๔.๒ ตวั อย่างการแสดงความคิดเหน็ จากขา่ ว
สาหรับข่าวคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เปิดโครงการกิจกรรม
การถ่ายทอดผลการพัฒนาโดยใช้องค์ความรู้การวิจัยเพ่ือการไปใช้ประโยชน์ ประเด็น
"การพฒั นา และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากชมุ ชนอุโมงคป์ ยิ ะมิตร ๑ ส่คู วามย่ังยืน"
ถือวา่ เปน็ ขา่ วทน่ี า่ ยินดยี ิง่ เนอื่ งด้วยเนื้อหาข่าวเป็นการกล่าวถึงบุคลากรทางการศึกษาท่ีมี
ความร้คู วามสามารถในการศึกษาคน้ คว้า ทาวิจยั และพัฒนา นาความรู้ และประโยชน์จาก
การวิจยั ท่ผี ่านการศกึ ษาค้นควา้ มาปรับใชใ้ นการพัฒนาท้องถ่ิน และชุมชน สร้างประโยชน์
ใหก้ บั ชุมชนรอบขา้ ง และในอนาคตเม่ือโครงการประสบผลสาเร็จจะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์
ที่ดีแก่ชุมชนอุโมงค์ปิยะมิตรท่ีได้พัฒนาสู่ชุมชนเศรษฐกิจ เป็นแหล่งการเรียนรู้นอก
ห้องเรียนให้กับนักเรียน นักศึกษา เป็นชุมชนที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้อย่าง
ย่ังยืน รวมถึงสามารถนาวิธีการดาเนินการ และปัญหาท่ีพบได้รับการแก้ไขด้วยวิธีการที่ดี
ไปปรับใช้ พัฒนาในโครงการต่อไปที่เกิดขึ้นกับชุมชนอื่น ๆ ได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึง
ความสาคัญของมหาลัยท่ีว่า เป็นสถานทีซ่ ง่ึ ผลิตบุคลากรอนั มีคณุ ภาพ เพอ่ื กระจายบุคคล
ทม่ี ีคณุ ภาพน้ไี ปยงั ทอ้ งถ่ินตา่ ง ๆ เพอื่ ใหท้ ุกพ้ืนท่ีไดร้ ับการพัฒนาให้ดีข้ึนต่อ ๆ ไป และใน
วนั ข้างหน้าสามารถนาไปสูก่ ารพัฒนาประเทศของเราใหด้ ขี น้ึ ได้
- ๓๗ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา สู่แดนดินยาลอขอขดี เขียน
๔.๓. ตัวอย่างการเขียนแสดงความคิดเหน็ จากหนังสอื อา่ นนอกเวลา
เรอื่ ง ความสุขของกะทิ ตอน บา้ นรมิ คลอง : กะละมงั กับไมห้ นีบผ้า
“ในบ้านไม่มรี ูปถา่ ยแม่เลย”
กะละมังบอกให้รู้ว่ายายอยู่ตรงส่วนไหนของบ้าน กะทิมีหน้าท่ีเก็บผ้าจากราวใส่
กะละมงั ให้ยาย ทามาตัง้ แต่เอ้ือมมือ ไม่ถึงไม้หนีบผ้าบนราว ตาเลยประดิษฐ์บันไดติดล้อ
พร้อมตะแกรงสาหรับวางกะละมังใส่ผ้า ตาจะเข็นบันไดพากะทิเคลื่อนที่ ช้า ๆ ไป
ระหว่างราวตากผ้า ลมพัดฉิว เสื้อผ้าโบกสะบัดตามแรงลม กระพือจนโป่งพองอยู่กับที่
เพราะถูกไม้หนีบผ้าหลากสียึดไว้ เหมือนนกขยับปีก แต่ไม่อาจโบยบินไปได้อย่างใจ
ปรารถนา
ที่จรงิ ไมห้ นีบผา้ เมอ่ื ตอนซ้ือมาก็เป็นไม้หนบี ผ้าทาจากเนอ้ื ไมธ้ รรมดา กะทิเองที่เอามา
ลงสีเทียนบ้าง สีไม้บ้าง สีน้าบ้าง ตามถนัดในแต่ละวัย ตาชอบคุยว่าสมัยหนุ่มๆ เคยเป็น
ครูสอนศิลปะเด็ก สีหน้าประหลาดใจของยายยิ่ง ทาให้ตาขยายความในรายละเอียดว่า
ด้วยเร่ืองแม่สี สีร้อน สีเย็น คู่สี ตบท้ายด้วยการหยิบฉวยวัสดุใกล้มือมาสาธิต วันนั้น
บังเอญิ ไมห้ นึบผ้าอย่ใู นรศั มมี อื ของตาเอ้อื มถงึ พอดี
บันไดติดล้อยังบอกให้รู้ถึงความสูงของกะทิ เด่ียวนี้กะทิแค่ก้าวขึ้นบันไดข้ันเดียวก็
พอแล้ว แตก่ ะทชิ อบให้ตัวเองสูงพน้ ขึน้ มาเหนอื ราวตากผา้ เพลงระบาของผ้าในแรงลมไม่
เคยซ้าลีลา กะทิจะวางท่าเหมือนวาทยกรกากับบทเพลง แบบเดียวกับมิกก้ีเมาส์ใน แฟน
เตเซยี บางครง้ั กวา่ จะเก็บผ้าหมดราว ตวงอาทติ ย์ก็คล้อยตา่ มากแลว้
- ๓๘ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สู่แดนดินยาลอขอขดี เขียน
ในห้องอเนกประสงค์ของยาย หรือท่ีตาเรียกออฟฟิศของยาย จะมีกะละมังวางเข้า
แถวไว้ กะทิต้องแยกผ้าที่เก็บมาใส่ลงในกะละมังให้ถูกต้อง เส้ือผ้าของตา ของยาย ของ
กะทิเอง แยกคนละใบ ผ้าปูที่นอนปลอกหมอนอีกใบ ผ้าเช็ดชาม ผ้าเช็ดปาก ผ้าที่ใช้ทา
ความสะอาดหรอื "ผา้ ข้ีเหร่" อย่างที่ตาเรียก ก็ต้องแยกไว้ นอกจากเหตุผลในเรื่องความ
สะอาด (ซึ่งเกินพอดใี นความเห็นของตาแลว้ ) ยงั เพอ่ื ความสะดวกในการเข้ากากบั ดแู ลให้
พี่สดับรดี อกี ตัวย ยายจะเข้ามาตรวจดูและขยับกะละมังเรียงลาดับหนึ่งสองสามก่อนหลัง
ตามความต้องการ กะละมังใส่เส้ือผ้าชุดนักเรียนชองกะทิอยู่หัวแถวเสมอ เพราะต้องใส่
หมุนเวียนกันไป
เสียงฝนสาดซ่ากระทบหลังคาชวนฟังมากข้ึนเมื่อมีเสียงเปาะแปะกระทบกะละมังท่ี
ใครคงเผลอลืมไว้นอกชายคาแทรกผสมเข้ามา กะทินอนฟังเพลิน แต่จะเริ่มสะดุ้งหาก
เสียงรัวกราวพ่ายต่อเสียงครั่นคร้ืนของฟ้า เสียงสายฟ้าฟาดเหมือนตามมาด้วยเสียงคน
กรีดร้องปานใจสลายทุกคร้ัง ไม่รู้ว่าหูของกะทิแว่วไปเองหรือเสียงน้ันดังมาจากเบื้องลึก
ของความทรงจา นาทนี นั้ ยายจะเปดิ ประตูหอ้ งนอนเขา้ มา และนอนกอดกะทิไว้จนหลับไป
ด้วยกันถึงเช้า กะทิเบียดซุกในอ้อมกอดของยาย ไม่อยากได้ยินเสียงฟ้า เสียงฝน เสียง
คน...เสียงผู้หญิงคนน้ัน...เนื้อเนียนเย็นของยายหอมอ่อนๆ ยายไม่เล่านิทานปลอบขวัญ
หรือรอ้ งเพลงกล่อม แต่ลูบหลงั กะทเิ บา ๆ สมา่ เสมอชวนเคลม้ิ หลบั คร้งั หน่ึงกะทปิ รือตา
ขึ้นดูหน้ายาย เห็นลูกตาวาว ๆ ฟ้าแลบไกล ๆ พอมีแสงสว่างให้กะทิแน่ใจว่ายายร้องไห้
อยู่ในความมืด
(หนงั สือ เร่อื ง ความสขุ ของกะทิ ตอน บา้ นริมคลอง : กะละมงั กบั ไม้หนีบผ้า
ของ งามพรรณ เวชชาชวี ะ หนา้ ๑๘-๒๑)
- ๓๙ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา สแู่ ดนดนิ ยาลอขอขดี เขียน
๕. มารยาทในการเขยี น
การเขียนเป็นการสื่อสารที่ดีอีกช่องทางหนึ่ง ซ่ึงในการจะประกอบสร้างงานเขียนข้ึนมาได้
ในแต่ละงานอาศัยองค์ประกอบหลายประการ เพ่ือที่จะให้งานเขียนออกมาดี มีคุณค่า
องค์ประกอบสาคัญที่ขาดไม่ได้ และทาให้งานเขียนมีคุณค่าข้ึน คือ มารยาทในการเขียน การ
เขียนอย่างมีมารยาท เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทุกคนควรตระหนัก ให้ความสาคัญ และปฏิบัติติตาม
อย่างเคร่งครัด เพราะการสื่อสารอย่างมีมารยาทจะสะท้อนให้เห็นว่าผู้เขียนเป็นผู้มีวัฒนธรรม
มคี วามเจรญิ ในการสื่อสาร โดยมีแนวทางการปฏบิ ตั ิ ดังนี้
๑. การนาเสนองานเขียนในรูปแบบส่ิงพิมพ์ ผู้เขียนจะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่ง
ต่าง ๆ มากกว่า ๑ แหล่ง นามาวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น เปรียบเทียบความ
น่าเช่ือถือ นอกจากน้ีข้อมูลจะต้องมีความทันสมัย ส่วนการแซร์เรื่องต่าง ๆ ผ่าน Socal
Network เรื่องนั้นต้องเป็นเร่ืองจริง ไม่ใช่ข้อความที่มีลักษณะเป็นข่าวลือ หรือเป็นเร่ือง
คาดเดา
๒. เมือ่ ผเู้ ขียนนาขอ้ ความของผูอ้ ืน่ มาใช้ หรอื อ้างถงึ ในงานเขยี นของตน จะต้องให้เกียรติ
เจา้ ของผลงานดว้ ยการอ้างองิ แหลง่ ท่มี าในรูปแบบตา่ งๆ เชน่ เชิงอรรถ บรรณานกุ รม
- ๔๐ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา สู่แดนดนิ ยาลอขอขีดเขยี น
๕. มารยาทในการเขียน
๓. การเขียนวิพากษ์ วิจารณ์ แสงความคิดเห็นต่อเร่ืองใดเรื่องหน่ึง หรือสิ่งใดส่ิง
หน่ึงไม่ว่าจะเผยแพร่ผ่านส่ิงพิมพ์ หรือผ่าน Social Network ผู้เขียนจะต้องสื่อสาร
อย่างมีสติ ใชข้ อ้ มลู แสดงความคิดเห็นอยา่ งมเี หตผุ ล อย่บู นพืน้ ฐานของขอ้ เท็จจริง ไม่
ใช้อารมณ์
๔. การส่อื สารแบบออนไลน์ ผเู้ ขียนจะต้องใช้งานอย่างมสี ติ รตู้ วั อยเู่ สมอวา่ กาลัง
อยู่ ณ ที่ใด เมอื่ เขา้ ไปในพน้ื ท่ีใหมค่ วรศกึ ษาทาความรู้จักกับชุมชนออนไลน์นั้น ก่อนที่
จะเขา้ ร่วมสนทนาหรอื ทากิจกรรมใดๆ
๕. การใช้ภาษาในงานเขียน ควรสะกดคาให้ถูกต้อง ผูกประโยคให้ถูกต้องตาม
หลักไวยากรณ์ สุภาพ ไม่ใช้ภาษากากวม หรือทาให้ตีความได้หลายแง่มุม ส่วนการใช้
ภาษาส่ือสารบนโลกออนไลน์ แม้จะไม่เคร่งครัดในเรื่องไวยากรณ์ แต่ผู้เขียนก็ควรให้
ความสาคญั กับการสะกดคา ไมใ่ ชถ้ ้อยคาหยาบคาย เตมิ อารมณค์ วามรูส้ ึกอย่างรุนแรง
จนเป็นชนวนให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันในกลุ่มสมาชิก และควรทบทวนให้ถี่ถ้วน
กอ่ นทีจ่ ะเขยี น
แนวข้อสอบ O-NET การเขยี นย่อความ
จากสถานการณ์ต่อไปนี้ “สมพรตั้งใจไปชมนิทรรศการศิลปะที่หอศิลป์แห่งหนึ่ง ในวัน
นั้นได้มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิตและวิถีศิลปะ สมพรจึงเปลี่ยนใจ
เข้ารับฟังการเสวนาดังกล่าว ก่อนที่จะเดินชมผลงานศิลปะ เนื้อหาสาระที่ได้ฟังมีความ
น่าสนใจ สมพรจึงต้ังใจที่จะจดบันทึกสาระสาคัญไว้ แต่สมพรไม่มีทักษะการย่อความ ”
ถ้านักเรียนเป็นสมพรจะมีวธิ ีการในการแก้ไขปญั หาเบ้ืองตน้ อย่างไร
แนวคาตอบ ในเบ้ืองต้นจะข้ึนต้นเพื่อบอกแหล่งที่มาของเรื่องท่ีฟัง โดยระบุว่า ฟังเรื่อง
อะไร ใครเป็นคนพดู ฟงั ท่ีไหน เม่ือไร อย่างไร จากน้ันจึงตั้งใจฟังเรื่องโดยดลอดอย่างมีสมา
แลว้ บนั ทกึ สาระสาคญั ของเรื่องดว้ ยสานวนภาษาของตนเอง
- ๔๑ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา เล่าลอื ระบือเลอื่ งเมืองท้องถิ่น
แนวขอ้ สอบ O-NET การเขยี นแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับสาระจากส่ือ
การพาดหัวขา่ วในขอ้ ใดใชภ้ าษาเพ่อื การแสดงความคดิ เห็น
๑. รอนน่ี ชาน พอ่ พระ นกั อสังหาฯ
๒. เชยี งราย...ตกหนกั ครา่ ชวี ติ หญิงชรา ๗๖
๓. ดว้ ยคะแนน ๒ ตอ่ ๑ เซต วอลเล่ยบ์ อลสาวไทย
๔. ถึงไทยแล้ว...โรคมือ เท้าปาก สธ.หาทางป้องกนั
วิเคราะห์คาตอบ พาดหัวข่าว คือ การนาประเด็นสาคัญของข่าวมาเขียน เพื่อ
บอกใหผ้ อู้ า่ นทราบวา่ วนั นม้ี เี หตุการณ์อะไรเกิดขน้ึ บ้าง พาดหวั ข่าวจงึ มจี ุดประสงค์
เพื่อเรียกร้องความสนใจของผู้อ่าน การพาดหัวข่าวแสดงความคิดเห็น คือ การท่ี
ผู้เขียนใช้ถ้อยคาเพ่ือแสดงอารมณ์ ความรู้สึกท่ีมีต่อเน้ือข่าว หรือผู้ที่เก่ียวข้องกับ
ข่าว คาตอบในข้อ ๒. ๓. และ ๔. เป็นประโยคที่ผู้เขียนมุ่งแสดงข้อเท็จจริง
ประโยคในข้อ ๑. ปรากฎการใชถ้ ้อยคาในเชงิ แสดงความคดิ เหน็ คอื คาว่า "พอ่ พระ"
ซึ่งคาน้ีมักจะกล่าวชมเขยแก่บุคคลที่มีจิตใจดีหรือใจบุญมากเป็นพิเศษ ดังนั้นจึง
ตอบขอ้ ๑.
