1
จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม หมวด ๑ หลักการทั่วไป ข้อ ๑. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมย่อมดำรงตนให้สมควรในสังคมโดยธรรมและเคารพต่อกฎหมายของ บ้านเมือง ข้อ ๒. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมย่อมไม่ประพฤติหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่ง วิชาชีพ ข้อ ๓. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมย่อมประกอบวิชาชีพด้วยเจตนาดี โดยไม่คำนึงถึงฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา สังคม หรือลัทธิการเมือง ข้อ ๔. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมพึงสร้างทัศนคติและความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์และสังคมนำความรู้ด้าน สังคมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ มาประยุกต์ในการประกอบอาชีพ ข้อ ๕. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมพึงพยายามแสวงหาความรู้ ความก้าวหน้าทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อการ พัฒนาองค์กรและวิชาชีพให้ทันต่อยุคสมัย หมวด ๒ การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ข้อ ๖. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในระดับที่ดีที่สุด ข้อ ๗. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่จูงใจ หรือชักชวนให้มารับบริการทางวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อ ผลประโยชน์ของตน ข้อ ๘. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องปฏิบัติต่อผู้มารับบริการโดยสุภาพและปราศจากการบังคับ ขู่เข็ญ ข้อ ๙. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่หลอกลวงหรือให้คำรับรองอันเป็นเท็จหรือให้ความเห็นโดยไม่ สุจริตในเรื่องใด ๆ ภายใต้อำนาจหน้าที่แก่สาธารณชน หรือผู้มารับบริการให้หลงเข้าใจผิด เพื่อประโยชน์ ของตน ข้อ ๑๐. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องประกอบวิชาชีพ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเศรษฐานะของ ผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการ ข้อ ๑๑. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ใช้หรือสนับสนุนการใช้ยาตำรับลับ ข้อ ๑๒. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้มารับบริการซึ่งตนทราบมาเนื่องจากการ ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เว้นแต่ความยินยอมของผู้มารับบริการหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือ ตามหน้าที่ ข้อ ๑๓. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ใช้หรือสนับสนุนให้มีการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือการประกอบ โรคศิลปะโดยผิดกฎหมาย ข้อ ๑๔. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดและเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมที่ คณะกรรมการสภาเภสัชกรรมกำหนดโดยเคร่งครัด จากข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
หมวด ๓ การโฆษณาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ข้อ ๑๕. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของตน หรือของผู้อื่นเว้นแต่ (๑) การแสดงผลงานทางวิชาการ (๒) การแสดงผลงานในหน้าที่ หรือในการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ (๓) การประกาศเกียรติคุณเป็นทางการโดยสถาบันวิชาการ สมาคม หรือมูลนิธิ ทั้งนี้ ต้องละเว้นการ แสวงหาประโยชน์ที่จะเกิดต่อการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมส่วนบุคคล ข้อ ๑๖. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมอาจแสดงข้อความเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของตน ที่สถาน ประกอบวิชาชีพได้เพียงข้อความเฉพาะเรื่องต่อไปนี้ (๑) ชื่อ นามสกุล และอาจมีคำประกอบชื่อได้เพียงคำว่าเภสัชกร เภสัชกรหญิง หรืออักษรย่อของคำ ดังกล่าว ตำแหน่งทางวิชาการ ฐานันดรศักดิ์ ยศ และบรรดาศักดิ์ (๒) ชื่อปริญญา วุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติ หรือหนังสือแสดงคุณวุฒิอย่างอื่นซึ่งตนได้รับจากสภา เภสัชกรรม หรือสถาบันนั้น ๆ (๓) สาขาของวิชาชีพเภสัชกรรม (๔) เวลาทำการ ข้อ ๑๗. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมอาจแจ้งความการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมเฉพาะการแสดงที่อยู่ ที่ตั้งสถาน ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม หมายเลขโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น และหรือข้อความที่อนุญาตตาม ข้อ ๑๖ ข้อ ๑๘. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผู้ทำการเผยแพร่หรือตอบปัญหาทางสื่อมวลชน ถ้าแสดงตนว่าเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่แจ้งสถานประกอบวิชาชีพส่วนตัวเป็นทำนองการโฆษณา และต้องไม่มี การแจ้งความตามข้อ ๑๗ ในที่เดียวกันหรือขณะเดียวกันนั้นด้วย ข้อ ๑๙. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องระมัดระวังมิให้การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมของตนแพร่ออกไปใน สื่อมวลชนเป็นทำนองโฆษณาความรู้ความสามารถ หมวด ๔ การปฏิบัติต่อผู้ร่วมวิชาชีพ ข้อ ๒๐. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องยกย่องให้เกียรติเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน ข้อ ๒๑. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ทับถมให้ร้ายหรือกลั่นแกล้งกัน ข้อ ๒๒. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ชักจูงผู้มารับบริการของผู้อื่นมาเป็นของตน จากข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
หมวด ๕ การปฏิบัติต่อผู้ร่วมงาน ข้อ ๒๓. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมพึงยกย่องให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ร่วมงาน ข้อ ๒๔. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่ทับถมให้ร้าย หรือกลั่นแกล้งผู้ร่วมงาน ข้อ ๒๕. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมพึงส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบวิชาชีพของผู้ร่วมงาน หมวด ๖ การปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ข้อ ๒๖. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมต้องไม่โฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาในลักษณะว่า มีผู้ประกอบ วิชาชีพอยู่ปฏิบัติการในสถานปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลนั้น โดยไม่เป็นความจริง ข้อ ๒๗. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมจะโฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาว่ามีเภสัชกรประจำ หรือขายยาโดย เภสัชกร หรือแจ้งชื่อว่าเป็นเภสัชกรประจำ หรือข้อความอื่นที่ก่อให้เกิดความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวได้ เฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าวได้อยู่ปฏิบัติการจริงเป็นการประจำ หรือได้อยู่ปฏิบัติการตลอดเวลา ที่เปิดทำการเท่านั้น ข้อ ๒๘. กรณีผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไม่อยู่ปฏิบัติการจริงเป็นการประจำ หรือไม่ได้อยู่ปฏิบัติการตลอดเวลาที่ เปิดทำการ จะสามารถโฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาว่ามีเภสัชกรได้โดยต้องระบุวัน เวลาที่อยู่ ปฏิบัติการจริงประกอบชื่อของตนหรือประกอบคำว่าเภสัชกรประจำขายยาโดยเภสัชกร หรือข้อความอื่นใน ลักษณะดังกล่าวให้ชัดเจน ข้อ ๒๙. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผู้ใดที่มีชื่อเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการหรือเป็นเภสัชกรประจำ ถ้ามิได้อยู่ ปฏิบัติงานประจำหรือไปปฏิบัติงานไม่เป็นเวลาที่แน่นนอนไม่มีสิทธิที่จะโฆษณา หรือยินยอมให้โฆษณา หรือแจ้งว่า มีเภสัชกรประจำ หรือขายยาโดยเภสัชกร หรือแจ้งชื่อว่าเป็นเภสัชกรประจำ หรือข้อความอื่น ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวได้ ข้อ ๓๐. ผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็นผู้ให้ความรู้เรื่องยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะต่าง ๆ และโดยสื่อต่าง ๆ ต้อง พึงระวังมิให้การกระทำดังกล่าวของตนหรือให้ผู้อื่นนำการกระทำดังกล่าวไปทำให้เข้าใจว่าส่งเสริมหรือ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่ให้ความรู้นั้น ข้อ ๓๑. ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมผู้ใดรับจ้างหรือรับทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชนในการกระทำใด ๆ หรือ จัดทำผลงานใด ๆ จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้จ้างหรือให้ทุนสนับสนุนควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง เมื่อมีการแสดงอ้างอิงผลงาน หรือเผยแพร่ผลการกระทำหรือผลงานที่จัดทำขึ้น จากข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒๕๔๖
ก คำนำ คู่มือปฏิบัติการเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เป็นคู่มือประกอบการเรียนภาคปฏิบัติของกระบวน วิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม 4 (465323) สำหรับหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต พ.ศ.2563 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การผลิตยาไร้เชื้อประเภทต่างๆ โดยเน้นรายละเอียดด้านสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ อุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ใน การผลิต การเตรียมตำรับยาไร้เชื้อ การบรรจุ บรรจุภัณฑ์ การปิดผนึก การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาไร้เชื้อ ที่ผลิตขึ้น ระบบจัดเก็บและขนส่งเภสัชภัณฑ์ การศึกษาความคงสภาพเภสัชภัณฑ์ การขึ้นทะเบียนยาเบื้องต้น คณะผู้จัดต้องขอขอบคุณคณาจารย์ผู้ริเริ่มและพัฒนาคู่มือปฏิบัติสำหรับการผลิตยาไร้เชื้อ เจ้าหน้าที่ วิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ศูนย์พิมพ์ของคณะ และผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน และคณะผู้จัดทำยินดีน้อมรับข้อมูลและ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อใช้ปรับปรุงคู่มือให้มีความสมบูรณ์และทันสมัยสำหรับปีต่อ ๆ ไป คณะผู้สอน เมษายน 2567
ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข แนวปฏิบัติของนักศึกษาในชั่วโมงปฏิบัติการยาเตรียมไร้เชื้อ ค ปฏิบัติการที่ 1 การแนะนำสถานที่และการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์สำหรับการเตรียมและควบคุมคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ยาปราศจากเชื้อ 1 ปฏิบัติการที่ 2 การเตรียมและการควบคุมคุณภาพน้ำปราศจากเชื้อสำหรับยาฉีด (การผลิตการผลิต Sterile Water for Injection USP2021) 9 ปฏิบัติการที่ 3 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบสารละลายใสในน้ำ (การผลิต Ascorbic Acid Injection 25%) 20 ปฏิบัติการที่ 4 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบสารละลายใสในน้ำมัน (การผลิต Oily Phenol Injection 5%) 33 ปฏิบัติการที่ 5 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบสารแขวนตะกอน (การผลิต Sterile Bismuth Subsalicylate Suspension 10%) 46 ปฏิบัติการที่ 6 ทักษะในการเตรียมยาปราศจากเชื้อ 64 ปฏิบัติการที่ 7 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบผงแห้งใช้เตรียมยาฉีด 69 ปฏิบัติการที่ 8 การเตรียมสารละลายปราศจากเชื้อปริมาตรมาก (การผลิต Contact Lens solution) (งานมอบหมาย การผลิต 5% Dextrose in Normal Saline Solution) 83 93 ปฏิบัติการที่ 9 การเตรียมยาหยอดตาและยาขี้ผึ้งป้ายตา (การผลิต Atropine Sulfate 0.5% Eye Drop และ การผลิต Chloramphenicol 1% Ophthalmic Ointment) 104 ปฏิบัติการที่ 10 การทดสอบความไร้เชื้อของตำรับยาไร้เชื้อโดยวิธีกรอง 125 ปฏิบัติการที่ 11 การตรวจสอบ Bacterial Endotoxin โดยวิธี Limulus Amebocyte Lysate (LAL) แบบ Gel-Clot 137 ปฏิบัติการที่ 12 การจัดเก็บและขนส่งเภสัชภัณฑ์ปราศจากเชื้อ 147 ปฏิบัติการที่ 13 การศึกษาความคงสภาพของเภสัชภัณฑ์ 163 ปฏิบัติการที่ 14 การขึ้นทะเบียนตำรับยาเบื้องต้น (การจัดเตรียมเอกสารขึ้นทะเบียนแบบ ASEAN-CTD: Part I, II) 176 ภาคผนวก 203 การเผื่อปริมาตรของน้ำยาที่บรรจุในภาชนะบรรจุของยาเตรียมไร้เชื้อ 204 การเขียนฉลากผลิตภัณฑ์ยาฉีด 204 อาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้ในการทดสอบความไร้เชื้อ 205 เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพยาเตรียมไร้เชื้อ 206 คุณสมบัติของสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตยาไร้เชื้อ 223
ค แนวปฏิบัติของนักศึกษาในชั่วโมงปฏิบัติการยาเตรียมไร้เชื้อ 1. นักศึกษาจะฝึกปฏิบัติการเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-6 คน โดยมีอาจารย์ดูแลนักศึกษา 2 กลุ่ม/อาจารย์ 1 ท่าน 2. ทางภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมจะจัดตู้ปฏิบัติการให้นักศึกษากลุ่มละ 1 ตู้ โดยมีเครื่องแก้วและ อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นในแต่ละปฏิบัติการ โดยนักศึกจะต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกตอน กรณีมีการแตกหัก หรือสูญหาย และนักศึกษากลุ่มที่ใช้เสร็จแล้วจะต้องล้างให้สะอาดก่อนเก็บเสมอ 3. ก่อนเข้าห้องปฏิบัติทุกครั้งนักศึกษาจะต้องเปลี่ยนรองเท้าของห้องปฏิบัติการ สวมเสื้อกาวน์ที่สะอาด ใส่หมวกคลุมผม และใส่ผ้าปิดปากและจมูกตลอดเวลาที่ฝึกปฏิบัติการ 4. ห้ามนำกระเป๋าหนังสือ เอกสารอื่น นอกจากคู่มือปฏิบัติการ และกระเป๋าเงินขนาดเล็กเข้าห้องปฏิบัติการ เท่านั้น 5. ห้ามพูดคุยหรือส่งเสียงดังในห้องปฏิบัติการ 6. นักศึกษาจะต้องอยู่ตลอดช่วงเวลาปฏิบัติการ เนื่องจากจะมีการเช็คชื่อ สอบย่อย และถกแถลงกับ อาจารย์ผู้ดูแลในช่วงท้ายของปฏิบัติการ แต่หากมีความจำเป็นต้องออกไปนอกห้องปฏิบัติการ จะต้องขอ อนุญาตอาจารย์ผู้รับผิดชอบทุกครั้ง 7. อาจารย์ที่ดูแลนักศึกษาประจำกลุ่มจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษาคุ้นเคย กับอาจารย์ทุกท่าน ซึ่งนักศึกษาสามารถสอบถามได้ถ้าไม่เข้าใจในปฏิบัติการนั้น ๆ นอกจากนี้อาจารย์ ประจำกลุ่มในแต่ละปฏิบัติการจะเป็นผู้ให้คะแนนความตั้งใจในการทำงานของนักศึกษาอีกด้วย 8. จะมีการสอบย่อยในปฏิบัติการทุกบท 9. ห้ามใช้เครื่องมือเครื่องใช้ใด ๆ ในห้องปฏิบัติการโดยไม่ได้ศึกษาหรือทราบวิธีใช้ที่ถูกต้อง เมื่อมีปัญหาให้ สอบถามอาจารย์ผู้คุมปฏิบัติการ หรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทันที 10. นักศึกษาที่มีความจำเป็น ไม่สามารถเข้าปฏิบัติการในบางบทได้ ให้รายงานอาจารย์ผู้รับผิดชอบก่อนเวลา ปฏิบัติการ มิฉะนั้นจะถือว่าขาด 11. การเขียนรายงานให้ทำเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 1 ชุด โดยมีหัวข้อดังนี้ 11.1 ชื่อนักศึกษา รหัสกลุ่ม ตอนที่ปฏิบัติการ 11.2 ชื่อเรื่องปฏิบัติการ 11.3 วัตถุประสงค์ 11.4 ตำรับยาฉีด 11.5 ภาชนะบรรจุที่ใช้ 11.6 เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียม 11.7 เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพ 11.8 วิธีเตรียม/ผลิต
ง 11.9 วิธีการตรวจสอบคุณภาพ 11.10 ผลการเตรียม/การควบคุมคุณภาพ 11.11 วิจารณ์และอภิปรายผลการทดลอง 11.12 สรุปผลการทดลอง 11.13 ปัญหาและข้อเสนอแนะ 11.14 ตอบคำถามท้ายบท 11.15 เอกสารอ้างอิง ให้นักศึกษาส่งรายงานปฏิบัติการที่ทำเสร็จแล้ว ก่อนเข้าปฏิบัติการครั้งต่อไปทุกครั้ง 12. ให้นักศึกษาส่งผลิตภัณฑ์ทุกคนหรือทุกกลุ่มตามที่แจ้งในแต่ละบท 13. ในการทดลองที่มีการใช้ห้องปลอดเชื้อ นักศึกษาต้องเปลี่ยนใส่ชุดทำงานในห้องปลอดเชื้อที่ไร้เชื้อตามที่ จัดไว้ โดยให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม 1-3 คน เข้าห้องปลอดเชื้อ เท่านั้น 14. ในการปฏิบัติการของแต่ละบท แต่ละกลุ่มจะต้องดำเนินขั้นตอนการล้างและการทำไร้เชื้อภาชนะบรรจุ การจัดเตรียมตัวยาสารเคมีและการทำไร้เชื้อเอง โดยในแต่ละตอนอาจมีการให้มีกลุ่มรับผิดชอบเป็น ผู้ดำเนินการสลับกันไป ซึ่งหลังจบการเรียนปฏิบัติการยาฉีดทั้งหมด นักศึกษาทุกคนต้องสามารถเข้าใจ ขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ได้ 15. นักศึกษาทุกคนจะต้องระมัดระวังและช่วยกันดูแลในด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการโดยเฉพาะการ ปิดเปิดก๊าซที่ใช้ในการปิดผนึก การจุดไฟ ตลอดจนการระวังไฟจากเครื่องปิดผนึกจะลุกไหม้ติดชุดทำงาน ในขณะปฏิบัติการ เพราะการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวกและการมอง เห็นที่มีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจาก การใส่หมวกคลุมและผ้าปิดจมูก
1 ปฏิบัติการที่ 1 การแนะนำสถานที่ผลิต เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.อรอนงค์ กิตติพงษ์พัฒนา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการออกแบบ ลักษณะ การจัดวางเครื่องมือเครื่องใช้ และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ 2. เพื่อให้รู้จักและคุ้นเคยกับเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ 3. เพื่อให้ทราบและเข้าใจหลักการของเทคนิคที่เกี่ยวข้องในการเตรียมการผลิตยาไร้เชื้อ 4. เพื่อให้ทราบและเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องทำงานอยู่ในสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ บทนำ ยาไร้เชื้อหรือยาปราศจากเชื้อ (sterile pharmaceuticals) เป็นรูปแบบยาเตรียมที่ต้องการสถานที่และ เครื่องมือ ตลอดจนเทคนิคที่ใช้ในการผลิตและการควบคุมคุณภาพที่มีความเฉพาะ ที่ต้องมีการควบคุมดูแล อย่างมาก เพราะตำรับยาที่เตรียมในรูปแบบนี้มักจะให้เข้าสู่ร่างกายโดยตรงทางหลอดเลือดหรือใช้กับอวัยวะที่ มีความบอบบาง เช่น ดวงตา หรือบาดแผลเปิด ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ถูกเตรียมขึ้นอย่างไม่ถูกต้องหรือมีความ บกพร่องก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาหรือต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้ การศึกษาการผลิตยาไร้เชื้อจึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการผลิตและ ควบคุมคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย 1. สถานที่ผลิตและระบบอำนวยความสะดวก 2. เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต 3. เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบและควบคุมคุณภาพ 4. การเตรียมการผลิตยาไร้เชื้อ 5. วิธีปฏิบัติตัวและเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
2 สถานที่ผลิตและระบบอำนวยความสะดวก สถานที่ผลิต สถานที่ผลิตยาฉีดจะต้องมีลักษณะและการออกแบบห้องและบริเวณให้เหมาะสม โดยการจัดแบ่งห้อง จะแยกเป็นส่วนต่างๆ ประกอบด้วย • ห้องเก็บถังก๊าซ • ห้องควบคุมคุณภาพ • ห้องเก็บสารเคมี • ห้องซักล้าง • ห้องเตรียมผลิตภัณฑ์ ความสะอาดอยู่ในระดับ class ISO 7 (class 10000) • ห้องปลอดเชื้อ ความสะอาดอยู่ในระดับ class ISO 5 (class 100) ลักษณะของห้องเก็บถังก๊าซต่าง ๆ จะต้องออกแบบและมีแผนการดูแลรักษา โดยคำนึงถึง ▪ การระบายอากาศ ▪ การสำรองถังก๊าซ ▪ ความสะดวกในการขนส่งถังก๊าซ ในขณะที่ห้องควบคุมคุณภาพจะต้องจัดให้มีบริเวณที่เป็นสัดส่วนสำหรับ ▪ เคาน์เตอร์วางเครื่องมือ ▪ การจัดเก็บเอกสาร ▪ คู่มือการใช้เครื่องมือ การออกแบบและควบคุมดูแลห้องเก็บสารเคมี มีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ▪ การแยกประเภทสารและการจัดระบบเก็บตามตัวอักษร ▪ การจัด stock ระบบ First-in First-out (FIFO) ▪ ความสำคัญของความบริสุทธิ์ของสารที่ใช้ในการผลิต ▪ ระบบความปลอดภัย ลักษณะของห้องซักล้าง ต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึง ▪ พื้น ▪ เพดาน ▪ ลักษณะของมุมห้องและมุมพื้น ▪ การติดหลอดไฟอัลตราไวโอเลต ▪ การระบายอากาศ
3 ลักษณะของห้องเตรียมผลิตภัณฑ์ ต้องมีการออกแบบโดยคำนึงถึง ▪ พื้น ▪ เพดาน ▪ โต๊ะทำงาน ▪ ลักษณะของมุมห้องและมุมพื้น ▪ การติดหลอดไฟอัลตราไวโอเลต ▪ ระบบทำความเย็น ห้องปลอดเชื้อ (Aseptic room) เป็นห้องที่มีความสะอาดมากที่สุด โดยต้องมีความสะอาดอยู่ใน ระดับ class ISO 5 การออกแบบห้องปลอดเชื้อต้องคำนึงถึง ▪ พื้น ผนัง และ เพดาน ควรทาด้วยสีชนิดอิพ็อคซี (epoxy) ▪ โต๊ะทำงาน ▪ ลักษณะของมุมห้องและมุมพื้น มีลักษณะมุมที่เป็นแบบ cove junction ▪ การติดหลอดไฟอัลตราไวโอเลต ▪ ระบบประตูแอร์ล็อค (air lock door) ▪ pass box ▪ ระบบทำความเย็น ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 2210% และมีความชื้นสัมพัทธ์ 45-55% ▪ ระบบกำจัดเชื้อจุลินทรีย์และอนุภาคแปลกปลอม โดยจัดให้มีระบบกรองอากาศผ่านแผ่นกรอง HEPA ▪ ระบบความดันอากาศ จะต้องเป็นแบบความดันบวก (positive pressure) ▪ ระบบไฟฟ้า ▪ การตรวจสอบความไร้เชื้อของห้อง • Air Sampling • Settle Plate • Contact Plate • Swab Test
