ก
วสิ ยั ทัศน
“เภสัชศาสตรช นั้ นํา สรรคสรา งนวัตกรรม
สังคมยัง่ ยนื ”
บณั ฑิตเภสชั ศาสตร (PHARMACIST)
ควรเพียบพรอมดว ยองคประกอบ ดงั นี้
P People ยึดถือประโยชนข องผูป ว ยและสาธารณชนเปนหลกั
H Health มสี ขุ ภาพกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณท่ีดี
A Assurance มีการประกันคณุ ภาพ
R Reliability เปน ที่เช่ือถอื ไวว างใจ
M Moral มคี ุณธรรม จรรยาบรรณ และเจตคตทิ ่ีดี
A Administration มกี ารบริหารจดั การระบบยาและระบบสุขภาพทดี่ ี
C Care ใหบ รกิ ารดูแลผูปว ยดวยความเมตตา
I Information มีความรอบรูเทาทนั ขอ มูลขาวสาร
S Safety คมุ ครองสวัสดภิ าพความปลอดภัยดา นยาและ
สขุ ภาพของผูบ รโิ ภค
T Technology ประเมนิ และประยุกตใชเทคโนโลยีไดอ ยา งเหมาะสม
ข
จรรยาบรรณแหง วชิ าชีพเภสชั กรรม
หมวด ๑
หลกั การท่ัวไป
ขอ ๑. ผปู ระกอบวชิ าชพี เภสัชกรรมยอ มดํารงตนใหส มควรในสงั คมโดยธรรมและเคารพตอ กฎหมายของบานเมือง
ขอ ๒. ผปู ระกอบวิชาชีพเภสัชกรรมยอ มไมประพฤตหิ รอื กระทําการใดๆอันเปนเหตใุ หเ ส่ือมเสยี เกยี รตศิ กั ด์ิแหง วิชาชพี
ขอ ๓. ผปู ระกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมยอ มประกอบวชิ าชพี ดว ยเจตนาดี โดยไมคํานึงถึงฐานะ เชือ้ ชาติ ศาสนา สงั คม หรือ
ลัทธกิ ารเมือง
ขอ ๔. ผูประกอบวชิ าชพี เภสชั กรรมพึงสรา งทศั นคตแิ ละความเขา ใจตอ เพอื่ นมนุษยแ ละสังคมนําความรูดา นสังคมศาสตร
พฤติกรรมศาสตร มาประยกุ ตในการประกอบอาชพี
ขอ ๕. ผูป ระกอบวิชาชีพเภสัชกรรมพงึ พยายามแสวงหาความรู ความกา วหนาทางวชิ าการตา งๆ เพ่อื การพฒั นาองคกร
และวิชาชพี ใหท ันตอยคุ สมยั
หมวด ๒
การประกอบวชิ าชพี เภสชั กรรม
ขอ ๖. ผูประกอบวิชาชพี เภสชั กรรมตอ งรกั ษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในระดับทด่ี ีท่ีสดุ
ขอ ๗. ผปู ระกอบวิชาชพี เภสชั กรรมตองไมจ งู ใจ หรือชกั ชวนใหมารับบริการทางวชิ าชพี เภสชั กรรมเพ่อื ผลประโยชนของตน
ขอ ๘. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตอ งปฏบิ ตั ติ อผูมารบั บริการโดยสภุ าพและปราศจากการบงั คับ ขเู ข็ญ
ขอ ๙. ผูประกอบวิชาชีพเภสชั กรรมตองไมหลอกลวงหรือใหค ํารับรองอันเปนเท็จหรอื ใหความเห็นโดยไมสุจริตในเร่ืองใดๆ
ภายใตอาํ นาจหนา ทแ่ี กสาธารณชน หรือผูมารับบริการใหหลงเขา ใจผดิ เพอื่ ประโยชนข องตน
ขอ ๑๐. ผปู ระกอบวชิ าชีพเภสัชกรรมตอ งประกอบวชิ าชพี โดยคํานึงถึงความปลอดภัยและเศรษฐานะของผูปวย
หรอื ผูมารับบริการ
ขอ ๑๑. ผปู ระกอบวชิ าชพี เภสัชกรรมตองไมใ ชหรอื สนับสนุนการใชย าตํารับลบั
ขอ ๑๒. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตอ งไมเ ปดเผยความลับของผูมารับบริการซง่ึ ตนทราบมาเน่ืองจากการประกอบวชิ าชีพ
เภสชั กรรม เวน แตความยินยอมของผูม ารับบริการหรอื เม่อื ตอ งปฏิบัติตามกฎหมายหรอื ตามหนาท่ี
ขอ ๑๓. ผูป ระกอบวิชาชพี เภสัชกรรมตองไมใชหรือสนับสนนุ ใหมีการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือการประกอบโรคศิลปะ
โดยผดิ กฎหมาย
ขอ ๑๔. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตองปฏิบัติตามขอจํากัดและเง่ือนไขการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่คณะกรรมการ
สภาเภสัชกรรมกําหนดโดยเครง ครดั
จากขอ บงั คับสภาเภสัชกรรมวาดวย จรรยาบรรณแหง วิชาชพี เภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
ค
หมวด ๓
การโฆษณาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
ขอ ๑๕. ผูประกอบวชิ าชีพเภสัชกรรมตองไมโฆษณา ใช จา ง หรอื ยนิ ยอมใหผ อู น่ื โฆษณาการประกอบวชิ าชีพ
เภสชั กรรม ความรู ความชํานาญในการประกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมของตน หรอื ของผูอน่ื เวน แต
(๑) การแสดงผลงานทางวชิ าการ
(๒) การแสดงผลงานในหนาที่ หรือในการบําเพ็ญประโยชนส าธารณะ
(๓) การประกาศเกยี รตคิ ณุ เปน ทางการโดยสถาบนั วิชาการ สมาคม หรอื มูลนธิ ิ ทัง้ น้ี ตองละเวน การแสวงหา
ประโยชนท จี่ ะเกดิ ตอ การประกอบวชิ าชพี เภสัชกรรมสว นบุคคล
ขอ ๑๖. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมอาจแสดงขอความเก่ียวกับการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของตน ที่สถานประกอบ
วิชาชพี ไดเพยี งขอ ความเฉพาะเรือ่ งตอไปนี้
(๑) ชือ่ นามสกลุ และอาจมีคําประกอบชอ่ื ไดเ พยี งคาํ วาเภสชั กร เภสชั กรหญงิ หรอื อกั ษรยอ ของคาํ ดงั กลา ว
ตําแหนงทางวิชาการ ฐานนั ดรศกั ด์ิ ยศ และบรรดาศักดิ์
(๒) ช่อื ปริญญา วุฒบิ ัตร หรอื หนังสืออนมุ ัติ หรือหนังสอื แสดงคุณวุฒิอยางอ่นื ซึ่งตนไดร ับจากสภาเภสัชกรรม
หรือสถาบนั นั้นๆ
(๓) สาขาของวชิ าชีพเภสชั กรรม
(๔) เวลาทาํ การ
ขอ ๑๗. ผปู ระกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมอาจแจงความการประกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมเฉพาะการแสดงทีอ่ ยู ทตี่ ้งั สถานประกอบ
วชิ าชพี เภสชั กรรม หมายเลขโทรศพั ท หรือเครือ่ งมอื สอื่ สารอ่ืน และหรอื ขอ ความท่อี นญุ าตตามขอ ๑๖
ขอ ๑๘. ผปู ระกอบวิชาชพี เภสชั กรรมผทู ําการเผยแพรหรือตอบปญ หาทางสอื่ มวลชน ถาแสดงตนวาเปน ผปู ระกอบวิชาชพี
เภสชั กรรมตอ งไมแ จงสถานประกอบวชิ าชีพสว นตัวเปนทาํ นองการโฆษณา และตองไมม ีการแจงความตามขอ ๑๗ ใน
ทีเ่ ดยี วกันหรอื ขณะเดยี วกันน้นั ดวย
ขอ ๑๙. ผูประกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมตองระมดั ระวงั มิใหการประกอบวชิ าชพี เภสัชกรรมของตนแพรออกไปในสอ่ื มวลชนเปน
ทาํ นองโฆษณาความรคู วามสามารถ
หมวด ๔
การปฏิบตั ิตอผรู วมวชิ าชพี
ขอ ๒๐. ผูป ระกอบวิชาชพี เภสชั กรรมตอ งยกยองใหเกยี รตเิ คารพในศกั ดศิ์ รซี ่งึ กันและกนั
ขอ ๒๑. ผปู ระกอบวชิ าชีพเภสชั กรรมตอ งไมท ับถมใหรา ยหรือกลั่นแกลง กัน
ขอ ๒๒. ผปู ระกอบวชิ าชพี เภสชั กรรมตอ งไมช กั จงู ผมู ารบั บรกิ ารของผูอ่นื มาเปนของตน
หมวด ๕
การปฏบิ ัตติ อผรู วมงาน
ขอ ๒๓. ผูประกอบวชิ าชพี เภสชั กรรมพึงยกยอ งใหเกยี รติและเคารพในศกั ดศิ์ รขี องผูรว มงาน
ขอ ๒๔. ผปู ระกอบวิชาชีพเภสชั กรรมตอ งไมท บั ถมใหร าย หรอื กลั่นแกลงผรู ว มงาน
ขอ ๒๕. ผปู ระกอบวิชาชพี เภสชั กรรมพึงสง เสรมิ และสนบั สนุนการประกอบวชิ าชีพของผรู ว มงาน
จากขอ บังคบั สภาเภสัชกรรมวา ดว ย จรรยาบรรณแหงวิชาชพี เภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
ง
หมวด ๖
การปฏิบัตใิ นการประกอบวิชาชพี เภสัชกรรม
ขอ ๒๖. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตองไมโฆษณาหรือยินยอมใหผูอื่นโฆษณาในลักษณะวา มีผูประกอบวิชาชีพอยู
ปฏบิ ัตกิ ารในสถานปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลน้นั โดยไมเ ปนความจรงิ
ขอ ๒๗. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจะโฆษณาหรือยินยอมใหผูอ่ืนโฆษณาวามีเภสัชกรประจํา หรือขายยาโดยเภสัชกร
หรือแจงชื่อวาเปนเภสัชกรประจํา หรือขอความอ่ืนท่ีกอใหเกิดความเขาใจในลักษณะดังกลาวได เฉพาะกรณีที่ผู
ประกอบวิชาชพี ดังกลา วไดอยปู ฏิบัติการจริงเปน การประจาํ หรอื ไดอยปู ฏบิ ัติการตลอดเวลาที่เปด ทาํ การเทา นนั้
ขอ ๒๘. กรณีผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไมอยูปฏิบัติการจริงเปนการประจํา หรือไมไดอยูปฏิบัติการตลอดเวลาท่ีเปด
ทําการ จะสามารถโฆษณาหรือยินยอมใหผูอ่ืนโฆษณาวามีเภสัชกรได โดยตองระบุวัน เวลา ที่อยูปฏิบัติการจริง
ประกอบชื่อของตนหรือประกอบคําวาเภสัชกรประจําขายยาโดยเภสัชกร หรือขอความอ่ืนในลักษณะดังกลาวให
ชัดเจน
ขอ ๒๙. ผูประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผูใดท่ีมีช่ือเปนผูมีหนาท่ีปฏิบัติการหรือเปนเภสัชกรประจํา ถามิไดอยูปฏิบัติงาน
ประจําหรือไปปฏิบัติงานไมเ ปนเวลาท่ีแนนนอนไมมีสิทธิท่ีจะโฆษณา หรือยินยอมใหโ ฆษณาหรือแจงวา มีเภสชั กร
ประจํา หรือขายยาโดยเภสัชกร หรือแจงช่ือวาเปนเภสัชกรประจํา หรือขอความอื่นท่ีกอใหเกิดความเขาใจใน
ลกั ษณะดังกลา วได
ขอ ๓๐. ผูประกอบวิชาชีพทีเ่ ปน ผูใ หความรเู รื่องยาและผลิตภัณฑสขุ ภาพในลกั ษณะตา งๆ และโดยสื่อตา งๆ ตองพึงระวงั มิให
การกระทําดังกลาวของตนหรือใหผูอ่ืนนําการกระทําดังกลาวไปทําใหเขาใจวา สงเสริมหรือสนับสนุนผลิตภัณฑใด
ผลติ ภณั ฑห นงึ่ ท่เี กยี่ วกบั เร่อื งท่ใี หค วามรูนน้ั
ขอ ๓๑. ผปู ระกอบวิชาชีพเภสชั กรรมผูใดรับจา งหรือรบั ทุนสนับสนุนจากบรษิ ัทเอกชนในการกระทําใดๆ หรอื จดั ทาํ ผลงาน
ใดๆ จะตองเปดเผยขอมูลใหท ราบวาผูใ ดเปนผูจางหรือใหทุนสนับสนนุ ควบคูไปดวยทุกครั้งเมื่อมีการแสดงอางองิ
ผลงาน หรอื เผยแพรผลการกระทําหรอื ผลงานทีจ่ ัดทําข้นึ
