The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Alisa daoh, 2020-08-09 08:56:50

herbal wisdom handbook

herbal wisdom handbook

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส





ชอ่ื หนงั สือ : ตามรอย ภมู ปิ ัญญาสมนุ ไพรนราธวิ าส
จากวตั ถดุ บิ ภมู ปิ ญั ญา การแปรรปู สเู่ ครอื ขา่ ยการทำ� ธรุ กจิ
รว่ มสมยั

เรียบเรียง : ปราณชลี
เลขมาตรฐานสากล : มิถุนายน ๒๕๖๓
พมิ พค์ ร้งั แรก : ๑,๐๐๐ เลม่
จำ� นวนพิมพ์ :

คณะทป่ี รกึ ษา : นายสุชาติ ถาวระ ผู้อ�ำนวยการศนู ย์วทิ ยาศาสตรเ์ พอ่ื การ
ศึกษานราธิวาส
นายพงษ์พนั ธ์ สุขสุพันธ์ อาจารย์คณะวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนคนรนิ ทร์
บรรณาธิการบรหิ าร : นายอนสุ รณ์ ศรีคำ� ขวัญ
คณะบรรณาธิการ : นางสาวอลิษา ดาโอ๊ะ นายดลู รอมนั สะนิ
นายอรรณพ เจ๊ะสโุ หลง นายมุฮาบ กุลยวุฒภิ ักดิ์
ผปู้ ระสานงาน : นางสาวอาอีซะฮ์ ดอื ราแม
ภาพประกอบ : ปราณชลี นายวเิ ชียร รัตนบญุ โน
ออกแบบปก-รปู เล่ม : เดียรด์ ไี ซน์
พสิ จู นอ์ ักษร : พชั รินทร์ เวชสิทธ์ิ
พมิ พ์ที่ : หสม.พงศ์นราการพิมพ์ โทร. ๐๙ ๐๗๑๘ ๖๗๑๔
จดั ท�ำาโดย : ศูนย์วิทยาศาสตรเ์ พอื่ การศกึ ษานราธวิ าส
๒๒๔ หมู่ ๑๐ ต�ำบลล�ำภู อ�ำเภอเมืองนราธวิ าส
จังหวดั นราธวิ าส ๙๖๐๐๐ โทรศัพท์ : ๐๗๓-๕๓๐ ๘๓๗
โทรสาร : ๐๗๓-๕๓๐ ๘๓๗
เว็บไซต์ : http://www.narasci.go.th/
อเี มล : [email protected]

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

บทน�ำ

สมนุ ไพร หมายถงึ ผลิตผลธรรมชาติ ได้จากธรรมชาติ ท่ใี ช้เป็น
ยา หรือผสมกบั สารอื่นตามต�ำรบั ยา เพอื่ บ�ำบดั โรค บำ� รุง ร่างกาย หรือใช้
เปน็ ยาพษิ หากนำ� เอาสมนุ ไพรตง้ั แตส่ องชนดิ ขนึ้ ไปมาผสมรวมกนั จะเรยี ก
วา่ ยา ในตำ� รบั ยา นอกจากพชื สมนุ ไพรแลว้ ยงั อาจประกอบดว้ ยสตั วแ์ ละ
๔ แร่ธาตุอกี ดว้ ย เราเรยี กพชื สตั ว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นสว่ นประกอบของยาน้ี

ว่า “เภสัชวตั ถ”ุ ซ่งึ ในแตล่ ะทอ้ งถ่นิ อาจมชี นิดท่ีแตกต่างกันไป หรือชนดิ
เดยี วกันแตอ่ าจจะเรียกชอ่ื แตกตา่ งกนั ไป
ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเก็บรวบรวม
ข้อมูลเพ่ือประโยชน์แก่การศึกษาและน�ำไปใช้งานที่ถูกต้อง ศูนย์
วิทยาศาสตร์เพ่ือการศึกษานราธิวาส จึงได้จัดท�ำโครงการศึกษาและเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกบั สมนุ ไพรประจำ� ถน่ิ ในชอ่ื เรอ่ื ง “ตามรอยภมู ปิ ญั ญา
สมุนไพรนราธิวาส จากวัตถุดิบ ภูมิปัญญาการแปรรูปสู่เครือข่ายการ
ท�ำธุรกิจร่วมสมัย” โดยได้รับความร่วมมือจากคณะวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั นราธวิ าสราชนครนิ ทร์ กลมุ่ เยาวชนหวั ใจเดยี วกนั
และภมู ปิ ญั ญาในทอ้ งถนิ่ ทมี่ คี วามรู้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั สมนุ ไพร รว่ มดำ� เนนิ การ
ศึกษาในครัง้ นี้ จนทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ การสำ� เร็จลุล่วงไปตามวัตถุประสงคท์ ี่
วางไว้

ขอขอบคุณทุกท่านท่ีได้ให้การสนับสนุนในคร้ังน้ี ขอขอบคุณ ๕
ส�ำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ท่ี
สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาเพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูลและตีพิมพ์
เป็นรูปเล่ม โดยหวังว่าสิ่งต่างๆ ท่ีได้ จะสะท้อนเร่ืองราวทางสังคมและ
วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หลักความเช่ือ ความคิดในแง่มุมต่างๆ
ผ่านมิติของพืชสมุนไพรถิ่น เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หันกลับ
มาให้ความส�ำคัญกับภูมิปัญญาด้านสมุนไพรท้องถิ่นอย่างจริงจังและ
สืบเน่อื งต่อไป

นายสุชาติ ถาวระ
ผอู้ ำ� นวยการศนู ยว์ ทิ ยาศาสตรเ์ พอ่ื การศกึ ษานราธวิ าส

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



C

O

N สารบญั
T

E

N

T

บทน�ำ ศูนยว์ ิทยาศาสตรเ์ พอ่ื การศึกษานราธวิ าส ๑
แหลง่ วตั ถุดิบ มนร. และ อ.จบุ๊ .............................................................. ๒
สมนุ ไพรสูตรนักสู้ อดีต พคม. ................................................................

สร้างภูมคิ ุ้มกนั ด้วย “ขา้ วย�ำยา” ............................................................ ๓

ลอดช่องแปง้ สาคู งา่ ยงามแต่อร่อย ........................................................ ๔

ใบยายบัง : ชูรสชาติอาหาร ................................................................... ๕
ชาใบปแี ต เสริมชีวติ ชวี าให้โลกสวย ....................................................... ๖
อหี มา่ มผู้รักษาท้ังทางโลกและทางธรรม ................................................ ๗
จากรากภูมิปัญญาด้ังเดมิ ....................................................................... ๘

การรกุ ตลาดของ “กลุม่ หม่อนไหม” ...................................................... ๙

เภสัชกรยิปซกี บั “ลังกาสกุ ะโมเดล” ...................................................... ๑๐

บทสง่ ท้าย

บรรณานุกรม

บทที่ ๑

แหล่งวตั ถุดบิ มนร.
และ อ.จุ๊บ

กลางเปลวแดดรอ้ นระอุ นกั ศกึ ษากลมุ่ ใหญท่ งั้ ชายหญงิ ยงั คงรวม
ตวั ออกนั อยู่ บา้ งยนื บา้ งนง่ั บา้ งยกโทรศพั ทม์ อื ถอื กลอ้ งถา่ ยรปู เพอ่ื บนั ทกึ
ภาพบรรยากาศรอบขา้ ง หรอื ไมก่ ห็ ยบิ ปากกามาจดลงสมดุ บนั ทกึ ไปดว้ ย
๑๐ ภาพป่าพรุ ต้นไม้ใบหญ้า ฝูงวัวควาย ท้องทุ่งนา เนินทราย

ท้องฟา้ สเี ขม้ และสารพัดเรอ่ื งราวท่ไี ด้รับร้รู บั ฟัง
กลุ่มนักศึกษาเหล่าน้ีมาจากหลากท่ีหลายคณะ การมีโอกาสได้
ลงพ้ืนที่หาประสบการณ์ภาคสนาม เป็นเพราะต่างเลือกวิชาเลือกเรียน
รว่ มกนั คอื รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงั คม คณะวทิ ยาศาสตร์
มหาวิทยาลยั นราธวิ าสราชนครินทร์ (มนร.) สถาบนั อดุ มศกึ ษาหนึง่ เดยี ว
ในจังหวดั นราธิวาส
เบอื้ งหนา้ เขาและเธอ คอื ภาพชายคนหนงึ่ กำ� ลงั ยนื อธบิ ายขอ้ มลู
ตา่ งๆ เกย่ี วกบั พชื พรรณไม้ เขาผชู้ อื่ วา่ “อาจารยพ์ งษพ์ นั ธ์ สขุ สพุ นั ธ”์ หรอื
“อ.จบุ๊ ” แหง่ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มนร. กำ� ลงั นำ� คณะนกั ศกึ ษา
ลงพน้ื ทศ่ี กึ ษาเรอื่ งพรรณไมต้ า่ งๆ ในพน้ื ทสี่ ำ� คญั รอบทตี่ ง้ั มหาวทิ ยาลยั ฯ เช่น
ปา่ พรขุ ้าง มนร. ปา่ พรุใกลท้ ่าอากาศยานนราธิวาส (สนามบนิ นราธิวาส)

