ช้นั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ม.3 ว 1.3 ม.3/3 อธบิ ายการ - สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซมเป็น 2 ชุด ยีนแต่ละตำแหน่งบนฮอมอโลกัส
เกดิ จโี นไทป์และฟีโนไทป์ โครโมโซมมี 2 แอลลีล โดยแอลลีลหนึ่งมาจากพ่อ และอีกแอลลีลมา
ของลูก และคำนวณ จากแม่ ซึ่งอาจมีรูปแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกัน แอลลีลที่แตกต่าง
อตั ราสว่ นการเกดิ จีโนไทป์ กันน้ี แอลลีลหนึ่งอาจมีการแสดงออกข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ เรียกแอล
และฟีโนไทปข์ องรนุ่ ลกู ลีลนั้นว่า เป็นแอลลีลเด่น ส่วนแอลลีลที่ถูกข่มอย่างสมบูรณ์เรียกว่า
ว 1.3 ม.3/4 เป็น แอลลีลด้อย
อธบิ ายความแตกต่างของ - เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลที่เป็นคู่กัน ในแต่ละฮอมอโลกัส
การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซิส โครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์
และไมโอซสิ สืบพันธุ์จะได้รับเพียง 1 แอลลีล และจะมาเข้าคู่กับแอลลีลที่ตำแหนง่
เดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธุ์หนึ่งเมื่อเกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจีโน
ไทป์และแสดงฟโี นไทปใ์ นรุ่นลกู
- กระบวนการแบ่งเซลลข์ องสิ่งมชี ีวติ มี 2 แบบ คือ ไมโทซสิ
และไมโอซสิ
- ไมโทซสิ เปน็ การแบ่งเซลล์เพือ่ เพ่ิมจำนวนเซลล์รา่ งกาย ผลจากการ
แบง่ จะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ ท่มี ลี ักษณะและจำนวนโครโมโซมเหมือน
เซลลต์ งั้ ต้น
- ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพ่อื สรา้ งเซลลส์ บื พันธุ์ ผลจากการแบง่
จะไดเ้ ซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มจี ำนวนโครโมโซมเป็นคร่ึงหนึ่งของเซลล์ต้งั
ตน้ เมือ่ เกิดการปฏสิ นธขิ องเซลล์สืบพนั ธ์ุ ลกู จะไดร้ บั การถ่ายทอด
โครโมโซมชุดหน่ึงจากพ่อและอีกชดุ หนึ่งจากแม่ จงึ เป็นผลใหร้ นุ่ ลกู มี
จำนวนโครโมโซมเทา่ กับรนุ่ พ่อแม่และจะคงท่ีในทุกๆ รุ่น
ว 1.3 ม.3/5 บอกได้วา่ - การเปลีย่ นแปลงของยีนหรือโครโมโซม ส่งผลให้เกดิ การ
การเปลย่ี น แปลงของยีนหรือ เปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มีชวี ติ เช่น โรคธาลัสซเี มีย
โครโมโซมอาจทำให้เกิดโรค เกิดจากการเปล่ยี นแปลงของยนี กลมุ่ อาการดาวน์เกดิ จากการ
ทางพันธุกรรม พร้อมท้ัง เปลีย่ นแปลงจำนวนโครโมโซม
ยกตัวอย่างโรคทางพันธุกรรม - โรคทางพนั ธกุ รรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแมไ่ ปส่ลู กู ได้ ดังน้นั กอ่ น
ว 1.3 ม.3/6 ตระหนกั ถงึ แต่งงานและมบี ตุ รจึงควรปอ้ งกันโดยการตรวจและวนิ ิจฉัยภาวะเสีย่ ง
ประโยชนข์ องความรเู้ ร่ือง จากการถ่ายทอดโรคทางพนั ธุกรรม
โรคทางพันธกุ รรม โดยรูว้ ่า - มนุษย์เปลย่ี นแปลงพนั ธุกรรมของสง่ิ มีชีวิตตามธรรมชาติ เพื่อให้ได้
ก่อนแต่งงานควรปรึกษา สิ่งมชี ีวิตทมี่ ีลักษณะตามต้องการ เรยี กสิง่ มชี ีวติ นว้ี า่ สงิ่ มชี ีวติ ดดั แปร
แพทย์ เพ่ือตรวจและ พันธุกรรม
วินิจฉยั ภาวะเส่ยี งของลูกที่ - ในปัจจบุ ันมนษุ ย์มีการใชป้ ระโยชน์จากส่ิงมีชีวติ ดัดแปรพันธกุ รรม
อาจเกิดโรคทางพนั ธุกรม เป็นจำนวนมาก เชน่ การผลิตอาหาร การผลติ ยารกั ษาโรค การเกษตร
ว 1.3 ม.3/7 อธบิ ายการ อย่างไรกด็ ี สงั คมยังมีความกงั วลเกีย่ วกบั ผลกระทบของส่งิ มีชีวิตดดั
ใชป้ ระโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดดั แปรพันธุกรรมท่ีมตี ่อสง่ิ มชี วี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม ซงึ่ ยังทำการตดิ ตาม
แปรพนั ธุกรรม และ ศึกษาผลกระทบดงั กลา่ ว
ผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์
และสงิ่ แวดล้อม โดยใช้
ขอ้ มูลที่รวบรวมได้
94
ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.3 ว 1.3 ม.3/8 ตระหนักถึง - ความหลากหลายทางชวี ภาพ มี 3 ระดบั ได้แก่ ความหลากหลาย
ประโยชนแ์ ละผลกระทบ ของระบบนเิ วศความหลากหลายของชนดิ ส่ิงมชี วี ติ และความ
ของส่งิ มีชีวติ ดัดแปร หลากหลายทางพนั ธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพน้มี ี
พันธุกรรมท่ีอาจมตี ่อมนุษย์ ความสำคญั ต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศทมี่ ีความ
และส่ิงแวดล้อม โดยการ หลากหลายทางชวี ภาพสงู จะรกั ษาสมดลุ ได้ดกี ว่าระบบนิเวศที่มคี วาม
เผยแพร่ความรู้ทไี่ ดจ้ ากการ หลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่า นอกจากน้ีความหลากหลายทางชีวภาพ
โต้แย้งทางวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ยังมีความสำคัญตอ่ มนษุ ย์ในด้านต่าง ๆ เชน่ ใชเ้ ปน็ อาหาร ยารักษา
มขี ้อมูลสนับสนนุ โรค วตั ถดุ บิ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังน้นั จึงเป็นหน้าที่ของทกุ คนใน
ว 1.3 ม.3/9 เปรยี บเทียบ การดูแลรักษา ความหลากหลายทางชวี ภาพใหค้ งอยู่
ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ ในระดบั ชนดิ
สง่ิ มีชีวิตในระบบนิเวศตา่ งๆ
ว 1.3 ม.3/10 อธิบาย
ความสำคญั ของความ
หลากหลายทางชวี ภาพที่มี
ตอ่ การรักษาสมดุลของ
ระบบนเิ วศ และต่อมนุษย์
ว 1.3 ม.3/11 แสดง
ความตระหนักในคุณค่าและ
ความสำคญั ของความ
หลากหลายทางชวี ภาพ โดย
มีสว่ นรว่ มในการดแู ลรกั ษา
ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ
95
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และ
การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.3 ว 2.1 ม.3/1 ระบุสมบตั ิ - พอลิเมอร์ เซรามิกส์ และวสั ดผุ สม เป็นวสั ดุทีใ่ ช้มากในชวี ิตประจำวนั
ทางกายภาพและการใช้ - พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิดจากโมเลกุลจำนวนมาก
ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิ รวมตวั กนั ทางเคมี เชน่ พลาสติก ยาง เส้นใย ซงึ่ เป็นพอลเิ มอร์ที่มีสมบัติ
เมอร์ เซรามิกส์ และวัสดุ แตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้
ผสม โดยใช้หลักฐานเชิง ยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใยเป็นพอลิเมอร์ที่สามารถดึงเป็นเส้นยาวได้ พอลิ
ประจักษ์ และสารสนเทศ เมอรจ์ งึ ใช้ประโยชน์ไดแ้ ตกตา่ งกัน
- เซรามิกส์เป็นวัสดุที่ผลิตจาก ดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จาก
ธรรมชาติ และส่วนมากจะผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้
เครื่องปั้นดินเผาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้เนื้อสารที่แข็งแรงเซรามิกส์
สามารถทำเปน็ รปู ทรงตา่ ง ๆ ได้ สมบัตทิ ่ัวไปของ
เซรามิกส์จะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อน และเปราะ สามารถนำไปใช้
ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะท่ีเป็นเครื่องปั้นดินเผาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ยาง
ว 2.1 ม.3/2 ตระหนกั ถึง - วสั ดุผสมเป็นวสั ดุท่ีเกดิ จากวสั ดตุ ้ังแต่ 2 ประเภท ทม่ี ีสมบัตแิ ตกต่าง
คุณคา่ ของการใช้วัสดุ กนั มารวมตัวกัน เพ่ือนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้มากขึน้ เช่น เส้ือกันฝนบาง
ประเภทพอลิเมอร์ เซรา ชนดิ เปน็ วัสดผุ สมระหวา่ งผา้ กบั ยาง คอนกรตี เสรมิ เหล็ก เป็นวัสดุผสม
มิกส์ และวสั ดุผสม โดย ระหว่างคอนกรีตกบั เหลก็
เสนอ แนะแนวทางการใช้ - วัสดบุ างชนดิ สลายตวั ยาก เช่น พลาสติก การใชว้ ัสดุอยา่ งฟ่มุ เฟือย
วสั ดอุ ย่างประหยดั และ และไมร่ ะมัดระวังอาจก่อปญั หาต่อสิ่งแวดลอ้ ม
คมุ้ ค่า - การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมหี รอื การเปลี่ยนแปลงทาง เคมขี องสาร เป็นการ
ว 2.1 ม.3/3 อธิบายการ เปลีย่ นแปลงท่ีทำใหเ้ กิด สารใหม่ โดยสารทเ่ี ข้าทำปฏกิ ริ ยิ า เรียกวา่ สาร
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี รวมถงึ การ ตัง้ ตน้ สารใหม่ท่เี กดิ ขน้ึ จากปฏกิ ิรยิ า เรยี กว่า ผลิตภัณฑ์ การ
จดั เรียงตวั ใหม่ของอะตอม เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขยี นแทนได้ด้วย
เมือ่ เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี โดยใช้ - เม่อื เกิดปฏิกริ ยิ าเคมี มวลรวมของสารต้ังตน้ เทา่ กับมวลรวมของ
แบบจำลองและสมการ ผลิตภณั ฑ์ ซ่ึงเปน็ ไปตาม กฎทรงมวล
ขอ้ ความ
ว 2.1 ม.3/4 อธบิ ายกฎ
ทรงมวล โดยใช้ หลกั ฐาน
เชงิ ประจักษ์
ว 2.1 ม.3/5 วิเคราะห์ • เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อนควบคู่ไปกับการจัดเรียง
ปฏิกริ ยิ าดดู ความร้อน และ ตัวใหม่ของอะตอมของสาร ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนความร้อนจาก
ปฏกิ ริ ิยาคายความร้อน จาก สิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ปฏิกิริยาที่มีการถ่าย
การเปล่ยี นแปลงพลงั งาน โอนความร้อนจากระบบออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน
ความรอ้ นของปฏิกริ ยิ า โดยใช้เครือ่ งมือท่ีเหมาะสมในการวดั อณุ หภูมิ
96
ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ม.3 เช่น เทอร์มอมิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ
อุณหภูมิไดอ้ ยา่ งตอ่ เน่อื ง
ว 2.1 ม.3/6 อธบิ าย - ปฏกิ ริ ยิ าเคมีท่ีพบในชวี ิตประจำวันมีหลายชนิด เชน่ ปฏิกริ ยิ าการเผา
ปฏกิ ริ ยิ าการเกิดสนิมของ ไหม้ การเกดิ สนมิ ของเหลก็ ปฏกิ ิรยิ าของกรดกับโลหะ ปฏกิ ริ ยิ าของกรด
เหลก็ ปฏิกิรยิ าของกรดกบั กับเบส ปฏกิ ริ ิยาของเบสกับโลหะ การเกดิ ฝนกรด การสังเคราะห์ดว้ ย
โลหะ ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกับ แสง ปฏกิ ิริยาเคมสี ามารถเขียนแทนไดด้ ้วยสมการข้อความ ซ่ึงแสดงชอื่
เบส และปฏิกิรยิ าของเบส ของสารตัง้ ตน้ และผลติ ภัณฑ์ เช่น
กบั โลหะ โดยใชห้ ลกั ฐานเชิง เชื้อเพลงิ + ออกซิเจน → คารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้
ประจักษ์ และอธบิ าย
ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหมเ้ ปน็ ปฏกิ ิริยาระหว่างสารกับออกซเิ จน สารท่ี
ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ส่วนใหญ่เปน็ สารประกอบที่มีคารบ์ อนและ
การเกดิ ฝนกรด ไฮโดรเจนเปน็ องค์ประกอบ ซึ่งถา้ เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ จะได้
การสังเคราะหด์ ้วยแสง ผลติ ภณั ฑ์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
โดยใช้สารสนเทศ รวมท้ัง - การเกิดสนมิ ของเหล็ก เกดิ จากปฏิกิรยิ าเคมีระหว่างเหลก็ นำ้ และ
เขยี นสมการข้อความแสดง ออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์ เป็นสนมิ ของเหลก็
ปฏกิ ิรยิ าดังกลา่ ว - ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้และการเกดิ สนมิ ของเหลก็ เป็นปฏกิ ิรยิ าระหว่าง
ว 2.1 ม.3/7 สารต่าง ๆ กบั ออกซเิ จน
ระบปุ ระโยชน์และโทษของ - ปฏกิ ิริยาของกรดกบั โลหะ กรดทำปฏกิ ริ ยิ ากับโลหะไดห้ ลายชนิด ได้
ปฏกิ ิรยิ าเคมีที่มตี ่อสิ่งมชี ีวติ ผลิตภัณฑ์เปน็ เกลอื ของโลหะและแก๊สไฮโดรเจน
และสง่ิ แวดล้อม และยก - ปฏิกริ ิยาของกรดกบั สารประกอบคารบ์ อเนต ไดผ้ ลิตภัณฑเ์ ปน็ แกส๊
ตวั อยา่ งวิธกี ารปอ้ งกันและ คารบ์ อนไดออกไซด์ เกลือของโลหะ และน้ำ
แก้ปัญหาทเ่ี กิดจากปฏกิ ริ ิยา - ปฏิกริ ิยาของกรดกับเบส ได้ผลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือของโลหะและนำ้ หรือ
เคมีท่ีพบในชีวิต ประจำวัน อาจได้เพียงเกลอื ของโลหะ
จากการสบื ค้นขอ้ มลู
ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบวธิ ี - ปฏิกิริยาของเบสกบั โลหะบางชนดิ ไดผ้ ลิตภณั ฑ์เป็นเกลือของเบสและ
แกป้ ัญหาในชีวิตประจำวนั แกส๊ ไฮโดรเจน
โดยใช้ความรู้ เก่ียวกับ - การเกดิ ฝนกรด เปน็ ผลจากปฏกิ ิรยิ าระหว่างน้ำฝนกับออกไซด์ของ
ปฏกิ ิริยาเคมี โดยบูรณาการ ไนโตรเจน หรอื ออกไซดข์ องซัลเฟอร์ ทำให้น้ำฝนมีสมบตั ิเป็นกรด
วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ - การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื เปน็ ปฏกิ ริ ิยาระหว่างแกส๊
เทคโนโลยีและ คารบ์ อนไดออกไซด์กบั น้ำ โดยมีแสงชว่ ยในการเกดิ ปฏิกิรยิ า ได้
วศิ วกรรมศาสตร์ ผลติ ภณั ฑเ์ ป็นน้ำตาลกลูโคสและออกซเิ จน
- ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีทัง้ ประโยชน์และโทษต่อสิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อม จึงต้องระมัดระวังผลจากปฏกิ ิริยาเคมี ตลอดจนรู้จักวธิ ี
ป้องกนั และแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกริ ยิ าเคมีท่ีพบ ในชวี ิตประจำวนั
- ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวัน และสามารถบูรณาการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ
วิศวกรรมศาสตร์ เพื่อใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามต้องการ
หรืออาจสร้างนวัตกรรมเพ่ือป้องกันและแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึนจากปฏิกิริยา
เคมี โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี เช่น การเปลี่ยนแปลงพลังงาน
ความรอ้ นอันเนือ่ งมาจากปฏกิ ิรยิ าเคมี การเพม่ิ ปริมาณผลผลิต
97
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจำวัน ผลของแรงทีก่ ระทำตอ่ วัตถุ ลักษณะการเคลอื่ นท่แี บบต่าง
ๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
-- -
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลย่ี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น
แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.3 ว 2.3 ม.3/1 วิเคราะห์ - เมอ่ื ต่อวงจรไฟฟา้ ครบวงจรจะมกี ระแสไฟฟ้า ออกจากขั้วบวกผ่าน
