150
บนั ทกึ หลงั การจดั การเรยี นรู้
หวั ขอ้ การประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้
1. ดา้ นความรู้
(K) ………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
2. ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
(P)
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
3. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(A) ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
ลงช่อื (ครูผสู้ อน)
(นายรชตะ ขาวดี)
//
151
ขอ้ เสนอแนะความคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ลงชื่อ หัวหนา้ กลุม่ สาระสังคมศึกษาฯ
(นางปนิ่ แก้ว แก้วเปน็ บญุ )
วันที่ / /
รองผอู้ านวยการกลมุ่ บรหิ ารงานวชิ าการ
ลงชือ่ รองผูอ้ านวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ
(นางยุคลทร โพธ์ศิ รี)
วันท่ี / /
ผอู้ านวยการโรงเรยี น
ลงชอื่ ผอู้ านวยการโรงเรียน
(นายเอกชยั คะษาวงค์)
วันที่ / /
152
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 13
แนวทางในการอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มในภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ของโลก
สาระที่ 5 ภมู ศิ าสตร์ เวลา 2 ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 การจดั การดา้ นทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
1. สาระสาคญั
การปฏิบัติตามแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมร่วมกัน จะช่วยรัก ษา
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมใหค้ งอยตู่ ลอดไป
2. ตวั ชวี้ ดั ชว่ งชนั้
ระบุแนวทางการอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมในภูมภิ าคตา่ ง ๆ ของโลก
(ส 5.2 ม. 4–6/3)
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายแนวทางในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมได้ (K)
2. วิเคราะห์ประโยชน์ท่ีได้จากการปฏิบัติตามแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
(A, P)
3. นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ในชวี ิตประจาวันได้ (K, A, P)
4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นยิ ม (A)
1. ทดสอบหลงั เรยี น ประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางาน ประเมินพฤตกิ รรมในการทางาน
2. ซกั ถามความรู้เร่อื ง แนวทางใน เป็นรายบุคคลในดา้ นความมีวินัย เป็นรายบคุ คลและเปน็ กลุ่มในด้าน
การอนรุ ักษท์ รัพยากร ธรรมชาติ ความใฝเ่ รียนรู้ ฯลฯ การสอ่ื สาร การคิด การแก้ปญั หา
และส่งิ แวดล้อมในภมู ิภาคตา่ ง ๆ ฯลฯ
ของโลก
3. ตรวจผลงาน/กิจกรรมเปน็
รายบคุ คลหรือเปน็ กลมุ่
5. สาระการเรียนรู้
แนวทางในการอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมในภมู ภิ าคต่าง ๆ ของโลก
6. แนวทางบรู ณาการ
ภาษาไทย ฟงั พูด อ่าน และเขียนเก่ียวกับแนวทางในการอนรุ ักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก
ศลิ ปะ หนังสน้ั เก่ียวกับแนวทางในการอนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดล้อม
153
7. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ข้นั ที่ 1 นาเขา้ สู่บทเรยี น
1. จัดกจิ กรรมการเรียนรูห้ อ้ งเรียนออนไลนผ์ ่าน แอพพลิเคชัน Line meeting ครูแจ้งตัวช้ีวัดช่วงชั้นและ
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรใู้ หน้ กั เรียนทราบ
2. ครสู นทนากับนกั เรยี นเก่ยี วกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม แล้วโยงเข้าส่บู ทเรยี น
ข้นั ที่ 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
3. ครูใหน้ ักเรยี นศึกษาความร้เู รือ่ ง แนวทางในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมภิ าค
ต่าง ๆ ของโลก
4. ครแู บง่ กลุ่มนกั เรยี น กลุ่มละ 5–6 คน ดหู นงั สั้น: การอนุรกั ษป์ ่าไม้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
ใหย้ ัง่ ยนื และร่วมกนั วเิ คราะหแ์ นวทางในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมจากหนงั ส้นั ท่ีดู
ขน้ั ที่ 3 ฝกึ ฝนผู้เรียน
5. ครูให้นักเรียนทากิจกรรมท่ีเก่ียวกับแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ
แบบทดสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ประจาหน่วยการเรียนรู้ จากน้ันครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยกิจกรรม
และแบบทดสอบ
ข้ันท่ี 4 นาไปใช้
6. ครูแนะนาให้นักเรียนนาความรู้เก่ียวกับแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ไปประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ข้นั ท่ี 5 สรปุ
7. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
แล้วใหน้ ักเรยี นบันทึกลงสมดุ
8. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี นผ่านโปรแกรม Quizizz
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
ครูให้นักเรียนจัดทากิจกรรมรณรงค์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม โดยเผยแพร่ความรู้
เกีย่ วกับแนวทางในการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
9. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนผา่ นโปรแกรม Quizizz
2. สอื่ การเรยี นรู้ ภูมิศาสตร์
3. หนงั สอื เรียน รายวชิ าพ้ืนฐาน ภูมิศาสตร์ ม. 4–6 บริษัท สานกั พิมพว์ ัฒนาพานชิ จากดั
4. หนังสัน้ : การอนรุ ักษป์ า่ ไม้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมใหย้ ่งั ยืน
154
แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 การจดั การดา้ นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
คาช้ีแจง เลอื กคาตอบทถ่ี กู ต้องทีส่ ดุ เพียงคาตอบเดยี ว
2. ประเทศไทยไดใ้ หส้ ตั ยาบนั การเปน็ ภาคีสมาชกิ อนสุ ญั ญาบาเซลิ เมอ่ื ไร
ก วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2538 ข วันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2538
ค วนั ที่ 24 กนั ยายน พ.ศ. 2540 ง วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540
2. อนสุ ญั ญาอะไรทม่ี วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือยกเลกิ การใช้สารซเี อฟซแี ละสารอนื่ ๆ ทมี่ ผี ลทาใหช้ นั้ โอโซนเบาบางลง
ก อนสุ ญั ญาบาเซลิ ข อนสุ ญั ญาไซเตส
ค อนสุ ญั ญาเวยี นนา ง อนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยความหลากหลายทางชวี ภาพ
3. ประเทศไทยรว่ มลงนามในพธิ สี ารมอนทรี-ออลเมอ่ื ไร
ก พ.ศ. 2527 ข พ.ศ. 2528
ค พ.ศ. 2530 ง พ.ศ. 2532
4. ปรากฏการณเ์ รอื นกระจกเกดิ จากการปลอ่ ยกา๊ ซอะไรสชู่ นั้ บรรยากาศ
ก ออกซเิ จน ข ไนโตรเจนออกไซด์
ค ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ ง คารบ์ อนไดออกไซด์
5. ขอ้ ใดเปน็ องคก์ รประชาชนและองคก์ รเอกชนทอี่ ยใู่ นภาคเหนอื
ก กล่มุ ฮักป่าเชียงดาว ข กลุม่ คนรกั เมืองเพชร
ค กลุ่มสมาคมรักษท์ ะเลไทย ง กลมุ่ สมาพนั ธ์เกษตรกรฝายราศไี ศล
