หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑
หนงั สือเรียน รายวชิ าเพ่มิ เตมิ ภาษาไทย
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
พมิ พค์ รัง้ ที่ ๑
พ.ศ. ๒๕๖๕
ผ้เู รียบเรียง/ออกแบบ นางสาวชญาดา เซ่งเข็ม
นางสาวนฤมล ทพิ ย์มณเฑยี ร
นางสาวเบญจวรรณ จันทรศ์ รี
สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และ
สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ
คาช้แี จง
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ย้อนรอยตานาน
เ ล่า ข า น เ มือ ง ย ะ ล า เ ป็น ห นัง สือ เ รีย น ที่ใ ห้ค ว า ม รู้ใ น ร า ย วิช า
ภา ษา ไท ย เกี่ยว ห ลัก กา รอ่า น ห ลัก กา รเขียน แล ะห ลักก ารใ ช้
ภาษาไทย โดยสอดแทรกเรื่องราวของท้องถิ่นในจังหวัดยะลา
เรื่องราวข้อมูลของท้องถิ่นจังหวัดยะลา ผู้เรียบเรียงได้อ้างอิง
ข้อมูลจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ และหนังสือจากศูนย์
ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏยะลา “ยะลาบ้านเรา” เป็นหลัก
แล้วนาข้อมูลมาปรับเพื่อให้เนื้อหาเหมาะแก่การนาเสนอความรู้ใน
ประเด็นต่าง ๆ
ภาพประกอบผู้เรียบเรียงมีข้อชี้แจง ดังน้ี
๑. ภาพตัวการ์ตูน และภาพประกอบอื่น ๆ ผู้เรียบเรียงนาภาพ
มาจาก https://www.pinterest.com ทั้งหมดเพราะเป็นเว็บไซต์ท่ี
รวบรวมภาพต่าง ๆ ไว้เป็นจานวนมาก ผู้เรียบเรียงจึงให้ลิขสิทธิ์ภาพ
แก่เว็บไซต์ดังกล่าว และไม่ระบุแหล่งข้อมูลใต้ภาพ
๒. ภาพประกอบอื่น ๆ ที่ผู้เรียบเรียงนามาจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้
ถ่ายด้วยตนเอง ผู้เรียบเรียงจะระบุแหล่งข้อมูลไว้ใต้ภาพ
ผู้เรียบเรียง
๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
คานา
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ย้อนรอยตานาน
เล่าขานเมืองยะลา เรียบเรียงขึ้นเพื่อใช้สาหรับการสอนเสริมใน
สาระการอ่าน สาระการเขียน และสาระหลักการใช้ภาษาไทย ใน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้มี
ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการอ่าน หลักการเขียน และ
หลักการใช้ภาษาไทย
ทั้งนี้เนื้อหาแบ่งออกเป็น ๔ บท คือ เล่าลือระบือเลื่องเมือง
ท้องถิ่น สู่แดนดินยาลอขอขีดเขียน สดับถ้อยร้อยความตามเรื่อง
เรียน และ รู้พากเพียรภาษาค่ากวี ก่อนเริ่มบทที่ ๑ ของเนื้อหาใน
บทเรียน จะมีบทแนะนาท้องถิ่นโดยเล่าเรื่องราวผ่านตัวละคร ๔ ตัว
ได้แก่ พิกุล ผักน้า แก้มหอม และปั้นสิบ เพื่อให้ทราบถึงความ
เป็นมาของท้องถิ่นที่นามาสอดแทรกในบทเรียน นอกจากสาระการ
เรียนรู้แล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังมีการกล่าวถึงสาระสาคัญ ตัวชี้วัด
ของแต่ละบทเรียน เพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และ
สมรรถนะที่มุ่งหวังให้เกิดขึ้นหลังจากการเรียนรู้ รวมถึงคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียนที่พึงมี และกิจกรรมท้ายบทจะช่วยให้
ผู้เรียนได้ฝึกนาองค์ความรู้ไปปรับใช้ได้จริง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ย้อนรอยตานาน เล่าขาน
เมืองยะลา เล่มนี้ จะช่วยอานวยความสะดวก มีประโยชน์ในการให้
ความรู้เพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี และสามารถทาให้ผู้เรียนสามารถนา
ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้
ผู้เรียบเรียง
๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
แนวทางการใชห้ นังสอื เรยี น
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ย้อนรอยตานาน
เล่าขานเมืองยะลา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จัดทาขึ้นตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นสาระการ
อ่าน สาระการเขียน และสาระหลักการใช้ภาษาไทย บูรณาการ
เนื้อหาเข้ากับท้องถิ่นจังหวัดยะลา การจัดทาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการเขียน และด้านหลักการใช้
ภาษาไทย ตลอดจนปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักเห็นคุณค่า
และรักท้องถ่ินของตน
วิธีการศึกษา เริ่มจากการอ่านบทนา เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบถึง
ข้อมูลท้องถิ่นที่ผู้เรียบเรียงนามาใช้ประกอบเป็นเนื้อหาในบทต่าง ๆ
หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาทางด้านหลักวิชาการ เพื่อให้ผู้เรียน
ได้ทราบถึงองค์ประกอบ และหลักการโดยทั่วไปของการอ่าน การ
เขียน และหลักการใช้ภาษาไทย และศึกษาไปตามลาดับบท วิธี
การศึกษานี้มุ่งให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหา และนาองค์ความรู้ไป
ใช้ได้จริง ผู้สอนสามารถประเมินความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ ของ
ผู้เรียนได้ด้วยกิจกรรมท้ายบท เพราะกิจกรรมท้ายบทตั้งแต่บทท่ี
๑-๔ จะมีความเช่ือมโยงกันไปตามลาดับ
ผู้เรียบเรียง
๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
แนวทางการใชห้ นงั สอื เรยี น
เนื้อหาของหนังสือเรียน ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมือง
ยะลา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เป็นความรู้ที่จัดทาขึ้นเสริมจากรายวิชา
หลัก เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะความสามารถเฉพาะด้านมาก
ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการใช้เป็นสื่อประกอบการจัดการ
เรียนรู้ ผู้สอนสามารถเพิ่มเติมกิจกรรมหรือสื่ออื่น ๆ ได้ตามความ
เหมาะสม เพื่อสร้างให้ผู้เรียนตระหนักในทักษะดังกล่าว และคุณค่า
ของท้องถิ่นของตน พร้อมทั้งมีพัฒนาการทางด้านทักษะการอ่าน
การเขียน และหลักการใช้ภาษาไทย ไปในทางที่ดีและสามารถ
พัฒนาต่อไปในอนาคตได้
ผู้เรียบเรียง
๙ ตุลาคม ๒๕๖๕
โครงสรา้ งหลกั สูตร รายวิชาเพ่ิมเตมิ ภาษาไทย
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑
บทที่ มาตรฐาน/ตัวช้วี ดั เนอื้ หา
บทท่ี ๑ เลา่ ลอื ระบอื เล่ือง สาระท่ี ๑ การอา่ น เนอื้ หา
เมืองทอ้ งถ่นิ มาตรฐาน ๑. ความหมายของการอ่านจบั
ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่าน ใจความสาคญั
สร้างความรู้และความคิด ๒. ลักษณะของใจความสาคัญ
เ พื่ อ น า ไ ป ใ ช้ ตั ด สิ น ใ จ ๓. หลักการอ่านจบั ใจความสาคญั
แก้ปัญหาในการดาเนินชีวิต ๔. ตัวอย่างการอา่ นจบั ใจความสาคัญ
และมีนิสยั รกั การอ่าน ๕. มารยาทในการอ่าน
ตวั ชีว้ ดั ภูมิปัญญาท้องถน่ิ
ท ๑.๑ ม.๑/๒ จับใจความ ๑. สวนหมืน่ บุปผา
สาคญั จากเร่อื งทอ่ี า่ น ๒. ขอ้ มูลพ้นื ฐานจงั หวดั ยะลา
๓. ตานานยกั ษ์วดั คูหาภมิ ขุ
บทท่ี ๒ สู่แดนดนิ ยาลอขอ สาระที่ ๒ การเขียน เนอื้ หา
ขีดเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้ ๑. ความหมายของการเขยี นย่อความ
กระบวนการเขยี น เขยี น ๒. หลักการยอ่ ความ
สื่อสาร เขียนเรยี งความ ยอ่ ๓. การเขียนคานาย่อความ
ความ และเขยี นเร่ืองราวใน ๔. ตวั อยา่ งการเขียนย่อความ
รูปแบบตา่ ง ๆ เขียนรายงาน ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่
ข้อมูลสารสนเทศและ ๑. ตานานอุโมงค์ปิยะมติ ร
รายงานการศกึ ษาค้นควา้ ๒. ผักนา้ เบตง
๓. หอนาฬกิ าประจาเมือง
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวช้ีวดั
ท ๒.๑ ม.๑/๕ เขยี นยอ่
ความจากเรื่องทอ่ี ่าน
ท ๒.๑ ม.๑/๖ เขยี นแสดง
ความคดิ เห็นเก่ยี วกับสาระ
จากสอื่ ทีไ่ ด้รบั
โครงสร้างหลกั สตู ร รายวชิ าเพมิ่ เติมภาษาไทย
ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๑
บทที่ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด เน้ือหา
บทที่ ๓ สดบั ถอ้ ยร้อยความ ส า ร ะ ที่ ๔ ห ลั ก ก า ร ใ ช้ เนอื้ หา
ตามเรื่องเรยี น ภาษาไทย ๑. ความหมายและความสาคญั ของ
มาตรฐาน ภาษาพดู
ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของ ๒. ลักษณะของภาษาพูด
ภาษาและหลักภาษาไทย ๓. ระดับภาษาทใี่ ช้ในการพดู สือ่ สาร
การเปล่ียนแปลงของภาษา ๔. ความหมายและความสาคัญของ
และพลังภาษา ภูมิปัญญา ภาษาเขียน
ท า ง ภ า ษ า แ ล ะ รั ก ษ า ๕. ลกั ษณะของภาษาเขยี น
ภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของ ๖. การใชภ้ าษาเขียน
ชาติ ๗. เปรียบเทยี บภาษาพดู และภาษา
ตวั ชวี้ ดั เขยี น
ท ๔.๑ ม.๑/๔ วิเคราะห์ ภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน
ความแตกต่างของภาษาพูด ๑. ไปรษณีย์ทสี่ ูงทส่ี ุดในโลก
และภาษาเขยี น ๒. ไก่เบตง
บทท่ี ๔ รูพ้ ากเพยี รภาษาคา่ สาระที่ ๔ หลักการใช้ เน้ือหา
กวี ภาษาไทย ๑. ลักษณะฉนั ทลกั ษณ์กาพยย์ านี ๑๑
มาตรฐาน ท ๔.๑เข้าใจ ๒. แผนผงั ฉนั ทลกั ษณก์ าพยย์ านี ๑๑
ธรรมชาตขิ องภาษาและ ๓. หลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑
หลักภาษาไทย การ ๔. ตัวอย่างบทประพนั ธก์ าพย์ยานี ๑๑
เปลี่ยนแปลงของภาษาและ ภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน
พลงั ภาษา ภูมปิ ัญญาทาง ๑. ตานานอโุ มงคป์ ิยะมติ ร
ภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้ ๒. ผักนา้ เบตง
