The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์<br>ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasirat Panyasit, 2024-02-10 11:01:26

ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์<br>ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

Keywords: ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์<br>ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ

ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ศศิรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ศศิรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


ก ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ผู้วิจัย นางสาวศศิรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ รหัสนักศึกษา 63040112118 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี ครูพี่เลี้ยง นางณฐกร แก้วปัญญา อาจารย์นิเทศ อาจารย์อัครเดช มูลอาจ ดร.อดิศักดิ์ ทาขุลี ดร.นริศ ประชุมรักษ์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ดำเนินการวิจัยโดย ใช้แบบ แผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 2 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการ จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การทดสอบแบบที ผลการวิจัย พบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 6.28 คิดเป็นร้อยละ 31.04 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 16.02 คิดเป็นร้อยละ 81 เมื่อ เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้


ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาดร.นริศ ประชุมรักษ์ ดร.อดิศักดิ์ ทาขุลี และอาจารย์อัครเดช มูลอาจ ที่ท่านให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัย อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานอีกด้วย ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริง และความทุ่มเทของอาจารย์ และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี่ ขอขอบพระคุณคุณครูณฐกร แก้วปัญญา ที่เป็นคุณครูพี่เลี้ยงในสถานฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่กรุณาให้ คำปรึกษาแนะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการทำงานวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทุกท่าน ตลอดจนขอบใจนักเรียนทุกคนในโรงเรียน ที่ให้ความช่วยเหลือด้านสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และให้คำปรึกษา ความร่วมมือในด้านต่างๆสำหรับการ ทำงานวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณคณาจารย์ทุกท่านในสาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี คณาจารย์ทุกท่านในมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ที่ดูแลอบรมและสั่งสอนจนผู้ทำการวิจัยประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา รวมทั้งขอขอบคุณในน้ำใจของเพื่อน ๆ ทุกคนที่มีต่อผู้ทำการวิจัย ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจ ให้กันตลอดในการวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณบุคคลที่ไม่ได้กล่าวถึงที่มีส่วนช่วยให้งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไป ด้วยดี ผู้ทำการวิจัยจึงขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ สุดท้ายขอมอบความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่บิดา มารดา และ ครอบครัวทุกคน ที่เปิดโอกาสให้ได้รับ การศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนคอยช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจอันสำคัญของผู้ทำการวิจัยเสมอมาจนสำเร็จ การศึกษา ศศิรัตน์ ปัญญาสิทธิ์


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 สมมติฐานของการวิจัย 4 ขอบเขตของการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 ประโยชน์ที่จะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 7 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 10 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning : PBL) 15 การคิดวิเคราะห์ 29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 40 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 44 แบบแผนการวิจัย 44 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 45 การเก็บรวบรวมข้อมูล 45


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 49 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 52 อภิปรายผล 52 ข้อเสนอแนะ 54 บรรณานุกรม 55 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินเครื่องมือวิจัย 58 ภาคผนวก ข ค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 59 ภาคผนวก ค แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 66 ภาคผนวก จ ภาพประกอบการวิจัย และผลงานนักเรียน 121 ประวัติย่อของผู้วิจัย 124


จ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 4.1 ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียน และ หลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ 49 ตารางที่4.2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ก่อนเรียนและหลังเรียน 51


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์พยายามเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน ธรรมชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ อย่างมีประสิทธิภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยอำนวย ความสะดวกในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี [สสวท.] , 2556: 3) ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคตโดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกิดจากการบูรณาการความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆวิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดที่มีความ หลากหลายมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ตลอดจนเกิดทักษะ สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรม ของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสังคม แห่งการเรียนรู้ ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจใน ธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นสามารถนำความรู้ไปใช้อย่างสร้างสรรค์มีเหตุผลและมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ,2551ก: 92)นอกจากนี้การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ยังเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับทั้งความรู้ กระบวนการและเจตคติผู้เรียนทุกคนควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ มีความสงสัยเกิดคำถามในสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่นและมีความสุข ที่จะศึกษาค้นคว้าสืบเสาะหาความรู้เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล นำไปสู่คำตอบของคำถา สามารถตัดสินใจ ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างมีเหตุผล สามารถสื่อสารคำถาม คำตอบ ข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบจากการเรียนรู้ให้ผู้อื่น เข้าใจได้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545 : 4) ถึงแม้ว่าการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีความสำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันในการจัดการศึกษาสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของประเทศไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ มีความสนใจต่อการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ก่อนข้างน้อย นักเรียนจะขาดการเรียนรู้มือปฏิบัติจริง เนื้อหาสาระและกิจกรรมไม่สอดคล้องกับ ความสนใจและความฤนัคของนักเรียนขาดการฝึกทักษะการคิดการเผชิญสถานการณ์ะการนำความรู้มา ประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ซึ่งพบว่าสิ่งที่ต้องการแก้ไขด่วน คือพื้นฐานการเรียนรู้ ขาด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ขาคหลักการคิดแบบแก้ปัญหา โดยใช้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ ที่ได้เรียนมานำมา ปรับใช้กับชีวิตจริง พัฒนา ปรับปรุง จะทำให้นักเรียนได้เถึงเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเรียน วิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สุทธิพงษ์ พงษ์วร (2552 . น. 8-10) เนื่องจากการจัดการเรียนการ สอนของไทยตั้งแต่ระดับประถมศึกยาถึงมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ยังยืนครูเป็นศูนย์กลางจากรายงานผลการ ทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2558 โดยมีคะแนน


2 การศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2558 ของโรงเรียนจตุรพักตร พิมานรัชดาพิเษก มีคะแนนเฉลี่ยวิชาวิทยาศาสตร์เพียง 29.78 กะแนน (บริหารงานวิชาการ , 2558) ซึ่ง คะแนนเฉลี่ยดังกล่าวน้อยกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากผู้เรีขนมีความใฝ่รู้ใน วิทยาศาสตร์ก่อนข้างน้อย เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร โดยการสอนที่เนั้นการบรรยาย อธิบายเนื้อหา หลักการและทฤษฎีเป็นหลัก ขาดความเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เช่นเดียวกันเพื่อที่จะพัฒนาให้ นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองได้ จะต้องมีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานหรือมี สื่อการเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียน แสวงหาคำตอบโดยไม่ทราบคำตอบของปัญหาถ่วงหน้ามาก่อน (ไพฑูรย์ สุข ศรีงาม, 2545. น. 5) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถ ในการคิด ความสามารถในการ แก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการ ใช้เทคโนโลยี ความสามารถในการคิด ได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้าง องค์ความรู้ หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และ สังคมได้อย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 ก) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) เป็นการคิด ที่สามารถจำแนก แยกแยะข้อมูลหรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหตุการณ์ออกเป็นส่วนย่อยตามหลักการ หรือเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อค้นหาความจริง หรือความสำคัญที่แฝงอยู่หรือปรากฎอยู่จนได้ความคิดที่จะ นาไปสู่ ข้อสรุป และการนำไปประยุกต์ใช้ (สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ, 2555) การคิดวิเคราะห์เป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการดาเนินชีวิตการคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐานของ การคิดทั้งมวล บุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์จะมีความสามารถในตำนอื่น ๆ เหนือกว่าบุคลทั่วไป ทั้งทางสติปัญญาและการตาเนินชีวิต (ประพันธ์ศิริ สุเสาหัจ2. 2556) การมีความสามารถในการคิดเชิง วิเคราะห์จะช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปสิ่งใดง่ายๆแต่สื่อสารความเป็นจริงขนาดเดียวกันจะช่วยให้เราไม่หลงเชื่อ ข้ออ้างที่เกิดขึ้นจากตัวอย่างเขียนตัวอย่างเดียวแต่พิจารณาเหตุและปัจจัยในแต่กรณีได้อีกครั้งจะช่วยให้ในการ ประมาณความน่าจะเป็นโดยสามารถ ใช้ข้อมูลพื้นฐานที่เรามีวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยอื่นของสถานการณ์ ณ เวลานั้น อันจะช่วยให้เราคาดการณ์ความน่าจะเป็นได้สมเหตุสมผล การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือ PBL ถือเป็นวิธีการจัดการ เรียนรู้ที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้และความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน ได้ โดยผู้สอนจะจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหา และฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหาและให้ผู้เรียนได้ วางแผนแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุของปัญหา ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในปัญหานั้นอย่างชัดเจน มองเห็นทางเลือก และวิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหา รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ เกิดทักษะกระบวนการคิด และแก้ปัญหาต่างๆ (ทิศนา แขมมณี, 2555: 3


3 137-138) การใช้ปัญหาในชีวิตประจำวันของนักเรียน มาเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ และ เป็นตัวกระตุ้นในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ผู้เรียนได้ตัดสินใจในสิ่งที่ต้องการแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง และได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถนำความรู้ ที่เรียนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน (บุญนำ อินทนนท์, 2551: 97, จุไรรัตน์ สุริยงค์, 2551: 52, อุมาพร ชัย ปรีชา, 2554: 82) สอดคล้องพัชรินทร์ ชูกลิ่น (2554) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นั้น ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจ อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ นำไปสู่การ แสวงหาข้อมูลใหม่ๆ โดยการค้นหาคำตอบด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะได้ค้นพบคำตอบนั้น และเป็นตัวกระตุ้นให้ นักเรียนอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นในการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ทดลองและลงมือปฏิบัติ สร้างความรู้จาก กระบวนการกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาหรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล มีคุณธรรมจริยธรรม เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ มาใช้ในการป้องกันและแก้ไข ปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะชีวิต คือ เกิดความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน การดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ตลอดจนการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551ก: 4) โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา สังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ได้กำหนดเป้าหมายการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 แต่จากการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนพบว่ามีข้อจำกัดในหลายๆด้าน ดังจะเห็นได้จากผลการรายงานการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ที่ระบุว่านักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ตีความและแก้ไขปัญหาต่ำ นักเรียนส่วนมากไม่ สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการคิดวิเคราะห์ในชีวิตประจำวันได้ (สำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา,2557) ทั้งนี้ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ตระหนักดีว่าในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับแนวทางการ เรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 นั้น ครูต้องจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ออกแบบการเรียน การสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลครูไม่ควรสอนโดยเน้นเนื้อหาหรือเป็นผู้ถ่ายทอดเพียงอย่าง เดียวเพราะทำให้นักเรียนได้คิดและได้ปฏิบัติน้อยควรเน้นการฝึกการคิดวิเคราะห์ใช้สื่อเทคโนโลยีสืบค้นข้อมูล ให้นักเรียนกลุ่มเก่งคอยช่วยเหลือและจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยต้นเอง จากความสำคัญและปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทางการ เรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน


4 วัตถุประสงค์การวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถใน การคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 76 คน จาก 3 ห้องเรียน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 25 คน ซึ่งได้มาจากการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3.เนื้อหาที่วิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว15101 ชั้นประถมศึกษาปีที่5 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 ตัวชี้วัด 1 และ 2 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ประกอบด้วยเนื้อหาย่อยดังนี้ 3.1 การเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร 3.2 ผลที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะของสาร 3.3 การละลายของสารในน้ำ 4. ระยะเวลาวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้เวลาในการทดลอง 9 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 3 สัปดาห์


5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน รายวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพ จำนวน 3 แผน 9 ชั่วโมง โดยผู้สอนจัดสถานการณ์ตัวอย่างให้ผู้เรียนเผชิญปัญหาโดยเน้นให้ผู้เรียน ตัดสินใจในสิ่งที่ตนเองต้องการแสวงหา และรู้จักการทางานร่วมกันภายในกลุ่ม ผู้เรียน โดยขั้นตอนในการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 กำหนดปัญหา เป็นขั้นที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในสังคมโดยใช้ข้อมูลสถานการ จากสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นปัญหาจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทาง กายภาพที่มีอิทธิพลต่อ ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน การย้ายถิ่นฐานของประชากร อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดวิถีการ ดาเนินชีวิตในภูมิภาคของตน ผลจากการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลจาก การทาลายสิ่งแวดล้อม และแนวทางในการ จัดการสิ่งแวดล้อม โดยครูกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเริ่มจากสถานการปัญหาใกล้ ๆ ตัวของผู้เรียนที่ต้อง พบเจอในการดำเนินชีวิตประจาวัน เพื่อให้ มองเห็นปัญหา สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้ อยากเรียนได้และเกิดความสนใจที่จะ ค้นหาคาตอบ 1.2 ทำความเข้าใจกับปัญหา ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจปัญหาที่ต้องการเรียนรู้ และหา คำตอบจากปัญหาที่ร่วมกันกำหนดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่มีอิทธิพลต่อลักษณะ การตั้งถิ่นฐาน การย้ายถิ่นฐานของประชากร อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดวิถีการดำเนินชีวิตในภูมิภาค ของตน ผลจากการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลจากการทำลายสิ่งแวดล้อมและแนวทางในการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ผู้เรียนจะต้องสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้วิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน นำความรู้ที่ได้มา ร่วมกันอภิปรายในกลุ่ม จากนั้นกำหนด ขอบเขตของข้อมูลที่ต้องการศึกษาในขั้นต่อไป 1.3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้าตาม ขอบเขตข้อมูลที่ผู้เรียนได้ร่วมกันกำหนดขึ้นจากแหล่งข้อมูล ใบความรู้ อินเตอร์เน็ต หนังสือเรียน หรือจาก แหล่งอื่น ๆ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เรียบเรียง และบันทึกผลในแบบบันทึกการศึกษา ค้นคว้า นำเสนอต่อ กลุ่มทีละคน และร่วมกันพิจารณาข้อมูล 1.4 สังเคราะห์ความรู้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาของแต่ละคนมานำเสนอ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม และนาข้อมูลที่ได้ทั้งหมด มารวบรวม เรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ ที่เกิด จากการอภิปรายผลและสังเคราะห์ของนักเรียน 1.5 สรุปและประเมินค่าของคาตอบ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุปองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็น ที่ศึกษาลงในรูปแบบของแผนผังความคิด จากนั้นสมาชิกทุกคนทำการประเมินค่าความเหมาะสมของข้อมูล ที่ศึกษา โดยแต่ละกลุ่มสับเปลี่ยนกันเพื่อประเมินค่าคำตอบที่ได้ 1.6 นำเสนอและประเมินผลงาน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอแผนผังความคิด ร่วมกัน อภิปราย ให้ผู้เรียนทุกกลุ่มร่วมกันประเมินผลงาน ตั้งคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็น ครู ผู้เรียนร่วมกัน สรุป ความรู้ อภิปราย และนำผลงานไปเผยแพร่ติดบอร์ดหน้าห้องเรียน