4 ระบบอำนวยความสะดวก ระบบอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับห้องผลิตยาไร้เชื้อ ประกอบด้วย • ระบบกำจัดเชื้อจุลินทรีย์และอนุภาคปนเปื้อน • ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น • ระบบไฟฟ้า • ระบบก๊าซเชื้อเพลิง • ระบบก๊าซเฉื่อย • ระบบน้ำ • ระบบสุญญากาศ เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต เครื่องมือที่สำคัญที่ควรรู้จัก ประกอบด้วย • เครื่องล้างหลอดบรรจุยาฉีด (Ampoule washing machine) • เครื่องบรรจุน้ำยา ▪ เครื่องบรรจุแบบใช้มือ (Cornwall syringe pipettes) ▪ เครื่อง dispenser pipette ▪ เครื่องบรรจุแบบกึ่งอัตโนมัติ (Semiautomatic filamatic filling machine)* ▪ เครื่องบรรจุและปิดผนึกแบบอัตโนมัติ (Automatic ampoule filling and sealing machine)* • เครื่องปิดผนึกภาชนะบรรจุยาฉีด ▪ เครื่องปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด (Sealing-off Torch) ▪ เครื่องปิดผนึกขวดบรรจุยาฉีดl (Ferm press) ▪ เครื่องปิดขวดน้ำเกลือ (Infusion bottle sealing machine) • เครื่องมือการทำไร้เชื้อและ/หรือกำจัดเชื้อ ▪ ตู้อบลมร้อน (Hot air oven) ▪ ตู้นึ่งอัดไอน้ำ (Steam sterilization หรือ Autoclave) ▪ เครื่องกรองแบบเยื่อบาง (Membrane Filtration Unit ) • ตู้ปลอดเชื้อ (Laminar air flow hood) • เครื่องผลิตน้ำบริสุทธิ์โดยวิธี reverse osmosis (RO)
5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบและควบคุมคุณภาพ 1. เครื่องวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH-Meter) 2. เครื่องวัดความบริสุทธิ์ของน้ำ (Water purity meter or water conductivity meter) 3. อ่างทดสอบการรั่วของหลอดและขวดบรรจุยาฉีด (Leaker test chamber) 4. ตู้ดูอนุภาคแปลกปลอม (Black and white cupboard) 5. เครื่องวัดอุณหภูมิของกระต่ายในการทดสอบสารก่อไข้ 6. เครื่องวัดความเร็วลม (Anemometer) โดยในการศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ ให้นักศึกษามุ่งเน้น รายละเอียดของเครื่องมือแต่ละเครื่อง ในหัวข้อ ส่วนประกอบ หลักการทำงาน การใช้ประโยชน์ และวิธีใช้ และบำรุงรักษา การเตรียมการผลิตยาไร้เชื้อ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมการผลิตยาไร้เชื้อ นอกเหนือจากความพร้อมของสถานที่ เครื่องมือ และบุคลากรด้านการผลิตแล้ว ก็คือการเตรียมห้องปราศจากเชื้อเพื่อใช้ในการผลิต โดยเมื่อเริ่มต้น หรือหยุดการผลิตแต่ละครั้ง หรือในกรณีที่มีการซ่อมแซมหรือปรับปรุงสถานที่อันเป็นเหตุให้มีการปนเปื้อนของ เชื้อจุลินทรีย์ในอากาศภายในห้องปราศจากเชื้อ จะต้องทำการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าว โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เช็ดถูพื้นผิว จะต้องเช็ด/ถูพื้นห้อง ผนังและพื้นที่เปิดทุกจุดด้วยสารละลายในน้ำของไลซอล (Lysol®) ความเข้มข้น 5% หรือสารฆ่าเชื้ออื่น ๆ ที่เหมาะสม 2. พ่นผนังห้องและอากาศภายในห้อง ด้วยสารละลายในน้ำของเซพลอน (Savlon®) ความเข้มข้น 25% หรือสารละลายในน้ำของไลซอลความเข้มข้น 5% 3. เช็ดเครื่องมือ เช็ดเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้องด้วยสารละลายของฟีนอล (phenol) ความ เข้มข้น 0.5% ในแอลกอฮอล์ 70% 4. ฆ่าเชื้อค้างคืน เมื่อเสร็จสิ้นการทำงานแล้ว นำส่วนผสมของฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ปริมาตร 150 มล. และโปแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต จำนวน 100 กรัม ใส่ในภาชนะปากกว้าง ทิ้งไว้บริเวณ กลางห้อง แล้วปิดห้องให้สนิท 5. เปิดหลอดอัลตราไวโอเลต ทิ้งไว้ค้างคืน หรือประมาณ 12 ชั่วโมง 6. กำจัดไอฟอร์มาลดีไฮด์ ก่อนเริ่มงานให้เปิดเครื่องกรองอากาศและเครื่องปรับอากาศ ให้อากาศ สะอาดที่ผ่านการกรองด้วยแผ่นกรอง HEPA แล้ว เข้ามาแทนที่อากาศภายในห้องเดิม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ไอของฟอร์มาลดีไฮด์ก็จะถูกกำจัดออกหมด 7. ทดสอบความไร้เชื้อของห้องปราศจากเชื้อ โดยนำจานเพาะเชื้อที่บรรจุอาหารเลี้ยงเชื้อ จำนวน 2 ชุด วางตามจุดต่าง ๆ ในห้องปราศจากเชื้อ (โดยเปิดฝาทิ้งไว้) ทิ้งไว้นานประมาณ 15 นาที และนำจาน ดังกล่าวไปเพาะฟัก (incubate) ในตู้อบที่อุณหภูมิ 25ºC สำหรับดูผลการปนเปื้อนด้วยเชื้อรา จำนวน 1 ชุด และที่อุณหภูมิ 35ºC สำหรับดูผลการปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรีย จำนวน 1 ชุด
6 วิธีปฏิบัติตัวและเทคนิคที่เกี่ยวข้อง บุคลากรผู้ผลิต จัดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดและเป็นแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่งของโอกาสการเกิด การปนเปื้อน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะใน การเตรียม ตัวเข้าปฏิบัติงานในห้องปราศจากเชื้อและเทคนิคปลอดเชื้อ การเตรียมตัวเข้าปฏิบัติงานในห้องปราศจากเชื้อ ต้องทำตามขั้นตอนดังนี้ 1. ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องปราศจากเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกและเปลี่ยนเป็นใส่ รองเท้าที่ทางเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจัดเตรียมไว้ให้ 2. ล้างมือและเท้า ล้างมือจนถึงบริเวณข้อศอก และล้างเท้าจนถึงบริเวณหัวเข่าด้วยสารละลายฆ่าเชื้อที่ เหมาะสม แล้วเช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนูที่ไร้เชื้อ หรือใช้ที่เป่าลม (blower) จนแห้ง หรืออาจใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดให้ทั่วถึงแทนการล้างก็ได้ 3. เปลี่ยนชุดปฏิบัติการ เปลี่ยนชุดชั้นนอกเป็นชุดปฏิบัติการที่ผ่านการทำไร้เชื้อและไม่มีเส้นใย ประกอบด้วย เสื้อ กางเกง ที่คลุมผม ผ้าปิดปาก จมูก ที่หุ้มเท้า และถุงมือ 4. เช็ดถุงมือ เช็ดถุงมือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในห้องปราศจากเชื้อ การฝึกหัดวิธีพื้นฐานของเทคนิคปลอดเชื้อ 1. ไม่สัมผัสถ้าไม่จำเป็น โดยใช้เทคนิคอื่น ๆ โดยไม่สัมผัสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ในการหยิบ/ ถือวัตถุที่มีขนาดเล็กให้ใช้ปากคีบที่ผ่านการลนไฟแล้ว แทนการใช้มือหยิบจับ แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องหยิบจับ หรือสัมผัสเครื่องมือหรือภาชนะที่ได้ผ่านการทำไร้เชื้อมาแล้ว จะต้องจับหรือสัมผัสในตำแหน่งที่ห่างจากบริเวณ ที่เครื่องมือหรือภาชนะนั้นจะต้องสัมผัสกับส่วนประกอบของตำรับที่ได้ผ่านการทำไร้เชื้อมาแล้วเช่นกัน 2. รบกวนกระแสอากาศในห้องให้น้อยที่สุด โดยการพยายามให้มีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด นั่นคือให้ เคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็น และในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจะต้องหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว 3. ทำงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง จะต้องวางแผนการทำงานมาก่อนที่จะเข้าห้องปราศจากเชื้อ และ จะต้องทำงานอย่างต่อเนื่องให้เสร็จโดยไม่มีการขัดจังหวะการทำงาน นอกจากนี้จะต้องมีการเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ให้พร้อมก่อนเริ่มการทำงาน สรุปการสอนและถกแถลง อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้สรุปผลการทดลอง และถกแถลงกับนักศึกษาในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. ลักษณะของสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ 2. การจัดแบ่งห้องต่าง ๆ และลักษณะของห้องนั้น ๆ 3. ระบบอำนวยความสะดวกที่จำเป็นของห้องต่าง ๆ 4. เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพยาไร้เชื้อ 5. การเตรียมการผลิตยาไร้เชื้อ 6. การปฏิบัติตัวเมื่อต้องทำงานในสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ
7 การประเมินผล 1. นักศึกษาจะต้องสามารถอธิบายลักษณะของสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อ ว่ามีความเหมือนและแตกต่างจาก สถานที่ผลิตยาในรูปแบบอื่น ๆ อย่างไร • การออกแบบ การจัดแบ่งห้อง การจัดพื้นที่ • ลักษณะของห้องต่าง ๆ • ความไร้เชื้อ ระดับความสะอาดของแต่ห้องหรือบริเวณ 2. นักศึกษารู้จักและสามารถอธิบายศัพท์ต่าง ๆ ต่อไปนี้ให้เข้าใจได้พอสังเขป Air lock door Air sampling Ampoule washing machine Anemometer Aseptic room Antiseptics Autoclave Black and White cup board Class 100 Contact plate Cornwall syringe pipette Cove junction Disinfectants Epoxy Ferm press First-in First-out HEPA filter Hot air oven Laminar air flow hood Leak test chamber Membrane filter pH meter Positive pressure Quaternary ammonium compound Reverse osmosis Sealing-off torch Settle plate Steam generator Swab test UV light Water purity meter Wet wiping 3. นักศึกษาจะต้องอธิบายวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องทำงานอยู่ในสถานที่ผลิตยาไร้เชื้อได้ การเขียนรายงานและตอบคำถามท้ายบท 1. ให้นักศึกษาเขียนรายงานแสดงแผนผังของห้องต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตึกปฏิบัติการยาฉีดโดยมีหัวข้อต่าง ๆ ตามที่อาจารย์แนะนำ และให้ค้นคว้าหารายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมกับระบุเอกสารอ้างอิงที่ใช้ 2. ให้นักศึกษาอธิบายศัพท์ในข้อ 2 ของหัวข้อการประเมินผล ลงในรายงาน
8 คำถามท้ายปฏิบัติการ 1. จงบอกวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องทำงานในสถานที่ผลิตยาปราศจากเชื้อ 2. จงยกตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต มา 5 ตัวอย่าง 3. จงอธิบายความหมายของคำว่า “class 100” 4. ห้องเตรียมผลิตภัณฑ์ และห้องปลอดเชื้อควรจะมีความสะอาดอยู่ในระดับใด ตามลำดับ 5. ค่ามาตรฐานของห้องสะอาด (cleanroom standard) ของระบบ FED-STD-209E มีความเหมือนหรือ แตกต่างจากค่าในระบบ ISO อย่างไร แสดงตัวอย่างการคำนวณ 6. จงอธิบายความหมายของคำศัพท์ (ข้อ 2 หัวข้อการประเมินผล) มาพอสังเขป เอกสารอ้างอิง 1. United States Pharmacopeia (USP) 38. 2. Turco S. & King RE. Sterile Dosage Forms: Their Preparation and Clinical Application, 3rd edition. Philadelphia: Lea & Febiger, 1987.
