The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปเล่มสมบูรณ์LAB465221-1_65-20-5-65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PHARMACY CMU, 2022-05-20 05:17:01

รูปเล่มสมบูรณ์LAB465221-1_65-20-5-65

รูปเล่มสมบูรณ์LAB465221-1_65-20-5-65

44

1. สรรพคณุ ของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

2. ขนาด และวธิ ีใชของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

3. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรักษา
________________________________________________________________________________

4. ฉลากชว ยและขอแนะนําในการใชย า
________________________________________________________________________________

45

คาํ ถามทา ยบท

1. Calamine ประกอบดวยสารใดบา ง
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

2. จงบอกวธิ เี ตรยี ม Calcium Hydroxide Topical Solution
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

3. ทานมีแนวคิดในการพัฒนาสตู รตํารบั Norfloxacin Oral Suspension ตอไปหรอื ไม อยางไร
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

46

เอกสารอา นประกอบ

1. บัญชียาหลกั แหง ชาติ พ.ศ. 2535 คณะกรรมการแหง ชาติดา นยา กระทรวงสาธารณสขุ
2. Ansel, H.C., Allen, L.V. and Popovich, N.G. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms

and Drug Delivery Systems, 8th ed, Lippincott William & Wilkins, Philadelphia, pp. 386-403.
3. Lieberman, H. A. , Martin, M. R. and Gilbert, S. B. ( 1996) . Pharmaceutical Dosage Forms:

Dispersion systems, Volume 1 & 2, 2nd ed, Revised and Expanded, Marcel Dekker Inc., New
York.
4. Martin, A. N. , Swarbrick, J. and Cammarata, A. ( 1993) . Physical Pharmacy, 4th ed, Lea &
Febiger, Philadelphia, pp. 477-486.
5. USP30/ NF25. The Official Compendia of Standard, Asian Edition. ( 2005) . United States
Pharmacopieal Convention Inc., Toronto, pp. 315.

ปรับปรงุ และเรียบเรียงโดย รองศาสตราจารย ดร.ภญ.สุพร จารมุ ณี
ผูชว ยศาสตราจารย ดร.ภญ.วรนิ ทร รักษศริ วิ ณิช

บทท่ี 6

ระบบ เอช แอล บี กับการเลอื กสารทําอมิ ัลชัน และ
การประเมินความคงสภาพทางกายภาพของยานาํ้ อมิ ัลชนั

(HLB System and Selection of Emulsifiers
and Evaluation of Physical Stability of Emulsion)

วัตถุประสงค เพือ่ ใหน กั ศึกษาสามารถ
1. ประยุกตร ะบบ เอช แอล บี ในการเลือกสารทาํ อิมลั ชันไดอยางถกู ตอง

2. ทดสอบชนิดของยานา้ํ อิมลั ชันดวยวธิ ตี างๆ

3. ประเมนิ ความคงสภาพทางกายภาพของยานํ้าอิมัลชัน
4. อธบิ ายปจจยั ท่ีมีผลตอ ชนดิ และความคงสภาพทางกายภาพของยานาํ้ อิมลั ชัน

บทนํา
Hydrophile-Lipophile Balance (HLB)
เปนระบบท่ีใชแบงสมบัติของสารลดแรงตึงผิว ตามความสมดุลของการชอบน้ําและน้ํามันของโมเลกุล

ถาโมเลกุลใดมีสวนที่ชอบน้ํามันมากกวาน้ํา จะมีคา HLB ต่ํา และโมเลกุลใดมีสวนท่ีชอบน้ํามากกวา จะมีคา

HLB สูง

HLB range ประโยชน
0-3 สารตา นฟอง (antifoaming agent)
4-6 สารทาํ อมิ ัลชนั ชนิดนา้ํ ในนา้ํ มัน (w/o emulsifying agent)
7-9 สารชวยเปย ก (wetting agent)
8-18 สารทาํ อิมลั ชันชนดิ นํา้ มนั ในน้ํา (o/w emulsifying agent)
13-15 สารชะลาง (detergent)
10-18 สารชวยละลาย (solubilizing agent)

คา HLB ของสารลดแรงตึงผิวที่ใชเปนสารทําอิมัลชัน (emulsifying agents หรือ emulsifiers) มี
ความสําคญั ตอการท่ีจะทําใหอ ิมัลชันมีความคงสภาพ โดยควรเลือกใชสารทําอมิ ัลชันที่มีคา HLB ใกลเ คยี งหรือ
เทากับ HLB ที่ตองการของวัฏภาคนํ้ามัน (required HLB หรือ RHLB) ซึ่งโดยทั่วไปนิยมใชสารทําอิมัลชันท่ีมี
คา HLB ตางกันมาผสมกันโดยใชหลักการของเทคนิคอัลลิเกชัน (allegation method) ท้ังน้ี คา required
HLB ของสวนท่ีเปนนํ้ามันในตํารับจะมีคาเทาใด ข้ึนอยูกับชนิดและปริมาณขององคประกอบที่เปนนํ้ามันและ
สารข้ีผึง้ ในตาํ รับและชนดิ ของอมิ ลั ชันท่ตี อ งการเตรียมวาเปน ชนดิ o/w หรือ w/o

48

ปกติคาrequired HLB ของน้ํามันที่ใชบอยมักหาไดจากตํารา แตในกรณีท่ีไมทราบก็สามารถหาได
จากการทดลอง โดยเลือกสารทําอิมัลชันชนิดไมมีประจุมาคูหนึ่ง (มักนิยมเริ่มจาก Tween และ Span) มา
เตรียมอิมัลชันหลายตํารับ โดยใหมีคา HLB ตางกัน จากนั้นประเมินผลจากสมบัติทางกายภาพของอิมัลชันที่
เตรยี มขึน้ เชน การแยกชนั้ ของอิมลั ชัน สี และความหนืด รวมทัง้ ทดสอบความคงสภาพของอมิ ัลชนั ที่เตรียมได
โดยการตั้งทิ้งไวแลวสังเกตการแยกช้ัน หรือสามารถใชวิธีเรง เชน ใชรอบการทําใหเยือกแข็ง-อุนละลาย
(freeze-thaw technique) หรือการปน เหวี่ยง (centrifugation)

การทดสอบชนดิ ของอิมัลชนั
อิมลั ชันอยา งงา ย แบง ไดเปน 2 ชนดิ ไดแก อิมัลชนั ชนดิ นาํ้ มันในนํา้ (o/w emulsion) และอิมัลชนั ชนิด

นํา้ ในน้ํามัน (w/o emulsion) การทดสอบวาเปน อิมัลชันชนดิ ใด สามารถทําไดโดยวธิ ตี อไปน้ี
1. Dilution test
อาศัยหลักการที่วา อิมัลชันสามารถเจือจางเขากับของเหลวที่เปนวัฏภาคภายนอกเทาน้ัน เชน หาก

นําอมิ ัลชนั มาเจือจางในนาํ้ และพบวาสามารถผสมเขา กันไดเปนเนื้อเดียว แสดงวา อิมัลชนั ท่นี ํามาทดสอบ เปน
อิมัลชันชนิดท่ีวัฏภาคภายนอกเปนน้ํา นั่นคือ อิมัลชันชนิดนํ้ามันในนํ้า แตหากไมสามารถผสมเขากันไดเปน
เน้ือเดยี ว แสดงวาอมิ ลั ชันที่นาํ มาทดสอบ เปน อมิ ัลชนั ชนดิ นํา้ ในนาํ้ มัน

2. Dye test
สีที่ละลายในน้ํา เชน amaranth solution หรือ methylene blue solution เมื่อหยดลงใน

อิมัลชันชนิดน้ํามันในนํ้า จะสามารถละลายได หากไมละลาย หรือคงลักษณะเปนเม็ดหยดสี แสดงวาเปน
อิมัลชันชนิดนาํ้ ในน้าํ มัน ในทํานองเดียวกัน สีที่ละลายไดในนํ้ามนั เชน Sudan III สามารถละลายเขากันไดก ับ
อิมัลชนั ชนดิ นํ้าในนํา้ มัน

3. Conductivity test
อิมัลชันชนิดที่มีนํ้าเปนวัฏภาคภายนอก (อิมัลชันชนิดน้ํามันในนํ้า) จะสามารถนําไฟฟาได สวน

อิมัลชันชนิดท่ีมีน้ํามันเปนวัฏภาคภายนอก จะไมสามารถนําไฟฟาได หรือนําไฟฟาไดนอยมาก การนําไฟฟา
สามารถวัดไดโดยใชเคร่ืองวดั การนาํ ไฟฟา หรือวัดความตา นทานไฟฟาแทนก็ได

4. Fluorescence test
นํ้ามนั บางชนดิ สามารถเรอื งแสงได อมิ ัลชันชนิดนํ้ามนั ในน้ําเมอ่ื สอ งภายใตต รู ังสีอลั ตราไวโอเล็ต (UV

cabinet) จะเห็นการเรืองแสงเปนจดุ สวนอมิ ลั ชนั ชนิดนํ้าในนา้ํ มนั จะเห็นการเรอื งแสงกระจายอยูท ่ัวไป

ปจจัยที่มอี ิทธพิ ลตอชนดิ ของอิมัลชนั
1. ชนิดของสารทําอมิ ัลชัน
สารทําอิมัลชันท่ีละลายไดดีในน้ํา มีแนวโนมจะทําใหเกิดอิมัลชันชนิดนํ้ามันในนํ้า เชน natural

polysaccharide (เชน สารจาํ พวกกัม), monovalent soap รวมท้ังสารลดแรงตึงผวิ สังเคราะหท ี่ละลายนํ้าได
ดี เชน Polysorbate (Tween®) เปน ตน

49

สารทําอิมัลชันที่ละลายไดดีในนํ้ามัน มีแนวโนมจะทําใหเกิดอิมัลชันชนิดนํ้าในน้ํามัน เชน divalent
หรอื trivalent soap, sorbitan ester (Span) และ lanolin เปนตน

2. สัดสวนโดยปรมิ าตรของวัฎภาคทัง้ สอง (phase volume ratio, ∅)
วัฏภาคที่มีอยูในปริมาณมากกวา มักจะเปนวัฏภาคภายนอก แตหาก phase volume ratio มีคา

เทากับ 1 หรือใกลเคียง 1 สามารถเกดิ เปนอมิ ลั ชันไดท ้ังชนดิ o/w หรือ w/o ขึ้นกบั หลายปจ จยั เชน ชนิดของ
สารทําอมิ ลั ชัน และเทคนคิ การเตรียม

3. ลาํ ดบั การผสม (order of mixing)
การเตรียมอิมัลชัน ในกรณีท่ีมีวัฏภาคน้ําและนํ้ามันในปริมาณใกลเคียงกัน การเติมวัฏภาคน้ํามันลง

ในวฏั ภาคน้าํ มีโอกาสทําใหเกิดอิมัลชันชนิด o/w และการเติมวัฏภาคนํา้ ลงในวฏั ภาคน้ํามัน มโี อกาสทําใหเกิด
อิมัลชนั ชนิด w/o หากวัฏภาคท้ังสองมีปริมาณไมเทากนั โดยปกติจะเติมวัฏภาคทมี่ ีปริมาณนอยลงในวัฏภาคท่ี
มีปริมาณมาก และวัฏภาคที่มีปริมาณนอยน้ันมีโอกาสเปนวฏั ภาคภายในสูง อยางไรก็ตาม หากเติมวัฏภาคที่มี
ปริมาณมากลงในวฏั ภาคท่ีมปี รมิ าณนอย อาจเกิดการกลับวัฏภาค (phase inversion) ได เชน เมื่อเติมวฏั ภาค
น้ํามันในปริมาณมากลงในน้ํา อิมัลชันท่ีเกิดข้ึนตอนแรกจะเปนชนิด o/w และตอมาจะเปล่ียน เปนชนิด w/o
เปนตน

ความคงสภาพทางกายภาพของอิมัลชัน
อิมัลชันที่คงสภาพทางกายภาพที่ดี หยดอนุภาคภายในควรมีขนาดและรูปรางที่ไมเปล่ียนแปลง และ

จะตองกระจายตัวอยา งสม่ําเสมอในวฏั ภาคภายนอก การเสียความคงสภาพของอิมัลชนั มีหลายลกั ษณะ ดงั น้ี
Creaming หมายถงึ การเกดิ การเคล่อื นทีข่ องอนุภาคของวฏั ภาคภายในขึน้ สผู วิ ของยานํ้าอิมลั ชนั
Sedimentation หมายถึง การเกิดการเคลื่อนท่ีของอนุภาคของวัฏภาคภายในตกลงสูสวนลางของยา

นา้ํ อมิ ลั ชนั
a. Flocculation หรือ Aggregation หมายถึง การเกิดการเคลื่อนที่ของอนุภาคของวัฏภาคภายใน

เขามาใกลช ิดกัน แตยงั ไมถ งึ ขน้ั รวมตวั เขา ดวยกัน
b. Coalescence หมายถงึ การเกดิ การรวมตัวของอนุภาคของวัฏภาคภายในเปนอนุภาคทมี่ ีขนาดใหญ

