Thai Red Cross Society, and former director of Siriraj Hospital; HRH Princess Vallabha Devi (formerly HSH Princess Varnavimol), ex-fiancee of King Vajiravudh; HSH Prince Nityakorn, former member of the House of Representatives from Phra Nakhon Si Ayutthaya Province for two terms; HRH Princess Laksmi Lavan (formerly HSH Princess Varnabimol), consort of King Vajiravudh; HSH Prince Vodhyakorn, an architect who pioneered the configuration of Thai identity into the design of modern buildings; and HSH Princess Banchoed Varnavarang. พระนางเธอ ลักษมีลาวัณ HRH Princess Laksmi Lavan
กรมพระสวัสดิวัดนว ิศิษฎ์ กรมพระสวัสดิวัดนว ิศิษฎ์ หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดน ว ิศิษฎ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็ จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศร ีพัชร ินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ ยม สกุลเดิม สุจร ิตกุล) พระสนมเอก หลังจากทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้น ในพระบรมมหาราชวัง ทั้งว ิชาภาษาไทย ภาษา อังกฤษ รวมทั้งว ิชาค�านวณ และว ิชาอื่น ๆ เหมือนอย่างพระราชวงศ์ฝ่ายหน้าในสมัยนั้น แล้วทรงผนวชเป็นสามเณรกระทังทรงลาสิกขา ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ โดยทรงศึกษาว ิชากฎหมาย ที่ว ิทยาลัยแบเลียล มหาว ิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งระหว่างที่ทรงศึกษา ทรงได้รับยกย่องว่าเป็น ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษ ดีมาก มีผู้กล่าวว่าตรัสได้ชัดเจนเหมือนฝรัง ่ ทั้งทรงสันทัดภาษาอังกฤษและกฎหมาย มากเป็นพิเศษ เมื่อเสด็จกลับถึงประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ทรงผนวชเป็นนาคหลวง ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ระหว่างที่ประทับจ�าพรรษา ณ วัดราชาธิวาส ทรงขยันหมั่นเพียรศึกษาพระปร ิยัติธรรม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ HRH Prince Krom Phra Svastivatanavisishta
และยังทรงเคร่งครัดในพระว ินัยอย่างยิ่ง ทรงสามารถท่องจ�าและทรงแปลปาติโมกข์ ได้อย่างแคล่วคล่อง เมื่อครบพรรษาแล้ว ทรงลาผนวช และทรงเข้ารับราชการเป็น “คอมมิตตี” หร ือกรรมการบังคับราชการ ในกรมพระนครบาล มีอ�านาจอย่างเสนาบดี ทั้งทรงเป็นตุลากรของศาลกรมพระนครบาล ซึ่งระหว่างที่ทรงปฏิบัติหน้าที่ ทรงพิจารณา พิพากษาคดีเป็นที่พอใจแก่คู่ความเป็นอันมาก ด้วยทรงพิพากษาคดีความอย่างละเอียด รอบคอบ แล้วจึงทรงตัดสินชี้ขาดหร ือแสดง ความคิดเห็นออกไป จึงเป็นเหตุให้ข้อว ินิจฉัย ในค�าพิพากษาหร ือค�าตัดสินของพระองค์ ได้รับความเคารพและนับถือกันทัวไป โดยเฉพาะ ่ คดีอาญาแล้ว ทรงยึดสุภาษิตละตินเสมอว่า “In criminalibus probationes debent esse luce clariores.” ซึ่งแปลว่า“ในคดีอาญา ข้อพิสูจน์ควรแจ่มใสยิ่งกว่าแสงสว่าง” โดยทรงน�ามากล่าวเป็นโวหารใหม่ว่า“ปล่อย ผู้ผิดเสียสักสิบคน ก็ยังจะดีกว่าจะลงโทษ คนที่หาผิดมิได้คนหนึ่ง” ต่อมา ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงด�ารงต�าแหน่งเสนาบดีกระทรวง ยุติธรรมพระองค์แรก จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชทูต พิเศษประจ�าสถานทูตสยามในยุโรป เพื่อถวาย อภิบาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อครังด�้ารงพระอิสร ิยยศสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ที่เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดจนปฏิบัติราชการทางการทูตในยุโรป นานถึง ๔ ปี รวมถึงเป็นผู้จัดการรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน การเสด็จประพาสยุโรป ครังที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๔๐ ้ Krom Phra Svastivatanavisishta Krom Phra Svastivatanavisishta or HRH Prince Krom Phra Svastivatanavisishta was formerly called HRH Prince Svasti Sobhana. He was born on the 22nd of December 1865 as son of King Mongkut and HRH Princess Piyamavadi Sri Bajarindra Mata (formerly Chao Chom Manda Piam Sucharitakul). After completing preliminary classes in the palace, i.e. Thai, English, mathematics, and other subjects, he was ordained as a novice. When he left the novicehood, King Chulalongkorn sent him to study in England. He studied law at Balliol College, Oxford University. During his college years, he was renowned for his intelligence and skill at English – he spoke English like a native speaker. His knowledge of English and law was exceptional. He returned to Thailand in 1886. Later, King Chulalongkorn allowed him to ordain as a royal monk and stayed at Rajadhivas Temple in 1889. During his ordination period, he diligently studied Buddhist lessons, resulting in his memorization and fluent translation of the monastic disciplines. After his ordination was completed, he followed a governmental career in the Metropolitan Affairs Department as the Committee, as well as judiciary. He rendered judgement carefully before making final decisions, leading to satisfaction among litigants. As such, his verdicts were widely respected, especially in criminal cases, he bore the Latin saying in mind “In criminalibus probationes debent esse luce clariores.” meaning “In criminal cases the proof must be clearer than the light”. He developed his own saying “Free ten wrongdoers rather than punish an innocent one.” On the 1st of April 1892, he became the first Minister of Justice. In 1894, he was appointed as ambassador extraordinary of the Embassy of Siam in Europe to provide protection for King Vajiravudh who, at the time, as a crown prince was pursuing his education in England. He conducted his diplomatic duties for four years which included welcoming King Chulalongkorn during his first visit in Europe in 1897. In 1898, he was honored with the title “Krom Muen”, remaining as a major general, royal guard of the Royal Thai Army. In 1912, in the reign of King Vajiravudh, he was director general of the Supreme Court, and later, his title was elevated as “Krom Luang” in 1913 and subsequently to “Krom Phra” on the 11th of November 1923, thus he was entitled as HRH Prince Krom Phra 101
ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสวัสดิวัตน ว ิศิษฎ” เป็นนายพลตร ี ราชองครักษ์พิเศษ ประจ�ากองทัพบก ลุรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงเป็นอธิบดี ศาลฎีกา ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงสวัสดิวัตน ว ิศิษฎ์” ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ และทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมพระ” ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๖ มีพระนาม ตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัดนว ิศิษฎ์ สยามิศรราชมาตุลาธิบดี ศร ีพัชร ินทร โสทรานุราชย์ มานวธรรมศาสดรว ิธาน นิรุกติ ปรติภานพิทยโกศล โศภณมิตรสุจร ิต อาร์ชวาศัย ศร ีรัตนไตรยสรณาภิรัต ชเนตภูมิ ปะภัทปิยมานมนุญ สุนทรธรรมย์บพิตร์” เนื่องด้วยเป็นพระมาตุลาหร ือน้า อยู่แต่ พระองค์เดียว สมควรจะทรงยกย่องพระอิสร ิยยศ ให้ยิ่ งขึ้น สนองพระคุณูปการและความจงรัก ภักดีซึ่งได้มีมาแต่หนหลัง ทั้งยังทรงพระราช ด�าร ิว่า “...ทรงรับท�ำราชการในต�ำแหน่งนั้น ๆ ตามพระราชประสงค์ มิได้ครั่นคร้ามต่อความ ยากล�ำบากอย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยจงรัก ภักดีในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท และทรง เห็นแก่ประโยชน์แห่งชาติสืบเนื่องมาเป็นนิจ นิรันดร…” ต่อมา ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระเกียรติยศ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระ สวัสดิวัดนว ิศิษฎ” เนื่องด้วยทรงมีอุปการคุณ ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะ ที่เป็นพระมาตุลาธิบดีอยู่แต่พระองค์เดียว สมควรจะทรงสนองพระคุณเฉลิมพระเกียรติยศ ให้ยิงกว่าแต่ก่อน่ กรมพระสวัสดิวัดนว ิศิษฎ์ สิ้นพระชนม์ ที่เกาะปีนัง เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ พระชันษา ๗๐ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดบาตูลันจัง หร ือวัดปิ่ นบังอร ตามที่ กรมพระสวัสดิวัดนว ิศิษฎ์ทรงเร ียก ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ทรงเป็นต้นราชสกุล สวัสดิวัตน์ โดยมีพระโอรสธิดา เช่น หม่อมเจ้า ศุภสวัสดิวงศ์สนิท อดีตผู้น� ์าเสร ีไทยสายอังกฤษ อดีตผู้บังคับการกองทหารรักษาวัง สมเด็จ พระนางเจ้าร�าไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาล ที่ ๗ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าร�าไพพรรณี) พลเร ือเอก นายแพทย์ หม่อมเจ้าปุสาณ หนึ่งในพระอนุวงศ์ผู้ทูลเกล้าฯ ถวายน้า�อภิเษก ที่พระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว ระหว่างการสรงพระมุรธาภิเษก และระหว่างประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศ อุทุมพรราชอาสน์ เนื่องในการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ สมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ พระธิดาในกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ Queen Rambai Barni, Queen Consort of King Prajadhipok, his daughter พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระชายาในกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ HRH Princess Abhabarni, his wife 102
Svastivatanavisishta. As the only uncle of the king and to reward his good deeds and loyalty he was awarded this title. The king stated “...Following the royal intention, he served his governmental career regardless of the hardships, focusing on benefits to the nation with loyalty…” On the occasion of the coronation of King Prajadhipok, the king elevated his royal designation to “Somdet Phra Chao Borommawongse Thoe” for his contributions. หม่อมเจ้าฉวีวิลัย (ราชสกุลเดิม คัคณางค์ พระขนิษฐาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และพระโอรสธิดา (แถวหน้าจากซ้าย) หม่อมเจ้ากอกษัตริย์ หม่อมเจ้าสีดาด�ำรวง หม่อมเจ้าฉวีวิลัย หม่อมเจ้ามัทรีโสภนา และหม่อมเจ้าผ่องผัสมณี (แถวหลังจากซ้าย) หม่อมเจ้ารัสสาทิศ หม่อมเจ้าพีรยศยุคล และหม่อมเจ้าผุสสดีวิลาส HSH Princess Chavivilai Gaganang (younger sister of HRH Princess Abhabarni), his wife, and children. (The front row from the left) HSH Prince Kokasat, HSH Princess Sidadamruang, HSH Princess Chavivilai, HSH Princess Madsisobhana, and HSH Princess Phongphasamani. (The rear row from the left) HSH Princess Rassadis, HSH Prince Birayosyugol, and HSH Princess Phussadivilas. กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์และพระองค์เจ้าอาภาพรรณี ทรงฉายพระรูป ลงวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ทูลเกล้าฯ ถวาย “เจ้าฟ้าน้อย” หรือต่อมา คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทาน “หญิงนา” หรือต่อมา คือ สมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ HRH Prince Krom Phra Svastivatanavisishta and HRH Princess Abhabarni (photo dated the 18th of January 1923 and given to King Prajadhipok and Queen Rambai Barni when they were prince and princess) Krom Phra Svastivatanavisishta passed away in Penang on the 10th of December 1935 at the age of 70. The royal cremation ceremony was held at Batu Lanchang or Pin Bang-on Temple on the 22nd of December 1935. He was the founder of the Svastivat family. He had many children, for example, HSH Prince Subhaswasdi Wongsanid, former leader of Seri Thai (the Free Thai Movement) in England and former commander of the Royal Palace Guard Division; Queen Rambai Barni (formerly HSH Princess Rambai Barni), Queen Consort of King Prajadhipok; and Admiral Doctor HSH Prince Pusan who poured lustral water on the hands of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua during the Royal Ceremonial Bath of Purification, in the Royal Coronation in 2019. 103
กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบร ิพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ประสูติเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นพระราชโอรส ใ น พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ล้ า เจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาล มารศร ี พระอัครราชเทว ี มีพระโสทรเชษฐภคินี พระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศร ีรัตนโกสินทร รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๓๔ ทรงรับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าต่างกรม ฝ่ายหน้า มีพระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าบร ิพัตร สุขุมพันธุ์ ดิลกจันทรนิภาพงษ์ มหามกุฏวงษ์ นราธิราช จุฬาลงกรณ์นารถราชวโรรส อดุลยยศ อุภโตพงษพิสุทธิ นรุตมรัตนขัตติยราชกุมาร กรมขุนมไหสูร ิยสงขลา” หลังจากทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเร ียน พระต�าหนักสวนกุหลาบและโรงเร ียนราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้เสด็จ ไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ พร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครังด�้ารงพระอิสร ิยยศสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จากนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไป สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถ่ายโดยกรมแผนที่ทหาร HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit (photo taken by the Royal Thai Survey Department)
Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit or HRH Prince Paribatra Sukhumbandhu Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit (Prince of Nakorn Savarn) was born on the 29th of June 1881. He was son of King Chulalongkorn and Queen Sukhumala Marasri The Queen Aunt, and had one elder sister, HRH Princess Suddhadibyaratana Krom Luang Sri Ratanakosindorn. In 1891, King Chulalongkorn awarded him with the title “Krom”, establishing him as “HRH Prince Paribatra Sukhumbandhu Krom Khun Mahaisuriyasongkhla”. After his primary schooling at Phra Tamnak Suankularb School and the Royal Palace School in the Grand Palace, King Chulalongkorn sent him to England to further his education along with King Vajiravudh who was, at the time, the crown prince. The prince was moved to Germany to pursue his military education; he received support from the German royal family, i.e. Kaiser Wilhelm II. During his school years, professors and directors remarked สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit
