Muen Bovornrangsi Suriyabandhu and designated him as the first Ecclesiastical Governor of the Dhammayutika sect. In the reign of King Chulalongkorn, he was elevated as HRH Prince Krom Phra Pavares Variyalongkorn in 1874, as “…he is a courteous monk and should be respected by the royal family, as he is capable and proficient in the Buddhist scriptures and knowledge of holy relics… he should be highly honored as the president of the Buddhist monks…” Although he rejected the position of The Supreme Patriarch, he was honored with the highest ecclesiastical rank on par with The Supreme Patriarch. The king had not established a new Supreme Patriarch for 23 years. In 1891, King Chulalongkorn stated that Krom Phra Pavares Variyalongkorn was a royal with the longest life in the Chakri Dynasty in that period. He was also respected by monks and the general public. The king thus elevated him as Krom Somdet Phra Pavares Variyalongkorn. Later, King Vajiravudh ordered change of the honorific title for ordained royalty who became The Supreme Patriarch into “Somdet Phra Maha Samana Chao” in 1921. He was thus exalted with the new title “Somdet Phra Maha Samana Chao Krom Phraya Pavares Variyalongkorn” (The Supreme Patriarch Prince Krom Phraya Pavares Variyalongkorn). Krom Phraya Pavares Variyalongkorn had cataracts that led to blindness. On the 13th of September 1892 his condition deteriorated with constipation and chills. On the 17th of September 1892, he vomited and was unable to eat or sleep. He passed away on the 28th of September 1892 at 83 years of age, having spent 64 years in the monkhood. His body was placed in a golden royal urn in the king’s palace at Bowonniwet Vihara Temple for eight years. A royal cremation ceremony later took place on the 16th of January 1900 at the Royal Crematorium at Sanam Luang. At the royal cremation ceremony, King Chulalongkorn graciously pleased to celebrate Phra Buddha Sihing image, make merit for Krom Phra Rajawang Bovorn Sathan Mongkhon or viceroys of the Front Palace in the reigns of King Rama I, King Rama II, King Rama III, and King Pinklao, as well as order royal family and civil servants to set up a table for Chinese worship. As the king had indicated, he was not only proficient in the Pali language but was also interested in other sciences, evidenced by his royal compositions in the fields of archaeology, history, astronomy, and พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ถ่ายโดยหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) HRH Prince Krom Khun Rajasihavikrom, photo taken by Luang Akaninarumit (Chit Chitrakani) science. More specifically, the reading of the Khmer inscription of Si Chum Temple about Phra Pathom Chedi (the first holy stupa), Lilit Phongsawadan Nuea (a chronicle about the north of Siam), the sermon about the royal biography, the archives of the kings in the Rattanakosin Kingdom, the meteor narration, and the rainfall archives (daily rainfall records from 1846-1890). Furthermore, he was also interested in architecture, as he (as Krom Muen) had been assigned by King Mongkut to design the current Phra Pathom Chedi together with Krom Khun Rajasihavikrom in 1853. 49
กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์ กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากลาง เป็นพระราช โอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อยระนาด เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๔๘ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงก�ากับกรมช่างทอง ตราบถึง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง เทเวศร์วัชร ินทร์” ว่ากรมช่างหล่อ กรมช่าง สิบหมู่ และว่าความศาลราชตระกูลสืบมา จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอหลายพระองค์ ทรงเข้าศึกษา กฎหมายและหัดพิจารณาความเป็นนักเร ียน ในศาลที่ทรงบังคับบัญชา เช่น พระองค์เจ้า ทองกองก้อนใหญ่ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) พระองค์เจ้า คัคณางคยุคล (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง พิชิตปร ีชากร) ซึ่งโปรดศึกษาตัวบทกฎหมาย และอรรถคดียิงกว่าอย่างอื่น ่ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมพระเทเวศวัชร ินทร สุรบดินทรเทวราชว ิลาสธ�ารง บรมวงศ์ สรรพเชษฐว ิเศษศักดิ์ อเนกธัญญลักษณ บุญวรฤทธิ มหิศวรพงศ์พิพัฒน์ สุพรรณ รัตนจิตราลังการโกศล สุว ิมลปร ีชาคณา ลงกรณ์ วรเกียรติคุณว ิบุลยศักดา อดุลย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ HRH Prince Krom Phra Devesra Vajrindra