ขน้ึ
c. Phase separation หรือ Breaking หมายถึงอิมัลชันเกิดการแยกช้ันเปนวัฏภาคน้ําและน้ํามันอยาง

สมบูรณ

ปจ จยั ทม่ี ีผลตอความคงสภาพทางกายภาพของยานํ้าอิมัลชันมีหลายปจ จัย ไดแก ชนิด และปรมิ าณสาร
ทําอิมัลชัน ชนิด และปริมาณของสารเติมแตงทางยาอ่ืนๆ ท่ีมีอยูในตํารับ สมบัติของสารทําอิมัลชัน คาความ
เปนกรด-เบสของตํารับ ความหนืด และความหนาแนนของวัฏภาคทั้งสอง อุณหภูมิท่ีใช ตลอดจนเทคนิค ใน
การเตรียม

50

สารเคมีและอปุ กรณ
สารเคมี

- นา้ํ มนั มะกอก (olive oil)
- นาํ้ มนั แร (mineral oil)
- กรดโอเลอกิ
- สารละลายกรดเกลือ ความเขมขน 1 นอรมอล
- สารละลายโปแตสเซยี มไฮดรอกไซด ความเขม ขน 10%
- สารละลายแคลเซยี มคลอไรด ความเขมขน 10%
- ทวีน 60 (Tween 60)
- ทวีน 80 (Tween 80)
- สแปน 80 (Span 80)
- เมริ จ 52 (MyrjTM 52)
- กลีเซอรลิ โมโนสเตยี เรท (glyceryl monostearate)
- สารละลายอมั มารานธ (amaranth solution)
- สารละลายเมธลิ ีนบลู (methylene blue solution)
- สารละลายซดู านทรี (sudan III solution)
อุปกรณ
- เคร่อื งวดั กระแสไฟฟา
- เคร่อื งแฮนดโฮโมจไิ นเซอร (hand homogenizer)
- เคร่อื งปนเหวยี่ ง (centrifuge machine)
- กลอ งจุลทรรศน
- แผนสไลด
- บกี เกอร ขนาด 50, 100 และ 250 มิลลลิ ติ ร
- หลอดทดลอง ขนาด 10 และ 25 มิลลิลิตร
- ขวดยาน้าํ ขนาด 100 มิลลิลิตร

วธิ ีทดลอง

1. การหาคา required HLB ของนา้ํ มันแร

Rx

Mineral oil 25.0 mL

Emulsifiers 2.0 g

Purified water 25.0 mL

51

การทดลองนใ้ี หเ ตรียมยาน้ําอิมัลชันตามสตู รขางตน จาํ นวน 3 ตาํ รบั โดยใชทวีน 80 (คา เอช แอล บี
เทากับ 15.0) รวมกับสแปน 80 (คา เอช แอล บี เทากับ 4.3) เปนสารทําอิมัลชัน กําหนดใหคา เอช แอล บี
รวมของตํารบั มีคาเทา กบั 8, 10 และ 12 ตามลาํ ดบั

วิธีเตรียมยานํ้าอมิ ัลชนั ทั้ง 3 ตาํ รับ ทาํ โดยวิธีบีกเกอร มีขนั้ ตอนดงั น้ี
1.1 คาํ นวณปรมิ าณทวนี 80 และ สแปน 80 ทีต่ อ งใชในตํารับ จะไดคาดังตอ ไปน้ี

เอช แอล บี รวมของตํารับ ปริมาณทวนี 80 (กรัม) ปริมาณสแปน 80 (กรัม)
8
10
12

1.2 แยกตวงนํ้า และนํ้ามันแรดวยกระบอกตวงที่แหงและสะอาด บรรจุลงในบีกเกอรขนาด 100
มลิ ลิลิตร

1.3 นาํ ทวีน 80 ละลายในนํา้ และนําไปทําใหรอ นทีอ่ ุณหภมู ิ 72-75oซ บนหมอองั ไอนาํ้ (วัฏภาคนา้ํ )
1.4 นําสแปน 80 ละลายในน้ํามัน และนําไปทําใหรอนที่อุณหภูมิ 70oซ บนหมออังไอนํ้า
(วฏั ภาคน้ํามนั )
1.5 เทสารละลายขอ 1.3 ลงสูสารละลายขอ 1.4 อยางตอเนื่อง พรอมท้ังคนตลอดเวลา จนกระทั่ง
หมดปริมาตรของวัฏภาคนํา้ และคนตอ ณ อุณหภูมิ 70oซ อกี ประมาณ 3 นาที หลังจากนั้นจึงยกลงจากแหลง
ความรอ น แตย ังคนอยางตอ เนื่องจนกระทัง่ อุณหภมู ลิ ดลงใกลเคียงกับอุณหภูมหิ อง
1.6 ถายเทยาน้ําอิมัลชันจํานวน 25.0 มิลลิลิตรลงสูกระบอกตวงขนาด 25.0 มิลลิลิตร ตั้งทิ้งไวท่ี
อุณหภูมิหองเปนเวลา 1 ชั่วโมง และนําสวนที่เหลือไปปนเหว่ียงดวยเครื่องปนเหวี่ยง ณ อัตราความเร็วรอบ
3000 รอบตอนาที เปนเวลา 5 นาที
1.7 บันทึกผลของยานํ้าอิมัลชันทั้งท่ีตั้งทิ้งไว ณ อุณหภูมิหองและหลังจากการปนเหวี่ยง เลือกคา
Required HLB ที่เหมาะสมของนํ้ามนั แรโ ดยพจิ ารณาจาก
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
....................................……………………………………………………………………………………………………………

2. การคัดเลอื กยานาํ้ อิมลั ชนั ตาํ รบั ดีท่สี ดุ ท่ีมสี ารทําอิมลั ชนั ตางชนิดกัน

52

เตรียมอิมัลชันโดยใชสารทําอิมัลชันดังท่ีแสดงในตารางขางลางโดยวิธีบีกเกอร ใหคํานวณสวนผสม
ของคูสารทําอิมัลชันเพ่ือใหไ ดหาคา เอช แอล บีรวมของตํารับท่ีเลือกตามขอ 1 และคงปริมาณรวมของสารทาํ
อมิ ลั ชนั ทงั้ หมดเทา เดิม

คทู ่ี สว นประกอบของสารทําอิมัลชัน (คา เอช แอล บี) และปริมาณทใ่ี ช
1 ทวนี 60 (14.9)……………กรัม และกลีเซอรลิ โมโนสเตยี เรท (3.8) ……………กรัม
2 เมิรจ 52 (16.9) ……………กรัม และสแปน 80 (4.3) ……………กรัม
3 ทวีน 20 (16.7) ……………กรัม และสแปน 80 (4.3) ……………กรัม

หลังจากการเตรียมยาน้ําอิมลั ชันท้ัง 3 ตาํ รับแลว ใหสงั เกต และบนั ทึกผลเชน เดียวกับขอ 1 และ
ใหเ ปรยี บเทยี บยานาํ้ อมิ ลั ชันเหลา น้ี กบั ยานา้ํ อมิ ลั ชันตํารบั ดที ส่ี ดุ จากขอ 1 ดวย

3. การศึกษาปจ จยั ทม่ี ีผลตอชนดิ ของยานาํ้ อิมลั ชัน 50.0 mL
3.1 ชนดิ ของสารทําอมิ ัลชันและการโฮโมจไี นเซชัน 5.0 g
Rx 50.0 mL

Mineral oil

Emulsifier

Purified water

ตาํ รบั ที่ 1 เมอ่ื ใชท วีน 80 เปน สารทําอิมลั ชนั (เฉพาะนักศึกษากลมุ เลขคู)
1. ผสมทวีน 80 กับน้ําในบีกเกอรจนเปนเน้ือเดียวกัน (หากทวีน 80 ขนหนืดมาก อาจใชการ
อนุ ในหมอ องั ไอน้ําชว ย) แลว ถายเทลงสขู วดยานา้ํ ที่มคี วามจอุ ยา งนอย 2 เทาของปริมาตรที่ตองการเตรยี ม
2. เติมนํ้ามันแรลงสูสวนผสมของขอ 1 ปดฝาขวดใหสนิท และเขยาขวดอยางแรง เปนเวลา
5-10 นาที
3. นํายานํ้าอมิ ลั ชันที่เตรยี มได มาทําการทดลองตอไป ดังน้ี

3.1 ทดสอบชนดิ ของยาน้ําอิมัลชนั อยางนอย 2 วิธี จากวธิ ีตอไปน้ี
3.1.1 วิธีเจือจาง ทําโดยหยดยานํ้าอิมัลชันจํานวน 2-3 หยด ลงในนํ้าปริมาตร 5-10

มลิ ลิลิตร ที่บรรจใุ นบีกเกอรข นาด 50 มิลลลิ ิตร คนใหเ ขา กัน สังเกต และบนั ทึกผล
3.1.2 วิธียอมสี ทําโดยแบงยานํ้าอิมัลชันมาจํานวนเล็กนอย วางบนกระจกนาฬิกา

แลวหยดสารละลายของสีลงไป 1-2 หยด (ใหทดสอบกับสีที่ละลายน้ําและสีท่ีละลายนํ้ามัน) คนใหเขากัน
สังเกต และบนั ทึกผล

3.1.3 วิธีนําไฟฟา ทําโดยจุมขั้วบวก และขั้วลบของเคร่ืองวัดกระแสไฟฟา ลงในยาน้ํา
อมิ ลั ชัน สังเกตดูวาไฟฟา ครบวงจรหรือไม จากการเคล่อื นท่ขี องเข็มชีบ้ นหนา ปทมเครื่องวดั กระแสไฟฟา

53

3.2 ตรวจสอบการกระจายตัว และขนาดของอนุภาคของวัฏภาคภายใน ภายใตกลอง
จุลทรรศนชนดิ ธรรมดา พรอ มท้ังถา ยภาพและบนั ทกึ กาํ ลังขยายทใี่ ชไ วด ว ย

3.3 สังเกตลักษณะภายนอกของยานํา้ อิมัลชนั เชน สี ความหนืด และความเนียน เปนตน
พรอ มท้ังบันทึกผล

4. นํายานํ้าอิมัลชันท่ีเตรียมไดไปผานเครื่องแฮนดโฮโมจิไนเซอร 2 ครั้ง และทําการทดลอง
ตอไปเชน เดยี วกบั ขอ 3.1-3.3 เพื่อเปรยี บเทยี บผลทไี่ ดกอน และหลังจากผานเคร่อื งแฮนดโ ฮโมจิไนเซอร

ตํารับท่ี 2 เม่ือใชสแปน 80 เปน สารทาํ อมิ ลั ชัน (เฉพาะนักศึกษากลมุ เลขค)่ี
1. ผสมสแปน 80 กับนํา้ มันแรใ นบีกเกอร จนเปน เนือ้ เดียวกัน แลว ถายลงสขู วดยาน้ําที่มีความ

จอุ ยางนอ ย 2 เทา ของปริมาตรที่ตองการเตรียม
2. เติมน้ําลงสูสวนผสมของขอ 1 ปดฝาขวดใหสนิท และเขยาขวดอยางแรงเปนเวลา 5-10

นาที หลงั จากนัน้ นาํ ยาน้ําอมิ ลั ชนั ท่เี ตรยี มไดทาํ การทดลองเชนเดยี วกบั ขอ 3 และขอ 4 ของตาํ รับที่ 1

3.2 อทิ ธิพลของอตั ราสว นโดยปรมิ าตรของวัฏภาคท้ังสอง (phase volume ratio, ∅)
เตรยี มยานํ้าอมิ ลั ชนั ตามตาํ รบั ตอ ไปนี้

องคป ระกอบ ตํารบั ท่ี
123456
Mineral oil (mL) 10 ใช 40 10 ใช 40
Purified water (mL) 40 ตํารับ 10 40 ตํารับ 10
Tween 80 (g) 3.5 จากขอ 3.5 - จากขอ -
Span 80 (g) - 3.1 - 3.5 3.1 3.5
∅ (Vo : Vw)
1:4 1:1 4:1 1:4 1:1 4:1

3.2.1 กรณีใช ทวีน 80 เปน ตวั ทําอิมลั ชนั (เฉพาะนักศึกษากลมุ เลขคู)
ใหผสมทวีน 80 กับน้ํา ในบีกเกอรจนละลายหมด แลวเติมน้ํามันแร ผสมใหเขากันใน

บีกเกอร กอนนํายานํ้าอิมัลชันท่ีไดผานเครื่องแฮนดโฮโมจิไนเซอร 2 ครั้ง (ใชบีกเกอรท่ีแหง และสะอาดรับ

ยาน้ําอิมลั ชันจากเครื่อง)

3.2.2 กรณีท่ใี ช สแปน 80 เปน ตัวทาํ อิมลั ชนั (เฉพาะนกั ศึกษากลุมเลขค่ี)

