คำอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน
ว 21102 วทิ ยาศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 40 ชัว่ โมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกิต
ศึกษาเกี่ยวกับอุณหภูมิและการวัดผลของความร้อนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของสาร การถ่ายโอนความ ร้อน
การดูดกลืนและการคายความร้อน สมดุลความรอ้ น องค์ประกอบของบรรยากาศ การแบ่งชั้นบรรยากาศ ผลของรังสี
จากดวงอาทิตย์ต่อบรรยากาศ องค์ประกอบของบรรยากาศ ได้แก่ อุณหภูมิอากาศ ความดันอากาศ ความชื้นอากาศ
ลม เมฆ และฝน พายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน มรสุม การพยากรณ์อากาศ และการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของ
โลก การออกแบบอัลกอริทึมที่ใช้แนวคิดเชิงนามธรรมเพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายการ ทำงานที่พบในชีวิตจริง การ
ออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการใชต้ ัวแปร เงื่อนไข วนซ้ำ การออกแบบ อัลกอริทึมเพื่อแกป้ ญั หาทางคณติ ศาสตร์
วิทยาศาสตร์อย่างง่าย การเขียนโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์Scratch, python, java และ c การรวบรวมข้อมูลจาก
แหล่งข้อมูลปฐมภูมิประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล การ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย การ
จัดการอัตลักษณ์การพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา การใช้ สื่อและแหล่งข้อมูลตามข้อกำหนดและข้อตกลงได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
โดยใช้การสบื เสาะหาความรกู้ ารสำรวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการ เรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถ สื่อสารสิ่งที่
เรยี นรู้มคี วามสามารถในการตัดสินใจ การแกป้ ญั หา การนำความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน มจี ิต วิทยาศาสตร์จริยธรรม
คุณธรรม และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม
มาตรฐาน/ตวั ชว้ี ดั ม.1/1
ว 2.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7
ว 2.3 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7
ว 3.2
รวม 15 ตวั ชีว้ ดั
44
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตัวชวี้ ัด/หน่วยการเรยี นรู้
รหัสวชิ า ว21102 ชอ่ื วิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๔๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ลำดับ ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลาเรียน คะแนน
(ช่ัวโมง) (100)
ท่ี เรยี นรู้ และตวั ช้ีวัด
1 พลงั งานความ ว 2.3 อณุ หภมู ิ คือ ระดับความรอ้ นของสาร 18 25
ร้อน ม.1/1, ม.1/2, สามารถวัดไดโ้ ดยใช้อุปกรณ์ท่ีเรียกว่า
ม.1/3, ม.1/4, เทอรม์ อมิเตอร์ เทอรม์ อมิเตอร์มีอยู่
ม.1/5, ม.1/6, หลายแบบ เชน่ เทอรม์ อมเิ ตอรแ์ บบ
ม.1/7 กระเปาะ เทอร์มอมิเตอร์แบบดจิ ทิ ัล
เปน็ ตน้ ขั้นตอนการใช้เทอรม์ อมิเตอร์
แบบ กระเปาะ คือ จุ่มเทอร์มอมเิ ตอร์
ดา้ นท่ีเป็น กระเปาะลงในสารที่
ตอ้ งการวดั โดยให้ เทอร์มอมเิ ตอร์อยู่
ในแนวดงิ่ แล้วอา่ นคา่ อุณหภูมโิ ดยให้
สายตาอย่รู ะดับเดียวกบั ระดับ
ของเหลวในเทอรม์ อมิเตอร์ หนว่ ยวัด
อณุ หภูมมิ ีอย่หู ลายหนว่ ย ซึ่งแตล่ ะ
หนว่ ยจะมีจุดเยอื กแข็งและ จุดเดอื ด
แตกตา่ งกัน การเปรยี บเทียบคา่
อุณหภูมิระหวา่ งหนว่ ยวัดอุณหภูมิ จะ
ได้ สมการ ดงั น้ี C/5= (K-273)/5 =
(F-32)/9=R/4 สารเม่อื ไดร้ ับความ
ร้อนอาจเกดิ การ เปล่ียนแปลงอุณหภมู ิ
สถานะ หรอื รูปรา่ ง ของสาร ความร้อน
ท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลง อุณหภมู ิ
ของสารขน้ึ อยู่กับมวล ความร้อน
จำเพาะ และอุณหภูมทิ ีเ่ ปลยี่ นแปลงไป
โดยสถานะของสารไม่เปลีย่ นแปลง
ความรอ้ นท่ีมีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลง
สถานะของสารขน้ึ อยู่กบั มวลและ
ข้ึนกับ ความร้อนแฝงจำเพาะ โดยท่ี
อณุ หภูมิของ สารไม่เปลี่ยนแปลง
ความร้อนท่ีมีผลตอ่ การเปล่ียนแปลง
รูปรา่ งของสาร เม่อื สารไดร้ บั ความรอ้ น
จะ ทำให้อนภุ าคเคลื่อนทเี่ รว็ ขึน้ ทำให้
เกิดการ ขยายตัว ส่งผลให้ขนาดและ
รูปรา่ งเปลย่ี นแปลงไป
45
ลำดับ ช่อื หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลาเรยี น คะแนน
ที่ เรยี นรู้ และตัวชี้วัด (ชว่ั โมง) (100)
สารท่มี อี ุณหภมู ิแตกตา่ งกัน จะเกิดการ
ถ่ายโอนความร้อนระหวา่ งกัน การถ่าย
โอนความรอ้ นมี3 แบบ คือ การนำ
ความร้อน การพาความรอ้ น และ การ
แผ่รังสีความรอ้ น การนำความรอ้ นเป็น
การถ่ายโอน ความรอ้ นท่อี าศัยตวั กลาง
โดยตวั กลางจะ ไมเ่ คลอ่ื นท่ี การพา
ความร้อนเป็นการถา่ ยโอนความ รอ้ นที่
อาศัยตัวกลาง โดยตัวกลางมีการ
เคลอ่ื นท่ี ส่วนการแผ่รังสีความร้อนเปน็
การถา่ ย โอนความร้อนทไ่ี ม่อาศยั
ตวั กลาง วัตถุเม่ือ รบั ความร้อนจะ
ดูดกลนื พลงั งานความร้อน และแผร่ ังสี
ความรอ้ นออกมา วัตถุแต่ละ ชนดิ จะมี
การดูดกลนื และคายความรอ้ นได้
แตกต่างกัน ซง่ึ ปจั จยั ที่มผี ลตอ่ การ
ดดู กลนื และคายรงั สคี วามร้อน มีดังนี้
1. สี วตั ถทุ ่มี ีสเี ข้มจะดดู กลนื และคาย
ความ ร้อนได้ดีกวา่ วตั ถุท่ีมีสีอ่อน 2.
อุณหภูมิ วัตถุที่มีอุณหภูมแิ ตกต่างกับ
ส่ิงแวดล้อมมากจะดูดกลืนและคาย
ความ ร้อนไดเ้ ร็วกวา่ วัตถทุ มี่ ีอุณหภมู ิ
แตกตา่ งกบั ส่ิงแวดล้อมนอ้ ย 3. ผวิ
ของวตั ถุ วตั ถุท่มี ีผิวหยาบและด้าน จะ
ดูดกลืนและคายความร้อนได้ดกี ว่าวัตถุ
ทีม่ ีผิวเรียบและมนั 4. พื้นท่ผี ิว วตั ถทุ ม่ี ี
พ้ืนทผ่ี วิ มากจะดดู กลืน และคายความ
ร้อนได้ดีกวา่ วัตถทุ ่ีมพี ื้นทีผ่ วิ น้อย สาร
ท่มี อี ุณหภูมแิ ตกตา่ งกันจะเกิด การ
ถ่ายโอนความร้อนระหวา่ งกัน
จนกระท่งั อณุ หภูมิของสารเท่ากนั
เรียกสภาพนี้วา่ สมดุลความร้อน โดย
ความรอ้ นที่เพิ่มข้นึ ของสารหนึง่ จะ
เทา่ กับความร้อนทีล่ ดลง ของอกี สาร
หนง่ึ ซึ่งเปน็ ไปตามกฎการ อนุรักษ์
พลงั งาน การถ่ายโอนความร้อนจนเกดิ
สมดุลความร้อนเป็นไป ตามสมการ Q
สญู เสีย = Qไดร้ ับ
46
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลาเรียน คะแนน
ท่ี เรยี นรู้ และตัวชี้วัด (ช่ัวโมง) (100)
บรรยากาศ คือ ชัน้ แกส๊ ชนดิ ต่าง ๆ
2 บรรยากาศ ว. 2.2 ม.1/1 หรอื อากาศทหี่ ่อหมุ้ ดาวเคราะห์ 10 15
ว. 3.2 ม.1/1, ม. ทั้งหมด ซ่งึ ประกอบไปด้วยอากาศแห้ง
1/2 ได้แก่ แกส๊ ชนิดต่าง ๆ ที่ไมม่ ีน้ำเป็น
องค์ประกอบ ไอนำ้ และอนภุ าคฝ่นุ ต่าง
ๆ ซึ่งองคป์ ระกอบของบรรยากาศ
เหล่านี้มี ความสำคัญต่อส่งิ มีชีวติ
บรรยากาศแบ่งออกเป็น 5 ช้ัน โดย
แบ่ง ตามสภาวะของอณุ หภมู ิ ดังนี้ 1.
ชัน้ โทรโพสเฟียร์ (troposphere) มี
ปรากฏการณ์ทางลมฟา้ อากาศท่ีสำคญั
ตอ่ การดำรงชีวิตของสงิ่ มชี ีวติ อณุ หภูมิ
ลดลง ตามระดบั ความสงู 2. สตราโทส
เฟียร(์ stratosphere) มชี ัน้ โอโซนหนา
และทำหน้าทีช่ ่วยดูดกลืนรังสี
อัลตราไวโอเลตจากดวงอาทติ ย์
อณุ หภมู ิ เพิ่มข้ึนตามระดับความสูง 3.
มโี ซสเฟียร์(mesosphere) ชว่ ยใหเ้ กิด
การเผาไหม้ของวัตถนุ อกโลก อุณหภมู ิ
ลดลงตามระดบั ความสูง 4. เทอรโ์ มส
เฟียร์(thermosphere) ชน้ั นี้ มโี มเลกุล
ที่แตกตัวเปน็ ไอออนชว่ ยสะท้อน
คล่ืนวิทยุ ซง่ึ อุณหภูมเิ พ่ิมข้ึนตามระดบั
ความสูง 5. เอกโซสเฟยี ร(์ exosphere)
ชน้ั น้ีเหมาะ สำหรับการโคจรของ
ดาวเทียมรอบโลก อณุ หภูมิเพิ่มขนึ้ ตาม
ระดบั ความสูง ลมฟ้าอากาศ เป็น
สภาวะของอากาศ ณ พ้นื ท่หี น่ึงในเวลา
หนึ่ง ซึง่ ลมฟา้ อากาศมี การ
เปลยี่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา ข้ึนอยูก่ บั
องคป์ ระกอบของลมฟา้ อากาศ ไดแ้ ก่
อุณหภมู ิอากาศ ความดันอากาศ
ความช้ืน อากาศ ลม เมฆ และฝน
อณุ หภูมิอากาศ หมายถึง ระดับของ
ความร้อนเย็นของอากาศ ปจั จยั ท่ี
สง่ ผลตอ่ อุณหภมู ิอากาศ คือ แสงจาก
ดวงอาทิตย์ ปรมิ าณเมฆ ลกั ษณะ พนื้ ท่ี
47
ลำดบั ชือ่ หน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลาเรยี น คะแนน
ท่ี เรียนรู้ และตัวชี้วัด (ชว่ั โมง) (100)
และความสูงจากระดับน้ำทะเล
3 ลมฟ้าอากาศ ว 3.2 ความช้นื อากาศ คือ ปริมาณไอน้ำที่มี 10 20
ม.1/3, ม.1/4, อย่ใู นอากาศปัจจัยทสี่ ่งผลต่อความชนื้
ม.1/5, ม.1/6, อากาศ คือ ไอน้ำในอากาศและ
ม.1/7 อณุ หภมู ิ อากาศ ความดันอากาศ คือ
แรงที่อากาศ กระทำต่อหนงึ่ หนว่ ยพนื้ ท่ี
ปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อ ความดนั อากาศ คือ
จำนวนโมเลกุลของ อากาศ อุณหภูมิ
อากาศ และความสูงจาก
ระดบั น้ำทะเล ลม คือ การเคล่อื นที่
ของอากาศ ปจั จัย ที่สง่ ผลต่อการเกิด
ลมคือ ความดนั อากาศ หรืออุณหภูมิ
อากาศ เมฆ คอื ละอองน้ำหรือนำ้ แข็ง
ใน อากาศทีร่ วมกันเป็นกลมุ่ ก้อน
ปจั จยั ที่ ส่งผลคือความดนั อากาศและ
ความชนื้ ฝน คือ ละอองน้ำขนาดใหญ่
ทีต่ กลงสู่ พืน้ ดนิ ปัจจยั ทสี่ ง่ ผล คือ
ความดนั อากาศ และความชน้ื อากาศ
องค์ประกอบของลมฟา้ อากาศจะมีการ
เปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้
เกิด ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไดแ้ ก่ มรสุม
พายฟุ ้า คะนอง พายุหมุนเขตร้อน เป็น
ตน้ มรสุม เปน็ การหมุนเวียนของลม
ตาม ฤดูกาล แบ่งออกเป็นมรสมุ ฤดู
ร้อนและ มรสมุ ฤดูหนาว มรสุมฤดรู อ้ น
เกิดจากพ้ืน ทวีปร้อนกว่าพนื้ มหาสมุทร
ลมจงึ พดั เอา ความชืน้ จากมหาสมทุ ร
มาสู่พนื้ ทวีป มรสุม ฤดหู นาวเกิดจาก
พน้ื ทวีปเย็นกว่าพนื้ มหาสมุทร ลมจึง
พดั จากพืน้ ทวปี ไปยังพน้ื มหาสมุทร
พายฟุ า้ คะนอง เกิดขึ้นในวันที่อากาศ
ร้อนจดั ทำใหเ้ กดิ การระเหย ของน้ำ
ปรมิ าณมาก ส่งผลให้เกดิ เป็นเมฆควิ มู
โลนมิ บสั แลว้ เกิดการกล่ันตวั เป็นฝน
เกดิ ลมกรรโชก ฟา้ แลบ ฟา้ ร้อง และ
ฟา้ ผา่ พายุหมุนเขตร้อน เกิดขน้ึ เหนือ
มหาสมทุ ร โดยอากาศบริเวณ ทเ่ี กดิ
48
ลำดบั ช่ือหน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลาเรียน คะแนน
ที่ เรยี นรู้ และตัวชี้วัด (ช่วั โมง) (100)
พายุจะมคี วามดันอากาศตำ่ อากาศ
ลอยตัวสงู ขนึ้ อากาศบริเวณรอบขา้ ง
เขา้ มา แทนทแ่ี ละประกอบกับเกดิ การ
หมุนรอบ ตวั เองของโลก ทำให้เกดิ เป็น
พายุหมุน การพยากรณ์อากาศเปน็
ลักษณะการ คาดหมายสภาวะของลม
ฟ้าอากาศ และ ปรากฏการณ์ท่จี ะ
เกดิ ข้ึนช่วงเวลาขา้ งหน้า มีการตรวจวดั
องคป์ ระกอบของลมฟา้ อากาศ การ
ส่ือสารแลกเปลยี่ นข้อมลู องค์ประกอบ
ของ ลมฟา้ อากาศระหวา่ ง พื้นท่ีการ
วิเคราะห์ข้อมลู และสร้างคำ พยากรณ์
อากาศ เกณฑ์ในการพยากรณ์อากาศ
ของกรม อตุ ุนิยมวิทยา ได้แก่ เกณฑ์
อากาศรอ้ น เกณฑอ์ ากาศเยน็ การ
กระจาย ของฝน เกณฑป์ รมิ าณฝน
ปรมิ าณเมฆในท้องฟา้ เกณฑ์สถานะ
ของทะเล ร่องมรสุม ลมพัด สอบ
บริเวณความกดอากาศสงู บริเวณ
ความกดอากาศต่ำ เป็นตน้ แผนที่
อากาศ เป็นแผนทแ่ี สดงสภาพลม ฟา้
อากาศในช่วงเวลาหน่ึง ข้อมูลในแผนท่ี
อากาศจะนำไปใช้พยากรณ์อากาศการ
เปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศของโลก จะ
ส่งผลกระทบต่อสงิ่ มีชีวิตและ
ส่ิงแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบนั ภูมิอากาศ
ของโลกเกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว เชน่ การ หลอมเหลวของ
นำ้ แขง็ ข้วั โลก การ เปล่ยี นแปลงวฏั
จักรของน้ำ การเกิดโรค อุบตั ิใหมแ่ ละ
การเกิดอบุ ตั ิซำ้ และการเกดิ ภัยพบิ ัติ
ทางธรรมชาติ ทีร่ นุ แรงขน้ึ เป็นผล มา
จากการกระทำของมนุษย์ ซึง่ มสี าเหตุ
มาจากภาวะเรือนกระจกและรูโหว่
โอโซน มนษุ ยจ์ ึงควรเรียนร้แู นว
ทางการปฏิบัตติ น ให้เหมาะสม และ
แนวทางลดกิจกรรมท่ี สง่ ผลต่อการ
เปลีย่ นแปลงภูมิอากาศโลก
49
ลำดับ ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลาเรยี น คะแนน
(ช่ัวโมง) (100)
ที่ เรียนรู้ และตวั ชี้วัด วัดผลกลางภาคเรียน 10
วดั ผลปลายภาคเรียน 1
30
รวม 1
100
40
50
คำอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐาน
รหสั วชิ า ว ๒๑๑๐๓ วิชา วิทยาการคำนวณ ๑ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ภาคเรียนท่ี ๑
ศึกษาแนวคิดเชงิ นามธรรม การคดั เลือกคุณสักษณะท่ีจำป็นต่อการแก้ปัญหา ขั้นตอนการแก้ปัญหาการเขียน
รหัสลำลองและผัง การเขียนออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายท่ีมีการใช้งานตวั แปร เงื่อนใข และการวนช้ำ เพ่ือ
แก้ปญั หาทางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ การรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ การประมวลผลข้อมลู การสร้างทางเลือกและ
ประเมินผลเพื่อตัดสินใจซอฟต์แวร์และบริ การอินเทอร์เน็ตที่ใช้ในการจัดการข้อมูล แนวทางการใช้งานเทคโนโลยี
สารสนเทศให้ปลอดภัย การจัดอัตลักษณ์ การพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาข้อตกลงและข้อกำหนดการใช้ส่ือ
และแหลง่ ข้อมูล
นำแนวคิดเชิงนามธรรมและขั้นตอนการแก้ปัญหา ไปประยุกต์ใช้ในการเขียนโปรแกรม หรือการแก้ปัญหาใน
ชวี ติ จรงิ รวบรวมข้อมูลและสรา้ งทางเลอื กในการตตั สนิ ใจได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ตระหนักถึงการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และไม่สร้างความ
เสียหายใหแ้ ก่ผ้อู น่ื
มาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั
ว.4.2 ม.๑/๑ ,ม.๑/๒ ,ม.๑/๓, ม.๑/๔