จากขอ บังคบั สภาเภสชั กรรมวา ดวย จรรยาบรรณแหงวชิ าชพี เภสชั กรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
จ
คํานาํ
กระบวนวชิ าเทคโนโลยีเภสัชกรรม 2 (465221) เปน การศึกษาเกย่ี วกบั ยาเตรยี มในระบบกระจายตัว
ระบบคอลลอยด ยาน้ําแขวนตะกอน ยาอิมัลชัน ยาเตรียมรูปแบบกึ่งแข็งท้ังเคมีภัณฑและสมุนไพร และ
ยาเหน็บทั้งในรูปยาเตรียมของเหลวและยาเตรียมกึ่งแข็ง และยาเตรียมของเหลวรูปแบบอ่ืน ๆ ในลักษณะ
บรู ณาการ นักศกึ ษาจะไดเ รียนรูหลักการและทฤษฎีทางเคมกี ายภาพของยาเตรียมรปู แบบตาง ๆ การตง้ั สูตร
ตํารับ การเตรียม เทคนิคตาง ๆ และเครื่องมือที่ใช ตลอดจนการประเมินคุณภาพและความคงสภาพของ
ตํารับ
ในภาคปฏิบัติการนักศึกษาจะไดทําการทดลองเพื่อใหเกิดความรูความเขาใจเก่ียวกับหลักการทางเคมี
กายภาพท่ีเก่ียวของ ไดฝกทักษะการเตรียมยาในระบบกระจายตัวรูปแบบตาง ๆ การประเมินคุณภาพของ
ตาํ รับยาทีเ่ ตรยี มข้ึน รวมทั้งการตงั้ และพฒั นาสตู รตาํ รับไดดวยตนเองในระดับหน่ึง
การจัดทําหนังสือคูมือปฏิบัติการเลมน้ีข้ึน เพื่อใหนักศึกษาใชประกอบการฝกปฏิบัติการ นักศึกษาควร
อานทําความเขาใจเนื้อหาของคูมือปฏิบัติการกอนเขาปฏิบัติการ พรอมทั้งจัดทําแผนการปฏิบัติงานลวงหนา
ทุกครั้ง เพอ่ื ใหก ารทาํ ปฏิบตั ิการบรรลตุ ามวัตถุประสงค
คณาจารยผูสอนกระบวนวิชา 465221
ภาคการศึกษาท่ี 1 ปก ารศึกษา 2565
ฉ
สารบัญ
บทท่ี 1 ทกั ษะทางเภสชั กรรม หนา
บทท่ี 2 ระบบคอลลอยด 1
บทที่ 3 การเตรยี มแม็กมา เจล และมิกซเ จอร 6
บทที่ 4 การควบคุมการเกาะกลุมอนุภาคในยาน้าํ แขวนตะกอนและการเลอื กใชสารชวย 13
แขวนตะกอน 24
บทที่ 5 การเตรยี มยานํา้ แขวนตะกอน
บทท่ี 6 ระบบ เอช แอล บี กับการเลือกชนดิ สารทาํ อมิ ลั ชันและการประเมนิ ความคง 35
สภาพทางกายภาพของยานํ้าอิมัลชัน 47
บทที่ 7 การเตรียมอิมลั ชนั
บทที่ 8 การเตรยี มยาขี้ผง้ึ และครีม 57
บทที่ 9 การเตรียมเจลและเพสต 66
บทท่ี 10 การประเมนิ ตํารับยาขีผ้ ้งึ ครีม เพสต และเจล 79
บทที่ 11 การเตรยี มยาเหนบ็ 88
บทท่ี 12 การประเมนิ คุณภาพยาเหน็บ 95
บทท่ี 13 งานมอบหมาย 103
ภาคผนวก 108
109
บทที่ 1
ทกั ษะทางเภสัชกรรม
ใหศ ึกษาทักษะทางเภสัชกรรมจากหนังสือปฏิบตั ิการและวดี ทิ ัศน ในหัวขอ ตอ ไปน้ี
1. ทักษะการเตรียมยานํ้าแขวนตะกอน
2. ทกั ษะการเตรียมอิมัลชันโดยใชก ัม
3. การชงั่ สารกง่ึ แขง็
4. ทกั ษะการผสมตํารบั กึ่งแขง็
1. ทักษะการเตรียมยาน้ําแขวนตะกอน
ยานํ้าแขวนตะกอน เปนยาเตรียมรูปแบบของเหลวที่ประกอบดวยอนุภาคของแข็ง ท่ีไมละลายเปน
วฏั ภาคภายใน กระจายตวั อยูในวัฏภาคภายนอกซ่ึงเปน ของเหลว โดยทงั้ สองวฏั ภาคไมร วมเปนเน้ือเดียวกนั
วธิ กี ารเตรียมยานา้ํ แขวนตะกอน นยิ มเตรียมตามลาํ ดบั หนาทีข่ องสวนประกอบในตาํ รบั ดังน้ี คือ
1. ตัวยาสาํ คัญ
2. สารชวยเปยก หรือ wetting agent
3. สารชว ยกอ ฟลอ็ คคูล หรือ flocculating agent
4. สารชว ยแขวนตะกอน หรอื suspending agent
5. สารเตมิ แตงอืน่ ๆ เชน สารแตง สี/กลน่ิ
6. น้าํ กระสายยา
การคํานวณปริมาตรกระสายยาท่ีใชไดในตาํ รับ ทําไดโดยคํานวณจากของเหลวและของแข็งที่ไมละลาย
คิดเต็มจํานวนเทากับคา (ก) สวนของแข็งที่ละลายได คิดใหเปนปริมาตรครึ่งหน่ึงของท่ีใชจริงเทากับคา (ข)
ดงั นน้ั กระสายยาท่ีใชไดค ิดจากปริมาตรท้ังหมดในตํารับ หกั ลบดวย (ก) และ (ข) เทากับปริมาตรกระสายยาที่
ใชไ ดทั้งหมด แตใ นขณะเตรยี มยาในโกรงใชกระสายยาไดเ พียง ¾ ของปริมาตรกระสายยาที่ใชไดท ้ังหมด เหลอื
กระสายยาอีก ¼ ไวก ลัว้ โกรง อยา งนอ ย 2 ครง้ั และปรบั ปรมิ าตร
การเตรียมยาน้ําแขวนตะกอน จะเตรียมในโกรง เพื่อใหลักษณะของยานํ้าแขวนตะกอนที่ได เนื้อเนียน
ละเอยี ด และสวนประกอบในตํารบั ทุกตัวสามารถเขา กันไดดยี ิง่ ขน้ึ
วิธีการเตรียมยานํ้าแขวนตะกอน อันดับแรก จะนําผงยาไปบดใหละเอียดกอน แลวนํามาชั่งใหไดตาม
ปรมิ าณทต่ี อ งการ จากนนั้ จงึ นาํ ไปใสโ กรงเพ่ือบดผสม หากมีตวั ยาหลายชนิดในตํารับ ใหบดผสมผงยาท้ังหมด
ท่ีมีในตํารับโดยใชเทคนิค Geometric dilution จนผงยาท้ังหมดมีขนาดอนุภาคใกลเคียงกัน หลังจากนั้น จึง
เติมสารชว ยเปย กลงไปบนผงยาทีละนอย เพือ่ ใหผ งยาเปยกนาํ้ ไดง ายข้ึน โดยหยดสารชวยเปย กลงบนผงยาแลว
บดผสมใหเขากัน จนไดลักษณะเพสตเนอ้ื เนียน คลายยาสีฟน
2
หากสวนประกอบในตํารับมลี กั ษณะเปน ของแข็ง จะตองละลายของแขง็ ทเี่ ปน สวนประกอบในตํารบั ในกระสาย
ยาเลก็ นอย หรือ นิยมนําสว นประกอบในตาํ รบั มีลักษณะเปน ของแข็งนัน้ ไปกระจายตัวในกระสายยา เชน ในกรณขี อง
สารชวยกอฟล็อคคูล หรือ สารชวยแขวนตะกอนที่เปนผงแหง โดยทําเปน stock solution ที่ทราบความเขมขนที่
แนนอนกอน เม่ือตองการใช จงึ คาํ นวณนาํ้ หนกั ตามปรมิ าณทต่ี องการใชใ นตาํ รับ
หลังจากเติม สารชวยเปยกจนไดเพสตเนื้อเนียนแลว ลําดับตอไป จึงเติมสารชวยกอฟล็อคคูล หรือ
flocculating agent ท่ีเตรียมเปน stock solution แลวในตํารับลงไป โดยเติมลงไปทีละนอย บดผสมใหเขากันกอน
เติมสารคร้ังตอไป จนกระท่ังสารหมด จากน้ัน จึงเติมสารลําดับตอไป คือ สารชวยแขวนตะกอน หรือ suspending
agent หลงั จากนน้ั จงึ เติมสวนประกอบทเ่ี หลือในตํารับ เชน สารกนั เสยี กลิ่น เปน ตน แลวบดผสมใหเ ขา กนั แลวเติม
กระสายยาที่คาํ นวณไว ประมาณ ¾ ของปรมิ าตรกระสายยาทใ่ี ชไดทั้งหมด คอยๆ เติมทีละสว น โดยบดผสมใหเขา กัน
กอนเติมสวนถัดไป จากนั้น จึงถายเทผลิตภัณฑท่ีไดลงกระบอกตวง ระวังไมใหยาหกออกนอกกระบอกตวงและกลั้ว
โกรงดวยกระสายยาประมาณ ¼ ของปริมาตรกระสายยาท่ีใชไดทั้งหมดที่คํานวณไว โดยการกลั้วโกรงน้ีจะกล้ัวอยาง
นอย 2 รอบ เพือ่ นาํ ยาท่ตี ิดคางในโกรงออกมาใหหมด หากยงั มปี ริมาตรไมค รบปรมิ าตรทีต่ องการใหป รบั ปรมิ าตรดวย
กระสายยา แลวคนยานํ้าแขวนตะกอนท่ีเตรียมไดใหเขากันอีกคร้ังในกระบวกตวง แลวถายยานํ้าแขวนตะกอนลงใน
ภาชนะสุดทา ยทต่ี องการตอ ไป จงึ เสร็จสิ้นข้นั ตอนการเตรยี มยานา้ํ แขวนตะกอน
2. ทักษะการเตรยี มอมิ ลั ชันโดยใชกมั
การเตรียมยาน้ําอิมัลชันโดยใชกัมเปนวิธีท่ีนิยมใชในการเตรียมอิมัลชันปริมาณนอยสําหรับผูปวยเฉพาะราย
โดยใชสารทําอิมัลชันจําพวกกัม ไดแก อะเคเชีย หรือ ทรากาแคนท อุปกรณที่ใชในการเตรียมอิมัลชันท่ีนิยมใช
มากทส่ี ุด ไดแ ก โกรง มวี ธิ ีการเตรียมไดสองวธิ ีคือ
1. วธิ กี ัมแหง หรอื Dry gum method
2. วธิ ีกมั เปยก หรือ Wet gum method
การเตรียมยาน้ําอิมัลชันโดยใชกัมจะตองเริ่มจากการทําใหเกิดอิมัลชันขั้นตน หรือ Primary emulsion กอน
โดยการผสมน้ํามัน น้ํา และ กัม ในอัตราสวนท่ีเหมาะสม โดยหากนํ้ามันเปนชนิด Fixed Oil จะใชอัตราสวนระหวา ง
นํ้ามัน น้ํา และกัม เปน 4 ตอ 2 ตอ 1 น้ํามันชนดิ Volatile Oil จะใชอัตราสวนเปน 2 ตอ 2 ตอ 1 และ Mineral Oil
จะใชอัตราสวนไดทั้ง 4 ตอ 2 ตอ 1, 3 ตอ 2 ตอ 1 และ 2 ตอ 2 ตอ 1 สวนลําดับในการผสมจะขึ้นอยูกับวิธีเตรียม
ดงั ทจ่ี ะกลา วตอไป
ตัวอยางตาํ รับทจ่ี ะแสดงวธิ ีเตรยี มในที่นี้ ไดแ ก Mineral Oil Emulsion USP ตํารับประกอบดวย
Mineral oil 25.00 มิลลิลติ ร ทําหนาทีเ่ ปนตัวยาสาํ คญั
Acacia 6.25 กรมั ทําหนา ท่เี ปน สารทาํ อิมัลชนั ชนดิ กัม
Syrup 5 00.มลิ ลลิ ิตร ทําหนาทีเ่ ปน สารใหค วามหวาน
Vanillin 2.00 มิลลกิ รมั ทําหนา ทเ่ี ปน สารแตงกลน่ิ
Alcohol 3.00 มลิ ลิลิตร ทําหนาทเี่ ปนตวั ทําละลาย Vanillin
Purified Water ปรบั ใหค รบ 50 มิลลิลิตร ทําหนาที่เปนวัฏภาคนา้ํ และใชเ พอื่ ปรบั ปรมิ าตร
3
การเตรียมเริ่มจากการหาอัตราสวนระหวางน้ํามัน นํ้า และกัม สําหรับเตรียมอิมัลชันข้ันตนท่ีเหมาะสม
นํ้ามันในตํารับ ไดแก Mineral oil สามารถเลือกใชไดหลายอัตราสวน ในท่ีน้ีจะเลือกเตรียมอิมัลชันข้ันตนโดย
ใชอัตราสวน 4 ตอ 2 ตอ 1 เนื่องจากปริมาณนํ้ามันในตํารบั มีปริมาณเปนส่ีเทาของปริมาณกัม สวนนํ้าจะใชใน
ปริมาณสองเทาของกัม หรือ 12.5 มิลลิลิตร ตอไป จะแสดงวิธีเตรียมอิมัลชันข้ันตนของตํารับน้ีโดยวิธีกัมแหง
และกัมเปย ก ตามลําดบั
1. การเตรียมยานํ้าอิมัลชันโดยวิธีกัมแหง เปนการผสมน้ํามันเขากับกัมกอน เม่ือกัมกระจายตัวใน
น้ํามันดีแลว จึงเติมน้ําในคราวเดียว แลวบดผสมใหเขากันอยางรวดเร็ว ควรเลือกโกรงกระเบ้ืองที่ผิวดานใน
คอนขางสาก และ ลูกโกรงที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวโกรง และโกรงตองแหงสนิท ใส Acacia ตามปริมาณที่
คํานวณไวในโกรง เติม Mineral Oil ทง้ั หมดลงในโกรง และแตะปากกระบอกตวงกับโกรงไวส ักครู จนมน่ั ใจวา
Mineral oil ไหลออกจากกระบอกตวงจนหมด บดผสม Acacia จนกระจายตัวใน Mineral Oil อยางทั่วถึงใน
โกรง โดยใชมือขางท่ีถนัดจับลูกโกรงแบบปากกาหมุนไปทางเดียวกัน สวนมือขางที่ไมถนัดใหกางนิ้วโปงแยก
ออกจากนิ้วที่เหลือเพื่อจับประคองที่ขอบโกรงไวตลอดเวลา โดยใชเวลาผสมประมาณคร่ึงนาที ไมควรบดผสม