6. อนสุ ญั ญาเวยี นนาและพธิ สี ารมอนทรอี อลเปน็ ข้อตกลงระหว่างประเทศทเ่ี กดิ จากความวติ กกบั เรอื่ งอะไร
ก ปญั หาโอโซนของโลกถกู ทาลาย ข ปัญหาสตั วป์ า่ และพชื ป่าถูกทาลาย
ค ปัญหาอณุ หภูมิเฉล่ียของโลกสูงขน้ึ ง ปัญหาทรพั ยากรธรรมชาติถูกทาลาย
7. อนสุ ญั ญาสหประชาชาตวิ ่าดว้ ยการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศมขี ้นึ เพอื่ วตั ถปุ ระสงคใ์ นขอ้ ใด
ก ปกป้องช้ันบรรยากาศของโลก ข ควบคมุ การคา้ ระหว่างประเทศ
ค ลดและยกเลกิ การใช้สารซีเอฟซี ง อนุรกั ษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
8. การดาเนนิ การขององคก์ รใดตอ่ ไปนถ้ี อื วา่ มีสว่ นกบั การอนรุ กั ษผ์ นื ปา่ และสตั วป์ า่ ของเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั ว์
ปา่ หว้ ยขาแขง้ มากท่ีสดุ
ก มูลนิธเิ พ่อื นชา้ ง ข สมาคมหยาดฝน
ค มูลนิธิสบื นาคะเสถยี ร ง สมาคมสร้างสรรคไ์ ทย
9. องคก์ รใดทมี่ บี ทบาทโดยตรงในด้านการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม
ก กระทรวงมหาดไทย
ข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ค กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม
ง มูลนธิ คิ มุ้ ครองสตั วป์ ่าและพรรณพชื แหง่ ประเทศไทย ในพระบรมราชนิ ปู ถมั ภ์
155
10. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลกั ษณะขององคก์ รชมุ ชนชาวบา้ นทมี่ บี ทบาทในการจดั การดา้ นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
สง่ิ แวดลอ้ ม
ก มกี ารจดทะเบยี นเป็นองคก์ รเอกชน
ข เปน็ องคก์ รที่เกดิ จากการรวมตัวของประชาชนในหมู่บ้านหรอื ท้องถิน่
ค มเี จตคตดิ า้ นการจัดการเก่ยี วกบั ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มในชุมชนและทอ้ งถิน่ ร่วมกนั
ง มีบทบาทมากขน้ึ นบั ต้ังแต่ได้เกิดเหตกุ ารณก์ ารล่าสัตว์ในเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่าทงุ่ ใหญ่นเรศวร
11. การดาเนนิ งานของมลู นธิ คิ มุ้ ครองสตั วป์ า่ และพรรณพชื แหง่ ประเทศไทย ในพระบรม-ราชนิ ปู ถมั ภม์ ี
วตั ถปุ ระสงคอ์ ย่างไร
ก ตรวจสอบการทางานของเจ้าหนา้ ทป่ี ่าไม้
ข ลงโทษผทู้ ก่ี ระทาผดิ เกยี่ วกบั พระราชบัญญตั คิ ุ้มครองสัตว์ปา่
ค อนุรกั ษร์ ะบบธรรมชาตใิ หค้ งความหลากหลายของพันธุ์พชื และพนั ธ์สุ ัตวไ์ ว้
ง ถกู ทกุ ข้อ
12. ขอ้ ใดไมใ่ ชบ่ ทบาทของกลมุ่ กรนี พซี ในประเทศไทย
ก รณรงค์เกีย่ วกบั มลพิษจากการปล่อยสารไดออกซิน
ข รณรงคใ์ หม้ กี ารผลติ กระแสไฟฟา้ จากพลงั งานนวิ เคลียร์
ค รณรงค์ให้ลดการใช้เชื้อเพลิงท่ีได้ชือ่ วา่ เปน็ พลังงานสกปรก
ง รณรงค์ให้คนไทยตื่นตัวเกยี่ วกบั การนาเอากระบวนการทางพันธวุ ิศวกรรมมาใช้
13. ข้อใดไมใ่ ชก่ ฎหมายทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั การ อนรุ กั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
ก พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490
ข พระราชบัญญตั ิการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ค พระราชบญั ญัตสิ ง่ เสริมและประสานงานเยาวชนแหง่ ชาติ พ.ศ. 2521
ง พระราชบัญญตั สิ ง่ เสริมและรกั ษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535
14. สาเหตใุ ดทท่ี าใหร้ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณา-จกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 ถกู เรยี กว่ารฐั ธรรมนญู ฉบบั สเี ขยี ว
ก เพราะรัฐธรรมนญู ฉบบั น้ีมีปกสีเขียว
ข เน้อื หาของรฐั ธรรมนูญมีบทบญั ญัติเกี่ยวกับองคก์ รท่ีเก่ยี วข้องกบั สงิ่ แวดลอ้ มหลายองคก์ ร
ค มีบทบัญญัตหิ ลายประการที่ให้ความสาคญั แก่ประเด็นการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ้ ม
ง เป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสใหอ้ งค์กรที่เกี่ยวขอ้ งกบั การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอ้ มรว่ มกนั รา่ งข้ึนมา
15. การนาเศษเหลก็ ไปแปรรปู เปน็ ผลติ ภณั ฑต์ า่ ง ๆ ตรงกบั การอนรุ กั ษใ์ นขอ้ ใด
ก การฟน้ื ฟู ข การถนอมรกั ษา
ค การใชว้ สั ดอุ ืน่ ทดแทน ง การหมุนเวยี นกลบั มาใช้ใหม่
156
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ รายบคุ คล
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี
ชนั้ วนั เดอื น พ.ศ.
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชือ่ –สกลุ ความถูก ้ตองการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 4321
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดสร้างสรรค์ (4 คะแนน)
รูปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยชน์ (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรปุ ผลการประเมินให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความเหมาะสม หรอื
อาจใชเ้ กณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ด)ี
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรับปรุง)
157
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี
ชน้ั วนั เดอื น พ.ศ.
กลมุ่ ท่ี
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอื่ –สกลุ ความ ูถกต้องการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 432 1
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดส ้รางสรรค์ (4 คะแนน)
ูรปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยช ์น (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรุปผลการประเมินให้เปน็ ระดบั คุณภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความเหมาะสม หรอื อาจ
ใชเ้ กณฑ์ดังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดีมาก)
7–8 คะแนน = 3 (ด)ี
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรงุ )
158
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ รายบคุ คล
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่
ชน้ั วนั เดอื น พ.ศ.
คาชแ้ี จง สงั เกตพฤตกิ รรมในการทางานของนักเรียน โดยเขียนเครื่องหมาย ลงในช่องรายการ
พฤตกิ รรมทนี่ ักเรยี นปฏิบัติ
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอื่ –สกลุ สนใจในการทางาน
ไม่เอาเปรียบเพ่ือนในการทางาน
เสนอความคิดเห็น 432 1
ัรบฟังความคิดเห็นของผู้ ่ือน
ให้ความ ่ชวยเห ืลอ ู้ผ ือ่น
มุ่งม่ันทางานให้สาเ ็รจ
ประเ ิมนและปรับปรุงงาน ้ดวยความเต็มใจ
เคารพ ้ขอตกลงของก ุล่ม
ทาตามห ้นา ่ีท ี่ทไ ้ด ัรบมอบหมาย
พอใจ ักบความสาเ ็รจของงาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรปุ ผลการประเมนิ ให้เป็นระดบั คณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 ใช้เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรับปรงุ )
159
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอื่ ง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่
ชนั้ วนั เดือน พ.ศ.