ทรงศึกษาว ิชาการทหารบก ณ ประเทศ เยอรมนี โดยทรงได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ เสมอด้วยเชื้อพระวงศ์เยอรมันจากสมเด็จ พระจักรพรรดิว ิลเฮ็ล์มที่ ๒ และระหว่าง ทรงศึกษา ทรงได้รับความชมเชยจากอาจารย์ และผู้บังคับการโรงเร ียนว่า “...ทรงเล่าเรียนดี และรวดเร็วเฉียบแหลมเกินที่จะเปรียบกับ เด็กเยอรมันมาก...” เมื่อทรงส�าเร็จการศึกษา จากว ิทยาลัยเสนาธิการ และเสด็จกลับ ประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ แล้ว พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนพระนามกรมเป็น “กรมขุนนครสวรรค์ วรพินิต” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า พระนาม กรมเดิมไม่สมพระเกียรติยศ จากนั้น เสด็จ กลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีอีกครัง ้ โดยทรงศึกษาว ิชาพิเศษต่าง ๆ เพื่อเพิ่ มพูน ความรู้ด้านการทหาร ก่อนเสด็จกลับประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๔๖ ด้วยพระยศนายร้อยเอก ทหารราบแห่งกองทัพบกเยอรมัน ซึ่งทรงได้รับ พระราชทานจากสมเด็จพระจักรพรรดิ เยอรมัน จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายพลตร ี ราชองครักษ์ ต�าแหน่ง เสนาธิการทหารบก แล้วเลื่อนเป็นนายพลเร ือโท ราชองครักษ์ ผู้บัญชาการกรมทหารเร ือ ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเร ือ แล้วทรงให้ เลื่อนเป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง นครสวรรค์วรพินิต” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ แล้วเป็น นายพลเร ือเอก จอมพลเร ือ ราชองครักษ์ จอมพลต�าแหน่งเสนาธิการทหารบก ตลอดจน อุปนายกแห่งสภากาชาดสยาม ตามล�าดับ (ขวา) กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร และกรมพระนครสวรรค์วรพินิต (Right) HRH Princess Krom Luang Sri Ratanakosindorn and HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี HRH Princess Krom Luang Dibyaratana Kiritakulini, HRH Princess Krom Luang Sri Ratanakosindorn, HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit, and Queen Sukhumala Marasri The Queen Aunt สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit 106
that “…His grades were excellent, and his intelligence was exceptional…” After his graduation from the Joint Staff College and return to Thailand in 1901, he was granted the title “Krom Khun Nakorn Savarn Vorabinit”. The king remarked that he deserved a higher title; later he returned to Germany to study different fields of military knowledge. He returned to Thailand in 1903 with the military rank of captain of German Infantry, awarded by the German Kaiser; King Chulalongkorn also raised his profile to major general, royal guard, chief of staff of the Royal Thai Army; later he became vice admiral, royal guard, commander of the Navy Department. กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในพระราชพิธีโสกันต์ วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit at the Royal Tonsure Ceremony on the 3rd of January 1894
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต สชีวะเชษฐสุขุมาลกษัตร ิย์ อภิรัฏฐ มหาเสนานหุษเนาอุฑฑิน จุฬิ นทรปร ิยมหา ราชวรางกูร สรรพพันธุธูรราชประยูรประดิษฐา ประชาธิปกปัฐพินทร์ ปรมินทรมหาราช วโรปการ ปร ีชาไวยัตโยฬารสุรพลประภาพ ปราบต์ไตรรัชยยุคยุกติธรรมอรรถศาสตร อุดมอาร์ชว ีว ีรยาธยาศรัย เมตตามันตภาณี ศีตลหฤทัย พุทธาทิไตรรัตนศรณธาดา มหันตเดชานุภาพบพิตร ” ด้วยทรงพระราช ด�าร ิว่า “...ทรงรอบรู้นานาวิชาการ ทั้งมี ความสามารถและซื่อตรงด�ำรงในความ สุจริต…ได้ทรงอาศรัยปรึกษาหารือราชการ ส�ำคัญต่าง ๆ…ได้ทรงช่วยพระราชภาระ โดยเต็มพระหฤทัยทุกอย่าง...เห็นชัดว่าเพราะ ความที่ทรงจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และความซื่อตรงต่อราชการ บ้านเมือง…” นอกจากพระปร ีชาทางราชการที่ทรงรับ พระราชภาระในหน้าที่ต่าง ๆ จนเป็นที่ไว้วาง พระราชหฤทัยแล้ว กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ยังเอาพระทัยใส่ และโปรดใช้เวลาว่าง ส่วนพระองค์ในการศึกษาว ิชาดนตร ี จนทรง สามารถประพันธ์เพลงและท�าหน้าที่เป็น วาทยากรได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเคยทรงเล่า ประทานพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา พระธิดา ฟังว่า “…ถ้าพ่อเลือกได้ พ่อจะเรียน กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และกรมพระนครสวรรค์วรพินิต HRH Princess Krom Luang Sri Ratanakosindorn, Queen Sukhumala Marasri The Queen Aunt and HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit
In the reign of King Vajiravudh, He was Minister of the Royal Navy and received the title “Krom Luang” in 1911. Later, he was promoted to admiral, royal guard, and field marshal, chief of staff of the Royal Thai Army as well as vice president of the Siam Red Cross Society. During the reign of King Prajadhipok in 1925, the king invested the prince with the title “Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit” stating that “…He was knowledgeable with good skills and honesty. Suggestions on governmental matters that he willingly submitted were helpful. His loyalty towards the king and the nation was obvious…” Apart from his professional governmental services that generated the king’s confidence, Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit spent his free time composing and conducting music. He confided in his daughter, HH Princess Induratana “…If I could have chosen, I would have studied music and languages and only pursued the career path of music but I could not. I was born with titles and positions to work for the country. My father (King Chulalongkorn) wanted me to study military matters to improve the Thai Army, so I followed his orders. Sometimes I was bored to death with some subjects and I had to save my pocket money for musical classes...But when I studied music, I felt relaxed…” กรมพระนครสวรรค์วรพินิต สันนิษฐานว่า ทรงฉาย ณ วังบางขุนพรหม ที่ประทับ HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit (photo assumably taken at Bang Khun Phrom Palace)
ดนตรีและภาษา และจะท�ำงานด้านดนตรี อย่างเดียว แต่พ่อเลือกไม่ได้ เพราะพ่อบังเกิดมา มียศต�ำแหน่ง ต้องท�ำงานให้ประเทศชาติ ทูลหม่อม (รัชกาลที่ ๕) สั่งให้พ่อไปเรียนวิชา ทหาร เพื่อกลับมาปรับปรุงกองทัพไทย พ่อก็ ไปเรียนวิชาทหาร บางครั้งพ่อเบื่อบางวิชา ที่ต้องเรียนจนทนไม่ไหว ต้องเก็บพ็อกเก็ตมันนี่ เอาแอบไปเรียนดนตรี...เมื่อได้เรียนดนตรี ที่พ่อรักก็สบายใจ…” ด้วยเหตุนี้ “วังบางขุนพรหม” ซึ่งเป็น ที่ประทับ จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแสดง ดนตร ี ตลอดจนการละเล่นต่าง ๆ ทังเป็นที่เกิด ้ ของเพลงที่มีชื่อเสียงจ�านวนมาก ส่วนวงปี่พาทย์ ของวังบางขุนพรหมนั้น ก็มีชื่อเสียงมากด้วย เช่นกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า บร ิพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต สิ้ นพระชนม์ด้วยพระโรคพระวักกะและพระหทัย เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ที่ต�าหนัก ประเสบัน เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พระชันษา ๖๓ ปี มีการเชิญพระศพกลับ ประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๑ และพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงเป็นต้นราชสกุล บร ิพัตร โดยมี พระโอรสธิดาที่ประสูติแต่หม่อมเจ้าประสงค์สม พระธิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศร ราชหฤทัย และหม่อมสมพันธุ์ (สกุลเดิม ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) หลายพระองค์ เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์ บร ิพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต (พระนามเดิม หม่อมเจ้าจุมภฏพงษ์บร ิพัตร) อดีตอุปนายกผู้อ�านวยการสภากาชาดไทย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานตมณี พระชายาหม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตน ศิร ิมาน (พระนามเดิม หม่อมเจ้าจุไรรัตน ศิร ิมาน) พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมา ภินันท์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าสุขุมาภินันท์) เลขาธิการส�านักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท พระองค์แรก เป็นต้น กรมพระนครสวรรค์วรพินิต HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรกานตมณี พระธิดาในกรมพระนครสวรรค์วรพินิต HRH Princess Chandrakantamani, his daughter หม่อมเจ้าประสงค์สม ในกรมพระนครสวรรค์วรพินิต HSH Princess Prasongsom, his wife 110
For this reason, Bang Khun Phrom Palace, his residence, became a central hub for musical recitals as well as plays; it achieved fame for famous musical accomplishments, for example “The Thai Classical Orchestra of Bang Khun Phrom Palace”. He passed away due to kidney and heart diseases on the 18th of January 1944 at Preseban Palace in Bandung, Indonesia at the age of 63. His body was transported to Thailand on the 28th of September 1948 and the royal cremation ceremony was held at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 10th of April 1950. He was the founder of the Paribatra family. He and HSH Princess Prasongsom, daughter of HRH Prince Mahisorn Rajharudai and Mom Sombandh (née Sombandh Palakawongse Na Ayudhya), had many children including HRH Prince Chumbhotbongse Paribatra Krom Muen Nakorn Savarn Saktibinit (formerly HSH Prince Chumbhotbongse Paribatra), former vice president of the Thai Red Cross Society; HRH Princess Chandrakantamani, wife of HSH Prince Orajunjisanu Svastivatna; HRH Princess Churairatana Sirimarn (formerly HSH Princess Churairatana Sirimarn); HRH Prince Sukhumabhinan (formerly HSH Prince Sukhumabhinan), the first secretary of the Office of Accelerated Rural Development. พระองค์เจ้าศศิพงศ์ประไพ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระองค์เจ้าพิสมัยพิมลสัตย์ และกรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงฉาย ณ วัดเบญจมบพิตร HRH Princess Sasibongse Prabai, HRH Prince Krom Phra Nakorn Savarn Vorabinit, HRH Princess Bismai Bimolsataya, and HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin (photo taken at Benchamabophit Temple) พระโอรสธิดาในกรมพระนครสวรรค์วรพินิต (จากซ้ายไปขวา) พระองค์เจ้าสุทธวงษวิจิตร พระองค์เจ้าพิสิฐสบสมัย พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร พระองค์เจ้าศิริรัตนบุษบง และพระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน His children (from left to right) HRH Princess Suddhawongsavichitra, HRH Princess Bisithsobsamai, HRH Prince Chumbhotbongse Paribatra, HRH Princess Siriratana Busabong, and HRH Princess Churairatana Sirimarn 111
กรมพระสุทธาสนีนาฏ ิ กรมพระสุทธาสินีนาฏ หร ือ พระ ว ิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระนามเดิม หม่อมเจ้าสาย ประสูติเมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๖ เป็นพระธิดาในพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้า ลดาวัลย์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับหม่อมจีน (ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดาจีน เนื่องจากทรงพระราชด�าร ิว่า เป็นพระชนนี ในพระอรรคชายาเธอ ๓ พระองค์ ทั้งยังเป็น พระอัยยิกาฝ่ายพระมารดาในสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้า อีก ๖ พระองค์) มีพระนาม ที่เร ียกกันในราชสกุลว่า เป๋า เมื่อแรกประสูติ ประทับ ณ วังของพระบิดา โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา สุดารัตนราชประยูร พระปิตุจฉา (พระเชษฐ ภคินีต่างพระมารดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี) ทรงเป็นผู้อภิบาล พร้อมกับพระเชษฐภคินีที่ประสูติแต่เจ้าจอม มารดาจีน ๒ พระองค์ ซึ่งต่อมา ล้วนแต่ทรง รับราชการฝ่ายใน ที่ “พระอรรคชายาเธอ” ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตน นาร ีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา (พระนามเดิม หม่อมเจ้าบัว) และพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้า เสาวภาคย์นาร ีรัตน์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าปิ๋ว) พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา HRH Princess Krom Phra Suddhasininat
Krom Phra Suddhasininat Krom Phra Suddhasininator HRH Princess Saisavali Bhiromya Krom Phra Suddhasininat Piyamaharaj Padivarada was formerly known as HSH Princess Sai. She was born on the 4th of September 1863 as daughter of HRH Prince Krom Muen Bhumindra Bhakdi (son of King Nang Klao) and Mom Chin, who was later promoted by King Chulalongkorn as Chao Chom Manda Chin since she was the mother of his three consorts and grandmother of six royal children. Her other name was Pao. During her infancy, she lived in her father’s palace and was raised by HRH Princess Sudaratana Rajprayura (a half-sister of HRH Prince Krom Muen Bhumindra Bhakdi). She had two full sisters: HRH Princess Ubolratana Narinaga Krom Khun Akkhavorarajakanya (formerly HSH Princess Bua) and HRH Princess Saovabhak Nariratana (formerly HSH Princess Piu). They all became royal consorts of King Chulalongkorn. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ HRH Princess Saovabhak Nariratana พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา HRH Princess Ubolratana Narinaga Krom Khun Akkhavorarajakanya พระโอรสธิดาในกรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา (จากซ้ายไปขวา) เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร เจ้าฟ้านิภานภดล และเจ้าฟ้านภาจรจ�ำรัสศรี Her children (left to right): HRH Princess Malini Nobhadara, HRH Prince Yugala Dighamborn, HRH Princess Nibha Nobhadol, and HRH Princess Nabhachorn Chamrassri พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา HRH Princess Saisavali Bhiromya Krom Phra Suddhasininat Piyamaharaj Padivarada 113