54

ใหผ สมสแปน 80 กับนาํ้ มันแรในบีกเกอรจ นละลายหมด แลว เติมนาํ้ ลงไป ผสมใหเขากัน
ในบีกเกอร และนํายาน้ําอิมัลชันที่ไดผานเคร่ืองแฮนดโฮโมจิไนเซอร 2 ครั้ง (ใชบีกเกอรที่แหง และสะอาด
รบั ยานา้ํ อมิ ลั ชนั จากเคร่อื ง)

3.2.3 ตรวจสอบชนิดของยานํ้าอิมัลชันทุกตํารับ ดวยวิธีการในขอ 3.1 อยางนอย 2 วิธี เพ่ือ
ยนื ยันผล

4. การศึกษาปจจัยที่มีผลตอความคงสภาพทางกายภาพของยานํ้าอิมัลชัน (นักศึกษากลุมเลขคูและ

เลขคที่ ีอ่ ยูต ดิ กนั ทาํ รว มกนั 1 ชดุ )

Rx

Olive oil 25.0 mL

Potassium hydroxide solution (10%) 5.0 mL

Purified water 20.0 mL

จากสูตรขางตน นํามาเตรยี มยานา้ํ อิมลั ชนั ดงั น้ี
4.1 ผสมน้าํ มันมะกอก และสารละลายโปตสั เซียมไฮดรอกไซด ความเขม ขน 10% โดยใชข วดยานํ้า
ทีม่ ีความจอุ ยางนอย 100 มลิ ลิลติ ร เขยา ใหเขา กนั
4.2 เติมน้ํากล่ันลงสูสารผสมขอ 4.1 และเขยาอยางแรง จนเกิดเปนยาน้ําอิมัลชัน หลังจากนั้นแบง
ยาน้าํ ดังกลา วประมาณ 10 มลิ ลิลติ ร เพือ่ ใชใ นการเปรียบเทยี บ กับการทดลองขอ อน่ื ๆ ตอ ไป
4.3 นํายาน้ําอิมลั ชันทง้ั หมดที่เหลือจากขอ 4.2 มาเตมิ กรดโอเลอิกลงไป 2 มิลลลิ ติ ร เขยาใหเ ขากัน
หลงั จากนัน้ แบง ยานาํ้ อมิ ัลชันเปน 3 สวน (ใหใ ชส ว นทเี่ ปนยานํา้ อิมัลชัน ไมใชสวนท่เี ปน ฟอง) สว นละประมาณ
10 มิลลิลิตร แลว นาํ แตล ะสว นทาํ การทดลอง ดังนี้

สวนท่ี 1 นําไปทําใหรอนบนหมออังไอน้ําจนถึงอุณหภูมิประมาณ 70oซ สังเกต และบันทึก
ผลทไ่ี ด

สวนที่ 2 เติมกรดเกลือ ความเขมขน 1 นอรมอล จํานวน 1 มิลลิลิตร คนใหเขากัน สังเกต
และบันทกึ ผลที่ได

สวนที่ 3 เติมสารละลายแคลเซียมคลอไรด ความเขมขน 10 % จํานวน 2 มิลลิลิตร คนให
เขา กัน สังเกต และบันทกึ ผลที่ได

ผลการทดลอง และสรปุ
1. เขยี นตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง
2. สรุปผลการทดลอง พรอมอธบิ ายผลการทดลองดว ย

3. วิจารณอ ่ืนๆ ท่ีไดจ ากการทดลอง (ถาม)ี

55

คาํ ถามทา ยบท

1. จงคาํ นวณคา required HLB ของวัฏภาคน้าํ มัน สาํ หรับยานา้ํ อิมัลชนั ทมี่ ีสตู รตาํ รบั ดังน้ี

% w/w HLB

Mineral oil, light 15.0 12

Lanolin 4.0 10

Stearic acid 2.0 15

Isopropyl myristate 2.0 10

Emulsifier 10.0

Purified water q.s.

________________________________________________________________________________

________________________________________________________________________________

________________________________________________________________________________

2. จงยกตัวอยางสารทําอิมัลชันที่ละลายไดดีในน้ํา และสารทําอิมัลชันท่ีละลายไดดีในน้ํามัน อยางละ 3 ชนิด
พรอ มท้งั ระบุคา เอช แอล บี และช่อื ทางเคมีของสารเหลาน้นั ดว ย

________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

3. สารทําอิมัลชันผสมท่ีมีคา เอช แอล บี เทากัน แตมีชนิดของสารทําอิมัลชันตางกัน จะใหยานํ้าอิมัลชันท่ีมี
ลักษณะทางกายภาพใกลเคียงกันหรือไม เพราะเหตใุ ด

________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

4. ปจ จยั ทมี่ ีผลตอ ชนดิ ของยานา้ํ อิมัลชนั ซง่ึ ไดมาจากการทดลองครั้งนี้ไดแ กอะไรบา ง จงอธิบาย
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

56

เอกสารอานประกอบ

1. วัชรี เนติสิงหะ (2535). ยานํ้ากระจายตัว, พิมพคร้ังท่ีสอง, คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม
หนา 173-268.

2. Allen, L.V., Popovich, N.G. and Ansel, H.C. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms
and Drug Delivery Systems, 8thed, Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 404-415.

3. Troy, D. B. ( 2006) . Remington: The Science and Practice of Pharmacy, 21st ed, Lippincott
Williams & Wilkins, Maryland, pp. 325-337.

4. Sinko, P. J. ( 2006) . Martin’ s Physical Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 5th ed,
Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 509-530.

5. Lachman, L., Lieberman, H.A. and Kanig, J.L. (1986). The Theory and Practice of Industrial
Pharmacy, 3rd ed, Lea & Febiger, Philadelphia, pp. 502-533.

6. Swarbrick, J. and Boylan, J.C. (2002). Encyclopedia of Pharmaceutical Technology, 2nded,
Volume 2, Marcel Dekker Inc., New York, pp. 1066-1085.

ปรับปรงุ และเรยี บเรยี งโดย รองศาสตราจารย ดร.ภก.ทรงวุฒิ ยศวมิ ลวฒั น

บทที่ 7
การเตรียมอมิ ลั ชัน
(Preparation of Emulsions)

วตั ถุประสงค
เพือ่ ใหนักศึกษาสามารถเตรยี มยาน้าํ อิมัลชันปรมิ าณนอยดวยวธิ กี ารทีเ่ หมาะสม

บทนาํ
อิมัลชัน เปนระบบยานํ้ากระจายตัว ประกอบดวยของเหลวสองชนิดท่ีไมสามารถผสมกันเปนเนื้อเดียว

ได ซึ่งของเหลวท้ังสองชนิดมักจะหมายถึงนํ้าและนํ้ามัน โดยของเหลวชนิดหน่ึงจะกระจายตัวเปนหยดเล็กๆ
ขนาด 0.5 ถึง 100 ไมครอน อยูในของเหลวอีกชนิดหนึ่งซึ่งเปนวัฏภาคภายนอก ของเหลวทั้ง 2 ชนิดจะ
สามารถผสมเปนเน้ือเดียวกัน และคงสภาพอยูไดโดยอาศัยสารท่ีเรียกวา “สารทําอิมัลชัน (emulsifying
agent หรอื emulsifier)”

การเตรียมอิมลั ชันปริมาณนอย (small scale processing) มี 4 วธิ ี
1. Dry gum method or continental method
2. Wet gum or English method
3. Bottle method
4. Beaker method

วิธีเตรยี มแบบกัมแหง (dry gum method)
วธิ ีนตี้ อ งเตรียมอิมลั ชันปฐมภูมิ (primary emulsion) ข้นึ มากอ น โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ผสมกัมทีแ่ หงลงในนา้ํ มนั ตามสดั สวนทก่ี ําหนด ในโกรง ท่ีแหงสนิท
2. บดผสมเบาๆ เพื่อใหก ัมกระจายตัว ไมเปนกอน
3. เตมิ นํ้าปรมิ าณเทา กับท่คี ํานวณไว ลงไปทั้งหมดทันที
4. ปน อยางเรว็ ดวยลกู โกรง โดยปน ไปในทิศทางเดยี วกันตลอด จนได primary emulsion ท่มี ีสีขาวขน

รว มกบั การเกดิ cracking sound
5. ปน ตอ ไป จนไดอ ิมลั ชนั ท่ีคงตัวสีขาวขน แลวจึงเตมิ สวนประกอบอื่นและนาํ้ ทีเ่ หลือลงไปทีละนอย

โดยตอ งบดผสมใหเ ขากันทุกคร้งั
6. เติมน้าํ ทีเ่ หลอื เพื่อปรบั ปริมาตร

ขอควรระวัง การเตรยี มอมิ ลั ชนั โดยวิธนี ้ี ภาชนะที่ใชตวงน้ํามัน โกรง และลูกโกรง จะตองแหงสนทิ

58

วิธเี ตรยี มแบบกัมเปยก (wet gum method)
วิธีน้ีตองเตรียมอิมัลชันปฐมภูมิ (primary emulsion) ข้ึนมากอน เชนเดียวกับ dry gum method แต

ตางกนั ทล่ี าํ ดบั ข้ันของการผสม (order of mixing) โดยมขี นั้ ตอนการเตรียมดงั น้ี
1. ผสมกมั กับนา้ํ ตามสดั สว นทก่ี ําหนดในโกรง ใหเ ปน เมือก (mucilage) กอ น
2. คอยๆ เติมนํ้ามันลงไปทีละนอย และบดผสมใหเขากันทุกครั้งหลังการเติม จะเกิดอิมัลชันปฐมภูมิ

(primary emulsion) ขึน้
3. เมอื่ เตมิ น้ํามันหมดแลว ใหป นตอ ไปอีก 2-3 นาที
4. เตมิ สว นประกอบอ่นื ๆ ลงไป บดผสมใหเ ขากนั
5. ปรบั ปริมาตรใหค รบ ดวยนํ้าที่เหลือ

หมายเหตุ วิธีน้จี ะเตรยี มไดช ากวา dry gum method แตเ ตรยี มไดงา ยกวา

วธิ ีเตรยี มแบบขวด (Bottle method)
วธิ นี ี้เปนการเตรียมอิมลั ชันปฐมภูมิ (primary emulsion) ข้ึนมากอน เชน เดียวกับ dry และ wet gum
method แตจะใชข วดแทนโกรง โดยจะใชกบั นาํ้ มันระเหยงา ย (volatile oils) หรอื น้าํ มนั ทีไ่ มห นืด และใชการ
เขยาแทนการปนในโกรง สําหรับขวดที่ใช ควรมีความจุเปน 2 เทาของปริมาตรท่ีตองการเตรยี ม เพ่ือใหมีพ้ืนท่ี
วางเพยี งพอสําหรบั การเขยาผสมใหเ ขา กนั
อตั ราสวนของน้ํามัน:น้ํา:กัม (oil:water:gum) ในการเตรยี มเปน primary emulsion เปน ดงั นี้
Acacia Tragacanth
ชนิดของน้าํ มัน อตั ราสว นของน้าํ มัน:นา้ํ :กัม อตั ราสว นของนํา้ มัน:นาํ้ :กมั

น้ํามันระเหยยาก (fixed oil) 4:2:1 40:20:1
นํา้ มนั แร (mineral oil) 3:2:1 หรือ 4:2:1 30:20:1 หรือ 40:20:1
นํ้ามนั ระเหยงา ย (volatile oils) 2:2:1 20:20:1
ตวั อยา งของน้ํามนั ระเหยยาก (fixed oils) ไดแก almond oil, arachis oil, castor oil, cod liver oil
ตัวอยา งของนํ้ามนั ระเหยงาย (volatile oils) ไดแก turpentine oil, peppermint oil

วิธเี ตรียมแบบบีกเกอร (Beaker method)
วธิ ีนใี้ ชเมอ่ื สารทําอิมัลชนั เปนสารลดแรงตงึ ผวิ ชนิดสงั เคราะหห รอื สบู และสามารถใชไดกับตํารบั ท่มี ีสาร

ข้ีผึ้งเปนสว นประกอบ เตรียมโดยแยกละลายสารเปน 2 สว น คอื สวนท่ีละลายไดในน้ํา และสว นทีล่ ะลายไดใน
นํ้ามนั จากน้นั นาํ แตละสวนไปทาํ ใหรอนที่ 70-75ºซ แลว ผสมทั้ง 2 สวนเขา ดวยกัน คนจนกระทั่งอุณหภูมลิ ดลง
ถงึ อุณหภูมิหอง

ตาํ รบั ที่กาํ หนดใหเ ตรยี ม จํานวน 50 มิลลลิ ติ ร (dry gum method)
1. Mineral Oil Emulsion USP จํานวน 50 มิลลลิ ติ ร (wet gum method)
2. Mineral Oil Emulsion USP จํานวน 50 มลิ ลลิ ิตร
3. Topical Emulsion

59

ตาํ รบั ที่ 1
Mineral Oil Emulsion USP (dry gum method)

