การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โกเมน วงษ์แก้ว วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดย นายโกเมน วงษ์แก้ว วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก โกเมน วงษ์แก้ว. 2566. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยการจัดการ เรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการวิเคราะห์ เรื่องดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรมหลังเรียนเทียบกับ เกณฑ์ร้อยละ 75 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้อง นักเรียนจำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแบบวัดความพึงพอใจ การวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรี กับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 86.72/89.83 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวม อยู่ในระดับมาก (x̅=4.35)
ข Komen Wongkaew. 2023. The Development of Learning Management Using a Search-Knowledge Teaching Model (5E) in Music and Dramatic Arts on Music and Cultural Heritage for Mathayomsuksa 2 Students in Music Education, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University. Abstract The objectives of this research are to 1) to develop learning management using a quest-based teaching model (5E) in music-dance subjects, music and heritage; 75/75 2) To compare learning achievements, music and heritage. 3) To compare the analytical ability of music with heritage. 75 4) To study satisfaction with learning management using a questbased teaching model (5E) in music-dance subjects, music and heritage. Culturally, the sample was 2nd graders studying in semester 1 of the 2022 academic year, 1 room, 30 students were obtained at random in groups. Data analysis includes percentages, averages, standard deviations, and tee tests. The results showed that: 1. Learning management using a quest-based teaching model (5E) Music-Dance subjects: Music and heritage. For 2nd graders, the performance was 86.72/89.83, well above the 75/75 threshold. 2. Learning Achievement: Music and Heritage Music-dance for second-graders after school was statistically significantly higher than before school at a level of 0.05. 3. Ability to think critically Music and legacy Music-Dance for second-graders after school was statistically significantly above the 75 percent threshold of 0.05. 4. Satisfaction with learning management using a quest-based teaching model (5E) in music-dance subjects, music and heritage. For 2nd graders overall, it is very high (x̅ =4.35).
ค กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์จาก อาจารย์วรธรรม สละวาสีที่กรุณาให้ ความอนุเคราะห์ เป็นที่ปรึกษาวิจัย คอยแนะนำให้คำปรึกษาและแก้ไขข้อบกพร่อง จนทำให้วิจัยฉบับนี้มี ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตลอดจนให้กำลังใจตลอดระยะเวลาที่ทำการวิจัยเป็น อย่างดี ผู้วิจัยจึงขอกราบ ขอบพระคุณในความกรุณาของอาจารย์เป็นอย่างสูง หากวิจัยบับนี้ก่อให้เกิดคุณค่าและประโยชน์อันใต ผู้วิจัยขอมอบคุณความดีทั้งมวล แก่ผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ทำให้วิจัยนี้ประสบความสำเร็จอล่วงไปได้ด้วยดี โกเมน วงษ์แก้ว
ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก Abstract ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 สมมุติฐานของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่จะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 14 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 17 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 29 วิธีการดำเนินการวิจัย 29 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 29 แบบแผนการวิจัย 29 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 31 การเก็บรวบรวมข้อมูล 36 การวิเคราะห์ข้อมูล 38 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 39 แผนการดำเนินการวิจัย 43 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44
จ ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 45 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 48 สรุปผล 48 การอภิปรายผล 48 ข้อเสนอแนะ 49 บรรณานุกรม 50 ภาคผนวก 51 ภาคผนวก ก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 52 ภาคผนวก ข แผนการจักการเรียนรู้ 55 ภาคผนวก ค แบบบันทึกผลการประเมิน 98 ประวัติผู้วิจัย 111
ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางแบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม 30 ตารางแผนการดำเนินการวิจัย 43 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเป็นฐานการเรียนรู้ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 45 ตารางผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน 46 ตารางการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 46 ตารางการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้(5E) 47
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและ แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความ เชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงในยุค ปัจจุบันได้ (วิจารณ์ พานิช : 2558) สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปรับปรุง ( 2552- 2559) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาร่วมในการเรียนการสอน โดย เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ เพื่อให้เกิดทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหา ส่งผลให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในทุกขั้นตอน มี การทำกิจกรรมการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลายและเหมาะสมกับระดับชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การคิด และการแก้ปัญหา การเรียนในยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้วิจัยจึงได้นำการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มาใช้ในการทำวิจัยในครั้งนี้ การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 5 ขั้นตอน นับเป็นการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นสำคัญ คือการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผล เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง จึงนับได้ว่าการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนนั้น เป็นการเรียนการสอนที่เน้นองค์ความรู้ทักษะ ความ เชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน ซึ่งทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันได้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1.เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 75/75 2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยการจัดการ เรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรมหลังเรียน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4.เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2 สมมุติฐานการวิจัย 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2.ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองวัวซอพิทยาคม 30 คน ( 2 ห้องขึ้นไป ) 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม 2.2.2 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 2.2.3 ความพึงพอใจ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ดนตรีกับมรดกทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย 3.1 เรื่อง ดนตรีในวัฒนธรรมจีน จำนวน 1 ชั่วโมง 3.2 เรื่อง ดนตรีในวัฒนธรรมอินเดีย จำนวน 1 ชั่วโมง 3.3 เรื่อง ดนตรีในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จำนวน 1 ชั่วโมง 3.4 เรื่อง ดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 1 จำนวน 1 ชั่วโมง 3.5 เรื่อง ดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 2 จำนวน 1 ชั่วโมง 3.6 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางดนตรีในประเทศไทย จำนวน 1 ชั่วโมง
3 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง เดือน ตุลาคม 2565 – เดือน กุมพาพัน์ 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง การ เรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) เป็นรูปแบบของการ เรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ที่เน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ โดยการแสวงหาและศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยศาสตร์ ซึ่งมีครูผู้สอนคอยอำนวยการและ สนับสนุน ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นพบความรู้หรือแนวทางแก้ปัญหาได้ตัวเอง และสามารถนํามาใช้ใน ชีวิตประจําวัน ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นําความรู้ หลักการ แนวคิดหรือทฤษฎีทาง วิทยาศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่ผู้เรียนสนใจศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง ตาม ความสามารถและความถนัดของตนเองอย่างเป็นอิสระ ทำให้ การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน นี้ นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้นั้น เป็น รูปแบบการเรียนที่พานักเรียนไปสู่การพิจารณาข้อโต้แย้งและข้อสงสัยต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดประเด็น คําถามที่ต้องการสํารวจตรวจสอบ และจะเป็นกระบวนการเช่นนี้ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่าเป็น วัฎจักรการสืบเสาะ (Inquiry cycle) ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะในการหาความรู้ตาม หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ทั้ง 5 ขั้นตอนนั้น มีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ 1.1 การสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นนี้เป็นของการนำเข้าสู่บทเรียนหรือนำเข้าสู่เรื่องที่อยู่ในความสนใจที่เกิดจากข้อสงสัย โดยครูผู้สอน จะต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจใคร่รู้ เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนหรือเนื้อหาใหม่ๆ ซึ่งความสนใจใคร่รู้ นั้น อาจมาจากความสนใจของนักเรียนเอง การอภิปรายกลุ่ม หรือจากการนำเสนอของครูผู้สอนก็ได้ แต่ จะต้องเป็นเรื่องที่นักเรียนยอมรับโดยไม่มีการบังคับหลังจากนั้น เมื่อได้ข้อคำถามที่น่าสนใจแล้ว ครูผู้สอน ต้องกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกัน กำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยใช้การรับรู้จากประสบการณ์เดิม รวมกับการศึกษาเพิ่มเติมจากจากแหล่งการเรียนรู้ ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเด็นที่จะศึกษา และมีแนวทางในการสำรวจตรวจสอบมากยิ่งขึ้น 1.2 การสํารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทําความเข้าใจในประเด็นหรือคําถามที่สนใจศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ครูผู้สอนจะเปิดโอกาสให้นักเรียน ดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสำรวจ การสืบค้นจากเอกสาร ต่าง ๆ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบสมมุติฐานและให้ได้ข้อมูลอย่าง เพียงพอที่จะนำไปใช้ในการอธิบายและสรุป