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความ วงจรไฟฟ้าไปยังข้วั ลบของแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้า ซ่ึงวดั คา่ ไดจ้ าก
ตา่ งศักย์ กระแสไฟฟ้า และ แอมมเิ ตอร์
ความตา้ นทาน และคำนวณ - คา่ ท่บี อกความแตกตา่ งของพลงั งานไฟฟ้าต่อหนว่ ยประจุระหว่างจดุ
ปริมาณทเี่ กย่ี วข้องโดยใช้ 2 จุด เรียกว่า ความตา่ งศักย์ ซ่งึ วดั คา่ ไดจ้ ากโวลต์มเิ ตอร์
สมการ V = IR
จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ว 2.3 ม.3/2 เขยี นกราฟ - ขนาดของกระแสไฟฟ้ามคี า่ แปรผนั ตรงกบั ความต่างศักยร์ ะหวา่ ง
ความ สมั พนั ธ์ระหวา่ งกระแส ปลายท้ังสองของตวั นำ โดยอตั ราสว่ นระหว่างความต่างศักยแ์ ละ
ไฟฟ้าและความตา่ งศักย์ กระแสไฟฟ้า มีค่าคงท่ี เรยี กค่าคงทน่ี ี้วา่ ความต้านทาน
ไฟฟา้
ว 2.3 ม.3/3 ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์
แอมมิเตอร์ในการวดั ปรมิ าณ
ทางไฟฟ้า
ว 2.3 ม.3/4 วเิ คราะห์ความ - ในวงจรไฟฟา้ ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และ
ต่างศักย์ไฟฟา้ และ อุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ไฟฟา้ แตล่ ะช้ินมีความต้านทาน ในการต่อ
กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้าเมื่อ ตัวต้านทาน หลายตวั มที ั้งตอ่ แบบอนกุ รมและแบบขนาน
ตอ่ ตัวตา้ นทานหลายตวั แบบ - การต่อตวั ตา้ นทานหลายตัวแบบอนุกรมในวงจรไฟฟ้า ความต่างศักย์
อนกุ รมและแบบขนานจาก ท่ีคร่อมตัวตา้ นทาน
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ แตล่ ะตวั มีค่าเทา่ กบั ผลรวมของความต่างศักยท์ ค่ี ร่อมตัวตา้ นทานแต่
ว 2.3 ม.3/5 เขยี นแผนภาพ ละตวั
วงจรไฟฟ้าแสดงการตอ่ ตวั โดยกระแสไฟฟา้ ท่ีผา่ นตวั ต้านทานแต่ละตัวมีค่าเท่ากนั
ต้านทานแบบอนุกรมและ - การต่อตัวตา้ นทานหลายตวั แบบขนานในวงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟา้ ที่
ขนาน ผา่ นวงจรมคี า่ เทา่ กบั ผลรวมของกระแสไฟฟา้ ท่ผี ่านตวั ต้านทานแตล่ ะ
ตัวโดยความต่างศักย์ท่คี ร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวมีคา่ เท่ากัน
98
ช้นั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.3 2.3 ม.3/6 บรรยายการ - ชิ้นส่วนอเิ ล็กทรอนิกสม์ หี ลายชนดิ เชน่ ตัวต้านทาน ไดโอด
ทำงานของชิน้ สว่ น ทรานซิสเตอร์ ตัวเกบ็ ประจุ โดยช้ินส่วนแต่ละชนิดทำหนา้ ทแี่ ตกตา่ ง
อิเล็กทรอนิกส์อยา่ งง่ายใน กันเพื่อให้วงจรทำงานได้ตามต้องการ
วงจรจากข้อมูลท่รี วบรวมได้
ว 2.3 ม.3/7 เขียนแผนภาพ - ตวั ต้านทานทำหน้าท่ีควบคุมปริมาณกระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้
และต่อชนิ้ ส่วนอเิ ล็กทรอนิกส์ ไดโอดทำหน้าทีใ่ ห้กระแสไฟฟ้าผ่านทางเดียว ทรานซิสเตอร์ทำหน้าท่ี
อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้า เป็นสวติ ช์ปดิ หรอื เปดิ วงจรไฟฟ้าและควบคมุ ปริมาณกระแสไฟฟา้ ตวั
เกบ็ ประจุทำหนา้ ท่ีเกบ็ และคายประจไุ ฟฟา้
- เคร่ืองใช้ไฟฟ้าอย่างงา่ ยประกอบด้วยช้นิ ส่วนอเิ ลก็ ทรอนิกส์หลาย
ชนิดทีท่ ำงานร่วมกนั การต่อวงจรอิเลก็ ทรอนิกสโ์ ดยเลอื กใช้ชนิ้ สว่ น
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ทเี่ หมาะสมตามหนา้ ทข่ี องช้ินส่วนน้นั ๆ จะสามารถทำ
ใหว้ งจรไฟฟ้าทำงานได้ตามต้องการ
ว 2.3 ม.3/8 อธิบายและ - เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีค่ากำลังไฟฟ้าและความต่างศักย์กำกับไว้
คำนวณพลังงานไฟฟา้ โดยใช้ กำลังไฟฟา้ มีหนว่ ยเปน็ วัตต์ ความต่างศักย์ มหี นว่ ยเป็นโวลต์ ค่าไฟฟ้า
สมการ W = Pt รวมทั้ง ส่วนใหญ่คิดจากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งหาได้จากผลคูณของ
คำนวณค่าไฟฟ้าของ กำลังไฟฟ้า ในหนว่ ยกโิ ลวัตต์ กับเวลาในหน่วยชั่วโมง พลังงานไฟฟ้ามี
เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ในบ้าน หน่วยเป็น กิโลวตั ต์ ชั่วโมง หรอื หนว่ ย
ว 2.3 ม.3/9 ตระหนกั ใน - วงจรไฟฟา้ ในบา้ นมีการตอ่ เคร่ืองใช้ไฟฟ้าแบบขนานเพอื่ ใหค้ วามต่าง
คณุ คา่ ของการเลือกใช้ ศักย์เท่ากนั การใช้เคร่ืองใช้ไฟฟ้าในชีวติ ประจำวันต้องเลือกใช้
เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยนำเสนอ เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีมคี วามต่างศักย์และกำลงั ไฟฟา้ ใหเ้ หมาะกับการใชง้ าน
วธิ กี ารใชเ้ ครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ อย่าง และการใช้เครือ่ งใช้ไฟฟ้าและอปุ กรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อยา่ งถกู ตอ้ ง
ประหยดั และปลอดภัย ปลอดภัย และประหยดั
ว 2.3 ม.3/10 สร้าง - คลนื่ เกิดจากการสง่ ผา่ นพลังงานโดยอาศยั ตัวกลางและไม่อาศยั
แบบจำลองที่อธบิ ายการเกดิ ตวั กลาง ในคลนื่ กล พลังงานจะถูกถา่ ยโอนผ่านตวั กลางโดยอนุภาค
คลน่ื และบรรยาย ของตัวกลางไม่เคลอ่ื นทไ่ี ปกับคลน่ื คลนื่ ที่แผ่ออกมาจากแหลง่ กำเนิด
ส่วนประกอบของคล่นื คลืน่ อย่างต่อเนื่องและมรี ูปแบบทีซ่ ้ำกนั บรรยายไดด้ ้วยความยาวคลนื่
ความถแ่ี อมพลิจูด
ว 2.3 ม.3/11 อธิบายคล่ืน - คลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคล่ืนทีไ่ ม่อาศัยตัวกลาง ในการเคล่ือนที่ มี
แม่เหล็กไฟฟ้าและ สเปกตรัม ความถี่ต่อเนือ่ งเป็นชว่ งกวา้ งมาก เคลื่อนทใ่ี นสุญญากาศด้วยอัตราเรว็
คลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าจากข้อมูล เท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ดว้ ยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอืน่ คลน่ื
ทร่ี วบรวมได้ แม่เหลก็ ไฟฟ้าแบง่ ออกเป็นช่วงความถต่ี ่าง ๆ เรยี กว่า สเปกตรมั ของ
คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า แต่ละชว่ งความถีม่ ชี ื่อเรียกตา่ งกัน ได้แก่ คล่ืนวิทยุ
ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซ์และ
รังสีแกมมา ซ่ึงสามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
99
ชนั้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.3 ว 2.3 ม.3/12 ตระหนกั ถึง - เลเซอรเ์ ป็นคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟา้ ท่มี ีความยาวคลืน่ เดยี ว เป็นลำแสง
ประโยชน์และอนั ตรายจาก ขนานและมคี วามเขม้ สูง นำไปใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ดา้ นการ
คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าโดย ส่ือสารมกี ารใชเ้ ลเซอร์สำหรับส่งสารสนเทศผ่านเสน้ ใยนำแสง โดย
นำเสนอการใช้ประโยชนใ์ น อาศัยหลกั การการสะท้อนกลับหมดของแสง ดา้ นการแพทย์ใชใ้ นการ
ดา้ นต่าง ๆ และอันตรายจาก ผา่ ตัด
คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าในชีวติ - คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ นอกจากจะสามารถนำไปใช้ประโยชนแ์ ล้ว ยงั มี
ประจำวัน โทษต่อมนุษย์ดว้ ย
เชน่ ถ้ามนษุ ยไ์ ดร้ ับรังสอี ลั ตราไวโอเลตมากเกนิ ไป อาจจะทำใหเ้ กิด
มะเรง็ ผวิ หนัง หรอื ถ้าได้รงั สีแกมมาซึ่งเป็นคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ ทม่ี ี
พลงั งานสงู และสามารถทะลผุ ่านเซลลแ์ ละอวยั วะได้ อาจทำลาย
เน้ือเยื่อหรืออาจทำใหเ้ สยี ชีวิตไดเ้ ม่ือไดร้ ับรงั สีแกมมาในปริมาณสูง
ว 2.3 ม 3/13 ออกแบบการ - เมือ่ แสงตกกระทบวตั ถจุ ะเกิดการสะท้อนซึ่งเป็นไปตามกฎการ
ทดลองและดำเนนิ การทดลอง สะทอ้ นของแสง โดยรงั สตี กกระทบ เส้นแนวฉาก รงั สสี ะท้อนอยู่ใน
ด้วยวธิ ที ่ีเหมาะสมในการ ระนาบเดียวกัน และมมุ ตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ภาพจากกระจก
อธิบายกฎการสะท้อนของแสง เงาเกิดจากรังสีสะท้อนตัดกันหรอื ต่อแนวรังสีสะทอ้ นใหต้ ดั กัน โดยถ้า
รังสสี ะทอ้ นตัดกันจรงิ จะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนวรงั สีสะทอ้ นให้ไป
ตดั กัน จะเกิดภาพเสมือน
ว 2.3 ม.3/14 - เม่อื แสงเดนิ ทางผ่านตัวกลางโปรง่ ใสทแี่ ตกต่างกนั เชน่ อากาศและ
เขียนแผนภาพการเคลือ่ นที่ น้ำ อากาศและแกว้ จะเกดิ การหักเห หรอื อาจเกิดการสะท้อนกลับ
ของแสง แสดงการเกดิ ภาพ หมดในตัวกลางที่แสงตกกระทบ การหกั เหของแสงผา่ นเลนสท์ ำใหเ้ กดิ
จากกระจกเงา ภาพที่มชี นิดและขนาดต่าง ๆ
ว 2.3 ม.3/15 อธิบายการ - แสงขาวประกอบดว้ ยแสงสีต่าง ๆ เม่ือแสงขาวผา่ นปริซึมจะเกิดการ
หักเหของแสงเม่ือผา่ นตัวกลาง กระจายแสงเป็นแสงสตี า่ ง ๆ เรียกวา่ สเปกตรัมของแสงขาว เม่ือ
โปร่งใสทแี่ ตกต่างกนั และ เคล่ือนทใ่ี นตัวกลางใด ๆ ท่ีไม่ใชอ่ ากาศ จะมีอัตราเรว็ ตา่ งกัน จงึ มกี าร
อธิบายการกระจายแสงของ หกั เหต่างกนั
แสงขาวเมอ่ื ผา่ นปริซมึ จาก
หลกั ฐานเชิงประจักษ์
ว 2.3 ม.3/16
เขยี นแผน ภาพการเคลอ่ื นท่ี
ของแสง แสดงการเกดิ ภาพ
จากเลนสบ์ าง
ว 2.3 ม.3/17 อธิบาย - การสะท้อนและการหกั เหของแสงนำไปใช้
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกบั แสง อธิบายปรากฏการณ์ทเี่ ก่ยี วกับแสง เช่น
และการทำงานของทัศน รงุ้ มริ าจ และอธบิ ายการทำงานของทัศนอปุ กรณ์ เชน่ แว่นขยาย
อุปกรณ์จากข้อมลู ท่ีรวบรวม กระจกโค้งจราจร กลอ้ งโทรทรรศน์ กลอ้ งจุลทรรศน์ และแวน่ สายตา
ได้
100
ชน้ั ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.3 ว 2.3 ม.3/18 เขยี น - ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้เกิดภาพชัดที่จอตา
แผนภาพการเคลื่อนที่ของแสง ความบกพร่องทางสายตา เช่น สายตาสั้น และสายตายาว เป็นเพราะ
แสดงการเกิดภาพของทัศน ตำแหน่งที่เกิดภาพไม่ได้อยู่ที่จอตาพอดี จึงต้องใช้เลนส์ในการแก้ไข
อปุ กรณ์และเลนส์ตา เพื่อช่วยให้มองเห็นเหมือนคนสายตาปกติ โดยคนสายตาสั้นใช้เลนส์
ว 2.3 ม.3/19 อธบิ ายผล เว้า สว่ นคนสายตายาวใชเ้ ลนส์นนู
ของความสว่างทม่ี ีต่อดวงตา - ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การใช้สายตาใน
จากข้อมลู ท่ีได้จากการสืบค้น สภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อดวงตา
ว 2.3 ม.3/20 วดั ความ เช่น การดูวัตถุในที่มี ความสว่างมากหรือน้อยเกินไป การจ้องดู
สวา่ งของแสงโดยใช้อุปกรณ์ หน้าจอภาพเป็นเวลานาน ความสว่างบนพื้นที่รับแสงมีหน่วยเป็นลกั ซ์
วัดความสวา่ งของแสง ความรู้เกี่ยวกับความสว่างสามารถนำมาใช้จัดความสว่างให้เหมาะสม
ว 2.3 ม.3/21 ตระหนักใน กับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดความสว่างที่เหมาะสมสำหรับ
คุณค่าของความรู้ เร่ือง ความ การอา่ นหนังสือ
สว่างของแสงท่มี ตี ่อดวงตา โดย
วิเคราะห์สถานการณป์ ัญหา
และเสนอแนะ การจดั ความ
สว่างให้เหมาะสมในการทำ
กิจกรรมตา่ ง ๆ
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาวฤกษ์ และ
ระบบสรุ ิยะ รวมทั้งปฏิสัมพนั ธภ์ ายในระบบสรุ ยิ ะท่สี ่งผลต่อสงิ่ มชี ีวิต และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ
ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ม.3 ว 3.1 ม.3/1 อธิบายการ - ในระบบสุรยิ ะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางโดยมดี าวเคราะหแ์ ละ
โคจรของดาวเคราะห์รอบดวง บริวาร ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวหาง และอ่ืน ๆ
อาทติ ยด์ ว้ ยแรงโน้มถว่ งจาก เช่น วตั ถคุ อยเปอร์ โคจรอยูโ่ ดยรอบ ซ่ึงดาวเคราะห์ และวัตถุ
สมการ เหลา่ นโี้ คจรรอบดวงอาทติ ย์ด้วยแรงโนม้ ถ่วง แรงโน้มถ่วงเป็นแรง
F = (Gm1m2)/r2
ดึงดูดระหวา่ งวตั ถุสองวัตถุ โดยเป็นสดั สว่ นกับผลคูณของมวลท้ัง
สอง และเปน็ สดั ส่วนผกผนั กับกำลังสองของระยะทางระหว่าง
วตั ถทุ ง้ั สอง แสดงได้โดยสมการ F = (Gm1m2)/r2
เม่ือ F แทนความโนม้ ถว่ งระหวา่ งมวลท้ังสอง G แทนค่านจิ โน้ม
ถ่วงสากล m1 แทนมวลของวตั ถแุ รก m2
แทนมวลของวตั ถทุ ่ีสอง และ r แทนระยะห่างระหวา่ งวตั ถุทง้ั สอง
101
ชนั้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ม.3 ว 3.1 ม.3/2 สร้าง - การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่แกนโลกเอียงกับ
แบบจำลองท่ีอธบิ ายการเกิดฤดู แนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทำให้ส่วนต่างๆบนโลกได้รับ
และการเคลือ่ นท่ีปรากฏของ ปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์แตกต่างกันในรอบปีเกิดเป็นฤดู
ดวงอาทติ ย์ กลางวัน
ว 3.1 ม.3/3 สร้างแบบ กลางคืนยาวไม่เท่ากัน และตำแหน่งการขึ้นและตกของดวง
จำลองท่ีอธบิ ายการเกิดข้างข้ึน อาทิตย์ที่ขอบฟ้าและเส้นทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์
ขา้ งแรมการเปลยี่ นแปลงเวลา เปลี่ยนไปในรอบปี ซึ่งสง่ ผลตอ่ การดำรงชวี ิต
การข้ึนและตกของดวงจันทร์ - ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจนั ทรโ์ คจรรอบดวงอาทิตย์
และการเกดิ น้ำข้ึนน้ำลง ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ครึ่งดวงตลอดเวลา เมื่อดวง
ว 3.1 ม 3/4 อธบิ ายการใช้ จันทร์โคจรรอบโลกได้หันสว่ นสวา่ งมายังโลกแตกตา่ งกัน จึงทำให้
ประโยชน์ของเทคโนโลยี คนบนโลกสังเกตส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างไปในแต่ละวัน
อวกาศ และยกตัวอยา่ ง เกดิ เปน็ ข้างข้ึนข้างแรม
ความกา้ วหน้าของโครงการ - ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับที่โลกหมุนรอบ
สำรวจอวกาศ จากข้อมูลท่ี ตวั เอง จึงทำใหเ้ หน็ ดวงจนั ทร์ขน้ึ ชา้ ไปประมาณวันละ 50 นาที
รวบรวมได้ - แรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์กระทำต่อโลกทำให้เกิด
ปรากฏการณน์ ำ้ ข้ึนน้ำลง ซึ่งส่งผลต่อสิง่ แวดลอ้ มและส่ิงมีชีวติ บน
โลก วนั ที่นำ้ มีระดบั การขึ้นสูงสดุ และลงตำ่ สดุ เรียก วันน้ำเกิด
ส่วนวันที่ระดบั น้ำมีการข้ึนและลงน้อยเรียก วันน้ำตาย โดยวันนำ้
เกิด นำ้ ตาย มคี วามสมั พันธก์ บั ขา้ งขนึ้ ข้างแรม
- เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ใน
ปัจจุบันมากมาย มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เชน่
ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ สถานการณ์
ไฟป่า ดาวเทยี มช่วยภัยแลง้ การตรวจคราบนำ้ มนั ในทะเล
- โครงการสำรวจอวกาศตา่ ง ๆ ไดพ้ ฒั นาเพิ่มพนู ความรคู้ วาม
เข้าใจต่อโลก ระบบสุรยิ ะและเอกภพมากขนึ้ เป็นลำดบั ตัวอย่าง
โครงการสำรวจอวกาศ เช่น การสำรวจสิง่ มชี ีวติ นอกโลก การ
สำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสรุ ิยะ การสำรวจดาวองั คาร และ
บริวารอ่ืนของดวงอาทิตย์
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน โลกและบน
ผวิ โลก ธรณีพิบตั ิภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ โลก รวมทั้งผลต่อส่งิ มชี ีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม
ชัน้ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
--
-
102
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้
ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิด
สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต
สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม
ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ม.3 ว 4.1 ม.3/1 - เทคโนโลยมี ีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาตั้งแต่อดตี จนถงึ
วเิ คราะห์สาเหตุ หรอื ปัจจัยท่ีส่งผล ปัจจบุ ัน ซึ่งมีสาเหตหุ รอื ปจั จัยมาจากหลายด้าน เช่น ปญั หา
ตอ่ การเปล่ยี นแปลงของเทคโนโลยี หรือความต้องการของมนุษย์ ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ
และความสมั พนั ธ์ของเทคโนโลยีกบั การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม
ศาสตร์อืน่ โดยเฉพาะวทิ ยาศาสตร์ ส่งิ แวดล้อม
หรอื คณติ ศาสตร์ เพื่อเปน็ แนว - เทคโนโลยีมีความสัมพันธก์ ับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะ
ทางการแก้ปัญหาหรือพฒั นางาน วทิ ยาศาสตร์ โดยวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ พนื้ ฐานความรู้ ท่นี ำไปสู่การ
พฒั นาเทคโนโลยี และเทคโนโลยีท่ีไดส้ ามารถเปน็ เครื่องมือทใ่ี ช้
ในการศึกษา ค้นคว้า เพื่อใหไ้ ด้มาซึ่งองค์ความรูใ้ หม่
ว 4.1 ม.3/2 ระบปุ ัญหาหรอื ความ - ปัญหาหรือความต้องการอาจพบได้ในงานอาชีพของชุมชน
ตอ้ งการของชุมชนหรอื ท้องถิ่น เพ่อื หรอื ทอ้ งถน่ิ ซึ่งอาจมีหลายด้าน เชน่ ด้านการเกษตร อาหาร
พัฒนางานอาชพี สรุปกรอบของ พลงั งาน การขนส่ง
ปัญหา รวบรวม วิเคราะห์ขอ้ มลู และ - การวิเคราะหส์ ถานการณป์ ัญหาชว่ ยให้เขา้ ใจเงื่อนไขและ
แนวคดิ ท่ีเกยี่ วข้องกับปญั หา โดย กรอบของปัญหาไดช้ ัดเจน จากนั้นดำเนนิ การสืบคน้ รวบรวม
คำนึงถงึ ความถูกต้องดา้ นทรัพย์สิน ข้อมลู ความร้จู ากศาสตร์ตา่ ง ๆ ท่เี ก่ยี วข้อง เพื่อนำไปส่กู าร
ทางปัญญา ออกแบบแนวทางการแก้ปญั หา
ว 4.1 ม.3/3 ออกแบบวิธีการ - การวเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตัดสินใจเลอื กข้อมูลทีจ่ ำเปน็
แก้ปญั หา โดยวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบ โดยคำนงึ ถงึ ทรัพยส์ นิ ทางปัญญา เงอ่ื นไขและทรัพยากร เช่น
และตดั สินใจเลือกข้อมูลทีจ่ ำเปน็ งบประมาณ เวลา ขอ้ มลู และสารสนเทศ วสั ดุ เครอื่ งมือและ
ภายใตเ้ ง่อื นไขและทรัพยากรทม่ี อี ยู่ อุปกรณ์ ช่วยใหไ้ ด้แนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
นำเสนอแนวทางการแกป้ ญั หาให้ - การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาทำได้หลากหลายวธิ ี เชน่
ผอู้ นื่ เขา้ ใจด้วยเทคนิคหรือวธิ ีการท่ี การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ การเขยี นผงั งาน
หลากหลาย วางแผนขน้ั ตอน การ - เทคนคิ หรอื วิธกี ารในการนำเสนอแนวทาง การแก้ปญั หามี
ทำงานและดำเนินการแก้ปัญหาอย่าง หลากหลาย เชน่ การใช้แผนภูมิ ตาราง ภาพเคลื่อนไหว
เปน็ ข้ันตอน - การกำหนดขนั้ ตอนและระยะเวลาในการทำงานก่อน
ดำเนินการแก้ปัญหาจะชว่ ยให้การทำงานสำเรจ็ ไดต้ าม
เปา้ หมาย และลดขอ้ ผิดพลาดของการทำงานท่ีอาจเกดิ ขึน้
ว 4.1 ม.3/4 ทดสอบ ประเมนิ ผล - การทดสอบและประเมนิ ผลเป็นการตรวจสอบช้นิ งานหรือ
วเิ คราะห์ และใหเ้ หตผุ ลของปัญหา วิธีการว่า สามารถแกป้ ญั หาได้ตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบ
หรอื ข้อบกพร่องทีเ่ กดิ ขนึ้ ภายใต้ ของปัญหา เพื่อหาข้อบกพร่อง และดำเนนิ การปรบั ปรุง โดย
กรอบเง่ือนไข พร้อมทง้ั หาแนว อาจทดสอบซำ้ เพอื่ ให้สามารถแก้ไขปญั หาได้
103
ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.3 ทางการปรบั ปรงุ แก้ไข และนำเสนอ - การนำเสนอผลงานเปน็ การถ่ายทอดแนวคดิ เพ่ือใหผ้ ู้อ่นื เข้าใจ
ผลการแกป้ ญั หา เกย่ี วกบั กระบวนการทำงานและชนิ้ งานหรือวธิ ีการที่ได้ ซง่ึ
สามารถทำได้หลายวธิ ี เชน่ การเขียนรายงาน การทำแผน่
นำเสนอผลงาน การจัดนทิ รรศการ การนำเสนอผา่ นสอื่
ออนไลน์
ว 4.1 ม.3/5 ใชค้ วามรู้ และทักษะ - วัสดุแตล่ ะประเภทมสี มบัติแตกต่างกนั เช่น ไม้ โลหะ
เกย่ี วกับวัสดุ อุปกรณ์ เครอ่ื งมอื กลไก พลาสติก เซรามิก จึงต้องมีการวิเคราะห์สมบัตเิ พอ่ื เลือกใชใ้ ห้
ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกสใ์ ห้ถูกตอ้ ง เหมาะสมกับลกั ษณะของงาน
กับลกั ษณะของงาน และปลอดภัย - การสรา้ งชิ้นงานอาจใชค้ วามรู้ เร่ืองกลไก ไฟฟ้า
เพ่ือแกป้ ญั หาหรือพัฒนางาน อิเล็กทรอนกิ ส์ เชน่ LED LDR มอเตอร์ เฟือง คาน รอก ลอ้
เพลา
- อุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสร้างชิ้นงานหรอื พัฒนาวิธีการมี
หลายประเภท ต้องเลือกใชใ้ ห้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
รวมทงั้ รูจ้ กั เก็บรักษา
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน
และมจี ริยธรรม
ช้ัน ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.3 ว 4.2 ม.3/1 พัฒนาแอป - ขัน้ ตอนการพฒั นาแอปพลิเคชัน
พลิเคชนั ทีม่ ีการบรู ณาการกับ - Internet of Things (IoT)
วิชาอื่นอยา่ งสรา้ งสรรค์ - ซอฟต์แวรท์ ่ีใชใ้ นการพัฒนาแอปพลิเคชนั เชน่ Scratch, python,
java, c, App Inventor
- ตัวอยา่ งแอปพลเิ คชนั เชน่ โปรแกรมแปลง สกุลเงิน โปรแกรมผนั เสียง
วรรณยกุ ต์ โปรแกรมจำลองการแบง่ เซลล์ ระบบรดนำ้ อัตโนมัติ
ว 4.2 ม.3/2 รวบรวมขอ้ มูล - การรวบรวมขอ้ มูลจากแหล่งขอ้ มลู ปฐมภูมิและทตุ ยิ ภูมิ ประมวลผล
ประมวลผล ประเมนิ ผล สร้างทางเลอื ก ประเมินผล จะทำให้ไดส้ ารสนเทศเพื่อใชใ้ นการ
นำเสนอข้อมลู และสารสนเทศ แกป้ ัญหาหรือการตดั สินใจได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ - การประมวลผลเป็นการกระทำกับข้อมลู เพ่อื ให้ได้ผลลพั ธ์ทมี่ ี
ซอฟตแ์ วรห์ รือบริการบน ความหมายและมปี ระโยชนต์ อ่ การนำไปใชง้ าน
อินเทอรเ์ นต็ ที่หลากหลาย - การใช้ซอฟตแ์ วร์หรอื บรกิ ารบนอนิ เทอร์เนต็ ทีห่ ลากหลายในการ
รวบรวม ประมวลผล สรา้ งทางเลอื ก ประเมินผล นำเสนอ จะชว่ ยให้
แก้ปญั หาได้อยา่ งรวดเรว็ ถกู ต้อง และแม่นยำ
- ตวั อยา่ งปัญหา เชน่ การเลอื กโปรโมชันโทรศัพทใ์ ห้เหมาะกับ
พฤติกรรมการใช้งาน สินคา้ เกษตร ทตี่ ้องการและสามารถปลูกไดใ้ น
สภาพดินของท้องถิ่น
104
ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.3 ว 4.2 ม.3/3 ประเมินความ - การประเมินความนา่ เช่อื ถอื ของขอ้ มลู เช่น ตรวจสอบและยนื ยนั
นา่ เชอื่ ถอื ของข้อมลู วิเคราะห์ ขอ้ มลู โดยเทยี บเคียงจากขอ้ มูลหลายแหลง่ แยกแยะข้อมูลท่ีเปน็
สอ่ื และผลกระทบจากการให้ ขอ้ เท็จจรงิ และข้อคิดเห็น หรือใช้ PROMPT
ข่าวสารที่ผดิ เพือ่ การใช้งาน - การสบื ค้น หาแหล่งต้นตอของข้อมลู
อย่างรู้เทา่ ทัน - เหตผุ ลวิบตั ิ (logical fallacy)
- ผลกระทบจากข่าวสารที่ผดิ พลาด
- การรูเ้ ทา่ ทนั สอื่ เช่น การวิเคราะห์ถึงจดุ ประสงคข์ องข้อมูลและผใู้ ห้
ขอ้ มูล ตคี วาม แยกแยะเนื้อหาสาระของส่ือ เลือกแนวปฏบิ ัติไดอ้ ย่าง
เหมาะสม เมื่อพบข้อมลู ตา่ ง ๆ
ว 4.2 ม.3/4 ใชเ้ ทคโนโลยี - การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย เชน่ การทำธุรกรรม
สารสนเทศอยา่ งปลอดภัย และ ออนไลน์ การซื้อสินค้า ซื้อซอฟต์แวร์ ค่าบรกิ ารสมาชกิ ซื้อไอเท็ม
มีความรับผดิ ชอบต่อสังคม - การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างมีความรบั ผดิ ชอบ เชน่ ไม่สรา้ งขา่ ว
ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายเกย่ี วกับ ลวง ไมแ่ ชรข์ อ้ มูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจรงิ
คอมพวิ เตอร์ ใชล้ ิขสิทธิ์ของ - กฎหมายเกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์
ผูอ้ ่ืนโดยชอบธรรม - การใชล้ ขิ สทิ ธิข์ องผู้อน่ื โดยชอบธรรม (fair use)
105
คำอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
รหสั วิชา ว ๒3๑๐1 วชิ า วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 5 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จำนวน 1 หนว่ ยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
ศึกษา วิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์เซรามิก และวัสดุ ผสม การ
เกิดปฏิกิริยาเคมีกฎทรงมวล ปฏิกิริยาดูดความร้อน และปฏิกิริยาคายความร้อน ปฏิกิริยาการเกิด สนิมของเหล็ก
ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับเบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ ปฏิกิริยา การเผาไหม้การเกิดฝน
กรด การสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม วิธีการป้องกันและ
แก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ระหว่าง ความต่างศักย์กระแสไฟฟ้า และความ
ตา้ นทาน และคำนวณปริมาณที่เกีย่ วข้อง ความสัมพันธร์ ะหว่าง กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้า การวัดปริมาณ
ทางไฟฟ้า ความต่างศักย์ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าใน วงจรไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน การ
ทำงานของชิน้ ส่วนอิเล็กทรอนกิ สอ์ ยา่ งง่าย คำนวณพลงั งานไฟฟา้ เลอื กใชเ้ ครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า วิธีการใช้เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าอย่าง
ประหยดั และปลอดภัย คลื่นและ สว่ นประกอบของคลืน่ คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและสเปกตรมั คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้
โดยใชก้ ารสืบเสาะหาความร้กู ารสำรวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการ เรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ สามารถ สื่อสารสิ่งท่ี
เรียนรมู้ ีความสามารถในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน มจี ิต วิทยาศาสตร์จริยธรรม
คุณธรรม และคา่ นยิ มที่เหมาะสม
มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8
ว 2.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8,
ว 2.3 ม.3/9, ม.3/10, ม.3/11, ม.3/12
รวม 20 ตัวช้วี ัด
106
โครงสร้างรายวิชา/มาตรฐานตวั ชีว้ ัด/หนว่ ยการเรยี นรู้
รหัสวิชา ว 23101 ช่ือวิชา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 4๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 1 หน่วยกิต
ลำดับ ชอ่ื หน่วย มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรียนรู้ เรยี นรู/้ (ชว่ั โมง) (คะแนน)
ตัวชี้วัด
1 วัสดศุ าสตร์ ว 2.1 ม.3/1, พอลิเมอร์เป็นสารประกอบ โมเลกุลใหญ่ที่ 8 10
ม.3/2 เกิดจากโมเลกุล จำนวนมากรวมตัวกันทาง
เคมี เช่น พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่ง เป็นพอลิ
เมอร์ทีม่ สี มบัติต่างกนั โดยพลาสติกเป็นพอลิ
เมอร์ที่ขึ้น รูปเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ยาง
ยืดหยุ่นได้ส่วนเส้นใยเป็นพอลิ เมอร์ที่
สามารถดึงเป็นเส้นยาว ได้พอลิเมอร์จึงใช้
ประโยชน์ได้ แตกต่างกัน เซรามิกเป็นวัสดุท่ี
ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ ธาตุต่าง ๆ
จากธรรมชาตแิ ละ ส่วนมากจะผ่านการเผาท่ี
อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เนื้อสารที่ แข็งแรง
เซรามิกสามารถทำเป็น รูปทรงต่าง ๆ ได้
สมบัติทั่วไปเว รามิกจะแข็ง ทนต่อการสึก
กรอ่ นและเปราะ สามารถ นำไปใชป้ ระโยชน์
ได้เช่น ภาชนะที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุผสมเป็นวัสดุท่ี
เกิดจากวัสดุ ตั้งแต่2 ประเภทที่มีสมบัติ
แตกต่างกันรวมตัวกัน เพื่อ นำไปใช้
ประโยชน์ไดม้ ากข้ึน เช่น เสื้อกันฝนบางชนิด
เป็น วัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีต
เสรมิ เหลก็ เปน็ วัสดุ ผสมระหวา่ งคอนกรีตกับ
เหลก็
2 ปรมิ าณสาร ว 2.1 ม.3/3, การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการ เปลี่ยนแปลง 10 16
สมั พนั ธ์ ม.3/4, ม. ทางเคมีของสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำ
3/5, ม.3/6, ให้ เกิดสารใหม่ โดยสารที่เข้าทำ ปฏิกิริยา
ม.3/7, ม.3/8 เรียกว่า สารตั้งต้น สารใหม่ที่เกิดขึ้นจาก
ปฏิกิริยา เรียกว่า ผลิตภัณฑ์การ
เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียน แทนได้ด้วย
สมการข้อความ เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีมวล
รวม สารตั้งต้นเท่ากับมวลรวมของ
ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นไปตามกฎทรง มวล เมื่อ
เกิดปฏิกิริยาเคมีมี การถ่ายโอนความร้อน
ควบคู่ไป กับการจัดเรียงตัวใหม่ของ อะตอม
ของสาร ปฏิกิริยาที่มี การถ่ายโอนความร้อน
107
ลำดับ ชื่อหน่วย มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก
ท่ี การเรยี นรู้ เรียนร้/ู (ชั่วโมง) (คะแนน)
ตัวช้ีวัด
จาก สง่ิ แวดล้อมเข้าสู่ระบบเป็น ปฏิกิริยาดูด
ความร้อน ปฏิกิริยา ที่มีการถ่ายโอนความ
ร้อนจาก ระบบออกสู่สิ่งแวดล้อมเป็น
ปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้ เครื่องมือท่ี
เหมาะสมในการวัดหัววัดที่สามารถ
ตรวจสอบการ เปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้
อย่างต่อเนื่อง ปฏิกิริยาเคมีท่ี พบในชีวิต
ประจำมีหลายชนิด เช่น ปฏิกิริยาการเผา
ไหม้การ เกิดสนิมของเหล็ก ปฏิกิริยาของ
กรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรด กับเบส
ปฏิกิริยาของเบสกับ โลหะ การเกิดฝนกรด
การ สังเคราะหด์ ว้ ยแสง
3 พลงั งาน ว 2.3 ม.3/1, ความต่างศักย์ไฟฟ้า คือ ความ แตกต่างของ 10 18
ไฟฟ้า ม.3/2, ม. พลังงานไฟฟ้า ระหว่างจุดสองจุด ซึ่งทำให้
3/3, ม.3/4, เกิด กระแสไฟฟ้าขึ้น โดยกระแส ไฟฟ้าจะ
ม.3/5, ม. ไหลจากจุดที่มีระดับ พลังงานไฟฟ้าสูง
3/6, ม.3/7, (ศักย์ไฟฟ้าสูง) ไปยังจุดที่มีระดับพลังงาน
ม.3/8, ม.3/9 ไฟฟ้า ต่ำกว่า (ศักย์ไฟฟ้าต่ำ) และจะ หยุด
ไหลเมื่อศักย์ไฟฟ้าทั้งสอง จุดเท่ากัน โวลต์
มิเตอร์ที่ดี จะต้องมีความตา้ นทานสูง เพื่อให้
ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ ้ า ไ ห ล ผ ่ า น ไ ด้ น ้ อ ย ท ี่สุด
กระแสไฟฟ้า เกิดขึ้น จากการเคลื่อนที่ของ
อิเล็กตรอนจากบริเวณหนึ่งไป อีกบริเวณ
หนึ่ง กระแสไฟฟ้า เกิดขึ้นได้หลายวิธีเช่น
เกิดจาก ความแตกต่างของพลังงานสอง
บริเวณ เกิดจากปฏิกิริยา เคมีเกิดจากการ
เหนี่ยวนำของ วัตถุ เป็นต้น แอมมิเตอร์ที่ดี
ต้อง มีคว ามต้าน ท านน ้ อย เพื่ อ ใ ห้
กระแสไฟฟ้าในวงจรไหลผ่านตัว แอมมิเตอร์
ให้มากที่สุด กฎของโอห์ม ใช้อธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างกระแส ไฟฟ้ากับความ
ต่างศักย์ ไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้ากับ ความ
ต้านทาน กล่าวคือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน
ตัวนำ ใด ๆ แปรผันโดยตรงกับความ ต่าง
ศักย์การคำนวณหา กำลังไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า
ของ เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดหาได้ จาก
พลังงานไฟฟ้าท่ี เครื่องใช้ไฟฟ้าน้ันใช้ไปใน
108
ลำดับ ช่ือหน่วย มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ที่ การเรยี นรู้ เรียนร้/ู (ช่ัวโมง) (คะแนน)
ตวั ชวี้ ดั
เวลา 1 วินาทีกำลังไฟฟ้ามีค่ามาก หรือน้อย
ขึ้นอยู่กับปริมาณ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน
เครื่องใช้ไฟฟ้า และความต่าง ศักย์ท่ี
เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นต่ออยู่ โดยกำลังไฟฟ้ามีค่า
เท่ากับผล คูณระหว่างความต่างศักย์กับ
กระแสไฟฟ้า
4 คลื่นและ ว 2.3 คลื่นเกิดจากการส่งผ่าน พลังงานโดยการ 10 12
คลน่ื ม.3/10, อาศัยตัวกลาง และไม่อาศัยตัวกลาง ในคล่ืน 109
แม่เหลก็ ไฟฟ้ ม.3/11, กล พลังงานจะถูกโอนผ่านตัวกลาง โดย
า ม.3/12 อนุภาคของตัวกลางไม่ เคลื่อนที่ไปกับคลื่น
คลื่นที่แผ่ ออกมาจากแหล่งกำเนิดคลื่น
อยา่ งต่อเนื่องและมีรปู แบบทซี่ ้ำ กนั บรรยาย
ได้ด้วยความยาว คลื่น ความถี่แอมพลิจูด
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่ อาศัย
ตัวกลางในการเคลื่อนที่ มี ความถี่ต่อเนื่อง
เป็นช่วงกว้าง มาก เคลื่อนที่ในสุญญากาศ
ด้วย อัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ ด้วย
อัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอื่น คลื่น
แม่เหล็กไฟฟ้าแบ่ง ออกเป็นช่วงความถี่ต่าง
ๆ เรียกว่า สเปกตัมของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า
ลำดับ ช่ือหน่วย มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก
ที่ การเรยี นรู้ เรยี นรู้/ (ช่วั โมง) (คะแนน)
ตวั ชีว้ ัด
แต่ละช่วงความถี่ ชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่
คลื่นวิทยุไมโดรเวฟ อินฟราเรด แสงที่
มองเห็น อัลตราไวโอเลต รังสี เอ็กซ์และรังสี
แกมมา
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 30
รวม 60 100
110
คำอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
รหสั วชิ า ว ๒3๑๐2 วิชา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 6 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรียน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน จำนวน 1 หน่วยกิต ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2
ศึกษา วิเคราะห์กฎการสะท้อนของแสง การเคลื่อนที่ของแสง ภาพจากกระจกเงา การหักเหของแสง การ
กระจายแสงของแสงขาว การเกิดภาพจากเลนส์ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง และการทำงานของ ทัศนอุปกรณ์ความ
สว่างท่ีมตี อ่ ดวงตา วัดความสว่างของแสง ปฏสิ มั พันธข์ ององคป์ ระกอบของระบบนิเวศ การ ถา่ ยทอดพลังงานในระบบ
นิเวศ ความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างยีน ดีเอ็นเอ
และโครโมโซม การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การเกดิ จโี นไทป์และฟี โนไทปก์ ารแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิสและไมโอ
ซิส โรคทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ความ หลากหลายทางชีวภาพ การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวง
อาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง การเกิดฤดูและการ เคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การขึ้นและตก
ของดวงจันทร์และการเกดิ นำ้ ขึ้นนำ้ ลง การใช้ประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ
โดยใชก้ ารสืบเสาะหาความรู้การสำรวจตรวจสอบ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทกั ษะการ เรียนรู้
ในศตวรรษท่ี 21 การสบื ค้นข้อมูลและการอภิปราย เพ่ือให้เกิดความรู้ความคดิ ความเขา้ ใจ สามารถ สอื่ สารส่ิงที่
เรียนรู้มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ การแกป้ ัญหา การนำความรูไ้ ปใช้ในชีวิตประจำวนั มีจิต วทิ ยาศาสตรจ์ ริยธรรม
คณุ ธรรม และคา่ นยิ มท่ีเหมาะสม
มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6
ว 1.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8,
ว 1.3 ม.3/9, ม.3/10, ม.3/11
ม.3/13, ม.3/14, ม.3/15, ม.3/16, ม.3/17, ม.3/18, ม.3/19,
ว 2.3 ม.3/20, ม.3/21
ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
ว 3.1
รวม 30 ตัวชีว้ ัด
111
โครงสร้างรายวิชา/มาตรฐานตวั ชว้ี ัด/หนว่ ยการเรยี นรู้
รหัสวิชา ว 23102 ชอื่ วิชา วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 6 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรียน 4๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1 หน่วยกิต
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ที่ เรยี นรู้ เรยี นร้/ู (ชั่วโมง) (คะแนน)
ตวั ชีว้ ดั
1 แสงและทัศน ว 2.3 แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใน สุญญากาศ 10 15
อุปกรณ์ ม.3/13, แสงจะเคลื่อนที่ด้วย อัตราเร็วประมาณ 3 X
ม.3/14, 108 เมตร/วินาที เมื่อแสงตกกระทบ วัตถุ
ม.3/15, จะเกิดการสะท้อนซึ่ง เป็นไปตามกฎการ
ม.3/16, สะท้อนของ แสง โดยรังสตี กกระทบเส้นแนว
ม.3/17, ฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบ เดียวกัน และ
ม.3/18, มุมตกกระทบ เท่ากับมุมสะท้อน ภาพจาก
ม.3/19, กระจกเงาเกิดจากรังสสี ะท้อน ตดั กันหรือต่อ
ม.3/20, แนวรงั สสี ะทอ้ น ให้ตัดกัน โดยถา้ รังสสี ะทอ้ น
ม.3/21 ตดั กันจริงจะเกิดภาพจริง แตถ่ า้ ตอ่ แนวรงั สี
สะท้อนให้ไปตัดกัน จะ เกิดภาพเสมือน การ
สะท้อน และการหักเหของแสงนำไปใช้
อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับ แสง เช่น รุ้ง
มิราจ และอธิบาย การทำงานของทัศน
อุปกรณ์ เช่น แว่นขยาย กระจกโค้ง จราจร
กล้องโทรทรรศน์กล้อง จุลทรรศ์ และแว่น
สายตา
2 ระบบนเิ วศ ว 1.1 สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติใน แต่ละ 10 13
ม.3/1, ท้องถิ่น มีความแตกต่าง หลากหลาย เช่น
ม.3/2, บางบริเวณมี แม่น้ำ ลำธาร คลอง ชายทะเล
ม.3/3, ป่าชายเลน และที่ราบ เป็นต้น มักพบ
ม.3/4, สิ่งมีชีวิตมากมายหลาย ชนิดอาศัย อยู่
ม.3/5, ร่วมกัน ต้อง พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ม.3/6 เรียกว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต ระบบ นิเวศ หมายถงึ
กลุ่มสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์หรือ
จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ใน บริเวณเดียวกัน มี
ความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบ
รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิต กับ
สิ่งมีชีวิต ระบบ นิเวศมีความแตกต่างกัน
ข้ึนอยู่ กับลักษณะของสงิ่ มชี ีวติ และ แหล่งที่
อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจัดเป็นระบบนิเวศ
ขนาดใหญ่ เรียกว่า โลกของสิ่งมีชีวิต ระบบ
นิเวศ ประกอบไปด้วย ส่วนสำคัญ 2 ส่วน
คอื 1. สว่ นประกอบทไี่ ม่มีชีวติ ประกอบดว้ ย
112
ลำดบั ชือ่ หน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ท่ี เรยี นรู้ เรยี นรู/้ (ชั่วโมง) (คะแนน)
ตวั ชวี้ ดั
อนินทรียสาร อินทรียสาร สภาพแวดล้อม
ทาง กายภาพ 2. ส่วนประกอบที่มีชีวิต
ได้แก่ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ย่อยสลาย พลังงาน
ถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิต ไปยังผู้บริโภคลำดับ
ต่าง ๆ รวมทั้งผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ใน
รูปแบบสายใยอาหารท่ี ประกอบด้วยห่วงโซ่
อาหาร หลายห่วงโซ่ที่สัมพันธ์กัน ใน การ
ถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่ พลังงานที่ถูก
ถ่ายทอดไปจะ ลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับของ
การบริโภค ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งมีชีวิต
กับสิ่งมีชีวิต รูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ภาวะได้
ประโยชน์ร่วมกัน ภาวะพ่ึงพา ภาวะอิงอาศัย
สิ่งมีชีวิต วัฏจักรของสาร หมายถึง การ
เปลีย่ นแปลงของสารหน่ึงไปอกี สารหนึ่งโดย
การเปลี่ยนแปลง ของสารจากสารหน่ึงไปยัง
อีก สารหนึ่ง โดยการเปลี่ยน ตำแหน่งจาก
แหล่งหนึ่งไปยังอีก แหล่งหนึ่งหรือจาก
ส่ิงมีชีวิต ชนิดชนดิ หนงึ่ ไปยงั อีกชนดิ หนึ่ง แต่
ในทสี่ ุดจะหมุนเวียนกลบั ไป ยงั สภาพเดิมอีก
3 การถ่ายทอด ว 1.3 พันธุกรรม หมายถึง การ ถ่ายทอดลักษณะ 10 18
ลกั ษณะ ทาง ม.3/1, ของสิ่งมีชีวิต จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง โดย
พันธกุ รรม ม.3/2, ลักษณะต่าง ๆ ทางพันธุกรรมนี้ จะถ่ายทอด
ม.3/3, ผ่านทางเซลล์สืบ พันธุ์ของพ่อและแม่ซึ่ง
ม.3/4, สิ่งมีชีวิต แต่ละชนิดจะมีลักษณะทาง
ม.3/5, พันธุกรรมแตกต่างกัน ทำให้มี ลักษณะ
ม.3/6, แตกต่างกันไป เช่น การถ่ายทอดลักษณะ สี
ม.3/7, ผิว สีผม รูปร่าง หน้าตา ฯลฯ โครโมโซม
ม.3/8, ประกอบด้วยโปรตีน อยู่ภายในนิวเคลียส
ม.3/9, เป็นที่อยู่ ของหน่วยพันธุกรรม และทำ
ม.3/10, หน้าที่ควบคุมและถ่ายทอด ข้อมูลเกี่ยวกับ
ม.3/11 ลักษณะทาง พันธุกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต
เช่น ลักษณะเส้นผม ลักษณะ ดวงตา เพศ สี
ผิว เป็นต้น ดีเอ็น เอ หรือ กรดดีออกซีไรโบ
นิวคลีอิกแอซิด เป็นสารชีว โมเลกุลขนาด
ใหญ่ที่เก็บรหัส พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทุก
ชนิด ในรูปของลำดับนิวคลีโอไทด์ที่
เฉพาะเจาะจง และสามารถเพิ่ม จำนวนโดย
113
ลำดับ ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ที่ เรียนรู้ เรยี นรู้/ (ชว่ั โมง) (คะแนน)
ตัวชี้วดั
การจำลองเพื่อ พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทุก
ชนิด ในรูปของลำดับนิวคลีโอไทด์ที่
เฉพาะเจาะจง และสามารถเพิ่ม จำนวนโดย
การจำลองเพื่อถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมไปยัง
ส่งิ มชี ีวติ ร่นุ ต่อไป หน่วย พนั ธุกรรม หรือ ยีน
คือ เป็น ส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่กำหนด
ลักษณะทางพันธุกรรม โดยมี ลำดับนิวคลโี อ
ไทด์จำเพาะอยู่ใน ดีเอ็นเอการแบ่งเซลล์คือ
การ เจริญ เติบโต และการสืบพันธุ์ ของ
สิ่งมีชีวิตจะมีความเกี่ยวข้อง กับการแบ่ง
เซลล์ในการแบ่ง เซลล์นั้นจะมีขบวนการ 2
ขบวนการ เกิดสลับกันไป คือ การแบ่งตัว
ของนิวเคลียสและ การแบ่งตัวของไซโทพลา
ซึม โดยปกติเมื่อสิ้นสุดการแบ่งตัว ของ
นิวเคลียสแล้ว ก็จะเริ่มการ แบ่งตัวของไซ
โทพลาสซึมทันที การแบ่งตัวของนิวเคลียส
มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบไมโทซิส และ แบบไม
โอซิส ความผิดปกติทาง พันธุกรรม เกิดจาก
ความ ผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งความ
ผิดปกติดังกล่าวแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
ความผิดปกติของ ออโทโซมเกิดจากการ
เปลีย่ นแปลงของเซลลร์ ่างกาย ความผิดปกติ
ของโครโมโซม เพศ ส่วนใหญ่เกิดจากจำนวน
โครโมโซมเพศ เทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง
การนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ
วิชาชีววิทยามา ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
ใน ด้านต่าง ๆ เปน็ กระบวนการ เปล่ียนแปลง
สารพันธุกรรมใน เซลล์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้
ได้ สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตาม ต้องการ ซ่ึง
เป็นเทคนิควิธีท่ี นำมาใช้ในการปรบั ปรุงสาย
พันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ในปัจจุบัน ได้มีการนำ
