อาศิรวาท “วรขัตติยราชนาร ี” ดั่งโสมส่องประกายแสงทั่วแหล่งหล้า สมเด็จองค์เจ้าฟ้าโลกลือขาน ทรงปราดเปร ื่องว ิทยาศาสตร์ว ิชาการ ทรงเชี่ยวชาญงานว ิจัยในสกล ปร ีชาชาญปานทิพย์เทพนิมิต พระบารมีรังสฤษฏ์พิพิธผล ทรงก่อเกื้อเอื้ออาทรนิกรชน ดับร้อนรนร่มเย็นทุกวันวาร พระกรณีย์ศร ีสว่างกระจ่างทั่ว ทรงล้อมรัวป้องโรคภัยใฝ่สมาน ้ ขอพระองค์ทรงพระเกษมส�าราญ พระชนม์ยั่งยืนนานทรงพระเจร ิญเทอญ
Like the moon that bathes the world in the glow of its light, Her Royal Highness is internationally recognized, For great competence in science and other academic fields, And her many researches that have contributed to humankind. A princess divinely blessed with special abilities, Under her grace different missions have been achieved. Out of her generosity for people across the country, Their troubles have been addressed through her initiatives. Her royal functions are equally impressive, In particular, in the development of public health. May Her Royal Highness be happy and healthy always. “Long Live the Princess”, we pray in unison. Tribute to Her Royal Highness
ค�าน�า การสถาปนาพระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” เป็นขัตติยโบราณราชประเพณีที่สมเด็จพระบุรพ มหากษัตร ิยาธิราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศ์ที่ทรงพระราชปรารภ ยกย่องสรรเสร ิญ ที่ทรงบ�าเพ็ญพระกรณียกิจเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย หร ือที่ทรงพระราชอนุสรณ์ ค�านึงถึงในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยา สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตร ิย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักร ีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการ พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยพระบรมราชบุรพการ ี สนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการ เฉลิมพระนามและสถาปนาพระอิสร ิยยศพระโสทรกนิษฐภคินี ที่ทรงพระราชด�าร ิว่า “ได้ทรงงาน อย่างต่อเนื่องด้วยพระวิริยอุตสาหะ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย” เป็น “เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน” มีพระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี ในคราวเดียวกัน ราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะสถาบันอันเนื่องมาจากพระด�าร ิของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี จึงจัดท�า หนังสือ “กรมพระ” กรุงรัตนโกสินทร์ นี้ ด้วยความน้อมระลึกในพระกรุณาธิคุณ และน้อมเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลสมัย เพื่อให้เป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ ที่ทรงคุณค่าเกี่ยวกับพระประวัติของพระบรมวงศ์ที่ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสร ิยยศ ที่ “กรมพระ” และธรรมเนียมการสถาปนา “เจ้านายทรงกรม” ในสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นบรรณศึกษาเกี่ยวกับ ขัตติยราชประเพณีที่สะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ ครังโบราณตราบถึงกาลปัจจุบัน ้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์
The investiture of royal personages with the honorific title “Krom” is an ancient royal tradition in Thailand. From the Ayutthaya Period to the Rattanakosin Period, a monarch would award this honor to royal members whom he highly respected and trusted or who had accomplished their royal functions to his satisfaction. At the Royal Coronation Ceremony of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua (King Rama X) in 2019, His Majesty elevated the royal titles of his father and mother out of his deep gratitude towards them and to honor them prestigiously in line with royal tradition. On this same occasion, His Majesty graciously invested his youngest sister, Her Royal Highness Princess Chulabhorn Valayalaksana, with the honorific title as inscribed on the Royal Golden Plaque, Somdet Phra Chao Nong Nang Thoe Chao Fa Chulabhorn Valayalaksana Agrarajakumari Krom Phra Srisavangavadhana Vorakhattiya Rajanari, in recognition of “her lifelong perseverance in all royal duties which had secured His Majesty’s trust in her”. Established by Her Royal Highness, the Chulabhorn Royal Academy is publishing this book to acknowledge this auspicious occasion in honor of Her Royal Highness. The publication provides historical information about the investiture of royal personages with the honorific title “Krom Phra” in the Rattanakosin Era, the royal tradition that reflects Thailand’s cultural and historical roots that have been passed on from ancient times up to the present day. Professor Dr. Nithi Mahanonda Secretary General of Chulabhorn Royal Academy Foreword
ทศมกษัตรา สถาปนาพระอิสร ิยยศ ๘ Royal Investiture in the Tenth Reign 8 ๑ เฉลิมพระอิสร ิยศักดิ ์ ๑๐ Royal Investiture 10 ๒ “ทรงกรม” ประกาศพระอิสร ิยยศ ๑๘ The Honorific Title “Krom” 18 ๓ “กรมพระ” บรมราชวงศ์จักร ี๒๖ “Krom Phra” in the Chakri Dynasty 26 ๔ พระเกียรติปรากฏ “กรมพระศร ีสวางควัฒนฯ” ๑๒๘ In Honor of “Krom Phra Srisavangavadhana” 128 บรรณานุกรม ๑๓๘ Bibliography 138
ทศมกษัตรา สถาปนาพระอิสร ิยยศ เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สมเด็จพระบุรพ มหากษัตร ิยาธิราชเจ้าในพระบรมราชจักร ีวงศ์ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบ การพระราชพิธีสถาปนาพระอิสร ิยยศและ เฉลิมพระอิสร ิยศักดิ์พระบรมราชวงศ์และ พระอนุวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหน้า (บุรุษ) และ/ หร ือฝ่ายใน (สตร ี) ที่ทรงพระราชปรารภ ยกย่องสรรเสร ิญในด้านต่าง ๆ หร ือที่ทรง กอปรด้วยพระปร ีชาอุตสาหะบ�าเพ็ญการ พระกรณียกิจเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ให้ปรากฏพระเกียรติยศเป็นธรรมเนียม สืบมา เช่นเดียวกับเมื่อคราที่มีการประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ นอกจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี การเฉลิมพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมราชบุรพการ ี ทั้งสมเด็จพระ บรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี สนองพระเดชพระคุณ ถวายพระเกียรติยศ ให้ปรากฏแผ่ไพศาล ด้วยพระราชหฤทัย ประกอบไปด้วยพระกตัญญูกตเวทิตา ระลึกถึงพระเดชพระคุณแล้ว เนื่องในวาระ ศุภสมัยอันเป็นมหามงคลคราวเดียวกันนี้ ยังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ประกาศสถาปนาพระอิสร ิยยศและเฉลิม พระนามพระบรมราชวงศ์ ตามราชประเพณี ที่มีมาแต่ครังโบราณ มีรายพระนาม ดังนี้ ้ วันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินี สุทิดา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ตามที่จาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จ พระบรมราชชนนี ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิร ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักร ีสิร ินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมาร ี ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักร ีสิร ินธร มหาวชิรา ลงกรณวรราชภักดี สิร ิกิจการ ิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมาร ี วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่ จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้า น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนาม ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่น สุทธนาร ีนาถ วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิรา เทพยวดี วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิร ิวัณณวร ี นาร ีรัตน์ ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิร ิวัณณวร ี นาร ีรัตนราชกัญญา วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิร ิว ิบูลยราชกุมาร วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนค�าน�าพระนามพระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าสิร ิภาจุฑาภรณ์ และ จาร ึกลงในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิร ิภาจุฑาภรณ์ วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนค�าน�าพระนามพระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ และจาร ึกลงในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 8
Royal Investiture in the Tenth Reign Traditionally, a newly-crowned monarch would order investiture of royal family members – be they male or female – as part of his royal coronation ceremony, in recognition of their distinctive attributes or contributions to the country. At the royal coronation ceremony of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua held in 2019, His Majesty graciously bestowed royal titles of great reverence on his late father and his mother as a means of manifesting his profound gratitude. On this occasion, His Majesty also invested other royal family members with suitable ranks and titles in line with the royal tradition. At his behest, the following royal personages were invested. On the 4th of May 2019, Queen Suthida was created Her Majesty Queen Suthida Bajrasudhabimalalakshana. On the 5th of May 2019, His Late Majesty King Bhumibol Adulyadej was created His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great, and Her Majesty Queen Sirikit of the Ninth Reign was created Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother. HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn was created HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn (with the honorific title “Krom Somdet Phra”, which is the highest level of “Krom”). HRH Princess Chulabhorn Valayalaksana was created HRH Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana. HRH Princess Soamsawali was created HRH Princess Soamsawali Krom Muen Suddhanarinatha. HRH Princess Bajrakitiyabha was created HRH Princess Bajrakitiyabha Narendiradebyavati (with her royal rank being elevated from “Phra Ong Chao” to “Chao Fa”). HRH Princess Sirivannavari Nariratana was created HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya (with her royal rank being elevated from “Phra Ong Chao” to “Chao Fa”). HRH Prince Dipangkorn Rasmijoti was created HRH Prince Dipangkorn Rasmijoti (with his royal rank being elevated from “Phra Ong Chao” to “Chao Fa”). HRH Princess Siribhachudabhorn was created HRH Princess Siribhachudabhorn (with her royal title being altered from “Phra Chao Lan Thoe” to “Phra Chao Vorawongse Thoe”). HRH Princess Aditayadornkitikhun was created HRH Princess Aditayadornkitikhun (with her royal title being altered from “Phra Chao Lan Thoe” to “Phra Chao Vorawongse Thoe”). 9
บทที่ ๑ เฉลิมพระอิสร ิยศักดิ์ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นมหามงคลสมัย พระมหากษัตร ิย์ ในพระบรมราชจักร ีวงศ์ จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนา พระอิสร ิยยศพระราชวงศ์ ที่ทรงพระราช ปรารภยกย่องสรรเสร ิญ ที่ทรงกอปรด้วย พระปร ีชาชาญบ�าเพ็ญการพระกรณียกิจ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย หร ือที่ทรงพระราช อนุสรณ์ค�านึงถึงในด้านต่าง ๆ ซึ่งสมควรที่จะ เฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาลสืบไป ทังนี้ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตราบถึง ้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีพระบวรราชาภิเษก หร ือพระราชพิธีอุปราชาภิเษก หร ือทรงสถาปนา กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรง สถาปนาพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุรพการ ี หร ือเฉลิมพระอิสร ิยยศสมเด็จพระบรมราชชนนี ดังเช่นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา พระเจ้าบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรว ิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่ งยศ บวรราโชรสรัตนราช กุมาร) พระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น กรมพระราชวัง บวรว ิไชยชาญ แล้วทรงสถาปนาพระอัฐิ พระนางเธอ พระองค์เจ้าร�าเพยภมราภิรมย์ สมเด็จพระบรมราชชนนี ขึ้นเป็น กรมสมเด็จพระ เทพศิร ินทรามาตย์
ครั้น ถึ ง รัช ก า ล พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้มี การเฉลิมพระปรมาภิไธยหร ือพระนามาภิไธย พระบรมราชบุรพการ ี ฉลองพระเดชพระคุณ เป็นปฐม “เพื่อเป็นศุภมงคลแด่พระองค์และ ราชสมบัติ” โดยมีพระบรมราชโองการให้ เฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระบรมราช ชนนี เป็น สมเด็จพระศร ีพัชร ินทรา บรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยที่ทรงพระราชอนุสรณ์ ค�านึงถึงสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช “สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” ซึ่งด่วนเสด็จ สวรรคตเสียก่อนประกอบการพระราชพิธี บรมราชาภิเษกตามราชประเพณี จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิม พระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระ ปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชว ิมล รามาธิบดี จักร ีนฤบดินทร สยามินทราธิราช พระมหากษัตร ิย์แห่งประเทศไทย และให้ เจ้าพนักงานพระราชพิธีจัดพระนพปฎล มหาเศวตฉัตรกางกันถวายสืบไป แล้วภายหลัง ้ ในศุภวาระอันเป็นมหามงคลสมัยเนื่องใน พระราชพิธีฉลองทรงครองสิร ิราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ถวายเพิ่มพระนามเป็นพระปรมาภิไธย อันว ิเศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณี โดยมีการขานพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร Royal Investiture In Thailand, a monarch holds the right to invest royal members who have striven to accomplish their royal functions, or whom he highly respects or admires for any reason, with a new title or higher rank to publicly honor them. The royal investiture is traditionally held as part of the royal coronation ceremony or on a special occasion. In the early Rattanakosin Period unto the reign of King Chulalongkorn (King Rama V), the monarchs would command the investiture of the first viceroy, known as Krom Phra Rajawang Bovorn Sathan Mongkhon, commonly called Wang Na (Front Palace) and the investiture of their late ancestors or their mothers. For example, King Chulalongkorn appointed HRH Prince Krom Muen Bovorn Vijayajarn, his cousin, as viceroy, and, subsequently, bestowed on his late mother the posthumous title of Krom Somdet Phra Deb Sirindramatya. In the reign of King Vajiravudh (King Rama VI), it became royal tradition that the king bestowed an honorific title on his living mother not only to express deep gratitude and grandly honor her but also to elicit auspiciousness in the reign. King Vajiravudh elevated his mother Queen Saovabha Phongsri to Queen Sri Bajarindra The Queen Mother. King Bhumibol Adulyadej The Great (King Rama IX), in remembrance of his elder brother, King Ananda Mahidol (King Rama VIII) who passed away before entering a coronation ceremony, elevated his royal style to the same level as that of officially coronated monarchs, and had a ninetiered royal umbrella raised upon his royal urn. Again, on the Golden Jubilee of his reign in 1996, King Bhumibol Adulyadej The Great bestowed a posthumous title in honor of his late brother as King Ananda Mahidol Phra Atthama Rama Dhibodindra. (ซ้าย) สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี (Left) Queen Sri Bajarindra The Queen Mother กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ Krom Somdet Phra Deb Sirindramatya 11
นอกจากนี้ ยังมีการสถาปนาพระยศ หร ือเฉลิมพระนาม “พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่” ทังฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ้ “ซึ่งทรงพระคุณเป็นที่ เชิดชูพระเกียรติยศของพระราชวงศ์” “เพื่อเป็นสิริมงคล” และเป็นการ “เฉลิม พระเกียรติยศสนองพระคุณ” เนื่องในงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เช่น รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า สมเด็จพระ มาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทว ี “...เป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์ และคนทั้งหลายทุกชั้นบรรดาศักดิ์ ทั้งทรง พระคุณแก่บ้านเมืองปรากฏเป็นอเนกปริยาย... ได้ทรงประคับประคองโดยทรงพระเมตตา กรุณามาเป็นนิจตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์วัย มีพระคุณควรนับเป็นอย่างยิ่ง...เป็นที่ทรงเคารพ นับถือเหมือนดังเช่นสมเด็จพระบรมราชชนนี สมควรที่จะเฉลิมพระเกียรติยศให้ใหญ่ยิ่ง เพื่อเป็นที่ทรงปฏิบัติบูชาต่อไป...” จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสร ิยยศ มีพระนามตามจาร ึก ในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระศร ีสวร ินทิรา บรมราชเทว ี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า หร ือโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระนาม พระนางเจ้าสุขุมาลมารศร ี พระราชเทว ี เป็น สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศร ี พระอัครราชเทว ีด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระเกียรติคุณเป็นหลักอยู่ใน พระราชวงศ์ฝ่ายในพระองค์หนึ่งมาช้านาน... เป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่ง ตั้งแต่พระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรม วงศานุวงศ์ ตลอดไปจนคนทั้งหลายอื่น โดยมาก...” หร ือโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า Queen Sri Savarindira The Queen Aunt