เป็นสมบตั ขิ องชาติ ๓. หอนาฬิกาประจาเมอื ง
ตวั ชี้วัด
ท ๔.๑ ม.๑/๕ แตง่ บทรอ้ ย
กรอง
สารบัญ
เรื่อง หนา้
แนะนาตวั ละคร ๑
บทท่ี ๑ เลา่ ลือระบอื เล่ืองเมืองท้องถิ่น ๒
๒
ความหมายของการอา่ นจับใจความสาคญั ๑๒
ลกั ษณะของใจความสาคญั ๑๔
หลักการอา่ นจบั ใจความสาคัญ ๑๖
ตัวอย่างการอา่ นจับใจความสาคญั ๑๘
มารยาทในการอ่าน
กิจกรรมท้ายบท
บทที่ ๒ สแู่ ดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน ๑๙
ความหมายของการเขียนย่อความ ๒๘
หลกั การยอ่ ความ ๒๘
การเขยี นคานาย่อความ ๒๙
ตวั อย่างการเขยี นยอ่ ความ ๓๐
การเขียนแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั สาระจากสือ่ ๓๔
ตัวอยา่ งการเขยี นแสดงความคิดเหน็ ๓๕
มารยาทในการเขียน ๔๐
กิจกรรมทา้ ยบท ๔๒
สารบัญ
เรื่อง หนา้
บทที่ ๓ สดบั ถอ้ ยรอ้ ยความตามเรอ่ื งเรยี น ๔๕
ความหมายและความสาคญั ของภาษาพดู ๕๒
ลกั ษณะของภาษาพูด ๕๒
ระดบั ภาษาท่ใี ชใ้ นการพูดสื่อสาร ๕๓
ความหมายและความสาคญั ของภาษาเขยี น ๕๔
ลักษณะของภาษาเขยี น ๕๔
การใชภ้ าษาเขียน ๕๕
เปรยี บเทียบภาษาพูดและภาษาเขยี น ๕๖
ตัวอย่างการใช้ภาษาพดู และภาษาเขยี น ๕๗
กจิ กรรมท้ายบท ๕๘
บทท่ี ๔ รู้พากเพียรภาษาค่ากวี ๖๐
ลักษณะฉันทลักษณก์ าพยย์ านี ๑๑ ๗๐
แผนผังฉันทลกั ษณ์กาพยย์ านี ๑๑ ๗๑
หลักการแต่งกาพยย์ านี ๑๑ ๗๒
กจิ กรรมทา้ ยบท ๗๔
๗๕
เฉลยแบบฝกึ หัดทา้ ยบท ๘๓
เกณฑ์การประเมนิ แบบฝกึ หัดท้ายบท ๙๑
บรรณานกุ รม
“เอ๊ะ! น่ันใครน่ะ”
แก้มหอมเด็กสาวท่ีกาลังเพลิดเพลินอยู่ในสวนดอกไม้เมืองหนาวเอ่ย
ข้ึน เรียกร้องความสนใจจากเพื่อนอีกสองคนอย่างปั้นสิบและผักน้าที่มา
เทยี่ วสวนหมื่นปุบผาด้วยกันในวนั หยดุ
“อะไรเหรอแก้มหอม” ผักน้าเอ่ยพลางเดินมาที่แก้มหอมพร้อมกับปั้นสิบ “ดูผู้หญิงคน
นัน้ สิ แต่งตัวแปลก ๆ ว่าไหม” แก้มหอมชี้ไปที่หญิงสาวในชุดลูกไม้กับผ้าบาติก ลายแปลก
ตาที่นอนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่ไกลนัก “น่ันสิ หรือว่าท่ีน่ีมีบริการให้ยืมชุดไทยย้อนยุคมาใส่
ถ่ายรูป” ปน้ั สบิ ออกความคดิ เหน็ บ้าง
“แตต่ อนทเ่ี ราเดนิ ผา่ นมา ไม่มีร้านท่ีจะเปิด
บรกิ ารใหเ้ ช่าชดุ เลยนะ” คราวน้ีเป็นแก้มหอมที่
พูดข้ึน ทั้งสามคนยืนมองหญิงสาวท่ีน่ังหลับพิง
ต้นไมอ้ ยู่อย่างพิจารณา แตท่ นั ใดน้ันอีกฝ่ายกไ็ ด้
ตกใจต่ืนขึ้น ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันด้วยความ
สงสัย และเป็นผู้หญิงในชุดย้อนยุคที่เอ่ยข้ึน
ก่อน “น่ีฉันอยู่ท่ีไหนเหรอ ทุกอย่างดูแปลกตา
เหลือเกิน
เดก็ สาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ มองเห็นสวนดอกไม้สุดลูกหูลูกตา ดอกไม้หลาก
พันธุ์ชูช่อไล่ระดับสเี รยี งรายเป็นทิวแถวทั่วบริเวณ เด็กสาวกระชบั ชายเส้ือเข้าหากันเพราะ
สายลมท่ีพัดมาให้ความรู้สึกเย็นฉ่า “สวนหม่ืนปุบผาจ้ะ” ผักน้าเอ่ยตอบพลางชี้ชวนให้ดู
ป้ายช่ือของสถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลให้เด็กสาวในชุดแปลกตาได้เห็น เด็กสาวไม่คุ้นช่ือสวน
หม่ืนบุปผาเลยสักนิด แต่ดูเหมือนจะเป็นช่ือสถานท่ีแห่งนี้จริง ๆ เพราะโดยรอบเต็มไป
ด้วยดอกไม้นานาพนั ธุ์ และดไู มค่ นุ้ ตาเอาเสียเลย
-๒-
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา เล่าลือระบือเลือ่ งเมืองท้องถิ่น
ปั้นสิบสังเกตว่า เด็กสาวตรงหน้ายังคงมีความ
สงสัยและคงกาลังหลงทางจงึ ช่วยอธิบายตอ่ “สวนหมื่น
บุปผานอี้ ยทู่ ี่หม่บู ้านปิยะมิตร
คนที่หมู่บ้านนี้ทาอาชีพเกษตรกร พวกเขาเพาะปลูกแล้วก็ดูแลสวนท่ีน่ีเพราะเป็น
โครงการในพระราชดารขิ องสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ทช่ี ่วยสง่ เสริมรายได้ให้คนในหมู่บ้านน่ะ” เด็กสาวช่ืนชมบรรยากาศโดยรอบท่ีมีดอกไม้ถูก
บรรจงปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบบานสะพร่ังไปทั่วทั้งเนินเขา ทว่าดอกไม้เหล่าน้ันแตกต่าง
จากดอกไม้พน้ื เมืองทเ่ี ธอเคยเหน็ “ดอกไมเ้ หล่าน้ีดสู วยงามมาก แตฉ่ ันไมร่ จู้ ักเลยจะ้ ”
แก้มหอมได้ยินอย่างน้ันจึงจูงมือเด็กสาวไปยืนใกล้ ๆ กับกระถางดอกไฮเดรนเยียซ่ึง
ผลิดอกเลก็ ๆ ซ้อนแน่นขนัดเป็นพวงกลม ๆ สีม่วงอ่อนหลายช่อ และช่วยอธิบายให้เด็ก
สาวเข้าใจ “ดอกไม้พวกนี้เป็นดอกไม้เมืองหนาวจ้ะ ท่ีน่ีอยู่สูงจากระดับน้าทะเล ทาให้
อากาศเย็นและปลูกดอกไมเ้ มอื งหนาวไดด้ ี ดนู ั่นสิ” น้ิวเรียวชี้ไปท่ีดอกไม้อีกกลุ่มที่อยู่ห่าง
ออกไป “ตรงนั้นมีท้ังดอกทิวลิป ดอกลิลล่ี ดอกเยอบีร่า ดอกเบญจมาศ” สีเข้มของกลีบ
ดอกหลากพันธุ์ทาให้การไล่ระดับสีดูสดใสไปทั่วท้ังบริเวณ “สวยงาม และน่าเที่ยวชมมาก
จ้ะ แต่ฉันไม่รู้จักท่ีน่ี ฉันจาได้แค่ฉันกาลังน่ังชมดอกไม้อยู่ในสวนท่ีบ้าน ตั้งใจจะงีบหลับ
เพยี งครู่เดยี ว แตต่ ่นื มาก็มาอยู่ท่ีน่ีเสยี แล้ว”
-๓-
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เลา่ ลอื ระบอื เลอ่ื งเมืองท้องถ่ิน
“พูดจริงหรือเปล่า แบบนี้มันเหมือนในละครที่ตัวเอกจะข้ามเวลามา
อนาคตเลยนะ” แก้มหอมร้องออกมาด้วยความต่ืนเต้น “อนาคตเหรอจ๊ะ
ง้ันท่ีน่ีปีพุทธศักราชอะไรเหรอ” “พุทธศักราช ๒๕๖๕ แล้วล่ะ ท่ีเธอมา
พุทธศักราชอะไรเหรอ” ผักน้าถามด้วยความสงสัย เพราะการแต่งกายดู
จะตา่ งกนั มาก
“พุทธศักราช ๒๕๖๕ จ้ะ” เด็กสาวหน้าซีดลงทันตา เธอเพียงมานอนเล่นใต้ต้นไม้ แต่
กลับตอ้ งข้ามเวลามายังที่นี่ “แบบน้ีแสดงว่าข้ามเวลามา ๕๐ ปีเลยน่ะสิ” เด็กทั้งสามคนมอง
หน้ากันและกันอย่างตกใจ ทาอย่างไรดีจ๊ะ พิกุลกลัวจังเลย พิกุลอยากกลับบ้านจ้ะ” พิกุลใจ
หาย กลัวว่าจะไมส่ ามารถยอ้ นกลบั ไปในอดีตทีต่ นเองจากมาไดอ้ กี
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะ เธอชื่อพิกุลใช่ไหม เราช่ือแก้มหอมนะ น่ีปั้นสิบ ส่วนน่ีผักน้า” แก้ม
หอมว่าพลางชี้ไปยังเพ่ือนแต่ละคนของตนตามลาดับ “พวกเราจะช่วยเธอให้กลับไปได้เอง มัน
จะต้องมีทางแน่ แต่ถ้าสุดความสามารถแล้วยังไม่สามารถกลับไปได้ คงจาเป็นต้องบอกพ่อแม่
พวกเรานะ” “จ้ะ ขอบคุณนะจ๊ะ พวกเธอจิตใจดีกันมากเลย” พิกุลว่าก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกคร้ัง
“ว่าแต่พวกเธอบอกว่ามาเที่ยว บ้านพวกเธอไม่ได้อยู่ที่น่ีเหรอจ๊ะ” “อยู่เบตงนี่แหละจ้ะ แต่เพิ่ง
ได้มเี วลาวา่ งมาเท่ยี วกันท่ีนี่ แล้วก็วางแผนจะไปเทีย่ วที่อืน่ ๆ กนั แถวนด้ี ว้ ย อาเภอเมืองยะลาก็
อยากไปนะ” ทั้งสามตั้งใจมาท่องเที่ยวกันสักพักแล้ว เพราะการท่องเที่ยวก็เหมือนได้เรียนรู้
เกย่ี วกับสิ่งต่าง ๆ และเพ่ิมประสบการณไ์ ปด้วย จึงเร่มิ จากสถานท่ีต่าง ๆ ในเบตงเพราะใกล้ตัว
ท่สี ุด และมีความเป็นมาทีน่ า่ สนใจมาก จึงตัดสนิ ใจมาท่องเที่ยวด้วยกัน “ยะลาเหรอ พิกุลก็อยู่
ยะลานะ แต่คงเป็นยะลาเมือ่ ๕๐ ปีก่อน”
-๔-
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เล่าลือระบือเล่อื งเมืองทอ้ งถ่ิน
“จรงิ เหรอ แบบน้ีก็รเู้ ก่ียวกับประวัติของจังหวัดยะลาเยอะเลยน่ะสิ พวกเราอยู่ยะลา
แตไ่ ม่ค่อยร้ปู ระวัติที่อยู่ตัวเองเท่าไรเลย” ทั้งสามคนมองพิกุลด้วยความต่ืนเต้น พิกุลเป็น
คนที่อยู่ในยะลาเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ดังน้ันย่อมจะคุ้นเคยและรู้ความเป็นมามากกว่าอย่าง
แน่นอน “ก็พอรู้บ้างจ้ะ ยะลาเป็นจังหวัดท่ีอยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีคาขวัญว่า ใต้สุด
สยาม เมอื งงามชายแดน” พกิ ุลตอบอย่างภาคภูมิใจ “คาว่า ‘ยะลา’ มาจากภาษาพื้นเมือง
ว่า ‘ยะลอ’ ซ่งึ แปลว่า ‘แห’ แต่ยะลาเป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้เลยนะจ้ะท่ีไม่ได้อยู่ติดกับ
ทะเล ยายเล่าว่าเม่ือพุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกยกให้
เป็น ๑ ใน ๕ เมืองของประเทศไทยในโครงการเมืองน่าอยู่ทั่วโลกด้วยนะ แล้วก็จังหวัด
ยะลาของเรายังเป็น ๑ ใน ๔ จังหวัดของประเทศไทยท่ีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา
อิสลามด้วยนะ อีกอย่างช่ือของพิกุลเอง ก็มาจากดอกไม้ประจาจังหวัดของยะลานะ คือ
ดอกพิกุลจ้ะ”
“อย่างนน้ี ่เี อง พกิ ลุ รูห้ ลายเรอื่ งเลยนะเนีย่ แล้วแบบนเี้ ธอร้เู รอ่ื งตานานยักษข์ องยะลา
ด้วยหรือเปล่า พวกเราเคยไปเที่ยวกันเมื่อ ๓ ปีก่อนกับพ่อแม่” ผักน้าเอ่ยถามถึงตานาน
ยกั ษ์ศกั ดิ์สิทธท์ิ ่วี ัดคหู าภิมุข เพราะทั้งสามคนเคยไปเท่ยี วท่ีนัน่ และไดเ้ หน็ รูปปัน้ แต่ยังไม่รู้
เร่ืองราวเก่ียวกับรูปปั้นนั้นเลย “ตานานยักษ์วัดคูหาภิมุขใช่ไหมจ๊ะ รู้อยู่จ้ะ ยายของพิกุล
เคยเล่าให้ฟัง” “จริงเหรอ เล่าให้ฟังบ้างสิ” ทั้งสามคนยิ่งสนใจเม่ือรู้ว่าพิกุลรู้เร่ืองราวของ
ตานานยักษ์ เพราะอยากฟังจากคนในท้องถิ่นเองมากกว่า พิกุลพยักหน้าพลางเล่าต่อตาม
ประสบการณ์ที่เคยได้ยินได้ฟังมา “ยักษ์วัดคูหาภิมุขจะคอยเฝ้าทรัพย์สินไม่ให้ใครมาลัก
ขโมยไป เช่อื กนั วา่ หากโจรเข้ามาขโมยของจะถกู ยกั ษ์ทุบตีดว้ ยกระบองจนตาย”
-๕-
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เลา่ ลือระบือเลือ่ งเมอื งท้องถ่ิน
พิกุลพยักหน้าพลางเล่าต่อตามประสบการณ์ท่ีเคยได้ยินได้ฟังมา