รวมท้ังหมด ๔ ตวั ขีว้ ัด
51
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตัวชว้ี ัด/หน่วยการเรียนรู้
รหัสวิชา ว 21103 ชอ่ื วชิ า วิทยาการคำนวณ 1 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
ลำดับ หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา คะแนน
(ช่ัวโมง) (100)
ท่ี เรียนรู้/เร่ือง การเรียนรู้/ตัวช้ีวัด
1 นามธรรมกับการ มฐ.ว 4.2 แนวคดิ เชิงนามธรรม เป็นการประเมิน 5 15
ความสำคัญของรายละเอยี ดของ
แกป้ ญั หา ม.1/1 ปัญหา แยกแยะสว่ นท่เี ปน็ สาระสำคญั
ออกจากส่วนท่ีไมใ่ ชส่ าระสำคัญ
ม.1/2 การออกแบบอัลกอรทิ ีมเพ่ือแก้ปญั หา
ทางคณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์อยา่ ง
งา่ ย อาจใชแ้ นวคิดเชิงนามธรรมใน
การออกแบบเพ่ือให้การเก้ปัญหามี
ประสิทธภิ าพ
2 เขยี นโปรแกรม มฐ.ว4.2 การออกแบบและเขียนโปรแกรมทมี่ ี 4 15
การใช้ตวั แปร เงือ่ นไข วนซำ้
เบื้องต้น ม.1/1 ชอฟตแ์ วรท์ ใ่ี ช้ในการเขยี นโปรแกรม
เชน่ Scratch, python, java, c
ม.1/2
3 จัดการกับขอ้ มูล มฐ.ว4.2 การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งขอ้ มูลปฐม 5 20
ม.1/3 ภมู ิ ประมวลผล สร้างทางเลือก 4 20
ประเมินผล จะทำใหไ้ ด้สารสนเทศเพ่ือใช้
4 ใช้เทคโนโลยี มฐ.ว4.2 ในการแกป้ ัญหาหรือการตัดสนิ ใจไดอ้ ย่าง
สารสนเทศอยา่ ง ม.1/4 มปี ระสทิ ธภิ าพ การใชซ้ อฟต์แวรห์ รอื
ปลอดภัย บริการบนอนิ เทอรเ์ น็ตท่ีหลากหลายใน
การรวบรวมประมวลผล สรา้ งทางเลอื ก
ประเมินผล นำเสนอ จะชว่ ยใหแ้ กป้ ญั หา
ไดอ้ ย่างรวดเรว็
ถูกต้องและแม่นยำ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง
ปลอดภัยการพิจารณาความเหมาะสม
ของเน้ือหาข้อตกลง ขอ้ กำหนดในการ
ใช้สือ่ หรอื แหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
52
คำอธิบายรายวชิ าพ้ืนฐาน
รหสั วชิ า ว ๒๑๑๐๔ วชิ า วิทยาการคำนวณ ๒ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ ภาคเรยี นท่ี ๒
ศึกษา อธิบายความหมายของเทคโนโลยี วิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการ เปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยี การทำงานของระบบทางเทศโนโลยี
ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากร โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเลือกข้อมูลที่จำเป็นเพื่อออกแบบ
วิธกี ารแก้ปญั หาในชวี ิตประจำวันในด้านการเกษตรและอาหาร และสร้างข้ึนงานหรือพัฒนาวธิ ีการโดยใช้กระบวนการ
ออกแบบเชงิ วิศวกรรม รวมท้ังเลอื กใช้วัสดุอุปกรณ์ เครอื่ งมือในการแกป้ ญั หาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และปลอดภัย
มคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการใช้เทคโนโลยี ตระหนกั ถึงผลกระทบของการใช้เทคโนโลยีกบั สังคม มีมารยาท
ระเบียบ และข้อบงั ดบั ในการเลอื กใขเ้ ทคโนโสยอี ยา่ งสร้างสรรค์ต่อชีวติ สงั คม สงิ่ แวตล้อม และมกี ารจดั การเทคโนโลยี
ดว้ ยการลดการใชท้ รพั ยากรหรอื เลอื กใชเ้ ทคโนโลยที ่ีไม่มผี ลกระทบตอ่ สงิ่ แวดล้อม
มาตรฐาน/ตัวชี้วดั
ว.4.1 ม.1/1 ,ม.1/2 ,ม.1/3 ,ม. 1/4 ,ม. 1/5
รวมท้ังหมด 5 ตัวขีว้ ัด
53
โครงสรา้ งรายวชิ า/มาตรฐานตัวชวี้ ดั /หนว่ ยการเรียนรู้
รหสั วชิ า ว 21104 ชือ่ วิชา วทิ ยาการคำนวณ 2 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู/้ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา คะแนน
ที่ เรอื่ ง การเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั (ช่วั โมง)
1 เทคโนโลยรี อบตวั มฐ.ว4.1 เทคโนโลยี เป็นส่งิ ท่มี นุษยส์ ร้างหรือ 4 15
ม.1/1 พฒั นาขน้ึ ซ่ึงอาจเป็นไดท้ ง้ั ข้ึนงาน
หรอื วธิ ีการ เพือ่ ใชแ้ ก้ปัญหาสนอง
ความต้องการ หรอื เพ่มิ ความสามารถ
ในการทำงานของมนุษย์
2 การเปลีย่ นแปลง มฐ.ว4.1 เทคโนโลยมี ีการเปล่ียนแปลงหลอด 4 15
ของเทคโนโลยี ม.1/1 เวลาตั้งแตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จุบนั ซ่ึงมี
สาเหตุหรอื ปจั จัยมาจากหลายด้าน
เชน่ ปญั หาความต้องการ
ความก้าวหนา้
ของศาสตรต์ า่ ง ๆ เศรษฐกิจ สังคม
3 ระบบของ มฐ.ว4.1 ระบบทางเทคโนโลยี เปน็ กลุ่มของ 3 15
เทคโนโลยี ม.1/1 สว่ นตา่ ง ๆ ตง้ั แตส่ องสว่ นขนึ้ ไป
ประกอบเขา้ ดว้ ยกันและทำงาน
รว่ มกนั เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดย
ในการทำงานของระบบทางเทคโนโลยี
จะประกอบ
ไปดว้ ยตัวป้อน(input) กระบวนการ
(process) และผลผลติ (output) ที่
สมั พนั ธก์ นั นอกจากนี้ ระบบทาง
เทคโนโลยีอาจมีข้อมลู ย้อนกลับ
(feedback) เพื่อใชป้ รับปรุงการ
ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์
4 การออกแบบเชิง มฐ.ว4.1 การแก้ปัญหาจำเปน็ ต้องสืบค้น 4 15
รวบรวมขอ้ มลู ความร้จู ากศาสตร์ต่าง
วิศวกรรม ม.1/2 ๆ ทเี่ กีย่ วข้อง เพื่อนำไปส่กู าร
ม.1/3
ม.1/4 ออกแบบแนวทางการแกป้ ญั หา การ
วเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บ และตัดสนิ ใจ
เลือกข้อมูลทจี่ ำเป็น โดยคำนึงถึง
เงอื่ นไขและทรัพยากรท่ีมอี ยู่การ
ออกแบบแนวทางการแกป้ ัญหาการ
กำหนดข้นั ตอนและระยะเวลาในการ
ทำงานการทดสอบ และประเมินผล
เปน็ การตรวจสอบขน้ึ งานการนำเสนอ
54
ลำดับ หน่วยการเรียนรู้/ มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา คะแนน
ท่ี เรือ่ ง การเรียนรู้/ตวั ชว้ี ัด (ชั่วโมง)
5 กลไกไฟฟ้าและ มฐ.ว4.1 ผลงานเป็นการถา่ ยทอดแนวคิด 3 10
อิเล็กทรอนิกส์ ม.1/5 เพ่อื ใหผ้ อู้ ่ืนเข้าใจเกย่ี วกบั กระบวนการ
ทำงานและขนึ้ งานหรือวิธกี ารท่ีไใด้ ซ่งึ
สามารถทำได้หลายวธิ ี
เข่น การเขยี นรายงาน การทำแผ่นนำ
เลนอผลงาน การจดั นิทรรสการ การ
นำเสนอผ่านสอ่ื ออนไลน์
วสั ดแุ ตล่ ะประเภทมีสมบตั แิ ตกต่างกนั
เช่น ไม้ โลหะพลาสติก อุปกรณแ์ ละ
เครื่องมอื ในการสรา้ งขน้ึ งาน
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
55
คำอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เติม
รหัสวิชา ว 2๑๒01 ชอ่ื วชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ๑ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑
ศึกษาวิเคราะห์ ตั้งคําถาม กำหนดประเด็นหรือตัวแปรที่สำคัญในการสํารวจตรวจสอบ หรือศึกษา ค้นคว้า
เรื่องที่สนใจ ได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และวางแผนการสํารวจ
ตรวจสอบหลาย ๆ วิธี เลือกเทคนิควิธีการสํารวจตรวจสอบ ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ได้ผล เที่ยงตรงและ
ปลอดภยั โดยใช้วัสดแุ ละเคร่ืองมือทเ่ี หมาะสม รวบรวมข้อมูลจดั กระทำ ข้อมลู เชงิ ปริมาณและคุณภาพ วิเคราะห์และ
ประเมนิ ความสอดคล้องของประจักษ์พยานกับข้อสรุป ทง้ั ท่สี นับสนนุ หรอื ขัดแย้งกบั สมมติฐาน และความผิดปกติของ
ข้อมูลจากการสํารวจตรวจสอบ สร้างแบบจําลอง หรือรูปแบบที่อธิบายผล หรือแสดงผลของการสํารวจตรวจสอบ
สร้างคําถามที่นําไปสู่การสํารวจตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่หรืออธิบาย
เกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงาน หรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ บันทึกและอธิบายผลการสังเกตการ
สาํ รวจ ตรวจสอบ ค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่ง ความรู้ตา่ ง ๆ ใหไ้ ด้ข้อมลู ท่ีเช่ือถือได้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้
ท่ีคน้ พบ เมอื่ มขี ้อมูลและประจักษพ์ ยานใหมเ่ พ่มิ ขึ้นหรือโตแ้ ย้งจากเดิม
จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับ แนวคิด กระบวนการ และผลของโครงงานหรือ
ชิ้นงานให้ผู้อ่ืนเข้าใจ และมีจิตวิทยาศาสตร์เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้มี
ความสามารถในการตัดสนิ ใจ นําความรไู้ ปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมทเี่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
๑. มเี จตคตทิ างวิทยาศาสตร์และมเี จตคติทด่ี ตี ่อวชิ าวิทยาศาสตร์
๒. มีความเข้าใจเกี่ยวกบั วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์และอธบิ ายทักษะกระบวนการ
๓. มที กั ษะการสงั เกต การวัด การจดั จาํ แนกประเภท การหาความสัมพันธ์ของพืน้ ที่ การจัดกระทำและสื่อ
ความหมายข้อมูลเบ้ืองต้น รวมทัง้ การลงความเห็นจากข้อมูล
๔. ทำกจิ กรรมท่นี ําไปสู่ความเขา้ ใจเก่ยี วกับ การต้งั สมมตฐิ าน ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม และตัวแปรควบคุม การ
ทดลองและสามารถการตีความหมายข้อมูลจากผลการทดลอง
๕. มคี วามเข้าใจเก่ียวกับนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ
๖. ออกแบบการทดลองและมีทักษะการทดลอง
รวมทั้งหมด ๖ ผลการเรียนรู้
56
โครงสรา้ งรายวิชา/มาตรฐานตัวช้วี ดั /หนว่ ยการเรียนรู้
รหัสวิชา ว 21๒0๑ ชือ่ วชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน 2๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 0.5 หน่วยกิต
ลำดบั ท่ี หนว่ ยการเรียนรู/้ เรื่อง เวลา คะแนน
(ชว่ั โมง)
1 จติ วิทยาศาสตร์ 4 ๑๐
2 ความหมายและความสำคัญของทักษะกระบวนการทาง ๑๕
วิทยาศาสตร์
3 ทกั ษะการสงั เกตและการวดั ๒ ๑๐
4 ทกั ษะการจําแนกและจัดกระทำขอ้ มูล ๒ ๑๐
๕ ทกั ษะการพยากรณ์ ๑ ๑๐
๖ ทกั ษะการกำหนดปัญหาและ ตัง้ สมมติฐาน ๒ ๑๐
๗ ทักษะการกำหนดและควบคุมตวั แปร ๒๕
๘ การวางแผนการทดลองและการดำเนนิ การ 2 ๑๐
๙ การลงข้อสรุป ๒ ๑๐
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค ๑ 20
20 100
รวม
57
คำอธบิ ายรายวชิ าเพมิ่ เติม
รหัสวิชา ว 2๑๒0๒ ชอ่ื วชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกิต ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ภาคเรียนท่ี ๒
ทำปฏิบัติการ การแพร่ ออสโมซิส การเก็บตัวอย่างพืช สัตว์ การตรวจสอบเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์
ปฏิบัติการทางฟิสิกส์ การพับเครื่องร่อน การตรวจสอบสารอาหาร การวัดค่าต่างๆ ด้วยเทคนิคทางเคมี และ และ
ปฏิบัติการทางชีววิทยาอื่น ๆ โดยใช้ทักษะการ สังเกต การลงมือทำ และฝึกการจดบันทึกผลการทดลองอย่างเป็น
ระเบียบ
ผลการเรยี นรู้
๑. มีความเข้าใจ และทกั ษะในการใช้เครอื่ งมือวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน
๒. มีความรคู้ วามเขา้ ใจและทักษะในการใช้ห้องปฏิบตั ิการวทิ ยาศาสตร์
๓. มีทกั ษะในการใช้ดูแลรกั ษากล้องจุลทรรศน์และคาํ นวณหากาํ ลงั ขยายของกล้องจลุ ทรรศน์
๔. ทำการทดลองวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งง่ายในเชิงเคมี ชวี วิทยา ฟสิ กิ ส์
๕. ทำงานเป็นกลมุ่ มคี วามรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ในการแสดงความคิดเห็น
๖. จดบนั ทกึ ผลการทดลองและเขยี นรายงานการปฏิบัตกิ ารทดลองได้ถูกต้อง โดยยึดระบบเลขนยั สาํ คญั
๗. ทำปฏิบตั ิการทางวิทยาศาสตร์อยา่ งอิสระเพื่อวเิ คราะหเ์ ชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ
รวมทั้งหมด ๗ ผลการเรยี นรู้
58
โครงสร้างรายวิชา/มาตรฐานตัวช้วี ัด/หน่วยการเรียนรู้
รหัสวิชา ว 21๒02 ชื่อวชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ 2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 0.5 หนว่ ยกิต
ลำดบั ท่ี หนว่ ยการเรยี นร้/ู เร่ือง เวลา คะแนน
(ชวั่ โมง)
๑ ขอ้ ควรปฏิบัติในการทดลองวิทยาศาสตร์ ๑ ๑๐
๒ อปุ กรณ์ทวั่ ไปในห้องปฏบิ ตั ใิ นการทางวทิ ยาศาสตร์ ๓ ๑๐
๓ การใชอ้ ุปกรณ์ในการวัด ๒ ๑๐
๔ เทคนิคพ้นื ฐานในห้องปฏบิ ตั ิในการ ทางวิทยาศาสตร์ ๔ ๑๐
๕ การใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ ๒ ๑๐
๖ การจดบนั ทกึ และเขยี นรายงาน ปฏิบตั ิการวิทยาศาสตร์ ๒ ๑๐
๗ ตวั อย่างการทดลอง 4 ๒๐
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค ๑ 20
รวม 20 100
59
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
ตัวชว้ี ัดสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิง่ มีชีวิตกับสงิ่ มีชวี ติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงแทนท่ใี นระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ
อนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดล้อม รวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ช้ัน ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
-- -
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสร้างและหนา้ ทีข่ องอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ที่ทำงานสัมพนั ธก์ นั รวมทงั้ นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.2 ว 1.2 ม.2/1 ระบอุ วยั วะและ - ระบบหายใจมีอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ท่อลม ปอด
บรรยายหนา้ ทขี่ องอวยั วะท่ี กะบังลม และกระดกู ซี่โครง
เก่ยี วขอ้ งในระบบหายใจ - มนุษย์หายใจเข้า เพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้
ในเซลล์ และหายใจออก เพื่อกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก
ว 1.2 ม.2/2 อธิบายกลไกการ จากร่างกาย
หายใจเข้าและออก โดยใช้ - อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้ เนื่องจากการ
แบบจำลอง รวมทง้ั อธิบาย เปลี่ยนแปลงปริมาตรและความดันของอากาศภายในช่องอกซึ่ง
กระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส เกีย่ วข้องกบั การทำงานของกะบังลม และกระดูกซ่ีโครง
