวา เพลงโคราช เป็นเพลงพนื้ บ้านเก่าแกท่ ผี่ ู้ขับรอ้ งตอ้ งใช้ปฏิภาณในการร้องโต้ตอบกนั
สดๆ เปน็ กลอนดน้ ทเี่ น้นการสัมผสั คา� ทา� ให้มคี วามไพเราะย่ิงขน้ึ ภาษาท่ีใช้ในกลอนเพลงโคราช
• เพลงพ้ืนบานภาคใตส ามารถแบงออกได ใช้ภาษาโคราช ลักษณะคล้ายภาษาไทยภาคกลาง แตเ่ พีย้ น หรือแปรง่ ไปบ้าง เพลงโคราชนิยม
เปนก่ีประเภท อะไรบาง น�ามาเลน่ ในโอกาสงานตา่ งๆ ไดแ้ ก่ งานบวช งานโกนจุก งานทา� บญุ และงานศพ เพลงโคราช
(แนวตอบ เพลงพน้ื บา นภาคใต สามารถแบง เปน คณะหน่ึงประกอบด้วยผเู้ ล่นประมาณ ๖ คน แบ่งเป็นฝ่ายชาย ๓ คน และฝา่ ยหญงิ ๓ คน โดยให้
2 ประเภท คือ เพลงทร่ี อ งเฉพาะโอกาสหรือใน ผู้เล่นที่มีความอาวุโส หรือหมอเพลงจะออกมาร้องก่อน จากนั้นฝ่ายหญิงจะร้องว่าบทไหว้ครู
ฤดกู าล ไดแ ก เพลงเรอื เพลงบอก เพลงนาคาํ ตกั ตามดว้ ยการร้องเกรนิ่ โตต้ อบกนั ไปมา
และเพลงกลอ มนาคหรอื เพลงแหนาค เพลงท่ี ลักษณะการเล่นเพลงโคราช แบง่ เปน็ ๓ ประเภท คอื
รอ งไมจ าํ กดั โอกาส ไดแ ก เพลงตนั หยง ซงึ่ นยิ ม
รอ งในงานบวช งานข้นึ ปใหม และงานมงคล ๑ เกี้ยวพาราสี บทร้องเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสีระหว่างชาย-หญิง บางครั้งอาจใช้คำาเสียดสี
ตา งๆ เพลงกลอ มเด็ก และเพลงฮลู ูหรือลเิ กฮูลู ถอ้ ยคาำ ทร่ี นุ แรง และหยาบคาย ซ่ึงเป็นลกั ษณะของเพลงพ้ืนบ้านทวั่ ไป
ท่ีเปน การรองคลายๆ ลาํ ตัด โดยมีรํามะนา ๒ ลองปัญญา บทร้องเกี่ยวกับการนำาเอาปัญหา หรือปรัชญาพระพุทธศาสนา หรือตำานาน
เปน เคร่อื งดนตรีประกอบจังหวะ ขบั รองภาษา เรอื่ งตา่ งๆ มาต้งั เปน็ กระทูถ้ ามตอบกัน ถา้ ฝ่ายใดตอบไม่ได้จะถูกวา่ ให้อาย
ทอ งถิน่ คอื ภาษามลายู) ๓ เล่าเป็นเรื่อง คือ การนำาเน้ือเรื่องจากนิทานที่มีคติสอนใจหรือนำาเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
กบั ธรรมเนยี ม ประเพณีของเพลงพืน้ บา้ นอื่นๆ โดยสมมติตัวละครขึน้
• นักเรียนคิดวา จงั หวะเพลงพื้นบา นภาคใต
ใหความรสู กึ อยา งไร ตัวอยา่ งเพลงพน้ื บ้านตะวันออกเฉยี งเหนือ 1ได้แก่
(แนวตอบ มจี ังหวะทีส่ นกุ สนาน ครกึ คร้นื เพลงลายเต้ยโขง
ฟงแลว เกดิ ความรูส ึกตน่ื เตน เราใจ)
- - - - - - -ล- - -ซ-ม-ล- - -ซ-ด-ล- - -ซ-ม-ล
• เพลงพน้ื บานเพลงใดของภาคใตที่ไดรบั - - - - - - -ล- - -ซ-ม-ล- - -ซ-ด-ล- - -ซ-ม-ล
ความนิยมสงู สุด - - - - -ซ-ม- - - ร -ด-ม- - - ร -ซ-ม- - - ร -ด-ล
(แนวตอบ เพลงบอก เปน เพลงพ้นื บา นทไี่ ดรบั - - -ด- ร -ม- - รด-ซ-ล- - -ด- ร -มซมรด-ซ-ล
ความนยิ มสงู สุด และมกี ารแพรก ระจายทวั่ ทงั้
14 จงั หวดั ภาคใต ตลอดไปถงึ คนไทยในประเทศ 5.4 เพลงพน้ื บา้ นภาคใต้
มาเลเซีย ศิลปนท่มี ชี อ่ื เสียงสว นใหญอยใู น เพลงพื้นบ้านภาคใต้ มีวัตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลินอันเป็นการ
จังหวัดนครศรธี รรมราช และจังหวัดสงขลา)
ผอ่ นคลายความเหน็ดเหน่ือย ตรากตร�าจากการท�างานหรอื เพอ่ื การเฉลมิ ฉลอง แสดงความยนิ ดี
ในโอกาสตา่ งๆ แมเ้ พลงพน้ื บา้ นภาคใตจ้ ะมนี อ้ ย แตก่ ส็ ามารถรกั ษารปู แบบไวไ้ ดม้ ากกวา่ ภมู ภิ าคอน่ื ๆ

การแสดง นยิ มรอ้ งเลน่ กนั เอง ไมม่ กี ารวา่ จา้ ง และเลน่ 2กนั ตามเทศกาล ไมไ่ ดใ้ ชพ้ อ่ เพลง
แมเ่ พลงอาชพี ไดแ้ ก ่ เพลงเรอื เพลงนา เพลงบอก เพลงรอ้ งเรอื หรอื เพลงชานอ้ ง (เพลงกลอ่ มเดก็ )

๖๐

นักเรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 ลายเตยโขง เปน ลายท่พี รรณนาถึงวิถีชวี ติ การทํามาหากินของคนภาคอีสาน ใหน กั เรยี นคนหาเนื้อเพลงพ้ืนบา น 4 ภาค ตามความสนใจของตนเอง
ความสวยสดงดงามของแมน ้ําโขงเปรยี บเสมอื นสายเลอื ดของพน่ี องสองฝงโขง ภาคละ 1 เพลง พรอ มอธบิ ายลกั ษณะของบทเพลง ลงกระดาษรายงาน
2 เพลงรองเรือ เปน เพลงกลอ มเด็กของชาวปก ษใต ถอื วาเพลงรองเรอื เปน นําสงครผู ูส อน
วรรณกรรมมขุ ปาฐะ มีววิ ฒั นาการจนกลายเปน วรรณกรรม เพ่ืออนรุ กั ษความคดิ
ของคนโบราณ นอกจากนี้เพลงรองเรือยงั สอดแทรกปญหา อารมณขนั และแสดง กิจกรรมทาทาย
ใหเ ห็นถงึ ระบบของสงั คม

มมุ IT ใหนักเรยี นวิเคราะหล กั ษณะเดนของการแสดงเพลงพ้ืนบา น 4 ภาค วา มี
ลกั ษณะท่โี ดดเดน แตกตางกันอยา งไร เขียนเปนตาราง ลงกระดาษรายงาน
นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพ่มิ เติมจากการฟง และชมการแสดง นาํ สงครูผสู อน
เพลงพืน้ บา นภาคใต ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา
การแสดงเพลงพน้ื บานภาคใต

60 คมู่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

๑ เพลงเรือ เป็นเพลงพื้นบ้านภาคใต้ ทำานองเป็นกลอนเพลง สำาหรับให้จังหวะในการพายเรือ 1. ใหน กั เรยี นนาํ ขอ มลู เกย่ี วกบั เพลงพนื้ บา น 4 ภาค
นิยมรอ้ งเล่นในฤดูน้าำ หลาก และในพธิ ชี กั พระ ซง่ึ ในปัจจบุ นั หาดไู ด้ยาก มารวมกนั จัดนิทรรศการเรือ่ ง “เพลงพื้นบา น
4 ภาค” พรอมหาภาพมาประกอบใหสวยงาม
๒ เพลงนา เปน็ เพลงทรี่ อ้ งเลน่ โตต้ อบกนั ระหวา่ งชาย-หญงิ นยิ มเลน่ ในเวลาทาำ นา และในเทศกา1ล
2. ใหน กั เรียนแบงกลมุ กลุมละ 5 - 6 คน
งานมงคลท่ัวไป บทร้องเป็นบทที่ส่ือความรัก เก้ียวพาราสี ต้นเสียงจะเรียกว่า “แม่เพลง” จากนัน้ ใหแตละกลุมรวมกนั วเิ คราะหว า
เพลงพื้นบานสามารถสะทอ นแนวคิด
จะเป็นผู้ร2้องนำาผู้ขับร้องต้องใช3้ปฏิภาณไหวพริบ และคารมที่คมคาย กลุ่มเสริมเรียกว่า และคานิยมของคนในสังคมไดอยางไร
แลวใหสรุปผลการวิเคราะห ลงใน
“ท้ายไฟ” ทำาหน้าท่ีคล้ายลูกคู่ร้องไปพร้อมๆ กับแม่เพลง เพ่ือให้ท่วงทำานองน่าฟังย่ิงข้ึน กระดาษรายงาน นําสงครผู ูสอน
แบบแผนการเล่น เร่ิมด้วยบทบูชาส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ เรียกว่า “เกร่ินหน้าบท” แล้วเข้าเร่ือง คือ
ชมโฉม และขอผูกรกั
๓ เพลงบอก หรือคาำ บอก เป็นเพลงพ้ืนบ้านภาคใต้ชนิดหนึง่ เดมิ นยิ มเล่นในเทศกาลปใี หมไ่ ทย
หรืิอตรุษสงกรานต์ เป็นการประกาศให้ทุกคนในละแวกนั้นได้ทราบว่า ถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว
ปัจจุบันเล่นประชันกันในงานบุญ งานวัด งานนักขัตฤกษ์ หรืองานมงคลของชาวบ้านท่ัวไป
เพลงบอกคณะหนง่ึ ประกอบดว้ ยแมเ่ พลง และลกู ค ู่ ๓-๔ คน
๔ เพลงร้องเรือ หรือเพลงชาน้อง ที่เรียกเช่นนั้นอาจเป็นเพราะลักษณะของเปลที่ใช้ผ้าผูก
มีรูปร่างคล้ายเรือ ส่วนท่ีเรียกว่า “เพลงชาน้อง หรือช้าน้อง” สันนิษฐานว่า คำาว่า “ชา”
มาจาก “บูชา” แปลวา่ สดดุ ี หรือกลอ่ มขวัญ ชานอ้ ง หรอื ช้าน้อง จึงหมายถงึ การสดุดีแม่ซื้อ
ซง่ึ เชือ่ กันวา่ เป็นเทวดาทค่ี อยปกปอ้ งดแู ลเดก็ ทารก

เพลงรอ้ งเรอื หรอื เพลงชา้ นอ้ งน ้ี จะใชร้ อ้ งกลอ่ มเดก็ เพลงนอ้ งนอนเปน็ การมงุ่ กลอ่ ม
น้อง หรือกลอ่ มลกู โดยตรง ลักษณะเดน่ ของทา� นองกล่อมเดก็ ภาคใต้ ไมว่ า่ จะเปน็ เพลงประเภทใด
มกั จะขึน้ ตน้ เพลงดว้ ยคา� ว่า “ฮา เออ้ ” หรอื ค�าว่า “เหอ” แทรกอย่เู สมอในวรรคแรกของบทเพลง
แลว้ จงึ ขับกล่อมไปช้าๆ เหมือนภาคอ่ืนๆ ตวั อยา่ งเพลงพืน้ บ้านภาคใต ้ ได้แก่

เพลงรอ้ งเรอื หรอื เพลงชาน้อง
ร้องเรือเหอ รอ้ งโรก้ ันทั้งบา้ น
ไม่ใช่เร่อื งของทา่ น ทา่ นเหออย่าเก็บไปใส่ใจ
รอ้ งเรอื ชาหลาน ไม่เก่ียวไมพ่ านไปหาใคร
ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจ รอ้ งเรือชาหลานเอง
โผกเปลเหอ โผกไว้ใตต้ ้นชมพู่
ให้แหวนชายไปทง้ั คู่ บอกพอ่ บอกแม่ว่าแหวนหาย
พอ่ ว่าไมร่ ับรู้บญุ แมว่ ่าไมร่ ับรูด้ าบ
บอกพอ่ บอกแม่วา่ แหวนหาย ติดมอื พชี่ ายไป

ฯลฯ

๖๑

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด นกั เรยี นควรรู

ขอใดกลา ว ไมถูกตอง เกีย่ วกับลักษณะของบทเพลงพื้นบาน 1 แมเ พลง คือ ผูรอ งเพลงนาํ ในเพลงโตต อบของฝา ยหญิง
1. ในการรอ งแตละครัง้ ไมสามารถเพ่มิ หรอื ลดทาํ นองของเพลงได 2 ทา ยไฟ คอื ผรู องเสรมิ หรอื คอสองของแมค หู รือแมเพลง
2. มีทวงทํานองสั้นๆ จดจาํ งาย และไมยากตอการจะนําไปใชร อง 3 ลูกคู คอื ผทู ท่ี ําหนา ท่ีรอ งรับ รอ งซาํ้ ความ รองสอดแทรกขดั จงั หวะ เพือ่ ใหเกดิ
ความสนกุ สนาน และยังมหี นาท่ใี หจังหวะผูร องโดยการปรบมือ ตฉี ิ่ง ตีกรบั ตกี ลอง
หรอื บรรเลง และอ่ืนๆ
3. มภี าษาในการรอ งเปน แบบฉบบั ทอ งถ่ินของตนเอง
4. มกั รองเลนกนั โดยมวี งดนตรปี ระกอบอยา งเต็มรูปแบบ มมุ IT

วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะดนตรีพ้ืนเมืองมักไมใ ชวงดนตรี นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควา เพม่ิ เติมจากการฟง และชมการแสดง
เพลงพืน้ บานภาคใต ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคน หาจากคําวา
ประกอบ ใชแ คเ พยี งการปรบมอื หรือเคร่อื งดนตรีประกอบเลก็ นอยเทานนั้ เพลงพน้ื บา นภาคใต

คู่มอื ครู 61

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate

ตรวจสอบผล Evaluate

ครูพิจารณาจากการจัดนิทรรศการเพลงพ้ืนบาน กจิ กรรม ศลิ ปป์ ฏบิ ัต ิ ๓.๒
4 ภาค ของนกั เรยี น โดยพจิ ารณาในดา นความ
ถกู ตอ งของเนอ้ื หา การนาํ เสนอขอ มลู ความสวยงาม กจิ กรรมท่ี ๑ ใหแ้ บ่งนกั เรยี นเป็นกลมุ่ ผลดั กนั ฝกึ ปฏิบัติซอดว้ ง หรอื ขลยุ่ เพียงออ
และความคดิ ริเร่ิมสรางสรรค ตามทแี่ ต่ละคนถนดั
กจิ กรรมท่ี ๒ ใหน้ กั เรยี นท้ังชน้ั รว่ มกันสา� รวจวงดนตรี และเพลงพ้นื บ้านท่มี ีอยูใ่ นทอ้ งถิ่น
หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู
ใกล้บริเวณที่โรงเรยี นตัง้ อยู ่ แล้วน�าขอ้ มลู มาจดั นิทรรศการ
1. ผลการสรปุ สาระเก่ยี วกบั ความหมาย กิจกรรมที่ ๓ ใหน้ กั เรยี นตอบค�าถามต่อไปน้ี
และประเภทของการขับรอ งเพลงไทย ๑. เพลงบรรเลง และเพลงขับร้องมกี ่ีประเภท และมคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
๒. เ พราะเหตใุ ดการเลอื กฝึกปฏิบัติเครือ่ งดนตรีไทย จึงควรเลอื กเครือ่ งดนตร ี
2. ผลการเขียนคําศัพทเกี่ยวกบั ศพั ทสังคีต
3. ผลการเขียนแผนผงั ความคดิ สรุปสาระสาํ คญั ท่ถี นดั และเหมาะสมกบั ตนเอง

ของหลกั การ และข้นั ตอนการขบั รอ งเพลงไทย การรองเพลงไทยใหมีความไพเราะนาฟงนั้น นอกจากจะตองอาศัยนํ้าเสียงของ
4. ผลการปฏิบัตเิ ครอื่ งดนตรีซอดวงเพลงไทยเดิม
5. ผลการปฏบิ ัติเครือ่ งดนตรีขลุย เพียงออ ผรู อ งทมี่ คี วามไพเราะนา ฟง สดใสดงั กงั วาน เหมาะสมกบั ลกั ษณะของเพลงไทยแลว การเรยี นรู
เกี่ยวกับหลักการรองเพลงไทยท่ีถูกตอง และรองใหเขากับจังหวะการบรรเลงของดนตรีไทย
เพลงไทยเดิม ก็เปนปจจัยสําคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะชวยใหสามารถรองเพลงไทยไดถูกตอง และเกิด
6. ผลการเขยี นแผนผังความคดิ สรุปสาระสาํ คญั ความไพเราะมากย่ิงข้ึน นอกจากนี้ การคนควาหาความรูเพิ่มเติม และขยันฝกซอมอยาง

เกย่ี วกับการขบั รอ งและบรรเลงเคร่ืองดนตรี สมา่ํ เสมอกจ็ ะชว ยทาํ ใหเ ราสามารถรอ ง และบรรเลงเพลงไทย
ประกอบเพลงไทยเดิม ไดอ ยางไพเราะ นา ประทบั ใจ
7. ผลการจดั นทิ รรศการเพลงพ้นื บา น 4 ภาค
8. ผลการวเิ คราะหของแตล ะกลุม ในเร่อื ง
“เพลงพ้ืนบานสามารถสะทอ น แนวคิด
และคา นยิ มของคนในสังคมอยา งไร”

๖2

แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปปฏบิ ัติ 3.2 กจิ กรรมที่ 3
1. เพลงบรรเลง คือ เพลงทใี่ ชด นตรบี รรเลงลว นๆ จะเปนวงดนตรชี นดิ ใดได เพลงประเภทนี้ ไดแก เพลงโหมโรง เพลงหนา พาทย เพลงเรอ่ื ง เพลงหางเคร่ือง (ทายเครอ่ื ง)

เพลงลูกบท และเพลงภาษา สว นเพลงขบั รอง คอื เพลงท่มี ีการขบั รอ ง และมดี นตรบี รรเลงประกอบไปดว ย ในภาษานกั ดนตรีจะเรยี กเพลงขบั รอ งวา “เพลงรับรอง”
เพราะใชดนตรรี ับการขบั รองหรอื “การรอ งสง” กเ็ รยี กกัน เพราะรอ งแลว สง ใหดนตรีรับ เพลงประเภทน้ี ไดแก เพลงเถา เพลงตบั เพลงเกรด็ และเพลงเบ็ดเตล็ด
2. เพราะจะทําใหเ ราเกดิ ความต้ังใจทีจ่ ะเรยี นรู และสามารถพฒั นาฝมอื ในการบรรเลงเคร่อื งดนตรไี ดดยี ่งิ ขึน้

62 คู่มอื ครู

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สา� รวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปาหมายการเรียนรู

1. อา น เขียน รองโนต ไทย และโนตสากล
2. ระบุความหลากหลายขององคประกอบดนตรี

ในวัฒนธรรมตางกัน

สมรรถนะของผเู รยี น

1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

คณุ ลักษณะอันพึงประสงค

1. มีวินยั
2. ใฝเ รยี นรู
3. มงุ ม่นั ในการทํางาน

ôหน่วยที่ กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ความรพู ืน้ ฐานเกี่ยวกบั ดนตรสี ากล ครูเปด ซดี ีหรือดวี ดี ีการแสดงดนตรีสากล
ใหนักเรียนชม จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา
ตัวชว้ี ัด ดนตรีสามารถใช้สื่อสารให้บุคคล
• นกั เรียนทราบหรอื ไมว าดนตรีสากล
■ อา่ น เขยี น รอ้ งโนต้ ไทย และโน้ตสากล (ศ ๒.๑ ม.๑/๑) เกิดอารมณ์ความรู้สึก และความเข้าใจ มตี น กําเนิดมาจากทใ่ี ด
■ ระบุความหลากหลายขององคป ระกอบดนตรใี นวฒั นธรรมตา่ งกนั ได้คล้ายกันกับภาษาพูด และภาษาเขียน (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยางอิสระ)
(ศ ๒.๒ ม.๑/๒)
• นักเรยี นเคยชมการแสดงดนตรีสากล
ซึ่งผู้ฟังจะสามารถรับสารได้มากน้อยต่างกัน บางหรือไม ถา เคยนกั เรยี นเคยชมการแสดง
เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ในวิชา ดนตรสี ากลของศิลปน ทานใด
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ดนตรี ประสบการณ ์ ส่ิงแวดล้อม สถานะทาง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
■ เครื่องหมาย และสญั ลกั ษณทางดนตรี สังคม และวฒั นธรรมของแตล่ ะบุคคล
■ องคป ระกอบของดนตรีในแต่ละวฒั นธรรม ดนตรสี ากล เปน็ ดนตรใี นวฒั นธรรมตะวนั ตก

ทไ่ี ดร้ บั การเผยแพรไ่ ปสภู่ มู ภิ าคอน่ื ๆ จนเปน็ ทย่ี อมรบั
และนิยมชมชอบของคนท่วั โลก

เกรด็ แนะครู

การเรยี นการสอนในหนว ยการเรยี นรนู ี้ ครคู วรเชญิ วทิ ยากรทม่ี คี วามรู ความสามารถ
ในดา นดนตรสี ากลมาใหค วามรกู บั นกั เรยี นเกย่ี วกบั ประวตั คิ วามเปน มาและววิ ฒั นาการ
ของดนตรสี ากล องคป ระกอบ และประเภทของดนตรสี ากล เครอ่ื งหมาย และสญั ลกั ษณ
ในดนตรสี ากล การปฏบิ ตั ิจงั หวะ การอา น เขยี น และรองตามโนต สากล พรอมทง้ั
นาํ ตัวอยางการขบั รอ ง และการแสดงดนตรีสากลในวฒั นธรรมท่ีแตกตา งกัน มาเปด
ใหนักเรียนชม ซึ่งจะทําใหน กั เรยี นมีความรู ความเขา ใจเกีย่ วกับดนตรสี ากล สามารถ
อา น เขยี น และรอ งเพลงทใี่ ชโนต สากลได รวมท้งั สามารถระบคุ วามหลากหลาย
ขององคประกอบดนตรีในวัฒนธรรมทตี่ า งกนั ได

คมู่ อื ครู 63

กกรระตะตนุ้ Eุน้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปด ซดี หี รอื ดวี ดี กี ารเลน ดนตรขี องชนพน้ื เมอื ง ๑. ประวตั ิความเปนมา และวิวฒั นาการของดนตรีสากล
แอฟรกิ นั หรือการเลนดนตรีของชาวอะบอรจิ นิ
(ชนพน้ื เมอื งของประเทศออสเตรเลยี ) ใหน กั เรยี นชม ในการศกึ ษาเกย่ี วกบั ดนตรีสากล นักเรียนจะตอ้ งมคี วามรู้ในเรือ่ งต่างๆ ดังตอ่ ไปนี้
จากนั้นครถู ามนักเรียนวา ๑.๑ ประวตั ิความเปน มา

• ดนตรสี ากลทน่ี กั เรยี นไดช มไปนน้ั แตกตา งจาก ในสมยั โบราณมนษุ ยร์ จู้ กั เคาะ รจู้ กั ต ี รจู้ กั นา� สง่ิ ตา่ งๆ มาเปา่ ทา� ใหเ้ กดิ เสยี ง เชน่ เปา่ เขาสตั ว์
ดนตรสี ากลในปจ จุบันทน่ี กั เรยี นรูจักอยางไร เมอ่ื มงี านรนื่ เรงิ กใ็ ชก้ ารตเี กราะ เคาะไม ้ เปน็ จงั หวะประกอบ เปน็ ตน้ สงิ่ เหลา่ นน้ี บั วา่ เปน็ ธรรมชาติ
(แนวตอบ ดนตรพี ้ืนเมอื งทใี่ หช มไปนนั้ ของมนุษย์ ต่อมามีการน�าเครื่องเคาะจังหวะ หรือเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ มาบรรเลงประกอบ
เปนตวั อยางของดนตรียคุ กอ นประวัติศาสตร ในพธิ ีกรรมทีม่ นษุ ยจ์ ดั ขึ้น ตามหลกั ฐานพบว่า ศาสนาคริสต์เป็นจดุ เรม่ิ ตน้ ของการกา� เนิดลกั ษณะ
ซง่ึ เปนยุคทม่ี นุษยเ ร่ิมรจู กั ดนตรี เคร่ืองดนตรี ดนตรีทางยโุ รป ภายหลังกลายมาเป1น็ ดนตรีทชี่ นท่วั โลกยอมรบั ท่เี รยี กว่า “ดนตรสี ากล” น่ันเอง
ที่ใชเ รียบงายประดษิ ฐมาจากวสั ดุธรรมชาติ บทเพลงที่เกี่ยวกับศาสนา หรอื โดยท่ัวไปเรยี กวา่ “เพลงในโบสถ์” นนั้ ไดแ้ ตง่ ขน้ึ อยา่ ง
ทหี่ าไดในชมุ ชน ขณะทดี่ นตรสี ากลในปจจุบนั ถูกหลักเกณฑ์ ตามหลักวิชาการดนตรี ผู้แต่งเพลงจะต้องมีความรู้ ความสามารถทางดนตรีสูง
เปนดนตรที ี่ผานการพฒั นา ผานการคดิ คน เนน้ ใหเ้ สียงของดนตรีมคี วามกลมกลืนกบั บทสวด ทง้ั นี้ เพอื่ จดุ ประสงค์ในการโน้มนา้ วจติ ใจผฟู้ งั
ผา นกระบวนการทางเทคโนโลยดี า นการบนั ทกึ ให้นิยมเลอื่ มใสในศาสนามากย่ิงขึ้น
เสยี งในรูปแบบตางๆ มาแลว ) ในยุโรปถือว่าเพลงเกี่ยวกับศาสนาเป็นเพลงช้ันสูงสุด ผู้แต่งจะต้องแต่งอย่างสุดฝีมือ
เม่ือแต่งบทสวดเสร็จแล้วจะต้องเลือกวงดนตรีที่จะบรรเลงประกอบ นักดนตรีที่บรรเลงจะต้องมี
สา� รวจคน้ หา Explore ความสามารถสูง จากมูลเหตุนี้เองจึงได้เกิดวงดนตรีชนิดต่างๆ ขึ้นมา ในข้ันแรกมีวัตถุประสงค์
เพื่อจะบรรเลงประกอบบทสวดมนต์ แต่ในระยะหลังๆ วงดนตรที เ่ี กิดขึ้นส่วนใหญ่จะมวี ัตถุประสงค์
ใหน กั เรียนศกึ ษา คน ควา หาความรเู พิม่ เตมิ เพื่อการฟงั และการบนั เทิงเป็นส�าคัญ
เก่ยี วกับประวัตคิ วามเปนมา และววิ ฒั นาการของ
ดนตรีสากลจากแหลง การเรียนรูตา งๆ เชน
หองสมุดโรงเรียน หองสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเ นต็
เปนตน ในหัวขอ ทคี่ รูกําหนดให ดังตอ ไปนี้

1. ประวตั ิความเปน มา
2. วิวัฒนาการของดนตรสี ากล

อธบิ ายความรู้ Explain

ครูสมุ นกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายเกย่ี วกบั
ประวตั คิ วามเปน มาของดนตรสี ากลตามทไี่ ดศ กึ ษามา
หนาชั้นเรียน

บทเพลงท่ีเก่ียวกับศาสนา หรือเพลงในโบสถ ได้แต่งข้ึนอย่างถูกหลักเกณฑตามหลักวิชาการดนตรี เพ่ือจุดประสงค
ในการโนม้ นา้ วจิตใจผู้ฟงใหน้ ยิ มเลอื่ มใสในศาสนา

(ท่ีมาของภาพ : http://www.stpaulschestnuthill.org)

๖4

นักเรยี นควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 บทเพลงทีเ่ กี่ยวกบั ศาสนา จะขบั รอ ง และบรรเลงกนั ในวดั หรอื โบสถ ใหนกั เรยี นเขยี นแสดงความคิดเหน็ ในหวั ขอ “ดนตรีในชวี ติ ประจําวัน
บทเพลงทเี่ กย่ี วกบั ศาสนามที ง้ั การขบั รองเดีย่ ว และการขบั รอ งประสานเสียง ของขา พเจา” ลงกระดาษรายงาน จากน้ันออกมานาํ เสนอผลงาน
เน้อื รองจะเกีย่ วของกับศาสนาโดยตรง เชน คันตาตา (Cantata) ใหเพอื่ นฟง หนาชน้ั เรียน โดยมีครูเปน ผูคอยชแี้ นะความถูกตอง
คอราล (Chorale) ฮีมน (Hymn) แมส (Mass) โมเต็ต (Motet)
ออราทอรโิ อ (Oratorio) แพสช่นั (Passion) รีเควย่ี ม (Requiem) เปน ตน กิจกรรมทาทาย

มุม IT ใหน กั เรยี นเขยี นแผนผังความคิดในหัวขอประวตั ิความเปนมาของ
ดนตรีสากลจากอดีตจนถงึ ปจจบุ ัน ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครูผสู อน
นักเรียนสามารถศึกษา คนควาเพิม่ เติมเก่ยี วกบั ประวัติความเปนมา
ของดนตรสี ากล ไดจ าก http://www.lks.ac.th