4 1.3 การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอแล้ว ครูผู้สอนจะต้องให้นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และแปลผล เพื่อสรุปผลและนําเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างแบบจําลอง การวาดภาพ หรือ การสรุปเป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งผลสรุปที่ได้นั้น จะต้องสามารถอ้างอิงความรู้ มีความสมเหตุสมผล และมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ 1.4 การขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นของการนําความรู้ที่ได้จากขั้นก่อนหน้านี้ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือใช้อธิบายถึงสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เกี่ยวข้อง โดยครูผู้สอนอาจจัดกิจกรรมและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เช่น ตั้งคำถามจากการศึกษาเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น 1.5 การประเมินผล (Evaluation) เป็นขั้นของการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำข้อสอบ การทำรายงานสรุป หรือ การให้นักเรียนประเมินตัวเอง เป็นต้น เพื่อตรวจสอบนักเรียนว่ามีความรู้ที่ถูกต้องมากน้อยเพียงไรจากการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าว ครูผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียน วิเคระห์ วิจารณ์และคิด พิจารณาความรู้ที่ได้ให้รอบคอบ โดยมีครูผู้สอนช่วยตรวจสอบและปรับปรุงความรู้ที่นักเรียนได้รับนั้นให้ ถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้เดิมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น และนำนักเรียนไปสู่คำถามที่ต้องการ การสำรวจตรวจสอบต่อไปอย่างต่อเนื่อง 1.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถและทักษะของผู้เรียน ซึ่ง ประกอบด้วย ด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และวิเคราะห์ ซึ่งวัดได้จากคะแนนในการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็น แบบปรนัยแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.7 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบ และความสนใจของนักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของ นักเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1.8 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม 75/75 หมายถึง 75 ตัวแรก หมายถึง ค่าคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนตาม แผนการจัดการเรียนรู้โดยคิดเป็นร้อยละ 75 ตัวหลัง หมายถึง ค่าคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนตาม แผนการจัดการเรียนรู้โดยคิดเป็นร้อยละ
5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1 เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนและผู้ที่สนใจในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) 2 สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ไป ประยุกต์ใช้ในรายวิชาอื่น ๆ หรือระดับชั้นอื่น ๆ
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้ ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1. ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 119) ได้กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็น กระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่างๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้มี ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา กระทรวงศึกษาธิการ (2542 : 219) กล่าวว่า กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นการ เรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียนไม่เพียงแต่จดจำแนวคิดต่างๆ เท่านั้นแต่การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการเสริมสร้างความรู้ เป็นกระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหาสำรวจ ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่าง มีความหมาย สามารถสร้างองค์ความรู้เป็นของนักเรียนเองได้และเก็บความรู้ไว้ในสมองอย่างยาวนาน การ ที่นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้ ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการสืบเสาะหาความรู้ กรมวิชาการ (2546 : 216–220) ได้กล่าวถึง การพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอนวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มีการกำหนดกิจกรรมให้ นักเรียนได้มีโอกาสฝึกคิด ลงมือปฏิบัติ ออกแบบ บันทึกข้อมูล ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยตรวจสอบและ อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน สมสุข ธีระพิจิตร (2547 : 41-58) ได้ให้ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือ เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการที่นักเรียนมีข้อสงสัยในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและพยายามที่จะหาคำตอบหรือแก้ข้อสงสัยเหล่านั้น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2545 : 147) สรุปว่าการสืบเสาะ เป็นกระบวนการสำรวจ ตรวจสอบที่ทำเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันไป เพื่อแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ความรู้ซึ่ง จะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป จากความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่กล่าวมา ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การสอน แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้เป็นการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้รู้จักศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ด้วย ตนเองโดยใช้ทักษะกระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเน้นกิจกรรมของผู้เรียน ผู้เรียนได้ฝึกคิด ปฏิบัติและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ครูผู้สอนมีหน้าที่จัดสภาพการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ให้ คำปรึกษาชี้แนะ ช่วยเหลือ ให้กำลังใจผู้เรีย และส่งเริมให้ผู้เรียนคิดและเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมทั้ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้
7 2. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สุรางค์ โค้วตระกูล (2541 : 49)การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีรากฐานมา จากทฤษฎีของ Jean Piagat ที่กล่างถึงพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ไว้ว่า ความคิดของมนุษย์ ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการคือ 1. กระบวนการดูดซึม หมายถึง กระบวนการที่อินทร์ซึมซาบประสบการณ์ใหม่ เข้าสู่ประสบการณ์เดิมที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แล้วสมองก็รวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่ให้เข้ากับ โครงสร้างของความคิดอันเกิดจากการเรียนรู้ที่มีอยู่ 2. จุดกระบวนการปรับขยายโครงสร้าง เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจาก กระบวนการการดูดซึม คือ ภายหลังจากที่ซึมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข้ามา แล้วปรับเข้าสู่โครงสร้างเดิม แล้วปรากฏว่าประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากการซึมซาบเข้ามาให้เข้ากับประสบการณ์เดิมได้ สมองก็จะสร้าง โครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่นั้น วีรยุทธ วิเชียรโชติ (2521 : 55-56) จากโครงสร้างทั้ง 2 ประการข้างต้น วีรยุทธ วิเชียร โชติ ได้นำมาเป็นพื้นฐานของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ 1. กระบวนการสร้างแนวความคิด คือ กระบวนการเรียนรู้ลักษณะนิยามของ แนวคิดต่างๆ 2. กระบวนการสร้างทฤษฎี คือ กระบวนการแก้ปัญหาโดยตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบาย ปรากฏการณ์ต่างๆ ในรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างความคิดหรือตัวแปร 3. กระบวนการทดสอบและพิสูจน์ทฤษฎี โดยการทดสอบซักถามเพื่อให้ได้ ข้อมูลแล้วประเมินผลสรุป 4. กระบวนการสร้างสรรค์ คือ กระบวนการนำความรู้ขั้นพื้นฐานที่ได้มาไปใช้ให้ เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ หลายวิธีและแนวทางใหม่ อันเป็นการนำไปสู่การสืบเสาะหาความรู้ขั้น ต่อไป นอกจากนี้ วีรยุทธ วิเชียรโชติ ได้อธิบายเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ไว้ว่า การเรียนรู้ต้องมีประสบการณ์เพื่อเป็นสิ่งเร้าให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้และความคิด ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีกระบวนการเรียนรู้และการคิดอย่างมีขั้นตอน โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก และซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งความรู้ความคิดและการกระทำเป็นผลที่ได้ของนักเรียน โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ประสานสัมพันธ์กันเป็นระบบการเรียนรู้ และต้องเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมและเป็นผู้ทำกิจกรรม ให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสปรับปรุงและพัฒนาพฤติกรรมของนักเรียน โดยเน้นให้นักเรียนได้มีการเรียนรู้จากการ สังเกตและเปรียบเทียบเมื่อนักเรียนเกิดปัญหา นักเรียนจะเกิดแรงจูงใจใฝ่รู้ นั่นคือ มีความอยากรู้อยาก เห็นในการแสวงหาความรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ต่อไป นอกจากนี้จะต้องมีการสร้างมโนมติ ซึ่งเป็นขั้น ในการสร้างความพร้อมในการเรียน 3 ด้าน คือ ความพร้อมในแรงจูงใจ ทางปัญญา และทางพฤติกรรม
8 อำนาจ เจริญศิลป์ (2537 : 17) ได้กล่าวถึงจิตวิทยาพื้นฐานในกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ดังนี้ 1. ในการเรียนวิทยาศาสตร์นั้น นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อนักเรียนได้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นหาความรู้นั้นๆ มากกว่าการบอกให้นักเรียนรู้ 2. การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนรู้นั้นยั่วยุให้ นักเรียนอยากเรียนไม่ใช่บีบบังคับนักเรียนและครูจะต้องจัดกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการค้นคว้า แทนที่จะให้ผู้เรียนเกิดความล้มเหลว 3. วิธีการจัดการเรียนรู้ของครูจะต้องส่งเสริมความคิดให้นักเรียนคิดเป็น มี ความคิดสร้างสรรค์ให้โอกาสนักเรียนได้ใช้ความคิดมากที่สุด จากแนวคิดพื้นฐานในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าวสรุปได้ว่า แนวคิดพื้นฐาน ในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้นั้น มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของ Jean Piagat ที่เชื่อว่าพัฒนาการทาง สมองของมนุษย์ ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการคือ กระตุ้นเพื่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดมา จากสิ่งเดิมที่มีอยู่ และกระบวนการขยายโครงสร้างเดิมเพื่อรับความรู้ใหม่ เน้นความรู้ที่มาจากการแสวงหา เพื่อนำไปสู่การค้นพบ นำข้อค้นพบที่ได้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และการที่นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดี หรือมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเอง ประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนและครูที่จะต้องใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้ที่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียน 3. ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้น มีลักษณะคล้ายการสอบแบบแก้ปัญหาโดย ครูเป็นผู้จัดสถานการณ์ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดปัญหาทำให้นักเรียนค้นหาคำตอบ ซึ่ง Kuslan and Stone (1968 : 138-140) อ้างถึง ภพ เลาหไพบูลย์ 2542 : 128-129) ซึ่งนิยามเชิงปฏิบัติการของการสืบ เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การ สังเกต การวัด การประมวลค่า การทำนาย การเปรียบเทียบ รายการจำแนกประเภท โดยไม่ต้องรีบร้อน สอนให้จบตามเนื้อหา นักเรียนจะต้องไม่ทราบคำตอบล่วงหน้า ควรเลือกหนังสือเรียนและคู่มือที่ถาม คำถามเป็นปัญหา และเสนอแนะแนวทางในการหาคำตอบ แต่ไม่บอกคำตอบ เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจ ที่จะหาคำตอบ เนื้อหาในการสืบเสาะหาความรู้ ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่อง และในกิจกรรมการเรียนรู้ต้องเน้น คำถามคำว่า ทำไม ต้องระบุปัญหาให้ชัดเจน และตั้งปัญหาให้แคบพอที่จะให้นักเรียนแก้ปัญหาในชั้นเรียน ช่วยกันตั้งข้อสมมติฐานเพื่อเป็นแนวทางในการสืบเสาะหาความรู้ จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ นักเรียนมีส่วนร่วมใน กระบวนการเรียนรู้ โดยมีครูให้การสนับสนุน นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาและฝึกการปฏิบัติ ซึ่ง (Welch) ได้เสนอลักษณะของการสืบเสาะหาความรู้ไว้ 5 ประการดังนี้ 1. การสังเกต เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสืบเสาะหาความรู้ 2. การวัดผล เป็นคำที่ใช้อธิบายปริมาณของวัตถุและปรากฏการณ์ เป็นหลัก ปฏิบัติที่ถูกยอมรับของวิทยาศาสตร์เนื่องจากมีค่าที่แม่นยำ