Acacia กับ Mineral Oil นานเกินไป เนื่องจากจะทําใหเกิดอิมัลชันขั้นตนยาก เทน้ําจากกระบอกตวงทั้งหมด
ใสในโกรงในคราวเดียว บดผสมทันทีโดยการหมุนลูกโกรงไปทางเดียวกันตลอดอยางรวดเร็ว ใหใชแรงเหว่ียง
จากขอมือ มากกวา แรงกด
การเกิดอิมัลชันขั้นตน สังเกตไดจากการเกิดของผสมที่มีลักษณะขนขาวคลายครีม และเกิดเสียง
crackling sound ขณะบดผสม รวมกับการเกิดฟลมระหวางโกรงและลูกโกรง อิมัลชันขั้นตนจะเกิดภายใน
เวลาไมเกินสามนาที หากใชเวลานานกวานั้นแลวพบวาไมเกิดอิมัลชันข้ึน แสดงวาการเตรียมอิมัลชันลมเหลว
บดผสมอิมัลชันขั้นตนตอไปประมาณ 2-3 นาที เพื่อใหเกิดอิมัลชันท่ีคงตัว จึงสามารถหยุดหมุนลูกโกรงได
จะไดอ ิมลั ชนั ขน้ั ตน
2. การเตรียมยาน้ําอิมัลชันโดยวิธีกัมเปยก เปนการผสมบดผสมกัมกับน้ําตามปริมาณที่คํานวณไดใน
โกรง เพ่ือใหไดม ิวซิเลจกอน จากนั้นแบงนาํ้ มนั มาบดผสมกบั มิวซิเลจทีนอ ยจนหมด
การเตรียมโดยวธิ ีนไี้ มจําเปน ตองใชโ กรง ทแี่ หงสนทิ การเตรยี มเรม่ิ จากการเท Acacia ลงในโกรง จากนั้น
เติมน้ําท้ังหมดในคราวเดียว บดผสมอยางรวดเร็วเพ่ือให Acacia กระจายเกิดเปน Mucilage อยางสมํ่าเสมอ
โดยไมจ ับตวั เปนกอ น เตมิ นา้ํ มนั ทีละนอย หมนุ ลูกโกรง เร็วๆ ใหข องผสมเขากนั ทกุ ครง้ั จนกระทง่ั ผสมนาํ้ มนั จน
หมด จะไดอิมัลชันขั้นตน แลวบดผสมตออีก 2-3 นาที ระหวางการเตรียมอิมัลชันข้ันตน ควรระมัดระวังอยา
เติมน้ํามันคราวละมากเกนิ ไป เน่อื งจากมิวซเิ ลจจะไมสามารถดูดซับนํ้ามันไวไดหมด ซง่ึ จะสังเกตเห็นวาอิมัลชัน
มีลักษณะขน เหนยี วหรอื เปน มนั เกินไป ถาเกดิ ลักษณะเชนนีข้ ้นึ ใหเตมิ นา้ํ ลงไปเลก็ นอ ย แลว คอ ยๆ บดผสม จน
อมิ ลั ชันกลบั มามีลักษณะปกติ แลวจงึ ผสมนํ้ามนั สวนท่ีเหลือทลี ะนอ ยตอไป
4
หลังจากไดอิมัลชันข้ันตนแลว จะเปนการเติมองคประกอบอื่นเพ่ือเตรียมตํารับท่ีสมบูรณ โดยเติม
Syrup ทั้งหมดลงไปในอิมัลชันขั้นตน บดผสมใหเขากัน แลวจึงเติมสารละลาย Vanillin ในแอลกอฮอลลงใน
อิมัลชัน โดยแบงใสทีละนอย เน่ืองจากแอลกอฮอลอาจทําใหอิมัลชันเสียสภาพได ทุกคร้ังที่เติมสารละลาย
Vanillin ใหบดผสมใหเปน เน้อื เดยี วกนั กอ นเติมสว นถัดไป
จากน้ันถายอิมัลชันใสในกระบอกตวงขนาด 50 มิลลิลิตร โดยอาจใชแทงแกวคนชวยเปนตัวนําในการ
เท ลางโกรงดวยน้ํากล่ันอยางนอยสองคร้ัง แลวถายใสกระบอกตวง ระวังอยางใชน้ําลางโกรงมากไป จนเกิน
ปริมาตรสุดทายของอิมัลชัน ปรับใหครบปริมาตรดวยน้ํากลั่น คนอิมัลชันในกระบอกตวงใหพอเขากัน แลวจึง
ถา ยใสใ นบีเกอรขนาด 100 มลิ ลิลิตร คนใหเ ขากนั อีกครั้ง จะไดต าํ รับอมิ ลั ชันทส่ี มบูรณ
3. การชัง่ สารกง่ึ แขง็
ในการช่ังสารก่ึงแข็ง กอนอื่นจะตองคํานวณหาปริมาณ semisolid base ท่ีใช โดยลบปริมาณตัวยา
สําคัญออกจากตาํ รับ กจ็ ะไดป รมิ าณ semisolid base ที่ตอ งการ
จากน้ันนาํ กระดาษไขมาวางซอนทับบนกระดาษขาวธรรมดา เพอื่ ใหม ีความแขง็ แรงมากพอท่ีจะหยิบยก
ไดงายข้ึน แลวจึงพับกระดาษช่ังแบบกระทงปลายเปด 1 ดาน เหมือนการช่ังผงยาทั่วไป เขียนช่ือสารและ
นํ้าหนักที่ตองการชั่ง โดยหลีกเลี่ยงมิใหสัมผัสกับบริเวณที่จะช่ังสาร ตรวจสอบสมดุลของเคร่ืองช่ัง โดย
ฟองอากาศซึ่งเปนตัวบงชี้สมดุลจะตองอยูตรงกลางเครื่องหมายวงกลม แลว tare เคร่ืองชั่ง หรือปรับนํ้าหนัก
เคร่ืองช่ังเปนศูนย วางกระดาษช่ังลงบนจานชั่ง แลวปรับเปนศูนย อานช่ือสารจากฉลากที่ติดไวบนกระปอง
กอนหยิบ เปดฝากระปอง วางฝาหงายไวบนพลาสติกปูโตะ อานฉลากซ้ําอีกครั้งใหแนใจกอนตักสาร ใช
spatula 2 อนั หรอื spatula กับแทง แกวคน ชว ยในการตักและนําสารวางลงบนกระดาษชง่ั หา มใช spatula
และแทง แกว คนกดลงบนจานชงั่ เพราะจะทาํ ใหค มมีดสึกกรอน และความไวของเครือ่ งชงั่ จะเสียไป
ในกรณสี ารกึง่ แข็งท่ตี องการชั่งมีปริมาณมากเกนิ กวาจะใชกระดาษช่งั ใหท ําการชง่ั โดยใชก ระจกนาฬิกา
หรือบีกเกอรแทนกระดาษชั่ง หากชั่งสารเกินน้ําหนักที่ตองการ ใหใช spatula 2 อัน หรือ spatula กับแทง
แกวคน ชวยกันแบงสารออกมา แลวใสคืนลงในกระปองเดิม เมื่อไดน้ําหนักตามตอ งการแลว ใหยกกระดาษชั่ง
ออกจากจานช่ัง ปรับน้ําหนักใหเปนศูนยตามเดมิ ทําความสะอาดบรเิ วณเคร่ืองช่ังหากมสี ารหก ปดฝากระปอง
สารใหส นิท อา นฉลากอกี ครง้ั กอนเก็บเขา ที่
4. ทกั ษะการผสมตํารับกึ่งแขง็
การผสมในทางเภสัชกรรม ใชเทคนิคการเจือจางอนุกรมเลขคณิต หรือ geometric dilution การผสม
สามารถทําได 2 แบบ คือ การผสมโดยใชโกรง หรือที่เรียกวา trituration และการผสมโดยใช slab กับ
spatula หรอื ทเี่ รยี กวา spatulation โดยในบทนจี้ ะแสดงเฉพาะทกั ษะการผสม โดยใช slab กับ spatula
การผสมตํารับกึ่งแข็ง เริ่มจากใชมือขางที่ไมถนัดจับดาม slab และวาง slab ที่ขอบโตะ ใหสันดานลาง
ยันอยูนอกขอบโตะ เพ่ือให slab วางราบ ไมเอียง สวนมือขางท่ีถนัดจับ spatula ในลักษณะคว่ํามือ ใชน้ิวช้ี
ทาบไปตามแผน spatula ใช spatula ปาดยาพ้ืนที่ชั่งไว วางไวตรงมุมของ slab มุมบนซาย หรือมุมบนขวา
5
ตรงขามกับดานท่ีถนัด เทผงยาท่ีช่ังไวลงตรงกลาง slab ใช levigating agent ท่ีเหมาะสม หยดลงบนผงยา
พอประมาณ ใช spatula บดผสมผงยากับ levigating agent จนไดเพสตเน้ือเนียน โดยวนเปนวงกลมจาก
นอกไปในและวนกลบั หรอื วนเปนเลขแปด หรือขดลวด อยางใดอยา งหนงึ่ บบ้ี ดใหท่วั จากนั้นใช spatula แบง
ยาพนื้ ปรมิ าณพอๆ กับตัวยา (เพสต) บดผสมจนเปน เนอ้ื เดยี วกัน ใช spatula ปาดมารวมกันเปนกองตรงกลาง
เปนคร้ังคราว ทดสอบดูวาผงยาเขากันเปนเนื้อเดียวกันกับครีมพื้นหรือยัง โดยการใช spatula ปาดตํารับ
ปริมาณเล็กนอยบน slab ใหเปนช้ันบางๆ หากเห็นสีไมสม่ําเสมอหรือเปนเม็ดๆอยู แสดงวายังผสมไมดี ใหบด
ผสมตอไปจนเปนเน้ือเดียวกัน หากผสมเขากันดีแลว โดยสังเกตเห็นเน้ือครีมเนียนดี ก็สามารถแบงครีมพ้ืนใน
ปริมาณใกลเคียงกับสวนที่ผสมแลวเขามาผสมตอไป โดยใชเทคนิค geometric dilution จนผสมเขากัน
ทั้งหมด แลว จงึ บรรจลุ งในภาชนะทเ่ี หมาะสมตอ ไป
หมายเหตุ: รายละเอียดเพ่ิมเติมสามารถศึกษาไดจาก คูมือทักษะตามเกณฑความรูความสามารถทางวิชาชีพ
ของผปู ระกอบวชิ าชีพเภสัชกรรม (สมรรถนะรวม) พ.ศ.2562
บทที่ 2
ระบบคอลลอยด
(Colloidal Systems)
วัตถปุ ระสงค เพือ่ ใหน ักศึกษาสามารถ
1. เตรียมคอลลอยด และอธิบายสมบตั ิของคอลลอยด
2. อธิบายปจ จัยทีม่ ผี ลตอความคงตวั ของคอลลอยด
บทนาํ
ระบบคอลลอยด คือ ระบบกระจายตัว (disperse systems) ที่ประกอบดว ย อนภุ าคของวัฏภาคภายใน
ขนาดเล็กมาก ประมาณ 1 นาโนเมตรถึง 1 ไมโครเมตร กระจายตัวอยูในวัฏภาคภายนอกที่เปนตัวกลาง
คอลลอยดแบงตามสมั พรรคภาพ (affinity) ระหวา งวฏั ภาคภายในและวัฏภาคภายนอกได 3 ชนิด คือ
1. ไลโอฟลิคคอลลอยด (lyophilic colloids) หรือในกรณีที่ตัวกลางเปนนํ้า จะเรียกวา ไฮโดร-
ฟลิคคอลลอยด (hydrophilic colloid) เปนระบบที่มีการดึงดูดกันอยางแข็งแรงระหวางวัฏภาคภายในและ
วัฏภาคภายนอก เกิด solvation หรือ hydration (เมื่อตวั กลางเปนนํา้ คือมีชนั้ ของตัวกลางหอ หมุ โมเลกุลหรือ
อนภุ าคของวฏั ภาคภายใน) คอลลอยดชนดิ น้มี ีความคงตัวสูง เตรียมไดงาย เพยี งแคนาํ สารทเี่ ปนวัฏภาคภายใน
มากระจายตัวในตวั กลาง
2. ไลโอโฟบิคคอลลอยด (lyophobic colloids) เปนระบบท่ีวัฏภาคภายในมีแรงดึงดูดกับวัฏภาค
ภายนอกท่ีเปนตัวกลางนอยมาก มีความคงตัวต่ํา และมีความโนมเอียงที่วัฏภาคภายในจะรวมตัวกันและตกลง
นอนกน การเตรยี มยงุ ยากกวา ตอ งใชว ธิ กี ารพเิ ศษ ไดแก วิธที าํ ใหก ระจายตัว (dispersion method) โดยการ
ลดขนาดดวยคอลลอยดมิล (colloid mill) หรือใชคลื่นความถ่ีเหนือเสียง (ultrasonic) และวิธีควบแนน
(condensation method) โดยการทําใหสารตกตะกอนจากสารละลาย หรืออาศยั ปฏิกิริยาเคมี
3. แอสโซซิเอชันคอลลอยด (association colloids) ไดแก สารลดแรงตึงผิว (surfactant) ท่ี
รวมกลุมกันเกิดไมเซลล (micelles) เม่ือมีความเขมขนในตัวกลางสูงถึง critical micelle concentration
(CMC) แตละไมเซลลจะมีเสนผา นศูนยก ลางประมาณ 50 นาโนเมตรซึง่ เปน ขนาดท่ีอยใู นชว งของคอลลอยด
สมบตั ิของคอลลอยด
คอลลอยดมีสมบัติทางกายภาพแตกตางจากระบบกระจายตัวอ่ืน อาจแบงสมบัติดังกลาวไดเปน
3 กลุมใหญ คือ
1. สมบัติทางแสง (optical properties) อนุภาคคอลลอยดไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลาหรือ
กลองจุลทรรศนธรรมดา แตสามารถกระเจิงแสง และเกิดปรากฏการณ “Faraday-Tyndall effect” ทําให
ตรวจวัดไดดว ย dark field microscope
7
2. สมบัติทางจลน (kinetic properties) อนภุ าคคอลลอยดในของเหลวตวั กลางจะเคลื่อนไหวแบบไมมี
ทิศทางท่ีแนนอนท่ีเรียกวา “Brownian motion” ซ่ึงเปนปจจัยท่ีทําใหคอลลอยดเกิดการแพร เนื่องจาก