There is also the investiture or promotion of “senior royalty” in both front and inner courts “to honor the royal family and elicit auspiciousness in the reign” on the occasion of a coronation ceremony. For example, King Prajadhipok (King Rama VII) entitled Queen Savang Vadhana The Queen Aunt, as Queen Sri Savarindira The Queen Aunt because “…she is highly respected by royal members and people of all classes, and has made considerable contributions to the nation… she has treated the king with great kindness since his childhood… and the king respects her as if she were his mother…” King Prajadhipok also entitled Queen Sukhumala Marasri as Queen Sukhumala Marasri The Queen Aunt because “…she is a female royal who has been greatly respected for a long time by the king, royal family members and people in general…”, and promoted HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej to HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej The Prince Uncle. In the reign of King Prajadhipok, for the first time in the country, a queen was appointed in the royal coronation ceremony. HSH Princess Rambai Barni, Queen Consort of สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี Queen Sukhumala Marasri The Queen Aunt
เฉลิมพระนามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เป็น “สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช” เป็นพระอิสร ิยศักดิ์ พิเศษ เป็นต้น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาให้ตังการพระราชพิธี้ สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เกี่ยวเนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นคราวแรก โดยโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ สถาปนาเฉลิมพระนามหม่อมเจ้าหญิงร�าไพ พรรณี พระวรราชชายา เป็น สมเด็จพระนางเจ้า ร�าไพพรรณี พระบรมราชินีซึ่งเป็นธรรมเนียม ปฏิบัติสืบมา เมื่อมีการพระราชพิธีบรมราชา ภิเษกพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาสมเด็จ พระราชินีสิร ิกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้า สิร ิกิติ์ พระบรมราชินีณ พระที่นังไพศาลทักษิณ ่ หลังจากนั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิม พระอิสร ิยยศพระราชวงศ์ พระองค์อื่น ซึ่งการเฉลิมพระอิสร ิยยศนี้ มีปรากฏทั้ง ที่เป็นการยกหร ือการเลื่อนพระสกุลยศ คือ ยศที่ติดตัวมาแต่ก�าเนิด โดยสืบทอดมาจาก พระยศของพระบิดาและพระมารดา เร ียงล�าดับ จากสูงสุดลงไปเป็นเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง เช่น รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาหม่อมเจ้าโสมนัส ในพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับหม่อมงิ้ ว เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัส วัฒนาวดีนับเป็นพระราชนัดดาพระองค์เดียว ที่ด�ารงพระอิสร ิยยศ “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า”
King Prajadhipok was entitled as Her Majesty Queen Rambai Barni. This has been traditionally practiced up to the present day. In the reign of King Bhumibol Adulyadej The Great, Her Majesty Queen Sirikit was entitled at the Baisal Daksin Throne Hall. Subsequently, other royal family members have also been elevated from the original title given from birth according to the ranks of their parents, ranging from Chao Fa (His/ Her Royal Highness), Phra Ong Chao (His/Her Highness or His/Her Royal Highness depending on relations to the king), Mom Chao (His/Her Serene Highness), Mom Rajawongse, and Mom Luang. For instance, King Nang Klao (King Rama III), after his coronation, elevated HSH Princess Somanas, his granddaughter, to HRH Princess Somanas Vadhanavadi and she became his only grandchild to be styled Her Royal Highness. King Mongkut (King Rama IV) promoted HH Prince Israbongse, his cousin, to HRH Prince Israbongse. (ซ้าย) สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (ขวา) สมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ (Left) HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej The Prince Uncle (Right) Her Majesty Queen Rambai Barni, Queen Consort of King Prajadhipok
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอิศราพงศ์ พระโอรสในกรม พระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กับพระองค์เจ้า ดาราวดี เป็น “เจ้าฟ้า” มีพระนามตามที่ปรากฏ ในประกาศสถาปนาว่า “เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ เกวลวงศว ิสุทธิ สุรสีหุตมศักดิ์ อภิลักษณ์ ปวโรภยชาติ บร ิษัทยนาถนราธิบดี” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา หม่อมเจ้าปร ีดา พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระองค์เจ้าปราโมช) กับหม่อมพลับ เป็น พระองค์เจ้าปร ีดา ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดในราชกิจทั้งปวง สมควรที่จะ รับต�ำแหน่งยศเป็นพระองค์เจ้า...” หร ือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้า ปฤษฎางค์ พระโอรสในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหว ิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) กับหม่อมน้อย เป็น “พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ปฤษฎางค์” หร ือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมเจ้าพระอรุณนิภาคุณากร (หม่อมเจ้ากระจ่าง) พระโอรสในพระเจ้า ราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้า ลดาวัลย์) กับ หม่อมหรัง ซึ่งทรงพระราชด� ่าร ิ ตอนหนึ่งว่า (เมื่อทรงพระผนวช) “...ได้คอย ทูลแนะน�ำตักเตือน ให้ทรงประพฤติปฏิบัติ ให้ต้องตามพระวินัยบัญญัติ เป็นความชอบ อยู่เป็นอันมาก...” เป็นพระองค์เจ้า มีพระนาม ตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระวรวงษเธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร สุนทร ว ิสุทธิพรต อาคาร ิยยศราชวรพงษ ธ�ารง สมณคุณว ิบุลยศักดิ อรรคปร ิยัตติอรรถ โกศล โสภณธรรมาลังการภูสิต คณฤศรา ธิบดี” นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหร ือเฉลิมพระอัฐิพระราชวงศ์ ให้พระเกียรติยศเพิ่มพูนขึ้น เช่น รัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจันทร มณฑล โสภณภควดี กรมหลวงว ิสุทธิ กษัตร ีย์” หร ือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระนามกรม สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานคร ินทร์ เป็น กรมหลวงสงขลา นคร ินทร์ หลังจากสิ้ นพระชนม์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการสถาปนา “สามัญชน” ให้ได้รับพระอิสร ิยยศเฉกเช่นพระราชวงศ์ ดังปรากฏในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมมุก พระภัสดา ในพระเจ้าน้องนางเธอ กรมหลวงนร ินทรเทว ี หร ือพระองค์เจ้ากุ เป็น พระองค์เจ้า กรมหมื่น นร ินทรพิทักษ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาหม่อมขุนเณร พระโอรสที่ประสูติแต่ อนุภร ิยาในพระอินทรรักษา พระภัสดาของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระ เทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอในพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็น พระองค์เจ้าขุนเณร หร ือรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอัฐิเจ้าครอกชี พระธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระเจ้า ขุนรามณรงค์ พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งถูก กวาดต้อนไปเป็นเชลยเมื่อครังกรุงศร ีอยุธยา้ เสียแก่ข้าศึก และผนวชเป็นรูปชี พ�านักอยู่ที่ เมืองทวาย เป็นเวลา ๒๕ ปี เป็น กรมขุน รามินทรสุดา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาพระอัฐิพระราชชนนีในสมเด็จพระ อมร ินทรา บรมราชินี เป็น สมเด็จพระรูป ศิร ิโสภาคย์มหานาคนาร ี หร ือรัชกาลพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนา ซึ่งทรงพระราชด�าร ิว่า “...ได้รับราชการสนอง พระเดชพระคุณโดยความซื่อสัตย์กตเวที มีความจงรักภักดีในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรที่จะได้ ทรงยกย่องให้เป็นใหญ่...” เป็น พระนางเจ้า สุวัทนา พระวรราชเทว ี พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ HH Prince Prisdang 16
King Chulalongkorn styled his cousin HSH Prince Prida as HH Prince Prida for “…being wise and versatile, deserving the title His Highness…”, and his nephew HSH Prince Prisdang as HH Prince Prisdang. He also elevated Reverend HSH Prince Krachang to Venerable HH Prince Arun Nibhagunakorn, musing that “…he always instructed me (during my monkhood) on how to behave myself according the monastic code of conduct…” In addition, King Chulalongkorn honored his late younger sister HRH Princess Chandramandala Sobhonbhagavati with the posthumous honorific title Krom Luang Visuddhi Kashatriya. Likewise, King Prajadhipok สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ HRH Prince Krom Luang Songkhla Nagarindra พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี Queen Suvadana พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร Venerable HH Prince Arun Nibhagunakorn Buddha Yod Fa Chulalok The Great’s elder brother, with the posthumous honorific title Krom Khun Ramindrasuda. King Mongkut also posthumously entitled the mother of Queen Amarindra, his paternal grandmother, as Somdet Phra Rup Sirisobhagaya Mahanaganari. King Vajiravudh elevated Chao Chom Suvadana, his royal consort, as Queen Suvadana for “…she has been serving the king with loyalty and honesty and is much trusted by the king, deserving greater honor in the royal family…” posthumously elevated the honorific title of his late elder brother HRH Prince Krom Khun Songkhla Nagarindra (Prince of Songkhla) to Krom Luang Songkhla Nagarindra. Commoners can also be invested with royal ranks and titles, either when they are alive or after their death. King Buddha Yod Fa Chulalok The Great (King Rama I) graciously established Mom Muk, husband of his younger half-sister, as HH Prince Krom Muen Narindrabidaksha, and elevated Mom Khun Nen, son of the husband of his elder sister, to HH Prince Khun Nen. King Mongkut honored the only daughter of HRH Prince Khun Ramnarong, King 17
บทที่ ๒ “ทรงกรม” ประกาศพระอิสร ิยยศ นอกจากพระมหากษั ตร ิย์จะทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหร ือยก พระสกุลยศ หร ือเฉลิมพระนามในหลาย วาระแล้ว พระมหากษัตร ิย์แต่ละรัชกาล ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา พระอิสร ิยยศ เฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์ เป็น “เจ้าต่างกรม” ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ส�าหรับพระราชประเพณีสถาปนา “เจ้าต่างกรม” หร ือการตั้ง “กรมเจ้านาย” ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ครังแรก้ ตังแต่สมัยอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ้ มหาราช ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า ศร ีสุพรรณ เป็น กรมหลวงโยธาทิพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุดาวดี เป็น กรมหลวงโยธาเทพ ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า เมื่อสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น “กรมเจ้านาย” หาใช่พระอิสร ิยยศ แต่เป็น การรวบรวมผู้คนเข้าสังกัดเป็น “กรม” ใหม่ ให้เจ้ากรม เป็น “หลวง” มีราชทินนามเป็น “หลวงโยธาทิพ” และ “หลวงโยธาเทพ” คนทั้งหลายจึงเร ียกพระราชวงศ์หร ือเจ้านาย ของกรมนั้นว่า “เจ้ากรมหลวงโยธาทิพ” และ “เจ้ากรมหลวงโยธาเทพ” หมายถึง ผู้เป็น เจ้านายของกรมโยธาทิพและกรมโยธาเทพ
ตราบถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงยกเลิกระบบไพร่ ส่งผลให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ผู้คนเข้าสังกัด “กรม” พระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” จึงเป็นเพียง การเฉลิมพระเกียรติยศยกย่อง หากแต่ยังมี เจ้ากรม ปลัดกรม และสมุห์บาญชีกรม เป็นข้า ช่วงใช้ในพระองค์ อนึ่ง สมัยอยุธยา มีการแบ่งพระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” เป็น ๔ ชั้น คือ กรมพระ กรมหลวง กรมขุน และกรมหมื่น ในสมัยต้นกรุง รัตนโกสินทร์ พระมหากษัตร ิย์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” ตามชั้นยศสืบขนบแต่ครังอยุธยา ครั้นถึง้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเพิ่มพระอิสร ิยยศ เจ้าต่างกรม ชั้น “กรมสมเด็จพระ” เป็น พระอิสร ิยยศชั้นสูงสุดที่สูงกว่า “กรมพระ” แต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ พระอิสร ิยยศ “กรมสมเด็จพระ” เป็น “สมเด็จฯ กรมพระยา” อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตร ิย์ จะทรงสถาปนา “เจ้าต่างกรม” แต่เฉพาะ พระราชวงศ์ที่ทรงเป็นเจ้าฟ้าหร ือพระองค์เจ้า เท่านั้น หากจะทรงสถาปนา “หม่อมเจ้า” เป็น “เจ้าต่างกรม” จะโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนหร ือยก พระสกุลยศเป็น “พระองค์เจ้า” เสียก่อน ดังนั้น พระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” ในสมัยรัตนโกสินทร์ จึงปรากฏเป็น ๕ ชันยศ ้ นับแต่ชั้นยศแรกสุดถึงชั้นยศสูงสุด ได้แก่ กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมสมเด็จพระ หร ือ กรมพระยา The Honorific Title “Krom” In addition to the investiture of royal titles for the royalty and nobility on different occasions, the king of each reign appointed family members in both front and inner courts, as “Chao Tang Krom” or a prince or princess who headed a department of servants. According to historical evidence, the royal tradition of bestowing the title “Krom” was first manifested in the Ayutthaya Period during the reign of King Narai The Great. He awarded the titles Krom Luang Yodhadib to his sister HRH Princess Sri Subarn and Krom Luang Yodhadeb to his daughter HRH Princess Sudavadi. In this regard, HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab decided that during this period, “Krom” was not a royal title but more a collection of servants in a new department (Krom). The department heads were given the title “Luang” such as “Luang Yodhadib” and “Luang Yodhadeb”. Royal family members who headed departments were thus called “Chao Krom Luang Yodhadib” and “Chao Krom Luang Yodhadeb”, as “Chao” means chief or head. In the reign of King Chulalongkorn, the traditional recruitment for such departments was terminated. The title “Krom” thus became an honorific only. However, some positions still served the king such as Chao Krom (director general), Palat Krom (permanent secretary), and Samu Banchi Krom (chief accountant). In the Ayutthaya Period, the title “Krom” was categorized into four ranks, namely Krom Phra, Krom Luang, Krom Khun, and Krom Muen. In the early Rattanakosin Period, the tradition was still inherited from the Ayutthaya Period, the king bestowed the title “Krom” among royal family members. In the reign of King Mongkut, he established “Krom Somdet Phra” as an additional rank higher than “Krom Phra”. In the reign of King Vajiravudh, “Krom Somdet Phra” was changed to “Somdet Krom Phraya”. However, the king would bestow the title “Krom” only for royal family members styled as His/Her Royal Highness and His/Her Highness. To invest a person styled as His/Her Serene Highness (Mom Chao) with the title “Krom”, the king had to elevate his/her style to His/Her Highness (Phra Ong Chao) first. Consequently, throughout the Rattanakosin Period “Krom” has been classified into five ranks namely Krom Muen, Krom Khun, Krom Luang, Krom Phra, and Krom Somdet Phra or Krom Phraya. (ซ้าย) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร (Left) HRH Princess Krom Luang Sri Ratanakosindorn 19