คาชแ้ี จง สงั เกตพฤตกิ รรมในการทางานของนกั เรียน โดยเขยี นเครอ่ื งหมาย ลงในช่องรายการ
พฤตกิ รรมทน่ี กั เรยี นปฏิบัติ
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอ่ื –สกลุ แ ่บงงานกันรับผิดชอบ 432 1
ีมกระบวนการทางานเป็นข้ันตอน
ทาตามหน้าที่ที่ไ ้ด ัรบมอบหมาย
ร่วมกันแสดงความ ิคดเห็น
รับ ัฟงความ ิคดเห็นของสมา ิชกกลุ่ม
นามติ/ข้อตกลงของกลุ่มไปปฏิบัติ
ร่วม ักนปรับปรุงผลงาน ้ดวยความเต็มใจ
่มุงมั่นทางานใ ้หสาเร็จ
พอใจกับความสาเร็จของงาน
บรรยากาศในการทางาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรุปผลการประเมนิ ใหเ้ ป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 ใช้เกณฑด์ งั นี้
9–10 คะแนน = 4 (ดีมาก)
7–8 คะแนน = 3 (ด)ี
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรุง)
160
มติ คิ ณุ ภาพของการบนั ทกึ ผลงาน ระดบั คณุ ภาพ
กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ผลการบันทกึ ผลงานโดยใช้มาตราส่วนประเมนิ คา่ 4 ระดบั ดงั นี้ 4
รายการประเมนิ 3
– บันทึกผลงานได้ถูกต้องตามจุดประสงค์ เขยี นบนั ทึกไดช้ ัดเจน แนวคิดหลักถกู ต้อง 2
มีประเด็นสาคญั ครบถ้วน
1
– ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม คาศัพทถ์ ูกตอ้ ง
– บันทกึ ผลงานได้ถูกต้องตามจดุ ประสงค์ เขียนบนั ทึกท่มี บี างส่วนยงั ไม่ชดั เจน
แนวคดิ หลกั ถูกตอ้ ง สว่ นทเ่ี ปน็ ประเดน็ สาคัญมไี ม่ครบถ้วน
– ใชภ้ าษา คาศัพท์ไมถ่ ูกต้องในบางสว่ น
– บันทกึ ผลงานยึดตามจุดประสงค์ เขยี นบนั ทึกไม่ชัดเจน แนวคิดหลักบางส่วนไม่
ถูกต้อง ส่วนทเ่ี ปน็ ประเด็นสาคัญมไี มค่ รบถว้ น
– ใช้ภาษา คาศัพทไ์ มถ่ ูกตอ้ งในบางส่วน
– บันทกึ ผลงานไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ เขยี นบันทกึ ไม่ชัดเจน และแนวคิดหลัก
ส่วนใหญไ่ มถ่ ูกต้อง
– ใช้ภาษา คาศพั ท์ไมถ่ ูกต้อง
161
บนั ทกึ หลงั การจดั การเรยี นรู้
หวั ขอ้ การประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้
1. ดา้ นความรู้
(K) ………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
2. ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
(P)
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
3. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(A) ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
ลงช่อื (ครผู สู้ อน)
(นายรชตะ ขาวด)ี
//
162
ขอ้ เสนอแนะความคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ลงชื่อ หัวหนา้ กลุม่ สาระสังคมศึกษาฯ
(นางปนิ่ แก้ว แก้วเปน็ บญุ )
วันที่ / /
รองผอู้ านวยการกลมุ่ บรหิ ารงานวชิ าการ
ลงชือ่ รองผูอ้ านวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ
(นางยุคลทร โพธ์ศิ รี)
วันท่ี / /
ผอู้ านวยการโรงเรยี น
ลงชอื่ ผอู้ านวยการโรงเรียน
(นายเอกชยั คะษาวงค์)
วันที่ / /
163
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 การใชท้ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเพ่อื การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื
เวลา 8 ชวั่ โมง
ผงั มโนทศั นเ์ ปา้ หมายการเรยี นรแู้ ละขอบข่ายภาระงาน/ชน้ิ งาน
ภาระงาน/ช้ินงาน ความรู้ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
1. การทาแบบทดสอบ 1. การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากร และคา่ นยิ ม
2. การนาเสนอผลงาน ธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมในการ
3. การบนั ทกึ ความรู้ สร้างสรรคว์ ฒั นธรรม 1. มีวนิ ัย
4. สร้างแผนทค่ี วามคิด 2. การพัฒนาที่ยงั่ ยืน 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. รับผดิ ชอบ
การใชท้ รพั ยากรธรรมชาติ 4. ม่งุ มัน่ ในการทางาน
และสงิ่ แวดล้อมเพอ่ื การ
พฒั นาทยี่ งั่ ยนื
ทกั ษะ/กระบวนการ
1. การส่ือสาร
2. การคิด
3. การใชเ้ ทคโนโลยี
4. กระบวนการกล่มุ
164
ผงั การออกแบบการจดั การเรยี นรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 การใช้ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเพอื่ การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื
ข้ันที่ 1 ผลลัพธป์ ลายทางทต่ี อ้ งการใหเ้ กดิ ขนึ้ กบั นกั เรยี น
ตวั ชวี้ ดั ชว่ งชน้ั
1. อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากสงิ่ แวดล้อมในการสร้างสรรค์วฒั นธรรม อนั เปน็ เอกลกั ษณ์ของทอ้ งถิ่นท้ัง ใน
ประเทศและโลก (ส 5.2 ม. 4–6/4)
2. มีสว่ นร่วมในการแก้ปญั หาและการดาเนินชวี ิตตามแนวทางการอนรุ ักษท์ รพั ยากรและส่งิ แวดลอ้ มเพ่อื การ
พฒั นาที่ย่งั ยืน (ส 5.2 ม. 4–6/5)
ความเขา้ ใจทคี่ งทนของนกั เรยี นนกั เรยี นจะเขา้ ใจวา่ ... คาถามสาคญั ท่ที าใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจทค่ี งทน
1. ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมมีความสมั พันธ์ 1. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมมีประโยชน์
กบั มนษุ ย์ในลกั ษณะของการพงึ่ พาอาศัยกันและกัน อยา่ งไรต่อมนุษย์
มนษุ ยไ์ ดน้ าทรพั ยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในการ 2.เราจะใช้ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
ดาเนินชวี ติ ซึ่งในแต่ละพ้ืนทจี่ ะมที รพั ยากรธรรมชาติท่ี อย่างไรเพื่อใหท้ รพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แตกต่างกัน ดังนั้นลักษณะการดาเนินชวี ิตของมนุษย์ คงอยู่ตลอดไป
ในแต่ละพ้ืนท่จี ะมีความแตกตา่ งกนั ไปด้วยเช่นกัน
2. ถ้ามนษุ ยน์ าทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มมา
ใชป้ ระโยชน์โดยไม่คานึงถึงผลกระทบทีต่ ามมาจะทาให้
ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมเกดิ ความเสอ่ื ม
โทรม ดังน้นั มนุษย์จงึ ต้องวางแผนการใช้ประโยชน์จาก
ทรพั ยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดลอ้ มไปพรอ้ มกบั การ
พัฒนาอันเป็น แนวทางในการใช้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
สง่ิ แวดลอ้ มเพอ่ื การพัฒนาท่ยี ่งั ยืน
ความรขู้ องนกั เรยี นท่ีนาไปสคู่ วามเขา้ ใจทค่ี งทน ทักษะ/ความสามารถของนกั เรยี นท่นี าไปสู่
นกั เรยี นจะรวู้ า่ ... ความเขา้ ใจทค่ี งทน นกั เรียนจะสามารถ...
1. คาสาคัญ ได้แก่ โอเอซสิ พชื พรรณธรรมชาติ การ 1. อธิบายการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
พัฒนาท่ียัง่ ยนื เกษตรอินทรยี ์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร และสิง่ แวดลอ้ มในการสร้างสรรคว์ ัฒนธรรมของ
2. มนุษย์นาเอาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ มมา มนษุ ย์
เป็นปัจจัยพน้ื ฐานในการ สรา้ งสรรคร์ ปู แบบการ 2.อธิบายหลักการใชท้ รัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ดาเนินชวี ติ เชน่ การนาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ สิง่ แวดลอ้ มเพ่ือการพัฒนาทยี่ ง่ั ยืน
สง่ิ แวดลอ้ มที่มีอย่ใู นท้องถ่ินมาเป็นตัวกาหนดการตัง้ 3. มสี ่วนร่วมในการอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ถ่นิ ฐาน การสร้างที่อยูอ่ าศัย การประกอบอาชีพ สง่ิ แวดล้อมตามแนวทางในการพัฒนาที่ยัง่ ยนื
165
การแต่งกาย อาหารการกิน การสร้างเครอื่ งมือ
เครื่องใช้ ซงึ่ ความแตกตา่ งของรปู แบบการดาเนินชีวติ
ของมนษุ ย์ในแต่ละทอ้ งถ่นิ จะแตกตา่ งกนั ไปตามสภาพ
ของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มในแตล่ ะ
ทอ้ งถน่ิ
3. การใชท้ รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มเพื่อการ
พฒั นาท่ยี ัง่ ยืนเปน็ แนวทางในการนาเอาทรพั ยากร
ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มมาใช้ในการพฒั นาคณุ ภาพ