64 คู่มือครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๑.2 วิวัฒนาการของดนตรสี ากล ครูสุม นกั เรียน 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายเกย่ี วกบั
ดนตรีมีก�าเนิดมาพร้อมกับมนุษย์บนโลก จากการศึกษาพบว่า มนุษย์มีความสนใจ ววิ ัฒนาการของดนตรสี ากลตามทไี่ ดศ กึ ษามา
ต่อเสยี งดนตรีมาต้ังแตส่ มยั ดกึ ด�าบรรพแ์ ล้ว เราพบวา่ มนษุ ย1เ์ มอื่ หลายพนั ปกี อ่ นไดใ้ ช้กระดูกสตั ว์ หนา ชนั้ เรียน จากนั้นครูถามนักเรียนวา
มาเจาะเปน็ ร ู แลว้ นา� ไปเปา่ มกี ารนา� โพรงไมม้ าต ี เปา่ เขาสตั ว ์ ดนตรใี นสมยั นน้ั เปน็ ไปเพอื่ พธิ กี รรม
ความเช่อื การบชู าภูตผปี ิศาจ และเทพเจ้า • ดนตรสี ากลมตี นกําเนดิ มาไดอยา งไร
ดนตรีสากลเกิดขึ้นในทวีปยุโรป เป็นดนตรีที่รับใช้พิธีกรรมทางศาสนา มีการใช้ค�าพูด (แนวตอบ ดนตรีสากลถูกสรา งขึน้ จาก
อย่างธรรมดาประกอบในพิธีดังกล่าว ต่อมาได้มีการประดิษฐ์ค�าพูดให้มีระดับเสียงต่างๆ ท�าให้ ธรรมชาติ และตวั ของมนษุ ย โดยเรมิ่ จาก
ชวนฟงั มากยงิ่ ขน้ึ จนกลายเปน็ ทา� นองเพลง เรมิ่ จากมแี นวรอ้ งแนวเดยี ว และเพม่ิ เปน็ ๒, ๓, ๔ แนว สรางเครือ่ งดนตรงี ายๆ เชน การปรบมือ
ตามล�าดับ จากนน้ั เริม่ มีการนา� ดนตรลี ักษณะดังกล่าวไปเลน่ ในที่สาธารณะ โดยมีเน้ือร้องท่กี ลา่ ว ผวิ ปาก เคาะหิน นาํ ก่งิ ไมม าตกี ัน เปนตน
ถึงความรัก การรบ ความกล้าหาญ และนิทาน อีกด้านหนึ่งดนตรีเป็นท่ีนิยมในหมู่ของกษัตริย์ จนพฒั นารปู แบบกลายเปน เคร่อื งดนตรี
ราชส�านัก ขุนนาง หรือผู้มีฐานะดี ซึ่งจะมีวงดนตรีเอาไว้ประดับบารมีของตน และภายหลัง สากลที่ใชก ันในปจ จบุ ัน)
ผู้คนท่ัวไปก็หันมาให้ความนิยมช่ืนชมในดนตรีด้วย ถึงข้ันมีการจัดการแสดงดนตรีท่ีเรียกว่า
“คอนเสิร์ต” ดนตรีจงึ ถูกประพันธม์ าเพือ่ การคา้ และเป็นธรุ กจิ มากขนึ้ • เพราะเหตุใดการสรา งเครอื่ งดนตรี
ในศตวรรษท ี่ ๒๐ เปน็ ยคุ ของการทดลอง และการบกุ เบกิ ของแตล ะชาติจึงมีความแตกตางกัน
ทางดนตร ี มจี งั หวะแปลกใหมเ่ กดิ ขนึ้ มกี ารนา� เสยี งทเ่ี กดิ จาก (แนวตอบ รปู ทรงของเคร่ืองดนตรที ี่
การสังเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ แตกตา งกนั น้ัน เพราะวามีการแลกเปลยี่ น
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส ์ หรอื นา� เสยี งจาก ทางศิลปวฒั นธรรม และลกั ษณะ
เครื่องดนตรขี องชาตติ า งๆ โดยเฉพาะ
เคร่ืองดนตรีสากลทนี่ ิยมนํามาเลน กนั อยาง
ในปจ จุบนั )

สิ่งรอบๆ ตัวมาใช้ในการ ขยายความเขา้ ใจ E×pand
แต่งเพลง มีการใช้เสียงคน
ครงึ่ รอ้ ง ครึ่งพดู คลา้ ยบ่น ใหน กั เรยี นนาํ ขอ มลู เกยี่ วกบั ประวตั คิ วามเปน มา
มีท่าเต้นประกอบ เพ่ือเน้น และววิ ฒั นาการของดนตรสี ากล มารวมกนั จดั ปา ย
ความบนั เทงิ ปจั จุบนั ดนตรี นเิ ทศเผยแพรค วามรู พรอมหาภาพประกอบ
เข้ามามีส่วนในชีวิตความ ใหสวยงาม
เป็นอยู่ประจ�าวันของมนุษย์
มากขึ้น แม้ว่าหลายคนจะ ตรวจสอบผล
Evaluate

ไม่มีพื้นความรู้ทางดนตรี ครพู จิ ารณาจากการจดั ปา ยนเิ ทศเก่ียวกับ
มาก่อน ทุกคนก็สามารถ ประวัตคิ วามเปน มา และววิ ัฒนาการของดนตรี
ใช้ดนตรีเพ่ือความบันเทิง สากลของนกั เรยี น โดยพจิ ารณาในดา นความถกู ตอ ง
ปจจุบันดนตรีได้เข้ามามีส่วนในชีวิตความเป็นอยู่ประจ�าวันของมนุษยทุกเพศ หรือผ่อนคลายความเครียด ของเนอื้ หา การนําเสนอขอ มูล ความสวยงาม
ทกุ วยั ทุกชนชาติ เพอ่ื ใช้เป็นสื่อในการสร้างความบนั เทิง ได้อย่างหลากหลายรปู แบบ และความคิดรเิ ริ่มสรา งสรรค

(ทีม่ าของภาพ : http://www.paolingli.com)

๖5

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกร็ดแนะครู

ชนกลุมใดทน่ี า จะนาํ ดนตรสี ากลมาใชควบคกู บั ศาสนาเปน กลมุ แรก ครคู วรเพม่ิ เตมิ ความรูใหน กั เรยี นในเรอื่ งววิ ฒั นาการของดนตรีสากล โดยเฉพาะ
1. ชาวยุโรป เรือ่ งเครอื่ งดนตรสี ากลท่นี ยิ มใชใ นปจ จบุ ัน ซ่งึ แบงออกเปน 5 ประเภท คือ เครื่องสาย
2. ชาวแอฟริกา เครือ่ งเปาลมไม เครอ่ื งเปาลมทองเหลอื ง เครอื่ งลิ่มนว้ิ และเครือ่ งตี ซึง่ นักเรยี นจะได
3. ชาวยิว เรยี นรูอยา งละเอยี ดในหัวขอ ตอไป
4. ชาวอาหรับ
นักเรยี นควรรู
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะตามหลกั ฐานพบวา ศาสนาคริสต
1 เปาเขาสตั ว ในทน่ี ้ีหมายถงึ เครอื่ งดนตรีที่ทาํ จากเขาสัตว เชน ฮอรน เปน ตน
เปนจุดเรมิ่ ตนของการกําเนิดลักษณะดนตรีทางยโุ รป (ดนตรีสากล) เคร่อื งดนตรีที่ใชในอดีตทําจากเขาสัตว เพ่ือสงสัญญาณใหกบั ทหาร เชน
ซง่ึ ตอ มาชาวยุโรปไดประพันธเพลงท่เี ก่ยี วกับศาสนาหรือท่เี รียกกันวา พวกสแกนดิเนเวยี นาํ ฮอรน มาใชใ นสนามรบ ทาํ ใหเ กดิ เสียงดงั เพื่อขใู หศัตรู
“เพลงในโบสถ” ขึ้น เพ่อื โนม นา วจติ ใจผูฟ ง ใหนยิ มเลอ่ื มใสในศาสนา เกิดความหวาดกลวั เปน ตน
จงึ ถือไดวา ชาวยุโรปเปน กลุมแรกที่นําดนตรสี ากลมาใชควบคกู ับศาสนา

คูม่ อื ครู 65

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปดซีดีหรือดวี ีดกี ารบรรเลงดนตรีจาก ๒. องคป์ ระกอบ และประเภทของดนตรสี ากล
วงโยธวาทติ โดยใหน ักเรยี นชม และใหฝกสังเกต
ลักษณะการเดิน การแปรแถว และจงั หวะของดนตรี ดนตรีสากล เป็นสิง่ ทีถ่ กู สรา้ งสรรค์จนไดร้ บั การยอมรับจากคนทัว่ โลก การศึกษาในเรือ่ ง
จากนนั้ ครูถามนักเรยี นวา ของดนตรีสากล นักเรียนจะตอ้ งมคี วามรใู้ นเรอ่ื งต่อไปนี้

• นกั เรยี นคดิ วา การศึกษาเรอ่ื งดนตรสี ามารถ 2.๑ องคประกอบของดนตรสี ากล
จําเปนตองรูเ กีย่ วกบั องคป ระกอบของดนตรี องคป์ ระกอบทีส่ �าคญั ในการศึกษาดนตรีสากล มดี ังน้ี
ในดา นใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ ๑. จงั หวะ (Time or Rhythm)
ไดอ ยา งอิสระ) จังหวะ คือ การเคล่ือนไหวท่ีกระทำาอย่าง
ตอ่ เนื่อง สมำา่ เสมอ สามารถสังเกตได้คล้ายกบั
• ลักษณะการเดนิ การแปรแถวของวงโยธวาทิต การเต้นของหัวใจ จังหวะของเพลงจะดำาเนิน
มคี วามสมั พนั ธก ับจงั หวะของเครื่องดนตรี อยเู่ ร่ือยไปไม่มกี ารหยดุ ในทางดนตรีสากลอาจ
อยา งไร หมายถึง จังหวะเน้นในแต่ละเพลง ซึ่งนิยม
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ แบ่งกว้างๆ ได้ ๓ แบบ คือ เพลง ๒ จังหวะ
ไดอยา งอสิ ระ) เพลง ๓ จังหวะ และเพลง ๔ จังหวะ

สา� รวจคน้ หา (ทมี่ าของภาพ : http://www.gear-vault.com)

E×plore ๒. ทำานอง (Melody)
ทำานอง คือ การนำาเอาระดับเสียงสูง-ต่ำา
ใหน กั เรยี นศกึ ษา คน ควา หาความรูเพ่ิมเตมิ ทางดนตรี และความสน้ั -ยาวของเสียงเหล่านัน้
เกี่ยวกับองคประกอบ และประเภทของดนตรีสากล มาร้อยเรียงให้เกิดความไพเราะตามหลักการ
จากแหลงการเรียนรูตางๆ เชน หองสมุดโรงเรียน ทางดนตร ี อาจจาำ แนกทาำ นองไดเ้ ปน็ ๒ ลกั ษณะ
หองสมดุ ชมุ ชน อินเทอรเ นต็ เปนตน ในหัวขอ ทค่ี รู คือ ทำานองท่ีแสดงออกถึงความร่าเริง สดใส
กําหนดให ดงั ตอ ไปน้ี และทำานองท่ีถ่ายทอดความรู้สึกท่ีซึมเศร้า

1. องคป ระกอบของดนตรสี ากล ส่ิงท่ีทำาให้ได้ผลแตกต1่างกันเช่นน้ี เน่ืองจาก
2. การแบงประเภทของเครื่องดนตรี
การเลือกใชบ้ นั ไดเสยี งทแี่ ตกตา่ งกันนนั่ เอง
ตามหลักสากล
(ทม่ี าของภาพ : http://www.filmnews1.blogspot.com)

๓. เสยี งประสาน (Harmony)

อธบิ ายความรู้ Explain เสยี งประสาน คอื เสยี งตั้งแต ่ ๒ เสียงขน้ึ ไป
เกดิ ขน้ึ ในเวลาเดยี วกนั และมคี วามกลมกลนื กนั
ใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั องคป ระกอบ ในแนวตั้งหรือแนวดิ่ง เสียงประสานเปรียบ
ของดนตรีสากลตามทไ่ี ดศึกษามา จากนั้นครถู าม เสมอื นพนื้ หลงั ของภาพ เปน็ สว่ นประกอบทเี่ นน้
นกั เรยี นวา ให้จังหวะ และทำานองให้มีความโดดเด่นข้ึน (ทมี่ าของภาพ : http://www.lannatv.com)
ในบางขณะเสียงประสานจะทำาหน้าที่บีบคั้น
• เพราะเหตใุ ด จงั หวะ ทาํ นอง และเสยี งประสาน และผอ่ นคลายความรูส้ ึกของผูฟ้ ังเพลงดว้ ย
จึงมีความสาํ คญั กับดนตรีสากล
(แนวตอบ จังหวะ ทาํ นอง และเสยี งประสาน
มีสว นชวยในการทําใหด นตรที เ่ี ราไดย นิ นน้ั ๖๖

มคี วามไพเราะนาฟงมากยงิ่ ข้ึน) ขอสอบ O-NET

นักเรียนควรรู ขอ สอบป ’52 ออกเกีย่ วกับเก่ียวกบั เครื่องดนตรีที่เลน เสยี งประสาน
เครอ่ื งดนตรีในขอ ใดมกั ใชเลนเสียงประสานเมอ่ื อยูใ นวงดนตรี
1 บนั ไดเสียง คือ ระดับเสียงหรือตัวโนต ท่ีนาํ มาจดั เรยี งกนั เปนลําดับ ระยะหา ง 1. ฮอรน
ของเสียงจะแตกตางกัน การเลน จากเสียงต่ําไปสูงเรียกวา “บนั ไดเสียงขาขนึ้ ” 2. ฟลตู
การเลน จากเสยี งสงู ลงมาต่าํ เรียกวา “บันไดเสียงขาลง” โดยไมมกี ารขามขนั้ 3. คลารเิ นต็
และครอบคลมุ โนตทัง้ หมดในหนงึ่ คูแ ปด บนั ไดเสยี งมี 2 ประเภท คอื บันไดเสียง 4. ปค โคโล
ไดอะทอนิค ประกอบดวยโนต 8 ขนั้ มีระยะหางของเสยี งทัง้ เต็มเสยี ง และครึ่งเสียง
มี 2 ชนิด คือ บนั ไดเสยี งเมเจอร และบนั ไดเสียงไมเนอร บันไดเสยี งโครมาตกิ วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะฮอรน เปน เครือ่ งดนตรเี สียงกลาง
ประกอบดว ยโนต 13 ขั้น แตล ะขนั้ มรี ะยะหา งเปนครง่ึ เสยี ง มี 2 ชนิด คือ บนั ไดเสียง
ฮารโ มนิกโครมาติก และบันไดเสยี งเมโลดิกโครมาตกิ ทีป่ กตมิ ักเลน ทาํ นองทเ่ี ปนเสยี งประสานใหก บั วงดนตรี แตก ส็ ามารถเลน
ทํานองหลักไดเ ชน กัน

มุม IT

นักเรยี นสามารถศึกษา คน ควาเพิ่มเติมเก่ยี วกบั บันไดเสียง ไดจ าก
http://www.mwk.ac.th

66 คู่มอื ครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเขา้ ใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

2.2 การแบง ประเภทของด1 นตรตี ามหลักสากล ใหนักเรียนรว มกันอภิปรายเกย่ี วกับการ
ดนตรีทข่ี ับร้อง และบรรเลงอยู่ในปจั จบุ ันสามารถแบ่งออกเปน็ ๓ ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ แบงประเภทของดนตรตี ามหลกั สากล
ตามทไี่ ดศ กึ ษามา จากนัน้ ครถู ามนกั เรยี นวา
ประเภทของดนตรตี ามหลักสากล
• การแบงประเภทของดนตรีตามหลักสากล
ดนตรพี ้นื บ้าน ดนตรีแบบฉบับ ดนตรีสมัยนิยม สามารถแบง ออกไดเปน ก่ีประเภท อะไรบาง
(แนวตอบ การแบงประเภทของดนตรี
๑. ดนตรพี น้ื เมือง หรือดนตรีพื้นบ้าน (Folk Music) ตามหลกั สากล สามารถแบงออกได
ดนตรีพื้นเมืองหรือดนตรีพื้นบ้าน มีลักษณะเฉพาะเป็นของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ เปน 3 ประเภท คอื ดนตรีพ้นื เมอื ง
ซง่ึ สง่ิ นเี้ ปน็ เครอื่ งหมาย หรอื สญั ลกั ษณท์ ที่ าำ ใหเ้ ราไดท้ ราบวา่ ดนตรพี นื้ บา้ นทไี่ ดย้ นิ ไดช้ มเปน็ ดนตรี หรอื ดนตรีพ้ืนบาน ดนตรแี บบฉบับ
ของท้องถิ่นใด หรอื ของชนเผา่ ใด ภาษาใด และดนตรีสมัยนยิ มหรอื ดนตรชี นนิยม)

๒. ดนตรีแบบฉบบั (Classical Music) • ดนตรีท้ัง 3 ประเภทนี้แตกตางกันอยา งไร
ดนตรีแบบฉบับ เป็นดนตรีของชนชาติใดก็ตามที่ได้รับการพัฒนามาจนเป็นดนตรีชั้นสูง (แนวตอบ แตกตางกันทีเ่ นอ้ื หาสาระ ดนตรี
เปน็ ดนตรีที่มีความโดดเด่นถึงขัน้ เปน็ แบบฉบับของชนชาติน้ันได้ ได้แก่ ดนตรีไทย ซงึ่ เดิมเป็นดนตรี พน้ื บา น เน้อื หาจะกลาวถึงการดํารงชีวติ
พื้นเมืองของภาคกลางท่ีได้รับการพัฒนา และนำาเข้าไปเล่นในราชสำานัก ต่อมาได้รับการปรับปรุง ประจาํ วนั ดนตรคี ลาสสกิ เน้ือหาจะเปน ไป
จากครูดนตรีหลายท่าน จนเป็นท่ียอมรับว่าเป็นดนตรีช้ันสูง มีความไพเราะ ดนตรีประเภทน้ี ตามคานิยมในแตล ะยคุ ดนตรีปอป เน้อื หา
นยิ มเรียกทับศัพทว์ า่ “ดนตรคี ลาสสกิ ” จะเกย่ี วขอ งกับความรักหรือท่ีเปนท่นี ิยม
อาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้อธิบายความหมายของดนตรีคลาสสิก ไว้ว่า “ดนตรีคลาสสิก ในยคุ สมยั )
หมายถึง ดนตรีที่มีความงาม ความไพเราะในเรื่องของเสียง โดยท่ีผู้ประพันธ์เพลงได้ประพันธ์ข้ึน
อย่างวิจิตรพิสดาร มุ่งเน้นในเร่ืองของความไพเราะ มีคุณค่าในความงามของศิลปะ บรรเลงโดย ขยายความเขา้ ใจ E×pand
นักดนตรีท่ีมีความสามารถท่ีผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ และมีความสามารถสูงพอที่จะถ่ายทอด
อารมณ์ความรู้สกึ ของเพลงออกสู่ผูฟ้ งั ได้ สาำ หรับผ้ฟู งั น้ันตอ้ งอาศยั สมาธิ หรือความตง้ั ใจที่จะฟงั ” ใหนักเรยี นแบง เปน 2 กลุม โดยครูกําหนดให
กลมุ ที่ 1 จดั ทําแผน พบั เก่ยี วกับองคป ระกอบ
๓. ดนตรสี มัยนิยม หรอื ดนตรีชนนิยม (Popular Music) ของดนตรีสากล
ดนตรีสมัยนิยมหรือดนตรีชนนิยม เป็นดนตรีท่ีได้รับความนิยมจากประชาชนท่ัวไป เช่น กลุม ท่ี 2 จัดทําแผน พับเก่ียวกับประเภทของ
ดนตรีไทยสากล เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง วงดนตรีท้ังหลายในปัจจุบัน เป็นต้น ดนตรีประเภทนี้ ดนตรีตามหลกั สากล
จะมีเพลงซ่ึงได้รับความนิยมอยู่ระยะเวลาหน่ึง จากน้ันเพลงดังกล่าวก็จะเส่ือมความนิยมลง ทั้งนี้ใหน กั เรียนแตล ะกลมุ ตกแตง แผนพบั
แล้วก็จะมีเพลงใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเข้ามาแทนที่ บทเพลงของดนตรีสมัยนิยมถูกสร้างขึ้น ใหส วยงาม นําสง ครผู ูสอน
ด้วยวธิ ที ตี่ ่างกนั
ตรวจสอบผล Evaluate
๖7
ครูพจิ ารณาจากแผน พบั เก่ียวกับองคประกอบ
ของดนตรสี ากล และประเภทของดนตรขี องนกั เรยี น
โดยพิจารณาจากความถูกตอ ง ความคิดสรางสรรค
และความสวยงามของผลงาน

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นักเรยี นควรรู

ดนตรีท่ีเปน เอกลักษณเฉพาะตัวของกลมุ แตละชาตพิ ันธุ 1 ดนตรีที่ขบั รอง และบรรเลง คอื ดนตรีประเภทเพลงบรรเลง เกดิ จากการทม่ี นษุ ย
มคี วามหมายตรงกบั ขอ ใด สรา งเสยี งดนตรขี ึน้ เพอื่ บรรยายอารมณ ความคิด ความรูส กึ ซึ่งบางคร้ังไมส ามารถ
บรรยายออกมาดว ยภาษาพูดได ดนตรปี ระเภทขับรอ ง เกิดขน้ึ จากเสียงรอ งของ
1. ดนตรีรอ็ ก มนษุ ยโ ดยตรงที่บรรยายอารมณ ความรสู กึ ออกมาเปนเนอ้ื เพลงทมี่ ีวงทาํ นองลีลา
2. ดนตรพี ้ืนบาน ส่ือความหมายไดในเชิงภาษาพูด
3. ดนตรีเพ่ือชวี ิต
4. ดนตรีแบบคลาสสิก มมุ IT

วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะดนตรพี ้ืนบาน มีลักษณะเฉพาะ นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คนควา เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั ดนตรที ข่ี ับรอง และบรรเลง
ไดจ าก http://www.mwk.ac.th
เปน ของทองถิ่นนน้ั ๆ เปนสวนใหญ ซึง่ สง่ิ นีถ้ อื เปนเคร่อื งหมายหรอื
สญั ลกั ษณท ท่ี าํ ใหเ ราไดทราบวาดนตรีพ้ืนบานทไ่ี ดย ิน และไดชมนน้ั
เปนดนตรขี องทอ งถนิ่ ใด

คมู่ อื ครู 67

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครนู ําตวั อยา งโนตเพลงสากลใหน กั เรียนชม ๓. เคร่อื งหมาย และสญั ลักษณใ์ นดนตรีสากล
โดยใหน กั เรยี นศกึ ษาสว นประกอบตา งๆ ในโนต สากล
จากน้นั ครูถามนกั เรียนวา ดนตรีสากลเร่มิ มีแบบแผนในสมัยกรกี โบราณ โดยพีทาโกรัส (Pythagoras) นักปรชั ญา
และนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกผู้ย่ิงใหญ่ ในระยะแรกจะใช้เคร่ืองหมาย และสัญลักษณ์แบบง่ายๆ
• จากตวั อยา งโนต สากลนกั เรยี นพบเครอ่ื งหมาย เนอื่ งจากบทเพลงที่ใชร้ ้องในสมยั นน้ั มเี พียงท�านองหลักเพียงอยา่ งเดยี ว และมที �านองที่ไม่ยงุ่ ยาก
และสญั ลกั ษณใ ดในดนตรีสากลบา ง แต่ในสมยั ตอ่ มาเรมิ่ นยิ มการประสานเสยี งแบบงา่ ยไปสกู่ ารประสานเสยี งทมี่ คี วามซบั ซอ้ น จงึ จา� เปน็
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดงความคิดเหน็ ท่ีจะต้องหาวธิ กี ารบันทกึ โน้ตเพลงใหเ้ ปน็ มาตรฐานแนวเดยี วกัน
ไดอยา งอิสระ) เครื่องหมาย และสัญลักษณ์ทางดนตรีสากลที่ประดิษฐ์ข้ึน เพ่ือใช้บันทึกบทเพลงต่างๆ
มิใหส้ ญู หาย และเปน็ ท่ยี อมร1บั กนั ในระดบั สากล มดี ังน้ี
สา� รวจคน้ หา E×plore
๓.๑ บรรทัด 5 เสน้ (Staff)
ใหน กั เรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลมุ ใหนักเรียน บรรทัด ๕ เส้น เป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีที่ผู้เรียนดนตรีสากลควรทราบต่อจากตัวโน้ต
ศกึ ษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั เครอ่ื งหมาย และตัวหยุด เปน็ สง่ิ ทแ่ี สดงว่าตัวโน้ตที่บันทกึ ลงในบรรทัด ๕ เส้นน้มี ีเสยี งระดบั ใด เสียงสงู หรือต่�า
และสัญลกั ษณในดนตรสี ากล จากแหลงการเรียนรู กวา่ ตวั โนต้ ตัวอืน่ ๆ หรือไม่
ตางๆ เชนหอ งสมุดโรงเรียน หองสมดุ ชมุ ชน ลกั ษณะของบรรทดั ๕ เสน้ หรอื เสน้ บนั ทกึ โนต้ เปน็ เสน้ ตรงแนวนอน ๕ เสน้ ทข่ี นานกนั
อนิ เทอรเ นต็ เปน ตน ในหวั ขอ ท่ีครูกาํ หนดให และมีระยะห่างเทา่ ๆ กนั ใชส้ �าหรบั บนั ทึกตัวโนต้ และตวั หยุด
ดงั ตอไปน้ี
วธิ กี ารนับเส้นและช่อง จะนบั จากเสน้ ขา้ งล่างขึ้นไปหาเสน้ ข้างบน ดังนี้
กลมุ ท่ี 1 บรรทดั 5 เสน ๑๒๓๔ ๕
กลุมท่ี 2 ลักษณะตวั โนต และตวั หยดุ ๑๒๓๔
กลมุ ท่ี 3 เคร่ืองหมายกาํ กับบรรทัด
กลุมที่ 4 เครื่องหมายทางดนตรี

อธบิ ายความรู้ Explain เส้นที่ ชองที่

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 1 ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู นอกจากบรรทัด ๕ เสน้ ซึง่ ใชเ้ ปน็ หลักในการบันทกึ ตัวโนต้ และตัวหยดุ แลว้ ยังมเี ส้นท่ี
เพม่ิ เติมเก่ยี วกบั บรรทัด 5 เสน สงตัวแทน 2 - 3 คน ใช้ขีดใตบ้ รรทัด ๕ เสน้ หรือเหนือบรรทัด ๕ เส้น เป็นเสน้ สัน้ ๆ ทข่ี ดี ใช้เฉพาะตวั โน้ตทม่ี รี ะดบั เสยี ง
ออกมาอธบิ ายความรตู ามท่ไี ดศ ึกษามาหนา ชน้ั เรยี น ต�่ากวา่ หรอื มรี ะดบั เสียงสงู กว่าเสน้ ที่ปรากฏในบรรทดั ๕ เส้น เรียกเสน้ สน้ั ๆ นี ้ วา่ “เส้นนอ้ ย”
จากน้นั ครถู ามนักเรยี นวา (Ledger Line)
เสน้ นอ้ ย
• บรรทดั 5 เสน มคี วามสาํ คญั ตอการศึกษา
ดนตรีสากลอยา งไร เส้นน้อย
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยางอสิ ระ)

๖๘ ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
นกั เรียนควรรู
บรรทดั 5 เสน มีประโยชนต อ การขบั รอ ง และบรรเลงดนตรีสากลอยา งไร
1 บรรทัด 5 เสน เปนเสน ตรงแนวนอน 5 เสน มรี ะยะหา งเทา ๆ กัน เสน ลางสุด 1. เพอ่ื ใหรูระดบั เสียงสงู -ต่าํ ของเสยี ง
เรียกวา “เสนบรรทัดท่ี 1”″ เสนบนสดุ เรยี กวา “เสน บรรทัดที่ 5″”″ ระดับเสยี งของ 2. เพอื่ ใหรคู วามสั้น-ยาวของเสยี ง
แตละเสน จะขน้ึ อยูกับกุญแจประจาํ หลัก ซึง่ จะนิยมใชก ญุ แจซอล และกญุ แจฟา 3. เพือ่ ใหรคู วามหนกั -เบาของเสยี ง
สามารถไลตัวโนตแตละเสนบรรทัดไดด ังนี้ เสน บรรทัดที่ 5 แทนโนต ตวั “ฟา” (F) 4. เพอ่ื ใหร คู วามสั้น-ยาว-หนกั -เบาของเสยี ง
เสนบรรทดั ที่ 4 แทนโนต ตัว “เร” (D) เสน บรรทดั ที่ 3 แทนโนต ตัว “ที” (B)
เสน บรรทัดท่ี 2 แทนโนตตวั “ซอล” (G) เสนบรรทดั ที่ 1 แทนโนต ตวั “ม”ี (E) วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะในการบันทกึ เสยี งโดยใชบ รรทดั
เชน เดยี วกนั ถา เราไลตวั โนต แตล ะชองบรรทดั จะไดชองบรรทัดท่ี 4 แทนโนต ตัว
“มี” (E) ชองบรรทดั ท่ี 3 แทนโนตตวั “โด” (C) ชองบรรทดั ที่ 2 แทนโนต ตวั “ลา” 5 เสน จะแสดงใหเห็นความสงู -ตาํ่ ของเสยี งชัดเจน โดยการวางตัวโนต
(A) และชอ งบรรทัดท่ี 1 แทนโนต ตัว “ฟา” (F) ไวบ นบรรทดั 5 เสน

68 คมู่ อื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๓.2 ลักษณะตัวโน้ต และตวั หยุด ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 2 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู
๑) ตวั โนต้ คอื เครอ่ื งหมายทใี่ ชบ้ นั ทกึ แสดงความสนั้ -ยาวของเสยี ง อตั ราความสน้ั -ยาว เพม่ิ เติมเกยี่ วกับลักษณะตัวโนต และตวั หยุด
สง ตวั แทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูตามทไ่ี ด
ของตัวโน้ตจะมกี จ่ี ังหวะน้ันจะข้ึนอยูก่ บั เครอ่ื งหมายกา� หนดจังหวะ ศกึ ษามาหนา ช้นั เรยี น จากน้นั ครถู ามนกั เรียนวา
ลกั ษณะของตวั โน้ตท่ีพบโดยทวั่ ไปมลี ักษณะ ดังนี้
• ตัวโนต มีความสําคญั อยางไร
เสยี งดนตรี (แนวตอบ ตัวโนต คอื สญั ลักษณใ ชบ อก
เรียกว่า ตวั กลม มอี ัตราความยาวของเสียงยาวทส่ี ดุ ระดับเสียง และความยาวของเสียงดนตรี
เรียกว่า ตวั ขาว มอี ตั ราความยาวของเสียงเปน็ ครง่ึ หนงึ่ ของตวั กลม โดยระดบั เสยี งดนตรีดูไดจ ากตําแหนง
เรยี กว่า ตัวดา� มอี ัตราความยาวของเสียงเป็นคร่ึงหน่ึงของตวั ขาว ของตัวโนต ทว่ี างอยูบนบรรทดั 5 เสน
เรยี กวา่ ตัวเขบต็ หนึ่งชั้น มีอตั ราความยาวของเสยี งเปน็ ครึ่งหนง่ึ ของตัวด�า สว นความยาวของเสยี ง ดไู ดจ ากลักษณะ
เรยี กว่า ตวั เขบต็ สองชนั้ มีอตั ราความยาวของเสยี งเปน็ ครงึ่ หนง่ึ ของตัวเขบต็ หนึง่ ชน้ั ของตวั โนต ถา ตอ งการจะเทยี บวา ตวั โนต
เรียกวา่ ตัวเขบต็ สามช้ัน มีอัตราความยาวของเสยี งเปน็ คร่ึงหนงึ่ ของตวั เขบ็ตสองชน้ั แตล ะตัวเทากับกจ่ี งั หวะใหใ ชสญั ลกั ษณ
ที่เรยี กวา เคร่อื งหมายกาํ หนดจงั หวะ
ตวั โนต้ ทก่ี ลา่ วมาขา้ งต้น สามารถแบ่งค่าออกเปน็ ๒ จ�านวนเสมอ เปนตัวบง บอก)

การเปรยี บเทยี บอตั ราความยาวของเสียงของตัวโน้ต • ตัวโนตดนตรีมแี หลงกําเนิดมาจากส่ิงใด
(แนวตอบ ตวั โนตดนตรีเปน ระบบการบนั ทึก
++ แทนเสยี งดนตรีทีม่ ีมาต้งั แตอ ดีต สรางข้นึ
ในศตวรรษที่ 11 โดย กโี ด เดอ อเรซโซ
++ บาทหลวงชาวอิตาลี จากนนั้ กไ็ ดมกี าร
พัฒนามาอยางตอ เน่ือง ดงั ท่ีเราสามารถ
++ พบเหน็ ไดในปจ จุบนั )

• การเขียนโนตตัวดาํ และโนตตวั ขาว
มวี ธิ กี ารเขียนทเ่ี หมอื นกนั หรอื ไม อยางไร
(แนวตอบ เขียนคลา ยกนั เพยี งแตโ นตตวั ดาํ
จะตอ งเขยี นหวั ทึบเทานั้น)