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๒๑ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับราชการฝ่ายในเป็น พระภรรยาเจ้า ต�าแหน่ง “พระอรรคชายาเธอ หม่อมเจ้า” ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้า” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ มีพระนามตามจาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์” พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น “กรมขุนสุธาสินีนาฏ” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ซื่อสัตยสุจริตจงรักภักดี เปนอันมาก มิได้มีรแวงผิดให้เปนที่ขุ่นเคือง พระราชหฤทัย แลเสื่อมเสียพระเกียรติยศ แต่สักครั้งหนึ่งเลย...มิได้มีความก�ำเริบวุ่นวาย ด้วยยศศักดิ ประพฤติพระองค์เปนสุภาพ เรียบร้อย...” พร้อมกันนั้น ยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสร ิยยศพระราช โอรสธิดาที่ประสูติแต่พระอรรคชายาเธอ เป็น “พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า” ในคราเดียวกัน และ “ถ้าจะมีสืบไปภายน่า ก็ให้เปนพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้าแต่แรกประสูตรไป” พระว ิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลี ภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา มีพระราชโอรสธิดา รวม ๔ พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคล ทิฆัมพร กรมหลวงลพบุร ีราเมศวร์ ต้นราชสกุล ยุคล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจ�ารัสศร ี ภัทรวดีราชธิดา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิร ินิภาพรรณวดี กรมขุน ศร ีสัชนาลัยสุรกัญญา และสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล ว ิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนาร ี กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา และเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร HRH Princess Krom Phra Suddhasininat and HRH Prince Yugala Dighamborn
She became consort of King Chulalongkorn in 1878 and was later honored as Krom Khun Suddhasininat as “...she conducted civil service with a great deal of honesty and loyalty. She had never offended or damaged her royal honor...” At the same time, the king entitled her children as His/Her Royal Highness (Chao Fa). She gave birth to four children, namely HRH Prince Yugala Dighamborn Krom Luang Lopburi Rames (founder of the Yugala family), HRH Princess Nabhachorn Chamrassri, HRH Princess Malini Nobhadara, and HRH Princess Nibha Nobhadol. (แถวนั่งจากซ้าย) เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เจ้าฟ้านิภานภดล และเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร (พระธิดาในพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์) (แถวยืนจากซ้าย) เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร และเจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล (พระธิดาในพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา) (Sitting from the left) HRH Princess Malini Nobhadara, HRH Princess Krom Phra Suddhasininat, HRH Princess Nibha Nobhadol, and HRH Princess Chandra Saradavarn (daughter of HRH Princess Saovabhak Nariratana) (Standing from the left) HRH Prince Yugala Dighamborn and HRH Princess Yaovamalya Naruemol (daughter of HRH Princess Ubolratana Narinaga Krom Khun Akkhavorarajakanya) เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และเจ้าฟ้านิภานภดล HRH Princess Malini Nobhadara and HRH Princess Nibha Nobhadol เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร HRH Prince Yugala Dighamborn 115
รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงมีหน้าที่ก�ากับห้องพระเคร ื่องต้น เคร ื่องเสวยคาวหวาน อีกทั้งทรงเป็นผู้ก่อตั้ง “โรงเลี้ยงเด็ก” เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็น “...การบ�ำรุงชีวิตินทรีย์แห่งทารกนิกร ขึ้นอีกอย่าง ๑ เปนการพิเศษ ซึ่งเปนครั้งแรก ที่มีขึ้น เปนเหตุส่อให้เห็นความเจริญของ บ้านเมืองเรา น่าชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง...” ณ บร ิเวณต�าบลสวนมะลิ ถนนบ�ารุงเมือง อุทิศ พระกุศลประทานพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาจรจ�ารัสศร ี ภัทรวดีราชธิดา ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรง พระเยาว์ด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย ซึ่งทรง พระด�าร ิว่า“...บุตรผู้มีบันดาศักดิ์มีทรัพย์ ยังได้ความเวทนาในเวลาป่วยไข้แสนสาหัศ ถึงเพียงนี้ ทารกที่เปนผู้เกิดแต่บิดามารดา ที่ขัดสน จะมิได้ความล�ำบากยิ่งไปกว่านี้ เปนที่ น่าสงสารอย่างยิ่ง...” โดยทรงรับเด็กยากจน เด็กก�าพร้า หร ือเด็กที่บิดามารดาพิการ ไม่สามารถบ�ารุงเลี้ยงได้เอง ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุ ๑๓ ปี มาเลี้ยงดู สอนให้เล่าเร ียน มีการอบรมศีลธรรมจรรยาและฝึกว ิชาชีพ ทั้งหญิงและชาย และได้รับพระราชทานนาม จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “โรงเลี้ยงเด็กของพระอรรคชายาเธอ” ทั้งเสด็จพระราชด�าเนินทรงเปิด เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ โรงเลี้ยงเด็กแห่งนี้ ยังเป็นที่ท�าการ (ชัวคราว) ่ ครั้งแรกของโรงเร ียนราชว ิทยาลัยหร ือ โรงเร ียน ภ.ป.ร. ราชว ิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์ ในปัจจุบัน กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา HRH Princess Krom Phra Suddhasininat
ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อแรกเสด็จเถลิงถวัลย ราชสมบัติ ทรงพระราชปรารภถึงพระบรมวงศ์ ผู้ใหญ่ฝ่ายหน้าฝ่ายในซึ่งทรงพระคุณเป็นที่ เชิดชูพระเกียรติยศของพระราชวงศ์ จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมพระ” มีพระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระว ิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลี ภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เปนที่ นับถือของพระบรมวงศานุวงศและคน ทั้งหลายอื่นโดยมาก...ด้วยปรากฏพระคุณ ความกตัญญูกตเวทีในการที่ทรงปฏิบัติ วัฏฐากสนองพระเดชพระคุณสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง และทรงพระเมตตาอารี แก่บรรดาพระราชโอรสธิดามิได้มีที่จะ รังเกียจ...” พระว ิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลี ภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา ประชวรด้วยพระโรคเนื้อร้ายในช่อง พระโอษฐ์ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระชันษา ๖๗ ปี พระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองน้อย ประดับพุ่มยอดและเฟื่ องทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งนงคราญสโมสร บนบัวกลุ่มเหนือแว่นฟ้า ๓ ชั้น มีฐานเขียง รองรับ ภายใต้เศวตฉัตรลายทอง ๕ ชั้น แล้วพระราชทานพระโกศทองใหญ่ (พระโกศ ชั้นสูงสุดส�าหรับทรงพระบรมศพพระมหา กษัตร ิย์และพระศพสมเด็จพระอัครมเหสี) ในวันออกพระเมรุ พระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ณ ท้อง สนามหลวง In King Chulalongkorn’s reign, she supervised the royal kitchen and established the first nursery in Thailand. “...It is aimed at specifically nurturing newborn lives. It is the first nursery, indicating the prosperity of the country...” It was located on Bamrung Mueang Road in Suan Mali Subdistrict. It was established in dedication to her eldest daughter, HRH Princess Nabhachorn Chamrassri, who had died from typhoid fever in early childhood. She stated that “...Even a noble child looks very miserable in the time of sickness. The baby of needy parents has to be more pathetic...” In this context, she adopted orphans and poor children (from newborn to 13-yearold) and offered them education and careers. King Chulalongkorn bestowed the name “The Nursery of Her Royal Highness” and proceeded to preside over the opening ceremony on the 31st of March 1889. Later in 1904, this nursery served as the first (temporary) office of King’s College. In King Prajadhipok’s reign, on the occasion of the coronation, her title was elevated from “Krom Khun” to Krom Phra Suddhasininat as “... she is respected by the royal family and many others... for her deep gratitude to King Chulalongkorn and generosity to all his children...” She died of necrosis in her mouth on the 24th of June 1929 at the age of 67. King Prajadhipok enshrined the great royal golden urn (the highestlevel royal urn for kings and queens). Her body was placed in a golden royal urn on the three-tiered pedestal topped with the five-tiered umbrella at Nongkhran Samosorn Throne Hall. The royal cremation ceremony was held at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 20th of March 1930. กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา HRH Princess Krom Phra Suddhasininat 117
กรมพระก�าแพงเพ็ชรอัครโยธิน กรมพระก�าแพงเพ็ชรอัครโยธิน หร ือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�าแพงเพ็ชร อัครโยธิน พระนามเดิม พระองค์เจ้าบุรฉัตร ไชยากร ประสูติเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๔ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดา วาด (สกุล กัลยาณมิตร) รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงศึกษาที่โรงเร ียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ แล้วทรงศึกษาว ิศวกรรมโยธา ที่มหาว ิทยาลัยเคมบร ิดจ์ ก่อนที่จะทรงย้ายมา ทรงศึกษาว ิชาทหารช่างที่แชทแฮม (The School of Military Engineering at Chatham) ซึ่งใน ช่วงนี้เอง ทรงมีโอกาสเร ียนรู้การน�าว ิทยุสื่อสาร โทรเลขและโทรศัพท์มาใช้ในราชการสงคราม ตลอดจนการน�าทหารช่างมาช่วยสร้างสะพาน และวางรางรถไฟ ทั้งในเวลาสงครามและเวลา ปกติ โดยเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่ก�าหนด ให้ผู้เร ียนต้องศึกษาการวางรางรถไฟ การสร้าง สะพาน ถนน การขุดคลอง และการสื่อสาร ทางว ิทยุโทรเลข ตลอดจนการก่อสร้างตึก อาคารสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น จากนั้นเสด็จไป ทรงศึกษาเพิ่ มเติมในประเทศฝรังเศส ทั่ ้งทรง ศึกษาการท�าท�านบและขุดคลองในประเทศ เนเธอร์แลนด์ แล้วเสด็จกลับมาทรงงานและ ศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ จนทรงได้เป็น สมาชิก MICE (Member of the Institution of Civil Engineers (เทียบเท่าว ิศวกรรมสถาน) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin
โดยระหว่างที่ประทับ ณ ทว ีปยุโรปนัน ทรงศึกษา้ ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรังเศส เยอรมัน และภาษา่ ละติน เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับ ราชการทหารเป็นนายพันตร ี เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ แล้วเลื่อนเป็นนายพันเอก ใน พ.ศ. ๒๔๔๙ จากนัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา ้ เป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจาร ึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นก�าแพงเพชรอรรคโยธิน” แล้วทรง ได้รับการแต่งตั้งเป็นจเรการช่างทหารบก และนายพลตร ี ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งระหว่าง ทรงด�ารงต�าแหน่งทางทหาร โดยเฉพาะ “จเรทหารช่าง” ถึง ๑๗ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๖๘ นอกจากทรงน�าความรู้ในว ิชา การทหารแผนใหม่ตามแบบอย่างประเทศ ตะวันตกมาใช้ปรับปรุงความเจร ิญก้าวหน้า ของกองทัพแล้ว ยังทรงท�าหน้าที่เป็นผู้สอน ว ิชาทหารช่างให้แก่นักเร ียนนายร้อยทหารบก และทรงแต่งต�าราเป็นคู่มือประกอบการเร ียน ท�าให้ความรู้ในว ิทยาการแผนใหม่แพร่หลาย มากขึ้น นับว่าเป็นการวางรากฐานการพัฒนา กิจการทหารช่างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังทรงจัดวางระเบียบการบร ิหารงาน ในแผนกทหารช่าง กระทั่งได้รับการยกฐานะ เป็น “กรมจเรทหารช่าง” ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมจเรการช่างทหารบก” ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงได้รับ แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๓ พระองค์แรก และนายพลโท ราชองครักษ์ Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin or HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin (Prince of Kambaengbejra)was formerly called as HRH Prince Purachatra Jayakara. He was born on the 23rd of January 1881 as son of King Chulalongkorn and Chao Chom Manda Wat (née Wat Kalyanamitra). During King Chulalongkorn’s reign, he studied at Harrow School, England and continued his education in civil engineering at Cambridge University. He moved to the School of Military Engineering at Chatham. During this time, he learned how to use telegrams and telephones during wartime as well as how to deploy military staff to construct bridges and install railway tracks during war and peace, which was part of the program that required students to take courses on construction of railways, bridges, roads, buildings, canal excavation and telegraph communications. Later, he furthered his education in France and learned how to construct embankments and canals in the Netherlands. He then returned to England to continue his work and education; he thus became Member of the Institution of Civil Engineers (MICE), which is equivalent to the Engineering Institute of Thailand Under H.M. The King’s Patronage. During his stay in Europe, he learned many languages including English, French, German, and Latin. When he returned to Siam, he continued his military service as major engineer of the Department of War in 1905 and was promoted to colonel in 1906. He was awarded the honorific title “Krom” as “HRH Prince Krom Muen Kambaengbejra Agrayodhin”. He was appointed army inspector and major general, 1st Battalion, King’s Royal Guard Regiment in 1908. He held the position of army inspector for 17 years from 1908 to 1925. Apart from applying his knowledge of Western military tactics to enhance military development in Thailand, he taught military engineering to cadets and also composed textbooks to disseminate his knowledge more widely. Thus the foundation for developing the Thai army engineering corps was established. He also developed management modalities for the corps and was later promoted as head of the “Department of Army Engineers” in 1913, renamed “Department of Army Inspector” in 1914. In the reign of King Vajiravudh in 1912, he was appointed as the first commander of the 3rd Infantry Battalion, lieutenant general, the Royal Guard, and the first general of the 1st Army Corps. 119