“ยักษ์วัดคูหาภิมุขจะคอยเฝ้าทรัพย์สินไม่ให้ใครมาลักขโมยไป เช่ือกันว่า
หากโจรเขา้ มาขโมยของจะถกู ยกั ษ์ทุบตีดว้ ยกระบองจนตาย”
“แต่ถ้าเราเป็นคนดี เมื่อไหว้และบนบาน ยักษ์ก็จะบันดาลให้สมปรารถนา มีความสุข
และความร่มเย็นในชีวิต เพราะอย่างนั้นทุกคนต้องเป็นคนดีนะจ้ะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงจะ
คมุ้ ครอง” ความเช่ือเหล่าน้ีล้วนสอนให้ผู้คนเป็นคนดี และไม่ทาผิดศีลธรรม “ใส่ชุดน้ี
คนจะมองว่าแปลก ๆ ไหมนะ” พิกุลก้มมองเส้ือผ้าของตนเองที่อยู่ในเสื้อลูกไม้สีขาว
กับผ้าปะลางิง ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองลายโบราณทาลายพิมพ์จากบล็อกไม้ที่นามา
แกะสลักเป็นลวดลาย เป็นเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถ่ิน “ไม่เป็นไรหรอก อาจจะดู
แปลกตา แต่สวยมากเลยนะ
- จบตอนท่ี ๑ -
-๖-
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เลา่ ลอื ระบอื เลื่องเมืองทอ้ งถิ่น
ตานานยกั ษว์ ัดคหู าภิมุข
วดั คูหาภิมุข ต้งั อยทู่ ่ี ตาบลหนา้ ถ้า อาเภอเมือง
ยะลา จังหวัดสงขลา แต่เดิมมีชื่อว่าวัดหน้าถ้า ซึ่ง
เป็นวัดท่ีมีความเก่าแก่และงดงาม ภายในเป็นถ้า
ขนาดใหญ่มีหินงอกหินย้อย และเป็นท่ีประดิษฐาน
ของพระพุทธไสยาสน์ หรือ พ่อท่านบรรทม และยัง
มีพระพุทธรูปอื่น ๆ ให้ผู้ท่ีเดินทางมาได้กราบไหว้
บูชา บริเวณทางเข้าถ้าน้ันมีความร่มรื่นเพราะมีสระ
นา้ ขนาดใหญแ่ ละสะพานให้ผู้ทีเ่ ดนิ ทางมาไดข้ า้ ม ซึ่ง
เมอ่ื เดนิ ทางมาถึงวดั คหู าภิมุขจะมีบันไดให้เดินข้ึนไป
โดยบริเวณปากทางเข้าถ้ามีรูปปั้นยักษ์ซึ่งทาหน้าท่ี
เปน็ ทวารบาลเฝา้ วดั คหู าภิมขุ
รูปปั้นยักษ์วัดคูหาภิมุข หรือท่ีชาวบ้านเรียกกันว่า พ่อท่านเจ้าเขา ซ่ึงสร้างข้ึน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๘๔ มีลักษณะเป็นประติมากรรมรูปยักษ์สูง
ประมาณ ๖ เมตร รูปรา่ งหนา้ ตาคล้ายคลึงกบั ชนเผา่ มานิ คอื ผมหยิก มีหนวดเครา มี
เข้ียวออกมานอกริมฝีปาก ดวงตาปูดโปน มีงูจงอางเป็นสร้อยคล้องคอ บริเวณต้น
แขนมีสายรดั ทีป่ ระดับด้วยหน้ากากพรานบุญ ท่อนล่างห่มผ้าลายหนังเสือ มือทั้งสอง
ข้างกุมกระบองท่ีประดับด้วยกระโหลกมนุษย์ และเท้าเปลือยเปล่า โดยการสร้าง
ประติมากรรมยักษ์วัดคูหาภิมุขขึ้นน้ีเพื่อเป็นม่ิงขวัญและช่วยปกป้องคุ้มครองให้รอด
พน้ จากภยั อนั ตรายท้ังหลาย
-๗-
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา เล่าลือระบอื เลือ่ งเมอื งท้องถิ่น
ชาวบา้ นมีความเชื่อกันว่ายักษ์วัด
คูหาภิมุข เป็นยักษ์ที่เฝ้าหน้าถ้าคูหาภิ
มุข เพ่ือไม่ให้ผู้คนเข้ามาขโมยทรัพย์
สมบัติท่ีฝังเอาไว้ภายในถ้าไปได้ และ
มีตานานที่เล่าขานกันว่าเคยมีกลุ่มโจร
ท่ีเข้าไปพร้อมลูกสมุนเพ่ือไปทาการ
อันชั่วช้าคือการโขมยทรัพย์สมบัติ
เหล่าน้ันภายในถ้า แต่ก็ไม่สามารถที่
จะขโมยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นออกไป
ได้
เนอ่ื งจากถูกยกั ษต์ ดี ว้ ยกระบองจนถึงแก่ความตาย และอีกความเชื่อหนึ่งคือ
เชอ่ื วา่ หากบุคคลนนั้ อยใู่ นศลี ธรรมอันดี และมากราบไหวข้ อพรต่อรูปปั้นยักษ์ คน
ผนู้ ้ันกจ็ ะได้สมความปรารถนา มีความสขุ ในการดาเนนิ ชีวิต
ในปัจจุบันผู้คนในท้องถ่ินยังคงมีความเชื่อเหล่าน้ี และให้ความเคารพต่อรูป
ปั้นยักษ์วัดคูหาภิมุข ยังคงมีการบูรณะซ่อมแซม ทาความสะอาดรูปปั้นอยู่เสมอ
และยักษ์วัดคูหาภิมุขยังคงเป็นประติมากรรมท่ีน่าเคารพและเป็นส่ิงที่ช่วยยึด
เหนี่ยวจิตใจให้ผู้คนที่เดินทางไปได้กราบไหว้สักการะ รวมถึงยังเป็นคงความเชื่อ
ท้องถิ่น ทาให้ผู้คนได้ยึดมั่นกระทาในความดี ไม่ทาลายทรัพย์สมบัติของวัดให้
เสียหาย ทาให้วัดยังคงเป็นสถานทท่ี ี่ค่กู บั จังหวดั ยะลามาจนถงึ ปัจจุบนั
-๘-
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เลา่ ลือระบอื เลือ่ งเมอื งท้องถิ่น
การอ่านจับใจความสาคญั
๑. ความหมายของการอา่ นจับใจความสาคญั
การอ่านจับใจความสาคัญ คือ การอ่านท่ีมุ่งค้นหาสาระสาคัญของข้อความหรือ
ของหนงั สือเลม่ นั้นว่าส่วนใดเป็นใจความสาคัญที่ผู้เขียนนาเสนอและส่วนใดเป็นส่วน
ทขี่ ยายใจความสาคัญให้ชัดเจนย่ิงขึ้น ส่วนที่เป็นใจความสาคัญอาจจะอยู่ช่วงต้น ช่วง
กลาง หรือช่วงท้ายของเรื่องก็ได้ แต่เป็นส่วนท่ีสาคัญที่สุดของเร่ือง หากขาดหายไป
จะทาให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ นอกนั้นเป็นส่วนขยายซึ่งอาจมีหรือไม่มีก็ได้ ในข้อความหน่ึง
ๆ หรือบทความเร่ืองหนึ่ง ๆ อาจมีหลายย่อหน้า ดังนั้น แต่ละย่อหน้าจึงมีใจความ
สาคัญเพียงใจความเดียว และอาจมีส่วนขยายประเด็นเดียว หรือหลายประเด็นก็ได้
บางข้อความผู้เขียนไม่ได้เขียนออกมาเป็นประโยค ผู้อ่านต้องจับใจความสาคัญ แล้ว
เรยี บเรียงใจความสาคญั เป็นสานวนภาษาของตนเอง
๒. ลกั ษณะของใจความสาคัญ
ใจความสาคัญ คือ ข้อความที่เป็นใจความหลักของข้อความแต่ละย่อหน้า หาก
ขาดขอ้ ความนจี้ ะทาให้ผอู้ า่ นไม่เข้าใจเร่ืองท่ีอ่าน ส่วนข้อความอื่น ๆ ที่ประกอบในย่อ
หน้าเดยี วกัน คือ ส่วนขยายท่ีช่วยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจชดั เจนย่ิงขนึ้ เรียกว่า ใจความสาคัญ
รองหรอื ใจความขยาย ซึ่งข้อความที่เป็นใจความหลักจะปรากฏอยู่ส่วนต้น ส่วนกลาง
หรือสว่ นทา้ ยของย่อหน้าก็ได้ ดงั นี้
๒.๑ ตาแหน่งตน้ ยอ่ หน้า เป็นจุดทีพ่ บใจความสาคญั ของเรอื่ งมากท่ีสุด
ตวั อย่าง
ตราประจาจังหวัดยะลาเป็นรูปเหมืองแร่ดีบุก เน่ืองจากพ้ืนที่ของ
จังหวัดยะลาส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุกจานวนมากที่พบได้ใน
จังหวัด อีกทั้งอาชีพหลักของประชาชนในจังหวัดยะลาในอดีตยังเป็นการทา
เหมอื งแรด่ บี ุกอีกดว้ ย
ประโยคใจความสาคัญ คอื ตราประจาจงั หวดั ยะลาเปน็ รปู เหมืองแร่ดบี ุ
-๙-
๒.๒ ตาแหน่งทา้ ยย่อหน้า โดยผเู้ ขยี นจะบอกรายละเอียด หรือประเด็นย่อย
มาก่อนแล้วสรุปด้วยประโยคท่ีเก็บประเด็นสาคัญไว้ภายหลัง จะมีข้อความ
ขยาย ตามด้วยประโยคที่เป็นใจความสาคัญ อาจสังเกตได้ว่าประโยคใจความ
สาคญั จะมีคาเช่อื ม "จงึ " เป็นประโยคตบทา้ ยขอ้ ความ
ตวั อย่าง
ยักษ์ตนนี้มีความศักด์ิสิทธิ์ สามารถบันดาลให้เกิดความสงบร่มเย็น
หากผู้ใดทาผดิ ศีลธรรมหรอื ทาเรือ่ งรา้ ยแรงกส็ ามารถดลบันดาลให้มีอันเป็นไป
แต่หากผู้ใดตัง้ มั่นในศีลธรรม หากยกมือไหว้หรอื บนบานสง่ิ ใดก็จะได้รับพรสม
ปราถนา โชคดมี ีความสุขตลอดไป ยักษต์ นนี้จึงเป็นท่ีนับถือจนได้รับการขนาน
นามวา่ “พ่อทา่ นเจา้ เขา” มาตราบจนปัจจบุ นั
ประโยคใจความสาคัญ คือ เป็นท่ีนับถือจนได้รับการขนานนามว่า “พ่อ
ท่านเจา้ เขา” มาตราบจนปัจจบุ นั
๒.๓ ตาแหนง่ ทง้ั ต้นและท้ายย่อหนา้ สงั เกตได้วา่ ประโยคใจความสาคญั ต้น
ยอ่ หนา้ กบั ประโยคใจความสาคญั ทา้ ยยอ่ หน้ามีเนอื้ ความตรงกนั
ตวั อยา่ ง
จังหวัดยะลาน่าอยู่ เห็นไดจ้ ากรางวลั ทไ่ี ดร้ บั มาตงั้ แตอ่ ดีต เช่น ได้รับ
รางวัลชนะเลิศการประกวดความสะอาด ๓ ปีซ้อน (พ.ศ. ๒๕๒๘-๒๕๓๐)
และในปี ๒๕๔๐ ได้รับการคดั เลือกจากองค์การอนามยั โลกยกให้เป็น ๑ ใน ๕
เมอื งของประเทศไทยในโครงการเมืองนา่ อยทู่ ั่วโลก รางวัลจึงเป็นอีกสิ่งหน่ึงที่
ยนื ยนั วา่ จังหวดั ยะลาเปน็ จงั หวดั น่าอยู่
ประโยคใจความสาคัญ คือ จังหวัดยะลาน่าอยู่ เห็นได้จากรางวัลที่ได้รับ
มาตั้งแตอ่ ดตี รางวลั จึงเป็นอีกส่ิงหนึ่งท่ียนื ยันวา่ จังหวัดยะลาน่าอยู่
- ๑๐ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เล่าลอื ระบอื เลอ่ื งเมืองทอ้ งถ่ิน
๒.๔ ตาแหน่งกลางย่อหน้า ข้อความเกริ่นนา มีเนื้อความขยายประโยค
ใจความสาคัญ ตามด้วยประโยคใจความสาคัญ และข้อความที่เป็น
รายละเอียดย่อย ผู้อ่านจะต้องพิจารณาให้ถ่ีถ้วนว่า ประโยคใจความสาคัญ
อยทู่ ี่ประโยคใด
ตัวอยา่ ง
สวนดอกไม้เมืองหนาวนี้อยู่ท่ามกลางภูเขา ในโครงการตาม
พระราชดารสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความสวยงาม
ของดอกไม้ในสวนน้ีที่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถวเย้ายวนให้นักท่องเท่ียวเข้าไป
เทย่ี วชม ซงึ่ แน่นอนว่าผคู้ นต่างหล่งั ไหลเขา้ มาเทย่ี วชมอยา่ งไมข่ าดสาย
ประโยคใจความสาคญั ความสวยงามของดอกไมใ้ นสวนนท้ี ีป่ ลูกเรียงราย
เปน็ ทวิ แถวเยา้ ยวนใหน้ ักท่องเทย่ี วเขา้ ไปเทยี่ วชม
๒.๕ ไม่ปรากฏในตาแหน่งใด ไม่ปรากฏในประโยคใดอย่างชัดเจน อาจอยู่
รวมในหลาย ๆ ประโยค ผู้อา่ นต้องจับใจความ แล้วสรปุ ดว้ ยตวั เอง
ตวั อยา่ ง
เมืองยะลา เป็นส่วนหน่ึงของเมืองมณฑลปัตตานี ต่อมาในรัชสมัย
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ได้ทรงโปรดเกล้า
ให้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่ ทาให้ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๖
มกี ารยบุ เลิกมณฑลปตั ตานีและไดม้ กี ารจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาค
จงั หวัด อาเภอ ตาบล และหมู่บ้าน เมืองยะลาจึงเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศ
ไทยในปจั จบุ ัน
ใจความสาคญั คือ สาเหตทุ ที่ าให้จากเมอื งยะลาเปน็ จงั หวดั ยะลา