๖๙

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู

ใหนักเรยี นศกึ ษาเพิม่ เตมิ เกย่ี วกับเครอื่ งหมาย และสัญลักษณ ครูควรอธิบายเพมิ่ เตมิ เก่ยี วกับวิธีการเขยี นตัวโนต คอื
ในดนตรสี ากล พรอมหาภาพประกอบ และเขยี นอธิบายใตภ าพเกยี่ วกับ ตัวกลม เขียนวงกลมทรี่ ีเลก็ นอย
ลกั ษณะของเครอ่ื งหมาย และสญั ลักษณในดนตรสี ากลทพ่ี บ ตวั ขาว ใหเ ขียนหัวในตําแหนงทีต่ อ งการ แลวลากสวนตวั ของโนต จากบนลงลาง
ลงกระดาษรายงาน ตกแตง ใหส วยงาม นําสง ครผู สู อน ตัวดํา ใหเ ขยี นหวั ทบึ ลงในตําแหนง ที่ตองการ แลวลากสวนตวั ของโนตจากบน
ลงลาง
กิจกรรมทาทาย ตัวเขบต็ ตางๆ ใหเ ขียนหัวทึบลงในตําแหนง ที่ตองการ แลวลากสวนตวั ของโนต
จากบนลงลา ง แลว เขยี นสว นหางเตมิ ลงไปตามจาํ นวนชน้ั ซง่ึ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู
ความเขาใจเร่อื งลกั ษณะของตัวโนตไดด ียง่ิ ข้นึ

ใหน กั เรยี นเขยี นแผนผงั การเปรยี บเทยี บอตั ราความยาว-สน้ั มุม IT
เสยี งของตวั โนต ลงกระดาษรายงาน นาํ สง ครผู สู อน
นักเรยี นสามารถศึกษา คน ควา เพม่ิ เตมิ เกี่ยวกับลกั ษณะตัวโนต และตัวหยดุ
ไดจาก http://www.lks.ac.th

คมู่ ือครู 69

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนกั เรียนศกึ ษาเกีย่ วกับการเขียนโนต ตัวเขบต็ การเขยี นโนต้ ตัวเขบต็ ในกรณีทเ่ี ขยี นตัวโนต้ เรียงตอ่ กนั นิยมเขยี นในลักษณะ ดงั น้ี
จากในหนงั สือเรียน หนา 70 จากนนั้ ครถู าม
นักเรียนวา เขยี นเปน็ เขียนเป็น

• คาํ วา “เขบ็ต” ความหมายวาอยางไร เขยี นเป็น เขยี นเปน็
(แนวตอบ เขบ็ต หมายถึง ชอื่ ตวั หมายเสยี ง
อยา งหนงึ่ ทใ่ี ชบ นั ทกึ เสยี งดนตรสี ากลมี 4 ชนดิ
คือ เขบต็ ชน้ั เดยี ว เขบ็ต 2 ชั้น เขบต็ 3 ชนั้
และเขบต็ 4 ชัน้ )

• จากภาพมีความหมายวาอยา งไร

เกรด็ ศิลป์ ศพั ทส ังคตี

ศัพทสังคีต คือ ค�าสั่งทางดนตรีท่ีบอกให้ผู้เล่นปฏิบัติตาม เพ่ือให้เกิดอารมณเพลงตามที่ผู้ประพันธต้องการ
นยิ มเขยี นเป็นภาษาอิตาเลยี น โดยแบง่ เปน็ หมวดหมไู่ ด้ ดงั น้ี
๑. ศัพทส งั คตี ท่แี สดงความช้า-เร็วของจงั หวะเพลง ได้แก่
ลารโ ก Largo หมายถึง ช้า
อัลเลโกร Allegro หมายถึง เรว็
(แนวตอบ โนต เขบต็ หนง่ึ ชน้ั โนต ตวั นจี้ ะมหี วั ดาํ ๆ โมเดราโต Moderato หมายถึง ปานกลาง
มกี านโนตลากขึ้นไป และทพ่ี ิเศษมากขึน้ กค็ อื รเี ทนโู ต Retenuto (rit) หมายถึง หน่วงจงั หวะใหช้ า้ ลง
ท่ีปลายกานจะมีสว นที่หนาตาคลา ยๆ ธง 2. ศัพทสังคตี ทแ่ี สดงความดัง-เบาของเสยี ง ได้แก่
• จเกรา็คยี กือกภวาา 21พ“ม)เขีคบวต็า”มหหมอ ยายลวงามอายนาน่ั งเไอรง อตั ราจงั หวะ ฟอรเต Forte หมายถึง ดัง
(แนวตอบ โนตเขบต็ สองชนั้ จะหนา ตาคลา ยๆ เปยโน Piano (p) หมายถงึ เบา
โ2นชต ัน้ เขตบาต็ มชชน้ั ื่อเดสียววนแอตัตตรารงจสงั หวนวะเขกบ็ค็ตอื นั้น41จะ)มี ฟอรต สิ สโิ ม Fortissimo (ff) หมายถึง ดงั มาก
เปยนิสสโิ ม Pianissimo (pp) หมายถึง เบามาก
๓. ศพั ทส ังคีตที่ใช้แสดงความรู้สึก ได้แก่
โดลเช Dolce หมายถงึ อ่อนหวาน
วิวาเช Vivace หมายถึง มชี ีวิตชีวา
อดั ลิบติ ุม Ad Libitum (ad lib.) หมายถงึ อยา่ งอสิ ระ
4. ศพั ทส ังคีตทวั่ ไปที่ใช้กบั ดนตรี ไดแ้ ก่
โซโล Solo หมายถงึ เดยี่ วเครอื่ งดนตรี
ฟเน Fine หมายถึง จบ
ดา คาโป Da capo (D.C.) หมายถงึ กลับไปยอ้ นตน้ ใหม่
5. ศัพทสงั คีตที่ใช้กบั การบรรเลงเปยโน ได้แก่
แมงโกช Main Gauhe (M.G.) หมายถงึ ให้ใชม้ อื ซา้ ย
อูนา คอรดา Una Corda หมายถึง ใชส้ ายเด่ียว คือ ใหเ้ หยยี บกระเด่ืองทา� เสยี งเบา
เพดาลเล Pedale (Ped.) หมายถึง ให้เหยียบกระเดอื่ งท�าเสียงดังกงั วาน
มัสโนเดสตรา Masno destra (M.D.) หมายถึง ใหใ้ ชม้ ือขวา

7๐

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
การทจ่ี ะกาํ หนดใหต วั โนต หางชข้ี นึ้ หรอื ลง ใหย ดึ เสน ที่ 3 ของบรรทดั 5 เสน (Staff)
เปน หลัก กลา วคือ ตวั โนตทคี่ าบอยูเสน ท่ี 3 และต่ําลงมาหางตวั โนตจะตองชีข้ นึ้ ขอใดตอ ไปนี้สมั พันธก นั
สวนโนต ทีค่ าบอยูเสนที่ 3 หรือสงู ขึ้นไปหางตวั โนต จะตองชีล้ ง สําหรบั โนตทีค่ าบอยู 1. แมงโกช ฟเน
เสน ที่ 3 เองนั้นหางจะขน้ึ หรือลงกไ็ ดใ หย ึดตวั โนตทอี่ ยูภายในหองหรือโนต คงทอ่ี ยู 2. วิวาเช เปย โน
ขา งเคียงเปนหลกั ดังตวั อยาง 3. ลารโก อลั เลโกร
4. ฟอรเต โดลเช
ตวั โนตทีอ่ ยใู ตเ สน ที่ 3 ลงมา หางข้ึน
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 3. เพราะลารโ ก หมายถงึ ชา อัลเลโกร

หมายถึง เรว็ ซง่ึ จัดเปนศพั ทส ังคีตที่แสดงความชา-เร็วของจังหวะเพลง

ตวั โนตท่อี ยเู หนือเสน ที่ 3 ข้นึ ไปหางลง

70 คูม่ อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

๒) ตวั หยดุ หรือเคร่อื งหมายพกั เสียง คือ เครอ่ื งหมายท่ที า� ใหเ้ สยี งเงยี บ หรอื หยดุ ใหนักเรียนศึกษาเกีย่ วกบั ลกั ษณะตวั โนต
และตัวหยดุ ในหนังสือเรยี น หนา 71 จากนน้ั
ชั่วคราว แต่จังหวะยังคงด�าเนินต่อเนื่องไป จะหยุดนานเท่าใดน้ันขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวหยุด ครถู ามนกั เรียนวา
ลักษณะ และอัตราความยาวของตัวหยุด มดี งั นี้
• ตัวหยุดหมายถงึ สิง่ ใด
หยดุ ตัวกลม มีอัตรายาวทสี่ ุด เทียบเท่ากบั อตั ราจังหวะของโน้ตตวั กลม (แนวตอบ สญั ลกั ษณท ีบ่ ันทึกแทนความ
ส้ัน-ยาวของความเงยี บตัวโนต )
หยุดตวั ขาว มีอัตราเปน็ ครง่ึ หน่ึงของหยุดตวั กลม เทียบเท่ากับอัตราจังหวะ
ของโน้ตตัวขาว • ตวั หยุดมลี กั ษณะอยางไร
หยุดตัวด�า มีอัตราเป็นคร่ึงหนึ่งของหยุดตัวขาว เทียบเท่ากับอัตราจังหวะ (แนวตอบ ตวั หยดุ มีการใชส ญั ลกั ษณแ ทน
ของโนต้ ตัวดา� ดงั ภาพในตารางท่ีกําหนดให
หยุดตัวเขบต็ หน่งึ ชั้น มอี ัตราเปน็ คร่ึงหนง่ึ ของหยุดตวั ด�า เทยี บเทา่ กับอัตรา
จงั หวะของโนต้ ตัวเขบ็ตหน่งึ ชั้น ท่ี รปู แบบ ชื่อเรยี ก คาความยาว นยิ ม
หยดุ ตวั เขบต็ สองชน้ั มอี ตั ราเปน็ ครง่ึ หนงึ่ ของหยดุ ตวั เขบต็ หนงึ่ ชนั้ เทยี บเทา่ กาํ หนดท่ี
กับอัตราจงั หวะของโนต้ ตวั เขบต็ สองช้นั
หยดุ ตวั เขบต็ สามชนั้ มอี ตั ราเปน็ ครง่ึ หนงึ่ ของหยดุ ตวั เขบต็ สองชนั้ เทยี บเทา่ 1. หยดุ (Whole มากทส่ี ดุ 4 จังหวะ
กบั อตั ราจังหวะของโนต้ ตวั เขบต็ สามชัน้ ตวั กลม Rest)
หยดุ ตวั เขบต็ สช่ี น้ั มอี ตั ราเปน็ ครง่ึ หนง่ึ ของหยดุ ตวั เขบต็ สามชน้ั เทยี บเทา่ กบั
อตั ราจงั หวะของโน้ตตวั เขบ็ตสชี่ ้นั 2. หยุด (Half Rest) คร่งึ ของ 2 จงั หวะ
ตวั ขาว ตัวกลม
การเปรียบเทยี บค่าตวั โน้ต และตัวหยุดชนดิ ตา่ งๆ
3. หยดุ (Quarter คร่งึ ของ 1 จังหวะ
ตวั ดาํ Rest) ตัวขาว

4. หยดุ (Eighth คร่งึ ของ 21 จังหวะ
ตัวเขบ็ต Rest) ตัวดํา
1 ชั้น

5. หยดุ (Sixteenth คร่งึ ของ 14 จังหวะ
ตวั เขบ็ต Rest) ตเขบต็
2 ช้ัน 1 ชัน้

ชอ่ื โนต หยดุ คา จงั หวะ การอา นคาตวั หยุด เปน การไมอานตาม
จังหวะทีป่ รากฏ คอื นับจงั หวะเพียง
ตวั กลม (Whole Note) ๔ อยางเดยี วใหครบตามคา ท่กี ําหนด
ตัวขาว (Half Note) ๒ หรือหากตองการอานกใ็ หอ า นในใจ
ตัวดํา (Quarter Note) หรือใหเ งยี บท่สี ดุ เนอื่ งจากตวั หยดุ
ตวั เขบ็ต ๑ ชนั้ (Eighth Note) ๑ ไมตองการใหน ักดนตรผี ูนนั้ ปฏบิ ัติ
ตัวเขบต็ ๒ ช้ัน (Sixteenth Note) ๒๑ หรือขบั รองใดๆ ทัง้ สนิ้ )
๔๑

7๑

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู

ใหน ักเรียนทาํ ตารางเปรยี บเทียบลกั ษณะของตวั หยดุ ครูเนนใหนักเรยี นเห็นความสาํ คญั ของตวั หยุดหรือเครือ่ งหมายพักเสียง
และอัตราความยาวของตวั หยดุ ลงกระดาษรายงาน นําสง ครูผสู อน วาการบรรเลงดนตรหี รอื การรอ งเพลงในบทเพลงหนึง่ ตองมีบางตอนท่ีหยดุ ไป
การหยุดนน้ั อาจเปน 4, 3, 2... จงั หวะ หรอื อาจมาก-นอ ยกวานี้ขึ้นอยูกบั ผแู ตง
กิจกรรมทาทาย การบันทกึ ตัวหยดุ นั้นไดก าํ หนดเปนสัญลกั ษณเชน เดยี วกบั ตวั โนต ซึ่งโดยทั่วไป
เรยี กวา “ตวั หยุด” หมายถงึ สัญลกั ษณทีใ่ ชใ นการเงียบเสียงดนตรีหรอื เสียงรอ ง
ใหนักเรยี นฝกเขียนโนตสากล และเครือ่ งหมายพักเสยี ง ลงบนบรรทดั แตอัตราจงั หวะยังคงดําเนินไปตลอด ตัวหยดุ จะถูกเขยี นลงบนบรรทัด 5 เสน
5 เสน พรอ มเขยี นอธิบายความสําคัญของตัวโนต และเครื่องหมายพักเสียง เชนเดยี วกับตวั โนต ซึง่ จะทาํ ใหน กั เรียนมคี วามรู ความเขา ใจเรือ่ งตวั หยดุ
ลงกระดาษรายงาน นาํ สงครูผูส อน หรอื เคร่อื งหมายพักเสียงไดดียง่ิ ขึน้

มุม IT 71

นักเรยี นสามารถศกึ ษา คนควาเพม่ิ เติมจากการฟง และการชม
วธิ ีการอา นโนตสากล ไดจ าก http://www.youtube.com
โดยคน หาจากคาํ วา การอานโนต สากล

คู่มอื ครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ท่ี 3 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ข้อสงั เกต
เกย่ี วกบั เครอ่ื งหมายกาํ กบั บรรทดั สง ตวั แทน 2 - 3 คน ๑. โนต้ ตัวกลม และหยุดตัวกลมมีค่ามากทีส่ ดุ (โดยปกตจิ ะมีค่าเทา่ กับ ๔ จงั หวะ)
ออกมาอธิบายความรูตามทไี่ ดศึกษามาหนา ชน้ั เรียน ๒. ตัวโนต้ และตวั หยุดท่ีอยู่ในระดับเดียวกนั จะมจี งั หวะท่เี ท่ากัน
จากน้ันครถู ามนักเรียนวา ๓. ตวั โนต้ และตวั หยดุ บรรทดั รองลงมา มคี า่ เปน็ ครง่ึ หนง่ึ ของตวั โนต้ และตวั หยดุ
บรรทดั เหนอื ข้นึ ไปหน่งึ ระดบั
• กญุ แจประจาํ หลกั มหี นา ที่ใดในบรรทัด 5 เสน ๔. ค่า หมายถงึ ความสั้น-ยาวของเสยี ง และความเงยี บ
(แนวตอบ กญุ แจประจาํ หลกั ใชแ สดงถงึ ระดบั เสยี ง ๕. ในทางปฏิบตั ิ คา่ ของตัวโนต้ และตัวหยุดจะถูกก�าหนดเป็นจงั หวะ
ของตวั โนต ทบี่ นั ทึกกาํ กบั ไวท ต่ี าํ แหนง เริ่มตน ๖. หน่ึงจงั หวะประกอบด้วย ๒ ส่วนส�าคัญ คือ ตบเท้าลง และยกเท้าขนึ้
ของบรรทดั 5 เสน ซึง่ จะเปนตัวบง บอกช่อื อย่างสม่า� เสมอ
และระดบั เสียงของตัวโนตที่อยูบ นเสนนนั้ )
๓.๓ เคร่ืองหมายกำากับบรรทัด
• กุญแจประจําหลักมกี ีป่ ระเภท อะไรบา ง เครื่องหมายก�ากับบรรทัด โน้ตสากลที่บันทึกลงในบรรทัด ๕ เส้น ที่อยู่ในต�าแหน่ง
(แนวตอบ กญุ แจประจาํ หลกั ในการบนั ทกึ ดนตรี หรือในระดับต่างกัน จะมีช่ือเรียกหรืออ่านออกเสียงต่างกัน การอ่านออกเสียงตัวโน้ตในบรรทัด
สมัยนีม้ ีใชอยเู พียง 3 ชนดิ คอื กญุ แจซอล ๕ เส้น อา่ นออกเสยี งเปน็ โด (Do) เร (Re) มี (Mi) ฟา (Fa) ซอล (Sol) ลา (La) ท ี (Ti)
กุญแจโด และกญุ แจฟา ซ่งึ กญุ แจแตละชนิด ต�าแหน่งของตัวโน้ตท่ีอ่านออกเสียงต่างกันนี้ ถูกก�าหนดโดยเครื่องหมายก�ากับบรรทัดซึ่งเรียกว่า
จะอางถึงเสยี งซอล โด และฟา ตามลาํ ดับ “กุญแจ” (Clef)
ตามตําแหนง ทก่ี ญุ แจน้นั ไดไปคาบเกีย่ วไว 12
บนบรรทดั 5 เสน และชองอน่ื ๆ กจ็ ะสมั พันธ กญุ แจทผ่ี เู้ รยี นควรทราบในระดบั ชน้ั เรยี นน ี้ คอื กญุ แจซอล (G Clef) และ กญุ แจฟา (F Clef)
กับโนตบนเสนนน้ั ) ๑) กุญแจซอล คอื เครือ่ งหมายท่ีกา� หนดเสยี งของตวั โน้ตในบรรทดั ๕ เสน้ ใหอ้ ่าน
ออกเสียงเป็นโด เร ม ี ฟา ซอล ลา ท ี โด มตี า� แหน่งเสียงคงที่ โดยยึดเสียง “ซอล” เป็นหลัก
• กญุ แจซอลมลี ักษณะอยา งไร
(แนวตอบ เปน กุญแจทใ่ี ชบ นั ทึกโนต ทม่ี เี สียงสงู ลกั ษณะของกุญแจซอลเป็นดังนี ้
โดยกญุ แจจะวางคาบอยบู นเสน ท่ี 2 ของบรรทดั
5 เสน ดังนัน้ โนต ท่ีวางคาบอยูบ นเสนท่ี 2 กญุ แจซอล จะบนั ทกึ หัวกญุ แจคาบเส้นท่ี ๒ ของบรรทดั ๕ เส้น ตวั โน้ตทกุ ลกั ษณะ
จะมคี า เปน ซอล ตามชอ่ื ของกญุ แจ กญุ แจซอล ทบ่ี นั ทึกคาบเส้นท ่ี ๒ อา่ นออกเสยี ง “ซอล” ท้งั หมด เสียงอ่ืนๆ กล็ �าดบั ต่อเนอื่ งกันไปท้งั ทางสงู
มลี กั ษณะดังน้ี และทางตา�่ ดงั นี้

หัวกุญแจ “ซอล” จะอยทู เ่ี สนท่ี 2 ซอล ลา ที โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด เร ม ี ฟา ซอล ลา ที โด เร
ดงั นน้ั เสน ท่ี 2 จะถกู บงั คบั เปน โนต ตวั “ซอล” )
๒) กุญแจฟา คือ เครื่องหมายที่ก�าหนดเสียงของตัวโน้ตในบรรทัด ๕ เส้น ให้อ่าน

ออกเสียงเปน็ โด เร ม ี ฟา ซอล ลา ท ี โด มตี �าแหนง่ เสียงคงท่ีโดยยึดเสยี ง “ฟา” เป็นหลัก

72

นักเรียนควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 กุญแจซอล มกั จะใชก บั เครื่องดนตรที มี่ ีเสียงสูงๆ เชน ฟลูต (Flute) ใหน ักเรยี นฝก เขียนตัวโนตลงบนบรรทดั 5 เสน โดยมเี คร่อื งหมาย
คลาริเนต็ (Clarinet) ไวโอลิน (Violin) เปน ตน ในเพลงขบั รองประสานเสียง กาํ กบั จงั หวะ คือ กุญแจซอล และกุญแจฟา ลงกระดาษรายงาน
กญุ แจซอลจะถกู นํามาใชก บั แนวเพลงโซปราโน (Soprano) และอลั โต (Alto) นําสงครผู สู อน
การเขยี นกุญแจซอลนนั้ ตอ งเขียนใหถูกตาํ แหนง โดยใหห างโคงท่ีขดเปน วง
อยูตรงกลาง อยูใ นตําแหนง เสน ที่ 2 ของบรรทดั 5 เสน เสมอ กิจกรรมทา ทาย
2 กญุ แจฟา มักจะใชก ับเคร่ืองดนตรีท่มี ีเสยี งตาํ่ ๆ เชน ทบู า (Tuba)
ทรอมโบน (Trombone) ดบั เบิลเบส (Double Bass) เปน ตน และใชสําหรับ ใหน กั เรยี นเขียนบรรยายในหวั ขอ “เคร่อื งหมายกาํ กับบรรทดั นนั้
เสยี งเบส (Bass) ของคณะนักรองประสานเสยี ง หัวของกุญแจฟาจะตองอยบู น มคี วามสําคญั อยา งไร” ลงกระดาษรายงาน นําสงครผู สู อน
เสนที่ 4 ของบรรทดั 5 เสน เสมอ

72 คูม่ อื ครู

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ลกั ษณะของกุญแจฟาเป็นดังนี ้ ใหนกั เรยี นศึกษาเกย่ี วกับเครื่องหมาย
กุญแจฟา บันทึกหัวกุญแจคาบเส้นที่ ๔ ของบรรทัด ๕ เส้น ตัวโน้ตทุกลักษณะ กํากับบรรทดั จากในหนงั สอื เรยี น หนา 73
ที่บันทึกเส้นที่ ๔ อ่านออกเสียง “ฟา” ทั้งหมด เสียงอื่นๆ ก็ล�าดับต่อเนื่องกันไปทั้งทางสูง จากนน้ั ครูถามนักเรียนวา
และทางต�า่ ดงั น้ี
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบรรทดั ๕ เสน้ กญุ แจซอล และกญุ แจฟา อาจเขยี นเปน็ บรรทดั • กญุ แจฟามีลกั ษณะอยา งไร
รวมใหญ ่ (Great Staff) ได ้ ดังน้ี (แนวตอบ กุญแจฟา เปน กุญแจทีใ่ ชบันทกึ
โนต ทมี่ ีเสียงต่าํ โดยกญุ แจจะวางคาบเสน
ม ี ฟา ซอล ลา ที โด เร มี ฟา ซอล ลา ท ี โด ท่ี 4 ของบรรทัด 5 เสน ดังนนั้ โนต ที่วาง
คาบอยูบานเสน ท่ี 4 จะมคี าเปน “ฟา”
ตามชือ่ ของกญุ แจ กญุ แจฟามีลักษณะดังน้ี

M.C. ทงั้ นห้ี ัวกญุ แจ “ฟา” อยูทเี่ สนท่ี 2 ดงั นั้น
เสนที่ 2 จะถกู บงั คบั เปนโนต ตัว “ฟา”)

เสยี งโดท่ีคาบเสน้ กลางของบรรทัดรวมใหญ่ (Great Staff) มีชือ่ เรียกว่า “โดกลาง”
หรือ “M.C.” (Middle C)

เปรียบเทียบการบันทึกโน้ตระบบต่างๆ

๑. ระบบสากล

ด ร ม ฟ ซ ล ท ด�
๒. ระบบทอนิกซอล-ฟา Do Re Mi Fa Sol La Ti Do
๓. ระบบเชอเว 1 2 3 4 5 6 7 1�
๔. ระบบอกั ษร (อังกฤษ) C D E F G A B C
๕. ระบบอกั ษร (ไทย) ด ร ม ฟ ซ ล ท ด�

7๓

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกร็ดแนะครู

ถา ตองการบนั ทกึ โนตสากลทมี่ รี ะดับเสียงสูงหรือตํ่ากวาเสนบรรทัด ครูอธบิ ายเพมิ่ เติมเกีย่ วกับเครื่องหมายกาํ กบั บรรทัดอกี 1 ประเภท คอื กญุ แจโด
ท่ีมอี ยูจะตอ งปฏบิ ัติอยางไร (C - Clef) เปน อกี กญุ แจหนง่ึ ทห่ี วั ของกญุ แจโดจะอยเู สน ที่ 3 (ตรงกบั โนต C ของ Alto)
และของเสยี ง Tenor หวั ของกุญแจจะอยูเสนท่ี 4 (ตรงกบั โนต C ของ Tenor)
1. ใชเ สนชว ย
2. ใชเ สน นอ ย มมุ IT
3. ใชเ สน เดิม
4. ใชเสนเสรมิ นกั เรียนสามารถศกึ ษา คน ควา เพิม่ เตมิ เก่ียวกับกุญแจประจาํ หลัก
ไดจาก http://www.vichakarn.triamudom.ac.th
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะเสน นอย เปนเสน ทใี่ ชสําหรบั บันทึก

ตัวโนต ทม่ี ีระดบั เสียงสูงหรอื ตํา่ เกินไปทีจ่ ะบนั ทึกลงในบรรทดั 5 เสน
เสน นอ ยจะมรี ะดบั ความหา งของเสน เทา กนั กบั บรรทดั 5เสน และเขยี นสนั้ ๆ
สาํ หรับบนั ทึกโนต ได 1 ตัวเทา น้นั

คมู่ ือครู 73

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 4 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ๓.4 เคร่อื งหมาย (Signs) ทางดนตรี
เพิ่มเติมเก่ียวกบั เคร่ืองหมาย (Sign) ทางดนตรี ในกจิ กรรมดนตรสี ากล ทง้ั การอา่ น การเขียน การขบั รอ้ ง และการปฏิบตั ิเคร่ืองดนตรี
สงตัวแทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูเพิ่มเติม ต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายเป็นจ�านวนมาก เครื่องหมายทางดนตรีที่ผู้เรียนควรทราบเบ้ืองต้น
ตามทีไ่ ดศ กึ ษามาหนา ช้ันเรยี น จากนั้นครูถาม คือ เคร่ืองหมายแปลงเสียง เป็นเครื่องหมายที่ท�าให้เสียงของตัวโน้ตสูงข้ึน หรือต่�าลงคร่ึงเสียง
นกั เรยี นวา ตามปกติใช้เขียนหนา้ ตัวโน้ตทตี่ อ้ งการแปลงเสียง มีดงั นี้

• เคร่ืองหมาย (Signs) ทางดนตรี ๑) ชาร์ป (Sharp) ใชส้ ญั ลกั ษณ ์ คือ เครือ่ งหมายที่ใช้แปลงเสียงตัวโนต้ ให้สงู ขึ้น
หมายถึงเคร่ืองหมายลกั ษณะใด
(แนวตอบ เครอ่ื งหมาย (Signs) ทางดนตรี คือ กว่าเสยี งปกตคิ ร่ึงเสียง
เครอ่ื งหมาย และคาํ สง่ั ที่ใชใ นกิจกรรม
ทางดนตรีสากล ไดแ ก การอาน การเขียน ๒) แฟลต (Flat) ใช้สญั ลักษณ ์ คอื เคร่ืองหมายท่ีใชแ้ ปลงเสียงตวั โน้ตให้ต�่าลงกว่า
การขบั รอ งหรือการรอ ง โนตการปฏบิ ัติ
เครื่องหมายดนตรี มีเคร่อื งหมาย และคาํ ส่งั เสียงปกติครึง่ เสยี ง
เปนจาํ นวนมาก)
๓) เนเจอรัล (Natural) ใช้สญั ลกั ษณ์ คอื เครือ่ งหมายท่ีใชแ้ ปลงสภาพของตัวโนต้
ขยายความเขา้ ใจ E×pand
ที่เคยถูกเคร่ืองหมายชาร์ป หรือแฟลต บังคับเสียงให้สูงข้ึนหรือต่�าลงกว่าปกติไว้แล้ว
ให้กลับเป็นเสียงเดมิ
การเรียกช่ือตัวโน้ตท่ีถูกแปลงเสียงด้วยเคร่ืองหมายชาร์ปหรือแฟลตน้ัน ให้คงเรียก
ชื่อเดิม แตต่ ่อด้วยค�าวา่ “ชาร์ป” หรอื “แฟลต” เช่น

ใหน กั เรียนนําขอมูลเกีย่ วกบั องคป ระกอบของ ซอลชารป์ ซอลแฟลต ซอลแนเชอรลั
ดนตรสี ากล มารวมกันจดั นทิ รรศการเร่ือง
“องคป ระกอบของดนตรสี ากล” พรอมหาภาพ
มาประกอบใหส วยงาม

ตรวจสอบผล Evaluate กิจกรรม ศลิ ป์ปฏบิ ตั ิ ๔.๑

ครูพิจารณาจากการจดั นิทรรศการเก่ียวกบั เลือกเพลงไทยสากลที่ก�าลังเป็นที่นิยม หรือเพลงประจ�าสถาบันท่ีนักเรียนก�าลังศึกษาอยู่แล้วน�า
“องคประกอบของดนตรีสากล” ของนักเรียน มาวิเคราะหเ์ ร่อื งองค์ประกอบของดนตรีสากลอย่างงา่ ย โดยใส่เคร่ืองหมาย ✓ ลงในตารางตอ่ ไปน�้
โดยพจิ ารณาในดานความถูกตอ งของเนื้อหา
การนําเสนอขอ มลู ความสวยงาม และความคิด ชอ่ื เพลง จังหวะ ทา� นอง เสียงประสาน
ริเรมิ่ สรางสรรค
๒ จงั หวะ ๓ จงั หวะ ๔ จงั หวะ สดใส ซึมเศร้า มี ไม่มี

74

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE
ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเหน็ ความสาํ คญั ของเครอ่ื งหมาย (Signs) ทางดนตรี
โดยครใู หน กั เรยี นดภู าพ พรอ มอธบิ ายเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั เครอื่ งหมาย (Signs) ทางดนตรี “เนเจอรลั ” เปน เครือ่ งหมายทน่ี าํ มาใชทําส่งิ ใด
โดยเปด โอกาสใหนกั เรียนไดซ ักถามขอสงสัย และแสดงความคิดเหน็ 1. แปลงเสยี งใหเสยี งสูงข้ึนคร่งึ เสียง
2. แปลงเสยี งใหเสยี งต่ําลงคร่งึ เสยี ง
3. แปลงเสียงใหเสยี งมรี ะดบั เสยี งปกติ
4. แปลงเสยี งใหเ สยี งต่าํ ลง 2 ข้นั ครึ่งเสยี ง

C# D# F# G# A# C# D# F# G# A# B C# D# E F# G# A# B C วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. เนเจอรลั เปนเครอ่ื งหมายทอ่ี ยูห นา โนต ตวั ใด
Db Eb Gb Ab Bb Db Eb Gb Ab Bb B Db Eb E Gb Ab Bb B C
จะทาํ ใหโ นต ตวั นั้นเปน เสยี งปกติ เชน ถาในเพลงนน้ั มีทีแฟลตอยูขางหนา
CDEFGABCDEFGABCDEFGABC เพลง กต็ อ งเลนทแี ฟลตท้งั เพลง แตถาจะเลนเปนเสียงธรรมดาใหใ ส
เครื่องหมายเนเจอรัลไปขางหนา โนตตัวนัน้ เปน ตน