1. Rx 500 mL _____________
Mineral oil, heavy 125 g _____________
Acacia, in very fine powder 100 mL _____________
Syrup 40 mg _____________
Vanillin 60 mL _____________
Alcohol 1,000 mL
Purified water q.s. ad 50.0 mL

2. วิธเี ตรียม (ใหน กั ศกึ ษาเขียนเอง)
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

60

ตาํ รับท่ี 2
Mineral Oil Emulsion USP (wet gum method)

1. Rx 500 mL _____________
Mineral oil, heavy 125 g _____________
Acacia, in very fine powder 100 mL _____________
Syrup 40 mg _____________
Vanillin 60 mL _____________
Alcohol 1,000 mL
Purified water q.s. ad 50.0 mL

2. วิธีเตรียม (ใหนกั ศกึ ษาเขียนเอง)
________________________________________________________________________________

____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

3. หนาทีข่ ององคประกอบในตํารับ 61
องคประกอบ
Mineral oil หนา ท่ี
Acacia ______________________________________
______________________________________
Syrup ______________________________________
______________________________________
Vanillin ______________________________________
Alcohol ______________________________________

Purified water

4. สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

5. ขนาด และวิธีใชข องตาํ รับ
________________________________________________________________________________

6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรักษา
________________________________________________________________________________

7. ฉลากชว ย และขอแนะนําในการใชย า
________________________________________________________________________________

62

ตํารับท่ี 3
Topical Emulsion

1. Rx 10.0 g _____________
Mineral oil, light 1.0 g _____________
Cetyl alcohol 0.2 g _____________
Glyceryl monostearate 0.5 g _____________
Sodium lauryl sulfate 1.0 g _____________
Concentrated paraben 100.0 g
Purified water, q.s. 50.0 g

2. วิธีเตรยี ม
เตรยี มดว ยวิธีใชบ ีกเกอร (beaker method) โดยมีข้ันตอนดงั นี้
2.1 เตรยี มวฏั ภาคนาํ้ มัน
หลอม glyceryl monostearate, cetyl alcohol และ mineral oil ในบีกเกอรบนหมออัง

ไอนํ้า และทําใหรอนถึงอุณหภูมิ 70oซ โดยใชเทอรโมมิเตอรว ดั อณุ หภูมิ
2.2 เตรยี มวัฏภาคนํา้
ละลาย sodium lauryl sulfate และ concentrated paraben ในน้ํากลั่น และทําใหรอนถึง

อุณหภมู ิ 72-75oซ โดยใชเ ทอรโมมเิ ตอรวัดอุณหภูมิ
3.2 คอยๆ เติมวฏั ภาคน้ํามัน (ขอ 2.1) ลงสูวัฏภาคนา้ํ (ขอ .22) โดยใชแทง แกวคนตลอดเวลา และ

รักษาอุณหภูมิใหคงที่ประมาณ 70oซ และทําการคนตอเบาๆ อีกประมาณ 5-10 นาที หลังจากน้ัน จึงยกลง
จากหมอองั ไอนาํ้ และคนตออกี จนกระท่ังอุณหภูมิลดลงถงึ อุณหภูมหิ อง

2.4 บรรจุใสข วด ปด ฉลากทนั ทที เ่ี ตรียมเสรจ็

3. หนาท่ขี ององคป ระกอบในตํารับ หนาท่ี
องคประกอบ ______________________________________
Mineral oil, light ______________________________________
Cetyl alcohol ______________________________________
______________________________________
Glyceryl monostearate ______________________________________
______________________________________
Sodium lauryl sulfate
Concentrated paraben

Purified water

63

4. สรรพคุณของตาํ รับ
________________________________________________________________________________

5. ขนาด และวธิ ีใชของตํารบั
________________________________________________________________________________

6. ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________

7. ฉลากชว ย และขอแนะนําในการใชยา
________________________________________________________________________________

64

คาํ ถามทา ยบท

1. ตํารับ Mineral Oil Emulsion ท่ีเตรียมโดยวิธี Wet gum และ Dry gum มีลักษณะท่ีไดแตกตางหรือไม
ใหอ ธิบายถึงสาเหตุหากมีความแตกตา งกนั

________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

2 การใชสารจําพวกกัมเปนตัวทําอิมัลชันในตํารับ Mineral Oil Emulsion USP มีความเหมาะสมหรือไม
อยางไร เมอ่ื เปรียบเทียบกบั การใชสารทาํ อิมัลชันสงั เคราะห

________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

3 ถา ทา นตองการปรบั ปรุงสตู รตาํ รบั Topical emulsion ใหมคี วามหนดื เพ่ิมขนึ้ จะทําอยางไรไดบ า ง
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

65

เอกสารอา นประกอบ

1. USP 32-NF 27. The Official Compendia of Standards. (2009). United States Pharmacopieal
Convention Inc., Rockville, pp. 2984.

2. British Pharmacopoeia 2010, Volume II, ( 2010) . Her Majesty’ s Stationery Office, London,
pp. 2984.

3. Troy, D. B. ( 2006) . Remington: The Science and Practice of Pharmacy, 21st ed, Lippincott
Williams & Wilkins, Maryland, pp. 325 – 337.

4. Allen, L.V., Popovich, N.G. and Ansel, H.C. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms
and Drug Delivery Systems, 8th ed, Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 404 – 415.

ปรบั ปรุงและเรียบเรยี งโดย รองศาสตราจารย ดร.ภก.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน

บทที่ 8
การเตรียมยาขี้ผงึ้ และยาครีม
(Preparation of ointments and creams)

วัตถปุ ระสงค
เพ่ือใหนกั ศึกษาสามารถ
1. อธิบายลักษณะ และสมบัติทางกายภาพของตาํ รบั ยาขีผ้ ง้ึ และตาํ รับยาครีมได
2. บอกความแตกตางของตํารับยาขี้ผึ้ง และตํารับยาครีมในแงของสูตรตํารับ ลักษณะภายนอก และ

สมบตั ิทางกายภาพได
3. บอกสตู รตาํ รับพื้นฐานและระบหุ นาท่ีขององคประกอบในสตู รตํารับได
4. เตรยี มตํารบั ยาขผ้ี งึ้ และตํารับยาครมี ดวยวธิ ตี า งๆโดยใชเ ทคนคิ ทีถ่ ูกตองได

บทนาํ
ยาขผ้ี ง้ึ (Ointments)

หมายถึง ยาเตรียมในรูปแบบก่ึงแข็ง มีลักษณะขนเหนียว ใชภายนอกรางกายบริเวณผิวหนัง หรือเยื่อบุ
(mucous membrane) เม่ือออกแรงถูยาข้ีผึ้งจะออนตัวลง และแผกระจายบนผิวหนัง โดยไมจําเปนตองเกิด
การหลอม ณ อุณหภูมิรางกาย โดยทั่วไปตํารับยาขีผ้ ้ึงมักมีสารจําพวก hydrocarbons, waxes หรอื polyols
อยูมากกวารอยละ 50 และมีนํ้าหรือสารที่ระเหยได (volatiles) ปริมาณเล็กนอย (ไมเกนิ รอยละ 20) หรอื ไมมี
อยูในตาํ รบั เลย โดยยาขี้ผึ้งสามารถแบง ตามการมตี ัวยาสําคัญในตํารับไดเปน 2 ชนิด ไดแก

1. ยาพื้นขผี้ ึ้ง (Non-medicated ointment หรอื Ointment base)
จดุ มุงหมายของการใชยาพน้ื ข้ีผง้ึ มหี ลายประการ ไดแ ก ใชทาเพื่อปกปองผิวหนัง ใหความชุมช้นื แก

ผวิ หนงั หรือใชเ ปน ยาพน้ื สําหรบั นําสง ตัวยา เพื่อบรรเทาอาการ และ/หรอื รักษาโรค โดยตวั ยานนั้ อาจออกฤทธ์ิ
เฉพาะที่ หรอื ถูกดดู ซึมสูก ระแสโลหติ หลงั จากผานผิวหนังชน้ั ตางๆ

2. ยาขีผ้ ึง้ ที่มีตัวยาสําคัญ (Medicated ointment)
ใชสําหรับบรรเทาอาการ และ/หรือ รักษาโรค โดยอาจออกฤทธิเ์ ฉพาะท่ี หรอื นําสงตวั ยาสาํ คัญผา น

ผวิ หนังช้ันตา งๆ และถกู ดูดซึมสูกระแสโลหติ ตอ ไป

67

ยาพนื้ ขี้ผงึ้ สามารถแบง ตามองคประกอบ และคุณลกั ษณะของตํารบั ไดเ ปน 4 ประเภท ไดแก
1. ยาพ้นื ประเภทเปนมนั (Oleaginous bases)
2. ยาพื้นประเภทดูดน้ํา (Absorption bases) ซ่งึ สามารถแบงออกไดเ ปน

a. ยาพื้นประเภทเปนมันท่ีมีองคประกอบของสารในกลมุ w/o emulsifier
b. ยาพน้ื ชนดิ นํ้าในนา้ํ มนั (Water in oil emulsion bases)
3. ยาพ้ืนประเภทขจดั ออกไดดวยน้ํา (Water-removable base) หรอื ยาพื้นชนิดนาํ้ มนั ในนํ้า (Oil
in water emulsion bases)
4. ยาพน้ื ประเภทละลายนาํ้ (Water-soluble bases)

ตารางท่ี 1 ตารางแสดงชนิด และคุณลักษณะของยาพ้นื ขีผ้ ้งึ

Ointment base type Characteristics Properties Examples
Emollient White petrolatum
1. Oleaginous bases Insoluble in water Greasy White ointment
Occlusion
Not water-washable Hydrophilic petrolatum
Emollient Lanolin
Anhydrous Greasy
Occlusion Hydrous lanolin
Will not absorb water Cold cream
Emollient Rose water ointment
2. Absorption bases Insoluble in water Greasy
Occlusion Hydrophilic ointment
2.1 Oleaginous bases + Not water-washable Vanishing cream
Non-greasy
w/o emulsifier Anhydrous Non-occlusion Polyethylene glycol
ointment
Can absorb water Lipid-free
Non-greasy
2.2 Water in oil Insoluble in water Non-occlusion

emulsion bases Not water-washable

Contain water

Can absorb water

3. Water-removable bases Insoluble in water

or Oil in water mulsion Water-washable

bases Contain water

Can absorb water

4. Water-soluble bases Water-soluble

Water-washable

May contain water

Can absorb water

68

การเตรยี มยาขผี้ ้ึง
การเตรียมยาขผ้ี ึ้งสามารถทาํ ได 2 วธิ ี ไดแ ก

1. วธิ ีหลอม (Fusion method)
2. วิธีบดผสม (Incorporation method)

วธิ หี ลอม (Fusion method)
วิธีการน้ีใชกับตัวยาที่สามารถทนตอความรอนไดดี และ/ หรือการเตรียมตํารับยาข้ีผึ้งที่มีองคประกอบ
ของไขมันแข็งหรือไขมันกึ่งแข็ง เชน Hard paraffin, Beeswax, Cetyl alcohol, Stearyl alcohol, White
soft paraffin ฯลฯ เน่ืองจากสารดังกลาวขางตน ตองอาศัยความรอนในการหลอมเหลว เพื่อใหสามารถผสม
เขากับองคประกอบอื่นๆ ในตํารับได โดยในการหลอมสารตางๆ เขาดวยกัน ควรจะเริ่มหลอมสารท่ีมี
จุดหลอมเหลวสูงสุดกอน จากน้ันคอยหลอมสารอ่ืนๆ ท่ีมีจุดหลอมเหลวรองลงมาตามลําดับ เพ่ือใหสารที่มี
จุดหลอมเหลวต่ํากวาสัมผัสกับความรอนในระยะเวลาท่ีส้ันท่ีสุด ทั้งยังปองกันไมใหสารท่ีจุดหลอมเหลวตํ่า
สัมผัสกับความรอนท่ีสูงเกินความจําเปน โดยอุปกรณที่ใชในการเตรียมยาขี้ผ้ึงดวยวิธีการหลอมใน
หอ งปฏิบัติการ ไดแ ก ชามกระเบือ้ ง (Porcelain dish) ชามกระเบื้องที่มดี ามจบั (Porcelain casserole) และ
บกี เกอรท เี่ ปนแกว (Glass beaker)
วิธบี ดผสม (Incorporation method)
วธิ กี ารนีอ้ าจเรยี กวา Spatulation หรอื Levigation เปน วธิ กี ารท่ีใชส ําหรับการผสมตัวยาสําคัญ ซงึ่ อาจ
เปนของแข็งหรือของเหลวเขากับยาพ้ืนข้ีผ้ึงท่ีเตรียมไวลวงหนาแลว หรือเมื่อตองการเติมตัวยาสําคัญเขากับ
ผลิตภัณฑย าพน้ื ขผ้ี ึ้งสาํ เรจ็ รูปตามใบส่ังยาของแพทย ในการเตรยี มปรมิ าณนอยในหองปฏิบัติการจะใชอุปกรณ
ท่ีเรียกวา Slab และ Spatula ในกรณีท่ียาเปนของเหลวสามารถผสมเขากับยาพื้นข้ีผึ้งไดเลย โดยตองเลือก
ชนิดของยาพ้ืนขี้ผึ้งที่เหมาะสม สวนในกรณีที่ยาเปนของแข็ง จําเปนตองผสมยานั้นกับของเหลวปริมาณ
เล็กนอย ซึ่งเรียกวา Levigating agent กอน เพ่ือใหตัวยาสามารถเขาเปนเน้ือเดียวกันกับยาพ้ืนข้ีผึ้งได
หลังจากนน้ั จงึ ผสมเขากับยาพน้ื ขี้ผึ้งสวนที่เหลอื โดยใชเทคนคิ Geometric dilution