แบบฝกึ กิจกรรมท้ายบทที่ ๒
๑. ใหน้ กั เรียนเขียนย่อความจากบทความเรื่อง อโุ มงคป์ ยิ มิตร ที่ได้อา่ น (หน้า ๒๕-๒๗)
๒. ใหน้ ักเรียนเขียนแสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกบั สาระจากขา่ วเรอื่ ง “ทาไม ผักน้า
อร่อย ๆ ตอ้ งมาจากเบตง” ทก่ี าหนดให้
- ๔๒ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา ส่แู ดนดินยาลอขอขดี เขียน
ทาไม “ผักนา้ ” อร่อย ๆ ตอ้ งมาจากเบตง?
ทาไม "ผักน้า" อร่อยๆ ต้องมาจากเบตง? สานักประชาสัมพันธ์ เขต ๖ นา
สื่อมวลชนจาก ๗ จงั หวดั ภาคใต้ ข้ึนเขาหาคาตอบจากเกษตรกรตวั จริง
ผักน้าเบตง (Watercress) เป็นพืชท่ีมีถิ่นกาเนิดในประเทศฝรั่งเศสแล้วมีการ
นามาปลูกในประเทศจีนและประเทศมาเลเซีย จากน้ันคนจีนนาเข้ามาปลูกใน
ประเทศไทยทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่อาเภอเบตง แรก ๆ ปลูกบริโภคกันใน
ครวั เรอื นโดยเฉพาะหมคู่ นจีนเท่าน้นั ไม่เปน็ ทร่ี ู้จักของคนทั่วไป
ธรรมชาติของผักน้าชอบอากาศหนาวเย็น และน้าท่ีใสสะอาด แปลงปลูกผัก
นา้ มักจะทาเป็นขั้นบันไดลดหล่ันกันลงมา โดยมคี ันขอบแปลงสูงข้ึนมาเล็กน้อยให้
สามารถกกั เกบ็ นา้ และปลอ่ ยนา้ ลน้ ใหไ้ หลลงมาอกี ชนั้ ได้
การปลูกผักน้าเบตงให้มีการเจริญเติบโตที่ดีจะต้องมีปัจจัย ๓ อย่าง คือ (๑)
น้าจะต้องเป็นน้าสะอาด เย็น และเป็นน้าท่ีไหลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้าท่ีปลูกใน
ปัจจุบันเป็นน้าเย็นท่ีไหลลงมาจากเขา (๒) คืออุณหภูมิจะต้องไม่เกิน ๓๐ องศา
เซลเซียส ปัจจุบันท่ีเบตงมีอุณหภูมิท่ีปลูกอยู่ระหว่าง ๒๒-๒๕ องศาเซลเซียส ซึ่ง
เหมาะกับการเจริญเติบโตของผักน้าเบตง และ (๓) คือสภาพแวดล้อมทั่วไป
ทง้ั หมด ไมว่ ่าแสงหรือความชืน้ จะต้องสัมพันธก์ นั ในลักษณะท่ีพอเหมาะ
ปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลกู ผกั น้าเบตง นยิ มทาการเกษตรแบบอินทรีย์ คือ งดใช้
สารเคมีฆ่าแมลง พบว่าผักน้าเจริญเติบโตได้ดี มีศัตรูพืชหลักชนิดเดียว คือ หอย
ทาก และใหป้ ุ๋ยหมกั ชีวภาพทาเอง (นา้ สะอาด ๕ ลติ ร หมักกบั ไข่ ๒ ฟอง น้าปลา
๔ ช้อน ผงชรู ส ๒ ชอ้ น หมกั ไว้ ๑ เดอื น) ฉดี พ่นทกุ สปั ดาห์
- ๔๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สแู่ ดนดินยาลอขอขีดเขียน
ผักน้าเบตง จะตัดต้นจาหน่ายเมื่อมีอายุประมาณ ๓ เดือน จากนั้นตัดได้ทุกๆ
ประมาณ ๔๕-๕๐ วัน แปลงหนึ่งตัดได้ประมาณ ๗ รอบ วิธีตัดจะใช้มีดคมๆ ตัด
ส่วนยอดท่ีความยาวประมาณ ๓๐-๔๐ เซนติเมตร ล้างน้าทาความสะอาด โดยใช้
กระดาษห่อเพื่อรักษาความชื้น มัดละ ๑ กิโลกรัม แล้วนาใส่ลังโฟมท่ีมีน้าแข็งโรย
อยู่ด้านล่างเพ่ือรักษาอุณหภูมิ จะสามารถรักษาผักน้าไว้ได้นานถึง ๗ วัน หรือ
จนกว่าน้าแข็งจะละลายหมด ราคาจาหน่ายอยู่ประมาณ ๖๐-๘๐ บาท ต่อกิโลกรัม
ข้นึ อยกู่ บั ความต้องการของตลาดหรอื ชว่ งฤดูกาล
ผักน้าเบตงเป็นผักอวบน้า เหมาะสาหรับเอามาผัดน้ามันหอย หรือผัดหมูสับ
ซ่ึงเป็นเมนูเด็ดของจังหวัด และสามารถนามาประกอบอาหารประเภทลวกจ้ิมหรือ
รับประทานสดแบบสลัดผักได้อีกด้วย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน แก้ร้อนใน
และลดความดันโลหิตสูง นอกจากน้ีผักน้าเบตงอยู่ในตระกูล ผักวอเตอร์เครส
(Watercress) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่า เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วย
วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ในปริมาณท่ีสูงกว่าผักหลายชนิด มีปริมาณ
แคลเซยี มสูงกว่าในนมสด มธี าตุเหล็กมากกวา่ ผกั ขม มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม วิตามิน
อีท่ีสงู กวา่ ผกั กาดธรรมดาถงึ ๒ เท่าตัว และมวี ิตามินเอในปรมิ าณที่สูงมาก โดยผัก
วอเตอร์เครสประมาณ ๑๐ ยอดจะให้วิตามินเอถึง ๑ ใน ๔ ของท่ีร่างกายต้องการ
ในแต่ละวัน ในงานวิจัยของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์
(University of Illinois) พบว่า ผักวอเตอร์เครส สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็ง
ได้ และยังมคี ณุ สมบัติช่วยล้างสารพษิ ตกคา้ งในรา่ งกายอกี ดว้ ย
- ๔๔ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สแู่ ดนดนิ ยาลอขอขีดเขียน
ร้านปดิ !!!
สง่ิ ท่นี า่ สะเทอื นใจเกดิ ขึน้ ทนั ทเี ม่ือทั้งสี่คนเดินมาจนถึงร้านอาหารตามสั่งท่ีว่าแต่
กลับข้ึนป้ายว่าปิดร้านไปต่างจังหวัด แม้จะได้ชิมผักน้าผัดน้ามันหอยมาแล้ว แต่ก็ยัง
ไม่อิ่มท้องนัก เพราะเป็นเพียงร้านขายกับข้าวเท่านั้น ยามน้ีทั้งสี่คนจึงต้องกกวาด
สายตามองไปทว่ั ๆ เพื่อหาร้านอาหารท่ดี ูนา่ สนใจท่ีสดุ ในละแวกนี้
เพียงไม่นานป้ันสิบก็ทาจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมหวนของบางส่ิงที่โชยมาแต่
ไกล จึงหันซ้ายขวาจนเจอกับร้านอาหารที่ป้ายสีเหลืองเขียนแต้มด้วยสีแดงเข้มตัว
ใหญ่ ๆ ว่า ขา้ วมันไก่ เบตง พลนั จงึ เกดิ รอยยม้ิ ขนึ้ มาในทันที
“เราไปกินขา้ วมนั ไก่เบตงรา้ นน้ันกนั เถอะ ดูสิ ตอนน้คี นยังไม่ค่อยเยอะเท่าไร”
พิกุลพยกั หน้าอยา่ งเห็นดว้ ย เธอเองเคยกนิ ขา้ วมันไก่เบตงมาแลว้ แตอ่ ยากจะรู้
วา่ ในยคุ สมยั น้จี ะมีรสชาติอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า
“กินข้าวมันไก่เบตงก็ดีเหมือนกัน เป็นของอร่อยท่ีขึ้นช่ือในเบตงเลยนะ ได้ไป
กินคงไม่ผิดหวัง” แก้มหอมเอ่ยบอก แล้วทั้งสี่คนก็เดินกันไปยังร้านข้าวมันไก่เบตง
และเลือกน่ังตรงมุมระเบียงเพื่อรับลมและชมเมืองเบตงไปด้วย เพราะขณะน้ีมี
รถทวั รค์ นั ใหญแ่ ล่นเข้ามาจอด ผคู้ นเดนิ ลงจากรถกนั ขวักไขว่ บา้ งเดนิ ไปถา่ ยรูป บ้าง
ก็ซ้ืออาหารขึ้นชื่อของเบตง และบางส่วนก็ซื้อของท่ีระลึกกลับไป ขณะเดียวกันร้าน
ข้าวมันไก่เบตงที่เม่ือครู่คนน้อยก็เร่ิมจะมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้าร้าน จน
ตอนน้ที น่ี ั่งแตล่ ะโต๊ะถกู จบั จองจนครบ รายการอาหารถกู ย่นื มาให้ครบทง้ั ส่คี น พกิ ุลที่
อา่ นออก แต่กต็ อ้ งตาโตกบั ราคาอาหาร
“จานละเป็นร้อยเหรอจ๊ะ แบบน้ีพวกเธอจะจ่ายไหวเหรอ” พิกุลตกใจเพราะ
ค่าเงินบาทเม่ือก่อนกับตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนคงจานละไม่ถึงร้อย
หรอื ไมถ่ ึงหา้ สิบบาทดว้ ยซา้
“ไหวจะ้ เปน็ ปกตขิ องสมัยน้แี ลว้ ละ่ เมื่อกอ่ นของถกู แตเ่ ดยี๋ วนีข้ องแพงขน้ึ มาก
แมค้ ่าแรงจะขึ้นด้วย แตก่ ย็ งั ถือว่าสูงเอาเรื่องอยู่ล่ะ” ผักนา้ อธบิ าย พกิ ลุ แม้ยังสบั สน
แตก่ พ็ ยายามทาความเขา้ ใจ และสงั่ อาหารไปกอ่ นในระหวา่ งนี้
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๔๖ - สดับถอ้ ยร้อยความตามเรื่องเรียน
รอไมน่ านนกั อาหารจานโตกม็ าเสริ ์ฟถงึ ทโ่ี ตะ๊ กล่นิ หอมฟ้งุ ของข้าวมนั ไกแ่ ละนา้ ซปุ
ลอยมากอ่ นเปน็ อนั ดับแรก เมือ่ จานกระเบื้องถูกวางลงจึงปรากฏข้าวมันไก่เบตง ที่ข้าวสี
ขาวถูกวางซ้อนทับด้วยไก่สีขาวนวล มีทั้งเนื้อและหนัง แวววาว ตามด้วยซอสรสเด็ด
เรียกน้าลายได้เป็นอย่างดี แก้มหอมรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความรวดเร็ว
จากนัน้ ทกุ คนจึงหยิบช้อนเตรยี มรับประทาน
ระหวา่ งรับประทานขาวมันไก่เบตงอยนู่ ้ัน ก็เอ่ยปากชมถงึ ความอร่อยของไก่เบตงท่ี
มีเนือ้ น่มุ ลนิ้ แต่ไม่ถึงกับเป่ือยยยุ่ อีกท้ังหนงั ยังคงความกรอบเน่ืองจากมีไขมันน้อยกว่า
ไก่พนั ธอ์ุ ่ืน ๆ ทีม่ ีขายอยตู่ ามท้องตลาด เรียกไดว้ า่ เป็นเอกลกั ษณ์และรสชาตเิ ฉพาะตัวที่
ไม่เหมอื นขา้ วมันไก่ท่ีไหน เพราะข้าวมันไก่เบตงมีไก่เบตงเป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญ ทา
ให้รสชาติแตกต่างและอรอ่ ยต่างจากข้าวมนั ไก่ธรรมดาท่ีเคยไดร้ บั ประทาน
อิ่มหนาสาราญกับข้าวมันไก่เบตงแล้ว ทั้งสี่คนจึงตัดสินใจเดินเล่นกันต่อเพื่อย่อย
อาหารที่เพิ่งกินกันไป บริเวณน้ันหากเดินไปอีกไม่ไกลก็จะพบกับสิ่งท่ีน่าสนใจอีกอย่าง
หน่ึง คือ ตู้ไปรษณย์ที่ใหญ่ท่ีสุดในโลก เป็นลักษณะของตู้ทรงกลมสีแดงสดสูงเด่น มี
ตราครุฑสีขาวอยู่ตรงกลาง พิกุลดูต่ืนตาต่ืนใจท่ีสุด เนื่องจากในยุคสมัยของเธอยังไม่มี
การกอ่ สรา้ งประติมากรรมช้ินน้ีเอาไว้ บริเวณนั้นมีสานักงานไปรษณีย์อยู่จริง ๆ และตู้ที่
สรา้ งให้สูงใหญ่ขนาดนสี้ ามารถใชง้ านไดจ้ ริงดว้ ย
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา - ๔๗ - สดบั ถอ้ ยรอ้ ยความตามเร่อื งเรียน
“พิกลุ ไมเ่ คยเห็นตไู้ ปรษณีย์ทีใ่ หญข่ นาดนี้
มาก่อนเลยจ้ะ หากเป็นเมื่อก่อนคงจะต่ืนเต้น
น่าดูเวลามาส่งจดหมาย” พิกุลกล่าว แล้ว
กวาดสายตามองรอบ ๆ ราวกับจะเก็บภาพ
ความอลังการของตู้ไปรษณีย์น้ีไว้ในความทรง
จาให้มากที่สุด เม่ือยุคสมัยมีการพัฒนา ผู้คน
ก็จะมีการสรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ไว้เป็นอนุสรณ์
ราลึกถึงอดีตที่เคยเป็นมาอย่างเช่นตู้ไปรษณีย์
ที่ใหญ่ที่สุดในโลกน้ี ที่สร้างข้ึนเพื่อแสดงให้
เห็นถึงการสื่อสารของคนยะลาในอดีต ว่ามี
การติดต่อสื่อสารกับพ้ืนท่ีอื่น ๆ ทางจดหมาย
เป็นส่วนมาก
“พกิ ุลส่งจดหมายด้วยเหรอ สง่ ถึงใครล่ะ” ผักนา้ ถามอยา่ งสงสัย
“เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันตอนเด็ก ๆ น่ะจ้ะ จะส่งหากันทุก ๆ เดือนเลยนะ หลังจากท่ี
เพอ่ื นคนนนั้ ต้องยา้ ยบ้านไปทห่ี ่างไกลกนั มากขนึ้ ” พิกุลพูดพลางนึกไปถึงเพื่อนเกลอที่ห่างหาย
กนั ไปนาน แต่ยังไม่ได้ขาดการติดต่อไปเสียทีเดียว คงมีจดหมายและช่องทางเหล่านี้น่ีแหละที่
พอจะเปน็ ส่ือกลางในการสือ่ สารกันได้ เพราะไม่ใช่ทกุ คนจะมโี ทรศพั ทอ์ ยา่ งในตอนนี้
“โอ้โห เดือนละครั้ง แบบน้ันไม่คิดถึงกันแย่เหรอ” ปั้นสิบตั้งคาถามบ้าง แอบตกใจไม่
นอ้ ยละ่ ก็ปัจจุบันพวกเขาสามารถสง่ ขอ้ ความหากนั และโตต้ อบขอ้ ความภายในเวลาอันรวดเร็ว
หากเปน็ สมยั ก่อนผคู้ นคงจะตื่นเต้นและเฝา้ รอขอ้ ความในจดหมายกันใจจดใจจ่อ
“คดิ ถึงมากเลยจะ้ แตก่ ็ถือเป็นชว่ งเวลาดี ๆ ช่วงเวลาหนึ่งเลย เพราะจะคอยลุ้นทุกวันว่า
จะมีจดหมายมาวันไหน แล้วเน้ือความในจดหมายจะเป็นอย่างไร อ่านไปตื่นเต้นไปด้วยนิด ๆ
จ้ะ” พิกุลกล่าว “แล้วตอนน้ีเขาไม่ส่งจดหมายกันแล้วเหรอ เพราะมีมือถือแบบที่แก้มหอมใช้
ใช่ไหม” พกิ ลุ เดาและมนั ก็ถูกเสยี ดว้ ย
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา - ๔๘ - สดบั ถ้อยรอ้ ยความตามเรอื่ งเรยี น
“ใชแ่ ล้ว สมัยน้ีเทคโนโลยมี ันไปไกลมากแลว้ ไมต่ อ้ งส่งจดหมายแล้วล่ะ สว่ นใหญ่
จะเป็นการส่งของให้กันผ่านทางไปรษณีย์มากกว่า” ผักน้าอธิบาย เพราะสมัยน้ีการ
ส่ือสารสามารถทาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก เมื่อสามารถเข้าถึง
เทคโนโลยีเหลา่ นี้ ทกุ อย่างกง็ า่ ยดายไปเสียหมด “แต่ในการติดต่องานในองค์กรต่าง ๆ
ก็ยังมีการใช้จดหมายอยู่นะ แต่จะเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทน มันสะดวก แล้วก็