- การแลกเปล่ยี นแก๊สออกซิเจนกับแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ใน
ว 1.2 ม.2/3 ตระหนักถึง รา่ งกาย เกิดขนึ้ บรเิ วณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอยท่ีถงุ ลม
ความสำคญั ของระบบหายใจ โดย และระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเน้ือเย่อื
การบอกแนวทางในการดูแลรกั ษา - การสูบบุหรี่ การสูดอากาศทม่ี สี ารปนเปื้อน และการเป็นโรค
อวัยวะในระบบหายใจให้ทำงาน เกี่ยวกับระบบหายใจบางโรค
เป็นปกติ อาจทำให้เกดิ โรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมผี ลใหค้ วามจุอากาศของปอด
ว 1.2 ม.2/4 ระบอุ วยั วะและ ลดลง ดงั นั้นจึงควรดูแลรกั ษาระบบหายใจ ให้ทำหน้าท่ีเปน็ ปกติ
บรรยายหนา้ ที่ของอวยั วะ ใน ระบบขบั ถ่ายมีอวัยวะที่เก่ยี วข้อง คือ ไต ทอ่ ไต กระเพาะปัสสาวะ
ระบบขับถ่ายในการกำจดั ของเสีย และท่อปสั สาวะ โดยมไี ตทำหนา้ ทกี่ ำจัดของเสีย เชน่ ยเู รยี
ทางไต แอมโมเนยี กรดยูรกิ รวมทง้ั สารท่ีรา่ งกายไมต่ ้องการออกจากเลือด
และควบคุมสารทม่ี มี ากหรือน้อยเกนิ ไป เชน่ น้ำ โดยขบั ออกมาใน
รูปของปัสสาวะ
60
ช้นั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.2 ว 1.2 ม.2/5 - การเลือกรับประทานอาหารทีเ่ หมาะสม เช่น รับประทานอาหาร
ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ทไ่ี ม่มีรสเคม็ จดั การดืม่ น้ำสะอาดใหเ้ พยี งพอ เปน็ แนวทางหนงึ่ ท่ี
ขบั ถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต ชว่ ยใหร้ ะบบขับถ่ายทำหน้าที่ไดอ้ ย่างปกติ
โดยการบอกแนวทางในการ
ปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบขับถ่าย
ทำหน้าทไ่ี ดอ้ ยา่ งปกติ
ว 1.2 ม.2/6 -ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบดว้ ย หวั ใจ หลอดเลอื ด และเลือด
บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของ - หัวใจของมนุษย์แบ่งเปน็ 4 ห้อง ไดแ้ ก่ หวั ใจ หอ้ งบน 2 หอ้ ง
หัวใจ หลอดเลือด และเลอื ด และหอ้ งลา่ ง 2 หอ้ ง ระหว่างหวั ใจหอ้ งบนและหวั ใจห้องลา่ งมลี ้นิ
หัวใจกัน้
- หลอดเลือด แบง่ เป็น หลอดเลือด
อารเ์ ตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ซง่ึ มโี ครงสรา้ งต่างกนั
- เลอื ด ประกอบด้วย เซลลเ์ ม็ดเลือด เพลตเลต และพลาสมา
ว 1.2 ม.2/8 ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจ
ออกแบบการทดลองและทดลอง ในขณะปกติและหลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน ส่วน
ในการเปรียบเทียบอัตราการเต้น ความดันเลือด ระบบหมุนเวียนเลือดเกิดจากการทำงานของหัวใจ
ของหัวใจ ขณะปกติและหลังทำ และหลอดเลือด
กจิ กรรม - อตั ราการเตน้ ของหวั ใจมีความแตกต่างกนั ในแต่ละบุคคล คนที่
ว 1.2 ม.2/9 เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจะส่งผลทำใหห้ วั ใจสูบฉีดเลอื ดไมเ่ ป็น
ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ปกติ
หมุนเวียนเลือด โดยการบอก - การออกกำลังกาย การเลอื กรับประทานอาหาร การพกั ผอ่ น และ
แนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ การรักษาภาวะอารมณ์ให้เป็นปกติ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการ
ในระบบหมุนเวียนเลือดให้ทำงาน ดูแลรกั ษาระบบหมนุ เวียนเลอื ดใหเ้ ปน็ ปกติ
เปน็ ปกติ
ว 1.2 ม.2/10 - ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสนั หลัง จะ
ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ ทำหน้าทีร่ ว่ มกบั เส้นประสาท
ของอวัยวะในระบบประสาท ซง่ึ เป็นระบบประสาทรอบนอก ในการควบคุมการทำงานของ
ส่วนกลางในการควบคุม การ อวัยวะต่าง ๆ รวมถงึ การแสดงพฤติกรรม เพื่อการตอบสนองต่อส่ิง
ทำงานตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย เร้า
ว 1.2 ม.2/11 - เม่ือมีสิ่งเรา้ มากระตุ้นหน่วยรับความรสู้ ึก จะเกดิ กระแสประสาท
ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ สง่ ไปตามเซลลป์ ระสาทรบั ความร้สู กึ ไปยงั ระบบประสาท
ประสาท โดยการบอกแนวทางใน สว่ นกลาง แลว้ สง่ กระแสประสาทมาตามเซลลป์ ระสาทสงั่ การ ไป
การดูแลรักษา รวมถึงการป้องกัน ยังหน่วยปฏิบัติงาน เชน่ กลา้ มเนือ้
ก า ร ก ร ะ ท บ ก ร ะ เ ท ื อ น แ ล ะ - ระบบประสาทเปน็ ระบบที่มีความซับซ้อนและมีความสัมพันธก์ บั
อนั ตรายตอ่ สมองและไขสันหลงั ทกุ ระบบในร่างกาย ดังน้นั จงึ ควรป้องกนั การเกิดอุบตั เิ หตทุ ี่
กระทบกระเทือนต่อสมอง หลีกเล่ยี งการใช้สารเสพติด หลีกเล่ยี ง
ภาวะเครียด และรับประทานอาหารทมี่ ปี ระโยชน์เพ่ือดแู ลรักษา
ระบบประสาทใหท้ ำงานเป็นปกติ
61
ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.2 ว 1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและ - มนษุ ย์มรี ะบบสืบพันธุ์ท่ีประกอบด้วยอวยั วะตา่ ง ๆ ทที่ ำหน้าท่ี
บรรยายหน้าที่ของอวัยวะใน เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญงิ จะทำหน้าท่ผี ลติ เซลลไ์ ข่ สว่ นอัณฑะ
ระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและ ในเพศชายจะทำหน้าทีส่ รา้ งเซลลอ์ สุจิ
เพศหญงิ โดยใชแ้ บบจำลอง
ว 1.2 ม.2/13 อธิบายผลของ - ฮอรโ์ มนเพศทำหนา้ ท่คี วบคุมการแสดงออกของลกั ษณะทางเพศ
ฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงท่ี ทีแ่ ตกตา่ งกนั เมื่อเข้าสู่วัยหนุม่ สาว จะมกี ารสร้างเซลล์ไขแ่ ละเซลล์
ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของ อสุจิ การตกไข่ การมีรอบเดือน และถา้ มีการปฏสิ นธขิ องเซลลไ์ ข่
ร่างกาย เม่ือเขา้ สูว่ ัยหนุ่มสาว และเซลล์อสุจิจะทำใหเ้ กดิ การต้ังครรภ์
ว 1.2 ม.2/14 ตระหนักถึงการ - การมปี ระจำเดือน มีความสมั พันธก์ ับการตกไข่ โดยเป็นผลจาก
เปลีย่ นแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่ การเปลี่ยนแปลงของระดบั ฮอรโ์ มนเพศหญงิ
วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษา
ร่างกายและจิตใจของตนเอง
ในชว่ งทม่ี กี ารเปล่ียนแปลง
ว 1.2 ม.2/15 อธิบายการตกไข่ - เมือ่ เพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไขไ่ ดร้ ับการปฏสิ นธกิ บั เซลล์
การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบรโิ อและฟีตัส
และการพัฒนาของไซโกต จน จนกระทงั่ คลอดเป็นทารก แต่ถา้ ไม่มีการปฏสิ นธิ เซลลไ์ ขจ่ ะ
คลอดเป็นทารก สลายตวั ผนงั ดา้ นในมดลกู รวมท้งั หลอดเลือดจะสลายตัวและหลุด
ลอกออก เรยี กวา่ ประจำเดือน
ว 1.2 ม.2/16 - การคุมกำเนิดเป็นวธิ ปี อ้ งกันไมใ่ หเ้ กิดการตั้งครรภ์ โดยปอ้ งกัน
เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม ไมใ่ หเ้ กดิ การปฏสิ นธหิ รอื ไมใ่ ห้มีการฝังตวั ของเอ็มบรโิ อ ซงึ่ มีหลาย
กับสถานการณ์ทก่ี ำหนด วธิ ี เชน่ การใชถ้ งุ ยางอนามยั การกนิ ยาคมุ กำเนิด
ว 1.2 ม.2/17
ตระหนักถึงผลกระทบของการ
ตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการ
ประพฤติตนให้เหมาะสม
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร พันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำ
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
-- -
62
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสรา้ ง
และแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และ
การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.2 ว 2.1 ม.2/1 อธิบายการแยกสาร ตัวละลายและตัวทำละลายที่เป็นของเหลวที่มีจุดเดือดต่างกันมาก
ผสมโดยการระเหยแห้ง การตก วิธีนี้จะแยกของเหลวบริสุทธิ์ออกจากสารละลายโดยให้ความร้อน
ผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโทก กับสารละลาย ของเหลวจะเดือดและกลายเป็นไอแยกจาก
ราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัว สารละลายแล้วควบแนน่ กลับเปน็ ของเหลวอีกคร้งั ขณะทข่ี องเหลว
ทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชิง เดือด อุณหภูมิของไอจะคงที่ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษเป็น
ประจักษ์ วธิ ีการแยกสารผสมที่มี
ปริมาณน้อยโดยใช้แยกสารที่มีสมบัติการละลายในตัวทำละลาย
ว 2.1 ม.2/2 แยกสารโดยการ และการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับแตกต่างกัน ทำให้สารแต่ละชนิด
ระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้ต่างกัน สารจึงแยกออกจากกันได้
อย่างง่าย โครมาโทกราฟีแบบ อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สารองค์ประกอบแต่ละชนิดเคลื่อนท่ี
กระดาษ การสกดั ด้วยตัวทำละลาย ได้บนตัวดูดซับ กับระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ได้ เป็นค่า
เฉพาะตัวของสารแต่ละชนิดในตัวทำละลายและตัวดูดซับหนึ่ง ๆ
การสกัดด้วยตัวทำละลาย เป็นวิธีการแยกสารผสมที่มีสมบัติการ
ละลายใน ตัวทำละลายที่ต่างกันโดยชนิดของตัวทำละลายมีผลต่อ
ชนิดและปริมาณของสารที่สกัดได้ การสกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ
ใช้แยกสารทรี่ ะเหยง่าย ไมล่ ะลายน้ำ และไม่ทำปฏิกิรยิ ากับน้ำออก
จากสารทรี่ ะเหยยาก โดยใช้ไอนำ้ เปน็ ตัวพา
ว 2.1 ม.2/3 - ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการแยกสาร บูรณาการกับ
นำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหา คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใชก้ ระบวนการทางวศิ วกรรม สามารถ
ในชีวิตประจำวันโดยบูรณาการ นำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหรือปัญหาที่พบในชุมชนหรือ
ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ค ณ ิ ต ศ า ส ต ร์ สร้างนวตั กรรม โดยมขี น้ั ตอน ดังน้ี
เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ - ระบุปัญหาในชีวิตประจำวันที่เกี่ยวกับการแยกสารโดยใช้สมบัติ
ทางกายภาพ หรือนวัตกรรมที่ต้องการพัฒนา โดยใช้หลักการ
ดังกลา่ ว
- รวบรวมข้อมลู และแนวคิดเก่ียวกบั การแยกสาร โดยใช้สมบตั ทิ าง
กายภาพที่สอดคล้องกับปัญหาที่ระบุ หรือนำไปสู่การพัฒนา
นวตั กรรมนนั้
- ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวกับการ
แยกสารในสารผสม โดยใช้สมบตั ทิ างกายภาพ โดยเชื่อมโยงความรู้
ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการทาง
วิศวกรรม รวมทั้งกำหนดและควบคุมตัวแปรอย่างเหมาะสม
ครอบคลมุ
63
ช้นั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.2 - วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวตั กรรม รวบรวม
ข้อมูล จัดกระทำข้อมูลและเลือกวิธีการสื่อความหมายที่เหมาะสม
ในการนำเสนอผล
- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหา หรือนวัตกรรมที่
พฒั นาขน้ึ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษท์ ีร่ วบรวมได้
- นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น และ
ผลที่ได้ โดยใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสมและน่าสนใจ
ว 2.1 ม.2/4 - สารละลายอาจมสี ถานะเป็นของแขง็ ของเหลว และแก๊ส
ออกแบบการทดลองและทดลองใน สารละลายประกอบดว้ ยตัวทำละลาย และตัวละลาย กรณี
การอธิบายผลของชนิดตัวละลาย สารละลายเกดิ จากสารท่ีมสี ถานะเดยี วกนั สารทมี่ ีปริมาณมากท่สี ดุ
ชนิดตัวทำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อ จัดเป็นตัวทำละลาย กรณสี ารละลายเกดิ จากสารที่มีสถานะตา่ งกัน
สภาพละลายได้ของสาร รวมท้ัง สารทม่ี ีสถานะเดียวกนั กับสารละลายจดั เปน็ ตวั ทำละลาย
อธิบายผลของความดันที่มีต่อ - สารละลายที่ตวั ละลายไม่สามารถละลายในตวั ทำละลายได้อกี ท่ี
สภาพละลายได้ของสาร โดยใช้ อุณหภูมิหนงึ่ ๆ เรียกว่าสารละลายอ่ิมตัว
สารสนเทศ - สภาพละลายไดข้ องสารในตัวทำละลาย เปน็ ค่าทีบ่ อกปรมิ าณ
ของสารที่ละลายได้ในตวั ทำละลาย 100 กรัม จนไดส้ ารละลาย
อ่มิ ตัว ณ อุณหภมู แิ ละความดันหน่งึ ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่ง
บอกความสามารถในการละลายไดข้ องตัวละลาย ในตวั ทำละลาย
ซ่ึงความสามารถในการละลายของสารขนึ้ อยู่กบั ชนิดของตัวทำ
ละลายและตวั ละลาย อณุ หภูมิ และความดัน
- สารชนิดหน่งึ ๆ มีสภาพละลายได้แตกต่างกนั ในตวั ทำละลายท่ี
แตกตา่ งกนั และสารตา่ งชนดิ กัน มสี ภาพละลายไดใ้ นตวั ทำละลาย
หนงึ่ ๆ ไม่เท่ากัน
- เมือ่ อุณหภูมสิ งู ข้ึน สารส่วนมาก สภาพละลายไดข้ องสารจะ
เพิ่มขึ้น ยกเวน้ แกส๊ เมื่ออณุ หภูมสิ ูงขน้ึ สภาพการละลายได้จะลดลง
สว่ นความดนั มีผลตอ่ แก๊ส โดยเมอ่ื ความดนั เพิ่มข้ึน สภาพละลายได้
จะสูงข้นึ
- ความรเู้ ก่ยี วกับสภาพละลายได้ของสาร เมื่อเปลีย่ นแปลงชนิดตวั
ละลาย ตัวทำละลาย และอณุ หภมู ิ สามารถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ น
ชีวิตประจำวนั เช่น การทำน้ำเชื่อมเข้มข้น การสกัดสารออกจาก
สมุนไพรให้ไดป้ รมิ าณมากท่สี ุด
ว 2.1 ม.2/5 ระบุปริมาณตัว - ความเข้มข้นของสารละลาย เป็นการระบุปริมาณ ตัวละลายใน
ละลายในสารละลาย ในหน่วย สารละลาย หน่วยความเข้มข้นมีหลายหนว่ ย ที่นิยมระบุเป็นหน่วย
ความเขม้ ข้นเป็นร้อยละ ปริมาตร เปน็ ร้อยละ ปริมาตรต่อปรมิ าตร มวลตอ่ มวล และมวลตอ่ ปริมาตร
ตอ่ ปรมิ าตร มวลต่อมวล และมวล - ร้อยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร เป็นการระบุปริมาตรตัวละลาย