กรมขุน เป็นพระอิสร ิยยศเจ้าต่างกรม ล�าดับต้นที่พระมหากษัตร ิย์พระราชทาน เฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์ระดับเจ้าฟ้า หร ือพระราชวงศ์ระดับพระองค์เจ้า เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก เป็น กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระเจริญวัยสมควรจะ ได้รับพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามตามขัตติย ราชประเพณี...” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์ นฤมล สรรพสกนธ์กัลยาณี เป็น กรมขุน สวรรคโลกลักษณวดีด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...มีพระอัธยาศัยสุภาพพร้อมด้วยพระสิริ วิลาสสมควรแก่ขัตติยราชกุมารี มีพระหฤทัย เยือกเย็นด้วยพระเมตตาและพระปรีชา อันสุขุมควรแก่กิจการอันละเอียด...” พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย HRH Prince Krom Muen Mahisorn Rajharudai พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ HRH Prince Krom Muen Bidyalongkorn ส่วนการขนานพระนามกรมแต่เดิมนั้น ไม่ได้ใช้ชื่อเมืองเป็นพระนามกรม ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า พระราชโอรสธิดาในพระองค์ ควรจะมีพระนามเป็นเกียรติแก่เมืองต่าง ๆ ในสยามรัฐสีมาอาณาจักร เมื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชโอรสธิดา เป็นเจ้าต่างกรม จึงมีพระนามกรมตามชื่อเมือง เป็นพระราชประเพณีสืบมา ซึ่งสันนิษฐานว่า ทรงได้รับแนวทางดังกล่าวจากตะวันตก ที่พระราชวงศ์จะทรงดํารงตําแหน่งเจ้าเมือง คล้ายกับการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์ ในสมัยอยุธยาทรงครองหัวเมืองสําคัญ ส�าหรับพระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” ชัน ้ กรมหมื่น เป็นพระอิสร ิยยศเจ้าต่างกรม ล�าดับแรกสุดที่พระมหากษัตร ิย์ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มีการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติ พระราชวงศ์ตั้งแต่ระดับพระองค์เจ้าขึ้นไป เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้า น้องยาเธอ พระองค์เจ้าจันทรทัตจุฑาธาร เป็น กรมหมื่นว ิว ิธวรรณปร ีชา ด้วยทรงพระราช ด�าร ิว่า “...ได้ทรงรับราชการในหน้าที่นั้น ๆ โดยความอุตสาหะแรงกล้า มีพระทัยเอื้อเฟื้อ เป็นอันมาก...” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยันตมงคล เป็น กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...มีพระสันดานมั่นคง ด�ำรงอยู่ในความสัตย์สุจริต มิได้คิดเห็นแก่ ความล�ำบาก...นับว่าเป็นบรมราชูปฐาก ได้ฉลองพระเดชพระคุณ...” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้า ดิลกนพรัฐ เป็น กรมหมื่นสรรคว ิไสยนรบดี ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระปรีชา สามารถอาจให้ราชกิจในหน้าที่นั้น ๆ ส�ำเร็จ โดยเรียบร้อยตลอดมา...” ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจ�ารัส เป็น กรมหมื่น พิทยาลงกรณ์ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “... ทรงมีพระสติปัญญาสามารถในราชการ ทั้งเป็นผู้แตกฉานในอักขรสมัยทั้งไทยและ ต่างประเทศ ทั้งเป็นจินตกวีมีโวหารพิเศษ...” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร เป็น กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า“...ทรงเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ ที่ทรงคุณวุฒิปรีชาสามารถ...ทรงเชี่ยวชาญ ในวิชาการทูตและแบบแผนขนบธรรมเนียม ประเพณีทุกยุคทุกสมัย...” 20
Formerly, the establishment of the title “Krom” did not include the name of a city. Later, King Chulalongkorn declared that his children should be named in honor of various cities. When he designated a royal person as “Krom”, he included the name of a city. It was assumed that he was following custom in Europe where royal family members held civil administrative positions. Similarly, in the Ayutthaya Period, royal family members were the governors of important cities. Regarding the title “Krom”, Krom Muen is the first rank which the king grants to honor royal family members from the level of His/Her Highness and upwards. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ HRH Prince Krom Muen Naradhib Bongseprabandha สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี HRH Princess Krom Khun Savarkhalok Laksanavadi For instance, King Chulalongkorn awarded the title of Krom Muen Vividh Varnaprija to HRH Prince Chandradat Chudadharn because “...he has served the government with diligence and great generosity...” He also promoted HRH Prince Jayanta Mongol to Krom Muen Mahisorn Rajharudai owing to the fact that “...he has a stable personality and honesty and has served the king efficiently without regard to the difficulty involved...” King Vajiravudh ranked HRH Prince Dilok Nabarath as Krom Muen Sakkhavisaya Narabadi, indicating that “...he is always able to achieve his duties...” Furthermore, he also promoted HRH Prince Rajani Chamcharas to Krom Muen Bidyalongkorn because “...he has intelligence and skills in both Thai and foreign languages...” King Bhumibol Adulyadej The Great elevated HRH Prince Varnvaidayakorn to Krom Muen Naradhib Bongseprabandha because “...he is a highly regarded royal family member who is skilled and capable... an expert in academic diplomacy as well as traditions and customs of every period...” Krom Khun is among the first ranks that the king awards to honor members of the royal family in the levels of His/ Her Royal Highness or His/Her Highness. For example, King Chulalongkorn invested HRH Prince Chudadhuj Dharadilok as Krom Khun Bejraburna Indrajaya (Prince of Bejraburna) for the reason that “...he has grown up and is ready to join the royal tradition to celebrate his new name...” He also endowed HRH Princess Yaovamalya Narumol as Krom Khun Savarkhalok Laksanavadi (Princess of Savarkhalok), who had the attributes of “...courtesy along with grace, mercy, and a wise mind for detailed business...” He also elevated HRH Princess Srivilaya Laksana to Krom Khun Subarn Baghavadi (Princess of Subarn), because “...she has been my companion daughter for a long time with infinite capacity and courtesy. She is also widely respected...” In this regard, she was the first daughter and the only princess who held the style of Phra Ong Chao at birth to receive the title Krom in his reign. 21
โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้า น้องนางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นร ินทร เทพยกุมาร ี เป็น กรมหลวงเพ็ชรบุร ีราชสิร ินธร ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...กอปรไปด้วย พระปรีชาสามารถในทางศึกษา ทรงรอบรู้ ในศิลปวิทยาต่าง ๆ อันสมควรแก่ขัตติย ราชกุมารี ทั้งทรงมีไหวพริบและสามารถ ในกิจการต่าง ๆ...” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็น กรมหลวงนราธิวาสราชนคร ินทร์ ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ทรงเจริญด้วยวัสสายุกาล วัยวุฒิ กอปรด้วยพระอัธยาศัยซื่อตรง ด�ำรง พระองค์มั่นอยู่ในสุจริตธรรมสัมมาจารี มีความ กตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทรงพระคุณ แก่บ้านเมืองปรากฏอยู่เป็นอเนกปริยาย...” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้า ลูกเธอ พระองค์เจ้าศร ีว ิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์ กัลยาวดี ที่ประสูติแต่เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็น กรมขุนสุพรรณ ภาควดี ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระเจ้า ลูกเธอคู่ทุกข์คู่ยากแต่เดิมมา...ทรงพระปรีชา มีพระอัธยาศัยอันดี...เป็นที่พ�ำนักและเป็นที่ เคารพนับถือทุกพระองค์...” โดยนับเป็น พระราชธิดาพระองค์แรกและเป็น “พระเจ้า ลูกเธอ พระองค์เจ้า” พระองค์เดียวที่ทรงได้รับ การสถาปนาให้เป็นเจ้าต่างกรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระนาม สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ามาลินี นภดารา ศิร ินิภาพรรณวดี เป็น กรมขุน ศร ีสัชนาลัยสุรกัญญา ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เป็นที่นับถือของพระบรมวงศานุวงศ์และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร HRH Princess Krom Luang Bejraburi Rajasirindhorn สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา HRH Princess Krom Khun Srisajanalaya Surakanya คนทั้งหลายทั่วไป โดยทรงพระคุณสมบัติ สมควรแก่ฐานะที่เป็นขัตติยนารีอันสูงศักดิ์...” กรมหลวง เป็นพระอิสร ิยยศเจ้าต่างกรม ส�าหรับเฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้าหร ือพระบรมวงศ์ ที่พระมหากษัตร ิย์ทรงยกย่องนับถือ เช่น พระบาทสมเด็จพระจุ ลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี พระราชธิดาเจ้าฟ้าชันเอก้ พระองค์แรกในรัชกาล เป็น กรมหลวง ศร ีรัตนโกสินทร ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...มีพระจริยวัตรอันสุขุมสม�่ำเสมอเป็นอันดี มีพระอุตสาหวิริยภาพในการอันควรแก่ ขัตติยนารี สมควรที่จะด�ำรงพระเกียรติยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าต่างกรม ฝ่ายใน...” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระนามพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนบดินทร ไพศาลโสภณ เป็น “กรมหลวงบดินทรไพศาล โศภณ ฑีฆชนม์เชษฐประยูร” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ มีพระชนมายุเจริญยิ่งกว่าพระบรมวงศา นุวงศ์ทั้งปวงในปัตยุบันนี้...ปรีชารอบรู้ ในสรรพราชกิจเก่าใหม่ใหญ่น้อยมั่นคง ด�ำรงพระอัธยาศัยสุภาพเรียบร้อย...” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน “สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ กรมขุนพิศณุโลกประชานารถ” เป็น “กรมหลวง พิศณุโลกประชานารถ” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ได้ทรงอาศัยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ทรงช่วยด�ำริ และจัดสนองพระเดชพระคุณ ได้ส�ำเร็จเรียบร้อยไปแล้วเป็นอเนกประการ... สมควรที่จะทรงพระกรุณาสถาปนาเพิ่มพูน พระอิสริยยศให้ใหญ่ยิ่งขึ้น...” ทรงพระกรุณา 22
King Vajiravudh ordered the promotion of HRH Princess Malini Nobhadara to Krom Khun Srisajanalaya Surakanya (Princess of Srisajanalaya), as “...she is respected by royalty and the general public for her qualifications that suit her noble status...” Krom Luang is a sovereign’s title of honor for a His/Her Royal Highness (Chao Fa) or royal respected by the king. For instance, King Chulalongkorn designated HRH Princess Suddhadibyaratana as Krom Luang Sri Ratanakosindorn, since “…she has grown up with discretion and perseverance to gain a noble rank...” He also promoted HRH Prince Krom Khun Bodindra Baisal Sobhon to Krom Luang Bodindra Baisal Sobhon, who “...is the eldest royal family member at present... with intelligence, knowledge, and a courteous manner...” King Vajiravudh raised HRH Prince Chakrabongse Bhuvanath Krom Khun Bisnulok Prajanath to Krom Luang Bisnulok Prajanath (Prince of Bisnulok), as “... he contributes to various achievements and should obtain a greater rank…” He also acknowledged HRH Princess Valaya Alongkorn as Krom Luang Bejraburi Rajasirindhorn (Princess of Bejraburi), who “...has great academic intelligence and diverse capability...” สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ HRH Prince Krom Luang Bisnulok Prajanath
ราชการทั้งปวงที่ได้ทรงประพฤติมานั้น ล้วนแต่ตั้งอยู่ในความสุจริตซื่อตรงด�ำรงอยู่ใน แบบอย่างของผู้ซึ่งมีความจงรักภักดี ต่อพระเจ้าแผ่นดิน...อีกประการหนึ่งก็ทรง พระเจริญพระชนมายุเป็นประธานของ พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นที่ทรงเคารพบูชา... ควรที่จะได้รับพระเกียรติยศด�ำรงอยู่ใน ต�ำแหน่งอันสูงสุดในราชตระกูล...” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทวะวงศ์ วโรปการ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย และทรงเคารพอยู่พระองค์หนึ่ง อนึ่งก็ทรง พระเจริญวัยอยู่ในชั้นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แล้ว สมควรจะเพิ่มพระราชอิสริยยศให้ใหญ่ ยิ่งขึ้น...” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ HRH Prince Krom Phraya Devawongse Varopakarn สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab กรมพระ เป็นพระอิสร ิยยศเจ้าต่างกรม ชันสูงสุด ก่อนที่จะมีการสถาปนาพระอิสร ิยยศ ้ “กรมสมเด็จพระ” ในสมัยต่อมา โดยพระมหา กษัตร ิย์จะพระราชทานเฉลิมพระเกียรติยศ พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ในแผ่นดินที่ควรจะเป็นที่ ค�านับคารวะแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น เมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอพระองค์ใหญ่ ขึ้นเป็น กรมพระ เทพสุดาวดี แต่มีเจ้ากรมเป็น “พระยา” หร ือทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอพระองค์น้อย เป็น กรมพระ ศร ีสุดารักษ์หร ือรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระนามพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทเวศร์ วัชร ินทร์ เป็น กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์ ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระบรมวงศ์ ผู้ใหญ่ มีพระชนมายุเจริญยิ่งกว่าพระบรม ราชวงศานุวงศ์ทั้งปวงในปัตยุบันนี้ และ ทรงปรีชาฉลาดในราชกิจต่าง ๆ มีวิริยภาพ ความเพียรท�ำราชการฉลองพระเดชพระคุณ มาช้านาน...ควรจะเป็นเจ้าต่างกรมผู้ใหญ่ เป็นประธานาธิบดีที่ค�ำนับแก่พระบรมราช วงศานุวงศ์ทั้งปวง...” กรมสมเด็จพระ หร ือ กรมพระยา เป็นพระอิสร ิยยศ “เจ้าต่างกรม” ชั้นสูงสุด ส�าหรับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ที่พระมหากษัตร ิย์ ทรงเคารพยกย่องนับถืออย่างยิ่ งหร ือที่ทรง พระราชด�าร ิ “เชิดชูพระเกียรติยศอย่างวิเศษ สูงใหญ่” โดยพระบรมวงศ์ที่ทรงได้รับ พระราชทานพระอิสร ิยยศ “กรมสมเด็จพระ” หร ือ “กรมพระยา” นั้น เช่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา พระบรมอัฐิเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จ พระบรมราชชนนี เป็น กรมสมเด็จพระ ศร ีสุร ิเยนทรามาตย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนุชิต ชิโนรส ศร ีสุคตขัตติยวงศ์ ซึ่งทรงผนวช เป็น กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ศร ีสุคต ขัตติยวงศ์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เลื่อนกรม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า มหามาลา กรมพระบ�าราบปรปักษ์ เป็น กรมสมเด็จพระบ�าราบปรปักษ์ ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...เป็นสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอซึ่งเป็นอรรคอุดมสุขุมาลชาติ มีพระเกียรติยศยิ่งใหญ่ในราชตระกูล... 24
title of Krom Somdet Phra Parama Nujitjinoros. King Chulalongkorn entitled HRH Prince Mahamala Krom Phra Bamrap Parapaksha as Krom Somdet Phra Bamrap Parapaksha, who “...has great honor... with honesty and integrity. He is a model for those who are loyal to the king... He is also widely respected and should be honored with the highest position in the royal family...” King Vajiravudh elevated HRH Prince Krom Phra Devawongse Varopakarn as Krom Phraya Devawongse Varopakarn, who “...is trustworthy and respectful. At a proper age, he should be honored with a higher rank…” King Prajadhipok elevated HRH Prince Krom Phra Damrong Rajanubhab as Krom Phraya Damrong Rajanubhab, who “...performs official duties with diligence, honesty, and loyalty… He also remains a potent force... and is considered to be senior royalty trusted by the king and respected by the general public… He thus should be honored with the highest rank…” King Ananda Mahidol ennobled HRH Prince Krom Phra Narisaranuvattiwongse as Krom Phraya Narisaranuvattiwongse, who “...has performed his duties with capacity and discretion... and is a senior royal with generosity... He thus should be ranked higher...” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรม พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระด�ารงราชานุภาพ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ด�ารงราชานุภาพ ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงปฏิบัติราชการในหน้าที่อันส�ำคัญ ด้วยพระปรีชาอุตสาหะ และความซื่อตรง จงรักภักดี เป็นก�ำลังในพระราชกิจสืบมา... นับว่าเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นหลักราชการ และเป็นที่ทรงไว้วาง พระราชหฤทัย ทั้งเป็นที่เคารพนับถือของ คนทั้งหลายทั่วไปเป็นอันมาก สมควรจะเลื่อน พระเกียรติยศฐานันดรศักดิ์ให้สูงสมกับที่เป็น พระบรมวงศ์อันทรงพระคุณวิเศษ...” พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันท มหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรม สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนร ิศรานุวัดติวงศ์ เป็น กรมพระยานร ิศรานุวัดติวงศ์ ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ด้วยพระปรีชาญาณอันสุขุม...ทรงเป็น พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ซึ่งมีพระเมตตา...สมควร ที่จะยกย่องพระเกียรติยศให้ใหญ่ยิ่งขึ้น...” King Bhumibol Adulyadej The Great honored his sister HRH Princess Galyani Vadhana as Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra (Princess of Naradhiwas), who “...is a respected person who has patronized royal duties over time with honesty, gratitude, and uncountable contributions to the nation...” Krom Phra was formerly the highest level of “Krom” and was later ranked after “Krom Somdet Phra”. The king bestows this rank on members of senior royalty. In the early Rattanakosin Period, King Buddha Yod Fa Chulalok The Great honored his eldest sister as Krom Phra Debsudavadi and the other elder sister as Krom Phra Srisudaraksha. King Chulalongkorn bestowed the title Krom Phra Devesra Vajrindra on HRH Prince Krom Luang Devesra Vajarindra, who “...is the eldest royal family member with intelligence, diligence, perseverance, and contributions to civil service for a long time... and thus should be honored as a senior royal...” Krom Somdet Phra or Krom Phraya is the highest rank for senior royalty highly respected by the king and is bestowed to “grandly honor them”. For instance, King Mongkut lauded his late mother as Krom Somdet Phra Sri Suriyendramatya. He also conferred on HRH Prince Krom Muen Nujitjinoros, who was ordained as a monk, the 25