รวดเร็วกว่ามาก ไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย” ผักน้ายังเป็นคนท่ีอธิบายอยู่ ส่วนอีกสามคนก็
ตงั้ ใจฟัง จนมาหยุดอยู่ท่หี น้าร้านขายโปสการด์ แตล่ ะรูปสวย ๆ ทัง้ น้นั เลย
ถ้าพิกุลกลับอดีตไปแล้วคงไม่ได้เจอพวกเราอีก และก็คงต้องลืมพวกเราใช่ไหม”
แกม้ หอมเอ่ยข้ึนอยา่ งใจหายไมน่ อ้ ย สว่ นพิกลุ กร็ บี ส่ายหนา้ จนผมกระจาย
“พวกเธอดีกับพิกุลมากขนาดนี้ไม่ลืมหรอกจ้ะ” พิกุลพูดด้วยรอยยิ้ม แล้วหยิบ
โปสการ์ดใบหนึ่งที่จุดขายข้ึนมาดูใกล้ ๆ เพรามีสีสันและลวดลายท่ีสวยงามแปลกตา
ปัน้ สบิ จงึ เกิดความคดิ บางอยา่ งข้ึนทันที
“งน้ั พวกเราซ้ือโปสการด์ ใบน้ีให้เธอไวด้ ีไหม เม่อื เห็นแล้วจะได้ไม่ลืมเร่ืองท่ีเกิดข้ึน
ไงล่ะ” ป้ันสิบว่าแต่พิกุลทาหน้าเกรงใจ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสามคนท่ีเห็นด้วยก็
คะย้นั คะยอใหพ้ ิกุลเก็บมันไว้ แล้วซื้อให้พิกุลได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกยามที่ต้องกลับไปใน
สมยั อดีตทเ่ี ธอจากมา
“ขอบคุณสาหรับโปสการ์ดนะ หากได้กลับไป พิกุลจะไม่ลืมพวกเธอท่ีแสนใจดี
ทั้งสามคนแน่ ๆ ผักน้า ปั้นสิบ แก้มหอม” พิกุลพูดด้วยรอยยิ้ม อย่างน้อยหากกลับไป
แล้วกย็ ังคงมขี องทท่ี าให้ระลึกถึงกันได้อยู่เสมอ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคงมีความกังวลว่าจะ
สามารถกลบั ไปยงั ท่ที ี่จากมาไดอ้ ีกคร้ังหรือไม่…
- จบตอนที่ ๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา - ๔๙ - สดับถอ้ ยร้อยความตามเรือ่ งเรียน
ไก่เบตง
ไก่เบตงเปน็ ไก่พนั ธุ์เน้ือพนื้ เมืองทีน่ าพนั ธุ์
มาจากมณฑลกวางไส ประเทศจีน เมื่อคร้ัง
อดีตที่ชาวจีนบางส่วนได้อพยพมาต้ังหลัก
แหลง่ ในประเทศไทยที่อาเภอ เบตง จังหวัด
ยะลา และได้นาไก่พันธุ์น้ีมาเลี้ยง ซึ่งเป็นไก่
พันธุ์เนื้อที่มีคุณภาพดีเลิศ รสชาติดี เนื้อนุ่ม
ไม่เหนียว และเมื่อนามาประกอบอาหารจะมี
กลน่ิ หอมชวนรับประทาน
ต่อมาก็ได้มีการเพิ่มจานวนกลุ่มคนท่ีเลี้ยงไก่พันธุ์เบตงเพิ่มมากข้ึนไปทั่วจังหวัด
ยะลา และจังหวดั ใกลเ้ คียง มกี ารนาไปผสมกับไก่พนั ธ์อุ ่ืน ๆ บ้าง และเป็นที่รู้จักอย่าง
แพร่หลายมาจนถึงปัจจบุ นั
ไก่เบตงพันธุ์แท้ จะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น แสดงถึงความเป็นไก่พันธ์ุเบตง
คือ ปาก และขาจะมีสีเหลือง หงอนสีแดงสด ขนอ่อนนุ่มสีเหลืองทองหรือเหลือง
แซมขาว แต่ปีกและหางไมม่ ีขน บั้นท้ายตัด คอและขาแข็งแรง ชอบอาศัยรวมกันเป็น
กลุ่ม กินแมลง และหญ้าเป็นอาหารหลัก ไก่พันธุ์เบตงท่ตี ัวยงั เล็กจะมีขนน้อย ไก่ตัวผู้
ที่โตเต็มท่ีจะมีน้าหนักประมาณ ๒.๕ - ๔ กิโลกรัม ส่วนไก่ตัวเมียที่โตเต็มท่ีจะมี
นา้ หนกั ประมาณ ๒ - ๓ กโิ ลกรัม ซ่ึงในการจะเลย้ี งไก่เบตงน้ันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายมากนัก
เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องอาศัยศาสตร์แห่งการเลี้ยงที่ต้องรู้จริง คือ ต้องเลี้ยงด้วย
ฟารม์ ทเี่ ปน็ ระบบเปิด เพราะไก่เบตงชอบกินแมลง และหญา้ เป็นอาหารหลัก มักจะหา
กนิ เองตามอิสระในบริเวณท่เี ป็นป่าโล่งกว้าง สว่ นอาหารเลยี้ งดว้ ยขา้ วโพด ข้าวสวยหุง
สุก รา และหยวกกล้วย เป็นต้น ซ่ึงหากมีการเล้ียงที่เป็นไปตามศาสตร์นี้ก็จะได้ไก่เบ
ตงท่มี ีเนอ้ื เหลืองสวย มีความนุ่มลิ้น ไขมันน้อย หนังเค้ียวกรุบกรอบ มีกลิ่นหอมเม่ือ
นาไปปรุงอาหาร และรสชาติอร่อยกลมกล่อม อีกทั้งผู้ท่ีเล้ียงจาเป็นที่จะต้องมีความ
อดทนขน้ึ ด้วย เนื่องจากไก่เบตงจะมีอายุการให้เน้ือที่นานถึง ๖ เดือน ต่างจากไก่พันธุ์
ท่วั ไปที่ขายตามท้องตลาด ซงึ่ เลยี้ งแค่ ๕ สัปดาห์ก็สามารถนาออกจาหน่ายได้แล้ว
- ๕๐ -
นอกจากนล้ี ักษณะเดน่ อีกเรือ่ งของไก่เบตง คือ เม่ือนาไปปรุงอาหาร เน้ือจะมี
ความหวาน นุ่มนวล แต่ไม่เปื่อยยุ่ยเหมือนไก่ที่ขายกันในท้องตลาด อาหารท่ีนิยม
ปรุงจากไก่เบตง ได้แก่ ข้าวมันไก่เบตง ไก่สับเบตง ไก่เบตงตุ๋นยาจีน ไก่เบตงคั่ว
เค็ม ไก่เบตงตุ๋นมะนาวดอง ต้มยาไก่เบตง ไก่เบตงต้มราดซีอิ๊ว ฯลฯ ผู้ที่ได้ล้ิมรส
ไก่เบตงแล้ว ต่างยอมรับในความพิเศษของไก่เบตง และหาโอกาสท่ีจะรับประทาน
อีก ถือว่าเป็นไก่ท่ีสร้างชื่อเสียงให้กับอาเภอเบตง จนเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหน่ึง
ของอาเภอเบตง ที่ไม่ว่าใครผ่านเข้ามาเยือนเป็นต้องมาแวะล้ิมลองความอร่อย
และที่สาคัญไก่เบตงเป็นไก่ทไ่ี รไ้ ขมัน จงึ เป็นทช่ี ่นื ชอบของบรรดานักชิมจากทว่ั ท้งั ใน
ประเทศและต่างประเทศ
ในปัจจุบันแม้ไก่เบตงจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนมีราคาที่สูงขึ้น แต่
เกษตรกรท่ีเลี้ยงไกเ่ บตงก็ยงั มีจานวนที่ลดลงอยู่ สบื เน่อื งจากระยะเวลาในการเลย้ี ง
ที่ต้องใช้เวลานานกว่าไก่สายพันธุ์ทั่วไปตามท้องตลาด จึงมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้ง
วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่เบตงข้ึน เพ่ือเป็นการส่งเสริมชาวบ้านในท้องถิ่นให้มีการ
เล้ียงไก่เบตงมากขน้ึ โดยกลุ่มทจ่ี ดั ตงั้ ขน้ึ นี้ มีหนา้ ท่ีหาพนั ธไุ์ กด่ ี หาอาหารที่ถูก
ให้ความรู้เกี่ยวกับผู้คนท่ีสนใจ และผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน
รวมถึงมีการรับซื้อคืน ด้วยเหตุเพราะก่อนหน้านั้นมี
ชาวบ้านบางส่วนที่เล้ียงไก่เบตงขายแล้วขาดทุน เพราะ
ชาวบ้านไม่มีตลาด และโดนพ่อค้ากดราคา ทาให้จานวน
ผู้เลี้ยงลดลง และเลกิ เลยี้ งกันไปในทีส่ ดุ แต่หลังจากท่ีมี
การจัดตั้งกลุ่มให้คาแนะนา และเป็นผู้กาหนดราคาเอง
ซ่ึงจากปกติกิโลกรัมละ ๑๕๐ บาท ปัจจุบันกลุ่มน้ีรับซ้ือ
ในกิโลกรัมละ ๓๕๐ บาท เปน็ การรับซอ้ื ในราคาทีส่ ูง
มีการประกันราคาให้ผู้ที่เล้ียง ส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดความสนใจ และเลี้ยงไก่เบตง
เพ่ิมมากขึ้น ซ่ึงเป็นไก่เบตงพันธุ์แท้ตามฉบับโบราณ อีกท้ังยังเป็นการสร้างแบรนด์
สนิ คา้ ให้เปน็ เอกลักษณข์ องอาเภอเบตง จงั หวัดยะลาอกี ด้วย
- ๕๑ -
ภาษาพดู และภาษาเขียน
๑. ความหมายและความสาคญั ของภาษาพูด
ภาษาพูด คือ การส่ือสารโดยใช้ถ้อยคา น้าเสียง รวมถึงกิริยาอาการต่าง ๆ ในการ
ถ่ายทอดความรสู้ ึก ความคิด จนิ ตนาการ และสงิ่ ต่าง ๆ ของผ้พู ดู ไปสู่ผฟู้ ัง เพอ่ื ทาให้เกิดการ
รับรแู้ ละตอบสนอง ดังน้ันภาษาพูดจึงมีความสาคัญเป็นอย่างมากในการส่ือสารให้สัมฤทธ์ิผล
ในขณะเดียวกันการพูดสามารถเป็นดาบสองคมได้ ผู้พูดจึงควรมีการระมัดระวังในการพูด
โดยควรพูดในสิ่งที่ดี มปี ระโยชน์ และพดู ในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อลดความขัดแย้งท่ีอาจเกิดขึ้น
ได้ หลีกเล่ียงถอ้ ยคาหยาบคาย การพดู เท็จ เป็นตน้
๒. ลักษณะของภาษาพูด
ภาษาพดู หมายถงึ ภาษาทใี่ ชพ้ ูดในชีวติ ประจาวนั โดยทีผ่ ้พู ูดไม่จาเป็นท่ีจะต้องเคร่งครัด
ในระเบียบของภาษา แต่มุ่งเพื่อท่ีจะส่ือสารให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และสัมฤทธิ์ผลตาม
จดุ ประสงค์ทตี่ ้องการจะสือ่ สาร โดยมลี กั ษณะทีค่ วรสงั เกต ดงั นี้
๑) ระดับภาษาที่ใช้ส่วนมากเป็นภาษาระดับกันเอง ระดับสนทนา ระดับกึ่งทางการ
โดยมกั ใช้ภาษาระดับกันเองสาหรับบุคคลที่มีความสนิทหรือคุ้นเคย เช่น ใช้สรรพนามว่า ฉัน
เรา เป็นตน้ และใช้ภาษาระดับสนทนากบั บุคคลท่ไี มค่ ้นุ เคยหรือมคี วามแตกต่างกันทางวัยวุฒิ
และคุณวุฒิ เพ่ือแสดงถึงความเคารพ ความสุภาพ เช่น ใช้สรรพนามว่า ผม กระผม ดิฉัน
คุณ เป็นต้น
๒) ประโยคทใี่ ชส้ ่วนมากเป็นประโยคความเดยี วและประโยคความรวม ในส่วนของ
ประโยคความซอ้ นจะมไี ม่มากนัก
๓) มกั ส่ือสารโดยมีการตดั คา รวบคา ย่อคา เพอ่ื ความรวดเรว็ เช่น เลก็ ไม่งอกหนง่ึ
หมายถึง ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก ไม่ใส่ถ่ัวงอกหนึ่งชาม ผอ. กาลังประชุมอยู่ค่ะ หมายถึง ท่าน
ผู้อานวยการกาลังประชมุ อยูค่ ะ่
๔) มีคาลงท้ายเรียกขานหรือคาขานรับ เพื่อแสดงความสุภาพหรือการยกย่อง เช่น
พ่อขา ยายจ๋า ระวงั ล่นื นะคะ เปน็ ตน้
๕) มกี ารใช้ภาษาทอ้ งถนิ่ ปะปน เช่น หรอย จงั ฮู้ ได้แรงอก เป็นต้น
๖) มีการพูดโดยใชถ้ อ้ ยคา สานวนโวหาร สุภาษติ คาพังเพย คาซา้ คาซ้อน คาคล้อง
จอง ประกอบการพดู เชน่ ไกง่ ามเพราะขนคนงามเพราะแตง่ เปน็ ต้น
-๕๒-
๗) มกี ารใช้ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การละประธาน กริยา กรรม หรือคาบุพบทไว้
ในฐานที่เข้าใจซึ่งเสามารถส่ือสารกันได้เพราะเป็นการพูดเฉพาะตัวบุคคล ผู้พูดอยู่ใน
สถานการณ์น้ันอยู่แล้ว หากถ่ายทอดเป็นกายาเขียนก็ต้องดูข้อความที่แวดล้อม (บริบท)
จงึ จะเข้าใจ เชน่
ปน้ั สบิ : “(เธอ) อยากกนิ อะไร ทนี่ ่มี ี (อาหาร) ให้เลือกหลายอยา่ ง”
ละสรรพนามและกรรม
ผกั นา้ : “(ฉนั ) อยากกินขนมจีน ใช่ (อาหารที่ขาย) มเี ยอะมากจริง ๆ”
ละสรรพนามและประโยค
๓. ระดบั ภาษาทใ่ี ชใ้ นการพูดสอื่ สาร
การพูดในชวี ติ ประจาวนั มลี ักษณะการใชภ้ าษาแต่ละระตับแตกต่างกนั ดังน้ี
๑) ภาษาพิธีการ มีลักษณะเป็นแบบแผน ใช้ถ้อยคาประณีตบรรจง มุ่งให้ผู้รับสารฟัง
ดว้ ยความสารวม มักพบในการพดู สดุดี คากลา่ วบวงสรวง คากล่าวในพิธตี ่าง ๆ
๒) ภาษาทางการ มีลักษณะเป็นแบบแผน แต่ใช้ถ้อยคากะหัดรัดกว่าระดับพิธีการ
ถอ้ ยคามีความสละสลวย แต่ชัดเจน เคร่งครัดด้วยไวยากรณ์ ใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการ
ไปสู่สาธารณชน มักพบในการแสดงปาฐกถา
๓) ภาษากงึ่ ทางการ มีลักษณะการใช้ถ้อยคาคล้ายคลึงกับภาษาทางการ แต่ลดระดับ
ความเป็นทางการ ลดความเคร่งครัดในไวยากรณ์ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมีปฏิสัมพันธ์
ระหว่างกนั มีสว่ นรว่ มในการสอ่ื สาร มักพบในการอภิปราย การประชมุ การบรรยายในชั้น
เรียน
๔) ภาษาสนทนา มีการใช้ถ้อยคาท่ีเป็นกันเองมากขึ้น ระยะห่างระหว่างผู้ส่งสารและ
ผู้รับสารมีน้อยลง เป็นภาษาท่ีใช้เพื่อการสนทนาอย่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ใช้ในการ
พูดคุย สนทนากบั บคุ คลท่ัวไปทีร่ ้จู ักกันในวงสนทนา หรือคุน้ เคยกนั ในระดบั หนง่ึ
๕) ภาษากันเอง มีการใช้ถ้อยคาท่ีเป็นกันเองมากขึ้น ไม่ให้ความสาคัญกับความ
ถกู ต้องทางไวยากรณ์ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมคี วามสนิทสนม กันใช้ถ้อยคาที่เข้าใจกันเป็น
การส่วนตวั คาเฉพาะกล่มุ
- ๕๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา สดบั ถ้อยร้อยความตามเรอ่ื งเรียน
๔. ความหมายและความสาคญั ของภาษาเขยี น
ภาษาเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความคิด ความเข้าใจ
ของมนุษย์ โดยใชอ้ ักษรหรือใช้สญั ลักษณอ์ นื่ ๆ แทนคาพูด เช่น แผนภาพ แผนภูมิ แผน
ที่ เพ่ือให้ผู้อ่ืนได้รับรู้ เข้าใจ และตอบสนองตามที่ผู้เขียนต้องการ การเขียนเป็นการ
ส่ือสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ ผู้เขียนสามารถตรวจท่าน