อนุภาคคอลลอยดม ขี นาดเล็ก จึงไมตกตะกอนภายใตแรงโนมถว งของโลก
3. สมบัติทางไฟฟา (electrical properties) อนุภาคคอลลอยดมักมีประจุท่ีผิวอนุภาค ซ่ึงเกิดข้ึนจาก
การแตกตัวเปนอิออนของโมเลกุล, การดูดซับอิออนไวบนผิวอนุภาค และการจับกลุมกันเปนไมเซลลของสาร
ลดแรงตึงผวิ ชนดิ มปี ระจุ
ความคงตวั ของคอลลอยด
ความคงตัว หมายถึง การท่ีอนุภาคของวัฏภาคภายในสามารถกระจายตัวแยกกันเปนอนุภาคเด่ียวๆ
ตลอดทวั่ ของเหลวตัวกลาง โดยไมเ กดิ การจบั กลมุ กันใหมีขนาดใหญข นึ้ แลว ตกลงนอนกน
ไลโอฟลิคคอลลอยดคงตัวดี โดยอาศัยชั้นของตัวกลางที่หอหุมโดยรอบอนุภาคเปนสําคัญ และจะเสีย
ความคงตัวเม่ือสูญเสียชั้นของตัวกลางท่ีหอหุมอนุภาคคอลลอยดไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการแยกดวยเกลือ
(salting out) เม่ือเติมอิเล็กโทรไลต และการเติมสารดูดนํ้า (dehydrating agent) เชน แอลกอฮอล เปนตน
สว นไลโอโฟบิคคอลลอยดจะคงตวั อยูไดตองมีแรงผลักระหวางประจุบนผิวอนภุ าคมากพอ ปจ จัยใดๆ ทม่ี ผี ลตอ
ความคงตวั ของคอลลอยด จะไดศึกษาในการทดลองบทน้ี
โพรเทคทฟี คอลลอยด (protective colloids)
คอลลอยดชนิดไฮโดรโฟบิคมีความคงตัวตํ่า การเติมสารลดแรงตึงผิวหรือพอลิเมอรที่เปนไฮโดรฟลิค-
คอลลอยดในความเขมขนสูงมากพอ จะชวยใหไฮโดรโฟบิคคอลลอยดมีความคงตัวเพ่ิมขึ้น โดยสารเหลานี้จะ
ถกู ดูดซับบนผวิ อนุภาคของไฮโดรโฟบิคคอลลอยด และชว ยปองกันไมใหเกดิ ภาวะจบั กอน (coagulation)
สารเคมแี ละอุปกรณ
สารเคมี
- ผงเจลาติน
- เอทานอล
- สารละลายเฟอรร คิ คลอไรด ความเขมขน 2 %
- สารละลายโซเดยี มคลอไรด ความเขม ขน 5 โมลาร
- สารละลายโซเดียมซลั เฟต ความเขม ขน 0.004 โมลาร และความเขม ขน 2 โมลาร
อุปกรณ
- บีกเกอร ขนาด 100, 250, 400 มลิ ลลิ ติ ร
- หลอดทดลอง ขนาด 50 มลิ ลลิ ติ ร
- ท่ีวางหลอดทดลอง
- ปเปตท่ีมขี ดี ยอยวดั ปรมิ าตร ขนาด 10 มลิ ลิลิตร
8
วิธีการทดลอง
1. วิธเี ตรยี มคอลลอยด
เตรียมคอลลอยดตอไปน้ี และเกบ็ ไวใชใ นการทดลองตอไป
1.1 เฟอรร ิคไฮดรอกไซดโซล โดยปฏิกิรยิ าไฮโดรไลซิส
เติมสารละลายเฟอรริคคลอไรด ความเขมขน 2% จํานวน 75 มิลลิลิตร ลงในนํ้าท่ีกําลังเดือด
จํานวน 225 มิลลิลิตร อยางรวดเร็ว คนใหเขากัน และตมตออีก 30 วินาที สังเกตการเปลี่ยนแปลงระหวาง
เตรียม เชน สี ความหนดื
1.2 สารละลายเจลาติน
เติมผงเจลาติน 4 กรัม ลงในน้ํา จํานวน 200 มิลลิลิตร นําไปใหความรอน พรอมกับคนอยาง
สมาํ่ เสมอ จนเจลาตนิ ละลายหมด ทําใหเ ยน็ สงั เกตลักษณะสารละลายที่เตรียมได เปรยี บเทยี บความหนืดของ
สารละลายเจลาตนิ กับเฟอรร ิคไฮดรอกไซดโ ซล
2. ศกึ ษาผลของอิเล็กโทรไลตตอ ความคงตวั ของคอลลอยด
2.1 ผลของซลั เฟตอิออนตอ ความคงตัวของเฟอรร ิคไฮดรอกไซดโซล
2.1.1 เตรยี มสารละลายโซเดยี มซลั เฟตในหลอดทดลอง ใหม คี วามเขม ขน ตา งๆ กัน ดังตอไปนี้
หลอด สารละลายโซเดยี มซัลเฟต (มล.) นํา้ กลน่ั ความเขมขน ผลการทดลอง
ที่ 0.004 โมลาร 2 โมลาร (มล.) (โมลาร)
12 -8
24 -6
36 -4
48 -2
5- 28
6- 55
7- 82
8- - 10
2.1.2 เติมเฟอรริคไฮดรอกไซดโซลลงในหลอดทดลองทุกหลอด จํานวนหลอดละ 10 มิลลิลิตร
ผสมใหเ ขา กนั ดี ตั้งท้ิงไว 15 นาที
2.1.3 สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน ใหบันทึกหลอดทดลองทุกหลอดที่ขุนหรือเกิดตะกอน
และระบคุ วามเขม ขน ของซัลเฟตออิ อนทนี่ อยท่ีสุดที่ทาํ ใหเ ฟอรร คิ ไฮดรอกไซดโ ซลขนุ หรอื เกิดตะกอน
9
2.2 ผลของคลอไรดออิ อนตอความคงตัวของเฟอรริคไฮดรอกไซดโซล
ทําการทดลองเชนเดียวกับขอ 2.1 แตใชสารละลายโซเดียมคลอไรด ความเขมขน 5 โมลาร
แทนสารละลายโซเดียมซลั เฟต โดยปเปตสารละลายโซเดยี มคลอไรด จาํ นวน 0.5, 1, 3, 5, 7 และ 10 มลิ ลลิ ติ ร
ลงในหลอดทดลอง ปรับปริมาตรใหครบ 10 มิลลิลิตรดวยนํ้ากลั่น แลวเติมเฟอรริคไฮดรอกไซดโซลลงไป 10
มิลลิลิตร ผสมใหเขากันดี ต้ังทิ้งไว 15 นาที บันทึกผลการทดลองที่เกิดข้ึน เชนเดียวกับขอ 2.1 และ
เปรียบเทียบความเขมขนของคลอไรดอิออนท่ีนอยที่สุด ที่ทําใหเฟอรริคไฮดรอกไซดโซลตกตะกอน กับความ
เขมขนของซลั เฟตอิออนท่นี อยทส่ี ุด ทีท่ ําใหเฟอรร ิคไฮดรอกไซดโซลขนุ หรอื เกดิ ตะกอน
หลอด สารละลายโซเดยี มคลอไรด นาํ้ กลั่น ความเขมขน ผลการทดลอง
ที่ (มล.) (มล.) (โมลาร)
1 0.5 9.5
2 1.0 9.0
3 3.0 7.0
4 5.0 5.0
5 7.0 3.0
6 10.0 -
2.3 ผลของซัลเฟตอิออนตอความคงตัวของสารละลายเจลาตนิ
ทําการทดลองเชน เดียวกับขอ 2.1 แตใ ชสารละลายเจลาตนิ จาํ นวน 10 มลิ ลลิ ิตร แทนเฟอรริค -
ไฮดรอกไซดโซล เปรียบเทียบความเขมขนของซัลเฟตอิออนท่ีนอยที่สุดท่ีทําใหเจลาตินขุนหรือเกิดตะกอน กับ
ความเขมขน ของซัลเฟตออิ อนทน่ี อ ยท่สี ดุ ทท่ี ําใหเ ฟอรร คิ ไฮดรอกไซดโซลขุน หรือเกดิ ตะกอน
3. ศึกษาผลของดีไฮเดรชนั ตอความคงตวั ของไฮโดรฟลิคคอลลอยด
คอยๆ เติมสารละลายเจลาติน จํานวน 5 มิลลิลิตร ลงในหลอดทดลองที่บรรจุเอทานอล จํานวน
1, 3, 5, 10 และ 15 มิลลิลิตรตามลําดับ บันทึกผลการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน แลวเติมน้ํา 5 มิลลิลิตร ลงไปใน
หลอดทดลองทุกหลอด ผสมใหเขากัน สังเกต และบันทึกผลการทดลองอีกคร้ัง หากหลอดทดลองใดเปน
สารละลายใส แตมีกอนเจลาตินเหลือที่กนหลอด ใหใชแทงแกวคนบดกอนเจลาตินที่เหลือ เพ่ือตรวจสอบวา
เจลาตินสามารถละลายไดห มดหรอื ไมก อนบนั ทึกผล
10
หลอด เอทานอล (มล.) ผลการทดลอง
ท่ี
กอ นเติมน้ํากลน่ั หลงั เติมนา้ํ กล่ัน
1 1.0
2 3.0
3 5.0
4 10.0
5 15.0
4. ศึกษาฤทธก์ิ ารเปน โพรเทคทฟี คอลลอยด
4.1 เตรียมสารละลายโซเดียมซัลเฟความเขมขนตัง้ แตหลอดแรกท่ีทําใหเฟอรร ิคไฮดรอกไซดโซลขุน
หรือเกิดตะกอนไดในขอ 2.1 จนถึงหลอดท่ี 8 โดยปเปตสารละลายโซเดียมซัลเฟต ปริมาณเทากับที่ใชใน
ขอ 2.1 ใสลงในหลอดทดลอง แลวปเปตน้ําเติมลงไปจนไดปริมาตรครบ 8 มิลลิลิตร ผสมใหเขากัน สําหรับ
หลอดที่ 4 ใหปเปตสารละลายโซเดยี มซลั เฟตในปรมิ าณ 8 มลิ ลิลติ ร โดยไมต องเจอื จาง
4.2 เติมสารละลายเจลาตนิ จาํ นวน 2 มิลลลิ ติ ร ลงในเฟอรร คิ ไฮดรอกไซดโซล จํานวน 10 มิลลิลิตร
ในหลอดทดลองอีกชุดหนึ่ง (จํานวนเทากับจํานวนหลอดทดลองในขอ 4.1) และผสมใหเ ขากนั
4.3 เตมิ สารละลายขอ 4.1 ลงในขอ 4.2 สังเกตความขนุ หรือตะกอนท่ีเกิดข้นึ และบันทึกผล พรอ ม
ทั้งเปรียบเทียบความเขมขนท่ีนอยท่ีสุดของซัลเฟตอิออนที่ทําใหเฟอรริคไฮดรอกไซดโซลขุน หรือเกิดตะกอน
เมื่อมี และไมม สี ารละลายเจลาตนิ เปรียบเทยี บกบั ผลการทดลองขอ 2.1
ผลการทดลอง และสรุป
1. ทาํ ตารางแสดงผลการทดลองทุกหวั ขอ
2. วจิ ารณเหตผุ ลท่ีนา จะเปนไปไดในการเกดิ ผลการทดลองน้ันๆ
11
คําถามทา ยบท
1. คอลลอยดท เ่ี ตรยี มในขอ 1 เปนไลโอโฟบคิ คอลลอยด หรอื ไลโอฟลคิ คอลลอยด
________________________________________________________________________________
2. หากทา นไดรับตัวอยางของเหลวชนิดหนง่ึ จะมวี ิธที ดสอบอยางไรวาของเหลวนั้นเปนระบบกระจายตัวแบบ
คอลลอยดห รอื ไม
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
3. หากของเหลวเปนคอลลอยด จะมีวิธที ดสอบอยางไร วาเปนชนิดไลโอฟล คิ หรอื ไลโอโฟบิค
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
4. โซลกบั สารละลาย แตกตา งกันอยา งไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
5. จงเขยี นสมการแสดงปฏกิ ริ ยิ าทีเ่ กิดขน้ึ ในการเตรยี มเฟอรรคิ ไฮดรอกไซดโ ซลในขอ 1
________________________________________________________________________________
6. จงยกตัวอยางอิออนที่มีประสิทธิภาพใกลเคียงกับคลอไรดอิออน และซัลเฟตอิออนในการทําให
เฟอรร คิ ไฮดรอกไซดโ ซลเกดิ ตะกอน (อยา งละ 3 ตวั อยา ง)
________________________________________________________________________________
7. ในการทดลองขอที่ 5 จะผสมเฟอรริคไฮดรอกไซดโซลกับซัลเฟตอิออน กอนที่จะเติมเจลาตินไดหรือไม
เพราะเหตุใด
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
12
เอกสารอา นประกอบ
1. วัชรี เนติสิงหะ (2535). ยาน้ํากระจายตัว, พิมพครั้งที่สอง, คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม,
เชียงใหม.
2. Banker, G.S. and Rhodes, C.T. (2002). Modern Pharmaceutics, 4th ed, Marcel Dekker, Inc.,
New York, pp. 238-285.
3. Shaw, D.J. (1980). Introduction to Colloid Chemistry, 3rd ed., Butterworths, London.
4. Sinko, P. J. ( 2011) . Martin’ s Physical Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 6th ed. ,
Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 386-409.
5. Troy, D.B. (2006). Remington: The Science and Practice of Pharmacy, 21st ed., Lippincott
Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 293-318.