ยาครีม (Creams)
ตํารับยาครีมเปนยาเตรยี มอิมัลชนั ชนดิ กึ่งแข็งใชสาํ หรับทาภายนอก โดยใชทาบริเวณผิวหนัง หรือเย่อื บุ

(mucous membrane) เพื่อใหเกิดผลเฉพาะที่ หรือเพื่อใหตัวยาถูกดูดซึมเขาสูกระแสโลหิต ตํารับยาครีมมี
ลักษณะออนนุม แผกระจายไดดีบนผิวหนัง ในสูตรตํารับมักประกอบดวยสารประกอบไฮโดรคารบอนหรือ
แว็กซ (มากกวารอยละ 50) และนํ้า (มากกวารอยละ 20) นอกจากนี้ยังอาจใชสารพอลิออล (Polyols) เปน
กระสายของตวั ยาสาํ คัญ ตาํ รับยาครีมแบง ออกเปน 2 ชนดิ ไดแก

1. อิมัลชันชนิดนํ้าในน้ํามัน ไมสามารถลางออกไดดวยนํ้า (water-nonwashable) เนื่องจากมี
วัฏภาคภายนอกเปนนํ้ามัน

69

2. อิมัลชันชนิดนํ้ามันในน้ํา สามารถลางออกไดดวยน้ํา (water-washable) เนื่องจากมีวัฏภาค
ภายนอกเปน น้ํา ในกรณที ี่ไมไ ดระบวุ า เปน อมิ ัลชันชนิดใด ตํารบั ยาครมี จะหมายถึง ชนิดน้ํามันในนา้ํ

การเตรียมตํารับยาครีม ทําเชนเดียวกับการเตรียมยาอิมัลชัน ซ่ึงทําโดยวิธีบีกเกอร (Beaker
method) ซ่ึงเปนการแยกหลอมวัฏภาคนํ้าและวัฏภาคน้ํามัน แลวทําใหวัฏภาคท้ังสองมีอุณหภูมิประมาณ
70-75 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจึงทําการเติมวัฏภาคหนึ่งลงสูอีกวัฏภาคหน่ึง ปกติจะเติมวัฏภาคที่เปนนํ้า
ลงในวฏั ภาคท่เี ปนนาํ้ มนั แตใ นบางตาํ รับอาจเติมกลับกันได ในการเตรียมตํารับใหมีคุณภาพและมีลักษณะเปน
เนอื้ เดียวกัน ผูเตรยี มจะตอ งคนสารผสมอยา งตอ เน่ือง จนกระทง่ั อุณหภมู ลิ ดลงจนถึงอณุ หภูมหิ อง

การเติมตัวยาสําคัญในตํารับยาครีม สามารถทําได 2 วิธี โดยพิจารณาจากความคงตัวของตัวยาเมื่อ
เจอความรอ น และความสามารถในการละลายของตวั ยาในวัฏภาคน้าํ หรอื นา้ํ มนั

1. ตัวยาสําคัญทนตอความรอนไดดี และสามารถละลายไดในวัฏภาคนํ้าหรือนํ้ามัน ก็สามารถเติม
ตัวยาสําคัญลงสวู ัฏภาคน้าํ หรอื นาํ้ มันไดโ ดยตรง

2. ตัวยาสําคัญไมสามารถทนตอความรอนได และ/หรือไมละลายในวัฏภาคน้ําหรือนํ้ามัน จะตอง
ทําการผสมตวั ยาดงั กลาวโดยใชวธิ ีบดผสม (Incorporation method) เชน เดียวกบั การเตรยี มยาขี้ผึง้

การกําหนด Beyond-use date
ในการกําหนด Beyond-use date ของตํารับยาเตรียมกึ่งแข็งท่ีเตรียมข้ึน ควรพิจารณาจากการมีน้ํา

เปนองคประกอบในตํารับ โดยแบงเปนตํารับยาเตรียมกึ่งแข็งที่มีนํ้าเปนองคประกอบ และไมมีนํ้าเปน
องคป ระกอบ ดังตอ ไปน้ี

1. ตํารบั ยาเตรียมกงึ่ แขง็ ท่ีมนี า้ํ เปน องคป ระกอบ USP กําหนดใหร ะบุ Beyond-use date ไมเ กนิ 30
วัน หลงั จากท่ที าํ การเตรยี มตาํ รบั

2. ตํารับยาเตรียมกึ่งแข็งท่ีไมมีน้ําเปนองคประกอบ USP กําหนดใหระบุ Beyond-use date โดย
เลอื กระยะเวลาทสี่ น้ั ทส่ี ดุ จากระยะเวลาตอไปนี้

- ไมเกิน 6 เดือนหลังจากวนั ที่เตรยี มตํารับ
- ไมเกินกวาระยะเวลาที่เหลอื กอนถึงวันหมดอายุ (Expiration date) ขององคประกอบในตํารับ

ตวั ทมี่ วี นั หมดอายุใกลทส่ี ุด

70

ตาํ รบั ที่ 1
Compound methyl salicylate ointment

สตู รตํารับ หนาทขี่ องสาร

Methyl salicylate 27.2 mL _______________ ________________

Menthol 33.0 g _______________ ________________

Eucalyptus oil 12.1 mL _______________ ________________

Cassia oil 7.2 mL _______________ ________________

Hard paraffin 31.9 g _______________ ________________

Wool fat 18.0 g _______________ ________________

White soft paraffin 170.6 g _______________ ________________

To make 300.0 g 60.0 g

วิธกี ารเตรียม

1. เติม Menthol ลงในสารผสมของ Methyl salicylate, Eucalyptus oil และ Cassia oil ใน

บกี เกอร และคนจน Menthol ละลายหมด หลังจากน้นั ปด บกี เกอรด วยกระจกนาฬิกา

2. หลอม Hard paraffin, White soft paraffin และ Wool fat โดยเริ่มจากสารท่ีมีจุดหลอมเหลว

สงู สดุ กอน ใน Casserole โดยใชค วามรอ นจากหมออังไอน้าํ

3. ยก Casserole ลงจากหมออังไอนํ้า วางบนแผนกระเบื้อง จากนั้นเติมสวนผสมขอ 1 ลงในสวนผสม

ขอ 2 อยางชาๆ พรอ มท้ังคนตลอดเวลา

4. คนตาํ รับอยางตอเนอ่ื งตลอดเวลา จนกระทง่ั อณุ หภมู ลิ ดลงถงึ 50-55 องศาเซลเซียส

5. เทสวนผสมทั้งหมดอยางละคร่ึงลงในภาชนะ (ขวดแกว) ท่ีอุนไวลวงหนาแลว และภาชนะที่อุณหภมู ิ

ปกติ

6. รอจนอณุ หภูมขิ องตํารบั ยาขผ้ี งึ้ ลดลงถึงอณุ หภมู หิ อ ง แลวจึงปดฝาใหส นทิ

**ขอ ควรระวัง**
- อุปกรณและภาชนะทุกอยา งทีใ่ ชในการเตรียมตํารับยาข้ีผึ้งตอ งแหง สนทิ
- กอ นลา ง Casserole ใหใ ชกระดาษชําระเช็ดทาํ ความสะอาด เพอ่ื กําจัดยาข้ผี ึง้ ออกใหหมดเสียกอ น

71

ลักษณะของตาํ รับ
________________________________________________________________________________

สรรพคุณของตํารับ
________________________________________________________________________________

ขนาด และวิธีใชข องตาํ รบั
________________________________________________________________________________

ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รักษา
________________________________________________________________________________

ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชย า
________________________________________________________________________________

Beyond-used date
________________________________________________________________________________

72

ตาํ รับท่ี 2
Compound benzoic acid ointment BP (Whitfield’s ointment)

สตู รตํารับ หนาท่ขี องสาร
Benzoic acid, in fine powder 60 g _______________ ________________
Salicylic acid, in fine powder 30 g _______________ ________________
Emulsifying ointment, BP 910 g _______________ ________________
To make 1,000 g 30 g
วิธีการเตรยี ม
1. แยกบด Salicylic acid และ Benzoic acid ใหเปนผงละเอียดโดยใชโกรง และนําผงยาแตละชนิด
ไปผา นแรงเบอร 60 (ข้ันตอนน้ีนักศึกษาไมตอ งทําเอง)
2. ช่ังผงยาแตละตัว แลวนําไปผสมบริเวณตรงกลาง Slab จนเขากันโดยใชเทคนิค Geometric
dilution
3. ชั่ง Emulsifying ointment ตามปริมาณที่ตองการ แลวนํามาวางมุมบนของ Slab (หากถนัดจับ
Spatula ดวยมือขวา ใหวาง Emulsifying ointment ไวมุมซา ยบน)
4. หยด Minerol oil ทีละหยดลงบนผงยา และผสมโดยใช Spatula ท่ีทําดวยพลาสติก จนมีลักษณะ
เปนเพสต หรอื แปง เปย กทม่ี เี นือ้ เนียนเขา กัน
5. ใช Spatula แบง Emulsifying ointment ปรมิ าณเทากบั ผงยา มาผสมกับผงยาตรงกลาง Slab
6. ทําการบดผสม Emulsifying ointment กับผงยาใหเขากันโดยใชเทคนิค Geometric dilution จน
Emulsifying ointment หมด
7. ถายตํารับยาข้ีผ้ึงท่ีเตรียมเสร็จแลวลงในภาชนะบรรจุ โดยระวังไมใหมีฟองอากาศ ตกแตงผิวหนา
ของยาข้ีผ้งึ ใหเ รียบ แลวจึงปด ฝาใหส นทิ

ลักษณะของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
ขนาด และวิธใี ชของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รักษา
________________________________________________________________________________
ฉลากชวย และขอแนะนําในการใชย า
________________________________________________________________________________
Beyond-used date
________________________________________________________________________________

73

ตํารับที่ 3
Modified rose water ointment

สูตรตาํ รบั 125 g _______________ หนาทีข่ องสาร
Cetyl esters wax 120 g _______________ ________________
White wax 560 g _______________ ________________
Almond oil 10 g _______________ ________________
Sodium borate 0.2 mL _______________ ________________
Rose oil 185 g _______________ ________________
Purified water 1,000 g ________________
To make about 30 g1

วิธกี ารเตรียม
1. หลอม Cetyl esters wax และ White wax เขา ดว ยกนั ใน Casserole บนหมอ อังไอนาํ้
2. เตมิ Almond oil ลงไป และใหค วามรอนตอ จนไดอ ุณหภูมิ 70 องศาเซลเซยี ส
3. ละลาย Sodium borate ใน Purified water ในบีกเกอรและนําไปวางบนหมออังไอนํ้า จนได

อณุ หภูมิ 73-75 องศาเซลเซยี ส
4. คอ ยๆเตมิ สารละลายขอ 3 ลงในขอ 2 พรอ มท้งั คนอยางรวดเรว็ และตอ เนือ่ ง
5. ยก Casserole ลงจากหมอ องั ไอน้ํา คนจนกระทง่ั สว นผสมเย็นลงปรมิ าณ 40 องศาเซลเซียส จึงเติม

Rose oil คนผสมใหเขากนั จากน้นั บรรจุลงในภาชนะที่เหมาะสม

ลกั ษณะของตํารบั
________________________________________________________________________________

สรรพคณุ ของตํารบั
________________________________________________________________________________

ขนาด และวธิ ใี ชของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

ภาชนะบรรจุ และการเก็บรักษา
________________________________________________________________________________

ฉลากชวย และขอแนะนําในการใชยา
________________________________________________________________________________

Beyond-used date
________________________________________________________________________________

74

ตาํ รับท่ี 4
Nonionic cream base

สูตรตาํ รบั 20.0 g _______________ หนาท่ขี องสาร
Mineral oil 4.0 g _______________ _______________
Cetyl alcohol 5.0 g _______________ _______________
Stearyl alcohol 6.0 g _______________ _______________
White soft paraffin 5.0 g _______________ _______________
Emulsifiers 0.1 g _______________ _______________
Methyl paraben 0.02 g _______________ _______________
Propyl paraben 100.0 g _______________
Purified water, to make 150.0 g _______________

กาํ หนดใหใ ช Tween 80 (Required HLB 15.0) และ Span 80 (Required HLB 4.3) เปน emulsifier
ใหค ํานวณปรมิ าณ Tween 80 และ Span 80 ที่ตองใชในตาํ รับ
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________
________________________________________________________________________________