9 3. การทดลอง เป็นการทดสอบเพื่อทดสอบคำถามและความคิด และเป็นสิ่ง สำคัญของวิทยาศาสตร์ การทดลองจะเกี่ยวกับคำถามข้อสังเกตและการวัด 4. การสื่อสาร ผลของการติดต่อกับชุมชนทางวิทยาศาสตร์และประชาชน เป็น ภาระหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์และเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5. กระบวนการคิด เป็นกระบวนการอธิบายความคิดวิธีหนึ่งของการสืบเสาะหา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การกำหนดสมมติฐานและทฤษฎี การอุปมานเหตุผลรายการเปรียบเทียบ 4. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีหลายรูปแบบทั้งที่ครูเป็นผู้กำกับ นักเรียนเป็น ผู้กำกับ ตลอดไปจนทั้งครูและนักเรียนเป็นผู้กำกับร่วมกัน ดังนั้นจึงมีแนวคิดต่างๆที่อธิบายไว้มากมาย ดังเช่น Sund and Trowbridge (1973 อ้างถึง พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข 2548 : 75-77) ได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็น 3 แนวทาง จึงขึ้นอยู่กับบทบาท ของครูและนักเรียนดังนี้ 1. การสืบเสาะหาความรู้แบบมีการแนะนำ (Guided discovery) เป็นวิธีที่ครู และนักเรียนมีบทบาทเท่าเทียมกัน 2. การสืบเสาะหาความรู้ที่ครูเป็นผู้วางแผนให้ (Less guided discovery) หรือ เป็นวิธีแบบไม่กำหนดแนวทาง (Unstructured laboratorty) เป็นวิธีที่ครูเป็นผู้กำหนดปัญหา แต่ให้ นักเรียนหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง 3. การสืบเสาะหาความรู้ที่นักเรียนเป็นผู้วางแผน (Free discovery) หรือวิธีสืบ เสาะหาความรู้แบบอิสระ เป็นวิธีที่นักเรียนเป็นผู้กำหนดปัญหาเอง วางแผนการทดลองเอง ดำเนินการ ทดลอง ตลอดจนสรุปผลด้วยตัวนักเรียนเอง วิธีนี้นักเรียนมีสระเต็มที่ในการศึกษาตามความสนใจครูเป็น เพียงผู้กระตุ้นเท่านั้น ในขณะที่ Orlich and others (2001 อ้างถึง พรพรรณ พึ่งประยูรพงศ์ 2547 : 34) ได้ อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ 2 แนวทางดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ที่ครูกำหนดแนวทางการสืบเสาะหาความรู้ ครูต้องวางแผนและเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่สืบเสาะหาความรู้ ให้นักเรียนกระทำการ สังเกต จัดกระทำและอ้างอิงเป็นคำตอบ ครูมีบทบาทในการนำให้นักเรียนดำเนินการสืบเสาะหาความรู้ ตามแนวทางโดยครูใช้คำถามนำ จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ตามแนวทางนั้น ๆ ให้ และครูควรกระตุ้นให้ นักเรียนในชั้นมีส่วนร่วมในการดำเนินการสืบเสาะและสรุปเป็นหลักการ 2. กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ที่ครูไม่ได้กำหนดแนวทางในการสืบเสาะหา ความรู้ ครูมีบทบาทน้อยกว่าแบบแรก เมื่อครูเสนอปัญหาแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนหาแนวทาง และ ดำเนินการสืบเสาะหาความรู้วิธีต่าง ๆ เอง ครูต้องคอยตรวจสอบความถูกต้องในการอ้างอิงหรืออ้าง เหตุผลของนักเรียนถ้านักเรียนไม่ได้อ้างเหตุผล
10 นอกจากนี้ สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2547 : 137) และ กุศลิน มุสิกุล (สสวท. 2552 : 36) ได้แบ่งการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็น 3 ประเภท 1. ครูเป็นผู้ถามนำ (Passive Inquiry) หรือกำหนดปัญหาโดยครู หรือตาม หนังสือเรียน (Guided Inquiry) เป็นวิธีที่นักเรียนเป็นฝ่ายตอบคำถามส่วนใหญ่ แต่ครูก็จะพยายาม กระตุ้นเตือนให้นักเรียนได้ตั้งคำถามอยู่เสมอ การจัดการเรียนรู้แบบนี้เหมาะสำหรับการเริ่มการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นครั้งแรก 2. ครูและนักเรียนเป็นผู้ถามคำถาม (Combined Inquiry) หรือกำหนดปัญหา โดยครู หรือนักเรียน (Challenged Inquiry) เป็นวิธีที่ใช้ในโอกาสที่นักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับการถามของครู มากขึ้น ซึ่งข้อควรระวังในการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคำถามคือ ให้นักเรียนคิดก่อนการถามครูและหลัก สำคัญคือครูพยายามไม่ให้คำตอบแต่จะส่งเสริม หรือถามต่อเพื่อให้นักเรียนค้นพบคำตอบด้วยตัวของ นักเรียนเอง 3. นักเรียนเป็นผู้ถามคำถาม (Active Inquiry) หรือกำหนดปัญหาโดยนักเรียน (Opened Inquiry) เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนเป็นผู้ถามคำถามส่วนใหญ่ โดยที่ครูเป็นผู้แนะแนว หรือเน้นจุดสำคัญที่นักเรียนมองข้าม ซึ่งวิธีนี้นักเรียนมีความชำนาญในการใช้คำถามแล้ว นักเรียนจึง สามารถตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ 5. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้น นักฟิสิกส์ชาวสหรัฐอเมริกาชื่อ Robret Karplus เป็นผู้เสนอการจัดการเรียนรู้วิธีนี้ในระดับประถมศึกษาเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในการ เรียนและช่วยลดความน่าเบื่อในห้องเรียน การเรียนการสอนวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2543 : 10 อ้างถึง นันทกา คันธิยงค์ 2547 : 18) ได้กล่าวไว้ ว่ากิจกรรมการเรียนการสอนวัฏจักรการเรียนรู้ 5e มีหลายรูปแบบ เช่น 3 ขั้นตอน 4 ขั้นตอน 5 ขั้นตอน ได้มีนักการศึกษาได้นำวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวัฏจักรการเรียนรู้ 5E มาใช้ และมี การพัฒนาวิธีการและขั้นตอนในการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถร่วมกัน เสาะหา ค้นพบ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันและประเมินผลการเรียนรู้ด้วย ตัวของนักเรียนเอง ต่อมาได้มีกลุ่มนักการศึกษาได้นำวิธีการนี้มาใช้และมีการพัฒนาวิธีการการจัดการการ เรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่น Cohen and Horah (1989 :114-120) ได้แบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ การสำรวจ การแสดงออก การให้นิยามหรือชื่อ การนำไปใช้ ดังนี้ 1. การสำรวจ เป็นการให้นักเรียนมีประสบการณ์เพื่อให้ได้มโนทัศน์ หรือกระบวนการโดยการทำกิจกรรมที่เป็นรูปแบบกับแนวคิดที่สำคัญ โดยที่ครูอาจจะเริ่มต้นบทเรียนด้วย การสาธิตอย่างสั้นๆ ให้ดูวีดีทัศน์ หรือการบรรยายเป็นต้น เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ และที่สำคัญ คือ ต้องการให้ได้ประสบการณ์อย่างเป็นรูปธรรมกับมโนทัศน์ที่สำคัญหรือกระบวนการ ก่อนที่จะให้พยายาม
11 บอกชื่อหรือให้นิยามของมโนทัศน์หรือกระบวนการ โดยปากเปล่าหรือการเขียน การสำรวจแบ่งเป็น 3 แบบ แต่ละแบบเป็นการจัดให้นักเรียนได้มีประสบการณ์ ดังนี้ 1.1 การสำรวจแบบปลายเปิด (Open - Ended) ครูผู้สอนจะ จัดสื่ออุปกรณ์ให้นักเรียนชุดหนึ่ง ให้นักเรียนได้จัดกระทำกับสิ่งนั้น ในกรณีนี้ครูผู้สอนต้องทราบว่าไม่ว่า นักเรียนจะจัดกระทำกับสื่ออุปกรณ์อย่างไร นักเรียนจะต้องได้มโนธรรม ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของบทเรียน 1.2 การสำรวจแบบแนะแนวทาง (Directed) ครูผู้สอนจัดซื้อ อุปกรณ์หรือชุดกิจกรรมให้นักเรียน คราวนี้ครูผู้สอนแนะแนวทางการทำกิจกรรมหรือจัดกระทำกับสื่อให้ นักเรียน เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อนักเรียนได้มีประสบการณ์ทำกิจกรรมแล้ว ทำให้ได้มโนทัศน์หรือกระบวนการ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของบทเรียน 1.3 การสำรวจแบบสังเกต (Observational) ในกรณีนี้ให้ นักเรียนทำกิจกรรมเพียงสังเกตเหตุการณ์หรือกระบวนการตัวอย่าง เช่น มโนทัศน์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ นักเรียนมีประสบการณ์โดยการสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของสิ่งมีชีวิต 2. การแสดงออก ขั้นการแสดงออกเป็นการให้โอกาสนักเรียน แสดงออกถึงความเข้าใจ ได้มีประสบการณ์จากขั้นการสำรวจ ขั้นการแสดงออกมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ 2.1 เพื่อช่วยให้นักเรียนเริ่มคิดถึงสิ่งที่สำคัญที่ได้จากการมี ประสบการณ์ในขั้นตอนแรกและเริ่มที่จะนำมาสร้างเป็นรูปแบบแนวความคิดให้ได้มโนทัศน์หรือ กระบวนการที่จะนำเสนอ 2.2 เพื่อเป็นข้อมูลให้ครูได้ทราบถึงความเข้าใจและความ พร้อมของนักเรียนสำหรับขั้นการให้นิยามหรือชื่อ มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสมองและการพัฒนาเกี่ยวกับ ประสาทสมองเสนอแนะว่า โอกาสในการใช้พฤติกรรมการแสดงออกหลายๆแบบเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเรียนรู้ 3. การให้นิยามหรือชื่อ ขั้นการให้นิยามหรือชื่อเป็นการให้คำนิยาม โดยครูเป็นผู้ให้หรือแหล่งวิทยาการอื่น เช่น จากตำรา ภาพยนตร์ วิทยากรเป็นผู้ให้จากประสบการณ์ที่ เกี่ยวกับมโนทัศน์ หรือกระบวนการที่มีมาก่อนในขั้นการสำรวจ โดยปกติแล้วจะต้องมีการให้ตัวอย่าง เกี่ยวกับมโนทัศน์หรือกระบวนการเพิ่มเติมในตอนนี้ เพื่อให้มีความหมายมากขึ้นต่อประสบการณ์และการ แสดงออกที่ผ่านมา ในขั้นตอนนี้อาจมีการตั้งคำถามใหม่เพื่อให้มีการสืบเสาะหาความรู้แบบวัฏจักรอื่น ต่อไป 4. การนำไปใช้ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าใจมโนทัศน์หรือ กระบวนการได้ดีขึ้น โดยการนำเอามโนทัศน์หรือกระบวนการนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เป็นการช่วยให้ นักเรียนได้ใช้คำนิยามหรือชื่อในบริบทที่เหมาะสมและเป็นการช่วยให้จดจำมโนทัศน์หรือกระบวนการนั้น ได้นาน กิจกรรมขั้นการนำไปใช้สามารถใช้เป็นประสบการณ์ขั้นการสำรวจ สำรวจมโนทัศน์หรือ กระบวนการใหม่ที่เกี่ยวข้องและการจัดกิจกรรมขั้นการนำไปใช้ อาจมีมากกว่า 1 ครั้ง ก่อนที่จะเรียนรู้ แบบวัฏจักรอันใหม่
12 ต่อมาในปี ค.ศ.1992 นักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum) ได้ แบ่งขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ออกเป็น 5 ขั้น คือ 1. การนำเข้าสู่บทเรียน คันนี้จะมีลักษณะเป็นการแนะนำบทเรียนกิจกรรมจะ ประกอบด้วยการซักถามปัญหา การทบทวนความรู้เดิม การกำหนดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการจัดการ เรียนรู้และเป้าหมายที่ต้องการ 2. การสำรวจ ขั้นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้แนวความคิดที่มีอยู่แล้ว มาจัดความสัมพันธ์กับหัวข้อที่กำลังจะเรียนให้เข้าเป็นหมวดหมู่ ถ้าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการทดลอง การ สำรวจ การสืบค้นด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ รวมทางเทคนิคและความรู้ทางการปฏิบัติจะต้องดำเนินไปด้วยตัว ของนักเรียนเอง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แนะนำหรือผู้เริ่มต้นในกรณีที่นักเรียนไม่สามารถหา จุดเริ่มต้นได้ 3. การอธิบาย ในขั้นตอนนี้กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้จะมีการนำความรู้ที่ รวบรวมมาแล้วในขั้นที่ 2 มาใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาหัวข้อหรือแนวคิดที่กำลังศึกษาอยู่ กิจกรรมอ่าน ประกอบไปด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการอ่านและการนำข้อมูลมาอภิปราย 4. การลงข้อสรุปและขยายผล ในขั้นตอนนี้จะเน้นให้ผู้เรียนได้นำความรู้หรือนำ ข้อมูลจากขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 มาใช้ กิจกรรมส่วนใหญ่อาจเป็นการอธิบายในกลุ่มของตนเองเพื่อลงข้อสรุป ให้เห็นถึงความเข้าใจ ทักษะกระบวนการและความสัมพันธ์ความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้น จะช่วยให้นักเรียนได้มี โอกาสปรับแนวคิดหลักของตนเองในกรณีที่สอดคล้องหรือคาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง 5. การประเมินผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายจากการเรียนรู้โดยครูเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้ตรวจสอบแนวความคิดหลักที่ตนเองได้เรียนรู้มาแล้ว โดยการประเมินผลด้วยตนเองถึงแนวคิด ที่ได้สรุปไว้แล้วในขั้นที่ 4 ว่ามีความสอดคล้องหรือถูกต้องมากน้อยเพียงใดรวมทั้งมีการยอมรับมากน้อย เพียงใด ข้อสรุปที่ได้จะนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อไปทั้งนี้จะรวมทั้งการประเมินผลของครูต่อการ เรียนรู้ของนักเรียนด้วย สุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2543 : 10-11 อ้างถึง นันทกา คันธิยงค์ 2547 : 19) ได้นำวัฏจักร การเรียนรู้ของ 5E ของโครงการศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาของสหรัฐอเมริกามาทดลอง ดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถร่วมกันแสวงหา ค้นพบและสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังให้นักเรียนมีโอกาสประสบผลสำเร็จในการเรียนและการรู้อย่างมีความสุข ภายใต้สถานการณ์ที่จำลองหรือที่เป็นจริงเพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนไทย มีขั้นตอน 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นนำ (Engagement Phase) เป็นขั้นที่ครูผู้สอนกระตุ้นเพื่อสร้างความ สนใจแก่นักเรียนหรือตรวจสอบความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมของนักเรียน เพื่อนำเข้าสู่การเรียนรู้ บทเรียนใหม่ 2. ขั้นสำรวจ/การสำรวจข้อมูลเพื่อการค้นพบ (Exploration Phase) เป็นขั้นที่ นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมโดยอาจปฏิบัติเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล โดยให้นักเรียนสามารถนำความรู้และ ประสบการณ์เดิมมาสัมพันธ์กับความรู้ใหม่ จึงทำให้นักเรียนสามารถค้นพบหรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง
13 โดยครูผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เป็นที่ปรึกษา แล้วเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียน เกิดการค้นพบ สร้างความรู้ด้วยตนเอง 3. ขั้นอธิบาย/ขั้นนำเสนอข้อมูลเพื่อการค้นพบ (Explanation Phase) เป็นขั้น ที่นักเรียนอธิบายหรือนำเสนอมโนทัศน์หรือความรู้ที่ค้นพบในขั้นที่ 2 โดยอาจใช้ความรู้และประสบการณ์ เดิมเป็นฐาน ประกอบกับหลักฐานและข้อมูลที่ค้นพบใหม่ ครูผู้สอนมีบทบาทตั้งคำถามและให้ความรู้หรือ ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนกระจ่างชัดยิ่งขึ้น 4. ขั้นขยายหรือประยุกต์ใช้มโนทัศน์/ขั้นประยุกต์ใช้ (Elaboration Phase) เป็นขั้นที่นักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์ในสถานการณ์ใหม่ หรือในสภาพจริง หรืออาจขยายมโนทัศน์นั้นๆ ให้กว้างขึ้น จนก่อให้เกิดความรู้ที่ลึกซึ้ง หรือมโนทัศน์อื่นๆที่สำคัญและเกี่ยวข้องกัน 5. คันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exhibition Phase) เป็นขั้นที่ดัดแปลงจากรูป แบบเดิม คือ ขั้นประเมินผล ทางนี้พอชุดกิจกรรมนี้ได้ระบุดัชนีบ่งชี้ผลการเรียนรู้หรือหลักฐานการเรียนรู้ ไว้ในทุกขั้นของกิจกรรมการเรียนการสอน นั่นคือการวัดและประเมินผลอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จน เปลี่ยนขั้นที่ 5 เป็นขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งมุ่งเน้นให้นักเรียนนำผลการประยุกต์ใช้หรือผลการค้นพบ ความรู้จากขั้นที่ 4 มาแสดงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ทักษะและเจตคติต่อการทำกิจกรรมต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการ (2543 : 37) พันธ์ ทองชุมนุม (2547 : 55) เสนอขั้นตอนของการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ ดังนี้ 1. สร้างสถานการณ์หรือปัญหาจากเนื้อหา ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิง พฤติกรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและแก้ปัญหานั้น สถานการณ์ควรอยู่ใกล้ตัว ดึงดูดความสนใจของ นักเรียนและโยงไปสู่การออกแบบการค้นคว้าได้ 2. ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อนำไปสู่แนวทางการหาคำตอบของปัญหาและ ควรเป็นคำถามที่นักเรียนนำไปสู่การคาดคะเนคำตอบที่เป็นไปได้(สมมุมติฐาน) 3. ใช้คำถามเพื่อนำไปสู่การออกแบบการค้นคว้า การกำหนดเครื่องมือ เก็บ รวบรวมข้อมูลและการกำหนดแหล่งข้อมูล 4. นักเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งค้นคว้าที่กำหนด ทำการบันทึกผล และจัดหมวดหมู่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า 5. ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อสรุปผลการศึกษาค้นคว้า การใช้คำถามต้อง อาศัยข้อมูลจากการสืบค้นของนักเรียนเป็นหลัก เพื่อนำไปสู่คำตอบในการแก้สถานการณ์หรือปัญหา ข้างต้นและควรจะมีคำถามที่ฝึกให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน สาขาชีววิทยา สสวท. (2546 : 219-220 ชูศิลป์ อัตชู 2550 : 56-57) ได้กล่าวถึงขั้นตอน การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ ที่นำเสนอโดยนักการศึกษากลุ่ม BSCS ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่ สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากความสนใจ หรือความสงสัยของนักเรียนเอง หรืออาจเกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม
14 จากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มา เป็น ตัวกระตุ้นให้นักเรียนเกิดคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดที่นักเรียนสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่างๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรให้นักเรียน ยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจเกิดขึ้นแล้วและ นักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและการแจกแจง รายละเอียดเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น 2. ขั้นการสำรวจค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจประเด็นหรือคำถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ต้องมีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจ กำหนดทางเลือกที่เป็นไป ได้ ตรวจสอบสมมติฐาน ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบอาจ ทำได้หลายวิธี เช่น การทดลอง การทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์ จำลอง การศึกษาจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่างๆ 3. ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจาก การสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปแบบ ต่างๆ เช่น สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ บรรยายสรุป สร้างตารางหรือวาดรูป 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำมาจำลองข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องราวต่างๆและทำให้เกิดความรู้กว้างมากขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง และมากน้อยเพียงใด จากท่านนี้จะนำไปสู่การนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ 6. การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 6.1 แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถทางสมองด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับ ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีนัดวัดผลการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ นิภา เมธาวิชัย (2536 : 65) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้และ ทักษะที่ได้รับ ก่อให้เกิดการพัฒนามาจากการเรียนการสอนการฝึกฝนและได้รับการอบรมสั่งสอนโดยครู อาศัยเครื่องมือวัดผลช่วยในการศึกษาว่านักเรียนมีความรู้และทักษะมากน้อยเพียงใด ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 295) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ จากที่ไม่เคยกระทำได้ หรือกระทำได้ น้อย ก่อนที่จะมีการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดได้
15 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2549 : 15) ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าการ จัดกระบวนการเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ทิศนา แขมณี (2550 : 10) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ การพัฒนาทักษะในการเรียน อาทิตย์ละนาได้จากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครู มอบหมายหรือทั้งสองอย่าง ศิริชัย กาญจนวาสี (2556 : 165) กล่าวว่าผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือ คุณภาพของความรู้ความสามารถ พฤติกรรม หรือลักษณะทางจิตใจ ไปในทิศทางที่พึงประสงค์ตาม จุดมุ่งหมายของหลักสูตร อันเป็นผลมาจากประสบการณ์การเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดขึ้น Good (1973: 7) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ การเข้าถึงความรู้ หรือพัฒนาทักษะทางการเรียน ซึ่งโดยปกติพิจารณาจากคะแนนสอบหรือคะแนนที่ได้จากงานที่ครู มอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง Klopfer (1971 :574-580) ได้กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการวัด พฤติกรรมที่เกิดจากความสามารถทางสมองหรือด้านสติปัญญาของนักเรียนเมื่อผ่านการเรียนการสอนแล้ว ซึ่งมีสีด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านความรู้ 2. พฤติกรรมด้านความเข้าใจ 3. พฤติกรรมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4. พฤติกรรมด้านการนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ ความรู้ และทักษะของผู้เรียนที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดสมรรถภาพทางสมอง ระดับความรู้ ความสามารถและทักษะทางวิชาการของผู้สอบจากการเรียนรู้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะได้ทราบว่าผู้สอบ มีความรู้อะไรบ้าง มากน้อยเพียงใด เมื่อผ่านการเรียนไปแล้ว (อัมพวา รักบิดา 2549 : 28) มีผู้รู้หลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้ ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543 : 20) กล่าวว่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้ว ว่านักเรียนมีความรู้ความสนใจ เพียงใด บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 53) ได้ให้ความหมายแบบวัดผลสัมฤทธิ์ไว้ว่า เป็น แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้ในเนื้อหา สาระและตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยทั่วไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาต่างๆ ที่โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ อาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
16 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นตาม จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำหรับใช้ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่ กำหนดไว้หรือไม่ การวัดตามจุดประสงค์เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความสามารถในการจำแนกผู้สอบตามความเก่งอ่อน ได้ดีเป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ สิริพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หมายถึง ชุดคำถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้าน สมองต่างๆในเรื่องที่เรียนไปแล้วมากน้อยเพียงใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2549 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะและความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า บรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด สมนึก ภัททิยธานี (2549 : 73-98) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพของสมองด้านต่างๆที่นักเรียนได้เรียนรู้ ผ่านมาแล้วว่าบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด ศิริชัย กาญจนวาสี (2556 : 165) กล่าวว่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับการวัด และประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทำให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถถึงระดับมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือยัง หรือมีความรู้ความสามารถถึงระดับใด ความสามารถดีเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน Bloom et al. (1956 อ้างถึงใน วรรณทิพา รอดแรงค้า 2544 : 8) กล่าวถึง การประเมินผลการเรียนการสอน โดยใช้วัตถุประสงค์ด้านพุทธิพิสัย โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 3 ด้าน คือ ความรู้ การใช้ความรู้ และการขยายความรู้ (Meng และ Doran 1993) ซึ่งทั้ง 3 ด้านมีความเชื่อมโยง กับวัตถุประสงค์ของ Bloom ดังนี้ 1. ด้านความรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของ Bloom ได้แก่ ด้านความรู้ ความจำ 2. ด้านการใช้ความรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของ Bloom ได้แก่ ด้านความเข้าใจ และการนำไปใช้ 3. ด้านการขยายความรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของ Bloom ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินผล Bloom (1965 : 201) ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของการเขียนวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมความรู้ความคิดไว้ 6 ขั้น ดังนี้