เทคโนโลยีชีวภาพมา ใช้ให้เกิดประโยชน์ใน
ด้าน การเกษตร อุตสาหกรรม และ
การแพทย์การเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อ มี
ประโยชนค์ ือ ขยายพนั ธุไ์ ด้อย่างรวดเร็ว การ
ปรับปรุงพันธุ์พืช การผลิต สารเคมีบางชนิด
114
ลำดับ ชื่อหน่วยการ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้ เรียนร/ู้ (ชวั่ โมง) (คะแนน)
ตัวช้วี ดั
การผสมเทยี ม และการถ่ายฝากตวั อ่อน และ
แปรรปู นมผงหรอื อาหาร กระปอ๋ ง
4 ดาราศาสตร์ ว 3.1 ในระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลาง 8 12
ม.3/1, โดยมีดาวเคราะห์และ บริวารดาวเคาระห์
ม.3/2, แคระ ดาว หาง และอื่น ๆ ซึ่งดาวเคราะห์
ม.3/3, และวัตถุเหล่านี้โคจรรอบดวง อาทิตย์ด้วย
ม.3/4 แรงโน้มถ่วง แรง โน้มถ่วงเป็นแรงดึงดูด
ระหว่าง วัตถุสองวตั ถโุ ดยเปน็ สัดสว่ นกับ ผล
คูณของมวลทั้งสอง และเป็น สัดส่วนผกผัน
กับกำลังสองของ ระยะทางระหว่างวัตถุทั้ง
ส อ ง โ ล ก ห ม ุ น ร อ บ ต ั ว เ อ ง ท ำ ใ ห ้ เ กิ ด
ปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือ การเกิดกลางวัน
และกลางคืน และการขึ้นตกของดวงอาทิตย์
โ ลกโ คจรรอบดวงอาทิตย์ทำให้ เกิด
ปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือ ฤดูกาล
ปรากฏ การณ์ข้างขึ้น ข้างแรม เป็น
ปรากฏการณ์ที่ เกิดจากดวงจันทร์โคจรรอบ
โลก ปรากฏการณ์ข้างขึ้น เมื่อดวง จันทร์
โคจรผ่านระหวา่ งโลกและ ดวงอาทิตย์น้ำข้ึน
น้ำลง คือ ปรากฏการณ์ที่ระดับน้ำทะเล
สูงขึ้น และลดลงเป็นช่วงๆในแต่ ละวัน โดย
เกิดจากแรงดึงดูด ระหว่างมวลของดวง
จันทร์และ โลก เทคโนโลยีอวกาศได้มี
บทบาทต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน
มากมาย มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จาก
เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบ นำทางด้วย
ดาวเทียม ดาวเทียม ช่วยภัยแล้ง โครงการ
สำรวจ อวกาศต่าง ๆ ได้พัฒนาเพิ่มพูน
ความรู้ความเข้าใจต่อโลก ระบบสุริยะและ
เอกภพมากขึ้น เป็นลำดับ เช่น การสำรวจ
ส่งิ มีชีวติ นอกโลก การสำรวจ ดาวองั คาร
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 30
รวม 40 100
115
คำอธบิ ายรายวชิ าพ้นื ฐาน
รหสั วิชา ว ๒3๑๐3 วิชา วิทยาการคำนวณ 5 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1
ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและสารสารเทศ การใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ ศึกษา
เกี่ยวกับการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล การรู้เท่าทันสื่อ ศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีส ารสนเทศและ
กฎหมายคอมพวิ เตอร์ ศึกษาเก่ียวกับแอปพลิเคชนั เทคโนโลยี IoT และการพัฒนาแอปพลิเคชนั
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรูท้ ี่เน้นใหผ้ ู้เรียนได้ลงมือปฏบิ ตั ิ ฝกึ ทกั ษะการคิด เผชญิ สถานการณ์การแกป้ ัญหา วาง
แผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรยี นรู้ และสร้างองค์ความรู้ใหมด่ ว้ ยตนเองผ่านกระบวนการคิดและปฏบิ ัติ
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รักษาข้อมูลส่วนตัว และการสื่อสารเบื้องต้นในการแก้ปัญ หา
ที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนำความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และนำเทคโนโลยีใหม่ท่ี
เกิดขึ้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ
ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้มีจิต
วิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ มในการใช้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์
มาตรฐานและตัวชว้ี ดั
ว 4.2 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
รวมทง้ั หมด 4 ตัวชีว้ ดั
116
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตัวช้วี ดั /หน่วยการเรียนรู้
รหสั วชิ า ว 23103 ชอ่ื วชิ า วทิ ยาการคำนวณ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 0.5 หน่วยกติ
ลำดบั หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
(ชั่วโมง) (คะแนน)
ที่ เรียนรู้/เรื่อง การเรียนร/ู้ ตัวช้วี ดั
1 การจดั การข้อมูล ว 4.2 ม.3/2 การรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนท่ี 3 15
และสารสนเทศ สำคัญที่สดุ ของการจดั การข้อมูลและ
สารสนเทศ ดังนั้นควรมีความเข้าใจ
เกี่ยวกับลักษณะและประเภทของ
ขอ้ มลู ตลอดจนวิธกี ารรวบรวมขอ้ มูล
เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้อย่าง
ถกู ต้องและเหมาะสม
การประมวลผลข้อมูล เป็นการ
คำนวณหรือการเปรียบเทียบเพื่อให้
ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่เป็นประโยชน์
ตรงตามความต้องการ
การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
มีการนำซอฟต์แวร์ต่าง ๆ มาช่วยใน
การจัดการขอ้ มูล โดยมีทัง้ ซอฟตแ์ วร์
ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ซอฟต์แวร์
ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล และ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูล
เพื่อการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ
อยา่ งมีประสิทธิภาพ
2 ความน่าเช่อื ถือ ว 4.2 ม.3/3 การสืบค้นแหล่งข้อมูลเป็น 3 15
ของข้อมลู ก ร ะ บ ว น ก า ร ค ้ น ห า ข ้ อ ม ู ล ต า ม ท่ี
ต้องการ โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ อีก
ทั้งข้อมูลที่ได้จะต้องมีการประเมิน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพื่อ
คัดเลือกข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น
ข้อมูลที่มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ
เป็นการพิจารณาเพื่อคัดเลือกจาก
แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจากการ
ประเมินความน่าเชื่อถือจะทำให้เรา
ได้ข้อมูลที่มีคุณค่า และนำข้อมูลไป
ประยกุ ตใ์ ช้อยา่ งเหมาะสม
การรู้เท่าทันสื่อเป็นลักษณะ
สมรรถนะที่ครอบคลุมทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 21 ในส่วนทีเ่ ก่ียวข้องกับ
117
ลำดบั หนว่ ยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรยี นร้/ู เร่ือง การเรียนรู้/ตัวช้วี ัด (ช่ัวโมง) (คะแนน)
3 เทคโนโลยี ว 4.2 ม.3/4
สารสนเทศ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร เ ข ้ า ถึ ง 20
ว 4.2 ม.3/1
4 แอปพลเิ คชัน สารสนเทศผ่านสื่อ และเทคโนโลยี 20
ดิจทิ ลั การเลอื กรับวิเคราะห์ประเมิน
และนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในทาง
สรา้ งสรรค์
การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 4
โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้
งาน เช่นการทำธุรกรรมออนไลน์
การซื้อสินค้าออนไลน์ และการใช้
งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี
จิตสำนึก และจริยธรรมที่ดี คำนึง
ผ ล ก ร ะ ท บ ท ี ่ อ า จ ส ่ ง ผ ล ต ่ อ ผ ู ้ อื่ น
ภายใต้กฎหมายทีเ่ กี่ยวข้องกบั การใช้
งานเทคโนโลยีสารสนเทศหลายฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการ
กระทำความผดิ เก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทาง
อิเล็กทรอนิกส์ พระราชบัญญัติ
ก า ร ร ั ก ษ า ค ว า ม ม ั ่ น ค ง ป ล อ ด ภั ย
ไซเบอร์โดยพระราชบัญญัติว่าด้วย
ก า ร ก ร ะ ท ำ ค ว า ม ผ ิ ด เ ก ี ่ ย ว กั บ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำ
ความผิดเกี่ยวคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่
2) พ.ศ.2560 หรือลิขสิทธิ์ เป็น
ผลงานที่เกิดจากการใช้ปัญญา
ความรู้ความสามารถในการ
สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งถือว่าเป็น
ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหน่ึง
ทีก่ ฎหมายใหค้ วามคมุ้ ครอง
การทำให้อุปกรณ์หล าย ตัว 8
สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล
และทำงานรว่ มกันได้นนั้
เรียกว่า เทคโนโลยี IoT ต้องอาศัย
ความสามารถของ Smart Device
ซ่ึงอปุ กรณท์ มี่ หี นว่ ยประมวลผล หรือ
118
ลำดบั หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
(ชัว่ โมง) (คะแนน)
ท่ี เรยี นร/ู้ เรอื่ ง การเรียนร/ู้ ตวั ชี้วัด
เซนเซอร์ภายในตัว เพื่อส่งข้อมูลผ่าน
Cloud Computing หรอื
Wireless Network เป็นตัวกลางใน
การรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายเพ่ือ
ประมวลผล และอาศยั Dashboard
สำหรับแสดงผลและใช้ควบคุมการ
ทำงานจากผใู้ ช้
แอปพลิเคชนั เป็นโปรแกรมที่ถูก
พัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยในด้านต่าง
ๆ มีการออกแบบมาเพื่อใช้งานใน
หลายรูปแบบ ซึ่งการพัฒนา
โปรแกรมในปจั จุบนั นยิ มใชโ้ ปรแกรม
ภาษาไพทอน (Python) เพราะเป็น
ภาษาท่ีอ่านแล้วเขา้ ใจงา่ ย ไมซ่ ับซอ้ น
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
119
คำอธิบายรายวิชาพ้นื ฐาน
รหัสวชิ า ว ๒3๑๐4 วิชา วิทยาการคำนวณ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน ๒๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกิต ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2
ศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยท่ีสง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และผลกระทบต่อมนุษย์ สังคม เศรษฐกจิ
สิง่ แวดล้อม และอาชพี ในชุมชน เพ่อื สำรวจและระบุปญั หาท่ีเกดิ ขึ้นไดต้ รงตามความจริง กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตรอ์ นื่ ๆ ร่วมกัน ความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั ประเภท และสมบัติของวัสดุต่าง ๆ เช่น
ไม้ เหลก็ พลาสตกิ ยางพารา เครื่องมือในการสร้างช้ินงาน เช่น ค้อน ประแจ สว่าน คมี ประเภทตา่ ง ๆ เพอื่ ใหส้ ามารถ
ตัดสินใจเลือกแนวทางในออกแบบการแกป้ ัญหาได้อยา่ งเหมาะสม
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรโู้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) วิธกี ารสอนโดยเน้นรูปแบบการ
สอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) วัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional
Model) และวิธีการสอนโดยเน้นรูปแบบการสอนแบบอุปนัย (Induction) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการ
คิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเองผ่าน
กระบวนการคิดและปฏบิ ตั ิ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะเกี่ยวกับการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่ น ๆ ในการ
ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจรงิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์
ตอ่ สงั คม และการดำรงชวี ติ จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและการ
จัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม
และคา่ นิยมในการใชว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์
มาตรฐานและตัวชีว้ ัด
ว 4.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5
รวมท้ังหมด 5 ตัวชีว้ ัด
120
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตัวชวี้ ดั /หน่วยการเรียนรู้
รหัสวชิ า ว 23104 ชอ่ื วิชา วิทยาการคำนวณ 6 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรียน 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 0.5 หน่วยกิต
ลำดบั หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
ท่ี เรียนรู/้ เรือ่ ง การเรียนรู้/ตวั ชวี้ ัด (ช่วั โมง) (คะแนน)
1 เทคโนโลยกี บั ว 4.1 ม.3/1 ความต้องการของมนุษย์เกิดขึ้นอยู่ 5 15
ชีวิต ตลอดเวลา และยังทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ คือ การ
เปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม
ด้านวัฒนธรรม และด้านสง่ิ แวดล้อม
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูง
มาใช้ในทุกภาคส่วน ดังนั้น เทคโนโลยี
จึงเกี่ยวข้องกับการนำความรู้จาก
ศาสตร์ต่าง ๆ มาประกอบกับความรู้
ด้านวทิ ยาศาสตร์และด้านคณิตศาสตร์
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอาชีพ
ต่าง ๆในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อ
ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน โดยมุ่ง
ส่งเสริมเทคโนโลยีพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน
ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพ นาโน
เทคโนโลยีเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์
พลังงาน และสิ่งแวดล้อม และ
เทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร
และดจิ ทิ ัล
2. เทคโนโลยกี บั ว 4.1 ม.3/2 การสำรวจชุมชน เป็นศึกษา 4 15
การพัฒนา ม.3/3 ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกับลักษณะและสภาพ
งานอาชพี ของสงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ความ
ภายในชมุ ชน ต้องการ และปัญหาในชุมชน เพื่อให้
หรือท้องถน่ิ ทราบลักษณะและขอบเขตของปัญหา
ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน และเป็น
พื้นฐานในการศึกษาหาสาเหตุของแต่
ละปัญหา และหาแนวทางในการ
ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งปัญหาหรือความ
ต้องการภายในชุมชนหรือท้องถิ่นน้ัน
สามารถแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้
ดังนี้ คือ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้าน
สงั คม ด้านวัฒนธรรม
และด้านสง่ิ แวดลอ้ ม
เทคโนโลยี เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้าง
สรรค์ขึ้นมาใช้เพื่อการแก้ปัญหา