ตอ่ ปรมิ าตร ในสารละลาย 100 หน่วยปริมาตรเดียวกัน นิยมใช้กับสารละลาย
ว 2.1 ม.2/6 ทีเ่ ป็นของเหลวหรือแก๊ส
ตระหนกั ถึงความสำคญั ของการนำ
ความรู้เร่ืองความเข้มขน้ ของสารไป
64
ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ใ ช้ โ ด ย ย ก ต ั ว อ ย ่ า ง ก า ร ใ ช้ - ร้อยละโดยมวลต่อมวล เป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย
สารละลายในชีวิตประจำวันอย่าง 100 หน่วยมวลเดียวกัน นิยมใช้กับสารละลายที่มีสถานะเป็น
ของแข็ง
ถูกต้องและปลอดภัย
- ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นการระบุมวล ตัวละลายใน
สารละลาย 100 หน่วยปริมาตร นิยมใช้กับสารละลายที่มีตัว
ละลายเปน็ ของแขง็ ในตวั ทำละลายทเี่ ปน็ ของเหลว
- การใช้สารละลาย ในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาจากความ
เข้มข้นของสารละลายขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งาน และ
ผลกระทบตอ่ สงิ่ ชวี ิตและสง่ิ แวดลอ้ ม
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบ
ตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชัน้ ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.2 ว 2.2 ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ - แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เมื่อมีแรงหลาย ๆ แรงกระทำต่อ
ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิด วัตถุ แลว้ แรงลพั ธ์ท่กี ระทำต่อวตั ถุมคี ่าเปน็ ศูนย์ วตั ถจุ ะไม่
จากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุใน เปล่ยี นแปลงการเคลื่อนที่ แต่ถา้ แรงลพั ธท์ ่ีกระทำต่อวตั ถุมีคา่
แนวเดยี วกนั จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ไมเ่ ปน็ ศนู ย์ วัตถจุ ะเปลี่ยนแปลงการเคลอื่ นที่
ว 2.2 ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดง - เม่อื วัตถอุ ยู่ในของเหลวจะมีแรงท่ีของเหลวกระทำต่อวตั ถุใน
แรงและแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลาย ทกุ ทิศทาง โดยแรงที่ของเหลวกระทำต้งั ฉากกับผิววตั ถุต่อ
แรงทีก่ ระทำตอ่ วตั ถใุ นแนวเดยี วกนั หน่งึ หน่วยพื้นที่ เรียกว่าความดันของของเหลว
ว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลอง - ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจากระดบั
และทดลองด้วยวิธี ที่เหมาะสมในการ ผิวหน้าของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากระดับผิวหน้า
อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความดันของ ของของเหลวมากขึ้น ความดันของของเหลวจะเพิ่มขึ้น
ของเหลว เนื่องจากของเหลวที่อยู่ลึกกว่า จะมีน้ำหนักของของเหลว
ดา้ นบนกระทำมากกว่า
ว 2.2 ม.2/4 วิเคราะห์แรงพยุงและ - เมอื่ วัตถอุ ยู่ในของเหลว จะมแี รงพยุงเน่ืองจากของเหลว
การจม การลอยของวัตถุในของเหลว กระทำตอ่ วตั ถุ โดยมีทิศข้นึ ในแนวด่งิ การจมหรอื การลอยของ
จากหลักฐานเชิงประจกั ษ์ วัตถขุ ึน้ กับน้ำหนักของวัตถแุ ละแรงพยุง ถ้านำ้ หนักของวัตถุ
ว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดง และแรงพยุงของของเหลวมีค่าเทา่ กนั วตั ถุจะลอยนงิ่ อยู่ใน
แรงทก่ี ระทำตอ่ วัตถุ ในของเหลว ของเหลว แตถ่ า้ น้ำหนักของวัตถุมีคา่ มากกว่าแรงพยงุ ของ
ของเหลววัตถุจะจม
ว 2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทาน - แรงเสียดทานเป็นแรงทีเ่ กดิ ขนึ้ ระหว่างผิวสมั ผัสของวัตถุ
สถิตและแรงเสียดทานจลน์จาก เพอ่ื ต้านการเคลอื่ นที่ของวัตถุนั้น โดยถ้าออกแรงกระทำตอ่
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ วตั ถุท่อี ย่นู ง่ิ บนพน้ื ผวิ ใหเ้ คลื่อนท่ี แรงเสยี ดทานก็จะต้านการ
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลอง เคลื่อนที่ของวตั ถุ แรงเสียดทานทีเ่ กดิ ขน้ึ ในขณะทีว่ ตั ถุยังไม่
และทดลองดว้ ยวิธที เ่ี หมาะสมในการ เคลอื่ นทเ่ี รยี ก แรงเสียดทานสถติ แต่ถา้ วัตถุกำลังเคลื่อนที่
65
ช้นั ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของแรง แรงเสยี ดทานกจ็ ะทำให้วตั ถุนั้นเคลื่อนท่ีช้าลงหรือหยุดนิง่
เสยี ดทาน เรยี ก แรงเสยี ดทานจลน์
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดง - ขนาดของแรงเสยี ดทานระหวา่ งผิวสมั ผัสของวัตถุขน้ึ กับ
แรงเสียดทานและแรงอื่น ๆ ที่กระทำ ลักษณะผิวสัมผสั และขนาดของแรงปฏกิ ิริยาต้งั ฉากระหว่าง
ตอ่ วตั ถุ ผิวสัมผสั
- กิจกรรมในชวี ติ ประจำวนั บางกิจกรรมต้องการ แรงเสยี ด
ทาน เช่น การเปิดฝาเกลยี วขวดน้ำ การใช้แผ่นกันลื่นใน
ห้องน้ำ บางกจิ กรรมไมต่ ้องการแรงเสียดทาน เช่น การลาก
วตั ถบุ นพืน้ การใชน้ ำ้ มันหล่อล่นื ในเครอ่ื งยนต์
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนักถงึ ประโยชน์ - ความรู้เร่อื งแรงเสียดทานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
ของความรูเ้ รอื่ งแรงเสียดทานโดย ชวี ิตประจำวนั ได้
วิเคราะห์สถานการณ์ปญั หาและ
เสนอแนะวิธีการลดหรือเพ่ิมแรงเสียด
ทานทีเ่ ป็นประโยชน์ต่อการทำ
กจิ กรรมในชวี ิตประจำวนั
ว 2.2 ม.2/10 ออกแบบการทดลอง - เม่อื มแี รงท่ีกระทำต่อวัตถโุ ดยไมผ่ า่ นศนู ย์กลางมวลของวตั ถุ
และทดลองดว้ ยวธิ ี ที่เหมาะสมในการ จะเกดิ โมเมนต์ของแรง ทำให้วัตถหุ มนุ รอบศูนย์กลางมวลของ
อธิบายโมเมนต์ของแรง เมือ่ วัตถอุ ยใู่ น วตั ถุน้นั
สภาพสมดลุ ต่อการหมุน และคำนวณ - โมเมนตข์ องแรงเปน็ ผลคณู ของแรงที่กระทำต่อวัตถุกับ
โดยใช้สมการ ระยะทางจากจดุ หมุนไปตั้งฉากกับแนวแรง เม่ือผลรวมของ
M = Fl โมเมนตข์ องแรงมีค่าเป็นศูนย์ วัตถจุ ะอยู่ในสภาพสมดุลต่อ
การหมุน โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็มนาฬกิ าจะมีขนาด
เทา่ กับโมเมนต์ของแรงในทิศตามเข็มนาฬิกา
- ของเล่นหลายชนดิ ประกอบด้วยอุปกรณห์ ลายส่วนทีใ่ ช้
หลกั การโมเมนต์ของแรง ความรู้เร่ืองโมเมนตข์ องแรงสามารถ
นำไปใชอ้ อกแบบและประดิษฐข์ องเล่นได้
ว 2.2 ม.2/11 เปรียบเทยี บแหล่ง - วัตถุทีม่ ีมวลจะมีสนามโนม้ ถ่วงอยู่โดยรอบ แรงโน้มถ่วงท่ี
ของสนามแมเ่ หลก็ สนามไฟฟ้า และ กระทำตอ่ วัตถุทอี่ ยู่ในสนามโนม้ ถว่ งจะมีทศิ พงุ่ เขา้ หาวัตถุท่ี
สนามโน้มถ่วง และทิศทางของแรงท่ี เปน็ แหล่งของสนามโน้มถว่ ง
กระทำตอ่ วตั ถุทอี่ ยู่ในแตล่ ะสนามจาก - วตั ถทุ ม่ี ีประจุไฟฟ้าจะมสี นามไฟฟ้าอยโู่ ดยรอบ แรงไฟฟ้าท่ี
ข้อมลู ท่รี วบรวมได้ กระทำตอ่ วัตถุทม่ี ปี ระจุจะมีทิศพงุ่ เขา้ หาหรอื ออกจากวัตถทุ ่ีมี
ว 2.2 ม.2/12 เขยี นแผนภาพแสดง ประจุทีเ่ ป็นแหล่งของสนามไฟฟา้
แรงแมเ่ หลก็ แรงไฟฟ้าและแรงโนม้ - วตั ถุท่ีเป็นแม่เหลก็ จะมสี นามแมเ่ หลก็ อยโู่ ดยรอบ แรง
ถว่ งทีก่ ระทำต่อวตั ถุ แม่เหลก็ ที่กระทำต่อขวั้ แมเ่ หล็กจะมีทิศพุ่งเขา้ หาหรือออกจาก
ข้วั แม่เหล็กที่เปน็ แหล่งของสนามแมเ่ หลก็
66
ชัน้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.2 ว 2.2 ม 2/13 วเิ คราะห์ความสัมพันธ์ - ขนาดของแรงโน้มถว่ ง แรงไฟฟา้ และแรงแมเ่ หลก็ ท่ีกระทำ
ระหว่างขนาดของแรงแม่เหล็ก แรง ตอ่ วตั ถทุ ่ีอยใู่ นสนามนนั้ ๆ จะมีคา่ ลดลง เมื่อวตั ถุอยู่ห่างจาก
ไฟฟ้า และแรงโนม้ ถ่วงท่ีกระทำตอ่ แหล่งของสนามน้นั ๆ มากขน้ึ
วตั ถุทอ่ี ยูใ่ นสนามนนั้ ๆ กบั ระยะหา่ ง
จากแหล่งของสนามถงึ วตั ถุจากขอ้ มลู
ทร่ี วบรวมได้
ว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคำนวณ - การเคลอ่ื นท่ีของวัตถเุ ปน็ การเปลยี่ นตำแหน่งของวัตถเุ ทยี บ
อัตราเร็วและความเร็วของการ กับตำแหน่งอา้ งอิง โดยมปี รมิ าณทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การเคล่อื นท่ี
เคลื่อนท่ีของวตั ถุ โดยใช้สมการ จาก ซึ่งมที ัง้ ปริมาณสเกลารแ์ ละปริมาณเวกเตอร์ เชน่ ระยะทาง
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ อตั ราเรว็ การกระจดั ความเร็ว ปริมาณสเกลาร์ เปน็ ปรมิ าณ
ว 2.2 ม.2/15 เขยี นแผนภาพแสดง ที่มีขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว ปรมิ าณ
การกระจัดและความเรว็ เวกเตอร์เป็นปริมาณที่มที ้ังขนาดและ
ทิศทาง เชน่ การกระจดั ความเรว็
- เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศร โดย
ความยาวของลูกศรแสดงขนาดและหัวลกู ศรแสดงทิศทางของ
เวกเตอรน์ ้นั ๆ
- ระยะทางเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยระยะทาง เปน็ ความยาว
ของเส้นทางทีเ่ คลือ่ นท่ีได้
- การกระจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยการกระจัดมีทิศช้ีจาก
ตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้าย และมีขนาดเท่ากับ
ระยะที่สนั้ ที่สุดระหวา่ งสองตำแหน่งน้นั
- อัตราเร็วเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยอัตราเร็วเป็นอัตราส่วน
ของระยะทางตอ่ เวลา
- ความเร็วปรมิ าณเวกเตอรม์ ีทิศเดยี วกบั ทิศของการกระจัด
โดยความเร็วเป็นอัตราสว่ นของการกระจัดต่อเวลา
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลงั งาน พลงั งานในชีวติ ประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณท์ ี่เกย่ี วข้องกับเสยี ง แสง และคลน่ื
แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.2 ว 2.3 ม.2/1 วิเคราะห์ - เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แลว้ ทำให้วัตถุเคล่ือนท่ี โดยแรงอยู่
สถานการณ์และคำนวณเก่ยี วกับ ในแนวเดยี วกับการเคล่อื นท่จี ะเกิดงาน งานจะมคี ่ามากหรือนอ้ ย
งานและกำลงั ทเี่ กดิ จากแรงที่ ขึน้ กบั ขนาดของแรงและระยะทางในแนวเดยี วกบั แรง
กระทำต่อวัตถุ โดยใช้สมการ
67
ช้ัน ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.2 = และ =
จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้
ว 2.3 ม.2/2 วิเคราะหห์ ลกั การ - งานที่ทำในหนึง่ หน่วยเวลาเรยี กวา่ กำลงั หลักการของงาน
ทำงานของเคร่ืองกลอยา่ งง่ายจาก นำไปอธบิ ายการทำงานของเคร่ืองกลอย่างง่าย ไดแ้ ก่ คาน พน้ื
ข้อมูลที่รวบรวมได้ เอียง รอกเดยี่ ว ล่มิ สกรู ล้อและเพลา ซ่งึ นำไปใช้ประโยชนด์ า้ น
ว 2.3 ม.2/3 ตระหนักถงึ ตา่ ง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ประโยชน์ ของความรู้ของเครื่องกล
อย่างงา่ ยโดยบอกประโยชน์และ
การประยุกต์ ใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
ว 2.3 ม.2/4 - พลังงานจลนเ์ ปน็ พลังงานของวตั ถุท่ีเคลื่อนท่ี พลงั งานจลน์จะมี
ออกแบบและทดลองด้วยวิธีที่ ค่ามากหรือน้อยขึ้นกับมวลและอัตราเร็ว ส่วนพลังงานศักย์โน้ม
เหมาะสมในการอธบิ ายปจั จยั ที่มีผล ถ่วงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของวัตถุ จะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับ
ต่อพลังงานจลน์ และพลังงานศักย์ มวลและตำแหน่งของวัตถุ เมื่อวัตถอุ ยูใ่ นสนามโน้มถ่วง วัตถุจะมี
โน้มถ่วง พลังงานศกั ยโ์ น้มถว่ ง พลงั งานจลน์และพลังงานศักยโ์ น้มถ่วงเป็น
พลงั งานกล
ว 2.3 ม.2/5 แปลความหมาย - ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์เปน็ พลังงาน
ข้อมูลและอธิบายการเปลี่ยน กล พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุหนึ่ง ๆ
พลังงานระหว่างพลังงานศักย์โน้ม สามารถเปลย่ี นกลับไปมาได้ โดยผลรวมของพลงั งานศักยโ์ น้มถว่ ง
ถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุโดย และ
พลังงานกลของวัตถุ มีค่าคงตัวจาก พลงั งานจลน์มคี า่ คงตัว นนั่ คือพลงั งานกลของวัตถมุ ีค่าคงตวั
ข้อมูลที่รวบรวมได้ - พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตัวซึ่งอาจเปลี่ยนจากพลังงาน
ว 2.3 ม.2/6 หนึ่งเป็นอีกพลังงานหนึ่ง เช่น พลังงานกลเปลี่ยนเป็นพลังงาน
วิเคราะห์สถานการณ์และอธิบาย ไฟฟ้า พลังงานจลน์เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน พลังงานเสียง
การเปลี่ยนและการถ่ายโอน พลังงานแสง เนื่องมาจากแรงเสียดทาน พลังงานเคมีในอาหาร
พลังงานโดยใช้กฎการอนุรักษ์ เปลยี่ นเปน็ พลงั งานท่ีไปใชใ้ นการทำงานของส่ิงมชี ีวิต
พลังงาน - นอกจากนี้พลังงานยังสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบหนึ่งหรือ
ได้รับพลังงานจากระบบอื่นได้ เช่น การถ่ายโอนความร้อน
ระหว่างสสาร การถ่ายโอนพลังงานของการสั่นของแหล่งกำเนิด
เสยี งไปยังผ้ฟู งั ทงั้ การเปลยี่ นพลังงานและการถ่าย
โอนพลงั งาน พลงั งานรวมทง้ั หมดมีค่าเทา่ เดิมตามกฎการอนุรักษ์
พลังงาน
สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และ
ระบบสรุ ยิ ะ รวมทั้งปฏสิ ัมพันธภ์ ายในระบบสุรยิ ะทสี่ ง่ ผลต่อสง่ิ มีชวี ติ และการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
-- -
68
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองคป์ ระกอบและความสมั พนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลกและบนผิว
โลก ธรณพี ิบตั ภิ ยั กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟ้าอากาศและภมู อิ ากาศ โลก รวมทง้ั ผลต่อสงิ่ มีชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม
ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.2 ว 3.2 ม.2/1 เปรียบเทียบ - เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของซาก
กระบวนการเกิด สมบัติ สิ่งมีชีวิตในอดีต โดยกระบวนการ ทางเคมีและธรณีวิทยา เชื้อเพลิงซาก