- ๑๑ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เล่าลอื ระบอื เล่อื งเมอื งทอ้ งถิ่น
๓. หลกั การอา่ นจับใจความสาคญั
การอ่านจับใจความสาคัญ ผู้อ่านจะต้องแยกให้ได้ว่าส่วนใดเป็นใจความ
สาคญั หลักของยอ่ หนา้ และส่วนใดเป็นใจความขยาย เพอ่ื ทาใหผ้ ู้อ่านสามารถ
เข้าใจสารทเี่ จตนาสอื่ สารไดถ้ กู ต้อง ซึ่งมหี ลกั ปฏิบตั ใิ นการอา่ น ดังน้ี
๑. ให้อ่านหนังสือทั้งเล่มหรืออ่านตอนท่ีกาหนดให้ โดยอ่านอย่างสารวจ
ในส่วนประกอบของหนังสือ เช่น ช่ือเร่ือง คานา สารบัญ คาช้ีแจง หรือ
คาแนะนาการใช้หนงั สือ ถ้ามปี ระวตั ผิ ูแ้ ต่งควรอ่านด้วย เพราะจะทาให้รู้จักภูมิ
หลังและแนวคิดของผู้เขียนมากข้ึน แล้วจับใจความของเร่ืองให้ได้ว่าใคร ทา
อะไร กบั ใคร ทไี่ หน เมอื่ ไร ทาไม
๒. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจนว่าอ่านเพ่ืออะไร แล้วต้ังคาถามที่
เก่ียวกับเรื่องท่ีอ่านหรือที่ตนเองอยากรู้ เช่น อ่านเพ่ือความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน อ่านเพ่ือค้นคว้าหาความรู้ หรืออ่านเพื่อประเทืองปัญญา การ
กาหนดจุดประสงค์ในการอ่านจะทาใหอ้ ่านไดเ้ ขา้ ใจและรวดเรว็ ขน้ึ
๓. ผู้อ่านควรมีประสบการณ์หรือความรู้พื้นฐานในการอ่านบ้าง เช่น
เข้าใจความหมายโดยตรงของคาศัพท์ต่าง ๆ หากไม่เข้าใจควรค้นคว้าหา
ความหมายจากพจนานุกรมหรอื ถามผรู้ ู้
๔. ทบทวนเน้ือหาหรือประเด็นสาคัญของเร่ืองน้ันให้เข้าใจ โดยตั้งคาถาม
ทบทวนเรื่องท่ีอ่านแล้วจดจารายละเอียด ประเด็นที่น่าสนใจ และบันทึกเร่ือง
ย่อด้วยภาษาท่ตี นเองเรียบเรียงข้ึนใหม่
- ๑๒ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เล่าลอื ระบอื เลอื่ งเมืองท้องถิ่น
สวนหมนื่ บุปผา…สวนดอกไม้เมอื งหนาวแห่งเดยี วในภาคใต้
สถานที่ท่องเท่ียวสาคัญอันสร้างช่ือให้แก่จังหวัดยะลานั้นมีอย่างหลากหลาย หนึ่งใน
น้ัน คือ สวนหมื่นบุปผา หรือเรียกว่า สวนดอกไม้เมืองหนาวเบตง เป็นหน่ึงในโครงการ
ดอกไม้เมืองหนาวในพระราชดาริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ ท่ีต้องการช่วยส่งเสริมรายได้ให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านปิยะมิตร
นอกจากท่ปี ระกอบอาชีพเกษตรกรรมเปน็ หลกั แลว้ ยงั ดแู ลสวนดอกไม้แห่งนีด้ ้วย
สวนหม่ืนปุบผาเป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งเดียวในภาคใต้ที่ถึงแม้ว่าฤดูในภาคใต้
จะมีแคสองฤดู คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่ด้วยสถานท่ีตั้งของสวนดอกไม้แห่งน้ีมีสภาพ
อากาศทเ่ี หมาะสม คือ ต้งั อยทู่ ี่หมู่บา้ นปิยะมิตร ๒ ตาบลตะเนาะแมเราะ อาเบตง จังหวัด
ยะลา ซ่งึ สภาพภมู ปิ ระเทศท่ีอยู่บริเวณนั้น อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางราว ๘๐๐ เมตร
จงึ มอี ากาศเย็นสบายตลอดปี ดังน้ันนอกจากจะมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมแล้ว ยังมีน้า
เพียงพอต่อการหลอ่ เลี้ยงเหลา่ ดอกไมเ้ มืองหนาวด้วย
ความงดงามของสถานทีท่ อ่ งเทย่ี วแห่งน้ี คอื ไมด้ อกนานาพันธุท์ ถ่ี กู บรรจงปลูกเป็นทิว
แถว มีท้ังในโรงเรือน และกลางแจ้ง บานสะพรั่งอยู่ท่ัวเนินเขาที่ห้อมล้อมด้วยหุบเขาสูง
ก่อนจะเข้ามาถึงพ้ืนท่ีของสวนดอกไม้ก็จะพบกับโรงเรือนปลูกแปลงดอก เบศจมาศหลาก
สีสันสวยงาม ท้งั สีเหลือง มว่ ง ขาว ชมพู เม่ือเข้ามาภายในสวนดอกไม้แล้ว จะเห็นแปลง
ปลูกสวนดอกไม้กลางแจ้ง เช่น แกลดิโอลัส บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ซัลเวีย รักเร่
ซอ่ นกลน่ิ ฮอลลีฮ็อก ผเี สอื้ พีค็อก สร้อยทอง แอสเตอร์จีน เส้ียนฝร่ัง เป็นต้น ถัดมาจะ
เป็นสะพานท่ามกลางสวนดอกไม้ ป้ายช่ือสวนดอกไม้บุปผารามท่ีตั้งโดดเด่นจนสามารถ
สังเกตได้อยา่ งชัดเจน และตรงข้ามกับสวนดอกไมก้ ลางแจง้ คือ แปลงปลูกสวนดอกไม้ใน
โรงเรือนที่มีดอกไม้หลากสี ได้แก่ ลิลลี่ แอสเตอร์ เบญจมาศ กุหลาบ พีค๊อก เยอบีร่า
แกลดิโอลสั ต้มุ หูนางฟ้า และอกี หลายสายพนั ธุ์
- ๑๓ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา เลา่ ลอื ระบอื เลื่องเมอื งทอ้ งถ่ิน
ปัจจุบันสวนหมื่นบุปผาเปิดให้สามารถเข้าชมได้ทุกวัน ต้ังแต่เวลา ๐๗.๐๐ - ๑๗.๐๐
น.โดยมกี ารเกบ็ คา่ เข้าชม ๔๐ บาท ตอ่ คน (ข้อมลู ณ วนั ที่ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๖๕) แต่บาง
ชนิด เช่น ดอกลิลล่ี จะสามารถชมได้เฉพาะในช่วงเทศกาลดอกไม้งามเบตง คือ เดือน
มกราคม นกั ทอ่ งเท่ยี วทต่ี ้องการไปสมั ผัสกับความงดงามของหมู่มวลดอกไม้เมืองหนาวท่ี
สาราญตาอากาศที่เยน็ สบาย สวนหมื่นปุบผาแห่งน้ีจึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสาคัญ
ทห่ี ากได้มาเยยี่ มเยอื นจงั หวดั ยะลาไม่ควรพลาด
ใจความสาคัญในแตล่ ะยอ่ หนา้ ของบทความ
เร่อื ง สวนหมืน่ บปุ ผา…สวนดอกไม้เมอื งหนาวแหง่ เดียวในภาคใต้ มดี ังนี้
๑. สวนหมื่นบุปผาหรือสวนดอกไม้เมืองหนาวเบตง เป็นสถานท่ีท่องเที่ยวท่ีสาคัญ
ของจังหวัดยะลา มีท่ีมาจากโครงการดอกไม้เมืองหนาวในพระราชดาริของสมเด็จพระ
กนษิ ฐาธริ าชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ต้องการช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับ
ผคู้ นในหมบู่ า้ นปิยะมิตร
๒. สวนหมื่นบุปผาเป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งเดียวของภาคใต้ เพราะตั้งอยู่ใน
สภาพภูมิประเทศท่ีอยู่สูงจากน้าทะเลระดับ ๘๐๐ เมตร ทาใหม้ ภี มู ิอากาศทเี่ หมาะสม เย็น
สบายตลอดทง้ั ปี และมนี ้าทเ่ี พียงพอต่อการเจริญเติบโตของดอกไม้
๓. ความสวยงามของสวนหมนื่ ปบุ ผา คือ มีไม้ดอกนานาพันธ์ุสลบั กันบานตลอดท้ังปี
ซ่ึงมีทัง้ ที่ปลกู ในโรงเรือน และปลูกกลางแจ้ง
๔. สวนหมื่นบุปผาเปิดให้เข้าชมทุกวัน มีค่าเข้าชม ๔๐ บาท นักท่องเที่ยวที่ชอบ
ความสวยงามของดอกไม้ และอากาศเย็นสบาย เม่ือมาอาเภอเบตงควรไปเที่ยวท่ีสวน
ดอกไมแ้ ห่งนี้
- ๑๔ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา เล่าลอื ระบือเลือ่ งเมืองท้องถ่ิน
เมื่อสามารถจับใจความแต่ละย่อหน้าของเร่ืองท่ีอ่านได้แล้ว ผู้อ่านจะต้องเช่ือมโยง
ใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้าให้เป็นเอกภาพและสัมพันธภาพ โดยปรับข้อความให้
เหมาะสม และเรียบเรียงเนื้อหาให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน โดยพิจารณาจุดมุ่งหมาย
ของเร่อื ง เพอื่ ให้ผู้อ่านสามารถจบั ใจความสาคญั ไดต้ รงประเดน็ กบั วตั ถปุ ระสงค์ของผเู้ ขยี น
ดังตวั อยา่ งการจับใจความสาคัญในแต่ละย่อหน้าของบทความเรื่อง สวนหม่ืนบุปผา…สวน
ดอกไม้เมืองหนาวแห่งเดยี วในภาคใต้ ดงั นี้
สวนหม่ืนบุปผาหรือสวนดอกไม้เมืองหนาวเบตง เป็นสถานท่ีท่องเท่ียวที่สาคัญของ
จงั หวัดยะลา มที ีม่ าจากโครงการดอกไม้เมืองหนาวในพระราชดาริของสมเด็จพระกนิษฐาธิ
ราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่ีต้องการช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับผู้คนใน
หมูบ่ ้านปิยะมิตร เปน็ สวนดอกไมเ้ มอื งหนาวแห่งเดยี วของภาคใต้ เพราะตง้ั อย่ใู นสภาพภูมิ
ประเทศท่ีอยู่สูงจากน้าทะเลระดับ ๘๐๐ เมตร ทาให้มีภูมิอากาศที่เหมาะสม เย็นสบาย
ตลอดทง้ั ปี และมนี ้าท่ีเพยี งพอต่อการเจรญิ เตบิ โตของดอกไม้ ความสวยงามของสวนหม่ืน
ปบุ ผา คือ มีไม้ดอกนานาพนั ธส์ุ ลับกันบานตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งท่ีปลูกในโรงเรือน และปลูก
กลางแจง้ โดยเปิดให้เขา้ ชมทกุ วนั มีค่าเข้าชม ๔๐ บาท นักท่องเที่ยวท่ีชอบความสวยงาม
ของดอกไม้ และอากาศเย็นสบาย เม่ือมาอาเภอเบตงควรไปเทีย่ วท่สี วนดอกไม้แหง่ น้ี
- ๑๕ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เลา่ ลอื ระบอื เลือ่ งเมอื งท้องถ่ิน
๔. มารยาทในการอา่ น
มารยาทการอ่านเป็นส่ิงที่ควรรู้ และพึงปฏิบัติตามอย่างย่ิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมท่ี
สงั คมยอมรับ และให้การยกยอ่ ง ผู้ปฏิบัติตามจะเป็นผู้อ่านท่ีน่าชื่นชม และแสดงถึง
การมีสัมมาคารวะต่อบุคคล และสถานท่ี ซึ่งมารยาทการอ่านท่ีควรปฏิบัติมี ดัง
ตวั อย่าง
๑. การอา่ นหนงั สอื ผ้อู า่ นจะตอ้ งมีสมาธิในการอา่ น อ่านอยา่ งต้ังใจ และใสใ่ จ
๒. การอ่านหนังสือไม่ควรอ่านเสียงดังรบกวนผู้อ่ืน หากไม่ได้เป็นการอ่านให้
ผอู้ น่ื ฟัง หากอา่ นหนงั สือในทีส่ าธารณะ เช่น ห้องสมดุ หรือสถานท่ีส่วนรวมซึ่งจัดไว้
สาหรับอ่านหนังสือโดยเฉพาะต้องไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อ่ืน และปฏิบัติตาม
กฎระเบยี บของสถานทน่ี นั้ ๆ อยา่ งเครง่ ครดั
๓. ไม่ถือวิสาสะอ่านหนังสือของผู้อ่าน และงานเขียนส่วนตัวของผู้อื่น เช่น
บันทกึ สว่ นตัว ก่อนได้รับอนญุ าตจากผเู้ ป็นเจ้าของ
๔. การอ่านหนังสือต้องอ่านให้ถูกต้องตามกาลเทศะ เช่น ไม่นามาอ่านขณะที่
อยู่ในวงสนทนา หรือขณะฟังบรรยาย หรอื ทากจิ กรรมอ่ืน ๆ รว่ มกับผ้อู นื่
๕. ขณะอ่านหนังสือไม่ควรขีดเขียนวาดรูปลงในหนังสือ ไม่พับมุม หรือฉีก
หนังสืออันจะกอ่ ใหเ้ กิดความสกปรก ไม่เรียบร้อย ทาลายความสวยงามของหนังสือ
โดยเฉพาะหนังสือหอ้ งสมุด หรอื หนังสือของผ้อู ืน่ ทีห่ ยิบยืมมา