ทบทวน แก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ซึ่งแตกต่างจากภาษาพูดเพราะการพูดเป็นการ
สื่อสารเฉพาะหน้าที่มีโอกาสแก้ไขคาพูดของตนน้อยมาก ภาษาพูดจึงอาจผิดพลาดไม่
เหมาะสมไดเ้ ทา่ กับภาษาเขยี น
๕. ลกั ษณะของภาษาเขยี น
ในสมัยโบราณการเขียนมีความสาคัญในฐานะท่ีเป็นหลักฐานในการบันทึกความรู้
ความคิด ความเชื่อ สภาพสังคมในสมัยนั้นถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจวิถี
ชีวิตของบรรพชนเป็นการเขียนเพ่ือระบายอารมณ์ ความรู้สึก หรือเพ่ือแสดงภูมิปัญญา
ของผู้เขียน แต่ปัจจุบันการเขียนมีความสาคัญมากข้ึน นอกจากเป็นการส่ือสารความรู้
ความเข้าใจจากคนหน่ึงไปยังอีกคนหนึ่งแล้ว การเขียนยังทาให้เกิดอาชีพ เช่น นักเขียน
นักประพันธ์ บรรณาธกิ าร เป็นตน้ การเขยี นบันทึกเหตุการณท์ ่เี กิดขึน้ ทาใหท้ ราบสภาพวิถี
ชีวิต ความคิด ความเชื่อ ความต้องการของคนในสังคม การเขียนกฎหมาย เป็น
กฎระเบียบแนวทางที่ผู้คนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมสงบสุขการเขียนข่าว เป็นการแจ้ง
ข่าวคราว เหตุการณ์บ้านเมืองให้คนในสังคมทราบ ดังน้ัน ภาษาเขียนจึงเป็นเคร่ืองมือ
แสดงความคดิ ความรู้ อารมณ์ ความรสู้ ึก และแสดงภูมิปัญญาของมนุษย์
๖. การใชภ้ าษาเขยี น
การเขยี นเป็นการบันทกึ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่ง
แตกต่างยากภาษาพูด ผู้เขียนสามารถขัดกลาภาษให้สละสลวย ทาให้ภาษาเขียนมี
ลักษณะสุภาพ ถูกต้องตามระดับภาษา ตรงความหมาย และสะกดถูกต้อง ภาษาเขียน
โดยทวั่ ไปมี ๒ ลกั ษณะ ดังนี้
- ๕๔ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา สดบั ถ้อยรอ้ ยความตามเรอ่ื งเรียน
๑) เขียนตามภาษาพูดท่ีพูดในชีวิตประจาวัน เหมาะสมกับลักษณะวิถีชีวิต ความ
เปน็ อยูข่ องบคุ คล เชน่ การเขียนบันทึกส่วนตัว บันทึกความรู้จากการอ่าน การเขียนเร่ือง
ส้นั นวนยิ าย นิทาน อัตชีวประวัติ เปน็ ตน้
๒) เขียนโดยใช้ภาษาทก่ี ล่นั กรองถ้อยคาอย่างละเมียดละไม มีความประณีตในการ
ใช้ภาษา และใช้ภาษาที่ถูกต้องตามพจนานุกรม ตามรูปแบบ ตามระเบียบ และตาม
ขนบธรรมเนียมของภาษา เช่น การเขียนเรียงความ ย่อความ บทความ สารคดี รายงาน
โครงงาน และร้อยกรอง เป็นตน้
๗. การใชภ้ าษาเขยี น
การสอ่ื สาวดว้ ยภาษาเขียนนั้น ผู้ส่งสารต้องมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองหลักภาษาและ
สามารถใช้กาษาเขียนถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ ความคิด จินตนาการ และประสบการณ์
เป็นตัวอักษรส่ือสารให้รับสารเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาเขียนข้ึนอยู่กับ
จดุ มุง่ หมายของผ้สู ง่ สารและรูปแบบการเขียน ซ่งึ สามารถแบง่ ได้ ๒ ลกั ษณะ ดงั นี้
๑) การเขียนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการเขียนถ่ายทอดเหตุการณ์ อารมณ์
ความรู้สึกของผู้เขียน เช่น การเขียนบันทึกประจาวัน การเขียนจดหมาย การเขียนเล่า
เร่ือง การแต่งเพลง การเขียนเร่ืองส้ัน นวนิยาย เป็นตัน ให้ผู้อื่นได้รับรู้ หรือเก็บไว้อ่าน
เอง ภาษาเขียนอยา่ งไมเ่ ป็นทางการเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้สื่อสารเหมือนเสียงพูด
ของมนุษยท์ ีใ่ ช้ส่ือสารในชวี ติ ประจาวัน
๒) การเขียนอย่างเป็นทางการ เป็นการเขียนอย่างมีแบบแผน มีหลักในการเขียน
เช่น การเขียนเรียงความ ย่อความ การแต่งคาประพันธ์ การเขียนรายงานการศึกษาคัน
คว้า การเขียนรายงาน โครงงาน รายงานการวิจัย การเขียนบันทึกข้อความ จดหมาย
ราชการ เป็นต้น การใช้ภาษาเขียนต้องมีการชัดเกลาภาษาให้ละเมียดละไม ไพเราะ
สละสลวย เหมาะสมกับระดับภาษา สถานภาพบุคคล โอกาส และสถานการณ์ ถูกต้อง
ตามข้อบงั คบั องคป์ ระกอบ และรูปแบบที่กาหนด
ระดับภาษาเป็นสิ่งสาคัญที่จาเป็นต้องคานึงถึงทุกคร้ังท่ีใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูด
หรือการเขียน เพราะการสื่อสารจะไม่ประสบผลสาเร็จ หากใช้ระดับภาษาไม่ถูกต้อง
อยา่ งไรกต็ ามในชีวิดประจาวนั ผู้สอ่ื สารอาจใชร้ ะดับภาษาปะปนกันได้ เช่น ภาษาระดับพธิ ี
การ อาจมีภาษาระดบั ทางการปะปนอยู่ด้วย
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา - ๕๕ - สดับถอ้ ยรอ้ ยความตามเรอ่ื งเรียน
๘. เปรียบเทยี บภาษาพูดและภาษาเขยี น
ภาษาพูดที่ใช้ในการส่ือสารมีอยู่หลายระดับ และแตกต่างจากภาษาเขียน เน่ืองจาก
ภาษาเขยี นมรี ะดับและระเบียบท่เี คร่งครดั มากกวา่ ภาษาพูด
ภาษาพดู ภาษาเขียน
๑. มุง่ สื่อสารอย่างรวดเรว็ ทาให้ใชค้ าในประโยคไม่ ๑. มุ่งส่อื สารใหเ้ ข้าใจ รู้จกั คิดและตคี วาม ผเู้ ขยี นมี
สมบูรณ์ กากวม อาจทาใหผ้ ูร้ ับสารเกิดความเข้าใจผดิ เวลาในการกลน่ั กรองถ้อยคา และผู้อ่านมเี วลาในการ
เช่น ตาเธอเป็นอยา่ งไรบ้าง อาจหมายถงึ ดวงตาเป็น พิจารณาสาร
อยา่ งไรบ้าง หรอื คุณตาเป็นอยา่ งไรบ้าง ก็ได้
๒. ใช้ภาษาไมป่ ระณตี มกั ใชภ้ าษาระดับกันเองและ ๒. มีการใช้ภาษาประณีตกวา่ ภาษาพูดเพราะผูเ้ ขยี นมี
ภาษาสนทนาหรอื ก่ึงทางการ เวลาในการขดั เกลาภาษาใหส้ ละสลวยตรงกบั ระดบั
ภาษา
๓. มักพดู คาไทยปนกับภาษาตา่ งประเทศ และเลยี น ๓. มีการใช้ภาษาประณีตกว่าภาษาพูด เพราะผ้เู ขียนมี
เสียงภาษาตา่ งประเทศ ทาใหเ้ สียงในภาษาเปลยี่ นไป เวลาในการขดั เกลาภาษาให้สละสลวยตรงกบั ระดับ
ภาษา
๔. การพูดไมส่ ามารถใชเ้ ป็นหลกั ฐานอา้ งอิง นอกจาก ๔. การเขียนเปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรสามารถใชเ้ ปน็
บันทกึ เสียงหรอื บันทึกภาพไวเ้ ทา่ นัน้ หลกั ฐานอา้ งองิ ได้
๕. การพูดเป็นการส่ือสารเฉพาะหน้า ผพู้ ูดมเี วลาคิด ๕. การเขยี นผู้เขียนมเี วลาคดิ หาคาตอบ หาขอ้ มลู
ตอบคาถามนอ้ ย อาจพูดผิดพลาดได้ และไมส่ ามารถ หลักฐานอ้างอิงทาใหก้ ารเขียนมีความน่าเชอ่ื ถอื
เรียกคาพูดกลบั มาแกไ้ ขได้
๖. การพดู เปน็ การสือ่ สารประจันหน้า อาจมีคาพดู ทีม่ ี ๖. การเขียนตอบโตโ้ ดยไม่ได้ประจนั หนา้ กัน แม้ความ
ท้ังถกู ใจและไม่ถูกใจผู้ฟงั จนเกิดการตอบโต้กันทงั้ ทาง คิดเห็นจะไมต่ รงกนั แต่ก็สามารถลดระดับความ
วาจาและทางกาย ขัดแย้งได้
๗. การพดู ปจั จบุ นั มกั ออกเสยี งผิดเพี้ยน ทาใหภ้ าษา ๗. การใชภ้ าษาในงานเขยี น ผู้เขยี นมีอิทธิพลตอ่ การใช้
เปลี่ยนแปลงได้มาก หากพดู ผิดกท็ าให้เขยี นผิดดว้ ย ภาษา มกั สรา้ งคาใหม่ สานวนใหม่ มกี ารใช้ภาษาทัง้ ดี
และไมด่ ี
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา - ๕๖ - สดับถ้อยร้อยความตามเรื่องเรยี น
๙. ตัวอยา่ งการใช้ภาษาพูดและภาษาเขยี น
๑) ภาษาพดู : ข้าวมันไก่เบตงเจา้ นอ้ี รอ่ ยสดุ ๆ ใครไมเ่ คยกินถอื ว่ามาไมถ่ ึงเบตง
ภาษาเขียน : ข้าวมันไก่เบตงร้านนี้มีรสชาติท่ีอร่อยมาก ใครที่มาท่องเที่ยว
อาเภอเบตง จังหวัดยะลา แลว้ ยังไมเ่ คยไดร้ บั ประทาน จะถอื ว่าเป็นเร่ืองท่ีน่าเสียดายเป็น
อย่างยงิ่
๒) ภาษาพูด : ยะลามีตู้ไปรษณีย์ใหญ่ท่ีสุดในโลกด้วยล่ะ คนท่ีมาเที่ยวชอบไป
ถ่ายรปู คเู่ ยอะแยะ
ภาษาเขียน : จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่มีตู้ไปรษณีย์ไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซ่ึง
นักทอ่ งเที่ยวมักจะถ่ายภาพกับไปรษณยี ์ไว้เป็นที่ระลกึ กันมากมาย
ภาษาพูดและภาษาเขียนมีความสาคัญในการสื่อสาร มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง
กันเพราะภาษาเขียนบันทึกภาษาพูดตามท่ีเป็นจริง สะท้อนภาพวิถีชีวิต ความคิด ความ
เช่ือ ของคนในสมัยนั้น ๆ อีกท้ังทอดอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ ความคิดของผู้ส่ง
สาร ให้ผู้รับสารทราบ อย่างไรก็ตาม ภาษาพูดและภาษาเขียนย่อมมีความแตกต่างกัน ทั้ง
ในเรื่องลักษณะภาษาและการใช้ภาษา ผู้เรียนจึงควรเรียนรู้และสังเกตการใช้ภาษาว่าใช้
อยา่ งไรจึงจะถกู ตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ ตรงความหมาย เหมาะสมกับระดบั บุคคล เพอ่ื ให้
การส่อื สารบรรลผุ ลตามเปา้ หมาย ไมส่ ญู เสียเอกลักษณท์ างภาษา
แนวขอ้ สอบ O-NET
ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องมากทีส่ ุด
๑. ภาษาพูดมคี วามเคร่งครดั ทางไวยากรณ์
๒. ภาษาพูดและภาษาเขียนสามารถแยกออกจากกนั ได้
๓. ภาษาพูดและภาษาเขียนสามารถนาไปใช้ขา้ มสถานการณก์ นั ได้
๔. การพจิ ารณาภาษาพูดและภาษาเขียนใหพ้ ิจารณาจากผูท้ สี่ ่งสาร
วเิ คราะหค์ าตอบ ภาษาพดู และภาษาเขยี น ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน เพราะใน
บางสถานการณผ์ สู้ ่อื สารอาจใช้ภาษาพูดในการเขียนและใช้ภาษาเขียนมนการพดู ภาษาพูดไม่มีความ
เคร่งครัดเร่ืองไวยากรณ์ การพิจารณาว่าข้อความนั้น ๆ เป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน ต้องพิจารณา
จากสถานการณป์ ระกอบกับรูปแบบการใช้ถอ้ ยคาระดบั ภาษา ดงั น้ันจงึ ตอบข้อ ๓
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๕๗ - สดับถอ้ ยร้อยความตามเรอ่ื งเรยี น
แบบฝกึ กิจกรรมทา้ ยบทที่ ๓
๑. ให้นักเรียนอธิบายความแตกต่างของภาษาพดู และภาษาเขียน
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
๒. ใหน้ ักเรยี นอา่ นขอ้ ความจากภาษาพดู ทกี่ าหนดให้ พรอ้ มระบวุ ่าข้อความท่ีกาหนดจดั อยใู่ น
ภาษาพูดระดบั ใดบ้าง
๑) กระผม นายเปรมศักด์ิ สุวรรณ พัฒนาการอาเภอเบตง รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างย่ิง
ท่ีได้มาเป็นแประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมประจาปีทะเลหมอกอัยเยอร์เวงในคร้ังนี้ การ
ทาอัยเยอร์เวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวน้ัน เร่ิมจากแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวตาบลท่ีมี
ความต้องการพฒั นาพืน้ ที่เปน็ แหล่งท่องเที่ยว โดยใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีจุดแข็งและ
นาชาวบ้านในพ้นื ท่เี ขา้ มามสี ่วนร่วม
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
๒) เน่ืองในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันท่ี ๓
มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้าพระพุทธเจ้าในนามของนายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อมด้วยพสก
นิกรอาเภอเบตง ต่างปล้ืมปิติและช่ืนชมโสมนัสในพระบุญญาบารมีที่ทรงได้รับการสถาปนา
เฉลิมพระเกียรติเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระเกียรติยศสมบูรณ์ตามโบราณ
ราชประเพณี
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
๓) ฉนั ยังไมเ่ คยเห็นตู้ไปรษณยี ใ์ หญข่ นาดน้ีมากอ่ นเลย ขอบคุณเธอจรงิ ๆ ทพี่ ามาเท่ยี ว
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๕๘ - สดับถอ้ ยรอ้ ยความตามเรอื่ งเรยี น
๔) แกงไก่เบตงชามน้ีแซบ่ สะเด็ดมาก แกลองกินดู
ตอบ...........................................................................................................................