ปา่ ชายเลน และแหลง่ สะทอ้ นระบบนเิ วศนข์ องจงั หวดั นราธวิ าสพนื้ ทท่ี า้ ย
สุด คือ การเรยี นรรู้ ะบบนิเวศนป์ ่าชายเลน “บา้ นบาโละ๊ บตู อเหนอื ” ใกล้
โรงเรยี นนราธิวาส
“การเรยี นรนู้ อกหอ้ งเรยี นทำ� ใหไ้ ดร้ อู้ ะไรทหี่ ลากหลายนอกเหนอื
จากในหอ้ งเรยี น รู้จกั สภาพพ้ืนท่ีภายนอก หากไมล่ งพ้นื ทเ่ี ราจินตนาการ
ไม่ออก พอสัมผัสพื้นที่จริงท�ำให้รู้มากกว่าภาพที่เห็นในจอโปรเจ็คเตอร์
ได้เรยี นร้รู ะบบนเิ วศน์ในท่ีตา่ งๆ รวมถึงรู้วา่ พืช สัตว์ และมนษุ ย์ มีความ
สัมพันธ์กันอย่างไรระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม” อ.จุ๊บ กล่าวใน
ช่วงตอนหนึง่ ใหน้ อ้ งๆ ทีร่ มุ ล้อมไดร้ ับฟงั

๑๑

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

เขาเน้นย้�ำว่าประการส�ำคัญ คือ
การได้รู้จักพืชพรรณไม้ที่สามารถน�ำมาใช้
ประโยชนไ์ ดห้ ลายอยา่ ง ทง้ั นำ� มารบั ประทาน
สด จากวัตถดุ บิ ท่ีเป็นยอด ใบ กิง่ ก้าน หรือ
รากแกว้ รากฝอย ทงั้ ใชเ้ ปน็ ยารกั ษา และโดย
เฉพาะอย่างย่ิงประโยชน์ด้าน “สมุนไพร”
เพอ่ื การบำ� รงุ ดแู ลรกั ษารา่ งกาย ซง่ึ นน่ั ทำ� ให้
ประวัติชวี ติ ของเขานา่ สนใจยิง่
“ผมเกดิ ทบ่ี า้ นทงุ่ คา ต�ำบลละหาร
อ�ำเภอย่ีงอ จังหวัดนราธิวาส แต่มีโอกาส
ได้ไปเรียนท่ี มอ.หาดใหญ่ เกี่ยวกับเร่ือง
ชวี วทิ ยา เรอ่ื งตน้ ไม้ การจำ� แนกชนิดพนั ธไุ์ ม้
ใบหญ้า สมัยก่อนคนยังมองว่าความรู้เก่ียว

กบั ภมู ปิ ญั ญาพนื้ บา้ นเปน็ เรอ่ื งงมงาย ผม เกิดความประทับใจ โดยเฉพาะส่ิงท่ีป้า ๑๓
เองมีบรรพบุรุษเป็นหมองู หมอกระดูก หรนคิดคน้ คอื การทำ� เกษตรธาตุ ๔ คือ
แต่เราไม่ได้สืบทอดอะไรไว้เพราะไม่เห็น การน�ำธาตุ ๔ ที่เป็น ดนิ น้ำ� ลม ไฟ ซึง่
คุณค่า” อ.จุ๊บ เริ่มเล่าย้อนประวัติชีวิต เป็นวิถีทางด้านสมุนไพรมาผสมผสาน
หว้ งวัยเยาว์ กับประสบการณ์ด้านการท�ำสวน จุด
ตราบกระท่ังหลังมีโอกาสได้ไป น้ันท�ำให้เร่ิมต้นถอดความรู้จากท่ีเล่า
ศึกษาเล่าเรียน และท�ำกิจกรรมร่วมกับ เรียนปริญญาตรีด้านชีววิทยา เร่ืองของ
นักพัฒนาเอกชนที่อ�ำเภอรัตภูมิ จังหวัด ตน้ ไมใ้ บหญา้ เขา้ กบั เรอื่ งสมนุ ไพรซงึ่ เปน็
สงขลา และหลายพ้ืนท่ีในจังหวัดสตูล ภมู ิปัญญาดงั้ เดิม
จึงมีโอกาสได้เจอปราชญ์ชาวบ้านช่ือ จากความประทับใจที่พบพาน
“ป้าหรน หมัดหลี” ภูมิปัญญาชาว ระหว่างรอยทาง เมื่อกลับคืนบ้านเกิด
บ้านคนหน่ึงที่สามารถผสมผสานวิถีของ จึงได้ฝากตัวเองเป็นลูกศิษย์ของหมอ
สมุนไพรเข้ากับเร่ืองการท�ำสวน ท�ำให้ สมุนไพรท่ีทุ่งคาชื่อ “ลุงหนู หลีสวัสด์ิ”
และนอ้ งของยา่ “นายขวญั สขุ สพุ รรณ”
ซ่งึ เป็นคูเ่ กลอกัน ช่วยถา่ ยทอดภมู คิ วาม
รู้เร่ืองสมุนไพรให้ลูกหลาน น�ำไปสู่การ
ฟื้นฟูเรื่องสมุนไพรท่ีบ้านทุ่งคา เริ่ม
ค้นหาเรื่องราววิถีชีวิตที่สอดคล้องกับ
เรื่องสมุนไพร เช่น เรื่องการท�ำข้าวย�ำ
ยาซึ่งท�ำให้ร่างกายภายในเกิดความ
อบอุน่ ในหนา้ ฝน รวมถึงภูมปิ ญั ญาอื่นๆ
ท่ีเกี่ยวข้องเร่ืองสมุนไพร เช่น การนวด
แบบพนื้ บา้ น กระทง่ั ลกู ของลงุ หนไู ดเ้ ปดิ
รา้ นยาสมนุ ไพรทีท่ ่งุ คา


ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



นบั จากนน้ั มา อ.จบุ๊ ไดเ้ รยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาอน่ื ๆ จากครหู มอสมนุ ไพร ๑๕
ท่านอ่ืนด้วย เมื่อไปท่ีไหนก็พยายามเรียนรู้เพิ่มเติม เช่นที่สุราษฎร์ธานี
ปัตตานี ฯลฯ โดยที่สุราษฎร์ธานี เขาเคยท�ำโครงการวิจัยป่าชุมชนภาค
ใต้ ทำ� ให้ไดเ้ รยี นรู้เร่อื งสมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพของพืช
เพ่มิ ขึน้ สิ่งท่ปี ระทบั ใจอยแู่ ลว้ กลายเป็นสิง่ น่าสนใจและท้าทาย เร่มิ อยาก
หาอยากศกึ ษาพชื พนั ธใ์ุ หมๆ่ ทมี่ ลี กั ษณะแตกตา่ ง มคี วามแปลกประหลาด
ของธรรมชาติ
หลังเสร็จจากการด�ำเนินโครงการที่สุราษฎร์ธานี เร่ิมขยับท�ำ
กิจกรรมใกล้บ้านมากขึ้น น่ันคือ “อ่าวปัตตานี” เป็นการท�ำงานด้านส่ิง
แวดลอ้ ม สง่ เสรมิ ชาวบา้ นใหอ้ นรุ กั ษอ์ า่ วปตั ตานี ทำ� ใหร้ จู้ กั ชมุ ชนรอบอา่ ว
ปตั ตานี และไดร้ ว่ มโครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื ของ สมเดจ็ พระกนษิ ฐา
ธริ าชเจา้ กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อกี ดว้ ย
“นับเป็นจุดส�ำคัญหน่ึงเหมือนกัน เพราะจากตรงน้ันท�ำให้ได้
สืบค้นเร่ืองราวภูมิปัญญารอบอ่าวปัตตานีท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์
จากพันธุ์พืช นอกจากน้ีได้รับโอกาสจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ภาคใต้ท่ีจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เก่ียวกับเร่ืองพืชพันธุ์
ธัญญาหารต่างๆ ท�ำให้เกิดความประทับใจ และน�ำมาใช้ด�ำรงอยู่ในวิถี
ชีวิตบางส่วน ทุกวันน้ีรอบบ้านจึงรกเรื้อด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร พวกพืช
ผกั สมนุ ไพรท่ใี ช้กนิ ได”้
หลังเสร็จโครงการที่อ่าวปัตตานี ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ เขาตัดสิน
ใจย้ายมาเป็นอาจารย์ที่ มนร. พร้อมขอทุนวิจัยเกี่ยวกับพืชสมุนไพรใน
จงั หวดั นราธิวาส ตั้งแต่ภเู ขาจนถงึ ป่าชายเลน ปากนำ�้ มีต้งั แตท่ ี่บ้านจุฬา
ภรณพ์ ัฒนา ๑๒ ชุมชนทส่ี ไุ หงปาดี ชมุ ชนแถวตากใบ ชุมชนขา้ งโรงเรยี น
นราธวิ าส กระทง่ั ไดข้ อ้ สรปุ วา่ ภมู ปิ ญั ญาตา่ งๆ “นราธวิ าสคอ่ นขา้ งมคี รบ”