เดชานุภาพบพิตร” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ มีพระชนมายุ เจริญยิ่งกว่าพระบรมราชวงศานุวงศ์ทั้งปวง ในปัตยุบันนี้ และทรงปรีชาฉลาดในราชกิจ ต่าง ๆ มีวิริยภาพความเพียรท�ำราชการ ฉลองพระเดชพระคุณมาช้านาน...และมี พระอัธยาศรัยเรียบร้อย ควรจะเป็นเจ้า ต่างกรมผู้ใหญ่ เป็นประธานาธิบดีที่ค�ำนับ แก่พระบรมราชวงศานุวงศ์ทั้งปวง...” กรมพระเทเวศร์วัชร ินทร์ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๙ พระชันษา ๗๓ ปี ณ วังถนนจักรเพชร ซึ่งทรงได้รับ การโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สร้างบนที่ดิน อันเป็นนิวาสสถานเดิมของเจ้าจอมมารดา น้อยระนาด ปัจจุบันส่วนหนึ่งของพื้นที่วัง เป็นที่ตั้งของโรงเร ียนสวนกุหลาบว ิทยาลัย ทรงเป็นต้นราชสกุล วัชร ีวงศ์ โดยมีนายร้อยเอก หม่อมราชวงศ์อรุณ ปลัดกรมทหารราบที่ ๑๔ เมืองเพชรบุร ี เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล ส�าหรับพระกรณียกิจส�าคัญ นอกจาก ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายด้าน ซ่อมแซมและสานเสื่ อเงินปูพื้นภายใน พระมณฑปพระพุทธบาท ทดแทนเสื่อเงิน แต่ครังกรุงศร ีอยุธยาที่เป็นแผ่นเงินเร ียบ ้ ปูต่อกัน ยังทรงสร้าง “พระโกศทองน้อย” ตามแบบอย่างพระโกศทองใหญ่ส�าหรับ ทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนังเกล้า่ เจ้าอยู่หัว Krom Phra Devesra Vajrindra Krom Phra Devesra Vajrindra or HRH Prince Krom Phra Devesra Vajrindra was formerly known as Prince Klang. He was born on the 15th of February 1805 as son of King Buddha Loes La Nabhalai and Chao Chom Manda Noi Ranat. In the reign of King Nang Klao, he governed the Goldsmith Department until the reign of King Mongkut. In 1851, he was elevated as Krom Luang Devesra Vajrindra to supervise the Sculpture Department and the Department of Ten Kinds of Craftsmen as well as to judge issues related to royal family members until the reign of King Chulalongkorn. The king sent many of his younger brothers to study law and practice case pleading in court under his supervision. Among them were HRH Prince Thong Kong Kon Yai (HRH Prince Krom Luang Prachak Silpakhom) and HRH Prince Gagananga Yugala (HRH Prince Krom Luang Bijita Prijakara), who preferred law and resolving lawsuits to the others. Later in 1874, King Chulalongkorn elevated him as Krom Phra Devesra Vajrindra, as “…he is the eldest royal at present with capacity, intelligence, diligence and courteousness, and has conducted civil service for a long time… He thus should be respected by the royal family.” Krom Phra Devesra Vajrindra passed away on the 20th of February 1876 at the age of 73 at Thanon Chak Phet Palace. The palace was situated on the plot of land on which the former residence of Chao Chom Manda Noi Ranat had been located. Currently, it is part of the palace area where Suankularb Wittayalai School is found. He is the founder of the Vajriwongse family. The family name was royally granted at the petition of Captain Mom Rajawongse Arun, Permanent Secretary of the 14th Infantry Regiment, Phetchaburi City. Regarding his important royal duties, Krom Phra Devesra Vajrindra was assigned by King Mongkut to supervise the repair and production of silver flooring inside Phra Mondop (a square building with a pyramidal roof) housing Lord Buddha’s footprints to replace the old flooring that had been in place since the Ayutthaya Period. He was also engaged with the construction of the royal urn for King Nang Klao. 51
กรมพระจักรพรรดิพงษ์ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระเทพศิร ินทรา บรมราชินี เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นพระราช อนุชาร่วมพระครรโภทรในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรัสเร ียกพระองค์ว่า “ท่านกลาง” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เฉลิมพระนาม เป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี” ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ เมื่อถึง พ.ศ. ๒๔๑๘ ทรงเลื่อนพระอิสร ิยยศเป็น เจ้าฟ้าต่างกรม ที่ “กรมหลวงจักรพรรดิพงษ์” ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๒๘ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าต่างกรม ต�าแหน่งใหญ่ ที่ “กรมพระจักรพรรดิพงษ ด�ารงขัตติยศักดิอรรควรยศ รัตนสมมต บุร ิษาชาไนย ศร ีดลหฤทัยธรรมสุจร ิต อเนก ราชกิจสิทธิว ิจารณ มโหฬารคุณสมบัติ พุทธาธิ รัตนสรณคม อุดมเดชานุภาพบพิตร” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ประกอบไปด้วยพระอัธยาไศรย ซื่อตรง ด�ำรงอยู่ในความสัตยสุจริตยุติธรรม อันพิเสศ..ทรงพระอุสาหที่จะประพฤติ ราชการทั้งปวง โดยความอ่อนน้อมซื่อตรง ...ควรจะยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศไว้ให้เป็น ที่อุดหนุนพระบรมเดชานุภาพ...” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ HRH Prince Krom Phra Chakrabardibongse
ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครังแรก พ.ศ. ้ ๒๔๔๐ นอกจากทรงพระกรุณาแต่งตั้งสมเด็จ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศร ี พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมกันนัน้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งผู้ปร ึกษา ของผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ ๔ พระองค์ และ ๑ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ สมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ โดยระหว่างที่ทรงเป็นผู้ปร ึกษาผู้ส�าเร็จราชการ แทนพระองค์นั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงษ์จะเสด็จ ตรวจราชการตามท้องถนน ดูแลทุกข์สุขและ ความเป็นไปของราษฎรอยู่เนือง ๆ จากบันทึก ของนักข่าว “สยามไมตร ีสิร ิ ออบเซิร์ฟเวอร์” หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นรายงานข่าวลงใน คอลัมน์ข่าวทั่วไปว่า “...