ชวี ติ ของคนเรา โดยไม่ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมน้ันเกิด ความดอ้ ยประสทิ ธิภาพจนไม่
สามารถนาศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ มดังกลา่ วมาใชไ้ ดอ้ กี
ข้ันที่ 2 ภาระงานและการประเมนิ ผลการเรียนรซู้ งึ่ เป็นหลกั ฐานท่ีแสดงวา่ นักเรยี นมผี ลการเรยี นรตู้ ามท่ี
กาหนดไวอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ
1. ภาระงานท่นี กั เรยี นตอ้ งปฏบิ ตั ิ
1.1 ศึกษาคน้ คว้าเกย่ี วกบั การใช้ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมเพ่ือการพัฒนาท่ยี ง่ั ยืน
1.2 มสี ว่ นรว่ มในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมตามแนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยนื
2. วธิ กี ารและเครอ่ื งมอื ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
2.1 วธิ กี ารประเมินผลการเรียนรู้ 2.2 เคร่อื งมือประเมินผลการเรียนรู้
1) การทดสอบ 1) แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรยี น
2) การประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ 2) แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเป็น
รายบุคคลหรอื เปน็ กลมุ่ รายบคุ คลหรอื เป็นกลุม่
3) การประเมินด้านคณุ ธรรม จริยธรรม 3) แบบประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม
และคา่ นยิ ม และค่านิยม
4) การประเมนิ ด้านทักษะ/กระบวนการ 4) แบบประเมินด้านทกั ษะ/กระบวนการ
3. สงิ่ ทม่ี งุ่ ประเมนิ
3.1 ความสามารถ 6ด้าน ไดแ้ ก่ การอธิบาย ชีแ้ จง การแปลความและตีความ การประยกุ ต์ ดดั แปลง
และนาไปใช้ มมี ุมมองทห่ี ลากหลาย การใหค้ วามสาคญั และใส่ใจในความร้สู กึ ของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง
3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ เช่น การส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี กระบวนการกลุ่ม
3.3 คณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ ม เช่น รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ มวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้
อยูอ่ ย่างพอเพยี ง มุ่งมัน่ ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย มจี ติ สาธารณะ
ขน้ั ที่ 3 แผนการจดั การเรียนรู้ 166
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 14 การใชป้ ระโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม เวลา 1 ช่ัวโมง
ในการสรา้ งสรรค์วฒั นธรรม เวลา 1 ชัว่ โมง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 15 การพัฒนาทย่ี ัง่ ยืน
167
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 14
การใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มในการสรา้ งสรรคว์ ฒั นธรรม
สาระที่ 5 ภมู ศิ าสตร์ เวลา 1 ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 การใชท้ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มเพ่อื การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
1. สาระสาคญั
มนุษย์นาเอาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถ่ินมาเป็นปัจจัยพ้ืนฐานในการสร้างสรรค์
รูปแบบการดาเนนิ ชีวิตจึงทาใหเ้ กดิ ลกั ษณะเฉพาะในการดาเนนิ ชวี ิตที่แตกตา่ งกันไปในแต่ละท้องถิน่
2. ตวั ชวี้ ดั ชว่ งชน้ั
อธิบายการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของ
ท้องถนิ่ ท้งั ในประเทศและโลก (ส 5.2 ม. 4–6/4)
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายการนาทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมาใชป้ ระโยชนใ์ นการดาเนินชวี ิตได้ (K)
2. บอกความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมได้ (A)
3. นาความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์
วัฒนธรรมไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ (K, P)
4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นยิ ม (A)
1. ทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ซักถามความรูเ้ รื่อง การใช้ ประเมินพฤตกิ รรมในการ ประเมินพฤตกิ รรมในการ
ประโยชนจ์ ากทรัพยากร
ธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมในการ ทางานเปน็ รายบคุ คลในด้านความ ทางานเป็นรายบุคคลและเปน็ กล่มุ
สร้างสรรค์วัฒนธรรม
3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรมเปน็ มวี ินัย ความใฝเ่ รียนรู้ ฯลฯ ในด้านการสื่อสาร การคดิ การ
รายบคุ คลหรอื เป็นกลุม่
แกป้ ัญหา ฯลฯ
5. สาระการเรยี นรู้
การใช้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ มในการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรม
1. อทิ ธพิ ลต่อการตง้ั ถ่ินฐานและท่อี ยูอ่ าศยั
168
2. อทิ ธพิ ลตอ่ การดาเนนิ ชีวิตและการประกอบอาชพี
6. แนวทางบรู ณาการ
ภาษาไทย ฟงั พดู อ่าน และเขียนเกี่ยวกับการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากร
ธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมในการสรา้ งสรรค์วัฒนธรรม
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ศึกษาความร้เู ก่ยี วกับการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดลอ้ มในการสร้างสรรค์วฒั นธรรมจากแหลง่ เรยี นรู้
ตา่ ง ๆ เชน่ หอ้ งสมุด อินเทอรเ์ น็ต
7. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ข้นั ที่ 1 นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. จัดกจิ กรรมการเรยี นรหู้ ้องเรยี นออนไลน์ผ่าน แอพพลเิ คชนั Line meeting
ครแู จง้ ตัวชีว้ ัดช่วงชน้ั และจุดประสงค์การเรยี นรใู้ หน้ กั เรยี นทราบ
2. ครูให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี นผ่านโปรแกรม Quizizz
3. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับอาหารไทย 4 ภาค โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของวัตถุดิบ
ทใ่ี ช้ในการประกอบอาหารในแตล่ ะภาค จากนน้ั ให้ครูโยงเร่ืองเข้าสู่บทเรยี น
ขั้นที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู้
4. ครูให้นักเรียนศึกษาความรู้เก่ียวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในการสร้างสรรค์วฒั นธรรมจากแหล่งเรยี นรู้ตา่ ง ๆ เชน่ ห้องสมดุ อนิ เทอร์เนต็
5. ครูอธิบายประเด็นหัวข้อเร่ือง การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม แล้วถามนักเรียนว่า เราจะนาทรัพยากร ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมาใช้
ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมได้อย่างไร โดยให้ครูแสดงป้ายคาถามข้ึนหน้าจอผ่านโปรแกรม Line
Meeting
6. ครูให้นักเรียนเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ เช่น นามาใช้ในการสร้างที่อยู่อาศัย นามาใช้
ในการประกอบอาชพี โดยให้ครบู นั ทึกประเด็นต่าง ๆ ท่ีนักเรยี นเสนอความคิดเหน็ เอาไว้
7. ครูสรุปความคดิ เห็นทเ่ี สนอร่วมกนั แล้วนามาเปน็ หวั ข้อการอภปิ รายและยกตัวอย่างเพ่ือสนับสนุน
ความคดิ ในประเดน็ ตา่ ง ๆ
8. ครใู หน้ กั เรียนสรปุ การอภปิ ราย แลว้ ให้เรียบเรยี งขอ้ มลู บนั ทกึ ลงในแบบบนั ทึกความร้สู ง่ ครู
ขน้ั ที่ 3 ฝึกฝนผ้เู รยี น
9. ครูให้นักเรียนทากิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ในการสร้างสรรคว์ ัฒนธรรม จากนน้ั ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั เฉลยกิจกรรม
ข้ันท่ี 4 นาไปใช้
10. ครูให้นักเรียนบอกแนวทางในการนาความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอ้ มในการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรมไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวัน
169
ขน้ั ท่ี 5 สรปุ