ปรมิ าณของ Tween 80 เทา กบั _____________________
ปรมิ าณของ Span 80 เทากับ ______________________
คาํ นวณปรมิ าณ Con. Paraben ทจี่ ะตองใชในตํารับ เทา กับ ___________________ มิลลลิ ติ ร

วธิ ีเตรียม
1. หลอมวฏั ภาคน้ํามันและ Span 80 ในบีกเกอรบนหมออังไอนํ้า และทาํ ใหร อ นถึงอุณหภูมิ 70 องศา-

เซลเซียส
2. ผสมวฏั ภาคนาํ้ และ Tween 80 ในบกี เกอรบ นหมออังไอน้าํ และทาํ ใหรอ นถงึ อณุ หภูมิ 73-75 องศา-

เซลเซยี ส
3. คอยๆเทวฏั ภาคนาํ้ ลงในวัฏภาคนํา้ มันอยางตอ เนอื่ งบนหมอ อังไอนํ้า พรอ มทง้ั คนตลอดเวลา
4. ใหความรอ นตอบนหมอ อังไอน้ํา ประมาณ 1-2 นาที คนตลอดเวลา
5. ยกบกี เกอรลงจากหมอ องั ไอน้ํา คนตอ ไปจนกระท่งั อณุ หภูมิของครมี ลดลงถงึ อุณหภมู หิ อ ง

75

ลักษณะของตํารบั
________________________________________________________________________________
สรรพคณุ ของตํารับ
________________________________________________________________________________
ขนาด และวิธใี ชข องตาํ รบั
________________________________________________________________________________
ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รักษา
________________________________________________________________________________
ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชย า
________________________________________________________________________________
Beyond-used date
________________________________________________________________________________

76

ตํารับที่ 5
Calamine cream

สูตรตํารับ หนา ทข่ี องสาร
_______________
Calamine 8.0 g _______________
30 g _______________
Nonionic cream base add to 100.0 g

วิธีเตรยี ม
1. ชั่ง Calamine ปริมาณตามสูตรตํารับ นํามาวางตรงกลาง Slab
2. หยด Levigating agent พรอ มทั้งบดผสมใหเขา กนั ดี จนไดเพสตที่มเี นื้อเนียน
3. นํา Nonionic cream base ทงั้ หมดมาวางทมี่ มุ ดา นบนของ Slab
4. ใช Spatula แบงยาพ้ืนปริมาณเทากับผงยา และทําการบดผสมยาพ้ืนกับผงยาจนเขากันดีอยางถูก

เทคนิค เมื่อผงยากระจายตัวสม่ําเสมอดีแลว จึงแบงยาพ้ืนท่ีเหลือบดผสมตอ โดยใชเทคนิค Geometric
dilution จนหมดยาพ้นื

5. คอ ยๆ แบงครมี ที่เตรียมไดบรรจุขวดแกวปากกวา ง การบรรจุตอ งไมใ หมีฟองอากาศภายในขวด แลว
จึงปด ฝาใหส นทิ

ลกั ษณะของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

ขนาด และวธิ ีใชข องตาํ รับ
________________________________________________________________________________

ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________

ฉลากชวย และขอแนะนําในการใชย า
________________________________________________________________________________

Beyond-used date
________________________________________________________________________________

77

คําถามทา ยบท

1. เหตุใดตอ งหลอมสารที่มจี ุดหลอมเหลวสงู สดุ กอนในตํารบั Compound methyl salicylate ointment
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

2. เหตุใดจึงตอ งทําภาชนะบรรจุ Compound methyl salicylate ointment ใหอนุ กอนทําการบรรจุ
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

3. จงบอกสูตรตํารบั ของ Emulsifying ointment, BP พรอมทง้ั ระบวุ ิธีการเตรียม
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

4. เหตใุ ดจงึ ตอ งใช Mineral oil เปน Levigating agent ในการเตรียมตาํ รับ Compound benzoic acid
ointment BP
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

5. จงอธบิ ายความแตกตา งระหวาง Rose water ointment, BP กบั Modified rose water ointment
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

6. Cetyl alcohol และ Stearyl alcohol แตกตา งกนั อยา งไร
____________________________________________________________________________

7. ในการเตรียมตํารับ Nonionic cream base ถาตอ งการใหเ น้อื ครีมมคี วามขน หนดื นอยลง ควรปรบั ปรุง
สตู รตาํ รับอยางไร
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

78

เอกสารอา งองิ

1. Allen, L.V. Jr., Popovich, N.G. and Ansel, H.C. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms
and Drug Delivery System, 8th ed., Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 276-293.

2. Allen LV. Basics of compounding: Implementing United States Pharmacopeia Chapter
<795> pharmaceutical compounding – Nonsterile preparations, Part 1. Int J Pharm
Compound. 2011;15(4):328-331.

3. British Pharmacopoeia (2012) Volume III, The Stationery Office, London, pp. 2488-9.
4. Carter S. J. , Cooper and Gunn’ s Dispensing for Pharmaceutical Students 12th ed. , Pitman

Publishing Ltd. Wellington, 1984; pp. 197-199.
5. Judith E. Thompson. ( 2009) . A Practical Guide to Comtemporary Pharmacy Practice, 3rd

ed.,Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 473-516.
6. Lachman, L., Lieberman, H.A. and Kanig, J.L. (1986). The Theory and Practice of Industrial

Pharmacy, 3rd ed., Lea & Febiger, Philadelphia, pp. 534-563.
7. The United States Pharmacopieal Convention, Inc. <1151>. 2011. USP 35/ NF30 Vol. 1

Rockville. MD, pp. 774-5.
8. The United States Pharmacopieal Convention, Inc. 2011. USP 35/NF30 Vol. 3 Rockville. MD,

pp. 4592.

ปรบั ปรงุ และเรยี บเรียงโดย รองศาสตราจารย ดร.ภญ.สุพร จารมุ ณี
รองศาสตราจารย ดร.ภญ.วรรธดิ า ชยั ญาณะ
ผชู วยศาสตราจารย ดร.ภญ.กนกวรรณ เกยี รตสิ นิ

79

บทที่ 9
การเตรยี มยาเจล และยาเพสต
(Preparation of gels and pastes)

วตั ถปุ ระสงค
เพ่ือใหนกั ศึกษาสามารถ
1. อธบิ ายลกั ษณะ และสมบตั ิทางกายภาพของตํารับยาเจล และตาํ รับยาเพสตได
2. บอกความแตกตางของตํารับยาเจล และตํารับยาเพสต ในแงของสูตรตํารับ ลักษณะภายนอก และ

สมบัติทางกายภาพได
3. บอกสูตรตาํ รับพ้นื ฐานและระบหุ นาทขี่ ององคป ระกอบในสตู รตํารบั ได
4. เตรยี มตํารบั ยาเจล และตาํ รับยาเพสต ดว ยเทคนิคทีถ่ กู ตองได

บทนาํ
ยาเจล (Gels)

ยาเจล เปนยาเตรียมรูปแบบกึ่งแข็งสําหรับใชทาภายนอก โดยใชทาบริเวณผิวหนังหรือเย่ือบุ

ประกอบดวยสารกอเจล (Gelling agent) กระจายตัวในตัวกลางที่เหมาะสม โดยเจลแบงตามชนิดของสารกอ

เจลไดเ ปน 2 ระบบ ไดแก

1. เจลระบบสองวัฏภาค ประกอบดวยอนุภาคขนาดเล็กของสารอนินทรียกระจายตัวและประสานกัน
เปนรา งแห เชน Aluminum hydroxide gel

2. เจลระบบวัฏภาคเดียว ประกอบดวยสารอินทรียที่มีโมเลกุลขนาดใหญ กระจายตัวแทรกอยูใน
ตัวกลางท่ีเปนของเหลวชนิดตางๆ ไดแก นํ้า แอลกอฮอล สารพวกโพลีออล (polyols) โดยไมแสดงขอบเขต

ของวัฏภาคของสารกระจายตัวและของเหลวตัวกลางท่ีชัดเจน สารกอเจลในเจลระบบวัฏภาคเดียว อาจเปน

สารทม่ี โี มเลกุลใหญท ไี่ ดจากธรรมชาติ สารกงึ่ สังเคราะห หรอื สารสังเคราะห

สารกอ เจลสามารถแบงตามแหลง ที่มาได 3 ประเภท ดังแสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 แสดงประเภทของสารกอ เจลโดยแบงตามแหลงท่ีมา

แหลง ท่ีมาของสารกอเจล ตวั อยา ง

สารกอเจลชนดิ ธรรมชาติ Ttragacanth, Xanthan gum, Chitosan

สารกอเจลชนิดก่งึ สงั เคราะห อนุพันธุของเซลลโู ลส เชน Hydroxyethyl cellulose,

Hydroxypropylmethyl cellulose

สารกอเจลชนิดสงั เคราะห Carbomer, Poloxamer

80

การเตรียมยาเจล ข้ึนกับสมบัติทางเคมีกายภาพของสารกอเจลแตละชนิด โดยเฉพาะความสามารถใน
การกระจายตัว และการละลายในตัวกลางท่ีตองการ สารกอเจลบางชนิดกระจายตัวไดดีในนํ้ารอน แตละลาย
ไดด ใี นนํา้ เยน็ สารกอเจลบางชนิดมีความหนืดตา่ํ ที่อุณหภูมิต่าํ และสูง หรือบางชนดิ จําเปน ตองตงั้ ทิ้งไวเปน เวลา
24 ชั่วโมง เพื่อใหเกิดการพองตัวเต็มที่กอนนํามาผสมกับตัวยาอ่ืน ดังน้ัน จึงตองทําการศึกษาเบ้ืองตนเกี่ยวกับ
สมบัติของสารกอเจลท่ีจะนาํ มาใชใ นตาํ รับ

ยาเจลแบบเคยี้ ว (Chewable gels) หรอื กัมมี่ (Gummies)
จัดเปนเจลชนิดหน่ึงในการนําสงตัวยา หรืออาหารเสริมผานทางการรับประทาน มีองคประกอบเปน

สารกอเจล (Gelling agents) น้ําตาล (Sugars) นํ้า (Water) สารใหความหวาน (Sweeteners) และสารแตง
กล่นิ รส (Flavoring agents)

ยาเพสต (Pastes)
ยาเพสต หมายถึง ยาเตรียมรูปแบบก่ึงแข็ง ใชสําหรับทาผิวหนัง หรือเย่ือบุในชองปาก มีลักษณะขน

หนืดมาก เนื่องจากมีองคประกอบของผงยาหรือของแข็งท่ีไมละลายในยาพื้นอยูในปริมาณสูง (มากกวาในยา
ขี้ผึ้ง) ยาเพสตจึงมีความขนเหนียวมากกวายาขี้ผึ้ง และไมแผกระจายเมื่อทาบนผิวหนัง สงผลใหยาเพสต
สามารถทาํ หนาทเี่ คลือบและปกคลุมผิวไดเ ปนอยางดี

ยาเพสตบางชนิดเปนมันมาก (Fatty pastes) ประกอบดวยของแข็งที่ชอบนํ้ากระจายตัวอยูในอยูยา
พื้นที่เปนมัน เชน ตํารับ Compound zinc paste, BP แตอยางไรก็ตามยังมีสมบัติในการดูดซับของเหลวได
ดีกวายาขี้ผึ้ง และมีความเปนมันนอยกวายาข้ีผ้ึง เชน ตํารับ Zinc ointment, BP หรือ Zinc oxide
ointment, USP จึงนําไปใชกับบาดแผลท่ีมีสารคัดหล่งั ทําใหแผลแหงไดเร็วขึ้น ยาเพสตที่ใชกับเยื่อบุเมือกใน
ปาก จะเปนชนิดที่มีตัวยาสําคัญ เชน Triamcinolone acetate oral paste หรือ Triamcinolone acetate
dental paste

การเตรยี มเพสตม ีวิธีการทาํ เชน เดียวกับการเตรียมยาขผ้ี ึ้ง โดยท่วั ไปจะใชยาพ้ืนเปน Levigating agent
เทานน้ั ยกเวนในบางกรณที ่ีจาํ เปนตองใช Levigating agent เพ่อื ใหเนือ้ เพสตมลี กั ษณะเนยี น

การกาํ หนด Beyond-use date
ในการกําหนด Beyond-use date ของตํารับยาเตรียมก่ึงแข็งที่เตรียมขึ้น ควรพิจารณาจากการมีนํ้า

เปนองคประกอบในตํารับ โดยแบงเปนตํารับยาเตรียมก่ึงแข็งท่ีมีนํ้าเปนองคประกอบ และไมมีนํ้าเปน
องคประกอบ ดังตอไปนี้

81

1. ตาํ รบั ยาเตรียมก่ึงแข็งท่ีมนี าํ้ เปน องคประกอบ USP กาํ หนดใหร ะบุ Beyond-use date ไมเกนิ 30
วัน หลงั จากท่ีทําการเตรียมตาํ รับ