- ๑๖ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา เล่าลือระบอื เลอ่ื งเมืองท้องถ่ิน
แนวข้อสอบ O-NET
ข้อใดไมม่ ีความเกีย่ วขอ้ งกับการอา่ นจบั ใจความสาคัญ
๑. การจบั ใจความสาคัญเปน็ ทกั ษะเบื้องตน้ ของการรับสาร
๒. ใจความสาคัญคือความคดิ สาคัญหรอื ประเด็นสาคญั ของเรอ่ื ง
๓. การจับใจความสาคญั สามารถทาไดท้ ้งั การรับสารด้วยการอา่ นและการฟงั
๔. การจบั ใจความสาคญั ดว้ ยการฟังไม่จาเปน็ ตอ้ งเตรียมความพรอ้ มกอ่ นการฟัง
วเิ คราะห์คาตอบ
การอ่านเพ่ือจับใจความสาคัญเป็นทักษะเบ้ืองต้นของการรับสาร ไม่ว่าด้วย
วธิ กี ารอ่านหรอื ฟัง ผ้รู ับสารจะต้องค้นหาความคิดสาคัญหรือประเด็นของเร่ืองให้ได้
ซ่งึ การจับใจความสาคัญดว้ ยการฟงั หากผู้ฟงั พอจะทราบหัวข้อของการฟงั กค็ วรท่จี ะ
เตรยี มพรอ้ มโดยหาความรเู้ บอ้ื ตน้ ไปเพอื่ ให้งา่ ยต่อการทาความเข้าใจ และรวมไปถึง
เตรียมความพรอ้ มท้งั ด้านรา่ งกายและจิตใจ ดังนนั้ จึงตอบขอ้ ๔
- ๑๗ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา เล่าลอื ระบือเลอ่ื งเมอื งทอ้ งถ่ิน
แบบฝึกกจิ กรรมท้ายบทท่ี ๑
๑. ใหน้ ักเรียนอ่านจับใจความบทความ เร่ือง ตานานยักษ์วัดคูหาภิมุข จากเรื่อง
รอบรคู้ ่ทู ้องถิ่น (หนา้ ๗-๘) แล้วบนั ทึกเปน็ ถอ้ ยคาสานวนของตนเอง
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
- ๑๘ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา เลา่ ลือระบือเลอื่ งเมืองทอ้ งถิ่น
ผักน้า ป้ันสิบ แก้มหอม และพิกุล น่ังรวมตัวกันอยู่
ในรถตุ๊กตุ๊ก หลังจากท่ีตัดสินใจว่าจะพากันไปท่องเท่ียว
ที่อื่น เม่ือนึกย้อนกลับไป ทั้งปั้นสิบ แก้มหอม และผัก
น้า ในตอนน้ันเห็นพิกุลดูน่าสงสาร จึงชักชวนให้ไปกับ
พวกของตนอย่างง่ายดาย
แต่เมอื่ เวลาผา่ นไป และไดม้ ีเวลาใชส้ ตคิ ดิ ดี ๆ กเ็ กดิ ความระแวงข้ึนมาเน่ืองจากพิกุลเป็น
คนแปลกหนา้ ทีไ่ ม่สามารถจะไว้ใจไดอ้ ยา่ งสนทิ ใจ อกี ทง้ั ยงั กลัวว่าจะถูกพ่อกบั แม่ดุ ระหว่างน้ัน
พิกุลน้ันต่ืนตาตื่นใจกับสิ่งท่ีมองเห็นตลอดทางท่ีรถตุ๊กตุ๊กได้เคลื่อนผ่านทิวทัศน์ของ เมืองเบตงท่ี
เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวท้ังไทยและต่างชาติสะพายกระเป๋าเดินทางกันอย่างเนืองแน่น ทั้งสาม
คอยสังเกตพิกุลและซุบซิบกันเบา ๆ ว่าจะหาทางออกอย่างไรต่อไปดี เพราะยังอดรู้สึกสงสาร
พกิ ลุ ไม่ได้
“ทาอย่างไรดีล่ะ ฉันไม่กล้าบอกพ่อกับแม่ ท่านต้องว่าแน่ ๆ” ปั้นสิบพูด
เบา ๆ อกี สองคนกพ็ ยกั หน้ารับว่าเห็นดว้ ย
“โทรหายายของแก้มหอมดไี หม ยายของแก้มหอมใจดีนะ ท่านต้องไม่ว่า
พวกเราแน่ ๆ ” ผักน้าบอกกับทั้งสองคนไปเช่นน้ัน แก้มหอมที่ได้ฟังจึงหยิบ
โทรศัพทข์ นึ้ มาในทันทีเพราะตนเองกเ็ ห็นด้วยเชน่ กนั
การโทรแบบเปดิ กล้องจงึ เร่มิ ขนึ้ รอสายไมน่ านยายของแก้มหอมก็รบั โทรศพั ท์ ป้นั สิบ และ
ผกั น้าที่เห็นก็รีบเข้ามายกมือสวัสดีคุณยายของแก้มหอมในทันที ท่านอายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว แต่ยัง
ชอบเรียนร้เู ทคโนโลยี และท่ีทันสมัยจึงทาให้ท่านสามารถใช้งานโทรศัพท์ในฟังก์ชันการโทรแบบ
เปิดกล้องอย่างคล่องแคล่ว คุณยายกล่าวทักทายหลาน ๆ ก่อนท่ีแก้มหอมจะหันกล้องไปทาง
พิกุล พลางเรียกพิกุลให้หันมามองกล้อง ใบหน้าของพิกุลจึงมองคนที่อยู่ในโทรศัพท์ด้วยความ
สงสยั เพราะสมยั ของพิกลุ เครือ่ งมือส่อื สารท่ีมีเทคโนโลยีล้าหน้าเช่นนี้ยังไม่มี ทาให้พิกุลไม่ทัน
สังเกตใบหน้าของคนที่อยู่บนหน้าจอชัด ๆ ต่างกับยายของแก้มหอมท่ีได้สังเกตใบหน้าของพิกุล
อย่างชดั เจนเตม็ สองตา จึงเอย่ ขึน้ มาทนั ที
- ๒๐ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา สู่แดนดินยาลอขอขีดเขยี น
“คนนเ้ี พ่อื นใหมเ่ หรอ ยายไม่คุน้ หน้าเลย แต่ว่าหนา้ คลา้ ยเพอ่ื นยายมากเลยนะ” ท้ังสามคนหัน
มองหน้ากัน ส่วนพกิ ุลก็ขมวดควิ้ ด้วยความไม่เข้าใจ จนกระทง่ั ยายของแกม้ หอมเอย่ ขึน้ อีกครง้ั
“เพ่ือนยายที่ช่ือพกิ ลุ นะ่ จะ้ แก้มหอมจาไดห้ รอื เปล่าจะ๊ ตอนแก้มหอมห้าหกขวบยายพกิ ลุ ก็
มาเล่นด้วยนะ”
ทั้งสามไดฟ้ งั ก็ตาโต เมอื่ ได้รขู้ ้อมูลท่ีตรงกับพิกุลจาก
ยายของตนเอง ทาให้ความมั่นใจของทัง้ สามคนเพม่ิ ข้นึ มา
มากกว่าเดิมแก้มหอมจึงรีบปลีกตัวไปคุยกับยายตาม
ลาพงั
“เปน็ เพอ่ื นใหมจ่ ะ้ มาเทีย่ วด้วยกนั วันนี้ ไว้แก้มหอมจะถ่ายรูปไปฝากเยอะ ๆ นะจ๊ะ” เม่ือ
ยายพยักหน้ารับ แก้มหอมรบี ตัดสายยายอยา่ งรวดเรว็ ด้วยความต่ืนเตน้
พิกุลได้เพียงเอียงคอถามด้วยความแปลกใจว่าคนเมื่อสักครู่คือใคร เพราะน้าเสียง และ
ถ้อยคาทีพ่ ูดสร้างความคุ้นเคยให้แก่พิกุลได้เป็นอย่างมากจนนึกสงสัย ปั้นสิบ ผักน้า แก้มหอม
มองมายังพิกุลเป็นตาเดียว เพราะเร่ิมมีความแน่ใจแล้วว่าพิกุลคือเพ่ือนของคุณยายท่ีตนเองก็
เคยได้พบจริง ๆ
“คนเม่อื สกั ครคู่ ือใครหรือจะ๊ ”
“ยายของแก้มหอมเองจ้ะ แก้มหอมโทรไปหาทา่ นเพอ่ื จะได้ให้ทา่ นสบายใจ และไม่ตอ้ งเป็น
ห่วงน่ะ” แกม้ หอมอธบิ ายเรว็ ปร๋อ
“ดีจังเลยนะ สมัยนี้โทรกันแบบเห็นหน้าได้ด้วย ถ้าพิกุลกลับอดีตไป จะอยู่ถึงตอนได้ใช้
โทรศัพท์แบบนี้ไหมนะ” พิกุลพูดพลางนึกคล้อยไปถึงสมัยที่ตนเองอยู่ มีใช้เพียงโทรศัพท์แบบ
ปุ่มกดที่ใช้เพ่ือโทรศัพท์ส่ือสารกันเพียงเท่าน้ัน และส่วนมากแล้วจะมีเพียงผู้ใหญ่ที่สามารถใช้
โทรศัพท์เหล่าน้ี แต่ในสมัยน้ีท่ีพิกุลได้ข้ามมา ทุกคนสามารถมีโทรศัพท์ติดตัวอยู่ตลอด หันไป
ทางไหนกส็ ามารถจะพบเหน็ ไดไ้ ม่ยาก
“ได้ใช้สิ และอาจจะวนมาเจอกับพวกเราในปัจจุบันก็ได้” เป็นป้ันสิบท่ีตอบไปก่อนจะยิ้มบาง ๆ
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ถ้าเชื่อมโยงด้วยความรวดเร็วก็อาจเดาได้ว่ายายพิกุลที่เป็นเพ่ือนของยาย
แก้มหอม อาจจะเป็นพิกลุ คนนกี้ ไ็ ด้
- ๒๑ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สู่แดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
รถตุ๊กตุ๊กขับเคล่ือนมาจนถึงปากทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อุโมงค์ปิยะมิตร
ซ่งึ เป็นลกั ษณะของประตทู รงจนี ขนาดใหญ่ ลงุ ขบั รถตุ๊กตุ๊กจอดใหเ้ ดก็ ทง้ั สค่ี นลง ก่อนทีจ่ ะวนไป
จอดรอตรงสาหรบั ที่จอดรถ ท้ังสค่ี นจึงเดินไปยงั ปา้ ยแผนทบี่ อกตาแหน่งของอุโมงคป์ ิยะมติ ร ซง่ึ
ก่อนจะไปถึงอุโมงค์ปิยะมิตรจะเป็นลักษณะทางเดินไม้มีร้ัวกั้นทอดยาวไปตามทาง และจะมีจุด
แวะชมส่ิงต่าง ๆ ปั้นสิบชี้ชวนให้ดูเห็ดหลินจือขนาดใหญ่ที่เกาะอยู่บนต้นไม้สูง ทาให้ผักน้า
แก้มหอม และพิกุลรู้สึกต่ืนเต้นเป็นอย่างมากกับความรู้ใหม่ที่ได้เห็นเห็ดหลอนจือของจริงที่
อาศยั อยู่กบั ลาตน้ ของตน้ ไม้ ที่จะได้รบั ชมท้ังความสวยงาม ความร่มรื่นของพันธ์ุไม้ และความรู้
ท่ีมวี ทิ ยากรทดี่ แู ลอโุ มงค์ปยิ ะมิตรมาบรรยายให้ฟัง
ซึ่งมีแผนภาพอธิบายห้องครัว ซ่ึงมีเตาขงเบ้ง
และลักษณะโครงสร้างภายใน ทาให้แก้มหอม ผัก
นา้ ปั้นสบิ และพิกลุ ท่ไี ด้ฟังวิทยากรเล่ารู้สึกต่ืนตา
ตื่นใจอย่างมาก จากนั้นท้ังสี่คนจึงเดินตามวิทยากร
เข้าไปยังอุโมงค์ปิยะมิตร ซึ่งเป็นฐานของโจรจีน
คอมมิวนิสต์มลายา มีลักษณะเป็นอุโมงค์ดินท่ี
เชอ่ื มต่อห้องปฏบิ ตั กิ ารต่าง ๆ เขา้ ด้วยกัน
ทั้งสี่คนคอยสังเกตจุดต่าง ๆ ภายในพร้อมรับฟังการให้ความรู้จากวิทยากรอย่างตั้งใจ ใน
ระหวา่ งทางมีการผลัดกันถ่ายรูปเปน็ ทรี่ ะลกึ
ระยะเวลาที่เทยี่ วชมอุโมงคป์ ยิ ะมติ รใชเ้ วลานานพอสมควรดว้ ยระยะทางท่ีไกล และต้องเดินขึ้น
บันไดบ้างก็เป็นเนินอีกทาให้ท้ังสี่คนเร่ิมรู้สึกเหน่ือยล้า และท้องของใครบางคนก็ส่งเสียงร้อง
ออกมาเพ่ือประท้วงว่าหวิ แล้ว
“ท้องของฉันร้องแล้วล่ะ พวกเราไปกินข้าวดีไหม” เจ้าตัวที่ท้องร้องอย่างป้ันสิบยอมรับแต่
โดยดี และเอย่ ข้ึนในตอนที่ท้ังส่มี าหยดุ อยตู่ รงบริเวณต้นไม้พนั ปี ซง่ึ เป็นต้นไทรที่มคี วามสูงใหญ่
แผก่ ิ่งก้านเป็นร่มเงา ซึ่งเป็นสง่ิ สุดท้ายทจี่ ะเจอเม่อื ออกจากการเดนิ ชมอุโมงค์ปิยะมิตรมา
“เอาสิ พิกุลก็หิวนะ” ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันอย่างเห็นด้วย เพราะพลังงานถูกเผาผลาญ
ไปหมดแลว้ จึงต้องไปเตมิ พลงั กนั เสียหนอ่ ย
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา - ๒๒ - ส่แู ดนดินยาลอขอขดี เขียน
ผักน้า แกม้ หอม ป้ันสิบ และพิกลุ พากนั เดนิ กลบั มาท่ีรถตุ๊กตุ๊กคนั เดมิ ท่นี ่งั มา เน่ืองจากได้
จ่ายเงินเหมาท้ังวันไปแลว้ จะเดนิ ทางไปไหนจงึ มคี วามสะดวกมากขน้ึ
เม่ือมาถึงหอนาฬิกาตามที่คาดการณ์ไว้ของผักน้า วันนี้มีตลาดจริง ๆ ผู้คนพากันมาต้ังร้าน
ขายของ และร้านอาหารบริเวณนั้นก็เปิดขายอย่างครึกคร้ืน สินค้าหลายอย่างวางเรียงรายดูน่า
เลือกชมไปหมด ท้ังสี่คนจึงเดินดูเพ่ือหาอาหารที่ถูกใจ จนมาเจอที่ร้านหน่ึงซึ่งผู้คนต่างรายล้อม
และแยง่ กนั ซ้ือ ดว้ ยความอยากร้จู งึ รอจนคนทยอยออกไปแล้วเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัยว่า
มนั คอื อะไร
“ป้าจ๊ะน่ีผักอะไรเหรอจ๊ะ สีสวยต้นอวบดูน่ากินมากเลยจ้ะ”
พกิ ุลเขา้ ไปถามเองเลยด้วยความอยากรู้ เพื่อน ๆ จึงมองตาม เห็น