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

ตงั้ แตภ่ เู ขาจนถงึ ทะเล เขาลงทนุ เสาะหา แลกเปลย่ี นความรปู้ ระสบการณ์
แลว้ นำ� มาผสมผสานความรจู้ ากชมุ ชนกบั ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรท์ ม่ี อี ยู่ ไม่
วา่ จะเปน็ เรอื่ งการจำ� แนกชนดิ พชื ภมู ปิ ญั ญา ฯลฯ และนำ� ไปสคู่ วามมงุ่ มน่ั
ที่จะถ่ายทอดความรแู้ ละประสบการณใ์ หแ้ กเ่ ยาวชนคนรุ่นใหมไ่ ดเ้ รียนรู้
บา่ ยคลอ้ ย หลงั สรปุ ประสบการณล์ งพนื้ ท่ี กลมุ่ นกั ศกึ ษาเรม่ิ แยก
ย้ายกันกลับ หากทว่าภารกิจของ อ.จ๊บุ ยงั ไมจ่ บ มีงานรออยู่อกี มากมาย
เขาตระหนักดีว่าในพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีวัตถุดิบ มีภูมิปัญญา แต่
ปัญหาคงเป็นเชน่ อีกหลายๆ พ้ืนท่ี น่ันคือการขาด “ข้อตอ่ ” ส�ำคญั ท่จี ะ
เช่อื มภูมิปัญญาในอดีตกับความเปน็ สมยั ใหม่
“ตรงนหี้ ายไปเยอะเหมอื นกนั ความจรงิ แลว้ หลายสง่ิ หลายอยา่ ง
ที่อยู่ใกล้ตัว หากเราไม่มีต้นทุนทางภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์ มันไม่
สามารถพลิกแพลงไปไหนต่อได้ คนสมัยนี้รู้จักแต่ส่ิงที่ได้รับการรับรอง
๑๖ มาตรฐาน หรอื สงิ่ ทเี่ ปน็ ผลติ ภณั ฑม์ าแลว้ แตว่ ตั ถดุ บิ ซงึ่ อยใู่ กลต้ วั กลบั ไมร่ ู้
จัก”

เหลา่ น้จี งึ เป็นหนง่ึ ในพันธกิจของสถาบันการศกึ ษาเชน่ มนร. ที่
ตอ้ งทำ� หนา้ ทเ่ี ชอื่ มตอ่ ผา่ นการสง่ เสรมิ ใหน้ กั ศกึ ษาสำ� รวจภมู ปิ ญั ญาดงั้ เดมิ
สืบสานให้เกิดประโยชน์ ส่วนชุมชนเองได้รู้จักพืชรอบตัวแล้วมีการน�ำไป
ใชป้ ระโยชน์อย่างยั่งยืน ท�ำให้เหน็ คุณค่า เกดิ การอนุรกั ษ์มากขึ้น เพราะ
หากชุมชนไม่ใช้ประโยชน์ทุกอย่างอาจเป็นศูนย์หมด แต่หากชุมชนเห็น
ประโยชน์ ร้วู า่ ต่อไปจะพฒั นาเป็นผลติ ภณั ฑ์ได้ ก็ตอ้ งเก็บรักษาไว้ มีการ
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้กันในแต่ละชมุ ชน พรอ้ มกบั พัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมกัน
ไปดว้ ย ผา่ นความร่วมมอื จากภมู ิปัญญาสนู่ ักศกึ ษาคืนมาสู่ชุมชน รว่ มกบั
นกั วชิ าการจากมหาวทิ ยาลยั ผนกึ กำ� ลงั จบั มอื ทำ� ใหเ้ กดิ ความยงั่ ยนื ในการ
ใชท้ รัพยากรมากข้ึน

๑๗

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

๑๘

“มหาวิทยาลัยค่อนข้างพร้อม มีทีมงานซ่ึงก�ำลังพัฒนากันอยู่
ต้ังแต่การลงเก็บตัวอย่างพืช น�ำมาวิเคราะห์ว่าเป็นพืชตัวไหนตามชื่อ
ทางวิทยาศาสตร์ แล้วมาสืบค้นเอกสารต่างๆ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
ตอ่ เป็นการทำ� งานเชิงรกุ ของ มนร. ขณะเดยี วกนั ชมุ ชนท่สี นใจมาร่วมได้
โดยตรง อาจเป็นการขอความชว่ ยเหลือดา้ นต่างๆ นอกจากน้ี ยงั มีความ
ร่วมมอื กบั ทางศนู ยว์ ทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการศกึ ษานราธวิ าสอกี ดว้ ย”
อาจารย์พงษพ์ นั ธ์ สุขสพุ ันธ์ หรอื “อ.จุ๊บ” กลา่ วข้อความท้งิ ทา้ ยไวส้ นั้ ๆ
แตส่ ะทอ้ นความหมายยาวไกล ดว้ ยเปา้ หมายสำ� คญั คอื การผนวกทกุ องค์
ความรดู้ า้ นสมนุ ไพรเพื่อก่อเกดิ ประโยชนแ์ ก่ทุกฝ่ายอย่างแทจ้ รงิ

๑๙

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

บทที่ ๒

สมุนไพรสตู รนักสู้
ของอดีต พคม.

ระยะทางห่างไกลจากตัวเมืองนราธวิ าสไปกว่า ๑๑๒ กโิ ลเมตร
ตามเส้นทางเมืองนราธิวาส-อ�ำเภอระแงะ จนไปสุดพ้ืนที่อ�ำเภอจะแนะ
๒๐ คือที่ตง้ั ชุมชนส�ำคญั เกีย่ วพนั กับประวัติศาสตรส์ �ำคัญหว้ งเวลาหนึ่ง
หากเอ่ยถงึ ชื่อเสยี งของอดตี สมาชิกพรรคคอมมิวนสิ ต์มลายา (พคม.) แรก
สุดผู้คนย่อมหวนนึกถึงเร่ืองราวของคนกลุ่มหน่ึงที่มี “เลือดนักสู้” ผ่าน
ประสบการณต์ อ่ สอู้ ยา่ งโชกโชนตามอดุ มการณท์ ม่ี อี ยู่ ทง้ั ขนึ้ เขาลงหว้ ย ใช้
ชวี ิตผจญภยั หลบซ่อนในป่าลึกดบิ ช้ืนในยุคทผี่ ู้คนมคี วามเหน็ ต่างทางการ
เมอื งและวถิ กี ารต่อสู้
และเมอ่ื กล่าวถงึ คนพ้ืนเมอื งด้ังเดมิ แหง่ โลกมลายใู นนาม “โอรัง
อสั ลี” (Orang Asli) หรือทช่ี าวบา้ นทว่ั ไปมกั เรียก “ซาไก” หลายคนคง
นกึ ถงึ ผคู้ นกลมุ่ หนง่ึ ทใี่ ชช้ วี ติ รอ่ นเรใ่ นปา่ เขาเสมอื นเปน็ “ยปิ ซแี หง่ พงไพร”
ผมู้ สี ดุ ยอดความรคู้ วามชำ� นาญในการใชย้ าสมนุ ไพรจนไดร้ บั การเรยี กขาน
วา่ “เจ้าแหง่ สมนุ ไพร” เพราะตอ้ งดิ้นรนหาทางนำ� พาชีวิตใหร้ อดพน้ จาก
สารพัดโรคร้าย รู้จักพรรณไม้ท่ีใช้เป็นยารักษาโรคดูแลตัวเองยามป่วยไข้
ในป่าลึกดงชัฏ ในพื้นท่ีที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง และความดิบช้ืนยังรุม