9 ปฏิบัติการที่ 2 การเตรียมและการควบคุมคุณภาพน้ำปราศจากเชื้อสำหรับยาฉีด (การผลิต Sterile Water for Injection USP 2021) รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.อรอนงค์ กิตติพงษ์พัฒนา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการเตรียมน้ำกระสายยาที่ใช้ในยาฉีด 2. เพื่อฝึกทักษะในการเตรียมยาไร้เชื้อโดยวิธีทำไร้เชื้อโดยความร้อนชื้นในขั้นตอนสุดท้าย 3. เพื่อฝึกทักษะในการล้าง บรรจุ และปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด 4. เพื่อฝึกทักษะในการใช้เครื่องมือในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ บทนำ น้ำเป็นสารที่มีการใช้มากที่สุดในการผลิตเภสัชภัณฑ์ การควบคุมคุณภาพด้านจุลินทรีย์ของน้ำเป็นสิ่ง สำคัญเนื่องจากการแพร่ขยายของเชื้อจุลชีพเหล่านี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำน้ำให้ บริสุทธิ์ (purification) การเก็บรักษาน้ำ (storage) และการแจกจ่ายน้ำไปยังที่ต่าง ๆ การนำน้ำที่มีเชื้อจุลชีพ ปนเปื้อนอยู่ไปใช้ในผลิตภัณฑ์สุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลเสียจากเชื้อจุลชีพหรือผลผลิตจากกระบวนการเมตาบอ ลิสม์ของจุลชีพเหล่านี้ตามมาได้ น้ำที่ใช้ในการผลิตตัวยาในขั้นตอนแรก ๆ หรือน้ำที่ใช้สำหรับการเตรียมน้ำบริสุทธิ์ชนิดต่าง ๆ ต้องมี สมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของ National Primary Drinking Water Regulations (NPDWR) ที่ออกโดย หน่วยงานการปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency, EPA) หรือข้อกำหนดของ หน่วยงานที่เท่าเทียมกันหรือในลักษณะเดียวกัน ได้แก่ ข้อกำหนดของกลุ่มสหภาพยุโรปหรือญี่ปุ่น ข้อกำหนด ต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีโคลิฟอร์ม (coliforms) ซึ่งอาจวัดจากการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ทำให้เกิดโรคซึ่งมีแหล่งปนเปื้อนที่สำคัญ คือ อุจจาระ ในทางตรงกันข้าม การที่น้ำมี คุณสมบัติเข้าตามข้อกำหนดของ NPDWR ไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นจะปราศจากจุลินทรีย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้ว่า จะไม่ถือว่าเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญ แต่ถ้าหากมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ก็จะทำให้เกิดเป็น อันตรายได้หรือจัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะปนเปื้อนอยู่ในตัวยาหรือตำรับยา ด้วยเหตุนี้น้ำที่ใช้ในทางเภสัชกรรม จึงมีอยู่ด้วยกันหลายระดับ ชนิดของน้ำ แบ่งออกได้เป็น น้ำดื่ม (drinking water) น้ำบริสุทธิ์ (Purified Water, PW) น้ำบริสุทธิ์ ไร้เชื้อ (Sterile Purified Water, SPW) น้ำสำหรับฉีด (Water for Injection, WFI) น้ำปราศจากเชื้อสำหรับ ฉีด (Sterile Water for Injection, SWFI) น้ำสำหรับฉีดที่มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
10 (Bacteriostatic Water for Injection, BWFI) น้ำปราศจากเชื้อสำหรับชำระบาดแผล (Sterile Water for Irrigation) และ น้ำปราศจากเชื้อสำหรับการสูด (Sterile Water for Inhalation) ปฏิบัติการนี้จะเกี่ยวข้องกับน้ำตามเภสัชตำรับ 2 ชนิด คือ 1. น้ำสำหรับฉีด (Water for Injection, WFI) เภสัชตำรับสหรัฐอเมริกาฉบับปัจจุบัน (USP 2021) ระบุว่า WFI คือน้ำที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์โดย วิธีการกลั่น หรือโดยกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าการกลั่นในการกำจัดสารเคมีและจุลินทรีย์ เตรียมได้จากน้ำที่มีสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของ U.S. EPA-NPDWR หรือข้อกำหนดที่เท่าเทียมกันของ สหภาพยุโรปหรือญี่ปุ่น หรือเป็นไปตามแนวทางแนะนำขององค์การอนามัยโลกสำหรับคุณภาพของน้ำดื่ม และ ไม่มีการเติมสารใด ๆ ลงไป WFI ใช้สำหรับการเตรียมสารละลายที่ให้โดยการฉีด และเมื่อใช้ในการเตรียม สารละลายที่ให้โดยการฉีดจะต้องผ่านการทำไร้เชื้อในขั้นตอนสุดท้ายโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม หรืออาจทำให้ WFI ปราศจากเชื้อก่อนแล้วจึงเตรียมตำรับโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อภายใต้สภาวะไร้เชื้อและป้องกันไม่ให้เกิด การปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ การทดสอบเฉพาะสำหรับ WFI ประกอบด้วย • การทดสอบปริมาณเอนโดทอกซิน (bacterial endotoxins) มาตรฐาน USP <85> ซึ่งต้องมีค่าน้อย กว่า 0.25 USP endotoxin Unit/mL • การทดสอบปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ทั้งหมด (total organic carbon, TOC) มาตรฐาน USP <643> ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ • ค่าการนำไฟฟ้า (conductivity) มาตรฐาน USP <645> ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ ในกรณีที่มีการบรรจุและเก็บรักษา จะเก็บในภาชนะบรรจุที่ทำไม่เกิดปฏิกิริยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ป้องกันการปนเปื้อนจากจุลชีพ และติดฉลากระบุว่า “ไม่มีการเติมสารต้านเชื้อจุลชีพหรือสารเติมแต่งอื่น” และ “ไม่เหมาะสมสำหรับใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยตรง” 2. น้ำปราศจากเชื้อสำหรับฉีด (Sterile Water for Injection, SWFI) น้ำปราศจากเชื้อสำหรับฉีด หรือ SWFI คือ WFI ที่ได้รับการบรรจุและทำให้ปราศจากเชื้อ SWFI ใช้ สำหรับการเตรียมยาในรูปแบบใช้ทันที (extemporaneous compounding) และบรรจุในภาชนะปลอดเชื้อ น้ำชนิดนี้ใช้เป็นสารเจือจาง (diluent) สำหรับผลิตภัณฑ์ยาฉีด และบรรจุในภาชนะใช้หน่วยเดียว (singledose) ที่มีขนาดใหญ่ไม่เกิน 1 ลิตร เภสัชตำรับสหรัฐอเมริกา (USP 2021) ระบุว่า SWFI เตรียมจาก WFI ที่ ผ่านการทำไร้เชื้อและมีการบรรจุที่เหมาะสม ไม่มีการเติมสารต้านเชื้อจุลชีพหรือสารเติมแต่งอื่นใด การทดสอบเฉพาะสำหรับ SWFI จะเหมือนกับการทดสอบสำหรับ WFI คือ ปริมาณเอนโดทอกซิน มาตรฐาน USP <85> ต้องมีค่าน้อยกว่า 0.25 USP endotoxin Unit/mL ค่าการนำไฟฟ้า มาตรฐาน USP <645> ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ และการทดสอบปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ทั้งหมด (TOC) มาตรฐาน USP <643> ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ และมีการทดสอบที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ
11 • การทดสอบความไร้เชื้อ (sterility tests) มาตรฐาน USP <71> ซึ่งต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ • การตรวจสอบอนุภาคในการฉีด (particulate matter in injections) มาตรฐาน USP <788> ซึ่ง ต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้ การบรรจุและเก็บรักษา จะเก็บในภาชนะบรรจุที่ทำจากแก้ว (ชนิด Type I หรือ Type II) หรือพลาสติก แบบขนาดใช้ครั้งเดียว (single dose) โดยมีปริมาตรไม่มากกว่า 1 ลิตร การติดฉลาก ฉลากจะมีการระบุว่า “ไม่มีการเติมสารต้านเชื้อจุลชีพหรือสารเติมแต่งอื่น” และ “ไม่เหมาะสมสำหรับใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำโดยไม่ได้ ถูกทำให้มีสมบัติโดยประมาณเป็นไอโซโทนิคด้วยการเติมตัวถูกละลายที่เหมาะสมก่อน” ตำรับ Water for Injection (WFI) 2 ml ภาชนะบรรจุ หลอดบรรจุยาฉีดใส Type I ขนาดบรรจุ 2 มล. เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต 1. เครื่องล้างหลอดบรรจุยาฉีด (ampoule washing machine) 2. ตู้อบลมร้อน (hot air oven) 3. บีกเกอร์ 4. เตาไฟฟ้า (hot plate) 5. เครื่องบรรจุหลอดยาฉีด 6. เครื่องปิดผนึกหลอดยาฉีด (sealing-off torch) 7. ตู้นึ่งอัดไอ (autoclave) เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพ 1. อ่างทดสอบการรั่ว (leaker test chamber) 2. ตู้ตรวจหาอนุภาค (black and white cup board) 3. เครื่องวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) 4. เครื่องวัดความบริสุทธิ์ของน้ำ (water purity meter) หรือเครื่องวัดการนำไฟฟ้าของน้ำ (water conductivity meter)
12 การจัดเตรียมบรรจุภัณฑ์ 1. ล้างหลอดบรรจุยาฉีดโดยใช้เครื่องล้าง ด้วยน้ำร้อนนานประมาณ 1 นาที 2. เป่าหลอดบรรจุยาฉีด (ที่ผ่านการล้างด้วยน้ำร้อนแล้ว) ด้วยอากาศที่กรองแล้ว 1 นาที 3. ทำการล้างและการเป่าซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง 4. นำหลอดบรรจุยาฉีดที่สะอาดแล้วไปทำไร้เชื้อและกำจัดสารก่อไข้ โดยอบในตู้อบที่อุณหภูมิ 250C นาน 45 นาทีเพื่อทำลายสารก่อไข้ (pyrogen) วิธีเตรียมตำรับ ให้ทำคนละ 7 หลอด แล้วเลือกที่ดีที่สุดส่งคนละ 5 หลอด 1. การทดสอบสมบัติของ water for injection โดยนำ WFI ที่ผ่านการกรอง (ด้วยระบบ RO) เสร็จใหม่ๆ กลุ่มละ 800 มล. ใส่ในบีกเกอร์ขนาด 1,000 มล. ที่สะอาดและแห้ง และปิดด้วยฟอยล์ นำมาทดสอบ ดังนี้ • ความเป็นกรด-ด่าง โดยใช้เครื่องวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง • ค่าการนำไฟฟ้า โดยใช้เครื่องวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำ • ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนำ WFI มาประมาณ 25 มล. แล้วเติมน้ำยาทดสอบ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ TS ประมาณ 25 มล. ถ้าไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ใน WFI สารละลาย จะใสเหมือนเดิม แต่ถ้าสารละลายขุ่นหรือเกิดเป็นตะกอนขึ้นแสดงว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ละลายอยู่ ซึ่งจะต้องทำการต้ม WFI ที่เหลือให้เดือดนานเป็นเวลาประมาณ 10 นาที แล้วปิดปาก ภาชนะบรรจุและตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนนำไปบรรจุต่อไป 2. ประกอบชิ้นส่วนของเครื่องบรรจุ โดยตั้งค่าปริมาตรของน้ำที่ออกมาจากเข็มบรรจุในแต่ละครั้ง เท่ากับ 2.15 มล. 3. นำ WFI ที่ผ่านการทดสอบในข้อ 1 มาบรรจุลงในหลอดบรรจุยาฉีดชนิดใส ขนาด 2 มล. หมายเหตุ ขณะบรรจุให้ระวังไม่ให้มีหยดน้ำยาเกาะติดอยู่ข้างคอหลอดบรรจุยาฉีด โดยการพยายามไม่ให้ส่วน หนึ่งส่วนใดของปลายเข็มบรรจุสัมผัสโดนผิวด้านในหลอดบรรจุ เนื่องจากกรณีที่บรรจุน้ำยาที่มีตัวยาละลายอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความเข้มข้นแบบอิ่มตัวยิ่งยวด เมื่อทำการปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด ความร้อนจะทำ ให้ตัวทำละลายของหยดน้ำยาที่เกาะติดอยู่ระเหยออกไปและกลายเป็นผลึกตัวยา และเปลวไฟ/ความร้อนจะ ทำให้ผลึกตัวยานั้นกลายเป็นเถ้า/อนุภาคสีดำได้ 4. การปิดผนึก นำหลอดบรรจุยาฉีดที่บรรจุ WFI แล้ว มาทำการปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีดโดยวิธี pull-seal โดยใช้เครื่องปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด 5. การทำไร้เชื้อ นำผลิตภัณฑ์ที่ทำการปิดผนึกแล้วจากข้อ 4 มาทำไร้เชื้อในตู้นึ่งอัดไอ ที่อุณหภูมิ 121C (ความดัน 15 ปอนด์ต่อตร.นิ้ว) นาน 20 นาที โดยนำหลอดบรรจุยาฉีดทั้งหมดมาใส่ลงในตะกร้าและ ติดเทปทดสอบ (test tape) บนหลอดบรรจุยาฉีด ให้ติดกระจายตามจุดต่างๆ ให้ทั่ว (ประมาณ 5 จุด; บน
13 ล่าง ซ้าย ขวาและกลาง) เพื่อทำให้แน่ใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการทำไร้เชื้ออย่างทั่วถึง (สำหรับในปฏิบัติการ นี้ ให้นักศึกษาตัดเทปทดสอบยาวประมาณ 1 นิ้ว ติดที่ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง) 6. การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำไร้เชื้อแล้ว มาทำการทดสอบต่าง ๆ ดังนี้ ▪ การรั่ว ▪ ความใส 7. นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจากข้อ 6 บรรจุลงกล่องกระดาษและติดฉลากให้ถูกต้องตาม ข้อกำหนด 8. เขียนรายงานและวิจารณ์ผลการทดลอง พร้อมทั้งส่งผลิตภัณฑ์และรายงานก่อนเข้าปฏิบัติการครั้ง ต่อไป รายละเอียดและเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน - แสดงรายละเอียด ขั้นตอน ไว้ในภาคผนวก 1. การเตรียมเครื่องปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด 2. การบรรจุ 3. การปิดผนึกหลอดบรรจุ 4. การทำไร้เชื้อ 5. การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ สรุปผลการทดลองและถกแถลง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหัวข้อสรุปผลการทดลองและถกแถลงกับนักศึกษาในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1. การค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sterile Water for Injection USP 38 ในหัวข้อต่อไปนี้ • การใช้ประโยชน์ • วัตถุดิบที่ใช้เตรียม • คุณสมบัติต่างๆ • บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ • ปริมาณของแข็งทั้งหมด (total solid content) เปรียบเทียบกับ WFI 2. ขั้นตอนในการเตรียม SWFI 3. เทคนิคการปิดผนึก 4. เทคนิคการตรวจสอบการรั่ว 5. เทคนิคการตรวจสอบการมีอนุภาคปนเปื้อน 6. การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการผลิตและการควบคุมคุณภาพ
14 การประเมินผล 1. นักศึกษาสามารถสรุปวิธีการเตรียมยาไร้เชื้อแบบวิธีการทำไร้เชื้อในขั้นตอนสุดท้ายได้ 2. นักศึกษาสามารถอธิบายวิธีและขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของ WFI ได้ 3. นักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อได้อย่างถูกต้อง 4. นักศึกษาสามารถปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีดได้อย่างถูกวิธี 5. นักศึกษาสามารถจัดทำบรรจุภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมและเขียนฉลากได้ถูกต้อง ครบถ้วน 6. นักศึกษาสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SWFI USP2021 ได้ คำถามท้ายบท ที่ต้องตอบคำถามในรายงานปฏิบัติการ 1. Water for Injection (WFI) ตาม USP2021 เตรียมโดยวิธีใดได้บ้าง 2. ปริมาณของของแข็งทั้งหมดที่ละลายอยู่ (total solid content) ของ WFI กับ SWFI ตามที่กำหนดใน เภสัชตำรับ ต่างกันหรือไม่ อย่างไร และเพราะเหตุใด 3. ค่ามาตรฐานของค่าความเป็นกรด-ด่างของ WFI เท่ากับเท่าไร 4. การกรอง WFI ก่อนทำการบรรจุ มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร 5. วิธีปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด มีกี่วิธี อะไรบ้าง 6. ค่าการปนเปื้อนของเอนโดทอกซิน (endotoxin) ของ WFI ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกินเท่าไร 7. ค่ามาตรฐานของค่าการนำกระแสไฟฟ้าของ WFI จะต้องไม่เกินเท่าไร 8. ฉลากของ SWFI ต้องมีการระบุในเรื่องใดบ้าง เอกสารอ้างอิง 1. United States Pharmacopeia 2021, หน้า 5805-5807. 2. Turco S. & King RE. Sterile Dosage Forms: Their Preparation and Clinical Application, 3rd edition. Philadelphia: Lea & Febiger, 1987, pp. 12-15.