เปน็ ผักใบเขียว มีใบขนาดเลก็ แต่ขึน้ ดกตามลาตน้ ทีม่ ีสเี ขยี วอ่อนใส
ดอู วบน้า และมีรากสขี าวเลก็ ๆ อยู่ตามกง่ิ ออ่ น ๆ
“ฉันรู้จัก นี่คือผักน้าเบตงใช่ไหมคะคุณป้า” ผักน้าเอ่ยตอบ
อย่างฉบั ไว เพราะชื่อของตนได้มาจากต้นผกั น้าเล็ก ๆ พวกน้ี
“ใชจ่ ้ะ มันคอื ผกั นา้ เบตง หากินท่ีอน่ื ยากมากนะ ที่มนั ตน้ อวบดูน่ากิน ก็เพราะมนั ในดินท่ี
มีน้าไหลผ่านตลอด และอากาศเย็น ทาให้มันมีน้าเพียงพอไปเลี้ยงลาต้นให้สวยน่ากินแบบนี้
มันปลูกไดด้ ีทเ่ี บตงนี่แหละจะ้ ” ปา้ ย้มิ แล้วตอบ พลางจึงหยิบมาต้นหนึ่งแล้วเด็ดให้เด็ก ๆ ได้ดู
เปน็ ตัวอยา่ ง โดยเด็ดส่วนที่เป็นยอดอ่อน ๆ ส่งให้เด็ก ๆ ได้ลองสมั ผสั ดู
“รสชาตมิ นั เป็นอย่างไรคะ เหมือนผักบงุ้ หรือผกั ชนิดไหนไหม” แก้มหอมถามด้วยความ
อยากรู้ พลางดมผกั น้าในมืออยา่ งสนใจ
“ผักน้าเบตง ต้นอวบแบบนี้นาไปผัดน้ามันหอยจะรสชาติอร่อยมาก ๆ เลยจ้ะ หรือจะ
นาไปลวกแลว้ จิ้มกนิ กบั น้าพรกิ ก็อรอ่ ยจะ้ ” ป้าคนขายตอบด้วยความเอ็นดู ระหว่างน้ันมีลูกค้า
มาซ้ือพวกเด็ก ๆ กช็ ว่ ยหยิบใส่ถุงใหอ้ ยา่ งมีน้าใจ “ดูนนั่ สิ รา้ นนั้นขายผกั นา้ ผัดนา้ มันหอยน่ะ”
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๒๓ - สู่แดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
ทุกคนก็พยักหน้ารับแล้วเดินไปยังร้านอาหารข้าง ๆ
ซึ่งเป็นร้านอาหารตามสั่ง ลุงเจ้าของร้านกาลังทุบกระเทียม
ลงไปเจียวกันน้ามันพืชที่กาลังร้อนจนส่งกล่ินหอมฉุย
กระเทียมกลายเป็นสเี หลืองทองแล้วจึงใสผ่ ักน้าทเ่ี ด็ดไว้ลง
ไปในกระทะจนควันสีขาวลอยโขมง จากน้ันจึงปรุงรสด้วย
นา้ มันหอย ดแู ล้วไม่ต่างจากผดั ผกั บงุ้ สักเทา่ ไร
ลงุ ท่ีเหน็ เด็ก ๆ มองดอู ยา่ งตัง้ อกตัง้ ใจจึงแอบอมย้มิ แลว้ ตักผักน้าผดั น้ามันหอยใสจ่ าน ผักน้า
สเี ขยี วสดต้นอวบถูกราดด้วยน้ามันหอยสีน้าตาลอ่อนจนแวววาวน่ากิน โรยด้วยกระเทียมเจียวอีก
ครง้ั จนส่งกลน่ิ หอม
“พวกหนูลองชิมดูสิ ไม่ต้องเกรงใจ” ลุง
ปลุกเด็ก ๆ ที่กาลังอยู่ในภวังค์ให้หันมามอง
แล้วย้ิมรับกันอย่างขัดเขินเพราะเอาแต่จ้องจน
ตาลกุ วาว
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” ท้ังสี่คนเอ่ยพร้อมกัน
แล้วรับช้อนจากคุณลุงเจ้าของร้านใจดีมาตักผัก
น้าผัดน้ามันหอยเข้าปากจนได้ยินเสียงกรอบ
ของผกั นา้
มีรสชาติอร่อย ไม่เหม็นเขียว รสชาติต่างจากผักบุ้ง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบกับ
การปรุงรสแลว้ ทาให้ทงั้ สคี่ นชิมกันอย่างเพลดิ เพลนิ
“อรอ่ ยไหม” คุณลุงเอย่ ถามดว้ ยรอยยิม้
“อรอ่ ยมากคะ่ พวกหนูขอซือ้ กลับไปฝากทบ่ี ้านถุงนงึ นะคะ” ป้ันสิบเอ่ยตอบคุณลุง ไม่นานผัก
นา้ ผดั นา้ มนั หอยกระทะใหม่จึงถูกตักใส่ถุงแล้วผูกด้วยหนังยางอย่างดีและย่ืนให้ท้ังเด็กท้ังสี่คน ท้ัง
ส่ีคนจึงเดินออกจากร้านไป ผัดผักน้าท่ีซ้ือมาน้ีก็จะนาไปฝากพ่อแม่และยาย เพราะคิดว่าของ
พน้ื เมืองเบตงเช่นนี้พวกทา่ นคงยังไม่เคยกินเหมอื นกัน บางทีเรากม็ องขา้ มส่ิงใกล้ตวั ไปมากจรงิ ๆ
- จบตอนที่ ๒ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๒๔ - สแู่ ดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
อโุ มงคป์ ยิ ะมติ ร
สถานที่ท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์
ทีน่ ่าสนใจอยูม่ ากมายในประเทศไทยของ
เรา แต่หากกล่าวเฉพาะเจาะจงลงไปถึง
สถานท่ที อ่ งเทย่ี วเชงิ ประวตั ศาสตรท์ ี่มีใน
อาเภอเบตง จังหวดั ยะลาแล้ว
สถานที่แห่งน้ีคงจะถูกเอ่ยถึงเป็นสถานที่แรก ๆ ท่ีผู้คนต่างพากันแนะนาว่าเป็น
สถานท่ีท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์ที่เมื่อมาอาเภอเบตงแล้ว ควรมาเยี่ยมชมเรียนรู้
ประวัตศิ าสตร์ ณ ท่แี หง่ น้สี กั ครั้ง คอื อโุ มงค์ปยิ ะมิตร สถานที่ซึ่งอดีตเคยเป็นฐานที่
มนั่ ของพรรคคอมมวิ นสิ ต์ ประกอบกับโบราณวัตถุต่าง ๆ ท่ีคนในอดีตได้ท้ิงเอาไว้ให้
ไดต้ ิดตาม และเรยี นร้คู วามเป็นอยูข่ องผคู้ น ณ ตอนนนั้
ในอดีตอโุ มงคป์ ิยะมติ รที่อาเภอเบตง เปน็ หนง่ึ ในฐานปฏิบัติการของขบวนการโจรจีน
คอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) โบราณสถานทางประวัติศาสตร์ของอดีตพรรค
คอมมิวนิสต์ท่ีสร้างไว้ เป็นฐานที่มั่น คอยป้องกันภัยทางอากาศ ไว้หลบภัยใน
สมัยกอ่ น ตงั้ อยู่บนเนินเขาปกคลมุ ดว้ ยปา่ ทึบบริเวณตะเข็บชายแดนไทยมาเลเซยี มี
ลักษณะเป็นอุโมงค์ดินที่เช่ือมต่อห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีการเร่ิมขุด
อุโมงค์นี้ข้ึนในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ใช้ระยะเวลาในการขุดประมาณ ๓ เดือนจึงแล้วเสร็จ
ลักษณะการขุดจะเป็นการขุดเจาะเข้าไปในภูเขาลึก เป็นระยะทางรวมประมาณ ๑
กิโลเมตร ตัวอุโมงค์ปิยะมิตรมีความกว้างประมาณ ๑.๕-๑.๘ เมตร ภายในอุโมงค์มี
ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติการ และเตรียมพร้อมสาหรับการรบกับฝั่ง
ตรงข้าม เช่น ห้องวิทยุ ห้องเก็บเสบียง ห้องนอน รวม ๖ ห้อง มีทางเข้าออกถึง ๙
ทาง ที่สามารถทะลุผ่านไปมา และผลัดเปลี่ยนใช้ได้หลายเส้นทาง แต่ในปัจจุบัน
เหลอื ใหเ้ ห็นเพยี ง ๖ ทาง
- ๒๕ -
โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา(จคม.) เป็นช่ือเรียกกองกาลังติดอาวุธของพรรค
คอมมิวนิสต์มลายา(พคม.) (The Communist Party of Malaya-CPM) มีฐาน
ปฏิบัติการอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย ต่อมาในระหว่างพ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๐๓ รัฐบาล
มาเลเขียได้ทาการปราบปรามอย่างหนัก จึงมีการถอยร่นเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการบริเวณ
ชายแดนระหวา่ งไทยกบั มาเลเซีย ซ่งึ กระทบตอ่ ความมน่ั คงของไทย
จนกระทั่งพ.ศ.๒๕๒๓ พล.อ.เปรม ติณสลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะน้ันออก
คาส่ังสานักนายกรัฐมนตรีท่ี ๖๖/๒๕๒๓ เร่ืองนโยบายการต่อสู้เพ่ือเอาชนะคอมมิวนิสต์
และนโยบายใต้ร่มเย็น จนนาไปสู่การสลายกองกาลังและเข้ามอบตัวเป็นร่วมเป็น
ผพู้ ฒั นาชาตไิ ทย โดยรัฐบาลได้ตั้งหมบู่ ้านใหมใ่ ห้เปน็ ทีอ่ ยูอ่ าศยั ของผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติ
ไทย ภายใตก้ ารดแู ลของกองทัพภาคที่ ๔ เรยี กว่าบ้านปยี ะมติ ร มจี านวนทั้งหมด ๕ แหง่
ในพืน้ ท่ีอาเภอเบตง อาเภอบนั นงั สตา จงั หวดั ยะลา และอาเภอนาทวี
ปัจจุบันอุโมงค์ปิยะมิตร ตั้งอยู่ที่หมู่ท่ี ๒ บ้านปิยะมิตร ตาบลตาเนาะแมเราะ
อาเภอเบตง จงั หวัดยะลา การเทีย่ วชมอุโมงค์ปิยะมิตรจะเป็นไปในลักษณะของการเดิน
ข้ึนบันไดไปชมตามจุดต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ทางเดินขึ้นมาอุโมงค์ระยะทางประมาณ ๒
กิโลเมตร ก่อนท่ีจะถึงถึงอุโมงค์ปิยะมิตร จะมีจุดที่น่าสนใจ เช่น มีท้ังต้นไม้หลากหลาย
พันธุ์ท่ีน่าสนใจ ความงดงามของธรรมชาติ ณ บริเวณนั้น เตาเผาถ่านจริง ๆ ใช้เผาถ่าน
ในอดีต เป็นของกลุ่มคนที่ปิด คือ ไม่ต้องการให้คนภายนอกรับรู้ถึงการมีอยู่ จึงสร้าง
เตาเผาน้ีข้ึน เพ่ือตอบสนองในเร่ืองที่ว่าเผายังไงไม่ให้มีควัน และจุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
และมคี วามรใู้ หค้ นท่ีมาท่องเทยี่ วไดเ้ กบ็ เก่ียว และเมือ่ มาถึงจดุ ที่เปน็ อโุ มงคป์ ยิ ะมิตรจริง
ๆ บริเวณดา้ นหน้าก็จะมีโบราณวัตถตุ ่าง ๆ ทนี่ ามาจัดแสดงไว้ เพ่ือให้ความรู้ โดยสิ่งแรก
ทพ่ี บ คอื ส่วนทเ่ี ปน็ เครอื่ งครวั เพราะเป็นจุดที่เคยเปน็ ห้องครัวมาก่อน มเี ตาขงเบ้งท่ีทา
ขึ้นมาแบบพิเศษ โดยมีการทาปล่องให้ควันลอยไปอีกทางหนึ่ง เพ่ือให้ควันที่ลอยขึ้นไป
น้ันเป็นคนละจุดกับท่มี คี นใช้งานเตาอยู่ ซง่ึ เป็นวธิ ีการพรางตวั ทใ่ี ชก้ นั ในสมัยนัน้
- ๒๖ -
นอกจากนี้การขุดอุโมงค์เพื่อสะสมเสบียงอาหาร และหลบภัยทางอากาศ ใช้
กาลังคนแค่ ๕๐ คน เม่ือเข้าไปภายในอุโมงค์ จะพบกล่องเหล็กท่ีตั้งแสดงไว้ กล่อง
เหล็กดังกล่าวใช้สะสมอาหาร และใช้ผ้ายางคลุม และยาด้วยยางมะตอย ทาคล้าย
กับระบบสุญญากาศท่ีเป็นอีกวิธีหน่ึงในการใช้ถนอมอาหาร มีห้องแฝงใต้ดิน คล้าย
กับตู้เย็น คือ ใช้เก็บอาหาร และมีอากาศเย็นกว่าท่ีแรก ส่วนห้องประกอบงาน
สามารถปรับเป็นห้องพยาบาลได้ ห้องรับวิทยุจะใช้รับสัญญาณวิทยุ และ
ตดิ ต่อส่ือสาร มีช่องลับขนาดใหญ่ไว้ให้สาหรับระบายอากาศภายในอุโมงค์ เพ่ือให้มี
ลมพัดผ่าน และอากาศถ่ายเทตลอดเวลา เมื่อเดินชมอุโมงค์จนทั่วแล้ว ทางเดิน
สุดท้ายของการเทย่ี วชมจะนาไปพบกับตน้ ไมพ้ ันปี ซ่ึงเป็นต้นไทรสูงใหญ่ที่ข้ึนรวมกัน
หลายต้น เปน็ จุดส้ินสดุ สาหรบั การเดนิ ชมอุโมงค์ปยิ ะมิตร
นักท่องเท่ียวที่เข้ามาเท่ียวชมอุโมงค์ปิยะมิตรมีท้ังคนในท้องถิ่น คนท่ีมาจาก
ตา่ งจังหวัด หรือนักท่องเทยี่ วชาวต่างชาติก็ยงั มีหลงั่ ไหลเขา้ มาตลอด เพราะนอกจาก
จะเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์ ได้รับชมโบราณสถาน บรรยากาศอันร่ม
รน่ื โดยรอบ และพืนพันธ์ุไมต้ า่ ง ๆ ยงั ถอื เปน็ การอนุรกั ษม์ รดกทีส่ าคญั ของท้องถ่ินไว้
อีกเช่นกัน
- ๒๗ -
การเขยี นย่อความ