()

74 คู่มอื ครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

เกร็ดศลิ ป์ วาทยกร หรอื ผูอ้ ำานวยเพลง ครูเปด ซดี ดี ีวดี ีหรือส่ืออนิ เทอรเน็ตเกีย่ วกบั
จังหวะในการเดินแถวของทหารใหนักเรยี นชม
ผู้ท่ีสามารถเช่ือมโยงนักดนตรี และนักร้องทุกคนในวงเข้าเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เพ่ือท่ีจะให้เขาเหล่าน้ัน จากน้ันครูถามนกั เรยี นวา
สามารถใช้เสียงเป็นส่ือกลางถ่ายทอดความคิด และความมุ่งหมายของคีตกวีเข้าสู่จิตใจของผู้ฟงได้อย่างถูกต้อง
และกระจ่างชดั • เพราะเหตุใดการเดนิ ของทหาร
ใครก็ตามท่ีเล่นดนตรีได้ เขาผู้น้ันก็เป็นนักดนตรีไปโดยปริยาย แต่นักดนตรีทุกคนไม่สามารถที่จะเป็น จึงตองมจี ังหวะกํากบั
วาทยกรได้ ทั้งน้ี เพราะการที่จะเป็นวาทยกรได้นั้น จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ เช่น เป็นผู้มีความรู้เรื่อง (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ดนตรีอย่างดีเยี่ยม ท้ังในด้านทฤษฎี และปฏิบัติ มีความจ�าดีเลิศ มีความสุขุม และเป็นผู้ท่ีมีความอดทนเป็นพิเศษ ไดอยา งอิสระ)
โดยเฉพาะในเวลาฝก ซอ้ ม
• นักเรยี นรูสกึ อยา งไรเมื่อไดช มภาพ
๔. การปฏิบัติจังห1วะ 2 การเดินแถวท่ีมีจังหวะประกอบ
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
หนา้ ทข่ี องนกั ดนตรหี รอื นกั รอ้ ง คอื การปฏบิ ตั ทิ า� นองในสว่ นของตนเองใหถ้ กู ตอ้ ง ไพเราะ ไดอ ยางอสิ ระ)
กลมกลืนกบั จังหวะหลกั ทเี่ พลงกา� หนดให้ ดงั นน้ั การเปน็ นกั ดนตรี หรอื นักร้องจะต้องเกี่ยวข้อง
กบั จังหวะ ๒ สว่ นดว้ ยกัน ดังนี้ สา� รวจคน้ หา E×plore

4.๑ การปฏบิ ตั จิ งั หวะหลัก ใหน ักเรียนศึกษา คน ควา หาความรเู พิม่ เติม
เก่ยี วกบั การปฏิบัตจิ งั หวะหลกั และการปฏิบัติ
จงั หวะหลกั (ใชจ้ ังหวะปกติ เปน็ แบบฝกึ ) เป็นจงั3หวะทนี่ กั ดนตร ี และนักรอ้ งจะตอ้ ง จังหวะตามตัวโนต จากแหลง การเรยี นรูตา งๆ
ปฏิบัตอิ ยู่ในกรอบอันเดียวกันตามความเร็วทก่ี า� หนดไวใ้ นเพลง เชน หอ งสมดุ โรงเรียน หอ งสมุดชุมชน
อินเทอรเ น็ต เปน ตน
Moderato (ความเร็วปานกลาง)
อธบิ ายความรู้ E×plain
มือ

เทา้ ( ๓ - ๔ - ) ใหน ักเรียนรว มกนั อภิปรายเกย่ี วกับการปฏิบตั ิ
ท่าเตรยี ม จังหวะตามทีไ่ ดศึกษา จากนน้ั ครูสาธิตการปฏิบตั ิ
จงั หวะหลกั ใหน กั เรยี นชม และใหน กั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ิ
มอื ตาม จากนนั้ ครถู ามนักเรียนวา

เทา้ • อวยั วะสว นใดของรา งกายสามารถทาํ ใหเ กิด
( ๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ) จังหวะได
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
75 ไดอยางอสิ ระ)

• จังหวะทเ่ี กิดขึน้ มีรปู แบบอยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด นักเรียนควรรู

ขอใดตอ ไปนี้ ไม มคี วามสัมพันธก นั 1 นักดนตรี คอื ผทู ีม่ ีความสามารถทางดานดนตรี โดยคําวา “นักดนตร”ี นั้น
1. จังหวะ จะมีตัวอกั ษรภาษาอังกฤษกาํ กับในเนื้อเพลง ไดรวมคาํ วา นกั แสดงดนตรี นกั รอง ผูอาํ นวยเพลง คีตกวี นกั แตงเพลง
2. จังหวะ แบงเปน 2 ประเภท คอื จงั หวะเคาะ และจงั หวะทํานอง และวศิ วกรเสียง
3. จังหวะ หมายถึง ชว งเวลาทดี่ าํ เนนิ อยูในขณะที่บรรเลงดนตรี 2 นกั รอ ง คอื บุคคลที่รองเพลงเปน อาชพี นกั รอ งทีด่ ีจะมเี สียงท่ไี พเราะ
4. จังหวะ มีหนาท่ีควบคุมการเคล่ือนท่ขี องทํานอง และแนวประสานเสยี ง ดงึ ดูดใหผ ฟู ง เพลงเกดิ ความเพลดิ เพลิน สามารถรับรคู วามรสู ึกของนักแตง เพลง
ผานทางเนื้อรองทมี่ ีความหมายดี
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะเครื่องหมายท่ีใชก ําหนด 3 เพลง หมายถงึ ถอ ยคําท่นี กั ประพันธเ รยี งรอยหรอื เรยี บเรยี งข้ึน ประกอบดวย
เน้ือรอ ง ทาํ นอง จงั หวะ ทําใหเกิดความไพเราะสรางความเพลดิ เพลินใหแกผ ูฟง
อตั ราจงั หวะและตัวโนตในบทเพลงจะมลี ักษณะคลา ยกบั เลขเศษสวน เพลงบางเพลงอาจใหข อคิดแกผ ูฟง ในการดาํ เนนิ ชวี ติ ไดด ว ย
แตไมข ดี เสน คั่น เชน 2 2 3 4 3 6 เปน ตน แตจ ะไมม ีการนําตัวอักษร
ภาษาองั กฤษมากํากบั ในเน้ือเพลง

คมู่ อื ครู 75

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นรว มกันอภปิ รายเกย่ี วกบั การปฏบิ ัติ ข้อสงั เกต ก ่อนการปฏิบตั ิจังหวะหลักทุกคร้งั ตอ้ งอยู่ในทา่ เตรยี ม และตบเท้าตามความเรว็
จังหวะตามตัวโนต ตามทีไ่ ดศึกษา จากนั้นครสู าธติ ท่ีกา� หนดให้ ในจังหวะนบั มาก่อน (๓-๔-) เสมอ
การปฏบิ ัติจังหวะตามโนต ตวั กลม และโนตตวั ขาว
ใหน กั เรยี นชม และใหน กั เรยี นฝก ปฏบิ ตั ติ าม จากนน้ั 4.2 การปฏิบัติจงั หวะตามตัวโน้ต
ครถู ามนักเรยี นวา การปฏิบัติจังหวะตามตัวโน้ต (ใช้จังหวะปกติ เป็นแบบฝึก) โดยใช้การปรบมือ

• การปฏิบตั จิ ังหวะหลัก และการปฏบิ ัติจังหวะ ตามลกั ษณะของตวั โนต้ ทบ่ี นั ทกึ ใหส้ มั พนั ธก์ บั การตบเทา้ จงั หวะหลกั อยา่ งทเ่ี คยปฏบิ ตั มิ า ทา่ เตรยี ม
ตามตัวโนต แตกตา งกนั อยางไร แ โลนะ้ตนตับวั มกาลกม่อน1 ๒ จงั หวะ (๓-๔-) ยังคงปฏิบัตเิ ชน่ เดยี วกบั การปฏบิ ัติจงั หวะหลกั
(แนวตอบ การปฏบิ ตั จิ งั หวะหลกั และการปฏบิ ตั ิ
จังหวะตามตัวโนต มีความแตกตางกัน คอื จังหวะตามโนต้
จังหวะหลกั เปน จังหวะท่ีนกั ดนตรี และนักรอ ง
จะตอ งปฏบิ ตั อิ ยใู นกรอบเดยี วกนั ตามความเรว็ มือ
ทีก่ ําหนดไวใ นเพลง แตการปฏิบตั จิ ังหวะตาม
ตวั โนต จะตอ งมกี ารปรบมอื ตามลักษณะของ
ตัวโนตท่ีบนั ทึกใหส มั พนั ธกับการตบเทา )

เทา้

ขอ้ สงั เกต ๑. มีโน้ต ๑ ตัว ปรบมอื ๑ คร้งั
๒. ปรบมือในจังหวะท่ี ๑ แล้วคา้ งไวถ้ ึงจงั หวะที่ ๔
๓. ปรบมอื ในจังหวะยกเทา้ ของจงั หวะที่ ๔ เพ่อื เตรยี มปรบมอื ตามโน้ตตัวต่อไป
โน้ตตัวขาว 2
ท่าเตรียม และนับมาก่อน ๒ จังหวะ (๓-๔-) ยังคงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติ
จงั หวะหลัก
จงั หวะตามโนต้

มอื บูรณาการเชอ่ื มสาระ
เทา้ จากการศึกษาเก่ยี วกับการปฏิบตั ิจงั หวะ สามารถบรู ณาการเชอ่ื มโยงกับ
กลมุ สาระการเรียนรูคณติ ศาสตร เรื่องการนบั เพราะการเรียนรใู นเรอ่ื ง
7๖ การปฏบิ ัตจิ งั หวะ นกั เรยี นจําเปนตองเรียนรูเรอ่ื งการนบั จังหวะท่ีถกู ตอง
การนบั จังหวะของดนตรี จะแบง เปน หอง และในแตละหอ งกจ็ ะมีจังหวะ
นกั เรยี นควรรู ในการนบั ซึ่งทกุ หอ งจงั หวะจะเทากันเสมอ โดยเพลงสวนมาจะนบั 4 จงั หวะ
ตอ 1 หอ ง เชน 1 1 2 3 4 1 1 2 3 4 1 1 2 3 4 1 1 2 3 4 1 1 สังเกต
1 โนต ตวั กลม (Whole Note) มีอตั ราจงั หวะยาวท่ีสดุ สมมตใิ หม ีคา เปน ไดจ ากเสน ก้ันทีแ่ บงหอ งออกเปน 4 หอง และในแตล ะหอ งมีจงั หวะ 4 จังหวะ
4 จงั หวะ สามารถนบั จงั หวะไดดงั นี้ 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 โดยฝกนบั จังหวะ
ใหสม่าํ เสมอในระยะหางชวงเวลาเทาๆ กัน ถามีทง้ั หมด 4 หอ ง เทากนั กับ
2 โนต ตัวขาว (Half Note) มีอตั ราจังหวะเปน ครง่ึ หนง่ึ ของโนตตวั กลม 1 2 3 4 ตอ เนอื่ งไป 4 ที (4 หอง) สมมติเพลงมี 100 หอ ง ก็ใหนับ 1 2 3 4
มีคา เปน 2 จังหวะ ตอเน่อื งไป 100 ที (100 หอ ง) เปนตน

76 ค่มู ือครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore Explain
Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

ข้อสังเกต ๑. มโี น้ต ๒ ตัว ปรบมอื ๒ ครัง้ 1. ใหน ักเรียนรว มกันสรุปสาระสาํ คญั เกี่ยวกบั
๒. ปรบมือครั้งที่ ๑ ในจงั หวะที ่ ๑ ปรบมอื คร้งั ท่ี ๒ ในจังหวะท่ ี ๓ การฝก ปฏบิ ตั ิจงั หวะ ลงกระดาษรายงาน
๓. ปรบมอื ในจงั หวะยกเทา้ ของจงั หวะท ี่ ๒ และ ๔ เพอ่ื เตรยี มปรบมอื ตามโนต้ ตวั ตอ่ ไป นาํ สง ครผู สู อน

โนต้ ตัวด�า1 2. ครสู มุ นกั เรยี นใหอ อกมาสาธติ การปฏบิ ตั จิ งั หวะ
ท่าเตรียม และนับมาก่อน ๒ จังหวะ (๓-๔-) ยังคงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติ ตามโนต ตวั กลม โนต ตวั ขาว โนต ตัวดํา
จงั หวะหลกั และโนต ตัวเขบ็ต 1 ชัน้ หนา ชั้นเรยี น
โดยครเู ปนผูค อยชแี้ นะความถูกตอ ง

จงั หวะตามโน้ต ตรวจสอบผล

Evaluate

1. ครพู จิ ารณาจากการสรุปสาระสําคัญเกี่ยวกับ
การฝกปฏิบัติจงั หวะของนกั เรยี น

2. ครูพจิ ารณาจากการฝก ปฏบิ ัตจิ ังหวะ
ของนักเรียน

ข้อสังเกต ๑. มีโน้ต ๔ ตวั ปรบมอื ๔ ครั้ง
๒. ปรบมอื ทุกครัง้ ทีน่ ับ ๑ ๒ ๓ ๔ (ปรบมอื พร้อมๆ กับตบเท้า)
๓. ปรบมือในจังหวะยกเทา้ ของจังหวะท ่ี ๔ เพอ่ื เตรียมปรบมอื ตามโนต้ ตวั ตอ่ ไป
2

โน้ตตัวเขบ็ต ๑ ชัน้
ท่าเตรียม และนับมาก่อน ๒ จังหวะ (๓-๔-) ยังคงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติ
จงั หวะหลัก
จังหวะตามโน้ต

ขอ้ สังเกต ๑. มโี นต้ ๘ ตัว ปรบมอื ๘ ครง้ั
๒. ปรบมือทกุ คร้งั ทต่ี บเท้าลง (เม่ือนบั เลข) และยกเท้าขึน้ (เมอื่ นับ &)

77

กจิ กรรมสรา งเสรมิ นักเรยี นควรรู

ใหน ักเรยี นวิเคราะหค วามแตกตา งของจังหวะท่เี กดิ ขน้ึ ในโนต ตวั กลม 1 โนต ตัวดํา (Quarter Note) มอี ตั ราจงั หวะเปน คร่ึงหนึ่งของโนต ตวั ขาว
โนตตวั ขาว โนตตัวดาํ และโนต ตัวเขบ็ต 1 ชัน้ ลงกระดาษรายงาน มีคาเปน 1 จงั หวะ
นําสงครผู ูสอน

กจิ กรรมทา ทาย ขเปอ2น งคโนรโตนึง่ หตตนวัตขึง่วั ขาเขวอบงมโต็ นคี ต1าเตปชวั น้ันดํา(1EมiจgีคังhหาthเวปะNน ote12) โนตตวั เขบต็ 1 ชั้น มีอัตราจงั หวะ
จงั หวะ มีอัตราจงั หวะเปน ครึ่งหนึ่ง
ใหนกั เรียนเลอื กปฏบิ ตั ิจงั หวะตามโนต ตวั กลม โนตตัวขาว โนต ตวั ดาํ
และโนตตัวเขบ็ต 1 ชัน้ ตามความสนใจของตนเองมา 1 ประเภท
และเขียนบรรยายวิธกี ารฝกปฏิบตั ทิ ีถ่ ูกตอ ง ลงกระดาษรายงาน
นาํ สง ครูผสู อน

คู่มือครู 77

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� า� รรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครเู ปดเพลงฝน ชมดาวใหนักเรียนฟง พรอมกับ ๕. การอา่ น เขยี น และรองตามโนตสากล
ใหน กั เรยี นดโู นต เพลงฝน ชมดาว จากในหนงั สอื เรยี น
หนา 78 จากน้ันครถู ามนกั เรยี นวา การฝึกอ่าน เขยี น และร้องโน้ตสากลในระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ประกอบด้วย

• นกั เรียนสามารถอานโนตเพลงน้ไี ดหรือไม ๑) การฝึกอ่าน-เขยี น และร้องตามโน้ตในกุญแจซอล ในบันไดเสยี ง C Major
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็
ไดอ ยา งอิสระ) M.C.
ด ร ม ฟ ซ ล ท ด�
• นกั เรียนคิดวา นกั เรียนสามารถฝก อาน เขียน
และรองตามโนต ไดห รอื ไม
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอยางอิสระ)

สา� รวจคน้ หา E×plore

ใหน กั เรยี นศกึ ษา คน ควา หาความรูเพ่มิ เติม ด ร ม ฟ ซ ล ท ด�
เก่ยี วกบั การฝก อาน เขียน และรอ งตามโนตสากล
จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมดุ โรงเรียน เพลงฝน ชมดาว
หอ งสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเน็ต เปน ตน
ท�ำนอง : (Twinkle, Twinkle, Little Star)
อธบิ ายความรู้ Explain เน้อื รอ้ ง : วิญู ทรัพยะประภำ

ใหน กั เรยี นรว มกันอภิปรายเก่ียวกบั การฝก อา น ด - - - - - - - - - - - - -
เขยี น และรอ งตามโนต สากล ในกุญแจซอล ประดบั เรอื งรอง ท้อง น- ภา ลบิ ลบิ ลาน ตา ดา รา ราย
บนั ไดเสยี ง C Major ตามท่ีไดศ ึกษามา
จากน้ันครถู ามนกั เรยี นวา ฉ-นั ฝ-นั ช-ม ด-า ว พร-า ว พ-ร ง้ิ พ-ร าย วับ- วับ- แว-ว วา-ว ดา-ว เรยี- ง รา-ย

• นักเรยี นมวี ิธใี นการอาน เขียน และรอง
ตามโนต สากลในกญุ ซอล บนั ไดเสียง
C Major เพลงฝน ชมดาวอยา งไร
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยางอสิ ระ)

แต-่ อย- ู่ ไก-ล ก-นั ฉนั- เส-ยี ด-า ย แม- ้น หม- าย เ-ช ย ชม- คง- ตร-อ ม เ-อย.

7๘ กจิ กรรมสรา งเสรมิ

เกร็ดแนะครู ใหน ักเรียนทดลองแตง เพลงสากล 1 เพลง โดยใชท ํานองเพลง Twinkle,
Twinkle, Little Star จากนน้ั ออกมานําเสนอหนา ชัน้ เรยี น โดยมีครู
ครูควรเปด เพลงสากลใหนักเรียนฟง พรอ มกบั ใหน กั เรียนดูโนต เพลงประกอบ เปนผูคอยช้ีแนะความถูกตอ ง
และใหนักเรียนฝก อา น เขยี น และรอ งตามโนต เพลง เพราะจะทําใหน ักเรยี นมคี วามรู
ความเขาใจเก่ยี วกับฝกอา น เขียน และรอ งตามโนต สากลไดดียงิ่ ขึน้

มุม IT กิจกรรมทาทาย

นกั เรยี นสามารถฟงเพลง Twinkle, Twinkle, Little Star ไดจาก ใหนักเรยี นศึกษาเพม่ิ เติมเกยี่ วกบั เทคนคิ ในการอา น เขยี น และรอง
http://www.youtube.com โดยคนหาจากคําวา Twinkle, Twinkle, Little Star ตามโนต สากล จากนั้นใหน กั เรยี นเขียนสรุปความเขาใจ
ลงกระดาษรายงาน นําสง ครผู สู อน

78 คมู่ ือครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ E×plain

ข้นั ตอนการฝึกปฏิบัติ ใหนักเรยี นศกึ ษาเกยี่ วกับการฝกอาน เขียน
๑. ให้นักเรียนเติมเสียงใตต้ ัวโน้ตทกุ ตวั บนบรรทดั ท่ ี ๑ และ ๒ ใหค้ รบ และรองโนต ในกุญแจฟา บนั ไดเสียง C Major
๒. ลอกตัวโน้ตทกุ ตัว และเสียงทุกเสยี งจากบรรทัดท ี่ ๑ ลงบนบรรทดั ท ่ี ๓ จากในหนงั สือเรียน หนา 79 จากน้ันครูถาม
๓. นกั เรียนร้องเพลงฝนั ชมดาวตามโน้ตทบ่ี ันทกึ ท้ัง ๓ บรรทดั พรอ้ มๆ กัน ๒ เที่ยว นักเรียนวา
๔. นักเรียนร้องเพลงฝันชมดาวตามเนื้อร้องที่บันทึกทั้ง ๓ บรรทัด พร้อมๆ กัน
• นกั เรยี นมวี ธิ ีในการอาน เขยี น และรอง
๒ เที่ยว ตามโนต สากลในกญุ แจฟา บันไดเสียง
C Major เพลงขนมปงกรอบอยา งไร
๒) ฝกึ การอ่าน-เขียน และรอ้ งโน้ตในกุญแจฟา ในบนั ไดเสยี ง C Major (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอิสระ)

ขยายความเขา้ ใจ E×pand

M.C. 1. ใหน กั เรียนรว มกนั สรุปสาระสําคญั เกยี่ วกับ
ดฺ ร � ม� ฟ� ซ � ล � ท� ด การฝกอาน เขยี น และรอ งตามโนต สากล
ในกุญแจซอล และกุญแจฟา บันไดเสยี ง
ด ฺ ร � ม � ฟ� ซ � ล � ท � ด C Major ลงกระดาษรายงาน นําสงครูผสู อน

เพลงขนมปง กรอบ (Hot Cross Bun) 2. ครสู มุ นักเรียน 2 - 3 คน ออกมาสาธติ
การฝกอาน เขยี น และรองตามโนต สากล
ม - - - - - - - - - - - - ในกญุ แจซอลและกุญแจฟา บนั ไดเสยี ง
ขนม ปงั กรอบ ขนม ปัง กรอบ กรอบ กรอบ มัน มัน ขนม ปงั กรอบ C Major ใหเ พือ่ นชมหนา ชนั้ เรียน
โดยมคี รูเปนผคู อยชแี้ นะความถูกตอ ง
ขัน้ ตอนการฝึกปฏบิ ตั ิ
๑. ใหน้ ักเรยี นเตมิ เสียงใต้ตวั โนต้ ทุกตัวในเพลงขนมปังกรอบ (บนั ทกึ ในกุญแจฟา)
๒. นักเรียนรอ้ งเพลงขนมปังกรอบตามโนต้ ท่ีบนั ทึกพรอ้ มกนั ๒ เทย่ี ว
๓. นักเรียนรอ้ งเพลงขนมปงั กรอบตามเนือ้ ร้องท่บี ันทึก พรอ้ มๆ กัน ๒ เท่ยี ว

เกร็ดศิลป์ บันไดเสียง

บันไดเสียง หมายถึง กลุ่มของระดับเสียง หรือตัวโน้ตท่ีน�ามาจัดเรียงกันเป็นล�าดับ และมีระยะห่างของเสียง
แตกต่างกันตามโครงสร้างของบันไดเสียงชนิดนั้นๆ การเล่นจากเสียงต�่าไปสูงเรียกว่า “บันไดเสียงขาข้ึน”
(Ascending) การเล่นจากเสียงสูงลงมาต่�าเรียกว่า “บันไดเสียงขาลง” (Descending) โดยไม่มีการข้ามข้ัน
และครอบคลุมโนต้ ท้งั หมดในหน่งึ คู่แปด

7๙

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ เกร็ดแนะครู

การอา นโนตแบบ “Sight reading” มลี กั ษณะสาํ คัญอยางไร ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจถงึ ความสาํ คญั ของการฝก อา น เขยี น และรอ ง
1. การอา นโนต เบือ้ งตน ตามโนต สากลในกญุ แจซอล และกญุ แจฟา บนั ไดเสียง C Major ท้งั น้คี รอู าจเชญิ
2. การอานโนต แบบทองจาํ วทิ ยากรทมี่ คี วามเชย่ี วชาญในเรอ่ื งการอา น เขยี น และรอ งตามโนต สากลในกญุ แจซอล
3. การอานโนต ดว ยความชาํ นาญ และกญุ แจฟา บนั ไดเสียง C Major มาอธบิ ายเพิม่ เติมเก่ียวกบั การอาน เขยี น
4. การอา นโนต และเลน ดนตรีทนั ที และรอ งตามโนต สากลในกญุ แจซอล และกญุ แจฟา บนั ไดเสยี ง C Major ใหน กั เรยี นฟง
โดยเปดโอกาสใหนักเรยี นไดซ ักถามขอสงสัย และแสดงความคิดเหน็
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะ Sight reading เปน การอา นโนต
มุม IT
แลวเลน เลย โดยไมม ีการซอมกันมากอ น
นักเรยี นสามารถศึกษา คน ควา เพม่ิ เติมเกย่ี วกบั การอา นโนตสากล
ไดจาก http://www.lks.ac.th

คมู่ อื ครู 79

กระต้นุ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain Expand
Engage Explore Evaluate

ตรวจสอบผล Evaluate

1. ครพู ิจารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เก่ียวกบั กจิ กรรม ศิลปป์ ฏิบัติ ๔.๒
การฝกอาน เขยี น และรอ งโนต ในกญุ แจซอล
และกุญแจฟาในบันไดเสียง C Major กจิ กรรมท ี่ ๑ ให้นักเรียนบันทกึ โน้ตเพลง และเน้ือร้องเพลงขนมปังกรอบตอ่ ใหจ้ บเพลง
(บนั ทึกในกุญแจซอล)
2. ครพู ิจารณาจากการฝกอาน เขยี น และรองตาม
โนต สากลในกญุ แจซอลและกญุ แจฟา กิจกรรมท่ี ๒ ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปน้ี
ในบันไดเสียง C Major ๑. ดนตรีสากลมีวิวฒั นาการมาจากส่ิงใด จงอธิบาย
๒. อ งค์ประกอบของดนตรี มีอะไรบ้าง
หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู ๓. เน�้อเพลงทจ่ี ะนา� มาขับรอ้ ง หรอื บรรเลง จ�าเป็นตอ้ งเขียนเป็นตวั โนต้
หรอื ไม่เพราะเหตใุ ด
1. ผลการจดั ปา ยนเิ ทศเกยี่ วกบั ประวตั คิ วามเปน มา
และวิวัฒนาการของดนตรีสากล การบนั ทกึ โนต มคี วามสําคญั ตอ กิจกรรมทางดนตรสี ากลอยางยิ่ง เพราะโนตสากล

2. ผลการจดั ทาํ แผน พับองคป ระกอบของดนตรี จะเปนตัวกลางถายทอดความคิด ความรูสึกของผูประพันธไปสูผูปฏิบัติที่เปนนักรอง
สากล และประเภทของดนตรตี ามหลกั สากล นักดนตรี หากแบบแผนในการบันทึกมีความเปนรูปธรรม และถายิ่งไดนักรอง นักดนตรีที่มี
คุณภาพ กจ็ ะทาํ ใหผ ลงานทางดนตรเี ปน ไปตามความประสงคของผปู ระพันธ
3. ผลการจัดนทิ รรศการเกย่ี วกับองคป ระกอบ
ของดนตรสี ากล ในการเลนเครอ่ื งดนตรี หรอื การรอ งเพลงใหม ีความไพเราะ
นาฟงน้ัน ผูปฏิบัติควรจะตองศึกษาแนวปฏิบัติ เคร่ืองดนตรี
4. ผลการสรุปความเขาใจเกย่ี วกบั การปฏิบัติ หรือการรองเพลงใหเขาใจเสียกอน นอกจากน้ันควรจะตองศึกษา
จงั หวะ และการฝกปฏบิ ตั ิจังหวะ ทฤษฎีโนตสากลในหัวขอตางๆ ท่ีเก่ียวของกับการปฏิบัติน้ันๆ
ใหเขา ใจดวย
5. ผลการสรปุ ประเภทของสาระสาํ คัญเก่ียวกับ
การฝก อา น เขยี น และรอ งตามโนต ในกญุ แจซอล
และกญุ แจฟา บันไดเสยี ง C Major

๘๐

แนวตอบ กิจกรรมศลิ ปป ฏิบัติ 4.2 กจิ กรรมท ่ี 2
1. ดนตรสี ากล เกดิ ขนึ้ จากการท่ีมนษุ ยเ รารูจกั เคาะ ตี เปา จนทาํ ใหเกิดเสียง เมื่อมีงานรนื่ เรงิ ก็มกี ารตเี กราะ เคาะไมประกอบจงั หวะ ตอ มาในระยะหลังๆ

เมือ่ มนุษยม พี ิธกี รรมตา งๆ กม็ กั จะนาํ เคร่ืองเคาะจงั หวะหรือเคร่ืองดนตรชี นิดอ่นื ๆ เขา มาบรรเลงในการประกอบพธิ กี รรม ตามหลักฐานพบวา
ศาสนาครสิ ต เปนจุดเริ่มตนของการกาํ เนดิ ดนตรขี องยุโรป กลายมาเปนดนตรที ชี่ นท่ัวโลกนยิ ม คอื ดนตรสี ากล
2. องคประกอบของดนตรี ประกอบดวย 1. เสยี ง (Tone) 2. พ้นื ฐานจงั หวะ (Element of Time) 3. ทํานอง (Melody) 4. พ้ืนผิวของเสียง (Texture)
5. สีสนั ของเสยี ง (Tone Color) 6. คีตลักษณ (Forms)
3. จําเปน เพราะโนตดนตรี เปนสัญลักษณท่ใี ชใ นการนาํ เสนอระดับเสยี ง (Pitch) และความยาวของเสยี งในทางดนตรี ตวั โนต ท่ใี ชส าํ หรับบันทกึ บทเพลงจะมีคา ของโนต
1 คา คือ ระยะเวลาในการออกเสียงของตวั โนต เม่อื ตวั โนต ตางๆ ถูกเขยี นลงบนบรรทดั 5 เสน จะถกู วางไวบนตําแหนงทีแ่ นน อน และมรี ะดับเสียงท่แี นน อน
ดวยกญุ แจประจาํ หลัก ซง่ึ ชือ่ เหลานีเ้ ปนท่ีจดจําของนักดนตรี ทาํ ใหนกั ดนตรที ราบไดวา จดุ ใดควรจะเลน เครื่องดนตรดี วยระดับเสียงใด ตามตําแหนง หวั ของโนต
บนบรรทัด 5 เสน

80 คมู่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

1. จัดประเภทของวงดนตรีไทย และวงดนตรี
ทีม่ าจากวัฒนธรรมตางๆ

2. ใช และบาํ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรอี ยา งระมดั ระวงั
และรบั ผิดชอบ

สมรรถนะของผเู รียน

1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค

1. มีวนิ ยั
2. ใฝเ รยี นรู
3. มงุ มนั่ ในการทํางาน

õหน่วยท่ี กระตนุ้ ความสนใจ Engage

เครื่องดนตรีและวงดนตรสี ากล ครูเปดซีดีหรือดีวีดีการแสดงดนตรีสากล เชน
การบรรเลงดนตรีของวงออรเ คสตรา เปนตน
ตัวชีว้ ดั เคร่ืองดนตรีมีประวัติความเป็นมา ใหน กั เรยี นชม จากนัน้ ครูถามนักเรียนวา