11. ครูและนกั เรยี นร่วมกันสรปุ ความรเู้ กยี่ วกับการใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ในการสรา้ งสรรค์วฒั นธรรม โดยใหน้ กั เรยี นบนั ทึกเป็นแผนทคี่ วามคดิ
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
ครู ใ ห้ นั ก เรี ย น ค้ น คว้ าข้ อ มู ล เก่ี ย ว กั บ การ ใ ช้ ป ร ะโ ย ช น์ จ าก ทรั พ ย าก ร ธ ร ร ม ชาติ แ ล ะ ส่ิง แ ว ด ล้ อ ม
ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมของประเทศทน่ี กั เรียนสนใจ 1 ประเทศ สรปุ ข้อมูลแล้วนาเสนอ
9. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น ผา่ นโปรแกรม Quizizz
2. แบบบันทกึ ความรู้
3. ส่ือการเรียนรู้ ภมู ศิ าสตร์
4. หนังสอื เรียน รายวชิ าพ้ืนฐาน ภมู ิศาสตร์ ม. 4–6 บรษิ ัท สานกั พมิ พว์ ัฒนาพานชิ จากัด
170
แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 การใชท้ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเพอ่ื การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื
คาช้ีแจง เลือกคาตอบท่ถี กู ต้องท่สี ดุ เพียงคาตอบเดยี ว
1. โอเอซสิ พบไดบ้ รเิ วณเขตภมู อิ ากาศแบบใด
ก อบอุน่ ข ร้อนช้นื ค แหง้ แล้ง ง หนาวเย็น
2. ดนิ เหนยี วไมเ่ หมาะสาหรบั การสร้างบา้ นเรอื นในประเทศอะไร
ก ซเี รยี ข ไนจเี รยี ค เอธิโอเปยี ง อนิ โดนเี ซยี
3. ประชากรในเขตภมู อิ ากาศแบบใดนยิ มสร้าง บา้ นชนั้ เดยี วแตม่ ใี ตถ้ นุ สงู
ก อบอุ่น ข ร้อนชน้ื ค แหง้ แล้ง ง หนาวเยน็
4. ขอ้ ใดไมใ่ ชเ่ หตผุ ลที่สรา้ งบา้ นดว้ ยหินในเขตภมู อิ ากาศแหง้ แลง้
ก เป็นวัสดทุ ่มี ใี นทอ้ งถน่ิ ข มีความคงทนมากกวา่ ดินเหนียว
ค มีความคงทนตอ่ สภาพภูมิอากาศ ง เปน็ วัสดอุ ยา่ งเดียวที่นามาใช้ได้
5. ชนเผา่ เบดอู นิ มลี กั ษณะการเลย้ี งสตั วป์ ระเภทใด
ก การเลยี้ งสัตวต์ ามบา้ น ข การทาปศุสตั วเ์ พ่อื การคา้
ค การเล้ียงสัตวใ์ นเขตทุ่งหญา้ ธรรมชาติ ง การเลีย้ งสตั ว์ในเขตเพาะปลูกแบบผสม
6. แรช่ นดิ ใดทม่ี นษุ ยน์ ามาใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ
ก ดบี กุ ข เหลก็ ค ถ่านหนิ ง ทองแดง
7. ไขป่ ลาคาเวยี รเ์ ป็นผลผลติ ทไ่ี ดจ้ ากปลาชนดิ ใด
ก ปลาทูน่า ข ปลาซาร์ดีน ค ปลาแซลมอน ง ปลาสเตอร์เจียน
8. ลกั ษณะทางกายภาพในขอ้ ใดทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การกาหนดรปู แบบการเพาะปลกู ของ ประชากรในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ
ก ภมู อิ ากาศ ข ลกั ษณะภมู ิประเทศ
ค ทรพั ยากรธรรมชาติ ง ถูกทุกขอ้
9. ทรพั ยากรธรรมชาติทม่ี อี ยใู่ นทอ้ งถนิ่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ ของมนษุ ยใ์ นดา้ นใด
ก ที่อยู่อาศยั ข อาหารการกนิ
ค การประกอบอาชพี ง ถกู ทุกขอ้
10. แผนปฏบิ ตั กิ าร 21 คอื อะไร
ก แผนปฏิบตั กิ ารเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ ข แผนปฏิบัตกิ ารเพือ่ การพัฒนาแบบย่ังยืน
ค แผนปฏบิ ัติการเพอื่ อนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ง แผนปฏิบตั ิการเพื่อป้องกันการทาลายสิง่ แวดล้อม
11. แนวคดิ ในการใชท้ รพั ยากรเพอื่ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื เปน็ ผลมาจากสาเหตใุ ด
ก ปญั หาภาวะโลกรอ้ น
ข ปริมาณทรพั ยากรธรรมชาติลดลง
ค คณุ ภาพในการดาเนินชวี ิตของมนุษย์ลดลง
ง ความเสือ่ มโทรมของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
171
12. ขอ้ ใดเป็นการใช้ทรพั ยากรธรรมชาตใิ หเ้ หมาะสมกบั การใชง้ าน
ก ผลิตไฟฟา้ จากพลงั งานน้า ข ถางพ้นื ปา่ เพื่อทาไรเ่ ลื่อนลอย
ค ขดุ ดินรว่ นไปสร้างภเู ขาจาลอง ง นาเขาสตั ว์มาประดบั ตกแตง่ บ้าน
13. การกระทาของใครเปน็ การใชท้ รพั ยากรท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง
ก จอ้ ยจบั ปลาในฤดวู างไข่ ข อ้อปลูกหญ้าแฝกบริเวณคันดิน
ค ขวัญและชาวบ้านชว่ ยกันทาฝายชะลอน้า ง วนิ เตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอกกอ่ นทาการเพาะปลกู
14. ขอ้ ใดตอ่ ไปนที้ ี่แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 8–10 นามาใชเ้ ป็นแนวทางเหมอื นกัน
ก เน้นการแก้ปัญหาภาวะมลพิษท่ีเกดิ ข้นึ ภายในประเทศ
ข อนรุ กั ษ์ปา่ ไวใ้ หไ้ ดม้ ากกว่ารอ้ ยละ 25 ของพ้ืนท่ปี ระเทศ
ค เนน้ การพฒั นาประเทศควบคกู่ บั การแกไ้ ขปัญหาเศรษฐกจิ
ง เนน้ การพฒั นาคนโดยถอื ว่าคนเป็นศนู ย์กลางในการพัฒนา
15. การอนรุ กั ษป์ ่าจะชว่ ยอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรอะไรไดพ้ รอ้ มกนั
ก นา้ ข ดนิ ค อากาศ ง ถูกทกุ ขอ้
172
แบบบนั ทกึ ความรู้
เรอื่ ง _________________________________________
สรปุ ความรทู้ ไี่ ดร้ บั
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
_________________________________________________________________________
ชอ่ื –นามสกุล ________________________________________ เลขที่ _________ ชน้ั __________
173
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ รายบคุ คล
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี
ชน้ั วนั เดือน พ.ศ.
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ที่ ช่ือ–สกลุ ความถูก ้ตองการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 4321
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดสร้างสรรค์ (4 คะแนน)
รูปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยชน์ (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรุปผลการประเมนิ ใหเ้ ป็นระดับคุณภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความเหมาะสม หรอื
อาจใช้เกณฑด์ งั น้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรงุ )
174
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอื่ ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่
ชนั้ วนั เดือน พ.ศ.
กลมุ่ ที่
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอื่ –สกลุ ความ ูถกต้องการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 432 1
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดส ้รางสรรค์ (4 คะแนน)
ูรปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยช ์น (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรุปผลการประเมนิ ให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑ์ไดต้ ามความเหมาะสม หรืออาจใช้
เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดีมาก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรับปรุง)
175
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ รายบคุ คล
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอื่ ง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี
ชน้ั วนั เดอื น พ.ศ.
คาชแี้ จง สงั เกตพฤติกรรมในการทางานของนักเรียน โดยเขยี นเครอ่ื งหมาย ลงในช่องรายการ
พฤตกิ รรมทนี่ ักเรียนปฏบิ ัติ
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอื่ –สกลุ สนใจในการทางาน
ไม่เอาเปรียบเพ่ือนในการทางาน
เสนอความคิดเห็น 432 1
ัรบฟังความคิดเห็นของผู้ ่ือน
ให้ความ ่ชวยเห ืลอ ู้ผ ือ่น
มุ่งม่ันทางานให้สาเ ็รจ
ประเ ิมนและปรับปรุงงาน ้ดวยความเต็มใจ
เคารพ ้ขอตกลงของก ุล่ม
ทาตามห ้นา ่ีท ี่ทไ ้ด ัรบมอบหมาย
พอใจ ักบความสาเ ็รจของงาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรุปผลการประเมนิ ให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 ใช้เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดีมาก)
7–8 คะแนน = 3 (ด)ี
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรับปรุง)
176
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่
ชน้ั วนั เดือน พ.ศ.