ต�าแหน่งแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ ๑ พระองค์แรก ขณะเดียวกัน ยังทรงเป็นจเร ทัพบกและการปืนเล็กปืนกล อันเป็นต�าแหน่ง ที่ต้องตรวจตราการทหารทัวพระราชอาณาจักร่ เพื่อให้ด�าเนินการถูกต้องตามกฎข้อบังคับ ของกระทรวงกลาโหม จากนั้นทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตร ี ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนก�าแพงเพ็ชรอรรคโยธิน” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ประกอบด้วยพระคุณวุฒิ ปรีชาสามารถในราชการ...เมื่อได้ทรงรับ ราชการอยู่ในต�ำแหน่งใด ก็ได้ทรงจัดราชการ ในต�ำแหน่งนั้นให้ได้ระเบียบเรียบร้อย... ทั้งได้ทรงพระอุตสาหเสด็จออกไปเที่ยว ทรงตรวจการทหารบกทั้งในกรุงและหัวเมือง เนือง ๆ มิได้ทรงเห็นแก่ความล�ำบากเหน็จเหนื่อย สมควรจะนับว่าทรงเปนผู้สามารถในราชกิจ เปนอย่างเอกได้พระองค์หนึ่ง...” กระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ผู้บังคับบัญชากรมรถไฟหลวง ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงได้รับพระกรุณาให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงก�าแพงเพ็ชร์ อัครโยธิน” ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวม กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ทรงมอบหมายให้กรมหลวงก�าแพงเพ็ชร อัครโยธินทรงรับต�าแหน่งผู้รังเสนาบดี ตั้ ้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ จึงทรงแต่งตั้ง เป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม นายกสภาเผยแผ่พาณิชย์ อันเป็นหน้าที่ส�าคัญ ในทางเศรษฐกิจและพาณิชโยบายของประเทศ และทรงด�ารงต�าแหน่งอภิรัฐมนตร ี โดยยัง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และเจ้าจอมมารดาวาด สันนิษฐานว่า ทรงฉายหลัง พ.ศ. ๒๔๔๗ เมื่อเสด็จกลับจากทรงศึกษา ณ ทวีปยุโรป HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin and Chao Chom Manda Wat (photo assumably taken in 1904 after he returned from his study in Europe) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ระหว่างเสด็จตรวจราชการหัวเมือง HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin during his visit to inspect provinces พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล พระชายา และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามยุรฉัตร พระธิดา HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin, HRH Princess Prabhavasiddhi Naruemol (his wife), and HH Princess Mayurachatra (his daughter) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงอูฐ ระหว่างเสด็จเยือนประเทศอียิปต์ HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin riding a camel during his visit to Egypt 120
He was also appointed inspector general of the Army Corps, conducting military inspection throughout the nation in line with the protocols of the Ministry of Defense, and was eventually raised to privy councilor. In 1916, his title was elevated as “Krom Khun” because according to the king, “…He was good at performing governmental services. He performed well in any position. His perseverance in conducting military inspection within the metropolis and suburban areas showed that he was capable of the mission…” In 1917, he was made commander of the Royal State Railways of Siam, and his title was elevated as “Krom Luang” in 1922. In the reign of King Prajadhipok, after merging the Ministry of Commerce and Ministry of Transport, he acted as minister from 1925 to 1926, and was then promoted as Minister of Commerce and Transport, president of the Commercial Promotion Council – a vital position for the national economy and commerce – and member of the Supreme Council. He still remained in the position of commander of the Royal State Railways of Siam; during his tenure, he developed the railway sector and its efficiency, and mandated expansion of northern and southern lines to facilitate seamless links; certain railway lines were also constructed between พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และหม่อมลดาค�ำ ณ เชียงใหม่ HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin and Mom Ladakham Na Chiangmai, his wife พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และพระชายา เมื่อครั้งเสด็จเยือนเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. ๒๔๗๐ HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin and his wife during the visit to Brisbane, Australia, in 1927 121
แล้วประกอบการพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ในวันที่ ๘-๙ ตุลาคม พระราชทานเพลิงพระศพ ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ พระเมรุ วัดเทพศิร ินทราวาส ทรงเป็นต้นราชสกุล ฉัตรชัย โดยมีพระโอรสธิดา เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร (พระนามเดิม หม่อมเจ้า เปรมบุรฉัตร) พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ว ิมลฉัตร (พระนามเดิม หม่อมเจ้าว ิมลฉัตร) หม่อมเจ้าทิพยฉัตร ผู้ก�ากับภาพยนตร์ และ ผู้นิพนธ์บทภาพยนตร์ เป็นต้น โดยทรงตั้งเคร ื่องส่งว ิทยุกระจายเสียงทดลอง ขนาดเล็กและทรงสั่งเคร ื่องว ิทยุกระจายเสียง คลื่นสั้นเข้ามาทดลอง ทั้งทรงเปิดกิจการ ส่งว ิทยุกระจายเสียงครังแรก ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ้ ใช้ชื่อสถานีว่า “สถานีว ิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท” และยังถือเป็นพระองค์แรกของประเทศ ที่ต้องการให้มีการส่ง “เทเลว ิชัน” หร ือ “ว ิทยุ่ โทรทัศน์” แต่ไม่ทันได้ทรงด�าเนินการ นอกจากนี้ ยังทรงให้ความส�าคัญกับ การสื่อสารด้านการไปรษณีย์ โดยโปรดให้ จัดตั้ง “ที่ท�าการไปรษณีย์โทรเลข” ทั่วประเทศ ให้บร ิการรับและส่งจดหมาย พัสดุไปรษณีย์ ธนาณัติ และโทรเลข รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร ทางโทรศัพท์และว ิทยุโทรเลขภายในและ ภายนอกประเทศ ส�าหรับด้านการคมนาคม มีความสนพระทัย กิจการบิน โดยทรงทดลองขับเคร ื่องบินสาธิต จนทรงได้รับยกย่องว่าเป็นคนไทยคนแรก ที่มีโอกาสขึ้นเคร ื่องบิน และยังทรงวางรากฐาน กิจการการบินในประเทศ และการจัดการบิน พาณิชย์ระหว่างประเทศ การจัดตั้งบร ิษัท เดินอากาศและการเปิดเส้นทางการบินพาณิชย์ หลังจากกรมพระก�าแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงลาออกจากราชการและเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ต่อมา ทรงพระประชวร จนกระทั่งวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงสิ้นพระชนม์ที่โรงพยาบาล ในประเทศสิงคโปร์ พระชันษา ๕๕ ปี พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์ นฤมล พระชายา ได้เชิญพระศพกลับกรุงเทพฯ คณะผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โปรดให้ประดิษฐาน พระศพ ณ พระที่นังทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร ่ ทรงเป็นผู้บังคับบัญชากรมรถไฟหลวงตามเดิม ในระหว่างทรงด�า รงต�าแหน่งดังกล่าว ทรงบุกเบิกพัฒนาความก้าวหน้าในกิจการ ต่าง ๆ ของกรมรถไฟหลวง รวมถึงการขยาย เส้นทางการเดินรถไฟสายเหนือและสายใต้ เข้าด้วยกัน ส่วนสายตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาถึงอุบล ราชธานี สายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึง อรัญประเทศ และใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ยังโปรดให้ สั่งซื้อรถจักรดีเซล จ�านวน ๒ คัน จากประเทศ สว ิตเซอร์แลนด์ ที่มีก�าลัง ๑๘๐ แรงม้า เนื่องจากทรงเห็นว่า รถจักรไอน้�าอย่างเดิม ลากจูงขบวนรถไม่สะดวก และไม่ประหยัด อีกทั้งลูกไฟที่กระจายออกมาเป็นอันตรายต่อ ผู้โดยสาร และอาจท�าให้เกิดไฟไหม้ไม้หมอน อีกด้วย ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสร ิยยศเป็น “พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระก�าแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิ บดินทรเจษฎภาดา ปิยมหาราชวงศว ิศิษฎ์ อเนกยนตรว ิจิตรกฤตยโกศล ว ิมลรัตนมหา โยธาธิบดี ราชธุรันธร ีมโหฬาร พาณิชยการ คมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททว เมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระอุตสาหะวิริยะ อันแรงกล้า มีพระหฤทัยจดจ่ออยู่ในที่จะยังผล เจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศชาติ จึ่งทรงสามารถปฏิบัติราชการในต�ำแหน่ง หน้าที่อันส�ำคัญนั้น ๆ ให้บรรลุความส�ำเร็จผล ได้อย่างไพบูลย์และรวดเร็ว...” นอกจากพระกรณียกิจด้านการทหาร และการรถไฟ ยังเอาพระทัยใส่ด้านการสื่อสาร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin 122
radio broadcasting for both domestic and international use. Regarding transportation, he was interested in aviation; he flew on a demonstration aircraft, being the first Thai person to do so. He initiated the foundation of the domestic aviation business and international aviation management, established aviation organization, and developed commercial routes. After quitting governmental service, he traveled to Singapore along with his family in 1933 but became ill. On the 14th of September 1936, he passed away in a hospital in Singapore at the age of 55. HRH Princess Prabhavasiddhi Naruemol, his wife, brought his remains back to Bangkok. The regents at the time acting for King Ananda Mahidol allowed placing of the body in Songtham Throne Hall, Benchamabophit Temple. Making merit for the deceased was conducted on the 8th and the 9th of October and the royal cremation ceremony was held on the 2nd of February 1937 at Debsirindravas Temple. He was the founder of the Chatrajaya family and had many children such as HH Prince Prem Purachatra (formerly HSH Prince Prem Purachatra); HH Princess Vimolchatra (formerly HSH Princess Vimolchatra); and HSH Prince Dibyachatra, film director and playwright. provinces including the northeastern line from Nakhon Ratchasima to Ubon Ratchathani and eastern line from Chachoengsao to Aranyaprathet. In 1928, he purchased two diesel locomotives with 180-horsepower engines from Switzerland. He explained that steam locomotives had low efficiency and were not economical; they generated fire that endangered passengers and might ignite railway sleepers as well. In 1929, King Prajadhipok elevated his title to “Krom Phra” stating that “… He had strong determination to develop the nation. He served very well in his appointed position and generated great success…” Apart from his military and railway services, he also focused on communications; he deployed a small radio transmitter and purchased a shortwave radio transmitter for the test. He thus established the first Thai radio broadcasting organization in 1930, and named it “Radio Bangkok at Phaya Thai”. He once thought about “television” or “radio television” broadcasting but this never transpired. Also recognizing the importance of the postal service, he established post and telegraph offices nationwide which provided mail services, processing of money orders, and telegram transmission as well as telecommunications and พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin and HRH Princess Prabhavasiddhi Naruemol พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�ำแพงเพ็ชรอัครโยธิน HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin 123
กรมพระชัยนาทนเรนทร กรมพระชัยนาทนเรนทร หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาท นเรนทร พระนามเดิม พระองค์เจ้ารังสิต ประยูรศักดิ์ประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอม มารดาหม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ พระธิดา ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ หลังประสูติ ๑๒ วัน เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง ถึงแก่อนิจกรรม พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้ม พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์พระราชทาน สมเด็จพระศร ีสวร ินทิรา บรมราชเทว ี พระพัน วัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อครังด�้ารงพระอิสร ิยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรม ราชเทว ี ด้วยพระองค์เอง พร้อมตรัสว่า “...ให้ มาเป็นลูกแม่กลาง...” สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรม ราชเทว ี ทรงรับพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ พร้อมทั้งพระเชษฐภคินี คือ พระองค์เจ้า เยาวภาพงศ์สนิท ไว้อุปการะ โดยทรงอภิบาล บ�ารุงด้วยพระเมตตา เฉกเช่นเดียวกับสมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระราชโอรสของพระองค์เอง เมื่อทรงเจร ิญพระชันษา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ เสด็จไปทรงศึกษาชันมัธยม ณ เมืองฮัลเบอร์้ สตัดท์ ประเทศเยอรมนี ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn
โดยทรงศึกษาภาษาเยอรมัน ก่อนเสด็จ เข้าศึกษาในโรงเร ียนมัธยม Real Gymnasium จากนั้น เสด็จไปทรงศึกษาในมหาว ิทยาลัย ไฮเดลแบร์ก โดยมีพระประสงค์ที่จะศึกษา ว ิชาแพทย์ แต่ในระยะแรกทรงศึกษาว ิชา กฎหมายตามพระราชประสงค์ของพระราชชนก ต่อมา จึงทรงเปลี่ยนไปศึกษาว ิชาศึกษาศาสตร์ แต่ยังทรงเข้าศึกษาว ิชาที่เกี่ยวกับการแพทย์ บางอย่างเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทรงส�าเร็จการศึกษาแล้วเสด็จกลับ ประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในต�าแหน่ง ผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการ ทั้งยัง ทรงมีหน้าที่พิเศษเป็นผู้ตรวจการโรงเร ียน ราชแพทยาลัยและโรงเร ียนฝึกหัดครู ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา พระอิสร ิยยศเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม ที่ “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นไชยนาท นเรนทร” ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ ทรงเป็นผู้บัญชาการ โรงเร ียนราชแพทยาลัย ได้ทรงปรับปรุง หลักสูตรการเร ียนให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะ การพยาบาลผดุงครรภ์ ซึ่งสมัยนั้นยังนิยมใช้ การแพทย์แผนโบราณและคลอดบุตร โดยหมอต�าแย ทั้งยังทรงส่งเสร ิมให้ข้าราช บร ิพารในสมเด็จพระศร ีสวร ินทิรา บรมราช เทว ี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เข้าเร ียนต่อ หลักสูตรของศิร ิราชพยาบาล ให้สนใจศึกษา ว ิชาแพทย์และพยาบาลแผนปัจจุบันให้มากขึ้น ทรงปลูกฝังความนิยมในการเร ียนแพทย์ ให้แพร่หลาย ทรงจัดการศึกษาในโรงเร ียนแพทย์ ให้มีมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังทรงเป็นผู้โน้มน้าว พระทัยเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช ให้สนพระทัย ว ิชาการแพทย์ด้วย Krom Phra Jainad Narendorn Krom Phra Jainad Narendorn or HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn (Prince of Jainad) was formerly called HRH Prince Rangsit Prayurasakdi. He was born on the 12th of November 1885 as son of King Chulalongkorn and Chao Chom Manda Mom Rajawongse Nueang Sanidvongs, daughter of HH Prince Sai Sanidvongs. Twelve days after his birth, his mother passed away. King Chula-longkorn brought him and his sister, Princess Yaovabha Bongsesanid, to Queen Savang Vadhana (later Queen Sri Savarindira The Queen Grandmother) and stated that “…he would be your son...” Queen Savang Vadhana raised them with love and generosity, the same as her only son, HRH Prince Mahidol Adulyadej. When HRH Prince Rangsit Prayurasakdi grew up, King Chulalongkorn sent him to attend high school at Halberstadt in Germany in 1899. He studied German before enrolling at Real Gymnasium. Subsequently, he furthered his education in Heidelberg University; he had intended to enroll in the medical program, but following his father’s wish, instead, he opted for law. Later, he switched his program to education but he also studied medical-related subjects as he preferred. After his graduation and return to Thailand, he served as Assistant Permanent Secretary for Public Instruction and was an inspector for the Royal Medical College and Teacher Training College. In 1914, King Vajiravudh bestowed the honorific title “Krom Muen” on him. During 1915, he served as commander of the Royal Medical College, and improved its programs to conform to modern standards, especially midwifery because traditional medical methods were widely performed at that time i.e. delivery of a baby by midwives. He also urged courtiers of Queen Savang Vadhana to attend the medical program at Siriraj Hospital to widely promote modern medicine, cultivate popularity of medical studies, and establish standard education for medical colleges. He also convinced HRH Prince Mahidol Adulyadej to become interested in medical subjects. Later, King Vajiravudh merged the Royal Medical College and Civil Service College (Teacher Training College), thus establishing Chulalongkorn University. The king invested him as president of the University. In 1918, he was transferred to become director general of the Department of Public Health to address public health issues. In 1922, his title was elevated as “Krom Khun Jainad Narendorn”. However, in 1925, he left the service due to failing health. 125
ครันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า้ เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวม โรงเร ียนราชแพทยาลัยกับโรงเร ียนข้าราชการ พลเร ือน (โรงเร ียนฝึกหัดครู) เป็นโรงเร ียน เดียวกัน แล้วก่อตังเป็นจุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย ้ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ชัยนาทนเรนทร รับราชการในต�าแหน่งอธิบดี กระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้าย มาเป็นอธิบดีกรมสาธารณสุข จัดวางโครงการ สาธารณสุขส�าหรับประเทศให้เจร ิญยิ่งขึ้น ถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “กรมขุนชัยนาทนเรนทร” อย่างไรก็ตาม เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงลาออกจากราชการ เนื่องด้วย พระอนามัยไม่สมบูรณ์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น องคมนตร ี นายพันโทพิเศษทหารบก และ ที่ปร ึกษาของคณะผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน คณะผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ ตลอดจน ผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ และประธาน องคมนตร ี ทังยังทรงได้รับพระราชทานพระยศ ้ พลเอกนายทหารพิเศษประจ�ากองพันที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ตามล�าดับ แล้วใน พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร จุฬาลงกรณราช วโรรส สยามสุขบทบุรัสการ ี เมตตาสีตล หฤทัย อาชชวมัททวัธยาศัยสุจาร ี ว ิว ิธเมธี วงศาธิราชสนิท นวมนร ิศรสุมันตนบิดุล ติรตนคุณสรณาภิรักษ ประยุรศักดิธรรมิก นาถบพิตร” โดยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงรับ พระราชภาระและทรงบริหารพระราชกรณียกิจ ต่างพระเนตรพระกรรณให้ส�ำเร็จลุล่วงไปได้ โดยเรียบร้อย ด้วยพระอุตสาหะวิริยะอย่าง แรงกล้า ประกอบด้วยทรงมีพระปรีชาญาณ อันสุขุมคัมภีรภาพในรัฐประศาสโนบาย จึ่งทรงวินิจฉัยเหตุการณ์และทรงบริหาร พระราชกิจผ่อนผันให้เป็นไปในทางที่ชอบ โดยเหมาะสมแก่กาละเทศะ ยังผลอันดีงาม ให้เกิดแก่ประเทศชาติเป็นอย่างดีสมพระราช หฤทัย...” เมื่อถึงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ กรมพระชัยนาทนเรนทร สิ้นพระชนม์ด้วย พระอาการพระหทัยวายเฉียบพลัน ณ วังถนน ว ิทยุ พระชันษา ๖๖ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล รังสิต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน “พระลองทองใหญ่ประดับพุ่มยอดและ ภู่เฟื่องประกอบพระโกศทรงพระศพ ภายใต้ ฉัตรขาวลายทอง ๕ ชั้น” ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร จากนั้น ในวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” แล้วเสด็จพระราชด�าเนินไปพระราชทานเพลิง พระศพ ณ พระเมรุวัดเบญจมบพิตร ซึ่งทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตามลักษณะ พระเมรุกลางเมือง ในวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕ During the reign of King Prajadhipok, he was promoted as privy councilor, special lieutenant colonel, and advisor to the regents. In the reign of King Bhumibol Adulyadej The Great, he was appointed as president of the regency, regent, and president of the Privy Council; his military titles were promoted to general honorary officer of the 1st Infantry Battalion, 1st Infantry Regiment, King’s Royal Guard Regiment. In 1950, the king elevated him to “Krom Phra Jainad Narendorn” stating that “…Not only did he complete his heavy duties successfully but he also managed to perform the king’s very well. With his strong perseverance and prudence in ruling the nation, he was capable of anticipating situations, and appropriately seeking the best solutions, thus creating fruitful benefits for the country…” On the 7th of March 1951, Krom Phra Jainad Narendorn passed away due to acute myocardial infarction at Thanon Witthayu Palace at the age of 66. He was the founder of the Rangsit family. King Bhumibol Adulyadej The Great bestowed “a large golden urn and allowed placing of the body under the five-tiered umbrella” at Songtham Throne Hall, Benchamabophit Temple. Later on the 28th of January 1952, the king acknowledged him as “HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn” and presided over the cremation ceremony at Benchamabophit Temple on the 29th of January 1952. (ขวา) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร (Right) HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn 126
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร หม่อมเอลีซาเบท และพระโอรส หม่อมเจ้าสนิธประยูรศักดิ์ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn, Mom Elizabeth (his wife), HSH Prince Sanidh Prayurasakdi, and HSH Prince Piyarangsit สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท พระเชษฐภคินี HRH Prince Krom Phraya Jainad Narendorn and HRH Princess Yaovabha Bongsanid, his elder sister
บทที่ ๔ พระเกียรติปรากฏ “กรมพระศร ีสวางควัฒนฯ” สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี ประสูติเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต เป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้า สิร ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง และเป็นพระโสทรกนิษฐภคินี ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนาม “จุฬาภรณ” ถือเป็นพระนาม มงคลยิง เพราะหมายถึง การอัญเชิญพระนาม ่ “จุฬา” ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จ พระจุ ลจอมเกล้ าเจ้าอยู่หั วมาเป็นคํา ต้นพระนาม เนื่องด้วยในวันประสูตินัน เป็นวัน้ มหาปีติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดาเนินไปพระราชทานปร ิญญาบัตร ํ แก่ผู้สําเร็จการศึกษา “ลูกมีหน้าที่จะต้องเรียนหนังสือให้มี ความรู้ เพื่อจะได้ออกมาท�ำงานเพื่อประเทศชาติ ต่อไป” เมื่อทรงเร ิมศึกษาที่โรงเร ียนจิตรลดา ่ วันแรกที่เสด็จไปโรงเร ียน มิได้ทรงกันแสง เช่นเด็กอื่น โดยทรงยึดถือค�าสอนนี้เป็น แรงบันดาลพระทัยให้ทรงงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนตราบถึงทุกวันนี้
ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ มีความสนพระทัย และทรงพระปร ีชาด้านอักษรศาสตร์ คณิตศาสตร์ และว ิทยาศาสตร์ ทั้งทรงได้รับการปลูกฝัง ทางศิลปะไปพร้อมกัน หลังเสด็จกลับจาก โรงเร ียนจะทรงท�าการบ้าน และทรงเลือกใช้ เวลาที่เหลือส�าหรับการฝึกซ้อมเปียโน กับพระอาจารย์ชาวรัสเซีย จนทรงช�านาญและ ทรงสามารถบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะลึกซึ้ง นอกจากนี้ พระปร ีชาด้านนาฏศิลป์ก็โดดเด่น เช่นเดียวกัน ด้วยทรงหมั่นฝึกฝนการร�าไทย กับท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ศิลปิน แห่งชาติด้านนาฏศิลป์ และทรงร่วมแสดง ในงานร ื่นเร ิงปิดภาคเร ียนเป็นประจาทุกปี ํ ขณะทรงศึกษา ทรงพระปร ีชาสามารถ และมีความสนพระทัยว ิชาคํานวณและ ว ิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน โปรดศึกษาว ิชา ภาษาต่างประเทศและว ิชาศิลปะควบคู่ไปด้วย เมื่อถึงเวลาเลือกสายการศึกษา เพื่อศึกษา ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเร ียน จิตรลดา ทรงเลือกเร ียนสายว ิทยาศาสตร์ เพื่อน�าว ิชาความรู้มาต่อยอดท�าประโยชน์ เพื่อน�าความสุขมาสู่ประชาชนตามพระราช ประสงค์ของสมเด็จพระราชชนนี ดังรับสั่งว่า “...สมเด็จแม่เคยรับสั่งว่าทรงมีลูกเพียง ๔ คน โปรดที่จะให้ศึกษาในแขนงวิชาต่าง ๆ กัน เพื่อที่จะได้ท�ำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้ หลายด้าน ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์ก่อนแล้ว จึงได้ตัดสินใจมาเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ แม้จะชอบด้านศิลปะก็ตาม...” ท้ายที่สุดทรงส�าเร็จการศึกษาปร ิญญา ว ิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาว ิชาเคมี เกียรตินิยม อันดับ ๑ จากมหาว ิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยความเอาพระทัยใส่และพระปร ีชาสามารถ In Honor of “Krom Phra Srisavangavadhana” HRH Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana was born on the 4th of July 1957 at the Ambara Villa, Dusit Palace. Her Royal Highness is the youngest daughter of His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great and Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother, and younger sister of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua. “Chulabhorn” is an auspicious name because “Chula” is derived from King Chulalongkorn’s name since Her Royal Highness was born on the day His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great presided over the annual Commencement Ceremony at Chulalongkorn University. “Your duty is to study and work for the country.” She began her preschool education at Chitralada School. She did not cry on the first day of school like other children and her royal father’s instruction inspired her to dedicate her life to work for the good of the country and the people. During her childhood, she was interested in and accomplished at literature, mathematics, science as well as the arts. After school, she fulfilled her homework assignments and practiced the piano with a Russian teacher; her piano performance was impressive. Her remarkable artistic skills were also presented through classical Thai dance practiced with her mentor, Thanpuying Paew Snidvongseni, a national artist in the domain of the classical Thai dancing arts. Her Royal Highness danced annually at festive events at the end of each semester. During her education, Her Royal Highness was devoted to mathematics and science while foreign languages and arts were among her other favorite subjects. For upper secondary education, the princess selected the science-mathematics program to apply her knowledge for public welfare according to The Queen Mother’s wishes: “Mother said that she had four children, and she would like her children to learn different fields of study and apply them for many aspects of national development. Since HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn selected liberal arts, I decided to study science even though I had a passion for the arts.” Her Royal Highness earned a Bachelor of Science degree in chemistry with first-class honors at Kasetsart University. Thanks to her determination and intelligence, she also achieved the highest scores in 129