ล้อมชีวิต สรรพคุณพืชสมนุ ไพรเลือ่ งชือ่ ของคนเหล่านี้ เชน่ การใช้รากไม้
แข็งๆ ใหผ้ ู้หญิงรบั ประทานเพ่ือใหเ้ ปน็ ยาคุมกำ� เนิด ยาเสริมพลังทางเพศ
เรียกว่า “ไข่เหล็ก” มีลักษณะเป็นหัวคล้ายหัวเผือก น�้ำมันเสน่ห์ท�ำจาก
น้ำ� มันมะพรา้ ว หรือยาแกเ้ จ็บเสน้ แกเ้ มอื่ ย เป็นต้น

๒๑
ด้วยฐานะ “ผู้มาก่อน” กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “โอรังอัสลี”
ชาตพิ นั ธน์ุ กิ รอยด์ หรอื เนกรโิ ต (Negrito) ตระกลู ออกโตรเอเชยี ตกิ (Aus-
troasiatic) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ ๑๐๐
คน แบ่งเป็น ๓ กลุ่มย่อย ใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลารอยต่อจังหวัด
นราธวิ าสและยะลา ตอ่ เนอื่ งมาแตค่ ร้งั บรรพกาล เป็นวถิ ีชวี ิตแบบหาของ
ปา่ -ลา่ สตั ว์ (hunting-gathering culture) ใช้อาวุธแบบโบราณ เกิดข้ึน
และดำ� รงนานมาแลว้ กอ่ นบางพืน้ ทจ่ี ะมกี ารพัฒนาไปสู่สังคมสมยั ใหม่ วถิ ี
ชวี ิตของคนเหล่านี้ผูกพันอย่กู ับป่าจนเปน็ จติ วิญญาณเดียวกนั

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



สว่ นอดตี พคม. คอื กลมุ่ นกั สทู้ ม่ี จี ดุ กำ� เนดิ ในประเทศสงิ คโปรแ์ ละ ๒๓
มาเลเซยี กอ่ นจะเคลอ่ื นยา้ ยพลพรรคมาพกั พงิ อยฝู่ ง่ั ประเทศไทย แบง่ เปน็
๓ กรม คอื กรม ๘ กรม ๑๐ และ กรม ๑๒ เคลื่อนไหวอยใู่ นอาณาบรเิ วณ
พน้ื ท่จี งั หวดั ชายแดนภาคใต้ กระทงั่ วันหนง่ึ อดตี สมาชิก พคม. ตดั สนิ ใจ
“พดู คยุ สันตภิ าพ” กลายมาเปน็ “ผ้รู ว่ มพฒั นาชาตไิ ทย” หนง่ึ ในนนั้ คือผู้
มาอาศยั อยใู่ นหมบู่ า้ นจฬุ าภรณพ์ ฒั นา ๑๒ ซง่ึ ตอ่ มากลายเปน็ หนงึ่ ในแหลง่
เรียนรู้และสถานที่ท่องเท่ียวของจังหวัดนราธิวาส เพราะมีทั้งพิพิธภัณฑ์
ประวัติศาสตร์ชุมชน มีบรรยากาศป่าชุมชนแสนอุดมสมบูรณ์ นอกจาก
น้ันมีจุดเด่นเรื่อง “สมุนไพร” หลากหลายประเภท ทั้งที่ค้นพบเองและ
ดัดแปลงจากองค์ความรู้ของชาวโอรังอัสลี จนกลายเป็นภาพจ�ำด้านการ
รักษาแบบภูมปิ ัญญาชาวบา้ น พคม. เชน่ การฝงั เขม็ หรอื การจ�ำหนา่ ยยา
สมนุ ไพรรกั ษาโรคแขนงตา่ งๆ หนง่ึ ในนน้ั คอื “อบู ยี าฆา” หรอื “อบู ซี าไก”
จากปมู หลงั ท้ังโอรงั อัสลหี รือคนพืน้ เมอื งด้ังเดมิ และ พคม. ตา่ ง
คนต่างมีฟ้าเป็นหลังคา และมีป่าเป็นฝาบ้านเรือนชาน ย่อมมีโอกาสได้
พบเจอกนั บา้ งบนรอยทางชวี ิต เม่อื คน ๒ กลมุ่ ใช้องคค์ วามรู้ ๒ ศาสตร์มา
รวมกัน เรื่องราวท่เี กดิ ขน้ึ จงึ นับว่าไม่ธรรมดา ดงั เรอ่ื งราวท่สี ะท้อนอยู่ใน
สมนุ ไพรแผนโบราณซึง่ ถูกเรียกขานว่า “อูบียาฆา” (Ubi Jaga)หรือ “อบู ี
ซาไก” (Ubi Sakai)

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



“ฮบู ซี าไก หรอื มนั ซาไก ความจรงิ ๒๕
แล้วเราเองกย็ ังไมร่ ้จู ักชอ่ื เรียกท่ีถูกต้อง แต่
ชาวบ้านเรียกกันว่าฮูบีซาแก สมัยก่อนคน
สูงอายุท่ีท�ำงานกันอยู่ เกิดอาการปวดหัว
เขา่ ปวดเอว ไมร่ จู้ ะรกั ษาไดอ้ ยา่ งไร บงั เอญิ
ไปเจอซาไก จึงขอให้ช่วยหายาดีๆ มาช่วย
รักษาหัวเข่าให้หน่อย เพราะรู้ดีว่ากลุ่มคน
เหล่าน้ีช�ำนาญเรื่องยาสมุนไพรมาก” นาย
ดรอแม บนิ ซา อดตี ผู้ใหญบ่ ้านหมู่ ๑๓ บา้ น
จุฬาภรณ์พัฒนา ๑๒ ต�ำบลสุคิริน อ�ำเภอ
สุคิริน จังหวัดนราธิวาส ย้อนความเป็นมา
ของฮูบีซาไก ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่อมาว่า
หลังจากนั้นโอรังอัสลีได้น�ำหัวมันประเภท
หน่ึงมาให้ต้มกิน ผ่านไปสักพักปรากฏว่า
อาการปวดหวั เขา่ ปวดเอวทต่ี นเองเปน็ ทกุ ข์
ใจทกุ ขก์ ายอย่หู ายเปน็ ปลดิ ทง้ิ
ไมน่ านเวลาตอ่ มามคี นเกดิ อาการ
ปวดเข่าอีก จึงทดลองใช้สูตรยานี้รักษา
ปรากฏว่าคนป่วยก็หายจากอาการปวดเข่า
ปวดหลงั ปวดเมอ่ื ย จงึ เปน็ เรอ่ื งรำ�่ ลอื ตอ่ กนั
มาปากตอ่ ปาก นำ� ไปสชู่ อ่ื เสยี งของสมนุ ไพร
ภมู ปิ ญั ญาชาวโอรงั อสั ลี สรรพคณุ แกอ้ าการ
ปวดตามขอ้ โรมาตซี มึ ปวดเอน็ แกค้ วามดนั
โลหติ สงู แก้โรคเบาหวาน แกร้ ดิ สีดวง ชว่ ย
การไหลเวียนโลหิตและบ�ำรุงสุขภาพ โดย