17 1. ความรู้ความจำ หมายถึง การที่นักเรียนระลึกถึงข้อมูล ข้อเท็จจริง ต่างๆ กฎเกณฑ์หรือทฤษฎีจากตำรา หรือการที่นักเรียนท่องจำความรู้ต่างๆที่ได้เรียนมาแล้วโดยตรง ซึ่งจัด ว่าเป็นขั้นที่ต่ำที่สุด 2. ความเข้าใจ หมายถึง การที่นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของ เนื้อหาที่ได้เรียนมา หรือการแปลความ การสรุป การย่อความต่างๆ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่สูง กว่าการท่องจำ 3. การนำไปใช้ หมายถึง การที่นักเรียนสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ เรียนมาแล้วไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งรวมถึงความสามารถในการเอา กรด มโนทัศน์ หลักสำคัญ วิธีการนำไปใช้ การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหา เป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะนำความรู้ไปใช้ได้ ดังนั้นจึงจัดอันดับให้เป็นขั้นที่สูงกว่าความเข้าใจ 4. การวิเคราะห์ หมายถึง การที่นักเรียนสามารถแยกแยะเนื้อหาวิชา ลงไปเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ หาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อย ๆ ตลอดจนหลักสำคัญต่างๆที่เข้ามา เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนจะต้องเข้าใจเนื้อหาและโครงสร้างของบทเรียน 5. การสังเคราะห์ หมายถึง การที่นักเรียนสามารถที่จะนำเอาส่วนย่อย ๆมาประกอบกันเป็นสิ่งใหม่ การสังเคราะห์จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การ ตั้งสมมติฐาน การแก้ปัญหาที่ยาก การเรียนรู้ในระดับนี้ อันที่จะสร้างแนวคิดหรือแบบแผนใหม่ๆขึ้นมา 6. การประเมินค่า หมายถึง การที่นักเรียนสามารถที่จะตัดสินใจ เกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด บทกวี นวนิยาย หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าว จะต้องวางแผนอยู่บนเกณฑ์ที่แน่นอน เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งที่นักเรียนคิดขึ้นมาเองหรือนำมาจากที่ อื่นก็ได้ จากความหมายการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การใช้แบบทดสอบวัด ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ของผู้เรียนที่ได้ เรียนรู้มาแล้ว เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดวิเคราะห์ เป็นการคิดพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบคิดใคร่ครวญในเหตุผล โดยแยกแยะ พิจารณาไตร่ตรองเพื่อความถูกต้องแจ้ง ชัดเจน โดยจะต้องแยกแยะหาความสำคัญ ความสัมพันธ์ และ หลักการ เพื่อให้ได้ข้อความจริง 1. ความหมายของทักษะการคิด นักการศึกษาและนักวิชาการได้ให้ความหมายของทักษะการคิดไว้ดังนี้ สุวิทย์ มูลคำ (2549 : 90) ให้ความหมายของทักษะการคิดว่า หมายถึง ความสามารถย่อย ๆ ในการคิดลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการคิดที่สลับซับซ้อน
18 วัชรา เล่าเรียนดี และคณะ (2560 : 29) ให้ความหมายของทักษะการคิดว่า หมายถึง ความสามารถ ความชำนาญในการคิดทุกประเภท เริ่มตั้งแต่ความสามารถในการจัดการกับ ความรู้และนำความรู้ไปใช้ในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์และการประเมิน การคิดปัญหา การคิด อย่างมีวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ เดอโบโน (De Bono 1976) และ ฟิชเชอร์ (Fisher 1990) ให้ความหมายของ ทักษะการคิดสอดคล้องกันว่า หมายถึง การที่รู้ว่า รู้อะไรหรือจะรู้อะไรได้อย่างไร จะทำอะไร เมื่อไหร่ แล้ว ทำอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง แล้วผลที่เกิดขึ้นคืออะไร จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัย สรุปได้ว่า ทักษะการคิด หมายถึง การกระทำที่ต้องใช้ความคิดหรือความ ชำนาญในการคิดลักษณะต่างๆ โดยการสังเกต การเปรียบเทียบ การแปลความ การจำแนกแยกแยะ การ ตีความ รายการสรุป 2. ประเภทของทักษะการคิด สุวิทย์ คำมูล (2549 : 90-106) ได้จัดประเภทของทักษะการคิดเป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท คือ 1. ทักษะการคิดพื้นฐาน (Basic Skills) หมายถึง ทักษะการคิดย่อยที่เป็น พื้นฐานเบื้องต้นต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นหรือซับซ้อน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ 1.1 ทักษะการสื่อความหมาย (Communication Skills) หมายถึง ทักษะการรับสารที่แสดงถึงความคิดของผู้อื่นเข้ามาเพื่อรับรู้ ตีความ/จดจำ เมื่อต้องการที่จะระลึกเพื่อ นำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของตนให้แก่ผู้อื่นโดยแปลงความคิดให้อยู่ในรูปแบบของภาษาต่างๆ ที่เป็นข้อความ คำพูด ศิลปะ ดนตรี คณิตศาสตร์ และอื่นๆ ทักษะการสื่อความหมายประกอบกับทักษะ ใดๆที่สำคัญ คือ การฟัง การอ่าน การรับรู้ การจดจำ การจำ การคงสิ่งที่เรียนไปแล้วไว้ได้ภายหลังการ เรียนนั้น การบอกความรู้ที่ได้จากตัวเลือกที่กำหนดให้ การบอกความรู้ออกมาด้วยตนเอง การใช้ข้อมูล การบรรยาย การอธิบาย การพูด การเขียน และการแสดงออกถึงความสามารถของตน 1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป (Core or General Thinking Skills) หมายถึง ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในชีวิตประจำวันและเป็น พื้นฐานของการคิดขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งคนเราจำเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่างๆ ตลอดจนใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทักษะการคิดที่เป็นแกน ประกอบด้วยทักษะย่อย ๆ ที่สำคัญดังนี้ คือ การ สังเกต การสำรวจ การตั้งคำถาม การเก็บรวบรวมข้อมูล การระบุ การจำแนกแยกแยะ การจัดลำดับ การ เปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การสรุปอ้างอิง การแปลและการตีความ การเชื่อมโยง การขยายความ การ ให้เหตุผล รายการสรุปย่อ 2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน (Higher-ordered/More Complication Thinking Skills) หมายถึง ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายขั้นตอนและต้องอาศัยทักษะ การสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกนหลายทักษะในแต่ละขั้น ทักษะการคิดขั้นสูงจะพัฒนาได้ ก็ ต่อเมื่อพัฒนาทักษะการคิดขั้นพื้นฐานจนมีความชำนาญพอสมควรแล้ว ทักษะการคิดขั้นสูงประกอบด้วย
19 ทักษะย่อย ๆ ที่สำคัญดังนี้ คือ การสรุปความ การให้คำจำกัดความ การวิเคราะห์ การผสมผสานข้อมูล การจัดระบบความคิด การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การกำหนดโครงสร้างความรู้ การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้าง ความรู้เสียใหม่ การค้นหาแบบแผน การหาความเชื่อพื้นฐาน การคาดคะเน/การพยากรณ์ การ ตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน การตั้งเกณฑ์ การพิสูจน์ความจริง และการประยุกต์ใช้ความรู้ วัชรา เล่าเรียนดี และคณะ (2560 : 30-32) ได้กล่าวถึงทักษะการคิดที่สำคัญดังนี้ 1.ทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถใน การแยกย่อยแนวคิด ข้อโต้แย้งปรากฏการณ์ต่างๆ ให้เป็นส่วนย่อย คำถามที่ใช้เพื่อส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ เช่น จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้น การฝึกปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ เช่นการให้สังเกต เหตุการณ์หรือวัตถุสิ่งของ 2. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ( Critical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิดระดับสูง ซึ่งรวมถึง การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผล จากการสังเกต จากประสบการณ์ตรง การคิดไตร่ตรอง การให้เหตุผล รายการพูดจาสื่อความหมาย เพื่อจะได้ให้แนวทาง ในการตัดสินว่าควรเชื่อ ควรปฏิบัติตามหรือไม่ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นลักษณะที่ จำเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะการคิดที่สำคัญที่ต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต 3. ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง ความสามารถใน การใช้แนวคิดในการแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย การฝึกปฏิบัติเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์คือการ แสดงความคิดเห็นต่อกรณีปัญหา การออกแบบผลงาน การผลิต การนำทฤษฎีไปใช้ในการตัดสินใจ การ นำเสนอโครงการแนวคิดใหม่ๆ และการเขียนโครงการเสนอเพื่อขอทุนต่าง ๆ เป็นต้น 4. ทักษะการประเมินผล (Evaluative thinking) หมายถึง ความสามารถใน การประเมินจุดเด่นและจุดด้อยของแนวคิดต่างๆ การออกแบบต่างๆหรือวัตถุต่างๆที่สร้างขึ้นการฝึกปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด ประเมินผล หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ การให้แสวงหาวิธีการปรับปรุง บางสิ่งบางอย่างเปรียบเทียบแนวคิดใหม่ ๆ แบบต่าง ๆ หรือวัตถุต่างๆที่มีมาตรฐาน การทดลองความ ล้มเหลว การประเมินหลักฐานที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด การแสดงความคิดเห็นต่อมุมมองของคนอื่น และการ เขียนข้อจำกัดในบทความต่างๆเป็นต้น 5. ทักษะในการคิดแบบบูรณาการ (Integrative Thinking) เป็นความสามารถ ในการสังเคราะห์หลายมุมมองเข้าด้วยกัน สร้างข้อมูลใหม่จากข้อมูลเดิม และทำการวิเคราะห์หลาย ระดับชั้น การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะนี้ คือ เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่แล้วก่อนอธิบายได้ว่า 2 สิ่งนี้แตกต่างกัน มีอะไรบ้างที่เหมือนกัน สร้างทฤษฎีตามหลักฐานหรือเหตุการณ์ที่ปรากฏ เข้าใจบริบท ของการโต้วาที เขียนบททบทวนบทความ หรือเขียนอธิบายบทความ 6. ทักษะในการคิดแก้ปัญหา (Problem Thinking) หมายถึง ความสามารถใน การเข้าใจปัญหา มองเห็นสาเหตุของปัญหาและผลที่เกิดขึ้นจากปัญหานั้น รวมทั้งสามารถคิดหาวิธีการ แก้ปัญหานั้นๆได้อย่างมีเหตุผล ทักษะการแก้ไขปัญหาประกอบด้วย ทักษะการคิดหลายประเภท เช่น
20 ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การคาดคะเนและเหตุผล รวมทั้งทักษะในการประเมินผล ซึ่งการ ดำเนินแก้ไขปัญหานั้นต้องปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน เช่น ทำความเข้าใจกับปัญหา นำแบบการแก้ปัญหา ทบทวนวิธีการแก้ปัญหา แล้วประเมินผลการแก้ปัญหา เป็นต้น 7. ทักษะในการคิดไตร่ตรองและสะท้อนความคิด (Introsoective/Reflective Thinking) ความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิดประสบการณ์ส่วนตัว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก การฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะนี้ คือ การเขียนบันทึกประจําวัน นำบทความที่เป็นสื่อมาการเรียนมา เชื่อมโยงกับรายวิชาที่เรียน การอ้างอิงถึงเหตุการณ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากที่กล่าวมาผู้วิจัยสรุปได้ว่า ทักษะการคิดสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามแนวคิด ของนักวิชาการ ได้แก่ ทักษะการคิดในลักษณะต่างๆ เช่น ทักษะในการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการคิด ทั่วไป ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน เช่น การสรุปความ การให้คำจำกัดความ การ วิเคราะห์ เป็นต้น 3. ความหมายของการคิดวิเคราะห์ มีนักการศึกษาหลายท่านทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ให้ความหมายของการคิด เชิงวิเคราะห์ไปหลายท่าน ดังนี้ ทิศนา แขมมณี (2545 : 401) ได้ให้ความหมายของคำว่าคิดวิเคราะห์ คือ การ คิดที่ต้องใช้คำตอบแยกแยะข้อมูลและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่แยกแยะนั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการ เรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนสามารถจับได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เหตุผล หรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ ใดปรากฏการณ์หนึ่ง เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549 : 24) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง ความสามารถในการจำแนกแจกองค์ประกอบต่างๆของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และหา ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น สุวิทย์ คำมูล (2550 : 9) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง ความสามารถในการจำแนก แยกองค์ประกอบต่างๆของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นเพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริง หรือสิ่งที่สำคัญของสิ่งที่กำหนดให้ ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551 : 48) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง การคิดในการจำแนกแยกแยะข้อมูล องค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เรื่องราว เหตุการณ์ ต่างๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญ แก่นแท้ นัจภัค บูชาพิมพ์ (2551 : 70) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า การคิด วิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถของผู้เรียนในการพิจารณาข้อความที่เป็นปัญหาหรือสถานการณ์ แยกแยะเรื่องราวสถานการณ์ใดๆออกเป็นส่วนย่อย ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยการหา
21 หลักฐานที่มีเหตุผล หรือข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนยืนยันในการตัดสินใจชี้ขาดตามเรื่องราวหรือ สถานการณ์นั้นและได้ข้อสรุปอย่างถูกต้องสมเหตุผล บลูม (Bloom 1976 : 37) กล่าวว่า การวิเคราะห์เป็นการตรึกตรองและมี เหตุผลของบุคคลเป็นขั้นตอนโดยการเรียนรู้จากการรู้ การจำ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า เอนนิส (Ennis 1985 : 45) ให้นิยามความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็น การคิดตรึกตรองและมีเหตุผล เพื่อการตัดสินใจก่อนที่จะเชื่อหรือลงมือปฏิบัติ จากความหมายการคิดวิเคราะห์ของนักการศึกษาข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ สามารถที่จะหาความสำคัญ ความสัมพันธ์และวิเคราะห์หลักการ ของสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ หรือเรื่องราวเนื้อหาต่างๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในเรื่องใด เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล 4. องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทราบถึง องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวไว้ ดังนี้ สุวิทย์ คำมูล (2547 : 23-24) ถามว่าองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วย 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นความสามารถในการหา ส่วนประกอบที่สำคัญของสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ส่วนประกอบของพืช สัตว์ ข่าว ข้อความหรือเหตุการณ์เป็นต้น 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหา ความสัมพันธ์ของส่วนสำคัญต่างๆ โดยระบุความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลหรือ ความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นความหมายในการหาหลักความสัมพันธ์ ส่วนสำคัญในเรื่องนั้นๆว่าสัมพันธ์อยู่โดยอาศัยหลักการใด ดวงใจ บุญประคอง (2549 : 82-83) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการคิด วิเคราะห์ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นความสามารถในการจำแนกข้อเท็จจริง ออกจากข้อสมมติฐานและสามารถสรุปข้อความนั้นๆได้ 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหา ความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆโดยเชื่อมโยงเหตุและผล 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการวิเคราะห์รูปแบบ วัตถุประสงค์ ทัศนคติและความคิดเห็นของผู้เขียน
22 อเนก พ.อนุกูลบุตร (2554 : 34) ได้กล่าวถึงประเภทของการคิดวิเคราะห์ไว้ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์องค์ประกอบ เป็นการคิดแยกแยะว่าสิ่งสำเร็จรูปที่ พิจารณานั้นมีชิ้นส่วน องค์ประกอบ เนื้อแท้อะไรบ้าง สิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นส่วนประกอบย่อย 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการคิดค้นหาความสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบย่อยในระบบนั้น ว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร เกี่ยวข้องกับสิ่งสำเร็จรูปทั้งหมด อย่างไร องค์ประกอบใดมีความสัมพันธ์กันมากหรือน้อย 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นการคิดแบบพิจารณาทั้งองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทุกส่วน แล้วค้นหาหลักการกฎเกณฑ์ที่ทำให้องค์ประกอบเหล่านั้นคุม กันอยู่จนเป็นระบบเป็นสิ่งสำเร็จรูปอยู่ได้ และบรรลุวัตถุประสงค์หลักของระบบนั้นได้ บลูม (Bloom 1956 : 201-207) ได้กล่าวถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วยทักษะสำคัญ ดังนี้ 1. การคิดวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่างๆ เป็นความสามารถในการแยกแยะได้ว่า สิ่งใดจำเป็น สิ่งใดสำคัญสิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน 3. การวิเคราะห์เชิงหลักการ หมายถึงการค้นหาโครงสร้างระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทำงานต่างๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ในสภาพเช่นนั้นเนื่องจากอะไร มีหลักการ อย่างไร ผู้วิจัยพิจารณาองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์จากนักการศึกษาดังกล่าวสรุป ได้ว่า องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา เป็นการวิเคราะห์ว่า สิ่งที่อยู่นั้นอะไรสำคัญ หรือมีบทบาทมากที่สุด ขาดสิ่งนั้นเกิดผลอย่างไร สิ่งใดเป็นเหตุ สิ่งใดเป็นผล เหตุใดถูกต้องและเหมาะสม ที่สุด 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการเชื่อมโยงของ ข้อมูลในส่วนต่างๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร อาศัยหลักการใด เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการวิเคราะห์หา ความสัมพันธ์ ความรู้ หลักการและทฤษฎีและส่วนสำคัญในเรื่องนั้นว่า สัมพันธ์กันโดยอาศัยหลักการใด 5. การวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ ทิศนา แขมมณี และคณะ (2544) กล่าวว่า การประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์นั้น จะต้องประเมินทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ 1. การวิเคราะห์หลักการ คือ ความสามารถในการกำหนดเกณฑ์ในการจำแนก ข้อมูล
23 2. การวิเคราะห์เนื้อหา คือ ความสามารถในการแยกข้อมูลเนื้อเรื่องได้ตาม หลักเกณฑ์ 3. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ แล้วความสัมพันธ์ของ ข้อมูลในแต่ละองค์ประกอบ สุวิทย์ คำมูล (2547 : 157) กล่าวว่าการประเมินผลเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดกระบวนการ เรียนรู้ เพราะผลที่ได้จากการประเมินจะทำให้ผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงพัฒนาการหรือ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดเตรียมกิจกรรมสภาพแวดล้อมให้ สอดคล้องกับความสามารถ ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน แนวทางในการประเมินผล กระบวนการคิด สามารถจำแนกได้ 2 แนวทางใหญ่ๆ ดังนี้ 1. การประเมินผลด้วยการใช้แบบทดสอบ 1.1 การใช้แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นลักษณะแบบทดสอบมาตรฐาน ที่มีผู้สร้างไว้แล้วสำหรับใช้วัดความสามารถในการคิด สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบทดสอบการคิดทั่วไป และแบบทดสอบการคิดเฉพาะด้าน 1.2 การสร้างแบบวัดการคิดขึ้นใช้เอง แบบทดสอบมาตรฐานสำหรับ การคิดที่นิยมใช้กันทั่วไปนั้น บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวัดของท่าน เซ็นทรัลเองก็ สามารถสร้างแบบทดสอบการคิดขึ้นใช้เอง เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการในการวัดของท่าน 2. การประเมินผลตามสภาพจริง การประเมินผลและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนากระบวนการคิดนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกกันไม่ได้ เพราะผู้สอนจะต้องทำ หน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้และประเมินผลควบคู่กันไปด้วย ลักขณา สริวัฒน์ (2549 : 85) กล่าวว่า การวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็น การศึกษาหาระดับความสามารถในการแยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่างๆว่ามี จุดมุ่งหมายอะไร แต่ละเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร โดยแบ่งออกตามประเภทเนื้อหาที่วัด ได้แก่ การ วิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ รายการวิเคราะห์หลักการ จากแนวคิดของนักการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลการคิด วิเคราะห์สามารถทำได้ด้วยการใช้แบบทดสอบและการประเมินผลตามสภาพจริง และการประเมินทักษะ การคิดวิเคราะห์นั้นจะต้องประเมินทั้ง 3 ด้าน คือ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ 3. การวิเคราะห์หลักการ 6. ลักษณะของบุคคลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สุวิทย์ คำมูล (2549 : 127) กล่าวถึงคุณสมบัติที่เอื้อต่อการคิดวิเคราะห์ ดังนี้ 1. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่วิเคราะห์ 2. มีความช่างสังเกต ช่างสงสัย ช่างซักถาม
24 3. มีความสามารถในการตีความ 4. มีความสามารถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล วัชรา เล่าเรียนดี(2555 : 12) ได้กล่าวถึงลักษณะของบุคคลที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ไว้ดังนี้ 1. มีความรอบคอบและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 2. มีความสามารถในการอ่านและเลือกใช้เหตุผลทันที 3. ยึดเป้าหมายเป็นหลักในการคิดแก้ปัญหา 4. สามารถใช้ความรู้เดิมและใช้คำง่ายๆในการอธิบายสาระความรู้ที่ยากให้ เข้าใจง่าย 5. สามารถแยกประเด็นย่อยจากปัญหาใหม่ เสนอวิธีแก้ปัญหาได้หลายวิธี 6. กระตือรือร้นที่จะแสวงหาคำตอบและความหมายของสิ่งต่างๆ 7. สามารถนำความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องมาใช้แก้ปัญหาได้ 8. มีความอดทนและแสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ จากแนวคิดของนักการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยสรุปได้ว่า บุคคลที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์จะต้องเป็นบุคคลช่างสังเกต ช่างสงสัย ช่างซักถาม มีความกระตือรือร้นในการแสวงหาคำตอบ มี ความสามารถในการตีความ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ และมีความสามารถในการ หา ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล เพื่อนำมาพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาได้อย่างถูกต้องและมี เหตุผลน่าเชื่อถือ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงบรรยากาศใน การเรียนของผู้เรียน สิ่งแวดล้อม สถานการณ์ สื่ออุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียน ต้องมีความสะดวกและเอื้อต่อ การจัดการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุขเกิดความพึง พอใจในการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความต้องการที่จะเรียน 1. ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและทำให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยนักการศึกษา ได้ให้ ความหมายของความพึงพอใจไว้ ดังนี้ ธีรพงศ์ แก่นอินทร์ (2545 : 36) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจต่อการเรียน การสอน ว่าเป็นความรู้สึกพึงพอใจต่อการปฏิบัติของนักศึกษาในระหว่างการเรียนการสอน การปฏิบัติของ อาจารย์ผู้สอนและสภาพอากาศโดยทั่วไปของการเรียนการสอน อัมพวา รักบิดา (2549 : 47) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้ไว้ว่า หมายถึง ความรู้สึกดีต่อการจัดการเรียนรู้หรือความชอบของผู้เรียนที่เป็นผลมาจากการจัดการ