และการใช้ประโยชน์ รวมทั้ง ดกึ ดำบรรพ์ ไดแ้ ก่ ถ่านหนิ หินนำ้ มนั และปโิ ตรเลียม ซึ่งเกิดจากวัตถุต้น
อธิบายผลกระทบจากการใช้ กำเนิด และสภาพ แวดล้อมการเกิดที่แตกต่างกัน ทำให้ได้ชนิดของ
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัติ และการนำไปใช้ประโยชน์
จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ แตกต่างกัน สำหรับปิโตรเลียมจะต้องมีการผ่านการกลั่นลำดับส่วนก่อน
การใช้งานเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ เชื้อเพลิง
ซากดกึ ดำบรรพเ์ ปน็ ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เนื่องจากต้องใชเ้ วลานาน
หลายลา้ นปีจงึ จะเกดิ ขนึ้ ใหมไ่ ด้
ว 3.2 ม.2/2 - การเผาไหม้เชอื้ เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพใ์ นกจิ กรรม ตา่ ง ๆ ของมนุษย์จะ
แสดงความตระหนักถึงผล ทำให้เกดิ มลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อส่ิงมีชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม
จากการใช้เชื้อเพลิงซากดึก นอกจากนแี้ ก๊สบางชนิดท่เี กิดจากการเผาไหม้เชอ้ื เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์
ดำบรรพ์ โดยนำเสนอแนว เช่น แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรสั ออกไซด์ ยังเปน็ แกส๊ เรอื น
ทางการใช้เชื้อเพลิงซากดึก กระจกซึง่ ส่งผลให้เกดิ การเปล่ียนแปลงภมู อิ ากาศของโลกรุนแรงขึ้น
ดำบรรพ์ ดงั นน้ั จึงควรใชเ้ ช้อื เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์ โดยคำนึงถงึ ผลทีเ่ กดิ ข้นึ ต่อ
สง่ิ มีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม เช่น เลอื กใช้พลงั งานทดแทน หรอื เลอื กใช้
เทคโนโลยีทล่ี ดการใช้เช้อื เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์
ว 3.2 ม.2/3 เปรียบเทยี บ - เช้อื เพลิงซากดกึ ดำบรรพเ์ ป็นแหล่งพลงั งานที่สำคญั ในกิจกรรมตา่ ง ๆ
ขอ้ ดแี ละข้อจำกัดของ ของมนษุ ย์ เนื่องจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์มีปริมาณจำกัดและมัก
พลังงานทดแทนแตล่ ะ เพ่ิมมลภาวะในบรรยากาศมากขึ้น จึงมีการใช้พลังงานทดแทนมากข้ึน
ประเภทจากการรวบรวม เชน่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานนำ้ พลงั งานชีวมวล
ข้อมลู และนำเสนอแนว พลงั งานคลน่ื พลงั งานความร้อนใต้พิภพ พลังงานไฮโดรเจน ซงึ่ พลงั งาน
ทางการใช้พลงั งานทดแทน ทดแทนแต่ละชนดิ จะมขี ้อดแี ละขอ้ จำกัดที่แตกต่างกัน
ทีเ่ หมาะสมในท้องถน่ิ
ว 3.2 ม.2/4 - โครงสร้างภายในโลกแบง่ ออกเปน็ ชน้ั ตามองคป์ ระกอบทางเคมี ได้แก่
สร้างแบบจำลองทีอ่ ธิบาย เปลือกโลก ซงึ่ อยนู่ อกสดุ ประกอบด้วยสารประกอบของซิลิกอน และ
โครงสร้างภายในโลกตาม อะลูมเิ นยี มเป็นหลัก เน้ือโลกคือส่วนท่อี ยู่ใต้เปลอื กโลกลงไปจนถึงแก่น
องค์ประกอบทางเคมีจาก โลก มีองคป์ ระกอบหลกั เปน็ สารประกอบของซลิ ิกอน แมกนีเซยี ม และ
ขอ้ มลู ทรี่ วบรวมได้ เหลก็ และแก่นโลกคอื ส่วนที่อยูใ่ จกลางของโลก มีองค์ประกอบหลกั เปน็
ว 3.2 ม.2/5 อธิบาย เหลก็ และนิกเกิล ซง่ึ แตล่ ะชน้ั มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั - การผุพังอยู่กบั ท่ี
กระบวนการผุพงั อยกู่ บั ที่ การกร่อน และการสะสมตวั ของตะกอน เป็นกระบวนการเปล่ยี นแปลง
การกร่อน และการสะสมตัว ทางธรณีวทิ ยา ที่ทำใหผ้ วิ โลกเกดิ การเปลี่ยนแปลงเปน็ ภูมิลกั ษณ์แบบ
ของตะกอนจากแบบจำลอง ตา่ ง ๆ โดยมีปัจจยั สำคญั คือนำ้ ลม ธารนำ้ แขง็ แรงโนม้ ถ่วงของโลก
รวมทงั้ ยกตวั อย่างผลของ สิ่งมีชีวิต สภาพอากาศ และปฏิกริ ิยาเคมี
69
ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.2 กระบวนการดังกลา่ วท่ที ำให้ - การผพุ ังอยู่กับท่ี คือ การท่ีหินผุพังทำลายลงดว้ ยกระบวนการตา่ ง ๆ
ผวิ โลกเกดิ การเปล่ียนแปลง ไดแ้ ก่ ลมฟา้ อากาศกับน้ำฝน และรวมท้งั การกระทำของต้นไม้กบั
แบคทเี รีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ซ่ึงมีการเพิ่มและลด
อุณหภมู ิสลับกนั เป็นตน้
- การกร่อน คือ กระบวนการหนงึ่ หรือหลายกระบวนการท่ีทำใหส้ าร
เปลือกโลกหลุดไป ละลายไปหรือกรอ่ นไปโดยมตี ัวนำพาธรรมชาติ คอื
ลม น้ำ และธารน้ำแข็ง ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศ
สารละลาย การครูดถู การนำพา ทัง้ นี้ไมร่ วมถึงการพงั ทลายเปน็ กลมุ่
กอ้ น เช่น แผน่ ดนิ ถลม่ ภเู ขาไฟระเบิด
- การสะสมตวั ของตะกอน คอื การสะสมตวั ของวัตถุจากการนำพาของนำ้ ลม
หรือธารนำ้ แขง็
ว 3.2 ม.2/6 อธิบาย - ดินเกิดจากหนิ ทผ่ี พุ งั ตามธรรมชาตผิ สมคลกุ เคลา้ กบั อินทรยี วตั ถุท่ีได้
ลักษณะของช้ันหน้าตัดดิน จากการเนา่ เปื่อยของซากพชื ซากสัตว์ทับถมเป็นช้ัน ๆ บนผวิ โลก ช้ัน
และกระบวนการเกดิ ดนิ ดนิ แบ่งออกเป็นหลายชัน้ ขนานหรือเกือบขนานไปกับ ผวิ หน้าดิน แตล่ ะ
จากแบบจำลอง รวมท้ังระบุ ชนั้ มลี กั ษณะแตกตา่ งกันเนอ่ื งจากสมบตั ทิ างกายภาพ เคมี ชีวภาพ และ
ปจั จยั ท่ีทำใหด้ ินมีลักษณะ ลักษณะอ่นื ๆ เช่น สี โครงสร้าง เน้อื ดิน การยดึ ตัว ความเป็นกรด-เบส
และสมบัติแตกตา่ งกนั สามารถสงั เกตไดจ้ ากการสำรวจภาคสนาม การเรยี กช่อื ชนั้ ดินหลักจะใช้
อักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ได้แก่ O, A, E, B, C, R
- ชนั้ หนา้ ตดั ดิน เปน็ ช้นั ดนิ ทมี่ ีลักษณะปรากฏให้เหน็ เรยี งลำดับเปน็ ชนั้ จาก
ช้ันบนสดุ ถงึ ช้ันล่างสุด
- ปจั จัยทท่ี ำใหด้ ินแตล่ ะท้องถิ่นมลี ักษณะและสมบัตแิ ตกตา่ งกัน ได้แก่
วัตถตุ ้นกำเนิดดิน ภูมิอากาศ ส่งิ มชี วี ติ ในดิน สภาพภมู ปิ ระเทศ และ
ระยะเวลา ในการเกิดดิน
ว 3.2 ม.2/7 ตรวจวดั - สมบัติบางประการของดิน เชน่ เนอ้ื ดิน ความช้นื ดนิ คา่ ความเปน็ กรด-
สมบตั บิ างประการของดิน เบส ธาตอุ าหารในดนิ สามารถนำไปใชใ้ นการตัดสนิ ใจถึงแนวทางการใช้
โดยใชเ้ ครื่องมือท่ีเหมาะสม ประโยชน์ทดี่ นิ โดยอาจนำไปใชป้ ระโยชน์ ทางการเกษตรหรอื อนื่ ๆ ซง่ึ
และนำเสนอแนวทางการใช้ ดนิ ทีไ่ ม่เหมาะสมตอ่ การทำการเกษตร เช่น ดนิ จดื ดนิ เปร้ียว ดนิ เคม็
ประโยชน์ดินจากข้อมูล และดินดาน อาจเกดิ จากสภาพดินตามธรรมชาตหิ รือการใช้ประโยชน์
สมบัติของดนิ จะตอ้ งปรบั ปรุงใหม้ สี ภาพเหมาะสม เพ่อื นำไปใชป้ ระโยชน์
ว 3.2 ม.2/8 อธบิ าย - แหล่งน้ำผวิ ดินเกดิ จากนำ้ ฝนที่ตกลงบนพน้ื โลก ไหลจากท่ีสูงลงสทู่ ต่ี ำ่
ปัจจัยและกระบวนการเกิด ด้วยแรงโนม้ ถว่ ง การไหลของน้ำทำให้พนื้ โลกเกิดการกดั เซาะเปน็ รอ่ งนำ้
แหล่งนำ้ ผิวดินและแหลง่ น้ำ เชน่ ลำธาร คลอง และแม่นำ้ ซง่ึ รอ่ งนำ้ จะมีขนาดและรปู รา่ งแตกต่างกนั
ใต้ดนิ จากแบบจำลอง ขึน้ อย่กู ับปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนดิ ดนิ และหิน และ
ลักษณะภมู ปิ ระเทศ เช่น ความลาดชนั ความสงู ต่ำของพนื้ ท่ี เมื่อน้ำไหล
ไปยงั บรเิ วณทเ่ี ป็นแอ่งจะเกิดการสะสมตวั เป็นแหลง่ น้ำ เช่น บึง
ทะเลสาบ ทะเล และมหาสมุทร
- แหลง่ นำ้ ใต้ดนิ เกดิ จากการซึมของนำ้ ผวิ ดินลงไปสะสมตัวใตพ้ ื้นโลก ซง่ึ
แบง่ เป็นนำ้ ในดนิ และน้ำบาดาล น้ำในดนิ เปน็ นำ้ ที่อยู่รว่ มกบั อากาศตาม
70
ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ม.2 ช่องว่างระหว่างเม็ดดิน สว่ นนำ้ บาดาลเปน็ น้ำที่ไหลซมึ ลึกลงไปและถูก
กักเก็บไว้ในชั้นหนิ หรือช้ันดนิ จนอ่ิมตวั ไปด้วยน้ำ
ว 3.2 ม.2/9 สรา้ งแบบ - แหลง่ น้ำผวิ ดนิ และแหล่งน้ำใตด้ นิ ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของ
จำลองท่ีอธิบายการใช้น้ำ มนุษย์ สง่ ผลตอ่ การจดั การการใช้ประโยชน์น้ำและคณุ ภาพของแหลง่ น้ำ
และนำเสนอแนวทางการใช้ เน่ืองจากการเพม่ิ ขึน้ ของจำนวนประชากร การใช้ประโยชน์พื้นทีใ่ นดา้ น
นำ้ อยา่ งยง่ั ยนื ในท้องถ่นิ ของ ตา่ ง ๆ เชน่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอตุ สาหกรรม และการเปลยี่ นแปลง
ตนเอง ภูมอิ ากาศ ทำให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงปรมิ าณนำ้ ฝนในพ้นื ท่ีลุ่มนำ้ และ
แหลง่ น้ำผิวดินไมเ่ พยี งพอสำหรับกจิ กรรมของมนษุ ย์ น้ำจากแหล่งน้ำใต้
ดนิ จงึ ถกู นำมาใชม้ ากขึน้ ส่งผลให้ปริมาณนำ้ ใต้ดินลดลงมากจงึ ต้องมีการ
จัดการใชน้ ำ้ อยา่ งเหมาะสมและยงั่ ยืน ซึง่ อาจทำได้โดยการจัดหาแหลง่
น้ำเพ่ือใหม้ ีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดำรงชวี ิต การจดั สรรและการใช้
น้ำอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การอนรุ กั ษแ์ ละฟ้นื ฟแู หลง่ น้ำ การป้องกนั และ
แกไ้ ขปัญหาคุณภาพนำ้
ว 3.2 ม.2/10 สร้างแบบ - น้ำท่วม การกดั เซาะชายฝ่ัง ดนิ ถล่ม หลุมยุบ แผน่ ดินทรุด มี
จำลองท่ีอธิบายกระบวนการ กระบวนการเกดิ และผลกระทบ ทแี่ ตกต่างกัน ซึ่งอาจสร้างความเสียหาย
เกดิ และผลกระทบของนำ้ ร้ายแรง แก่ชีวติ และทรัพยส์ ิน
ท่วม การกดั เซาะชายฝั่ง ดนิ - น้ำท่วม เกิดจากพน้ื ทห่ี นง่ึ ได้รับปริมาณน้ำเกินกว่าท่จี ะกักเกบ็ ได้ ทำให้
ถลม่ หลุมยุบ แผ่นดนิ ทรุด แผน่ ดินจมอยใู่ ตน้ ้ำ โดยขึ้นอยู่กับปรมิ าณน้ำและสภาพทางธรณวี ทิ ยา
ของพ้นื ท่ี
- การกัดเซาะชายฝง่ั เป็นกระบวนการเปลยี่ นแปลงของชายฝง่ั ทะเลที่
เกดิ ขน้ึ ตลอดเวลาจากการกดั เซาะของคลนื่ หรอื ลม ทำใหต้ ะกอนจากที่
หนง่ึ ไปตกทับถมในอีกบรเิ วณหนึ่ง แนวของชายฝง่ั เดมิ จึงเปลยี่ นแปลงไป
บริเวณทีม่ ีตะกอนเคล่ือนเข้ามาน้อยกวา่ ปริมาณทต่ี ะกอนเคลื่อนออกไป
ถอื ว่าเปน็ บริเวณที่มกี ารกดั เซาะชายฝ่งั
- ดนิ ถล่ม เป็นการเคลื่อนท่ขี องมวลดนิ หรอื หินจำนวนมากลงตามลาด
เขา เน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นหลัก ซง่ึ เกิดจากปจั จัยสำคัญ
ไดแ้ ก่ ความลาดชนั ของพนื้ ท่ี สภาพธรณีวทิ ยา ปรมิ าณน้ำฝน พืชปก
คลมุ ดิน และการใชป้ ระโยชน์พื้นท่ี
- หลุมยบุ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาดต่าง ๆ ที่อาจเกดิ จากการ
ถล่มของโพรงถ้ำหนิ ปนู เกลือหนิ ใตด้ นิ หรอื เกิดจากนำ้ พัดพาตะกอนลง
ไปในโพรงถำ้ หรอื ธารน้ำใต้ดนิ แผน่ ดินทรุดเกดิ จากการยุบตัวของชัน้ ดิน
หรือ หนิ รว่ น เม่ือมวลของแข็งหรอื ของเหลวปรมิ าณมาก ท่ีรองรับอยู่ใต้
ชนั้ ดินบรเิ วณน้ันถกู เคล่ือนย้ายออกไปโดยธรรมชาตหิ รือโดยการกระทำ
ของมนษุ ย์
71
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้
ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิด
สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต
สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม
ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ม.2 ว 4.1 ม.2/1 คาดการณแ์ นวโน้ม - สาเหตหุ รอื ปจั จยั ต่าง ๆ เชน่ ความกา้ วหน้าของศาสตรต์ ่าง
เทคโนโลยที จี่ ะเกิดขนึ้ โดยพจิ ารณาจาก ๆ การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทำให้
สาเหตหุ รือปัจจยั ท่ีสง่ ผลต่อการ เทคโนโลยมี กี ารเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา
เปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี และ - เทคโนโลยแี ตล่ ะประเภทมีผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ
วิเคราะห์ เปรยี บเทียบ ตัดสนิ ใจเลอื กใช้ ส่งิ แวดลอ้ มที่แตกตา่ งกนั จึงต้องวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บขอ้ ดี
เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบที่ ขอ้ เสีย และตัดสินใจเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสม
เกิดข้นึ ต่อชีวติ สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม
ว 4.1 ม.2/2 - ปญั หาหรือความต้องการในชมุ ชนหรอื ทอ้ งถน่ิ มหี ลายอย่าง
ระบปุ ัญหาหรือความต้องการในชมุ ชน ข้นึ กบั บรบิ ทหรือสถานการณ์ทีป่ ระสบ เช่น ดา้ นพลังงาน
หรือท้องถน่ิ สรุปกรอบของปัญหา สิ่งแวดล้อม การเกษตร การอาหาร
รวบรวม วิเคราะห์ขอ้ มลู และแนวคิดที่ - การระบุปญั หาจำเปน็ ต้องมีการวิเคราะหส์ ถานการณ์ของ
เก่ยี วข้องกบั ปัญหา ปัญหาเพื่อสรุปกรอบของปญั หา แลว้ ดำเนินการสืบคน้
รวบรวมข้อมลู ความรจู้ ากศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกย่ี วข้อง เพื่อ
นำไปสูก่ ารออกแบบแนวทางการแกป้ ัญหา
ว 4.1 ม.2/3 - การวิเคราะห์ เปรยี บเทยี บ และตัดสนิ ใจเลือกข้อมลู ที่
ออกแบบวิธีการแกป้ ัญหา โดยวิเคราะห์ จำเปน็ โดยคำนึงถงึ เง่ือนไขและทรพั ยากร เชน่ งบประมาณ
เปรยี บเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่ เวลา ข้อมลู และสารสนเทศ วัสดุ เครือ่ งมือและอปุ กรณ์ ชว่ ย
จำเปน็ ภายใตเ้ งอื่ นไขและทรัพยากรท่ีมี ใหไ้ ดแ้ นวทางการแกป้ ัญหาที่เหมาะสม
อยู่ นำเสนอแนวทางการแกป้ ัญหาให้ - การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาทำได้หลากหลายวธิ ี เชน่
ผู้อ่ืนเข้าใจ วางแผนขัน้ ตอนการทำงาน การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ การเขียนผงั งาน
และดำเนินการแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ - การกำหนดขัน้ ตอนระยะเวลาในการทำงานกอ่ น
ข้ันตอน
ว 4.1ม 2/4 ทดสอบ ประเมนิ ผล และ - การทดสอบและประเมินผลเปน็ การตรวจสอบชิ้นงาน หรือ
อธบิ ายปัญหาหรอื ข้อบกพร่องท่ีเกิดขึน้ วิธีการวา่ สามารถแกป้ ญั หาได้ตามวตั ถุประสงค์ภายใต้กรอบ
ภายใต้กรอบเง่ือนไข พรอ้ มทั้งหาแนว ของปัญหา เพ่ือหาข้อบกพร่อง และดำเนินการปรับปรงุ ให้
ทางการปรบั ปรงุ แก้ไข และนำเสนอผล สามารถแก้ไขปัญหาได้