6 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วยย่อย ๆ ว่ามี จุดมุ่งหมายหรือความประสงค์สิ่งใด ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาโดยพิจารณาองค์ประกอบที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด จนได้ความคิดเพื่อนาไปสู่การสรุป การประยุกต์ใช้ทานายหรือคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวัดโดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการการคิดวิเคราะห์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ จำแนกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 2.1การวิเคราะห์ความสำคัญ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะได้ว่าสิ่งใดจาเป็น สิ่ง ใดสำคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด 2.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง มีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน 2.3 การวิเคราะห์เหลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้างระบบเรื่อง การคิดวิเคราะห์ เชิง หลักการหมายถึงการค้นหาโครงสร้างระบบเรื่องราวสิ่งต่างว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ในสถานภาพ เช่นนั้น เนื่องจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลักมีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไร หรือยึดถือคติใด ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1.ได้รับความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL) เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทางการ เรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2.ได้การจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL) เรื่องการ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ในการพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้สูงขึ้น 3.เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ในการนำแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL)ไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในสาระ อื่นและระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป 4.นักเรียนนำความรู้ที่ได้รับไปใช้เชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง 2560) 2.1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจต คติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบน พื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ(หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551) 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญดังนี้ 1.เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2.เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ ภาคและมีคุณภาพเป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด 3.การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ เรียนรู้ 5.เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6.เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 2.1.3 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมีศักยภาพ ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมาย เพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3.มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย


8 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมมีจิต สาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 2.1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนา ผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิดความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการ เลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง สร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้ อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นพ่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถ ในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการ ดำเนินชีวิตประจำวันการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง ประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะ กระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การทำงาน การ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม


9 2.1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2.ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ 2.1.6 การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการ เรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้าง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน 1.หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการ เรียนรู้สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้ง ความรู้ และคุณธรรม 2. กระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการ เรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็น สำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้กระบวนการคิด กระบวนการ ทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการ ปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยกระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการ ฝึกฝนพัฒนา เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้นผู้สอนจึง จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


10 3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการ เรียนรู้ ชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียน ได้พัฒนาเต็ม ตามศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนด 4. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของ หลักสูตร ทั้งผู้สอนและ ผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 4.1 บทบาทของผู้สอน 1.ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 2.กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะกระบวนการ ที่เป็น ความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ์ รวมทั้งคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3.ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บุคคลและ พัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4. จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ 5.จัดเตรียมและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่นเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการตอน 6.ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชา และระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7. วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการ จัดการเรียนการสอนของตนเอง 4.2 บทบาทของผู้เรียน 1. กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2. เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรือหา แนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ 3. ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 4. มีปฏิสัมพันธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 2.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.2.1 ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคตเพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับ ชีวิตของทุกคน ทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ เครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนผลผลิตต่าง ๆ ที่คนได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับ ความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างมาก ในทาง กลับกันเทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญมากที่จะให้มีการศึกษาค้นคว้าความรู้ทาง วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง


11 วิทยาศาสตร์ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะ ที่สสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคม แห่งการเรียนรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และนำความรู้ไปใช้ อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในการพัฒนา คุณภาพชีวิตที่ดีแต่ยังช่วยให้สังคมมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืนและที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความรู้ วิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับนานาประเทศและดำเนินชีวิต อยู่ร่วมกันเป็นในสังคมโลกได้อย่างมีความสุขกรมวิชาการ (2545, หน้า 1–2) 2.2.2 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ ที่ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Scientific Inquiry) การสังเกต สำรวจตรวจสอบ ศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบและการสืบค้นข้อมูล ทำให้เกิด องค์ความรู้ใหม่ เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และกระบวนการดังกล่าวมีการถ่ายทอดต่อเนื่องกันเป็นเวลา ยาวนาน ความรู้วิทยาศาสตร์ต้องสามารถอธิบายและตรวจสอบได้ เพื่อนำมาใช้อ้างอิงทั้งในการสนับสนุน หรือโต้แย้งเมื่อมีการค้นพบข้อมูล หรือหลักฐานใหม่ หรือแม้แต่ข้อมูลเดิมเดียวกัน ก็อาจเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ ถ้านักวิทยาศาสตร์แปลความหมายด้วยวิธีการหรือแนวคิดที่แตกต่างกัน ความรู้วิทยาศาสตร์จึงอาจ เปลี่ยนแปลงได้ วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก วิทยาศาสตร์จึง เป็นผลจากการสร้างเสริมความรู้ของบุคคล การสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้เกิดความคิดในเชิง วิเคราะห์วิจารณ์ มีผลให้ความรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งและส่งผลต่อคนในสังคม การศึกษาค้นคว้า และการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงต้องอยู่ภายใน ขอบเขต คุณธรรมจริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญใน การพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นกระบวนการในงานต่างๆ ทักษะประสบการณ์ จินตนาการ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ ที่ตอบสนองความ ต้องการและแก้ปัญหาของมวลมนุษย์ เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับทรัพยากร กระบวนการและ ระบบ การจัดการ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม(กรมวิชาการ,2545 หน้า 2) 2.2.3 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ ทั้งกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาจัดระบบเป็น หลักการ แนวคิดและองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีและกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์


12 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษา วิชา วิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี 4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมวลมนุษย์ และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 5. เพื่อนำความรู้ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อ สังคมและการดำรงชีวิต 6. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ การจัดการ ทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค 2.2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ ถ่ายทอดพลังงานการเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออก จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และ มนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทาง ชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ เคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์


13 มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้ง นำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อ สิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ ภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 2.2.5 คุณภาพของผู้เรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 - เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตใน แหล่งที่อยู่ การทำหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทำงานของระบบย่อยอาหาร ของมนุษย์ - เข้าใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสาร การละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมีการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้และการแยกสาร อย่างง่าย - เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงต่าง ๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทำต่อวัตถุความดัน หลักการที่มีต่อวัตถุวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของ เสียง และแสง - เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏ ของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ความแตกต่างของ ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์การ ขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ


14 - เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำ ฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิด ซากดึกดำบรรพ์การเกิดลมบก ลม ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์ เรือนกระจก - ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล ใช้เหตุผลเชิง ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของ ตน เคารพสิทธิของผู้อื่น - ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตาม ความสนใจ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหา ที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เหมาะสม ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ - วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการ สำรวจตรวจสอบใน รูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสื่อสารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมี เหตุผลและหลักฐานอ้างอิง - แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ เรื่องที่จะศึกษาตาม ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มี หลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ คิดเห็นผู้อื่น - แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้ รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์ จนงานลุล่วงเป็นผลสำเร็จ และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ - ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรู้และ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงาน ของผู้คิดค้นและศึกษาหา ความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ - แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้การดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า 2.2.6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ ของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลง สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี


15 ตารางที่2.1 หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสาระที่2 วิทยาศาสตร์ กายภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.5 1. อธิบายการเปลี่ยนสถานะของสสาร เมื่อ ทำให้ สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ • การเปลี่ยนสถานะของสสารเป็นการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ เมื่อเพิ่มความร้อนให้กับสสารถึง ระดับหนึ่งจะทำให้สสารที่เป็น ของแข็งเปลี่ยน สถานะเป็นของเหลว เรียกว่า การหลอมเหลว และเมื่อเพิ่มความร้อนต่อไปจนถึงอีกระดับหนึ่ง ของเหลวจะ เปลี่ยนเป็นแก๊ส เรียกว่า การกลายเป็นไอแต่เมื่อลดความร้อนลง ถึงระดับหนึ่ง แก๊สจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า การ ควบแน่น และถ้าลดความร้อนต่อไปอีกจนถึง ระดับหนึ่ง ของเหลวจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เรียกว่า การแข็งตัว สสารบางชนิดสามารถ เปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นแก๊สโดย ไม่ผ่าน การเป็นของเหลว เรียกว่า การระเหิด ส่วนแก๊ส บาง ชนิดสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง โดยไม่ผ่านการเป็น ของเหลวเรียกว่าการระเหิดกลับ 2. อธิบายการละลายของสารในน้ำ โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ • เมื่อใส่สารลงในน้ำแล้วสารนั้นรวมเป็น เนื้อเดียวกันกับน้ำทั่ว ทุกส่วน แสดงว่าสารเกิด การละลาย เรียกสารผสมที่ได้ว่า สารละลาย 2.3 การจัดการเรียนรู้แบบ ( Problem based learning : PBL) 2.3.1 แนวความคิดของการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem based learning : PBL) เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการ เรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นวิธีการหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา (วัลสี สัตยาศัย, 2547) ซึ่ง บริบททางการเรียนการสอนจะเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาและการประยุกต์ความรู้เพื่อ นำมาแก้ปัญหา (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ, 2550) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานนั้นได้เริ่มใช้มานานแล้ว ซึ่งการศึกษาทางปรัชญาและทฤษฎีต่าง 1 แสดงให้เห็นว่าเป็นการเรียนรู้ที่นักเรียน ได้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา ทำให้สามารถเรียนรู้ทั้งเนื้อหาและกลวิธีในการคิด การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน (Barrows and Tam blyn, 1980 ศูนย์กลางการเรียนรู้ของนักเรียนจะอยู่บนปัญหาที่มีความซับซ้อน ที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว นักเรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อกำทนดสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และ เพื่อแก้ปัญหานำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีการประยุกต์ความรู้ใหม่ไปใช้แก้ปัญหาและสะท้อนสิ่งที่ได้ จากการเรียนรู้และประสิทธิผลของกลวิธีการแก้ปัญหา ครูทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยในกระบวนการเรียนรู้ มากกว่าการจัดเตรียมความรู้ทั้งนี้การเรียนแบบใช้ปีญหาเป็นฐานเป็นวิถีการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่นำมา ปรับใช้ใด้ในหลาย ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่ม


16 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นการเรียนการ สอนที่ให้ประสบการณ์ท้าทายความคิด ลักษณะนิสัยและการปฏิบัติร่วมกับการแก้ปัญหาจากการทำงานเป็น กลุ่ม (ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์, 2544) จากแนวคิดและทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีแนวคิดนฐานมาจากกระบวนการสร้างความรู้ใหม่โดยอาศัยพื้นฐานความรู้เดิมที่มีอยู่ ด้วยตนเองจากการที่ผู้เรียนได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ต้องลงมือกระทำด้วยตนเอง จนการค้นพบความรู้ หรือข้อมูลใหม่ และสามารถนำข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและการแก้ปัญหาต่าง ๆได้ โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้ ขี้แนะแนวทางเท่านั้น 2.3.2 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ Problem-Based Learning :PBL เมื่อใช้ใน ภาษาไทยมีผู้แปลไว้แตกต่างกันหลายประการเช่นการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น ฐาน ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยจะใช้คำว่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ Greenwald (2000, pp. 28-32) ระบุว่า การเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ด้วยตนเอง ในขณะเดียวกันยังคงรักษารูปแบบของการเรียนในชั้นเรียน และมีประสิทธิภาพสำหรับผู้เรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกันเพราะผู้เรียนได้เลือกปัญหาและวิธีการเรียนบนพื้นฐานของพัฒนาการและความ สนใจ มัณฑรา ธรรมบุศย์ (2545, น. 11-17) ระบุว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Leaning หรือ PBL) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism โดยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นบริบท (Contex) ของการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รว1ทั้งได้ความรู้ตาม ศาสตร์ในสาขากลุ่มสาระที่ตนศึกษาด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการทำงานที่ ต้องอาศัยปัญหาเป็นฐาน Barrows Tamblyn (1980, P. 18) ได้ระบุถึงความหมายไว้ว่าการเรียนรู้ที่เป็นผล ของกระบวนการทำงานที่มุ่งสร้างความเข้าใจ และหาทางแก้ปัญหา ตัวปัญหาจะเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการ เรียนรู้และเป็น ตัวกระตุ้นต่อไปในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุผล และการสีบนข้อมูลที่ต้องการเพื่อ สร้างความเข้าใจกลไกของตัวปัญหารวมทั้งวิธีการแก้ปัญหา Albanese and Mitchel (1993) ได้ระบุถึง ความหมายไว้ว่าการแก้ปัญหาในรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหานั้น เป็นการนำตัวปัญหาเข้ามาเป็นจุดเริ่มต้น ของกระบวนการเรียนรู้โดยไม่ใด้คาดหวังถึงความรู้ของผู้เรียนปัญหาจะเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ การเรียนรู้โดยไม่ได้คาดหวังถึงความรู้ของผู้เรียน ปัญหาจะเป็นตัวกระตุ้นการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การเกิดคำถาม ที่ไม่มีคำตอบ ซึ่งขี้นำไปสิบค้นต่อไป ดังนี้วิธีการสอนโดยการใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังที่กล่าวถึงนี้มีลักษณะ เฉพาะที่การใช้ตัวปัญหาเป็นสาระหลักสำหรับผู้เรียนที่ได้ วัลลี สัตยาศัย (2547, น. 6) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เริ่มต้น ด้วยการใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งวิทยาการที่ หลากหลายเพื่อนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโดยมีการศึกษาหรือเตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวมาก่อน