ปรับปรุงและเรยี บเรยี งโดย ผูชวยศาสตราจารย. ดร.ภญ.เทพนิ จันทรมหเสถียร
รองศาสตราจารย ดร.ภก.ทรงวฒุ ิ ยศวมิ ลวัฒน
รองศาสตราจารย ภญ.วัชรี เนตสิ ิงหะ
บทท่ี 3
การเตรียมแมก็ มา เจล และมกิ ซเ จอร
(Preparation of Magmas, Gels and Mixtures)
วัตถปุ ระสงค เพ่อื ใหนกั ศึกษาสามารถ
1. เตรียมยานา้ํ ประเภทแมก็ มา เจล และมกิ ซเจอร
2. เปรียบเทยี บและอธิบายความแตกตางยาเตรียมรูปแบบดังกลาวได
บทนํา
มิลค, แม็กมา และเจลเปนยาเตรียมประเภทคอลลอยด (colloidal preparations) วัฏภาคภายนอก
มักจะเปนน้ํา มีท้ังท่ีใชเปนยารับประทาน และยาภายนอก สวนมิกซเจอรเปนยาน้ําสําหรับรับประทานท่ีมี
องคประกอบที่อาจจะละลาย หรือกระจายตัวแขวนลอยอยูในน้ํากระสายยา จึงมีท้ังตํารับที่เปนสารละลาย
คอลลอยด และยานํ้าแขวนตะกอน
มิลค คือ ยานํ้าแขวนตะกอนท่ีใชนํ้าเปนน้ํากระสายยา เตรียมข้ึนเปนยารับประทาน เชน Milk of
Magnesia USP
แม็กมา คือ ยาน้ําแขวนตะกอนท่ีวัฏภาคภายในเปนผงอนินทรียสาร ซึ่งจะเกิดไฮเดรชันไดอยางมากใน
น้าํ และเกดิ การจบั กลุม กนั ของอนภุ าค ทาํ ใหย าเตรียมมีลักษณะคลายเจล และมสี มบัติ thixotropy ดว ยเหตุท่ี
แม็กมามเี น้ือคลายเจล จึงถกู จดั ใหอยใู นกลมุ เจลดวย
เจล หรือบางครั้งเรียกวา เจลลี (jelly) คือ ระบบกึ่งแข็งที่ประกอบดวยวัฏภาคภายในเปนอนุภาค
อนินทรียสารขนาดเล็ก แขวนลอยอยูในวัฏภาคภายนอก หรืออาจเปนโมเลกุลอินทรียสารขนาดใหญที่มี
ของเหลว (วฏั ภาคภายนอก) แทรกอยูทว่ั ไป
ในกรณที เี่ จลประกอบดวยโครงขา ยของอนภุ าคอนินทรียสารขนาดเล็ก จัดวาเปน เจลสองวัฏภาค (two-
phase gel) เจลประเภทน้ีจะเห็นขอบเขตของท้ังสองวัฏภาคได เชน อลูมิเนียมไฮดร็อกไซดเจล เมื่ออนุภาค
ของวฏั ภาคภายในมขี นาดคอนขางใหญ อาจเรียกเจลนนั้ วา แมก็ มา เชน bentonite magma ทั้งเจลและแม็ก
มามสี มบตั ิ thixotropy
กรณีท่ีเจลประกอบดวยโมเลกุลขนาดใหญของสารอินทรียกระจายตัวทั่วของเหลวตัวกลาง มีลักษณะ
เปนเนื้อเดียวกันตลอด ไมปรากฏขอบเขตแนชัดระหวางสองวัฏภาค เรียกเจลชนิดนี้วา เจลวัฏภาคเดียว
(single-phase gel) วัฏภาคภายในอาจเปนสารสังเคราะห หรือสารธรรมชาติก็ได ถาเปนสารธรรมชาติอาจ
เรยี กเจลนั้นวา มิวซเิ ลจ (mucilage)
มิลค แม็กมา และเจลเปนยาเตรียมตามเภสัชตํารับแหงสหรัฐอเมริกา (USP) รูปแบบมิลค และแม็กมา
ไมมีในเภสัชตาํ รบั แหง สหราชอาณาจกั ร (BP) สว นเจลสองวัฏภาคใน BP จัดไวใ นกลุม ยานํา้ ที่เรยี กวา มิกซเ จอร
หรือยานา้ํ แขวนตะกอนในกรณีท่เี ปนยารับประทาน
14
ตํารบั มกิ ซเ จอรเคยมใี น NF ไมม ีใน USP แตป จ จุบันมใี น BP เทานั้น ขนาดอนภุ าคของสารท่ีกระจายตัว
อยูในน้ํากระสายยาตองมีขนาดเล็กมาก (very finely divided state) และสามารถกระจายตัวไดอยางท่ัวถึง
ในยาเตรียม การเตรยี มมิกซเจอรทีม่ ตี ัวยาท่ีไมล ะลายกระจายตัวอยูในตัวกลาง จงึ อาจจะใชคอลลอยดม ลิ ลช วย
ลดขนาด หรอื เตรยี มดว ยวธิ ีพิเศษ หรอื ใชสารชว ยแขวนตะกอนชวย
การเตรยี มมิลค แมก็ มา และเจล จะทําโดยวธิ กี ระจายตัวในนํ้าไดถาสารทเ่ี ปน วฏั ภาคภายในเปนไฮโดร-
ฟลคิ คอลลอยด เนื่องจากวัฏภาคภายในและตวั กลางที่เปน นา้ํ มแี รงดึงดดู ตอกันมาก
ยาเตรียมทุกรูปแบบท่ีกลาวมานี้จะคงเปนเนื้อเดียวกันเม่ือต้ังท้ิงไวระยะเวลาหนึ่ง แตหากต้ังทิ้งไวเปน
เวลานาน อาจเกิดการตกตะกอนไดบาง อยางไรก็ตาม เมื่อเขยาขวดจะกลับกระจายเปนเน้ือเดียวกันไดงาย
เพื่อใหม่ันใจวายาเตรียมมีการกระจายตัวอยางสม่ําเสมอ กอนใชควรเขยาขวดทุกครั้ง และควรมีขอความระบุ
ไวใ นฉลากวา “เขยาขวดกอ นใช”
ตํารับทีก่ ําหนดใหเตรยี ม จํานวน 100 กรัม
1. Bentonite Magma USP-NF จํานวน 50 มลิ ลลิ ิตร
จํานวน 50 มลิ ลิลิตร
2. Acacia Mucilage NF XI จาํ นวน 50 มลิ ลลิ ติ ร
3. Brown Mixture NF XII
4. Stomachic Mixture (ตาํ รบั ยาสามญั ประจาํ บา น)
15
ตาํ รบั ที่ 1
Bentonite Magma USP-NF
1. สตู รตาํ รับ
Rx
Bentonite 50 g _____________
100 g
Purified water q.s. 1,000 g
2. วิธเี ตรียม
2.1 วธิ เี ตรยี มตามเภสชั ตาํ รบั จาํ นวน 1,000 กรัม
2.1.1 คอยๆ โปรย bentonite ทีละสวนลงในนํ้ารอน 800 กรัม ใหแตละสวนเปยกนํ้าเอง โดย
ไมตองคน จงึ จะเตมิ สวนตอไป
2.1.2 ตง้ั ทิง้ ไวเปน เวลา 24 ช่ัวโมง โดยคนเปนคร้งั คราว
2.1.3 เมื่อครบเวลา คนจนไดแ ม็กมาทเี่ ปน เนอ้ื เดยี วกัน
2.1.4 เติมนาํ้ จนไดนํ้าหนกั ครบ 1,000 กรมั แลว คนผสมใหเขากันดี
2.2 วิธเี ตรียมในหอ งปฏิบัติการ จํานวน 50 กรมั
2.2.1 เท bentonite ลงในโกรง แลวหยด glycerin ลงไปบนผง bentonite ใหพอเปยก (ใช
glycerin 2.5 มลิ ลิลติ ร) บดจนเปน เพสตเ นอ้ื เนียน
2.2.2 เติมน้ําประมาณ 5 กรัม ลงไปบดผสมกับของผสมในขอ 2.2.1 จนเขากันดี แลวจึงคอยๆ
เตมิ นา้ํ ทเี่ หลือลงบดผสมใหเ ขา กัน จนครบ 50 กรัม
3. หนา ท่ีขององคประกอบในตาํ รบั หนา ที่
องคป ระกอบ ______________________________________
Bentonite
______________________________________
Glycerin
4. ประโยชนของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
5. ปริมาณ หรอื ความเขม ขน ทใี่ ชของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รกั ษา
________________________________________________________________________________
16
ตาํ รับที่ 2
Acacia Mucilage NF XI
1. สตู รตํารบั
Rx
Acacia, in small fragment 350 g _____________
_____________
Benzoic acid 2g
50.0 mL
Purified water q.s. 1,000 mL
2. วิธีเตรยี ม
2.1 ละลาย benzoic acid ในนาํ้ รอ น 400 มลิ ลลิ ิตร (ถา ละลายไมหมดใหใชค วามรอนชวย)
2.2 เท acacia ลงในโกรง นําสารละลายจากขอ 2.1 ท่ียังรอนอยูเทลงไปอยางรวดเร็ว คอยๆ
บดจนไดม ิวซเิ ลจ (อยา บดแรงเกินไป เพราะจะเกิดฟองมาก)
2.3 ตวงนาํ้ กลนั่ ปริมาตร ¾ ของปริมาตรทเี่ หลอื เติมลงในโกรง บดผสมจนเขากนั
2.4 เทสารผสมลงใน conical graduate และปริมาตรดวยนํ้ากล่ันจนไดปริมาตรครบ 50
มิลลิลิตร
2.5 กรองมวิ ซเิ ลจ ผา นผา ขาวบาง (นักศกึ ษาเตรยี มมา)
หมายเหตุ การเตรียมในหองปฏิบัตกิ ารใหปรบั ปรมิ าตรในกรวยตวง (conical graduate)
3. หนาท่ขี ององคป ระกอบในตํารบั หนาที่
องคป ระกอบ ______________________________________
Acacia
_______________________________________
Benzoic acid
_______________________________________
Purified water
4. ประโยชนข องตาํ รับ
________________________________________________________________________________
5. ปรมิ าณ หรอื ความเขม ขน ท่ใี ชของตาํ รับ
________________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________
17
ตาํ รับที่ 3
Brown Mixture NF XII
1. สูตรตาํ รบั
Rx
Glycyrrhiza fluidextract 120 mL _____________
Antimony potassium tartrate 0.24 g _____________
Camphorated opium tincture 120 mL _____________
Alcohol 30 mL _____________
Glycerin 120 mL _____________
Purified water, a sufficient quantity, to make 1000 mL 50.0 mL
2. วธิ ีเตรียม
2.1 เจือจาง glycyrrhiza fluidextract 120 มิลลิลิตร กับ glycerin 120 มิลลิลิตร และนํ้า
500 มิลลิลิตร ผสมใหเ ขา กนั ดี
2.2 ละลาย antimony potassium tartrate 0.24 กรัม ในน้ํารอน 12 มิลลิลิตร แลวเติมลง
ในของผสมในขอ 2.1
2.3 เติม camphorated opium tincture 120 มิลลิลิตร และ alchohol 30 มิลลิลิตร ลง
ผสมในของผสมใหเ ขา กันดี
2.4 ถายใสกระบอกตวง และใชนํ้าที่เหลือกล้ัวลางสารท่ีติดในภาชนะ เติมลงในกระบอกตวง
จนหมด แลวปรบั ปรมิ าตรใหครบ 1000 มิลลิลติ ร
3. หนา ท่ีขององคประกอบในตํารับ หนา ท่ี
องคป ระกอบ ______________________________________
Glycyrrhiza fluidextract ______________________________________
Antimony potassium tartrate ______________________________________
_______________________________________
Camphorated opium tincture ______________________________________
______________________________________
Alcohol
Glycerin
Purified water
18
4. สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
5. ขนาด และวิธใี ชของตํารับ
________________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________
7. ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชยา
________________________________________________________________________________
19
ตาํ รับท่ี 4
Stomachic Mixture
(ตํารบั ยาสามัญประจําบาน)
1. สตู รตาํ รบั 1.2 g _____________
Rx 2.0 mL _____________
Sodium bicarbonate 3.2 mL _____________
Compound gentian tincture 1.0 mL _____________
Compound rhubarb tincture 0.6 mL _____________
Compound cardamom tincture 30.0 mL
Peppermint spirit 50.0 mL
Purified water to
2. วิธีเตรียม
2.1 ละลาย sodium bicarbonate ในนํ้าจาํ นวน 17 มลิ ลลิ ิตรในบีกเกอร
2.2 ผ ส ม compound gentian tincture, compound rhubarb tincture, compound
cardamom tincture และ peppermint spirit เขา ดวยกัน
2.3 เตมิ สารละลายในขอ 2.1 ลงในสารละลายผสมในขอ 2.2 ทีละนอย พรอ มทัง้ คนใหเ ขากัน
2.4 ถา ยใสก ระบอกตวง และใชน า้ํ ทเ่ี หลอื กล้วั ลางบีกเกอร เติมลงในกระบอกตวงจนหมด แลว
ปรับปริมาตรใหครบ 30 มิลลลิ ติ ร
3. หนาท่ีขององคป ระกอบในตํารับ
องคป ระกอบ หนา ที่
Sodium bicarbonate ______________________________________
Compound gentian tincture ______________________________________
Compound rhubarb tincture ______________________________________
Compound cardamom tincture _______________________________________
Peppermint spirit ______________________________________
Purified water ______________________________________
20
4. สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
5. ขนาด และวิธใี ชของตํารับ
________________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________
7. ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชยา
________________________________________________________________________________
21
คําถามทา ยบท
1. Bentonite ละลายน้ําไดห รอื ไม และ Bentonite Magma จัดเปนคอลลอยดประเภทใด
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
2. จงอธิบายวา Bentonite Magma มีสมบัติ thixothropy ไดอยางไร และสมบัติ thixothropy จะเกิดขึ้น
เม่ือมคี วามเขมขนของ bentonite อยา งนอ ยทีส่ ุดเทา ไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
3. จากตํารับ Tragacanth Mucilage BPC 1973 1.25 g
Rx 2.5 mL
Tragacanth, finely powdered 100 mL
Ethanol (90%)
Chloroform water to
จงตอบคําถามตอ ไปน้ี
ก. เพราะเหตุใดจึงตอ งใช tragacanth ทเี่ ปน ผงละเอยี ดในการเตรยี มมิวซิเลจ
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
ข. เอทานอลในตาํ รบั ทําหนาทอี่ ะไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
ค. เพราะเหตุใดจงึ ใช chloroform water เปน นํา้ กระสายยา
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
ง. จงอธิบายวิธเี ตรียม tragacanth mucilage ตามตํารับขา งตน
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
22
4. ชื่อพอง (synonyms) ของตํารบั Brown Mixture NF XII และ Stomachic Mixture คอื อะไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
5. ในการเตรียม Stomachic Mixture จงบอกเหตุผลในการเติมสารละลายของ sodium bicarbonate ลง
ในสารละลายผสมของทิงเจอร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
23
เอกสารอานประกอบ
1. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรื่อง ยาสามัญประจําบา นแผนปจจบุ นั พ.ศ.2542
2. วัชรี เนติสิงหะ (2535). ยานํ้ากระจายตัว, พิมพครั้งที่สอง, คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม,
เชยี งใหม.
3. Ansel, H.C., Allen, L.V. and Popovich, N.G. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms
and Drug Delivery Systems, 8 th ed, Lippincott William & Wilkins, Philadelphia.
4. Carter, S. J. ( 1980) . Cooper and Gunn’ s Dispensing for Pharmaceutical Students, 12th ed. ,
Pitman Press, Bath, pp 100-119.