15 รายงานปฏิบัติการเทคโนโลยีเภสัชกรรม 4 (465323) เรื่อง การเตรียมและการควบคุมคุณภาพน้ำปราศจากเชื้อสำหรับยาฉีด โดย กลุ่มที่ …… ตอนที่ …… รายชื่อผู้ร่วมงาน ตำแหน่ง 1. 2. 3. 4. 5. 6.
16 Flow Diagram แสดงการผลิตน้ำปราศจากเชื้อสำหรับยาฉีด (Sterile Water for Injection, SWFI USP)
17 บันทึกการผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ : ปริมาณการผลิต : เลขที่ผลิต : วันเริ่มผลิต : วันผลิตเสร็จ : ลำดับ ชื่อ ส่วนประกอบ บ.ผู้ผลิต เลขที่ ผลิต ปริมาณที่ ต้องการ การชั่ง ตวง วัด ผู้ดำเนินการ ผู้ ตรวจสอบ วัน เดือน ปี 1 2 3 4 เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพ หมายเลขประจำเครื่อง 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.
18 วิธีการผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ : เลขที่การผลิต : รายการ ผู้ดำเนินการ ผู้ตรวจสอบ วัน เดือน ปี ก. การตรวจสอบเครื่องมือ ................... ................... ................... ................... ................... ................... ข. ขั้นตอนการผลิต .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. .............. ..............
19 บันทึกข้อมูลการควบคุมคุณภาพ วัตถุดิบ : รายการ ผล ผู้ดำเนินการ ผู้ตรวจสอบ วัน เดือน ปี pH Conductivity CO2 ความใส ชื่อผลิตภัณฑ์ : เลขที่ผลิต : รายการ ผล ผู้ดำเนินการ ผู้ตรวจสอบ วัน เดือน ปี การทดสอบการรั่ว อนุภาคแปลกปลอม อื่น ๆ (ระบุ) ............................ ผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน วิจารณ์ผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง เอกสารอ้างอิง
20 ปฏิบัติการที่ 3 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบสารละลายใสในน้ำ (การผลิต Ascorbic Acid Injection 25%) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภก.ฐกร จันทะดี วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการเตรียมตำรับยาฉีดที่อยู่ในรูปแบบของสารละลายและมีความคงตัวต่ำ 2. เพื่อฝึกทักษะในการเตรียมยาไร้เชื้อโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อในห้องปลอดเชื้อ 3. เพื่อฝึกทักษะในการทำไร้เชื้อยาเตรียมโดยการกรอง 4. เพื่อฝึกทักษะในการบรรจุ และปิดขวดบรรจุยาฉีด 5. เพื่อฝึกทักษะในการใช้เครื่องมือในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ บทนำ Ascorbic acid เป็นสารมีความคงตัวต่ำ สามารถถูกออกซิไดซ์ได้ง่ายในสภาวะที่มีแสง ความร้อน และ ในตัวกลางที่เป็นด่าง นอกจากนั้นปฏิกิริยาการสลายตัวยังถูกเร่งได้โดยโลหะหนักต่าง ๆ เช่น เหล็ก ทองแดง แมงกานีส ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนในขั้นตอนการทำไร้เชื้อของผลิตภัณฑ์ และควรเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์ในภาชนะป้องกันแสง เทคนิคสำคัญในการเตรียมตำรับยาฉีดของสารละลายตัวยาที่มีความคงตัวต่ำ (ในที่นี้จะพูดถึง ascorbic acid) ได้แก่ 1. เผื่อปริมาณตัวยาสำคัญไว้ 10% (โดยพิจารณาจาก % labeled amount ใน USP) 2. ป้องกันแสงโดยใช้ภาชนะป้องกันแสง 3. เติมสารเพิ่มความคงตัวที่เหมาะสม เช่น NaHCO3 4. ทำไร้เชื้อโดยกระบวนการที่ไม่ใช้ความร้อน เช่น การกรองผ่านเยื่อบาง, ฉายรังสี X, ใช้ก๊าซ เช่น ethylene oxide 5. เติมสารกันเสียเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย 6. เตรียมและบรรจุน้ำยาภายใต้บรรยากาศของก๊าซเฉื่อย เช่น N2, CO2, Ar 7. ใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการเตรียม 8. กรองก๊าซไนโตรเจนก่อนนำมาใช้เพื่อป้องกันอนุภาคต่าง ๆ และเชื้อจุลินทรีย์ การทำให้ปราศจากเชื้อโดยการกรอง (sterilization by filtration) ด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ (aseptic technique) เป็นวิธีการทำให้ปราศจากเชื้อเมื่อสารละลายไม่ทนความร้อน สามารถทำให้ปราศจากเชื้อได้โดย การกรองผ่านเครื่องกรองปราศจากเชื้อซึ่งมีขนาดรูพรุน 0.2 ไมครอนหรือเล็กกว่า โดยกรองลงในภาชนะที่ผ่าน การทำให้ปราศจากเชื้อแล้วโดยเทคนิคปลอดเชื้อในห้องปลอดเชื้อ เครื่องกรองเหล่านี้สามารถกำจัดเชื้อราและ
21 แบคทีเรียได้ แต่ไม่สามารถกำจัดไวรัสหรือไมโครพลาสมาได้หมด การทำให้ปราศจากเชื้อโดยการกรองด้วย เทคนิคปลอดเชื้อจะมีความเสี่ยงสูงกว่า (โอกาสในการผิดพลาดเท่ากับ 1 ใน 1,000) การทำให้ปราศจากเชื้อ โดยการใช้ความร้อนในขั้นตอนสุดท้าย (โอกาสในการผิดพลาดเท่ากับ 1 ใน 1,000,000) ดังนั้นจึงควรกรอง ผ่านเครื่องกรองที่มีแผ่นกรองสองชั้น หรือกรองครั้งที่สองผ่านเครื่องกรองจุลินทรีย์แล้วบรรจุทันที กลไกในการ กำจัดเชื้อโดยวิธีการกรองคือเกิดการกักอนุภาคจากการแพร่สัมผัส (diffusional contact) กับผิวของรูพรุน เกิดขึ้นทั้งในรูพรุนและบนรูพรุน และการเกิดแรงทางไฟฟ้าระหว่างโมเลกุลที่คอยจับยึดอนุภาคไว้ การกรอง น้ำยาผ่านตัวกรองใด ๆ ต้องแน่ใจว่าระบบการกรองนั้นไม่มีการรั่วหรือฉีกขาด จึงต้องมีการทดสอบก่อนและ หลังการกรองทุกครั้งโดยการทำ bubble point test โดยการให้แรงดันอากาศดันลงบนเมมเบรนที่เปียกซึ่งมี น้ำอยู่ในรูของแผ่นกรอง น้ำส่วนนี้จะมีแรงตึงผิวทำหน้าที่ต้านทานแรงดันอากาศ รูที่มีขนาดเล็กจะต้านทาน แรงดันอากาศมากกว่ารูที่มีขนาดใหญ่ ค่าที่ต้องการคือค่าความดันเริ่มต้นที่สามารถดันของเหลวหลุดออกจากรู ซึ่งสังเกตได้จากการเกิดฟองก๊าซหรือแรงอัดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ตำรับ Ascorbic acid 50 g Mannitol 10 g Sodium metabisulfite 0.2 g EDTA 0.1 g Anhydrous sodium carbonate 7.5 g Water for injection, q.s. 200 ml ภาชนะบรรจุ ขวดบรรจุยาฉีด ขนาด 10 mL สีอำพัน ทำด้วยแก้ว Type I และ stopper เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต 1. Hot air oven 2. Autoclave 3. Aseptic room 4. Nitrogen gas supply 5. Beaker 6. Cylinder 7. Dispenser pipette 8. Stirring rod 9. Membrane filter pore size 0.2 µm 10. Membrane filtration set 11. Freeze drying machine
22 เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพ 1. Black and white cup board 2. pH meter การจัดเตรียมบรรจุภัณฑ์ ล้าง, อบ, นึ่ง ขวดบรรจุยาฉีด วิธีเตรียมตำรับ (นักศึกษาที่เข้าทำงานในห้องปลอดเชื้อต้องเปลี่ยนชุดทำงานที่ไร้เชื้อก่อน) 1. ทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมยาให้สะอาด จากนั้นนำไปทำไร้เชื้อโดยใช้ วิธีที่เหมาะสมของเครื่องมือแต่ละชนิด 2. เตรียม water for injection (WFI) ที่อิ่มตัวด้วยก๊าซไนโตรเจนปริมาตร 200 ml 3. ตวง WFI ปริมาตร 60% ของปริมาตรตำรับที่ต้องการจะเตรียม 4. เติม sodium metabisulfite และ EDTA ลงใน WFI จากนั้นคนผสมจนกระทั่งสารละลายเป็นเนื้อ เดียวกัน 5. เติม ascorbic acid ลงในสารผสม จากนั้นคนผสมจนกระทั่งสารละลายเป็นเนื้อเดียวกัน 6. ค่อย ๆ เติม sodium carbonate ลงในสารผสม จากนั้นคนผสมจนกระทั่งสารละลายเป็นเนื้อ เดียวกัน 7. เติม mannitol ลงในสารผสม จากนั้นคนผสมจนกระทั่งสารละลายเป็นเนื้อเดียวกัน 8. ปรับ pH ของตำรับให้อยู่ในช่วง 3-4.5 โดยใช้สารละลาย 5% ของ HCl หรือ NaOH 9. ปรับปริมาตรของตำรับให้ครบ 200 ml ด้วย WFI 10. นำตำรับที่เตรียมได้ทำไร้เชื้อโดยกรองผ่าน membrane filter pore size 0.2 um 11. นำตำรับที่ผ่านการทำไร้เชื้อแล้ว บรรจุลงในภาชนะบรรจุซึ่งเป็นขวดบรรจุยาฉีดสีอำพัน ขนาด 10 ml โดยเทตำรับลงไปให้มีความสูงจากก้นขวดประมาณ 1 cm 12. แทนที่อากาศในขวดบรรจุยาฉีดด้วยก๊าซไนโตรเจนและปิดด้วย stopper