คาชแี้ จง สงั เกตพฤติกรรมในการทางานของนักเรียน โดยเขียนเคร่อื งหมาย ลงในชอ่ งรายการ
พฤติกรรมทีน่ กั เรยี นปฏบิ ัติ
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ที่ ชอื่ –สกลุ แ ่บงงานกันรับผิดชอบ 432 1
ีมกระบวนการทางานเป็นข้ันตอน
ทาตามหน้าที่ที่ไ ้ด ัรบมอบหมาย
ร่วมกันแสดงความ ิคดเห็น
รับ ัฟงความ ิคดเห็นของสมา ิชกกลุ่ม
นามติ/ข้อตกลงของกลุ่มไปปฏิบัติ
ร่วม ักนปรับปรุงผลงาน ้ดวยความเต็มใจ
่มุงมั่นทางานใ ้หสาเร็จ
พอใจกับความสาเร็จของงาน
บรรยากาศในการทางาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรปุ ผลการประเมนิ ให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 ใช้เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรุง)
177
มติ คิ ณุ ภาพของการบนั ทกึ ผลงาน ระดบั คณุ ภาพ
กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลการบันทกึ ผลงานโดยใช้มาตราสว่ นประเมนิ ค่า 4 ระดับ ดังนี้ 4
รายการประเมนิ 3
– บันทกึ ผลงานไดถ้ กู ต้องตามจดุ ประสงค์ เขยี นบนั ทกึ ไดช้ ัดเจน แนวคดิ หลกั ถูกตอ้ ง 2
มปี ระเดน็ สาคัญครบถ้วน
1
– ใชภ้ าษาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม คาศัพท์ถกู ต้อง
– บันทึกผลงานไดถ้ ูกตอ้ งตามจดุ ประสงค์ เขยี นบันทกึ ทมี่ บี างส่วนยงั ไม่ชัดเจน
แนวคิดหลักถกู ตอ้ ง ส่วนท่ีเปน็ ประเดน็ สาคัญมไี มค่ รบถ้วน
– ใช้ภาษา คาศัพทไ์ มถ่ กู ตอ้ งในบางส่วน
– บนั ทึกผลงานยดึ ตามจดุ ประสงค์ เขียนบนั ทกึ ไม่ชดั เจน แนวคดิ หลักบางสว่ นไม่
ถูกต้อง สว่ นที่เป็นประเด็นสาคัญมีไม่ครบถว้ น
– ใชภ้ าษา คาศัพทไ์ มถ่ กู ตอ้ งในบางส่วน
– บันทึกผลงานไมส่ อดคล้องกับจดุ ประสงค์ เขียนบนั ทึกไม่ชดั เจน และแนวคิดหลกั
สว่ นใหญ่ไมถ่ กู ต้อง
– ใชภ้ าษา คาศัพทไ์ ม่ถูกต้อง
178
บันทกึ หลงั การจดั การเรยี นรู้
หวั ขอ้ การประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้
1. ด้านความรู้
(K) ………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
2. ด้านทกั ษะ/กระบวนการ ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
(P)
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
3. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(A) ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
ลงชอื่ (ครูผู้สอน)
(นายรชตะ ขาวดี)
//
179
ขอ้ เสนอแนะความคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ลงชอื่ หวั หน้ากลมุ่ สาระสังคมศึกษาฯ
(นางปนิ่ แก้ว แก้วเปน็ บญุ )
วนั ที่ / /
รองผอู้ านวยการกลมุ่ บรหิ ารงานวชิ าการ
ลงชือ่ รองผ้อู านวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ
(นางยคุ ลทร โพธิ์ศรี)
วันท่ี / /
ผอู้ านวยการโรงเรยี น
ลงชอื่ ผอู้ านวยการโรงเรียน
(นายเอกชยั คะษาวงค์)
วันที่ / /
180
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 15
การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื
สาระท่ี 5 ภมู ศิ าสตร์ เวลา 1 ชว่ั โมง
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 การใช้ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเพื่อการพฒั นาทย่ี งั่ ยนื ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
1. สาระสาคญั
การใช้ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ย่ังยืนเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อมไปพร้อมกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม โดยคานึงถึงผลกระทบท่ีจะเกิดขึ้นกับ
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
2. ตวั ชวี้ ดั ชว่ งชน้ั
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและการดาเนินชีวิตตามแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการ
พฒั นาทีย่ งั่ ยืน (ส 5.2 ม. 4–6/5)
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายความหมายของการพัฒนาท่ยี ั่งยืนได้ (K)
2. อธบิ ายหลกั การและแนวทางปฏิบตั ิเพอื่ นาไปสูก่ ารพัฒนาที่ย่ังยนื ได้ (K)
3. เห็นความสาคัญและมสี ว่ นรว่ มในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาท่ี
ย่ังยนื (K, A, P)
4. อธิบายแนวทางในการใชท้ รพั ยากรเพื่อการพัฒนาทีย่ ั่งยนื ของประเทศไทยได้ (K, P)
4. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ด้านความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
และคา่ นยิ ม (A)
1. ทดสอบหลังเรียน ประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางาน
2. ซักถามความร้เู ร่ือง การพฒั นา ประเมินพฤตกิ รรมในการทางาน เป็นรายบคุ คลและเป็นกลุ่มในด้าน
ทีย่ ง่ั ยืน เปน็ รายบุคคลในด้านความมวี ินัย การส่อื สาร การคดิ การแก้ปัญหา
3. ตรวจผลงาน/กจิ กรรมเป็น ความใฝเ่ รียนรู้ ฯลฯ ฯลฯ
รายบุคคลหรือเป็นกลมุ่
5. สาระการเรียนรู้
การพัฒนาที่ย่งั ยนื
1. ความหมายของการพัฒนาที่ย่ังยืน
2. ความหมายของการใช้ทรพั ยากรเพ่ือการพัฒนาทย่ี งั่ ยืน
3. หลักการและแนวทางปฏบิ ตั เิ พ่ือนาไปสู่การพฒั นาที่ยงั่ ยนื
181
4. รปู แบบและแนวทางการใชท้ รัพยากรเพื่อการพัฒนาทีย่ งั่ ยืนของประเทศไทย
6. แนวทางบรู ณาการ
ภาษาไทย ฟัง พดู อ่าน และเขยี นเกีย่ วกับการพัฒนาท่ีย่งั ยนื
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศกึ ษาความร้เู รือ่ ง ปลูกป่า 3 อยา่ ง เพือ่ ประโยชน์ 4 อย่างจาก
แหลง่ เรยี นรูต้ า่ ง ๆ เช่น ห้องสมดุ อนิ เทอร์เนต็
7. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั ท่ี 1 นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ห้องเรียนออนไลน์ผ่าน แอพพลิเคชัน Line meeting ครูแจ้งตัวช้ีวัดช่วงช้ันและ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ให้นักเรยี นทราบ
2. ครูสนทนากับนักเรียนทบทวนความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
ในการสร้างสรรค์วฒั นธรรม จากนั้นครโู ยงความร้เู ขา้ สู่บทเรยี น
ขั้นท่ี 2 กิจกรรมการเรียนรู้
3. ครูอธบิ ายให้นักเรยี นฟังเกย่ี วกับประเดน็ ในการศึกษาเร่ืองการพัฒนาท่ยี ัง่ ยืน ดังนี้
1) ความหมายของการพัฒนาท่ียัง่ ยนื
2) ความหมายของการใชท้ รัพยากรเพ่อื การพัฒนาที่ย่ังยืน
3) หลกั การและแนวทางปฏิบตั ิเพือ่ นาไปสู่การพัฒนาทย่ี ั่งยนื
4. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5–6 คน ศึกษากรณีตัวอย่างจากใบความรู้เร่ือง ปลูกป่า 3 อย่าง
เพ่อื ประโยชน์ 4 อยา่ ง
5. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาความรู้เพ่ิมเติมเรื่อง ปลูกป่า 3 อย่าง เพ่ือประโยชน์ 4 อย่างจากแหล่ง
เรียนรู้ต่าง ๆ แล้วร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับประเด็นต่อไปน้ี แล้วสรุปความรู้ลงในแบบบันทึกการอภิปราย
เร่อื ง การพัฒนาทย่ี ่งั ยนื
1) การปลูกป่า 3 อยา่ ง เพ่อื ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการพฒั นาทย่ี ั่งยนื หรอื ไม่ อย่างไร
2) นกั เรียนจะมสี ว่ นร่วมในการปฏบิ ัติตนตามแนวทางการพฒั นาท่ยี ่ังยนื ไดอ้ ยา่ งไร
6. ครูสมุ่ เลือกผ้เู รยี นแตล่ ะกลมุ่ สรปุ ความคดิ เห็นของกลมุ่
7. ครูอธิบายรูปแบบและแนวทางการใช้ทรัพยากรเพ่ือการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย แล้วสุ่มเลือก
นกั เรยี นยกตวั อย่างรูปแบบกจิ กรรมหรือแนวทางในการใช้ทรพั ยากรเพื่อการพฒั นาที่ยง่ั ยืน
8. ขณะที่นักเรียนปฏิบัติกิจกรรม ครูสังเกตพฤติกรรมในการทางานและการนาเสนอผลงานของนักเรียน
ตามแบบประเมนิ พฤติกรรมในการทางานเปน็ รายบคุ คลหรอื เปน็ กลุม่
ขั้นท่ี 3 ฝกึ ฝนผูเ้ รยี น