5. National Formulary 11th ed. (1960). American Pharmaceutical Association, Washington D.C.
6. National Formulary 12th ed. (1965). American Pharmaceutical Association, Washington D.C.
7. USP 34-NF 29. The Official Compendia of Standards. (2011). United States Pharmacopieal
Convention Inc., Rockville., USA.
ปรบั ปรุงและเรียบเรยี งโดย รองศาสตราจารย ดร.ภก.ทรงวฒุ ิ ยศวมิ ลวัฒน
รองศาสตราจารย ภญ.วัชรี เนตสิ งิ หะ
บทท่ี 4
การควบคมุ การเกาะกลุมอนุภาคในยาน้ําแขวนตะกอนและการเลอื กใชส ารชวยแขวนตะกอน
(Controlled Flocculation and Selection of Suspending Agent)
วตั ถปุ ระสงค เพื่อใหนักศึกษาสามารถ
1. อธิบายอทิ ธิพลของสารชว ยเปย ก และสารชว ยเกาะกลมุ ตอคณุ ลกั ษณะของยานา้ํ แขวนตะกอน
2. อธิบายผลของชนิด และความเขม ขนของสารชวยแขวนตะกอน ตอคุณลักษณะของยานาํ้ แขวน
ตะกอน
บทนาํ
ยานาํ้ แขวนตะกอนเปน ยาเตรียมระบบสองวฏั ภาค (two-phase system) ประกอบดว ยตวั ยาสาํ คัญท่ีมี
ขนาดอนุภาคในชวงประมาณ 1-75 ไมครอน ซึ่งไมละลาย แตแขวนลอย และกระจายตัวอยูอยางสม่ําเสมอใน
สารตัวกลางทีเ่ ปน ของเหลว ยานาํ้ แขวนตะกอนจงึ เปนระบบท่ีมีความไมคงตวั ทางกายภาพ เมอ่ื ตั้งทิ้งไวอนุภาค
ตัวยาจะตกตะกอนลงสูกน ภาชนะ และจับตวั กนั แนน จนอาจไมสามารถเขยาใหอนุภาคกลบั กระจายตวั ได เกดิ
ปญหาในการใชยา ทําใหคนไขไมไ ดร ับยาในขนาดท่ถี ูกตอ ง และสมา่ํ เสมอ
การต้ังสูตรตํารับยานํ้าแขวนตะกอนใหไดตํารับท่ีมีลักษณะที่พึงประสงค จึงตองมีความเขาใจทฤษฎี
พ้ืนฐานตาง ๆ ที่เกี่ยวของ เชน สมบัติของผงยา ไดแก สมบัติการเปยกนํ้า ปฏิกิริยาระหวางอนุภาคผงยาใน
ตัวกลางของเหลว รวมถึงปจจัยตาง ๆ ท่ีมีอิทธิพลตอการเกาะกลุมของอนุภาคผงยา และการแขวนลอยของ
อนภุ าคผงยาในตัวกลางของเหลว
สมบัติการเปยกนาํ้ ของผงยา
ตัวยาสําคัญของยานํ้าแขวนตะกอน สวนใหญมีสมบัติไมชอบน้ํา (hydrophobic) และเปยกน้ํายาก จึง
มกั จะลอยอยทู ่ีบริเวณผวิ หนาของนํา้ กระสายยา ทาํ ใหไ ดร ะบบทม่ี กี ารกระจายตวั ยาไมส ม่าํ เสมอ สารชว ยเปย ก
(wetting agent) จึงมีบทบาทในการเพ่ิมสัมพรรคภาพ (affinity) ระหวางผงยากับนํ้ากระสายยา โดยการลด
แรงตึงระหวางผิวอนุภาคผงยากับนํ้ากระสายยา ตัวอยางสารชวยเปยก ไดแก สารลดแรงตึงผิว ตัวทําละลาย
บางชนิด เชน แอลกอฮอล (alcohol), กลเี ซอรนี (glycerin), โพรพิลนี กลัยคอล (propylene glycol) เปน ตน
ชนิดและปรมิ าณของสารชวยเปยก มีผลตอลกั ษณะยาเตรียมที่ได นอกจากนี้ สารชว ยเปย กยังมีอิทธพิ ลตอการ
เกาะกลุม กันของอนุภาคผงยาดวย
25
การควบคุมเกาะกลุมกนั ของอนุภาค
อนภุ าคผงยาขนาดเลก็ และกระจายตัวอยูเดย่ี วๆ เมื่อตกตะกอนลงสูกน ภาชนะ มโี อกาสจับกลุมกันแนน
เกิดเปนตะกอนแข็งท่ีกระจายตัวไดยาก การใชสารชวยเกาะกลุมของอนุภาคผงยา (flocculating agent) จะ
ทําใหอนุภาคเขามาเกาะกลุมกันแบบหลวมๆ มีลักษณะโปรงพรุน กลุมของอนุภาคนี้อาจตกตะกอนเร็วกวา
อนุภาคเด่ยี ว ๆ แตส ามารถกระจายตวั กลับไดดี ไมเกดิ ปญ หาการจบั ตวั เปน กอ นแขง็ ตัวอยา งสารชวยการเกาะ
กลุมของอนุภาค ไดแก อิเล็กโทรไลต สารลดแรงตึงผิว และพอลิเมอร สารชวยเกาะกลุมของอนุภาคชนิดท่ีมี
ประจุ มผี ลใหเกิดการเกาะกลุม ของอนุภาค หรือทาํ ใหเกดิ ผลในทางตรงกันขา ม ท้งั นข้ี ึน้ กบั ปรมิ าณที่ใช
การแขวนลอยของอนุภาคตวั ยาในตวั กลาง
การท่ีอนุภาคผงยาเด่ียว ๆ หรือกลุมอนุภาคผงยาจะแขวนลอยในน้ํากระสายยาไดดี ตองไมตกตะกอน
หรือตกตะกอนอยางชาๆ ซึ่งอัตราเร็วในการตกตะกอนของอนุภาคผงยาในตัวกลางของเหลวข้ึนกับตัวแปร
ตา งๆ ตามสมการของสโตก็ ส (Stokes’ equation) ดงั น้ี
v = d2 (ρ − ρο )g
18η
เมื่อ V เปนอัตราเรว็ ในการตกตะกอนของอนภุ าคผงยา (เซนติเมตร/วินาที)
d เปน ขนาดของอนุภาคผงยา เทียบเทากบั เสน ผาศูนยกลางของทรงกลม (เซนตเิ มตร)
ที่มีอตั ราเรว็ ในการตกตะกอนเทา กับอนุภาคผงยา (Stokes’ diameter)
ρ
ρ0 ความหนาแนนของผงยา (กรัม/มิลลลิ ติ ร)
g
η ความหนาแนน ของนา้ํ กระสายยา (กรัม/มลิ ลิลติ ร)
ความเรง โนมถวง (เซนตเิ มตร/วนิ าที 2)
ความหนืดของนาํ้ กระสายยา (poise)
ดังน้ันการเพ่ิมความหนืดใหแกนํ้ากระสายยา โดยเติมสารเพ่ิมความหนืด หรือท่ีเรียกวา สารชวยแขวน
ตะกอน (suspending agent) จึงเปนวิธีหนึ่งที่จะทําใหอนุภาคผงยาตกตะกอนชาลง สารแขวนตะกอนที่ใช
แบงเปนกลุมใหญๆ ไดด งั น้ี
- สารไฮโดรคอลลอยดท ไ่ี ดจ ากธรรมชาติ เชน acacia, tragacanth, pectin, alginates
- อนพุ ันธุข องเซลลโู ลส เชน methylcellulose, sodium carboxymethylcellulose, hydroxyl-
propyl methylcellulose, microcrystalline cellulose เปน ตน
- เคลย ไดแก bentonite, magnesium aluminium silicate (Veegum)
- พอลิเมอรสงั เคราะห เชน carbopol, povidone
26
การเลือกชนิดของสารชวยแขวนตะกอนที่เหมาะสม ตองพิจารณาถึงสมบัติทางเคมีกายภาพของสาร
ชวยแขวนตะกอน เชน การมีประจุ ความคงสภาพ ความหนืด และภาวะความเปนกรด-ดางที่ใหความหนืด
สงู สดุ รูปแบบการไหล ความเขา กันไดกับตัวยาหรอื องคป ระกอบอื่น ๆ ในตํารับ เปนตน
สารเคมแี ละอุปกรณ
สารเคมี
ผงยาแอสไพริน
ผงยาอลูมิเนยี มไฮดรอกไซด
ผงยาพาราเซตามอล
สารละลายทวนี 80 (Tween80 หรือ Polysorbate 80) ความเขมขน 1 %w/v
สารละลายไดโปตัสเซยี มไฮโดรเจนฟอสเฟต ความเขม ขน 0.75 โมลาร และ 2.25 โมลาร
อะเคเชีย (Acacia) (นักศึกษาเตรยี มเองจากบทท่ี 2)
ทรากาคานท (Tragacanth)
โซเดยี มคารบ อกซีเมธลิ เซลลูโลส (ความหนืดปานกลาง)
(Sodium carboxymethyl cellulose, medium viscosity)
เมธิลเซลลูโลส 4000 (Methylcellulose 4000)
กลเี ซอรนี (Glycerin)
SCMC (medium viscosity) ความเขม ขน 2 % w/w รวมกับ Veegum ความเขมขน 1 % w/w
อปุ กรณ
หลอดทดลองขนาด 25 และ 50 มิลลิลติ ร
ท่ีวางหลอดทดลอง
กระบอกตวงขนาด 50 มลิ ลลิ ิตร
บิกเกอรขนาด 100 มิลลิลติ ร
วดิ ีทศั นบรรยายการเตรยี มปฏบิ ัติการบทท่ี 3 ผา น Youtube
27
วธิ กี ารทดลอง
ตอนที่ 1 ศึกษาการเปย กของผงยา และอิทธพิ ลของสารชว ยเปยกตอการเตรียมยาน้าํ แขวนตะกอน
1.1 เติมน้าํ กระสายยาตอ ไปนี้ จาํ นวน 25 มลิ ลลิ ิตร ลงในหลอดทดลองขนาด 50 มลิ ลลิ ิตร
1.1.1 นํ้ากล่ัน โดยตวงน้าํ กลั่น จํานวน 25 มิลลิลิตร ลงในหลอดทดลอง
1.1.2 สารละลาย Tween 80 ความเขมขน 0.1 % w/v (ดังรูปที่ 4.1) ตองเตรียมจาก stock
solution Tween 80 ความเขมขน 1 % w/v โดยนํา stock solution Tween 80 มาจํานวน ..............
มลิ ลลิ ติ ร และเตมิ นา้ํ ลงไปเพมิ่ อีก ......... มลิ ลิลิตร เพ่อื ใหมีปรมิ าตรครบ 25 มิลลลิ ิตร
รูปท่ี 4.1 สารละลายที่ใชใ นการเตรียมกระสายยาจาํ นวน 25 มลิ ลิลติ ร
1.2 จากน้ันคอยๆ เติมผงยาแอสไพริน 2.5 กรัม ลงในหลอดทดลองทั้ง 2 หลอด และใชแทงแกวคน
เบาๆ ใหผงยากระจายดี (ดังรูปที่ 4.2) (**หามนําหลอดทดลองไปปนโดยเครื่อง vortex mixer) ตั้งทิ้งไว
สกั ครู
รปู ที่ 4.2 ผงยาแอสไพรนิ ในหลอดทดลองท่ี 1 (นํ้ากล่ัน) และ
หลอดทดลองที่ 2 ( 0.1 % w/v Tween 80) หลงั ใชแทง แกวคนเบาๆ
28
1.3 สังเกตขอมูลตาง ๆ ของการเปยกและการจมลงของยา โดยบันทึกขอมูลลงในตารางบันทึกขอมูล
(ท่ีนักศกึ ษาตองเตรียมมากอนลว งหนา) โดยสังเกตและเปรยี บเทยี บผลการเปย กและการจมลงของยา ประเด็น
ตา ง ๆ ดงั นี้
- ปรมิ าณตะกอนกน หลอด
- ปริมาณผงยาทผี่ ิวหนาของสารละลาย
- อัตราเร็วในการตกตะกอน
- ความใสของสารละลาย
- ฟองอากาศท่ีผิวหนา ของสารละลาย
ตอนท่ี 2 ศึกษาอทิ ธิพลของสารชวยเกาะกลุม (flocculating agent) ตอปริมาตรของตะกอน
2.1 นําผงยาอลูมิเนียมไฮดรอกไซด 2.0 กรัม ใสลงในกระบอกตวงขนาด 25 มิลลิลิตร จํานวน 3 ใบ
ตดิ ฉลากบนกระบอกตวง
2.2 เตมิ นํ้ากระสายยาตาง ๆ (ดงั รปู ที่ 4.3) ดงั นี้
กระบอกตวง 1 นาํ้ กลัน่ จนครบปรมิ าตร
กระบอกตวง 2 สารละลายไดโปตัสเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต ความเขม ขน 0.75 โมลาร
จํานวน 7.5 มิลลิลิตร แลวเติมนํ้ากลั่นจนครบปริมาตร ดังน้ัน ในกระบอก
ตวงน้ีจะมีความเขมขนสุดทายของสารละลายไดโปตัสเซียมไฮโดรเจน
ฟอสเฟต เทากบั ................... M
กระบอกตวง 3 สารละลายไดโปตัสเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต ความเขม ขน 0.75 โมลาร
จํานวน 20.0 มิลลิลิตร แลวเติมน้ํากล่ันจนครบปริมาตร ดังน้ัน ในกระบอก
ตวงนี้จะมีความเขมขนสุดทายของสารละลายไดโปตัสเซียมไฮโดรเจน
ฟอสเฟต เทากบั .................. M
2.3 ปดปากกระบอกตวงดวยพาราฟล ม (ดังรปู ที่ 4.3) แลวเขยาใหเ ขา กนั
รปู ท่ี 4.3 ผงยาอลูมิเนียมไฮดรอกไซดใ นกระบอกตวงที่มีกระสายยาชนิดตา ง ๆ
29
2.4 สังเกต และบันทึกการเปล่ียนแปลง ในชวง 60 นาทีแรก โดยบันทึกขอมูล ณ นาทีที่ 0, 30 และ
60 นาที และในวันท่ี 3 ในหัวขอตาง ๆ ในตารางท่ี 3.2 ตารางบันทึกขอมูล (ท่ีนักศึกษาตองเตรียมมากอน
ลวงหนา )
2.5 สงั เกต และบันทกึ การเปล่ียนแปลง ตอไปน้ี ในวนั ท่ีเริม่ ทํา (วนั ที่ 0) ทเี่ วลาเรมิ่ ตน 0, 30 และ 60
นาที
อตั ราเรว็ ในการตกตะกอน (เร็ว-ชา )
ลักษณะ และปริมาตรของตะกอน (ละเอียด-หยาบ/มาก-นอย)
ลักษณะของนํา้ กระสายยาเหนอื ตะกอน (ขนุ -ใส)
2.6 ต้ังท้ิงไวเปนเวลา 3 วัน บันทึกลักษณะและปริมาตรของตะกอน และลักษณะของนํ้ากระสายยา
เหนอื ตะกอนในวันที่ 3
ตอนที่ 3 การเลือกชนดิ ของสารชวยแขวนตะกอนทีเ่ หมาะสม
3.1 เตรยี มตํารับยานํ้าแขวนตะกอนพาราเซตามอล ตามสูตรดังน้ี
Rx
Paracetamol 5.0 % w/v _____________
Tween 80 0.05 % w/v _____________
Suspending agent q.s. _____________
Flocculating agent q.s. _____________
Methyl paraben 0.1 % w/v _____________
Propyl paraben 0.02 % w/v _____________
Purified Water q.s. 50.0 มิลลลิ ติ ร
(ปริมาตรนํ้า ¾ ทีต่ อ งใชในตํารับ คอื ..................................มิลลิลิตร)
หมายเหตุ เจา หนาทห่ี องปฏบิ ัติการไดเตรียมสารละลายเขม ขน ตอไปนี้ไวใ ห ดังนี้
1. SCMC (medium viscosity) ความเขม ขน 2 % w/w รวมกับ Veegum ความเขมขน 1 % w/w
2. Tween 80 solution ความเขมขน 1% w/v
3. Paraben concentrate (Methyl paraben 10% w/v + Propyl paraben 2% w/v in
propylene glycol)
30
การคาํ นวณ
1. ในสตู รตาํ รับ กําหนดใหใ ช Tween 80 ทค่ี วามเขม ขน 0.05 % w/v
ดังน้นั ในตํารบั 50 มล. จะใชเนือ้ สาร Tween 80 เทา กับ............................กรมั
จงึ ตอ งนํา Stock solution Tween 80 ความเขม ขน 1% w/v มาใชเ ทา กบั ................... มล.