■ จดั ประเภทของวงดนตรีไทย และวงดนตรีท่มี าจากวัฒนธรรมตา่ งๆ • ในวงดนตรที น่ี กั เรยี นไดช มการบรรเลงไปนน้ั
(ศ ๒.๑ ม.๑/๔) นักเรยี นรูจักเคร่อื งดนตรีชนดิ ใดบา ง
■ ใช้ และบา� รุงรกั ษาเครอ่ื งดนตรอี ย่างระมดั ระวัง และรบั ผดิ ชอบ ท่ียาวนาน ในอดีตมนุษย์ใช้การตีเกราะ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
เคาะไม ้ ประกอบในการสวดออ้ นวอนเทพเจา้ ไดอ ยางอสิ ระ)
(ศ ๒.๑ ม.๑/๙)
• นกั เรยี นชนื่ ชอบการแสดงดนตรสี ากลหรอื ไม
ต่อมาจึงเร่ิมดัดแปลงอุปกรณ์ท่ีใช้ในการ เพราะเหตุใด
ล่าสัตว์มาเป็นเคร่ืองดนตรี ปัจจุบันเรามี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
เครื่องดนตรีสากลหลายสกุล และจำาแนกได้ ไดอ ยา งอสิ ระ)
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง หลายประเภท รวมทงั้ สามารถนาำ มาประสมเปน็
วงดนตรีสากลได้หลายรูปแบบตามวัตถุประสงค์
■ วงดนตรีสากล
■ การใช้ และบา� รงุ รกั ษาเครื่องดนตรีของตน

ของการนำาไปใช ้ การเรยี นรู้เร่ืองเครือ่ งดนตรีสากล
และวงดนตรสี ากลจะชว่ ยทาำ ใหเ้ รามคี วามร ู้ ความเขา้ ใจ
ดนตรีสากลมากยง่ิ ขึน้

เกร็ดแนะครู

การเรยี นการสอนในหนวยการเรยี นรนู ี้ ครคู วรเชญิ วทิ ยากรทีม่ คี วามรู
ความสามารถในดา นดนตรีสากลมาใหค วามรกู บั นักเรียนเกยี่ วกบั ประเภทของ
เคร่ืองดนตรสี ากล หลักการใช และบํารงุ รักษาเครื่องดนตรสี ากล ลักษณะของ
วงดนตรีสากล เพือ่ เปน การเปดโลกทัศนใหแ กนักเรียน ทําใหนักเรยี นสามารถ
จําแนกประเภทของวงดนตรไี ด และยงั สามารถใช และบาํ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรี
ของตนเองไดอยางถูกตอง

ค่มู ือครู 81

กกรระตะตนุ้ E้นุ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูนําเคร่ืองดนตรีสากลประเภทตางๆ มาให ๑. ประเภทของเคร่ืองดนตรสี ากล
นักเรยี นดู เชน เคร่ืองสาย เคร่อื งเปาลมไม
เครอื่ งเปา ลมทองเหลอื ง เครอ่ื งลม่ิ นวิ้ เครอื่ งตกี ระทบ เคร่ืองดนตรีสากลมีมากมายหลายประเภท การแบ่งประเภทของเครื่องดนตรีสากลนั้น
เปนตน หรือเชญิ วิทยากรทม่ี ีความสามารถดาน ผเู้ ชยี่ วชาญทางดา้ นดนตรอี าจแบง่ ประเภทของเครอ่ื งดนตรแี ตกตา่ งกนั โดยทว่ั ไปแลว้ เครอ่ื งดนตรี
การบรรเลงเครอ่ื งดนตรสี ากลมาบรรเลงเครอ่ื งดนตรี สากลจะแบ่งตามหลักการเกิดเสยี ง หรือวิธกี ารในการบรรเลงทเ่ี รยี กว่า “แบ่งประเภทตามตระกลู ”
สากลใหน ักเรียนชม จากนัน้ ครูถามนักเรยี นวา (Family) ของเคร่อื งดนตรี ซึ่งสามารถจา� แนกไดเ้ ป็น ๕ ประเภท ดงั นี้

• นักเรยี นคนใดมคี วามสามารถในการเลน ๑.๑ เคร่อื งสาย (The String Instruments)
เครื่องดนตรีสากลบาง ถามี นักเรียนสามารถ เครื่องดนตรีประเภทน้ีท�าให้เกิดเสียงได้ โดยการส่ันสะเทือนของสายลวด หรือสายเอ็น
เลนเครื่องดนตรีชนดิ นนั้ ได เพราะเหตุใด นอกจากนน้ั แลว้ ยงั มกี ลอ่ งเสยี งซง่ึ ใชข้ ยายเสยี ง ทา� ใหเ้ สยี งดงั และมลี กั ษณะของเสยี งทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคิดเหน็ เคร่อื งดนตรีประเภทเคร่อื งสายจะแบ่งตามวธิ กี ารเล่นได้ ๒ ประเภท คอื
ไดอยา งอิสระ)
๑) ประเภทเครอ่ื งดดี การดดี อาจใชน้ ว้ิ มอื หรอื ปคิ (Pick) สว่ นใหญท่ า� จากชน้ิ 1สว่ นของ
สา� รวจคน้ หา Explore
กระดองเต่ากระ หรือพลาสตกิ2 เคร่อื งดนตรีทีอ่ ยู่ในกลุ่มนี ้ เช่น กีตาร์ (Guitar) แบนโจ (Banjo)
แมนโดลนิ (Mandolin) ฮารป์ (Harp) เป็นต้น

ใหนกั เรียนแบงกลมุ ออกเปน 5 กลมุ ใหน กั เรยี น กีตำร์ แมนโดลนิ แบนโจ ฮำรป์
ศกึ ษา คนควา หาความรูเพม่ิ เตมิ เก่ียวกับประเภท
ของเคร่อื งดนตรสี ากล มากลมุ ละ 1 ประเภท
จากแหลง การเรียนรตู า งๆ เชน หอ งสมดุ โรงเรียน
หอ งสมดุ ชุมชน อินเทอรเ น็ต เปนตน

อธบิ ายความรู้ Explain เครื่องดนตรีสากลประเภทเครอื่ งสาย

ใหน กั เรยี นกลุมทีไ่ ดศกึ ษา คนควา หาความรู ๒) ประเภทเครื่องสี เคร่ืองดนตรีชนิดน้ีใช้คันชักในการท�าให้เกิดเสียง ซ่ึงคันชัก
เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั เครอ่ื งดนตรสี ากลประเภทเครอื่ งสาย
สงตัวแทน 2 - 3 คน ออกมาอธบิ ายความรูตามท่ไี ด จะท�าด้วยไม้ และขนหางม้า ก่อนเล่นจะต้องฝนขนหางม้าด้วยยางสน เพ่ือท�าให้เกิดความฝด
ศึกษามาหนา ช้นั เรยี น จากนน้ั ครถู ามนักเรียนวา นอกจากใชค้ นั ชกั แลว้ ยงั สามารถใชด้ ดี ไดอ้ กี3ดว้ ย เครอ่ื งดนตรที จ่ี ดั อยใู่ นกลมุ่ น ้ี ไดแ้ ก ่ ไวโอลนิ (Violin)
วโิ อลา (Viola) เชลโล (Cello) ดบั เบิลเบส (Double Bass) เปน็ ต้น
• เครอ่ื งดนตรีสากลประเภทเครือ่ งสาย
แบง ไดกี่ประเภท อยา งไรบาง ไวโอลนิ วโิ อลำ เชลโล ดับเบิลเบส
(แนวตอบ เคร่ืองดนตรีสากลประเภทเครอ่ื งสาย
สามารถแบงออกเปน 2 ประเภท คอื ประเภท เคร่อื งดนตรสี ากลประเภทเครอื่ งสี
เครอ่ื งดีด และประเภทเครือ่ งสี)
๘2
• นกั เรยี นคดิ วาเสยี งของเคร่อื งดนตรี
ประเภทเครอื่ งสายใหความรูสึกอยา งไร
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคิดเห็น
ไดอยางอิสระ)

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคิด T
O-NE
1 แบนโจ เปน เครอ่ื งดนตรใี นตระกลู ลูต ทีน่ ยิ มเลน กนั อยูในแถบแอฟรกิ าตะวนั ตก
จดั เปนเครอ่ื งดนตรีพ้ืนบา นของพวกนโิ กร มีวธิ ีการเลน คลายกบั กีตาร อปุ กรณชนิดใดชว ยทาํ ใหก ารเลนดนตรีประเภทเครอ่ื งสายมีเสียงไพเราะ
2 ฮารป เปน พณิ โบราณทม่ี ีขนาดใหญ ลักษณะเปน โครงสามเหลย่ี ม ดา นบน และชัดเจนมากยง่ิ ขน้ึ
โคง งอ มีสายขงึ อยูทง้ั หมด 47 สาย ในการเลนผเู ลน จะตองน่ังใหไหลขวาชิดกบั
ตวั ฮารพ ใชน ้วิ มอื ทงั้ 2 ยกเวนนิ้วกอ ยดีดสาย เสียงของฮารพ จะเบา และนมุ นวล 1. หางมา
ปจ จบุ ันนี้ฮารพ ใชบ รรเลงอยใู นวงดนตรปี ระเภทออรเ คสตราเทา น้นั 2. ยางสน
3 ดบั เบลิ เบส เปนเคร่ืองดนตรีทมี่ ีขนาดใหญทสี่ ุดในตระกูลไวโอลนิ ผูบ รรเลงตอง 3. สายเอน็
ยืนเลน เสยี งต่าํ สดุ ของดบั เบิลเบสแสดงถึงความมอี ํานาจ ความกลัว 4. คนั ชกั
และความลกึ ลับ
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะคันชกั ตัวคนั ชกั จะทาํ จากเน้ือไม

ขึงดวยหางมา ในการบรรเลงจะตองขันหมุดใหห างมาตงึ และถูดว ยยางสน
เพอื่ ใหเ กดิ ความฝด เม่อื นําไปสที ส่ี ายของเครื่องดนตรีก็จะเกิดการสั่น
สะเทอื นขน้ึ กอใหเ กดิ เสยี งที่มีความไพเราะ และชดั เจน

82 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

๑.2 เครอ่ื งเปาลมไม้ (The Woodwind Instruments) ใหนักเรียนกลมุ ทไ่ี ดศึกษา คนควา หาความรู
เครื่องดนตรปี ระเภทนแ้ี บง่ ตามกรรมวิธีทที่ า� ใหเ้ กดิ เสยี งเป็น ๒ ประเภท คอื เพม่ิ เตมิ เก่ียวกับเครอ่ื งดนตรีสากลประเภท
เคร่ืองเปา ลมไม สงตวั แทน 2 - 3 คน ออกมา
๑) เปา ลมผา่ นชอ่ งลม ลา� ตวั ของเครอื่ งดนตรปี ระเภทนมี้ ลี กั ษณะเปน็ ทอ่ เครอื่ งดนตรี อธิบายความรูตามท่ไี ดศ ึกษามาหนา ช้ันเรียน
จากนัน้ ครถู ามนักเรียนวา
ที่อยู่ในกลุ่มน้ ี เช่น รคิ อรเ์ ดอร ์ (Recorder) ปิกโกโล (Piccolo) ฟลูต (Flute) เปน็ ตน้
• เครือ่ งดนตรีสากลประเภทเคร่ืองเปา ลมไม
รคิ อร์เดอร์ ปคโคโล ฟลูต สามารถทาํ ใหเ กิดเสยี งไดด ว ยวิธกี ารอยา งไร
(แนวตอบ เครอ่ื งเปาลมสามารถทาํ ให
เครอื่ งดนตรีสากลประเภทเครือ่ งเปาลมไม้ (ผ่านช่องลม) เกดิ เสยี งได 2 ลักษณะ คือ ประเภทเปาลม
เขาไปในรเู ปา ลําตัวจะมลี กั ษณะเปนทอ
๒) เปาลมผ่านลิ้น เคร่ืองดนตรีประเภทน้ีจะมีล้ินอยู่ท่ีส่วนของปากส�าหรับเป่า แบงตามลกั ษณะของการเปาได 2 ประเภท
คือ ประเภทเปาลมตรงปลาย และประเภท
ล้ินสามารถถอดเปล่ียนได้ มีท้ังล้ินเด่ียว และล้ินคู่ เคร่ืองดนตรีท่ีอยู่ในกลุ่มน้ี เช่น คลาริเน็ต เปา ลมเขา ทางดานขา ง ประเภทเปาลม
(Clarinet) แซ็กโซโฟน (Saxophone) โอโบ (Oboe) อิงลิชฮอร์น (English Horn) บาสซูน ใหผานลิ้นของเครื่องดนตรีหรือเครื่อง
(Bassoon) คอนทราบาสซนู (Contra Bassoon) เปน็ ต้น เปาลมไมป ระเภททีม่ ลี นิ้ เมอ่ื เปาลมผา นลน้ิ
จะใหเกิดการสั่นสะเทือน ลมจะเขา ไปในทอ
คลำริเนต็ แซ็กโซโฟน โอโบ องิ ลชิ ฮอรน์ บำสซนู คอนทรำบำสซนู ซ่ึงทาํ หนา ทเ่ี ปนตัวขยายเสยี งหรอื ตัวกําทอน
(สะเทือน) แลวออกไปยงั ปากลําโพง)
เคร่อื งดนตรีสากลประเภทเครื่องเปาลมไม้ (ผ่านลิน้ )
• นกั เรยี นรูจักเครอื่ งเปาลมไมช นิดใดบาง
ทีเ่ ปน ประเภทเปา ลมเขา ไปในรูเปา
และเปาลมใหผา นล้นิ
(แนวตอบ ประเภทเปาลมเขา ไปในรูเปา เชน
ขลยุ ริคอรเ ดอร ปค โคโล ฟลตู เปน ตน และ
ประเภทเปา ลมใหผ า นลนิ้ เชน แซกโซโฟน
โอโบ บาสซูน เปนตน )

• นกั เรยี นเคยไดย นิ เสยี งของเครอื่ งดนตรสี ากล
ประเภทเครือ่ งเปา ลมไมบา งหรือไม
ถา เคย นกั เรียนเคยไดย นิ เสียงเครอ่ื งดนตรี
ชนดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอยางอสิ ระ)

๘๓

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ใหนกั เรยี นรวบรวมภาพเคร่อื งดนตรีประเภทเครือ่ งเปา ลมไม ครูควรอธิบายเพม่ิ เติมใหนกั เรียนเขาใจวาเครื่องเปาลมไม แมว า ตัวของเคร่ือง
โดยแยกประเภทของการเกิดเสียง พรอมเขยี นช่ือเคร่ืองดนตรใี ตภ าพ ดนตรีจะทําจากวสั ดุตา งๆ มากมาย แตส วนสําคญั ทีท่ ําใหเกดิ เสียง คือ ลิน้ (Reed)
จัดทาํ เปนสมุดภาพ ตกแตง ใหส วยงาม นําสง ครผู สู อน ซงึ่ เปนตัวส่ันสะเทือน สว นที่เปน ลิ้นจะอยตู รงปลายดา นหนึง่ เมอ่ื เปาลมผา นลิ้นแลว
ลมก็จะเขา ไปในทอ ซ่งึ ทําหนาท่ีเปน ตัวขยายเสียงหรือตวั กําทอน (สะเทือน)
กจิ กรรมทา ทาย แลว ออกไปยังปากลําโพง เครือ่ งดนตรปี ระเภทนย้ี ังสามารถแบงออกไดต ามลักษณะ
ของลน้ิ ทใี่ ชเ ปนประเภทล้ินคู และล้นิ เดย่ี ว ซึ่งจะทําใหน กั เรียนมคี วามรู ความเขาใจ
เร่อื งเครือ่ งเปาลมไมไ ดด ยี ่ิงข้ึน

ใหน ักเรยี นทาํ ตารางเปรยี บเทยี บระหวางเครือ่ งดนตรปี ระเภท มมุ IT
เครื่องลมเปา ไมท ีม่ ีวิธกี ารเกดิ เสียงที่แตกตางกัน คือ ประเภทเปาลมเขา ไป
ในรเู ปากบั ประเภทเปาลมใหผานลน้ิ ของเคร่ืองดนตรี ลงกระดาษรายงาน นักเรียนสามารถศึกษา คนควา เพมิ่ เตมิ เก่ียวกบั เครอื่ งเปา ลมไม
นําสงครูผสู อน ไดจาก http://www.lks.ac.th

คูม่ ือครู 83

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน ักเรียนกลุมที่ไดศึกษา คนควา หาความรู ๑.๓ เคร่อื งเปาทองเหลอื ง (The Brass Instruments)
เพิม่ เตมิ เก่ียวกับเคร่ืองดนตรีสากลประเภท เครื่องเป่าประเภทน้ีท�าให้เกิดเสียงโดยการเป่าลมให้ผ่านริมฝีปากไปปะทะกับช่องที่เป่า
เครอื่ งเปา ลมทองเหลอื ง และเคร่อื งดนตรปี ระเภท ((CMoorunteht P) ieทcรeัม)เ ทปต็�าใ ห(Tเ้ กruดิ mกpารeสt)น่ั เสฟะเรทนือชน์ฮขออร์นงม 1(วFลrอenากchา ศh เoคrnร)ื่อ งทดรนอตมรโีทบี่อนย 2ู่ใ(นTrกoลmุม่ bนoี้ nเชeน่) บคอารริโเ์ ทนนต็
ล่มิ นว้ิ สง ตวั แทนกลุมละ 2 - 3 คน ออกมาอธิบาย (Baritone) ยูโฟเนียม (Euphonium) ทบู า (Tuba) ซซู าโฟน (Sousaphone) เปน็ ตน้
ความรูต ามท่ไี ดศกึ ษามาหนา ชัน้ เรียน จากนั้นครู
ถามนักเรยี นวา คอรเ์ น็ต ทรอมโบน ทรมั เปต

• สว นประกอบทีส่ ําคัญของเครอ่ื งดนตรสี ากล เฟรนชฮ์ อร์น บำรโิ ทน ยูโฟเนียม ทบู ำ
ประเภทเครือ่ งเปาลมทองเหลอื งคือสงิ่ ใด ซูซำโฟน
(แนวตอบ เครือ่ งดนตรีประเภทเครือ่ งเปา ลม
ทองเหลืองจะมีสว นประกอบทีส่ ําคัญ คือ เครือ่ งดนตรสี ากลประเภทเครอ่ื งเปา ลมทองเหลือง
ทอลม ซง่ึ ทาํ ดว ยโลหะขนาดแตกตางกัน
การเกิดเสยี งเกดิ จากการเปา ลมใหเ กดิ การสน่ั ๑.4 เคร่ืองดนตรปี ระเภทลมิ่ นวิ้ (The Keyboard Instruments)
สะเทือนท่ีรมิ ฝป ากของผเู ลน ผา นเขาไปใน เคร่ืองดนตรีประเภทน้ีมีล่ิมน้ิวเรียงกันเป็นแผง เวลาเล่นใช้นิ้วมือกดลงบนลิ่มนิ้วของ
กาํ พวด การเปาเคร่อื งเปาลมทองเหลอื ง เครอ่ื งดนตรี การเกิดเสียงนน้ั ขน้ึ อยกู่ บั กลไกภายใน ซง่ึ มลี ักษณะเป็นคอ้ นเลก็ ๆ ตีท่เี สน้ ลวดหรือ
จึงขน้ึ อยกู บั รมิ ฝป ากของผูเปาเปนสําคัญ) แท่งโลหะ3 หรอื มลี กั ษณะเป็นทอ่ ลมทม่ี ที ่ปี ิด-เปิด เครอื่ งดนตรที ีอ่ ยู่ในกลุ่มน ี้ เช่น เปียโน (Piano)
ออร์แกน (Organ) เชเลสตา (Celesta) ฮารป์ ซคิ อร์ด (Harpsichord) แอคคอรเ์ ดยี น (Accordion)
• เครอ่ื งดนตรสี ากลประเภทเคร่อื งลิม่ น้ิว เมโลเดยี น (Melodion) เปน็ ต้น
ทาํ ใหเ กิดเสยี งไดอยางไร ในปจั จบุ นั นเ้ี ครอ่ื งดนตรปี ระเภทลม่ิ นวิ้ ไดถ้ กู ปรบั ปรงุ ใหท้ นั สมยั ขนึ้ โดยการนา� ระบบไฟฟา้
(แนวตอบ เครอ่ื งดนตรีประเภทลม่ิ นิว้ มาท�าให้เกิดเสียง เครื่องดนตรีกลุ่มน้ี เช่น ออร์แกนไฟฟ้า หรืออิเล็กโทน (Electronic Organ
หรอื คียบอรด การเกิดเสยี งของเครื่องดนตรี or Electone) เปยี โนไฟฟา้ (Electronic Piano) คยี ์บอรด์ ไฟฟา้ (Electronic Keyboard) เป็นต้น
ประเภทนีจ้ ะเกดิ เสยี งโดยการกดคยี ท ตี่ อ งการ
แลว คียนัน้ จะสง แรงไปท่กี ลไกตางๆ แอคคอรเ์ ดียน อิเล็กโทน เมโลเดยี น
ภายในเครือ่ ง เพื่อทจ่ี ะทําใหส ายโลหะ คยี บ์ อร์ดไฟฟำ ออร์แกน
หรือลิน้ โลหะเกิดการส่นั สะเทือน ทาํ ใหเกดิ เปยโน
เสียงดงั ข้นึ ) เชเลสตำ
เครื่องดนตรสี ากลประเภทลม่ิ นว้ิ
• นกั เรยี นคิดวาเสียงทเี่ กดิ ข้นึ จากการบรรเลง
ดนตรีดว ยเปยโนจะใหเ สียงทก่ี อใหเ กิด ๘4
ความรสู กึ อยา งไร
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยางอิสระ)

นกั เรียนควรรู บรู ณาการเชอื่ มสาระ
จากการศึกษาเก่ียวกับการเคร่ืองดนตรีสากลประเภทเคร่ืองเปา สามารถ
1 เฟรนชฮอรน ตนกาํ เนดิ ของเฟรนชฮอรน คือ เขาสตั ว เฟรนชฮ อรน เปนแตร บูรณาการเชื่อมโยงกับกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่องหลักการกําเนิด
ที่มชี วงเสียงกวา ง แตถ ูกนํามาขดเปน วงโคงไปมา เพอ่ื ใหสะดวกแกผ เู ปา เสยี งของ เสยี ง เพราะการเรียนรใู นเร่ืองเคร่ืองดนตรสี ากลประเภทเครอ่ื งเปา นักเรยี นมี
เฟรนซฮ อรนจะมคี วามสดใสเปน อยา งมาก ความจาํ เปน ตอ งเรียนรูเ รอ่ื งหลกั การกําเนิดเสยี งตามหลกั วทิ ยาศาสตรด ว ย
2 ทรอมโบน จะมีคนั ชกั โคงเปนรปู ตัวยสู ําหรับเปล่ยี นความยาวของทอลม เสียงเปน คลื่นทเี่ กิดจากการส่ันสะเทือนของวัตถุ เม่อื วัตถุเกิดการสน่ั สะเทอื น
ตาํ แหนง ของการเลอ่ื นคนั ชกั จะมอี ยูทั้งหมด 7 ตําแหนง ใหระดบั เสียงดนตรี ก็จะทาํ ใหเกิดการอดั ตวั และขยายตวั ของคลน่ื เสยี งถูกสงผา นตวั กลางไปยงั หู
แตกตา งกันออกไป ทรอมโบนจะมเี สยี งทมุ หา ว ไมสดใส เมอ่ื การสน่ั สะเทือนนั้นมาถงึ หู มันจะถกู แปลงเปนพัลสป ระสาท ซง่ึ จะถกู สง
3 ออรแกน เปน เครื่องดนตรลี ม่ิ นิ้วประเภทใชล มท่ีมขี นาดใหญทสี่ ุด จัดเปน ไปยงั สมอง ทาํ ใหเ รารบั รู และจาํ แนกเสยี งตา งๆ ได คณุ ลกั ษณะเฉพาะของเสยี ง
เครือ่ งดนตรีสาํ คญั ในโบสถ ใชบรรเลงประกอบบทเพลงรอ งทางศาสนาท่ีเรยี กวา ไดแ ก ความถ่ี ความยาวชวงคลนื่ แอมฟลจิ ดู และความเรว็ เสยี งแตล ะเสยี ง
“เพลงโบสถ” เม่ือมลี มเปาผา นทอ ทําใหเกดิ เสยี งทอ ละหนึ่งเสยี ง ออรแ กนจะมี มคี วามแตกตา งกนั เสยี งสงู - เสยี งตา่ํ , เสยี งดงั - เสยี งเบา หรอื คณุ ภาพของเสยี ง
แผงคยี ท ก่ี ดเลนดวยมือเรยี กวา “แมนนวล” (Manual) แผงคยี ที่เหยยี บดว ยเทา ลกั ษณะตางๆ ทง้ั น้ขี นึ้ อยกู บั แหลงกําเนิดเสียง และจาํ นวนรอบตอ วินาที
เรียกวา “เพลดลั ” (Pedal) ของการส่นั สะเทือน

84 คูม่ ือครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxวpวaาาnมมdเขเข้าใา้ จใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

๑.5 เคร่อื งดนตรีประเภทเครอื่ งตี (The Percussion Instruments) ใหน กั เรียนกลมุ ที่ไดศกึ ษา คนควา หาความรู
เคร่ืองดนตรีประเภทน้ีใช้ส�าหรับตีประกอบจังหวะ บางชนิดใช้ในการบรรเลงท�านอง เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั เครอื่ งดนตรีสากลประเภทเครอ่ื งตี
แบง่ ออกเปน็ ประเภทใหญๆ่ ตามลักษณะของระดับเสยี งได ้ ๒ ประเภท ดงั นี้ สงตัวแทน 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามท่ีได
ศึกษามาหนาชัน้ เรยี น จากนั้นครูถามนักเรียนวา
๑) ประเภทที่มีระดับเสียงไม่แน่นอน (Indefinite Pitch) เคร่ืองดนตรีประเภทนี้
• เครอื่ งดนตรีสากลประเภทเคร่อื งตี
เปน็ เครอ่ื งตปี ระกอบจงั หวะ ไมส่ ามารถตเี ปน็ ทา� นองได ้ แตส่ ามารถใหจ้ งั หวะ หรอื คมุ จงั หวะ เพอื่ ให้ สามารถทําใหเ กดิ เสยี งไดดวยวิธกี ารใด
การบรรเลงนน้ั พรอ้ มเพรยี งกนั หรอื ตปี ระกอบเพอ่ื ใหก้ ารบรรเลงนน้ั ๆ มคี วามไพเราะนา่ ฟงั มากยง่ิ ขน้ึ (แนวตอบ เครือ่ งดนตรีประเภทเคร่อื งตี
เคร่ืองดนตรีท่ีท�าจังหวะกลุ่มน้ี เช่น กลองใหญ่ (Bass Drum) กลองเทเนอร์ (Tenor ทาํ ใหเกดิ เสยี งดว ยการตกี ระทบ การสั่น
Drum) ทมิ พะนี (Timpani) กลองสแนร ์ (Snare Drum) ทอมบา (Tomba) มาราคสั (Maracas) การเขยา การเคาะ การตี โดยอาจจะใชไมตี
แทมบูรีน 1(Tambourine) ทรัยแองเกิล (Triangle) ฉาบ (Cymbal) กลองชุด (Drum Kit) หรืออาจจะใชสิง่ หนึง่ กระทบเขากับอีก
คาวเบลล ์ (Cowbells) วดู บล็อก (Wood Block) แรตเทิล (Rattle) บองโก (Bongo) ทอมทอม สง่ิ หน่ึง เพื่อใหเ กดิ เสียง)
(Tom Tom Drum) กรบั (Castanets) แทมบูรีน (Tambourine) เปน็ ตน้
• ลกั ษณะของเสยี งท่เี กดิ ข้นึ จากเครือ่ งตี
ทรยั แองเกลิ ฉำบ กรับ บองโก สามารถแบงออกตามลกั ษณะของระดบั
แทมบรู ีน ทอมบำ เสียงไดก ป่ี ระเภท
(แนวตอบ สามารถแบงออกเปน 2 ประเภท
คอื ประเภททม่ี รี ะดับเสยี งไมแ นน อน เชน
กลองชดุ มาราคา เปน ตน และประเภทท่ีมี
ระดับเสียงแนนอน เชน เบลไลรา ระฆงั ราว
เปนตน )

กลองเลก็ หรอื กลองแตก วูดบล็อก ขยายความเขา้ ใจ Expand

ทมิ พะนี กลองเทเนอร์ ใหนักเรยี นนําขอ มลู เกีย่ วกบั ประเภทของ
เคร่ืองดนตรีสากลท้งั 5 ประเภท มารว มกนั จดั
นทิ รรศการ เร่อื ง “เคร่ืองดนตรสี ากล 5 ชนดิ ”
พรอมหาภาพประกอบใหสวยงาม

ตรวจสอบผล Evaluate

กลองใหญ มำรำคสั กลองชุด ครพู จิ ารณาจากการจัดนิทรรศการ เร่ือง
“เครอ่ื งดนตรีสากล 5 ชนิด” ของนกั เรียน
เครอ่ื งดนตรีสากลประเภทเครื่องตีที่ทา� จงั หวะ มรี ะดับเสยี งไมแ่ น่นอน โดยพิจารณาในดานความถูกตองของเน้ือหา
การนําเสนอขอมูล ความสวยงาม และความคดิ
๘5 รเิ ริ่มสรางสรรค

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETิด เกรด็ แนะครู

เคร่อื งดนตรชี นดิ ใดจัดอยูในประเภทเดยี วกันทงั้ หมด ครเู ชญิ วทิ ยากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเครอื่ งดนตรสี ากลประเภทตางๆ
1. ไวโอลิน กตี าร ฮารป เบลไลรา มาอธบิ ายเพ่ิมเตมิ เก่ยี วกบั ลักษณะของเครอ่ื งดนตรี และวธิ ีการทาํ ใหเกิดเสียง
2. รคิ อรเดอร โอโบ ฟลตู ทูบา พรอ มท้ังเปดซีดหี รอื ดวี ดี ีเกย่ี วกบั การบรรเลงดนตรดี ว ยเคร่อื งดนตรสี ากล
3. ออรแ กน เปย โน อิเล็กโทน เฟรนชฮอรน ประเภทตา งๆ ใหน กั เรียนชม จากนน้ั เปดโอกาสใหนักเรยี นไดซ กั ถามขอ สงสยั
4. ทอมบา ทรยั แองเกิล้ มาราคา บองโก และแสดงความคดิ เห็น ซึง่ จะทาํ ใหน ักเรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเรอ่ื งเครื่องดนตรี
สากลประเภทตางๆ ไดด ยี ิง่ ข้ึน
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. เพราะจดั เปนเครอ่ื งดนตรสี ากล ประเภทตี
นักเรียนควรรู
ประเภทท่ีมรี ะดบั เสียงไมแนนอน
1 คาวเบลล คอื เครือ่ งดนตรีประเภทตกี ระทบ พฒั นามาจากกระด่ิงผกู คอววั
นาํ มาทงั้ รปู ราง และชือ่ รูปทรงคลายกบั ระฆังมากกวากระดง่ิ ตีดวยไมก ลอง
คาวเบลลถูกนํามาใชมากในดนตรลี ะตินอเมริกา และดนตรีประกอบการเตน ลีลาศ
คาวเบลลยงั ใชเปน อปุ กรณส วนหนึ่งของกลองชุดอีกดวย