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

กรรมวิธีการผลติ เร่ิมจากการเขา้ ปา่ ไปขุดหามันชนดิ พิเศษนี้ซง่ึ วา่ กนั วา่
เทา่ ทพ่ี บเจอจะอยู่แถบบริเวณผนื ปา่ รอบๆ หม่บู ้านจฬุ าภรณ์พฒั นา ๑๒
เทา่ นั้น เสรจ็ แล้วจงึ ตัดหัวมนั มาล้างนำ้� น�ำมีดฝานเนอื้ เปน็ ชิ้นบางๆ นำ�
ไปตากแดดสัก ๔-๕ วนั สิง่ ส�ำคัญตอ้ งพงึ ระวงั คอื แดดแรกตอ้ งตากให้
แหง้ สนทิ เพราะฮบู ีซาไกจะมเี มือกอยู่จงึ ตอ้ งตากให้แห้งภายในวนั เดยี ว
หากไม่แหง้ ในวนั เดียวจะเสียสรรพคุณทนั ที หากตากแหง้ ในวันแรก วนั
ที่สองก็ตากได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลเร่ืองเมือกจากหัวมันชนิดน้ีอีก เม่ือ
ตากจนแหง้ ไดท้ ่แี ล้ว จงึ เกบ็ ใสภ่ าชนะพร้อมใชห้ รอื จ�ำหนา่ ยได้ ครง้ั หนึ่ง
ท�ำได้ ๑๐๐-๒๐๐ ห่อ ทุกวันนี้คนนิยมมากขึ้น หากจะผลิตให้ได้เยอะ
ตอ้ งอาศัยชว่ งอากาศดๆี ไม่เหมาะทจ่ี ะท�ำชว่ งฝนชกุ หรอื ในฤดูฝน
“ต้ังแต่อดีต เราใช้สูตรน้ีเพื่อดูแลรักษาตามอาการท่ีกล่าวมา
เวลาปว่ ย เรม่ิ ตน้ ทำ� กนั เองรกั ษากนั เองกอ่ น ตอนหลงั มคี นสนใจจงึ ทดลอง
จ�ำหนา่ ย ผา่ นมาเกือบ ๑๐ ปี ผลตอบรับดมี าก ราคาขายถงุ หนึง่ ๑๐๐
๒๖ บาท ปรากฏว่าขายได้เร่ือยๆ แบบปากต่อปาก เพราะคนเคยซ้ือไปกิน
แลว้ ได้ผลช่วยประชาสัมพนั ธ์ให้ คนกรุงเทพฯ หรืออสี าน ส่งั ซอื้ กันเยอะ
บางทโี ทรศพั ทม์ า เราใชว้ ธิ สี ง่ ใหท้ างไปรษณยี ์ สว่ นคนในพน้ื ทเี่ องกย็ งั พอ
มีใช้อยู่บ้าง” นายดรอแม บนิ ซา กล่าวถึงชอ่ งทางในการจัดจ�ำหนา่ ย

๒๗

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

๒๘

นอกจากน้ีด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ท�ำให้มีการใช้ส่ือสังคม ๒๙
ออนไลน์ (Social Media) จดั ท�ำเฟซบุก๊ (Facebook) เพ่ือเปน็ ชอ่ งทาง
เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์ รวมถงึ มกี ารออกบทู้ เพอื่ นำ� ผลติ ภณั ฑข์ องหมบู่ า้ น
ไปจ�ำหนา่ ยทง้ั ในอ�ำเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา กรงุ เทพฯ ฯลฯ ซ่ึงนอก
จากฮบู ซี าไกแลว้ ยงั มสี นิ คา้ สมนุ ไพรอกี หลายชนดิ ทม่ี กี ารนำ� ไปจำ� หนา่ ย
เชน่ สบู่สมุนไพร หญ้ากันยงุ ไขเ่ หล็ก ตงุ กตั อาลี ฯลฯ
ทั้งน้ีมีเสียงสะท้อนจากลูกค้าหลายรายบอกเล่าจาก
ประสบการณ์ที่เคยใช้ว่า เม่ือทานแล้วมีผลท�ำให้ความดันหรือไขมันใน
เลือดลดลง อย่างไรก็ตามถึงท่ีสุดแล้วคงอยู่ท่ีความเหมาะสมของแต่ละ
คนดว้ ย เพราะมเี คมใี นรา่ งกายแตกตา่ งกนั แตอ่ ยา่ งนอ้ ยเปน็ เรอื่ งดเี พราะ
ปกติยาสมุนไพรซ่ึงต้องรับประทานเป็นประจ�ำไม่ก่อให้เกิดอันตราย
มากนกั เนื่องจากไมม่ สี ารตกค้างและทานไดง้ ่าย อยา่ งฮูบีซาไก ผสู้ นใจ
สามารถทานได้ง่ายๆ ด้วยการน�ำแผ่นท่ีตากแห้งสักชิ้นสองชิ้นมาต้มใส่
นำ�้ กรอกใสข่ วดไว้ หรอื เทน�ำ้ รอ้ นใสแ่ ก้ว หยิบฮบู ีซาไกสักช้ินใส่ลงไป ให้
รสชาตจิ ดื หรอื เขม้ ขน้ ไดต้ ามตอ้ งการ หากชอบรสเขม้ ขน้ กเ็ พม่ิ จำ� นวนลง
ไป หรือหากดื่มกาแฟสามารถหยบิ ใสล่ งไปในน้ำ� กาแฟพร้อมกนั ได้
อยา่ งไรกต็ าม ปญั หาทกุ วนั นอ้ี ยทู่ ี่ “ความเชอ่ื มนั่ ” ของผบู้ รโิ ภค
ในเชงิ การแพทยม์ ากกวา่ ผคู้ นทกุ วนั นส้ี ว่ นใหญม่ กั ใชย้ าสมยั ใหม่ ไมค่ อ่ ย
เช่ือภูมิปัญญาชาวบ้านเร่ืองพืชสมุนไพร โดยเฉพาะการยึดมาตรฐาน
ทางการแพทย์ทีต่ อ้ งมีตรารับรองเพือ่ ความปลอดภยั
ปญั หาใหญส่ ดุ คอื ฮบู ซี าไกนนั้ ในมาตรฐานทางวทิ ยาศาสตรห์ รอื ทางการ
แพทย์ ยงั ไมผ่ า่ นการวจิ ยั อยา่ งเปน็ ทางการ ขณะนท้ี างอาจารยพ์ งษพ์ นั ธ์
สขุ สพุ นั ธ์ หรอื “อ.จบุ๊ ” แหง่ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มนร. กำ� ลงั
ท�ำการวิจัยอยู่อย่างต่อเน่ือง หากผ่านเกณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐาน
เชื่อว่าตลาดย่อมเปิดกว้างขึ้น จะส่งผลดีท้ังต่อผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้
จ�ำหน่าย

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



๓๑
“อบู ยี าฆา” วธิ ีใชแ้ ละสรรพคณุ
“อบู ยี าฆา” (Ubi Jaga) หรอื “อบู ซี าไก”
(Ubi Sakai) สมุนไพรแผนโบราณ สรรพคณุ แก้
อาการปวดตามขอ้ โรมาตีซมึ ปวดเอ็น แกค้ วาม
ดนั โลหติ สงู แกโ้ รคเบาหวาน แกร้ ดิ สดี วง ชว่ ยการ
ไหลเวียนโลหิตและบ�ำรุงสุขภาพ วิธีรับประมาน
ใช้ช้ินส่วนประมาณ ๒-๔ ช้ิน ใช้น้�ำประมาณ ๑
ลติ ร ตม้ ให้เดือด รับประทานประมาณ ๑ ชว้ ยชา
วนั ละ ๒ เวลา เช้า-เยน็ หรอื ตามที่ชอบ ยา ๒-๔
ชิน้ ตม้ ไดเ้ พียง ๒ ครั้ง

บทท่ี ๓

สร้างภมู คิ ุ้มกนั ด้วย
“ข้าวย�ำ ยา”

๓๒ ขา้ วยำ� ปกั ษใ์ ต้ คอื หนง่ึ ในเมนอู าหารขนึ้ ชอ่ื ของพน้ื ทภี่ าคใต้ มี
หลากหลายประเภทตามแตจ่ ะเรยี กขาน ทงั้ ขา้ วยำ� ใบยอ ขา้ วยำ� ใบพนั
สมอ ขา้ วยำ� ตมู แิ บบมลายู ฯลฯ สว่ นใหญน่ ยิ มใชข้ า้ วสกุ คลกุ กบั นำ้� บดู ู
โรยดว้ ยผกั สดนานาชนิด ท�ำใหผ้ ู้บรโิ ภคไดร้ บั วติ ามิน แร่ธาตุ โปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต ทมี่ อี ยใู่ นผกั เตม็ ท่ี และยงั มใี ยอาหารสงู ชว่ ยเรอื่ งระบบ
ขบั ถา่ ย เปน็ อาหารจานเดยี วทมี่ คี ณุ ประโยชนท์ างโภชนาการและเปน็
อาหารเพอื่ สุขภาพ ให้สารอาหารหลากหลาย เหมาะกับคนที่ตอ้ งการ
ควบคุมน�้ำหนักและดูแลสขุ ภาพ
อย่างไรก็ดี มีข้าวย�ำอีกประเภทหนึ่งซึ่งหลายคนอาจไม่เคย
รู้จัก ไม่เคยได้ลองรับประทาน หรือไม่เคยได้ยินช่ือมาก่อน น่ันก็คือ
“ข้าวย�ำยา” หรือ “ข้าวย�ำสยา” หนึ่งในเมนูข้าวย�ำท่ีเป็นอัตลักษณ์
เด่นของผู้คนแถบ “ท่งุ คา”