17 วัฒนา รัตนพรหม (2548, น. 33) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นยุทธศาสตร์การ จัดการเรียนการสอนโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้นักเรียนได้เรียนจากสถานการณ์ที่เป็นจริง ซึ่งอยู่ในรูปของปัญหา ที่จะพบได้ในชีวิตจริงของการปฏิบัติงานตามวิชาชีพที่ หลักสูตรนั้นต้องการ ผลิตขึ้น ทั้งนี้เพื่อศึกษาถึงองค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา ฝึกฝนความสามารถในการแสวงหาความรู้กระบวนการแก้ปัญหาและการ ทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยที่ไม่ได้เน้นการศึกษาเนื้อหาเป็นรายวิชา ราตรี เกตบุตตา (2546) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือ รูปแบบการเรียนที่ผู้สอน มุ่งนำเสนอสถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงที่มีแนวทางแก้ปัญหาที่หลากหลายกระตุ้นให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ปัญหานั้นให้เข้าใจอย่างชัดเจนค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมแก้ปัญหาที่เหมาะสมโดยใช้กระบวนการกลุ่ม การทำกิจกรรมซึ่งเป็นการฝึกการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองฝึกทักษะการคิดระดับสูงทักษะในการแก้ปัญหา และ การทำงานเป็นทีมให้กับนักเรียน ทิศนา แขมมณี (2551, น. 137) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการจัด สภาพการณ์ของการเรียนการสอนที่ใช้ปีญหาเป็นเครื่องมือ ในการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมาย โดยครูอาจนำนักเรียนไปเชิญสถานการณ์ปัญหาจริง หรือครูอาจจัดสภาพการณ์ให้นักเรียนเผชิญปัญหาหรือฝึก กระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในปัญหา นั้นอย่างชัดเจนได้เห็นทางเลือก และวิธีการที่หลากหลายในการแก้ปัญหา รวมทั้งช่วยให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้ เกิดทักษะกระบวนการคิดและกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ เนื่องเฉลิม (2557, น. 159-160) สรุปความหมายการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ว่าเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้ปีญหาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อนำทางให้มีความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้นให้ ผู้เรียนใช้ทักษะการคิดแก้ปัญหาและนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องตัวยตนเองมีการศึกษาคันคว้าจากข้อมูลที่ หลากหลายเพื่อนำมาแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการกลุ่มจากการลงมือปฏิบัติจริงก่อนที่จะเผชิญกับปัญหาและ การแก้ปัญหาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นผู้เรียนได้เข้าใจใน สภาพปัญหาที่แท้จริง เรียนรู้จากการเรียนและทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อค้นคว้าหาวิธีแก้ปัญหา มุ่งพัฒนา ทักษะการเรียนรู้มากกว่าความรู้ที่ได้มา อานุภาพ เลขะกุล (2557, น. 1) สรุปว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่กระบนการเรียนรู้ของ ผู้เรียนไม่ใช่ผู้สอน ผู้สอนจะทำหน้าที่เป็นผู้สอนออกแบบโจทย์ปัญหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จัด บรรยากาศการเรียนรู้และเตรียมทรัพยากรการเรียนรู้ (Learning Resource) ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้แสวงหา ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ โดยผู้สอน จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facitator) สรุปการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ วิธีการสอนที่นักเรียนเป็นกลุ่มย่อยเรียนรู้โดยใช้ประเด็น สำคัญในกรณีปัญหาที่เป็นจริงหรือกำหนดขึ้นเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเองโดยการสืบค้นหา ความรู้หรือทักษะต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการแก้ปัญหา ได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ เกิดทักษะการ ทำงานเป็นทีมขณะช่วยกันแก้ปัญหา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยครูเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือและ สนับสนุนในการ


18 2.3.3 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีลักษณะสำคัญหลายประการที่จะต้องนำไปพิจารณาหากจะ นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามรูปแบบและเป้าหมายที่ส่งผลต่อ นักเรียนมากที่สุด ซึ่งหลักในการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหานั้นมี 2 ประการที่ควรยึดถือคือ 1 นักเรียนถูกกระตุ้น ให้มีการสร้างความรู้ในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 2) เปลี่ยนบทบาทของนักเรียนและครู ซึ่งครูเป็นเพียงผู้ช่วย ในการเรียนรู้ร่วมกันและช่วยแนะนำกระบวนการเรียนรู้ผ่านการออกแบบคำถามเปิด -ปีด ส่วนนักเรียนจะเป็น ผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ต้องมีการสะท้อนผลและคิดวิจารณญาณเกี่ยวกับการเรียนรู้ ซึ่งมีนักการ ศึกษาหลายท่านได้อธิบายไว้ดังนี้ Barrow (n.d. cited in John, 2006) อธิบายลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ดังนี้ 1. นักเรียนต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็น การเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีปัญหาที่นักเรียนต้องพยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยความรู้และ ประสบการณ์ 2. ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต้องเป็นปัญหาที่มีลักษณะคลุมเครือไม่ ชัดเจนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสืบค้น 3. การจัดการเรียนรู้ควรบูรณาการการเรียนรู้จากหลากหลายสาขาวิชา 4. การทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ 5. สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ระหว่างมีการเรียนรู้ด้วยตนเองต้องถูกนำกลับไปวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหา อีกครั้ง 6. การวิเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับปัญหาและอภิปรายถึงแนวคิดหรือหลักการที่ได้จากการ เรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ7. การประเมินตนเองและประเมินจากผู้อื่นควรทำหลังจากเสร็จสิ้นในแต่ละปัญหาและใน ตอนท้ายของแต่ละหน่วยทุกหลักสูตร 8. กิจกรรมที่ดำเนินการในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะต้องมีคุณค่าในโลกของความเป็นจริง 9. การทดสอบนักเรียนจะต้องวัดความก้าวหน้าของนักเรียนที่มีต่อเป้าหมายการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน 10. การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะต้องเป็นฐานการสอนในหลักสูตรและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหลักสูตร การสอน วัลดี สัตยาศัย (2547) ได้กล่าวถึงลักษณะที่สำคัญทางการศึกษาของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐานไว้ 7 ประการ 1.ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ 2.เป็นยุทธวิธีการทางการศึกษาที่ไม่ใช่เป็นวิธีการแบบเดี่ยว แต่มักใช้ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ ด้วย เช่น การบูรณาการ การเรียนเป็นกลุ่มย่อย 3. เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง 4. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้


19 5. นักเรียนมีการกระตุ้นความรู้เดิมที่มีอยู่มาใช้ 6. บรรยากาศของการเรียนเป็นไปอย่างมีความหมาย เช่นรู้ว่าสิ่งที่เรียนคือสิ่งที่จะนำไปใช้ในอนาคต 7. นักเรียนมีโอกาสขยายและต่อเติมความรู้ ความเข้าใจให้สมบูรณ์และเป็นระบบ John (2006) กล่าวถึงลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีลักษะ สำคัญ ดังนี้ 1. บทบาทของครูที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ 2. ความรับผิดชอบของนักเรียนที่ต้องปฏิบัติเองและควบคุมตนเองในการเรียนรู้ 3. ความสำคัญในการออกแบบปัญหาให้เป็นปัญหาที่มีลักษณะคลุมเครือไม่ซัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิด การสืบค้น เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้จัดเตรียมความรู้มาเป็นผู้จัดการและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ สันติ วิจักขณาลัญจ์ (2548) กล่าวว่า การเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนรวมถึงทักษะการสืบค้นข้อมูล การสรุปข้อมูล ผู้สอนควรกำหนดปัญหา หรือสถานการณ์ที่เหมาะสมกับวัยและความรู้พื้นฐานของนักเรียน และเมื่อนักเรียนผ่านกระบวนการแก้ปัญหา ในขั้นต้นได้แล้ว สถานการณ์หรือปัญหาต่าง ๆจะเพิ่มระดับความยากและซับซ้อนขึ้น อาจใช้กระบวนการกลุ่ม เพราะเพิ่มศักยภาพของการเรียนรู้ใด้มากขึ้น สุพล วังสินธ์ (2549) น. 58 ได้สรุปชั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมี ขั้นตอน คือ 1. กำหนดปัญหา คือ ตระหนักว่ามีข้อสงสัย สิ่งสับสนเคลือบคลุมสิ่งไม่แน่นอนหรือความไม่รู้จริง และมีความปรารถนาอยากรู้ กำหนดออกไปให้ชัดแจ้งว่าสิ่งที่ต้องการรู้คืออะไร 2. ตัดสินใจที่จะวางแผนแก้ปัญหา คือ ปัญหาที่กำหนดไว้ในข้อ 1 จะพอค้นคว้าหาข้อมูลได้จากที่ใด 3. เก็บข้อมูล คือ ลงมือค้นคว้าและเก็บข้อมูล การเก็บข้อมูลนี้ บางทีได้มาเล็กน้อยผู้เรียนจะด่วน สรุปออกมาให้ทันทีไม่ได้ต้องพยายามหาข้อมูลให้ได้ครบถ้วนเสียก่อน 4. ตั้งสมมติฐาน คือ จากข้อมูลข้อที่ 3 ผู้เรียนอาจจะลอง "เดา" หรือ "คาดคะเน" ได้บ้างแล้วว่าข้อ ใดคือคำตอบของปัญหา อะไรเป็นข้อมูลเหตุของปัญหาและอาจจะทายไว้หลายจุด 5. พิสูจน์ คือ นำเอาข้อมูลสมมติฐานที่ตั้งไว้หลาย ๆ อย่างนั้นเลือกเฉพาะทางที่เป็นไปได้มาพิสูจน์ ยการทดลอง (ถ้าทำได้) หรือตรวจสอบด้วยเอกสาร (หนังสือต่าง ๆ เอกสารฯล ฯหรือโดยการสังเ 6. วิเคราะห์ คือ วิเคราะห์ข้อมูลว่า สมมติฐานใดมีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด 7. สรุปผล คือ สรุปลงไปว่าควรเชื่อสมมติฐานใดสำนักงานเลขาธิกรสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (2550) อธิบายถึงการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เริ่มต้นจากปัญหาที่ เกิดขึ้น โดยสร้างความรู้จากกระบวนการทำงานกลุ่ม เพื่อแก้ปัญหาหรือสถานการณ์เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและ มีความสำคัญต่อนักเรียนตัวปัญหาจะเป็นจุดตั้งต้นของกระบวนการเรียนรู้และเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหาด้วยเหตุผลและการสืบคันข้อมูลเพื่อเข้าใจกลไกของตัวปัญหา รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหา การเรียนรู้ แบบนี้มุ่งเน้นพัฒนานักเรียนในด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนานักเรียนให้สามารถเรียนรู้โดย การชี้นำตนเองซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกฝนการสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยการแก้ปัญหาอย่างมี ความหมายต่อนักเรียน และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีลักษณะสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1. ต้องมีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาและเริ่มต้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการใช้ปัญหาเป็น


20 ตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ 2. ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควรเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นพบเห็นได้ในชีวิตจริงของ นักเรียนหรือมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริง 3. นักเรียนเรียนรู้โดยการนำตนเอง ค้นหาและแสวงหาความรู้คำตอบด้วยตนเองดังนั้นนักเรียนจึง ต้องวางแผ่นการเรียนด้วยตนเอง บริหารเวลาเอง คัดเลือกวิธีการเรียนรู้ และ ประสบการณ์การเรียนรู้ รวมทั้ง ประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. นักเรียนเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย เพื่อประโยชน์ในการค้นหาความรู้ข้อมูลร่วมกันเป็นการพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหาด้วยเหตุและผล ฝึกให้นักเรียนมีทักษะในการรับส่งข้อมูลเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่าง ระหว่างบุคคล และฝึกการจัดระบบตนเองเพื่อพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีมความรู้หรือ คำตอบที่ได้มีความหลากหลายองค์ความรู้จะผ่านการวิเคราะห์โดยนักเรียน มีการสังเคราะห์และตัดสินใจ ร่วมกันการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานนี้นอกจากจัดการเรียนเป็นกลุ่มแล้ว ยังสามารถจัดให้นักเรียน เรียนรู้เป็นรายบุคคลได้แต่อาจทำให้นักเรียนขาดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 5. การเรียนรู้มีลักษณะการบูรณาการความรู้และทักษะกระบวนการต่าง 1 เพื่อให้นักเรียนได้รับ ความรู้และคำตอบที่กระจ่างชัด 6. ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จะใด้มาภายหลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น 7. การประเมินผลเป็นการประเมินผลจากสภาพจริงโดยพิจารณาจากการปฏิบัติงานและความก้าวหน้า ของนักเรียน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ (2550, น. 2-3) กล่าวถึงลักษณะของปัญหาที่ใช้ในการเรียนแบบ ใช้ปัญหาเป็นฐานว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ปัญหาหรือสถานการณ์ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ลักษณะสำคัญของปัญหาดังนี้ 1. เกิดขึ้นในชีวิตจริงและเกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียนหรือผู้เรียนอาจมีโอกาสเผชิญกับปัญหานั้น 2.เป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความสำคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอสำหรับการค้นคว้า 3. เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ตายตัว เป็นปัญหาที่มีความขับซ้อนคลุมเครือ หรือผู้เรียน 4. ปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง ข้อถกเถียงในสังคมไม่มีข้อยุติ 5. เป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจ เป็นสิ่งที่อยากรู้ แต่ไม่รู้ 6. เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน เสียหาย เกิดโทษภัยและเป็นสิ่งไม่ดีหากใช้ข้อมูลโดยลำพังเพียงคน เดียวอาจทำให้ตอบปัญหาผิดพลาด 7. เป็นปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อว่าจริง ไม่สอดคล้องกับความคิดของผู้เรียน 8. ปัญหาที่อาจมีคำตอบหรือแนวทางในการแสวงหาคำตอบได้หลายทางครอบคลุมการเรียนรู้ที่ กว้างขวางหลากหลายเนื้อหา 9.เป็นปัญหาที่มีความยากความง่าย เหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน


21 10. เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันที ต้องการสำรวจค้นคว้าและการรวบรวมข้อมูลหรือทดลอง ดูก่อน จีโจะได้คำตอบไม่สมารถที่จะคาดเดาหรือทำนายได้ง่าย ๆว่าต้องใช้ความรู้อะไร ยุทธวิธีในการสืเสาะหา จะเป็นอย่างไรหรือคำตอบ หรือผลของความรู้เป็นอย่างไร 11. เป็นปัญหาที่ส่งเสริมความรู้ด้านเนื้อหาทักษะ สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์ (2550) กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเริ่มต้นด้วยให้นักเรียนทำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันแก้ปัญหาที่ครูผู้สอนกำหนดให้หรืออาจจะเป็นปัญหาที่ถูกกำหนดตามความสนใจของ สมาชิกในกลุ่มก็ตาม ปัญหาจะเป็นกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ลักษณะของคำถามที่ดี และเหมาะสมกับ การเรียนรู้แบบนี้ควรเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงหรือสังคม พบได้บ่อย มีความสำคัญ เป็นปัญหาปลายเปิดที่ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนตายตัวและสามารถตอบได้หลายทาง มีความซับซ้อน เหมาะแก่การคิดวิเคราะห์ร่วมกัน ในกลุ่ม จากนั้นจะเริ่มระดมความคิดภายในกลุ่มเพื่อรวบรวมและจัดระบบความรู้ที่มีอยู่เดิมของสมาชิกในกลุ่ม ว่ามีเพียงพอแก่การแก้ปัญหาหรือไม่ เพียงใด และจะกำหนดสิ่งที่ไม่รู้และต้องการคันคว้าเพิ่มเติม แล้วทำการ แบ่งหน้าที่เพื่อค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม สมาชิกในกลุ่มจะแบ่งหน้าที่กันว่าใครควรค้นคว้าจากสื่อใดและเกี่ยวกับ ประเด็นใด ดังนั้น นักเรียนจะเกิดความเข้าใจ และเชี่ยวซาญในส่วนที่ตนรับผิดซอบ เพื่อพร้อมนำมาอธิบายให้ เพื่อนในกลุ่มเข้าใจต่อไป ผลที่ตามมาคือนักเรียนแต่ละคนได้ฝึกวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล เกิดการบูรณา การความรู้ใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เก่าและนำความรู้ทั้งหมดนั้นมาสรุปเพื่อตัดสิน ญดาภัค กิจทวี (2551, น. 29) สรุปว่าการเรียนรู้ใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาโดยจะแบ่งผู้เรียน เป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยศึกษา อภิปรายปัญหา โดยนำเอาช้อมูลและประสบการณ์ที่ผู้เรียนมีอยู่มาวิเคราะห์อย่าง มีวิจารณญาณ เพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้จดจำความรู้ใหม่ไว้ได้นาน และรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ กับสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาได้อย่างชัดเจนและถูกต้องจนสามารถแก้ไข ปัญหาที่พบได้ในที่สุด 2.3.4 กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน อานุภาพ เลขะกุล (2557, น. 4) ได้กล่าวว่า ในการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ย่อย ขนาดประมาณ 8-10 คน โดยมีครูหรือผู้สอนประจำกลุ่ม 1 คน ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการการเรียนรู้ กระบวนการจะประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1. เมื่อผู้เรียนได้รับโจทย์ปัญหา ผู้เรียนจะทำความเข้าใจหรือทำความกระจ่างในคำศัพท์ที่อยู่ในโจทย์ ปัญหานั้น เพื่อให้เข้าใจตรงกัน 2. การจับประเด็นข้อมูลที่สำคัญหรือระบุปัญหาในโจทย์ 3. ระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหา อภิปรายคำอธิบาย แต่ละประเด็นปัญหาว่าเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้ อย่างไร ความเป็นมาอย่างไร โดยอาศัยพื้นฐานความรู้เดิมเท่าที่ผู้เรียนมีอยู่ 4. ตั้งสมมติฐานเพื่อหาคำตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของสมมติฐานที่ เป็นไปได้อย่างมีเหตุผล