121
ลำดับ หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ที่ เรียนร้/ู เร่ือง การเรียนรู้/ตวั ชี้วัด (ช่วั โมง) (คะแนน)
พื้นฐานที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิต 20
ต้งั แต่สมยั โบราณ โดยมีการแบ่งระดับ 20
ของเทคโนโลยีที่ใช้ในการแก้ปัญหา
ออกเปน็ 3 ระดบั
3. วัสดุ อุปกรณ์ ว 4.1 ม.3/5 วัสดุ หมายถงึ สิ่งของหรือวัตถุท่ี 4
เคร่อื งมือ นำมาใช้ประกอบกันเป็นชิ้นงานตาม
และความรใู้ น การออกแบบืมีสมบัติเฉพาะตัวทาง
การแกป้ ัญหา ฟสิ ิกส์ ทางเคมี ทางไฟฟ้า หรอื สมบตั ิ
หรือพฒั นา เชิงกลแตกต่างกันไป โดยวัสดุ
งาน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โลหะและ
อโลหะโดยการเลือกใช้วัสดุควร
พิจารณาจากสมบัติของวัสดุให้ตรง
กับงานที่ออกแบบหรือตาม
วตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ ้องการ รวมถงึ การใช้
งาน
อุปกรณ์และเครื่องมือช่าง
พื้นฐานถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญใน
การออกแบบกระบวนการผลิต
การแก้ปัญหาโดยการพัฒนา
งานจำเป็นต้องอาศัยกลไกให้ทำงาน
ประสานสอดคล้องกันในการพัฒนา
ชิ้นงาน ได้แก่ ล้อและเพลา รอก
เฟืองตรง คาน และสปริง รวมถึง
กระบวนการ
ไฟฟา้ ทก่ี ่อให้เกิดพลงั งานอ่ืน ๆ
เช่น แสงสว่าง ความร้อน พลังงานกล
การควบคุมหรือออกแบบการไหลของ
กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้า
4. การแกป้ ัญหา ว 4.1 ม.3/1 กระบวนการออกแบบเชิง 5
ชมุ ชนหรอื ม.3/2 วิศวกรรมเป็นกระบวนการแก้ปัญหา
ทอ้ งถ่ินดว้ ย ม.3/3 หรือพัฒนาชิ้นงานอย่างเป็นขั้นตอน
กระบวนการ ม.3/4 ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่โดยวิเคราะห์
ออกแบบเชงิ สถานการณ์ของปัญหา ผลกระทบ
วศิ วกรรม ของการแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่การ
ออกแบบแนวทางการแก้ปัญหา โดย
ใ ช ้ ค ว า ม ร ู ้ ด ้ า น ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร์
คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
สำหรับระบวนการออกแบบเชิง
122
ลำดบั หน่วยการ มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรยี นร/ู้ เรอื่ ง การเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ัด (ชว่ั โมง) (คะแนน)
วิศวกรรม โดยการพฒั นาชมุ ชนอย่าง
ยั่งยืนนั้น จะมุ่งเน้นพัฒนาชุมชนให้
พึ่งพาตัวเองได้ผ่านการสร้างผู้นำ
ชุมชนที่เข้มแข็ง ทำงานตอบสนอง
ต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์
ของแต่ละชุมชน นำวิธีการพัฒนาที่
ได้ผลมาใช้แก้ปัญหาที่สำคัญของ
ชุมชน และกระตุ้นให้เกิดการลงมือ
ทำ ตลอดจนมีการสร้างเศรษฐกิจ
ให้กับชุมชนโดยอาศัยกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรมมาช่วยในการ
สร้างงาน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาท่ี
เกดิ ขน้ึ ในชุมชนอยา่ งย่งั ยนื
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค 1 20
รวม 20 100
123
คำอธิบายรายวชิ าเพมิ่ เติม
รหัสวิชา ว 2๓๒0๑ ช่ือวชิ า เสริมทักษะวิทยาศาสตร์ ๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกิต ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนท่ี 1
ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามความสนใจ ตั้งแต่ เริ่มจนทำโครงงานสำเร็จ การทำโครงงานเน้นให้นักเรียนฝกึ
คิด วิเคราะห์ปัญหาที่สนใจที่จะทำโครงงาน คิด ออกแบบการทดลองได้ และตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสม มีการ
วางแผนการดําเนนิ งานเพื่อลงมือปฏิบัติ ทดลองได้อย่างเป็นขั้นตอนและมีระบบ บันทึกผล วิเคราะห์ผล สรุปผล และ
เขียนรายงาน ตลอดจนนําเสนอ ผลงานและแสดงผลงานของโครงงานวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมจะช่วยพัฒนา
นักเรียนให้สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหา ผลการศึกษาค้นคว้าในระดบั ของนักเรียนจะขยายไปถึงขั้นนําไปใช้
แกป้ ญั หา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นท้องถนิ่ สง่ ผลต่อการพัฒนาสง่ิ แวดลอ้ มได้
ผลการเรยี นรู้
๑. อธิบาย และบอกความหมายของสิ่งแวดล้อม
๒. บอกองคป์ ระกอบของสิ่งแวดลอ้ ม ท้ังองคป์ ระกอบทางกายภาพ และชีวภาพ
๓. สาํ รวจอภปิ ราย อธิบาย และวเิ คราะห์ปัญหาสงิ่ แวดล้อมและผลกระทบ ในระดับชมุ ชน ประเทศ และโลก
๔. สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแนวทางในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพื่อนําไปสู่หัวข้อการทําโครงงาน
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่อื สง่ิ แวดล้อม
๕. ทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อมกลุ่มละ หนึ่งโครงงาน พร้อมทั้งนําเสนอผลงาน และประยุกต์
โครงงานวิทยาศาสตรเ์ พือ่ สิง่ แวดลอ้ มนําไปใช้จรงิ
รวมท้ังหมด ๕ ผลการเรยี นรู้
124
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตวั ชี้วัด/หน่วยการเรยี นรู้
รหสั วชิ า ว 23201 ชอ่ื วชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ ๕ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ
ลำดบั ที่ หน่วยการเรยี นร/ู้ เรื่อง เวลา น้ำหนัก
(ชั่วโมง) (คะแนน)
๑ ความหมายและความสำคญั ของสิง่ แวดลอ้ ม ๑ ๑0
๒ องคป์ ระกอบของสง่ิ แวดล้อม ๒ ๑๐
๓ ปญั หาส่ิงแวดล้อมในระดบั ตา่ ง ๆ และผลกระทบ ๒ ๑๐
๔ แนวทางในการแก้ปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม 3 ๑0
๕ โครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งิ แวดล้อม ๔ ๑๐
๖ การนําเสนอโครงงาน ๔ ๑๐
๗ การประยุกต์ใชโ้ ครงงานเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพสิ่งแวดล้อม ๒ ๑๐
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค ๑ 20
รวม 20 100
125
คำอธบิ ายรายวิชาเพิ่มเติม
รหัสวชิ า ว 2๓๒0๒ ชื่อวิชา เสรมิ ทกั ษะวทิ ยาศาสตร์ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น ๒๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น จำนวน ๐.๕ หน่วยกติ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ ภาคเรยี นท่ี ๒
ศึกษากระบวนการและการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนําความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์มาประยุกต์ ในการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดำรงอยู่อย่างเป็นสุข และมีประสิทธิภาพ โดยตระหนักถึงผลกระทบของ ความก้าวหน้าทาง
วิทยาศาสตร์ที่มีต่อมนุษย์สภาพแวดล้อม สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความหมายของวิทยาศาตรแ์ ละเทคโนโลยี เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ คุณภาพชวี ิต ความหมายของคณุ ภาพ แนวทางใน
การพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ การแก้ปัญหาและแนวทางปฏิบัติให้เกิด ความสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ กลุ่ม
วิทยาศาสตร์วีดีทัศน์เรื่องจะศึกษาชีววิทยาได้อย่างไร ระบุปัจจัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการฝึกใช้ ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไดแ้ ก่ การสงั เกต การวัด การจาํ แนก การคํานวณ การจัดกระทำ เพอ่ื สื่อความหมายของ
ข้อมูล การลงความคิดเห็น การพยากรณ์สมมติฐาน ตัวแปร การทดลอง นิยามเชิงปฏิบัติการ การตีความหมายข้อมูล
และลงข้อสรุป เป็นต้น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหาโดยวธิ ีการทาง วิทยาศาสตร์ ความหมาย องค์ประกอบ
ของการมีสุขภาพดี การส่งเสริมสุขภาพกาย การส่งเสริมสุขภาพจิต รูปแบบการออกกําลังกาย และวิทยาศาสตร์
ทางการกีฬา การนันทนาการ การพักผ่อน การใช้พลังงาน การ อนุรักษ์พลังงาน การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยเี พื่อการดูแลสขุ ภาพ
ผลการเรยี นรู้
๑. อธบิ ายและยกตวั อยา่ งกระบวนการและการพฒั นาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีที่เก่ียวข้องกบั การดำรงชวี ติ
๒. มีความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ียวกับการแก้ปัญหาดว้ ยการบวนการทางวิทยาศาสตร์
๓. บอกความหมายของคุณภาพชีวติ และแนวทางในการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ
๔. บอกความหมายขององคป์ ระกอบของการมีสขุ ภาพกาย และสขุ ภาพจติ ทีด่ ี
๕. ยกตัวอย่างการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาด้าน การกีฬา การสาธารณสุข ด้าน พลังงาน
ดา้ นนนั ทนาการ ดา้ นส่ิงแวดลอ้ ม
๖. สืบค้นข้อมูล ยกตัวอย่างวิธกี ารปฏบิ ัตติ นเพ่ือให้มีคุณภาพชวี ติ ทด่ี ี
รวมทั้งหมด ๖ ผลการเรียนรู้
126
โครงสร้างรายวชิ า/มาตรฐานตวั ชว้ี ัด/หนว่ ยการเรยี นรู้
รหสั วิชา ว 23202 ช่อื วชิ า เสรมิ ทกั ษะวิทยาศาสตร์ 6 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลาเรยี น 2๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 0.5 หน่วยกติ
ลำดบั ท่ี หนว่ ยการเรียนร/ู้ เร่อื ง เวลา น้ำหนกั
(ชวั่ โมง) (คะแนน)
๑ วิทยาศาสตรก์ ับชวี ติ ประจำวัน ๒ ๑๕
๒ ผลกระทบของวิทยาศาสตร์ท่ีมตี ่อมนุษย์ สงั คม สภาพแวดล้อม ๓ ๑๐
การเมือง วฒั นธรรม
๓ การแกป้ ัญหาแบบวทิ ยาศาสตร์ ๓ ๑๕
๔ การปรับใช้วทิ ยาศาสตร์เพอ่ื เพิม่ คุณภาพชีวติ ๑๐ 30
สอบกลางภาค 1 10
สอบปลายภาค ๑ 20
รวม 20 100
127
สอ่ื /แหล่งเรียนรู้
สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ทักษะ
กระบวนการและคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลกั สูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้ มีหลากหลายประเภท
ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่นการเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มี
ความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนการจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและ
ผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้
ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและสื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่าง
พอเพียง เพอื่ พัฒนาให้ผู้เรียน เกดิ การเรียนรู้อย่างแท้จริงสถานศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานทีเ่ ก่ียวข้องและผู้มี
หนา้ ทจ่ี ัดการศึกษาขัน้ พื้นฐาน ควรดำเนนิ การดังน้ี
๑. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้
ระหว่างสถานศึกษา ทอ้ งถ่นิ ชุมชน สังคมโลก
๒. จดั ทำและจดั หาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน รวมทั้งจัดหาสิ่งที่
มีอยูในทอ้ งถ่ินมาประยุกต์ใช้เป็นสือ่ การเรียนรู้
๓. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้
ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบคุ คลของผู้เรยี น
๔. ประเมนิ คณุ ภาพของส่อื การเรยี นรู้ท่เี ลือกใช้อย่างเป็นระบบ
๕. ศึกษาคน้ คว้า วิจยั เพือ่ พฒั นาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกบั กระบวนการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
๖. จดั ให้มีการกำกับ ตดิ ตาม ประเมนิ คณุ ภาพและประสิทธิภาพเก่ยี วกบั สอ่ื และการใช้สอ่ื การเรยี นรู้เป็นระยะ
ๆ และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช้และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษาควรคำนึงถึงหลักการ
สำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มี
การใช้ภาษาท่ีถูกต้อง รปู แบบการนาํ เสนอทเี่ ข้าใจงา่ ย และนา่ สนใจ
128
การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ คะแนน
70
อตั ราส่วนคะแนน คะแนนระหว่างปกี ารศึกษา : สอบปลายปีการศกึ ษา = 7๐ : 3๐ 60
รายการวดั
10
ระหว่างภาค มีการวดั และประเมินผล ดงั น้ี 30
๑. คะแนนระหว่างปกี ารศึกษา 100
๑.๑ วดั โดยใช้แบบทดสอบ
๑.๒ วัดทกั ษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ (เลอื กวัดตามแผนการจดั การเรียนรู้)
๑.๒.๑ ภาระงานท่ีมอบหมาย
- การทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะ
- การแกป้ ัญหาทางวทิ ยาศาสตร์
- การศกึ ษาคน้ คว้าทางวิทยาศาสตร์
- การรว่ มกจิ กรรมการเรยี นรู้
๑.๒.๒ แฟ้มสะสมงานวิทยาศาสตร์
๑.๒.๓ โครงงานวิทยาศาสตร์
๑.๒.๔ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
๑.๓ วดั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และเจตคติที่ดตี อ่ วชิ าวิทยาศาสตร์
๒. คะแนนสอบกลางภาคการศึกษา วดั และประเมนิ ผลโดยใช้แบบทดสอบ
คะแนนสอบปลายภาคการศกึ ษา มวี ัดและประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ
รวม
เกณฑก์ ารวัดผลประเมินผล
๑. การวดั และประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบ
๑.๑ เกณฑใ์ ห้คะแนนแบบทดสอบแบบเลอื กตอบ พิจารณาจากความถูกผิดของการเลือกตอบ
ตอบถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๒ เกณฑใ์ ห้คะแนนแบบทดสอบแบบถูกผิด พจิ ารณาจากความถกู ผดิ ของคําตอบ
ตอบถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๓ เกณฑใ์ ห้คะแนนแบบทดสอบแบบเติมคำ พิจารณาจากความถูกผดิ ของคำตอบ
ตอบถูกให้ ๑ คะแนน ตอบผดิ ให้ ๐ คะแนน
๑.๔ เกณฑใ์ ห้คะแนนแบบทดสอบแบบจับคู่ พจิ ารณาจากความถกู ผดิ ของการจับคู่
จบั คถู่ กู ให้ ๑ คะแนน จับคู่ผิดให้ ๐ คะแนน
๑.5 เกณฑใ์ ห้คะแนนแบบทดสอบแบบเปรียบเทียบ พิจารณาจากความถูกผดิ ของการเปรยี บเทยี บ
เปรยี บเทียบถูกให้ ๑ คะแนน เปรยี บเทียบผิดให้ ๐ คะแนน
129
๑.6 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบทดสอบแบบเขียนตอบ
พจิ ารณาจากคำตอบในภาพรวมทัง้ หมด โดยกำหนดระดบั คะแนนเป็น ๔ ระดับ ดงั นี้
ระดับคะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