การแก้ปัญหา - การนำเสนอผลงานเป็นการถา่ ยทอดแนวคิดเพอ่ื ให้ผอู้ ื่น
เขา้ ใจเกยี่ วกับกระบวนการทำงานและช้นิ งานหรือวธิ กี ารทไ่ี ด้
ซงึ่ สามารถทำไดห้ ลายวธิ ี เชน่ การเขียนรายงาน การทำแผ่น
นำเสนอผลงาน การจัดนทิ รรศการการนำเสนอผา่ นสื่อ
ออนไลน์
72
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.2 ว 4.1 ม.2/5 ใช้ความรู้ และทักษะ - วัสดแุ ต่ละประเภทมสี มบัติแตกตา่ งกัน เชน่ ไม้ โลหะ
เกย่ี วกับวสั ดุ อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื กลไก พลาสตกิ จึงต้องมีการวิเคราะห์สมบตั ิ เพื่อเลือกใช้ให้
ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เพื่อแกป้ ัญหา เหมาะสมกบั ลกั ษณะของงาน
หรือพฒั นางานได้อย่างถูกต้อง - การสร้างช้นิ งานอาจใช้ความรู้ เร่ืองกลไก ไฟฟ้า
เหมาะสม และปลอดภัย อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เชน่ LED มอเตอร์ บซั เซอร์ เฟือง รอก ลอ้
เพลา
- อุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสร้างชน้ิ งานหรอื พัฒนาวธิ กี ารมี
หลายประเภท ตอ้ งเลือกใช้ให้ถกู ต้อง เหมาะสม และ
ปลอดภัย รวมทงั้ รจู้ กั เก็บรกั ษา
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน
และมจี รยิ ธรรม
ชน้ั ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.2 ว 4.2 ม.2/1 ออกแบบอัลกอริทึม ที่ใช้ - แนวคิดเชิงคำนวณ
แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหา หรือ - การแก้ปัญหาโดยใชแ้ นวคดิ เชิงคำนวณ
การทำงานทพ่ี บในชวี ติ จริง - ตวั อยา่ งปญั หา เช่น การเขา้ แถวตามลำดบั ความสงู ใหเ้ รว็
ที่สุด จัดเรยี งเส้อื ใหห้ าได้งา่ ยทส่ี ุด
- ตัวดำเนินการบูลนี
ว 4.2 ม.2/2 ออกแบบและเขยี น - ฟงั ก์ชนั
โปรแกรมท่ีใชต้ รรกะและฟงั ก์ชันในการ - การออกแบบและเขยี นโปรแกรมท่ีมีการใชต้ รรกะ และ
แกป้ ัญหา ฟังก์ชัน
ว 4.2 ม.2/3 อภิปรายองค์ประกอบ - การออกแบบอลั กอรทิ ึม เพ่ือแกป้ ัญหาอาจใชแ้ นวคดิ เชิง
แ ล ะ ห ล ั ก ก า ร ท ำ ง า น ข อ ง ร ะ บ บ คำนวณในการออกแบบ เพ่ือให้ การแก้ปัญหามปี ระสทิ ธภิ าพ
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสาร - การแกป้ ัญหาอย่างเปน็ ขนั้ ตอนจะชว่ ยให้แก้ปัญหาได้อย่างมี
เพื่อประยุกต์ใช้งานหรือแก้ปัญหา ประสทิ ธภิ าพ
เบื้องตน้ - ซอฟต์แวร์ท่ีใชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เชน่ Scratch,
python, java, c
- ตัวอย่างโปรแกรม เชน่ โปรแกรมตดั เกรดหาคำตอบทั้งหมด
ของอสมการหลายตัวแปร
- องค์ประกอบและหลักการทำงานของระบบ คอมพวิ เตอร์
- เทคโนโลยกี ารสอื่ สาร
- การประยกุ ตใ์ ชง้ านและการแกป้ ญั หาเบ้ืองต้น
ว 4.2 ม.2/4 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ - ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย โดยเลือกแนวทาง
อยา่ งปลอดภัย มีความ รับผดิ ชอบ สร้าง ปฏบิ ัตเิ มื่อพบเนอ้ื หาทไ่ี ม่เหมาะสม เชน่ แจง้ รายงาน
และแสดงสิทธใิ นการเผยแพร่ผลงาน ผู้เก่ียวข้อง ป้องกนั การเข้ามาของขอ้ มลู ทีไ่ ม่เหมาะสม ไม่
ตอบโต้ ไมเ่ ผยแพร่
73
ช้ัน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.2
- การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งมีความรับผดิ ชอบ เชน่
ตระหนกั ถึงผลกระทบในการเผยแพร่ข้อมูล
- การสร้างและแสดงสทิ ธิความเปน็ เจา้ ของผลงาน
- การกำหนดสิทธกิ ารใชข้ ้อมลู
74
คำอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
รหสั วชิ า ว ๒2๑๐1 วชิ า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 4๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จำนวน 1 หน่วยกติ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1
ศึกษา วิเคราะห์องค์ประกอบของสารละลาย สภาพการละลายได้และปัจจัยที่มีผลต่อการสภาพ ละลายได้
ความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยร้อยละ ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย ระบบประสาท ระบบ
สืบพันธต์ ำแหน่งของวัตถุ ระยะทาง และการกระจัด อัตราเร็วและความเรว็ แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงและความดัน
ของของเหลว แรงพยงุ ของของเหลว โมเมนต์ของแรง แรงและสนามของแรง
โดยใช้การสืบเสาะหาความรูก้ ารสำรวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการ เรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถ สื่อสารสิ่งท่ี
เรียนรู้มีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปญั หา การนำความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน มีจิต วิทยาศาสตร์จริยธรรม
คุณธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสม
มาตรฐาน/ตัวช้วี ัด ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10,
ว 1.2 ม.2/11, ม.2/12, ม.2/12, ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15, ม.2/16, ม.2/17
ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
ว 2.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10,
ว 2.2 ม.2/11, ม.2/12, ม.2/12, ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15
รวม 35 ตัวช้วี ัด
75
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตวั ช้ีวัด/หน่วยการเรียนรู้
รหสั วิชา ว 22101 ชอ่ื วชิ า วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๓ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 4๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 1 หน่วยกติ
ลำดบั ช่อื หน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
ที่ เรยี นรู้ เรียนร้/ู ตวั ชว้ี ัด (ชม.) (100)
20
1 สารละลาย ว 2.1 สารละลายเปน็ สารผสมประเภทสารเนื้อเดียว 8
20
ม.2/4, องค์ประกอบที่มีปริมาณมากที่สุด เป็นตัวทำ
ม.2/5, ละลายและองค์ประกอบอื่นๆ เป็นตัวละลาย
ม.2/6 สถานะชองสารละลาย ขึ้นอยู่กับสถานะของ
ตัวทำละลาย ซึ่งมีทั้ง ของแข็ง ของเหลว และ
แก๊ส ความเข้มข้น ของสาระละลายมีหน่วย
ต่าง ๆ เช่น ร้อย ละ โดยเทียบอัตราส่วนโดย
มวล ปริมาตร ต่อปริมาตร หรือหน่วยมวลต่อ
ปริมาตร ของตัวละลายกับสารละลาย
ปริมาณตัว ละลายที่สามารถละลายได้มาก
ที่สุดในตัว ทำละลายและอุณหภูมิที่กำหนด
เรยี กวา่ สภาพละลายได้ของสารทีอ่ ุณหภูมิน้ัน
ซึ่ง สารละลายที่ได้จะเป็นสารละลายอิ่มตัว
เมื่อทำให้การละลายของตัวละลายใน
สารละลายอิ่มตัวลดลง ถ้าตัวละลายเป็น
ของแข็ง ตัวละลายจะแยกตัวออกจาก
สารละลายเปน็ ผลกึ
2 ร่างกายมนุษย์ ว 1.2 ระบบหายใจมีอวัยวะตา่ ง ๆ ท่เี กยี่ วข้อง ได้แก่ 12
ม.2/1 จมูก ท่อลม ปอด กะบังลม และ กระดูก
ม.2/2 ซี่โครง มนุษย์หายใจเข้า เพื่อนำ แก๊ส
ม.2/3 ออกซิเจนเข้าสู่ ร่างกายเพื่อนำไปใช้ ในเซลล์
ม.2/4 แ ล ะ ห า ย ใ จ อ อ ก เ พ ื ่ อ ก ำ จ ั ด แ ก๊ ส
ม.2/5 คาร์บอนไดออกไซด์ออกจาก ร่างกาย ระบบ
ม.2/6 ขับถ่ายมีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ ไต ท่อไต
ม.2/7 กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไต
ม.2/8 ทำหน้าที่กำจัดของเสยี เช่น ยูเรีย แอมโมเนยี
ม.2/9 กรดยูรกิ รวมทัง้ สารท่รี า่ งกาย ไม่ตอ้ งการออก
ม.2/10 จาก เลือด และควบคุม สารที่มีมากหรือน้อย
ม.2/11 เกินไประบบ หมุนเวียนเลือดประกอบด้วย
ม.2/12 หัวใจ หลอด เลอื ด และเลือด หัวใจของมนุษย์
ม.2/13 แบ่งเป็น ๔ ห้อง ได้แก่ หัวใจ ห้องบน ๒ ห้อง
ม.2/14 และ ห้องล่าง ๒ ห้อง ระหว่าง หัวใจห้องบน
ม.2/15 และหัวใจห้องล่างมีลิ้นหัวใจกั้นระบบ
76
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
ท่ี เรยี นรู้ เรยี นร/ู้ ตัวชี้วดั (ชม.) (100)
ม.2/16 ประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมอง และ
ม.2/17 ไขสันหลัง จะทำหน้าที่ร่วมกับ เส้นประสาท
ซึ่งเป็นระบบประสาทรอบ นอก ในการ
ควบคุม การทำงานของ อวยั วะตา่ ง ๆมนุษย์มี
ระบบสืบพันธุ์ท่ี ประกอบด้วยอวัยวะ ต่าง ๆ
ที่ทำหน้าที่ เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิง จะ
ทำหน้าที่ ผลิตเซลล์ไข่ส่วนอัณฑะในเพศชาย
จะทำ หน้าท่ีสรา้ งเซลลอ์ สุจิ
3 แรงและการ ว 2.2 แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์เมื่อมีแรงหลาย ๆ 18 20
เคลอ่ื นท่ี ม.2/1 ม.2/2 แรงกระทำต่อวัตถุแล้วแรงลัพธ์ที่กระทำ ต่อ
ม.2/3 ม.2/4 วัตถุมีค่าเป็นศูนย์วัตถุจะไม่ เปลี่ยนแปลงการ
ม.2/5 ม.2/6 เคลื่อนที่แต่ถ้าแรงลัพธ์ที่ กระทำต่อวัตถุมีค่า
ม.2/7 ม.2/8 ไม่เป็นศูนย์วัตถุจะ เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที
ม.2/9 เมื่อวัตถุอยู่ใน ของเหลว จะมีแรงพยุง
ม.2/10 เนื่องจากของเหลว กระทำตอ่ วตั ถุโดยมีทิศขึ้น
ม.2/11 ในแนวดิ่งการ จมหรือการลอยของวัตถุขึ้นกับ
ม.2/12 น้ำหนัก ของวัตถุและแรงพยุง แรงเสียดทาน
ม.2/13 เป็น แรงที่เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ
ม.2/14 เพอื่ ต้านการเคลือ่ นทขี่ องวตั ถุนั้นโมเมนต์ ของ
ม.2/15 แรงเป็นผลคูณของแรงที่กระทำต่อ วัตถุกับ
ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับ แนวแรง
เมื่อผลรวมของโมเมนต์ของแรงมี ค่าเป็นศูนย์
วัตถุจะอยู่ในสภาพสมดุลต่อ การหมุน การ
เคลื่อนที่ของวัตถุเป็นการ เปลี่ยนตำแหน่ง
ของวัตถุเทียบกับตำแหน่ง อ้างอิง โดยมี
ปริมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการ เคลื่อนที่ซึ่งมีท้ัง
ปรมิ าณ สเกลาร์และ ปรมิ าณเวกเตอร์
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 30
รวม 40 100
77
คำอธบิ ายรายวิชาพื้นฐาน
รหสั วิชา ว ๒2๑๐2 วชิ า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1 หนว่ ยกิต ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2
ศึกษา วิเคราะห์งานและกำลัง เครื่องกลอย่างง่าย พลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ กฎการ อนุรักษ์
พลังงาน วิธีการแยกสาร การนำความรู้เรื่องการแยกสารไปใช้ประโยชน์ โครงสร้างภายในโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนผวิ โลก ดิน ชั้นดินและชั้นหน้าตัดดิน แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำ ใต้ดิน ภัยธรรมชาติ
จากน้ำท่วม แผน่ ดินถลม่ และการกดั เซาะชายฝั่ง ภัยธรรมชาติจากหลุมยุบและแผน่ ดิน ทรดุ เชือ้ เพลงิ ซากดึกดำบรรพ์
พลังงานทดแทน
โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้การสำรวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการ เรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถ สื่อสารสิ่งท่ี
เรยี นรมู้ คี วามสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปญั หา การนำความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน มจี ิต วิทยาศาสตร์จริยธรรม
คณุ ธรรม และคา่ นิยมท่เี หมาะสม
มาตรฐาน/ตัวชี้วดั ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3
ว 2.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
ว 2.3 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10
ว 3.2
รวม 19 ตวั ชว้ี ดั
78
โครงสรา้ งรายวิชา/มาตรฐานตวั ชีว้ ัด/หนว่ ยการเรียนรู้
รหัสวชิ า ว 22102 ช่อื วชิ า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน 4๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 1 หน่วยกติ
ลำดับ ช่อื หน่วย มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
ที่ การเรยี นรู้ เรียนร/ู้ ตัวชี้วัด (ชม.) (100)
1 งานและ ว 2.3 งานเกิดขึ้นเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุให้ 10 20
พลังงาน ม.2/1 ม.2/2 เคลื่อนที่ไปในแนวที่แรงกระทำ เมื่ออก
ม.2/3 ม.2/4 แรงดันวัตถุแต่ไม่มีการเคลื่อนที่ของวัตถุถึง
ม.2/5 ม.2/6 จะออกแรงมากก็ไม่เกิดงาน เนื่องจากไม่มี
การเคลื่อนที่ของวัตถุ ดังนั้นงานคือผลของ
การใช้แรงกระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุ
เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่แรงกระทำ พลังงาน
หมายถึงความสามารถในการ ทำงาน
พลงั งานกลมี 2 รปู แบบคอื
1. พลังงานจลน์ หมายถึงพลังงานในวัตถุท่ี
กำลังเคลื่อนที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็วของ
วัตถุ จากสูตร Ek = ½ mv2
2.พลังงาน ศักย์ หมายถึงพลังงานที่สะสม
อยู่ในวัตถุ ซึ่งขึ้นอยู่กับตาแหน่งของวัตถุ
พลังงาน ศักย์จาแนกเป็นพลังงานศักย์โน้ม
ถ่วง ซึ่ง เป็นพลังงานภายนอกที่เอาชนะแรง
ของ สนามโนม้ ถว่ ง จากสตู ร Ep = mgh
ส่วนพลังงานศักย์ยืดหยุ่นเป็นพลังงานที่
เกิดขึ้น จากการกดหรือดึงสปริงหรื อการอ
ออก แรงดึงวัตถุที่มีความยืดหยุ่นให้ยืดออก
ค่า พลังงานศักย์ยืดหยุ่นหาได้จาก ครึ่งหนึ่ง
ของผลคูณระหว่างค่าคงตัวสปริงกับระยะ
ยืดหรือระยะหดยกกาลังสอง หรือ Ep = ½
kx2
2 การจำแนก ว 2.1 ม.2/1 การแยกสารผสมให้เป็นสารบริสุทธิ์ทำได้ 8 10
สาร ม.2/2 ม.2/3 หลายวิธีขึ้นอยู่กับสมบัติของสารนั้น ๆ การ
ร ะ เ ห ย แ ห ้ ง ใ ช ้ แ ย ก ส า ร ล ะ ล า ย ซ่ึ ง
ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็น ของแข็งใน
ตัวทำละลายที่เป็นของเหลว โดยใช้ความ
ร้อนระเหยตัวทำละลายออกไปจนหมด
เหลือแต่ตัวละลาย การตกผลึกใช้แยก
สารละลาย ที่ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็น
ของแข็งใน ตัวทำละลายที่เป็นของเหลว
โดยทำให้สารละลายอิ่มตัวแล้วปล่อยให้ ตัว
ทำละลายระเหยออกไปบางสว่ น ตัว ละลาย