บทที่ ๓ “กรมพระ” บรมราชวงศ์จักร ี กรมพระ เป็นพระอิสร ิยยศเจ้าต่างกรม ชันสูงสุดนับแต่สมัยอยุธยา ก่อนที่พระบาท ้ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรง พระกรุณาให้สถาปนาพระอิสร ิยยศ “กรม สมเด็จพระ” หร ือที่ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้แก้ เป็น “สมเด็จฯ กรมพระยา” โดยพระอิสร ิยยศ “กรมพระ” นั้น สันนิษฐานว่า พระมหากษัตร ิย์ จะพระราชทานเฉลิมพระเกียรติยศเฉพาะ “พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่” มีพระชันษายิ่ งกว่า พระเจ้าแผ่นดิน หร ือ “ควรจะเป็นที่ค�ำนับ คารวะแห่งพระบรมวงศานุวงศ์” หร ือ “ควร จะยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศไว้ให้เป็นที่ อุดหนุนพระบรมเดชานุภาพ และปรากฏ พระเกียรติคุณอันพิเศษให้แพร่หลาย” ครังตั้ ้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระราชวงศ์แล้ว จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระเกียรติ พระโสทรเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ เป็นเจ้าฟ้า ต่างกรม ที่ กรมพระเทพสุดาวดี และ พระโสทรเชษฐภคินีพระองค์น้อย เป็นเจ้าฟ้า ต่างกรม ที่ กรมพระศร ีสุดารักษ์ หลังจากนันมา พระมหากษัตร ิย์ในพระบรม ้ ราชจักร ีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาพระบรมวงศ์ เป็นเจ้าต่างกรมด�ารงพระยศ “กรมพระ” สืบมา เร ียงล�าดับตามปีที่ทรงได้รับการสถาปนา เฉลิมพระเกียรติยศ ดังนี้
กรมพระเทพสุดาวดี กรมพระศร ีสุดารักษ์ กรมพระรามอิศเรศร์ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ กรมพระพิทักษเทเวศร์ กรมพระสุดารัตนราชประยูร กรมพระบ�าราบปรปักษ์ กรมพระปวเรศวร ิยาลงกรณ์ กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ กรมพระเทวะวงศ์วโรปการ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ กรมพระด�ารงราชานุภาพ กรมพระนร ิศรานุวัดติวงศ์ กรมพระเทพนาร ีรัตน์ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กรมพระสวัสดิวัดนว ิศิษฎ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กรมพระสุทธาสินีนาฏ กรมพระก�าแพงเพ็ชรอัครโยธิน กรมพระชัยนาทนเรนทร Krom Phra Debsudavadi Krom Phra Srisudaraksha Krom Phra Rama Isaresra Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra Krom Phra Bidaksha Devesra Krom Phra Sudaratana Rajprayura Krom Phra Bamrap Parapaksha Krom Phra Pavares Variyalongkorn Krom Phra Devesra Vajrindra Krom Phra Chakrabardibongse Krom Phra Bhanubandhuwongse Voradej Krom Phra Nares Vorariddhi Krom Phra Devawongse Varopakarn Krom Phra Sommot Amorabandh Krom Phra Damrong Rajanubhab Krom Phra Narisaranuvattiwongse Krom Phra Debnariratana Krom Phra Chandaburi Naruenath Krom Phra Naradhip Prabandhabongse Krom Phra Svastivatanavisishta Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit Krom Phra Suddhasininat Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin Krom Phra Jainad Narendorn Krom Phra had been the highest level of “Krom” since the Ayutthaya Period before King Mongkut established “Krom Somdet Phra”, which King Vajiravudh later changed to “Somdet Krom Phraya”. It is assumed that the king only bestowed this rank on members of senior royalty and his elder contemporaries among the nobility or members of court respected by the royal family. For this reason, in the early Rattanakosin Period when King Buddha Yod Fa Chulalok The Great established his royal lineage, he honored his eldest sister as Krom Phra Debsudavadi and the other elder sister as Krom Phra Srisudaraksha. Subsequently, each king of the Chakri Dynasty has bestowed the title “Krom Phra” on many family members. They are arranged according to their year of investiture in the following list: (ซ้าย) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (Left) HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin “Krom Phra” in the Chakri Dynasty 27
กรมพระเทพสุดาวดี กรมพระเทพสุดาวดีหร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระ เทพสุดาวดี หร ือใน “จดหมายความทรงจ�า ของกรมหลวงนร ินทรเทว ี” ขานพระนามว่า “สมเด็จตรัสสา เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี” มีพระนามเดิมว่า สา บางแห่งขานพระนามว่า “สมเด็จพระต�าหนักเขียว” หร ือ “พระองค์ใหญ่ ต�าหนักเขียว” ตามพระต�าหนักที่ประทับ เบื้องหลังหมู่พระมหามณเฑียรในพระบรม มหาราชวัง (“ต�านานละครอิเหนา” พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ด�ารงราชานุภาพ กล่าวว่า ฝาประจันห้องของ พระต�าหนัก เขียนภาพเล่าเร ื่อง “อิเหนา”) เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปฐม บรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก หร ือ ดาวเร ือง) ในสมัยอยุธยา ราว พ.ศ. ๒๒๗๒ เป็นพระโสทรเชษฐภคินีหร ือสมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครังสมัยอยุธยา กรมพระเทพสุดาวดี ้ ทรงเสกสมรสกับหม่อมเสม ซึ่งรับราชการ ที่ “พระอินทรรักษา” เจ้ากรมพระต�ารวจ ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยมี พระโอรสธิดา ๔ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้า หลานเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงธิเบศรบดินทร์ (บุญเมือง) สมเด็จ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนร ินทร์ รณเรศ (ทองจีน) ต้นราชสกุล นร ินทรางกูร และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองค�า ในสมัยธนบุร ี กรมพระเทพสุดาวดีเสด็จ มาประทับ ณ ต�าบลสวนมังคุด ครันถึงสมัย้ รัตนโกสินทร์ เมื่อเสด็จไปประทับในพระบรม มหาราชวัง เบื้องหลังหมู่พระมหามณเฑียร จึงประทานวังแก่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนร ินทร์รณเรศ พระโอรส ซึ่งประทับต่ อมาจนตลอดพระชนมายุ แล้วหม่อมเจ้าในราชสกุลทรงครองต่อมา (รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว ่ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุน อิศรานุรักษ์ ต้นราชสกุล อิศรางกูร พระโอรส ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระ ศร ีสุดารักษ์ ทรงรับซื้อที่วังสวนมังคุดจาก หม่อมเจ้าในกรมหลวงนร ินทร์รณเรศและ ประทับตราบสิ้นพระชนม์ แล้วพระวงศ์เธอ กรมหมื่นเทวานุรักษ์ (พระองค์เจ้าชอุ่ม หร ือ พระนามเดิม หม่อมเจ้าชอุ่ม บิดาของหม่อม ราโชทัย (หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร) กับหม่อมเจ้าในราชสกุลจึงพ�านัก ณ วังนั้น สืบต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐม บรมกษัตร ิย์แห่งพระบรมราชจักร ีวงศ์ ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา เป็นเจ้าต่างกรม ที่ กรมพระเทพสุดาวดี แต่ตังเจ้ากรมเป็น “พระยา” (เจ้ากรม มีนามเดิมว่า้ สัง มีความชอบในราชการแผ่นดินมาแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช เมื่อทรงตั้งขุนนาง จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยาเทพสุดาวดี) ภายหลังจึงมีการออกพระนามว่า “กรมพระยา เทพสุดาวดี” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า “...มีความในหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ แห่งหนึ่งว่า เมื่อศึกพม่าครั้งปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ “พระยาเทพสุดาวดี” เจ้ากรมของ สมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ เป็นผู้เชิญ กระแสรับสั่งขึ้นไปเร่งกรมพระราชวังหลัง ...ให้รีบตีทัพพม่าที่ยกเข้ามา...ชื่อพระยา เทพสุดาวดีที่ปรากฏในหนังสือพงศาวดารนั้น เป็นมูลเหตุที่พาให้คนภายหลังเข้าใจไปว่า สมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่เป็นกรมชั้นสูง กว่าสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อย เพราะ เจ้ากรมเป็นพระยา ถึงเกิดเรียกพระนามกัน ในสมัยนี้ว่า “สมเด็จกรมพระยาเทพสุดาวดี” เป็นการเข้าใจผิด เพราะในรัชกาลที่ ๑ และ รัชกาลอื่นต่อมาจนตลอดรัชกาลที่ ๓ พระยศ เจ้านายต่างกรม “กรมพระ” ยังเป็นชั้นสูงสุด เหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา...” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช กรมพระเทพสุดาวดีทรงว่า ราชการเป็นใหญ่ทั่วไปและว่าการว ิเศษ ในพระคลังเงิน พระคลังทอง และสิ่ งของต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวังชันใน ตราบสิ ้ ้ นพระชนม์ ในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๔๒ พระชันษา ๗๐ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ เป็นพระโกศ แปดเหลี่ยมยอดมณฑปจ�าหลักลายกุดั่น หุ้มทองค�าทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นัง่ ดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อข้างขึ้น เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๔๓ 28
Krom Phra Debsudavadi Krom Phra Debsudavadi or HRH Princess Krom Phra Debsudavadi was informally referred to in “The Memorial Letter of Krom Luang Narindradevi” as “HRH Princess Krom Phraya Debsudavadi”. Formerly she had been known as Sa. Some people called her “Somdet Phra Tamnak Khiaw” or HRH Princess of the Green Residence, a sobriquet related to the style of her residence located behind the main throne halls in the Grand Palace. The “Legend of Inao (Panji)” written by HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab indicates that there is a mural painting of the Inao Story in a room inside this palace. She was born in the Ayutthaya Period around 1729 as the first daughter of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great’s father and mother (Yok or Daorueang) and was the eldest sister of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great. During the period when Ayutthaya was the capital of Siam, Krom Phra Debsudavadi married Mom Sem, esteemed as “Phra Indraraksha”, who worked as the director general of the Police Department at the Front Palace. They had four children, namely HRH Prince Krom Luang Anuraksha Devesra (Thong In), Krom Phra Rajawang Bovorn Sathan Phimuk or viceroy of the Rear Palace; HRH Prince Krom Luang Dibesra Bodindra (Bunmueang); HRH Prince Krom Luang Narindra Ronares (Thongchin, founder of the Narindrankura family); and HRH Princess Thongkham. In the Thonburi Period, Krom Phra Debsudavadi lived in Suan Mangkhut Subdistrict. In the Rattanakosin Period, she moved to the Grand Palace. Her palace was allocated to her son HRH Prince Krom Luang Narindra Ronares. After he died, ownership was passed on to his children. In the reign of King Nang Klao, HRH Prince Krom Khun Isaranuraksha (son of HRH Princess Krom Phra Srisudaraksha and the founder of the Isarankura family) bought the palace and the plot of land in Suan Mangkhut Subdistrict from HRH Prince Krom Luang Narindra Ronares’s children and lived there for the rest of his life. It was later owned by HH Prince Krom Muen Devanuraksha, the father of Mom Rajodaya (Mom Rajawongse Kratai Isarankura), and subsequent family members. When King Buddha Yod Fa Chulalok The Great succeeded to the throne and established the Chakri Dynasty in 1782, he designated his eldest sister as Krom Phra Debsudavadi. However, he appointed the director general of the department as Phraya Debsudavadi (Sang). That is why she was later miscalled as Krom Phraya Debsudavadi. HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab indicated “...The Chronicle of the First Reign explains that when the Burmese army attacked Siam in the Year of the Snake in 1785, “Phraya Debsudavadi” was ordered to accelerate the viceroy of the Rear Palace... to fight against the army… The name “Phraya Debsudavadi” in the Chronicle misleads people into thinking that she has a higher rank than her younger sister Krom Phra Srisudaraksha, so she is later called “Krom Phraya Debsudavadi” …because from the reign of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great to King Nang Klao the title “Krom Phra” was the highest rank as in the Ayutthaya Period…” In the reign of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great, Krom Phra Debsudavadi was mainly concerned with civil undertakings but additionally took charge of the Treasury in the Inner Court until she passed away in her seventies on the 22nd of November 1799. The king enshrined her royal golden urn at the Dusit Maha Prasad Throne Hall and held a royal cremation ceremony at the Royal Crematorium at Sanam Luang in 1800. 29
กรมพระศร ีสุดารักษ์ กรมพระศร ีสุดารักษ์ หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระ ศร ีสุดารักษ์หร ือใน “จดหมายความทรงจ�า ของกรมหลวงนร ินทรเทว ี” ขานพระนามว่า “สมเด็จตรัสสา เจ้าฟ้ากรมพระศร ีสุดารักษ์” มีพระนามเดิมว่า แก้ว บางแห่งเร ียกว่า “สมเด็จพระต�าหนักแดง” หร ือ “พระองค์น้อย พระต�าหนักแดง” ตามพระต�าหนักที่ประทับ เบื้องหลังหมู่พระมหามณเฑียรในพระบรม มหาราชวัง คู่กับพระต�าหนักเขียว เป็นพระธิดา พระองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก หร ือ ดาวเร ือง) ในสมัยอยุธยา และเป็นพระโสทรเชษฐภคินี พระองค์รองในพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อสมัยอยุธยา กรมพระศร ีสุดารักษ์ ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ตั้งนิวาสสถาน ณ ต�าบลถนนตาล เนื่องด้วยเจ้าขรัวเงิน เป็นนายพาณิชใหญ่ ชาวกรุงเก่าจึงเร ียกกันว่า “เศรษฐีถนนตาล” โดยเจ้าขรัวเงิน เป็นบุตรชาย คนที่ ๔ ของเศรษฐีชาวจีนฮกเกี้ยนกับน้องสาว ของท่านผู้หญิงน้อย ภร ิยาของเจ้าพระยา ช�านาญบร ิรักษ์ (อู่) โกษาธิบดีในแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ส่วนบิดาของเจ้าขรัวเงิน กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจากขุนนางจีน มีพระโอรสธิดา ๖ พระองค์ คือ สมเด็จ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวง เทพหร ิรักษ์ (ตัน) ต้นราชสกุล เทพหัสดิน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุน อนัคฆนาร ี (ฉิม) สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าขุนเณร สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า บุญรอด (ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จ พระศร ีสุร ิเยนทรา บรมราชินี ในพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) สมเด็จ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ มนตร ี (จุ้ย) ต้นราชสกุล มนตร ีกุล และสมเด็จ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนอิศรา นุรักษ์ (เกศ) ต้นราชสกุล อิศรางกูร เมื่อครังปีกุนนพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ ้ พุทธศักราช ๒๓๑๐ พวกพม่าข้าศึกเข้ารุกราน ท�าลายล้างกรุงศร ีอยุธยา กรมพระศร ีสุดารักษ์ ทรงพระครรภ์ได้ ๔ เดือนเศษ จึงพร้อมกันกับ เจ้าขรัวเงิน พระภัสดา และพระธิดา ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ออกไปประทับ ณ นิวาสสถานเดิม ของสมเด็จพระอมร ินทรา บรมราชินี พระมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ที่ต�าบลอัมพวา ต่อมา มีพระประสูติกาล พระธิดาพระองค์หนึ่ง คือ เจ้าฟ้าบุญรอด สมัยธนบุร ี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเข้ารับราชการ ในพระราชส�านัก กรมพระศร ีสุดารักษ์กับ พระภัสดา ตามเสด็จเข้ามาจอดแพประทับ ณ ต�าบลกุฎีจีน บร ิเวณใกล้กับพระว ิหารและ หอไตรวัดกัลยาณมิตรในปัจจุบัน ครันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า้ จุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกเป็นปฐม บรมกษัตร ิย์แห่งพระบรมราชจักร ีวงศ์ ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา เป็น กรมพระศร ีสุดารักษ์ เสด็จประทับ ณ พระต�าหนักเบื้องหลังหมู่พระที่นั่งดุสิต มหาปราสาท ซึ่งเร ียกว่า พระต�าหนักแดง ได้ทรงก�ากับเคร ื่องใหญ่ในโรงว ิเสทต้น การสะดึง และอื่น ๆ เป็นหลายอย่าง ด้วยเหตุที่กรมพระศร ีสุดารักษ์ทรงก�ากับ โรงว ิเสทต้น ซึ่งเป็นโรงครัวในพระบรมมหาราชวัง จึงสันนิษฐานว่า ทรงมีฝีพระหัตถ์ด้านการปรุง อาหาร ซึ่งคงทรงถ่ายทอดสรรพว ิชามายัง พระธิดา คือสมเด็จพระศร ีสุร ิเยนทรา บรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย ถึงทรงพระราชนิพนธ์บทกว ียกย่อง ชมเชยฝีพระหัตถ์ของพระมเหสีที่มิมีผู้ใด จะเทียบเคียงได้ในกระบวนเคร ื่องเสวย ดังปรากฏใน “กาพย์เห่ชมเคร ื่องคาวหวาน” เป็นหลักฐานสืบมา กรมพระศร ีสุดารักษ์ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๒ พระชันษา ๖๐ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถวายพระเพลิงพระศพ พร้อมกับกรมพระ เทพสุดาวดี ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อข้างขึ้น เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๔๓ 30
