The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2024-02-29 02:30:25

วิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา

วิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา

92 2. การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่น ามาใช้เป็นรูปแบบ การเรียนการสอนอย่างหนึ่งซึ่งในการจัดประสบการณ์การทดลองที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองค้นหา ความรู้ด้วยตนเอง โดยการน าเนื้อหาและทักษะทางด้านวิทยาศาสตร เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร และคณิตศาสตร มาบูรณาการ เพื่อทดลองค้นคว้าในการหาค าตอบ เป็นกิจกรรมที่ให้อิสระแก่เด็กได้ เรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนซึ่งครูคอยช่วยเหลือให้เด็กเกิดการาร้างองค์ความรู้ขึ้นมา เป็นวิธีที่ให้เด็กสามารถปฏิบัติและฝึกฝนกระบวนการทางความคิด ค้นหาความรู้การค านวณ และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเรื่องสะเต็มศึกษา ซึ่งประกอบด้วย ทักษะการวัด ทักษะ การพยากรณ์ และทักษะการลงความเห็นข้อมูล เด็กได้ใช้ความคิดได้ออกแบบและบูรณาการความรู้ ด้านวิทยาศาสตร เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร และคณิตศาสตรมาออกแบบสร้างสิ่งประดิษฐ์โดยการ ปฏิบัติจริงตามประสบการณ์เดิม ความคิดของตนเองและเพื่อนในกลุ่มที่ได้ศึกษาค้นคว้าออกแบบ ชิ้นงานจนสามารถร่วมกันสร้างชิ้นงานออกมาได้ทฤษฎีของ Bruner พัทธนันท์ ไตรทามา (2563, หน้า 62-64, อ้างถึงใน ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ2557, หน้า 125-126) เชื่อว่า การเรียนรู้เด็กปฐมวัยนั้นสามารถเรียนได้ทุกเนื้อหาวิชาแต่ต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ เหมาะสมกับระดับความสามารถของผู้เรียนจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้เผชิญปัญหากิจกรรมที่จัดให้เด็กนั้น ต้องสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากค้นหาค าตอบในกิจกรรมต้องเปิดโอกาสในการลงมือปฏิบัติโดยใช้ ประสาทสัมผัสทั้งห้า เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญมีการค้นคว้าหรือหาค าตอบและสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเองสิ่งส าคัญการจัดกิจกรรมต้องเกิดขึ้นจากความสนใจและความต้องการของเด็กเองจะท าให้ เด็กเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ ชัยชนะ วิวัฒนรัตนบุตร (2563, หน้า 19, อ้างถึงใน สุมาลี ชัยเจริญ, 2557) เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากนักเรียนเป็นผู้สร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเองจากการท าความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ประสบการณ์ใหม่กับประสบการณ์เดิม น าไปสู่การปรับขยายโครงสร้างทางปัญญาของนักเรียน (Cognitive structure) หรือ สกีมา (Schema) ภายในสมองของนักเรียน โดยผ่านทางกระบวนการ ดูดซึม (Assimilation) และการปรับเปลี่ยน (Accommodation) สอดคล้องกับ SİMSAR, A., JONES, I., & Durmuş BURAK. (2022) ได้ท าการวิจัยเรื่อง เตรียมความพร้อมการเปลี่ยนแปลง แนวคิดวิทยาศาสตร์ของครูปฐมวัยด้วยกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบ STEM ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาทัศนคติเชิงบวกต่อวิทยาศาสตร์และทักษะ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่อายุยัง น้อยจะช่วยให้เด็กๆ ประสบความส าเร็จในสาขาวิทยาศาสตร์มากขึ้น สอดคล้องกับ ยุวดี มีชัย (2563) ได้ท าการวิจัยเรื่องการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในระดับการศึกษาปฐมวัย


93 ผลการวิจัยผลว่า การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรม ตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมตามแนวสเต็มศึกษา (STEM Education) มีทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม สอดคล้องกับ ปิยพร ค้า สุวรรณ และ ชลาธิป สมาหิโต (2558 175-185) ท าวิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาส าหรับ เด็ก ปฐมวัยที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหา พบว่า หลังการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา เด็กปฐมวัยมีค่าเฉลี่ย คะแนนความสามารถในการคิดแก้ปัญหา กล้าเผชิญปัญหาต่างๆ กล้าแสดงออก และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้สูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา (STEM Education) และสอดคล้องกับ สุพรรณี แก้ววิเชียร, อุดม ค าขาด และจริยา พิชัยผลการวิจัย (2560, ออนไลน์) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ส าหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า ผลหลังการจัดการเรียนรู้แบบ STEMสูงกว่า ก่อนการ จัดการเรียนรู้แบบ STEM โดยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย73.17และก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 50.67 ซึ่งค่าเฉลี่ย แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .05 จากที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์นั้นเปิดโอกาส ให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงด้วยการปฏิบัติกับสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จากการมอง การฟัง การได้กลิ่น การชิมและการสัมผัส เน้นให้เด็กได้ฝึกทักษะการวัด การพยากรณ์ การลงความเห็นข้อมูล โดยครูจะสอดแทรกความรู้ ทางด้านทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กและให้เด็กได้ลงมือกระท ากับสื่อที่เป็นของจริง เพื่อให้เด็กไปสู่จุดมุ่งหมายที่ วางไว้ โดยครูมีบทบาทส าคัญในการเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์และใช้ ค าถามในการกระตุ้นและแนะน าให้เด็กได้ลงมือท า คิดทบทวนล าดับขั้นตอนและสามารถลงความเห็น ข้อมูลในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้าได้ดังนั้น เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา จึงมีทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ในบางกิจกรรมใช้เวลานานไม่ตรงกับกรอบเวลาที่ครูก าหนด เช่น เด็กปฐมวัย บางคนไม่สนใจ ดังนั้นครูควรชักชวน และสร้างความสนใจให้กับเด็กปฐมวัย เช่น การเล่านิทาน การเพิ่มสื่อด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การร้องเพลงเพื่อกระตุ้นให้เด็กปฐมวัยเข้าร่วมกิจกรรม