23 แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคปลอดเชื้อ การทำลายเชื้อจุลินทรีย์ในห้องปลอดเชื้อ เมื่อเริ่มต้นการผลิตหรือมีการหยุดทำงาน หรือซ่อมแซมที่ทำให้อากาศในห้องปราศจากเชื้อมีการ ปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ จะต้องมีการทำลายเชื้อที่มีอยู่โดยทำเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1. เช็ด ถูพื้นห้อง ผนังและพื้นที่เปิดทุกแห่งด้วยสารละลายของ Lysol 5% ในน้ำ หรือสารทำลายเชื้อ อื่น ๆ ที่เหมาะสม 2. พ่นผนังห้องและอากาศภายในห้องด้วยสารละลายของ Savlon 25% ในน้ำ หรือสารละลายของ Lysol 5% ในน้ำ 3. เช็ดเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องด้วยสารละลายของ liquid phenol 0.5% ในแอลกอฮอล์ 70% 4. ในตอนเย็น นำฟอร์มัลดีไฮด์ปริมาตร 150 mL ใส่ภาชนะที่เหมาะสมไว้กลางห้องแล้วเติมโปตัสเซียม เปอร์มังกาเนต จำนวน 100 กรัม ลงไปแล้วปิดห้อง 5. เปิดหลอดอัลตราไวโอเลต ทิ้งไว้ตลอด 12 ชั่วโมงจนถึงเช้า 6. ตอนเช้าก็เปิดเครื่องกรองอากาศ และเครื่องทำความเย็นให้อากาศที่ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์เข้ามาใน ห้อง ภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง ไอของฟอร์มัลดีไฮด์ก็จะถูกกำจัดออกหมด หากปล่อยไอของฟอร์มัลดีไฮด์ออกไป อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลภายนอกและสิ่งแวดล้อม 7. นำ nutrient agar plate มา 2 ชุด วางตามจุดต่าง ๆ ในห้องโดยเปิดฝาทิ้งไว้ นาน15 นาที จากนั้นจึงนำไปเพาะฟักในตู้อบที่ 25 องศาเซลเซียส สำหรับเชื้อรา 1 ชุด และที่ 35 องศาเซลเซียส สำหรับ เชื้อแบคทีเรียอีก 1 ชุด นาน 7 วัน การเตรียมตัวเข้าปฏิบัติงานในห้องปราศจากเชื้อ 1. ก่อนเข้าห้องปราศจากเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องถอดรองเท้าของตนเองไว้ข้างนอก 2. ล้างมือจนถึงข้อศอกและล้างเท้าจนถึงเข่าด้วยสารละลายของสารทำลายเชื้อที่เหมาะสม แล้วเช็ดให้ แห้งด้วยผ้าขนหนูที่ปราศจากเชื้อ 3. เปลี่ยนชุดชั้นนอกเป็นชุดปฏิบัติงาน และมีที่คลุมผม ที่ปิดปาก จมูก ที่หุ้มเท้า และถุงมือ แต่งตัวให้ เรียบร้อย 4. เช็ดถุงมือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในห้องปราศจากเชื้อ การฝึกหัดวิธีพื้นฐานของเทคนิคปลอดเชื้อ 1. ใช้เทคนิคไม่สัมผัสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เช่น ในการหยิบถือวัตถุขนาดเล็กจะใช้ปากคีบที่ผ่าน การลนไฟแล้ว แต่เมื่อจำเป็นต้องจับหรือสัมผัสเครื่องมือหรือภาชนะที่ผ่านการทำไร้เชื้อแล้ว จะต้องจับหรือ สัมผัสให้ห่างจากจุดที่ต่อไปจะต้องสัมผัสกับของเหลว หรือผงยาที่ไร้เชื้อให้มากที่สุด 2. จะต้องมีการรบกวนกระแสอากาศในห้องน้อยที่สุด ซึ่งทำโดยการพยายามให้มีการเคลื่อนไหวน้อย ที่สุดเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของมือและแขน 3. จะต้องทำงานอย่างต่อเนื่องให้เสร็จโดยไม่มีการขัดจังหวะการทำงาน ซึ่งจะต้องเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ให้เรียบร้อยก่อนการเริ่มทำงาน
24 รายละเอียดในการปฏิบัติงานและเทคนิคต่าง ๆ 1. แบ่งนักศึกษาในกลุ่มออกเป็น 2 ชุด (ชุดละ 2-3 คน) โดยชุดที่ 1 ให้ปฏิบัติงานในห้องปลอดเชื้อ โดยแยกไปเตรียมตัวเปลี่ยนชุดเป็นชุดทำงานในห้องปลอดเชื้อ ส่วนชุดที่ 2 เป็นผู้เตรียมอุปกรณ์ และตัวยา ต่าง ๆ เพื่อจัดส่งไปให้ชุดที่ 1 ทาง pass box 2. การเตรียมตัวเข้าปฏิบัติงานในห้องปลอดเชื้อ 2.1 ก่อนเข้าห้องปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องถอดรองเท้าของตนไว้ข้างนอก 2.2 เปลี่ยนใส่รองเท้าที่จัดให้ 2.3 ล้างมือจนถึงข้อศอก และล้างเท้าจนถึงเข่าด้วยสารละลายฆ่าเชื้อที่เหมาะสม แล้วเช็ดให้แห้ง ด้วยผ้าขนหนูที่ไร้เชื้อ หรือ blower 2.4 เปลี่ยนชุดชั้นนอกเป็นชุดปฏิบัติงานที่ไร้เชื้อ และไม่มีเส้นใยประกอบด้วยเสื้อ กางเกง ที่คลุมผม ผ้าปิดปากจมูก ที่หุ้มเท้า และถุงมือ 2.5 เช็ดถุงมือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ก่อนเข้าไปปฏิบัติงานในห้องปลอดเชื้อ 3. วิธีพื้นฐานของเทคนิคปลอดเชื้อ 3.1 ไม่สัมผัสถ้าไม่จำเป็น 3.2 รบกวนกระแสอากาศในห้องน้อยที่สุด 3.3 ทำงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง 4. การใช้ pass box 4.1 ก่อนใช้หน้าต่างทั้ง 2 ด้านจะต้องปิด 4.2 เปิดหน้าต่างด้านห้องเตรียม แล้วนำของใส่แล้วปิดตามเดิม 4.3 ผู้ที่อยู่ในห้องปลอดเชื้อเปิดหน้าต่างด้านใน นำของออกไปแล้วปิดตามเดิม 5. การใช้เครื่องกรองแบบเยื่อบางเพื่อทำไร้เชื้อสารละลาย 5.1 การเตรียมอุปกรณ์ 5.1.1 ล้างถังบรรจุน้ำยา สายยาง ชุดกรองให้สะอาด 5.1.2 ประกอบชุดกรองโดยมี pre-filter และแผ่นกรองแบบเยื่อบางขนาดรู 0.2 ไมโครเมตร 5.1.3 นำชุดกรองที่ประกอบแล้ว และห่อด้วยผ้าที่สะอาดไม่มีเส้นใย ไปทำไร้เชื้อในหม้อหนึ่ง อัดไอที่ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นาน 20 นาที 5.2 การกรอง (ต้องทำในห้องปลอดเชื้อ) 5.2.1 ประกอบอุปกรณ์ในห้องปลอดเชื้อโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 5.2.2 นำน้ำยาที่จะทำไร้เชื้อใส่ในถัง 5.2.3 อัดก๊าซไนโตรเจนที่กรองผ่านแผ่นกรองแบบเยื่อบางขนาดรู 0.2 ไมโครเมตร ลงในถัง 5.2.4 น้ำยาจะไหลผ่านชุดกรองออกมา ให้รองรับด้วยภาชนะที่สะอาด และผ่านการทำไร้เชื้อ ที่มีฝาปิดด้วย 5.3 การทดสอบ 5.3.1 ภายหลังการกรองจะต้องทดสอบการรั่วของแผ่นกรองโดยวิธี bubble pressure test ทุกครั้ง
25 6. การเตรียม Ascorbic Acid Injection 25% (กลุ่มละ 200 mL) ขั้นตอนที่ 1–4 เตรียมในห้องเตรียมผลิตภัณฑ์ 1. คำนวณตัวยาต่าง ๆ จากตำรับเพื่อเตรียมสารละลาย 200 mL 2. ชั่งสารแต่ละตัว และให้มีการทวนซ้ำการชั่งโดยผู้ปฏิบัติงานอีกคน (double check) i. Label เลขกลุ่มเลขตอน ii. ส่งทำไร้เชื้อที่นักวิทยาศาสตร์ iii. นักวิทยาศาสตร์มอบสารที่ทำไร้เชื้อแล้วให้ 3. เตรียม water for injection (WFI) ที่อิ่มตัวด้วยก๊าซไนโตรเจนปริมาตร 300 ml 4. จัดของเตรียมส่งสารเคมีและอุปกรณ์ และส่งผ่าน pass box เข้าไปในห้องปลอดเชื้อ ดังนี้ i. บีกเกอร์บรรจุ WFI ii. สารเคมีที่ชั่งและทำไร้เชื้อแล้ว iii. บีกเกอร์เปล่าที่สะอาดและทำไร้เชื้อแล้ว 1. ขนาด 500 mL 1 ใบ 2. ขนาด 250 mL 1 ใบ iv. กระบอกตวงขนาด 250 (หรือ 500 mL) v. แท่งแก้ว 1 ชิ้น ห่อด้วยฟอยด์และทำไร้เชื้อแล้ว vi. ชุดบรรจุน้ำยา และขวดบรรจุน้ำยา ห่อด้วยผ้าและทำไร้เชื้อแล้ว ขั้นตอนที่ 5-10 ทำในห้องปลอดเชื้อ 5. แบ่ง WFI ออกมาประมาณ 120-150 mL ใส่บีกเกอร์ 6. เติมสารลงใน WFI ที่แบ่งออกมาและคนผสมจนกระทั่งได้สารละลายใส ทีละลำดับดังนี้ i. Sodium metabisulfite ii. EDTA iii. Ascorbic acid iv. ค่อยๆเติม Sodium carbonate (กระจายทีละน้อย จะเกิดฟอง โดยให้คนจนฟองของก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นลดลง จึงจะเติมเพิ่ม) v. Mannitol 7. ปรับ pH ของตำรับให้อยู่ในช่วง 3-4.5 โดยใช้สารละลาย 5% ของ HCl หรือ NaOH 8. ปรับปริมาตรของตำรับให้ครบ 200 ml ด้วย WFI 9. นำตำรับที่เตรียมได้ทำไร้เชื้อโดยกรองผ่าน membrane filter pore size 0.2 um และรอง น้ำยาด้วยขวด Duran สำหรับบรรจุสารละลาย 10. ประกอบเครื่องบรรจุน้ำยา 11. บรรจุลงในขวดบรรจุยาฉีดสีอำพัน ขนาด 10 ml โดยเทตำรับลงไปให้มีความสูงจากก้นขวด ประมาณ 1 cm 12. แทนที่อากาศในขวดบรรจุยาฉีดด้วยก๊าซไนโตรเจนและปิดด้วย stopper
26 สรุปผลการทดลองและถกแถลง อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้สรุปผลการทดลองและถกแถลงกับนักศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. การค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ascorbic Acid Injection 25% เช่น 1.1 ใช้รักษาโรคอะไร 1.2 ให้ยาทางไหน 1.3 ขนาดของการให้ยาเป็นเท่าใด 1.4 สารแต่ละตัวในตำรับทำหน้าที่อะไร 1.5 ความคงตัวของตัวยาสำคัญเป็นอย่างไร 1.6 การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ 2. สรุปเทคนิคในการเตรียมตำรับยาฉีดสารละลายที่ตัวยา มีความคงตัวน้อย 3. การจัดเตรียมห้องปลอดเชื้อ 4. การปฏิบัติตัวในห้องปลอดเชื้อและการใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 5. จุดสำคัญที่ต้องระวังและต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการทำงาน 6. การใช้เครื่องกรองแบบเยื่อบางเพื่อทำไร้เชื้อ การประเมินผล 1. นักศึกษาสามารถสรุปวิธีการเตรียมยาไร้เชื้อแบบ aseptically processing ได้ 2. นักศึกษาสามารถสรุปเทคนิคที่ใช้ในการเตรียมตำรับยาฉีดที่เป็นสารละลาย และตัวยาสำคัญมีความ คงตัวต่ำได้ 3. นักศึกษาสามารถอธิบายวิธีเตรียมห้องปลอดเชื้อได้อย่างถูกต้อง 4. นักศึกษาสามารถสวมใส่ชุดปฏิบัติงานในห้องปลอดเชื้อได้อย่างถูกต้อง และปฏิบัติงานโดยใช้เทคนิค ปลอดเชื้อที่ถูกวิธี 5. นักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือในการผลิต และควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อได้อย่างถูกวิธี 6. นักศึกษาสามารถจัดทำกล่องบรรจุภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมและเขียนฉลากได้ถูกต้อง 7. นักศึกษาสามารถค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ascorbic Acid Injection 25% ได้
27 คำถามท้ายบท 1. จงบอกเทคนิคในการเตรียมตำรับยาฉีดที่มีตัวยาสำคัญสลายตัวได้ง่าย 2. นอกจากโซเดียมไบคาร์บอเนตแล้ว เราสามารถใช้สารตัวอื่นเป็นสารเพิ่มความคงตัวในตำรับนี้ ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด และสารตัวไหนมีข้อดีกว่า 3. ในขั้นตอนการผลิตขั้นตอนใดบ้างที่ต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 4. หลอดแก้วสีอำพันสามารถป้องกันแสงในช่วงความยาวคลื่นเท่าไร 5. นอกจากก๊าซไนโตรเจนแล้ว เราสามารถใช้ก๊าซเฉื่อยตัวอื่นใดได้อีกบ้าง ตัวไหนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 6. การกรองโดยเครื่องกรองแบบเยื่อบาง มีกลไกในการกำจัดเชื้ออย่างไรบ้าง 7. ทำไมในห้องปราศจากเชื้อต้องมีหลอดอัลตร้าไวโอเลตติดอยู่ และจะเปิดในช่วงไหน 8. ความดันของอากาศในห้องปราศจากเชื้อสูงหรือต่ำกว่าห้องข้างเคียง 9. ทำไมจึงต้องมี air lock door ระหว่างห้องปราศจากเชื้อกับห้องล้างและห้องแต่งตัว 10. ความเป็นกรด-ด่างของตำรับมีผลต่อความคงตัวของตำรับอย่างไร 11. ลักษณะที่ดีของชุดที่ต้องใส่ทำงานในห้องปราศจากเชื้อมีอะไรบ้าง