9. ครูให้นักเรียนทากิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เร่ืองการพัฒนาที่ย่ังยืนภายในโรงเรียนในรูปแบบ ต่าง ๆ
ตามความสนใจของนกั เรียน โดยครูทาหน้าท่ีเป็นทปี่ รึกษา
ขั้นที่ 4 นาไปใช้
10. ครูให้นักเรยี นนาความรเู้ รอ่ื ง การพัฒนาที่ยัง่ ยนื ไปเผยแพร่ผ่านทาง Social Media
182
ข้ันที่ 5 สรุป
11. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปความรูเ้ ก่ียวกบั การพฒั นาที่ย่ังยืน แล้วใหน้ กั เรียนบันทกึ ข้อมลู ลงสมดุ
12. ครูใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี นผา่ นโปรแกรม Quizizz
8. กิจกรรมเสนอแนะ
ครูให้นักเรียนค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาท่ียั่งยืนภายในประเทศ 1 กิจกรรม
แลว้ นาขอ้ มูลมาบอกเล่าให้เพ่อื นฟงั
9. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นผ่านโปรแกรม Quizizz
2. ใบความรเู้ ร่ือง ปลกู ป่า 3 อยา่ ง เพ่ือประโยชน์ 4 อย่าง
3. แบบบนั ทึกการอภิปราย เร่ือง การพฒั นาท่ีย่ังยืน
4. ส่ือการเรียนรู้ ภูมศิ าสตร์
5. หนังสือเรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน ภมู ศิ าสตร์ ม. 4–6 บรษิ ทั สานกั พิมพ์วัฒนาพานิช จากดั
183
แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 การใชท้ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ มเพอ่ื การพฒั นาทย่ี งั่ ยนื
คาช้ีแจง เลือกคาตอบท่ถี กู ต้องท่สี ดุ เพียงคาตอบเดยี ว
1. โอเอซสิ พบไดบ้ รเิ วณเขตภมู อิ ากาศแบบใด
ก อบอุน่ ข ร้อนช้นื ค แหง้ แล้ง ง หนาวเย็น
2. ดนิ เหนยี วไมเ่ หมาะสาหรบั การสร้างบา้ นเรอื นในประเทศอะไร
ก ซเี รยี ข ไนจเี รยี ค เอธิโอเปยี ง อนิ โดนเี ซยี
3. ประชากรในเขตภมู อิ ากาศแบบใดนยิ มสร้าง บา้ นชนั้ เดยี วแตม่ ใี ตถ้ นุ สงู
ก อบอุ่น ข ร้อนชน้ื ค แหง้ แล้ง ง หนาวเยน็
4. ขอ้ ใดไมใ่ ชเ่ หตผุ ลที่สรา้ งบา้ นดว้ ยหินในเขตภมู อิ ากาศแหง้ แลง้
ก เป็นวัสดทุ ่มี ใี นทอ้ งถน่ิ ข มีความคงทนมากกวา่ ดินเหนียว
ค มีความคงทนตอ่ สภาพภูมิอากาศ ง เปน็ วัสดอุ ยา่ งเดียวที่นามาใช้ได้
5. ชนเผา่ เบดอู นิ มลี กั ษณะการเลย้ี งสตั วป์ ระเภทใด
ก การเลยี้ งสัตว์ตามบา้ น ข การทาปศุสตั วเ์ พ่อื การคา้
ค การเลีย้ งสัตวใ์ นเขตทุ่งหญา้ ธรรมชาติ ง การเลีย้ งสตั ว์ในเขตเพาะปลูกแบบผสม
6. แรช่ นดิ ใดทม่ี นษุ ยน์ ามาใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ
ก ดบี ุก ข เหลก็ ค ถ่านหนิ ง ทองแดง
7. ไขป่ ลาคาเวยี รเ์ ป็นผลผลติ ทไ่ี ดจ้ ากปลาชนดิ ใด
ก ปลาทูน่า ข ปลาซาร์ดีน ค ปลาแซลมอน ง ปลาสเตอร์เจียน
8. ลกั ษณะทางกายภาพในขอ้ ใดทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ การกาหนดรปู แบบการเพาะปลกู ของ ประชากรในแตล่ ะทอ้ งถน่ิ
ก ภมู อิ ากาศ ข ลกั ษณะภมู ิประเทศ
ค ทรพั ยากรธรรมชาติ ง ถูกทุกขอ้
9. ทรพั ยากรธรรมชาติทมี่ อี ยใู่ นทอ้ งถนิ่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ ของมนษุ ยใ์ นดา้ นใด
ก ที่อยู่อาศยั ข อาหารการกนิ
ค การประกอบอาชพี ง ถกู ทุกขอ้
10. แผนปฏบิ ตั กิ าร 21 คอื อะไร
ก แผนปฏิบตั กิ ารเพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ ข แผนปฏิบัตกิ ารเพือ่ การพัฒนาแบบย่ังยืน
ค แผนปฏบิ ัติการเพอื่ อนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ง แผนปฏิบตั ิการเพื่อป้องกันการทาลายสิง่ แวดล้อม
11. แนวคดิ ในการใชท้ รพั ยากรเพอื่ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื เปน็ ผลมาจากสาเหตใุ ด
ก ปญั หาภาวะโลกรอ้ น
ข ปริมาณทรพั ยากรธรรมชาติลดลง
ค คณุ ภาพในการดาเนินชวี ิตของมนุษย์ลดลง
ง ความเสือ่ มโทรมของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
184
12. ขอ้ ใดเป็นการใช้ทรพั ยากรธรรมชาตใิ หเ้ หมาะสมกบั การใชง้ าน
ก ผลิตไฟฟา้ จากพลงั งานน้า ข ถางพ้นื ปา่ เพื่อทาไรเ่ ลื่อนลอย
ค ขดุ ดินรว่ นไปสร้างภเู ขาจาลอง ง นาเขาสตั ว์มาประดบั ตกแตง่ บ้าน
13. การกระทาของใครเปน็ การใชท้ รพั ยากรท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง
ก จอ้ ยจบั ปลาในฤดวู างไข่ ข อ้อปลูกหญ้าแฝกบริเวณคันดิน
ค ขวัญและชาวบ้านชว่ ยกันทาฝายชะลอน้า ง วนิ เตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอกกอ่ นทาการเพาะปลกู
14. ขอ้ ใดตอ่ ไปนที้ ี่แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 8–10 นามาใชเ้ ป็นแนวทางเหมอื นกัน
ก เน้นการแก้ปัญหาภาวะมลพิษท่ีเกดิ ข้นึ ภายในประเทศ
ข อนรุ กั ษ์ปา่ ไวใ้ หไ้ ดม้ ากกว่ารอ้ ยละ 25 ของพ้ืนท่ปี ระเทศ
ค เนน้ การพฒั นาประเทศควบคกู่ บั การแกไ้ ขปัญหาเศรษฐกจิ
ง เนน้ การพฒั นาคนโดยถอื ว่าคนเป็นศนู ย์กลางในการพัฒนา
15. การอนรุ กั ษป์ ่าจะชว่ ยอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรอะไรไดพ้ รอ้ มกนั
ก นา้ ข ดนิ ค อากาศ ง ถูกทกุ ขอ้
185
ใบความรู้
เรอ่ื ง ปลกู ปา่ 3 อยา่ ง เพอื่ ประโยชน์ 4 อยา่ ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนกั ถงึ การใชท้ รพั ยากรป่าไม้ ตลอดจนการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากร
ป่าไม้ จึงพระราชทานแนวทางในการปลูกป่า 3 อย่าง เพ่ือประโยชน์ 4 อย่าง ซ่ึงเป็นลักษณะการปลูกป่าแบบ
ผสมผสาน เป็นการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรป่าไม้ไปพร้อม ๆ กับคานึงถึงความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยการปลกู พนั ธไุ์ ม้ตามประโยชนท์ ี่นาไปใช้ 3 ลักษณะ ไดแ้ ก่
1. ป่าสาหรับนาไปเป็นเชื้อเพลงิ เชน่ กระถนิ ยกั ษ์
กระถินเทพา
2. ปา่ สาหรบั เปน็ ไม้ผล เป็นไมท้ ี่นามาใช้เป็นอาหารได้
เชน่ แค สะเดา มะม่วงปา่
3. ป่าสาหรบั เปน็ ไมเ้ ศรษฐกจิ หรือไม้ใช้สอย เช่น สัก
มะคา่ ยางนา
ป่าไม้ท่ีปลูกนอกจากจะได้ประโยชน์ตามลักษณะประโยชน์ของพันธ์ุไม้แล้ว ยังได้ประโยชน์อีกหน่ึงอย่างคือ
การอนุรกั ษ์ดินและน้า และช่วยให้ความช่มุ ชน้ื แกป่ า่ อกี ด้วย
186
แบบบนั ทกึ ผลการอภปิ ราย
ตวั ชว้ี ดั ชว่ งชนั้
มีสว่ นรว่ มในการแกป้ ัญหาและการดาเนินชีวติ ตามแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมเพื่อการพัฒนา
ทยี่ ่งั ยนื (ส 5.2 ม. 4–6/5)
คาช้แี จง แบง่ กล่มุ ออกเปน็ 2 กลมุ่ ศึกษาคน้ คว้าเก่ยี วกับการพัฒนาทย่ี ่ังยนื ในประเดน็ ทกี่ าหนดใหน้ าผล ที่
ไดม้ าอภปิ ราย และสรุปข้อมลู ลงในแบบบันทกึ
ประเดน็ การอภปิ ราย สรุปขอ้ มลู
1. การปลูกป่า 3 อย่าง เพ่ือประโยชน์ _____________________________________________
4 อย่าง เป็นการพัฒนาที่ย่ังยืนหรือไม่ _____________________________________________
อยา่ งไร _____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
2. นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตน _____________________________________________
ตามแนวทางการพัฒนาที่ยงั่ ยนื ได้อย่างไร _____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
_____________________________________________
กลมุ่ ที่ _______________
สมาชกิ 1. ______________________________5. ________________________________
2. _____________________________ 6. ________________________________
3. _____________________________ 7. ________________________________
4.______________________________ 8. ________________________________
187
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ รายบคุ คล
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี
ชน้ั วนั เดือน พ.ศ.