๕) ต้องยอมรบั ว่าเป็นความฉลาดปราดเปรื่องของผู้จัดท่ีเลือกสวนหม่ืนบุปผาเป็นสถานที่
ในการประชุม
ตอบ...........................................................................................................................
๓. ใหน้ ักเรยี นแตง่ ประโยคโดยเปลย่ี นจากภาษาพดู ให้เป็นภาษาเขียน
๑) ภาษาพดู : ไก่เบตงแพง แตอ่ ร่อยมาก
ภาษาเขยี น : ………………………………………………………………...............................
๒) ภาษาพูด : ที่ยะลานน่ี ่าเทยี่ วมากจริง ๆ
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………...............................
๓) ภาษาพดู : เบตงไปรษณยี ์ทส่ี งู ท่ีสดุ ในโลกคนที่ยนื ใกลๆ้ ดูตวั เล็กไปเลย
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………...............................
๔) ภาษาพูด : ไก่เบตงเอาไปทาไดห้ ลายอย่าง ย่ิงข้าวมนั ไก่ยิง่ อรอ่ ยมาก
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………...............................
๕) ภาษาพูด : เบตงมีที่เทย่ี วเยอะ แถมยังมีอาหารอรอ่ ย ๆ ใหก้ ินอกี
ภาษาเขยี น : ………………………………………………………………...............................
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา - ๕๙ - สดบั ถอ้ ยรอ้ ยความตามเรอื่ งเรียน
รถตุ๊กตุ๊กเคลื่อนตัวเข้ามายังตาบลอัยเยอร์เวงในอาเภอเบตง สายลมปะทะ
ใบหน้าจนรู้สึกเย็นฉ่า เด็ก ๆ ท้ังสี่คนน่ังพูดคุยถึงสถานที่ท่องเที่ยวท่ีผ่านมา และช้ี
ชวนกันมองข้างทางที่รถตุ๊กตุ๊กขับผ่านด้วยความสนใจ เพ่ือเป็นการศึกษาสถานท่ี
และการเดินทางไปด้วยในตัว หากมาท่องเที่ยวคร้ังหน้าจะได้รู้ที่รู้ทาง และชักชวน
คนอน่ื ๆ มาได้
พกิ ุลน่ังมองโปสการด์ ซ่งึ ตดิ ภาพท่ถี ่ายรว่ มกนั ในอโุ มงคป์ ยิ ะมิตร รอยยิม้ เลก็ ๆ
แต่งแต้มท่ัวท้ังใบหน้าอย่างมีความสุขตลอดทางที่นั่งรถตุ๊กตุ๊กมา เพียงไม่นาน
รถตุ๊กตุ๊กคันสีน้าเงินของเด็ก ๆ ก็จอดลงท่ีหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ ซึ่งมีป้าย
เขียนชื่อหมู่บ้านขนาดใหญ่ อันเป็นสถานที่ท่องเท่ียวสถานที่สุดท้ายของวันนี้ ผู้คน
มากหน้าหลายตาต่างพากันมาเท่ียวชมที่น่ีกันอย่างเนืองแน่นย่ิงเพ่ิมความต่ืนเต้น
ให้กับทั้งแก้มหอม ป้ันสิบ และผักน้า ส่วนพิกุลเองจากตอนแรกที่ไม่ได้อยากมา ก็
เกิดความรู้สึกต่ืนเต้นตามไปด้วย เพราะไม่คิดว่าคนจะมาเยอะขนาดนี้ ท้ังยังเกิด
ความอยากรู้ว่าสถานที่แห่งน้ีมีอะไรดี คนถึงมาเท่ียวกัน ทั้งท่ีดูเหมือนจะเป็น
หมู่บ้านธรรมดา ๆ แห่งหน่งึ เทา่ นัน้
ระหวา่ งทางทชี่ าวบ้านในหมู่บ้านขับรถสัญจรบนท้องถนน แก้มหอมสังเกตเห็น
ว่าชาวบ้านผู้ชายบางคนได้เหน็บกริชไว้ท่ีผ้าขาวม้าคาดเอว จึงชี้ชวนให้เพ่ือน ๆ ดู
ด้วย ทั้งส่คี นรจู้ ักกริชอยู่บ้าง เพราะมันเปน็ อาวุธที่มีมานานแล้ว เม่ือก่อนต่างพากัน
พกไวเ้ พ่อื เป็นอาวธุ ปอ้ งกนั ตัว แต่ในปจั จบุ ันบ้านเมืองไม่ได้อันตรายดังเช่นเมื่อก่อน
ในอดีตแล้ว แต่ผู้คนบางส่วนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีการพกกริชกันอยู่ จึงชวนให้เกิด
ความสงสยั ข้นึ
ทัง้ สี่ตา่ งต้องการหาทม่ี า และอยากรู้เร่ืองกริชด้วยความที่เป็นเด็ก อยู่ในวัยท่ีมี
ความสงสัยใคร่รู้ แต่ยังคงได้แต่เก็บคาถามเหล่านั้นเอาไว้ในใจ เพ่ือรอไปถามจาก
คนในหมูบ่ ้าน หรอื คนที่พอจะมคี วามรูจ้ ะตอบคาถามเหล่าน้ไี ด้
- ๖๑ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา รู้พากเพียรภาษาคา่ กวี
ปั้นสิบ ผักน้า แก้มหอม และพิกุล เดินลงจากรถแล้วมุ่งหน้าไปยังป้ายชุมชนท่องเท่ียว
นวัตวิถีบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ ซึ่งมีการจัดสวนเป็นมุมถ่ายรูปเอาไว้อย่างสวยงาม ประดับ
ด้วยแผ่นศลิ าหินขนาดใหญ่สีดาบรเิ วณรมิ บันไดทางเดนิ ซึง่ มีมัคคเุ ทศน์คอยต้อนรับ เดก็ ๆ จงึ
เลอื กที่จะถามคาถามทีย่ ังคงสงสัยกบั มัคคุเทศนค์ นที่ยืนอยไู่ ม่ไกลนัก
“สวัสดีค่ะ พวกหนูขอถามเรื่องที่สงสัยจากพี่หน่อยได้ไหมคะ” แก้มหอมเร่ิมตั้งคาถาม
เปน็ คนแรก
“ได้ครับ น้อง ๆ มีข้อสงสัยอะไรสามารถสอบถามพ่ีได้เลย พี่ยินดีให้ความรู้” มัคคุเทศน์
หนุ่มท่ีเข้ามาทางานตั้งแต่เด็กได้ตอบด้วยรอยย้ิม เขาเองอยู่ท่ีหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ มา
ตั้งแต่เกิด จึงซึมซับเอาความรู้ ภูมิปัญญาหลายอย่างติดตัวมา และคิดว่าอาจจะสามารถตอบ
คาถามของเดก็ ๆ ได้
“พวกหนูเห็นเขาพกกริชไว้ที่ตัวกันค่ะ และรู้แค่ว่า
น่าจะใช้ป้องกันตัว แต่ก็อดสังสัยไม่ได้ว่าปัจจุบัน
กฎหมายของประเทศก็มีแล้ว ก็ไม่น่าจะจาเป็นต้องพก
ติดตัวไว้แล้วน่ะค่ะ” แก้มหอตอบ เด็ก ๆ ที่เหลือต่าง
พยักหน้าและมองดูผู้คนท่ีมาท่องเที่ยว บางคนท่ีเป็น
ชาวบา้ นเดนิ ทางเขา้ มากม็ ีการพกกริชเอาไว้ด้วย แต่ก็ยัง
ไมส่ ามารถเข้าไปภายในไดเ้ พราะมีอาวุธ
“เรื่องนี้นี่เอง มันคือกริชรามันห์ น้องเห็นน่ันไหม” มัคคุเทศน์หนุ่มว่าพลางชี้ให้ดูกริชที่
ชาวบา้ นคนหน่งึ กาลังถอดเกบ็ ไวท้ ่ีตะกนร้าหน้ารถจักรยานยนตร์ “น่ันคือกริชรามันต์ ด้ามกริช
มีการสลักลวดลายเอาไว้อย่างสวยงามเป็นรูปนกปือกา หรือนกพังกะ เป็นนกในวรรณคดี
ท้องถ่ิน ส่วนตวั เล่มจะคดโคง้ ไดร้ ปู นั่นเขาเรียกว่ากริชรามันห์ มีตานานท่ีเล่าต่อ ๆ กันมาด้วย
นะ เดย๋ี วพจ่ี ะเลา่ ใหฟ้ งั ”
เด็ก ๆ ต่างยินดที ี่จะมคี นมาเลา่ เรื่องท่ีอยากรู้ให้ฟัง เร่ืองพวกน้ีแม้ไม่ได้ใช้ในวิชาสอบ แต่
ไม่ต่างอะไรจากเป็นความรู้ท่ีต้องเก็บเก่ียว เป็นวิชาชีวิตท่ีรู้ไว้ก็ไม่เสียหาย วันหนึ่งอาจจะทา
ประโยชน์ให้ได้ก็ได้ หรืออย่างน้อยท่ีสุดก็ได้คลายความสงสัยของตนเอง เม่ือเป็นเช่นน้ันเด็ก
ๆ จงึ ต้งั ใจฟังพี่มคั คเุ ทศน์เลา่ เรอ่ื งกริชให้ฟังวา่ เขาว่ากันอย่างนี้
- ๖๒ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา รู้พากเพียรภาษาคา่ กวี
ตานานเล่าขานว่า กริชนห้ี นามมี านาน
ลว่ งลพุ ันปีผ่าน ทรงคุณค่าตา่ งรู้ดี
คดงองามลวดลายมี
คมกรชิ นา่ เกรงขาม เอกลกั ษณ์ประจักษ์ศลิ ป์
ด้ามจบั สลกั นี้ มีทม่ี าใหย้ ลยิน
ท่มี ชี ่างกรชิ รามันห์
เรอ่ื งเล่าแดนยะลา เขาผนู้ เี้ ล่าลอื กัน
ยะลาเปน็ แผ่นดนิ สอู่ าวธุ ประดับกาย
และประดิษฐไ์ วม้ ากมาย
นามปาแนบือซี กรชิ น้นั ไซร้ไดจ้ ากเขา
เปน็ ผ้สู รา้ งกรชิ นนั้ จนเจา้ เมอื งนาพาเอา
จนร่ารวยในเงินทอง
ชานาญการทากริช ดว้ ยเห็นวา่ ชอ่ื กึกกอ้ ง
ชาวบา้ นทง้ั มากหลาย จงึ ใสค่ วามสาแก่ใจ
จนเรื่องราวนาพาภัย
รา่ ลือกนั ฟ้งุ เฟือ่ ง เรง่ สอบสวนเรว็ โดยพลนั
อุปการะด่ังลกู เตา้
รู้พากเพยี รภาษาค่ากวี
ชาวบ้านรษิ ยา
สขุ สบายทรพั ยเ์ นืองนอง
ว่าร้ายเร่ืองชสู้ าว
ถงึ หูเจา้ เมอื งไว
- ๖๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา
แลว้ ถูกโทษประหาร จนพน้ ผา่ นไปเจ็ดวัน
ก็กลบั ฟนื้ ขนึ้ มาใหม่
ปาแนบือซนี นั้ ชาวบ้านพบต่างตกใจ
เขาไมต่ ายยังอยู่ดี
เดินออกจากหลมุ ศพ จะตอ้ งฆา่ ในครานี้
จงึ ชี้แนะวธิ กี าร
จงึ ทลู เจ้าเมืองไป ไปเสยี กอ่ นเมื่อประหาร
ฝงั แม่นา้ ชื่อละแอ
เจา้ เมืองจงึ เรยี กหา คนท้องทชี่ ว่ ยดูแล
ศาสตราวุธของโบราณ
แล้วปาแนบือซี ระบือบลิ ไปช้านาน
เพ่อื อยู่คู่แดนยะลา
ใหฟ้ นั เป็นสองทอ่ น และขดั เกลาพฒั นา
เอกลกั ษณป์ ระจักษใ์ จ
นาร่างไรว้ ิญญาณ ส่ิงประดิษฐ์ศวิ ไิ ล
ทอ้ งถิน่ แหง่ กริชรามนั ห์
เล่าขานจนวนั นี้
รู้พากเพยี รภาษาค่ากวี
อนรุ กั ษใ์ ห้เทย่ี งแท้
สืบสานในงานศิลป์
ส่งตอ่ ใหล้ กู หลาน
สรรคส์ รา้ งตามแบบเกา่
สลักลายตระการตา
ตีเหล็กเปน็ คมกรชิ
ประดับคู่ยะลาไว้
- ๖๔ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมืองยะลา
“ประวัติกริชก็ประมาณน้ีครับ ส่วนปัจจุบันก็
สามารถเป็นได้ทั้งอาวุธป้องกันตัว แต่ส่วนใหญ่ท่ี
พกกันอยู่จริง ๆ เพราะบูชาเหมือนเป็นส่ิง
ศกั ด์ิสิทธ์ปิ ระจาตวั เปน็ ของขลงั เสยี มากกว่า เช่น
ท่ีคนบางคนก็ใส่สร้อยพระ ใส่แหวนมงคลไว้
เพ่อื ใหป้ กป้องค้มุ ครองตามความเชอ่ื ครับน้อง ๆ”
เด็กน้อยท้ังหมดพยักหน้าเมื่อเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง และรู้สึกภูมิใจท่ีความสงสัยเพียง
เลก็ นอ้ ยทาให้ไดร้ ู้จกั งานหัตถศิลป์ท่ีทรงคุณค่าของยะลาอีกสิ่งหน่ึง จากนั้นท้ังส่ีคนก็เดินเท่ียว
ชมหมู่บ้านต่อ ซ่ึงเป็นสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ มีระบบนิเวศผสมผสานกับการท่องเที่ยว
เชงิ ประวตั ิศาสตร์ ในการมาทอ่ งเที่ยวท่ีนี่ นอกจากได้พักผ่อนหย่อนใจกับธรรมชาติแล้ว ยังได้
ศึกษาประวัติศาสตร์จากผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์คร้ังนั้นที่เกี่ยวข้องกับพรรค
คอมมิวนิสตด์ ว้ ย
เม่ือเดินสารวจจนพอใจแล้วก็ไม่ลืมที่จะแวะไปยังต้นไม้ใหญ่ท่ีเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของ
ท่ีน่ีด้วย เด็กทั้งส่ีคนแหงนขึ้นมองก่ิงก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ท่ีทาให้ผู้คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
กลายเปน็ มนุษย์ตัวจวิ๋ ไปในทนั ที เนื่องจากลาตน้ ที่กว้างใหญ่ หลายคนที่มาเปน็ กลุ่มพยายามจะ
จับมือกันเพื่อโอบให้รอบลาต้น แต่ก็ไม่สามารถโอบจนรอบได้ และได้ยินแว่ว ๆ ว่าต้องใช้คน
ถึง ๓๘ คน จึงจะสามารถโอบได้จนรอบต้น นอกจากน้ีความสูงยังสูงลิบ สร้างร่มเงาให้ได้เป็น
อยา่ งดี
“โอโ้ อ ใหญม่ ากเลย ในรปู ว่าใหญแ่ ล้ว มาดจู ริง ๆ ใหญ่กว่าเดมิ อกี นะ” ผกั น้าท่เี คยเขา้ ไป
ในอนิ เทอรเ์ น็ตเพ่ือดูรปู ภาพต้องอ้าปากค้างเมอ่ื ไดม้ าเหน็ ต้นจรงิ ตรงหนา้
“น่ันน่ะสิ ต้องอายุเยอะมากแน่ ๆ” พิกุลพูดอย่างตกตะลึงเพราะยังไม่เคยเห็นต้นไม้ท่ี
ใหญ่ขนาดนี้มากอ่ นในชวี ิต และน่านับถือไม่นอ้ ยท่ีคนในยุคปัจจุบนั ยังคงมกี ารอนรุ ักษ์เอาไว้ ไม่
ตัดทิ้งเสีย มัคคุเทศน์หนุ่มคนเดินท่ีกาลังยืนให้ความรู้เห็นเด็ก ๆ กลุ่มนี้มีความอยากรู้จึงเดิน
เขา้ ไปอธบิ ายและใหค้ วามรเู้ พม่ิ เติม
- ๖๕ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา รพู้ ากเพียรภาษาค่ากวี
“ต้นไม้ต้นน้ีชื่อว่าต้นสมพงครับ มีอายุเก่าแก่ท่ีมีอายุนับพันปี ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในทาง
ภาคใต้ของประเทศไทยเราเลยครับ” มัคคุเทศน์หนุ่มว่าพลางภายมือไปที่ต้นสมพงท่ีมีขนาด
ใหญ่จริงดงั วา่ พรอ้ มกบั เสรมิ ใหท้ ราบถงึ ขนาดทีก่ ว้างใหญ่มากขนึ้ “ขนาดของลาตน้ ท่เี หน็ นต้ี อ้ ง
ใช้คนถึง ๓๘ คนในการโอบเลยทีเดียว”
แก้มหอมจึงพยกั หนา้ รับ พอไดฟ้ งั เช่นน้แี ลว้ ทัง้ ส่ีคนก็อดไม่ได้ที่จะกางแขนต่อกัน แล้ว
ขยับไปใกล้ ๆ เพ่ือจะลองโอบดู แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันใหญ่มาก ๆ พวกเธอกางแขนต่อกันส่ี
คนยังได้ไม่ถึงครึง่ ของความยาวรอบต้นไม้เลย
ระหวา่ งทกี่ าลังช่นื ชมธรรมชาติรอบ ๆ บริเวณนั้นอยู่ อยู่ ๆ พิกุลก็ได้ยินเสียงเรียกตนเองท่ีดัง
ขน้ึ มา เสยี งนน้ั เรียกวา่
“พิกลุ ลกู ดอกไม้ท่ยี ายให้ไปเก็บมารอ้ ยพวงมาลัยได้หรอื ยงั …พกิ ลุ ลกู ” เสียงของยาย!