ได้พบร่างของใคร คนหนึ่งออกมาเดินท่อม ๆ อยู่ตามล�ำพัง ในลักษณะสอดส่ายสายตามองเหตุการณ์ ท้องถนนอย่างขะมักเขม้น ขณะนั้นเป็นเวลา ราวสองยามของคืนวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล ในตอนค่อนคืนนี้ ปรากฏว่าผู้นั้นได้เดินอยู่ ตามล�ำพังโดยปราศจากความหวั่นเกรงต่อ อันตรายจากเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การปรากฏว่าท่านผู้นั้นคือสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ เสด็จพระราชด�ำเนินอยู่ตรงสะพานหก มุมวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม…” กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ยังเป็นพระราชวงศ์ พระองค์หนึ่งที่ทรงมีบทบาทส�าคัญในการ ปฏิรูปการปกครองในช่วงต้นรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรง ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ Krom Phra Chakrabardibongse Krom Phra Chakrabardibongse or HRH Prince Chaturanta Rasmi Krom Phra Chakrabardibongse was born on the 13th of January 1856 as son of King Mongkut and Queen Debsirindra. He was a younger brother of King Chulalongkorn, who called him “Prince Klang” (the middle child). King Chulalongkorn entitled him as HRH Prince Chaturanta Rasmi in 1868. Later, he was honored as Krom Luang in 1875 and then elevated as Krom Phra Chakrabardibongse in 1885, as “…he is faithful, honest, fair, diligent, and gentle, so he should be honored with the highest rank…” When King Chulalongkorn visited Europe for the first time in 1897, he appointed Queen Saovabha Phongsri as the Queen Regent with four advisers to perform duties on his behalf. One was Krom Phra Chakrabardibongse. He thus frequently inspected the general public’s welfare. A reporter of Siam Maitree Siri Observer, a newspaper in that period, reported in the general news column that “…I saw someone monitoring the area carefully around midnight of the 31st of July 1896. He was HRH Prince Krom Phra Chakrabardibongse, who walked alone fearlessly in the darkness near the Hok Bridge at the corner of Ratchapradit Sathitmahasimaram Temple…” Krom Phra Chakrabardibongse was also a royal family member who took a major role in government reform in the early reign of King Chulalongkorn. He was appointed as the first Minister of the Royal Treasury. He laid the foundation for ministerial operations and established the tax collection system. He was also appointed as a privy councilor in 1874 and a councilor of ministers in 1894. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ HRH Prince Krom Phra Chakrabardibongse 53
ทรงด�ารงต�าแหน่งเสนาบดีพระองค์แรกของ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งทรงวาง รากฐานการด�าเนินงานของกระทรวงและทรง ก�าหนดระเบียบว ิธีจัดเก็บภาษีอากรอย่างเป็น ระบบ ทังทรงด�้ารงต�าแหน่งเป็น “ปร ีว ีเคาน์ซิล” หร ือ “สภาที่ปฤกษาในพระองค์” ซึ่งต่อมา เร ียกว่า “องคมนตร ี” ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ และ ทรงด�ารงต�าแหน่ง “รัฐมนตร ีสภา” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประทับ ณ พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นพระราชวังแต่ครัง้ กรุงธนบุร ี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๔ กระทั่ง สิ้ นพระชนม์ในวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓ พระชันษา ๔๔ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล จักรพันธุ์ มีพระโอรสธิดา เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น อนุวัตน์จาตุรนต์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า ออศคาร์นุทิศ ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาเป็น พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ) ประธานคณะ ผู้ส�า เร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็ จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิร ิวงศ์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า ทศศิร ิวงศ์) สมุหเทศาภิบาลส�าเร็จราชการ มณฑลพายัพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ประภาวสิทธินฤมล (พระนามเดิม หม่อมเจ้า์ ประภาวสิทธิ์ นฤมล) พระชายาในพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระก�าแพงเพ็ชรอัครโยธิน เป็นต้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ HRH Prince Krom Muen Anuvatna Chaturanta, his son
Krom Phra Chakrabardibongse had resided at the old palace in the Thonburi Period since 1881 and died on the 11th of April 1900 at the age of 44. He was the founder of the Chakrabandhu family. He had many children, such as HRH Prince Krom Muen Anuvatna Chaturanta (formerly HSH Prince Oscar Nudis and was later elevated as HRH Prince Oscar Nudis), chairman of the regents in reign of King Ananda Mahidol; HH Prince Dasasiriwongse (formerly HSH Prince Dasasiriwongse), regent of Phayap Prefecture; HRH Princess Prabhavasiddhi Naruemol (formerly HSH Princess Prabhavasiddhi Naruemol), wife of HRH Prince Krom Phra Kambaengbejra Agrayodhin, and so forth. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ HH Prince Dasasiriwongse, his son
กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช หร ือ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยา ภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประสูติเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๒ เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระเทพศิร ินทรา บรมราชินี และเป็น พระราชอนุชาร่วมพระครรโภทรในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาววัง มักเอ่ยพระนามว่า “สมเด็จพระราชปิตุลาฯ” ส่วนชาวบ้านมักออกพระนามว่า “สมเด็จ วังบูรพา” เพราะประทับที่ “วังบูรพาภิรมย์” ใน พ.ศ. ๒๔๑๓ รัชกาลพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามเป็น “สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ด�ารงราชอิสสร ิยาธิบดีศร ีว ิสุทธ มหามงกุฏพงศ วโรภยาภิชาติ ราชโสทรานุชาธิบดินทร ทิพย ศิร ินทรพิพัฒน์ สุขุมาลรัตนราชกุมาร” หลังจากทรงศึกษาเล่าเร ียนว ิชาส�าหรับ พระราชกุมารตามอย่างโบราณราชประเพณี ทั้งอักขรว ิธีไทย ขอม และบาลีแล้ว ทรงเข้า ศึกษาว ิชาการทหารในส�านักกรมทหาร มหาดเล็กรักษาพระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๕ และยังทรงศึกษาว ิชาภาษาอังกฤษ พร้อมกับ ทรงเร ียนว ิชาภาษาไทยเพิ่มเติมจากส�านัก พระยาศร ีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej
รวมทั้งทรงศึกษาแบบอย่างราชการ พระราช ประเพณี จากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบ�าราบปรปักษ์ ทรงเข้ารับราชการทหารครังแรกในต� ้าแหน่ง นายทหารพิเศษ แต่งเคร ื่องยศชันนายร้อยโท ้ กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อครังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า้ เจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ (ครังที่ ๒) ้ และพม่าส่วนของอังกฤษ ตลอดประเทศอินเดีย รวมทังหัวเมืองขึ้นของกรุงสยามตามชายทะเล ้ ฝั่ งตะวันตกของแหลมมลายู ใน พ.ศ. ๒๔๑๓ ตราบถึง พ.ศ. ๒๔๒๐ จึงทรงได้รับ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมล้อมพระราชวัง และใน พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงได้รับการเลื่อน พระอิสร ิยยศเป็น “กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์ วรเดช” โดยในปีเดียวกันนัน ยังทรงพระกรุณา้ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์และ โทรเลขโทรศัพท์ กระทัง พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงได้รับ ่ การเลื่อนพระอิสร ิยยศเป็น “กรมพระ ภาณุพันธุวงษวรเดช พิเสศขัติยศักดิ อรรคอุดมชาติ บรมนราธิราชโสทรานุชาธิบดี สุจร ิตจาร ีราชการัณย์ มหันตมหาอุสาหะ พิร ิยพหลดลประสิทธิ อเนกพิธคุณากร สุนทรธรรมพิทักษ อรรคมโหฬารรัธยาไศรย ศร ีรัตนไตรยสรณธาดา อดุลยเดชานุภาพ บพิตร” ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระอุสาห ที่จะก่อสร้างแต่งตั้งแบบอย่างราชการอันเกิด ขึ้นใหม่ ซึ่งได้ทรงส�ำเรจราชการเปนผู้บังคับ บัญชา ให้เปนคุณแก่บ้านเมือง...ช่วยด�ำริห ตริตรองในราชการบ้านเมือง อันจะให้เปน ประโยชนแลเปนการมั่นคงแขงแรงโดยรอบคอบ ...มีพระประสงคแต่ที่จะให้ประเพณีปกครอง บ้านเมืองเปนการเรียบร้อยเสมอเหมือนกัน Krom Phra Bhanubandhuwongse Voradej Krom Phra Bhanubandhuwongse Voradej or HRH Prince Bhanurangsi Savangwongse Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej The Prince Uncle was born on the 11th of January 1859 as son of King Mongkut and Queen Debsirindra and younger brother of King Chulalongkorn. Palace residents informally called him “Somdet Phra Raja Pitula” (The Prince Uncle) and he was generally known among the public as “Somdet Wang Burapha” after his palace which was named “Buraphaphirom”. In the reign of King Chulalongkorn, he was entitled as “HRH Prince Bhanurangsi Savangwongse” in 1870. After finishing traditional education for royal children from Thai, Khmer, and Pali books, he studied military education at the King’s Royal Guard Regiment in 1872. Later, he studied English and Thai languages at the school of Phraya Sri Sundorn Voharn (Noi Acharayangkura) as well as civil service traditions under the tutelage of HRH Prince Mahamala Krom Phraya Bamrap Parapaksha. He entered military service as a special officer with the rank of lieutenant in the King’s Royal Guard Regiment when the king visited Singapore (for the second time), Burma (only part of the British Empire throughout India at that time), and the Siamese colony along the western coast of the Malay Peninsula in 1870. In 1877, he was appointed director general of the Royal Security Regiment (an agency under the supervision of the Royal Household Department working with the King’s Royal Guard Regiment to ensure the king’s security). In 1881, he was elevated as “Krom Luang Bhanubandhuwongse Voradej”. In the same year, he was assigned to supervise the Post and Telegraph Department. In 1885, he was elevated as Krom Phra Bhanubandhuwongse Voradej because “…he is industrious in establishing civil service standards and serving the public as a supervisor successfully… His careful initiatives and mediation contribute to national stability… with the goal of promoting efficient governance on par with foreign countries...” He was later made a general and appointed as a royal guard, a councilor of ministers, a privy councilor, the Minister of War and Marine, and an ambassador extraordinary on visits to Japan and Europe. In the reign of King Vajiravudh, he was ennobled as Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej in 1911. In the reign of King Prajadhipok, he was appointed as a member of the Supreme Council of State of Siam. In 1925, he obtained a special noble title 57