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ที่ ช่ือ–สกลุ ความถูก ้ตองการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 4321
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดสร้างสรรค์ (4 คะแนน)
รูปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยชน์ (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรุปผลการประเมนิ ใหเ้ ป็นระดับคุณภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความเหมาะสม หรอื
อาจใช้เกณฑด์ งั น้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรงุ )
188
แบบประเมนิ ผลงาน/กจิ กรรมเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอื่ ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่
ชนั้ วนั เดือน พ.ศ.
กลมุ่ ที่
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ท่ี ชอื่ –สกลุ ความ ูถกต้องการของผลงาน/กิจกรรม (6 คะแนน) 432 1
จุดเด่นของผลงาน/ ิกจกรรม (4 คะแนน)
ความคิดส ้รางสรรค์ (4 คะแนน)
ูรปแบบการนาเสนอผลงาน (3 คะแนน)
การนาไปใช้ประโยช ์น (3 คะแนน)
รวมคะแนน (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
การสรุปผลการประเมนิ ให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 กาหนดเกณฑ์ไดต้ ามความเหมาะสม หรืออาจใช้
เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดีมาก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรับปรุง)
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ รายบคุ คล 189
ผลงาน/กจิ กรรมท่ี เรอื่ ง ระดบั คณุ ภาพ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี
ชนั้ วนั เดือน พ.ศ.
คาชแี้ จง สงั เกตพฤติกรรมในการทางานของนกั เรยี น โดยเขยี นเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งรายการ
พฤตกิ รรมทีน่ ักเรยี นปฏิบัติ
รายการประเมนิ
ท่ี ชอ่ื –สกลุ สนใจในการทางาน
ไม่เอาเปรียบเพ่ือนในการทางาน
เสนอความคิดเห็น 432 1
ัรบฟังความคิดเห็นของผู้ ่ือน
ให้ความ ่ชวยเห ืลอ ู้ผ ือ่น
มุ่งม่ันทางานให้สาเ ็รจ
ประเ ิมนและปรับปรุงงาน ้ดวยความเต็มใจ
เคารพ ้ขอตกลงของก ุล่ม
ทาตามห ้นา ่ีท ี่ทไ ้ด ัรบมอบหมาย
พอใจ ักบความสาเ ็รจของงาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การให้คะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรปุ ผลการประเมนิ ให้เป็นระดบั คุณภาพ 4, 3, 2, 1 ใชเ้ กณฑ์ดังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ด)ี
5–6 คะแนน = 2 (พอใช้)
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรงุ )
190
แบบประเมนิ พฤตกิ รรมในการทางานเปน็ กลมุ่
ผลงาน/กจิ กรรมที่ เรอ่ื ง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่
ชน้ั วนั เดือน พ.ศ.
คาชแี้ จง สงั เกตพฤติกรรมในการทางานของนักเรียน โดยเขียนเคร่อื งหมาย ลงในชอ่ งรายการ
พฤติกรรมทีน่ กั เรยี นปฏบิ ัติ
รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
ที่ ชอื่ –สกลุ แ ่บงงานกันรับผิดชอบ 432 1
ีมกระบวนการทางานเป็นข้ันตอน
ทาตามหน้าที่ที่ไ ้ด ัรบมอบหมาย
ร่วมกันแสดงความ ิคดเห็น
รับ ัฟงความ ิคดเห็นของสมา ิชกกลุ่ม
นามติ/ข้อตกลงของกลุ่มไปปฏิบัติ
ร่วม ักนปรับปรุงผลงาน ้ดวยความเต็มใจ
่มุงมั่นทางานใ ้หสาเร็จ
พอใจกับความสาเร็จของงาน
บรรยากาศในการทางาน
รวมคะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารประเมนิ
1. การใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน
2. การสรปุ ผลการประเมนิ ให้เป็นระดับคณุ ภาพ 4, 3, 2, 1 ใช้เกณฑด์ ังน้ี
9–10 คะแนน = 4 (ดมี าก)
7–8 คะแนน = 3 (ดี)
5–6 คะแนน = 2 (พอใช)้
0–4 คะแนน = 1 (ควรปรบั ปรุง)
191
มติ คิ ณุ ภาพของการบนั ทกึ ผลงาน ระดบั คณุ ภาพ
กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลการบันทกึ ผลงานโดยใช้มาตราสว่ นประเมนิ ค่า 4 ระดับ ดังนี้ 4
รายการประเมนิ 3
– บันทกึ ผลงานไดถ้ กู ต้องตามจดุ ประสงค์ เขยี นบนั ทกึ ไดช้ ัดเจน แนวคดิ หลกั ถูกตอ้ ง 2
มปี ระเดน็ สาคัญครบถ้วน
1
– ใชภ้ าษาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม คาศัพท์ถกู ต้อง
– บันทึกผลงานไดถ้ ูกตอ้ งตามจดุ ประสงค์ เขยี นบันทกึ ทมี่ บี างส่วนยงั ไม่ชัดเจน
แนวคิดหลักถกู ตอ้ ง ส่วนท่ีเปน็ ประเดน็ สาคัญมไี มค่ รบถ้วน
– ใช้ภาษา คาศัพทไ์ มถ่ กู ตอ้ งในบางส่วน
– บนั ทึกผลงานยดึ ตามจดุ ประสงค์ เขียนบนั ทกึ ไม่ชดั เจน แนวคดิ หลักบางสว่ นไม่
ถูกต้อง สว่ นที่เป็นประเด็นสาคัญมีไม่ครบถว้ น
– ใชภ้ าษา คาศัพทไ์ มถ่ กู ตอ้ งในบางส่วน
– บันทึกผลงานไมส่ อดคล้องกับจดุ ประสงค์ เขียนบนั ทึกไม่ชดั เจน และแนวคิดหลกั
สว่ นใหญ่ไมถ่ กู ต้อง
– ใชภ้ าษา คาศัพทไ์ ม่ถูกต้อง
192
บันทกึ หลงั การจดั การเรยี นรู้
หวั ขอ้ การประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้
1. ด้านความรู้
(K) ………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
2. ด้านทกั ษะ/กระบวนการ ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
(P)
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
3. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(A) ………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………….
ลงชอื่ (ครูผู้สอน)
(นายรชตะ ขาวดี)
//
193
ขอ้ เสนอแนะความคดิ เหน็ เพมิ่ เตมิ
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ลงชอื่ หวั หน้ากลมุ่ สาระสังคมศึกษาฯ
(นางป่นิ แก้ว แก้วเปน็ บญุ )
วนั ที่ / /
รองผอู้ านวยการกลมุ่ บรหิ ารงานวชิ าการ
ลงชือ่ รองผ้อู านวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ
(นางยคุ ลทร โพธิ์ศรี)
วันท่ี / /
ผอู้ านวยการโรงเรยี น
ลงชอื่ ผอู้ านวยการโรงเรียน
(นายเอกชยั คะษาวงค์)
วันที่ / /