พิกลุ อ้าปากค้างเม่ือได้ฟังเสยี งนั้นชดั ๆ เสยี งเพรียกหาทีด่ ังข้นึ ซ้า ๆ และชัดเจนขึ้นในทุกขณะ
ยืนยันไดโ้ ดยทันทีวา่ เปน็ เสยี งของผู้เป็นยายทก่ี าลังร้องเรยี กตนเองอยู่
“พวกเธอได้ยินเหมือนพิกุลไหม พิกุลได้ยินเสียงของยายเรียกจ้ะ” พิกุลรีบเอ่ยบอก
เพราะอยากรวู้ า่ เพอ่ื นคนอ่นื ๆ ได้ยินเหมอื นตนเองบา้ งหรอื ไม่
“แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้หูฝาดไป” ป้ันสิบเอ่ยเพื่อให้พิกุลลองฟังดูดี ๆ ก่อน เนื่องจาก
เพอ่ื น ๆ คนอืน่ อย่างผักนา้ และแก้มหอม ไม่ไดย้ ินเสยี งคนเรยี กพิกุลเลยสักนดิ
“แน่ใจจ้ะ เรากลบั ไปยงั ท่ีเดิมได้ไหม พิกุลว่าเราควรจะไปท่ีน่ัน” หญิงสาวท่ีข้ามอดีตมา
สูอ่ นาคตเอ่ยบอกด้วยสายตาทมี่ ีประกายแห่งความหวัง ทาให้ทั้งส่ีคนตัดสินใจกลับไปยังท่ีเดิม
ที่ได้พบกับพิกลุ ซงึ่ ก็คือสวนหม่ืนบปุ ผา
รถตุ๊ก ๆ ขับรถกลับมาจนกระท่ังถึงสวนหม่ืนบุปผา เด็ก ๆ ทั้งสี่คนรีบวิ่งลงจากรถแล้ว
ไปยังท่ีเดิมทพ่ี บกันคอื ใต้ต้นไม้ที่เจอพิกุลนอนหลับอยู่ ระหว่างทางท่ีมา พิกุลยังคงได้ยินเสียง
เรยี กหาอยเู่ ร่ือย ๆ และมนั ก็เป็นเสยี งของยาย
- ๖๖ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา รพู้ ากเพยี รภาษาคา่ กวี
ตอนนี้เป็นเวลาเย็นพอสมควรแล้ว คนจึงบางตากว่าทุกที ทาให้สังเกตเห็นได้ง่ายว่า
ตรงทีพ่ วกเขาทัง้ สามคนพบพิกุลนั้น มแี สงเปลง่ ออกมา
“ถึงจะไมร่ วู้ า่ มันคอื อะไรกันแน่ แต่ถ้าให้เดามันน่าจะช่วยพาเธอกลับไปได้นะพิกุล” ปั้น
สบิ เอย่ บอกแลว้ ย้ิมอย่างให้กาลังใจ พิกุลเองก็ยิม้ รบั เชน่ กนั
“พิกุลก็คิดเช่นน้ันจ้ะ อย่างไรก็คงต้องลองดูก่อน” หญิงสาวในอดีตเอ่ยบอกแล้วเดิน
เข้าไปใกล้แสงนั้นมากข้ึน ก่อนจะหันกลับมามองท้ังสามคนท่ียืนส่งยิ้มมาให้อยู่ด้วยสีหน้าที่มี
ความสขุ และรว่ มดีใจไปกบั พิกุลด้วย
“พกิ ลุ ดใี จนะท่ีได้เจอทุก ๆ คน พิกุลขอบคุณมากที่แม้ว่าพิกุลจะเป็นคนแปลกหน้า แต่
พวกเธอก็ยังมีน้าใจให้ความช่วยเหลอื พิกุล พาพิกุลไปรูจ้ ักอะไรใหม่ ๆ เลี้ยงของอร่อย ๆ ด้วย
ท่ีสาคญั โปสการด์ ใบนี้ พกิ ุลจะเกบ็ ไว้อยา่ งดเี ลย ขอบคณุ มาก ๆ นะ แก้มหอม ผักน้า ปั้นสิบ”
พิกลุ บอกแล้วหันหน้าไปมองแต่ละคนด้วยความที่รู้สึกซ้ึงในน้าใจของเด็กทั้งสามคนมากจริง ๆ
การได้ข้ามมายังยุคน้ีเพียงไม่นานกลับทาให้ได้ความรู้ ความสนุก และมิตรภาพที่ดีจากทุก ๆ
คน
“ไว้วันหน่ึงเราอาจจะได้พบกันอีกนะพิกุล ใช้ชีวิตให้มีความสุข อย่าเผลอหลับอีกล่ะ”
ป้ันสิบเอ่ยแซว แก้มหอมหัวเราะแล้วกล่าวบ้างว่า “อย่าให้หายล่ะโปสการ์ดน่ันน่ะ ถ้าเจอกัน
อีกต้องยังอยู่นะ” ส่วนผักน้าก็พูดเป็นคนสุดท้าย “พวกเราดีใจเหมือนกันที่ได้เจอเธอ มัน
อาจจะแปลกไปสักหน่อยกับเร่ืองแบบน้ีที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดข้ึน แต่วันนี้ท่ีพวกเราไปเท่ียว
ด้วยกันมันสนุกมากจริง ๆ โชคดีนะพิกุล ไว้เจอกันนะ” ทุกคนโบกมือร่าลากันและกันด้วย
ความสุขปนเสยี ดายอยเู่ ล็ก ๆ กบั ชว่ งเวลาท่ีไมน่ านนัก แตแ่ สนจะพิเศษ
เม่อื ร่าลากันแลว้ พิกุลจงึ ค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังแสงที่ปรากฏตรงหน้า ร่างของพิกุลค่อย ๆ กลืน
หายไปกบั ลาแสงนัน้ แลว้ ทุกอย่างก็ดบั มืดลงไปในพริบตา เหลอื เพยี งแสงสีส้มจากดวงอาทิตย์
ท่กี าลังจะตกดินพาดผ่านลงมาจากฟากฟา้ ฉาบฉายจนผืนฟ้าและผนื ดนิ เป็นสีสม้ ไปด้วยกนั
- ๖๗ -
ยอ้ นรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา รู้พากเพยี รภาษาค่ากวี
เวลาผา่ นไปหลังเหตุการณ์นั้น ท้ังสามไม่รู้เลยว่าพิกุลจะเป็นอย่างไรบ้าง จะกลับไปยังท่ี
ที่ตนเองจากมาได้หรือไม่ จนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งสามคนนัดกันมาอ่านหนังสือที่สวนดอกไม้ท่ี
บ้านของแก้มหอม เพราะมีบรรยากาศท่ีดีและร่มรื่นมาก ส่ิงท่ีไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น โปสการ์ดใบ
นั้นอยู่ในมือของใครคนหนึ่ง หญิงชราผมดอกสีเลาท่ีนั่งอยู่ข้างยายของแก้มหอมภายในสวน
ดอกมะลิท่ีกาลังสง่ กลิ่นหอมเยน็ อ่อน ๆ และเม่อื อกี ฝ่ายเงยหนา้ ข้นึ มา ใบหนา้ น้นั ก็ส่งย้ิมบาง
เบาใหก้ บั เดก็ ทั้งสามคน
“ในทส่ี ุดก็เจอกนั สกั ทีนะ”
- ๖๘ -
ย้อนรอยตานาน เลา่ ขานเมอื งยะลา ร้พู ากเพียรภาษาคา่ กวี
ตน้ ไมใ้ หญ่ ณ หมบู่ า้ นจุฬาภรณ์ ๑๐
เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน คือ คาขวัญของ
อาเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาเภอเบตงมีความอุดมณ์สมบูรณ์ทาง
ทรพั ยากรณ์ธรรมชาติเปน็ อย่างมาก เนือ่ งจากมีภูมิประเทศท่ีเป็นภูเขาสูง ปกคลุมด้วย
ป่าไมท้ ม่ี คี วามอดุ มสมบรู ณ์ พืชพันธุ์นานาชนิดจึงสามารถเจริญเติบโตสร้างความร่มรื่น
และเป็นร่มเงาได้อย่างดี นอกจากน้ีอาเภอเบตงยังมีต้นไม้ท่ีใหญ่ที่สุดในภาคใต้เป็น
เครอื่ งยนื ยนั ถงึ ความอุดมสมบูรณข์ องทรพั ยากรณ์ปา่ ไมอ้ ีกดว้ ย
ต้นสมพงหรือต้นสะพุง อยู่ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ ตาบลอัยเยอร์เวง
อาเภอเบตง ซ่ึงมีไม้ท่ีมีอายุนับพันปี จากการวัดขนาดความสูง ต้นสมพงมีความสูง
ประมาณ ๔๐ เมตร ขนาดรอบลาต้นประมาณ ๓๘ คนโอบ ซ่ึงเป็นขนาดท่ีสูงและใหญ่
มาก ผู้คนที่ยืนอยู่ใกล้ต้นไม้ เมื่อเทียบกันแล้วจึงมีขนาดท่ีเล็กมาก จากขนาดของลา
ต้นส่งผลให้ต้นสมพงที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐ กลายเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดใน
ภาคใต้ ซึง่ เป็นส่งิ ที่ดงึ ดูดใจนักท่องเท่ียวใหม้ าเที่ยวชม
นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเท่ียวทีมีความชื่น
ชอบการท่องเทย่ี วเชิงอนุรกั ษม์ ักจะเดินทางมายงั หมบู่ ้านจุฬาภรณ์พฒั นา ๑๐ อาเภอเบ
ตง เพ่ือที่จะช่ืนชมต้นไม้ใหญ่ซ่ึงอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี อันเป็นต้นไม้ท่ีแผ่
กิ่งก้านสาขากว้างขวางปกคลุมเป็นร่มเงาให้แก่นักท่องเที่ยวได้ช่ืนชม และอยากจะ
สมั ผสั ในความยง่ิ ใหญ่ของตน้ สมพง ซ่ึงเป็นส่ิงที่ยากจะพบเห็นได้ในปัจจุบัน เนื่องจาก
การทาลายทรพั ยากรด้วยการตัดไมท้ าลายป่าทที่ าให้พชื พนั ธุ์ทางธรรมชาติได้ล้มตายไป
เปน็ จานวนมาก
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แสดงให้เห็นถึงความเช่ือ ความศรัทธา วัฒนธรรม
และวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติ ซึ่งผู้คนในท้องถ่ินได้ให้ความสาคัญและช่วยกัน
อนุรักษ์ป่าไม้มาจนถึงปัจจุบัน ทาให้ต้นสมพงยังเจริญเติบโตอยู่เร่ือย ๆ การช่วยกัน
อนรุ กั ษ์มรดกของผืนดนิ จึงเปน็ ส่งิ ทีท่ กุ คนควรรว่ มมอื กนั เพื่อให้ยังคงอยู่คู่กับประเทศ
ไทยต่อไป ทาให้ต้นสมพงและต้นไม้อื่น ๆ ได้สร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ เป็น
แหล่งให้เรยี นรู้ และเปน็ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วตอ่ ไป
-๖๙-
กาพยย์ านี ๑๑
๑. ความหมายของกาพย์ยานี ๑๑
กาพย์ยานี ๑๑ คือ คาประพันธ์ประเภทกาพย์ ซึง่ มีลีลาการอ่านท่ีช้า มีความอ่อนหวาน
มักใช้ในการแต่งเพื่อพรรณนาชื่นชมความงามของสิ่งต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม ในบางกรณีอาจจะมีการแต่งร่วมกับโคลง โดยขึ้นต้นด้วยโคลง แล้วแต่ง
ตอ่ ด้วยกาพย์ยานี ๑๑ จานวนหลายบท เรยี กว่า กาพยห์ ่อโคลง
๒. ลกั ษณะฉนั ทลักษณ์กาพยย์ านี ๑๑
ฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานี ๑๑ มีลักษณะเฉพาะท่ีบังคับในการแต่งคาประพันธ์ ได้แก่
คณะ จานวนคา และเสียง โดยสามารถแบ่งลักษณะฉันทลักษณ์กาพย์ยานี ๑๑ ได้
ดงั น้ี
๑) คณะ คือ กลุ่มคาที่จัดให้มีลักษณะเป็นไปตามรูปแบบของบทร้อยกรอง
แต่ละประเภท ซ่ึงประกอบไปด้วยบท บาท วรรค และคา ตามจานวนท่ีกาหนด โดย
กาพย์ยานี ๑๑ ใน ๑ บท มี ๒ บาท ๑ บาท มี ๒ วรรค ซ่ึงในวรรคหน้ามีจานวน ๕ คา
วรรคหลังมีจานวน ๖ คา รวมแล้วใน ๑ บท จะมีท้ังหมด ๑๑ คา โดยท่ีบาทแรกจะ
เรยี กวา่ บาทเอก ส่วนในบาทท่ี ๒ เรียกว่า บาทโท
๒) จานวนคา คือ จานวนพยางค์ โดยในวรรคแรกมี ๕ คา วรรคหลังมี ๖ คา
เหมือนกนั ทัง้ บาทเอกและบาทโท รวมแล้ว ๑ บาท มี ๑๑ คา จงึ เรียกวา่ กาพยย์ านี ๑๑
๓) สมั ผัส คือ ลกั ษณะที่มีความคล้องจองกันของถ้อยคา โดยสัมผัสมีอยู่ ๒
รปู แบบ ไดแ้ ก่