2. ตํารับยาเตรียมกึ่งแข็งที่ไมมีน้ําเปนองคประกอบ USP กําหนดใหระบุ Beyond-use date โดย
เลอื กระยะเวลาท่สี นั้ ทสี่ ดุ จากระยะเวลาตอ ไปน้ี

- ไมเ กนิ 6 เดอื นหลงั จากวนั ที่เตรยี มตาํ รบั
- ไมเกนิ กวา ระยะเวลาทเ่ี หลือกอนถงึ วันหมดอายุ (Expiration date) ขององคประกอบในตํารับตวั

ท่มี ีวนั หมดอายุใกลที่สดุ

82

ตํารับที่ 1
Carbomer gel

สตู รตาํ รบั หนาท่ีสาร

Carbomer 940 1.0 g _______________ _______________

Triethanolamine 1.5 g _______________ _______________

Methyl paraben 0.2 g _______________ _______________

Propyl paraben 0.04 g _______________ _______________

Purified water, to make 100 g 30.0 g _______________

วธิ ีเตรยี ม

1. คํานวณหาปรมิ าณนาํ้ กล่นั ท่ตี องใชใ นตํารบั น้ี ______________________ กรัม

2. คาํ นวณหาปรมิ าณ Conc. paraben ทีต่ องใชในตํารบั _____________________ มลิ ลลิ ิตร

3. ละลาย Conc. paraben ในขอ 2 ในนํา้ กลั่นตามขอ 1

4. เตรียม Carbomer gel ดวยวธิ ที ี่ตางกนั ดงั นี้

วิธีที่ 1 คอ ยๆ โปรย Carbomer 940 ลงไปในสารละลายขอ 3 ที่บรรจุในบีกเกอร ใชแ ทงแกว คน

เบาๆ จนกระทง่ั ไดสารละลายผสมท่ีมีลกั ษณะเปนเนอ้ื เดยี วกันโดยตลอด

วธิ ที ่ี 2 คอยๆ โปรย Carbomer 940 ปริมาณเล็กนอยลงไปในสารละลายขอ 3 โดยใชเคร่ืองปน

ดวยแทงแมเหล็กในการชวยคน จนกระท่ังไดสารละลายผสมที่มีลักษณะเปนเน้ือเดียวกัน

โดยตลอด

วธิ ีท่ี 3 นําผง Carbomer 940 ใสในโกรง แลวจึงนําสารละลายขอ 3 ใสลงในโกรงจนหมด บดผสม

เบาๆ จนไดส ารละลายผสมทมี่ ีลกั ษณะเปนเนอ้ื เดยี วกันโดยตลอด

5. คอ ยๆ เติม Triethanolamine ทลี ะนอย พรอมทง้ั ใชแทงแกว คนเบาๆ เพ่ือหลีกเลี่ยงการเกดิ ฟอง

6. บรรจุ Carbomer gel ลงในภาชนะบรรจทุ ี่เตรียมไว

หมายเหตุ

1. เปรยี บเทียบความยาก-งายในการเตรียม และลักษณะของเจลทีเ่ ตรียมดว ยวธิ ีการที่แตกตางกนั

2. สังเกตลักษณะทางกายภาพตางๆ เชน ความหนืด ความใส และคา pH กอน และหลังเติม

Triethanolamine บันทกึ ผลท่ีไดใ นตาราง

ตารางที่ 1 แสดงลักษณะทางกายภาพของเจล กอนและหลังการเตมิ triethanolamine

ลกั ษณะทางกายภาพ กอ นเติม Triethanolamine หลงั เตมิ Triethanolamine
ความหนืด ___________________ ____________________
ความใส ___________________ ____________________
คา pH ___________________ ____________________

83

ลักษณะของตํารับ
________________________________________________________________________________
สรรพคณุ ของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
ขนาด และวธิ ีใชของตาํ รบั
________________________________________________________________________________
ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________
ฉลากชว ย และขอแนะนําในการใชย า
________________________________________________________________________________
Beyond-used date
________________________________________________________________________________

84

ตํารบั ที่ 2
Hydroxypropyl methylcellulose gel

สูตรตาํ รับ หนา ทข่ี องสาร

Hydroxypropyl methylcellulose 2 g _______________ _______________

Glycerin 3 g _______________ _______________

Methyl paraben 0.2 g _______________ _______________

Propyl paraben 0.04 g _______________ _______________

Purified water, to make 100 g 50.0 g _______________

วธิ ีเตรียม

1. คํานวณหาปรมิ าณนา้ํ กลัน่ ทีต่ องใชในตาํ รับน้ี ______________________ กรมั

2. คํานวณหาปรมิ าณ Conc. paraben ทต่ี อ งใชในตํารบั _____________________ มิลลลิ ิตร

3. ละลาย Conc. paraben ในขอ 2 ในน้าํ กลน่ั ตามขอ 1

4. เติม Glycerin ลงในสารละลายในขอที่ 3

5. โปรย Hydroxypropyl methylcellulose ในนํ้ารอน (ปริมาณน้ํา 1 ใน 3 สวนของปริมาณน้ําท่ีใช

ทัง้ หมดในตาํ รบั ) อณุ หภมู ิ 70 องศาเซลเซยี ส

6. คนจน Hydroxypropyl methylcellulose กระจายตวั ดีในน้ํารอน

7. เติมนํ้าเย็น 2 สว นท่ีเหลือลงไป คนจนไดเจลใส

8. บรรจุตาํ รบั ในภาชนะบรรจทุ ี่เหมาะสม

9. สงั เกตลกั ษณะทางกายภาพตางๆ เชน ความหนืด ความใส และคา pH

ลกั ษณะของตาํ รับ
________________________________________________________________________________

สรรพคณุ ของตํารบั
________________________________________________________________________________

ขนาด และวิธใี ชของตํารับ
________________________________________________________________________________

ภาชนะบรรจุ และการเก็บรกั ษา
________________________________________________________________________________

ฉลากชว ย และขอแนะนาํ ในการใชย า
________________________________________________________________________________

Beyond-used date
________________________________________________________________________________

85

ตํารบั ท่ี 3
Compound zinc paste BP

สูตรตาํ รบั หนา ทขี่ องสาร

Zinc oxide, finely sifted 25 g _______________ _______________

Starch, finely sifted 25 g _______________ _______________

White soft paraffin 50 g _______________ _______________

To make 100 g 20 g

วธิ ีเตรยี ม

1. หลอม White soft paraffin ใน Casserole

2. ผสม Zinc oxide และ Starch ที่ผานแรงขนาดละเอียดแลว ในโกรงที่อุนจนรอน (โกรงอยูในตูอบ

ใสถงุ มอื กนั ความรอ นกอ นไปเอาโกรง )

3. นาํ โกรง รอนทีม่ ีตัวยาขนึ้ วางบนหมออังไอนา้ํ

4. คอ ยๆเท White soft paraffin ทีห่ ลอมแลว ลงบนผงยา บดผสมใหเขากนั

5. บดผสมจนกระท่งั เพสตท่ีไดม กี ารกระจายตัวของตัวยาอยางสม่าํ เสมอและมีเน้ือเนยี น

6. บรรจุตาํ รบั ขณะรอน ลงในภาชนะท่ีเหมาะสม

***หมายเหตุ ตอนลาง Casserole ใหใชก ระดาษชาํ ระเช็ดทําความสะอาด เพอ่ื กาํ จดั เพสตอ อกใหห มดเสยี กอ น

ลกั ษณะของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

สรรพคุณของตาํ รบั
________________________________________________________________________________

ขนาด และวธิ ใี ชข องตํารับ
________________________________________________________________________________

ภาชนะบรรจุ และการเกบ็ รกั ษา
________________________________________________________________________________

ฉลากชวย และขอแนะนาํ ในการใชยา
________________________________________________________________________________

Beyond-used date
________________________________________________________________________________

86

คาํ ถามทายบท

1. ในการเตรียมตํารับ Carbomer gel หากพบวาตํารับมีความหนืดนอยเกินไป นักศึกษามีแนวทางในการ
ปรบั สตู รตํารับอยา งไร
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

2. ในการเตรยี มตาํ รับ Carbomer gel สามารถใชดา งตวั ใดแทน Triethanolamine
____________________________________________________________________________

3. เพราะเหตุใดจึงตองเตรียม Hydroxypropyl methylcellulose ในน้ํารอนกอนท่ีจะนําไปเตรียมตอใน
นาํ้ เยน็
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

4. ในกรณที ต่ี องการผสมตัวยาเขาไปในตํารบั ยาเจล สามารถทําไดใ นข้ันตอนใดบาง
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

5. ในการเตรียมตํารับ Compound zinc paste, BP ถา ใชว ิธีการ Spatulation มคี วามเหมาะสมหรอื ไม และ
การใช Mineral oil เปน Levigating agent จะเหมาะสมหรอื ไม เพราะเหตุใด
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

87

เอกสารอางองิ

1. Allen, L.V. Jr., Popovich, N.G. and Ansel, H.C. (2005). Ansel’s Pharmaceutical Dosage Forms
and Drug Delivery System, 8th ed., Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 276-293.

2. Allen LV. Basics of compounding: Implementing United States Pharmacopeia Chapter
<795> pharmaceutical compounding – Nonsterile preparations, Part 1. Int J Pharm
Compound. 2011;15(4):328-331.

3. British Pharmacopoeia 2012, Volume III, The Stationery Office, London, pp. 2532, 2398-2400,
3404.

4. Dittert, L. W. ( 1974) . Sprowls’ American Pharmacy, 7th ed, J. B. Lippincott Company,
Philadelphia, pp. 274-276.

5. Judith E. Thompson. ( 2009) . A Practical Guide to Comtemporary Pharmacy Practice, 3rd
ed.,Lippincott Williams & Wilkins, Baltimore, pp. 473-516.

6. Sprowls, J.B. (1970). Prescription Pharmacy, 2nd ed, J.B. Lippincott Company, Philadelphia,
pp.256-257.

7. The United States Pharmacopieal Convention, Inc.2011. USP 35/NF30 Vol.3 Rockville. MD,
pp. 5074-5.

ปรบั ปรงุ และเรียบเรยี งโดย รองศาสตราจารย ดร.ภญ.ลัดดา วงศพ ายัพกลุ
รองศาสตราจารย ดร.ภญ.สุพร จารุมณี
รองศาสตราจารย ดร.ภญ.วรรธิดา ชัยญาณะ
ผูชวยศาสตราจารย ดร.ภญ.กนกวรรณ เกียรติสิน

บทที่ 10
การประเมินตาํ รับยาทาเฉพาะท่ี

(Quality tests of topical applied drug products)

วัตถุประสงค
เพ่ือใหน กั ศึกษาสามารถ
1. ประเมนิ สมบัติคณุ ภาพของยาทาเฉพาะทร่ี ปู แบบตางๆ ได

2. ศกึ ษาการปลดปลอยตัวยาภายนอกรา งกาย (in vitro study) จากยาทาเฉพาะที่ ที่มียาพื้นชนดิ ตา งๆ
3. เปรียบเทียบปริมาณ และรูปแบบการปลดปลอยตัวยาออกจากยาทาเฉพาะท่ี ที่มยี าพื้นชนิดตางๆ ได

บทนาํ
การทดสอบคุณภาพตํารับยาตาม USP ควรเปนไปตามแนวทางของ ICH Guidelines ซึ่งมีหัวขอการ

ทดสอบ วิธีการ และเกณฑการยอมรับ (Lists of tests, procedures and acceptance criteria) ตามที่
กําหนด

ตํารับยาทาเฉพาะท่ี (Topical applied drug products) หมายถึง ตํารับยารูปแบบตางๆ ทั้งที่เปนยา
เตรียมของเหลวและยาเตรียมรูปแบบก่ึงแข็ง เชน ยาข้ีผ้ึง ครีม เจล เพสต และรวมถึงยาพน (sprays,
aerosols) และแผนแปะ (Transdermal delivery system, TDS หรือ Patch) ซึ่งเมื่อเตรียมเสร็จแลวตอง
นําไปทดสอบคุณภาพ เพ่ือใหม่ันใจไดวาตํารับยาเหลานี้มีคุณภาพ มีประสิทธิผล และมีความปลอดภัยตอผูใช
การทดสอบคณุ ภาพตาํ รับยาทาเฉพาะที่สามารถแบง ออกได ดังตอไปนี้

1. การทดสอบทวั่ ไป - ลกั ษณะทว่ั ไป (description)
(General tests or Universal tests) - การบงชลี้ ักษณะ (identification)
- การวเิ คราะหป ริมาณ/ความแรง (assay/strength)
2. การทดสอบทจี่ ําเพาะกับตาํ รับ - การหาปรมิ าณสารปนเปอน (impurities)
(Specific tests) - ความสมาํ่ เสมอของขนาดยา (uniformity of dosage unit)
- ปริมาณนํ้า (water content)
3. การทดสอบเฉพาะดาน - ความเปน กรด-ดา ง (pH)
(Performance test) - ความหนืดปรากฏ (apparent viscosity)
- การทดสอบหาปริมาณเช้ือจุลชีพ (microbial limit test)
- การหาปริมาณสารกันเสยี (antimicrobial preservative content)
- การหาปรมิ าณสารตา นออกซิเดชัน (antioxidant content)
- ขนาดอนุภาค (particle size)
- การทดสอบเพื่อประเมินการปลดปลอยตวั ยาจากตาํ รับยาและปจ จยั
อ่ืนทีม่ ีผลตอ การปลดปลอยตวั ยา (release study)