Krom Phra Srisudaraksha Krom Phra Srisudaraksha or HRH Princess Krom Phra Srisudaraksha was informally referred to in “The Memorial Letter of Krom Luang Narindradevi” as “HRH Princess Krom Phra Srisudaraksha”. She had formerly been called Kaeo. Some people called her “Somdet Phra Tamnak Daeng” or HRH Princess of the Red Residence (in the same vein as Somdet Phra Tamnak Khiaw) which was situated near its green equivalent behind the main throne halls in the Grand Palace. She was the second daughter of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great’s father and mother (Yok or Daorueang) and the second elder sister of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great. During the Ayutthaya Period, Krom Phra Srisudaraksha married a wealthy merchant called Ngoen Saetan. They lived in Thanon Tan Subdistrict. As her husband was an important businessman, he was nicknamed “the millionaire of Thanon Tan”. He was the fourth son of a Hokkien magnate and a sister of Lady Noi (wife of Chao Phraya Chamnarn Boriraksha [U], a financial minister in the reign of King Borommakot). Ngoen’s father was an heir of a Chinese nobleman. Krom Phra Srisudaraksha had six children, namely HRH Prince Krom Luang Debhariraksha (Tan, founder of the Devahastin family), HRH Princess Krom Khun Anagghanari (Chim), HRH Prince Khun Nen, HRH Princess Bunrot (later Queen Sri Suriyendra, Queen Consort of King Buddha Loes La Nabhalai [King Rama II]), HRH Prince Krom Luang Bidaksha Montri (Chui, founder of the Montrikul family), and HRH Prince Krom Khun Isaranuraksha (Ket, founder of the Isarankura family). In the Year of the Pig in 1767, the Burmese invaded and annihilated the Ayutthaya Kingdom. During that time, Krom Phra Srisudaraksha had been pregnant for four months. She accompanied her husband, her daughter and the then heir apparent King Buddha Yod Fa Chulalok The Great to reside in the old place of Queen Amarindra (King Buddha Yod Fa Chulalok The Great’s consort) in Amphawa Subdistrict. Later, she gave birth to HRH Princess Bunrot (later Queen Sri Suriyendra). In the Thonburi Period when King Buddha Yod Fa Chulalok The Great was serving in the royal court, Krom Phra Srisudaraksha and her husband followed the king to settle in Kudi Chin District near the current location of the vihara and tripitaka hall of Kanlayanamit Temple. When King Buddha Yod Fa Chulalok The Great was crowned in 1782, he honored her as Krom Phra Srisudaraksha. She then moved to the Red Residence behind the Dusit Maha Prasad Throne Hall as a supervisor of culinary and embroiding activities. As she supervised a kitchen in the Grand Palace that served food to King Buddha Yod Fa Chulalok The Great, she can be assumed to have been a talented cook. Her culinary skills were probably passed on to her daughter HRH Princess Bunrot (later Queen Sri Suriyendra) because King Buddha Loes La Nabhalai composed “a poem about the palatability of Thai food and desserts” and the princess who prepared them, in passing reference to his admiration of her skills. Krom Phra Srisudaraksha passed away in her sixties on the 28th of July 1799. The king enshrined her royal golden urn at the Dusit Maha Prasad Throne Hall and held a simultaneous royal cremation ceremony for Krom Phra Srisudaraksha and Krom Phra Debsudavadi (his eldest sister) at the Royal Crematorium at Sanam Luang in 1800. 31
กรมพระรามอิศเรศร์ กรมพระรามอิศเรศร์หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระรามอิศเรศร์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าสุร ิยา ประสูติเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๓๒ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับเจ้าจอมมารดาเพ็งหร ือเจ้าจอมมารดา เพ็งใหญ่ (คู่กับเจ้าจอมมารดาเพ็งเล็กหร ือ เจ้าเพ็ง พระธิดาพระเจ้านันทเสนแห่งกรุง ศร ีสัตนาคนหุตเว ียงจันทน์) เป็นพระเชษฐา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศร ีสุเทพ (พระองค์เจ้าดารากร) ต้นราชสกุล ดารากร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย ทรงได้รับการสถาปนาเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรามอิศเรศร” เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ (“จดหมายเหตุเร ื่องทรงตั้ง พระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์” ระบุว่า พ.ศ. ๒๓๖๑) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงว่าราชการความรับสั่งและความฎีกา ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ เว ียงจันทน์ ใน พ.ศ. ๒๓๖๙ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้กร ีธาทัพใหญ่ไปปราบเป็น ๓ ทัพ ทัพหลวง มีกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ) ทรงเป็นจอมทัพ ประกอบด้วยพระบรมวงศา นุวงศ์ ทรงก�ากับหน้าที่ต่าง ๆ ที่ปรากฏพระนาม อยู่ใน “จดหมายเหตุทัพเว ียงจันทน์” ได้แก่ กรมหมื่นนเรศร์โยธี กรมหมื่นเสนีบร ิรักษ์ คุมพลเป็นกองหน้า ที่ ๒ กรมพระราชวังบวร มหาศักดิพลเสพ เสด็จเป็นกองหลวง พร้อมด้วย กรมพระรามอิศเรศร์ เมื่อครังด�้ารงพระยศ กรมหมื่น เป็นยกกระบัตร และมีกรมหมื่น เทพพลภักดิ์ เป็นเกียกกาย กรมขุนธิเบศร์บวร เมื่อครังด�้ารงพระยศกรมหมื่น เป็นจเรทัพ ต่อมา วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมขุนรามอิศเรศร์” ได้ว่ากรมข้าราชการ ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลหร ือวังหน้า เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสวรรคต โดยปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ตอนหนึ่งว่า “…ฝ่ายที่กรุง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ประชวรพระโรคมานน�้ำมาปีเศษ...ครั้น ณ วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๒ ค�่ำ เวลา ๘ ทุ่ม สวรรคต...ครั้งนั้นข้าไทยเจ้าต่างกรม กรมใหญ่ ๆ ตื่นกันว่าเจ้าของตัวจะได้เป็นที่ วังหน้า บ้างก็หาเครื่องยศและผ้าสมปัก ที่อยากเป็นต�ำรวจก็หาหอกรัดประคด เอิกเกริกกันไปทั้งเมือง สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวได้ทรงทราบ ปรึกษาด้วยท่านเสนาบดี ผู้ใหญ่ ท่านพระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา กราบทูลว่า ถ้าไม่ทรงตั้งกรมพระราชวังแล้ว ขอให้ยกเจ้าต่างกรมผู้ใหญ่เลื่อนขึ้นเป็น กรมหลวง กรมขุนขึ้น ข้าไทยจะได้เห็นว่า เจ้านายของตัว ได้เลื่อนที่มียศเพียงนั้น ๆ แล้วจะได้หายตื่น ทรงพระราชด�ำริเห็นด้วย จึ่งเลื่อนกรมหมื่นเทพพลภักดิ์ ๑ กรมหมื่น รักษรณเรศร ๑ กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ๑ สามพระองค์นี้ขึ้นเป็นกรมหลวง กรมหมื่น รามอิศเรศร ๑ กรมหมื่นเดชอดิศร ๑ กรมหมื่น พิพิธภูเบนทร์ ๑ เลื่อนขึ้นเป็นกรมขุน…” ครันถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า้ เจ้าอยู่หัว เมื่อทรงประกอบการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก กรมพระรามอิศเรศร์ เมื่อครัง้ ด�ารงพระยศกรมขุน ทรงรับพระราชทาน หน้าที่เป็นผู้ถวายน้�าพระเต้าเงิน ในพิธีสรง พระมุรธาภิเษก ด้วยทรงเป็น “พระบรมวงศา นุวงศ์ผู้ใหญ่ที่มีพระชนมายุ” (ฝ่ายคฤหัสถ์) คู่กับกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศร ีสุคตขัตติยวงศ์ (ฝ่ายบรรพชิต) ถวายน้า�พระเต้าแก้ว พระเจ้า น้องยาเธอ พระองค์เจ้าฤกษ์ ถวายน้า�พระเต้า เนาวโลหะ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ถวายน้�าพระเต้าทอง พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนเดชอดิศร ถวายน้�า พระเต้านาก พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนพิพิธ ภูเบนทร์ ถวายน้า�พระเต้าสัมฤทธิ์ ต่อมา ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมพระรามอิศเรศร สรรพเชษฐบรมวงศ์ ปฐมพงศภูวนาถ วรราชศักดิสมมุติ ว ิสุทธิ เกียรติคุณว ิบุลยเดชบดินทร นร ินทรบพิตร” โดยทรงพระราชอนุสรณ์ว่า “...เป็นพระบรมวงศ์เธอ ผู้ใหญ่ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก ควรจะเป็นที่ค�ำนับคารวะแห่งพระวงศา นุวงศ์...” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เลื่อนกรม เป็น “กรมพระรามอิศเรศร์” คู่กับ “กรมหลวงพิเศษศร ีสวัสดิ์ สุขวัฒนว ิไชย” หร ือพระองค์เจ้าสุร ิยวงศ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดานวล ซึ่งเดิม ด�ารงพระยศกรมหมื่นสวัสดิว ิไชย กรมพระรามอิศเรศร์ ประทับ ณ วัง ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทาน บร ิเวณถนนหลักเมืองในปัจจุบัน ถือเป็น วังที่สร้างพร้อมกับกรุงรัตนโกสินทร์ เร ียกว่า “วังถนนหลักเมือง วังที่ ๑” (ภายหลังพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ 32
Krom Phra Rama Isaresra Krom Phra Rama Isaresra or HRH Prince Krom Phra Rama Isaresra was formerly termed Prince Suriya. He was born on the 3rd of November 1789 as son of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great and Chao Chom Manda Pheng Yai (paired with Chao Chom Manda Pheng Lek or Chao Pheng, daughter of King Nandasen of the Sri Sattanakanahut Kingdom, Vientiane). He is a brother of HRH Prince Darakara Krom Muen Srisudeb (founder of the Darakara family). In the reign of King Buddha Loes La Nabhalai, he was ennobled as Krom Muen Rama Isaresra in 1824 (or 1818 according to the Chronicle of the Investiture of the Royalty in the Rattanakosin Kingdom) and designated to manage royal commands and petitions in the royal court. During the rebellion of King Anuwongse of Vientiane in 1826, King Nang Klao ordered three Siamese armies. According to the Chronicle of the Battle of Vientiane, Krom Muen Naresra Yodhi and Krom Muen Seni Boriraksha led the second front army, while HRH Viceroy Mahasakdi Balaseb (Krom Phra Rajawang Bovorn Mahasakdi Balaseb or Viceroy of the Front Palace) commanded the royal army. It was joined by Krom Muen Rama Isaresra (former rank), Krom Muen Debbalabhakdi, and Krom Muen Dibesra Bovorn. On the 25th of May 1832, King Nang Klao invested him with the title Krom Khun Rama Isaresra and assigned him to govern the Civil Service Department at the Front Palace after HRH Viceroy Mahasakdi Balaseb passed away. As reported in the Royal Chronicles of the Rattanakosin Kingdom “...After the Viceroy of the Front Palace had suffered abdominal pains for more than a year… He passed away on Tuesday, the 2nd waxingmoon day of the 6th lunar month phase at 02.00 hrs… The servants in the royal departments then became excited at the prospect that their lords would be promoted as the new Viceroy of the Front Palace. Some prepared medals and clothes in this context. Those who wanted to serve as police officers searched for spears all over the city. Phraya Sri Bibadhana Ratanarajakosa thus suggested that if the king did not renew the position, he should elevate some royal members as Krom Luang or Krom Khun to solve the issue. The king agreed and then elevated Krom Muen Debbalabhakdi, Krom Muen Raksharonnares, and Krom Muen Seni Boriraksha to Krom Luang; and Krom Muen Rama Isaresra, Krom Muen Dej Adisorn, and Krom Muen Bibidh Bhubendra to Krom Khun…” In the reign of King Mongkut, HRH Prince Krom Khun Rama Isaresra (former rank) was assigned to present a silver water vessel for the bathing ceremony at the royal coronation, as he was “a senior royal family member”. At this event, other vessels were presented by: HRH Prince Krom Muen Nujidjinoros (a glass water vessel); HRH Prince Roek (a metal water vessel); HRH Prince Krom Khun Isaresra Rangsan (a golden water vessel); HRH Prince Krom Khun Dej Adisorn (a copper alloy water vessel); and HRH Prince Krom Khun Bibidh Bhubendra (a bronze water vessel). Later, on the 1st of August 1851, King Mongkut ennobled him as Krom Phra Rama Isaresra because “…he has been a senior royal family member since the reign of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great… and should be respected by the royal family...” On this occasion, the king also bestowed the title Krom Luang Bises Srisvasti Sukhavadhanavijaya on Prince Suriyawongse, son of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great and Chao Chom Manda Nuan. Krom Phra Rama Isaresra resided at the palace built at the command of King Buddha Yod Fa Chulalok The Great located on the present-day Lak Mueang Road. It is considered to be a palace associated with the Rattanakosin Kingdom and is called “The First 33
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ระบุว่า พระยาประชาชีพ (ศิลา) หร ือสมเด็จเจ้าฟ้าศิลา พระราชโอรส ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต้นสกุล ศิลานนท์ มีธิดาคนหนึ่ง นามว่า ทับ ได้เป็น หม่อมห้ามในกรมพระรามอิศเรศร์ และมี หม่อมเจ้าหลายพระองค์ด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือหม่อมเจ้าหญิงเป้า ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๙๔ และถึงชีพิตักษัย เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ปรากฏ หลักฐานว่าเกี่ยวพันกับสถานที่ส�าคัญแห่งหนึ่ง ในกรุงรัตนโกสินทร์ คือ หม่อมเจ้าหญิงเป้านี้ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทูลเกล้าฯ ถวายทรัพย์ส่วนพระองค์ อันเป็น “...เงินแลทองรูปพรรณ...” และกราบ บังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรม ราชานุเคราะห์ ให้เจ้าพนักงานก่อสร้างสะพาน เมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้ว กรมสุขาภิบาลจึงด�าเนินการก่อสร้างสะพาน ข้ามคลองวัดชนะสงครามที่ถนนจักรพงษ์ ขนาดความกว้าง ๔ ศอก ๓ วา ความยาว ๒ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ความสูงตั้งแต่ระดับน้�าถึง พื้นสะพาน ๒ ศอก ๙ นิ้ว โดยเป็นสะพาน “...ก่ออิฐพิมพ์ถือสิเมนต์ ใช้พนักแลรอดเหล็ก อย่างมั่นคงแลแขงแรง มีลวดลายพอสมควร...” ให้เป็นสาธารณประโยชน์และโดยเสด็จ พระราชกุศล สิ้ นค่าใช้จ่ายเป็นเงิน ๔,๕๙๕ บาท ๔๒ สตางค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สะพาน รามบุตร ี” (มีความหมายว่า “สะพานที่บุตร ี ของกรมพระรามอิศเรศร์ เป็นผู้สร้าง”) เพื่อเป็น เคร ื่องเชิดชูพระเกียรติคุณ “พระเจ้าไอยกาเธอ กรมพระรามอิศเรศร์” (พระอิสร ิยยศขณะนั้น) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชด�าเนินเป็นประธานในพิธี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอลงกฎกิจปร ีชา (พระองค์เจ้านิลรัตน) ต้นราชสกุล นิลรัตน ซึ่งทรงมีหม่อมเจ้าในกรมพระรามอิศเรศร์ เป็นชายา เสด็จไปประทับร่วมกับทายาท ในราชสกุล สุร ิยกุล จนสิ้นพระชนม์ ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อมีการก่อสร้างกระทรวงยุติธรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาหม่อมเจ้าในราชสกุล สุร ิยกุล ย้ายไปประทับ ณ ที่ดินพระราชทาน เร ียกกันว่า “วังแม้นศร ี” ตรงสะพานด�าหร ือ สะพานแม้นศร ี ซึ่งปัจจุบันคือ แยกแม้นศร ี) ส่วนพระโอรสธิดาในกรมพระราม อิศเรศร์ มีหลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าทับทิม ทรงรับราชการเป็นนายทหารรักษาพระองค์ ในพระบรมมหาราชวัง มีพระธิดา คือ หม่อม ราชวงศ์ประดับ รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยภายหลังออกนามเป็น “เจ้าจอมเถ้าแก่” หมายถึง เจ้าจอมในรัชกาลก่อนที่มิได้มี พระองค์เจ้า ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ มีต�าแหน่งและ อ�านาจดูแลบรรดาหญิงรับใช้ในวัง รองลงมา จากท้าวนาง มักเร ียกคู่กันไปว่า “ท้าวนาง เถ้าแก่” หม่อมเจ้าถมยา มีชายาเป็นหม่อมเจ้า เฉลิม กุญชร พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ (พระองค์เจ้ากุญชร) และมีพระโอรส คือ หม่อมราชวงศ์ไล้ ซึ่งได้รับ ราชการเป็นมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง และเป็นข้าหลวงเดิมของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน “บาญชีล�าดับวงศ์ขุนหลวงตาก” ซึ่งพระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันท์) ผู้เป็น สมาชิกในสกุลคนหนึ่ง เร ียบเร ียงไว้ แล้วมี การคัดลอกกันต่อ ๆ ไปในเชื้อสายของสกุล แล้วได้ส�าเนามายังหอพระสมุดส�าหรับพระนคร เปิดสะพาน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าหญิงเป้าเสด็จไปบนสะพาน “...ตัดแพรแถบที่กั้นสพานให้ขาดออก แลเปิดคลุมนามสะพาน ซึ่งมีอักษรจาฤกว่า สพานรามบุตรี...” ทั้งโปรดเกล้าฯ ให้มี การสวดพระพุทธมนต์ฉลอง เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ในการนี้ มีการเล่นเพลง ฉลองสะพานด้วย ต่อมา เมื่อมีการถมคลองวัดชนะสงคราม และมีการร ื้อถอนสะพานออกเพื่อสร้างถนน จึงน�าชื่อ “รามบุตร ี” ของสะพานเป็นชื่อ “ถนน รามบุตร ี” ถนนขนาดเล็กสายหนึ่งในย่าน บางล�าพู พื้นที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร ที่แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกเชื่อมระหว่าง ถนนสิบสามห้างกับถนนจักรพงษ์ ช่วงที่ ๒ จากถนนจักรพงษ์บร ิเวณข้างวัดชนะสงคราม เลี้ยวไปออกถนนเจ้าฟ้า บร ิเวณเชิงสะพาน สมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรงข้ามโรงละครแห่งชาติ กรมพระรามอิศเรศร์ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๗ พระชันษา ๖๕ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุผ้าขาว วัดสุวรรณาราม เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๘ ทรงเป็นต้นราชสกุล สุร ิยกุล โดยมี หมื่นศร ีสรชิต (หม่อมราชวงศ์เหร ียญ) กรมพระ อัศวราช เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 34