2. ในสูตรตาํ รบั กาํ หนดใหใ ช Methyl paraben ท่ีความเขม ขน 0.1 % w/v
ดงั นนั้ ในตํารบั 50 มล. จะใชเน้อื สาร Methyl paraben เทากบั ............................กรมั
จึงตองนาํ Stock solution Conc. paraben ที่มี Methyl paraben ความเขมขน 10% w/v มาใช
เทา กบั ................... มล. ซง่ึ ในจํานวนนีจ้ ะมเี นอ้ื สาร Propyl paraben เทา กบั ....................... กรัม
รวมอยใู น Stock solution Conc. paraben แลว โดยมีความเขมขน ในตํารับ คิดเปน ...................%
w/v ซึง่ ตรงกบั ทสี่ ูตรตํารับกําหนดให
สารชว ยแขวนตะกอนท่ีใช
Acacia ใช acacia mucilage 35 % w/v ที่นักศึกษาเตรียมไวในปฏิบัติการบทกอนหนาน้ี โดย
คาํ นวณปริมาณท่ีใชเทา กับความเขม ขน ตามท่ีตองการในตํารบั
Tragacanth นักศกึ ษาเตรยี มเอง โดยชง่ั tragacanth มา 0.25 กรัม, 0.5 กรมั และ 1.0 กรัมตามลําดบั
เตรยี มเปน mucilage โดยใชน า้ํ ไมเกนิ 20 มลิ ลิลติ ร (เตรียมในโกรง)
SCMC นกั ศกึ ษาเตรยี มเอง โดยช่ัง SCMC มา 0.125 กรมั , 0.25 กรัม และ 0.50 กรัมตามลําดับ
เตรียมเปน สารละลาย โดยใชน า้ํ รอนไมเกนิ 20 มลิ ลลิ ิตร และคอยๆ เติมน้ําทีละนอยและบด
ผสมใหเ ขา กันกอนเตมิ นาํ้ สวนถดั ไป (เตรียมในโกรง ทแี่ หง สนิท)
MC 4000 นักศึกษาเตรียมเอง โดยชัง่ MC 4000 มา 0.125 กรมั , 0.25 กรัม และ 0.50 กรัมตามลําดับ
เตรยี มเปน สารละลาย โดยใชน าํ้ รอ นไมเ กิน 30 มลิ ลิลิตร (เตรียมในบีกเกอร) จากนนั้ นาํ ไปแช
ในชองแชแ ข็งในตเู ยน็ จนสารละลายเย็น
SCMC+Veegum เจา หนา ทีเ่ ตรยี มใหเปน SCMC (medium viscosity) ความเขมขน 2% w/w รวมกับ
Veegum ความเขมขน 1% w/w
31
โดยใหเ ลอื กใช Suspending agent และ Flocculating agent ตามกลุมท่ีไดร ับมอบหมาย
ดังตารางท่ี 4.3
ตารางที่ 4.3 การเลือกใช Suspending agent และ Flocculating agent ตามกลมุ ท่ีไดร ับมอบหมาย
หวั ขอท่ี สารชวยเกาะกลุม ปรมิ าณท่เี ตมิ ใน สารชว ยแขวนตะกอน ความเขมขนใน
1 (Flocculating agent) ตาํ รบั (5 ml) (Suspending agent) ตํารับ (% w/v)
2
3 ไมเตมิ 0.75, 2.25 M Acacia 5%, 10%, 20%
4 ไมเ ติม
5 0.75, 2.25 M Tragacanth 0.5%, 1%, 2%
6 ไมเ ติม 0.75, 2.25 M
SCMC (medium 0.25%, 0.5%, 1%
7 ไมเ ตมิ viscosity)
ไมเ ติม
8 Dipotassium Glycerin 12.5%, 25%, 50%
hydrogen phosphate
9 Methylcellulose 0.25%, 0.5%, 1%
ไมเ ตมิ 4000
Dipotassium Methylcellulose 1%
hydrogen phosphate 4000
Dipotassium SCMC 1% w/v +
hydrogen phosphate
SCMC+ Veegum Veegum 0.5%
w/v
SCMC 1% w/v +
SCMC+ Veegum Veegum 0.5%
w/v
ไมเ ตมิ
32
วิธเี ตรียมยานาํ้ แขวนตะกอน
1. บดผสมผงยาพาราเซตามอล กับสารชว ยเปยกในโกรง ใหเ ขา กันดี
2. เตมิ สารชวยเกาะกลมุ ตามท่ีกาํ หนดไว บดผสมในโกรงใหเขา กนั
3. เตมิ สารชวยแขวนตะกอนตามทีก่ าํ หนดไว บดผสมในโกรงใหเ ขากันจนไดเพสตทม่ี ีเน้ือเนียน
4. เตมิ สารละลายของสารกันเสีย
5. คํานวณปรมิ าณนํ้าท่ีตอ งใชในตาํ รบั โดยใชนํ้า ¾ ของปริมาตรทีค่ าํ นวณในการเจือจางสารผสมในโกรง
6. เทสารผสมในโกรงลงในกระบอกตวงขนาด 50 มิลลิลิตร
7. ใชนํา้ ท่เี หลอื กล้ัวสารท่ตี ดิ คางในโกรง อยา งนอ ย 2 คร้ัง แลวเทผสมกันในกระบอกตวง
8. แตงสแี ละกล่ินตามตองการในกระบอกตวง กอ นการปรับปริมาตร
9. ปรบั ปรมิ าตรจนครบ 50 มลิ ลิลิตรดวยนา้ํ
3.2 เมื่อเตรียมยานํา้ แขวนตะกอนทุกตํารบั เสรจ็ แลว ใหกลบั กระบอกตวงเพื่อใหตัวยากระจายตัวอยาง
ท่ัวถึง เริ่มจับเวลาพรอมกัน แลววัดปริมาตรของตะกอน (มิลลิลิตร) หรือความสูงของตะกอน (เซนติเมตร)
ทุก ๆ 5 นาที เปน เวลารวม 60 นาที โดยบันทกึ ขอ มลู แยกแตล ะตํารับลงในตารางบนั ทกึ ขอมลู (ทนี่ กั ศึกษาตอง
เตรยี มมากอ นลว งหนา)
3.3 วดั ปรมิ าตรหรอื ความสูงของตะกอนทุกวนั เปน เวลา 3 วัน และ ในวนั ท่ี 3 ใหเปรยี บเทยี บลักษณะ
ของตํารับยานํ้าแขวนตะกอนตอไปนี้ โดยเปรียบเทียบกับผลการทดลองในวันที่ 0 บันทึกขอมูลลงในตาราง
บันทึกขอ มูล (ทนี่ ักศึกษาตองเตรียมมากอ นลวงหนา)
3.3.1 ความหนดื
3.3.2 ความนาใช
3.3.3 ความสามารถในการกลับกระจายตัวของผงยา เม่ือพลิกกระบอกตวงกลับไปมา 180 องศา
และบันทึกจาํ นวนคร้งั ทก่ี ลบั กระบอกตวง จนผงยากระจายตัวสมบรู ณ
3.4 นําขอ มูลทไ่ี ด พลอ็ ตกราฟระหวางปรมิ าตรของตะกอนกับเวลา
3.4.1 กราฟท่ี 1 ในชวง 60 นาทีแรก (ขอมลู ของกลุมนักศึกษา)
3.4.2 กราฟท่ี 2 ในวันที่ 1 ถึงวันที่ 3 (ใหเ ลือกขอ มลู ทดี่ ีท่ีสุดของแตละกลมุ โดยอางองิ ตาม
ตารางแจกแจงงาน ซ่งึ จะไดกราฟทั้งหมด 9 เสน )
***ใหนกั ศึกษาเตรียมแผนการทํางานทั้งหมด การคาํ นวณ และตารางบันทกึ ผลการทดลอง (ใหน กั ศกึ ษา
ออกแบบตารางเอง) ในสมุดมากอ นเชา หองปฏบิ ตั ิการ***
ผลการทดลอง และสรุป
1. บันทกึ ขอมลู ผลการทดลองทไ่ี ดในรูปตาราง
2. พล็อตกราฟแสดงความสมั พนั ธข องขอมูล
3. วิจารณแ ละสรปุ ผลการทดลองทไ่ี ด
33
คําถามทายบท
1. จงอธิบายกลไกการทํางานของสารชวยเปยก
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
2. จงบอกขอ เสยี ของการเตมิ สารชว ยเปยก ชนิดสารลดแรงตงึ ผิวในปรมิ าณท่ีมากเกนิ จําเปน
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
3. สารละลายไดโปตสั เซยี มไฮโดรเจนฟอสเฟตเปน สารชวยเกาะกลมุ ชนิดใด มกี ลไกอยางไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
4. จงบอกปจจัยท่ีมผี ลตอ อัตราเร็วในการตกตะกอนของอนุภาคผงยาในยาน้าํ แขวนตะกอน
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
34
เอกสารอานประกอบ
1. วัชรี เนติสิงหะ (2535) ยาน้ํากระจายตัว พิมพคร้ังท่ีสอง เชียงใหม คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัย
เชียงใหม
2. Lachman, L., Lieberman, H.A. and Kanig, J.L. (1986). The Theory and Practice of Industrial
Pharmacy, 3rd ed., Lea & Febiger, Philadelphia, pp. 479-501.
3. Lieberman, H.A., Martin, M.R. and Gilbert, S.B. (1996). Pharmaceutical Dosage Forms:
Dispersion systems Volume 1 & 2, 2nd ed, Revised and Expanded, Marcel Dekker Inc., New
York.
4. Martin, A.N., Swarbrick, J. and Cammarata, A. (1993). Physical Pharmacy, 4th ed., Lea &
Febiger, Philadelphia, pp. 477-486.
5. Nash, R.A. Suspensions in Warrick, J. and Boylan, J. (2002). Encyclopedia of Pharmaceutical
Technology, Volume 3, 2nd ed, Marcel Dekker Inc., New York, pp. 2665-2668.
6. Alok, K.K., Onkar, N.S. and Wall, G.M. (2010). Pharmaceutical Suspensions from
Formulation Development to Manufacturing. Springer, New York.