๓ ตอบไดถ้ กู ต้อง สามารถอธิบายเหตุผลได้อย่างชดั เจน
๒ ตอบไดถ้ กู ต้อง สามารถอธิบายเหตผุ ลได้เป็นบางส่วน แต่ยังไมช่ ัดเจน
๑ ตอบไดถ้ ูกต้อง แต่ไมส่ ามารถอธิบายเหตุผลได้
๐ ตอบไม่ถูกต้อง และไม่สามารถอธบิ ายเหตุผลได้
๑.๗ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบทดสอบแบบต่อเนื่อง
(๑) เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบทดสอบแบบต่อเนื่องที่กำหนดสถานการณ์
พจิ ารณาจากความถูกผิดของคำตอบ ตอบถกู ให้ ๑ คะแนน ตอบผิดให้ ๐ คะแนน
(๒) เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบทดสอบแบบต่อเนื่องสองข้ันตอน
โดยกำหนดระดับคะแนนเป็น ๓ ระดบั ดังน้ี
ระดบั คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
๒ เลือกคำตอบและบอกเหตผุ ลประกอบถกู ต้อง
๑ เลือกคำตอบถูกต้อง แต่บอกเหตุผลประกอบไม่ถูกต้อง หรือ เลือกคำตอบไม่ถูกต้อง
แตบ่ อกเหตุผลประกอบได้สอดคล้องกบั คำตอบทเี่ ลือก
๐ เลือกคำตอบและบอกเหตุผลประกอบไม่ถกู ต้อง
๑.๘ เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบทดสอบแสดงวธิ ีทำ
โดยกำหนดระดบั คะแนนเป็น ๕ ระดบั ดงั น้ี
ระดับคะแนน เกณฑ์การให้คะแนน
๔ คำตอบถูกต้องและแสดงวิธีทำที่มีประสิทธิภาพ โดยแสดงถึงการคิดอย่างเป็นระบบ
และการคดิ วิเคราะห์
๓ คำตอบถกู ต้องและแสดงวิธที ำถกู ต้องสมบูรณ์
๒ คำตอบถกู ต้อง แสดงวิธที ำถกู ต้องแตย่ ังไม่สมบูรณ์
๑ คำตอบถกู ต้อง มกี ารแสดงแสดงวิธที ำแต่ยังไมถ่ ูกตอ้ งสมบูรณ์
๐ คำตอบไม่ถกู ต้อง และแสดงวิธที ำไม่ถูกต้อง
130
๒. การวัดและประเมินผลด้านทักษะ/กระบวนการ/สมรรถนะ
๒.๑ ภาระงานท่ีมอบหมาย
- ใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทักษะ
กำหนดเกณฑก์ ารทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทักษะ ๔ ระดบั ดังนี้
ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
๔ (ดมี าก) - ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะครบถว้ นและเสรจ็ ตามกาํ หนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะได้ถูกต้อง
- แสดงลำดับขน้ั ตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะชดั เจน เหมาะสม
๓ (ด)ี - ทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทกั ษะครบถว้ นและเสรจ็ ตามกำหนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทกั ษะได้ถกู ต้อง
- สลับขัน้ ตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะ หรอื ไม่ระบุขั้นตอน ของ
การทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทกั ษะ
๒ (พอใช้) - ทำใบงาน/แบบฝึกหดั /แบบฝึกทกั ษะครบถวน แต่เสร็จหลงั กำหนดเวลาเล็กน้อย
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะขอ้ ไม่ถูกตอ้ ง
- สลับขนั้ ตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะ หรือไม่ระบุขั้นตอน ของ
การทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะ
๑ (ปรับปรุง) - ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะไมค่ รบถว้ น หรอื ไม่เสร็จตามกำหนดเวลา
- ทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทกั ษะไม่ถูกตอ้ ง
- แสดงลำดับขั้นตอนของการทำใบงาน/แบบฝึกหัด/แบบฝึกทักษะไม่สัมพันธ์กับ
โจทย์หรอื ไม่แสดงลำดบั ขั้นตอน
- การประเมนิ ผลการแกปญหาทางวิทยาศาสตร
กำหนดเกณฑการประเมินผลการแกปญหาทางวทิ ยาศาสตร ดงั น้ี
รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การพิจารณา
๑. การสงั เกต ๓ (ด)ี - เขา้ ใจและระบุปัญหาไดถ้ กู ต้อง
เพอ่ื ระบปุ ัญหา ๒ (พอใช้) - เขา้ ใจและระบุปัญหาบางส่วนไม่ถูกต้อง
๒. การตง้ั สมมตฐิ าน ๑ (ปรบั ปรุง) - เขา้ ใจปัญหาน้อยมากหรือไมส่ ามารถระบุปญั หา
๓ (ด)ี
๓. การรวบรวม ๒ (พอใช้) - ตั้งสมมติฐานของปัญหาไดเ้ หมาะสมและถกู ต้อง
ข้อมลู - ตั้งสมมติฐานของปัญหาไดซ้ ึง่ อาจนำไปสู่คำตอบที่ถูก
๔. การสรปุ ผล ๑ (ปรบั ปรุง) แตย่ งั มีบางส่วนผิด
๓ (ด)ี - ตั้งสมมตฐิ านของปัญหาไม่ถกู ต้อง
๒ (พอใช้)
๑ (ปรบั ปรงุ ) - นำวธิ ีการแก้ปญั หาไปใช้ไดถ้ กู ต้อง
๓ (ด)ี - นำวธิ ีการแก้ปัญหาไปใช้ไดถ้ กู ต้องเป็นบางครง้ั
๒ (พอใช้) - นำวธิ กี ารแก้ปัญหาไปใช้ไมถ่ กู ต้อง
๑ (ปรับปรุง)
- สรปุ ผลได้ถูกต้องสมบูรณ์
- สรปุ ผลทไี่ ม่สมบูรณ์หรือไมถ่ ูกต้อง
- ไมม่ ีการสรปุ ผล
131
- การประเมนิ ผลการศกึ ษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์
๑) กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลการศึกษาคน้ คว้าทางวิทยาศาสตร์ดา้ นทฤษฎี เป็น ๔ ระดบั
ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การพิจารณา
๔
- การวางแผนชัดเจนและทำงานเป็นระบบ
(ดมี าก) - แสดงขอ้ มลู ที่ละเอยี ดชัดเจน
- แสดงความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาวิชาได้ชดั เจน
๓ - ลงขอ้ สรปุ ท่ถี กู ต้องชดั เจน
(ดี) - นำเสนอผลงานอย่างเหมาะสม
๒ - การวางแผนชดั เจน
(พอใช้) - แสดงขอ้ มลู ทีล่ ะเอยี ด
- แสดงความเชอ่ื มโยงระหว่างเนือ้ หาวิชาได้ชดั เจน
๑ - ลงขอ้ สรปุ ทีถ่ ูกต้องชัดเจน
(ปรบั ปรงุ ) - นำเสนอผลงานได้ยังไมช่ ัดเจน
- การวางแผนไมช่ ดั เจน
- แสดงขอ้ มูลบางส่วนผดิ พลาด
- แสดงความเช่อื มโยงระหว่างเนื้อหาวชิ าไม่ชดั เจน
- ลงขอ้ สรปุ บางส่วนผิดพลาด
- นำเสนอผลงานได้ไมช่ ดั เจน
- การวางแผนไมช่ ัดเจน
- แสดงขอ้ มลู ไม่ถกู ต้อง
- แสดงความเชอื่ มโยงระหว่างเนอ้ื หาวชิ าไม่ชดั เจน
- ลงขอ้ สรปุ ไม่ถกู ต้อง
- นำเสนอผลงานได้ไมถ่ กู ต้อง
๒) กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลการศกึ ษาค้นคว้าทางวทิ ยาศาสตร์ทีม่ ผี ลงานเป็นสิ่งประดิษฐ์ ๔ ระดบั
ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
๔ - มคี วามคดิ รเิ ริม่ สร้างสรรคแ์ ละแปลกใหม่
(ดีมาก) - แก้ปญั หาและตอบสนองตามความต้องการ
- วางแผนการสร้างมีคุณภาพ แสดงรายละเอียดของชิ้นงานในแต่ละส่วน
ชัดเจนสมบรู ณ์
- เลอื กและใช้เครอื่ งมอื ไดเ้ หมาะสม
- ใช้งานไดต้ ามความคาดหวงั
๓ - มีความคิดรเิ รม่ิ สร้างสรรคแ์ ละแปลกใหม่
(ดี) - แก้ปญั หาและตอบสนองตามความต้องการ
- วางแผนการสร้างและมีการแสดงรายละเอียดของแต่ละส่วน
- เลอื กและใช้เครือ่ งมือไดเ้ หมาะสม
- ใช้งานไดต้ ามความคาดหวัง
132
ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
๒
- มีความคิดริเร่มิ สร้างสรรค์
(พอใช้) - แก้ปญหาและตอบสนองตามความต้องการ
- วางแผนการสร้างและมกี ารแสดงรายละเอียดบางส่วนไม่ชดั เจน
๑ - เลอื กและใช้เครื่องมอื ไดเ้ หมาะสม
(ปรับปรุง) - ใช้งานไดต้ ามความคาดหวัง
- ขาดความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์
- ไมต่ อบสนองต่อการแก้ปญหาและความต้องการ
- วางแผนการสร้างไมช่ ัดเจน
- เลอื กและใช้เคร่ืองมอื ไมเ่ หมาะสม
- ใช้งานไมไ่ ดต้ ามความคาดหวงั
- การประเมนิ ผลการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้
การร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ส่วนใหญ่มอบหมายภาระงานเป็นกลุ่มกำหนดเกณฑ์ การประเมินผลการ
รว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ ดังน้ี
รายการประเมนิ ระดบั คุณภาพ เกณฑ์การพจิ ารณา
๑. การวางแผน
๓ (ด)ี - วางแผนและมอบหมายหน้าท่ใี ห้สมาชกิ ได้ชดั เจน
๒. ความร่วมมอื ในกลุ่ม ๒ (พอใช้) - วางแผนแต่มอบหมายหน้าท่ใี ห้สมาชกิ ไมช่ ดั เจน
๑ (ปรบั ปรงุ ) - ไมม่ ีการวางแผน
๓. ทกั ษะการปฏบิ ัติการ ๓ (ดี) - ทกุ คนทำงานตามหน้าที่รบั ผดิ ชอบ
๒ (พอใช้) - สมาชกิ ส่วนมากทำงานตามหน้าที่
๔. การเขียนรายงาน ๑ (ปรบั ปรงุ ) - สมาชกิ ไม่ทำงานตามหน้าที่
๓ (ดี) - ปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม
๕. เวลา ๒ (พอใช้) - ปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอนแตย่ ังมขี อ้ ผดิ พลาดเป็นบางส่วน
๑ (ปรบั ปรงุ ) - ไมส่ ามารถปฏบิ ตั ไิ ดต้ ามขนั้ ตอนและมีความผดิ พลาด
๓ (ด)ี - เขยี นรายงานไดถ้ กู ต้องเหมาะสมและนำเสนอได้สมบรู ณ์
๒ (พอใช้) - เขยี นรายงานไมส่ มบูรณ์
๑ (ปรบั ปรงุ ) - รายงานมีขอ้ ผิดพลาดหรอื ไม่เขยี นรายงาน
๓ (ดี) - ปฏิบตั ิงานเสร็จสมบรู ณ์ตามเวลาที่กำหนด
๒ (พอใช้) - ปฏิบตั ิงานเสร็จตามเวลาทีก่ ำหนดแต่ไมส่ มบรู ณ์
๑ (ปรับปรงุ ) - ปฏบิ ัตงิ านไม่เสรจ็ สมบรู ณ์ตามเวลาทก่ี ำหนด
133
๒.๒ แฟ้มสะสมงานวิทยาศาสตร์
การประเมนิ แฟม้ สะสมงานวทิ ยาศาสตร์กำหนดเกณฑ์การประเมินเป็น ๔ ระดบั
ระดบั คณุ ภาพ เกณฑ์การพิจารณา
๔ (ดมี าก) - ผลงานมีรายละเอียดอย่างเพียงพอที่แสดงถึงระดับความรู้และพัฒนาการของ
ผู้เรียน และแสดงถึงความเข้าใจในเรอ่ื งท่ีศกึ ษา
๓ (ด)ี - ผลงานมีรายละเอียดอย่างเพียงพอที่แสดงถึงระดับความรู้และพัฒนาการของ
ผู้เรยี น ไมม่ ีข้อผดิ พลาดทีแ่ สดงว่าไมเ่ ขา้ ใจ
๒ (พอใช้) - ผลงานมีรายละเอียดแสดงไว้ในบันทึกให้เหน็ ถึงระดับความรู้และพัฒนาการของ
ผู้เรียน แตพ่ บว่าบางส่วนมคี วามผิดพลาดหรือไม่ชัดเจนหรือแสดงถงึ ความไม่เข้าใจ
ในเรื่องท่ีศึกษาของผู้เรียน
๑ (ปรับปรงุ ) - ผลงานมีข้อมูลน้อย ไม่มีรายละเอียดแสดงไว้ในบันทึกหรือแสดงให้เห็นถึงระดับ
ความรู้และพัฒนาการของผู้เรยี น
๒.๓ โครงงานวทิ ยาศาสตร์
การประเมนิ ผลโครงงานวิทยาศาสตร์กำหนดเกณฑก์ ารประเมินเป็น ๔ ระดบั
ระดบั คณุ ภาพ เกณฑ์การพจิ ารณา
๔ (ดมี าก) - แสดงถึงความเข้าใจปญหาอยา่ งชดั เจน
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรคใ์ นการออกแบบโครงงาน
- ใช้เทคนิควิธกี ารต่าง ๆ ในการจดั ทำโครงงานจนประสบผลสำเรจ็
- การนำเสนอรายงานเป็นลำดบั ขัน้ ตอนดมี ากและใช้เป็นแบบอยา่ งได้
- มกี ารวางแผนการทำงานเป็นระบบและทำงานเสรจ็ ตามกำหนดเวลา
- มกี ารศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรู้ท่นี า่ เช่ือถือและหลากหลาย
๓ (ด)ี - แสดงถงึ ความเข้าใจปัญหา
- การออกแบบโครงงานถกู ต้องเป็นบางส่วน
- ใช้เทคนิควธิ กี ารในการจัดทำโครงงานให้ประสบผลสำเรจ็ เพยี งบางสวน
- การนำเสนอรายงานเป็นลำดับขนั้ ตอน
- มกี ารวางแผนการทำงานและทำงานเสรจ็ ตามกำหนด
- มีการศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มลู จากแหล่งการเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย
๒ (พอใช้) - เขา้ ใจปัญหาแต่ใช้เวลานาน
- ตอ้ งอาศัยการแนะนำในการออกแบบโครงงาน
- ตอ้ งได้รับคำแนะนำเกีย่ วกับเทคนิควิธกี ารในการจดั ทำโครงงาน
- ต้องได้รับคำแนะนำในการเขยี นรายงาน
- มกี ารวางแผนการทำงาน แต่ไมช่ ดั เจนและทำงานเสร็จช้ากว่าทีก่ ำหนดไว้
- มกี ารศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มูลน่าเชื่อถอื ได้เพียงบางส่วน
๑ (ปรับปรุง) - ไมเ่ ขา้ ใจปัญหา - การออกแบบโครงงานและการทดลองไม่ถกู ต้อง
- ตอ้ งได้รับคำแนะนำเกยี่ วกับเทคนิควิธกี ารในการจดั ทำโครงงานทกุ ขั้นตอน
- การเขียนรายงานยังมีข้อบกพร่อง
- มกี ารวางแผนการทำงาน ไม่เป็นระบบและทำงานเสร็จช้ากว่าทก่ี ำหนด
- มกี ารศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มลู น้อยไม่สัมพันธ์กับโครงงานท่ีจดั ทำ
134
๒.๔ สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
- การประเมินผลสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ประเมินโดยใช้แบบประเมิน สมรรถนะสำคัญของ
ผู้เรียน กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ดงั น้ี
ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
(๓) ดเี ยยี่ ม
ผู้เรียนปฏบิ ตั ติ นตามสมรรถนะจนเป็นนิสยั และนาํ ไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน เพอื่ ประโยชน์
(๒) ดี สุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับ ดีเยี่ยมจำนวน ๓-๕
สมรรถนะ และไม่มสี มรรถนะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตำ่ กว่าระดับดี
(๑) พอใช้
ผู้เรียนมีสมรรถนะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของสังคม
(๐) ปรบั ปรุง พจิ ารณาจาก
๑. ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน ๑-๒ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผล
การประเมนิ ต่ำกว่าระดับดี หรอื
๒. ได้ผลการประเมนิ ระดบั ดเี ยี่ยม จำนวน ๒ สมรรถนะ และไมม่ สี มรรถนะใดได้ผลการ
ประเมนิ ตำ่ กว่าระดับผ่าน หรอื
๓. ได้ผลการประเมินระดับดี จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการ
ประเมนิ ตำ่ กว่าระดบั ผ่าน
ผู้เรียนรบั รู้และปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ์และเงือ่ นไขทสี่ ถานศกึ ษากำหนด พจิ ารณาจาก
๑. ได้ผลการประเมนิ ระดับผ่าน จำนวน ๔-๕ สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะใดได้ผลการ
ประเมินตำ่ กว่าระดบั ผ่าน หรือ
๒. ได้ผลการประเมินระดับดี จำนวน ๒ สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใด ได้ผลการ
ประเมนิ ต่ำกว่าระดับผ่าน
ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยพิจารณา จากผล
การประเมนิ ระดับตอ้ งปรับปรงุ ตัง้ แต่ ๑ สมรรถนะ
เกณฑ์การให้คะแนน ๓ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัติสมำ่ เสมอ ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏิบัติบอ่ ยครงั้ ให้ ๑ คะแนน
พฤตกิ รรมที่ปฏบิ ตั บิ างครัง้ ให้ ๐ คะแนน
พฤตกิ รรมที่ปฏิบัติน้อยคร้ัง ให้
เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
๑๓-๑๕ ดีเย่ียม (๓)
๙-๑๒
๕-๘ ดี (๒)
ต่ำกว่า ๕ ผ่าน (๑)
ไมผ่ ่าน (๐)
135
แบบประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
ชอื่ .......................................................นามสกุล....................................................เลขที่. .............ชน้ั ...................