22 5. จากสมมติฐานที่ตั้งขึ้น ผู้เรียนจะประเมินว่าเขามีความรู้เรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรที่ยังไม่รู้หรือขาด ความรู้ และความรู้อะไรจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ซึ่งเชื่อมโยงกับโจทย์ปัญหาที่ได้ ขั้นตอนนี้กลุ่ม จะกำหนดประเด็นการเรียนรู้หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อจะไปค้นคว้าหาข้อมูลต่อไป 6. ค้นคว้าหาข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือตำราวารสาร สื่อ การเรียนสอนต่าง ๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเตอร์เน็ต หรือปรึกษาอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาสาขาเฉพาะ เป็นต้น พร้อมทั้งประเมินความถูกต้อง 7. นำข้อเสนอหรือความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐานและประยุกต์ให้เหมาะสมกับโจทย์ ปัญหา พร้อมสรุปเป็นแนวคิดหรือหลักการทั่วไป ขั้นตอนที่ 1-5 เป็นขั้นตอนภายในกระบวนการกลุ่มใน ห้องเรียน ขั้นตอนที่ 6 เป็นกิจกรรมของผู้เรียนรายบุคคลนอกห้องเรียน และขั้นตอนที่ 7 เป็นกิจกรรมที่กลับมา ในกระบวนการกลุ่มอีกครั้ง 2.3.5 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นที่ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการสืบค้น การอธิบาย และการแก้ปัญหา นักเรียนจะเรียนรู้ด้วยการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย และเรียนในสิ่งที่ต้องการจะรู้เพื่อ แก้ปัญหาซึ่งครูจะทำหน้าที่ช่วยแนะนำให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านวงจรการเรียนรู้ ซึ่งกำหนดเป็นขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งก็ได้มีสถาบันและนักการศึกษาหลายท่านได้อธิบายไว้ดังนี้ Barrows and Tamblyn (1980, pp.191-192) ได้อธิบายกระบวนการเรียนรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐานซึ่ง สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. การเรียนการสอนเริ่มจากการใช้ปัญหาเป็นการสร้างความสนใจเป็นจุดเริ่มต้น 2. นักเรียนจะทำงานกับปัญหาในลักษณะใช้ความสามารถของตนเองในการให้เหตุผลและการใช้ ความรู้อย่างท้าทายและเหมาะสมกับระดับความรู้ความสามารถ 3. สิ่งที่เรียนจะต้องถูกสร้างขึ้น กำหนดขึ้นในกระบวนการที่ 4. ทักษะและความรู้ที่นักเรียนได้รับ จะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนนำความรู้ไปใช้จัดการปัญหา นักเรียนจะ ประเมินประสิทธิภาพของการศึกษาของตนเอง 5. การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อนักเรียนได้ทำงานกับปัญหา การศึกษาด้วยตนเอง ไปสู่การสรุปและบูรณาการ เข้ากับความรู้และทักษะที่นักเรียนมีอยู่ จุไรรัตน์ สุริยงค์ (2551) สรุปไว้ว่า การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นความสามารถที่ช่วยให้มนุษย์มีการพัฒนาทาง ปัญญา เป็นการปรับและประยุกต์ใช้ความรู้ไปสู่สถานการณ์ใหม่ ยอมรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงความรู้ที่มี อยู่ไปสู่ระดับของความเข้าใจใหม่ ประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ประสบ ความสำเร็จในการปฏิบัติงานและเป็นผู้แก้ปัญหากระบวนการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานของ Hmelo and Lin (2000) มีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นทำความเข้าใจสถานการณ์ปัญหา (Assess Knowledge Relative to Problem)หมายถึง การ ประเมินความรู้ที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ปัญหา


23 2. ขั้นสร้างประเด็นการเรียน (Identify Additional Information Needed) หมายถึงขั้นตอนที่ นักเรียนแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระบุปัญหาจากสถานการณ์ปัญหา 3. ขั้นดำเนินการวางแผนเพิ่มเติมประเด็นการเรียน (Develop and Implementplan to Gather) หมายถึง นักเรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามกรอบที่กำหนดไว้ด้วยการสอบถาม การค้นคว้า การทดลอง การศึกษานอกสถานที่ โดยครูช่วยกำกับทิศทางการค้นคว้าและช่วยแก้ปัญหาในการค้นคว้า 4. ขั้นใช้ความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหา (Use New Knowledge In Problem Solving) หมายถึง นักเรียนร่วมกันปฏิบัติงานเป็นกลุ่มเพื่อสร้างชิ้นงานหรือดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ จะเป็นการใช้ ความรู้ที่ได้ไปลงมือแก้ปัญหาตามที่ได้วางแผนไว้ 5. ขั้นไตร่ตรองเมื่อพบเป้าหมาย (Goals Met) หมายถึง การประเมินว่าวิธีการแก้ปัญหาและผลที่ได้ ถูกต้องหรือได้ผลอย่างไร ถ้าการแก้ปัญหาทำได้ถูกต้องก็ประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหา แต่ถ้าพบว่าการ แก้ปัญหานั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ต้องย้อนกลับไปเลือกวิธีการแก้ปัญหาอื่น ๆ ใน ขั้นที่ 3 แล้วดำเนินการ แก้ปัญหาใหม่ สำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ (2550, น. 8) ได้แบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐานไว้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 เชื่อมโยงปัญหาและระบุปัญหา เป็นขั้นที่ครูนำเสนอสถานการณ์ปัญหาเพื่อกระตุ้นให้นักเรียน เกิดความสนใจและมองเห็นปัญหา สามารถระบุสิ่งที่เป็นปัญหาที่นักเรียนอยากรู้อยากเรียนและเกิดความสนใจ ที่จะค้นหาคำตอบ ขั้นที่ 2 กำหนดแนวทางที่เป็นไปได้ นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนการศึกษา ค้นคว้าทำความเข้าใจ อภิปรายปัญหา ระดมสมองคิดวิเคราะห์ เพื่อหาวิธีการหาคำตอบ ครูคอยช่วยเหลือกระตุ้นให้เกิดการอภิปราย ภายในกลุ่มให้นักเรียนเข้าใจวิเคราะห์ปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า นักเรียนกำหนดสิ่งที่ต้องเรียน ดำเนินการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ด้วยวิธีการหลากหลาย ขั้นที่ 4 สังเคราะห์ความรู้ นักเรียนนำข้อค้นพบ ความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อภิปรายผลและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินค่าของคำตอบ นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงานของกลุ่มตนเอง และประเมินผล งานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของ ตนเองอย่างอิสระทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง ขั้นที่ 6 นำเสนอและประเมินผลงาน นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้และนำเสนอเป็น ผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย ครูประเมินผลการเรียนรู้และทักษะกระบวนการ


24 มานิช ถาอ้าย (2541) ได้กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐานจะเน้นผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจในสิ่งที่ต้องการ แสวงหาความรู้ และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีมภายในกลุ่มผู้เรียนโดยผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยที่สุด ซึ่งการ เรียนรู้จากปัญหาอาจเป็นสถานการณ์จริง ซึ่งได้เสนอขั้นตอนการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐานไว้ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ทำความเข้าใจคำศัพท์และข้อความของปัญหาให้ชัดเจน (Clarifying Unfamiliar Terms) กลุ่มผู้เรียนทำความเข้าใจคำศัพท์ ข้อความที่ปรากฎอยู่ในปัญหาให้ชัดเจนโดยอาศัยความรู้พื้นฐานของสมาชิก ในกลุ่มหรือการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำราหรือสื่ออื่น ๆ ขั้นตอนที่ 2 ระบุปัญหาหรือข้อมูลสำคัญ (Problem Definition)กลุ่มผู้เรียนระบุปัญหาหรือข้อมูล สำคัญร่วมกัน โดยทุกคนในกลุ่มเข้าใจปัญหาเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ใดที่กล่าวถึงในปัญหานั้น ขั้นตอนที่ 3 ระดมสมอง (Brainstorm) กลุ่มผู้เรียนระดมสมองวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ และหาเหตุผล มาอธิบาย โดยอาศัยความรู้เดิมของสมาชิกกลุ่ม เป็นการช่วยกันคิดอย่างมีเหตุมีผลสรุปรวบรวมความรู้และ แนวคิดของกลุ่มเกี่ยวกับกลไกการเกิดปัญหา เพื่อนำไปสู่การสร้างสมมติฐานที่สมเหตุสมผลเพื่อใช้แก้ปัญหานั้น ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ปัญหา (Analyzing the Problem) กลุ่มผู้เรียนอธิบายและตั้งสมมติฐานที่ เชื่อมโยงกันกับปัญหาตามที่ได้ระดมสมองกัน แล้วนำผลการวิเคราะห์มาจัดลำดับความสำคัญ โดยใช้พื้น ฐานความรู้เดิมของผู้เรียน การแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล ขั้นตอนที่ 5 กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Formulating Learning Issues) กลุ่มผู้เรียนกำหนด วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อค้นหาข้อมูลที่จะอธิบายผลการวิเคราะห์ที่ตั้งไว้ ผู้เรียนสามารถบอกได้ว่าความรู้ ส่วนใดรู้แล้ว ส่วนใดต้องกลับไปทบทวน ส่วนใดยังไม่รู้หรือจำเป็นต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 6 เรียนรู้ด้วยตนเอง (Self - Study) ผู้เรียนค้นคว้ารวบรวมสารสนเทศจากสื่อและแหล่งการ เรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขั้นตอนที่ 7 รายงานผล (Reporting) จากรายงานข้อมูลสารสนเทศใหม่ที่ได้เข้ามากลุ่มผู้เรียนนำมา อภิปราย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แล้วนำมาสรุปเป็นหลักการและเป็นแนวทางเพื่อ นำไปใช้โอกาสต่อไป สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, น. 7-8) ได้แบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานไว้ รายละเอียดแต่ละขั้นมีดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา เป็นขั้นที่ผู้สอนจัดสถานการณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและ มองเห็นปัญหา สามารถกำหนดสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผู้เรียนอยากรู้อยากเรียนได้และเกิดความสนใจ ที่ค้นคำตอบ ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา ผู้เรียนทำความเข้าใจปัญหาที่ต้องเรียนรู้ ซึ่งผู้เรียนจะต้องอธิบายสิ่ง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาได้ ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ผู้เรียนกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วย วิธีการหลากหลาย


25 ขั้นที่ 4 สังเคราะห์ความรู้ สรุปและประเมินค่าของคำตอบ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงานของกลุ่ม ตนเองและประเมินผลงานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินค่าของคำตอบ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุปผลงานของกลุ่มตนเองและประเมินผล งานว่าข้อมูลที่ศึกษาค้นคว้ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่มของ ตนเองอย่างอิสระ ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง ขั้นที่ 6 นำเสนอและประเมินผลงาน ผู้เรียนนำข้อมูลที่ได้มาจัดระบบองค์ความรู้และนำเสนอเป็น ผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย ผู้เรียนทุกกลุ่มรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาร่วมกันประเมินผลงาน สรุปได้ว่าว่าวิธีการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือกระตุ้นผู้เรียนให้ มีความสนใจใคร่รู้และต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งผู้สอนอาจจัดสภาพการณ์ให้ ผู้เรียนได้เผชิญปัญหาและฝึกกระบวนการวิเคราะห์และแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจปัญหาอย่าง ชัดเจนและสามารถใช้ทักษะกระบวนการที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ในงานวิจัยครั้งนี้ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, น. 7-8) ประกอบด้วยการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นที่ 4 สังเคราะห์ความรู้ ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินค่าของคำตอบ ขั้นที่ 6 นำเสนอและประเมินผลงาน 2.3.6 บทบาทของผู้เรียนและผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการของหลักสูตรก่อนที่จะนำหลักสูตรไปใช้ ต้องมีกระบวนการเตรียมความพร้อมของ องค์ประกอบทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านเอกสาร บทเรียน ผู้สอน นักเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียน สำหรับองค์ประกอบด้านผู้สอน ในการเรียนแบบที่ใช้ปัญหาเป็นฐานนี้ผู้สอนมีบทบาทที่แตกต่างกันไปจากเดิม อาจารย์จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ให้ความรู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อาจารย์ จะต้องมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียน สร้างบทเรียนที่เป็นสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเป็นหลัก ซึ่งในนี้จะกล่าวถึงบทบาทของผู้สอนที่จะทำหน้าที่ ในการอำนวยความสะดวกในการเรียน (Facilitator or Tutor) ให้ผู้เรียนเท่านั้นบทบาทของ (Facilitator or Tutor) 1. ใช้คำถามนำและคำถามปลายเปิด 2. ช่วยผู้เรียนสะท้อนประสบการณ์ที่ผู้เรียนมีอยู่ 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างอิสระ 4. เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน และให้การอภิปรายอยู่ในกรอบที่กำลังศึกษา 5. ตั้งประเด็นที่จำเป็นในการพิจารณาและอภิปรายร่วมกัน 6. ให้แนวทางในการค้นคว้าหาความรู้ ตลอดจนกระบวนการเรียนอย่างระมัดระวัง 7. กระตุ้นและให้การสนับสนุนผู้เรียน 8. จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ให้ผู้เรียนแต่ละคนมีความพอใจและไม่กลัวต่อการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น