94 1.2 ในการจัดกิจกรรมกลุ่มเด็กบางคนมักไม่ค่อยร่วมกิจกรรมและให้ความร่วมมือกับ เพื่อนครูควรกระตุ้นให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรม โดยมอบหมายให้มีผู้น ากลุ่มชักชวนเพื่อนในกลุ่มให้ร่วมใน กิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และมีพฤติกรรมความร่วมมือสูงขึ้น 2.ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 2.1.เวลาในการจัดกิจกรรมโดยเฉพาะขั้นตอนที่ 4 ขั้นวางแผน และด าเนินการ แก้ปัญหา ซึ่งเป็นขั้นที่เด็กปฐมวัย ลงมือปฏิบัติสร้างสรรค์ชิ้นงาน เด็กปฐมวัยแต่ละกลุ่มใช้เวลา ในการปฏิบัติ กิจกรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรมีการยืดหยุ่นในเรื่องเวลาของการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ให้เด็กปฐมวัย ได้ใช้ทักษะในการคิด และลงมือปฏิบัติกิจกรรม ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.2. ควรมีการพัฒนาการจัดประสบการณ์ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็ม ให้มีความทันสมัย มีความหลากหลาย แปลก ใหม่ โดยผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมการ เรียนรู้ อื่นๆ ที่เน้นทักษะการคิด และได้ลงมือ ปฏิบัติทุกกิจกรรม 2. 3. ควรศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนโดยต่อยอดแนวสะเต็มศึกษา ด้วยการบูรณาการกับศาสตร์อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ ของเด็กปฐมวัย เช่น ด้านศิลปะ ด้านการแก้ปัญหา ด้านมิติสัมพันธ์ เป็นต้น


95 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2557). แนวทางปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมการเกษตร แห่งประเทศไทย. กัญจนา ศิลปกิจยาน และ วรวรรณ เหมชะญาต. (2562). กรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนการ สอนตามแนวคิดสะเต็มศึกษาและการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อสงเสริมความสามารถใน การสื่อสารของเด็กอนุบาล. วารสารครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 47(3), 25-45. กมลรัตน์ แก่นจันทร์. (2560). การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 11(3), 231-243. เกตุมณีเหมรา และชลาธิป สมาหิโต. (2550). อัจฉริยาจารย์การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : ศูนย์การ พิมพ์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ความส าคัญและสื่อการสอน STEM Education. (มปป.) สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : https://www.twinkl.co.th/teaching-wiki/stem-education-sa-tem-suksa จิตรา พลสุธรรม และชลาธิป สมาหิโต. (2560). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนว สะเต็ม ศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะ การสื่อความหมายของเด็กปฐมวัย. วารสาร ศึกษาศาสตร์ปริทัศน์. 32(1) : 117. จ ารัส อินทลาภาพร และคณะ. (2558). การศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา ส าหรับผู้เรียนระดับประถมศึกษา. วารสารวิชาการสาขามนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และศิลปะ, 8(1), 62-74. ชลาธิป สมาหิโต. (2557). ผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการโดยใช้แนวคิดสะเต็มศึกษาผสานการ ใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงครามที่มีต่อความเข้าใจ มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 31(1), 93-100. ชลาธิป สมาหิโต. (2558). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในระดับ การศึกษาปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชลินดา อริยเดช. (2556). ปฏิบัติการที่ 1 วิธีการทางวิทยาศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : https://hiperc.sru.ac.th/pluginfile.php/18094/mod_ resource/ content.


96 ชัยชนะ วิวัฒนรัตนบุตร. (2563). ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาโดยใช้ โครงงานเป็นฐานต่อทัศนคติด้านการเห็นคุณค่าของการท าโครงงานสะเต็มของนักเรียนที่มี ความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]. ซุรีญานี เจ๊ะแม. (2562). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3. วารสาร เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 3(8), 41-54. ฐาปนี ฤทธิ์เกิด. (2564). ทักษะทางวิทยาศาสตร์ 14 ทักษะ. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566, จาก เว็บไซต์ : https://blog.startdee.com ทิศนา แขมมณี. 2554. องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์ ธนภรณ์ ก้องเสียง. (2558). การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการ ทดลองวิทยาศาสตร์เสริมการเรียนรู้. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลธัญบุรี]. นวัตกรรมการศึกษา. (มปป). โครงการสะเต็มศึกษา. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : http://innovationforeducation.weebly.com/stem-education.html บุญศรี พรหมมาพนัธุ์. (2557). การสังเคราะห์งานวิจัยจากวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการวัดและ ประเมินผลการศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วารสาร ศึกษาศาสตร์ มสธ., 7(1), 38-50. เบญจกาญจน์ ใส่ละม้าย และชลาธิป สมาหิโต. (2557). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ส าหรับเด็กปฐมวัยโดยผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา เรื่องอาชีพในท้องถิ่นจังหวัดสงขลา. วารสารวิทยาบริการ: มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์, 26(2), 104-110. พัทธนันท์ ไตรทามา. (2563). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วยการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร]. พรทิพย์ ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่21.วารสารนัก บริหาร. 33(2) : 49 – 56


97 มนตรี จุฬาวัฒนทล. (2556). สะเต็มศึกษาประเทศไทยและทูตสะเต็ม (STEM Education Thailand and STEM Ambassadors). สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), 42(185), 14-18. มหาวิทยาลัยราชภัฏร าไพพรรณี. (2564). การวิจัยเรื่องการพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้โดยใช้ ประสบการณ์เป็นฐานตามแนวสะเต็มศึกษาส าหรับนักศึกษาครูปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : https://eresearch.rbru.ac.th/pdf-uploads/thesis-1915- file06-2021-01-07-16-57-16.pdf. ยุวดี มีชัย. (25630. การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยโดยการจัด กิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education). [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัย ราชภัฏพิบูลสงคราม]. รัตติยาพร ฟูแสง. (2561). การพัฒนากิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยนเรศวร]. วนิชชา สิทธิพล. (2556). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้วยการจัด กิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพร. [ปริญญานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ]. วิลาวัณย์ วันทอง. (2564). การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา. [ปริญญานิพนธ์ ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม]. วัลลภา ขุมหิรัญ. (2560). การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์:http://home.acn.ac. วัลลีย์พิศแลงาม. (2557). วิทยาศาสตร์กับเด็กปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์: https://www.gotoknow.org/posts/561774 ศูนย์สะเต็มศึกษา. (2560). ประวัติความเป็นมาสะเต็มศึกษา. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2566, จาก เว็บไซต์: http://www.thaischool.in.th/_files_school/62104639/workteacher สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2551). การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในระดับการศึกษาปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 30(2), 102–111.