Thanon Lak Mueang Palace”. Later, King Mongkut gave it to HRH Prince Krom Muen Alongkot Kitprija (Prince Nilaratna, founder of the Nilaratna family) and his wife who was daughter of Krom Phra Rama Isaresra to share with the heirs of the Suriyakul family. Later, King Chulalongkorn ordered the construction of the Ministry of Justice in this area. The Suriyakul family was thus asked to move to Maen Si Palace near the Maen Si Bridge (currently Maen Si Intersection). Krom Phra Rama Isaresra had many children. One of them was HSH Prince Thapthim, working as a royal guard in the Grand Palace. Among his daughters was Mom Rajawongse Pradap, who involved in civil service in the Inner Court and became Chao Chom or a minor wife of King Chulalongkorn. She was later called “Chao Chom Thaokae”, which means a minor wife of the former king but did not have children. She was respected as a senior official who looked after female servants in the palace inferior to Thao Nang. Another son was HSH Prince Thomya. His wife named HSH Princess Chaloem Kunjara, daughter of HRH Prince Krom Phra Bidaksha Devesra (HRH Prince Kunjara). They had a son named Mom Rajawongse Lai, working as a royal page in the Grand Palace and a former personal attendant of King Chulalongkorn. The “Genealogy of Khun Luang Tak” was written by Phraya Rajasambharakorn (Luean Suranan), a member of King Taksin The Great’s family. It was submitted to the National Library of Thailand in 1917. It stated that Phraya Prajajip or HRH Prince Sila, son of King Taksin The Great and the founder of the Silanon family, had a daughter named Thap. She was Mom Ham, a plebeian concubine of Krom Phra Rama Isaresra. They had many children including HSH Princess Pao. She was born on the 10th of June 1851 and died on the 9th of February 1920. Evidence shows that she was associated with an important location in the Rattanakosin Kingdom. In the reign of King Chulalongkorn, she donated “…money and gold…” and asked the king to allow the Sanitary Department’s officials “... to construct a cement concrete bridge...” over Wat Chana Songkhram Canal on Chakrabongse Road for public use. The construction cost 4,595.42 baht. After it was completed, the king called it the Rama Buttri Bridge, which means the bridge constructed by Krom Phra Rama Isaresra’s daughter to honor Krom Phra Rama Isaresra. The king presided over the opening ceremony and ordered HSH Princess Pao to “…cut the ribbon to reveal the bridge name…” The king also ordained prayer chanting and music to be played to celebrate the bridge’s inauguration on the 13th of August 1910. Later, the bridge was demolished when Wat Chana Songkhram Canal was filled in to make way for “Rama Buttri Road”. This is a small road in the Bang Lamphu area of Chana Songkhram Subdistrict, Phra Nakhon District. The road is divided into two sections: Section 1 links Sip Sam Hang Road and Chakrabongse Road; Section 2 starts beside Chana Songkhram Temple and turns to Chao Fa Road at the foot of Somdet Phra Pinklao Bridge opposite the National Theater. Krom Phra Rama Isaresra passed away on the 26th of November 1854 at the age of 65. A royal cremation took place at Suwannaram Temple on the 12th of May 1855. He was the founder of the Suriyakul family. The family name was granted by King Vajiravudh at the petition of Muen Sri Sorajit (Mom Rajawongse Rian) of the Department of Royal Horses. 35
กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ หร ือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิพิธโภค ภูเบนทร์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าพนมวัน ประสูติเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๓๗ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาศิลา มีพระภคินีและพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดา เดียวกัน ๕ พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวงศ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ พิทักษเทเวศร์ (พระองค์เจ้ากุญชร) ต้นราชสกุล กุญชร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตร นร ินทรฤทธิ (พระองค์เจ้าทินกร) ต้นราชสกุล ์ ทินกร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า อินทนิล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาเป็น “กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร” และ ได้ทรงก�ากับกรมพระนครบาล นอกจากนี้ ยังพระราชทานวังให้เป็นที่ประทับ เร ียกกัน แต่เดิมว่า “วังหับเผย” ซึ่งมีทั้งหมด ๓ วัง ตั้งเร ียงติดกัน วังที่ ๒ และวังที่ ๓ เป็นของ พระอนุชาอีก ๒ พระองค์ ส่วนวังที่ ๑ พระราชทานกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ จึงเร ียก วังแห่งนี้ว่า “วังที่สวนเจ้าเชษฐฯ” (ปัจจุบัน สะกด สวนเจ้าเชตุ) ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อบร ิเวณวังทั้งหมด เพื่อเป็น ที่ตั้งของกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (ปัจจุบันเป็นที่ท�าการของหน่วยบัญชาการ รักษาดินแดน) และเมื่อมีการตัดถนนผ่าน จึงพระราชทานนาม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึง กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ว่า “ถนนพระพิพิธ” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เลื่อนเป็น “กรมขุนพิพิธภูเบนทร์” ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ ต่อมา เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ยกทัพ เข้ายึดนครราชสีมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพ ตั้งกองบัญชาการอยู่บร ิเวณ วัดแหลม (บางแห่ง เร ียก วัดไทรทอง) แต่ กองทัพเจ้าอนุวงศ์พ่ายแพ้แก่กองทัพสยาม ทุกด้าน ยังไม่ทันบุกเข้ามาถึงพระนคร หลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ กรมขุนพิพิธ ภูเบนทร์ จึงทรงชวนเจ้าพี่เจ้าน้องให้ร่วมกัน บูรณะวัดแหลม ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานนามวัด ว่า “วัดเบญจบพิตร” หมายถึง วัดของเจ้านาย ๕ พระองค์ (ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า วัดเบญจบพิตรนั้นทรุดโทรม จึงถวายที่ดิน เป็นที่ว ิสุงคามสีมา แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระอารามขึ้นใหม่ให้งดงามพร้อมสรรพ แล้วพระราชทานนามให้ใกล้เคียงนามเดิม ว่า “วัดเบญจมบพิตร” มีความหมายว่า วัดที่ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ ๕ ทรงสร้าง) รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ก�ากับกรมพระคชบาล ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ วันที่ ๒๕ สิงหาคม โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระนามเป็น “กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร นเรนทรสุร ิยวงศ อิศวรพงศพรพิพัฒนศักดิ รัตนธ�ารง คุณาลงกฎเกียรติว ิบุลย อดุลยเดช บพิตร” เจ้ากรมเป็น “พระยา” โดยทรง พระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอผู้ใหญ่ ประกอบไปด้วยปรีชารอบรู้ในพระราชกิจจา นุกิจ ควรจะเป็นที่ค�ำนับแห่งพระบรมวงศา นุวงศ...” กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์นัน โปรดดนตร ี ้ ปี่พาทย์และการละครอย่างมาก ในพระนิพนธ์ “ต�านานละคร” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ กล่าวว่า แม้ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยู่หัว ่ ละครของหลวงไม่มี แต่ก็มีละครอย่างละคร ของหลวงของเจ้านายและขุนนาง ใหญ่โตถึง ๑๑ โรง และโรง ๑ คือ โรงของกรมพระพิพิธโภค ภูเบนทร์ ซึ่งว่ากันว่า กระบวนร�าสวยงามดีกว่า โรงอื่น ๆ ทั้งนั้น นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้านาย ที่โปรดไม้ดัดและนับว่าทรงร ิเร ิ่ มไม้ดัด ในสยามประเทศ กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ มีพระโอรสธิดา หลายพระองค์ เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ชิดเชื้อพงศ์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าชิด) แม่กอง ดูแลการก่อสร้างพระที่นัง พลับพลา โรงละคร ่ และห้องเคร ื่อง พระราชวังจันทรเกษม พระนคร ศร ีอยุธยา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าเลียบ ชายาในพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนร ินทรฤทธิ์ เป็นต้น กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๙ พระชันษา ๖๒ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการมหรสพ ๒ วัน ๒ คืน พระราชทานพระโกศทองใหญ่ (เมื่อชักพระศพ) และเสด็จพระราชด�าเนินพระราชทานเพลิง พระศพ ณ พระเมรุผ้าขาว วัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๙ (บางแห่งว่า วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๐) ทรงเป็นต้น ราชสกุล พนมวัน โดยมีขุนจ�าเนียรอักษร (หม่อมหลวงผัด) ผู้ช่วยกรมต�ารวจวัง กระทรวงวัง เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล 36
Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra or HRH Prince Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra was formerly known as Prince Phanomwan. He was born on the 8th of October 1794 as son of King Buddha Loes La Nabhalai and Chao Chom Manda Sila. He had four siblings, namely HRH Princess Wongse, HRH Prince Kunjara (later Krom Phra Bidaksha Devesra, founder of the Kunjara family), HRH Prince Dinakara (later Krom Luang Bhuvanetra Narindrarith, founder of the Dinakara family), and HRH Princess Indanila. In the reign of King Buddha Loes La Nabhalai, he was ennobled as Krom Muen Bibidh Bhubendra to supervise the Metropolitan Affairs Department. Furthermore, the king awarded him one of the three palaces in the Hub Phoei Palace compound. The second and the third palaces belonged to his two younger brothers. Krom Muen Bibidh Bhubendra lived in the first palace. It was called “Thi Suan Chao Chet Palace”. Later, King Vajiravudh ordered the entire area to be bought for construction of the office of the King’s Guard Department (currently Territorial Defense Command). A road constructed in this area was named “Phra Phiphit Road” by the king in remembrance of Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra. In 1832, King Nang Klao ennobled him as Krom Khun Bibidh Bhubendra. Later, when King Anuwongse led an army to seize Nakhon Ratchasima, King Nang Klao appointed him as military commander and to set up the command post near Laem Temple (also known as Sai Thong Temple). However, King Anuwongse’s army was defeated by the Siamese army before reaching the capital. After the battle, Krom Khun Bibidh Bhubendra persuaded his siblings to jointly restore Laem Temple. Later King Mongkut renamed the temple “Benchabophit Temple”, which means “The Temple of the Five Royals”. Later, King Chulalongkorn noticed that the temple had deteriorated. He thus allotted another plot of land on which to build a new beautiful temple and gave it the name “Benchamabophit”, which means “The Temple of the Fifth King”. In the reign of King Mongkut, he was assigned to supervise the Department of Care of Royal Elephants. The director general of the department was titled “Phraya”. Later, on the 25th of August 1851, he was honored as Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra because “…he is capable and proficient in royal duties… and should be respected by the royal family…” Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra was very fond of Pi Phat music (Thai classical music featuring wind and percussion instruments) and dramatic performances. According to “The Legend of Drama” written by HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab, in the reign of King Nang Klao, there were no court drama retainers but 11 classical dance troupes of royals and noblemen. One of them belonged to Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra. Its dance variations were more graceful than the performance of other troupes. In addition, he was also interested in dwarf plants (bonsai) and was regarded as a pioneer of the cultivation of dwarf plants in Siam. Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra had many children such as HH Prince Chidchuabongse (HSH Prince Chid), a chief who supervised the construction of throne halls, pavilions, theaters, and royal kitchens at King Mongkut’s Chandra Kasem Palace in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province; and HSH Princess Liab, wife of HRH Prince Krom Luang Bhuvanetra Narindrarith. Krom Phra Bibidhbhok Bhubendra passed away on the 27th of April 1856 at the age of 62. King Mongkut ordered ceremonies for two days and two nights, granted a large golden urn, and presided over the royal cremation at Arun Ratchawararam Temple on the 8th of March 1857. He was the founder of the Phanomwan family. The family name was granted by King Vajiravudh at the petition of Khun Chamnien Aksorn (Mom Luang Phat), assistant head of the Royal Police Department, the Royal Household Ministry. 37
กรมพระพิทักษเทเวศร์ กรมพระพิทักษเทเวศร์ หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากุญชร ประสูติ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๔๑ เป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาศิลา ครันทรงเจร ิญพระชันษาต้องออกวัง ้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาให้สร้างวังที่เร ียกกันว่า “วังหับเผย” ซึ่งมีทั้งหมด ๓ วัง ตั้งเร ียงติดกัน พระราชทานพระราชโอรสที่ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาศิลา โดยวังที่ ๒ เป็นของ พระองค์เจ้ากุญชร อย่างไรก็ตาม เมื่อถึง พ.ศ. ๒๓๗๔ เกิดเหตุเพลิงไหม้ “วังสนามชัย” ที่ประทับของพระองค์เจ้ากล้วยไม้ กรมหมื่น สุนทรธิบดี ตรงข้ามวังหับเผย พระองค์เจ้า กล้วยไม้สิ้นพระชนม์ในกองเพลิงพร้อมกับ หม่อมเจ้าชายหนูค�า พระโอรส และบร ิวาร ทั้งไฟยังไหม้ลามไปตลอดถึงต�าบลบ้านหม้อ ท�าให้เกิดเป็นที่ว่าง พระองค์เจ้ากุญชร จึงกราบ บังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต สร้างวัง ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามว่า “วังบ้านหม้อ” เป็นที่ประทับกระทั่งสิ้นพระชนม์ พระโอรส พระองค์ใหญ่ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า สิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า์ สิงหนาท) ประทับต่อมา กระทั่งสิ้นพระชนม์ ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์ว ิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) พระโอรสใน พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ จึงปกครอง์ สืบมา จนปัจจุบันวังบ้านหม้อยังคงเป็นที่พ�านัก ของทายาทในราชสกุล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระองค์เจ้ากุญชร เป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิทักษเทเวศร์” โปรดให้ว่ากรมม้า และกรมมหรสพ กระทั่งถึงรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ นเรศรราชรว ิวงศ อิศวรพงศพิพัฒนศักดิ อุดมอรรควรยศ วงศประนตนาถนเรนทร์ พาหเนนทรบพิตร” และโปรดเกล้าฯ ให้ก�ากับกรมพระคชบาล เพิ่ มอีกกรมหนึ่ง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว กรมพระพิทักษเทเวศร์ มีพระศรัทธา ปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งหนึ่ง นามว่า “วัด สมอแครง” พร้อมโปรดให้สร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ เมื่อแล้วเสร็จ ยังน้อมเกล้าฯ ถวาย เป็นพระอารามหลวง ซึ่งได้รับพระราชทาน นามว่า “วัดเทวราชกุญชร” ตามพระนามผู้ทรง ปฏิสังขรณ์ กรมพระพิทักษเทเวศร์ สิ้นพระชนม์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๖ พระชันษา ๖๕ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๖ ทรงเป็นต้นราชสกุล กุญชร โดยมีเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์ว ิวัฒน์ (หม่อม ราชวงศ์หลาน) เป็นผู้ขอรับพระราชทาน นามสกุล Krom Phra Bidaksha Devesra Krom Phra Bidaksha Devesra or HRH Prince Krom Phra Bidaksha Devesra was formerly known as Prince Kunjara. He was born on the 18th of April 1798 as son of King Buddha Loes La Nabhalai and Chao Chom Manda Sila. When he grew up, King Buddha Loes La Nabhalai ordered the construction of the Hub Phoei Palace, consisting of three adjacent palaces. The second palace owned by Prince Kunjara. However, in 1831 a fire occurred at “Sanam Chai Palace” owned by HRH Prince Kluaimai Krom Muen Sundorndhibodi opposite to the Hub Phoei Palace. The fire killed Krom Muen Sundorndhibodi, his son Prince Nu Kham, and the servants. The fire spread to Ban Mo Subdistrict, creating an empty area. HRH Prince Kunjara thus asked the king to permit the construction of a new palace called “Ban Mo Palace” to serve as his residence. After he died, his first son HH Prince Sinhanad Rajdurongrith (formerly known as HSH Prince Sinhanad) resided in this palace until his death in 1880. Subsequently, Chao Phraya Deves Wongsevivadhana (Mom Rajawongse Lan Kunjara), son of HH Prince Sinhanad Rajdurongrith, took possession of the palace. Currently, it is the residence of the heirs of the Kunjara family. 38
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) Chao Phraya Deves Wongsevivadhana (Mom Rajawongse Lan Kunjara) In the reign of King Nang Klao, Prince Kunjara was promoted as HRH Prince Krom Muen Bidaksha Devesra and appointed to govern the Department of Horses and the Entertainment Department until the reign of King Mongkut. On the 25th of August 1851, he was elevated as Krom Phra Bidaksha Devesra to additionally supervise the Department of Care of Royal Elephants. In the reign of King Mongkut, Krom Phra Bidaksha Devesra restored Samo Khraeng Temple and constructed a new ordination hall. After completion, it was designated as a royal temple and renamed as “Thewarat Kunchorn Temple” after its patron’s name. Krom Phra Bidaksha Devesra passed away on the 16th of April 1863 in the reign of King Mongkut at the age of 65. A royal cremation ceremony took place at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 24th of June 1863. He was the founder of the Kunjara family. The family name was granted by King Vajiravudh at the petition of Chao Phraya Deves Wongsevivadhana (Mom Rajawongse Lan).