79
ลำดับ ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา คะแนน
ที่ การเรียนรู้ เรียนรู้/ตัวชี้วดั (ชม.) (100)
10 20
จะตกผลึกแยกออกมา การกลั่น อย่างง่าย
10 10
และการแยกสารโดยวธิ ีโคร มาโทกราฟี
3 โลกและการ ว 3.2 ม.2/4 โลกเป็นสมาชิกหนึ่งของระบบสุริยะ ซึ่งมีด
เปลีย่ นแปลง ม.2/5 ม.2/6 วงอาทติ ยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลางของระบบ เน่อื งจาก
ม.2/7 ม.2/8 โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ม.2/9 ม.2/10 นักวิทยาศาสตร์จึงยังคงศึกษา ต่อไป โลก
แบ่งออกเป็นชั้นได้ 3 ชั้น ได้แก่ เปลือกโลก
แมนเทิล และแก่นโลก นอกจากนี้ โลกยัง
ประกอบด้วยสสารต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสสาร
เหล่านี้มสี ถานะ ตา่ งกนั และสามารถเปลี่ยน
สถานะได้เมื่อ อยู่ในภาวะที่เหมาะสมแผ่น
เปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อยู่ ตลอดเวลา
และแต่ละแผ่นมีทิศทางการ เคลื่อนที่
ต่างกัน สามารถแบ่งการเคลื่อนท่ี ของแผ่น
เปลือกโลกออกเป็น 3 แบบ คือ เคลื่อนที่มา
ชนกัน เคลื่อนที่แยกจากกัน และเคลื่อนท่ี
แบบสวนกัน ซึ่งมีผลทำให้ เกิดกระบวนการ
ทางธรณีวิทยา เช่น การ คดโค้งโก่งงอ การ
ยกตัวและยุบตัว การผุ พังอยู่กับที่ การ
กรอ่ น การพดั พา และการ ทับถม
4 ทรัพยากร ว 3.2 ม.2/1 เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เกิดจากการ
พลงั งาน ม.2/2 ม.2/3 เปลี่ยนแปลงสภาพของซากสิ่งมีชีวิตในอดีต
โดยกระบวนการทางเคมี และธรณีวิทยา
เชื้อเพลิงซากดกึ ดำบรรพ์ ได้แก่ ถ่านหนิ หิน
น้ำมัน และปิโตรเลียม ซึ่งเกิดจากวัตถุต้น
กำเนิด และสภาพแวดล้อม การเกิดท่ี
แตกต่างกัน ทำให้ได้ชนิดของเชื้อเพลิงซาก
ดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัติและการ
นำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน สำหรับ
ปิโตรเลียม จะต้องมีการผ่านการกลั่นลำดับ
ส่วนก่อนการใช้งาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่
เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงซาก
ดึกดำบรรพ์เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
เนื่องจากต้อง ใช้เวลานานหลายล้านปจี ึงจะ
เกิดขึ้นใหม่ ได้เนื่องจากเชื้อเพลิงซากดึกดำ
บรรพม์ ปี รมิ าณจำกัดและมกั เพิ่มมลภาวะใน
บรรยากาศมากขึ้นจึงมีการใช้พลังงาน
ทดแทนมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
80
ลำดบั ช่ือหน่วย มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา คะแนน
ท่ี การเรยี นรู้ เรยี นร้/ู ตวั ช้ีวัด (ชม.) (100)
พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล 10
30
พลังงานคลื่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ 100
พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งพลังงานทดแทน แต่
ละชนิด จะมีข้อดีและข้อจำกัดที่ แตกต่าง
กนั
สอบกลางภาค 1
สอบปลายภาค 1
รวม 40
81
คำอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
รหสั วิชา ว ๒๒๑๐๓ วิชา วิทยาการคำนวณ ๓ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ช่ัวโมง/ภาค จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑
ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมที่ใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหา หรือการทำงานที่พบในชีวิตจริง
การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่ใชต้ รรกะและฟังกช์ ันในการแก้ปัญหา การเขียนโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์Scratch,
python, java และ c อภิปรายองค์ประกอบและหลักการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร
เพื่อประยุกต์ใช้งานหรือแก้ปัญหาเบื้องต้น ตลอดจนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ สร้าง
และแสดงสิทธิในการเผยแพร่ผลงาน
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) และการเรียนรู้แบบใช้
โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์
การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อให้เกิดทักษะ
ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะใน การวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิงค านวณมาประยุกต์ใช้ใน
การสรา้ งโครงงานได้
เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นมีความรู้ ความเข้าใจ การนำขอ้ มูลปฐมภูมเิ ข้าสู่ระบบคอมพวิ เตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอ
ข้อมูลและ สารสนเทศได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียน
โปรแกรมอย่างง่าย เพ่อื ช่วย ในการแก้ปัญหา ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อ
สังคม ตลอดจนนำความรู้ความเข้าใจใน วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการ
ดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ มีความสามารถในการแก้ปัญหาและมีทักษะในการ
สื่อสาร มีความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด
ว 4.2 ม.2/1 ,ม.2/2 ,ม.2/3 , ม.2/4
รวมท้ังหมด 4 ตัวข้วี ัด
82
โครงสรา้ งรายวชิ า/มาตรฐานตวั ชว้ี ัด/หน่วยการเรียนรู้
รหสั วิชา ว 22103 ชอ่ื วิชา วทิ ยาการคำนวณ 3 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรียน 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
ลำดับ หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา คะแนน
(ชั่วโมง) (100)
ท่ี เรยี นร/ู้ เรือ่ ง การเรยี นรู/้ ตวั ชี้วัด
1 แนวคิดเชงิ ว 4.2 ม.2/1 แนวคิดเชิงคำนวณ คือ แนวคิดใน 2 15
คำนวณกับการ การแก้ปัญหาต่าง ๆ เพราะเป็น
แกป้ ญั หา กระบวนการที่มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแถวตามลำดับของ
นักเรียน หรือปัญหาการจัดเรียงเสื้อผ้า
อีกทั้งเป็นกระบวนการที่มนุษย์และ
คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจร่วมกันได้
ดังนั้นจึงควรนำแนวคิดเชิงคำนวณเข้า
มาใช้ในการแก้ปัญหา เพ่อื ใหเ้ กิดผลลัพธ์
ในการแกป้ ัญหาทีม่ ีประสิทธภิ าพ
2 การออกแบบ ว 4.2 ม.2/2 การออกแบบขั้นตอนการทำงาน 8 15
ข้ันตอนการ ของโปรแกรมหรือการออกแบบ
ทำงานดว้ ยการ อัลกอริทึม เป็นการออกแบบลำดับ
เขียนโปรแกรม ขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม ซึ่ง
ดว้ ยภาษา สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
Python การใช้ภาษาธรรมชาติ การใช้รหัส
จำลอง และการใชผ้ ังงาน โดยภาษาไพ
ทอนเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ชนดิ หนึง่ ที่เหมาะสำหรบั ผู้เริ่มต้นเขียน
โปรแกรมไปจนถึงการประยุกต์ใช้งาน
ในระดับสูง เนื่องจากเป็นภาษาที่มี
โครงสร้างและไวยากรณ์ค่อนข้างง่าย
ไม่ซับซ้อน ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ มี
การนำตัวแปร และฟังก์ชันมาช่วยใน
การทำงาน ตลอดจนมีโครงสร้างการ
ทำงานแบบเรียงลำดับ และโครงสร้าง
การทำงานแบบเลือกทำ เพื่อให้
สามารถคำนวณ ประมวลผลได้ตามที่
ตอ้ งการ
3 ระบบ ว 4.2 ม.2/3 ระบบคอมพิวเตอร์ หมายถึง การ 4 20
คอมพิวเตอร์ ทำงานของคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนต่างๆ
มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายในการทำงานอย่างมีระบบ
ประกอบไปด้วยหน่วยต่าง ๆ ทำงาน
ร่วมกันอย่างเป็นระบบ คือ หน่วยรับ
83
ลำดบั หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา คะแนน
(ชวั่ โมง) (100)
ท่ี เรียนร/ู้ เรอื่ ง การเรียนร/ู้ ตวั ชวี้ ัด
ข้อมูล หน่วยประมวลผลกลาง
หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำ
สำรอง และหน่วยแสดงผลข้อมูล และ
ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร
ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิต
ของมนุษย์มากขึ้น ซึ่งองค์ประกอบ
ของการสื่อสารข้อมูลประกอบไปด้วย
ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสาร สื่อกลาง ผู้รับ
สาร และโปรโตคอล นอกจากนั้น
ระบบเครือข่ายในปัจจุบันยังแบ่งเป็น
เครือข่ายส่วนบุคคล เครือข่ายท้องถ่ิน
เครือข่ายระดับเมือง และเครือข่าย
ระดบั ประเทศ
4 การใช้ ว 4.2 ม.2/4 เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามี 4 20
เทคโนโลยี บทบาทกับชวี ติ ของผคู้ นในหลากหลาย
สารสนเทศ ด้าน และถือเป็นเครื่องมือที่มี
อย่างปลอดภัย ความสำคัญอย่างยิง่ ต่อการดำเนินชีวิต
ของคนในสงั คมปจั จุบนั เม่ือเทคโนโลยี
ส า ร ส น เ ท ศ ไ ด ้ ร ั บ ก า ร พ ั ฒ น า ใ ห ้ มี
รูปแบบที่มีความน่าสนใจและอยู่
ใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีจงึ
สร้างทั้งคุณประโยชน์และโทษให้กับ
ผู้ใช้ ทัง้ โดยตั้งใจหรอื ไม่ต้งั ใจ
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
84
คำอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
รหสั วชิ า ว ๒๒๑๐๔ วชิ า วิทยาการคำนวณ ๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๒
ศึกษาสาเหตหุ รือปัจจัยทสี่ ่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผลกระทบจากการเปล่ยี นแปลงเทคโนโลยี
ต่อมนุษย์ และสังคม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีต่อสิ่งแวดล้อม ประเภท ของวัสดุอุปกรณ์เพื่อให้สามารถสร้างชิ้นงานได้ตรงกับความต้องการ มีความ
ปลอดภยั และใช้ทรพั ยากรได้อย่างคุ้มคา่ เคร่อื งกลในการสร้างช้นิ งาน ไดแ้ ก่ รอก คาน ล้อและเพลา พืน้ เอียง ล่ิม สก
รู เครื่องมือในการสรา้ งชิ้นงาน เคร่อื งมือวัด เคร่อื งมือตดั เครอื่ งมือ ยดึ ติด เครือ่ งมอื เจาะ เสียงและอปุ กรณ์ทที่ ำให้เกิด
เสยี ง อุปกรณ์ทท่ี ำให้เกิดเสยี ง ไฟฟา้ และอุปกรณ์ทท่ี ำใหเ้ กิดแสง วงจรไฟฟา้ และ การตอ่ ตวั ต้านทาน ประเภทและการ
ต่อวงจรไฟฟ้า ความสัมพันธ์ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แนวคิด กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ระบบเทคโนโลยีการคิดเชิงออกแบบ แนวคิดหลักของการคิดเชิง
ออกแบบ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ และความคิดเชิงออกแบบของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ
พลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) เน้นใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏบิ ัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การ
แกป้ ัญหาวางแผนการเรยี นรู้ และ นำเสนอผา่ นการทำกจิ กรรมโครงงาน
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี
ประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยี
ตอ่ ชวี ิต สงั คม และส่งิ แวดล้อม ตลอดจนนำความร้คู วามเขา้ ใจในวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ต่อสังคมและการดำรงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปญั หาและการ
จัดการทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมใน
การใช้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์
มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด
ว.4.1 ม.2/1 ,ม.2/2 ,ม.2/3 , ม.2/4 ,ม.2/5
รวมทั้งหมด 5 ตัวช้ีวัด
85
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตวั ชว้ี ดั /หนว่ ยการเรียนรู้
รหัสวชิ า ว 22104 ชอื่ วิชา วิทยาการคำนวณ 4 กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
ลำดบั หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา คะแนน
(ชั่วโมง) (100)
ท่ี เรียนรู้/เร่ือง การเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั
1 เทคโนโลยีกับ ว 4.1 ม.2/1 มนุษย์ค้นพบและสร้างองค์ 2 15
ชวี ติ ความรู้หลายสาขา เช่น วิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ศาสตร์ที่ส่งผลต่อการพัฒนา
เทคโนโลยีอย่างมาก คือวิทยาศาสตร์
เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ใน
ธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
โดยมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ใน
การสืบเสาะหาความรู้นั้นอาศัยการ
สงั เกตเปน็ พ้นื ฐาน และคณติ ศาสตร์ท่ี
เกี่ยวข้องกับการอธิบายโครงสร้าง
ความสัมพันธ์ ระเบียบ รูปแบบ หรือ
แบบแผนต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในธรรมชาติ
รอบตัวและภาพที่อยู่ในสมอง เท่าที่
มนุษย์จะสามารถรับรู้ได้ทั้งในเชิง
นามธรรมและเชิงรูปธรรม โดยอาศัย
การคำนวณและโมเดลทาง
คณิตศาสตร์มาอธิบาย ดังนั้น การ
ค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่มีการ
อธิบายในรูปแบบของสมการทาง
คณิตศาสตร์ที่แม่นยำจะช่วยให้เกิด
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย
และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสร้าง
ผลกระทบทั้งทางด้านมนุษย์และ
สังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้าน
สิง่ แวดลอ้ ม
2 วสั ดุ อปุ กรณ์ ว 4.1 ม.2/5 ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และ 6 15
ทางเทคโนโลยี เทคโนโลยีพัฒนาและก้าวหน้าอย่าง
รวดเร็วจึงได้มีการนำความรู้เหล่าน้ี
มาพัฒนาและปรับปรุงวัสดุต่าง ๆ
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่
หลากหลาย โดยผ่านกระบวนการ
ทางเทคโนโลยี และถูกส่งต่อจน
พัฒนามาเป็นกระบวนการออกแบบ
86
ลำดับ หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา คะแนน