กับประเทศทั้งปวง...” จากนัน ทรงพระกรุณา้ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายพลเอก ราชองครักษ์ รัฐมนตร ีสภาและองคมนตร ี เสนาบดีกระทรวง ยุทธนาธิการ ราชทูตพิเศษเสด็จประเทศญี่ปุ่น และยุโรป ต ร า บ ถึ ง รัช ก า ล พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการเลื่อน พระอิสร ิยยศ เป็น “กรมพระยาภาณุพันธุวงษ์ วรเดช” ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอภิรัฐมนตร ี และใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงเฉลิมพระนาม เป็น “สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดช” เป็น พระอิสร ิยศักดิ์ พิเศษ ทรงศักดินา ๑๐๐๐๐๐ เสมอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทั้งยัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงรับหน้าที่ สั่งหนังสือราชการ เป็นประธานแทนพระองค์ ในการประชุมเสนาบดี พระราชพิธี และพระราช กรณียกิจทังหลาย รวมถึงทรงได้รับแต่งตั ้ ้งเป็น ผู้บัญชาการกรมทหารเร ือ อธิบดีกรมไปรษณีย์ โทรเลข เป็นต้น นอกจากพระกรณียกิจด้านการทหาร และราชการแผ่นดินแล้ว เมื่อครังทรงพระเยาว์ ้ ยังทรงร่วมกับพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์ อื่น ๆ ช่วยกันจดข่าวในพระราชส�านัก จัดพิมพ์ เป็นหนังสือพิมพ์รายวันออกเผยแพร่ครังแรก้ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๘ มีชื่อเป็น ภาษาอังกฤษว่า “COURT” ก่อนเปลี่ยนชื่อ เป็นภาษาไทยว่า “ข่าวราชการ” ใน พ.ศ. ๒๔๑๙ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej
as The Prince Uncle with land ownership of 100,000 rai equal to that of the viceroy of the Front Palace. The king also assigned him to issue government documents, preside over ministerial meetings and royal ceremonies, as well as serve as the commander of the Navy Department and director general of the Post and Telegraph Department. In addition to military and governance duties, he helped other royals to write news about the Royal Court and produced a daily bulletin named “COURT” in English, first published on the 26th of September 1875. It was renamed in Thai as “Khao Ratchakarn” in 1876 and later called “Nangsue Court Khao Ratchakarn”. The aim was to report news about government officials, the Royal Court, and the state specifically for royalty and high-ranking officials. Initially, they had to receive the bulletin at Niphet Phitthaya Hall, the Grand Palace, but this caused collection difficulties. Thus it was subsequently delivered by postmen every morning with a charge of ten baht a year for membership and two baht a year for delivery. In this context, members had to buy stamps for paying delivery fees. The delivery of this bulletin was regarded as the onset of the postal service in Thailand. When King Chulalongkorn established post office and telegraph services, he appointed Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej, who was interested in this field, as the first director general of the Post Department and the Telegraph Department on the 4th of August 1883. Later in 1898, they were merged into the Post and Telegraph Department. Furthermore, he composed many poems and wrote much prose. For example, poems in honor of King Mongkut, poems about lantern decoration at Bang Pa-In Palace, poems about the maternal relatives of King Nang Klao and King Chulalongkorn, a new proverb poem (later called a proverb poem for royalty), the book “Chiwiwat” (about the value of travel และในเวลาต่อมา เร ียกว่า “หนังสือค๊อต ข่าวราชการ” เพื่อแจ้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ ข้อราชการและราชส�านัก ตลอดจนเหตุการณ์ บ้านเมือง เฉพาะในหมู่เจ้านายเป็นส�าคัญ ซึ่งชันต้นทรงตั้ ้งพระทัยจะทูลเกล้าฯ ถวายและ แจกกันในหมู่เจ้านาย โดยต้องไปรับหนังสือ ที่ส�านักงาน ณ หอนิเพทพิทยา ในพระบรม มหาราชวัง แต่ต่อมาเกิดภาระในการจัดเก็บ จึงโปรดให้มีบุรุษหนังสือ หร ือ “โปศตแมน” (Postman) น�าส่งให้สมาชิกในตอนเช้าทุกวัน โดยคิดค่าบอกรับหนังสือปีละ ๑๐ บาท ค่าน�าส่ง ปีละ ๒ บาท พร้อมกันนันทรงด�้าเนินการจัดพิมพ์ “ตั๋วแสตมป์” เพื่อใช้เป็นค่าบร ิการส่งหนังสือ ที่จะจ�าหน่ายแก่สมาชิกผู้รับหนังสือ การจัดส่งหนังสือ “ข่าวราชการ” หร ือ “หนังสือค๊อตข่าวราชการ” นับเป็นจุดเร ิมของ่ การไปรษณีย์ในประเทศไทย เมื่อพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราช ประสงค์ให้มีการไปรษณีย์และโทรเลข ทรงเห็นว่ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เอาพระทัยใส่เร ื่องการไปรษณีย์ จึงมีพระราช ด�ารัสสั่งให้กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ตั้งกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ โดยทรงรับต�าแหน่ง อธิบดี กรมไปรษณี ย์และกรมโทรเลข พระองค์แรก ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ รวมเป็น กรมเดียวกันว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข นอกจากนี้ ยังมีความสนพระทัยกว ีนิพนธ์ ทรงแต่งบทประพันธ์ทั้งร้อยกรองและ ร้อยแก้วหลายเร ื่อง เช่น โคลงเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในกลอนจาร ึกแต่งประทีปที่บางปะอิน ราชินิกูลรัชกาลที่ ๓ ราชินิกูลรัชกาลที่ ๕ โคลงสุภาษิตใหม่ (ต่อมา เร ียกว่า โคลงสุภาษิต สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej 59
เจ้านาย) ชีว ิวัฒน์ ต�านานกรมทหารบกราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จ ทิวงคตในวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๑ ด้วยพระโรคพระอันตะอักเสบ ณ วังบูรพา ภิรมย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทาน สิร ิพระชันษา ๖๙ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง ทรงเป็นต้นราชสกุล ภาณุพันธุ์ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศา ภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยา ภาณุพันธุวงศ์วรเดช มีพระโอรสธิดา เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ พระชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และพระมารดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ ๘ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตร มงคล พระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุร ีราเมศวร์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรมในพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และพระธิดา (ขวา) พระองค์เจ้าทิพยสัมพันธ์ (ซ้าย) พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล ทรงฉายกับรูปสลักหม่อมแม้น ภาณุพันธ์ุ ถ่ายโดยนายโรเบิร์ต เลนซ์ ช่างภาพชาวเยอรมัน HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej and his daughters, (right) HH Princess Dibya Sambandha and (left) HRH Princess Chalermkhetra Mongol with the bust of Mom Maen Bhanubandh (photo taken by Robert Lenz, a German photographer)