คูม่ อื ครู 85

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Engage Explore

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูใหนกั เรยี นดูภาพการใช และการบํารงุ รกั ษา ๒) ประเภททม่ี รี ะดบั เสยี งแนน่ อน (Definite Pitch) เครอ่ื งดนตรปี ระเภทนส้ี ามารถ
เคร่ืองดนตรีสากลประเภทตา งๆ จากนน้ั ครถู าม
นกั เรยี นวา ไลร่ ะดบั เสยี ง และสามารถใชบ้ รรเลงทา� นองได ้ แตม่ บี างชนดิ ในกลมุ่ นท้ี ่ีไมส่ ามารถเลน่ เปน็ ทา� นอง
เดยี่ วๆ ได ้ แตก่ ส็ ามารถเทยี บเสยี งและตีใหจ้ งั หวะได ้ เครอื่ งดนตรกี ลมุ่ น ี้ เชน่ ไซโลโฟน (Xylophone)
• นักเรยี นเคยเลนเคร่อื งดนตรสี ากลบา งหรอื ไม กลอ็ กเคนชปีล (Glockenspiel) เบลไลรา (Bell Lyra) ระฆงั ราว (Tubular Bells) เปน็ ตน้
ถา เคย นักเรียนเคยเลนเครือ่ งดนตรีชนดิ ใด
(แนวตอบ นกั เรียนสามารถแสดงความคิดเห็น
ไดอ ยา งอิสระ)

• เพราะเหตุใดเราจึงตองเก็บรักษาเครือ่ งดนตรี
สากลใหถ ูกวิธี
(แนวตอบ การเกบ็ รกั ษาเครือ่ งดนตรสี ากล
ท่ถี ูกตอ ง จะเปน การชว ยยดื อายกุ ารใชง าน
ของเครอ่ื งดนตรใี หไดน านมากขึ้น)

สา� รวจคน้ หา Explore เบลไลรำ ไซโลโฟน ระฆังรำว

ใหน กั เรยี นศกึ ษา คน ควา หาความรูเ พม่ิ เตมิ เครอ่ื งดนตรีสากลประเภทเครอื่ งตีทท่ี �าท�านอง มรี ะดับเสียงแนน่ อน
เกี่ยวกบั หลักการใช และการบาํ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรี
สากล จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมดุ โรงเรยี น ๒. หลักการใช และบาํ รงุ รกั ษาเครอ่ื งดนตรสี ากล
หอ งสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเน็ต เปน ตน ในหัวขอทคี่ รู เครอื่ งดนตรเี ปรยี บเสมอื นเครอ่ื งมอื ทน่ี กั ดนตรจี ะตอ้ งมตี ดิ ตวั และใหค้ วามสนใจอยเู่ สมอ
กําหนดให ดังตอ ไปน้ี หากนักดนตรีขาดความเอาใจใส่ดูแล หรือดแู ลไมถ่ ูกวิธี เครอ่ื งดนตรีดงั กล่าวอาจไม่สามารถนา� มา
ใชง้ านไดอ้ กี หรอื อาจมอี ายกุ ารใชง้ านสนั้ ลง ไมค่ มุ้ คา่ กบั ราคาของเครอ่ื งดนตรที ซ่ี อ้ื หามาดว้ ยราคา
1. หลกั การใช และการบาํ รุงรกั ษาเครอื่ งดนตรี ทีค่ อ่ นข้างแพง ดังนน้ั เราจงึ ควรหนั มาใหค้ วามสนใจดแู ลรักษาเครื่องดนตรที ี่ให้มีอายุการใชง้ าน
ประเภทเครอ่ื งสาย ทย่ี าวนาน ดว้ ยวิธงี า่ ยๆ ดังน้ี

2. หลกั การใช และการบาํ รุงรักษาเครื่องดนตรี 2.๑ เคร่อื งสาย
ประเภทเครื่องเปาลมไม เครอื่ งสาย กอ่ นหรอื หลงั การเลน่ เครอื่ งดนตรปี ระเภท
เคร่ืองสาย ให้ใช้ผ้าแห้งท่ีมีเน้ือนุ่มลูบเบาๆ ไปบนสายและ
3. หลักการใช และการบาํ รุงรักษาเคร่ืองดนตรี ตวั เครอ่ื งดนตร ี เพอ่ื ขจดั ฝนุ่ ทอ่ี าจเกาะอย ู่ หากมคี ราบไคลกใ็ หใ้ ช้
ประเภทเครอื่ งเปา ลมทองเหลือง ผ้าดงั กล่าว1ขัดถูเบาๆ จนเกดิ ความเงางาม ถา้ เปน็ เครอ่ื งสาย
ที่ใช้คันชักสี เมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องปรับคันชักไม่ให้ตึง
4. หลักการใช และการบาํ รุงรักษาเคร่อื งดนตรี จนเกนิ ไปกอ่ นทจ่ี ะนา� เกบ็ ใสก่ ลอ่ งใหเ้ รยี บรอ้ ยดงั เดมิ หากไมเ่ ลน่
ประเภทเครอื่ งล่มิ นิ้ว เครื่องสายเป็นเวลานานต้องผ่อนสายให้หย่อน จะช่วยให้

5. หลกั การใช และการบํารุงรักษาเคร่อื งดนตรี
ประเภทเครอ่ื งตี

ตัวเคร่ืองดนตรีไม่ต้องรับแรงตึงเปน็ เวลานานๆ ซงึ่ อาจมผี ล หลังใช้เคร่ืองดนตรปี ระเภทเครื่องสายเสร็จ
๘๖ ทา� ใหค้ อของเครอ่ื งดนตรหี ลดุ หรอื แตกชา� รดุ ได้ แล้ว ก่อนจะน�าไปเก็บจะต้องปรับคันชัก
เพือ่ ผ่อนสายให้หยอ่ นทกุ คร้ัง

(ทม่ี าของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)

เกรด็ แนะครู ขอ สอบ O-NET

ครูนาํ เครื่องดนตรีประเภทเครือ่ งสาย 1 - 2 ชิน้ มาใหนักเรยี นชม จากน้นั ครสู ุม ขอสอบป ’52 ออกเกี่ยวกบั ประเภทของเครอื่ งดนตรี
นักเรียน 2 - 3 คน ใหอ อกมาสาธิตการใช และการบํารุงรกั ษาเคร่อื งดนตรีสากล เครื่องดนตรีในขอใดท่จี ัดอยใู นประเภทเดียวกัน
ประเภทเครอื่ งสายตามความเขา ใจของตนเอง โดยมคี รเู ปน ผคู อยชแ้ี นะความถกู ตอ ง 1. Clarinet, Tuba, French, Horn
จากนนั้ ครูอธิบายเพม่ิ เติมถงึ วธิ ีการใช และการบาํ รงุ รักษาเครอื่ งดนตรีสากลประเภท 2. Piccolo, Trombone, Trumpet
เครอ่ื งสายอยา งถูกวิธใี หน ักเรยี นฟง 3. Oboe, Flute, Saxophone
4. Violin, Cello, Bassoon
นกั เรียนควรรู
วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. เพราะ Oboe, Flute, Saxophone
1 คันชกั ตัวคนั ชกั ทาํ จากไม ขงึ ดวยหางมา กอนการบรรเลงตอ งขันหมดุ ให
หางมาตึง และถดู วยยางสน เพ่อื ใหเ กิดความฝด เมื่อนําไปสที ี่สายของเคร่อื งดนตรี จัดเปน เครอ่ื งดนตรีประเภทเคร่อื งลมเปา ไมท ้ังหมด
กจ็ ะเกดิ การส่นั สะเทอื น และเกิดเสยี ง

86 คู่มอื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนักเรียนรว มกันอภิปรายเก่ยี วกับหลักการใช
และการบํารุงรกั ษาเครือ่ งดนตรีสากลประเภท
2.2 เครอื่ งเปา ลมไม้ 12 เครื่องสาย และเคร่ืองเปาตามที่ไดศึกษามา
เครอ่ื งเปา่ ลมไม ้ ถา้ เปน็ ประเภทเปา่ ลมผา่ นชอ่ งลม เชน่ รคิ อรเ์ ดอร ์ ปกิ โกโล ฟลตู เปน็ ตน้ จากนน้ั ครูถามนักเรียนวา
ใหใ้ ชผ้ า้ แหง้ ทมี่ เี นอ้ื นมุ่ เชด็ ใหท้ ว่ั ทงั้ ตวั เครอื่ ง เพอื่ ทา� ความสะอาดกอ่ นและหลงั เปา่ สา� หรบั ปคิ โคโล
และฟลูตนั้นต้องหม่ันดูแลเอาใจใส่กระเดื่องกลไกให้อยู่ในสภาพท่ีใช้งาน ด้วยการใช้เศษผ้านุ่มๆ • นกั เรยี นมีวธิ ีการเก็บรักษาเครือ่ งดนตรสี ากล
แตะนา�้ มนั ที่ใชส้ า� หรบั ทา� ความสะอาดเครอื่ งดนตรที เี่ ปน็ โลหะลบู ไปตามกระเดอื่ งกลไก และตวั เครอื่ ง ประเภทเครอื่ งสายอยา งไร
ให้ทัว่ นา้� มนั ดงั กลา่ วจะชว่ ยใหก้ ระเด่ืองกลไกเกิดความคล่องตัวในขณะใชง้ าน และชว่ ยใหไ้ มเ่ กิด (แนวตอบ กอ นหรอื หลงั การเลน ใหใ ชผ า แหง
สนิมกับเครือ่ งดนตรีอีกด้วย ลบู เบาๆ บนสาย และตัวเครือ่ ง เพ่ือขจดั
3 คราบฝนุ ตา งๆ ถา เปน เคร่ืองสายท่ใี ช
เคร่ืองดนตรีประเภทเป่าลมผ่านลิ้น มีวิธีการดูแลคล้ายกับปิกโกโลและฟลูต แต่ให้เพิ่ม คันชกั สี เมื่อเลนเสรจ็ แลว ตอ งปรบั คนั ชัก
การดแู ลในสว่ นของปากเปา่ และลนิ้ ดว้ ยการถอดปากเปา่ ออกมาลา้ งดว้ ยนา�้ สะอาด แลว้ ผง่ึ ลมใหแ้ หง้ ไมใหสายตึงเกินไป กอนทจ่ี ะนาํ ไปเกบ็
ก่อนใชฝ้ าครอบสวมส่วนบน นา� ไปเกบ็ ใส่กล่องใหเ้ รียบรอ้ ยทุกคร้ังเม่ือเลน่ เสรจ็ แลว้ ในกลอ ง)

• นักเรยี นมีวธิ ีการเก็บรกั ษาเครื่องดนตรีสากล
ประเภทเคร่อื งเปาลมไม และเครื่องเปาลม
ทองเหลอื ง อยางไร
(แนวตอบ เครื่องเปา ลมไม ใหใ ชผา นุมเชด็
ตวั เครอ่ื งกอ น และหลังการเปา
สว นเคร่ืองเปาท่ีเปน โลหะ ใหใชผ านุม
ล้างลิ้นเครื่องเปา ลมผ่านล้ินด้วยน้�าสะอาด หลงั จากทา� ความสะอาดเสรจ็ แลว้ นา� ไปผงึ่ ลมใหแ้ หง้ และ
(ทมี่ าของภาพ : คลังภาพ อจท.) เกบ็ ใสก่ ล่องใหเ้ รียบร้อย
และแตะนํา้ มนั ทส่ี าํ หรบั ทําความสะอาด
(ทีม่ าของภาพ : คลังภาพ อจท.) เคร่ืองดนตรี แลว ลบู ไปตามกระเดื่องกลไก
และตัวเครื่องใหท ัว่ เพ่ือทาํ ใหก ระเดื่องกลไก
2.๓ เครอ่ื งเปาลมทองเหลือง เกดิ ความคลองตัวในการใชง าน และชว ย
เคร่ืองเป่าลมทองเหลือง หม่ันดูแลท�าความสะอาดด้วยการใช้ผ้าแห้งท่ีมีเน้ือนุ่ม ไมใหเกดิ สนมิ และเพิม่ การทําความสะอาด
เชด็ ที่ตวั เครอ่ื งใหส้ ะอาดทั้งก่อ4นและหลงั การใช้ เมื่อใชเ้ สร็จแลว้ ให้กดทก่ี ระเดื่องส�าหรับไล่น�้าลาย ปากเปา และล้ินดว ยการถอดออกมาลา ง
แล้วเปา่ ลมท่ปี ากเป่า (กา� พวด) แรงๆ เพอ่ื ไล่หยดนา�้ ลายทอ่ี ยู่ภายในท่อออกให้หมด ถอดก�าพวด ทําความสะอาด จากนนั้ ผ่ึงลม และเชด็
ออกมาทา� ความสะอาด โดยใชผ้ า้ เชด็ แลว้ ใชเ้ ศษผา้ แตะครมี ขดั โลหะลบู ไปบนตวั เครอ่ื งใหท้ ว่ั ทง้ิ ไว ้ ใหแ หง กอ นใชฝาครอบสวมสวนบน
๕-๑๐ นาที ใช้ผา้ แหง้ เน้ือนมุ่ เชด็ ถูให้เกดิ ความเงางาม แลว้ นา� ไปเกบ็ ใสก่ ล่องให้เรยี บรอ้ ย

แลว จึงเกบ็ ใสก ลองใหเ รียบรอย
และเครอ่ื งเปาลมทองเหลอื งใชผา นุมเชด็
ตวั เคร่ืองใหส ะอาดกอน และหลงั การใช
เมอ่ื ใชเ สรจ็ แลวใหกดกระเดื่องสาํ หรบั
ไลน ํา้ ลาย แลวเปาลมแรงๆ เขา ไปตรง
เครอื่ งเปา ลมทองเหลอื งหลงั ใชง้ านเสรจ็ แลว้ จะตอ้ งทา� ความ เมอ่ื เชด็ ทา� ความสะอาดดว้ ยผา้ แหง้ เรยี บรอ้ ยแลว้ ใหห้ ยอด ปากเปาเพอ่ื ไลหยดนํ้าลายทคี่ างอยูในทอ
สะอาดด้วยการใช้ผ้าแห้งท่มี ีเน้อื นุ่มเชด็ ตัวเครอ่ื งเสมอ นา�้ มนั ลกู สบู ทกุ ครัง้ ๘7 เสรจ็ แลว ถอดปากเปา ออกมาทาํ ความสะอาด
โดยใชผ าเชด็ และใชเ ศษผาแตะครีมขัดโลหะ
(ท่มี าของภาพ : คลังภาพ อจท.) (ทีม่ าของภาพ : คลังภาพ อจท.)

ขอสอบ O-NET ลูบเก็บใสกลอ งใหเรยี บรอย)

ขอ สอบป ’52 ออกเกี่ยวกับการดูแลรักษาเครือ่ งดนตรี นกั เรยี นควรรู

การดูแลรกั ษาเครอ่ื งดนตรใี นขอใดทม่ี ีวิธกี ารคลา ยคลึงกนั มากทส่ี ดุ 1 รคิ อรเ ดอร เปน เคร่อื งดนตรีสากลประเภทเครอ่ื งเปาลมไม สรา งขึ้น
1. Flute, French Horn ในปลายศตวรรษท่ี 14 ถือกาํ เนดิ ในประเทศองั กฤษ นิยมเลน ในสมยั ยุคกลาง
2. Oboe, English Horn และมีความเจรญิ สงู สดุ ในยคุ บาโรก มีลักษณะการเปา แบบดานตรงจะเกดิ เสียง
3. Bassoon, Tuba แบบเดียวกนั กบั นกหวีด
4. French Horn, English Horn
วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เพราะ Oboe, English Horn จดั เปน 2 ปค โคโล เปนเครอ่ื งดนตรสี ากลประเภทเครอื่ งเปาลมไม มลี ักษณะคลา ยฟลูต
เคร่ืองดนตรปี ระเภทเครอ่ื งเปาเหมือนกนั English Horn เปน เครอ่ื งดนตรี แตม ีขนาดเล็กกวา เสยี งจะมีความสดใส และแหลมมาก
ท่มี ีลักษณะคลา ย Oboe แตม ขี นาดใหญกวา เล็กนอย และมีเสียงต่าํ กวา
Oboe เลก็ นอ ย มักใชเ ลน ในทํานองชาๆ ดงั นนั้ หลกั การใช 3 ฟลตู เปนเครอ่ื งดนตรสี ากลประเภทเครื่องเปาลมไม ซึ่งแตกตางจาก
และการบาํ รงุ รกั ษาเคร่ืองดนตรีจึงมคี วามคลายคลงึ กนั มากท่ีสดุ เคร่ืองเปาลมประเภทอนื่ ๆ ท่ีกําเนิดเสียงจากการส่ันสะเทอื นของลน้ิ ลกั ษณะเสยี ง
ของฟลูตจะมีความไพเราะ นุมนวล ออ นหวาน

4 กําพวด เปน สว นประกอบของป ซงึ่ ทําใหเ กดิ เสียงเวลาเปา จะสอดติดอยูกับ
เลาป

คู่มอื ครู 87

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขข้าา้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรียนรว มกันอภิปรายเกี่ยวกับหลักการใช 2.4 เคร่อื งดนตรีประเภทล่มิ น้วิ
และการบาํ รุงรกั ษาเครอื่ งดนตรีสากลประเภท เครอื่ งดนตรปี ระเภทลม่ิ นว้ิ โดยปกตจิ ะใชผ้ า้ สกั หลาด
เคร่อื งล่มิ นว้ิ และเครอื่ งดนตรีสากลประเภทเคร่อื งตี หรือผ้าแห้งเชด็ ถูทต่ี วั เครือ่ ง และบรเิ วณที่เป็นลม่ิ นวิ้ ให้สะอาด
ตามท่ไี ดศ ึกษามา จากนั้นครถู ามนักเรยี นวา ปราศจากคราบไคล ปดิ ดว้ ยฝาครอบแลว้ ใชผ้ า้ คลมุ ใหเ้ รยี บรอ้ ย

• นักเรยี นมีวิธกี ารเกบ็ รกั ษาเคร่อื งดนตรีสากล 2.5 เครอื่ งดนตรีประเภทเคร่อื งตี การดูแลเคร่ืองดนตรีประเภทล่ิมน้ิว ท�าได้
ประเภทเครอ่ื งล่ิมนิ้ว และเครอื่ งดนตรีสากล เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ใช้ผ้าแห้งที่มีเนื้อนุ่ม โดยใชผ้ ้าแห้งเช็ดถูทต่ี ัวเคร่ือง
ประเภทเคร่ืองตีอยา งไร เชด็ ถทู า� ความสะอาดตวั เครอ่ื ง และสว่ นทใ่ี ชส้ า� หรบั ตใี หส้ ะอาด (ท่มี าของภาพ : คลังภาพ อจท.)
(แนวตอบ เครอ่ื งดนตรสี ากลประเภทเคร่อื ง ก่อนและหลงั การเล่นทกุ ครั้ง เกบ็ เครอ่ื งดนตรีใสก่ ล่อง หรอื ใช้
ลม่ิ น้ิว จะใชผาสกั หลาดหรอื ผา แหงเชด็ ถู ผา้ คลุมให้เรยี บร้อยเม่ือเลิกเลน่
ท่ีตวั เครือ่ ง และบริเวณลม่ิ นิ้วใหสะอาด ปด ฝา ผู้เรียนควรเล่นเครื่องดนตรีเป็นอย่างน้อยหนึ่งชนิด
ครอบแลวใชผ า คลมุ ใหเ รยี บรอย สําหรับ หรือมากกว่าน้ัน ซ่ึงจะเป็นเครื่องดนตรีประเภทที่เล่นท�านอง
เครอื่ งดนตรีสากลประเภทเครอ่ื งตี จะใชผ า หรือจังหวะก็ได้ โดยฝึกจากจังหวะง่ายๆ ก่อน เช่น ตีกลอง
นุม เชด็ ตวั เคร่อื ง และสวนทีใ่ ชต ใี หสะอาดกอน จังหวะร�าวง จงั หวะเซ้งิ เป็นตน้ จากนน้ั ใหป้ ด ฝาครอบและผา้ คลมุ ใหเ้ รยี บรอ้ ย
และหลังการเลนทุกครัง้ จากนน้ั จึงเกบ็
เครอื่ งดนตรีใสกลองหรือใชผาคลมุ ทกุ ครงั้ (ทม่ี าของภาพ : คลังภาพ อจท.)
ทเี่ ลน เสร็จแลว)
กิจกรรม ศิลป์ปฏบิ ัต ิ ๕.๑
ขยายความเขา้ ใจ Expand

ใหนักเรียนสรุปสาระสําคัญเก่ียวกบั หลักการใช กจิ กรรมท ี่ ๑ ให้นักเรียนหาภาพเคร่ืองดนตรีสากลแต่ละประเภทมาจัดท�าสมุดภาพเคร่ืองดนตร ี
และการบาํ รงุ รกั ษาเครือ่ งดนตรีสากล ลงกระดาษ โดยจัดให้เป็นหมวดหมู่แล้วเขียนช่ือเคร่ืองดนตรีไว้ใต้ภาพ พร้อมท้ังบอกวิธีการ
รายงาน นําสง ครูผูส อน บรรเลง หรอื การทา� ใหเ้ กิดเสยี งประกอบด้วย

ตรวจสอบผล Evaluate กจิ กรรมท่ ี ๒ ให้นักเรยี นตอบคา� ถามตอ่ ไปน้ี
๑. ทา� ไมนกั ดนตรตี าบอดสว่ นใหญ่จงึ สามารถเลน่ ดนตรีได้ชา� นาญกว่านกั ดนตรี
ครพู จิ ารณาจากการสรุปสาระสาํ คญั เกย่ี วกบั ปกติท่ัวไป
หลกั การใช และการบาํ รุงรักษาเครอื่ งดนตรีสากล
ของนักเรยี น ๒. ทา� ไมผ้เู ลน่ ดนตรีจงึ จ�าเป็นตอ้ งดูแลเครือ่ งดนตรีของตนให้พรอ้ มใชอ้ ยเู่ สมอ

เกรด็ ศิลป์ คอนเสริ ต

คอนเสิรต หมายถึง การแสดงดนตรีต่อสาธารณชน เป็นการแสดงดนตรีตามโปรแกรมที่ก�าหนดไว้ หรือจัดไว้
ล่วงหน้า โดยกลุ่มผู้ปฏิบัติเคร่ืองดนตรี หรือกลุ่มนักร้องหรือท้ัง ๒ กลุ่มร่วมกัน ซ่ึงมีจ�านวนต้ังแต่ ๓ คน ข้ึนไป
ในสงั คีตสถานซึ่งอาจเป็นหอประชุม ห้องโถงขนาดใหญ ่ หรือแมแ้ ตใ่ นสถานทแี่ สดงดนตรีกลางแจง้ กไ็ ด้

๘๘

แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปปฏบิ ัติ 5.1 กิจกรรมท ่ี 2
1. เพราะในการฝกเรื่องดนตรใี หแ กผตู าบอด จะใชวธิ กี ารสอนแบบจับจังหวะ และทํานองเพลง จงึ ทําใหผ ตู าบอดสามารถขับรองเพลงไดตรงตามจังหวะ และทาํ นองไดด ี

มากกวา คนปกติ
2. เพราะการใช และดูแลรกั ษาเคร่ืองดนตรมี ีความสาํ คัญมาก เนื่องจากเครื่องดนตรไี ทยมลี ักษณะของเคร่ืองดนตรี และวธิ กี ารแตกตางกัน และเพ่ือใหเครือ่ งดนตรี

มสี ภาพทค่ี งทนตอ การใชงาน ไมช าํ รดุ เสียหายงา ย มีคณุ ภาพเสยี งท่ดี ี จึงจาํ เปน อยา งยิง่ ทจี่ ะตอ งรจู ักวิธใี ช และเก็บรักษาเคร่ืองดนตรอี ยา งถูกตอ ง

88 คูม่ อื ครู

กกรระตะตนุ้ E้นุ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคrน้eน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

๓. ลกั ษณะของวงดนตรีสากล ครูเปดซดี หี รือดวี ีดีเกย่ี วกบั การบรรเลงดนตรี
สากลของวงดนตรปี ระเภทตา งๆ ใหน กั เรียนชม
วงดนตรีที่เกิดขึ้นในศตวรรษต้นๆ จนถึงปัจจุบัน จะมีลักษณะการผสมวงที่แตกต่างกัน จากน้ันครูถามนกั เรียนวา
ท้ังชนิดของเครื่องดนตรี และจ�านวนช้ินท่ีใช้ในการบรรเลง ความหลากหลายของเครื่องดนตรี
และจ�านวนผู้เล่นดังกล่าวก่อให้เกิดวงดนตรีตามสมัยนิยม เช่น วงแชมเบอร์มิวสิก (Chamber • นักเรียนเคยชมการบรรเลงดนตรสี ากลบา ง
Music) วงดรุ ยิ างค ์ (Orchestra) วงสตรงิ คอมโบ (String Combo) เปน็ ต้น ลักษณะการผสมวง หรอื ไม
ของแต่ละชนิดจะไดก้ ลา่ วตอ่ ไป ดงั นี้ (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)
๓.๑ วงแชมเบอรม วิ สิก (Chamber Music)
เป็นลักษณะการผสมวงท่ีนิยมเล่นกันในราชส�านัก หรือผสมวงเล่นกันในห้องโถง • นกั เรียนคดิ วา การบรรเลงดนตรีสากลตาง
ห้องขนาดใหญ่ภายในบ้าน หรือเล่นกันในระหว่างเพื่อนฝูง เป็นลักษณะของวงดนตรีแบบง่ายๆ จากการบรรเลงดนตรไี ทยอยา งไร
ตามปกตจิ ะมนี กั ดนตรตี ง้ั แต ่ ๒ คน จนถงึ ๙ คน มเี ครอื่ งดนตรอี ยา่ งละชน้ิ นกั ดนตรที จ่ี ะเลน่ ดนตรี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
แบบแชมเบอรม์ วิ สกิ (Chamber Music) จะตอ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี คี วามสามารถสงู สามารถบรรเลงไดอ้ ยา่ ง ไดอ ยา งอสิ ระ)
ถกู ต้อง และประณตี เพราะเครือ่ งดนตรแี ต่ละชิ้นจะบรรเลงโดยนกั ดนตรเี พยี งคนเดียว
วงดนตรีในลักษณะของแชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) จะมีชื่อเรียกต่างกันไป สา� รวจคน้ หา Explore
ตามจ�านวนของผู้บรรเลง โดยเร่มิ ตั้งแต ่ ๒-๙ คน มีช่อื เรยี กดงั น ้ี คือ ผู้บรรเลง ๒ คน เรียกวา่
“ดเู อต็ ” (Duet) ผ้บู รรเลง ๓ คน เรยี กว่า “ทรโี อ” (Trio) ผู้บรรเลง ๔ คน เรียกวา่ “ควอเตต็ ” ใหนกั เรียนแบง กลมุ ออกเปน 8 กลมุ
(Quartet) ผ้บู รรเลง ๕ คน เรยี กว่า “ควินเตต็ ” (Quintet) ผูบ้ รรเลง ๖ คน เรยี กวา่ “เซก็ ซเ์ ตต็ ” ใหน กั เรยี นศกึ ษา คน ควา หาความรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั
(Sextet) ผู้บรรเลง ๗ คน เรียกว่า “เซปเตต็ ” (Septet) ผบู้ รรเลง ๘ คน เรยี กวา่ “ออคเต็ต” ลกั ษณะของวงดนตรสี ากล กลมุ ละ 1 ประเภท
(Octet) และผู้บรรเลง ๙ คน เรียกวา่ “โนเน็ต” (Nonet) วงดนตรีในลกั ษณะนีจ้ ะไมม่ ผี ู้อ�านวยเพลง จากแหลง การเรยี นรตู างๆ เชน หอ งสมดุ โรงเรียน
(Conductor) และเพลงท่ีน�ามาใช้บรรเลงกับวงดนตรีประเภทน้ีจะเป็นเพลงท่ีเน้นความกลมกลืน หองสมดุ ชมุ ชน อนิ เทอรเน็ต เปนตน
ของการประสานเสียง โดยมคี วามยาวของการบรรเลงไม่มากนกั
อธบิ ายความรู้ Explain

ดูเอต็ ทรีโอ ๘๙ ใหนกั เรียนกลุมทไ่ี ดศึกษา คนควา หาความรู
เพ่มิ เตมิ เกี่ยวกบั วงแชมเบอรมวิ สคิ สงตวั แทน
ควอเตต็ ควนิ เต็ต 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรตู ามที่ไดศกึ ษามา
เครือ่ งดนตรีทจี่ ะใช้ในการบรรเลงของวงแชมเบอรมวิ สกิ (Chamber Music) แต่ละประเภท หนา ชน้ั เรยี น จากนน้ั ครูถามนกั เรยี นวา

• วงแชมเบอรมิวสคิ เปน วงดนตรี
ทีม่ ีลกั ษณะอยางไร
(แนวตอบ วงแชมเบอร เปน วงดนตรีขนาดเลก็
ทเี่ หมาะสาํ หรบั บรรเลงในหอ ง เปน ดนตรที มี่ ี
ผูบรรเลงนอยคน เพลงที่ใชบรรเลงในวงน้ี
เปนบทประพันธแบบสัน้ ๆ นิยมใช
เครื่องดนตรปี ระเภทเคร่ืองสายเปน หลัก)

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

วงดนตรที ีถ่ ูกแบงเปนวงเลก็ ๆ เรยี กช่อื ตามจํานวนนักดนตรคี ือวงดนตรี ครอู ธบิ ายความรเู พมิ่ เตมิ ใหก บั นกั เรยี นวา วงแชมเบอรม วิ สคิ นยิ มใชเ ครอ่ื งดนตรี
ประเภทใด ตระกูลไวโอลิน เพราะเสียงของเครื่องดนตรีตระกูลนี้เม่ือนํามาบรรเลงรวมกันแลว
จะมีความกลมกลืน ในปจจบุ ันนิยมนําไปใชบรรเลงในงานฉลองมงคลสมรส
1. วงสตรงิ คอมโบ
2. วงโยธวาทติ มุม IT
3. วงดุริยางค
4. วงแชมเบอรมวิ สิค นักเรยี นสามารถศกึ ษา คนควาเพ่ิมเตมิ จากการฟง และการชมการบรรเลง
ของวงดนตรีประเภทวงแชมเบอรมิวสิค ไดจ าก http://www.youtube.com
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะวงแชมเบอรม วิ สคิ จะเนน ความสาํ คญั โดยคน หาจากคําวา วงแชมเบอรมิวสิค

ของนักดนตรีทกุ คนเทา ๆ กนั โดยปกติจะมีนักดนตรี 2-9 คน และเรียกชอ่ื
แตกตา งกันตามจํานวนของผบู รรเลง เชน ผบู รรเลง 2 คน เรยี กวา “ดูเอต็ ”
ผูบรรเลง 3 คน เรยี กวา “ทรโี อ” ผบู รรเลง 4 คน เรยี กวา “ควอเต็ต”
ผูบรรเลง 5 คน เรียกวา “ควนิ เตต็ ” เปน ตน