98 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2557). ความรู้เบื้องต้นสะเต็ม. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. ส านักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (2564.) มารู้จัก ทักษะ STEM มีติดตัวท าไม? ส าคัญแค่ไหนต่อการพัฒนาประเทศ?. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : https://www.nxpo.or.th/th/8880/ สุทธิดา จ ารัส. (2560). นิยามของสะเต็มและลักษณะส าคัญของกจิกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็ม ศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ, 10(2), 13-34. สุธากร วสุโภคิน. (2561). วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย. ปฐมวัย. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์: https://www.classstart.org/classes/1221 สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2557). สะเต็มศึกษากับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.วารสารสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 42(186), 3–5. สุพรรณี แก้ววิเชียร. (2560). การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ STEM ส าหรับเด็กปฐมวัย. การประชุมน าเสนอผลงานวิจัย ระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 12 ปี การศึกษา 2560, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ สุภารัตน์ ช่วงบัญญัติ. (2566). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วย กระบวนการเรียนรู้ KSA. [วิจัยในชั้นเรียน, ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ก าแพงเพชร เขต 1 สุภารัตน์ ช่วงบัญญัติ. (2566). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วย กระบวนการเรียนรู้ KSA. รายงานผลงาน/นวัตกรรมหรือวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระดับปฐมวัย. ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก าแพงเพชร เขต 1 สุริยา ฆ้องเสนาะ. (2565). สะเต็มศึกษา (STEM Education). สืบค้นเมื่อ 15 ตุลาคม 2566, จาก เว็บไซต์ : https://library.parliament.go.th/th/radioscript/saetmsueksa-stemeducation หลักสูตรเรียนต่อ STEM คืออะไร น่าสนใจยังไง?. (2562, 29, พฤษภาคม). สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์ : https://www.siuk-thailand.com/study-guide/what-is-stem/ อัญชลี ไสยวรรณ. (2560). มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. สืบค้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2566, จากเว็บไซต์: http://km.ctepnru.com/wpcontent/uploads/2016/01/STEM.


99 AlAli, R., Alsoud, K., & Athamneh, F. (2023). Towards a sustainable future: Evaluating the ability of STEM-based teaching in achieving sustainable development goals in learning. Sustainability, 15(16), 12542. doi:https://doi.org/10.3390/su151612542 Bustamante, A. S., Greenfield, D. B., & Nayfeld, I. (2018). Early childhood science and engineering: Engaging platforms for fostering domain-general learning skills. Education Sciences, 8(3) doi:https://doi.org/10.3390/educsci8030144 Çira, Çagla. (2021). THE EFFECT OF GEMS PROGRAM ON THE BASIC SCIENCE PROCESS SKILLS AND ATTITUDES OF 6TH GRADE STUDENTS IN THE FORCE AND MOTION UNIT. Research and Science Today; Targu-Jiu, 2(8), 91-105 Othman, A. K., Darayseh, A. A., & Alramamneh, Y. (2023). A framework for incorporating the “Learning how to learn” approach in teaching STEM education. Education Sciences, 13(1), 1. doi:https://doi.org/10.3390/educsci13010001 SİMSAR, A., JONES, I., & Durmuş BURAK. (2022). Preservice early childhood teachers’ science conceptual changes with STEM-based science activities. Journal for the Education of Gifted Young Scientists, 10(2), 291-312. doi:https://doi.org/10.17478/jegys.1113590 Subali, Bambang. (2016). The divergent thinking of basic skills of sciences process skills of life aspects on natural sciences subject in Indonesian elementary school students. Asia - Pacific Forum on Science Learning and Teaching; Hong Kong, 1(17), 1-23. Wai Man, V. L. (2023). STEM education in early years: Challenges and opportunities in changing teachers’ pedagogical strategies. Education Sciences, 13(5), 490. doi:https://doi.org/10.3390/educsci13050490


100 Zhang, J., Qiu, F., Wu, W., Wang, J., Li, R., Guan, M., & Huang, J. (2023). E-learning behavior categories and influencing factors of STEM courses: A case study of the open university learning analysis dataset (OULAD). Sustainability, 15(10), 8235. doi:https://doi.org/10.3390/su15108235


101 ภาคผนวก


102 ภาคผนวก ก - ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา - ภาพการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา


103 คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา หลักการและเหตุผล การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) เป็นรูปแบบ การจัดการศึกษารูปแบบหนึ่งที่ตอบสนองให้เด็กหรือผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ การเรียนรู้ที่จ าเป็นในยุค ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป็นที่ทราบกัน ว่าข้อมูลความรู้บนโลกนั้นมีมากมาย ข้อมูลบางข้อมูล มีประโยชน์ที่จะน าไปประยุกต์ใช้ ในการด าเนินชีวิต ในขณะที่ข้อมูลบางข้อมูลอาจจะไม่ได้เป็น ประโยชน์หรือส่งผลต่อ การด าเนินชีวิตโดยตรง สะเต็มศึกษานี้เป็นการจัดการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งให้ เด็กเชื่อมโยง ประสบการณ์ความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ จริง การจัดประสบการณ์ด้วยวิธีบูรณาการดังกล่าวจะท าให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เป็นการน าเอา ความรู้มาใช้อย่างมีความหมาย (ชลาธิป สมาหิโต, 2557) ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปี ก าหนดแผนการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รวมถึงแผนการพัฒนาการศึกษาของประเทศ หรือแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ได้ก าหนด 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการศึกษา เพื่อความมั่นคงและของสังคมและประเทษชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาก าลังคน การวิจัย และนวัตกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนา ศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างโอกาส ความ เสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพ ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา โดยมีเป้าหมายใน 5 ด้าน ในด้านที่ 5 หรือการตอบโจทย์บริบทที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสะเต็มศึกษา เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หรือ STEM ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นนวัตกรรมการศึกษาแนวใหม่ โดยเน้นการน าความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิต จริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการคิดหรือคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการด ารงชีวิต และการท างาน(ศูนย์สะเต็มศึกษา, 2560, ออนไลน์) กิจกรรมสะเต็มศึกษา (STEM Education) มีความส าคัญที่ช่วยในการพัฒนาทักษะที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการ สร้างความรู้ด้วยตนเองโดยเน้นกระบวนการการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่สามารถน าความรู้มา ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์มักจะเน้นให้เด็กเกิดความเข้าใจในธรรมชาติ โดยผู้สอนมักจะใช้วิธีการสอนวิทยาศาสตร์ในกิจกรรม STEM ด้วยกระบวนการสืบเสาะ (Inquiry-based Science Teaching) กิจกรรมการสอนแบบแก้ปัญหา (Scientific -Problem-