89

ในการทดลองนี้ นกั ศึกษาจะไดทําการทดลองประเมินคุณภาพของยาเตรยี มรปู แบบก่ึงแข็งท่ีไดเ ตรียมใน
การทดลองกอนหนา นี้ รวมถึงตํารับทใ่ี ชในการทดสอบการปลดปลอยตัวยาจากยาพน้ื ชนดิ ตา งๆ ดังนี้

1. ลักษณะทัว่ ไป (description) ของยาเตรียมรปู แบบก่งึ แข็ง เชน กลิน่ สี ความเนยี น ความใส ความ
เปนมนั ความยากงายในการแผกระจายบนผิวหนงั และ pH

2. การทดสอบการปลดปลอยตัวยาจากตาํ รับยาที่มยี าพน้ื ชนดิ ตางๆ
การทายารูปแบบก่ึงแข็ง เพ่ือใหตัวยาถูกดูดซึมเขาสูระบบไหลเวียนโลหิต ตัวยาจะตองถูกปลดปลอย
ตวั ยาออกจากยาพืน้ และดูดซมึ ผานผวิ หนัง (percutaneous absorption) ไดด ี ซึง่ การทดสอบการปลดปลอย
ตวั ยาจากยาพืน้ และการทดสอบการดูดซึมผานผวิ หนัง ทาํ ไดท ั้งแบบ in vitro และ in vivo แตในปฏบิ ตั กิ ารนี้
เปนการศึกษาภายนอกรางกาย หรือ in vitro study โดยอาศัยหลักการของการแทรกผาน (partition) และ
การแพรกระจาย (diffusion) ของตัวยา จากยาพ้ืนเขาสูเย่ือบางเซลโลเฟน และจากเย่ือบางเซลโลเฟนเขาสู
สารละลายตัวกลาง (dissolution medium) ตามลําดบั หลังจากนั้นจึงทาํ การเกบ็ สารละลายตวั อยา ง ณ เวลา
ตางๆ นํามาวิเคราะหปริมาณตัวยาที่ถูกปลดปลอยออกมา ซึ่งจากปริมาณการปลดปลอยตัวยาแบบสะสม
ณ เวลาตางๆ เม่ือนํามาพล็อตกราฟ ก็จะสามารถเปรียบเทียบรปู แบบการปลดปลอยของตัวยาจากยาพ้ืนชนิด
ตางๆ ได

สารเคมแี ละอุปกรณท ี่ใช

สารเคมี Salicylic acid

Glycerin

Ferric nitrate

Nitric acid

อปุ กรณ Slab and spatula

Evaporating dish

Stand and clamp

Magnetic stirrer with magnetic bar

pH meter

Universal pH paper

Volumetric flask

Pipette

Ointment jar, capacity 5.0 g

Cellophane membrane

Glass stirrer

Glass plate, 5 cm x 5 cm

UV-VIS Spectrophotometer

90

วิธกี ารทดลอง
1. การประเมินลักษณะท่วั ไปของตํารับยา

ตํารบั ยาท่ีใชทดสอบ ไดแ ก ยาขผี้ ้ึง ครีม เจล และเพสต ท่ีไดเ ตรียมในหองปฏิบัติการกอ นหนา นี้ ไดแ ก
• Modified rose water ointment
• Nonionic cream base
• Carbomer gel
• Compound zinc paste
• White ointment, USP (เจาหนา ทหี่ องปฏบิ ตั ิการฯ เตรยี มให)
• Polyethylene glycol ointment, USP (เจา หนาทห่ี อ งปฏิบตั กิ ารฯ เตรยี มให)

ใหนักศึกษาทําการประเมินดา นตา งๆ ดังนี้
1. กล่นิ สี และความใส
2. ความเนียนเมื่อทาผวิ
3. ความเปนมนั เมื่อทาผิว
4. ความยาก-งายในการแผกระจายบนผิวหนงั
5. สมบตั ิการไหล
6. ความเปน กรดดาง (pH)

การวัดความเปน กรด-ดางของตํารับยาเตรียม สามารถทําไดหลายวิธี ดงั นี้
1. วดั ดว ย pH meter
1.1 เมื่อใช Glass electrode ตองนําสารตัวอยางท่ีมีลักษณะก่ึงแข็งไปทําใหเจือจางดวยน้ํากลั่น

โดยอาจใชอัตราสวน 1:1 หรือ 1:10 โดยนํ้าหนัก และผสมใหไดสารผสมเจือจางท่ีมีลักษณะเปนเน้ือเดียวกัน
กอน จึงนาํ ไปวดั คาความเปน กรด-ดา ง
(หา มนําสารตัวอยา งไปวัดดวย glass electrode โดยตรง เนอ่ื งจาก electrode ชนิดนเ้ี ปราะบาง แตกไดงาย)

1.2 เม่อื ใช Electrode for semisolid dosage form สามารถจมุ electrode ดงั กลา วไปลงในสาร
ตวั อยา งไดโ ดยตรง

2. วัดดวย Universal pH paper ทําไดโดยใชแทงแกวแบงสารตัวอยางมาจํานวนเล็กนอย ปายบน
กระดาษ pH paper และเทยี บสที ไี่ ดกับตารางสที ก่ี ําหนดให เพ่ืออานคา pH ไดโดยตรง

2. การศกึ ษาการปลดปลอย salicylic acid นอกจากยาพนื้ ชนดิ ตางๆ
ชนิดของยาพนื้ ที่นํามาเตรียมเปน ยาเตรียมก่งึ แขง็ ของ salicylic acid ไดแ ก
1. White ointment, USP
2. Modified rose water ointment
3. Nonionic cream base
4. Polyethylene glycol ointment, USP

91 10.0 %
25.0 g
ขน้ั ตอนการทดลอง
2.1 การเตรยี มยาข้ีผึ้ง หรือครมี ของตวั ยา Salicylic acid
Rx
Salicylic acid
Ointment base or cream base, qs.

เตรียมยาข้ีผงึ้ หรือครีมของ Salicylic acid ตามสตู รขางตนนี้จํานวน 25.0 กรมั โดยใชวิธี Levigation

ใหเลือกใชชนิดและปริมาณของ Levigating agent ท่ีเหมาะสม ผสมกับ Salicylic acid จนไดลักษณะเปน

เพสตที่มีเนื้อเนียน หลังจากนั้นจึงแบงยาพ้ืนที่เหลือ บดผสมกับเพสตของตัวยาโดยใชเทคนิค Geometric
dilution

***ขอควรระวงั ***
- ตัวยาจะตองกระจายตัวอยางท่ัวถึง และสม่ําเสมอในยาพื้น เพ่ือใหผลการทดลองท่ีถูกตอง และ

แมนยํา

- ในการบดผสมใหใช Spatula ท่ีทําดวยพลาสติก หามใชชนิดท่ีทําดวยเหล็ก เพราะจะทําปฏิกิริยา
กับ Salicylic acid ได

2.2 การเตรียม diffusion cell
Diffusion cell ประกอบดวย ขวดแกวปากกวาง ขนาดบรรจุ 5 กรัม บรรจุยาเตรียมจนเต็ม ปดปาก

ขวดดว ยเยื่อบางเซลโลเฟนที่ผา นการแชน ํ้า จาํ นวน 1 ชัน้ และรัดใหแนนดว ยยางรัด
***ขอควรระวัง***
- การบรรจยุ าเตรียมลงในขวด ตองบรรจุใหแนน ไมใ หม ฟี องอากาศแทรกอยู และเม่อื บรรจเุ ต็มแลว

ใหปาดผิดหนา ใหเ รยี บดว ย Spatula และเชด็ รอบปากขวดใหส ะอาด
- นําเยื่อบางเซลโลเฟนจุมน้ําใหเปยกพอชุม (เจาหนาที่หองปฏิบัติการเตรียมให) และใชกระดาษ

ทิชชู 2 แผนประกบเพ่ือซับน้ําท่ีเหลือออก กอนใชปดปากขวดบรรจุตัวอยาง ขอใหนักศึกษาใส

ถุงมอื ยางกอ นไปรับเยอ่ื บางเซลโลเฟน
- การจับหรือแตะตองเย่ือบางเซลโลเฟน จะตองจับท่ีขอบรอบนอก อยาใหเย่ือบางถูกกระทบ

กระเทอื น หรือมรี ิ้วรอย โดยเฉพาะบริเวณทีจ่ ะปดลงบนผิวหนาของยาเตรยี ม

- การปดเยื่อบางเซลโลเฟนลงบนผิวหนาของยาเตรียมจะตองใหเรียบสนิท และสม่ําเสมอ อยาใหมี
รอยยน หรือมฟี องอากาศระหวางผวิ หนา ของยาเตรยี มและเยอ่ื บางเซลโลเฟน

2.3 การปลดปลอยตวั ยาออกจากยาพ้นื
2.3.1 ปเ ปตสารละลายตัวกลาง คือ สารละลายเฟอรร ิคไนเตรท ความเขม ขน 1% ในกรดไนตรกิ 1%

ท่ีเตรียมเสร็จใหมๆ จํานวน 10 มิลลิลิตร ใสลงในขวดปรับปริมาตรขนาด 200 มิลลิลิตร เติมนํ้ากล่ันจนครบ

ปริมาตร

92

2.3.2 ปเปตสารลายในขอ 2.3.1 จํานวน 100 มิลลิลิตร ใสลงใน Evaporating dish นําไปวางบน
เครอื่ งปน ดว ยแทง แมเ หลก็ (แทง แมเหลก็ รับไดท ี่เจา หนาทห่ี อ งปฏบิ ัติการ)

2.3.3 ยึด Diffusion cell ดวยที่ยึดติดกับขาตั้ง นําไปจุมลงใน Evaporating dish ใหผิวหนาของ
Diffusion cell อยตู ่ํากวาระดบั ผิวหนาของสารละลาย ประมาณ 2 มิลลเิ มตร

***ขอ ควรระวงั ***
- อยา ใหส วนใดสว นหนงึ่ ของผิวหนา Diffusion cell สัมผัสกบั บรรยากาศ
- อยา ใหมีฟองอากาศแทรกอยูร ะหวา งผวิ หนา Diffusion cell กับสารละลาย
2.3.4 เมื่อตั้งเครื่องมือเรียบรอยแลว ใหเริ่มจับเวลา เพ่ือบันทึกการปลดปลอย และการแพรกระจาย
ของ Salicylic acid ออกจากยาเตรียมสูสารละลายตัวกลาง โดยจะสังเกตเห็นสีมวงเกิดข้ึนจากปฏิกิริยาของ
Salicylic acid กับเฟอรริคไนเตรท ปรับ Magnetic stirrer ที่ความเร็วตํ่าสุด เพื่อชวยใหสีท่ีเกิดขึ้นกระจาย
อยางท่วั ถงึ ตลอดสารละลาย
2.3.5 ปเปตสารละลายตัวอยาง จํานวน 5 มิลลิลิตร ที่เวลา 10, 20, 30 และ 60 นาที เติมสารละลาย
ตัวกลางสวนใหม 5 มิลลิลิตร ลงไปทดแทนสารละลายที่นําไปวิเคราะห หาปริมาณเฟอรริคซาลิไซเลท โดยอานคา
การดดู กลืนแสงจากเครอื่ งสเปคโตรโฟโตมเิ ตอร ที่ความยาวคลืน่ 525 นาโนเมตร
2.3.6 คํานวณหาความเขมขน ของ salicylic acid จากกราฟมาตรฐาน

ผลการทดลอง และสรุปผลการทดลอง
1. บันทกึ ขอ มูลทงั้ หมดลงในตาราง
2. พล็อตกราฟระหวางรอยละปริมาณสะสมของ Salicylic acid (%) ที่ถูกปลดปลอยออกจากยาพ้ืน

กบั เวลา (นาท)ี
3. เปรยี บเทยี บ สรปุ และวิจารณผลการทดลองที่ได พรอมใหเหตุผลประกอบ

93

คําถามทายบท

1. ยาเตรยี มชนดิ ใดมีความนาใชมากทสี่ ุด จงใหเ หตผุ ลประกอบ
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

2. ชนดิ ของยาพ้นื มีผลตอ การปลดปลอ ยตัวยาหรอื ไม จงอธิบาย
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________

3. มีปจจัยใดอีกบา งท่ีมผี ลตอ การปลดปลอ ยตัวยาจากตาํ รบั ยากงึ่ แข็งในการทดลองวันนี้ จงอภปิ ราย
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________


Click to View FlipBook Version