and the itinerary of his state visit to western coastal cities in the Gulf of Thailand), the legend of the 1st Infantry Regiment, King’s Royal Guard Regiment in the reign of King Chulalongkorn, and so forth. After suffering from colitis for many days, he passed away at the age of 69 on the 13th of June 1928 at Buraphaphirom Palace, built at the command of King Chulalongkorn. A royal cremation ceremony took place at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 26th of May 1929. He was the founder of the Bhanubandhu family. He had many children, such as HH Princess Dibya Sambandha, wife of HRH Prince Krom Luang Jumborn Khetra Udomsakdi (Prince of Jumborn) and mother of HRH Prince Aditya Dibabha, who was a regent of King Ananda Mahidol; HRH Princess Chalermkhetra Mongol, wife of HRH Prince Yugala Dighamborn Krom Luang Lopburi Rames (Prince of Lopburi); and HH Prince Chirasakdi Suprabhat, an adopted son of King Prajadhipok. สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และพระโอรส พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต HRH Prince Krom Phraya Bhanubandhuwongse Voradej and his son, HH Prince Chirasakdi Suprabhat
กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากฤดาภินิหาร ประสูติ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นพระราช โอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดากลิ่น พระสนมเอก ธิดา พระยาด�ารงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) บุตรของ เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเร ียะ คชเสนี) รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเร ิ่ มรับราชการใน “ออดิต ออฟฟิศ” (Audit Office) หร ือออฟฟิศหลวง ณ พระที่นั่งด�ารงสวัสดิ์อนัญวงศ์ ซึ่งเป็น พระราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง โดยมี พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา เทวะวงศ์วโรปการ) เป็น “ออดิเตอร์เยอเนอราล” (Auditor General) คนแรก โดยทรงด�ารง ต�าแหน่งเป็นพนักงานตรวจบัญชีเงินพระคลัง ครันเมื่อมีการตั ้ ้งกรมราชเลขานุการ ก็ยังทรง รับราชการสืบต่อมา นอกจากนี้ ยังทรงรับหน้าที่ จัดการสร้างพระที่นังและพระราชวังบางปะอิน ่ ทั้งทรงคิดแบบอย่างสร้างพระที่นั่งอุทยาน ภูมิเสถียร เป็นต้น ตราบถึง พ.ศ. ๒๔๑๘ ทรงรับ การสถาปนาเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น นเรศรวรฤทธิ์ ” แล้วทรงรับการโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จออกไปเป็นราชทูตสยามประจ�า กรุงลอนดอน และอเมร ิกา ตามล�าดับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเครื่องแบบเต็มยศมหาเสวกเอก เสนาบดีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน กระทรวงวัง ทรงครุยนพรัตนราชวราภรณ์ HRH Prince Krom Phra Nares Vorariddhi in the full uniform of Lord Steward of the Ministry of the Royal Household
เมื่อเสด็จกลับเข้ารับราชการในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ ทรงได้รับพระกรุณาให้เป็น “คอมมิตตี” ผู้ ๑ ใน ๔ บังคับการต�าแหน่ง เสนาบดีกรมพระนครบาล และเมื่อตั้งเป็น กระทรวงนครบาล ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ ยังทรงได้รับ การแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระทรวง ทั้งทรงเป็น ผู้ปรับปรุงและจัดระเบียบกิจการต�ารวจ กรมกองตระเวนตามแบบอย่างของเมือง สิงคโปร์ หลังจากโดยเสด็จพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาส เมืองสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตร ี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระเกียรติ เป็น “กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ” จากนั์ น ใน พ.ศ. ้ ๒๔๕๐ ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ครันรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า้ เจ้าอยู่หัว ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ พระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชา ภิเษก งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงบัญชาการ สร้างพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงด้วย จากนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงได้รับ พระราชทานพระยศเป็นมหาอ�ามาตย์เอก และ ในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน เป็น “กรมพระ” มีพระนามตามจาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ มหิศวรราชรว ิวงษ์ สิทธิประสงค์กฤดาธิการ สุทธิสันดาน สีตลหฤทัย มไหสวร ิยราชนิติธาดา สุปร ีชา สรรพกิจโกศล ว ิมลสุจร ิตจร ิยาวัตร พุทธาทิ รัตนสรณารักษ์ อุดมศักดิบพิตร” ด้วยทรง Krom Phra Nares Vorariddhi Krom Phra Nares Vorariddhi or HRH Prince Krom Phra Nares Vorariddhi was formerly called as HRH Prince Kritabhiniharn. He was born on the 7th of May 1855 as son of King Mongkut and Chao Chom Manda Klin, royal consort and daughter of Phraya Damrong Rajbalakhandha (Chui Gajaseni), son of Chao Phraya Maha Yodha (Toria Gajaseni). In the reign of