กรมพระสุดารัตนราชประยูร กรมพระสุดารัตนราชประยูร หร ือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา สุดารัตนราชประยูร มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าลม่อม หร ือที่ชาววังออกพระนาม อย่างล�าลองว่า “ทูลกระหม่อมปราสาท” เมื่อทรงย้ายมาประทับ ณ พระที่นังพิมานรัตยา่ ในหมู่พระที่นังดุสิตมหาปราสาท เป็นพระราชธิดา่ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์ พระสนมเอก เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๖๑ และเป็น พระขนิษฐาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกับสมเด็จ พระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่น มาตยาพิทักษ์ (พระนามเดิม พระองค์เจ้า ศิร ิวงศ์) ต้นราชสกุล ศิร ิวงศ์ ซึ่งเป็นพระบิดา ของสมเด็จพระเทพศิร ินทรา บรมราชินี สมเด็จ พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า้ เจ้าอยู่หัวด�า รงพระยศสมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ มีพระชนมายุ ๘ พรรษา สมเด็จพระเทพศิร ินทรา บรมราชินี สวรรคต เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๔ พระองค์เจ้าลม่อม จึงทรงรับอภิบาล พร้อมด้วย พระขนิษฐาและพระอนุชา ได้แก่ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี กรมหลวงว ิสุทธิกษัตร ีย์ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และสมเด็จพระราช ปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร HRH Princess Krom Phraya Sudaratana Rajprayura
ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว จึงทรงเคารพพระองค์เจ้าลม่อม และทรงยกย่องเสมอสมเด็จพระบรมราชชนนี ในปีที่ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชา ภิเษก พ.ศ. ๒๔๑๑ จึงทรงสถาปนาพระองค์เจ้า ลม่อม เป็น “พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมพระ สุดารัตนราชประยูร” โดยทรงพระราช ด�าร ิว่า “...ได้ทรงอภิบาลอุปถัมภ์บ�ำรุงบริรักษ์ ...ให้ด�ำรงด้วยสุขสวัสดิ์นานานุปการ ดังหนึ่ง สมเด็จพระราชชนนี ตั้งแต่พระเยาว์มา... สมควรเป็นที่เคารพนับถือทั่วไปในพระราช วงศานุวงศ์ทั้งปวง...” ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระบรมมไหยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร” กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ประชวรด้วยพระโรคชรา สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระศพประดิษฐาน บนแว่นฟ้า ๓ ชัน ประกอบพระโกศทองใหญ่ ้ ประดับเฟื่องและพุ่มข้าวบิณฑ์ ภายใต้เบญจปฎล เศวตฉัตร ๕ ชัน ณ พระที่นั ้งดุสิตมหาปราสาท่ ต่อมา วันที่ ๒๔ สิงหาคม ศกนัน ทรงพระ้ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเกียรติยศ โดยพระราชทานสัปตปฎลเศวตฉัตร ๗ ชัน ้ และให้ใช้ค�าว่า “เสด็จสวรรคต” พระราชทาน เพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๓ ครันถึง้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว มีการเฉลิมพระนามว่า “สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตน ราชประยูร” Krom Phra Sudaratana Rajprayura Krom Phra Sudaratana Rajprayura or HRH Princess Krom Phraya Sudaratana Rajprayura was formerly known as Princess Lamom. She was known as “Thun Kramom Prasad” when she moved to the Phiman Rattaya Residential Hall in the compound of the Dusit Maha Prasad Throne Hall. She was born on the 8th of December 1818 as daughter of King Nang Klao and Chao Chom Manda Sap and younger sister of Krom Muen Matyabidaksha (HRH Prince Siriwongse, founder of the Siriwongse family). He was the father of Queen Debsirindra, the mother of King Chulalongkorn. Queen Debsirindra passed away on the 9th of September 1861, when King Chulalongkorn was still HRH Prince Chulalongkorn at the age of 8. HRH Princess Lamom thus took care of the princeling, including his three siblings, namely HRH Princess Chandramandala Sobhonbhagavati (later Krom Luang Visuddhi Kashatriya), HRH Prince Chaturanta Rasmi (later Krom Phra Chakrabardibongse), and HRH Prince Bhanurangsi Savangwongse (later Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej). For this reason, King Chulalongkorn respected her as his own mother. In the year of his coronation in 1868, he ennobled her as Krom Phra Sudaratana Rajprayura and stated that “…she has raised and supported me to live happily like my own mother since I was young… and should be widely respected by the royal family…” Later in 1873, he elevated her as Krom Somdet Phra Sudaratana Rajprayura. Krom Somdet Phra Sudaratana Rajprayura died of old age on the 17th of August 1896. Her body was placed in a golden royal urn on the three-tiered pedestal topped with the five-tiered umbrella. The royal merit-making ceremony took place at the Dusit Maha Prasad Throne Hall. Later on the 24th of August of that year, the king granted the seven-tiered umbrella to raise her to the same position as The Queen Mother. A royal cremation ceremony was held at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 1st of February 1900. In the reign of King Vajiravudh, she was exalted as Krom Phraya Sudaratana Rajprayura. 41
กรมพระบ�าราบปรปักษ์ กรมพระบ�าราบปรปักษ์หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบ�าราบปรปักษ์ พระนามเดิม เจ้าฟ้ากลาง ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๓๖๒ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เป็นพระโสทรอนุชาในสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ ต้นราชสกุล อาภรณกุล และเป็นพระโสทรเชษฐาของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าปิ๋ว ขณะทรงพระเยาว์ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระราชชนนี ทรงฝากเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว ให้ทรงศึกษากับพระสุนทรโวหาร (ภู่) ซึ่งขณะนัน้ บวชเป็นภิกษุ จนเมื่อทรงเจร ิญพระชันษา จึงทรงศึกษาว ิชาคชกรรมศาสตร์จากพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ว ิชา อักษรศาสตร์จากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร และว ิชาดาราศาสตร์ จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงพระผนวชเป็นพระวชิรญาณ ภิกขุ หลังจากนั้น ทรงรับราชการในกรมวัง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับราชการ ในกรมวัง ดูแลภายในพระบรมมหาราชวัง และพิจารณาตัดสินคดีความ ทั้งทรงก�ากับ กรมพระคชบาล กรมโหร กรมพราหมณ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบ�ำราบปรปักษ์ ถ่ายโดยจอห์น ทอมสัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ HRH Prince Krom Phraya Bamrap Parapaksha, (photo taken by John Thomsan in 1866)
กรมภูษามาลา และกรมสังฆการ ีธรรมการ กระทั่ง ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามตามที่จาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา อิศวราธิราชรว ิวงศ์ บรมพงศ์ ปฏิพัทธ์ บุรุษรัตนวโรภโตสุชาติ บร ิษัทยนาถ นร ินทราธิบดี” และทรงได้รับการสถาปนา เป็น “กรมหมื่นปราบปรปักษ์” ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ หลังจากทรงบังคับบัญชากรมภูษา มาลาและคลังว ิเศษ คลังข้างใน เป็นที่ไว้วาง พระราชหฤทัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมผู้ใหญ่ ที่ “กรมขุน บ�าราบปรปักษ์” เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ในพระบรมราช ตระกูลนี้ กอปด้วยพระสติปัญญาวิริยอุสาห ในราชกิจใหญ่น้อย...ทรงพระปรีชารอบรู้ ในอุดมวิชชาคชกรรมศาสตร โหรกลาศาสตร และปฏิภาณในการแต่งกาพย์กลอนค�ำโคลง ค�ำฉันท์และแบบบรรพต�ำหรับราชกิจศุภการ ต่าง ๆ...มีพระอัธยาศรัยซื่อตรงด�ำรงใน ยุตติธรรมสัตย์สุจริตเรียบร้อยมา สมควร จะเป็นพระบรมวงศ์ด�ำรงที่ต่างกรมผู้ใหญ่... เป็นที่ค�ำนับแก่พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวงได้ ...” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหา มาลา กรมพระบ�าราบปรปักษ์ มหิศวรศักดิ สุนทรรว ิวงศ บรมพงศบร ิพัตรว ิวัฒน ยโสดม สรรพศิลปาคมอุดมกิจ พิฆเนศ วรประสิทธิคชกรรมศาสตร โหรกลานุวาท กาพยปฏิภาณ สฤษฏิสรรพศุภการสกล รัษฎาธิกิจปร ีชาวตโยฬาร์ ยุติธรรมา ทวาธยาศรัย ไตรศร ีรัตนธาดา มหันตเดชา นุภาพบพิตร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ Krom Phra Bamrap Parapaksha Krom Phra Bamrap Parapakshaor HRH Prince Mahamala Krom Phraya Bamrap Parapaksha was formerly known as Prince Klang. He was born on the 24th of April 1819 as son of King Buddha Loes La Nabhalai and HRH Princess Kundala Dibyavadi. He was brother of HRH Prince Abhorn (founder of the Abharanakul family) and HRH Prince Piw. When he was young, HRH Princess Kundala Dibyavadi let Prince Klang and Prince Piw to study with Phra Sundorn Voharn (Phu) (ordained as a monk in that period). When he grew up, he learned the science of elephant care with HRH Prince Krom Luang Debbalabhakdi, liberal arts with HRH Prince Krom Phraya Dejadisorn, and astronomy with King Mongkut (ordained as a monk in that period). After graduation, Prince Klang worked in the Royal Household Department during the reign of King Nang Klao. In the reign of King Mongkut, he continued activities that covered palace supervision and judgement. He was also in charge of the Department of Care of Royal Elephants, Department of Astrologers, Department of Brahmans, Department of Phra Phusa Mala (pages), and Department of Sangkhakari Thammakarn (patriarchs). Until 1851, he was acknowledged as HRH Prince Mahamala and Krom Muen Prap Parapaksha. After governing the departments of Phra Phusa Mala (pages) and the Privy Purse, he was elevated as Krom Khun Bamrap Parapaksha as a senior lord of department in 1867. King Chulalongkorn described him as “…a senior royal family member with intelligence and much diligence in his work… He is also proficient in elephant care, astronomy, and poetry... has honesty and sense of justice… He should be respected by officials and the royal family…” He was thus elevated as Krom Phra Bamrap Parapaksha in 1874. In the early reign of King Chulalongkorn, a meeting of royalty and senior officials agreed to appoint him as a regent in the Court together with Krom Somdet Phra Sudaratana Rajprayura as a regent in the Inner Court. Krom Phra Bamrap Parapaksha also took charge of the treasury. Later, he was appointed chief minister in the Department of Interior to govern all general civil works. In 1885 he became the oldest in the royal family and, as such, was honored with the title of Krom Somdet Phra Bamrap Parapaksha and land ownership of 60,000 rai. 43
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชด�าเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศา นุวงศ์สรงน้�าพระศพ แล้วทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพ ลงพระลอง ตั้งบนแว่นฟ้า ประกอบพระโกศ กุดั่นใหญ่ เคร ื่องสูง ๙ คัน ชุมสาย ๔ คัน พระพิธีธรรม ๘ รูป สวดพระอภิธรรมทังกลางวัน้ กลางคืน พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๐ ทรงเป็นต้นราชสกุล มาลากุล โดยมีพระยาว ิสุทธสุร ิยศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ เปีย) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (ต่อมา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น เจ้าพระยา พระเสด็จสุเรนทราธิบดี) กับพระยาอนุรักษ์ ราชมณเฑียร (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม) เสนาบดี กระทรวงวัง (ต่อมา ได้รับพระกรุณาพระราชทาน บรรดาศักดิเป็น เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี) ์ เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล กรมพระยาบ�าราบปรปักษ์ มีพระโอรส ธิดาหลายพระองค์ เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า อลังการ) องคมนตร ี ปลัดทูลฉลองกระทรวง พระคลัง และข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล ปราจีนบุร ี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ให้ก�าเนิดวงการ ภาพยนตร์ไทย โดยจัดให้มีการละเล่น “ซีนีมา โตแครฟ” จากประเทศฝรังเศส ณ โรงละคร ่ หม่อมเจ้าอลังการ ข้างประตูสามยอด ถือเป็น ครังแรกที่มีการจัดการฉายในประเทศไทย ้ และเป็นว ิวัฒนาการใหม่ในโลกขณะนั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า ขจร) ผู้บัญชาการกรมทหารเร ือ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๔๑ (บิดาของเจ้าพระยา พระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนาร ีกิจว ิจารณ์ (เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์ แป้ม มาลากุล ในรัชกาลที่ ๕) ผู้บัญชาการแผนก รักษาพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีหน้าที่ รักษากุญแจห้องเก็บพระราชทรัพย์ในสมเด็จ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศร ี พระบรมราชินีนาถ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ ปุ้ม มาลากุล) อดีตเสนาบดีกระทรวงวัง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว และพระยาชาติเดชอุดม (หม่อม ราชวงศ์โป๊ะ มาลากุล) เลขาธิการพระราชวัง (พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๙๐) ทั้งนี้ เมื่อต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประชุมพระบรม วงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกัน สมมติให้ทรงเป็นผู้ส�าเร็จราชการในพระราช ส�านักฝ่ายหน้า คู่กับกรมสมเด็จพระสุดารัตน ราชประยูร ที่ว่าราชการในพระราชส�านักฝ่ายใน อีกทั้งยังทรงก�ากับราชการพระคลัง ต่อมา ทรงด�ารงต�าแหน่งอัครมหาเสนาธิบดีส�าเร็จ ราชการในกรมมหาดไทย เป็นประธานใน ราชการแผ่นดินทัวไปทุกสิ ่ ่ ง และใน พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงเจร ิญพระชนมายุเป็นประธานของพระบรม วงศานุวงศ์ จึงทรงได้รับการสถาปนาเลื่อน พระเกียรติยศเป็น “กรมสมเด็จพระบ�าราบ ปรปักษ” ทรงศักดินา ๖๐๐๐๐ เป็นกรณีพิเศษ ยิงกว่าพระบรมราชวงศ์พระองค์ใด ่ นอกจากกรมพระยาบ�าราบปรปักษ์ จะทรงปฏิบัติหน้าที่ส�าคัญต่างพระเนตร พระกรรณสมกับที่ทรงได้รับความไว้วาง พระราชหฤทัยแล้ว ยังทรงพระปร ีชาสามารถ ในศาสตร์แขนงอื่น โดยเฉพาะกว ีนิพนธ์ ดังปรากฏบทสรรเสร ิญในประกาศสถาปนา พระอิสร ิยยศ “กรมพระ” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ บทพระนิพนธ์ที่ส�าคัญ เช่น โคลงบรรยายภาพ รามเกียรติ์ที่พระระเบียงวัดพระศร ีรัตน ศาสดาราม ห้องที่ ๗๔ ๗๕ และ ๗๖ โคลง สุภาษิตเตือนใจให้ระมัดระวังในการครองตน หร ือโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส อันเป็น หลักฐานส�าคัญเกี่ยวกับราชประเพณีและ สภาพสั งคมในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครันถึง พ.ศ. ๒๔๒๙ กรมพระยาบ�้าราบ ปรปักษ์ ทรงพระประชวร กระทั่งสิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พระชันษา ๖๘ ปี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ พระโอรสในกรมพระยาบ�ำราบปรปักษ์ HH Prince Alangkarn, his son 44