๑. ความหมายของการเขยี นย่อความ
การเขียนยอ่ ความ คือ การจบั ใจความสาคัญของเรอื่ งทไ่ี ดอ้ ่าน ได้ฟัง หรือได้ดูมา ให้
ไดใ้ จความท่คี รบถว้ นว่าใคร ทาอะไร ท่ไี หน อย่างไร เมอ่ื ใด ผลเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด
หรือมีแนวคิดอย่างไร เมื่อเริ่มเขียนย่อความจาเป็นท่ีจะต้องเขียนคานาย่อความก่อน
เพ่ือให้ทราบถึงที่มา แล้วจึงตามด้วยใจความสาคัญที่นามาเรียบเรียงสรุปให้ได้อย่างส้ัน
กระชับ และใจความครบถว้ นตามเดิม ดว้ ยสานวนของตนเอง
๒. หลกั การยอ่ ความ
การเขยี นย่อความมีหลักในการปฏบิ ัติ ดงั นี้
๑. ทบทวนเรื่องท่ีจะย่ออย่างละเอียดหลาย ๆ คร้ัง เพ่ือให้เข้าใจเรื่องราวได้อย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้ง
๒. เขยี นคานาการขน้ึ ต้นย่อความตามรูปแบบประเภทของเร่ืองที่ย่อ
๓. เปลี่ยนสรรพนามบรุ ษุ ท่ี ๑ และ ๒ ให้เปน็ บุรษุ ที่ ๓
๔. ศึกษาศัพท์ สานวนโวหาร และตีความเร่อื งทอ่ี ่าน
๕. ถ้าเรื่องทย่ี ่อเปน็ รอ้ ยกรองต้องถอดคาประพนั ธเ์ ปน็ รอ้ ยแกว้ ก่อน แล้วจึงย่อความ
จากเนอ้ื หาที่ไดถ้ อดคาประพนั ธไ์ ว้
๖. ถ้าในเร่ืองท่ีจะเขียนย่อความปรากฏคาราชาศัพท์ เม่ือนาเขียนย่อความให้คงคา
ราชาศัพทไ์ วต้ ามเดิม
๗. จับใจความสาคัญของแตล่ ะย่อหนา้ แลว้ สรปุ ด้วยสานวนของผู้เขียนย่อความเอง
- ๒๘ -
๓. การเขียนคานายอ่ ความ
การเขียนคานาย่อความมีความสาคัญมากสาหรับการเขียนย่อความ เพราะช่วยให้รู้
แหล่งที่มาของเร่ืองท่ีย่อ และใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงได้ การเขียนคานาย่อความมี
รปู แบบเฉพาะทีผู้เขยี นจะต้องศกึ ษาตามเรอื่ งราวท่จี ะนามาเขยี นยอ่ ความ ดงั น้ี
๓.๑ การย่อนทิ าน นยิ าย เรอ่ื งส้ัน ให้บอกประเภท ช่ือเรื่อง ผู้แต่ง ท่ีมาของเร่ืองท่ี
นามาเขยี นยอ่ ความ เช่น
ย่อนทิ านเร่ือง……………………….…………………ของ…………………………………..
จาก……….…………………..ความว่า…………………………………….........………………………..
๓.๒ การย่อคาสอน คาบรรยาย คากล่าวปาฐกถา ให้บอกประเภท ชื่อเรื่อง
เจา้ ของเร่ือง ผูฟ้ งั สถานท่ี และเวลาที่แสดงเทา่ ท่จี ะทราบได้ เชน่
ย่อคาสอนเรื่อง…………….......…………..ของ……………....………………….……….
จาก………………………………………ความว่า………………………………………………………..
๓.๓ การย่อคาปราศรัย สุนทรพจน์ พระราชดารัส ฯลฯ ให้บอกประเภท เจ้าของ
เร่อื ง ผู้ฟงั โอกาสท่กี ล่าว สถานทีก่ ลา่ ว วัน เดือน ปที ่กี ล่าวเทา่ ท่ีจะทราบได้ เชน่
ย่อคาปราศรัยของ…………………………....…..แก่……………………………………….
ในโอกาส…………………………...........…..ทาง(ท่ี)............................................................
วนั ท่ี………………………ความว่า………………….........……………………………………………….
- ๒๙ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สูแ่ ดนดินยาลอขอขดี เขียน
๔. ตวั อย่างการเขียนยอ่ ความ
๔.๑ ตัวอยา่ งการเขยี นย่อความจากนทิ าน
นิทาน เร่อื ง หวั ขโมยผักนา้
ชายยากจนคนหน่งึ เขาไมม่ คี วามคิดดี ๆ ทจี่ ะทามาหากินอย่างสุจริต จึงเลือกท่ีจะเข้า
ไปขโมยสมบตั ิในบ้านเศรษฐีผู้ทวี่ ่ากันว่าเขาเก็บสมบัตอิ นั ล้าค่าไว้ภายในบ้าน
เมื่อตกดึกหัวขโมยจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปภายในบ้านของเศรษฐีท่ีเงียบสงบเพราะทุก
คนหลับกันหมดแล้ว หัวขโมยสอดส่ายตามองหาไปท่ัวภายในความมืดมิดของค่าคืนน้ี
เพื่อมองหาว่าเศรษฐีเก็บทรัพย์สมบัติไว้อยู่ท่ีใด หัวขโมยเดินผ่านแปลงผักน้ามากมายที่
เศรษฐีปลูกไว้หลายแปลงทั่วบ้าน แปลงผักน้าดูสะอาดตาราวกับว่าได้รับการดูแลอย่างดี
แตน่ ี่ก็ไมใ่ ชส่ ิง่ ท่นี า่ สนใจ ผกั น้าพวกน้ไี ม่มคี ่าในสายตาของหัวขโมยเลยสกั นิด
หัวขโมยจึงเดินข้ึนไปบนบ้านของเศรษฐี เพื่อหมายตาท่ีจะเข้าห้องอื่น ๆ ของบ้าน
อย่างน้อยก็ในห้องนอนส่วนตัว เพราะน่าจะเกบ็ ของมคี ่าไว้ใกล้ตัวท่ีสุดแล้ว แต่ไม่ทันท่ีจะ
ได้ข้ึนไป แสงไฟก็สาดส่องลงมาก่อน เป็นเศรษฐีเจ้าของบ้านน่ันเองที่ลุกมาเข้าห้องน้า
หวั ขโมยจึงตกใจแล้วรบี วิ่งหนีไปดว้ ยความกลวั ว่าจะถกู จบั ได้
หวั ขโมยว่งิ หนกี ลบั มาด้วยความเหนื่อยอ่อน วันนี้ไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักอย่าง ทา
ให้เกิดความคิดบางอย่างขึ้นว่าในวันพรุ่งน้ีจะต้องไม่พลาดอีก ทาให้ในกลางดึกของคืน
ต่อมาหวั ขโมยจึงยอ้ นกลับมาที่บ้านของเศรษฐีอีกครงั้
หัวขโมยย่องไปทางเดิม ผ่านแปลงผักน้าท่ีตอนน้ีบางแปลงเหมือนถูกเก็บกินไปแล้ว
หัวขโมยพยายามเดนิ ใหเ้ บาที่สดุ เพือ่ จะไม่ใหถ้ ูกจับได้ แตค่ ราวน้ีก็พลาดอีก เมอื่ มีแสงไฟ
สาดส่องลงมา เป็นลูกชายของเศรษฐีท่ีลุกมาเข้าห้องน้า หัวขโมยรีบว่ิงหนีสุดชีวิต ก่อน
ออกมาเขาก็แอบทาลายแปลงผักน้าท่ีมีอยู่เต็มบ้านด้วยความหงุดหงิด เพราะเขามาสอง
คร้ังแลว้ แต่กลับไม่ไดค้ ว้าสงิ่ มีค่าตดิ มือกลบั ไปเลย
- ๓๐ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา สู่แดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
กลางดกึ คืนทีส่ ามหัวขโมยจึงย่องเขา้ บ้านเศรษฐอี ีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ปีนรั้วเข้าไป
กแ็ อบไดย้ ินเศรษฐีและลูกชายยืนคุยกันอยู่ ท้ังสองดูเคร่งเครียด หัวขโมยจึงนึกย้ิมในใจว่า
ต้องเปน็ เรอื่ งของสมบัติแน่จงึ ซอ่ นตวั แล้วต้งั ใจฟงั อย่างดีท่สี ดุ
“เมอ่ื คนื ลูกลงมาเขา้ หอ้ งน้า แต่แปลงผกั น้าของเราเสยี หายไปหมด กาลังจะเกบ็ ไปขาย
ได้แท้ ๆ” ลูกชายของเศรษฐีบ่นด้วยความเสียดายหลังเห็นแปลงผักน้าท่ีตนเองต้ังใจปลูก
นน้ั พงั ระเนระนาด
“สงสัยพายุจะเข้า แต่ก็ยังดีที่มีบางแปลงที่ไม่เสียหายมาก พอเก็บขายได้อยู่ ท่ีโรงผัก
ทางฝัง่ น้นู ก็มอี ีกเยอะ อยา่ คิดมากไปเลยลูก” เศรษฐปี ลอบลกู ชาย
“ลูกแค่เสียดาย ผักน้าเป็นสิ่งที่มีค่ามากสาหรับเรา เป็นสิ่งที่ทาให้เรามีกินจนทุกวันน้ี
พ่อเป็นคนบอกผมเอง”
“ใช่แล้ว เม่ือกอ่ นพ่อเองกย็ ากจน แต่ก็ด้ันด้นหาอาชีพที่สุจริตทา จนมาเจออาชีพปลูก
ผักน้าขาย ทาให้ปัจจุบันครอบครัวเราจึงมีกินมีใช้ และมีอาชีพปลูกผักน้าขายส่งอย่างทุก
วนั น้ี แตใ่ นเมื่อมนั เสียหายไปแลว้ เราอย่าไปเสียเวลากบั มนั นานเลย สู้เอาเวลามาต้ังใจปลูก
แปลงใหม่ขึ้นมาดีกว่า” คราวนี้ลูกชายพยักหน้ารับ สีหน้าดีขึ้นจากท่ีก่อนหน้าน้ีเศร้าหมอง
ด้วยความเสียดายที่ผกั นา้ บางสว่ นเสียหาย ก่อนที่ท้ังสองพ่อลูกจะเดินขึ้นบ้านไปเมื่อตกลง
กนั ไวว้ ่าพรุง่ น้จี ะลงมาจดั การแปลงผกั ที่เสียหายใหม่
สว่ นหวั ขโมยท่ีแอบฟังสองพ่อลูกคุยกันนั้นก็รู้สึกละอายใจต่อส่ิงที่ตนคิดจะทา เศรษฐี
ผู้นี้ยากจนมาก่อน แต่ขยันและขวนขวายสิ่งดีจนมาเจออาชีพผักน้าท่ีช่วยสร้างเนื้อสร้างตัว
ขน้ึ มาได้ เขาในตอนน้ีก็ไม่ต่างจากเศรษฐีเม่ือก่อน แต่กาลังเลือกทางผิด และด้อยค่าผักน้า
ที่สามารถช่วยสร้างอาชีพสุจริตได้ หัวขโมยจึงคิดกลับใจ และกลับบ้านไปโดยตั้งม่ันว่าจะ
กลับไปลองปลูกผักน้าขายดบู ้าง
(นิทานเรอ่ื ง หวั ขโมยผกั น้า : ชญาดา เซ่งเขม็ , เบญจวรรณ จันทร์ศรี และนฤมล ทิพย์มณเฑยี ร
จาก https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=2354287)
- ๓๑ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา สู่แดนดินยาลอขอขดี เขยี น
๔.๒ ตัวอยา่ งการเขียนยอ่ ความจากบทความ
บทความท่วั ไปประเภทแสดงความคดิ เหน็
เรอื่ ง ผกั นา้ …ของดเี บตง
เมื่อข้ึนชื่อว่าของดีเบตง หลายคนคงคิดถึงข้าวมันไก่เป็นอันดับแรก ๆ เพราะถือเป็น
ของขน้ึ ชื่อ และมีการขยายสาขาร้านขา้ วมันไกเ่ บตงไปจนทัว่ ประเทศ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็น
ของดีจากอาเภอเบเตงเช่นกัน คือ ผักน้า ด้วยว่าเป็นผักน้าท่ีเมื่อใครต่อใครได้ล้ิมลอง
รสชาตแิ ลว้ ต่างบอกว่าอร่อยกันทุกคน เพราะเหตุนีผ้ กั น้าเบตงทแ่ี มถ้ น่ิ กาเนิดจะไมไ่ ด้มาจาก
อาเภอเบตงโดยแท้ แตก่ ็สร้างชอื่ และสร้างรายได้ใหก้ บั คนในอาเภอเบตงอยา่ งมากมาย
ผักน้าเบตง หรือ ซ้าหย่างชอย (ภาษาจีนกวางตุ้ง) มีถิ่นกาเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส
โดยประเทศฝร่ังเศสนนั้ ปลูกผักน้าชนิดนี้กันมาก ซึ่งต่อมาได้มีการนาเข้ามาปลูกในประเทศ
จีน และเมอ่ื คนจีนบางส่วนอพยพมาที่ประเทศไทย ทาให้มีการนาผักน้าเข้ามาปลูกด้วย ทา
ให้อาเภอ เบตง จังหวดั ยะลา มกี ารปลูกผักน้าต้ังแต่น้ันเป็นต้นมา โดยในยุคสมัยแรกที่มี
การนาผักน้าเข้ามาปลูก คนไทยยังไม่นิยมบริโภคกันมากนัก ส่วนใหญ่จะปลูก และบริโภค
กันในหมชู่ าวจีนเท่านัน้ แตเ่ มือ่ เวลาผ่านไปผกั น้าก็กลายเป็นพชื พืน้ เมืองของอาเภอเบตง
การปลูกผักน้าไม่ใช่ว่าที่ไหนอยากปลูกก็สามารถปลูกได้ แต่ต้องเป็นพ้ืนท่ีที่มีอากาศ
หนาวเย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ปลูกในน้า แต่ต้องเป็นน้าในลักษณะที่ไหล
ถ่ายเทตลอดเวลา ไม่ขัง และต้องเป็นน้าท่ีเย็น ใสสะอาด สามารถปลูกได้ดีท้ังในดินทราย
และหิน เม่ือจะปลูกก็ให้เอาต้นไปปักดินในน้าตื้น ๆ หลังจากนั้นก็จะเติบโตข้ึนจะมีลาต้น
เล้ือยคล้ายผักบุ้ง อวบน้า ใบเล็ก ระยะเวลาหลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน ก็สามารถตัด