King Chulalongkorn, he began his civil service in the Audit Office at the Damrong Sawat Ananyavong Throne Hall, located in the Grand Palace. At the office, HRH Prince Devan Udayawongse (HRH Prince Krom Phraya Devawongse Varoprakarn) was the first auditor general. Krom Phra Nares Vorariddhi took charge of treasury auditing. When the Secretariat Department was established, he continued with civil undertakings. Furthermore, he was assigned to construct Bang Pa-In Palace. He also designed the Udayan Bhumisathian Throne Hall. In 1875, he was entitled as Krom Muen Nares Vorariddhi and assigned as the Siamese ambassador to London and the United States. When he returned to Bangkok in 1886, he was appointed as one of the four director generals of the Metropolitan Affairs Department. When it was elevated as a ministry in 1892, he became the Minister of Metropolitan Affairs. He also improved and reorganized the operations of the Patrol Department after his visit to Singapore with the king in 1890. Later in 1894, he was appointed as a cabinet minister. In 1899, he was elevated as Krom Luang Nares Vorariddhi. In 1907, he was appointed as the Minister of Public Works. In the reign of King Vajiravudh, he was assigned to manage royal ceremonies, i.e. the coronation of King Vajiravudh and the royal cremation of King Chulalongkorn. He also oversaw the construction of the Royal Crematorium at Sanam Luang. In 1911, he was ranked as a king’s minister. In the same year, he was ennobled as Krom Phra Nares Vorariddhi because “…he is elder than other royals… he has conducted various duties and has been entrusted by the king… He has also organized the Ministry of Metropolitan Affairs… and supported various royal ceremonies with his expertise in traditions and methods… He is also generous and diligent… so he should be honored and respected by the royal family…” In 1912, he was appointed as Minister of the Secretariat. In the same year, he was given the special rank of Lord Steward of the Ministry of the Royal Household. In 1923, he was appointed as advisor to the Ministry of the Royal Household. Krom Phra Nares Vorariddhi resided at Maliwan Palace on Phra Athit Road on the eastern bank of the 63
พระราชด�าร ิว่า “...เปนพระเจ้าบรมวงษ์ ผู้มีพระชนมายุยิ่งกว่าพระบรมวงษ์ฝ่ายน่า ทั้งปวง...ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ในน่าที่ต่าง ๆ หลายอย่าง อันเปนที่ไว้วาง พระราชหฤทัย...ทรงพระด�ำริห์จัดวาง ระเบียบการต่าง ๆ ในกระทรวงนครบาล... ทรงเอื้อเฟื้อในการพแนกพระราชพิธีต่าง ๆ อีกส่วน ๑ โดยเหตุที่เปนผู้ทรงมีความช�ำนาญ ในราชประเพณีแลสรรพวิธีการทั้งปวง... มีพระอัธยาไศรยเต็มไปด้วยเมตตาสีตล หฤทัยกอปไปด้วยวิริยอุสาห สมควรที่จะ ทรงยกย่องขึ้นเปนพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่เปนที่ เคารพได้พระองค์ ๑...” ล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และในปีเดียวกัน ยังทรงได้รับพระราชทาน พระยศมหาเสวกเอกแห่งกระทรวงวัง เป็นพิเศษอีกด้วย จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๖ ทรงเป็น ต�าแหน่งเสนาบดีที่ปร ึกษากระทรวงวัง กรมพระนเรศรวรฤทธิ เสด็จประทับ ณ ์ “วังมะลิวัลย์” หร ือวังถนนพระอาทิตย์ ร ิมแม่น้า� เจ้าพระยา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้สร้างพระราชทาน บนที่ดินมรดกของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเร ียะ คชเสนี) ปู่ของเจ้าจอมมารดากลิ่ น และตกทอดมาถึงกรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ต่อมา เมื่อทรงเจร ิญพระชันษาครบ ๕ รอบ ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ ส�าหรับ ทรงสร้างต�าหนักหลังใหม่ เป็นอาคารทรงยุโรป ก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มีท้องพระโรงเป็นหอโถงสูงใหญ่ มีเฉลียง รายรอบชันล่าง และมีระเบียงรายล้อมชั้นบน ้ เพดานห้องโถงและหัวเสาปั้นลายปูน เลียนแบบศิลปะขอม ด�าเนินการออกแบบ โดยนายแอร์โกเล มันเฟรดี หร ือชื่อภาษาไทย นายเอกฤทธิ หมั์นเฟ้นดี สถาปนิกชาวอิตาเลียน ่ กระทั่งประชวรด้วยพระโรคพระอันตะพิการ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระชันษา ๗๐ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุวัดเทพศิร ินทราวาส ทรงเป็น ต้นราชสกุล กฤดากร โดยมีหม่อมราชวงศ์ เจร ิญศักดิ์ พระโอรสในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร (พระนามเดิม หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ ) เป็นผู้ขอรับพระราชทาน นามสกุล กรมพระนเรศรวรฤทธิ มีพระโอรสธิดา ์ หลายพระองค์ เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า บวรเดช (พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช) เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้า เสรษฐศิร ิ เจ้ากรมช่างแสงทหารบกพระองค์แรก และอดีตเจ้ากรมพลาธิการทหารบก หม่อมเจ้า สิทธิพร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่ หม่อมเจ้า อมรทัต อัครราชทูตประจ�ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และอีกหลายประเทศ หม่อมเจ้าเขจรจรัสฤทธิ์ (บางแห่งสะกด ขจรจรัสฤทธิ) อดีตผู้พิพากษา ์ ศาลคดีต่างประเทศและอดีตอัยการกระทรวง ยุติธรรม หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ สถาปนิก ผู้ออกแบบพระต�าหนักชาลีมงคลอาสน์ และวังไกลกังวล หม่อมเจ้าลีลาศหงส์ ชายา ในหม่อมเจ้าปร ีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล หม่อมเจ้า ชิดชนก ราชองครักษ์ประจ�าพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐม รามาธิบดินทร