104 based Activities) ซึ่งเหมาะกับการวางแผนการสอน STEM ปฐมวัยมากกว่าในช่วงวัยอื่น ๆ โดยสามารถมุ่งเน้นไปที่ การทดลองวิทยาศาสตร์ ในชีวิตประจ าวันเพื่อท าให้เด็กสนใจและเป็นการ จัดกิจกรรม อีกทั้งยังเป็นการฝึกการสังเกตพร้อมกับให้องค์ความรู้ใหม่ ๆ แก่เด็กปฐมวัย ในการพัฒนา เด็กปฐมวัย ควรพัฒนา ให้เด็กสร้างความรู้ด้วยตนเองจากการลงมือกระท าได้ปฏิบัติจริง และน าความรู้ไปสร้างสรรค์เป็น ชิ้นงาน ซึ่งการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเป็น วิธีการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัย (ยุวดี มีชัย, 2563, หน้า 49) วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาที่มีผลต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2.เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม สะเต็ม ศึกษาระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน เนื้อหาการวิจัย กิจกรรมสะเต็มศึกษา คือ รูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการกลุ่มสาระและทักษะ กระบวนการของทั้ง 4 สาระอันได้แก่ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ มาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่จ าเป็นในการเชื่อมโยงความรู้ของตนไปสู่ แนวทางในการแก้ปัญหาโดยมีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดความสนใจใน การสืบเสาะหาความรู้ การส ารวจตรวจสอบการคิดอย่างมีเหตุมีผล ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ระหว่าง เดือนพฤษจิกายน – มกราคม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และ วันศุกร์ วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในช่วงเวลากิจกรรมเสริมประสบการณ์


105 บทบาทครูในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ยุวดี มีชัย (2563, หน้า 56, อ้างถึงใน อัญชลี ไสยวรรณ (2559) กล่าวว่า ครูปฐมวัย ที่เริ่มต้นการจัดการเรียนรู ้แบบสะเต็ม ใช้ควรศึกษาแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้การจัดการเรียนรู้ แบบ สะเต็มมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้สะเต็มในห้องเรียนระดับการศึกษาปฐมวัยเป็นการต้องการ รู้ค าถาม และความสนใจของเด็กสามารถใช้เป็นขอบเขตของสาระการเรียนรู้ครูสามารถช่วย เด็กคิด ระหว่างเล่น ครูต้องท างานหนักเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มให้ประสบความส าเร็จ 2. ครูต้องมีทักษะการแสดงหาความรู้มีความเป็นนักวิจัย นักคิดสร้างสรรค์และ มีความรู้เกี่ยวกับสาระความรู ้ทางวิทยาศาสตร์ รู้จักน าเทคโนโลยีมาใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ ของเด็กคอยสังเกตว่าเด็กสังเกตอะไรบ้าง 3. ครูอาจเปลี่ยนแปลงสื่อวัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่จัดกิจกรรม 4. บางครั้งครูอาจแนะน าค าศัพท์การสื่อสาร และแหล่งที่มาของสื่อบางชนิด 5. การจัดการเรียนรู้สะเต็มเน้นส่งเสริมให้เด็กเป็นผู้ตั้งค าถาม ครูจะไม่น าหัวข้อใด ๆ มาสนทนาร่วมกับเด็ก ควรใช้ค าพูดกระตุ้นว่า เด็กมีค าถามอะไรบ้างเกี่ยวกับหัวข้อนั้น สนับสนุน ให้เด็กทดลอง ค้นหาค าตอบด้วยตัวเด็กเอง ครูอย่ากลัวที่จะใช้ภาษาทางวิชาการ 6. ครูจัดหาสื่อ วัสดุเสริมหัวข้อเรื่องที่เรียนรู้ เช่น หาวัสดุธรรมชาติมาวางในมุม ศิลปะเพื่อให้สอดคล้องกับฤดูกาล 7. ครูก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจน ออกแบบการประเมินให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ 8. ครูจัดสาระการเรียนรู้ที่ไม่ยากเกินที่เด็กปฐมวัยจะเข้าใจ ท้าทาย ความสามารถ ของเด็ก 9. ครูจัดให้เด็กสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิม


106 10. ครูจัดกิจกรรมที ่หลากหลายและเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามา มีส่วน ร่วมในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ บทบาทเด็กในการจัดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1. ปฏิบัติตามข้อตกลงในการเรียนรู้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 2. ตั้งใจและร่วมกันลงมือปฏิบัติการเรียนรู้ตามที่ได้วางแผนไว้อย่างอิสระ 3. เด็กแต่ละคนร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้ตามความเข้าใจของตนเอง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวสะเต็ม ซึ่งน ามาเป็นกระบวนการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ ขั้นที่ 1 – ระบุปัญหา ขั้นที่ 2 –รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ขั้นที่ 3 –ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา ขั้นที่ 4 –วางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา ขั้นที่ 5 – ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหา หรือชิ้นงาน ขั้นที่ 6 -น าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือ ชิ้นงาน ขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาวิทยาศาสตร์ วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องสีจากพืช ผักและผลไม้ที่อยู่รอบตัวเด็กหรือในชุมชน ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการปฏิบัติและฝึกฝนกระบวน การทางความคิด ดันคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการทดลองสีจากธรรมชาติ


107 ให้เด็กได้ใช้ความคิดและสัมผัสสื่อที่หลากหลาย โดยการปฏิบัติจริง ซึ่งกิจกรรมในแต่ละวันมีหลาย รูปแบบ เช่น ศึกษาดันคว้าปฏิบัติทดลอง สังเกต ส ารวจ และในแต่ละกิจกรรมมีแผนการจัด ประสบการณ์ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นน า ขั้นสอน ขั้นสรุป ซึ่งแต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นน า เป็นการน าเข้าสู่กิจกรรมด้วยการเตรียมความพร้อมให้เด็กที่เข้าร่วม กิจกรรมด้วยการร้องเพลง ดูภาพ การเล่นปริศนาค าทาย เป็นต้น ขั้นที่ 2 ขั้นสอนเป็นขั้นที่เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและใช้สื่ออุปกรณ์อย่างอิสระรูปแบบ ของกิจกรรมมีทั้งการพูดคุยสนทนาชักถาม อภิปราย เรียนรู้ในและนอกห้องเรียน ปฏิบัติการทดลอง มุ่งให้เด็กได้ลงมือกระท าปฏิบัติจริงทุกครั้งโดยครูเป็นผู้สนับสนุนอ านวยความสะดวก การใช้ค าถาม กระตุ้นการสืบดันข้อมูล อธิบายวิธีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทดลอง ก่อนท ากิจกรรมการทดลอง เป็นการตั้งสมมติฐาน ผู้สอนอธิบายหรือให้ค าแนะน าเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดลองว่ามีวิธีการ อย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตรายและมีข้อควรระวังในการทดลองแต่ละครั้งอย่างไรบ้าง ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป เป็นการสรุปผลของการเรียนรู้ที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กได้ทดลอง สรุปหลังจากท าการทดลอง โดยเด็กและครูร่วมกันสรุปถึงผลของการทดลองอภิปรายหลังการทดลอง ในตอนนี้ผู้วิจัยอภิปรายโดยใช้ค าถามเพื่อกระตุ้นเด็กไปสู่ข้อสรุปผลการวัด การพยากรณ์ และการลง ความเห็นจากข้อมูล เพื่อให้ได้แนวคิดหรือหลักเกณฑ์ที่ส าคัญของบทเรียน สื่อการเรียนการสอน รูปภาพ สื่อจากอินเทอร์เน็ต วิดีโอ วัสดุเหลือใช้ วัสดุ/อุปกรณ์ ในการจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา เช่น กาว เทปใส กล่องกระดาษ ดินสอ กระดาษ วัสดุเหลือใช้ เป็นต้น การประเมิน 1. สังเกตการณ์สนทนาและตอบค าถาม 2. สังเกตการณ์ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก 3. สังเกตการเก็บอุปกรณ์หลังเสร็จกิจกรรมให้เรียนร้อย


108 แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 1.กิจกรรม แพบรรทุกไข่มังกร จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถบอกวัตถุที่จมน้ า วัตถุที่ลอยน้ าได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถพยากรณ์วิธีการแก้ปัญหาได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1. เด็กและครูร่วมกันทดลองการจมการลอยของวัตถุ แล้วน าตะกร้ามาวาง 2 อัน เพื่อให้ เด็ก ๆ ได้แยกวัตถุที่จมน้ า และวัตถุที่ลอยน้ า โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ มีวิธีการจ าแนกให้ถูกต้องได้อย่างไร 1.1.2 วัตถุใดที่ลอยน้ าได้ 1.1.3 วัตถุใดที่จมน้ า 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการจมการลอยของวัตถุ 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ให้ตัวแทนกลุ่มออกมารับอุปกรณ์ แล้วให้เด็กๆร่วมกันทดลองการจมการลอยของวัตถุ 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1.เด็กๆแต่ละกลุ่มทดลองการจมลอยของวัตถุ 2.2. ให้เด็กๆสังเกต รูปร่างลักษณะและน้ าหนักของวัตถุ 2.3.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับวัตถุที่น าว่าทดลอง เพราะเหตุใดวัตถุบางชนิดถึงจมน้ า วัตถุ บางชนิดถึงลอยน้ า 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1 ครูน าดินน้ ามันมาให้เด็กๆปั้นเป็นรูปต่างๆ แล้วทดลองการจมการลอยของดินน้ ามัน 3.2 ให้เด็กๆสังเกต รูปร่างลักษณะของดินน้ ามันที่ลอยน้ าได้ และรูปร่างลักษณะของดิน น้ ามันที่จมน้ า 3.3 ครูให้เด็กๆช่วยกันคิดว่าปั้นดินน้ ามันอย่างไรให้ลอยน้ าได้ 3.4 เด็กๆวาดแบบดินน้ ามันที่คิดว่าปั้นแล้วจะลอยน้ าได้


109 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 ให้เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาภายในกลุ่ม 4.2 เด็ก ๆ ทุกกลุ่มลงมือปั้นดินน้ ามันตามแบบร่างที่ได้วาดภาพไว้จากกิจกรรม 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันปั้นดินน้ ามันเสร็จแล้วให้ครูตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลอง ถ้ากลุ่มไหนที่สามารถท าให้ดินน้ ามันลอยน้ า ได้ ให้เด็กๆน าลูกแก้ว(ไข่มังกร)ใส่ลงไปในชิ้นงาน ว่าจะบรรทุกลูกแก้วได้กี่ลูก 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอ ผลงานในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งตั้งชื่อผลงานของกลุ่มตนเองและบอกถึงอุปสรรค์ในการท างาน ของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ถังน้ าที่ใส สามมารถมองเห็นวัตถุได้ 2.อุปกรณ์ต่างๆรอบตัวเด็กที่ใช้ทดลองการจมการลอย เช่น ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด 3.ตะกร้าสองใบ 4.น้ าเปล่า 5.ลูกแก้ว 6.กระดาษเอสี่ 7.ดินสอและสี สื่อและแหล่งการเรียนรู้ (ต่อ) 8.ดินน้ ามัน 9.โต๊ะญี่ปุ่น 10.ผ้าส าหรับเช็ดน้ า ประเมินพัฒนาการ 1.การบอกวัตถุที่จมน้ า วัตถุที่ลอยน้ าได้ 2.การออกแบบชิ้นงานได้ 3.การพยากรณ์วิธีการแก้ปัญหาได้ 4.การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้


110 แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 2.กิจกรรม เครื่องชั่งน้ าหนัก