๓๓

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



บา้ นทงุ่ คา (วดั ทงุ่ คา) หมทู่ ี่ ๘ ตำ� บลละหาร อำ� เภอยงี่ อ จงั หวดั ๓๕
นราธวิ าส ตำ� บลซงึ่ มคี วามหมายวา่ หนองนำ้� ทถี่ กู ปลอ่ ยทง้ิ มเี รอื่ งเลา่ ตอ่
กนั มาวา่ เมอ่ื หลายรอ้ ยปมี าแลว้ ในเขตตำ� บลละหาร มหี นองนำ้� ขนาดใหญ่
แหง่ หนง่ึ มนี ำ้� ขงั อยตู่ ลอดปี จงึ เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั ของสตั วน์ ำ�้ นานาชนดิ ดว้ ย
ลกั ษณะหนองนำ้� ทงั้ ลกึ และกวา้ งใหญ่ เมอื่ ชาวบา้ นจะลงไปจบั ปลาลา่ สตั วใ์ น
หนองนำ้� แหง่ น้ี มกั ใชช้ า้ งเปน็ พาหนะเพอื่ ความสะดวกปลอดภยั อยา่ งไร
กต็ าม ชาวบา้ นเขา้ ไปลา่ สตั วห์ รอื จบั ปลาบรเิ วณหนองนำ้� แหง่ นมี้ กั ถกู สตั ว์
ปา่ ขบกดั ทำ� รา้ ยจนเปน็ ทโี่ จษขานกนั ทงั้ ตำ� บล จงึ แทบไมม่ ใี ครกลา้ เขา้ ไป
บรเิ วณหนองน�้ำแห่งนอ้ี กี เลย
ส�ำหรับวัดทุ่งคา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ นับเป็นศาสนสถาน
ส�ำคัญของชาวพุทธในจังหวัดนราธวาส ภายในวัดมีกุฏิเจ้าอาวาสซ่ึง
สร้างมานานพร้อมการต้ังวัด เป็นโบราณสถานส�ำคัญ ลักษณะกุฏิทรง
สถาปตั ยกรรมพ้ืนบ้านนยิ มประดบั ด้วยลวดลายฉลุลายเถาว์ บ่งบอกถึง
ฝีมือทางศิลปะที่มีความปราณีต ด้านหน้ามีการเขียนลวดลายโบราณ
มากมาย และมภี าพจติ รกรรมฝาผนงั สะทอ้ นเรอื่ งราวในพระพทุ ธศาสนา
พระครพู พิ ธิ นวกรรมโกศล เคยดำ� รงตำ� แหนง่ อดตี เจา้ คณะตำ� บลโคกเคยี น
และอดตี เจ้าอาวาสวดั ทุ่งคา ก่อนจะมรณภาพด้วยโรคชรา เม่อื วนั เสาร์
ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ สิริอายุ ๘๗ ปี ๖๕ พรรษา ท่านเปน็ ชาวทุ่ง
คาโดยก�ำเนิด เกดิ เม่ือวนั พฤหัสบดที ่ี ๕ มกราคม ๒๔๗๑ เม่อื วันท่ี ๑๙
มถิ นุ ายน ๒๔๙๑ ไดอ้ ปุ สมบท ณ วดั ทงุ่ คา ตอ่ มาดำ� รงตำ� แหนง่ เจา้ อาวาส
วัดทงุ่ คา ไดด้ �ำเนนิ การก่อสรา้ งเสนาสนะตา่ งๆ ภายในวดั ท่งุ คามากมาย
เป็นพระมหาเถระผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม ด�ำรงม่ันอยู่ในพระธรรมวินัย
ขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า เป็นพระสงฆ์ผู้สมถะเรียบง่าย เจริญ
อยูใ่ นเมตตาพรหมวิหารธรรม โดยไม่แบง่ แยกชนช้นั ให้ความเมตตาทุก
คนอยา่ งเทา่ เทียมกนั

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



“วัดทุ่งคา” จึงกลายเป็นศูนย์รวมหัวใจของชาวทุ่งคาเสมอมา ๓๗
กิจกรรมส�ำคัญๆ มกั เกดิ ขน้ึ ท่นี ่ี
ณ บ้านทุง่ คา ๑ ใน ๘ หมู่บ้านของต�ำบลละหาร ชาวบา้ นมัก
ประกอบอาชีพหลกั คอื ทำ� นา ท�ำสวน ท�ำไร่ และมอี าชีพเสริมดว้ ยการ
รบั จา้ งหรอื คา้ ขาย จุดเด่นประการหนึง่ ของบ้านทงุ่ คาคือการใช้ “ภาษา
ไทยส�ำเนยี งทุ่งคา” มี “คณะมโนราหค์ วนบ้านท่งุ คา” หรอื หากเป็นดา้ น
ศลิ ปะหตั ถกรรมกจ็ ะเปน็ “กลมุ่ จกั สานยา่ นลเิ ภาบา้ นทงุ่ คา” “กลมุ่ ปกั ผา้
กลมุ่ บา้ นละหาร” “ผลติ ภณั ฑห์ ญา้ ลเิ ภา” แตห่ ากเปน็ อาหาร แนน่ อนวา่
“ข้าวยำ� ยา” ยอ่ มมาเปน็ ทหี่ นง่ึ
ยายบุญแก้ว พงษ์เปล่ง ผู้สืบทอดสูตรข้าวย�ำยา บ้านทุ่งคา
ตำ� บลละหาร อ�ำเภอยีง่ อ จงั หวัดนราธวิ าส เล่าวา่ ขา้ วย�ำยาเป็นอาหาร
สูตรโบราณ ได้รับการสืบทอดมาตง้ั แตส่ มัยเดก็ มารดาเคยท�ำใหท้ านจน
จดจำ� ไดด้ ถี งึ ความอรอ่ ย ปกตจิ ะทำ� กนั เวลามงี านประเพณตี า่ งๆ ลกั ษณะ
เด่นคอื ข้าวมีสีเหลืองจัดเปน็ เพราะการหงุ ขา้ วกบั น้�ำขมิน้

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

๓๘

“ความพเิ ศษ คอื มคี วามเปน็ ยาจากพชื สมนุ ไพรทใี่ สล่ งไป ชว่ ย ๓๙
ในเรอ่ื งของการขบั ลม สว่ นสมนุ ไพรกเ็ กบ็ มาจากพนื้ ที่ เปน็ พชื ทม่ี ใี นทอ้ ง
ถิ่นหรือชุมชนอยู่แลว้ ”
ทงั้ นี้ องคป์ ระกอบสำ� คญั ของขา้ วยำ� ยา เรม่ิ ตนั้ ตงั้ แตก่ รรมวธิ กี าร
หงุ ขา้ วสวย ดว้ ยการนำ� สารพดั ใบยา เชน่ ใบยอ ใบอญั ชนั ใบนางดำ� ใบพา
โหม หรือขม้นิ มาต�ำแลว้ ค้ันน�ำ้ ใส่ลงในขา้ วทีต่ ้องการหุง หากต้องการให้
เมลด็ ขา้ วขาวสกุ มสี เี ขยี วเขม้ อมดำ� ใหใ้ ช้ “ใบยอ” สนี ำ้� เงนิ ใช้ “ใบอญั ชนั ”
แต่หากตอ้ งการเปลยี่ นสเี มลด็ ข้าวให้เป็นสีมว่ ง กใ็ ช้ “ใบนางด�ำ (ปีแต)”
หรอื ใบพาโหม และหากตอ้ งการใหเ้ มลด็ ขา้ วเปน็ สเี หลอื ง ใช้ “ขมนิ้ ” เปน็
ดีทีส่ ดุ
“สีของข้าวย�ำมีหลายสี สีเหลืองนิยมใช้ขม้ินน�ำกลิ่นหอม มี
สรรพคุณช่วยสมานกระเพาะ สีฟ้าคือดอกอัญชันมีสารต้านมะเร็งสูง สี
ค่อนข้างด�ำมากใช้ใบยอมาต�ำ แต่ถ้าเป็นสีม่วงด�ำก็ต้องใบนางด�ำหรือ
ใบพันสมอเท่านั้น ซึ่งสีของเมล็ดข้าวจะเป็นเอกลักษณ์ของ ๓ จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ เปน็ เอกลกั ษณข์ องขา้ วยำ� นราธวิ าสเลย” ยายบญุ แกว้
กล่าวถงึ สรรพคุณของขา้ วย�ำยาด้วยนัยนต์ าแวววาว
สำ� หรบั พชื ผกั สมนุ ไพรทจี่ ะใสเ่ พม่ิ รสในขา้ วยำ� ยา ประกอบดว้ ย
หวั กระทอื รสขมนำ� มฤี ทธช์ิ ว่ ยเรอื่ งระบบขบั ถา่ ย หวั ขงิ ขมน้ิ ขาว ตำ� ผสม
รวมกนั คนละซกี ในครก ขมนิ้ ชนั สะตอเบา กระถนิ (ลกู กะไตเ๋ งนิ หรอื กะ
ไตเ๋ บา) ตะไคร้ ขมน้ิ ขาว ขงิ ใบเกษม ใบยอ ใบกะเปราะหอม กระชาย ใบ
มะกรดู นำ� มาหนั่ รวมกนั พชื ผกั เหลา่ นสี้ ว่ นใหญจ่ ะมสี รรพคณุ ขบั ลมสมาน
กระเพาะอาหาร สว่ นผสมอ่ืนๆ เช่น ปลา นำ� เน้อื ทตี่ ม้ และแกะแล้วไปคว่ั
ใสห่ อมแดง ควั่ พอใหแ้ หง้ ปรงุ รสดว้ ยเกลอื และนำ�้ ตาล สว่ นนำ�้ บดู เู พมิ่ รส
นิยมใช้บูดสู ดหรือบูดนู ้ำ� ใส