คู่มือครู 89

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหนกั เรียนกลมุ ทไี่ ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ๓.2 วงดรุ ิยางค (Orchestra)
เพ่ิมเติมเกีย่ วกับวงดุริยางค สงตวั แทน 2 - 3 คน วงดนตรใี นลกั ษณะนต้ี ามปกตจิ ะประกอบดว้ ยเครอื่ งดนตร ี ๔ กลมุ่ ใหญ ่ คอื กลมุ่ เครอื่ งสาย
ออกมาอธิบายความรตู ามทีไ่ ดศ ึกษามาหนาชั้นเรยี น กลมุ่ เครอ่ื งเปา่ ลมไม ้ กลมุ่ เครอื่ งเปา่ ลมทองเหลอื ง และกลมุ่ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งต ี จะบรรเลง
จากนน้ั ครูถามนักเรียนวา เป็นแนวๆ แต่ละแนวจะมีนักดนตรีเล่นดนตรีชนิดเดียวกันหลายคน โดยมีกลุ่มเครื่องสายเป็น
เครอื่ งดนตรีหลกั ในวงดรุ ยิ างค์
• วงดุรยิ างคป ระกอบดวยเครอ่ื งดนตรี วงดนตรลี กั ษณะนี้จะมผี อู้ า� นวยเพลงถอื ไมบ้ าตอง (Baton) ยืนอย่บู นแท่นเลก็ ๆ หนา้ วง
ประเภทใด ผูอ้ �านวยเพลงจะมีหน้าทค่ี วบคมุ การบรรเลงของนกั ดนตรที ั้งวง
(แนวตอบ เครอื่ งสาย เครอ่ื งเปา ลมไม เครอื่ งเปา การจดั วงดรุ ยิ างคน์ จี้ ะใหไ้ วโอลนิ ท ี่ ๑ อยทู่ างซา้ ยมอื ของผอู้ า� นวยเพลง และจะใหไ้ วโอลนิ
ลมทองเหลือง และเครือ่ งตี โดยบรรเลงภายใต ที ่ ๒ อยทู่ างขวามอื แตบ่ างวงอาจจะจัดใหไ้ วโอลนิ ท่ ี ๑ และท่ี ๒ อยู่ทางซ้ายมือ และให้วิโอลา
การควบคมุ ของผอู าํ นวยเพลง) กบั เชลโลอยทู่ างขวามือ ส่วนดบั เบิลเบสอยแู่ ถวหลงั สดุ ของวง เครือ่ งเปา่ ลมไมจ้ ะอยถู่ ัดจากแนว
เครอ่ื งสาย และเครอ่ื งเปา่ ลมทองเหลอื งจะอยหู่ ลงั เครอ่ื งเปา่ ลมไม ้ สว่ นเครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตี
• วงดุริยางคสามารถแบงออกไดเ ปนวงดนตรี อยหู่ ลงั เยอื้ งกบั เครอ่ื งเปา่ ลมทองเหลอื ง ในบางครง้ั เครอ่ื งเปา่ ลมทองเหลอื ง ดบั เบลิ เบส และเครอ่ื ง
ชนดิ ใดบา ง และแตละชนดิ มีลกั ษณะอยางไร ดนตรีประเภทเครอื่ งตอี าจจะสลบั ท่ีกันก็ได้
(แนวตอบ สามารถแบงไดเ ปน 2 ประเภท คอื
วงดุรยิ างคซิมโฟนี เปนวงดนตรที ม่ี ีขนาดใหญ
ประกอบดวยเครือ่ งดนตรีครบทกุ กลมุ
ขนาดของวงมี 3 ขนาด คอื ขนาดเลก็ 40-60 คน
ขนาดกลาง 60 - 80 คน และขนาดใหญ
80 - 110 คน หรือมากกวานน้ั และวงดุริยางค
ประกอบการแสดงอุปรากร และละคร
มนี กั ดนตรปี ระมาณ 60 คน วงดนตรจี ะมขี นาด
เลก็ กวา วงดรุ ยิ างคซ มิ โฟนี นยิ มนาํ มาใชบ รรเลง
ประกอบการแสดงอปุ รากร และละคร)

• นกั เรียนคิดวา บทเพลงทีเ่ กิดขึ้น
จากการบรรเลงดวยวงดรุ ยิ างค
มลี ักษณะเปน เชนไร
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เห็น
ไดอ ยา งอสิ ระ)

เครอื่ งดนตรที ่ีใช้ในวงดุรยิ างคใ นครสิ ตศ ตวรรษท่ ี ๒๐

๙๐

เกร็ดแนะครู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

ครอู ธิบายเพม่ิ เตมิ วา วงออรเ คสตราหรือวงดรุ ยิ างค (Orchestra) ใหน กั เรียนชมซีดกี ารบรรเลงดนตรีสากล คือ วงดรุ ิยางคซ มิ โฟนี
ภาษาเยอรมันตามรูปศัพท แปลวา สถานท่เี ตน รํา ซ่ึงหมายถงึ สว นหนา เวทขี อง และวงมหาดุรยิ างคข องไทย จากน้ันใหเขยี นบรรยายความรูสกึ จากการ
โรงละครสมัยกรีกโบราณ ใชเ ปนทเี่ ตนราํ และรองเพลงของพวกนกั รองประสานเสียง ไดฟ งเพลงของวงดนตรีทมี่ าจากวัฒนธรรมตา งกัน ลงกระดาษรายงาน
วงดุรยิ างคมขี ้ึนครงั้ แรกในประเทศอิตาลี โดยใชป ระกอบการแสดงละครอปุ รากร นาํ สงครูผูส อน
ในปลายศตวรรษท่ี 16 วงดรุ ิยางคบางคร้ังอาจเรียกวา “วงซมิ โฟน”ี เน่ืองจากวงนี้
นิยมบรรเลงเพลงซมิ โฟนี เพลงซมิ โฟนีในปจจบุ ันเปนเพลงในยุคคลาสสิค กจิ กรรมทา ทาย
ซ่งึ ไดพ ัฒนาข้นึ ในศวรรษที่ 18 โดยกาํ เนิดมาจากรูปแบบอติ าเลยี น โอเวอรเ จอร
ทีเ่ รียกวา “ซนิ โฟเนยี ” (Sinfonia) ซึ่งเดิมเปนบทเพลงท่ีมี 3 ทอน คอื เร็ว-ชา-เร็ว ใหน กั เรียนวิเคราะหล กั ษณะการบรรเลงของวงดุรยิ างคซิมโฟนี
ตอมาไดม ีการพฒั นาบทเพลงโอเวอรเจอรเพื่อใชบ รรเลงนํากอนการแสดงอุปรากร และวงมหาดรุ ยิ างคของไทยวามลี ักษณะที่คลา ยคลงึ หรอื แตกตางกัน
ซ่ึงเปน บทเพลงทบี่ รรเลงดวยวงดุรยิ างคแ ตเ พียงอยางเดียว ในดานใดบาง ลงกระดาษรายงาน นําสงครูผสู อน

90 ค่มู อื ครู

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

วงดุริยางค์ อาจแบ่งได้หลายขนาดตามจ�านวนผู้บรรเลง ซึ่งแต่ละขนาดจะมีชื่อเรียก ใหน กั เรยี นกลุมท่ีศกึ ษา คนควา หาความรู
ตา่ งกนั ดงั นี้ เพ่ิมเติมเกย่ี วกบั วงเครอ่ื งสาย สงตัวแทน 2 - 3 คน
1 ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไี่ ดศ กึ ษามาหนา ชน้ั เรยี น
จากนน้ั ครูถามนกั เรียนวา
๑) วงดรุ ิยางคซ์ มิ โฟนี (Symphony Orchestra) เป็นวงดนตรีขนาดใหญ ่ ประกอบ
ดว้ ยเคร่อื งดนตรีทกุ ชนิดในกลมุ่ เครอื่ งดนตรีทั้ง ๔ กลมุ่ ดังกลา่ วมาแล้ว วงดุรยิ างค์ตามลักษณะนี้ • วงเคร่ืองสายนิยมนาํ เครือ่ งดนตรปี ระเภทใด
จะบรรเลงเพลงซิมโฟนีเป็นหลกั (Symphony คือ เพลงเถาท่มี ี ๓-๔ ทอ่ น) มาใชในการบรรเลง
เพลงซมิ โฟนี เปน็ เพลงทบี่ รรเลงยากมาก นกั ดนตรีทบี่ รรเลงเพลงประเภทนีจ้ ะต้องเป็น (แนวตอบ วงเครอื่ งสาย นิยมใชเครื่องดนตรี
ผู้ที่มีความสามารถสูง วงดุริยางค์ซิมโฟนียังแบ่งออกเป็นวงขนาดเล็ก (Small Orchestra) 2 ประเภท คอื เคร่อื งสาย เชน กีตาร
มนี กั ดนตรปี ระมาณ ๔๐-๖๐ คน วงขนาดกลาง (Medium Orchestra) มนี กั ดนตรปี ระมาณ ๖๐-๘๐ คน แบนโจ แมนโดลนิ และเบส สวนเครอ่ื งตี
และวงขนาดใหญ ่ (Full Orchestra) มีนักดนตรปี ระมาณ ๘๐-๑๐๐ คน เชน กลองชดุ หรือกลองแจส )
๒) วงดรุ ยิ างคป์ ระกอบการแสดงอปุ รากรและละคร (Orchestra for Accompani-
ments of Opera) เปน็ วงดรุ ยิ างคท์ มี่ ลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั วงดรุ ยิ างคซ์ มิ โฟน ี แตจ่ ะมขี นาดเลก็ กวา่ • นักเรียนคดิ วา เพลงท่บี รรเลงดวย
มนี ักดนตรปี ระมาณ ๖๐ คน ใชป้ ระกอบการแสดงอุปรากร และละครเปน็ หลกั วงเครือ่ งสายจะใหค วามรสู กึ อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยางอสิ ระ)

ลกั ษณะของวงดุรยิ างคซมิ โฟน ี จะมีนกั ดนตรผี ูร้ ว่ มบรรเลงจา� นวนมาก

(ท่ีมาของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)

๓.๓ วงเครือ่ งสาย (String Band)
วงดนตร2ีในลกั ษณะน ้ี มเี ครอ่ื งดนตร ี ๒ ประเภทใหญๆ่ คอื เครอ่ื งสายท่ีใชด้ ดี ไดแ้ ก ่ กตี าร ์
แบนโจ แมนโดลนิ เบส และเครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งตที น่ี า� เอาเครอื่ งตหี ลายๆ ชน้ิ มารวมเปน็ ชดุ
เรียกวา่ “กลองชุด หรอื กลองแจส” วงดนตรชี นิดน้ีใช้ผู้บรรเลงไม่มาก และไม่เปลืองพ้นื ท่ี

๙๑

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด นักเรยี นควรรู

เพราะเหตใุ ด พระเจนดุริยางค (ปติ วาทยะกร) จึงไดรบั การยกยอง 1 ซมิ โฟนี เปนบทเพลงบรรเลงโดยวงดรุ ยิ างคข นาดใหญ ซ่งึ มีเคร่ืองดนตรี
ใหเ ปน “บดิ าแหงดนตรีตะวนั ตกของไทย” ครบท้งั 4 ประเภท คอื เครื่องสาย เคร่อื งเปา ลมไม เครอ่ื งเปาลมทองเหลือง
และเครอื่ งตี เพลงซมิ โฟนถี ือกําเนดิ มาในยคุ คลาสสิก และเปน บทเพลงท่ี
แนวตอบ พระเจนดุริยางค (ปติ วาทยะกร) ผูมีคณุ ปู การตอ วงการ ผูประพันธเพลงท่ียงิ่ ใหญ และมีชอ่ื เสยี งท้ังหลายนยิ มประพันธไ ว รูปแบบของ
ดนตรสี ากลของประเทศไทย ไมว า จะเปน ผบู กุ เบกิ วิชาความรดู าน เพลงซมิ โฟนที ่เี ห็นในปจ จุบนั คือ ซมิ โฟนใี นยคุ คลาสสิก
ทฤษฎดี นตรีสากลจนเปน ทีแ่ พรห ลาย เปน ผูเรียบเรยี งตําราวาดวย 2 แมนโดลนิ เปนเคร่ืองดนตรีตระกลู ลตู มสี าย 4 คู หรอื 6 คู ตงั้ เสยี งเทากนั
หลกั วิชาการเรยี บเรยี งเสียงประสาน ผูบ ญั ญัตศิ ัพทดนตรีสากลใหเปน เปน คู มีลูกบิดคลา ยกีตารใ ชใ นการตง้ั เสยี ง และมนี มรองรับสาย เวลาเลนจะใช
คําไทย เปนผทู ีอ่ ยูเ บอื้ งหลังการพัฒนาวงดนตรีเครือ่ งสายฝรง่ั มาต้ังแต นวิ้ มือซา ยจับตวั แมนโดลิน และใชม อื ขวาดีด ลักษณะการดดี คลายการดีดกตี าร
ยุคกรมมหรสพครง้ั รัชกาลที่ 6 จงึ ไดร ับคาํ ยกยอ งวา “บดิ าแหง วชิ าการ เสียงทเ่ี กิดจากแมนโดลนิ ไพเราะเปนเสียงทมี่ ีคณุ ภาพ เราอารมณไ ดดี โดยเฉพาะ
ดนตรสี ากลของไทย” อารมณโ ศกเศรา เกีย่ วกับความรัก

คูม่ อื ครู 91

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ใหน กั เรยี นกลมุ ทศี่ กึ ษา คน ควา หาความรเู พมิ่ เตมิ ๓.4 แตรวง (Brass Band)
เกยี่ วกบั วงแตรวง และวงโยธวาทติ สง ตวั แทนกลมุ ละ วงดนตรีประเภทนี้มีเคร่ืองดนตรีอยู่ ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ เครื่องเป่าลมทองเหลือง
2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูตามท่ไี ดศ กึ ษามา เครื่องเป่าลมไม้ และเครือ่ งดนตรีประเภทตี 1
หนา ชัน้ เรยี น จากนั้นครูถามนักเรียนวา เครือ่ งเปา่ ลมทองเหลอื ง ไดแ้ ก ่ ทรัมเป็ต ทรอมโบน และทูบา
เครอ่ื งเปา่ ลมไม้ ได้แก่ แซ็กโซโฟน และคลาริเนต็
• วงแตรวงประกอบดว ยเครอ่ื งดนตรปี ระเภทใด เครอ่ื งดนตรปี ระเภทต ี ไดแ้ ก ่ กลองใหญ ่ กลองสแนร ์ ฉาบ และไซโลโฟน
(แนวตอบ วงแตรวง จะมเี คร่ืองดนตรอี ยู วงดนตรีในลักษณะนี้เหมาะส�าหรับการเดินขบวน เช่น การเดินสวนสนามของต�ารวจ
3 ประเภทใหญๆ คอื เคร่อื งเปา ลมไม ทหาร เป็นตน้ สร้างบรรยากาศให้สดใส เกดิ ความฮึกเหมิ กล้าหาญ ผ2ูต้ กี ลองใหญจ่ ะตอ้ งรักษา
เคร่ืองเปา ลมทองเหลอื ง และเครอื่ งตี จงั หวะใหส้ ม�่าเสมอ ในเวลาเดนิ ขบวนจะต้องมีคนน�าหน้า (Drum Major) คอยใหจ้ ังหวะโดยใชค้ ทา
ใชส าํ หรบั เดนิ นาํ กระบวนสวนสนามของตํารวจ สง่ สญั ญาณใหผ้ บู้ รรเลงไดท้ ราบ เชน่ สง่ั ให้หยดุ บรรเลง เปล่ียนเพลง เปน็ ตน้
หรือทหาร คอยกาํ กบั และใหส ญั ญาณ
หรือน่งั บรรเลงในงานพธิ ีสําคญั ตางๆ) ๓.5 วงโยธวาทติ (Military Band)
วงโยธวาทิต มีลักษณะคล้ายกับแตรวง เหมาะส�าหรับการบรรเลงกลางแจ้ง วงดนตรี
• วงโยธวาธติ มลี กั ษณะคลา ยกบั วงดนตรชี นดิ ใด ประเภทน้ีมเี คร่ืองดนตรีอย ู่ ๓ 3ประเภทใหญ่ๆ คือ เครือ่ งเป่าลมทองเหลือง เครือ่ งเปา่ ลมไม้ ไดแ้ ก่
และนยิ มนาํ เครอ่ื งดนตรใี ดมาใชใ นการบรรเลง ฟลูต คลาริเนต็ โอโบ บาสซนู และเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องต ี
(แนวตอบ วงโยธวาทติ จะมีลักษณะคลายกบั วงโยธวาทิตจะมีคนน�าหน้า (Drum Major) คอยก�ากับจังหวะ และให้สัญญาณต่างๆ
วงแตรวง เคร่ืองดนตรมี ี 3 ประเภท คือ เช่นเดยี วกับแตรวง
เครื่องเปา ลมไม เครอ่ื งเปา ลมทองเหลอื ง
และเครื่องตี มีคทากร (Drum Mayer)
คอยกํากบั และใหส ญั ญาณ ปจจุบันในสถาบัน
การศึกษาแทบทุกแหงจะใชวงโยธวาทิต
บรรเลงในกิจกรรมของสถาบัน และงานชุมนุม
ตา งๆ บางโรงเรียนจะมีการสง วงโยธวาทติ
เขา ประกวดแขง ขนั เปนประจําทุกป เพอื่ เปน
การยกระดับสถานศกึ ษา)

ปจจุบนั มีการจดั การแขง่ ขนั ประกวดวงโยธวาธิตของสถานศึกษาหลายแห่ง

(ท่ีมาของภาพ : http://www.rprband.wordpress.com)

๙2

นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET

1 ทรมั เปต เปน เครอื่ งดนตรสี ากลในกลุมเครื่องเปา ลมทองเหลอื ง ประเภท ขอสอบป ’51 ออกเก่ียวกับบทเพลงทน่ี ยิ มบรรเลงดว ยวงซิมโฟนีออรเ คสตรา
เสียงสงู เกดิ เสยี งโดยอาศยั ลมจากการเปา ของผูเลน ทําใหเกดิ การส่นั สะเทือนของ บทเพลงหนึ่งท่ีใชวงซมิ โฟนอี อรเ คสตราขนาดใหญ มผี ูแสดงเปน จํานวน
รมิ ฝปาก โดยทวั่ ไปมปี มุ กด 3 อนั เรียงอยูในระนาบเดยี วกัน
2 ดรัมเมเยอร (Drum Mayer ) เปน ผนู ําขบวนพาเหรด ซึ่งในอดตี นน้ั ดรัมเมเยอร มาก แสดงถงึ พลังของดนตรีอยางเหลอื เฟอ นาจะเปน บทเพลงในสมยั ใด
ใชอ ปุ กรณค ทายกขนึ้ -ลง แตปจจุบันไดมกี ารปรับเปลย่ี นใหเ ปนดรมั เมเยอรทม่ี ีลีลา 1. โรแมนติก
มากขึ้น เพราะฉะนัน้ ทา ทางตางๆ จงึ ตอ งมีการคิดคนประดิษฐขึน้ ใหม เพื่อให 2. คลาสสกิ
สามารถส่ือความหมายสอดคลอ งกับเน้ือเพลง 3. โรโกโก
3 บาสซนู เปน ปข นาดใหญ มีล้นิ คเู ชน เดียวกบั โอโบ รปู รางของบาสซนู คอ นขาง 4. บาโรก
แตกตา งจากปช นดิ อนื่ ๆ เนอื่ งจากความใหญข องทอ ลม บาสซูนจะมีนา้ํ หนกั มาก
จงึ ตอ งใชสายคลองคอ เพอื่ ชวยพยุงน้ําหนกั ทาํ ใหมอื ท้ัง 2 ของผูเ ลน ขยบั ไปกด วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เพราะยุคโรแมนติก นิยมเลนบทเพลง
แปน น้วิ ตา งๆ ไดส ะดวก
ประเภทดนตรบี รรยายเรอ่ื งราว รวมถงึ เพลงโอเปรา บลั เลต และบทเพลง
ขับรอ งประสานเสียง สงผลใหว งซิมโฟนีออรเ คสตราเพิ่มขนาดใหญข ้นึ
เพื่อความยิง่ ใหญ และความสมจรงิ และเพื่อใหส ามารถบรรยายเรอ่ื งราว
ใหไ ดตรงตามทีผ่ ปู ระพนั ธเ พลงตัง้ ใจไว

92 คมู่ อื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

๓.๖ วงแจส (Jazz Band) ใหนักเรียนกลุม ทีศ่ กึ ษา คนควา หาความรู
เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั วงแจส วงคอมโบ และวงสตรงิ คอมโบ
วงดนตรปี ระเภทวงแจส เปน็ วงดนตรที ี่ สง ตวั แทนกลมุ ละ 2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรู
ตามท่ไี ดศึกษามาหนา ชน้ั เรียน จากน้นั ครถู าม
มจี ดุ กา� เนดิ มาจากชนผวิ ดา� ชาวอเมรกิ นั เชอ้ื สาย นกั เรยี นวา

อัฟรกิ ัน (นโิ กร) แห่งเมืองนิวออรล์ ีน ประเทศ • วงแจสมตี นกาํ เนิดมาอยา งไร
(แนวตอบ วงแจส กาํ เนดิ มาจากคนผิวดํา
สหรัฐอเมรกิ า ชาวอเมริกันเช้ือสายอฟั ริกนั ท่อี าศัยอยใู น
เมอื งนวิ ออรลีน ประเทศสหรัฐอเมรกิ า
การบรรเลงดนตรีแจสในระยะแรกน้ัน ในชวงแรกเปนการเลน แสดงสด ไมมีโนต
เปนการบรรเลงในแนวสรางสรรค คือ
เปน็ การบรรเลงสด ไม่มกี ารใชต้ วั โนต้ เปน็ การ ผูบรรเลงจะคดิ ทํานองเพลงขึ้นมาเอง
ใหเกดิ ความครกึ คร้ืน สนุกสนาน
sบaรtรioเลnง 1เคพือล งใผนู้บแรนรวเลสรงา้จงะสคริดรทค�าร์ นปู อแงบเบพ Iลmงpขr้ึนoมviา- เรา อารมณ ใชผ ูบรรเลงประมาณ 3 - 5 คน)

บรรเลงสด หรือบรรเลงต่อเติมท�านองเพลงที่ • วงคอมโบมีลกั ษณะอยางไร และนิยมนํา
เคร่ืองดนตรชี นิดใดมาใชใ นการบรรเลง
มอี ยู่แล้วให้แปลกใหมอ่ อกไปด้วยตัวเอง โดยท่ี วงดนตรีแจสเกิดขึ้นครั้งแรกจากชนผิวด�าเช้ือสายอัฟริกัน (แนวตอบ วงคอมโบ เปน วงดนตรขี นาดเลก็
ไม่ต้องมีโน้ตก�ากับ ผู้บรรเลงมักจะมีรูปแบบ แหง่ เมืองนวิ ออรล นี ประเทศสหรฐั อเมรกิ า สําหรับเมืองไทยวงคอมโบจะมุง บรรเลง
การบรรเลงท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพลงที่ โดยมีการขับรอ งประกอบเปนสว นใหญ
(ที่มาของภาพ : http://www.cabofriojazz.com) นยิ มนาํ ไปบรรเลงตามหองอาหาร
เครื่องดนตรีท่ีใช เชน ทรัมเปต แซกโซโฟน
บรรเลงเป็นเพลงที่มีจังหวะสนกุ สนาน ครึกครน้ื เร้าอารมณ์ให้ผู้ฟงั คกึ คัก เปย โน กีตารเบส กลองชดุ และขาดไมได
คอื กลองทอมบา บองโก แทมบรู นี เปน ตน )
เครอื่ งดนตรที น่ี ยิ มใชใ้ นวงแจส เชน่ คอรเ์ นต็ ทรมั เปต็ ทรอมโบน แซก็ โซโฟน คลารเิ นต็
• วงสตริงคอมโบมีลักษณะอยางไร และนยิ ม
เปียโน แบนโจ กตี าร ์ ดบั เบลิ เบส หรือกีตาร์เบส กลองชดุ เปน็ ต้น วงดนตรีแจส ท่บี รรเลงในระยะ นําเครื่องดนตรใี ดมาใชในการบรรเลง
(แนวตอบ วงสตรงิ คอมโบ เปน วงทเี่ กดิ ขึน้
แรกนัน้ มกั เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก มีผู้บรรเลงประมาณ ๓-๘ คน ตอ่ มาดนตรแี จสได้พัฒนารปู แบบ มาใหม นยิ มใชเครอื่ งดนตรที สี่ ะดวก
ในการขนยาย ประกอบดวยกตี ารเบส
ใหม้ ขี นาดใหญ่ข้นึ โดยใช้ผ้บู รรเลงประมาณ ๑๐-๒๐ คน กีตารคอรด กตี ารโ ซโล และกลองชดุ
ถา นําออรแกนมาผสม เรียกวา “ชาโดว”
๓.7 วงคอมโบ (Combo Band) (Shadow) จัดอยูใ นจําพวกเดยี วกับ
วงสตริง แตจ ะเนนกตี ารไฟฟาเปน หลัก)
วงคอมโบ เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก ส�าหรับเมืองไทยวงคอมโบจะมุ่งบรรเลงโดยมีการ

ขบั รอ้ งประกอบเปน็ สว่ นใหญ ่ นยิ มนา� ไปบรรเลงตามหอ้ งอาหาร ไนทค์ ลบั งานมงคลตา่ งๆ วงดนตรี

ประเภทน้ีมีนักดนตรไี มม่ ากนัก จ�านวนของนกั ดนตร ี และเคร่อื งดนตรไี มแ่ นน่ อน ท้ังน ้ี ขน้ึ อย่กู ับ

สาเหตหุ ลายประการดว้ ยกนั

เครื่องดนตรีที่นิยมใช้ในวงคอมโบ ไดแ้ ก่ ทรัมเปต็ แซกโซโฟน เปยี โน กตี ารเ์ บส หรอื

กลองชดุ

การจดั วงดนตรขี นาดเลก็ แบบนอ้ี าจใชเ้ ครอ่ื งดนตรมี ากกวา่ ๕ ชน้ิ กไ็ ด ้ เชน่ เพม่ิ ทรอมโบน

กีตาร์คอร์ด หรืออาจใช้ออร์แกนแทนเปียโน แต่สิ่งจ�าเป็นและขาดมิได้ส�าหรับวงคอมโบ คือ

เครื่องตีก�ากับจังหวะต่างๆ เชน่ กลองทอมบา บองโก แทมบูรีน เป็นต้น

๙๓

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด เกรด็ แนะครู

ขอใด ไม เขาพวก ครคู วรเชิญวทิ ยากรท่มี คี วามเชีย่ วชาญในเร่ืองดนตรีสากล มาอธิบายเพิ่มเตมิ
1. เบลไลรา กลอง ฉาบ เก่ยี วกบั ลักษณะของวงดนตรสี ากล พรอ มทง้ั เปดซีดหี รอื ดวี ีดีการบรรเลงดนตรสี ากล
2. กีตาร ทูบา ออรแกน ดว ยวงดนตรปี ระเภทตา งๆ ใหน กั เรยี นชม จากนน้ั ครเู ปด โอกาสใหน กั เรยี นไดซ กั ถาม
3. คาริเนต็ ฟลูต ฮอรน ในสิ่งทีส่ งสัย และแสดงความคิดเห็น
4. ไวโอลนิ เชลโล กตี าร
นกั เรียนควรรู
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะกตี าร จดั เปนเคร่ืองดนตรปี ระเภท
1 Improvisation คือ การเลนโนตสรา งสรรค ท่ีใชปฏภิ าณแสดงไหวพรบิ
เครอื่ งสาย ทบู า จดั เปน เคร่ืองดนตรีประเภทเครอ่ื งเปาลมทองเหลอื ง ความรสู กึ อารมณของผูแ สดงในทนั ทีทนั ใดโดยท่ีไมไ ดม กี ารเตรยี มตัวกอ นลว งหนา
และออรแ กน จดั เปนเคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องลิ่มนิว้ หรอื การเลน โนต คลาดเคลอ่ื นจากเมโลดีเ้ ดิมท่ีมกี ารบันทึกโนต ไวข องผูประพันธ
การทน่ี กั เรียนจะ Improvisation ไดนน้ั นกั เรียนจะตอ งมีความรใู นเรือ่ งบันไดเสยี ง
พอสมควร

คมู่ อื ครู 93

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขา้ า้ใจใจ ตตรรวEวvจจaสสluออaบtบeผผลล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ Expand

ใหนกั เรียนนาํ ขอ มลู เกี่ยวกบั ลักษณะของ ๓.๘ วงสตรงิ คอมโบ หรอื วงกตี ารค อมโบ (StringComboorGuitarCombo)
วงดนตรสี ากลทง้ั 8 ประเภท มารว มกนั จดั นทิ รรศการ วงสตริงคอมโบ เป็นวงดนตรีขนาดเลก็ ที่เกิดข้ึนใหม ่ นบั วา่ เปน็ วงดนตรที ่สี ะดวกตอ่ การ
เรอ่ื ง “ลักษณะของวงดนตรสี ากล” พรอมหาภาพ
ประกอบใหส วยงาม ขนยา้ ย ใชใ้ นการบรรเลง หรอื ใชป้ ระกอบการขบั รอ้ งก็ได ้ ประกอบดว้ ยเครอ่ื งดนตรปี ระเภทกตี ารเ์ บส
กีตาร์คอร์ด กตี าร์เมโลดี (เรยี กกนั ทว่ั ไปวา่ กตี าร์โซโล หรือกีตารล์ ีด) และกลองชุด บางคร้งั อาจ
ตรวจสอบผล Evaluate น�าออร์แกนไฟฟ้ามาผสมด้วยก็ได้ วงสตริงคอมโบน้ีมักจะรู้จักกันในอีกช่ือหน่ึงว่า “วงชาโดว์”
(Shadow)
ครพู จิ ารณาจากการจัดนทิ รรศการ เรอื่ ง
“ลักษณะของวงดนตรสี ากล” ของนักเรียน กิจกรรม ศิลปป์ ฏบิ ัติ ๕.๒
โดยพจิ ารณาในดา นความถูกตอ งของเนอื้ หา
การนาํ เสนอขอมูล ความสวยงาม และความคดิ กจิ กรรมท่ี ๑ ใหน้ กั เรียนแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ ๕ คน แลว้ เลอื กวงดนตรีท่ีชน่ื ชอบมา ๑ วง
ริเร่มิ สรา งสรรค พรอ้ มรว่ มกนั อธบิ ายเหตผุ ลประกอบความชอบวงดนตรนี ้ี โดยพจิ ารณาองคป์ ระกอบ
ต่างๆ ดังนี้
หลักฐานแสดงผลการเรยี นรู
- ประวัติความเป็นมา
1. ผลการจดั นทิ รรศการเร่อื ง - ประเภทของวงดนตรี
“เครือ่ งดนตรีสากล 5 ชนิด” - เครือ่ งดนตรที ีใ่ ชป้ ระกอบในวง

2. ผลการสรปุ สาระสาํ คัญเกี่ยวกบั หลักการใช กจิ กรรมที ่ ๒ ใหน้ ักเรียนตอบค�าถามตอ่ ไปน้ี
และการบํารงุ รักษาเครอ่ื งดนตรีสากล ๑. วงดนตรสี ากลสามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ กป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
๒. วงดุรยิ างค์สากลกบั วงโยธวาทติ มคี วามต่างกนั อยา่ งไร จงอธบิ าย
3. ผลการจัดนทิ รรศการเรือ่ ง
“ลักษณะของวงดนตรสี ากล” เครอื่ งดนตรสี ากล มีวิวฒั นาการมาเปน เวลายาวนาน ปจ จบุ นั แบงเคร่ืองดนตรตี าม

การเกิดของเสียง หรือวิธีการบรรเลงไดเปน ๕ ประเภท แตละประเภทยังแบงยอยๆ ไดอีก
เคร่ืองดนตรีแตละชนิดใหสีสันของเสียงแตกตางกัน จึงมีการเลือก
ประสมเปนวงดนตรีไดหลากหลายลักษณะตามจุดประสงคของ
การนําไปใช โดยเคร่ืองดนตรีแตละชนิดมีบทบาทท่ีสําคัญในการ
รวมบรรเลงไมยิ่งหยอนไปกวากัน นักดนตรีจึงตองฝกฝนตนเอง
ใหม ที กั ษะในการเลน และใหค วามสาํ คญั ในการดแู ลรกั ษาเครอ่ื งดนตรี
อยางถูกวธิ ใี หอยูใ นสภาพพรอ มใชอ ยเู สมอ