Apart from conducting important tasks, he had other special skills, specifically in poetry as evidenced in an encomium for the announcement of his new title Krom Phra in 1874. His literary works included the poem narrating the Ramayana on the murals at the Temple of the Emerald Buddha, and the poem that taught people how to behave carefully. He also provided elucidation about royal ceremonies and social conditions during the reigns of King Mongkut and King Chulalongkorn. Krom Phraya Bamrap Parapaksha became ill and died on the 1 st of September 1886 at the age of 68. King Chulalongkorn proceeded with the royal family to bathe the body for funeral rites. His honorific urn was enshrined on the pedestal with accompanying ornaments. Eight monks were invited to pray day and night. The royal cremation ceremony took place at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 28th of April 1887. He was the founder of the Malakul family. The family name was royally granted at the petition of Chao Phraya Phra Sadet Surendra Dhibodi (Mom Rajawongse Pia), Minister of Public Instruction, and Chao Phraya Dharmadikarana Dhibodi (Mom Rajawongse Pum), Minister of the Royal Household. Krom Phraya Bamrap Parapaksha had many children. For example, HH Prince Alangkarn (formerly HSH Prince Alangkarn), a privy councilor, Permanent Secretary for Finance, and governor of Prachin Buri during the reign of King Chulalongkorn. He was also the instigator of the Thai film industry through his arrangement of a cinematograph from Paris, France at his theater next to the Sam Yot City Gate. It was the first filming to be conducted in Siam and a significant event in the evolution of global cinematic history. HH Prince Krom Muen Prap Parapaksha (formerly known as HSH Prince Khachorn). He was a commander of the Navy Department (1890-1898) and father of Chao Phraya Phra Sadet Surendra Dhibodi (Mom Rajawongse Pia Malakul) Thao Vorakhananan (Chao Chom Mom Rajawongse Pam Malakul, consort of King Chulalongkorn), a keeper of the royal property who retained the keys to the vast royal treasures for Queen Saovabha Phongsri. Chao Phraya Dharmadikarana Dhibodi (Mom Rajawongse Pum Malakul), Minister of the Royal Household in the reigns of King Chulalongkorn and King Vajiravudh. Phraya Chatidej Udom (Mom Rajawongse Po Malakul), Secretary General of the Royal Household (1935-1947). พระยาชาติเดชอุดม (หม่อมราชวงศ์โป๊ะ มาลากุล) และคุณหญิงบัญญัติ (สกุลเดิม บุนนาค) Phraya Chatidej Udom (Mom Rajawongse Po Malakul) and Khunying Banyat (née Banyat Bunnag) เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) Chao Phraya Phra Sadet Surendra Dhibodi (Mom Rajawongse Pia Malakul) 45
กรมพระปวเรศวร ิยาลงกรณ์ หร ือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา ปวเรศวร ิยาลงกรณ์เป็นพระโอรสในสมเด็จ พระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กับเจ้าจอม มารดาน้อยหร ือน้อยเล็ก (คู่กับเจ้าจอมมารดา น้อยใหญ่ เจ้าจอมมารดาในพระองค์เจ้า ทับทิม) ประสูติเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ เนื่องจากวันที่ประสูติเป็นวันเร ิ่ ม สวดมนต์ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงได้รับพระราชทานนามว่า พระองค์เจ้า ฤกษ์ มีพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน ๒ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าสาททิพากร และ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ (พระองค์เจ้ายุคันธร) ต้นราชสกุล ยุคันธร หลังพระบิดาสวรรคต ใน พ.ศ. ๒๓๖๐ เสด็จไปประทับในพระบรมมหาราชวัง กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี เป็นบางคราว เพราะเจ้าจอม มารดาของพระองค์เคยเป็นข้าหลวงของ เจ้าฟ้าพระองค์นี้ ต่อมา กรมหลวงเทพยวดี ทรงน�าพระองค์ไปฝากกับพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงพระผนวช จึงทรงคุ้นเคยกันมานับแต่บัดนั้น ครันพระชันษา ๑๓ ปี ใน พ.ศ. ๒๓๖๕ ้ ทรงผนวชเป็นสามเณร ณ วัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์ แล้วทรงศึกษาภาษาบาลีตามคัมภีร์ มูลกัจจายน์จนช�านาญ แต่ทรงผนวชได้ กรมพระปวเรศวร ิยาลงกรณ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงฉายหน้าพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร The Supreme Patriarch Prince Krom Phraya Pavares Variyalongkorn (photo taken in front of the ordination hall of Bowonniwet Vihara Temple)
๔ พรรษา ก็ประชวรด้วยพระโรคทรพิษ จึงทรงลาผนวชมารักษาพระองค์จนหาย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ โปรดให้ผนวชเป็นสามเณรอีกครัง ณ พระราชวัง้ บวรสถานมงคล พ.ศ. ๒๓๗๒ เมื่อมีพระชันษาครบ ๒๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงผนวช จากนั้นทรงศึกษาพระปร ิยัติธรรมในส�านัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงเป็นพระภิกษุ กระทั่งทรงได้รับ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงด�ารงสมณศักดิ์ เสมอพระราชาคณะ ชันสามัญ ตราบถึง พ.ศ. ้ ๒๓๗๙ ทรงย้ายไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศ ว ิหาร ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่า “พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น บวรรังษีสุร ิยพันธุ์” ต�าแหน่งเจ้าคณะใหญ่ คณะธรรมยุตพระองค์แรก ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ ปวเรศวร ิยาลงกรณ์ บวรรังษีสุร ิยพันธุ์ ปิยพรหมจรรย์ธรรมวรยุต ปฏิบัติติสุทธิ คณะนายก พุทธสาสนดิลกปวรัยบรรพชิต สรรพธรรมิกกิจโกศล สุว ิมลปร ีชาปัญญา อรรคอนาคาร ิยรัตโนดม พุทธวราคมโหรกลา กุสโลภาส ปรมินทรมหาราชหิโตปัธยาจารย์ มโหฬารเมตยาภิธยาศรัย พุทธาทิศร ีรัตนตรัย คุณารักษ์ อุกฤษฐศักดิ์สกลสังฆปาโมกษ ประธานาธิบดินทร์ มหาสมณคณินทรวโรดม บรมบพิตร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ ด้วยทรง Krom Phra Pavares Variyalongkorn Krom Phra Pavares Variyalongkorn or The Supreme Patriarch Prince Krom Phraya Pavares Variyalongkorn was born on the 14th of September 1809 as son of HRH Viceroy Maha Senanuraksha and Chao Chom Manda Noi (Noi Lek) (in the same vein as Chao Chom Manda Noi Yai, consort of HH Prince Thapthim). He was also known as Prince Roek, as he was born on the first day of praying on the occasion of the royal coronation of King Buddha Loes La Nabhalai. He has two brothers, namely HH Prince Sadadibakara and HRH Prince Krom Muen Anantakararidhi (HH Prince Yugandhara, founder of the Yugandhara family). After his father passed away in 1817, he occasionally lived with HRH Princess Prabaivadi Krom Luang Debyavadi at the Grand Palace, as his mother had been her attendant. Later, Krom Luang Debyavadi left him under the care of King Mongkut during his monkhood, so he became acquainted with him. At the age of 13 in 1822, he was ordained as a novice at Mahathat Yuwaraj Rangsarit Temple and during this period he studied Pali until he became proficient in the Mulakacayana scriptures. After four years at the temple he fell sick with smallpox and thus left the monkhood to receive treatment. HRH Viceroy Mahasakdi Balaseb later asked him to reordain as a novice at the Front Palace. In 1829, at the age of 20, he was ordained as a monk at the behest of King Nang Klao and studied Pariyattidhamma in the same school where King Mongkut had studied during his monkhood. At that time he was ranked as the Royal Chapter (Phra Racha Khana), Ordinary Class. In 1836, he moved to Bowonniwet Vihara Temple. Later in 1851, King Mongkut entitled him as HRH Prince Krom พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ HRH Prince Krom Muen Anantakararidhi 47
พระราชด�าร ิว่า “...มีสมาจารสมณมารยาท เรียบร้อย สมควรจะเป็นครุสักการสถาน ที่เคารพนับถือแห่งพระบรมราชตระกูลทั่วไป และทรงพระปรีชาฉลาดรอบรู้ในพระคัมภีร์ พุทธศาสน์ และเพทางคศาสตร สมควรเป็น สงฆบรินายกมหาประธานาธิบดี...” การเลื่อนพระอิสร ิยยศครั้งนี้ แม้ว่า จะไม่ทรงรับถวายมหาสมณุตมาภิเษกในที่ สมเด็จพระสังฆราช แต่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถวายพระเกียรติยศ ในทางสมณศักดิ์ สูงสุด เท่ากับทรงเป็นสมเด็จ พระสังฆราช และมิได้ทรงสถาปนาพระเถระ รูปอื่นใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นระยะ เวลาถึง ๒๓ ปี ตราบถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า กรมพระปวเรศวร ิยาลงกรณ์ ทรงเจร ิญ พระชนมายุยืนยาว ไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์ พระองค์ใดในพระบรมราชจักร ีวงศ์ ที่ล่วงลับ ไปแล้วหร ือยังทรงพระชนมชีพ ณ เวลานั้น ที่จะมีพระชนมายุเทียมถึง ทั้งยังทรงเป็น ที่นับถือทัวไปในฝ่ายคฤหัสถ์และฝ่ายบรรพชิต ่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการ พระราชพิธีมหาสมณุตมาภิเษกและเลื่อน พระอิสร ิยยศเป็น “กรมสมเด็จพระปวเรศ วร ิยาลงกรณ์” ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิให้เปลี่ยนค�าน�า พระนามของพระบรมวงศ์ซึ่งทรงด�ารง สมณศักดิ์ เป็นพระประมุขแห่งสังฆมณฑลว่า “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนค�าน�าพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศ วร ิยาลงกรณ์” กรมพระยาปวเรศวร ิยาลงกรณ์ ประชวร ด้วยพระโรคต้อกระจกจนท�าให้พระเนตรบอด ต่อมา ประชวรด้วยพระโรคชรา ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ท�าให้พระบังคนหนัก ไม่ได้ และรู้สึกหนาวพระวรกาย ถึงวันที่ ๑๗ ทรงพระอาเจียน เสวยไม่ค่อยได้ บรรทมไม่หลับ พระอาการทรุดลง กระทังสิ่ ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕ พระชันษา ๘๓ ปี ทรงผนวชเป็นพระภิกษุได้ ๖๔ พรรษา พระศพ ประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ (และพระโกศ ทองใหญ่ เมื่อชักพระศพ) ประดิษฐาน ณ พระต�าหนัก วัดบวรนิเวศว ิหาร นานถึง ๘ ปี จึงพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๓ อนึ่ง ในการพระเมรุกรมพระยาปวเรศ วร ิยาลงกรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี การสมโภชพระพุทธสิหิงค์เป็นพุทธบูชา พร้อมกับทรงบ�าเพ็ญพระราชกุศลสดับปกรณ์ พระบรมอัฐิ ทรงพระราชอุทิศถวายกรมพระราชวัง บวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาให้ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการตั้งเคร ื่อง โต๊ะบูชาอย่างจีน เพื่อเป็นการสักการบูชา อีกด้วย กรมพระยาปวเรศวร ิยาลงกรณ์ นอกจาก ทรงแตกฉานภาษาบาลี ดังที่พรรณนาไว้ใน ประกาศเลื่อนพระอิสร ิยยศเป็น “กรมพระ” แล้ว ยังสนพระทัยศาสตร์แขนงต่าง ๆ ดังปรากฏ บทพระนิพนธ์ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ และว ิทยาศาสตร์ เช่น ค�าอ่านจาร ึก วัดศร ีชุมที่เป็นอักษรขอม เร ื่องพระปฐมเจดีย์ ลิลิตพงศาวดารเหนือ เทศนาพระราชประวัติ จดหมายเหตุพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ โคลงเร ื่องดาวตก หร ือจดหมายเหตุบัญชี น้�าฝน ซึ่งทรงบันทึกจ�านวนฝนตกเป็นรายวัน ติดต่อกันเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๘๙ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๓ เพื่อเป็นการเก็บสถิติน้�าฝน ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสนพระทัย ด้านสถาปัตยกรรม และขณะด�ารงพระยศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุร ิยพันธุ์ ยังได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ร่วมกับพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหว ิกรม ออกแบบ พระปฐมเจดีย์องค์ปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ 48