ในการเล่าเร ียน ทรงสอบได้ที่ ๑ ในว ิชาเคมี และชีวว ิทยา ทั้งทรงได้รับรางวัลเร ียนดีจาก มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.แถบ นีละนิธิ เนื่องจากทรงส�าเร็จการศึกษาระดับ ปร ิญญาบัณฑิตด้วยคะแนนยอดเยี่ยม เมื่อทรง พระด�าร ิถึงการศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา มหาว ิทยาลัยมหิดล จึงอนุมัติให้ทรงเข้าศึกษา ระดับปร ิญญาดุษฎีบัณฑิตโดยไม่ต้ อง ผ่านระดับมหาบัณฑิต ก่อนทรงศึกษาด้วย พระว ิร ิยอุตสาหะ ใฝ่พระทัยในการศึกษา เล่าเร ียนเป็นที่ยิ่ ง ทั้งที่มีพระราชกิจในฐานะ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ก็ยังเสด็จไปทรง พระอักษรร่วมกับพระสหายในชั้นเร ียน อย่างสม่า� เสมอ ทังยังทรงงานในห้องปฏิบัติการ ้ ด้วยพระองค์เองอย่างไม่ทรงท้อถอย แม้จะ ทรงแพ้สารเคมี กระทั่งทรงส�าเร็จการศึกษา โดยทรงจัดท�าว ิทยานิพนธ์เร ื่อง “Part I: Constituents of Boesenbergia pandurata (yellow rhizome) (Zingiberaceae). Part II: Additions of lithio chloromethyl phenyl sulfoxide to aldimines and alpha, beta-unsaturated compounds” ทรงได้รับ พระราชทานปร ิญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาว ิชาเคมีอินทร ีย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ จากนั้น ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ ทรงส�าเร็จ การอบรมระดับหลังปร ิญญาเอก (PostDoctoral Training) เร ื่อง “Synthesis of Oligonucleotides Using Polymer Support and Their Applications in Genetic Engineering” จากมหาว ิทยาลัย อูล์ม ประเทศเยอรมนี และใน พ.ศ. ๒๕๕๐ ทรงส�าเร็จการศึกษาปร ิญญาปรัชญาดุษฎี บัณฑิต สาขาว ิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้า� คณะประมง มหาว ิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และใน พ.ศ. ๒๕๕๗ ทรงส�าเร็จการศึกษาปร ิญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
สาขาว ิชาว ิทยาศาสตร์ชีวภาพทางสัตวแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาว ิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทรงน�าความรู้ มาดูแล รักษาสัตว์ เนื่องจากสัตว์มีความใกล้ชิด กับมนุษย์มาก หากสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี ไม่มีโรค ย่อมจะลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของ ผู้เลี้ยงด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความสนพระทัย ด้านศิลปะมาแต่ทรงพระเยาว์ เวลาต่อมา จึงทรงเข้ารับการศึกษา ณ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาว ิทยาลัย ศิลปากร จนทรงส�าเร็จการศึกษาปร ิญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาว ิชาทัศนศิลป์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๓ และด้วยพระปร ีชาสามารถ ด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ คีตศิลป์ และงานออกแบบ ทั้งทรงน�าศิลปะ มาส่งเสร ิมและกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ทรงน�าไปต่อยอดเป็นรายได้สมทบทุน มูลนิธิต่าง ๆ ในพระด�าร ิ ดังนั้น คณะรัฐมนตร ี จึงถวายพระสมัญญา “สิร ิศิลปิน” แด่สมเด็จ พระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติย ราชนาร ี เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ทั้งนี้ ด้วยทรงตระหนักถึงปัญหาและ ความเดือดร้อนของราษฎร เร ื่องการขาดแคลน บุคลากรด้านการแพทย์และการสาธารณสุข และโดยเฉพาะความต้องการการสนับสนุน เร ื่องการศึกษาว ิจัยทางว ิชาการว ิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุข จึงทรงก่อตั้ง “กองทุนจุฬาภรณ์” ซึ่งต่อมา มีการจดทะเบียน เป็น “มูลนิธิจุฬาภรณ์” โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะน�าว ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีว ิตของประชาชน ชาวไทย chemistry and biology; the award was presented by the Professor Dr. Tab Nilanidhi Foundation. With her excellent academic performance and her wish to continue with a master’s degree program, Mahidol University gave approval for her pursuit of a doctoral degree without completing the standard master’s degree requirement first. Despite the time needed to conduct her royal duties, Her Royal Highness joined her classes on a regular basis and indefatigably studied in laboratory classes despite being allergic to various chemical substances. Upon graduation, she wrote the thesis “Part I: Constituents of Boesenbergia pandurata (yellow rhizome) (Zingiberaceae). Part II: Additions of lithio chloromethyl phenyl sulfoxide to aldimines and alpha, beta-unsaturated compounds” and subsequently earned a doctoral degree in organic chemistry in 1985. In 1987, Her Royal Highness completed a post-doctoral training entitled “Synthesis of Oligonucleotides Using Polymer Support and Their Applications in Genetic Engineering” at Ulm University, Germany. In 2007, Her Royal Highness earned a doctoral degree in aquaculture from the Faculty of Fisheries at Kasetsart University. In 2014, Her Royal Highness was awarded a doctoral degree in bio-veterinary science (international program), again by Kasetsart University. This was a result of her interest in taking care of animals and belief that being in close proximity to humans, healthy domestic animals will lower the risk of spreading disease to their owners. To pursue her passion for arts, Her Royal Highness also studied at the Faculty of Painting, Sculpture and Graphic Arts, Silpakorn University, and received a doctoral degree in visual arts in 2020. Her Royal Highness has contributed her competence in visual arts, writing, music, and designing to strengthening ties with several countries and to funding different foundations she initiated. On the 10th of November 2020, the Cabinet thus honored Her Royal Highness with the title “Siri Silapin” (The August Artist). Aware of the problems and difficulties generated by lack of medical staff and public health services as well as insufficient support for scientific, medical, and public health research, Her Royal Highness founded the “Chulabhorn Fund”, which later registered as the “Chulabhorn Foundation”. The Foundation focused on the use of scientific knowledge and technology to enhance Thai public quality of life. 131
จากนัน ทรงก่อตั้ง ้ “สถาบันว ิจัยจุฬาภรณ์” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ และทรงเป็นองค์ประธาน ของสถาบัน ซึ่งมีเป้าหมายส�าคัญคือ ส่งเสร ิม ความรู้ที่ได้จากการศึกษาว ิจัยทางว ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ว ิศวกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ เพื่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจน เป็นศูนย์กลางในการศึกษาและพัฒนา บุคลากรสาขาว ิทยาศาสตร์ การแลกเปลี่ยน ความรู้ทางด้านว ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งระดมสติ ปัญญาของ นักว ิชาการที่มีศักยภาพและว ิทยาการ ที่ก้าวหน้า เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน ตลอดไป ข ณ ะ เ ดี ย ว กั น เพื่ อ เ ป็น ก า ร ส ร้า ง องค์ความรู้ทางว ิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างครบ วงจร ประกอบกับแนวพระด�าร ิในการขยาย ภารกิจด้านการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ด้านว ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสาขา ที่มีความต้องการสูงให้กว้างขวางยิ่ งขึ้น จึงมี การเสนอโครงการจัดตั้ง “สถาบันบัณฑิต ศึกษาจุฬาภรณ์” ใน พ.ศ. ๒๕๔๘ นอกจากนี้ จากการที่ทรงรับเป็นหัวหน้า ห้องปฏิบัติการเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและ ห้องปฏิบัติการสารเคมีก่อมะเร็ง ประกอบกับ ทรงพบว่าประชาชนชาวไทยเป็นโรคมะเร็งเพิม่ ในอัตราที่สูงมากขึ้น จึงทรงก่อตั้ง “ศูนย์ว ิจัย ศึกษาและบ�าบัดโรคมะเร็ง” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีชีว ิตที่ยืนยาวและ มีคุณภาพชีว ิตที่ดี ทังร่างกาย จิตใจ และสังคม ้ และให้เป็นศูนย์ว ิจัยด้านโรคมะเร็งที่มีความ เป็นเลิศทางการว ิจัย ว ิชาการ และการบ�าบัด รักษา พร้อมทั้งพัฒนาเป็นศูนย์ช�านาญการ In 1987, Her Royal Highness established the “Chulabhorn Research Institute” and served as the President of the Institute. The Institute aims to adapt different fields of researchbased knowledge covering science, technology, engineering, and social science to promote national development. It also serves as an educational hub to produce scientific personnel and encourage scientific and technological knowledge exchange with the cooperation of international organizations. Moreover, with its cutting-edge technology, it is an ideal location for academics to brainstorm about sustainable national development. In 2005, the Chulabhorn Graduate Institute was established to perpetuate the expansion of scientific knowledge, provide comprehensive education and training, and to promote higher education in the fields of science and technology and high-demand disciplines. Her Royal Highness became chief of the laboratory of natural products and the laboratory of chemical carcinogenesis. Aware of the alarming rates of cancer among Thai people, Her Royal Highness thus established the Chulabhorn Cancer Centre to improve the quality of life 132
ว ินิจฉัยมะเร็งที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุด ในภูมิภาค โดยมีงานว ิจัยที่ได้มาตรฐานสากล รองรับ ต่อมา ทรงจัดตั้ง “ศูนย์ไซโคลตรอน และเพทสแกนแห่งชาติ” (National Cyclotron and PET Centre) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้บร ิการ ในการตรวจว ินิจฉัยโดยสารเภสัชรังสีเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่สามารถติดตาม ตรวจวัด ประเมิน ตลอดจน ว ิเคราะห์การท�าหน้าที่ของอวัยวะนัน ๆ ในระดับ ้ เซลล์เมตาบอลิสม์ ที่สามารถให้รายละเอียด การว ินิจฉัยโรคและระยะของโรคได้ดีกว่า การตรวจอย่างอื่น ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ในการตรวจรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โรคทางสมอง และหัวใจ นอกจากนี้ ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ ยังโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “ราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์” เพื่อถวาย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชน มีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีว ิตที่ได้มาตรฐาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรงเป็นขัตติยนาร ี ผู้ปร ีชาสามารถและมีพระจร ิยวัตรที่งดงาม เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ทรงอุทิศพระวรกาย ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการด้วยพระว ิร ิย อุตสาหะ ทั้งยังทรงศึกษาว ิจัยองค์ความรู้ ด้านว ิทยาศาสตร์ เพื่อน�ามาปรับใช้ในการ พัฒนาประเทศชาติและประชาชน กระทั่ง ทรงได้รับยกย่องเป็น “เจ้าฟ้านักว ิทยาศาสตร์” พร้อมกับทรงได้รับยกย่องจากนานาชาติ ในฐานะนักว ิทยาศาสตร์ชันน�้าของโลก ด้วยเหตุนี้ ในการพระราชพิธีบรมราชา ภิเษกพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มีการสถาปนาพระอิสร ิยยศ
of cancer patients. It also serves as a prominent cancer research center in terms of research, academic science, and treatment; it boasts the best and latest technology for cancer diagnosis in the Southeast Asian region with research that rivals international standards. The National Cyclotron and PET Centre was later established to provide diagnosis using radiopharmaceuticals and computerized tomography scanning (CT Scan). This high-tech medical procedure allows doctors to monitor, examine, assess, and analyze the functions of certain organs for cellular metabolism. In this context, it offers enhanced diagnosis for diseases and their stages which greatly benefits patients with cancer-, brain- and heart-related issues. In 2016, Chulabhorn Royal Academy was established in response to the wish of His Majesty King Bhumibol Adulyadej The Great to ensure healthy living and better quality of life for Thai people. Over the march of time, Her Royal Highness has used her talents to graciously perform numerous royal duties with perseverance and tireless dedication by conducting scientific research to promote the development of Thailand and the Thai people. Her Royal Highness is regarded as a “Scientist Princess” and is highly respected worldwide as a leading research scientist. Thus, during the coronation of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua in 2019, as his younger sister who had experienced thick and thin since their childhood and lightened the workloads of their royal parents, especially with regard to science- and medical-related duties, Her Royal Highness was officially bestowed with an honorific title “Krom Phra” in accordance with Thai royal traditions, being entitled “HRH Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana”, which was specially great honor given the fact that, in the past, the highest level of the title “Krom” that younger siblings of the king could achieve was “Krom Luang”. “Sri” indicates grace or splendor, “Savanga-” means healthy or wellnourished body, while “Vadhana” means growth or development, thus the title “Srisavangavadhana” denotes the grace of growth or health development, which connotes Her Royal Highness’s tireless perseverance in special duties, in this case, medical matters. และเฉลิมพระอิสร ิยศักดิ์พระบรมราชวงศ์ ตามขัตติยโบราณราชประเพณี ในฐานะ ที่เป็นพระโสทรกนิษฐภคินี ที่ทรงร่วมสุข ร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ ทั้งทรงปฏิบัติ พระกรณียกิจแบ่งเบาพระราชภาระของ สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระ บรมราชชนนี เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย โดยเฉพาะการทรงงานด้านว ิทยาศาสตร์ และการแพทย์ สมควรจะทรงได้รับการ ยกย่องสรรเสร ิญพระเกียรติตามขนบโบราณ ราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเฉลิมพระอิสร ิยยศเป็น “เจ้าฟ้า ต่างกรมฝ่ายใน” ที่ “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี” อันเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงยิง ด้วยพระบรม่ ราชวงศ์ที่ด�ารงพระยศพระเจ้าน้องยาเธอหร ือ พระเจ้าน้องนางเธอในพระเจ้าแผ่นดินนับแต่ อดีตจะ “ทรงกรม” อย่างสูงเพียง “กรมหลวง” อนึ่ง พระนามกรม “ศร ีสวางควัฒน” ยังแสดงถึงพระว ิร ิยอุตสาหะในการบ�าเพ็ญ พระกรณียกิจส�าคัญที่ดีเด่น โดยเฉพาะด้าน การแพทย์ ด้วยพระนามกรมมีความหมายว่า “เป็น “ศร ี” แห่งความเจร ิญหร ือการพัฒนา สุขภาพ” (“สวางค” แปลว่า ร่างกายที่ดี ร่างกาย ที่ได้รับการบ�ารุงเป็นอย่างดี “วัฒน” แปลว่า ความเจร ิญ ความงอกงาม) 135
ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศร ีสนทรมหาวชิราลงกรณ ิ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศร ีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ราชประเพณีซึงมีสืบมาแต่โบราณ เมื่อสมเด็จ ่ พระมหากษัตร ิยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาพระเกียรติยศพระบรม วงศานุวงศ์ ทรงพระราชด�าร ิว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินี อีกพระองค์หนึง ที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจร ิญพระชนมายุ ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจแบ่งเบา ่ พระราชภาระของสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี โดยเฉพาะการทรงงานทางว ิชาการด้านว ิทยาศาสตร์ และด้านการแพทย์ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ จวบจนรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงงานอย่างต่อเนื่องด้วยพระว ิร ิยอุตสาหะ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามโบราณ ราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติยราชนาร ี และพระราชทานเหร ียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๑๐ ชันที่ ๑ ้ ขอจงเจร ิญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิร ิสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลว ิบุลศุภผล สกลเกียรติยศ ปรากฏยิ่ งยืนนาน ตลอดจิรัฏฐิติกาล เทอญ ประกาศ ณ วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
Announcement on the Investiture of HRH Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua has graciously commanded a royal announcement that, according to the long-established royal tradition, when a new monarch has been officially crowned, he shall invest royal family members with appropriate ranks and titles, and whereas His Majesty muses that HRH Princess Chulabhorn Valayalaksana, his youngest sister, who is much trusted and admired by His Majesty because she has shared times of both joy and grief since their childhood, has striven to accomplish royal duties to lighten the burden of their royal parents, especially in the fields of science and medicine, making substantial contributions to the country and earning international recognition, and has tirelessly continued with her royal functions even in the current reign, thus deserves greater honor. Therefore, His Majesty graciously invests HRH Princess Chulabhorn Valayalaksana with the honorific title “Krom”, which has been inscribed on the Royal Golden Plaque as Somdet Phra Chao Nong Nang Thoe Chao Fa Chulabhorn Valayalaksana Agrarajakumari Krom Phra Srisavangavadhana Vorakhattiya Rajanari (HRH Princess Chulabhorn Krom Phra Srisavangavadhana), and presents her with a Rattanabhorn Medal of the Tenth Reign (First Class). May Her Royal Highness be blessed with longevity, grace, pleasure, good health, wisdom, and wealth forever. Announced on the 5th of May, B.E. 2562 (A.D. 2019), the fourth year of the current reign. (Unofficial Translation)
บรรณานุกรม Bibliography “การตั้งกรมพระเจ้าลูกยาเธอ ๒ พระองค์”. (๒๔๔๕, ๗ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๙ ตอน ๓๗. หน้า ๗๒๔. “การตั้งกรมพระองค์เจ้าวรวรรณกร”. (๒๔๓๒, ๘ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖ ตอน ๓๖. หน้า ๓๐๒. “การท�าบุญที่โรงเลี้ยงเด็ก”. (๒๔๓๓, ๑๔ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓ ตอน ๒๔. หน้า ๒๑๕. “การท�าบุญพระชนมพรรษาพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ”. (๒๔๒๘, ๘ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑ ตอน ๕๒. หน้า ๔๕๖. “การเปิดสะพานรามบุตร ี”. (๒๔๕๓, ๒๑ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๗ ตอน ๐ ง. หน้า ๑๐๒๘. “การพระเมรุท้องสนามหลวง พระราชทานเพลิงพระศพ พระว ิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา”. (๒๔๗๓, ๖ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๗ ตอน ง. หน้า ๑๙. “การพระเมรุท้องสนามหลวง”. (๒๔๔๓, ๒๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๗ ตอน ๔๔. หน้า ๖๒๗-๖๓๑. “การพระราชกุศลสัตมวาร แลสถาปนาพระเกียรติยศพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ”. (๒๔๓๙, ๓๐ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓ ตอน ๒๒. หน้า ๒๒๔. “การพระราชพิธีสถาปนาพระอิสร ิยยศ เฉลิมพระอภิธัยและเลื่อนกรมพระราชวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘”. (๒๔๖๘, ๒๘ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ง. หน้า ๓๘๘๔-๓๘๘๙. “การพระศพพระเจ้ามหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร แลพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์”. (๒๔๔๓, ๑๗ กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๗ ตอน ๔๗. หน้า ๖๖๑. “ก�าหนดการพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงษเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมสมเด็จพระบ�าราบปรปักษ์”. (๒๔๓๐, ๑๕ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔ ตอน ๓. หน้า ๑๗. “ข่าวพระองค์เจ้า และหม่อมเจ้าทรงผนวช”. (๒๔๓๒, ๑๔ กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖ ตอน ๑๕. หน้า ๑๒๔. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๒๙, ๘ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓ ตอน ๒๓. หน้า ๑๘๑. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๒๙, ๑๕ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓ ตอน ๒๔. หน้า ๑๙๑. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๓๕, ๒ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๙ ตอน ๒๗. หน้า ๒๑๗. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๓๙, ๒๓ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓ ตอน ๒๑. หน้า ๒๒๐. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๖๘, ๑๖ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ง. หน้า ๑๔๗๙. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๗๒, ๓๐ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๖ ตอน ง. หน้า ๙๙๔. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๗๔, ๑๘ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๘ ตอน ง. หน้า ๒๕๖๙. “ข่าวสิ้ นพระชนม์”. (๒๔๗๔, ๓ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๘ ตอน ง. หน้า ๓๓๑. “ข่าวสิ้ นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย”. (๒๔๓๐, ๘ กันยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔ ตอน ๒๒. หน้า ๑๗๑. “ค�าประกาศตั้งเจ้าฟ้ากรมขุน”. (๒๔๓๐, ๓๐ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔ ตอน ๓๗. หน้า ๒๙๓. “ค�าประกาศตั้งพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร”. (๒๔๓๐, ๒๒ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔ ตอน ๓๒. หน้า ๒๕๕. “แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมศึกษาธิการ เร ื่อง เปิดโรงเร ียนราชว ิทยาลัย ณ โรงเลี้ยงเด็ก ของพระอรรคชายาเธอ”. (๒๔๔๗, ๒๔ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๑ ตอน ๔. หน้า ๓๘. 138
“เชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ”. (๒๔๓๐, ๑๘ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔ ตอน ๔๘. หน้า ๓๖๖. “ประกาศ เลื่อน แลตั้งกรม แลตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๕๔, ๑๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๘ ตอน ๐ ง. หน้า ๑๗๒๗-๑๗๒๘. “ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย เป็นกรมพระเทพนาร ีรัตน์”. (๒๔๕๘, ๒๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๒ ตอน ๐ ก. หน้า ๓๗๑. “ประกาศการมหาสมณุตตมาภิเษก”. (๒๔๓๔, ๖ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๘ ตอน ๓๖. หน้า ๓๑๒. “ประกาศการรับพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนาม”. (๒๔๓๔, ๒๔ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๘ ตอน ๔๓. หน้า ๓๙๐. “ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย”. (๒๔๕๓, ๔ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๗ ตอน ๐ ง. หน้า ๒๐๒๒. “ประกาศเฉลิมพระสุพรรณบัตร ตั้งกรมฝ่ายใน”. (๒๔๔๘, ๒๑ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๒ ตอน ๘. หน้า ๑๖๑. “ประกาศตั้งกรมพระองค์เจ้าวรวรรณกร”. (๒๔๓๒, ๘ ธันวาคม ). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖ ตอน ๓๖. หน้า ๓๐๔. “ประกาศเลื่อนกรม”. (๒๔๒๘, ๑๕ กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑ ตอน ๕๗. หน้า ๔๙๙. “ประกาศเลื่อนกรม”. (๒๔๒๘, ๒๒ กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑ ตอน ๕๘. หน้า ๕๐๗. “ประกาศเลื่อนกรมฯ”. (๒๔๒๘, ๑๕ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑ ตอน ๕๓. หน้า ๔๖๖. “ประกาศเลื่อนกรมตั้งพระองค์เจ้าและตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๖๕, ๑๙ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๙ ตอน ๐ ก. หน้า ๓๐๕-๓๐๙. “ประกาศเลื่อนกรมและตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๔๘, ๑๙ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๒ ตอน ๓๔. หน้า ๗๓๗. “ประกาศเลื่อนพระนามพระอัครชายาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า”. (๒๔๓๑, ๒๕ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕ ตอน ๘. หน้า ๖๑-๖๓. “ประกาศเลื่อนแลตั้งกรมแลตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๕๔, ๑๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๘ ตอน ๑๑. หน้า ๑๗๑๙-๑๗๒๑. “ประกาศสถาปนา เลื่อนกรม ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้า และตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๖๖, ๒๕ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๐ ตอน ง. หน้า ๒๖๐๐. “พระนามจาร ึกในพระสุพรรณบัตรกรมสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอฯ”. (๒๔๒๘, ๘ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑ ตอน ๕๒. หน้า ๔๕๘. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระนาม”. (๒๔๔๗, ๒๙ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๑ ตอน ๔๔. หน้า ๘๐๑-๘๐๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล”. (๒๔๘๙, ๑๓ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๓ ตอน ๕๔ ก. หน้า ๔๓๙. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เฉลิมพระสุพรรณบัตรเลื่อนกรม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร ซึ่งด�ารงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหมื่น และทรงตั้งพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ เป็นกรมหมื่น”. (๒๔๔๙, ๒ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๓ ตอน ๓๖. หน้า ๙๒๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม”. (๒๔๒๙, ๒๒ มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓ ตอน ๙. หน้า ๖๙. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม”. (๒๔๒๙, ๒๒ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓ ตอน ๓๔. หน้า ๒๘๔. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม”. (๒๔๕๗, ๑๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๑ ตอน ๐ ง. หน้า ๑๘๓๕. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา”. (๒๔๗๒, ๑๐ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๖ ตอน ๐ ก. หน้า ๑๗๔-๑๘๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรมพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน”. (๒๔๔๖, ๑๗ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๐ ตอน ๔๒. หน้า ๗๒๙. 139
“พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน”. (๒๔๔๖, ๐๙ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๐ ตอน ๑๙. หน้า ๓๑๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ ในการพระราชทาน พระสุพรรณบัตร”. (๒๔๔๑, ๑๓ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๕ ตอน ๓๓. หน้า ๓๔๑. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เปลี่ยนพระนามกรม”. (๒๔๔๔, ๑ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๘ ตอน ๓๕. หน้า ๖๘๓. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เร ื่อง สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี”. (๒๕๖๒, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจา นุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๔ ข. หน้า ๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนกรม ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้า และตั้งเจ้าพระยา”. (๒๔๕๖, ๑๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๐ ตอน ก. หน้า ๓๓๙-๒๔๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนกรม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระชัยนาทนเรนทร”. (๒๔๙๕, ๒๙ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๙ ตอน ๗ ก. หน้า ๗๗. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนพระนามกรม สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานคร ินทร์ ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง”. (๒๔๗๒, ๑๗ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๖ ตอน ๐ ก. หน้า ๑๙๘. “พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนและตั้งกรมพระองค์เจ้า และเจ้าพระยา”. (๒๔๕๕, ๑๓ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๙ ตอน ก. หน้า ๒๔๙-๒๕๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนา พระราชวงศ์”. (๒๔๙๕, ๖ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๙ ตอน ๒๘ ก. หน้า ๖๕๐-๖๕๓. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาตั้งกรมสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา ศิร ินิภาพรรณวดี เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน”. (๒๔๖๗, ๑๑ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๑ ตอน ง. หน้า ๓๖๓๕. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทว ี”. (๒๔๖๘, ๑๑ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ก. หน้า ๑๙๑. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระราชวงศ์”. (๒๔๙๓, ๙ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๗ ตอน ๖๙. หน้า ๔๙๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระอิสร ิยศเฉลิมพระอภิไธยและเลื่อนกรมพระราชวงศ์”. (๒๔๖๘, ๒๑ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ก. หน้า ๓๗๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาพระอิสร ิยศเฉลิมพระอภิไธยและเลื่อนกรมพระราชวงศ์”. (๒๔๖๘, ๒๑ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ก. หน้า ๓๗๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาเลื่อนกรม พระพุททธศักราช ๒๔๕๙”. (๒๔๕๙, ๑๑ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๓ ตอน ๐ ก. หน้า ๒๑๘-๒๒๗. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนร ิศรานุวัติวงศ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรมพระยา”. (๒๔๘๙, ๑ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๓ ตอน ๑ ก. หน้า ๕-๘. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี”. (๒๔๖๘, ๓ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๒ ตอน ๐ ก. หน้า ๓๕๕. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี”. (๒๔๙๓, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๗ ตอน ๒๖ ก ฉบับพิเศษ. หน้า ๑๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า”. (๒๔๖๔, ๑๒ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๓๘ ตอน ๐ ก. หน้า ๑๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศการสถาปนา พระเจ้าน้องยาเธอ พระวรวงษ์เธอ เปนต่างกรม แลสถาปนา หม่อมเจ้าเปนพระองคเจ้า แลเลื่อนต�าแหน่งยศ ข้าราชการผู้ใหญ่”. (๒๔๓๙, ๕ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓ ตอน ๑. หน้า ๑๖. “พระบรมราชโองการ ประกาศเฉลิมพระเกียรติยศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิร ิภาจุฑาภรณ์”. (๒๕๖๒, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๔ ข. หน้า ๑๑. 140
“พระบรมราชโองการ ประกาศเฉลิมพระเกียรติยศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ”. (๒๕๖๒, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๔ ข. หน้า ๑๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักร ีสิร ินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิร ิกิจการ ิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมาร ี”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๔. “พระบรมราชโองการ ประกาศเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิร ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๒. “พระบรมราชโองการ ประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๑. “พระบรมราชโองการ ประกาศในการพระราชทานสุพรรณบัตร และหิรัญบัตร”. (๒๔๓๙, ๒๒ พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓ ตอน ๓๔. หน้า ๔๑๕. “พระบรมราชโองการ ประกาศในการสถาปนาพระเกียรติยศ”. (๒๔๓๙, ๓๐ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓ ตอน ๒๒. หน้า ๒๒๕. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนาร ีนาถ”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๗. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมาร ี กรมพระศร ีสวางควัฒน วรขัตติย ราชนาร ี”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๖. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี”. (๒๕๖๒, ๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๕ ข. หน้า ๘. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิร ิวัณณวร ี นาร ีรัตนราชกัญญา”. (๒๕๖๒, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๔ ข. หน้า ๙. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาและเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิร ิว ิบูลยราชกุมาร”. (๒๕๖๒, ๔ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๖ ตอน ๑๔ ข. หน้า ๑๐. “พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนคร ินทร์”. (๒๕๓๘, ๖ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๑๒ ตอน พิเศษ ๑๔ ง. หน้า ๑. “พระประวัติพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมสมเด็จพระปวเรศวร ิยาลงกรณ์”. (๒๔๓๕, ๙ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๙ ตอน ๒๘. หน้า ๒๒๔. “พระราชกุศล รับพระอัฐินายพลตร ี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถและการบ�าเพ็ญพระราชกุศลที่วัดเบญจมบพิตร”. (๒๔๗๔, ๒๕ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๘ ตอน ง. หน้า ๒๖๗๐. “รายงานการก่อสร้างสะพานรามบุตร ี กรมสุขาภิบาล”. (๒๔๕๓, ๒๑ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๒๗ ตอน ๐ ง. หน้า ๑๐๓๐. “เร ื่องโรงเลี้ยงเด็ก”. (๒๔๓๓, ๖ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๗ ตอน ๑. หน้า ๗. “หมายก�าหนดการ ที่ ๑/๒๔๙๕ สถาปนาพระอิสร ิยศักดิ์ ทรงบ�าเพ็ญพระราชกุศล พระราชทานเพลิงพระศพฉลองพระอัฐิ และบรรจุพระสร ิรางคาร พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยุรศักดิ์ กรมพระชัยนาทนเรนทร ๒๔๙๕”. (๒๔๙๕, ๒๙ มกราคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๖๙ ตอน ๗ ง. หน้า ๒๙๕. “หมายก�าหนดการ ที่ ๘/๒๔๗๔ รับพระอัฏฐิ นายพลตร ี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ เชิญไปประกอบการบ�าเพ็ญพระราชกุศล ที่วัดเบญจมบพิตร พุทธศักราช ๒๔๗๔”. (๒๔๗๔, ๑๑ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๔๘ ตอน ๐ ง. หน้า ๒๔๖๓. 141
กิตติพงษ์ ว ิโรจน์ธรรมากูร. ๑๐๐ ปี ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. พิมพ์ครังที่ ๒. กรุงเทพฯ : ด� ้ารงว ิทยา, ๒๕๔๘. จุร ีรัตน์ เกียรตุมาพันธ์. บทบาททางด้านการเมืองและการปกครองของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบ�าราบปรปักษ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๑-พ.ศ. ๒๔๒๙. ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาคว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๓. จุฬาภรณ์, มูลนิธิ. ทั้งชีว ิต อุทิศเพื่อราษฎร์. กรุงเทพฯ : สถาบันว ิจัยจุฬาภรณ์และราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์, ๒๕๖๐. ปร ีชา สุนทรพะลิน. บทบาทและพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานร ิศรานุวัดติวงศ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๐-พ.ศ. ๒๔๗๗. ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาคว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๑. พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. พระประวัติสมเด็ดพระเจ้าบรมวงส์เทอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ. พระนคร : โสภนพิพัธนากร, ๒๔๘๗. แพทยศาสตร์ศิร ิราชพยาบาล มหาว ิทยาลัยมหิดล, คณะ. ชัยนาทนเรนทรานุสรณ์. กรุงเทพฯ : บร ิษัท อมร ินทร์พร ินติ้ ้ งแอนด์พับลิชชิง จ�่ากัด (มหาชน), ๒๕๕๘. ภัคภรจันท์ เกษมศร ี, หม่อมหลวง. สมุดภาพสยามเรเนซองส์ : ความทรงจ�าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : สยาม เรเนซองส์, ๒๕๖๐. “___________________________”. สมุดภาพสยามเรเนซองส์ : ความทรงจ�าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : สยาม เรเนซองส์, ๒๕๖๒. เสร ิมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, ส�านักงาน. ราชพัสตราภรณ์. กรุงเทพฯ : ส�านักงานเสร ิมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ, ๒๕๔๘. เร ื่องเฉลิมพระยศเจ้านาย ฉะบับมีพระรูป. พิมพ์ครังที่ ๒. กรุงเทพฯ : บร ิษัท อมร ินทร์พร ิ ้นติ้ ้ งแอนด์พับลิชชิง จ�่ากัด (มหาชน), ๒๕๓๘. เร ื่องเฉลิมพระยศเจ้านาย ฉะบับมีพระรูป เล่ม ๒. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๔. วรพจน์ ว ีรพลิน. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ : พระประวัติและผลงานที่เกี่ยวกับหอสมุดแห่งชาติ. ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาคว ิชาบรรณารักษศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๕. วันเพ็ญ สุจิปุตโต. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ กับงานด้านการคลัง พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๔๗๔. ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญาอักษรศาสตร มหาบัณฑิต ภาคว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๖. ว ิทยา ปานะบุตร. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระก�าแพงเพชรอัครโยธิน กับงานด้านการสื่อสารคมนาคม (พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๕). ว ิทยานิพนธ์ ปร ิญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาคว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๗. ว ิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (๑๙๘๔) จ�ากัด, ๒๕๔๗. ว ิมลวรรณ ทองปร ีชา. พระประวัติและพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ. ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๐๗. ศิลปากร, กรม. สมเด็จพระบรมราชินีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๗. ศิลปากร ส�านักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, กรม. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครังที่ ๑๔. กรุงเทพฯ : ส� ้านักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, ๒๕๕๔. ศิลปากร, มหาว ิทยาลัย. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานร ิศรานุวัดติวงศ์. กรุงเทพฯ : งานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาว ิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖. สิร ิรัตน์ เกตุษเฐียร. บทบาททางการเมืองของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบร ิพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (พ.ศ. ๒๔๔๖- พ.ศ. ๒๔๗๕). ว ิทยานิพนธ์ปร ิญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกว ิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตว ิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาว ิทยาลัย, ๒๕๒๒. เอ.ยี. เอลลิส. พระกรณียกิจปฏิบัติของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานคร ินทร์ ที่ทรงอุปการะการแพทย์ในกรุงสยาม. พระนคร : โรงพิมพ์ตีรณสาร, ๒๔๙๔. หม่อมเจ้าสนิธประยูรศักดิ์ รังสิต พิมพ์แจกในงานพิธีเปิดตึกคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔. อรรถดา คอมันตร์. Siam: Days of Glory สมุดภาพความทรงจ�า เมื่อครังแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ้. กรุงเทพฯ : สยาม เรเนซองส์, ๒๕๕๓. 142
หมายเหตุ Note พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระนาม และชื่อบุคคล ภาษาอังกฤษ ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ อ้างอิงจากหนังสือ The Royal Family of Thailand - The Descendants of King Chulalongkorn จุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ พระบรมราชวงศ์แห่งประเทศไทย โดยเจฟฟร ี่ ไฟน์สโตน (Jeffrey Finestone) ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนคร ินทร์ ทรงพระกรุณานิพนธ์ค�าปรารภ ส�าหรับพระนามาภิไธย พระนาม ราชทินนาม ที่มิได้มีปรากฏในหนังสือของเจฟฟร ี่ จะเขียนโดยยึดหลักการถ่ายถอดเสียงเดียวกับที่เจฟฟร ี่ใช้ เว้นแต่ชื่อบุคคลที่เป็นค�าสามัญ เช่น ดาวเร ือง น้อย ตัน รวมทั้งชื่อถนน สถานที่ จะเขียนโดยยึดหลักการถ่ายถอดเสียงของส�านักงานราชบัณฑิตยสภา หร ือตามที่ปรากฏใช้ในปัจจุบัน The English names of the royalty and members of the nobility used in this book are written according to those used by Jeffrey Finestone in his publication, “The Royal Family of Thailand - The Descendants of King Chulalongkorn”, of which the foreword was penned by Her Royal Highness Princess Galyani Vadhana Krom Luang Naradhiwas Rajanagarindra. Transliteration of royal and noble names and titles that are not referred to in Jeffrey’s book follow the same rules. Other common Thai names such as Daorueang, Noi, Tan, and so forth as well as the names of roads and places are transliterated according to the rules defined by the Office of the Royal Society or as they are publicly used. 143
“กรมพระ” กรุงรัตนโกสนทร์ ิ อ�ำนวยการผลิต ราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะผู้จัดท�ำ ราชว ิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ปร ึกษากิตติมศักดิ์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ ที่ปร ึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.ปร ีดี พิศภูมิว ิถี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล เอื้อเฟื้ อภาพประกอบ ส�านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กองบรรณาธิการ บร ิษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชันส์ จ�่ากัด ศิลปกรรม นางเลิศลักษณา ยอดอาวุธ นางสาวอพฤฤดี ร ี้พล นายเพชรรว ี บุพนิมิตร นางสาวโสรยา บุนนาค นายสุว ิชญ์ หาญด�ารงค์รักษ์ ด�ำเนินการผลิต บร ิษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชันส์ จ�่ากัด ๔๒๘/๑๓๙-๑๔๐ หมู่บ้านเดอะร ีเจ้นท์ สตร ีท ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ๑๐๕๑๐ โทรศัพท์ : ๐ ๒๓๗๕ ๕๔๒๒-๒๔ โทรสาร : ๐ ๒๓๗๕ ๕๔๒๗ ISBN 978-616-8005-06-4 (ปกอ่อน) ปีที่พิมพ์ มกราคม ๒๕๖๔ จ�ำนวนพิมพ์ ปกแข็ง ๑,๒๐๐ เล่ม ปกอ่อน ๒,๐๐๐ เล่ม พิมพ์ที่ บร ิษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จ�ากัด