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

ขั้นตอนการท�ำข้าวย�ำยา ๑ จานเพ่ือรับประทาน เริ่มจากห่ัน
สารพดั ผกั ทใ่ี หร้ สรอ้ นและเผด็ ใสล่ งไปในขา้ วสเี หลอื งขมน้ิ ทตี่ กั รอไวแ้ ลว้
ในจาน ตามด้วยเน้อื ปลาค่ัว (ไม่มีมะพรา้ วค่วั ) จากนั้นใส่สารพดั ผกั ท่ีหั่น
รวมกันไวล้ งไป เชน่ กระถิน ตะไคร้ ขมิ้นขาว ราดดว้ ยบูดนู �้ำใส (บดู สู ด)
โรยพริกไทยผงเริ่มเผ็ดร้อน บางคนถนัดชอบทานเป็นเม็ดก็ย่อมได้ไม่ผิ
ดกฏกติกาแต่ประการใด หรือต้องการเพิ่มรสเปร้ียวให้ใส่มะขามอ่อน
เพ่ิมรสเพ่ิมกล่ินด้วยเมล็ดกระถินเขียวสด และปกติแล้วท่ีขาดไม่ได้อีก
อย่างหนง่ึ คือ “ดอกดาหลา” ทงั้ ขาวหรอื แดงซง่ึ จะเพมิ่ กลน่ิ เพม่ิ รสชาติ
ข้าวย�ำยาจานอร่อยจึงเรียกได้ว่าเป็น “รวมมิตร” สารพัดผักที่มากคุณ
ประโยชนโ์ ดยแทจ้ ริง
“เมอ่ื ถงึ ชว่ งเขา้ สฤู่ ดฝู นหลายพน้ื ทเี่ วลามงี านกฐนิ ในวดั ขา้ วยำ�
ยาจงึ กลายเปน็ เมนอู าหารสำ� คญั สำ� หรบั รบั ญาตโิ ยมทไ่ี ปรว่ มงานบญุ ดว้ ย
อุดมไปด้วยสมุนไพรร้อน เวลาทานจึงมีรสชาติร้อนแรงจากรสพริกไทย
๔๐ น�ำ เสริมเปรี้ยวด้วยมะขามอ่อน และท่ีส�ำคัญคือสะตอ การผสมผสาน

ทกุ อย่างไว้อย่างลงตัว กลมกล่อม ทำ� ให้คนไมช่ อบทานผักสามารถทาน
ได้ง่าย เพราะแต่ละชนิดซอยบางๆ ผสมกลมกลืนไปกับเน้ือข้าวเหลือง
ขมน้ิ ทานแลว้ จะรูส้ กึ โล่งโปรง่ สบาย ไม่อืดทอ้ ง”
หากพิจารณาจากธรรมชาติของมนุษย์ ช่วงหน้าฝนอากาศชื้น
เหนอะหนะ ระบบการย่อยอาหารมกั ไมค่ ่อยดี จึงเป็นเรือ่ งภมู ปิ ญั ญาคน
ดง้ั เดมิ ทไ่ี ดค้ ดิ คน้ สตู รอาหารชนดิ ใหม่ นำ� พชื ผกั สมนุ ไพรมาทำ� เปน็ อาหาร
รับประทานในรูปขา้ วยำ� ยา ซงึ่ จะช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร ขบั
ลม แก้ท้องอดื สรา้ งความอบอุน่ ในร่างกาย ปกติภมู ิปัญญาลักษณะน้ีที่
ตอ้ งกนั กบั ลกั ษณะการเปลยี่ นแปลงของลมฟา้ อากาศ ไมใ่ ชเ่ ฉพาะชมุ ชน
ไทยพทุ ธ ชุมชนอน่ื ๆ ก็มีเช่นกนั ในวฒั นธรรมมลายกู ม็ ี เช่น เอาหัวกระ
ทือมาคลุกข้าวเพ่ือเพ่ิมรสเพ่ิมยา เพียงแต่คนรุ่นใหม่อาจรู้จักน้อยลง

๔๑

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

ทสี่ ำ� คญั ความจรงิ มเี มนอู าหารอกี หลายชนดิ ทค่ี นรนุ่ ใหมแ่ ทบไมท่ ราบไมร่ ู้
จกั ทง้ั ที่เปน็ เร่อื งราวรอบตวั เชน่ ใช้ใบพืชสมุนไพรชนิดหนงึ่ จากป่าชาย
เลนมาอบเปน็ กลนิ่ ขา้ วยำ� อกี แบบหนง่ึ ตอนทข่ี า้ วกำ� ลงั จะสกุ เปน็ การเพมิ่
กล่ินขา้ วยำ� ใหโ้ ดดเดน่ ชวนรบั ประทานมากขนึ้
กลา่ วไดว้ า่ ผคู้ นสมยั กอ่ นทำ� อาหารดว้ ยใจ เขา้ ปา่ เขา้ สวนไปเกบ็
สารพัดผักมาปั่นมาต้มมาผัด หรือไม่ก็รับประทานกันสดๆ อาหารบาง
ประเภทกวา่ จะได้รับประทาน ตอ้ งผา่ นกรรมวิธปี รุงรสใหเ้ ด็ด คลุกเคล้า
ใหพ้ อเหมาะ แตล่ ะมอื้ แตล่ ะเมนตู อ้ งยำ� และเสริ ฟ์ ทลี ะจาน ขณะทค่ี นทำ�
เตรยี มงานเปน็ วัน คนทานใช้เวลาทานไม่นานก็อ่ิม
หากทวา่ เปา้ หมายส�ำคญั ในที่สดุ คือ คนท�ำอาหารสุขใจ คนรบั
ประทานสขุ กาย มเี มนแู ปลกๆ ใหเ้ ลอื กทานแกเ้ บอื่ อาหาร ใชพ้ ชื สมนุ ไพร
กระตนุ้ ตอ่ มอยาก และเสรมิ สรา้ งสขุ ภาพเพม่ิ ภมู คิ มุ้ กนั ใหร้ า่ งกายแขง็ แรง
๔๒ พรอ้ มเผชญิ ภูมิอากาศทีแ่ ปรเปลยี่ นไปตามฤดูกาล ดังเช่นเมนู “ขา้ วยำ�
ยา” แห่งทุ่งคาซ่ึงอาจพัฒนาเป็นเมนูอาหารท่ีสร้างต้นทุนทางธุรกิจ
อาหารได้ในระยะยาว