คำชี้แจง : ให้ผ้สู อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน และขดี ✓ลงในช่องทตี่ รงกบั คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมนิ ดเี ยีย่ ม ดี ผ่าน ไมผ่ ่าน
(3) (2) (1) (0)
1. ความสามารถ 1.1 มีความสามารถในการรับ-ส่งสาร
ในการสอื่ สาร 1.2 มีความสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ความ
เขา้ ใจ ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
1.3 ใชว้ ธิ ีการส่อื สารทีเ่ หมาะสม มีประสิทธิภาพ
1.4 เจรจาต่อรองเพ่ือขจดั และลดปญั หาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้
1.5 เลอื กรบั และไมร่ ับข้อมูลขา่ วสารด้วยเหตผุ ลและถกู ต้อง
สรุปผลการประเมิน รวม ........ คะแนน ระดบั ...........
2. ความสามารถ 2.1 มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ในการคิด 2.2 มีทกั ษะในการคิดนอกกรอบอย่างสรา้ งสรรค์
2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2.4 มีความสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
2.5 ตดั สินใจแก้ปญั หาเกีย่ วกับตนเองไดอ้ ย่างเหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม ........ คะแนน ระดับ ...........
3. ความสามารถ 3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคตา่ งๆ ท่เี ผชญิ ได้
ในการแก้ปญั หา 3.2 ใชเ้ หตผุ ลในการแก้ปญั หา
3.3 เข้าใจความสัมพนั ธแ์ ละการเปล่ยี นแปลงในสงั คม
3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ในการปอ้ งกันและ
แก้ไขปญั หา
3.5 สามารติดสนิ ใจได้เหมาะสมตามวยั
สรปุ ผลการประเมนิ รวม ........ คะแนน ระดบั ...........
4. ความสามารถ 4.1 เรยี นรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวยั
ในการใช้ทกั ษะ 4.2 สามารถทำงานกลุ่มร่วมกบั ผอู้ น่ื ได้
ชวี ิต 4.3 นำความรู้ทีไ่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจำวนั
4.4 จัดการปญั หาและความขัดแย้งไดเ้ หมาะสม
4.5 หลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ่งผลกระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม ........ คะแนน ระดบั ...........
5. ความสามารถ 5.1 เลือกและใชเ้ ทคโนโลยไี ดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใช้ 5.2 มที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
เทคโนโลยี 5.3 สามารถนำเทคโนโลยไี ปใชพ้ ัฒนาตนเอง
5.4 ใชเ้ ทคโนโลยใี นการแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์
5.5 มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี
สรปุ ผลการประเมนิ รวม ........ คะแนน ระดับ ...........
ระดบั คุณภาพตามเกณฑ์การประเมนิ ในหลกั สตู รรายช้นั
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ
136
3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
การประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประเมินโดยใช้แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์กำหนด
เกณฑใ์ นการประเมิน ดังน้ี
ระดบั คณุ ภาพ เกณฑ์การให้คะแนน
(๓) ดีเยี่ยม
ผู้เรียนปฏิบัติตนตามคุณลักษณะจนเป็นนสิ ัยและนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน เพ่ือประโยชน์
(๒) ดี สุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินทั้ง ๘ คุณลกั ษณะ คอื ได้ระดับ
๓ จำนวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับ ๒
(๑) ผ่าน
ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของสังคม
(๐) ไมผ่ ่าน พจิ ารณาจาก
๑. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๓ จำนวน ๑-๔ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด
ไดผ้ ลการประเมินต่ำกว่าระดบั ๒ หรอื
๒. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๓ จำนวน ๔ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผล
การประเมินต่ำกว่าระดับ ๑ หรือ
๓. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๒ จำนวน ๕-๘ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด
ไดผ้ ลการประเมนิ ต่ำกว่าระดับ ๑
ผู้เรียนรับรู้และปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑ์และเง่อื นไขทส่ี ถานศึกษากำหนด พจิ ารณาจาก
๑. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๑ จำนวน คุณลกั ษณะ และไม่มีคณุ ลักษณะใดได้ผลการ
ประเมินตำ่ กว่าระดับ ๑ หรือ
๒. ได้ผลการประเมิน ระดับ ๒ จำนวน ๔ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผล
การประเมนิ ตำ่ กว่าระดบั ๑
ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยพิจารณาจากผลการ
ประเมิน ระดับ ๐ ต้งั แต่ ๑ คณุ ลักษณะขนึ้ ไป
เกณฑ์การให้คะแนน ๓ คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัติสม่ำเสมอ ให้ ๒ คะแนน
พฤติกรรมทปี่ ฏบิ ตั บิ ่อยคร้งั ให้ ๑ คะแนน
พฤติกรรมท่ีปฏิบตั บิ างครั้ง ให้ ๐ คะแนน
พฤตกิ รรมที่ปฏบิ ัตนิ ้อยครง้ั ให้
137
แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
ชอ่ื .......................................................นามสกลุ ....................................................เลขท่ี..............ชั้น...................
คำช้แี จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี น และขีด ✓ ลงในชอ่ งที่ตรงกบั คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมนิ ดเี ย่ยี ม ดี ผา่ น ไม่ผา่ น
(3) (2) (1) (0)
1. รักชาติ - ยนื ตรงเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติได้
ศาสน์ กษตั ริย์ - เข้ารว่ มกจิ กรรมท่สี รา้ งความสามัคคี ปรองดอง และ
เป็น ประโยชน์ตอ่ โรงเรียน
- เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนาท่ีตนนบั ถือ ปฏิบตั ติ าม
หลกั ศาสนา
- เข้ารว่ มกิจกรรมทีเ่ ก่ียวกับสถาบนั พระมหากษตั ริย์
ตามท่ี โรงเรียนจัดขึ้น
2. ซ่อื สตั ย์ - ให้ขอ้ มูลท่ีถูกต้อง และเป็นจริง
สุจริต - ปฏิบตั ิในสิง่ ท่ถี กู ต้อง
3. มีวินัย - ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของ
รบั ผิดชอบ ครอบครัว มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั กิ จิ กรรม
ตา่ ง ๆ ในชีวิตประจำวนั
4. ใฝเ่ รยี นรู้ - รจู้ ักใช้เวลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ และนำไปปฏิบัตไิ ด้
- ร้จู ักจัดสรรเวลาให้เหมาะสม
- เชือ่ ฟงั คำสง่ั สอนของบิดา
- มารดา โดยไม่โตแ้ ยง้
– ต้ังใจเรียน
5. อยอู่ ยา่ ง - ใชท้ รัพยส์ ินและส่งิ ของของโรงเรยี นอยา่ งประหยัด
พอเพียง - ใชอ้ ปุ กรณก์ ารเรียนอยา่ งประหยดั และรู้คุณคา่
- ใช้จา่ ยอย่างประหยดั และมีการเก็บออมเงิน
6. มงุ่ ม่นั ในการ - มคี วามตั้งใจและพยายามในการทำงานทีไ่ ด้รับ
ทำงาน มอบหมาย
- มีความอดทนและไม่ท้อแท้ตอ่ อุปสรรคเพื่อให้งาน
สำเร็จ
7. รักความเปน็ - มจี ิตสำนึกในการอนรุ กั ษ์วฒั นธรรมและภมู ิปัญญาไทย
ไทย - เหน็ คณุ คา่ และปฏบิ ตั ิตนตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจิต - รู้จกั ชว่ ยพ่อแม่ ผปู้ กครอง และครทู ำงาน
สาธารณะ - รจู้ ักการดูแลรกั ษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดลอ้ มของ
หอ้ งเรียนและโรงเรยี น
ระดบั คุณภาพตามเกณฑ์การประเมินในหลกั สูตรรายชนั้
ลงชือ่ ...................................................ผปู้ ระเมิน
138
เกณฑก์ ารตัดสินผลการเรียน
1. เกณฑ์การตดั สนิ ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนน
ผลการเรยี นดีเย่ยี ม ๘๐ - ๑๐๐
ระดบั ผลการเรยี น ผลการเรียนดมี าก ๗๕ – ๗๙
๔ ๗๐ – ๗๔
๓.๕ ผลการเรยี นดี ๖๕ – ๖๙
๓ ผลการเรยี นค่อนข้างดี ๖๐ – ๖๔
๒.๕ ผลการเรยี นปานกลาง ๕๕ – ๕๙
๒ ๕๐ – ๕๔
๑.๕ ผลการเรยี นพอใช้ 0 - ๔๙
๑ ผลการเรยี นผ่านเกณฑ์ขัน้ ต่ำ
๐ ผลการเรยี นต่ำกว่าเกณฑ์
๒. เกณฑ์การตดั สินผลการเรยี น ร และ มส.
2.๑) ตัดสินผลการเรียน ร หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้เนื่องจาก ผู้เรียนไม่มีข้อมูล
ผลการเรียนในรายวิชาครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วัดผลกลางภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่งงานท่ี มอบหมายให้ทำซึ่ง
งานนั้นเป็นส่วนหน่ึงของการตัดสนิ ผลการเรียน หรือมีเหตุสดุ วิสยั ที่ทำให้ประเมนิ ผลการเรียนไม่ได้
2.2) ตัดสินผลการเรียน มส. หมายถึง ผู้เรียนไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน เนื่องจากผู้เรียนมี
เวลาเรยี นไมถ่ งึ รอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้งั หมด และไม่ไดร้ ับการผ่อนผันให้เขา้ รับการวดั ผลปลายภาคเรยี น
การประเมินการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และการเขียน
เกณฑ์การประเมนิ การอา่ น คดิ วเิ คราะห์และการเขียน คะแนนเต็ม 10๐ คะแนน
ระดบั คุณภาพ ความหมาย ชว่ งคะแนน
ดีเยี่ยม 80 - 10๐
ดี มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิด 65 – 79
ผ่าน วิเคราะห์และเขยี น ทีม่ ีคุณภาพดีเลิศอยู่เสมอ 5๐ – 64
ไมผ่ ่าน มผี ลงานทแ่ี สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิด 1 - 49
วเิ คราะห์และเขยี น ทมี่ ีคุณภาพเป็นท่ยี อมรับได้
มีผลงานทีแ่ สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิด
วิเคราะห์ และเขียน ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ
ได้ แตย่ ังมขี อ้ บกพร่องบางประการ
ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน
คิดวิเคราะห์และเขียน หรือถ้ามีผลงาน ผลงาน
นน้ั ยงั มขี ้อบกพร่องทต่ี ้องการได้รับการปรับปรุง
แก้ไขหลายประการ
139
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ.(๒๕๕๕). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ.๒๕๔๕ และพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาภาคบงั คับ พ.ศ. ๒๕๔๕.กรุงเทพฯ : อกั ษรไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๔๕). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ :คุรุสภา
ลาดพรา้ ว.
________________. (๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ :
ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (๒๕๖๐). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
จำกดั .
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (๒๕๕๗,๒๙ กันยายน). แนวทางบริหารจัดการหลักสูตร
สถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณติศาสตร์และวทิยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : ผูแ้ ต่ง.
__________________________________. (๒๕๖๑, ๕ มกราคม). คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ ๓๐/๒๕๖๑ เรื่อง ให้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดการ
เรียนรู้ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : ผู้แตง่ .
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๕๑). แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร. กรุงเทพฯ : ชุมนุม
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
_____________________________. (๒๕๖๑). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนา
บคุ ลากรหลักเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการจัดทำมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชี้วัดกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาระภูมิศาสตร์ฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ. กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง.
140
ภาคผนวก
141
ภาคผนวก ก
คำอภธิ านศพั ท์
142
อภิธานศัพท์
กำหนดปัญหา (Define problem)
ระบุคำถาม ประเด็น หรือสถานการณ์ ที่เปน็ ข้อสงสยั เพอ่ื นำไปส่กู ารแกป้ ัญหา หรอื อภปิ ราย ร่วมกนั
แกป้ ัญหา (Solve problem)
หาคำตอบของปัญหาที่ยังไม่รู้วิธีการมาก่อน ทั้ง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง และ ปัญหาใน
ชีวติ ประจำวนั โดยใชเ้ ทคนิคและวิธกี ารตา่ ง ๆ
เขียนแผนผงั / วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate)
นำเสนอข้อมูล หรือผลการสำรวจตรวจสอบดว้ ย แผนผงั กราฟ หรอื ภาพวาด
คาดคะเน (Predict)
คาดการณผ์ ลท่จี ะเกดิ ขึ้นในอนาคต โดยอาศยั ข้อมลู ทีส่ ังเกตได้ และประสบการณท์ ่ีมี
คำนวณ (Calculate)
หาผลลพั ธ์จากขอ้ มูลโดยใช้หลักการ ทฤษฎี หรอื วธิ กี ารทางคณติ ศาสตร์
จำแนก (Classify)
จัดกลมุ่ ของสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยอาศัยลักษณะที่ เหมือนกนั เป็นเกณฑ์
ตงั้ คำถาม (Ask question)
พูดหรอื เขยี นประโยค หรือวลเี พือ่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ การค้นหำคำตอบท่ีต้องการ
ทดลอง (Conduct/ experiment)
ปฏิบัติการเพื่อหำคำตอบของคำถาม หรือปัญหา ในกำรทดลอง โดยตั้งสมมติฐานเพื่อเป็นแนวทาง ในการ
กำหนดตวั แปรและวางแผนดำเนนิ การ เพอ่ื ตรวจสอบสมมตฐิ าน
นำเสนอ (Present)
แสดงขอ้ มูล เรื่องราว หรอื ความคิด เพื่อใหผ้ อู้ ื่น รับร้หู รือพจิ ารณา
บรรยาย (Describe)
ให้รายละเอียดของเหตุการณ์หรือปรากฏการณท์ ่ี เกิดข้นึ ให้ผู้อ่ืนไดร้ ับรดู้ ว้ ยการบอกหรอื เขียน
บอก (Tell)
ให้ขอ้ มูล ขอ้ เทจ็ จรงิ แกผ่ ู้อ่นื ด้วยการพูด หรอื เขียน
บันทกึ (Record)
เขียนขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการสงั เกต เพอื่ ชว่ ยจำ หรอื เพ่ือเปน็ หลกั ฐาน
143