ปรบั ปรงุ และเรยี บเรยี งโดย รองศาสตราจารย ดร.ภญ.สพุ ร จารุมณี
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ภญ.วรนิ ทร รกั ษศ ริ วิ ณชิ
บทที่ 5
การเตรียมยานา้ํ แขวนตะกอน
(Preparation of Suspensions)
วตั ถุประสงค เพื่อใหนักศึกษา
1. สามารถบอกองคป ระกอบในสูตรตํารับของยาน้ําแขวนตะกอน
2. สามารถอธบิ ายหลักการ และวิธกี ารเตรยี มยานํ้าแขวนตะกอน
3. สามารถเตรยี มและตั้งสูตรตํารับยานาํ้ แขวนตะกอนได
บทนาํ
ยาน้ําแขวนตะกอนท่ีดี และมีประสิทธิภาพในการรักษา ตองมีความคงสภาพทางเคมีของตัวยา และ
ความคงสภาพของตํารับ ลักษณะของยานํ้าแขวนตะกอนที่มีความคงสภาพนั้น อนุภาคตัวยาตองกระจาย
ตวั อยางสม่าํ เสมอในนํ้ากระสายยา ไมตกตะกอนอยางรวดเรว็ หรอื เม่อื ตกตะกอนแลว สามารถเขยาขวดบรรจุ
ใหตะกอนตัวยา กลับกระจายตัวไดงาย ควรมีความหนืดเหมาะสม สามารถรินยาออกจากขวดไดงาย ไดขนาด
ยาที่สม่ําเสมอ ลักษณะพึงประสงคท่ีจําเปนอ่ืน ๆ ข้ึนกับการใชยา เชน ถาเปนยาสําหรับรับประทาน ตองมี
รสชาติดี กล่นิ สี นารับประทาน หรือถา เปน ยาสําหรบั ใชทาภายนอก ควรมีความหนดื เหมาะสม ทางาย ติดผิว
ไดดี มีลักษณะ กลิน่ สนี า ใช เปนตน
องคป ระกอบที่จําเปนในยานา้ํ แขวนตะกอน ประกอบดวย
1. ตัวยาสําคญั
2. สารชวยเปยก (wetting agent)
3. สารชว ยแขวนตะกอน (suspending agent)
4. สารชว ยเกาะกลุม (flocculating agent)
5. สารเพ่ิมความคงสภาพ (stabilizer) ทจ่ี ําเปน เชน สารตา นออกซิเดชนั (anti-oxidant), สารบัฟเฟอร
(buffer), สารคเี ลท (chelating agent)
6. สารกนั เสยี
7. สารแตงสี สารแตงกลิน่ และสารแตง รส (กรณเี ปน ยาสาํ หรบั รบั ประทาน)
8. น้ํากระสายยา
ในการเตรียมยาน้ําแขวนตะกอน ตองลดขนาดอนุภาคผงยา และควบคุมขนาดอนุภาคใหอยูในชวงที่
เหมาะสม เติมสารชวยเปยกเพ่ือใหผงยากระจายตัวไดดีในนํ้ากระสายยา และเติมสารชวยเกาะกลุม สารชวย
แขวนตะกอน และองคป ระกอบอื่น ๆ ตามลาํ ดบั
36
การเตรียมยาน้ําแขวนตะกอนตองอาศัยอุปกรณ หรือเคร่ืองมือท่ีชวยบดผสมผงยาใหเขากับ
องคประกอบอื่น ๆ เพื่อใหผงยากระจายตัวไดดี และสม่ําเสมอ เชน ใชโกรงและลูกโกรงในกรณีเตรียมปริมาณ
นอ ยในหอ งปฏบิ ัตกิ าร สาํ หรบั การเตรียมปริมาณมาก หรอื ในระดับอุตสาหกรรม จะใชอุปกรณท ่ีชว ยในการบด
ผสม เชน homogenizer หรือ colloid mill เปนตน
แนวทางทวั่ ไปในการเตรยี มยาน้าํ แขวนตะกอน ทําได 3 แนวทาง ดังน้ี
ผงยาบด/แรง ให ละเอียด และ
ผสมใหเ ขากนั โดยวิธี geometric dilution
เติมสารชว ยเปย ก และนา้ํ กระสายยา
ระบบกระจายตัวทสี่ มํ่าเสมอของอนภุ าคตวั ยาทไ่ี มเ กาะกลมุ
(uniform dispersion of deflocculated particles)
แนวทางที่ 1 แนวทางท่ี 2 แนวทางที่ 3
ผสมกับสารชว ยแขวนตะกอน เติมสารชวยเกาะกลมุ เตมิ สารชวยเกาะกลมุ
(incorporation of structural vehicle) (addition of flocculating agent) (addition of flocculating agent)
ยานาํ้ แขวนตะกอนของ ยานาํ้ แขวนตะกอนของ ยานา้ํ แขวนตะกอนของตวั
ตวั ยาทไ่ี มเกาะกลมุ กัน ตัวยาทเี่ กาะกลุมกนั ยาที่เกาะกลมุ กัน
และกระจายตัวอยูใน
structural vehicle
ผสมกบั สารชวยแขวนตะกอน
(Incorporation of structural vehicle)
ยานาํ้ แขวนตะกอนของ
ตัวยาทเ่ี กาะกลมุ กนั และ
กระจายตวั อยใู น
structural vehicle
37
วดิ ที ัศนบ รรยายทักษะการเตรียมยานํา้ แขวนตะกอน ผาน Youtube
วิดีทัศนบ รรยายการเตรียมยาในปฏบิ ัตกิ ารบทที่ 4 การเตรียมยานา้ํ แขวนตะกอน ผา น Youtube
ตํารบั ทีก่ ําหนดใหเตรียม
มอบหมายใหท กุ คนเตรียมตํารบั ท่ี 1 และ 2 สว นตาํ รบั ท่ี 3 ใหเ ตรยี มกลมุ ละ 1 ตํารับ
ตาํ รบั ท่ี 1 Calamine Topical Suspension, USP จํานวน 50 มลิ ลิลิตร
ตํารับท่ี 2 Milk of Magnesia (บญั ชยี าหลักแหงชาติ พ.ศ.2562) จาํ นวน 50 มิลลิลติ ร
ตาํ รบั ท่ี 3 Extemporaneous preparation for Norfloxacin suspension จํานวน 50 มลิ ลิลติ ร
38
ตาํ รับท่ี 1
Calamine Topical Suspension, USP
(Calamine Lotion, USP)
1. สตู รตาํ รบั
Rx
Calamine 80 g _____________
Zinc oxide 80 g _____________
Glycerin 20 mL _____________
Bentonite Magma 250 mL _____________
Calcium Hydroxide Topical Solution q.s. 1000 mL 50.0 mL
2. วิธเี ตรียม
2.1 เจือจาง Bentonite Magma 250 มิลลิลิตร ดวย Calcium Hydroxide Topical Solution
ปริมาตรเทากนั ในบกี เกอร คนใหเขา กนั
2.2 ผสม calamine กับ zinc oxide ในโกรง เติม glycerin แลวคอยๆ เติม Bentonite Magma
ที่เจือจางในขอ 2.1 จํานวน 100 มิลลิลิตรลงไปทีละนอย บดผสมใหเขากันทุกครั้งท่ีเติม จนไดสวนผสมท่ีมี
ลกั ษณะเนือ้ เนยี นดี
2.3 เตมิ Bentonite Magma เจอื จาง ทเ่ี ตรยี มในขอ 2.1 ที่เหลอื บดผสมใหเขากนั
2.4 เติม Calcium Hydroxide Topical Solution พยายามเจอื จางสารผสมใหม ากทสี่ ุด (ประมาณ
75-80 % ของปริมาตรท้ังหมด) โดยคํานวณจาก ¾ ของปริมาตรตัวทําละลายท้ังหมดท่ีเหลือใหใชไดในตํารับ
ดังนั้น เตมิ Calcium Hydroxide Topical Solution ลงไปอกี .........................มล.
2.5 เทสารผสมทไ่ี ดลงในกระบอกตวงขนาด 1,000 มลิ ลลิ ิตร โดยตรง หา มใชก รวยกรองนาํ
2.6 ใช Calcium Hydroxide Topical Solution กล้ัวสารท่ตี ิดคา งในโกรงอยา งนอ ย 2 ครง้ั
2.7 เติม Calcium Hydroxide Topical Solution จนครบปรมิ าตร คนใหเขา กัน
2.8 บรรจุใสขวด ปดฉลากทันทีทเี่ ตรยี มเสร็จ
39
3. หนาทข่ี ององคป ระกอบในตาํ รบั หนาท่ี
องคป ระกอบ __________________________________
Calamine __________________________________
Zinc oxide
__________________________________
Glycerin
__________________________________
Bentonite Magma __________________________________
Calcium Hydroxide Topical Solution
4. สรรพคุณของตํารับ
___________________________________________________________________________
5. ขนาด และวธิ ใี ชของตาํ รับ
___________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
___________________________________________________________________________
7. ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชยา
___________________________________________________________________________
40
ตาํ รบั ที่ 2
Milk of Magnesia (บัญชียาหลกั แหงชาติ พ.ศ.2562)
1. สูตรตาํ รบั
Rx
Magnesium hydroxide 7.50 g _____________
_____________
Glycerin 9.33 mL _____________
_____________
Sorbitol solution 5.00 mL _____________
_____________
SCMC (medium viscosity) 1.00 g _____________
_____________
Peppermint oil 0.026 mL
50.0 mL
Methyl paraben 0.10 g
Propyl paraben 0.02 g
Citric acid 0.10 g
Purified water to 100.0 mL
2. วิธเี ตรยี ม
2.1 ชั่ง ตวง องคป ระกอบของสารในตาํ รับจนครบกอนเริ่มเตรยี มตํารับ และสารบางตัวทใ่ี ชป รมิ าตร
นอยกวา .............. มล. ตอง calibrate dropper
2.2 ผสม Magnesium hydroxide กบั SCMC (medium viscosity) ในโกรง
2.3 คอยๆ เติม glycerin และ sorbitol ลงไปบดผสมกันในโกรง
2.3 เติม methyl paraben, propyl paraben และ citric acid (เตรียมไวใหในรูปสารละลาย
เขมขน )
คํานวณปริมาณ conc. Paraben ท่ีใช
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
คํานวนปริมาณ citric acid stock solution ที่ใช
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
2.4 เติม peppermint oil ลงในสารผสมในโกรง บดใหเขากัน จนไดเ พสตเนอ้ื เนียน
2.5 เจือจางสารผสมในโกรง โดยตวงนํ้าประมาณ ¾ ของปริมาตรตัวทําละลายที่เหลือในตํารับ
หลังจากหักลบสวนประกอบตาง ๆ ของตํารับแลว ไดปรมิ าณที่ตองเติม เทา กับ .....................มล. และแบง เติม
ลงผสมกับสารผสมในโกรง ทลี ะสว น บดผสมใหเ ขา กันดีทุกคร้ังกอนเตมิ สว นตอ ไป
41
2.6 ถายสารผสมลงในกระบอกตวง และใชน้าํ ท่ีเหลอื (1/4 ของตวั ทาํ ละลายที่เหลือ) กลัว้ ลา งสารท่ี
ติดคางในโกรงอยางนอย 2-3 ครั้ง คร้ังละ .................. มล. และถายลงในกระบอกตวงจนหมด แลวปรับจน
ครบปรมิ าตรดว ยนาํ้ กล่นั
3. หนา ที่ขององคป ระกอบในตํารบั หนาที่
องคประกอบ ______________________________________
Magnesium hydroxide ______________________________________
______________________________________
Glycerin ______________________________________
______________________________________
Sorbitol solution ______________________________________
SCMC (medium viscosity) ______________________________________
______________________________________
Peppermint oil ______________________________________
Methyl paraben
Propyl paraben
Citric acid
Purified water
4. สรรพคณุ ของตํารบั
___________________________________________________________________________
5. ขนาด และวิธีใชข องตาํ รบั
___________________________________________________________________________
6. ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รักษา
___________________________________________________________________________
7. ฉลากชวย และขอแนะนาํ ในการใชย า
___________________________________________________________________________
42
ตํารบั ท่ี 3
Extemporaneous preparation for Norfloxacin suspension
แพทยส่ังจายยา Norfloxacin Oral Suspension สําหรับผูปวยเด็ก ด.ช. โอตาคุ บีเอ็นเค อายุ 3 ขวบ
หนัก 12 กิโลกรัม ในขนาดการใหยา 20 mg/kg/day และใหแบงรับประทานวันละสองคร้ัง เชา-เย็น คร้ังละ
1 ชอนชา จาํ นวน 5 วัน
ใหทา นเตรียมยานา้ํ ดังกลาวจํานวน 50 มลิ ลิลติ ร จากยาเม็ด Norfloxacin ขนาด 400 mg
การคาํ นวณ
จาํ นวนเมด็ ยาที่ตองใชในการเตรยี ม
ปรมิ าตรตาํ รับยาทต่ี องการเตรียม
ปริมาตร Cocoa syrup ท่ตี อ งการใชในตํารับ
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
สูตรตํารับ Cocoa syrup
Rx
Cocoa 8 g _______________
ml _______________
Methylcellulose 4000 ความเขม ขน 1.5 %w/v 8 g _______________
g _______________
Sucrose 70 g _______________
% w/v _______________
Sodium chloride 0.2 % w/v _______________
ml 50.0 มิลลลิ ิตร
Vanillin 0.02
Methyl paraben 0.1
Propyl paraben 0.02
Purified Water q.s. to 100
43
วธิ ีเตรยี ม Cocoa syrup
1. บด sucrose ใหล ะเอียดแลว ชง่ั มา 70 g
2. ละลาย sucrose ในบกี เกอรดวยน้ํากลน่ั ทีต่ ม ใหมๆ ประมาณ 30 มิลลิลิตร พรอมกบั คนจน sucrose
ละลายหมด
3. เติม Sodium chloride 0.2 g ในสารละลายผสมขอ 2 คนใหเขากัน
4. เตมิ ผง Cocoa 8 g ในสารละลายผสมขอ 3 คนใหเขากัน
5. เติม Methylcellulose solution และ conc. Paraben คนใหเขากัน ทิ้งไวใหเย็นลงจนถึง
อณุ หภูมิหอ ง
6. เติม Vanillin solution คนใหเ ขา กนั
7. ปรับปริมาตรดวยนา้ํ จนครบ 100 มิลลิลติ ร
สูตรตาํ รบั ยาเตรียม Extemporaneous preparation for Norfloxacin suspension
Rx …… เมด็ _______________
Norfloxacin tablet (400 mg) qs _______________
Purified water 100 ml _______________
Vehicle (Cocoa syrup) to
วิธีเตรยี มตาํ รบั ยา Norfloxacin suspension
1. นาํ ยาเม็ด Norfloxacin จาํ นวน 10 เม็ด มาบดใหล ะเอยี ด หาคาเฉลี่ยตอ เม็ด
2. ชงั่ มาใชใ นการเตรียมยา โดยใหมปี ริมาณตัวยาสาํ คัญตามสูตรตาํ รับ
3. เติมผงยาที่ช่ังไดใ นโกรง ขนาดเล็กใบใหม
4. เติม Purified water ทีละนอย บดผสมใหผงยาเปยกโดยทั่ว เขากันดี และชวยละลายแผนฟลมที่
เคลือบเม็ดยา จนแผนฟล มละลายหมด
5. เติม cocoa syrup ท่ีเตรียมไวแลวประมาณ ¾ ของปริมาตรตัวทําละลายทั้งตํารับลงในโกรง ดังนั้น
ใช cocoa syrup ประมาณ .................. มล. ผสมจนเขา กันดี
6. ถายยานาํ้ แขวนตะกอนท่ีไดลงกระบอกตวงขนาด 100 มิลลลิ ิตร
7. นํา cocoa syrup ท่ีเหลืออีก ¼ ของปริมาตรตัวทําละลายท้ังตํารับ มากลั้วโกรงอยางนอย 2 ครั้ง
คร้ังละประมาณ .................... มล. แลว ถา ยใสก ระบอกตวง
8. ปรับปรมิ าตรใหค รบ 100 มิลลลิ ิตร
9. บรรจุใสข วด ปดฉลากทันทีทเ่ี ตรยี มเสร็จ