26 จุไรรัตน์ สุริยงค์ (2551) ได้กำหนดบทบาทของครูผู้สอนไว้ว่า ครูผู้สอนจะทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ โอกาสนักเรียนเสนอความคิดเห็นและครูผู้เป็นผู้ให้การแนะนำย้อนกลับต่อผลงานของนักเรียน นักเรียนจะ ได้รับการประเมินการทำงานของตนเอง การประเมินจากเพื่อนและครูผู้สอน ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงนักเรียน ต้องรอบรู้กว้างขวาง ใจกว้าง และต้องปฏิบัติตนตามบทบาทของตนให้ถูกต้องนั้นคือจะไม่เป็นผู้ให้ความรู้ ไม่ ออกคำสั่ง ไม่นำการอภิปราย เลือก และไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรมระหว่างการเรียนการสอนกำลังดำเนินการ ครูผู้สอน มีหน้าที่สร้าง เลือก และจัดลำดับ กิจกรรมการเรียนที่เหมาะสมให้กับนักเรียน รวมทั้งการจัดหาเอกสาร วัสดุ เครื่องมือ แหล่งความรู้ที่นักเรียนจำเป็นต้องใช้ เมื่อนักเรียนประสบปัญหาการเรียน การติดขัด ผู้สอนต้องคอย ดูแลแนะนำสนับสนุนให้การเรียนเป็นไปอย่างดี วัลลี สัตยาศัย (2547, น. 147) ได้เสนอหลักการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 1. ผู้สอนวางโครงสร้างบทเรียนด้วยสถานการณ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรและความสนใจ ของผู้เรียน 2. ผู้สอนรู้จักใช้คำถามที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นคว้าหาคำตอบ ตรวจสอบแนวคิดของตนเอง โดยการตั้งคำถาม ท้าทายให้ผู้เรียนรู้จักตรวจสอบแนวคิด ซึ่งเป็นเทคนิคที่สำคัญที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ดี 3. สื่อสารกับผู้เรียนด้วยความชัดเจน นำเสนอศัพท์ ภาษาและสัญลักษณ์ที่เหมาะสม 4.เสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน 5.พยายามทำความเข้าใจและค้นหารายละเอียดแนวคิดของผู้เรียน 6.สังเกตพฤติกรรมการเรียนเพื่อวินิจฉัยความก้าวหน้าทางการเรียน ประสาท เนืองเฉลิม (2557, น. 166) ผู้สอนคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อการออกแบบและจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนรวมไปถึงการประเมินผลการเรียนรู้ที่นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการศึกษา 1. ผู้สอนต้องมุ่งมั่นและรู้จักแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 2. ผู้สอนต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล เข้าใจศักยภาพของผู้เรียน เพื่อสามารถให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ผู้เรียนได้ทุกเมื่อทุกเวลา 3. ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างถ่องแท้ชัดเจนทุกขั้นตอน 4. ผู้สอนต้องมีทักษะศักยภาพสูงในการจัดการเรียนรู้และติดตามประเมินผลการพัฒนาของผู้เรียน 5. ผู้สอนต้องอำนวยความสะดวกในการจัดหาและสนับสนุนสื่อ อินเตอร์เน็ต/อุปกรณ์/แหล่งเรียนรู้ให้ เหมาะสมและเพียงพอ 6. ผู้สอนต้องมีจิตสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตื่นตัวในการเรียนรู้ตลอดเวลา 7. ผู้สอนต้องชี้แจงและปรับทัศนคติของผู้เรียนให้เข้าใจและเห็นคุณค่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน


27 8. ผู้สอนต้องมีความรู้ ความสามารถด้านการวัดประเมินผลตามสภาพจริงให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการและเจตคติครบทุกขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ประเมินผลสอดคล้องกับแนวทฤษฎีที่ต้อง ใช้ในการประเมินการพัฒนาของผู้เรียนได้มีการบูรณาการวิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเข้าไว้เป็นการ พัฒนาแผนการเรียนรู้ แผนการเรียนรู้จึงเป็นเป้าหมายของการพัฒนาทักษะที่มุ่งการปฏิบัติ เช่น การ ตั้งเป้าหมาย การเลือกวิธีการเรียนรู้ที่กล่าวถึงใช้เป็นส่วนของกระบวนการประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการ ประเมินผลการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีการประเมิน 5 แบบ ได้แก่การใช้แฟ้มงานการเรียนรู้ ( The Learning Portfolio) การบันทึกการเรียนรู้ (Learning Log) การประเมินตนเอง (Self Assessment) ข้อมูล ย้อนกลับจากเพื่อน (Peer Feedback) และการประเมินผลรวบยอด (Overall Evaluation) ประสาท เนืองเฉลิม (2557, น. 173-174) ได้สรุปว่าการประเมินการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีลักษณะดังนี้ 1. ประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรประเมินผลจากการสอบหรือแค่หลังจบบทเรียนเพียง เท่านั้น 2. ประเมินตามสภาพจริง โดยที่การประเมินนั้นต้องมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตของผู้สอน เรียน 3. ประเมินผลที่ความสามารถหรือการแสดงโดยแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในมโนทัศน์ Illinois Problem-Based Learning Network of, 1996 ได้กล่าวถึงบทบาทของครูและนักเรียนในขณะดำเนิน กระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา ดังนี้ บทบาทของครูในขณะที่ ดำเนินกระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา มีดังนี้ 1. ครูออกแบบและกระตุ้นความสนใจนักเรียนในกระบวนการเรียนรู้ ให้จัดโครงสร้างของการ แก้ปัญหาหรือสร้างยุทธวิธีในการแก้ปัญหา 2. ครูมอบความเป็นอิสระให้กับนักเรียนในการเป็นผู้สำรวจ และควบคุมกระบวนการสำรวจด้วย ตัวเองพร้อมกับเป็นผู้ให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้คิด และฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานให้กับ นักเรียน 3. ครูฝึกฝน แนะนำนักเรียนโดยอยู่ห่าง ๆ ในขณะที่นักเรียนดำเนินกระบวนการเรียนรู้จนได้คำตอบ ของปัญหาออกมา บทบาทของผู้เรียนในขณะที่ดำเนินกระบวนการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. นักเรียนดำเนินการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ดึงดูดความสนใจและมีปัญหาเป็นตัวกระตุ้น การเรียนรู้ 2. นักเรียนจะสำรวจ ค้นคว้าข้อมูลที่ต้องการดำเนินการสำรวจอย่างมีเหตุผล และปฏิบัติกิจกรรมการ เรียนรู้อย่างอิสระ 3. นักเรียนเป็นผู้ควบคุมการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ 4. นักเรียนประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เพื่อแก้ปัญหา


28 5. นักเรียนพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เรียนรู้โดยชี้นำตนเองและเป็นนักแก้ปัญหา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (2550, น. 9-13) กล่าวถึงผู้สอนว่า มีบทบาท โดยตรง ต่อการจัดการเรียนรู้ ดังนั้นลักษณะของผู้สอนต้องเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. ผู้สอนต้องมุ่งมั่น ตั้งใจสูง รู้จักแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 2. ผู้สอนต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล เข้าใจศักยภาพของผู้เรียน เพื่อสามารถให้คำแนะนำช่วยเหลือ ผู้เรียนได้ทุกเวลา 3.ผู้สอนต้องเข้าใจขั้นตอนของแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานอย่างถ่องแท้ทุก ขั้นตอน เพื่อจะได้แนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้ถูกต้อง 4. ผู้สอนต้องมีทักษะและศักยภาพสูงในการจัดการเรียนรู้ และการติดตามประเมินผลการพัฒนาของ ผู้เรียน 5. ผู้สอนต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้วยการจัดหา สนับสนุนสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสม เพียงพอ จัดเตรียมแหล่งเรียนรู้ จัดเตรียมห้องสมุด อินเทอร์เน็ต ฯลฯ 6. ผู้สอนต้องมีจิตวิทยา สร้างแรงจูงใจแก่ผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตื่นตัวในการเรียนรู้ ตลอดเวลา 7. ผู้สอนต้องชี้แจงและปรับทัศนคติของผู้เรียนให้เข้าใจ และเห็นคุณค่าของการเรียนรู้แบบนี 8. ผู้สอนต้องมีความรู้ ความสามารถ ด้านการวัด และประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริง ให้ครบทุก ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้ บทบาทของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีดังนี้ 1. ผู้เรียนต้องปรับทัศนะคติในบทบาทหน้าที่ และการเรียนรู้ของตนเอง 2. ผู้เรียนต้องมีคุณลักษณะด้านการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีความรับผิดชอบสูง รู้จักการทำงานร่วมกันอย่างมี ระบบ 3. ผู้เรียนต้องได้รับการวางพื้นฐาน และฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ที่ เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น กระบวนการคิด การสืบค้นข้อมูล การทำงานกลุ่ม การอภิปราย การสรุป การแนะเสนอ ผลงาน และการประเมินผล 4. ผู้เรียนต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดีพอ สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบนี้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนมีบทบาทที่จะต้องกระทำให้บรรลุตามแนวทางการเรียน การสอน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเนื้อหาสาระ การใช้คำถาม การเตรียมความพร้อมทางการเรียน การจัดสรร หา การพัฒนาทักษะการะบวนการที่จำเป็น เช่นทักษะการคิดการแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพ ให้แก่ผู้เรียนด้วยการลงมือทำ และเกิดการจดจำสิ่งที่เรียนได้นาน


29 2.4 ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ 2.4.1 ความหมายของทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความหมายของการวิเคราะห์ Anderson and Krathwohl (2001, pp. 67 - 68) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ (Analyze) เป็นการ แตกองค์ประกอบเพื่อให้เห็นวิธีการที่เกี่ยวข้องหรือโครงสร้างโดยรวมหรือความแตกต่างกันขององค์ประกอบ นั้นDewey (1933) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดอย่างใคร่ครวญไตร่ตรองโดยอธิบาย ขอบเขตการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการคิดที่เริ่มต้นจากสถานการณ์ที่มีความยุ่งยากและสิ้นสุดลงด้วยสถานการณ์ที่ มีความชัดเจนMarzano and Kendall (2007) กล่าวว่า การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการใช้ เหตุผล และความละเอียดถี่ถ้วนในการจำแนกแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีกระบวนการที่สำคัญย่อย ๆ 5 ประการ ได้แก่ 1. การจับคู่ 2. การจัดหมวดหมู่ 3. การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด 4. การสรุปอ้างอิง 5. การทานาย ราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้ให้ความหมาย คาว่า วิเคราะห์ไว้ว่า วิเคราะห์ หมายถึงใคร่ครวญ แยก ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คาว่า Analysis ซึ่งคาว่า Analysisเป็นคาที่มาจากราก ศัพท์ภาษากรีก คือ Analuein แปลว่า คลายออก แยกแยะออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อนามาใช้ใน ภาษาไทย การวิเคราะห์ จึงหมายถึง การจำแนกแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อ ศึกษาค้นคว้าว่าทามาจากอะไร มีองค์ประกอบอะไรประกอบขึ้นมาได้อย่างไร และเชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้ อย่างไร เพียงไร ซึ่งในทางวิชาการเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2553, น. 24) กล่าวว่าการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการจำแนกแจกแจงองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งและหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ของสิ่งที่เกิดขึ้นชัยวัตร สุทธิรัตน์ (2553, น. 69) กล่าวว่าการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการ แยกแยะเพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เรื่องราวเนื้อหาต่าง ๆ โดยการจาแนกแยกแยะเปรียบเทียบข้อมูล จัดกลุ่มอย่างเป็นระบบตีความและทาความเข้าใจกับองค์ประกอบของสิ่งนั้นโดยมีหลักฐานอ้างอิงเพื่อหา ข้อสรุปที่น่าจะเป็นไปได้และใช้กระบวนการตัดกระวิทยาในการสรุปตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและสมเหตุสมผล สุวิทย์ มูลคา (2553, น. 9) กล่าวว่าการคิดวิเคราะห์หมายถึงความสามารถในการจำแนกแยกแยะองค์ประกอบ ต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวัตถุสิ่งของเรื่องราวหรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริงหรือสิ่งสำคัญของสิ่งที่กำหนดให้ นัท ธาตุทอง (2554, น. 323) กล่าวว่า การวิเคราะห์หมายถึงการพิจารณาสิ่งอยู่ร่วมกันทั้งหมดก่อน แล้วจำแนกแยกแยะสิ่งเหล่านั้นออกเป็นองค์ประกอบย่อยประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2556) ได้ให้ความหมายของ การคิดวิเคราะห์ คือ ความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดและจำแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบต่าง ๆ


30 ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญ แก่นแท้องค์ประกอบของหลักการนั้น ๆ สามารถอธิบายตีความในสิ่งที่เห็น ทั้งที่อาจแฝงซ่อนอยู่ ภายในสิ่งต่าง ๆหรือปรากฏได้อย่างชัดเจน รวมทั้งความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ว่าเกี่ยวพัน กันอย่างไรอะไรเป็นสาเหตุส่งผลกระทบต่อกันอย่างไร อาศัยหลักการใด จนได้ความคิดเพื่อนาไปสู่ข้อสรุปการ ประยุกต์ใช้ ทานายหรือคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง Bloom (1956, อ้างถึงใน ประพันธ์ศิริ สุ เสารัจ, 2556) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการ มองเห็นรายละเอียดและจำแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญ แก่นแท้ องค์ประกอบหรือหลักการของเรื่องนั้น ๆสามารถอธิบาย ตีความสิ่งที่เห็น ทั้งที่อาจแฝงซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฏได้อย่างชัดเจนรวมทั้งหาความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร อะไร เป็นสาเหตุอะไรเป็นผลและที่เป็นอย่างนั้น อาศัยหลักการใด จนได้ความคิดเพื่อนาไปสู่การสรุป การประยุกต์ใช้ ทานายหรือคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ได้ เป็นการคิดอย่างมีเหตุผลในการรวมสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยอาศัย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏสรุปได้ว่า ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของการคิดวิเคราะห์ที่สอดคล้องกัน คือ การคิดวิเคราะห์หมายถึง การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในส่วนย่อย ๆ ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาด้าน ความสัมพันธ์และด้านหลักการจัดการโครงสร้างของการสื่อความหมาย โดยใช้เหตุผลและความละเอียดถี่ถ้วน ในการจำแนก แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ และสอดคล้องกับกระบวนการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ คือ การคิดจำแนก รวบรวมเป็นหมวดหมู่ และจับประเด็นต่าง ๆ เชื่อมโยงความสัมพันธ์และใช้กระบวนการ ตรรกวิทยาได้อย่างถูกต้อง 2.4.2 ความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ มีผู้กล่าวถึงความสำคัญของการคิด วิเคราะห์ไว้ ดังนี้ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2553) ให้ความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า 1. ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา 2. ช่วยให้คานึงถึงความสมเหตุสมผลของขนาดกลุ่มตัวอย่าง 3. ช่วยลดการอ้างประสบการณ์ส่วนตัวเป็นข้อสรุปทั่วไป 4. ช่วยขุดค้นสาระของความประทับใจครั้งแรก 5. ช่วยตรวจสอบการคาดคะเนบนฐานความรู้เดิม 6. ช่วยวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ส่วนบุคคล 7. เป็นพื้นฐานการคิดมิติอื่น ๆ 8. ช่วยในการแก้ปัญหา 9. ช่วยในการประเมินและตัดสินใจ 10. ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์สมเหตุสมผล 11. ช่วยให้ เข้าใจแจ่มกระจ่าง