๓.๑) สัมผัสนอก คือ สัมผัสบังคับ เป็นสัมผัสสระ แบ่งเป็นสัมผัสระหว่าง
วรรค และสมั ผัสระหวา่ งบท
สัมผัสระหว่างวรรค คอื ในบทท่ี ๑ คาสุดท้ายของวรรคหน้าสัมผัสกับคาที่
๓ ของวรรคหลัง แต่อาจอนุโลมให้สัมผัสกับคาที่ ๑ หรือ ๒ ของวรรคหลังก็ได้ และ
คาสดุ ท้ายของวรรคหลังในบาทเอก สมั ผสั กบั คาสุดทา้ ยของวรรคหนา้ ในบาทโท
สัมผัสระหว่างบท คือ คาสุดท้ายของวรรคหลังในบาทโทของบทแรก
สมั ผัสกับคาสุดทา้ ยของวรรคหลงั ในบาทเอกของบทต่อไป
-๗๐-
๓.๒) สัมผัสใน คือ สัมผัสที่ไม่ได้มีการบังคับไว้ แต่หากมีก็จะช่วยส่งเสริมให้บท
ประพันธ์มีความไพเราะมาก
ข้นึ ซึ่งจะมกี ารส่งผัสผสั กนั ภายในวรรค มที ้งั สมั ผัสสระและสัมผัสอักษร
๔) เสียง คาสุดท้ายของบาทโทใช้เสียงวรรณยุกต์สามัญและจัตวาเป็น
ส่วนใหญ่ เพราะจะทาให้อ่านไดอ้ ย่างไพเราะ สว่ นคาสดุ ท้ายของบทมักจะหลีกเลี่ยงคา
ตายและคาท่ีมรี ปู วรรณยกุ ต์ อาจมที ใี่ ชค้ าตายเสยี งเอกบา้ งแต่จะน้อยมาก
๓. แผนผังฉันทลักษณก์ าพย์ยานี ๑๑
รอ้ ยเรียงกาพย์ยานี วรรคหน้ามีห้าพยางค์
หลังหกมาจดั วาง สิบเอ็ดคาจาให้ดี
ลองเลือกสกั ตาแหน่งที่
สัมผัสระหวา่ งวรรค ใหค้ ล้องจองระหว่างกนั
บทอนื่ ถา้ หากมี
- ๗๑ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา ร้พู ากเพยี รภาษาคา่ กวี
๔. หลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ มีหลักการที่จะช่วยให้บทประพันธ์มีความไพเราะ
ส่งผลให้ผู้ท่ีได้อ่านเกิดความรู้สึกตาม ทาให้บทประพันธ์ที่แต่งมีความสมบูรณ์ข้ึนได้
โดยมหี ลักการ ดังน้ี
๑) คาที่รับสัมผัสไม่ใช่คาท่ีมีเสียงเดียวกับคาท่ีส่งสัมผัส แม้จะเขียน
ตา่ งกนั เชน่ การ - กาล - การณ์
๒) ในการแต่งกาพยย์ านี ๑๑ ไมม่ ขี อ้ บังคบั เรือ่ งเสียงวรรณยุกต์ แต่ส่วน
ใหญจ่ ะนยิ มใช้เสยี งวรรณยกุ ต์สามัญและจตั วาในคาสุดท้ายของบาทโท เสียงตรี เสียง
เอก ก็มีบ้าง แต่ไม่ค่อยนิยมใช้ ส่วนคาสุดท้ายของบท ไม่นิยมใช้คาตายหรือคาที่มีรูป
วรรณยกุ ต์
๓) กาพย์ยานี ๑๑ เหมาะสาหรับเน้ือหาที่เป็นการพรรณนาโวหาร เช่น
พรรณนาความรู้สกึ ความรัก และความงาม
๔) สัมผัสใน คือ สัมผัสที่ไม่บังคับ จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่หากมีจะช่วย
ใหบ้ ทประพันธม์ คี วามไพเราะสละสลวยยง่ิ ขน้ึ เชน่
ตานานผา่ นกาลมา แดนยะลาเลา่ ลือกัน
กึกก้องกรชิ รามันห์ เกา่ แก่นับหนงึ่ พันปี
นามคอื ปาแนบือซี
ช่างเหลก็ สรรคส์ ร้างมา ล้วนไดก้ ริชจากเขามา
ชาวบ้านถ่นิ ฐานนี้
- ๗๒ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมอื งยะลา รพู้ ากเพียรภาษาคา่ กวี
แนวข้อสอบ O-NET
คาในตัวเลอื กใดต่อไปน้เี หมาะสมทจ่ี ะนามาเติมในชอ่ งวา่ งท้ัง ๒ คา
เรอ่ื ยเร่ือยมาเรียงเรยี ง นกบนิ ……ไปทงั้ หมู่
ตัวเอียงมาพลดั ……… เหมอื นพอี่ ยู่ผู้เดยี วดาย
๑. เอยี ง,เฉยี ง
๒. พลัน,ครัน
๓. เฉยี ง,คู่
๔. เรยี ง,บา้ น
วิเคราะห์คาตอบ บทร้อยกรองข้างต้นอยู่ใน วรรณคดีเรื่อง กาพย์เห่เรือ พระ
นิพนธ์ในเจ้าฟา้ ธรรมธิเบศรหรือเจ้าฟ้ากุ้ง ซึ่งประพันธ์ด้วยกาพย์ยานี ๑๑ จากตัวเลือก
ถ้ายึดตามสัมผัสบังคับของกาพย์ยานี ๑๑ จะพบว่าคาท้ายของวรรคหน้าจะส่งสัมผัส
มายังคาท่ี ๑ ๒ หรือ ๓ ของวรรคหลังในบาทเอกคาท้ายของวรรคหลังในบาทเอกจะ
ส่งสมั ผสั มายงั คาท้ายของวรรคหนา้ ในบาทโท ดังนัน้ จึงตอบข้อ ๓
- ๗๓ -
ยอ้ นรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา ร้พู ากเพียรภาษาคา่ กวี
แบบฝึกกิจกรรมท้ายบทที่ ๔
๑. ให้นักเรียนเรียงลาดับวรรคกาพย์ยานี ๑๑ ที่กาหนดให้ต่อไปน้ีให้ถูกต้องตาม
ฉันทลักษณแ์ ละเนอื้ ความ
ต้นไมใ้ หญ่ ณ หม่บู า้ นจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐
๑) ใหญ่สุดทีเ่ คยมี ๗) ในภาคใต้แดนไทยเรา
๒) ช่อื วา่ ต้นสมพง ๘) ปา่ ใหญแ่ ลสลอน
๓) ทห่ี มู่บา้ นจฬุ าภรณ์ ๙) ทรงคณุ ค่าคู่แดนดนิ
๔) ผูพ้ บเห็นแหงนมองช้ี ๑๐) ตน้ หนง่ึ ซง่ึ โดดเดน่
๕) ก่งิ ใบแผ่เปน็ เงา ๑๑) อยใู่ นดงของป่าเขา
๖) ผูค้ นแวะเวยี นผา่ น ๑๒) หลากพันธุไ์ มเ้ ขียวขจี
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
๒. ใหน้ กั เรยี นแต่งกาพยย์ านี ๑๑ จานวน ๒ บท ให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ และ
มีเน้อื หาเกี่ยวขอ้ งกบั ท้องถิน่ ของตนเอง
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
- ๗๔ -
ย้อนรอยตานาน เล่าขานเมืองยะลา รู้พากเพยี รภาษาค่ากวี
เฉลยแบบฝึกหดั ท้ายบท
เฉลยแบบฝึกหดั ท้ายบทที่ ๑
๑. ให้นักเรียนอ่านจับใจความบทความ เร่ือง ตานานยักษ์วัดคูหาภิมุข จาก
เรือ่ งรอบรคู้ ู่ท้องถ่นิ (หนา้ ๗-๘) แลว้ บันทึกเปน็ ถอ้ ยคาสานวนของตนเอง
แนวคาตอบ วัฒนธรรมไทยมีความเช่ือเร่ืองทวารบาล ที่เช่ือว่าจะเป็นผู้ท่ีคอย
ปกป้องคุ้มครองรักษาพระพุทธรูป สถานท่ี และสมบัติทรัพย์สิน แสดงถึงความเป็น
มงคล จึงนิยมสร้างไว้หน้าวัด โดยทวารมีทั้งรูปแบบท่ีเป็นสัตว์ และอมนุษย์ วัดคูหา
ภิมุข หรืออีกชื่อคือวัดหน้าถ้า ตั้งอยู่ที่ตาบลหน้าถ้า อาเภอเมืองยะลา จังหวัดสงขลา
เป็นทป่ี ระดิษฐานของพระพทุ ธไสยาสน์ และพระพุทธรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งบริเวณ
หน้าถ้ามีรูปป้ันยักษ์ทาหน้าท่ีเป็นทวารบาลเฝ้าหน้าวัดเช่นกัน เป็นประติมากรรมรูป
ยกั ษส์ ูงประมาณ ๖ เมตร รปู ร่างหนา้ ตาคลา้ ยคลงึ กับชนเผ่ามานิ คอื ผมหยิก มีหนวด
เครา มีเขี้ยวออกมานอกรมิ ฝปี าก ดวงตาปดู โปน มงี จู งอางเป็นสร้อยคลอ้ งคอ บริเวณ
ต้นแขนมีสายรัดท่ีประดับด้วยหน้ากากพรานบุญ ท่อนล่างห่มผ้าลายหนังเสือ มือทั้ง
สองขา้ งกมุ กระบองทป่ี ระดบั ดว้ ยกะโหลกมนุษย์ และเท้าเปลือยเปล่า มีหลายตานาน
ที่เล่าเก่ียวกับยักษ์ตนนี้ว่าคอยเฝ้าสมบัติไว้ไม่ให้ผู้คนมาขโมยไป บ้างก็เล่าว่าบุคคลท่ี
ทาดีหากมาขอพรก็จะสมหวัง ในปัจจุบันผู้คนในท้องถ่ินจึงยังมีความเชื่อเช่นนี้ ให้
ความเคารพต่อรูปปั้นยกั ษ์ และคอยบรู ณะซอ่ มแซมอยเู่ สมอมา
- ๗๖ -
เฉลยแบบฝกึ หดั ท้ายบทท่ี ๒
๑. ให้นักเรียนเขียนย่อความจากบทความ เรื่อง อุโมงค์ปิยมิตร ที่ได้อ่านจาก
เรอ่ื งรอบรูค้ ทู่ ้องถิน่ (หน้า ๒๕-๒๗)
แนวคาตอบ ย่อบทความเร่ือง อุโมงค์ปิยะมิตร ในหนังสือย้อนรอยตานาน เล่า
ขานเมืองยะลา ความว่า
อุโมงค์ปิยะมิตรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ท่ีสาคัญของอาเภอเบตง
จังหวดั ยะลา ในอดตี อโุ มงคแ์ หง่ น้เี คยเปน็ ฐานทม่ี นั่ ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีการสร้าง
ไวเ้ พอื่ ใชเ้ กบ็ เสบียง และหลบภยั ทางอากาศ ในการสร้างจึงมีการขดุ อโุ มงค์ลกึ เขา้ ไปใน
ภูเขา และแบ่งห้องเป็นส่วน ๆ เพื่อสาหรับการใช้งานแต่ละประเภท อย่างการเก็บ
เสบียง หรือหอ้ งบางหอ้ งท่ีมีขนาดเลก็ เพือ่ ใช้ในการรับวทิ ยุสอื่ สารกบั ฝ่งั ของตนเอง ท่ี
สาคัญอุโมงคใ์ ช้เพอ่ื การหลบซ่อนตัว ดงั นน้ั จึงทาทกุ ทางเพือ่ ไมใ่ ห้บคุ คลภายนอกรู้ว่ามี
คนอาศัยอยู่ ณ ที่น่ี จึงมีการสร้างเตาขงเบ้งข้ึน ด้วยเง่ือนไขท่ีว่าจะเผาถ่านอย่างไร
ไม่ให้มีควัน จึงเป็นลักษณะของเตาในรูปแบบท่ีปล่องควันไหลไปอีกทิศทาง ซ่ึงเม่ือ
คนด้านบนเห็น ก็จะไม่สามารถพบเห็นได้ เนื่องจากท่ีท่ีพบควัน กับเตาท่ีใช้งานจริงอยู่
คนละที่กัน แต่เมื่อมีการปราบปราม และสลายกองกาลัง อุโมงค์แห่งนี้จึงกลายเป็น
สว่ นหนง่ึ ของบา้ นปยิ ะมิตร สถานที่ทอ่ งเทยี่ วท่ีสาคญั ของอาเภอเบตง จงั หวัดยะลา ซึ่ง
นอกจากจะได้เรยี นรูป้ ระวตั ิศาสตรแ์ ลว้ ยังเป็นการชว่ ยอนุรักษ์มรดกของท้องถิ่นไว้อีก
ด้วย
- ๗๗ -
๒. ให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากข่าว เร่ือง ทาไม
"ผักน้า" อร่อยๆ ต้องมาจากเบตง” ท่ีกาหนดให้
แนวคาตอบ ข่าวเรื่องทาไม “ผักน้า” อร่อย ๆ ต้องมาจากเบตง? มีช่ือเรื่องของ
ข่าวท่ีดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการต้ังคาถาม สร้างความ
อยากรู้อยากเห็นให้เกิดขึ้นแก่ผู้อ่าน และอยากจะอ่านต่อไป และเน้ือหาที่มีสามารถ
ตอบคาถามจากการตั้งช่ือเร่ืองได้ โดยชื่อของข่าวได้บอกท้ังส่ิงท่ีจะให้ความรู้และ
สถานที่ คอื ผักนา้ และ เบตง ซึ่งเปน็ การตั้งชอื่ ที่ทาให้ผู้อา่ นรถู้ งึ ขอบเขตของเนอ้ื เรื่อง
กอ่ นท่จี ะอ่านได้เปน็ อย่างดี ซึ่งจากขา่ วเรอ่ื งทาไม “ผักนา้ ” อร่อย ๆ ตอ้ งมาจากเบตง?