มารับประทาน นาไปประกอบอาหารได้ แล้วต้นตอที่ปลกู ไว้จะแตกขยายใหมอ่ กี ย่ิงเป็นช่วง
หน้าหนาว หรอื ช่วงทีม่ ีอากาศเยน็ มาก ๆ ผักน้าจะยง่ิ ข้นึ ได้ดี
- ๓๒ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา สู่แดนดนิ ยาลอขอขีดเขียน
ชาวเบตงนิยมนาผักน้ามาประกอบอาหารโดยการนามาผัด เพราะผักน้าเบตงเป็นผัก
อวบนา้ จึงเหมาะสาหรับการเอามาผดั น้ามนั หอย นามาต้มกบั กระดกู หมู ใส่ในแกงจืด หรือ
นามาลวกแล้วจ้ิมรับประทานกับน้าพริก นอกจากผักน้าเบตงจะมีรสชาติที่อร่อย จนได้รับ
ความนิยมอย่างมากมาย สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับผู้คนในอาเภอเบตงแล้ว ยังมี
สรรพคุณเปน็ ยาทีช่ ว่ ยแกร้ ้อนในใหแ้ ก่ผ้ทู ีร่ ับประทาน และชว่ ยลดความดนั โลหติ สงู ได้ด้วย
ในปัจจุบัน ผักน้าเบตงก็ได้มีช่ือเสียงท่ีเปล่ียนไป จากผักท่ีคนไทยในอาเภอเบตง
จังหวัดยะลา ไม่นิยมปลูก ไม่นิยมบริโภค แต่ด้วยรสชาติท่ีอร่อย สามารถนาไปประกอบ
อาหารไดอ้ ย่างหลากหลาย และวธิ กี ารปลกู ทไี่ ม่ไดย้ ากมากนัก รวมถึงยังมีสรรพคุณทางยา
ทีช่ ่วยแก้รอ้ นใน และชว่ ยลดความดนั โลหติ สูง สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ผู้คน
ในอาเภอเบตง กลายเปน็ สง่ิ ทมี่ ีค่า เป็นผกั น้าทีไ่ ด้ชือ่ วา่ ของดีเบตง
(บทความท่วั ไปประเภทแสดงความคิดเหน็ เร่ืองผักนา้ …ของดเี บตง จากหนงั สอื 3 เดือน ฉัน เพอื่ น และเบตงท่รี กั )
ย่อบทความ เรื่อง ผักน้า…ของดีเบตง ในหนังสือ 3 เดือน ฉัน เพื่อน และเบตงท่ี
รัก หนา้ 22-23 ความว่า
ผักน้าเบตงเคยเป็นผักท่ีไม่ได้รับความนิยม แต่เม่ือเวลาผ่านไปรสชาติท่ีอร่อย
สามารถนาไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด วิธีการปลูกที่ไม่ได้ยาก และมีสรรพคุณ
ทางยาที่ท้ังช่วยแก้ร้อนใน ลดความดันโลกหิตสูง ทาให้ปัจจุบันกลายเป็นผักท่ีได้รับความ
นิยมจากคนทั่วประเทศไทย ช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ยึดอาชีพปลูกผักน้าขาย และสร้าง
ชอื่ เสียงให้แก่อาเภอเบตง จงั หวดั ยะลา เป็นผกั นา้ ของดเี บตงที่ใคร ๆ ก็รู้จัก
- ๓๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา สแู่ ดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
การเขยี นแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับสาระจากส่ือ
๑. ความหมายของการเขยี นแสดงความคิดเห็น
การเขียนแสดงความคิดเหน็ คอื การเขียนทปี่ ระกอบดว้ ยข้อมลู อนั เป็นขอ้ เท็จจรงิ กบั
การแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเร่ืองหน่ึง ต้องอาศัยการวิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมี
เหตุผล ซงึ่ ผู้เขียนต้องมีความรู้ในเรื่องที่แสดงความคิดเห็น และเป็นไปในทางสร้างสรรค์
กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์แก่เรื่องน้นั ๆ
๒. หลักการเขยี นแสดงความคิดเห็น
หลักในการเขียนแสดงความคดิ เห็น มหี ลกั การปฏิบัติ ดังนี้
๑. ผู้เขียนจะต้องรู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นเรื่องอะไรและต้องมีความรู้ในเรื่องน้ัน ๆ
อย่างดีพอทจ่ี ะแสดงความคิดเห็น
๒. ผเู้ ขยี นตอ้ งหยิบยกท้ังดี ข้อดอ้ ย ของส่ิงท่ีแสดงความคิดเห็นอยา่ งมีเหตุผล โดยไม่
ใชอ้ ารมณ์วจิ ารณ์ และต้องปราศจากอคติ
๓. ผู้เขียนต้องช้ีแจงสาเหตุทอ่ี าจเปน็ ไปไดท้ ง้ั ในทางดีและไม่ดีให้เห็นชัดเจน
๔. ผู้เขียนตอ้ งเสนอแนะวา่ ควรแกไ้ ขในส่งิ ทไี่ ม่ดอี ย่างไร ถา้ แก้ไขแล้วจะเกิดผลอย่างไร
๕. ผเู้ ขยี นต้องแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งละเอียดในแงท่ เี่ ป็นประโยชน์ตอ่ สว่ นรวม
๓. การเขียนแสดงความคดิ เห็นผ่านสอื่ ต่าง ๆ
การแสดงความคิดเห็นผ่านส่ือในสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องปกติท่ีมีอยู่ทุกวัน จากการท่ี
พบเห็น ได้ยิน ได้ฟังสิ่งใด ถ้าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชอบ ไม่ชอบ มักมีผู้ออกมาวิจารณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าสังคมมี
ความขัดแย้ง การแสดงความคิดเห็นยิ่งมีความหลากหลาย ซึ่งมักแสดงออกในรูปของ
บทความที่ผู้เขยี นมกั จะหยิบยกปัญหา
ในสงั คมขณะนั้นมาเขียน มีท้ังปัญหาส่วนรวมและปัญหาส่วนบุคคล ปัญหาส่วนรวม
เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง การปกครอง ปัญหาส่วนบุคคล เช่น
การป้องกันอาชญากรรม การรักษาความปลอดภัย เป็นต้น บางครั้งก็มีผู้แสดงความ
คดิ เหน็ ตอบโตบ้ ทความทีม่ ีผู้อ่นื เขียนข้นึ เพือ่ จะแสดงแนวคดิ ใดแนวคดิ หนงึ่ ของตนดว้ ย
- ๓๔ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา สู่แดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
๔. ตัวอยา่ งการเขยี นแสดงความคิดเหน็
๔.๑ ตวั อยา่ งการเขยี นแสดงความคดิ เหน็ จากขา่ ว
มรย. ดงึ อุโมงคป์ ยิ ะมติ ร ๑ เบตง สนบั สนุนเปน็ ต้นแบบการบรหิ ารจดั การ
ศูนยก์ ารเรียนรู้เศรษฐกจิ สร้างสรรค์ตามศาสตรพ์ ระราชา
วันอาทิตย์ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๒๘ น. คณะวจก. มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ยะลา ดึงอโุ มงคป์ ิยะมิตร ๑ เบตง สนับสนนุ เปน็ ตน้ แบบการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้
เศรษฐกจิ สร้างสรรคต์ ามศาสตรพ์ ระราชา
รองศาสตราจารย์ ดร.นันทรัตน์ นามบุรี คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏยะลา เปิดโครงการกิจกรรมการถ่ายทอดผลการพัฒนาโดยใช้องค์ความรู้การวิจัย
เพอื่ การไปใช้ประโยชน์ ประเด็น "การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากชุมชน
อุโมงค์ปิยะมิตร ๑ สู่ความย่ังยืน" โดยได้รับทุนอุดหนุนการทากิจกรรมส่งเสริมและ
สนบั สนนุ การวจิ ยั การจดั การความรกู้ ารวจิ ยั เพอื่ การใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม ภายใต้
โครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อประโยชน์ จากสานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๓-๒๕๖๔ โดยมีคณะทีมงานวิจัย หน่วยงานที่เก่ียวข้อง ผู้นา
ชุมชน ผู้จัดการอุโมงค์ปิยะมิตร ๑ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเชิงพื้นท่ี เข้าร่วมรับ
ฟังและแลกเปล่ียนข้อคิดเห็นร่วมกัน ณ ชุมชนอุโมงค์ปิยะมิตร ๑ ตาบลตาเนาะแมเราะ
อาเภอเบตง จงั หวดั ยะลา
- ๓๕ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา สู่แดนดินยาลอขอขีดเขียน
รองศาสตราจารย์ ดร.นันทรัตน์ นามบุรี คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏยะลา กล่าววา่ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มยี ุทธศาสตรส์ าคญั ในการพฒั นาทอ้ งถน่ิ
การจัดกิจกรรมในคร้ังน้ีก็เป็นหน่ึงในงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถ่ินอย่างย่ังยืน เนื่องจาก
มองเห็นถึงต้นทุนของชุมชนปิยะมิตร ๑ ซ่ึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มี
แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ท่ีสามารถพัฒนาศักยภาพ
ไปสู่ชุมชนเศรษฐกิจท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน และสามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้การบริหาร
จัดการชมุ ชนท่องเที่ยวต้นแบบให้กับผู้สนใจ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับ
นักเรียน นักศึกษาได้ด้วย โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดต้นแบบการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ ควบคู่กับการบริหารจัดการด้าน
การเงินและบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับธุรกิจบริการและกิจกรรมของชุมชน รวมท้ัง
แนะนาแนวทางการพัฒนายกระดับพืชท้องถ่ิน อย่างเห็ดหลินจือดา เป็นพืชที่พบในป่าไผ่
ธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะพบเห็ดหลินจือดาขึ้นบนต้นไผ่สีทอง ซึ่งพบมากในชุมชนปิยะมิตร
มสี ารอาหารและสรรพคณุ ทางยามากมาย และเป็นพชื เศรษฐกจิ สาคญั ของชุมชนปิยะมิตร
ที่ทางคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จะส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์
เชงิ พาณิชยต์ ่อไป
ด้าน อาจารย์ ดร. สุกฤษตา รักสุจริต รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้กล่าวถึงประเด็นพัฒนาเสริมโฮมสเตย์ ณ ศูนย์ความเป็น
เลิศด้านเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมบริการ ด้านเมนูอาหารอัตลักษณ์ โดยเน้น
วัตถุดิบเด่นในพ้ืนที่ คือ เต้าหู้ป๊อก หม่ีเบตง ผักน้า ปลานิลน้าไหล มาสร้างสรรค์เป็น
เมนอู าหารเชา้ ท่ีมคี วามแตกต่างและเต็มไปด้วยคุณค่าในพ้ืนที่ มีดังน้ี ข้าวหน้าเต้าหู้ป๊อก
ยัดไส้ไก่ย่างซีอิ้ว หมี่เบตงผักน้า และข้าวก้อนปลานิลน้าไหล โดยเมนูดังกล่าวสามารถ
นาเสนอแพ็คเกจรวมกับที่พัก หรือแยกได้ จะนาไปสู่การสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
อย่างย่ังยนื ตอ่ ไป
- ๓๖ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สูแ่ ดนดินยาลอขอขีดเขียน