31 สุวิทย์ มูลคา (2553, น. 11) ได้ กล่าวถึงประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ไว้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมา เป็นไปของเหตุการณ์ ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้างทาให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้ในการน ำไปใช้ในการ ตัดสินใจแก้ปัญหาการประเมินและการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง 2. ช่วยให้ เราสำรวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏ ไม่ด่วนสรุปตามอารมณ์ความรู้สึกหรือ อคติ แต่สืบค้นตามหลักเหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริง 3. ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปสิ่งใดง่าย ๆ แต่สื่อสารตามความเป็นจริง ไม่หลงเชื่อข้ออ้างที่เกิดจากตัวอย่าง เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันจะช่วยให้เราไม่หลงเชื่อข้ออ้างที่เกิดจากตัวอย่างเพียงอย่างเดียวแต่พิจารณา เหตุผลและปัจจัยเฉพาะในแต่ละกรณีได้ 4. ช่วยในการพิจารณาสาระสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกบิดเบือนไปจากความประทับใจในครั้งแรกเป็นการมอง อย่างครบถ้วนในแง่มุมอื่น ๆ ที่มีอยู่ 5. ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต หาความแตกต่างของสิ่งที่ปรากฏอย่างสมเหตุสมผลของสิ่งที่ เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจสรุปสิ่งใดลงไป 6. ช่วยให้หาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสามารถประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง ณ เวลานั้น โดยไม่พึ่งพิงอคติที่ก่อตัวอยู่ในความทรงจาทาให้เราสามารถประเมินสิ่งต่าง ๆ 7. ช่วยประมาณการความน่าจะเป็น โดยสามารถใช้ ข้อมูลพื้นฐานที่มีการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ของสถานการณ์ อันจะช่วยให้คาดการณ์ความน่าจะเป็นไปได้ สมเหตุสมผลมากกว่าทิศนา แขมมณี (2557, น. 24) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กร และ ระดับประเทศ ซึ่งในแทบทุกวิชาจาเป็นต้องใช้การวิเคราะห์เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจใน เรื่องนั้น ดังเช่น 1. ในการวิจัยการวิเคราะห์นับเป็นหัวใจหลักของการวิจัยเกี่ยวข้องกับการหาความสัมพันธ์การหาเหตุ และผลในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยพยายามนาเอาความแตกต่างในตัวแปรอิสระไปอธิบายในตัวแปร ตามเพื่อพิสูจน์สมมติฐานว่าเป็นไปจริงตามนั้นหรือไม่ 2. การวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในแง่มุมต่าง ๆ ช่วยให้เราเข้าใจสาเหตุที่ เกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนาไปสู่การแก้ไขปัญหาการเตรียมการปูองกันการ วางนโยบาย และการวางกลยุทธ์เพื่อมีโอกาสที่ดีในอนาคต 3. การวิเคราะห์ข้างหน้า ทาให้เราทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพียงแต่ไม่เพียงแต่จะรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังทราบอีกว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ดังกว่าและยังทาให้ ทราบอีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะล่งผลกระทบอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ในการวางกลยุทธ์และปูองกัน อย่างไรต่อไปได้ 4. การวิเคราะห์บุคคลจะช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงแสดงออกมาเช่นนี้ มีอะไรเป็นมูลเหตุจูงใจสิ่ง ที่เขาแสดงออกมาจะส่งผลกระทบต่อเขาหรือผู้อื่นหรือไม่อย่างไร ในอนาคตและถ้ามูลเหตุเปลี่ยนพฤติกรรม ของเขาจะเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์มีความสาคัญต่อบุคคลในการ


32 ใช้ชีวิตประจาวันการคิดวิเคราะห์เป็นจะช่วยในการแก้ปัญหา ทาให้รู้ข้อเท็จจริงความเป็นมาเป็นไปของ สถานการณ์เหตุการณ์ สามารถพิจารณาได้ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร ทาให้การพิจารณาเรื่องราวเป็นลา ดับขั้นตอน นาไปสู่การประเมินตัดสินใจ และสรุปข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับรู้เพื่อนาไปสู่การแก้ปัญหาอย่าง สมเหตุสมผล 2.4.3 กระบวนการคิดวิเคราะห์ ขัณธ์ชัย อธิเกียรติ (2556, น. 67) ได้สรุปกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามความเชื่อของเดรสเซล (Dressel) ว่าประกอบด้วย ขั้นตอน 5 ขั้นได้แก่ 1. ด้านการนิยามปัญหา หมายถึงความสามารถในการกาหนดปัญหาข้อโต้แย้งวิเคราะห์ข้อความ หรือ ข้อมูลที่คลุมเครือให้ชัดเจน และเข้าใจความหมายของคา ข้อความ หรือ แนวคิด ภายในขอบเขตข้อเท็จจริงที่ กำหนดให้ 2. ด้านการรวบรวมข้อมูลสาหรบการแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ด้วยความเป็นปรนัย เลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ข้อโต้แย้งหรือข้อมูลที่คลุมเครือได้ แสวงหาข้อมูล ที่ถูกด้องและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพี่อนามาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง 3. ด้านการจัดระบบข้อมูล หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาแหล่งที่มาของข้อมูลวินิจฉัยความ น่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ระบุข้อตกลงเบื้องด้นของข้อความ พิจารณาความเพียงพอของข้อมูล จัดระบบโดย วิธีต่าง ๆ เช่น จาแนกความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่ชัดเจนกับข้อมูลที่คลุมเครือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ไม่ เกี่ยวข้องกับปัญหา ข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นพิจารณาข้อมูลที่แสดงถึงความสาเอียงและการโฆษณาชวนเชื่อ และตัดสินความขัดแย้งของข้อความและเสนอข้อมูลได้ 4. ด้านการเสือกสมมติฐาน หมายถึง ความสามารถในการเลือกสมมติฐานกาหนดสมมติฐานจาก ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล พิจารณาทางเลือกหลาย ๆ ทางในการแก้ปัญหาได้ 5. ด้านการสรุป หมายถึง ความสามารถในการคิดพิจารณาข้อความคลุมเครือของข้อมูล โดยจาแนก ข้อมูลที่มีเหตุผลหนักแน่น และน่าเชื่อถือว่า มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาเพี่อนำไปสู่การตัดสินใจสรุปถ้า การสรุปไม่มีเหตุผลเพียงพอ ต้องมีการหาเหตุผลเพิ่มเติมมาพิจารณาตัดสินการสรุปใหม่ แล้วจึงน้าข้อสรุปและ หลักการไปประยุกต์ใช้ 2.4.4 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการวิเคราะห์ การศึกษาแนวคิด/ทฤษฎีเกี่ยวกับการวิเคราะห์ ในครั้งนี้ ผู้วิจัย ได้ศึกษา แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ ของบลูม และมาร์ซาโน ในเรื่องของ การกาหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เรียกว่า Bloom’s Taxonomy of Education Objectives and A New Taxonomy of Educational Objectives ซึ่งมีความสอดคล้องสัมพันธ์ กัน


33 2.4.5 แนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) แนวคิดทฤษฎีการวิเคราะห์ที่ได้รับความสนใจ เป็นที่ยอมรับและถูกนามาขยายผลและเผยแพร่ ทางการศึกษาเป็นจานวนมากได้แก่ แนวคิดทฤษฎีการคิดของบลูม (Bloom) ซึ่งได้กาหนดจุดมุ่งหมายทาง การศึกษา (Bloom’s Taxonomy of Education Objectives) เป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านพุทธิพิสัยซึ่งบาง ตาราใช้คาว่าด้านการรู้คิด (Cognitive Domain) (2) ด้านจิตพิสัย(Affective Domain)และ (3) ด้านทักษะ พิสัย (Psychomotor Domain) ซึ่งแต่ละด้านมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด ซึ่งในที่นี้ จะขอกล่าวถึงด้านพุทธิพิสัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์พุทธิพิสัยเป็นความสามารถทางสมอง เป็นพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับสติปัญญาความรู้ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความรอบรู้ในเนื้อหาวิชา หลักการ ทฤษฎี ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีระบบระเบียบ ความสามารถทางด้านพุทธิพิสัยนี้ แบ่งออกได้ เป็น 6 ระดับซึ่งการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปต้องอาศัยระดับการเรียนรู้ที่ต่ำกว่า ซึ่งในแต่ละระดับมีความ ซับซ้อนแตกต่างกัน ได้แก่ ระดับ 1 ระดับความรู้ความจา (Knowledge) เป็นความสามารถทางสมองหรือสติปัญญาของบุคคลที่ สามารถจาเรื่องราวระลึกถึงสิ่งที่มีความหมายเชิงรูปธรรมและสัญลักษณ์ ซึ่งมีผู้กล่าวว่าระดับนี้เป็น ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับรู้ไว้และระลึกถึงสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการ เปรียบเสมือนเทปบันทึกเสียง หรือเทปบันทึกภาพที่สามารถเปิดฟังหรือดูได้เมื่อต้องการระดับความรู้ความจำ ประกอบด้วยความรู้เฉพาะเนื้อหา ความรู้ในวิธีดำเนินการ ความรู้เกี่ยวกับวิธีการความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง และความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง พฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถระดับความรู้ความจำ เช่น บอก/ระบุ/ตอบ/บรรยาย ได้ ระดับ 2 ระดับความเข้าใจ (Comprehensive) เป็นความสามารถทางสมองหรือสติปัญญาของบุคคล ในการจับใจความสำคัญของเรื่องแล้วแปลย่อหรือขยายให้คนอื่นเข้าใจ ซึ่งต้องมีความสามารถจับใจความสำคัญ ของเรื่องได้และสามารถดัดแปลงของที่พบเห็นที่คล้ายของเก่าได้ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความจำ เป็นฐาน พฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถระดับความเข้าใจ เช่น แปลความ/ตีความ/อภิปราย/ถ่ายทอด/ ยกตัวอย่างอธิบายเปรียบเทียบ ได้ ระดับ 3 ระดับการนาไปใช้หรือการประยุกต์ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ได้ในอีกสถานการณ์หนึ่งเป็นความสามารถในการนาความรู้ ความจา และความเข้าใจไปใช้ในการ แก้ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างได้ผล พฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถระดับการนำไปใช้ เช่น แปล ความหมาย/ใช้/สาธิต/ทำงาน/คำนวณ/ทำ/อ่าน/เขียน/วาดภาพ ได้ ระดับ 4 ระดับการวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการแยกแยะสิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยประกอบด้วย การวิเคราะห์ส่วนประกอบ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์ หลักการ โดยอาศัยความสามารถในระดับก่อนหน้านี้เป็นฐาน พฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถระดับ การวิเคราะห์ เช่น บอกความแตกต่าง จานวนแยกแยะ/วิเคราะห์/บอกสาเหตุ/บอกผล/เปรียบเทียบ/จัด ประเภท/จัดกลุ่ม/อธิบายหลักการ เรียงลาดับ/จัดอันดับ/เขียนขั้นตอนได้


34 ระดับ 5 ระดับการสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการรวบรวมเรื่องราวหรือ องค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม โดยใช้ความสามารถในการพิจารณา หลาย ๆ แง่มุม แล้วนามาจัดระบบโครงสร้างเรียบเรียงเสียใหม่ให้ดีกว่าเดิม เป็นรูปแบบใหม่หรือแนวคิดใหม่ โดยอาศัย ความรู้ความจำ ความเข้าใจ และการวิเคราะห์ เป็นฐาน พฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถ ระดับการสังเคราะห์เช่น ออกแบบ/สร้าง/รวบรวม/เขียนโครงสร้าง/เขียนโครงการได้ ระดับ 6 ระดับการประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคาหรือสรุปเกี่ยวกับ คุณค่าของสิ่งของ เรื่องราว โดยอาศัยข้อเท็จจริง หรือเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมในการอธิบาย ซึ่งการที่บุคคล จะมีความสามารถในการตัดสินใจนั้นจะต้องสามารถวิเคราะห์และเข้าใจสถานการณ์ใหม่หรือข้อความจริงใหม่ ได้ นั่นคือ ต้องอาศัยระดับความสามารถก่อนหน้านี้เป็นฐานซึ่งพฤติกรรมที่สามารถบ่งบอกความสามารถระดับ การประเมินค่า เช่น ตัดสิน/ประเมินผล/เปรียบเทียบ/เลือก/วิจารณ์/บอกคุณค่า หรือ คาดการณ์ได้ Lorin and Erson (2012) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของบลูมได้ปรับปรุงลาดับขั้นด้านพุทธิพิสัยของบลูมขึ้น ใหม่ โดยรวมขั้นสังเคราะห์ไว้กับขั้นสร้างสรรค์ผลงานใหม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อคานามให้เป็นคากริยา ทาให้ เข้าใจง่ายและสามารถนาไปปฏิบัติใช้ได้ง่ายขึ้น ดังตารางความรู้แบบเดิม (Original Cognitive Domain) (Bloom’s Taxonomy) ความรู้แบบใหม่ (New Domain) (New Taxonomy) Knowledge : ความรู้ Comprehension : ความเข้าใจ Application : การนาไปใช้ Analysis : การ วิเคราะห์ Synthesis : การสังเคราะห์ Evaluation :การประเมินค่า Remembering : การจำ Understanding : การเข้าใจการอธิบายความรู้ การคิด Applying : การประยุกต์และการนำไปใช้ Analyzing : วิเคราะห์ Evaluating : ประเมินค่า Creating : การสร้างสรรค์ผลงานใหม่หรือความคิด ใหม่การกาหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือ ด้านอภิปัญญาของบลูมนั้นเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และความสามารถตามลาดับขั้นหรือเป็นระดับ ๆ ซึ่งพฤติกรรมการเรียนรู้หรือความสามารถในการ เรียนรู้ ระดับที่ 4 ด้านพุทธิพิสัย คือระดับการวิเคราะห์นั้น เป็นที่มาสำคัญในการคิดวิเคราะห์ที่ในแวดวง การศึกษากาลังให้ความสำคัญในปัจจุบัน ซึ่งบลูมจะใช้คาว่าการวิเคราะห์ในงานวิจัยครั้งนี้จะใช้ คำว่า วิเคราะห์ ตามระดับความสามารถด้านพุทธิพิสัยของบลูมซึ่งบลูมได้กล่าวถึงประเภทของการวิเคราะห์ไว้ 3 ด้าน (Bloom, 1956, อ้างถึงใน ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ, 2556) คือ 1. การวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่างๆ (Analysis of Element) ความสามารถในการ แยกแยะได้ว่า สิ่งใดจาเป็น สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบด้วย 1.1 วิเคราะห์ชนิด 1.2 วิเคราะห์สิ่งสำคัญ 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationship) เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งกันได้แก่ 2.1 วิเคราะห์ชนิดของความสัมพันธ์ 2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์