เป็นขา่ วทีม่ เี นอื้ หากลา่ วถึงการปลูกผักน้าเบตงท่ีทีมข่าวลงไปสัมภาษณ์จากเกษตรกรที่
ปลูกผักน้าชนิดนี้ถึงในพื้นที่ซึ่งทาให้ได้ข้อมูลแบบปฐมภูมิ มีความน่าเช่ือถือ ทาให้ผู้ที่
ไดเ้ สพข่าวเกดิ ความรู้และเห็นถึงประสบการณ์ในการปลูกผักน้าโดยตรงจากเกษตรกร
โดยให้ข้อมูลที่มีความครบถ้วน โดยมีการจัดลาดับของเน้ือหาต้ังแต่ท่ีมาของผักน้า
ธรรมชาติของผักน้า การปลูกผักน้า การบารุงผักน้า การจาหน่าย และการนามา
ประกอบอาหาร การให้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวทาให้เกิดความเข้าใจและสามารถ
จดั ลาดบั ทางความคิดได้งา่ ย สาหรบั ผทู้ มี่ ีความสนใจเก่ียวกบั เรื่องของพันธ์พืชจะได้รับ
ความรเู้ กยี่ วกับผักนา้ เบตงในหลากหลายแง่มุม และผเู้ สพขา่ วอาจจะสามารถนาข้อมูล
เหล่านี้ไปใช้ในการทดลองปลูกผักน้าเบตงด้วยตนเองได้อีกด้วย เนื่องจากการให้
ความรู้ของเกษตรกรท่ีมีประสบการณ์ตรงสามารถบอกข้อดี ข้อเสีย และลักษณะการ
ปลูกผักน้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเชิญชวนให้ผู้ไม่เคยรู้จัก ได้รู้จักผักน้าอีก
ดว้ ย ซึ่งเปน็ การประชาสัมพนั ธ์ท่นี ่าสนใจอีกช่องทางหนึง่
- ๗๘ -
เฉลยแบบฝึกหดั ทา้ ยบทที่ ๓
๑. ใหน้ กั เรียนอธบิ ายความแตกต่างของภาษาพดู และภาษาเขียน
แนวคาตอบ ภาษาพูดและภาษาเขียนย่อมมีความแตกต่างกัน ท้ังในเร่ืองลักษณะ
ภาษาและการใชภ้ าษา ภาษาพดู ส่อื สารโดยใช้ถอ้ ยคา น้าเสียง มุง่ สื่อสารอยา่ งรวดเร็ว
อาจมีการใช้ประโยคท่ีไม่สมบูรณ์ ภาษาที่ใช้มีหลายระดับ โดยต้องใช้ให้เหมาะสมกับ
บุคคล สว่ นภาษาเขียนถ่ายทอดความรู้ ความคิด โดยใช้อักษรหรือใช้สัญลักษณ์อ่ืน ๆ
แทนคาพูด มุ่งส่อื สารให้เข้าใจ รู้จักคิดและตีความ มีการใช้ภาษาประณีตกว่าภาษาพูด
เพราะผู้เขียนมีเวลาในการกลัน่ กรองถ้อยคาที่ใช้เพื่อส่อื สาร
๒. ให้นักเรียนอ่านข้อความจากภาษาพูดท่ีกาหนดให้ พร้อมระบุว่าข้อความท่ี
กาหนดจดั อยู่ในภาษาพูดระดบั ใดบา้ ง
๑) กระผม นายเปรมศักดิ์ สุวรรณ พัฒนาการอาเภอเบตง รู้สึกเป็นเกียรติเป็น
อย่างยิ่ง ท่ีได้มาเป็นแประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมประจาปีทะเลหมอกอัยเยอร์เวง
ในคร้ังน้ี การทาอัยเยอร์เวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น เริ่มจากแผนยุทธศาสตร์การ
ท่องเท่ียวตาบลทม่ี คี วามต้องการพัฒนาพน้ื ท่ีเปน็ แหลง่ ทอ่ งเท่ียว โดยใช้ทรัพยากรการ
ท่องเทย่ี วที่มีจดุ แข็งและนาชาวบ้านในพืน้ ทเ่ี ข้ามามสี ่วนรว่ ม
เฉลย : ระดับทางการ
- ๗๙ -
๒. ให้นักเรียนอ่านข้อความจากภาษาพูดท่ีกาหนดให้ พร้อมระบุว่าข้อความที่
กาหนดจดั อยใู่ นภาษาพูดระดับใดบ้าง
๒) เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท วันที่ ๓
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้าพระพุทธเจ้าในนามของนายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อม
ด้วยพสกนิกรอาเภอเบตง ต่างปลื้มปิติและชื่นชมโสมนัสในพระบุญญาบารมีที่ทรง
ได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระ
เกียรตยิ ศสมบูรณต์ ามโบราณราชประเพณี
เฉลย : ระดบั พธิ กี าร
๓) ฉันยังไม่เคยเห็นตู้ไปรษณีย์ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย ขอบคุณเธอจริง ๆ ท่ีพา
มาเท่ยี ว
เฉลย : ระดับสนทนา
๔) แกงไกเ่ บตงชามนี้แซ่บสะเดด็ มาก แกลองกินดู
เฉลย : ระดบั กันเอง
๕) ตอ้ งยอมรับวา่ เปน็ ความฉลาดปราดเปรอ่ื งของผ้จู ดั ทีเ่ ลือกสวนหมื่นบุปผาเป็น
สถานที่ในการประชุม
เฉลย : ระดับกงึ่ ทางการ
- ๘๐ -
๓. ให้นกั เรยี นแต่งประโยคโดยเปล่ยี นจากภาษาพดู ให้เปน็ ภาษาเขยี น
๑) ภาษาพูด : ไก่เบตงแพง แตอ่ รอ่ ยมาก
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………….
เฉลย : ไก่เบตงมรี าคาแพง แตม่ ีรสชาติทอี่ ร่อยเป็นอยา่ งมาก
๒) ภาษาพูด : ทย่ี ะลานีน่ า่ เทยี่ วมากจรงิ ๆ
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………….
เฉลย : จังหวัดยะลาเป็นจังหวดั ที่นา่ เดินทางไปท่องเท่ยี วเปน็ อยา่ งอยา่ งมาก
๓) ภาษาพูด : เบตงไปรษณยี ท์ ่สี ูงทส่ี ุดในโลก คนทยี่ ืนใกล้ ๆ ดตู ัวเล็กไปเลย
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………….
เฉลย : อาเภอเบตงมีไปรษณีย์ท่ีสูงท่ีสุดในโลก เม่ือเทียบความสูงกับผู้คนที่ยืน
อย่ใู กล้ ๆ ทาให้ดูเหมอื นตัวเลก็ ลงจากความเปน็ จริงไปมาก
๔) ภาษาพูด : ไก่เบตงเอาไปทาไดห้ ลายอยา่ ง ย่งิ ขา้ วมนั ไก่ย่งิ อรอ่ ยมาก
ภาษาเขียน : ………………………………………………………………….
เฉลย : ไก่เบตงสามารถนาไปประกอบอาหารไดห้ ลากหลายเมนู โดยเฉพาะข้าวมัน
ไก่เบตงท่ีมีรสชาติอรอ่ ยมาก
๕) ภาษาพดู : เบตงมีที่เที่ยวเยอะ แถมยังมีอาหารอร่อย ๆ ให้กินอกี
ภาษาเขยี น : ………………………………………………………………….
เฉลย : อาเภอเบตงมีสถานท่ีท่องเที่ยวมากมาย ท้ังยังมีอาหารรสชาติอร่อยให้
รบั ประทานอีกด้วย
*(เป็นเพียงแนวทางในการตอบ สามารถพิจารณาจากคาตอบของผู้เรียนได้วา่ ถูกต้องหรือไม่)*
- ๘๑ -
เฉลยแบบฝึกหัดทา้ ยบทท่ี ๔
๑. ให้นักเรียนเรียงลาดับวรรคกาพย์ยานี ๑๑ ที่กาหนดให้ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
ตามฉันทลกั ษณแ์ ละเน้อื ความ
ต้นไม้ใหญ่ ณ หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๐
๑) ใหญ่สดุ ท่ีเคยมี ๗) ในภาคใต้แดนไทยเรา
๒) ชอื่ ว่าต้นสมพง ๘) ป่าใหญ่แลสลอน
๓) ทีห่ มูบ่ ้านจฬุ าภรณ์ ๙) ทรงคณุ คา่ คู่แดนดิน
๔) ผ้พู บเหน็ แหงนมองช้ี ๑๐) ตน้ หนง่ึ ซงึ่ โดดเดน่
๕) กง่ิ ใบแผ่เปน็ เงา ๑๑) อยใู่ นดงของปา่ เขา
๖) ผคู้ นแวะเวียนผ่าน ๑๒) หลากพันธุไ์ ม้เขยี วขจี
เฉลย ทห่ี มบู่ ้านจุฬาภรณ์
ผู้คนแวะเวยี นผ่าน หลากพันธ์ุไมเ้ ขยี วขจี
ผู้พบเห็นแหงนมองชี้
ป่าใหญแ่ ลสลอน ในภาคใตแ้ ดนไทยเรา
ตน้ หน่ึงซ่ึงโดดเด่น อยใู่ นดงของป่าเขา
ทรงคุณคา่ คู่แดนดนิ
ใหญส่ ุดที่เคยมี
ช่ือวา่ ตน้ สมพง
กง่ิ ใบแผเ่ ป็นเงา
๒. ให้นักเรียนแต่งกาพย์ยานี ๑๑ จานวน ๒ บท ให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์
และมีเน้ือหาเกยี่ วข้องกบั ทอ้ งถ่นิ ของตนเอง
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
.............................................................................................................................
- ๘๒ -
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบฝกึ หัดทา้ ยบท
เกณฑ์การประเมินแบบฝึกกิจกรรมทา้ ยบทที่ ๑
ใหน้ กั เรยี นอา่ นจับใจความบทความ เรื่อง ตานานยกั ษ์วดั คูหาภิมขุ
จากเรือ่ งรอบรู้ค่ทู อ้ งถิน่ (หนา้ ๗-๘ ) แลว้ บนั ทกึ เป็นถ้อยคาสานวนของตนเอง
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ประเดน็ การประเมิน
ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรับปรงุ (๑)
๑. จบั ใจความสาคญั จาก จับใจความสาคญั ในยอ่ จบั ใจความสาคญั ในย่อ จับใจความสาคัญในยอ่
บทความในแต่ละย่อ หน้าที่อ่านได้ตรงตาม หนา้ ที่อา่ นได้ตรงตาม หนา้ ที่อ่านไดไ้ มต่ รงตาม
หน้าท่อี า่ นไดถ้ กู ต้อง ตาแหนง่ ของยอ่ หนา้ ที่ ตาแหน่งของย่อหน้าท่ี ตาแหนง่ ของยอ่ หนา้ ที่
ปรากฏ และมคี วาม ปรากฏ แต่ขาดความ ปรากฏ และขาดความ
ครบถ้วนของใจความ ครบถว้ นของใจความ ครบถว้ นของใจความ
สาคัญ สาคญั สาคญั
๒. นาใจความสาคัญจาก นาใจความสาคญั ในแตล่ ะ นาใจความสาคัญในแต่ละ นาใจความสาคัญในแต่ละ
บทความในแต่ละยอ่ หน้า ย่อหน้ามาเขียนสรปุ เป็น ย่อหนา้ มาเขียนสรปุ เปน็ ยอ่ หนา้ มาเขยี นสรปุ ได้ไม่
มาเขยี นสรุปเปน็ ความรู้ ความรไู้ ด้ครบถ้วนทกุ ความรู้ แตข่ าดประเด็นไป ถกู ตอ้ งตามประเด็นของ
ได้ถูกต้อง ประเด็น ๒ - ๓ ประเดน็ ใจความสาคญั
รวมคะแนนเต็มท้งั หมด ๖ คะแนน
เกณฑ์การผ่าน : รอ้ ยละ ๗๐ คะแนน (๔ คะแนน)
- ๘๔ -
เกณฑก์ ารประเมนิ แบบฝึกกจิ กรรมทา้ ยบทที่ ๒ ข้อที่ ๑
ให้นักเรยี นเขยี นย่อความจากบทความ เรือ่ ง อุโมงค์ปยิ มติ ร
ทไ่ี ด้อ่านจากเร่ืองรอบรคู้ ่ทู อ้ งถิ่น (หนา้ ๒๕-๒๗)
ประเดน็ การประเมิน เกณฑก์ ารให้ระดับคะแนน
๑. ความครบถว้ น
๒. การแยกใจความ ดี (๓ คะแนน) พอใช้ (๒ คะแนน) ปรบั ปรงุ (๑ คะแนน)
สาคญั ออกจากพลความ
ยอ่ ความไดค้ รบถ้วนทุก ย่อความได้ ๓-๔ ย่อความได้นอ้ ยกวา่ ๓
๓. ภาษาท่ีใช้
ประเดน็ ประเด็น ประเด็น
แยกแยะใจความสาคญั แยกแยะใจความสาคญั ไมส่ ามารถแยกแยะ
ออกจากพลความได้ ออกจากพลความไดบ้ าง ใจความสาคญั ออกจาก
อยา่ งชดั เจนทกุ ประเดน็ ประเด็น พลความได้
สรุปเนอ้ื หาไดถ้ กู ต้อง สรปุ เนือ้ หาไดถ้ กู ต้อง สรุปเนอื้ หาได้ถกู ต้องแต่
กระชับ ใช้สานวนภาษา กระชับ ใชส้ านวนภาษา ไมก่ ระชับ ใช้สานวน
ทเี่ หมาะสมและเข้าใจ ทค่ี อ่ นข้างเหมาะสมและ ภาษาทีค่ อ่ นข้าง
ง่าย เขา้ ใจงา่ ย เหมาะสม
รวมคะแนนเตม็ ทัง้ หมด ๙ คะแนน
เกณฑ์การผ่าน : รอ้ ยละ ๗๐ คะแนน (๖ คะแนน)
- ๘๕ -
เกณฑก์ ารประเมินแบบฝกึ กิจกรรมท้ายบทที่ ๒ ข้อที่ ๒
ใหน้ กั เรยี นเขยี นแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั สาระจากขา่ ว
เรอ่ื ง ทาไม "ผักนา้ " อร่อยๆ ต้องมาจากเบตง” ท่ีกาหนดให้
ประเดน็ การประเมนิ ดี (๓) เกณฑ์การให้คะแนน ปรบั ปรงุ (๑)
พอใช้ (๒)
๑. การแสดงเหตุผล / การแสดงเหตุผล และ การแสดงเหตผุ ลและการ การแสดงเหตุผล และ
การวเิ คราะห์
การวเิ คราะห์ขา่ วเป็นไป วิเคราะหข์ า่ วเป็นไปตาม การวิเคราะหข์ ่าวเปน็ ไป
๒. การเขยี นแสดง
ความคิดเห็น ตามเกณฑ์ หรอื ประเด็น เกณฑ์ หรอื ประเด็นสาคัญ ตามเกณฑ์ หรอื ประเดน็
๓. การใช้ภาษา
สาคญั ทตี่ ้องมกี ารวิเคราะห์ ทต่ี ้องมีการวิเคราะห์ ๒-๓ สาคัญท่ตี อ้ งมกี าร
ประเดน็ วเิ คราะห์เพียง ๑ ประเด็น
เขียนแสดงความคิดเห็นได้ เขยี นแสดงความคดิ เหน็ ได้ เขยี นแสดงความคิดเหน็
ถูกต้องตามหลกั การทุก ถกู ต้องตามหลกั การ ไดถ้ กู ตอ้ งตามหลกั การ
ประเด็น ๒ - ๓ ประเดน็ เพียง ๑ ประเด็น
เขียนแสดงความคิดเหน็ เขียนแสดงความคิดเห็น เขยี นแสดงความคิดเหน็
โดยเลอื กใชค้ าได้ถูกต้อง
เหมาะสมกบั ระดบั ภาษา โดยเลอื กใชค้ าไมเ่ หมาะสม โดยเลอื กใชค้ าไม่
เรยี บเรียงถอ้ ยคา
ไดส้ ละสลวย สอ่ื กับระดบั ภาษา เรยี บเรียง เหมาะสมกับระดับภาษา
ความหมายได้ชดั เจน
ถ้อยคาบกพร่องบางสว่ น เรียบเรียงถอ้ ยคาไม่
ส่ือความหมายได้ ถูกต้อง และไม่สือ่
ความหมาย
รวมคะแนนเตม็ ทง้ั หมด ๙ คะแนน
เกณฑ์การผา่ น : รอ้ ยละ ๗๐ คะแนน (๖ คะแนน)
- ๘๖ -