111 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถบอกความหนักเบาของวัตถุได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถชั่งน้ าหนักของวัตถุได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับเครื่องชั่งน้ าหนักแบบต่างๆ โดยกระตุ้นด้วยค าถาม เพื่อให้เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ คิดว่าเครื่องชั่งน้ าหนักใช้ท าอะไรได้บ้าง 1.1.2 เครื่องชั่งน้ าหนักมีลักษณะแบบไดบ้าง 1.1.3 เด็กๆเคยเห็นเครื่องชั่งน้ าหนักที่ไหนบ้าง 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับความหนักความเบาของวัตถุรอบๆตัว 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับการหาน้ าหนัก ของวัตถุ 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างเครื่องชั่งน้ าหนัก (ไม้แขวนผ้า, ตะกร้าเล็ก, ลวดก ามะหยี, อุปกรณ์การเรียน) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าระหว่าง กบเหลาดินสอ กับยางลบ อะไรจะหนักที่สุด ให้เด็กๆช่วยกัน สร้างเครื่องชั่งน้ าหนัก 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเครื่องชั่งน้ าหนักแบบต่างๆ 2.3. ให้เด็กๆสังเกต การท างานของเครื่องชั่งน้ าหนัก 2.4.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับ มาสร้างเครื่องชั่งน้ าหนัก 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างเครื่องชั่งน้ าหนัก 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างเครื่องชั่งน้ าหนัก 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน


112 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างเครื่องชั่งน้ าหนักตามแบบที่วาดไว้ 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างเครื่องชั่งน้ าหนักเสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้เครื่องชั่งน้ าหนัก 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้เครื่องชั่งน้ าหนักที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดความหนักเบาของวัตถุที่น ามาชั่ง น้ าหนัก สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ไม้แขวนเสื้อ 2.ลวดก ามะหยี 3.ตะกร้าเล็ก 4.วัสดุที่ใช้ในการชั่งน้ าหนัก (กบเหล่าดินสอ, ยางลบ) สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพเครื่องชั่งน้ าหนักแบบต่างๆ 2.วิดีโอใช้เครื่องชั่งน้ าหนักแบบต่างๆ ประเมินพัฒนาการ 1. การบอกความหนักเบาของวัตถุได้ 2. การออกแบบชิ้นงานได้ 3. การชั่งน้ าหนักของวัตถุได้ 4. การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 3.กิจกรรมบอลลูนส่งชอง จุดประสงค์การเรียนรู้


113 1. เด็กสามารถบอกการเคลื่อนที่ของบอลลูนได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถวัดระยะทางในการเคลื่อนที่ได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของบอลลูน โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้ เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ คิดว่าบอลลูนลอยได้อย่างไร 1.1.2 ท าไมบอลลูนถึงบรรทุกของหนักได้ 1.1.3 บอลลูนมีลักษณะอย่างไร 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของบอลลูน 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับวัตถุที่ลอยบน อากาศได้ 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างบอลลูนส่งของ ( ลูกโปร่ง, ที่หนีบกระดาษ, เชือก, แก้วน้ าพลาสติก เทปใส, หลอด) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1.เด็กๆแต่ละกลุ่มทดลองเป่าลูกโปร่ง แล้วปล่อย 2.2. ให้เด็กๆสังเกต การเคลื่อนที่ของลูกโปร่ง 2.3.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับวัตถุที่น ามาทดลอง ว่าสามารถน าไปสร้างบอลลูนได้อย่างไร (โดยมีครูคอยชี้แนะ) 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างบอลลูน 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างบอลลูน 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างบอลลูนตามแบบที่ร่างไว้


114 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างบอลลูนเสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองการเคลื่อนที่ของบอลลูน 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองการเคลื่อนที่ของบอลลูนที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดระยะทางที่บอลลูนเคลื่อนที่ได้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.เก้าอี้ 2.ลูกโปร่ง 3.ที่หนีบกระดาษ 4.เชือก 5.แก้วน้ าพลาสติก 6.กระดาษเอสี่ 7.ดินสอและสี 8.หลอด 9.เทปใส สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพบอลลูน 2.วิดีโอการเคลื่อนที่ของบอลลูน 1. เด็กสามารถบอกการเคลื่อนที่ของบอลลูนได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถวัดระยะทางในการเคลื่อนที่ได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ ประเมินพัฒนาการ 1.การบอกการเคลื่อนที่ของบอลลูนได้ 2.การออกแบบชิ้นงานได้


115 3.การวัดระยะทางที่บอลลูนเคลื่อนที่ได้ 4.การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 4.กิจกรรม เครื่องบินพลังลม จุดประสงค์การเรียนรู้


116 1. เด็กสามารถสร้างเครื่องบินพลังลมได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถวัดระยะทางที่เครื่องบินเคลื่อนที่ได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับเครื่องบินพลังลม โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้เด็ก แสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ สามารถใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการสร้างเครื่องบินพลังลม 1.1.2 เครื่องบินมีลักษณะอย่างไร 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับลม ลมมาจากที่ใดบ้าง 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆที่ ครูน ามาให้สร้างเครื่องบินพลังลม 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างเครื่องบินพลังลม (หลอด, เครื่องบินกระดาษ, กาว) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าถ้าจะท าให้เครื่องบินกระดาษลอยบนอากาศได้จะท าอย่างไร 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับพลังลม 2.3. ให้เด็กๆสังเกต การบินของเครื่องบิน 2.4.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับ มาสร้างเครื่องบินพลังลม 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างเครื่องบินพลังลม 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างเครื่องบินพลังลม 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างเครื่องบินพลังลมตามแบบที่วาดไว้


117 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างเครื่องบินพลังลมเสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้เครื่องบินพลังลม 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้เครื่องบินพลังลมที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดระยะทางที่เครื่องบินพลังลม เคลื่อนที่ไปได้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.หลอด 2.เครื่องบินกระดาษ 3.กาว 4.กรรไกร สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพเครื่องบินพลังลมแบบต่างๆ 2.วิดีโอเครื่องบิน ประเมินพัฒนาการ 1. การสร้างเครื่องบินพลังลมได้ 2. การออกแบบชิ้นงานได้ 3. การวัดระยะทางที่เครื่องบินเคลื่อนที่ได้ 4. การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 5.กิจกรรม สร้างวงกรมยักษ์ จุดประสงค์การเรียนรู้