35 2.3 วิเคราะห์ขั้นตอนความสัมพันธ์ 2.4 วิเคราะห์จุดประสงค์และวิธีการ 2.5 วิเคราะห์สาเหตุและผล 2.6 วิเคราะห์แบบสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organization Principles) หมายถึง การค้นหาโครงสร้าง ของระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทางานต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ในสภาพเช่นนั้นเนื่องจากอะไรมีอะไร เป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็น ตัวเชื่อมโยง การคิดวิเคราะห์ หลักการเป็นการวิเคราะห์ที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุด การจะวิเคราะห์เชิงหลักการได้ดี จะต้องมีความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ดีเสียก่อน เพราะผลจาก ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะทาให้สามารถสรุปเป็นหลักการได้ ประกอบด้วย 3.1 วิเคราะห์โครงสร้าง เป็นการค้นหาโครงสร้างของสิ่งต่าง ๆ 3.2 วิเคราะห์หลักการ เป็นการแยกแยะเพื่อค้นหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ แล้วสรุปเป็นคำตอบหลักได้ลักษณะ ของสิ่งต่างๆ ที่จะนามาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์วัตถุ วิเคราะห์สถานการณ์วิเคราะห์บุคคล วิเคราะห์ ข้อความ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์สารเคมี เป็นต้นสรุปได้ว่าในการวิเคราะห์ จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ เชิงรูปธรรมและวิเคราะห์เชิงนามธรรมจากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การวิเคราะห์เป็นการแยะแยกเพื่อหา ส่วนย่อยของเหตุการณ์หรือเรื่องราวเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผลและที่เป็นอย่างนั้นอาศัยหลักการอย่างไร โดยอาศัยพฤติกรรมด้านความจา ความเข้าใจ ด้านการ นำไปใช้มาประกอบการพิจารณา 2.4.6 ทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ของมาร์ซาโน (Marzano’s Taxonomy) นักวิจัยทางการศึกษา ได้พัฒนาจุดมุ่งหมายทางการศึกษารูปแบบใหม่ (A New Taxonomyof Educational Objectives) โดยพัฒนาจากข้อจากัด ของจุดมุ่งหมายทางการศึกษาของบลูม และตามสภาพแวดล้อมของการ จัดการเรียนรู้ที่อิงมาตรฐาน (Standard-based Instruction) ซึ่ง มาร์ซาโนกล่าวว่ารูปแบบของพฤติกรรมการ เรียนรู้ประกอบด้วยระบบความคิด 3 ประการ (Three System of Thinking) ได้แก่ ระบบตนเอง (Selfsystem) ระบบรู้คิด (Metacognitive-system) และระบบสติปัญญาหรือระบบความรู้หรือระบบพุทธิ พิสัย (cognitive-system) โดยระบบตนเอง จะตัดสินใจในการกระทาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อรับการเรียนรู้เรื่องใหม่ และระบบอภิปัญญาหรือการรู้คิด จะกำหนดเป้าหมายและติดตามว่า จะทาได้ดีเพียงใด ส่วนระบบความรู้จะ ทาหน้าที่จัดกระทาข้อมูลให้ข้อมูลที่จำเป็น ขอบเขตของความรู้ และเนื้อหาซึ่งระบบทั้ง 3 สามารถสรุปเป็น ระดับของจุดมุ่งหมายทางการศึกษาออกเป็น 6 ขั้น คือ ระบบพุทธิพิสัย 4 ระดับ ระดับขั้นการเรียกใช้ความรู้ ระดับขั้นความเข้าใจ ระดับขั้นการวิเคราะห์ ระดับขั้นการนาความรู้ไปใช้ระดับที่ 5 เป็นระบบขั้นการรู้คิดหรือ อภิปัญญา และระดับที่ 6 เป็นระบบขั้นการจัดระบบความคิดด้วยตนเองหรือระบบตนเอง ซึ่ง เรียกว่า Six level of Marzona’sTaxonomy ซึ่งสรุปพฤติกรรมในแต่ละระดับขั้นได้ดังนี้


36 ระดับ 1 ขั้นรวบรวม ฟื้นฟูความรู้ (Retrieval) เป็นขั้นตอนการคิดทบทวนความรู้เดิมรับข้อมูลใหม่ และเก็บเป็นคลังข้อมูลไว้ การรวบรวมความรู้และข้อมูลทั้งหมดที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทาให้ข้อมูลมี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยไม่นาข้อมูลความรู้มาเพียงส่วนเดียว ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความจาเป็นพื้นฐาน เป็น การถ่ายโยงความรู้จากความจาถาวรสู่การนาไปใช้ในการปฏิบัติการโดยไม่จาเป็นต้องเข้าในโครงสร้างของ ความรู้นั้น ระดับ 2 ขั้นความเข้าใจ (Comprehensive) เป็นการเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบ ใหม่ โดยการใช้สัญลักษณ์ การแปลความ การยกตัวอย่าง โดยเข้าใจ ประเด็นสาคัญของความรู้เดิมแล้ว สังเคราะห์ความรู้ แปลงความรู้นั้นแล้วนาเสนอความรู้นั้นอย่างสัมพันธ์กัน ขั้นความเข้าใจจึงเป็นการกลั่นกรอง ความรู้ให้ลงไปสู่ข้อสรุปหรือหลักการใหญ่ ๆ โดยเพิ่มหรือตัดเรื่องราวบางอย่างออกไปเพื่อสร้างข้อเสนอ รูปแบบใหม่ ระดับ 3 ขั้นวิเคราะห์ (Analysis) ตามแนวคิดใหม่นี้ เป็นการใช้เหตุผล และความละเอียดถี่ถ้วนในการ จาแนกความเหมือนและความแตกต่างอย่างมีหลักการ การจัดหมวดหมู่ที่สัมพันธ์กับความรู้ การสรุปอย่าง สมเหตุสมผลโดยสามารถบ่งชี้ข้อผิดพลาดได้ การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่โดยใช้ฐานความรู้ และการ คาดการณ์ผลที่ตามมาบนพื้นฐานของข้อมูล ระดับ 4 การนาไปใช้ (Knowledge Utilization) เป็นการใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์เป็นการตัดสินใจ ในสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วสรุปเป็นหลักการในสถานการณ์ใหม่ ให้เป็นประโยชน์ได้เป็นการสามารถในการรู้จัก เลือกคาตอบและเห็นคุณค่าสรุปความเป็นไปได้และเสนอทางเลือกอย่างมีเหตุผลซึ่งต้องใช้กระบวนกาตัดสินใจ การแก้ปัญหา การสำรวจทดลอง การสืบเสาะ สืบสวนความรู้ ระดับ 5 การรู้คิด (Metacognition) เป็นการรู้คิดอย่างมีสติ โดยการรู้จักจัดระบบความคิดเพื่อบรรลุ เปูาหมายการเรียนรู้ การกาหนด การกากับติดตามการเรียนรู้และการจัดขอบเขตการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ ไตร่ตรอง สังเกต เฝูาดู ตรวจสอบและการประเมินผลอย่างรอบคอบสามารถบูรณาการความรู้ได้ ระดับ 6 การจัดระบบความคิดด้วยตนเอง (Self-System Thinking) เป็นการสร้างระดับแรงจูงใจต่อ การเรียนรู้และภาระงานที่ได้รับมอบหมายในการเรียนรู้ รวมทั้งตระหนักในความสามารถของการเรียนรู้ที่ตนมี เป็นการรู้จักคิดจากการนาความรู้ข้อมูลมาพิจารณาโดยสามารถตรวจสอบความรู้ตรวจสอบประสิทธิภาพของ ความรู้ รวมทั้งตรวจสอบความต้องการและแรงจูงใจของตนเอง มาพิจารณาประกอบในการเรียนรู้Marzano (2007, pp. 11 - 12) อธิบายว่า รูปแบบพฤติกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 ระบบได้แก่ ระบบแห่งตนระบบ การบูรณาการ และระบบสติปัญญา ระบบแห่งตนตัดสินการยอมรับการเรียนรู้เรื่องใหม่ เมื่อระบบแห่งตนรับ การเรียนรู้เรื่องใหม่ ระบบบูรณาการจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกาหนดเปูาหมายของการเรียนรู้นั้น โดยการ ออกแบบกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อการบรรลุเปูาหมายแห่งกา รเรียนรู้และระบบสติปัญญาจะทาหน้าที่จัดกระท ำ ข้อมูลในลักษณะของการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นปริมาณความรู้ของนักเรียนแต่ละคนจึงมีผลต่อความสำเร็จอย่าง สูงในการเรียนรู้ เรื่องใหม่ซึ่งความรู้ใหม่สามารถต่อยอดจากความรู้เดิมได้อย่างกว้างขวางกระบวนการถ่ายเท ของข้อมูลเริ่มจากระบบแห่งตนต่อเนื่องมาที่ระบบบูรณาการและระบบสติปัญญาและสิ้นสุดที่ความรู้ ระบบแต่ ละระบบจะส่งผล


37 สะท้อนต่ออีกระบบที่ตามอย่างต่อเนื่องถ้าระบบแห่งตนไม่เชื่อว่าการเรียนรู้เรื่องใหม่เป็นเรื่องสำคัญแรงจูงใจใน การเรียนรู้หรือถ้าระบบบูรณาการกาหนดเปูาหมายไม่ชัดเจน การเรียนรู้จะประสบอุปสรรค หรือแม้การกา หนดเปูาหมายชัดเจนและกากับตรวจสอบอย่างมีประสิทธิผลแต่กระบวนการจัดกระทาข้อมูลในระบบ สติปัญญาปฏิบัติการไม่มีประสิทธิผล การเรียนรู้จะไม่ประสบผลสาเร็จ ดังนั้นระบบทั้ง 3 จึงเป็นระบบที่มีการ จัดลาดับถูกต้องในกระบวนการถ่ายเทข้อมูลมาร์ซาโน (Marzano,2001, pp. 30 - 60) จึงได้พัฒนารูปแบบ จุดมุ่งหมายทางการศึกษารูปแบบใหม่ (A New Taxonomyof Educational Objectives) ประกอบด้วย ความรู้สามประเภท โดยมีรายละเอียดดังนี้นอกจากนั้น Marzano and Kendall (2007) ได้จำแนกขอบเขต ของความรู้เป็น 3 ประเภท คือ 1. ด้านข้อมูล (Information) เป็นการรวบรวมความคิดที่มีเหตุผล และมีความสัมพันธ์กับรายละเอียด ต่าง ๆ ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความหมายของคาศัพท์ตามบริบทต่าง ๆ ความจริงลำดับเหตุการณ์หรือ เหตุการณ์ที่มีการกำหนดสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้ เช่น เวลา สถานที่บุคคลที่มีส่วนร่วมเป็นต้น เพื่อให้ได้มาซึ่ง ข้อสรุป โดยเน้นการจัดระบบความคิดเห็นจากข้อมูลง่ายสู่ข้อมูลยาก 2. ด้านกระบวนการคิด (Mental Procedures) การรวบรวมความรู้เดิมซึ่งเป็นความสามารถที่สั่งสม ไว้สู่กระบวนการเรียนรู้ใหม่อย่างอัตโนมัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งกระบวนการขั้นสูงด้านการจัดการข้อมูลด้วย กระบวนการที่ประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานต่าง ๆ ที่มีกลยุทธ์ในการจัดกระบวนการจัดกระทำข้อมูลที่กา หนดไว้ สามารถเรียงลำดับข้อมูลที่เป็นผลลัพธ์และขั้นตอนต่าง ๆ และสามารถสรุปผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนได้ 3. ด้านกระบวนการปฏิบัติ (Psychomotor Procedures) เป็นการรวบรวมความรู้ที่ใช้ระบบ โครงสร้างกล้ามเนื้อจากการฝึกทักษะปฏิบัติอย่างง่าย เพื่อนาไปสู่กระบวนการปฏิบัติที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อให้ได้มา ซึ่งกระบวนการสร้างทักษะการปฏิบัติต่าง ๆการวิเคราะห์ตามแนวคิดของมาร์ซาโน นั้นมีความหมายใกล้เคียง กับแนวคิดของบลูมกล่าวคือมาร์ซาโน ได้กล่าวว่า การวิเคราะห์เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เหตุผลเป็นการคิดอย่าง ลุ่มลึกและหลากหลายมีการคิดพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านและมีเหตุผลจนกระทั่งสามารถสรุปจนตก ผลึกเป็นความรู้ใหม่ได้ ซึ่งการวิเคราะห์ตามแนวคิดมาร์ซาโนประกอบด้วยความสามารถ5 ด้าน (Marzano,2007) ได้แก่ 1. การจับคู่ (Matching) หมายถึง ความสามารถในการจับคู่สิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกันทั้งรูปร่างลักษณะ แหล่งกาเนิด สามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่เหมือนกันแตกต่างกันออกเป็นแต่ละส่วนให้เข้าใจง่าย อย่างมีหลักเกณฑ์ สามารถระบุตัวอย่างหลักฐานและลักษณะความเหมือนความแตกต่างได้ 2. ด้านการจัดหมวดหมู่ (Classification) หมายถึง ความสามารถในการประมวลความรู้เพื่อการจัด กลุ่ม จัดลาดับและจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ อย่างมีความหมายออกเป็นพวกเป็นกลุ่มสามารถจัดกลุ่มที่มี หลักการและลักษณะที่คล้ายคลึงเข้าด้วยกันอย่างมีหลักเกณฑ์ เลือกสิ่งของที่เหมือนกันในการจัดกลุ่ม สามารถ หาคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งของที่เหมือนกันจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะจุดร่วมเหมือนกัน ทั้ง ด้านเนื้อหาด้านความรู้และด้านทักษะ