25 เรียนรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมและได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย รวมทั้งได้รับ ผลตอบแทนตามความต้องการของผู้เรียน สุดารัตน์ อะหลีแอ (2558 : 48) ได้สรุปความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า หมายถึง ความรู้สึกดี ความชอบ และการให้คุณค่าของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการ จัดการเรียนรู้ ผู้สอน ความพร้อมและบรรยากาศของการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม และประสบผลสำเร็จตามความต้องการของผู้เรียน จากความหมายของความพึงพอใจผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพึ่ง พอใจ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกที่ดี ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดการเรียนรู้ ของครูผู้สอนและบรรยากาศของการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมแล้วประสบ ผลสำเร็จตามความต้องการของผู้เรียน 2. ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow) แสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างตัวตนที่ อยู่กับตัวตนในอุดมคติหรือตัวตนที่ต้องการ ซึ่งมาสโลว์เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะความต้องการของ มนุษย์ออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งจะพัฒนาเป็นลำดับขั้น โดยมนุษย์ต้องการได้รับการตอบสนองความต้องการ เบื้องต้นเสียก่อนจึงจะเกิดความต้องการด้านอื่นๆที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไป (วันเพ็ญ พิศาลพงศ์ 2540 : 23) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ความต้องการด้านร่างกาย เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่จำเป็น สำหรับการดำรงชีวิต ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสนองความต้องการขั้นนี้เสียก่อนจึงจะมีความต้องการขั้นอื่น ตามมา 2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย เป็นความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่าง มั่นคงและปลอดภัยปราศจากภยันตรายทั้งปวง 3. ความต้องการความรักและความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นความ ต้องการอยากมีเพื่อนฝูง มีคนรักใคร่ ต้องการให้ความรักกับผู้อื่นและอยากได้ความรักจากผู้อื่น บุคคลที่มี ความต้องการในขั้นนี้ จะกระทำพฤติกรรมเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองไม่โดดเดี่ยว ไม่อ้างว้าง หรือถูกทอดทิ้ง 4. ความต้องการมีเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นความต้องการของมนุษย์เกือบทุก คนในสังคม บุคคลที่มีความต้องการในขั้นนี้มีลักษณะ เช่น ต้องการการได้รับการยกย่องจากบุคคลอื่น ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศหรือความภาคภูมิใจเมื่อตนเองประสบผลสำเร็จ 5. ความต้องการพัฒนาไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ที่สุด คือ ความต้องการแสดงความ เป็นจริงแห่งตน เป็นความต้องการที่เน้นถึงการเป็นตัวของตัวเอง ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง และ พัฒนาศักยภาพตนเองให้เต็มที่ Sctt (1970 : 124) ได้เสนอความคิดในเรื่องการจูงใจให้เกิดความพึงพอใจต่อการทำงาน ที่ให้ผลในเชิงปฏิบัติมีลักษณะ ดังนี้
26 1. งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความต้องการส่วนตัวและมีความหมายสำหรับผู้ ทำงาน 2. งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดผลสำเร็จโดยใช้ระบบการทำงานและการ ควบคุมที่มีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้ได้ผลในการสร้างแรงจูงใจภายใน ความหมายของงานจะต้องมี ลักษณะดังนี้ 3.1 คนทำงานมีส่วนในการตั้งเป้าหมาย 3.2 ผู้ปฏิบัติได้รับทราบผลสำเร็จจากการทำงานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถทำให้สำเร็จได้ จากทฤษฎีแรงจูงใจผู้วิจัยสรุปได้ว่า ทฤษฎีแรงจูงใจ หมายถึง ความต้องการที่เป็น พื้นฐานที่ทำให้เกิดแรงจูงใจจะทำในสิ่งอื่นๆ และส่งผลให้บุคคลแสดงพฤติกรรมนำไปสู่เป้าหมายและการ พัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือประสบผลสำเร็จแล้วจะเกิดความ พึงพอใจตามมา 3. การวัดและประเมินความพึงพอใจ 3.1 แบบสอบถาม/แบบวัด 4. เกณฑ์การประเมินความพึงพอ เกณฑ์การประเมินความพึงพอใจมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคร์ท (Likert) ซึ่งมี 5 ระดับ โดยกำหนดเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด ให้ระดับ 5 พึงพอใจมาก ให้ระดับ 4 พึงพอใจปานกลาง ให้ระดับ 3 พึงพอใจน้อย ให้ระดับ 2 พึงพอใจน้อยที่สุด ให้ระดับ 1 โดยการแปลความหมายดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 4.51 - 5.00 คะแนน พึงพอใจมาก มีค่าเท่ากับ 3.15 - 4.50 คะแนน พึงพอใจปานกลาง มีค่าเท่ากับ 2.5 1 - 3.50 คะแนน พึงพอใจน้อย มีค่าเท่ากับ 1.5 1 - 2.50 คะแนน พึงพอใจน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1.00 - 1.50 คะแนน ใกล้รุ่ง นคราวนากุล (2547) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า เป็นการวัดด้าน ทัศนคติหรือเจตคติที่เป็นนามธรรม เป็นการแสดงออกที่ค่อนข้างซับซ้อนยากที่จะวัดได้โดยตรง ดังนั้น การวัดความพึงพอใจจึงใช้การวัดโดยอ้อมด้วยการวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นแทน แต่การวัดความ พึงพอใจมีขอบเขตจำกัด คือการวัดจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ตลอดเวลาที่วัด ถ้าบุคคลแสดงความ
27 คิดเห็นไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งความคลาดเคลื่อนดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของการวัด ทั่วๆไป กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนการสอนและผลการเรียนจะมี ความสัมพันธ์ในทางบวกได้นั้น ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความ ต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของการเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่ ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงในการจัดกิจกรรมการเรียน เพื่อส่งเสริมความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การวิจัยสรุปได้ ดังนี้ เยาวลักษณ์ ชื่นอารมณ์ (2549) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5E หลังเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน การวิจัยและการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติด้วยตนเอง มีการวางแผน นำเสนอสรุปผล โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นเป็น พฤติกรรมต่อผู้เรียน เช่น ความสนใจใฝ่รู้ คือนักเรียนมีความตั้งใจที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ความอดทนมุ่งมั่น การมีใจกว้างยอมรับความคิดเห็น ความคิดสร้างสรรค์ ความสงสัยและกระตือรือร้นที่ จะหาคำตอบสูงขึ้น นอกจากนั้น ผลการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5E นักเรียนยัง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามลำดับ สมบัติ กาญจนารักพงศ์ (2549) ร่วมกับคณะได้ศึกษา เทคนิคการจัดการเรียนรู้ แบบ 5E ที่เน้นพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า ครู เครือข่ายที่ได้รับการขยายผลพัฒนา สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบ 5E ได้ด้วยตนเอง และมี ความเหมาะสมตามเนื้อหา อีกทั้งนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5e มีทักษะการคิดขั้นสูงอยู่ ในระดับดีทั้งภาพรวม นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้กับกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม นักเรียนมีความพึงพอใจมากเฉลี่ยสูงสุด 2 อันดับแรก คือ การทำงานและเรียนเป็นกลุ่ม มีโอกาสให้ความรู้ แก่เพื่อนและได้รับความรู้จากเพื่อนเช่นกัน ธนพล กลิ่นเมือง (2550) ได้วิจัย เรื่องผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอน 5E ในหน่วยการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อความสามารถในการทำ โครงงานและเจตคติต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ผลวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียน โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน 5E ในหน่วยการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละความสามารถในการทำโครงงานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ สูงกว่าร้อยละ 70 และ
28 นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน 5E ในหน่วยงานเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการบูรณาการภูมิ ปัญญาท้องถิ่นได้คะแนนเฉลี่ยเจตคติต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในระดับดี 2. งานวิจัยต่างประเทศ Abdi (2014) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผล ของกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 คน แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม เลือกมาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E และกลุ่มควบคุมได้รับการ สอนแบบปกติ ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วย กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ได้คะแนนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ Karsli (2014) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนากิจกรรมในห้องปฏิบัติการโดยใช้ กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E เรื่องปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาและส่งเสริม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมในห้องปฏิบัติการโดยใช้ กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหา ความรู้ 5E มีประสิทธิภาพในการสร้างแรงจูงใจของนักเรียนและช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการ การเรียนรู้ ส่งผลให้กิจกรรมนี้สามารถนำไปใช้เป็นทางเลือกหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอนได้ Sahim (2016) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหา ความรู้5E โดยใช้ Webquest เกี่ยวกับความสำเร็จและความพึงพอใจของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E โดยใช้ Webquest เกี่ยวกับ ความสำเร็จและความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E โดยใช้ Webquest ได้ส่งเสริมการสอนและการเรียนรู้ในเชิงบวกของนักเรียนและมีระดับความพึง พอใจในกระบวนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E อยู่ในระดับดีมาก จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบ เสาะหาความรู้ 5E ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น เนื่องจาก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E มุ่งให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วย ตนเอง นอกจากนี้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิคกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ยังส่งเสริมให้ ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรู้โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง
29 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชา ดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษา ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองวัวซอพิทยาคม จำนวน 30 คน ( 2 ห้องขึ้นไป ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จากทั้งหมด 3 ห้อง ย่อเหลือ 1 ห้อง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เป็นกลุ่มทดลอง โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบ หลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) ซึ่งมีลักษณะแบบ แผนการวิจัย ดังตารางที่ 1
30 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษะการคิดวิเคราะห์ One Group Posttest – Only Design แบบวัดทักษะการคิด วิเคราะห์ ค ว า ม พ ึ ง พ อ ใ จ ต ่ อ ชุด กิจกรรม One Group Posttest - Only Design แบบสำรวจความพึง พอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการ จัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี-นาฏศิลป์เรื่อง ดนตรี กับมรดก ทางวัฒนธรรม ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 2.2 แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการ อ่านจับใจความที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 2.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ
31 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 2) การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางดนตรี เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 4) แบบประเมิน ทักษะการคิดวิเคราะห์5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิชา ดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการ เรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.2 หนังสือเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ดนตรีกับ มรดก ทางวัฒนธรรม โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมจีน จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมอินเดีย จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 1 จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 2 จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีในประเทศไทยจำนวน 1 ชั่วโมง 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรีและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการ เรียนรู้ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน
32 ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการ เรียนรู้ โดยดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ นำแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ไปใช้กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. แผนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตาม ขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551, กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.2 หนังสือเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม คู่มือการสอนดนตรี-นาฏศิลป์ รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ 2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 2.3.1 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมจีน จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.2 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมอินเดีย จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.3 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.4 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 1 จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.5 เรื่องดนตรีในวัฒนธรรมตะวันตก 2 จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.6 เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีในประเทศไทยจำนวน 1 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างและพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม 2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรีและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index
33 of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการ เรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการ เรียนรู้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดการจัดการ เรียนรู้ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำ ชุดกิจกรรมคิดวิเคราะห์ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน คละความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำชุดแผนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 30 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์เรื่อง ดนตรีกับ มรดก ทางวัฒนธรรม เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรี-นาฏศิลป์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index
34 of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความ ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดย ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม แล้วนำ คะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยาก ง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ตั้งแต่ 0.72 3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เป็นแบบ มาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการคิดวิเคราะห์และการ วัดประเมินทักษะการการคิดวิเคราะห์และวิธีสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบประเมินการคิดวิเคราะห์เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 3 ทักษะ คือ 1) การตอบคำถาม ความสัมพันธ์การคิดวิเคราะห์2) การบอกความสำคัญการคิดวิเคราะห์3) การบอกหลักการการคิด วิเคราะห์ 4.3 นำแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรีและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง โครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความ
35 สอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความ ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนี ความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ เสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำแบบประเมินมาหาคุณภาพ 4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อ ที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 4.7 นำแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 4.8 นำแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์ เป็นฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึง พอใจตามวิธีของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 5.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบวัดมาตร ส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของไลเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับพิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ด้านการ เห็นประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
36 5.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนดนตรีและการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัดความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อคำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละ ท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไป ทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาหา คุณภาพ 5.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 5.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือ รายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่า ได้ค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88 5.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริง เพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เพื่อนำมาสร้างแผนการเรียน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับ ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม
37 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผล การศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2549, หน้า 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลอง ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม 4. เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม และประเมินความ สอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 8. นำไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 9. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 10. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 6 ชั่วโมงโดยผู้วิจัย ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรี กับมรดก ทางวัฒนธรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด/แผน รวม 6 ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะทำการสังเกตพฤติกรรมด้าน ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนไปด้วย 11. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับ นักเรียนกลุ่มเดิมในแต่ละโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี แบบประเมินทักษะ กาคิดวิเคราะห์และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่ง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน เรียน แบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้วัดหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 12. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม E1/E2 13. นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมิน ทักษะการคิดวิเคราะห์มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 14. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ
38 การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทาง วัฒนธรรม ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมาทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม หาคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แล้วนำคะแนนการประเมินมาเทียบกับเกณฑ์การประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การแปล ความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณค่าของลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด , 2556 : 103) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับ มากที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับ มาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับ ปานกลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับ น้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับ น้อยที่สุด
39 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะการอ่านจับใจความ แบบวัดความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 220-221) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหาหรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทนผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทนจำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 195) N R p = f Ru Rl r − = เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ 2f) F แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่าความ เชื่อมั่นด้วยสูตร KR-20 ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 223) − − − = tt 2 s pq 1 n 1 n KR 20 : r เมื่อ tt r แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ
40 P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น S 2 แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยใช้t-test โดยใช้สูตร ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 96-97) N S S X X t 2 L 2 H H L + − = เมื่อ t แทน อำนาจจำแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 SH แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 SL แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน 1.5 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความพึงพอใจและแบบประเมินทักษะการอ่าน จับใจความ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของ ครอนบาค (Cronbach) ใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2558 : 225-226) − − = 2 2 i S S 1 n 1 n α เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด/แบบประเมิน n แทน จำนวนข้อของแบบวัด/แบบประเมินทั้งฉบับ 2 Si แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ 2 S แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 2. สถิติพื้นฐาน ดังนี้ 2.1 ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ
41 f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 : 29) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรคำนวณ ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2553 :123) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 3. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3.1 หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E1/E2) ตามเกณฑ์75/75 การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 =
42 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้ จากกิจกรรมกลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 75 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้ จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดนตรีกับมรดก ทางวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 75 3.2 การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 49) คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 4.1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความ หลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลัง เรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 68) ดัชนีประสิทธิผล =