๔๓

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

บทที่ ๔

“ลอดชอ่ งแป้งสาค”ู
งา่ ยงามแตอ่ รอ่ ย

๔๔ หากใครมีโอกาสได้ชมสารคดีเกี่ยวกับเรื่องราวของ “สาคู”
(Sago) ปาลม์ ชนิดหน่งึ หรือชื่อวิทยาศาสตร์คอื Metroxylon sagu
จะเห็นว่ามนุษย์ยุคโบราณรู้จักการน�ำแป้งสาคูท่ีมีอยู่ในล�ำต้นท�ำเป็น
อาหารไว้รับประทานนานมาแล้ว เช่นชนเผ่าในเกาะนิวกินีด�ำรงชีพ
ดว้ ยแปง้ จากตน้ สาคเู ป็นอาหารหลกั มรดกอาหารนส้ี บื ทอดต่อกันจน
ปจั จบุ นั เพราะตน้ สาคทู ม่ี อี ายปุ ระมาณ ๘-๑๐ ปขี น้ึ ไปจะสะสมแปง้ ใน
ลำ� ตน้ ไวม้ าก สามารถนำ� มาทำ� เปน็ อาหารแทนขา้ วได้ ถน่ิ กำ� เนดิ ตน้ สาคู
ว่ากันว่าอยแู่ ถบนิวกนิ แี ละหมู่เกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซยี ก่อน
กระจายพนั ธไ์ุ ปยงั พนื้ ทใี่ กลเ้ คยี งในภมู ภิ าครอ้ นชน้ื บรเิ วณคาบสมทุ รใน
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ และโอเชียเนยี (Oceania) เช่น ปาปัวนวิ กินี
ฟลิ ปิ ปินส์ อนิ โดนีเซยี มาเลเซีย เกาะบอรเ์ นยี ว และพน้ื ท่ภี าคใตข้ อง
ประเทศไทย

ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อธิบายชุดข้อมูลน่าสนใจไว้ ๔๕
ว่า แป้งสาคูบริสุทธ์ิมี อะไมโลส ๒๗ เปอร์เซ็นต์ อะไมโลเพกติน
๗๓ เปอร์เซ็นต์ แป้งจากปาล์มสาคูเป็นอาหารหลักในนิวกินี ส่วนใน
อินโดนีเซียและมาเลเซีย ใช้ท�ำเค้กและการผลิตแป้งใช้เป็นอาหาร
สัตว์ เปลือกล�ำต้นใช้เป็นวัสดุก่อสร้างและเชื้อเพลิง ก้านใบใช้ท�ำฝา
ผนงั เพดาน และรั้ว ใบออ่ นใชส้ านตะกรา้ ยอดอ่อนรบั ประทานเป็น
ผัก หนอนของดว้ งสาคูน�ำมารบั ประทานได้ ในหม่เู กาะโมลกุ กะนยิ ม
นำ� เห็ดฟางท่ีขนึ้ อยู่ในกากทเ่ี หลือจากการผลิตแป้งมารับประทาน ใบ
สาคนู ำ� มาเยบ็ เปน็ ตบั ใชม้ งุ หลงั คาและฝาบา้ น กา้ นใบนำ� มาลอกเปลอื ก
นอกออกนำ� ไปจกั สานเปน็ ชะลอมหรอื แผงวางของ ผลของต้นสาคูรบั
ประทานได้

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส



ตวั อย่างบางประเทศ มีเมนูอาหาร ๔๗
ทที่ �ำจากแปง้ สาคเู รยี กวา่ “อมั บยู ัต” (Am-
buyat) เปน็ อาหารพนื้ เมอื งชว่ งขาดแคลน
ขา้ ว ถอื เปน็ วฒั นธรรมการกนิ -อยทู่ เี่ กย่ี วขอ้ ง
กบั ตน้ สาคอู ยา่ งใกลช้ ดิ เชน่ ในเกาะบอรเ์ นยี ว
รฐั ซาราวัก บรูไน นบั เป็นอาหารประจ�ำชาติ
ของบรูไน ท�ำจากแป้งของปาล์มสาคูท่ีขูด
จากล�ำต้นมากวนให้สุกจนเหนียวเหมือน
แปง้ เปยี ก เวลารบั ประทานใชจ้ นั ดสั ลกั ษณะ
คลา้ ยตะเกยี บแตป่ ลายขา้ งหนง่ึ ตดิ กนั จมุ่ แลว้
ม้วนก้อนแป้งกินเป็นค�ำๆ คู่กับซอสเปร้ียว
เรียกว่า “ชาชะห์” ท�ำจากผลบินไยหรือผล
ล�ำพู นอกจากนั้นยังรับประทานร่วมกับน�้ำ
พริกทุเรียนดอง (ซัมบัล เตอราซี หรือซัม
บลั เตมิ โปยก) และกับข้าวอ่นื ๆ เช่น ผัดใบ
มนั ผกั บุง้ ผัดกะปิ ปลายา่ ง เนื้อยา่ ง เป็นต้น
หรือในอินโดนเี ซ๊ย มกี ารนำ� แปง้ จากตน้ สาคู
มาท�ำเป็นเส้นก๋วยเต๋ียว ขนมปัง ที่ซาราวัก
มาเลเซีย นยิ มทำ� เป็นเมด็ สาคู (Sago Pearl)
น�ำมาท�ำขนมใส่น�้ำกะทิและน้�ำตาล หรือน�ำ
มาผสมกบั ร�ำขา้ ว
ส�ำหรับประเทศไทย “ต้นปาล์ม
สาคู” มีเฉพาะในพ้ืนที่ภาคใต้เท่าน้ัน และ
ในพ้ืนท่ีจังหวัดนราธิวาสก็โดดเด่นในเร่ือง
นี้ เพราะพ้ืนท่ีส่วนหนึ่งเป็นป่าพรุซึ่งเป็น

ตามรอยภูมิปัญญาสมุนไพรนราธิวาส

ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตรท์ ตี่ น้ สาคชู อบขนึ้ หากทวา่ บางคนอาจไมร่ จู้ กั ตน้
สาคู หรอื เหน็ ลกั ษณะใบลำ� ตน้ กย็ งั จนิ ตนานการหรอื นกึ ไมอ่ อกวา่ นห่ี รอื
คอื ตน้ สาคู ทงั้ ทกี่ ารนำ� แปง้ จากตน้ สาคมู าบรโิ ภค นบั เปน็ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ ง
ถิ่นทส่ี ืบทอดกนั มาต้งั แต่ครัง้ โบราณกาล
“สาคู” เป็นต้นไม้ตระกูลปาล์ม ล�ำต้นขนาดใหญ่เหมือน
มะพร้าว เวลาปลูกไปไดป้ ระมาณ ๑๕ – ๒๐ ปีก็จะเรมิ่ ออกดอก ชาว
บ้านเรียกว่าแตกเป็นเขากวาง ถึงช่วงนั้นแสดงว่าแป้งในล�ำต้นมีสูงสุด
และมากสุด แปง้ ในต้นสาคูมีลักษณะพเิ ศษเป็นวุ้นเหมอื นเจล อมุ้ น�ำ้ ได้
มาก คนสมยั กอ่ นโคน่ ตน้ สาคทู ม่ี อี ายแุ ละขนาดไดท้ แี่ ลว้ วา่ กนั วา่ ตน้ สาคู
ท่เี หมาะนำ� มาสกดั เอาแปง้ ควรมอี ายุราว ๘ ปีและยังไมอ่ อกดอกถงึ จะ
ให้ปรมิ าณแป้งมาก วธิ กี ารทำ� เริ่มจากตัดตน้ สาคเู ปน็ ท่อนๆ ความยาว
พอเหมาะประมาณครึ่ง-๑ เมตร จัดการผ่าซีก จากน้ันขดู เนื้อด้วยตะปู
ทตี่ อกไวก้ ับแผน่ ไม้กระดานเพอื่ ให้เป็นแป้งหรือเม็ดสาคู บางคนอาจใช้
๔๘ วิธีต้ังต้นสาคูให้ตรงเป็นครก ไม่ต้องปอกเปลือก ใช้สากต�ำให้ละเอียด
กระทั่งได้ผงสาคูพอจ�ำนวน น�ำมาค้ันน�้ำเหมือนค้ันน�้ำกะทิ กรองด้วย
เครอ่ื งรอ่ นแปง้ รนิ นำ�้ ฝาดออก จะไดส้ ว่ นทเ่ี ปน็ แปง้ สาคตู กตะกอนเปน็
สขี าวนวล หากจะทำ� เปน็ แปง้ กน็ ำ� ไปตากหรอื ผงึ่ แดดประมาณ ๒-๓ วนั
จนแป้งแห้งสนิท ก่อนจะเก็บไว้ในถุงกระสอบหรือภาชนะท่ีปิดมิดชิด
ทำ� ใหส้ ามารถเก็บไวไ้ ดห้ ลายเดือน


Click to View FlipBook Version