38 3. ด้านการจับผิดหรือการวิเคราะห์ข้อผิดพลาด (Error Analysis) หมายถึงความสามารถในการ แยกแยะข้อผิดพลาดมองเห็นความสัมพันธ์และความไม่สัมพันธ์สอดคล้องสิ่งต่าง ๆ สามารถระบุสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งผิดปกติไม่เหมาะสม เป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์จากการสังเกตและการใช้ความรู้เดิมผสานกับความรู้ใหม่ สามารถโยงความสัมพันธ์สู่การสรุปและลงความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผลสามารถสรุปประเด็นต่าง ๆ และยก เหตุผลประกอบได้โดยผ่านการโต้แย้งอย่างเหมาะสมและมีเหตุผล 4. ด้านการสรุปอ้างอิงหลักการได้หรือด้านการสรุปเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป (Generalization) หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้เดิมที่มีไปสรุปเป็นหลักการใหม่นาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ได้อย่าง เหมาะสม หรือสามารถนาความรู้ไปใช้ในกิจกรรมชีวิตประจาวันได้ส่วนใหญ่เป็นการให้เหตุผล เชิงอุปนัย คือ เรียนรู้จากตัวอย่าง เหตุการณ์รายละเอียดย่อย สรุปเป็นหลักการ 5. ด้านการทานายหรือด้านสรุปเป็นหลักเกณฑ์เฉพาะ (Specifying) หมายถึงความสามารถในการนา ความรู้หรือหลักการที่มีอยู่แล้วไปใช้เพื่อการกะประมาณและทานายสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ อย่าง จาเพาะเจาะจง สามารถเข้าใจเหตุการณ์ มีความรู้ สามารถระบุรายละเอียดในเหตุการณ์นั้น สามารถระบุสิ่งที่ มีผลตามมา และปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสมกับสิ่งที่อาจะเกิดขึ้นต่อไปได้จากการศึกษาแนวคิดของบลูม และมาร์ซาโน แล้วจะเห็นได้ว่า ทั้งสองแนวคิด มีความคล้ายคลึงกันโดยที่บลูมได้นาเสนอในรูปหลักการอย่าง กว้าง ๆ แต่มาร์ซาโนจะแสดงให้เห็นรูปของกิจกรรมและทักษะในการนาไปใช้ในการปฏิบัติ กล่าวคือ 1. การวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่าง ๆ ของบลูม ที่กล่าวว่าเป็นความสามารถในการ แยกแยะได้ว่าสิ่งใดจาเป็น สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบด้วยวิเคราะห์ชนิดเป็นการให้นักเรียน วินิจฉัยว่า สิ่งนั้น เหตุการณ์นั้น ๆ จัดเป็นชนิดใด ลักษณะใดเพราะเหตุใด สิ่งใดสำคัญสิ่งใดไม่สำคัญ เป็นการ ค้นหาสาระสำคัญ ข้อความหลัก ข้อสรุป จุดเด่น จุดด้อย ของสิ่งและการค้นหาสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นหรืออยู เบื้องหลังจากสิ่งที่เห็น ซึ่งมิได้บ่งบอกตรง ๆ แต่มีร่องรอยของความจริงซ่อนเร้น จะเห็นได้ว่ามีความเหมือนกัน กับความสามารถในการสังเกตเปรียบเทียบและจำแนกแยกแยะข้อมูล จับคู่ที่เหมือนกันและแตกต่างกันของ มาร์ซาโน 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ของบลูม หมายถึง การค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆว่ามีอะไร สัมพันธ์กัน สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งมีสิ่งใดสอดคล้องกัน หรือไม่สอดคล้องกัน มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และมีสิ่งใดไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งใดที่เข้าพวกสิ่งใดที่ไม่เข้าพวก สิ่งใดเกี่ยวข้องมากที่สุด สิ่งใด เกี่ยวข้องน้อยที่สด การเรียงลาดับขั้นตอนของเหตุการณ์ ความมากน้อยของสิ่ง ต่าง ๆ เมื่อเกิดสิ่งนี้แล้ว เกิดผลลัพธ์อะไรตามมาบ้างตามลาดับสาเหตุจุดประสงค์และผล และแบบ ความสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย ก็มีความหมายเดียวกัน และการระบุและสรุปข้อมูลการใช้เหตุผล การอธิบาย ความสัมพันธ์ และความไม่สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การระบุข้อมูลหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล สิ่งที่ ผิดปกติ แตกต่างออกไปจากที่ควรจะเป็นของมาร์ซาโน 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ ของบลูม หมายถึง การค้นหาโครงสร้างระบบเรื่องราว สิ่งของและการ ทางานต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ในสภาพเช่นนั้น เนื่องมาจากอะไรมีอะไรเป็นแกนหลักมีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการค้นหาโครงสร้างกระบวนการทางาน ลักษณะ


39 ส่วนประกอบ ของสิ่งต่าง ๆ ก็มีความหมายเหมือนกันกับ การนาความรู้ที่ได้รับหรือที่มีอยู่เสมอเป็นความรู้และ หลักการใหม่ สามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสมรวมทั้งความสามารถในการคาดเดา ทานายสิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สามารถระบุสิ่งที่มีผลตามมา สิ่งใดจริงสิ่งใดไม่จริง และสามารถปรับเปลี่ยน วิธีการได้อย่างเหมาะสมของมาร์ซาโนจากแนวคิดของบลูมและมาร์ซาโน ในเรื่องระดับขั้นของจุดมุ่งหมายหนึ่ง ของการศึกษาที่มีขั้นการวิเคราะห์เป็นระดับขั้นที่ 3 ที่ตรงกัน และกล่าวถึงความสามารถในระดับขั้นการ วิเคราะห์ที่ใกล้เคียงกันนั้น นามาสู่แนวคิดในเรื่องของการวิเคราะห์ของนักการศึกษาไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การ วิเคราะห์ตามแนวของบลูมและมาร์ซาโน แต่จะใช้คาเรียกรวมกันว่าการคิดวิเคราะห์จากการประมวลแนวคิด ของบลูมและมาชาร์โนทั้งลองแนวคิดมีความคล้ายคลึงกันสามารถสรุปเป็นตารางได้ดังนี้ 2.4.7 ลักษณะและองค์ประกอบของการวิเคราะห์ สุวิทย์ มูลคา (2553, น. 18) ได้กล่าวถึงลักษณะของการคิดวิเคราะห์ว่าประกอบด้วย 3 ส่วนตามแนวคิด ของบลูม คือ 1. การคิดวิเคราะห์ส่วนประกอบ ประกอบด้วย 1.1 ความสามารถในการจำแนก สรุปความรู้ และระบุข้อมูลสำคัญได้ 1.2 ความสามารถในการบอกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและข้อสมมติฐาน 1.3 ความสามารถอธิบายปัจจัยที่ทาให้บุคคลและกลุ่มต่าง ๆ มีความแตกต่างกันได้ 1.4 ความสามารถสรุปข้อความได้ 2. การคิดวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ประกอบด้วย 2.1 ความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ และตัดสินได้ว่าข้อมูลนั้นสมเหตุสมผล หรือไม่ 2.2 ความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของสมมุติฐานที่อ่านพบได้สามารถสรุปได้ว่า ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญ 2.3 ความสามารถเชื่อมโยงเหตุผลในแต่ละสถานการณ์ได้ 2.4 ความสามารถวิเคราะห์ข้อความที่ขัดแย้งที่ปรากฏในเนื้อเรื่องได้ 3. การคิดวิเคราะห์หลักการ ประกอบด้วย 3.1 ความสามารถวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของผู้เขียน 3.2 ความสามารถวิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลได้ 3.3 ความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดรวบยอดเป็นหลักการได้ 3.4 ความสามารถในการเรียนรู้เทคนิควิธีการที่ปรากฏในเนื้อเรื่องได้ 3.5 ความสามารถแยกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและอคติที่มีอยู่ได้องค์ประกอบของ การวิเคราะห์องค์ประกอบของการวิเคราะห์ นั้น


39 ค้นหาสาระสำคัญ ข้อความหลัก ข้อสรุป จุดเด่น จุดด้อย ของสิ่งและการค้นหาสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้น หรืออยู่ เบื้องหลังจากสิ่งที่เห็น ซึ่งมิได้บ่งบอกตรง ๆ แต่มีร่องรอยของความจริงซ่อนเร้น จะเห็นได้ว่ามีความเหมือนกัน กับความสามารถในการสังเกตเปรียบเทียบและจำแนกแยกแยะข้อมูล จับคู่ที่เหมือนกันและแตกต่างกันของ มาร์ซาโน 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ของบลูม หมายถึง การค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆว่ามีอะไร สัมพันธ์กัน สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งมีสิ่งใดสอดคล้องกัน หรือไม่สอดคล้องกัน มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และมีสิ่งใดไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งใดที่เข้าพวกสิ่งใดที่ไม่เข้าพวก สิ่งใดเกี่ยวข้องมากที่สุด สิ่งใด เกี่ยวข้องน้อยที่สด การเรียงลาดับขั้นตอนของเหตุการณ์ ความมากน้อยของสิ่ง ต่าง ๆ เมื่อเกิดสิ่งนี้แล้ว เกิดผลลัพธ์อะไรตามมาบ้างตามลำดับสาเหตุจุดประสงค์และผล และแบบ ความสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย ก็มีความหมายเดียวกัน และการระบุและสรุปข้อมูลการใช้เหตุผล การอธิบาย ความสัมพันธ์ และความไม่สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การระบุข้อมูลหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมเหตุสมผล สิ่งที่ ผิดปกติ แตกต่างออกไปจากที่ควรจะเป็นของมาร์ซาโน 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ ของบลูม หมายถึง การค้นหาโครงสร้างระบบเรื่องราว สิ่งของและการ ทางานต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ในสภาพเช่นนั้น เนื่องมาจากอะไรมีอะไรเป็นแกนหลักมีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการค้นหาโครงสร้างกระบวนการทางาน ลักษณะ ส่วนประกอบ ของสิ่งต่าง ๆ ก็มีความหมายเหมือนกันกับ การนำความรู้ที่ได้รับหรือที่มีอยู่เสมอเป็นความรู้และ หลักการใหม่ สามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสมรวมทั้งความสามารถในการคาดเดา ทานายสิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สามารถระบุสิ่งที่มีผลตามมา สิ่งใดจริงสิ่งใดไม่จริง และสามารถปรับเปลี่ยน วิธีการได้อย่างเหมาะสมของมาร์ซาโนจากแนวคิดของบลูมและมาร์ซาโน ในเรื่องระดับขั้นของจุดมุ่งหมายหนึ่ง ของการศึกษาที่มีขั้นการวิเคราะห์เป็นระดับขั้นที่ 3 ที่ตรงกัน และกล่าวถึงความสามารถในระดับขั้นการ วิเคราะห์ที่ใกล้เคียงกันนั้น นามาสู่แนวคิดในเรื่องของการวิเคราะห์ของนักการศึกษาไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การ วิเคราะห์ตามแนวของบลูมและมาร์ซาโน แต่จะใช้คาเรียกรวมกันว่าการคิดวิเคราะห์จากการประมวลแนวคิด ของบลูมและมาชาร์โนทั้งลองแนวคิดมีความคล้ายคลึงกัน 2.4.8 ลักษณะและองค์ประกอบของการวิเคราะห์ สุวิทย์ มูลคำ (2553, น. 18) ได้กล่าวถึงลักษณะของการคิดวิเคราะห์ว่าประกอบด้วย 3 ส่วนตาม แนวคิดของบลูม คือ 1. การคิดวิเคราะห์ส่วนประกอบ ประกอบด้วย 1.1 ความสามารถในการจำแนก สรุปความรู้ และระบุข้อมูลสำคัญได้ 1.2 ความสามารถในการบอกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและข้อสมมติฐาน 1.3 ความสามารถอธิบายปัจจัยที่ทาให้บุคคลและกลุ่มต่าง ๆ มีความแตกต่างกันได้ 1.4 ความสามารถสรุปข้อความได้


40 2. การคิดวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ประกอบด้วย 2.1 ความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ และตัดสินได้ว่าข้อมูลนั้นสมเหตุสมผล หรือไม่ 2.2 ความสามารถในการตรวจสอบความถูกต้องของสมมุติฐานที่อ่านพบได้สามารถสรุปได้ว่า ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญ 2.3 ความสามารถเชื่อมโยงเหตุผลในแต่ละสถานการณ์ได้ 2.4 ความสามารถวิเคราะห์ข้อความที่ขัดแย้งที่ปรากฏในเนื้อเรื่องได้ 3. การคิดวิเคราะห์หลักการ ประกอบด้วย 3.1 ความสามารถวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของผู้เขียน 3.2 ความสามารถวิเคราะห์รูปแบบและโครงสร้างของข้อมูลได้ 3.3 ความสามารถในการเชื่อมโยงความคิดรวบยอดเป็นหลักการได้ 3.4 ความสามารถในการเรียนรู้เทคนิควิธีการที่ปรากฏในเนื้อเรื่องได้ 3.5 ความสามารถแยกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและอคติที่มีอยู่ได้องค์ประกอบของ การวิเคราะห์องค์ประกอบของการวิเคราะห์ นั้น 2.5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.5.1 งานวิจัยในประเทศ รุ่งสมทรัพย์ เรืองศรีอรัญ (2562: บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดย ปัญหาเป็นฐาน PBL เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน PBL เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผล การจัดการ เรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน PBL เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบคะแนนหลัง เรียนกับเกณฑ์ 80/80 โดยการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน PBL 4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน PBL ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ผลการวิจัยพบว่า 1) การ จัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน PBL เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต มีประสิทธิภาพ 83.54/84.92 2) การ จัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน PBL เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7614 แสดง ว่ามีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ร้อยละ 76.14 3) นักเรียนที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยปัญหาเป็นฐาน PBL มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน PBL โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.68, S.D.= 0.72) ภานุ นิลศิลา และ ลักขณา สุกใส (2563: 43-44) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ปัญหาเป็น ฐาน ซึ่งการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษา โดยใช้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตาม 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ


41 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เพศศึกษาโดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาทักษะชีวิตของนักเรียนที่เรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้ หน่วยการ เรียนเรียนรู้เพศศึกษา โดยใช้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพ ของแผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ เพศศึกษา โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 83.40/81.92 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ กำหนดไว้ 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแบบผสมผสาน สูงกว่าคะแนน ทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ3) นักเรียนมีทักษะชีวิตต่อการเรียนมีค่าเฉลี่ยโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.06) ณัฐวุฒิ สวยนภานุสรณ์ และคณะ (2563: 46) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด โดยใช้การสอบแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ซึ่งการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการสอน แบบการใช้ปัญหาเป็นฐานวิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อน และหลังเรียน โดยใช้การสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการสอนแบบ การใช้ ปัญหาเป็นฐานวิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของการสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าคะแนนระหว่างเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.33 คิดเป็นร้อยละ 81.67 และคะแนน วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.17 คิดเป็นร้อยละ 80.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาสุขศึกษา เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 16.17 สูงกว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 10.23 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ต่อการสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน วิชาสุขศึกษา เรื่องสารเสพติด อยู่ในระดับมาก (4.47) ฉันทกานต์ สวนจันทร์ (2564: 57) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา โดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพ ของแผนการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรีย นของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ปัญหาเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.00/85.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3)


Click to View FlipBook Version