๙4

แนวตอบ กิจกรรมศิลปปฏิบตั ิ 5.2 กจิ กรรมท ่ี 2
1. วงดนตรสี ากล สามารถแบง ออกไดเ ปน 8 ประเภท คอื วงแชมเบอรมิวสิค วงดุรยิ างค วงเครื่องสาย วงแตรวง วงโยธวาทติ วงแจส วงคอมโบ และวงสตรงิ คอมโบ
2. วงดุรยิ างคส ากล เปนวงออรเ คสตราวงแรกของประเทศไทย ซ่ึงจะจัดแสดงใหป ระชาชนทว่ั ไปรบั ชม ในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยหู วั ทรงโปรดเกลา ฯ

ใหมกี ารเปดบรรเลงแบบซมิ โฟนีคอนเสริ ต สาํ หรับประชาชนทว่ั ไปข้ึนเปน คร้งั แรก จนไดรับการยกยอ งใหเ ปนวงดนตรที ่ดี ีทสี่ ดุ ในเอเชียตะวันออก สว นวงโยธวาทติ
มีมาต้งั แตส มยั โรมันใชบรรเลงเพลงเดนิ แถว เพอ่ื ปลุกใจทหาร จะเลนเครอื่ งดนตรที ป่ี ระกอบดว ยเครอื่ งเปาลมไม เคร่ืองเปา ลมทองเหลอื ง และเคร่ืองตกี ระทบ

94 คูม่ ือครู

กกรระตะตนุ้ Eุ้นnคคgววaาgามeมสสนนใจใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate

เปาหมายการเรยี นรู

1. อาน เขียน รองโนต ไทย และโนตสากล
2. รอ งเพลง และใชเครอ่ื งดนตรีบรรเลงประกอบ

การรอ งเพลงดว ยบทเพลงทห่ี ลากหลายรปู แบบ
3. แสดงความคดิ เหน็ ทม่ี ีตอ อารมณของบทเพลง

ท่มี ีความเรว็ ของจังหวะ และความดัง-เบา
แตกตางกนั
4. เปรยี บเทยี บอารมณ ความรสู กึ ในการฟง ดนตรี
แตล ะประเภท
5. นาํ เสนอตวั อยา งเพลงที่ตนเองชืน่ ชอบ และ
อภปิ รายลักษณะเดน ท่ที ําใหงานน้ันนาช่ืนชม
6. ใชเ กณฑสาํ หรับประเมินคณุ ภาพงานดนตรี
หรือเพลงที่ฟง

öหน่วยที่ สมรรถนะของผูเรยี น

หลกั การรอง และบรรเลงเพลงสากล 1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

ใตัวชี้วดั คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
■ อ่าน เขยี น ร้องโน้ตไทย และโนต้ สากล (ศ ๒.๑ ม.๑/๑) นการขบั ร้องเพลงสากลให้มีคุณภาพ
■ ร้องเพลง และใช้เคร่อื งดนตรีบรรเลงประกอบการรอ้ งเพลงดว้ ยบทเพลง ดนี น้ั ตอ้ งรจู้ กั เตรยี มตวั และฝกึ หดั การรอ้ ง 1. ซ่ือสตั ย สจุ รติ
2. มีวินัย
ที่หลากหลายรูปแบบ (ศ ๒.๑ ม.๑/๓) 3. ใฝเ รยี นรู
4. มงุ ม่ันในการทํางาน

■ แสดงความคดิ เห็นท่ีมีต่ออารมณของบทเพลงทีม่ คี วามเร็วของจงั หวะ โดยเฉพาะการใช้พลังเสียง เน่ืองจากเพลง
และความดงั -เบาแตกตา่ งกนั (ศ ๒.๑ ม.๑/๕) ม.๑/๖) บางเพลงจะต้องใช้พลังเสียงมาก เสียงจะได้
■ เปรียบเทียบอารมณ  ความรสู้ ึกในการฟงดนตรแี ตล่ ะประเภท (ศ ๒.๑ ไม่ขาดหาย นอกจากน้ี การรู้โน้ตสากลก็มี
■ น�าเสนอตวั อย่างเพลงท่ตี นเองช่ืนชอบ และอภปิ รายลกั ษณะเดน่
ทท่ี า� ใหง้ านน้นั น่าชนื่ ชม (ศ ๒.๑ ม.๑/๗)
■ ใชเ้ กณฑส า� หรับประเมนิ คุณภาพงานดนตรี หรือเพลงทฟ่ี ง (ศ ๒.๑ ม.๑/๘) ความสำาคัญสำาหรับผู้ขับร้องมาก ผู้ประพันธ์ กระตนุ้ ความสนใจ
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ส่วนใหญ่จะบันทึกไว้เป็นตัวโน้ตอย่างละเอียด Engage

■ เครื่องหมาย และสัญลกั ษณท างดนตรี ผขู้ บั รอ้ งทสี่ ามารถอา่ นโนต้ ไดก้ ส็ ามารถรอ้ งเพลง ใหน กั เรยี นทม่ี คี วามสามารถหรอื มปี ระสบการณ
■ การร้อง และการบรรเลงเครื่องดนตรีประกอบการร้อง ในการรอ งเพลงสากลออกมารอ งเพลงสากล
■ การถ่ายทอดอารมณของบทเพลง นั้นได้อย่างถูกต้องตามท่ีผู้ประพันธ์ต้องการ ท้ังนี้ ใหเ พอ่ื นฟง หนา ชน้ั เรยี น พรอ มเปด โอกาสใหเ พอื่ นๆ
■ การน�าเสนอบทเพลงที่ตนสนใจ ในการร้องเพลงจำาเป็นต้องหม่ันฝึกซ้อมขับร้อง ในหอ งไดซักถามในเรอื่ งของการฝกซอม
■ การประเมนิ คณุ ภาพของบทเพลง อยู่เสมอ และพยายามแก้ไขข้อบกพร่องในการร้อง และประสบการณในการรองเพลงของนกั เรยี น

กจ็ ะชว่ ยทาำ ใหก้ ารรอ้ งเพลงสากลของเรามปี ระสทิ ธภิ าพดี

เกร็ดแนะครู

การเรยี นการสอนในหนว ยการเรียนรนู ี้ ครคู วรเชญิ วทิ ยากรทมี่ ีความรู
ความสามารถในดา นการรอ ง และบรรเลงเพลงสากลมาใหค วามรกู บั นกั เรยี นเกย่ี วกบั
หลักการรอ ง และบรรเลงเพลงสากล พรอมทัง้ หาตวั อยางการรอ ง และบรรเลง
เพลงสากลในรูปแบบตางๆ มาใหนักเรียนไดศึกษา เพ่ือเปนการเปดโลกทัศนใหแก
นักเรยี น ทง้ั นี้นักเรียนจะไดเ รียนรูใ นเรือ่ งการอา น เขยี น รอ งโนต เพลงสากล
สามารถรองเพลงไดห ลายรูปแบบ โดยมเี ครอ่ื งดนตรมี าใชประกอบจงั หวะ
และสามารถแสดงความคดิ เหน็ เปรียบเทยี บอารมณจากการฟงเพลงแตละประเภท
พรอ มทง้ั ยกตวั อยา งเพลงทตี่ นเองชอบได โดยยดึ หลกั ในการประเมนิ คณุ ภาพของเพลง
ท่ฟี งวาเพลงนัน้ มลี กั ษณะเดน อยา งไร จึงสามารถทาํ ใหน ักเรียนชน่ื ชอบได
ซงึ่ จะทาํ ใหน กั เรยี นมคี วามรู ความเขา ใจเกยี่ วกบั หลกั การรอ ง และบรรเลงเพลงสากล
มากข้นึ

คู่มือครู 95

กกรระตะตนุ้ Eนุ้ nคคgววaาgามeมสสนนใจใจ สสา� �ารรEวxวpจจloคคr้นeน้ หหาา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูเปด ซีดหี รือดวี ดี ีการขบั รองเพลงสากล ๑. หลกั การรองเพลงสากล
ใหนักเรยี นฟง จากน้นั ครถู ามนักเรยี นวา การขับร้องเพลง คือ การใช้ร่างกายของเราเองเป็น
เครอื่ งดนตรสี า� หรบั บรรเลงเพลง ซง่ึ การรจู้ กั จา� แนกประเภทของ
• นกั เรียนเคยฟง หรือรองเพลงสากลหรอื ไม เพลงได ้ ถอื เปน็ พนื้ ฐานสา� คญั สา� หรบั ผฝู้ กึ ขบั รอ้ งเพลงทกุ คน
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยา งอิสระ) ๑.๑ ประเภทของการขับร้อง การขับร้องเพลง คือ การใช้ร่างกายของ
การขับรอ้ งเพลงสากลสามารถแบง่ เป็น เราเองเปน็ เครอื่ งดนตรสี า� หรบั บรรเลงเพลง
• เม่อื นกั เรียนไดฟ ง เพลงนี้แลว ประเภทต่างๆ ได้ ๓ ประเภท ดงั น้ี
เกิดความรสู ึกอยา งไร (ทีม่ าของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็ ได
อยา งอิสระ)

สา� รวจคน้ หา Explore ๑. การขับร้องเดย่ี ว (Solo singing)

ใหน กั เรียนแบงกลมุ ออกเปน 6 กลมุ ใหนักเรียน การขบั รอ้ งเดย่ี ว เปน็ การขบั รอ้ งคนเดยี วตามโนต้ ทาำ นอง และ1บทรอ้ งของบทเพลง ซงึ่ การขบั รอ้ ง
ศกึ ษา คน ควา หาความรเู พ่ิมเติมเกย่ี วกับหลกั การ
รอ งเพลงสากลจากแหลงการเรยี นรูต างๆ เชน ประเภทนมี้ จี ดุ ประสงคเ์ พอื่ จะใหน้ กั รอ้ งไดแ้ สดงออกถงึ อตั ลกั ษณข์ องตนเองดา้ นทกั ษะการรอ้ งเพลง
หองสมุดโรงเรียน หองสมุดชุมชน อินเทอรเ นต็ และคุณภาพเสียงขบั ร้อง การขับรอ้ งเดี่ยวมักใช้วงดนตรีบรรเลงสนบั สนุน เชน่ วงโฟลค์ วงคอมโบ
เปน ตน ในหวั ขอ ทีค่ รกู าํ หนดให ดังตอไปนี้ วงแจส วงออรเ์ คสตรา เป็นตน้

กลุม ที่ 1 ประเภทของการขับรอง ๒. การขับรอ้ งหมู่ (Group singing)
กลุมที่ 2 คณุ สมบัติของผทู ่ีจะขบั รอ ง
การขับร้องหมู่ เป็นการขับร้องหลายคน ทุกคนขับร้องตามโน้ตทำานอง และบทร้องของ
และการวางทาทาง บทเพลงตรงกันเป็น ๑ แนว (Unison) การขับร้องประเภทน้ีมีจุดประสงค์ท่ีจะให้ทุกคนร่วมสนุก
กลมุ ที่ 3 การควบคุมการหายใจ ในการขับร้องเพลงได้โดยไม่ต้องกังวลเร่ืองการแยกแนวออกจากกัน และเป็นการเพิ่มพลังเสียง
กลุม ท่ี 4 การเปลงเสียงเพือ่ เปด ชอ งคอ (Volume) ใหด้ ังยิ่งข้ึนตามจาำ นวนนกั รอ้ ง 2
กลมุ ที่ 5 การเปลงเสียงสะทอน การขับรอ้ งหมู่ นิยมใชว้ งดนตรบี รรเลงสนบั สนุน เช่น การขบั ร้องเพลงราำ วง เพลงมารช์ ประจำา
กลมุ ท่ี 6 การฝก ขบั รองทํานองเพลง สถาบัน เป็นตน้

อธบิ ายความรู้ Explain ๓. การขับรอ้ งหลายแนว (Chorus singing)
การขับร้องหลายแนว เป็นการขับร้องหลายคน หรือหลายกลุ่ม แต่ละคนแต่ละกลุ่มขับร้อง
ใหน กั เรยี นกลมุ ที่ 1 ทไ่ี ดศ กึ ษา คน ควา หาความรู ตามโน้ตทำานองท่ีต่างกัน อาจมีบทร้องเป็นบทเดียวกัน หรือต่างกันในบางตอนก็ได้ แนวหลักของ
เพิ่มเติมเก่ียวกับประเภทของการขับรองสงตัวแทน การขบั รอ้ งหลายแนวม ี ๔ แนว คือ
2 - 3 คน ออกมาอธิบายความรูต ามที่ไดศึกษามา
หนา ชัน้ เรยี น จากน้นั ครูถามนักเรียนวา • แนวเสยี งโซปราโน (Soprano) เปน็ แนวเสยี งแหลมสงู สดุ ของนกั รอ้ งหญงิ มกั ใชข้ บั รอ้ งทาำ นอง

• การขับรองแบงออกเปน กีป่ ระเภท อะไรบา ง และบทรอ้ งหลัก
(แนวตอบ การขบั รองแบง ออกเปน 3 ประเภท
คือ การขับรองเดี่ยว การขับรองหมู และการ • แนวเสยี งอลั โต (Alto) เป็นแนวเสียงตำ่าของนักรอ้ งหญิง ใช้ขับรอ้ งแนวประสานเสียง
ขบั รอ งหลายแนว) • แนวเสยี งเทเนอร์ (Tenor) เป็นแนวเสยี งสงู ของนักร้องชาย ใช้ขบั ร้องแนวประสานเสียง
• แนวเสยี งเบส (Bass) เปน็ แนวเสียงทุม้ ลกึ ของนักร้องชาย ใช้ขับรอ้ งแนวประสานเสยี งใน

การขับรอ้ งหลายแนวอาจใชว้ งดนตรีขนาดใดบรรเลงสนบั สนุนก็ได้ เช่น นกั ร้องวงร็อค
๔ คน ขบั ร้องประสานเสียงกัน ใชเ้ ครอื่ งดนตรีวงรอ็ คบรรเลงสนับสนนุ นักร้องวงคอรสั (Chorus)
ขบั รอ้ งประสานเสียง มดี นตรวี งออรเ์ คสตราบรรเลงสนบั สนนุ เปน็ ตน้

๙๖

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน การคดิ T
O-NE

1 อัตลักษณ เปน ผลรวมของลักษณะเฉพาะของสิ่งใดส่งิ หนึ่ง ซึ่งทาํ ใหส ง่ิ นั้น การขับรองหมกู ับการขับรอ งหลายแนวแตกตา งกันอยา งไร
เปน ทีร่ จู กั หรือจาํ ได เชน นกั รองกลุมนมี้ อี ัตลกั ษณทางดานเสียงที่โดดเดนมาก 1. เสียงประสาน และจํานวนคนแตกตา งกนั
ใครไดย ิน ไดฟง กจ็ าํ ไดทันที เปนตน 2. แนวเพลง และเครอื่ งดนตรีบรรเลงประกอบแตกตางกนั
2 มารช เปนเพลงรปู แบบหน่งึ ทีป่ ระพนั ธไวใชใ นการเดินขบวน เชน การเดิน 3. เสียงประสาน และความเขมของเสยี งแตกตางกัน
ขบวนของทหาร เปน ตน เพอ่ื ใหการเดนิ แถวน้นั เคลือ่ นท่ีไปขางหนา อยา งมีระเบียบ 4. ความเขม ของเสียง และเครอ่ื งดนตรบี รรเลงประกอบ
เรียบรอย ไมสบั สนกนั โดยจะเดนิ ตามจงั หวะเพลง
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 3. เพราะการขบั รอ งหลายแนวเนน

ทเี่ สยี งประสานสว นการขบั รองหมเู นน ทค่ี วามเขมของเสียง

มมุ IT

นกั เรยี นสามารถศกึ ษา คน ควา เพม่ิ เตมิ จากการฟง และชมการบรรเลงเพลงมารช
ไดจ าก http://www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา การบรรเลงเพลงมารช

96 คมู่ ือครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู้ Explain

๑.2 คุณสมบตั ขิ องผ้ทู ีจ่ ะขบั ร้อง และการวางทาทาง ใหน ักเรียนกลุมท่ี 2 ท่ีไดศ กึ ษา คนควา
การวางทา่ ทางในการขบั รอ้ ง ทง้ั ในทา่ ยนื และทา่ นง่ั ทถ่ี กู ตอ้ งนนั้ มคี วามสา� คญั เพราะจะ หาความรูเ พิ่มเตมิ เกี่ยวกับคุณสมบตั ขิ องผทู ่ีจะ
ช่วยให้ควบคุมลมหายใจไดด้ ี นอกจากนั้นยงั ตอ้ งฝึกเปล่งเสยี งขับรอ้ งให้มีคุณภาพแบบต่างๆ ดว้ ย ขบั รอง และการวางทา ทาง สงตัวแทน 2 - 3 คน
เชน่ การฉายเสยี งไปตกในที่ต้องการ การเปลง่ เสียงพล้ิว เสียงหวาน เสียงสะท้อน เป็นตน้ รวมทง้ั ออกมาอธบิ ายความรตู ามทไ่ี ดศ กึ ษามาหนา ชนั้ เรยี น
ต้องฝกึ ขบั ร้องท�านอง บทรอ้ งใหถ้ ูกต้องทงั้ ท�านอง และอารมณข์ องบทเพลง จากน้ันครูถามนกั เรียนวา

คุณสมบัตขิ องผทู้ ีจ่ ะขับร้อง มดี ังตอ่ ไปนี้ • การรองเพลงท่ีดีผูขับรองจะตองมีคุณสมบัติ
อยา งไร
๑ เป็นผูท้ ่ีมีสุขภาพรา่ งกาย และสุขภาพจติ ดี (แนวตอบ การรอ งเพลงทด่ี ี ผูขบั รองจะตองมี
๒ เปน็ ผทู้ ีม่ ีอวัยวะทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการเปลง่ เสยี งเป็นปกติ และมสี ขุ ภาพดี คุณสมบตั ิหลายประการ เชน รองใหถ กู ตอ ง
๓ เป็นผู้มีโสตประสาทปกติ ไดย้ ินเสยี งชดั เจน ตามจังหวะ และทํานองเพลง การออกเสยี ง
๔ เปน็ ผู้มีนำา้ เสียงดี เช่น สะอาดใส กงั วาน หวาน พลิว้ กลมกลอ่ มตามธรรมชาติ เป็นต้น พยญั ชนะ สระ วรรณยุกตถ กู ตอ งชัดเจน
แตผ่ มู้ นี ้ำาเสยี งเปน็ อยา่ งอืน่ ก็ฝึกร้องเพลงได้ ถ้าได้รบั การฝึกฝนถูกวิธี รอ งตามเนื้อหาของบทเพลงใหค รบถวน
๕ เปน็ ผูท้ ี่มีประสาทสัมผสั กบั จงั หวะดนตรีด ี เช่น นบั จังหวะเคาะได้สมา่ำ เสมอ และคงท ี่ เป็นต้น ขณะรองควรหายใจเขา -ออกใหส อดคลอง
๖ เป็นผมู้ คี วามจำาด ี จาำ ทาำ นอง จำาจงั หวะ จาำ บทร้องได้รวดเร็ว และถาวร กบั จงั หวะ และวรรคตอนของเพลงทีข่ ับรอง
๗ เปน็ ผ้มู ีพ้ืนฐานความร้เู รอื่ งภาษาที่ใช้ในบทรอ้ ง และจะตอ งแสดงสีหนา ทา ทางใหสมั พันธ
๘ เปน็ ผูเ้ ปลง่ เสียงถ้อยคาำ ภาษาได้ชัดเจนถูกตอ้ ง กบั ความหมายของบทเพลง)
๙ เปน็ ผู้ทมี่ ีพน้ื ฐานความรเู้ รอ่ื งดนตรี
๑ ๐ เปน็ ผใู้ ฝ่ใจที่จะรอ้ งเพลง • การวางทา ทางในการขับรอ งท่ีดคี วรมี
ลักษณะอยางไร
การขับร้องหมู่ ไม่ว่าจะเป็นการขับร้องหมู่ธรรมดา หรือขับร้องหมู่แบบประสานเสียง จะมีท�านองหลักที่ท�าให้ผู้ขับร้อง (แนวตอบ การปฏิบตั ทิ ถี่ กู ตอ ง คอื ยนื ตรง
สามารถขับรอ้ งประสานเสยี งได้กลมกลืนเสมอ วางเทาหางกนั ประมาณ 1 ฟตุ เทา ขวา
วางอยูห นา เลก็ นอ ย หนาเชดิ ไหลต รง
(ท่ีมาของภาพ : http://www.pracha-kn.blogspot.com) หลงั ตรง ไมเ กรง็ ตัว วางตวั ตามสบาย
แตใ หอยใู นลักษณะท่ีถกู ตอ ง ควรยนื หา ง
จากไมโครโฟนประมาณ 12 - 15 นว้ิ
ออกเสียงดงั แตพอควร ไมเบาหรอื ดงั
จนเกนิ ไป)

• นักเรยี นคดิ วา ศิลปน ทต่ี นเองชืน่ ชอบน้ัน
เปน ผูท่สี ามารถวางทา ทางในการรอ งเพลง
ไดอยางถูกตอ ง เหมาะสมหรือไม
เพราะเหตุใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถแสดงความคดิ เหน็
ไดอ ยา งอสิ ระ)

๙7

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด เกร็ดแนะครู

ใครขบั รองเพลงไทยไดถ กู ตอ งตามหลกั การมากทส่ี ุด ครคู วรอธบิ ายเพ่ิมเติมวา การรอ งเพลงสากล เปนการสรา งสรรคท างดนตรีวธิ ี
1. หนง่ึ ฝก การออกเสยี งใหเตม็ เสยี ง หนงึ่ ซึง่ จะใชว ิธกี ารเปลง เสยี งออกมาใหเปน เพลงตา งๆ โดยอาศยั องคประกอบ
2. สองฝก แบง ระยะการหายใจใหเหมาะสม ทางดนตรี ซ่ึงจะทาํ ใหเ พลงทรี่ องออกมามคี วามไพเราะมากยง่ิ ข้ึน การรองน้ัน
3. สามฝก เออื้ นทํานองเปลา สอดแทรกไปกับบทรอง จะตองถกู ตอ งท้งั เน้ือรอ ง จังหวะ และทํานอง โดยเฉพาะการปฏบิ ัติตาม
4. สี่พยายามรกั ษาระดบั เสียงใหเปนไปตามทํานองเพลงท่ีถูกตอ ง เครอ่ื งหมายตางๆ ที่กําหนดไวในโนตเพลง การแบง วรรคตอนของเน้ือรอง
นอกจากนี้ส่ิงทสี่ าํ คญั อีกประการหนึง่ คือ การหายใจ ผขู ับรองตองหายใจ
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. เพราะการหายใจเขา ออกเนอ่ื งจาก ใหเหมาะสม รวมท้ังการแสดงอารมณต อ งเหมาะสมกับลีลา และความหมาย
ของเพลงดว ย
การรองเพลง ตอ งอาศัยลมในการเปลง เสยี ง ดงั น้ัน การหายใจเขา ออก
จงึ มีความสาํ คญั ในการรองเพลงเพราะเกย่ี วขอ งกบั การหมุนเวียนของลม
ในรา งกาย การหายใจเขาออกใหส อดคลอ งกับการรองเพลง จงึ มสี วนชวย
ทําใหร องเพลงไดดีข้ึน

คมู่ อื ครู 97

กระต้นุ ความสนใจ สา� รวจค้นหา ออธธบิ ิบEาาxยยplคคaวiวnาามมรรู้ ู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain

อธบิ ายความรู้ Explain

ครสู มุ นกั เรียน 2 - 3 คน ใหตอบคาํ ถาม เสรมิ สาระ การวางทา ทางในขณะรอ้ งเพลง
ดังตอ ไปน้ี
1
• เราควรปฏิบัติตนในทา ยืนอยางไรจึงจะทําให
สามารถรอ งเพลงออกมาไดดี ๑. ทายืนขบั ร้อง
(แนวตอบ ควรยนื แยกเทา เทากับหวั ไหลข อง
ตนเอง มอื ทั้ง 2 ขา ง วางแนบกับลําตัว ๑.๑ ยืนตรงอยา่ งมั่นคง
โนมตัวไปขางหนาเล็กนอ ย เพอื่ การทรงตวั ทีด่ ี
ควรทาํ ตวั ใหส บายท่ีสุด ไมควรเกร็ง ๑.๒ ยนื ลา� ตวั ชว่ งเหนอื สะโพกขนึ้ ไปจนสุดศรี ษะ ให้มลี กั ษณะ
สว นใดสวนหนงึ่ ของรางกายเปนอนั ขาด)
เหมือนมีมือดงึ หรอื ขอเกีย่ วท้ายทอยของเราใหย้ กข้นึ สงู
• ทา นัง่ ในการขับรองจะมลี กั ษณะอยางไร
(แนวตอบ ทาทางในการนง่ั รองจะมี 2 ทา คือ ๑.๓ ไหลท่ ั้ง ๒ ขา้ งลู่ลง แขนไม่แนบล�าตวั
นง่ั พบั เพียบกับพื้น ลักษณะตัวตรง แตไมเ กรง็
วางแขน และมอื ใหอ ยบู นตกั ในอาการเรยี บรอ ย ๑.๔ นวิ้ มือทง้ั ๑๐ นว้ิ ช้ีลงพน้ื เหมือนมีแรงโนม้ ถ่วงดงึ ลง
สว นการนงั่ บนเกา อ้ี ลกั ษณะตวั จะตอ งยดื ตวั ตรง
ตามธรรมชาติ อยา งอหลงั หอ ไหล หนั หนา ตรง ไมเ่ กร็งกล้ามเนื้อ
อยา กมหนา หรือแหงนหนา จนเกนิ ไป วางเทา
ใหร าบกบั พ้ืน ไมควรน่ังเขยงเทา งอเทา ๑.๕ ยดื อก แตไ่ มแ่ อ่น ให้ซโ่ี ครง และชว่ งอกบานออก
หรือไขวห าง มือทงั้ 2 ขา ง วางท่หี นาตกั )
๑.๖ อย่ายืนขาตายแบบทหาร ให้ขยับเทา้ ไปมาได้
• นกั เรียนสามารถนาํ หลักการวางทาทาง
ในขณะรองเพลงไปประยุกตใ ชก ับกิจกรรมใด ๑.๗ เกบ็ คาง ใหป้ ลายคางชีเ้ ขา้ หาทรวงอก แตไ่ มใ่ ช่กม้ หนา้
ในชวี ิตประจาํ วันไดบาง
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคดิ เห็น ๑.๘ ผ่อนคลายขากรรไกรลา่ ง ให้จุดยึดข้างกกหหู ย่อนลง
ไดอยา งอสิ ระ)
อย่ายานคาง
• หากนักเรยี นเปนคนทช่ี อบรอ งเพลงอยูแลว
การวางทา ทางทถี่ ูกตอ ง จะชว ยใหน ักเรียน ๑.๙ ให้จินตนาการวา่ ข้างหน้าของเรามีบารเ ดีย่ วส�าหรับ ทำ ยนื ขับร้อง
รอ งเพลงไดไพเราะขน้ึ หรอื ไม เพราะเหตใุ ด ห้อยโหนขวางอย่ใู นระดับสูง ให้ยกมอื ขน้ึ ไปจบั ราวบารจนสดุ มอื เอือ้ ม
(แนวตอบ นักเรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ แลว้ เหวีย่ งฝามือทัง้ ๒ ลงมาข้างล�าตวั พร้อมกันแตอ่ ยา่ ลดระดบั ซโี่ ครงลงตาม (ทมี่ าของภาพ : คลงั ภาพ อจท.)
ไดอ ยางอิสระ)
และอยา่ ใหฝ้ า มอื กระทบลา� ตวั เราจะพบวา่ ลมหายใจวง่ิ สปู่ อดของเราในปรมิ าณมาก

๑.๑๐ ยืนเอาหลังพิงเสา หรือผนังท่ีตั้งฉากกับพื้น

เอาส้นเท้า แผ่นหลังและท้ายทอยชิดต้นเสา หรือผนัง

ดึงหวั ไหล่เข้าหาตน้ เสาหรอื ผนัง หายใจเปน็ ปกต ิ

2. ทา น่งั ขบั ร้อง

๒.๑ น่ังเก้าอี้ โดยให้ท่อนขาท่อนบนทั้ง ๒ ข้างเป็น

ส่วนรับน�้าหนักของล�าตัว อย่าใช้แก้มก้นกับสะโพกรองรับ

นง่ั ใหเ้ ตม็ ทนี่ งั่ ใหแ้ ผน่ หลงั อยหู่ า่ งจากพนกั เกา้ อ ้ี ราว ๒-๓ นวิ้

อยา่ เอนหลงั พงิ พนัก

๒.๒ พบั ขาทอ่ นลา่ งเขา้ หาขาเกา้ อ ี้ เกบ็ สน้ เทา้ ไวใ้ ตเ้ กา้ อ้ี

๒.๓ ยืดล�าตัวท่อนบนเหนือสะโพกข้ึนไปตรงเหมือน

ทา่ ยนื

ทำ นั่งขบั รอ้ ง

(ทมี่ าของภาพ : คลังภาพ อจท.)

๙๘

เกรด็ แนะครู บรู ณาการเช่ือมสาระ
จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั วธิ กี ารวางทา ทางในขณะรอ งเพลง สามารถเชอ่ื มโยง
ครูควรเพม่ิ เตมิ ความรใู หกบั นกั เรียนในเรอ่ื งคณุ สมบัติของผทู ีจ่ ะขบั รอง กับการเรียนการสอนในกลุม สาระการเรียนรสู ขุ ศึกษา และพลศึกษา ในเรือ่ ง
และการวางทา ทาง โดยครูสาธติ การวางทาทางในทายนื และทานงั่ รองเพลง ทายืนขบั รอ งทถ่ี กู ตอ ง เพราะการเรยี นรูในเรอ่ื งวิธกี ารวางทา ทางในขณะ
พรอมอธบิ ายประกอบการสาธิต จากนั้นครูสุมนกั เรยี นออกมาฝกปฏบิ ตั ิในการ รอ งเพลง นักเรยี นมีความจําเปน ตอ งเรียนรูเร่ืองวิธกี ารยนื ที่ถูกตอ ง การยืนท่ดี ี
วางทาทางในทายนื และทา นงั่ รอ งเพลงทถ่ี ูกตอ งหนา ชนั้ เรยี นใหเพอ่ื นชม จดั เปน สว นสาํ คญั ทท่ี าํ ใหส ขุ ภาพดี เนอ่ื งจากรา งกายไมต อ งรบั แรงกดทไ่ี มส มดลุ
โดยมคี รูเปนผคู อยช้ีแนะความถูกตอ ง ซึง่ จะทาํ ใหน ักเรยี นมคี วามรู ความเขาใจ การยนื ทถี่ กู ตอ งจะทาํ ใหร า งกายดสู งา และแขง็ แรง เพราะการทกี่ ระดกู กลา มเนอื้
เรอื่ งคุณสมบัติของผูทจ่ี ะขบั รอง และการวางทา ทางไดด ยี ิง่ ข้ึน และขอ ตอ วางอยใู นแนวทเี่ หมาะสมจะทําใหรา งกายไมต อ งทํางานหนัก
อวยั วะตา งๆ สามารถทาํ งานไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ ในการรอ งเพลงถา นกั เรยี น
นักเรยี นควรรู สามารถยนื ไดอยางถูกตอ ง กจ็ ะทําใหเสียงรองทเ่ี ปลง ออกมานั้นมลี ักษณะ
ของเสยี งทด่ี อี กี ดวย
1 ขับรอ ง เปน การกระทําใหเกดิ เสยี งดนตรี จากเสยี ง และถอยคาํ ที่มคี วามสูง-ต่าํ
และมจี ังหวะ คนทข่ี บั รองเพลงจะเรียกวา “นักรอง”

98 คูม่ อื ครู


Click to View FlipBook Version