ที่ เรียนรู้/เรอ่ื ง การเรียนร้/ู ตวั ชว้ี ดั (ชวั่ โมง) (100)
เชิงวิศวกรรม โดยการสร้างเครื่องมือ
3 กระบวนการ ว 4.1 ม.2/2 หรือชิ้นงาน ความรู้เกี่ยวกับวัสดุ 6 20
ออกแบบเชงิ ม.2/3 อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก เสียง แสง
วศิ วกรรม ม.2/4 ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4 20
เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยทำให้สร้าง
4 การคดิ เชิง ว 4.1 ม.2/2 ช้นิ งานได้เหมาะสมและปลอดภัย 1 10
ออกแบบ ม.2/3 1 20
ม.2/4 ก ร ะ บ ว น ก า ร อ อ ก แ บ บ เ ชิ ง 20 100
วิศวกรรมเป็นกระบวนการที่สามารถ
นำมาแก้ปัญหาหรือสร้างสรรคส์ ่ิงใหม่
ๆ ซึ่งกระบวนการออกแบบวศิ วกรรม
จะเริ่มจากการระบุปัญหาหรือสิ่งท่ี
ต้องการที่จะสร้างขึ้น จากน้ัน
รวบรวม องคค์ วามรู้ ออกแบบวิธีการ
แก้ปัญหา วางแผนดำเนินการ
ประเมินผล และนำเสนอการ
แกป้ ัญหาหรอื ผลงานของช้นิ งาน
การคิดเชิงออกแบบเป็นแนวคิด
ที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยยึดเอาคน
หรือประสบการณ์ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
และร่วมกันค้นคิดวิธีการแก้ปัญหา
ร่วมกันของทีมงานอย่างสร้างสรรค์
ท ำ ใ ห ้ ต ้ น แ บ บ ท ี ่ ผ ล ิ ต ข ึ ้ น ม า เ ป็ น
เทคโนโลยีที่มีความที่มีข้อผิดพลาด
น้อย และเทคโนโลยีนั้นมีมูลค่าที่
สูงข้ึน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาด้วย
การเน้นทำความเข้าใจว่าคนต้องการ
อะไร แทนที่วิธีการแบบเดิมที่มัก
เริม่ ต้นจาก “ปญั หา”
สอบกลางภาค
สอบปลายภาค
รวม
87
คำอธบิ ายรายวชิ าเพ่มิ เติม
รหัสวชิ า ว 2๒๒0๑ ชอื่ วิชา เสรมิ ทักษะวทิ ยาศาสตร์ ๓ กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรียน ๒๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๒ ภาคเรียนท่ี 1
ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามความสนใจ ตั้งแต่เริ่ม จนทำโครงงานสำเร็จ การทำโครงงานเน้นให้นักเรียนฝึก
คิด วิเคราะหป์ ญั หาทส่ี นใจที่จะทำโครงงาน คิดออกแบบการทดลองได้ และตดั สินใจเลอื กวิธีการทีเ่ หมาะสม มกี ารวาง
แผนการดําเนนิ งานเพื่อลงมือปฏิบัติทดลองได้อย่างเปน็ ข้ันตอนและมีระบบ บันทึกผล วิเคราะหผ์ ล สรุปผล และเขียน
รายงาน ตลอดจนนําเสนอผลงานและแสดงผล งานของโครงงานวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมจะช่วยพัฒนานักเรียน
ใหส้ ามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหา ผลการศกึ ษาค้นคว้าในระดบั ของนักเรียนจะขยายไปถึงขั้นนาํ ไปใช้แก้ปัญหา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยใี นทอ้ งถ่นิ สง่ ผลตอ่ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ของตนและชมุ ชน
ผลการเรียนรู้
๑. มีความรู้ความเข้าใจและบอกความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ รวมทั้งจําแนกชนิดโครงงาน ประเภท
ตา่ ง ๆ
๒. ระบุขน้ั ตอนการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
๓. ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน กำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุมและ กำหนดนิยามเชิง ปฏิบัติการ
จากปัญหาและสถานการณท์ ก่ี าํ หนดให้
๔. ออกแบบขั้นตอนการดําเนนิ งาน และเขียนเค้าโครงโครงงานจากปัญหาและสถานการณท์ ่ีกําหนดให้
๕. บันทกึ ผลการดาํ เนนิ งาน แปรความหมายข้อมูล สรุป และวิจารณผ์ ลจากข้อสรปุ
๖. เขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์
๗. นาํ เสนอและแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์
รวมทั้งหมด ๗ ผลการเรยี นรู้
88
โครงสรา้ งรายวชิ า/มาตรฐานตัวชว้ี ัด/หนว่ ยการเรียนรู้
รหสั วชิ า ว 22201 ช่ือวชิ า เสรมิ ทักษะวิทยาศาสตร์ ๓ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 0.5 หน่วยกติ
ลำดบั ท่ี หนว่ ยการเรียนร/ู้ เรอื่ ง เวลา คะแนน
(ชว่ั โมง)
๑ ความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ ๑ ๑๐
๒ ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ ๒ ๑๐
๓ ตวั อย่างโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 2๕
๔ การเขียนเค้าโครงโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ๑ ๑๐
๕ โครงงานประเภทสํารวจอย่างง่าย ๓๕
๖ โครงงานประเภททดลองอยา่ งงา่ ย ๓๕
๗ โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์อย่างงา่ ย ๓๕
๘ การเขยี นรายงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ๑ ๑๕
๙ การนําเสนอโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ๒ ๑๕
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค ๑ 20
รวม 20 100
89
คำอธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เติม
รหัสวชิ า ว 2๒๒0๒ ช่อื วิชา เสริมทกั ษะวิทยาศาสตร์ ๔ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒ ภาคเรียนท่ี ๒
ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามความสนใจ ตั้งแต่เริ่ม จนทำโครงงานสำเร็จ การทำโครงงานเน้นให้นักเรียนฝึก
คิด วเิ คราะห์ปญั หาทีส่ นใจท่ีจะทำโครงงาน คดิ ออกแบบการประดิษฐ์และทดลองประสทิ ธภิ าพได้ และตัดสินใจเลือก
วิธีการที่เหมาะสม มีการวางแผนการ ดําเนินงานเพื่อลงมือปฏิบัติทดลองได้อย่างเป็นขั้นตอนและมีระบบ บันทึกผล
วิเคราะห์ผล สรุปผล และเขียน รายงาน ตลอดจนนําเสนอผลงานและแสดงผลงานของโครงงานวิทยาศาสตร์ การทำ
กิจกรรมจะชว่ ยพัฒนา นกั เรียนให้สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปญั หา ผลการศึกษาค้นควา้ ในระดับของนักเรียนจะ
ขยายไปถึงขัน้ นาํ ไปใช้แก้ปญั หาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นท้องถนิ่ ส่งผลตอ่ การพัฒนาดา้ นตา่ ง ๆ
ผลการเรียนรู้
๑. ระบุปญั หาจากชีวิตประจำวันเพอ่ื นาํ ไปสกู่ ารทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
๒. สบื ค้นขอ้ มูลประกอบการทำโครงงานวทิ ยาศาสตรจ์ ากแหล่งข้อมูลทห่ี ลากหลาย และมคี วามนา่ เชือ่ ถอื
๓. วเิ คราะห์ปญั หา วางแผนการทดลอง จัดทำเคา้ โครงโครงงานวิทยาศาสตร์
๔. ทำงานเปน็ กล่มุ มคี วามคดิ ริเรมิ่ สร้างสรรค์ในการแสดงความคดิ เหน็ การออกแบบหรือดัดแลงการ ทดลอง
ตลอดจนวัสดุอปุ กรณใ์ นการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์
๕. ทำโครงงานวทิ ยาศาสตรต์ ามความถนัดและสนใจ
๖. นาํ เสนอและจดั แสดงผลงานในรปู แบบการนําเสนอปากเปล่า หรอื นิทรรศการ
รวมทั้งหมด ๖ ผลการเรียนรู้
90
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตัวชีว้ ัด/หน่วยการเรยี นรู้
รหสั วชิ า ว 22202 ชื่อวิชา เสริมทักษะวิทยาศาสตร์ 4 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 0.5 หน่วยกติ
ลำดบั ที่ หน่วยการเรียนร/ู้ เรือ่ ง เวลา คะแนน
(ชว่ั โมง)
๑ การระบุปญั หา สมมตุ ฐิ าน และตัวแปร ๒ ๑0
๒ การสืบคน้ และรวบรวมข้อมลู ๒ ๑๐
๓ การวางแผนดำเนินการ 3 ๑๐
๔ ความน่าเชือ่ ถือของผลการดำเนนิ การ ๒ ๑๐
๕ การจดั กระทำข้อมูล สรปุ และ วิจารณ์ผลการดำเนินการ ๒ ๑๐
๖ การเขยี นรายงานและการ นาํ เสนอผลการดำเนินการ ๕ ๑0
๗ การประยุกต์ใช้โครงงาน วิทยาศาสตร์ ๓ ๑๐
สอบกลางภาค ๑ 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
91
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
ตัวช้วี ัดสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ มีชวี ิตกับสิง่ มีชวี ติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนทีใ่ นระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ
อนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.3 ว 1.1 ม.3/1 - ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์
อธบิ ายปฏิสมั พนั ธ์ของ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ แร่ธาตุ
องค์ประกอบของระบบนิเวศที่ แก๊ส องค์ประกอบเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น พืชต้องการแสง น้ำ
ไดจ้ ากการสำรวจ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในการสร้างอาหาร สัตว์ต้องการอาหาร
ว 1.1 ม.3/2 และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต เช่น อุณหภูมิ
อธิบายรูปแบบความ สัมพนั ธ์ ความชื้น องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่าง
ระหว่างส่ิงมชี วี ติ กบั ส่ิงมีชีวติ เหมาะสม ระบบนิเวศจงึ จะสามารถคงอยู่ตอ่ ไปได้
รูปแบบต่าง ๆ ในแหล่งทอ่ี ยู่ - สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาวะ
เดียวกนั ทีไ่ ดจ้ ากการสำรวจ พึ่งพากัน ภาวะอิงอาศยั ภาวะเหยอ่ื กบั ผูล้ ่า ภาวะปรสติ
- สิง่ มีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยรู่ ว่ มกันในแหล่งท่อี ยูเ่ ดยี วกนั ในช่วง
เวลาเดยี วกนั เรียกว่าประชากร
- กลุ่มสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยประชากรของสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิด
อาศัยอยรู่ ว่ มกันในแหล่งที่อย่เู ดยี วกัน
ว 1.1 ม.3/3 - กลมุ่ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตามหนา้ ท่ีไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ ได้แก่
สร้างแบบจำลองในการ ผู้ผลติ ผบู้ ริโภค และผูย้ ่อยสลายสารอินทรยี ์ ส่ิงมีชีวิตท้ัง 3 กลมุ่ น้ี มี
อธบิ ายการถ่ายทอดพลงั งาน ความสัมพันธก์ ัน ผู้ผลิตเป็นสิ่งมชี ีวิตทีส่ ร้างอาหารไดเ้ อง โดย
ในสายใยอาหาร กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ผบู้ ริโภค เปน็ สิง่ มีชวี ติ ทไ่ี มส่ ามารถ
ว 1.1 ม.3/4 สรา้ งอาหารได้เอง และต้องกินผ้ผู ลติ หรอื สง่ิ มีชวี ติ อ่ืนเปน็ อาหาร เมอ่ื
อธบิ ายความสมั พันธข์ อง ผูผ้ ลติ และผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผยู้ ่อยสลายสารอินทรยี ์ซ่งึ จะ
ผผู้ ลติ ผ้บู ริโภค และผ้ยู อ่ ย เปล่ยี นสารอินทรีย์เปน็ สารอนิ ทรียก์ ลบั คืนสูส่ ่ิงแวดล้อม ทำใหเ้ กิดการ
สลายสารอนิ ทรีย์ในระบบ หมุนเวียนสารเปน็ วฏั จักร จำนวนผ้ผู ลิต ผบู้ รโิ ภค และผู้ย่อยสลาย
นิเวศ สารอนิ ทรีย์ จะต้องมีความเหมาะสม จึงทำให้กลุม่ ส่ิงมชี วี ติ อย่ไู ด้อยา่ ง
สมดลุ
ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ายการ - พลังงานถกู ถา่ ยทอดจากผู้ผลติ ไปยังผบู้ ริโภคลำดับต่าง ๆ รวมทัง้ ผู้
สะสมสารพิษในสงิ่ มชี วี ิตในโซ่ ยอ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์ ในรปู แบบสายใยอาหาร ท่ีประกอบด้วย โซ่
อาหาร อาหารหลายโซ่ทสี่ ัมพนั ธ์กัน ในการถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหาร
พลังงานท่ีถูกถ่ายทอดไปจะลดลงเร่อื ย ๆ ตามลำดับของการบริโภค
92
ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ว 1.1 ม.3/6 ตระหนกั ถึง - การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ อาจทำให้ มสี ารพษิ สะสมอยู่ใน
ความสมั พนั ธ์ของสงิ่ มีชวี ิตและ ส่งิ มีชวี ติ ได้ จนอาจก่อใหเ้ กิดอนั ตรายต่อส่ิงมชี วี ิต และทำลายสมดุลใน
สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ โดย ระบบนิเวศ ดงั นน้ั การดูแลรกั ษาระบบนิเวศใหเ้ กิดความสมดุล และคง
ไม่ทำลายสมดลุ ของระบบ อย่ตู ลอดไปจงึ เปน็ สง่ิ สำคญั
นเิ วศ
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ทีท่ ำงานสมั พนั ธก์ ัน รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
- --
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสารพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำ
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.3 ว 1.3 ม.3/1 - ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไป
อธบิ ายความสมั พันธ์ ยังอกี รุ่นหนึง่ ได้ โดยมียีนเปน็ หนว่ ยควบคุมลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ระหวา่ ง ยนี ดีเอ็นเอ และ - โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ และโปรตนี ขดอยใู่ นนิวเคลยี ส ยนี
โครโมโซม โดยใช้ ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมีความสัมพันธ์กนั โดยบางสว่ นของดเี อ็นเอทำ
แบบจำลอง หนา้ ท่เี ปน็ ยีนทีก่ ำหนดลักษณะของส่งิ มีชีวติ
ว 1.3 ม.3/2 อธิบายการ - สิง่ มีชีวติ ทม่ี โี ครโมโซม 2 ชดุ โครโมโซมทีเ่ ปน็ คู่กนั มกี ารเรียงลำดบั
ถ่ายทอดลักษณะทาง ของยนี บนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกวา่ ฮอมอโลกสั โครโมโซม ยีนหน่ึง
พนั ธกุ รรมจากการผสมโดย ทอี่ ยู่บนคู่ฮอมอโลกสั โครโมโซม อาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เรยี กแต่ละ
พจิ ารณาลักษณะเดียวท่ี รปู แบบของยนี ท่ีตา่ งกันน้ีว่าแอลลีล ซึง่ การเข้าค่กู นั ของแอลลีลตา่ ง ๆ
แอลลลี เด่นขม่ แอลลลี ดอ้ ย อาจสง่ ผลทำให้ส่งิ มชี วี ิตมีลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกนั ได้
อยา่ งสมบูรณ์ - สิง่ มีชีวิตแตล่ ะชนดิ มีจำนวนโครโมโซมคงที่ มนุษย์มีจำนวนโครโมโซม
23 คู่ เป็นออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญงิ
มีโครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมโี ครโมโซมเพศเปน็ XY
- เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถั่วชนิด
หนึ่ง และนำมาสู่หลักการพื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทาง
พนั ธุกรรมของส่งิ มีชีวิต
93