28 รายงานปฏิบัติการเภสัชภัณฑ์ 4 เรื่อง การผลิต Ascorbic Acid Injection 25% โดย กลุ่มที่ ตอนที่ รายชื่อผู้ร่วมงาน ตำแหน่ง 1 2 3 4 5 6 GM PM CM W W W
29 เภสัชภัณฑ์ 4 บันทึกการผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์: Ascorbic Acid Injection 25% ปริมาณการผลิต : เลขที่ผลิต : วันผลิต : ลำดับ ชื่อส่วนประกอบ บริษัท เลขที่ จำนวนที่ต้องการ การชั่ง, ตวง ที่ ผู้ผลิต ผลิต มล. ก. มก. ผู้ชั่ง, ตวง ผู้เช็ค 1. 2. 3. 4. 5. เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต และควบคุมคุณภาพระหว่างกระบวนการผลิต หมายเลขประจำเครื่อง 1. เครื่องล้างหลอดบรรจุยาฉีด 2. ตู้อบฆ่าเชื้อ 3. ตู้นึ่งฆ่าเชื้อ 4. เครื่องกรองแบบเยื่อบาง 5. เครื่องบรรจุน้ำยาแบบกึ่งอัตโนมัติ
30 วิธีการผลิต (Flow Chart)
31 บันทึกข้อมูลการควบคุมคุณภาพระหว่างกระบวนการผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ : Ascorbic Acid Injection 25% เลขที่ผลิต : อันดับ ที่ การทดสอบ ค่ามาตรฐาน ผลการ ทดสอบ หมายเหตุ 1. 2. ความเป็นกรด-ด่าง ความใส ในรายงาน ให้ระบุหัวข้อที่ต้องทดสอบสำหรับการควบคุมคุณภาพทั้งหมด
32 วิจารณ์ผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง เอกสารอ้างอิง
33 ปฏิบัติการที่ 4 การเตรียมยาฉีดในรูปแบบสารละลายใสในน้ำมัน (การผลิต Oily Phenol Injection 5%) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภญ.เพ็ญนภา เสาร์คำ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการเตรียมตำรับยาฉีดที่อยู่ในรูปแบบของสารละลายที่ใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสาย 2. เพื่อฝึกทักษะในการเตรียมยาไร้เชื้อ โดยวิธีการทำไร้เชื้อโดยความร้อนแห้งในขั้นตอนสุดท้าย 3. เพื่อฝึกการเตรียมตำรับที่มีตัวยากัดกร่อนและระเหยได้ 4. เพื่อฝึกทักษะในการบรรจุและปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีด 5. เพื่อฝึกทักษะในการใช้เครื่องมือในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาไร้เชื้อ บทนำ การใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายยามีวัตถุประสงค์เพื่อแขวนลอยหรือละลายตัวยาบางชนิดที่ไม่สามารถ ละลายน้ำได้ เช่น สเตียรอยด์ ยาจิตเภทรุ่นแรก วิตามินที่ละลายในน้ำมัน และฮอร์โมน น้ำมันที่นิยมใช้ส่วน ใหญ่เป็นน้ำมันจากพืชที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ เช่น น้ำมันถั่วลิสง (peanut oil) น้ำมันงา (sesame oil) และน้ำมันข้าวโพด (corn oil) โดยนำไปผ่านกระบวนการทำไร้เชื้อเพื่อกำจัดสปอร์ของเชื้อที่อาจปนเปื้อนอยู่ ก่อนใช้ แม้ว่าน้ำมันจะช่วยยืดระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของยาได้ แต่การใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายยาก็มีข้อเสีย เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีดเนื่องจากความหนืดของน้ำมัน ความยากในการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ฉีด หากสัมผัสกับน้ำมันเป็นเวลานานอาจทำให้จุกยางของภาชนะบรรจุเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดหรือลูกสูบยาง ของกระบอกฉีดยาอ่อนตัวลงและเกิดการรั่วไหลของยาฉีด นอกจากนี้การฉีดตำรับที่ใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายยา เข้าสู่เส้นเลือดดำอาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ ดังนั้นฉลากยาฉีดที่มีน้ำมันเป็นน้ำกระสายยาจะ ระบุว่า “ใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น” เทคนิคที่สำคัญในการเตรียมตำรับที่เป็นมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ คือ อุปกรณ์ที่ใช้จะต้องแห้งสนิท เพราะหากมีน้ำปะปนอยู่จะทำให้ได้ตำรับที่ขุ่นหรือแยกชั้นจากความไม่เข้ากัน ระหว่างน้ำและน้ำมัน ตำรับที่เป็นมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบสามารถทำไร้เชื้อในขั้นตอนสุดท้ายโดยความร้อน ชื้น (moist heat terminal sterilization) ด้วยหม้อนึ่งอัดไอ (autoclave) ได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะใช้ เวลานาน อาจยาวนานเป็นวัน เนื่องจากไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบในตำรับ โดยส่วนใหญ่นิยมใช้การทำไร้เชื้อ โดยความร้อนแห้ง (dry heat sterilization) ด้วยตู้อบลมร้อน (hot air oven) หรือเทคนิคการกรองผ่านแผ่น กรอง (membrane) ขนาดรูเปิด 0.2 ไมโครเมตร และอาศัยหลักการกรองแรงดันลบ (negative pressure filter) ดูดอากาศที่อยู่ในขวดกรองสาร (suction flask) เพื่อให้ความดันอากาศที่อยู่ด้านล่างน้อยกว่าด้านบน ส่งผลให้อัตราการกรองสารละลายผ่านแผ่นกรองเพิ่มขึ้น
34 ฟีนอล (phenol) หรือกรดฟีนอลิก มีทั้งในรูปผลึกของแข็งโปร่งแสง สารกึ่งแข็งกึ่งเหลว และสารละลาย ไม่มีสี เมื่อสัมผัสกับอากาศจะกลายเป็นสีชมพู ระเหยง่าย กลิ่นมีลักษณะเฉพาะ มีสูตรโมเลกุล C6H5OH มี คุณสมบัติเป็นกรดอ่อน สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ไม่คงตัวต่อแสงและอากาศ และโลหะที่ปนเปื้อน อยู่สามารถเร่งการเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวได้ ฟีนอลทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของโปรตีน ทำลายผนังเซลล์ และก่อให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อตายที่เกิดขึ้นจากการขาดเลือดไปเลี้ยง (coagulative tissue necrosis) มีฤทธิ์กัด กร่อนเยื่อบุและกดระบบประสาทส่วนกลาง การสูดดมไอระเหยของฟีนอลอาจะทำให้มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ เวียนศีรษะ บ้านหมุน และระคายเคืองทางเดินหายใจ หากสัมผัสถูกผิวหนังเป็นเวลานานจะเกิดรอยแผลไหม้ ลักษณะเป็นรอยเนื้อตาย (necrosis) สีน้ำตาล นอกจากนี้ฟีนอลยังถูกดูดซึมผ่านผิวหนังและทำให้เกิดอาการ ทางระบบ (systemic) ได้ หากสัมผัสถูกดวงตาจะทำให้ปวดตาอย่างรุนแรง ตาสู้แสงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องระวัง อย่าสัมผัสและสูดดมโดยตรง และถึงแม้ว่าฟีนอลจะถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ตามข้อมูลจาก International Agency for Research on Cancer (IARC) ผู้ปฏิบัติงานควรป้องกันการสัมผัสและสูดดม ฟีนอลด้วยการสวมอุปกรณ์ป้องกันการหายใจแบบหน้ากากพร้อมไส้กรองสารเคมี ถุงมือไนไตรหรือถุงมือ ป้องกันสารเคมี ชุดป้องกันอันตรายจากสารเคมี รองเท้าบูท แว่นตากันสารเคมี หน้ากากป้องกันใบหน้าขณะ ทำปฏิบัติการ ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องลดการสัมผัสสารให้เร็วที่สุด เพื่อลดการดูดซึมของฟีนอลและ ป้องกันการเกิดอาการทางระบบ ดังนี้ • หากสัมผัสตาให้ใช้น้ำเกลือ (normal saline; NSS) สำหรับล้างตา โดยล้างข้างละ 1000 มิลลิลิตร หรือประมาณ 15-20 นาที หากมีคอนแทคเลนส์ให้ถอดออก เมื่อรักษาเบื้องต้นแล้ว ควรส่งต่อให้จักษุแพทย์ ดูแลต่อ • หากสัมผัสผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ให้ถอดเครื่องนุ่งห่มที่ปนเปื้อนออกให้หมด และล้างด้วยน้ำ สะอาดปริมาณมาก หรือสเปรย์โพลีเอทิลลีน ไกลคอล (polyethylene glycol; PEG) 300 นาน 1 นาทีสลับ กับน้ำ 5 นาที รวมอย่างน้อย 30 นาที หรือใช้น้ำมันแร่ (mineral oil) หรือ น้ำมันมะกอก หรือปิโตรเลียม เจลลี (petroleum jelly) ในการล้างผิวหนังบริเวณที่ปนเปื้อน หากผู้สัมผัสเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุอาจต้องระวัง การเกิดภาวะตัวเย็นเกิน (hypothermia) • หากสัมผัสโดยการกลืน ห้ามกระตุ้นให้อาเจียน หากยังไม่เกิน 1 ชั่วโมง แพทย์อาจพิจารณาทำการ สวนล้างกระเพาะอาหาร (gastric lavage) ตำรับ Phenol 5.0 g Peanut oil to make 100.0 ml ภาชนะบรรจุ หลอดบรรจุยาฉีดสีอำพัน ขนาด 5 มิลลิลิตร ทำด้วยแก้วบอโรซิลิเกต Type I
35 เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต 1. Ampoule washing machine 2. Beaker 3. Dispenser pipette 4. Hot air oven 5. Laminar air flow hood 6. Magnetic stirrer หรือ Glass rod stirrer 7. Nagative pressure filtration set 8. Sealing-off torch 9. Sintered glass funnel No. 3 เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพ 1. Leaker test chamber 2. Black and white cup board การจัดเตรียมบรรจุภัณฑ์ ล้างและอบหลอดบรรจุยาฉีด โดยมีขั้นตอนตามที่ได้กล่าวไว้ในบทที่แล้ว วิธีเตรียมตำรับ วิธีที่ 1 1. อุ่นน้ำมันถั่วลิสง (peanut oil) ปริมาตรประมาณ 60% ของปริมาตรทั้งหมดที่จะเตรียม 2. ชั่งฟีนอลตามปริมาณที่คำนวณได้ แล้วนำมาละลายในน้ำมันถั่วลิสงที่อุ่นในข้อ 1 3. เติมน้ำมันถั่วลิสงจนครบปริมาตร 4. กรองน้ำยาทั้งหมดผ่านกรวยแก้วกรองสาร (sintered glass funnel) No.3 ในขณะที่ยาฉีดยังมี ความร้อนอยู่ 5. รอจนยาฉีดเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้อง แล้วบรรจุยาฉีดลงหลอดบรรจุยาฉีดสีชา 5 มิลลิลิตร ตาม ปริมาตรที่คำนวณ 6. ปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีดด้วยเทคนิค pull-seal 7. นำหลอดบรรจุยาฉีดที่ปิดผนึกแล้วทำไร้เชื้อในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง
36 วิธีที่ 2 1. นำน้ำมันถั่วลิสงทั้งหมดมาทำไร้เชื้อโดยการอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง ** ขั้นตอนต่อไปในข้อ 2-7 เตรียมในตู้ปลอดเชื้อ (laminar air flow hood) ที่เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70% และเปิดเครื่องไว้แล้ว 20 นาที ** 2. ชั่งฟีนอลตามปริมาณที่คำนวณได้ 3. แบ่งน้ำมันถั่วลิสงที่ผ่านการทำไร้เชื้อ (sterile peanut oil) มาแล้ว ปริมาตรประมาณ 60% ของ ปริมาตรทั้งหมดที่จะเตรียม 4. ละลายฟีนอลใน sterile peanut oil ในข้อ 3 5. เติม sterile peanut oil ที่เหลือจนครบปริมาตร 6. บรรจุยาฉีดลงหลอดบรรจุยาฉีดสีชา 5 มิลลิลิตร ตามปริมาตรที่คำนวณ 7. ปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีดด้วยเทคนิค pull-seal การตรวจสอบ 1. ตรวจความใส (clarity test) 2. ตรวจการรั่ว (leaker test) หมายเหตุ 1. เครื่องมือและภาชนะที่ใช้ทุกชิ้นจะต้องแห้งสนิท เพราะถ้ามีความชื้นอยู่จะทำให้ยาฉีดที่เป็นน้ำมัน ขุ่น หากมีน้ำคงค้างอยู่ปริมาณมากอาจะทำให้ยาฉีดแยกชั้น 2. เนื่องจากฟีนอลเป็นสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ดังนั้น จึงต้องชั่งลงบนกระจกนาฬิกาด้วยความระมัดระวัง พยายามไม่ให้ฟีนอลหกบนเครื่องชั่ง พื้น หรือสัมผัสกับมือ หากฟีนอลสัมผัสกับมือจะปวดแสบปวดร้อนมาก ให้รีบล้างออกทันทีโดยใช้น้ำปริมาณมาก ๆ และรายงานอาจารย์ผู้ควบคุมปฏิบัติการทันที 3. การกรองในขณะที่สารละลายยังร้อนจะช่วยให้กรองได้เร็วขึ้น แต่อาจมีการระเหยของตัวยาออกไปได้ 4. กรวยแก้วกรองสาร (sintered glass funnel) ซึ่งเป็นกรวยกรองแยกสาร สามารถทนกรด ด่างและ ความร้อนสูงได้ ใช้สำหรับกรองแยกเศษตะกอนออกจากของเหลว มีแผ่นดิสก์ (filter disk) ลักษณะเป็นรูพรุน ขนาดเล็กจำนวนมาก ทำจากแก้วบอโรซิลิเกต (borosilicate) บดละเอียด แยกตามขนาดผลึก แล้วนำผงแก้ว มาหลอมด้วยความร้อนจนติดกันเป็นแผ่นดิสก์ (ดังภาพ 1) สามารถแบ่งออกเป็นเกรดตามขนาดของรูเปิด (ตาราง 1) แผ่นดิสก์สำหรับกรองมีพื้นผิวที่แข็งแรงมาก จึงไม่เกิดการหลุดลอกของผงแก้วระหว่างการใช้งาน หรือขณะล้างทำความสะอาด รวมทั้งมีความทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมีสูง การเลือกใช้กรวยกรอง แยกสารจะคำนึงความพรุน (หรือขนาดรูเปิด) และวัตถุประสงค์ในการกรอง
37 ภาพ 1 แสดงกรองกรองแยกสาร (ที่มา https://www.labotienda.com/en/laboratoryequipment/funnel-with-sintered-disc-g3-30mm-glassco/) ตาราง 1 เกรดของแผ่นดิสก์แก้วตามมาตรฐาน ISO 4793-80 เกรด ขนาดรูเปิด (ไมครอน) ลักษณะการใช้งานหรือตัวอย่าง 00 250 - 500 ชิ้นส่วนสนับสนุน (support) ของชุดกรอง 0 160 - 250 สารเนื้อหยาบมาก (extra coarse) 1 100 - 160 สารที่มีตะกอนขนาดใหญ่ 2 40 - 100 สารเนื้อหยาบ (coarse) หรือตะกอนขนาดกลาง 3 16 - 40 สารเนื้อละเอียด (fine) หรือตะกอนละเอียด 4 10 - 16 สารที่มีตะกอนเนื้อละเอียดมาก (very fine) 5 1 – 1.6 กรองแบคทีเรียหรือกรองกึ่งไร้เชื้อ (semi-sterile filtration) 5. เข็มที่ใช้ในการบรรจุยาฉีดลงหลอดบรรจุยาฉีดควรจะมีรูเปิดขนาดใหญ่ เช่น เข็มเบอร์ 20 และความ ยาวของเข็มควรจะสั้นกว่าปกติ เพื่อลดโอกาสของการเปื้อนของน้ำมันกับคอของหลอดบรรจุยาฉีดขณะที่ดึง เข็มออก รายละเอียดการปฏิบัติงานและเทคนิคต่าง ๆ การเตรียม Oily Phenol Injection 5% (ให้เตรียมกลุ่มละ 300 มิลลิลิตร) 1. การเตรียมสารละลาย (วิธีที่ 1) 1.1 คำนวณปริมาณสารที่จะใช้จากตำรับสำหรับการเตรียมสารละลาย 400 มิลลิลิตร 1.2 ชั่งฟีนอล โดยใช้บีกเกอร์ ขนาด 100 มิลลิลิตร ที่สะอาดและแห้งสนิท โดยผู้ชั่งจะต้องสวม อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ หน้ากาก และแว่นตา และต้องทำการตรวจสอบชนิดและปริมาณของสารที่ชั่ง (double check) ด้วย 1.3 เทน้ำมันถั่วลิสงที่อุ่นจากตู้อบลมร้อน ปริมาณ 60% ของปริมาตรทั้งหมดลงในบีกเกอร์ ขนาด 500 มิลลิลิตร 1.4 ละลายฟีนอลในน้ำมันถั่วลิสงในข้อ 1.3 คนให้เข้ากัน
38 1.5 กลั้วบีกเกอร์ที่บรรจุฟีนอลด้วยน้ำมันถั่วลิสงที่อุ่นจากตู้อบลมร้อน แล้วเทลงในสารละลาย ข้อ 1.4 คนให้เข้ากัน 1.6 ปรับปริมาตรจนครบ 300 มิลลิลิตรในกระบอกตวง ขนาด 500 มิลลิลิตร โดยใช้น้ำมันถั่วลิสงที่ อุ่นจากตู้อบลมร้อน 2. การกรองสารละลาย 2.1 เตรียมชุดกรอง (ทุกชิ้นต้องสะอาดและแห้ง) ซึ่งประกอบด้วย 2.1.1 กรวยแก้วกรองสาร (sintered glass) No. 3 2.1.2 ยางกันรั่ว 2.1.3 ขวดกรองสาร ขนาด 1,000 มิลลิลิตร 2.1.4 เครื่องทำสุญญากาศ 2.2 ประกอบชุดกรอง (ดังภาพ 2) กดยางกันรั่วให้ติดอยู่ที่คอขวดกรองสารให้แน่น แล้วเปิดเครื่อง ทำสุญญากาศ ภาพ 2 แสดงส่วนประกอบของชุดกรองปราศจากเชื้อที่อาศัยหลักการกรองแรงดันลบ (ดัดแปลงจาก https://www.jsgw.com/product-range-flask-sintered-glassware.php) 2.3 เทยาฉีดลงในกรวยแก้วกรองสาร รอจนกว่ายาฉีดจะผ่านกรวยกรองสารลงไปในขวดกรองสาร จนหมด 2.4 เทยาฉีดที่กรองแล้วลงในบีกเกอร์ ขนาด 500 มิลลิลิตร ที่สะอาดและแห้งปิดด้วยฟอยล์
39 3. การบรรจุ 3.1 ประกอบเครื่องบรรจุน้ำยาแบบกึ่งอัตโนมัติ โดยใช้ชุดท่อและวาล์วต่าง ๆ ที่สะอาดและแห้ง เลือกใช้เข็มบรรจุที่มีรูเปิดกว้างและสั้น 3.2 ตั้งปริมาตรบรรจุครั้งละ 5.50 มิลลิลิตร โดยใช้กระบอกตวงขนาด 10 มิลลิลิตร 3.2 ค่อย ๆ บรรจุน้ำยาลงหลอดบรรจุยาฉีดสีชา ขนาด 5 มิลลิลิตร 4. การปิดผนึก นำหลอดยาฉีดที่บรรจุแล้ว มาทำการปิดผนึกโดยวิธี pull-seal 5. การทำไร้เชื้อ นำหลอดบรรจุยาฉีดไปทำไร้เชื้อในตู้อบฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง โดยตั้ง วางตามปกติ 6. การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ 6.1. ทดสอบการรั่วของหลอดบรรจุยาฉีด 6.2. ทดสอบความใสด้วยการทดสอบหาอนุภาคแปลกปลอม 7. การทำกล่องบรรจุและปิดฉลาก นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจากข้อ 6 บรรจุลงกล่องกระดาษและติดฉลากให้ถูกต้องตาม ข้อกำหนด 8. เขียนรายงานและวิจารณ์ผลการทดลอง พร้อมทั้งส่งผลิตภัณฑ์และรายงานก่อนเข้าปฏิบัติการครั้ง ต่อไป สรุปผลการทดลองและถกแถลง อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะเป็นผู้สรุปผลการทดลองและถกแถลงกับนักศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. การค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oily Phenol Injection 5% เช่น 1.1 การใช้ประโยชน์ 1.2 ขนาดการใช้ 1.3 ทางของการให้ยา 1.4 หน้าที่ของสารแต่ละตัวในตำรับ 1.5 คุณสมบัติของน้ำมันถั่วลิสง 1.6 ความคงตัวของฟีนอล 1.7 ความเป็นพิษของฟีนอลและการแก้ไข 2. สรุปเทคนิคในการเตรียมตำรับที่ใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายยา 3. วัตถุประสงค์ของการใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายยาในยาฉีด 4. การป้องกันตัวเองเมื่อต้องสัมผัสกับสารพิษ
40 การประเมินผล 1. นักศึกษาสามารถสรุปวิธีการเตรียมผลิตภัณฑ์ปราศจากเชื้อด้วยการทำไร้เชื้อในขั้นตอนสุดท้าย (terminally sterilized) ได้ 2. นักศึกษาสามารถอธิบายเทคนิคที่ใช้ในการเตรียมยาฉีดที่มีน้ำมันเป็นน้ำกระสายยาได้ 3. นักศึกษาสามารถอธิบายวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำมันเป็นน้ำกระสายในยาฉีดได้ 4. นักศึกษาสามารถปฏิบัติตนเองได้อย่างถูกวิธี เมื่อต้องสัมผัสกับสารพิษ 5. นักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือในการผลิตและควบคุมคุณภาพของยาฉีดได้อย่างถูกวิธี 6. นักศึกษาสามารถปิดผนึกหลอดบรรจุยาฉีดได้อย่างถูกวิธีและสวยงาม 7. นักศึกษาสามารถจัดทำกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และเขียนฉลากได้ถูกต้อง ครบถ้วน 8. นักศึกษาสามารถค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oily Phenol Injection 5% ได้ คำถามท้ายบท 1. เทคนิคในการเตรียมตำรับที่มีตัวทำละลายเป็นน้ำมันมีอะไรบ้าง สรุปเป็นข้อ ๆ พร้อมอธิบายสั้น ๆ 2. ตำรับ Oily Phenol Injection 5% ใช้รักษาโรคอะไร และบริหารยาทางใด 3. ตำรับ Oily Phenol Injection 5% จำเป็นต้องทดสอบสารก่อไข้หรือไม่ เพราะเหตุใด 4. ข้อเสียของการใช้ชุดกรองแบบกรวยแก้ว คืออะไร 5. ตำรับ Oily Phenol Injection 5% สามารถนำไปทำไร้เชื้อด้วยตู้อบลมร้อนได้หรือไม่ เพราะอะไร 6. ระหว่างการเตรียมตำรับ Oily Phenol Injection 5% โดยนำผลิตภัณฑ์ไปทำไร้เชื้อในตู้อบลมร้อน (วิธี 1) กับการเตรียมโดยเทคนิคปลอดเชื้อ (วิธี 2) นักศึกษาคิดว่า วิธีใดดีกว่ากัน เพราะเหตุใด
41 รายงานปฏิบัติการเภสัชภัณฑ์ 4 เรื่อง การผลิต Oily Phenol Injection 5% โดย กลุ่มที่ ตอนที่ รายชื่อผู้ร่วมงาน ตำแหน่ง 1 2 3 4 5 6 GM PM CM W W W