118 1. เด็กสามารถสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นวาดวงกลมได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้วาดวงกลม โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้ เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ สามารถใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการวาดวงกลม 1.1.2 เด็กๆจะวาดวงกลมอย่างไรให้กลมที่สุด 1.1.3 เด็กๆเคยเห็นวงเวียนหรือไม่ 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการใช้วงเวียนในการวาดวงกลม 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ครู น ามา 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างอุปกรณ์วาดกลมยักษ์ (กระดาษ, ดินสอ, ลวดก ามะหยี,) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากจะวาดวงกลมยักษ์ให้กลมที่สุด เด็กจะสร้างเครื่องมือในการวาด อย่างไร 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลม 2.3. ให้เด็กๆสังเกต วิธีการใช้วงเวียนในการวาดวงกลม 2.4.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับ มาสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ตามแบบที่วาดไว้


119 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบ หรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้อุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้อุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดความกว้างของวงกลม สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.กระดาษ 2.ลวดก ามะหยี 3.ดินสอ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพวงเวียน 2.วิดีโอใช้วงเวียน 3.ภาพวงกลม 4.วงเวียน ประเมินพัฒนาการ 1. การสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมได้ 2. การออกแบบชิ้นงานได้ 3. การใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นวาดวงกลมได้ 4. การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 6.กิจกรรม ตามหาเงา จุดประสงค์การเรียนรู้


120 1. เด็กสามารถหาเงาตนเองได้ 2. เด็กสามารถออกแบบวิธีการค้นหาเงาได้ 3. เด็กสามารถวัดความยาวของเงาได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการเกิดเงา โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้เด็กแสดง ความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ สามารถใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการวาดวงกลม 1.1.2 เด็กๆจะวาดวงกลมอย่างไรให้กลมที่สุด 1.1.3 เด็กๆเคยเห็นวงเวียนหรือไม่ 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการใช้วงเวียนในการวาดวงกลม 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ครู น ามา 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างอุปกรณ์วาดกลมยักษ์ (กระดาษ, ดินสอ, ลวดก ามะหยี,) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากจะวาดวงกลมยักษ์ให้กลมที่สุด เด็กจะสร้างเครื่องมือในการวาด อย่างไร 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลม 2.3. ให้เด็กๆสังเกต วิธีการใช้วงเวียนในการวาดวงกลม 2.4.เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับ มาสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ตามแบบที่วาดไว้


121 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบ หรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้อุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้อุปกรณ์วาดวงกลมยักษ์ที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดความกว้างของวงกลม สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.กระดาษ 2.ลวดก ามะหยี 3.ดินสอ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพวงเวียน 2.วิดีโอใช้วงเวียน 3.ภาพวงกลม 4.วงเวียน ประเมินพัฒนาการ 1. การสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมได้ 2. การออกแบบชิ้นงานได้ 3. การใช้อุปกรณ์ที่สร้างขึ้นวาดวงกลมได้ 4. การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 7.กิจกรรม สะพานข้ามแม่น้ า


122 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ าได้ 2. เด็กสามารถออกแบบชิ้นงานได้ 3. เด็กสามารถวัดความสูงของสะพานข้ามแม่น้ าได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับสะพานแบบต่างๆ โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้เด็ก แสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ คิดว่าสะพานมีลักษณะอย่างไร 1.1.2 สะพานมีลักษณะแบบใดบ้าง 1.1.3 เด็กๆเคยเห็นสะพานที่ไหนบ้าง 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการสร้างสะพาน 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ ครูน ามาใช้ในการสร้างสะพาน 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าอุปกรณ์ไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ า (กระดาษ, กระถางต้นไม้, กาว, รถยนต์ของเล่น) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากมีกระดาษ 2 แผ่น จะสร้างสะพานที่แข็งแรงได้อย่างไร 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการสะพานข้ามแม่น้ า 2.3 เด็กๆร่วมกันสนทนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ที่ได้รับ มาสร้างสะพานข้ามแม่น้ า 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ า 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างสะพานข้ามแม่น้ า 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างชิ้นงาน 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างสะพานข้ามแม่น้ าตามแบบที่วาดไว้ 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน


123 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างสะพานข้ามแม่น้ าเสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้สร้างสะพานข้ามแม่น้ า 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงือนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้สร้างสะพานข้ามแม่น้ าที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดความสูงของสร้าง สะพานข้ามแม่น้ า สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.กระดาษ 2 แผ่น 2.กระถางต้นไม้ 3.รถของเล่น 4.กาว สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพสะพาน 2.วิดีโอรถข้ามสะพาน ประเมินพัฒนาการ 1. การสร้างสะพานข้ามแม่น้ าได้ 2. การออกแบบชิ้นงานได้ 3. การวัดความสูงของสะพานข้ามแม่น้ าได้ 4. การบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ แผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา 8.กิจกรรม ร่มชูชีพ


124 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เด็กสามารถสร้างร่มชูชีพได้ 2. เด็กสามารถออกแบบร่มชูชีพได้ 3. เด็กสามารถใช้อุปกรณ์วัดระยะทางในการเคลื่อนที่ของร่มชูชีพได้ 4. เด็กสามารถบอกสิ่งที่ค้นพบและเกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลในการท ากิจกรรมได้ การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1. ขั้นระบุปัญหา 1.1 เด็กและครูร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ท าร่มชูชีพ โดยกระตุ้นด้วยค าถามเพื่อให้ เด็กแสดงความคิดเห็น เช่น 1.1.1 เด็ก ๆ สามารถใช้อุปกรณ์ใดบ้างในการท าร่มชูชีพ 1.1.2 เด็กๆคิดว่าจะท าร่มชูชีพอย่างไร 1.1.3 เด็กๆเคยเห็นร่มชูชีพที่ไหนบ้าง 1.2. เด็กและครูสนทนาเกี่ยวกับการท าร่มชูชีพ 1.3. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน แล้วสนทนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ครู น ามา 1.4 ให้เด็กๆ ออกมารับอุปกรณ์ เพื่อน าไปสร้างร่มชูชีพ (กระดาษ, ดินสอ, ถุงพลาสติก,หิน, เชือก) 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 2.1 ครูต้องการทราบว่าหากจะท าร่มชูชีพจากอุปกรณ์ที่ได้รับ เด็กจะสร้างร่มชูชีพอย่างไร 2.2.เด็กๆแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเกี่ยวกับการสร้างร่มชูชีพจากแหล่างข้อมูลต่างๆ 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 3.1. เด็กๆระดมความคิดในการสร้างร่มชูชีพ 3.2. เด็กๆวาดภาพเพื่อออกแบบการสร้างร่มชูชีพ 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา 4.1 เด็กๆแบ่งหน้าที่ในการแก้ปัญหาและหน้าที่ในการสร้างร่มชูชีพ 4.2 เด็ก ๆ ลงมือสร้างร่มชูชีพตามแบบที่วาดไว้ 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน


125 5.1 เมื่อเด็กๆ ร่วมกันสร้างร่มชูชีพเสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตาม เงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลองใช้ร่มชูชีพ 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 6.1 เมื่อแต่ละกลุ่มปรับปรุงชิ้นงานได้ตามเงื่อนไขแล้ว ครูให้แต่ละกลุ่มออกมาน าเสนอผลงาน พร้อมทั้งบอกถึงอุปสรรค์ในการท างานของกลุ่มตนเองและร่วมกันตรวจสอบว่าผลงานของกลุ่มนั้น ๆ ตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ 6.2 ทอลองใช้ร่มชูชีพที่เด็กๆได้สร้างขึ้น แล้ววัดความกว้างของวงกลม สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.กระดาษ 2.ยาลบ 3.ดินสอ 4.ถุงพลาสติก 5.ก้อนหิน 6.เชือก สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1.ภาพร่มชูชีพ 2.วิดีโอการใช้ร่มชูชีพ ประเมินพัฒนาการ 1. การสร้างอุปกรณ์วาดวงกลมได้ 2. เด็กสามารถออกแบบร่มชูชีพได้ 3. เด็กสามารถใช้อุปกรณ์วัดระยะทางในการเคลื่อนที่ของร่มชูชีพได้ การใช้แบบทดสอบวัดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา


126 การใช้แบบทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา การใช้แบบทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา


127 การจัดกิจกรรมตามแนวสะเต็มศึกษา (STEM Education) 1.กิจกรรมเครื่องชั่งน้ าหนัก : กิจกรรมการวัด (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) 1. ขั้นระบุปัญหา (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆสนทนาแลกเกี่ยวกับอุปกรณ์ในการท าเครื่องชั่งน้ าหนักร่วมกัน 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กและครูร่วมกันศึกษาค้นคว้าเครื่องชั่งน้ าหนักจากแหล่งข้อมูลต่างๆ


128 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆสนทนาและออกแบบเครื่องชั่งน้ าหนักร่วมกัน เด็กๆออกแบบเครื่องชั่งน้ าหนัก


129 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆ ด าเนินการตามแบบที่วาดไว้ร่วมกัน 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (24 /11/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆน าชิ้นงานให้ครูตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุง แก้ไข แล้วทดลอง


130 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน เด็กๆทดลองใช้เครื่องชั่งน้ าหนัก เด็กๆร่วมกันน าเสนอชิ้นงาน และผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน


131 2.กิจกรรม แพบรรทุกไข่มังกร : ทักษะการพยากรณ์ (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) 1. ขั้นระบุปัญหา (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) อุปกรณ์ในการทดลอง เด็กๆร่วมกันทดลองการจมลอยของวัตถุ


132 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆร่วมกันทดลองการจมการลอยของวัตถุ เด็กๆร่วมกันสังเกตรูปร่างวัสดุและสนทนาเกี่ยวกับการจมการลอยของวัตถุ


133 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆปั้นดินน้ าเป็นรูปต่างๆ แล้วน าไปทดลองการลอยน้ าของดินน้ ามัน เด็กๆร่วมกันออกแบบรูปดินน้ ามันที่คิดว่าสามรถลอยน้ าได้


134 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆแบ่งหน้าที่ด าเนินการตามแบบที่วาดไว้ เด็กๆปั้นดินน้ ามันเป็นรูปต่างๆที่ตนเองได้รับผิดชอบ


135 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆ สร้างชิ้นงานตามแบบจนส าเร็จ เด็กๆน าชิ้นงานให้ครูตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงานไปปรับปรุง แก้ไข แล้วทดลอง การลอยน้ าของชิ้นงาน


136 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (12 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆทดลองน าลูกแก้ว(ไข่มังกร)ใส่ลงไปในชิ้นงาน เพื่อดูว่าก่อนที่วัตถุจะจมน า สามรถรับน้ าหนัก ลูกแก้วได้กี่ลูก เด็กๆ น าเสนอชิ้นงานวิธีการแก้ปัญหา และผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน


137 3.เก็บเมล็ดถั่วใส่ขวด : ทักษะการลงความเห็นข้อมูล (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) 1. ขั้นระบุปัญหา (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) อุปกรณ์ในการทดลอง เด็กๆร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการน าเมล็ดถั่วใส่ลงในขวด


138 2. ขั้นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ 3. ขั้นออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆร่วมกันออกแบบอุปกณ์ที่ช่วยในการเก็บเมล็ดถั่ว


139 4. ขั้นวางแผนและด าเนินการแก้ปัญหา (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆแบ่งหน้าที่การสร้างอุปกรณ์เก็บเมล็ดถั่ว 5. ขั้นทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆน าชิ้นงานที่ออกแบบให้ครูตรวจสอบว่าตรงตามแบบหรือไม่ ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขครูให้น าชิ้นงาน ไปปรับปรุงแก้ไข แล้วทดลอง


140 6. ขั้นน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (26 /12/2566 เวลา 09.00 - 09.40) เด็กๆน าเสนอวิธีการแก้ปัญหา เด็กๆน าเสนอชิ้นงานและผลการแก้ปัญหา


141 4.กิจกรรมกล่องฉายภาพ : ทักษะการวัด ทักษะการพยากรณ์ และทักษะการลงความเห็นข้อมูล (09 /01/2567 เวลา 09.00 - 09.40) 1. ขั้นระบุปัญหา (09 /01/2567 เวลา 09.00 - 09.40) วัสดุอุปกรณ์ในการท ากิจกรรม เด็กๆสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อระบุปัญหาในการสร้างกล่องฉายภาพ


Click to View FlipBook Version