Chao Phraya River. It was built at the behest of King Mongkut on the royal estate of Chao Phraya Maha Yodha (Toria Gajaseni), the grandfather of Chao Chom Manda Klin. On the occasion of his 5th cycle birthday in 1915, King Vajiravudh graciously funded the construction of a new palace on this plot of land for him. It was a two-layered brick-and-cement building with a hipped roof. The ground floor was surrounded by a terrace and the upper floor by a balcony. It had a large and high-ceilinged hall, pillar heads being carved in Khmer artistic style. The palace was designed by Mr. Ercole Manfredi, an Italian architect. Krom Phra Nares Vorariddhi died of colon failure on the 10th of August 1925 at the age of 70. A royal cremation ceremony was held at Debsirindrawas Temple. He was the founder of the Kritakara family. The family name was royally granted at the petition of Mom Rajawongse Charoensakdi (son of HH Prince Charunsakdi Kritakara). Krom Phra Nares Vorariddhi had many children, such as HH Prince Bovorndej (formerly HSH Prince Bovorndej), Minister of Defense in the reign of King Prajadhipok; HSH Prince Sethasiri, the first director general of the Infantry Engineer Regiment and former director general of the Quartermaster Department, Royal Thai Army; HSH Prince Siddhiborn Kritakara, the 64
father of modern agriculture in Siam; HSH Prince Amorndat, ambassador to Washington, D.C. and many other countries; HSH Prince Khechorn Charasriddhi, former judge for foreign cases and former prosecutor of Ministry of Justice; HSH Prince Iddhidebsan, an architect who designed the Chali Mongkhon Asana Royal Villa and the Klai Kangwon Palace; HSH Princess Lilashongse, wife of HSH Prince Prididebyabongse Devakul; and HSH Prince Chidchanok, King Ananda Mahidol’s royal guard. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ และหม่อมเจ้าลีลาศหงส์ พระธิดา HRH Prince Krom Phra Nares Vorariddhi and his daughter, HSH Princess Lilashongse พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เจ้าจอมมารดากลิ่น พระมารดา และสมาชิกราชสกุล กฤดากร HRH Prince Krom Phra Nares Vorariddhi, Chao Chom Manda Klin (his mother) and Kritakara family members พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ (แถวยืนจากซ้าย) หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ หม่อมเจ้าเขจรจรัสฤทธิ์ และหม่อมเจ้าอมรทัต (แถวนั่งจากซ้าย) หม่อมเจ้าสิทธิพร หม่อมเจ้าเสรษฐศิริ และหม่อมเจ้าบวรเดช Sons of HRH Prince Krom Phra Nares Vorariddhi (Standing from the left) HSH Prince Iddhidebsan, HSH Prince Khechorn Charasriddhi, and HSH Prince Amorndat. (Stting from the left) HSH Prince Siddhibhorn, HSH Prince Sethasiri, and HSH Prince Bovorndej 65
กรมพระเทวะวงศ์วโรปการ กรมพระเทวะวงศ์วโรปการหร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์ วโรปการ พระนามเดิม พระองค์เจ้าเทวัญ อุไทยวงศ์ประสูติเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๑ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จ พระปิยมาวดี ศร ีพัชร ินทรมาตา ร่วมพระชนนี เดียวกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า อุณากรรณอนันตนรไชย สมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมาร ีรัตน์ พระบรมราชเทว ี สมเด็จ พระศร ีสวร ินทิรา บรมราชเทว ี พระพันวัสสา อัยยิกาเจ้า และสมเด็จพระศร ีพัชร ินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเร ิมรับราชการเป็น “ออดิเตอร์ ่ เยอเนอราล” หร ือพนักงานใหญ่คนแรก ใน “ออดิตออฟฟิศ” หร ือกรมราชเลขานุการ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๒๒ ทรงด�ารงต�าแหน่ง “ไปรเวตสิเกรตร ีหลวง” หร ือราชเลขานุการ เป็นที่ปร ึกษาในราชการต่างประเทศ และเป็น ผู้บัญชาการกรมบาญชีกลางในกรมพระคลัง มหาสมบัติ ทั้งทรงร ิเร ิมแต่งตั่ ้งราชทูตสยาม ประจ�าราชส�านักต่างประเทศ และตั้งศาล ต่างประเทศในราชอาณาจักร ครันถึง พ.ศ. ๒๔๒๔ โปรดเกล้าฯ สถาปนา ้ ให้เป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงศ์ วโรปการ” ทรงเป็นอธิบดีจัดทหารดับเพลิง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงฉาย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อครั้งเสด็จแทนพระองค์ไปในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พ.ศ. ๒๔๓๐ HRH Prince Krom Phraya Devawongse Varopakarn (photo taken in London, United Kingdom, during his visit to represent King Chulalongkorn in the celebrations of Queen Victoria’s 50th birthday anniversary in 1887)
เร ือลาดตระเวนตามท้องน้�าฝ่ายใต้พระนคร ใน พ.ศ. ๒๔๒๕ และเสนาบดีกระทรวง ต่างประเทศ ใน พ.ศ. ๒๔๒๘ แล้วเลื่อนเป็น “กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ” เป็นราชเลขา นุการ ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ ครันถึง พ.ศ. ๒๔๓๐้ ทรงเป็นราชทูตพิเศษผู้แทนพระองค์ เสด็จไป ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๕๐ พรรษา สมเด็จพระราชินีนาถว ิกตอเร ีย ที่ประเทศ อังกฤษ ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นหัวหน้า ในที่ประชุมเสนาบดีสภา เป็นรัฐมนตร ี และ องคมนตร ี ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมพระ” ด้วยทรง พระราชด�าร ิว่า “...ทรงรับราชการสนอง พระเดชพระคุณเปนเสนาบดีมานาน ยิ่งกว่า เสนาบดีทั้งปวงในกาลบัดนี้...ทั้งชน ชาวต่างประเทศก็พากันสรรเสริญพระปรีชา สามารถและเปนที่นิยมในพระอัธยาไศรย อันสุภาพ ฝ่ายชาวไทยทั่วไปก็นิยมอยู่ว่า... กอปด้วยพระสติปัญญาสามารถ ทรงรอบรู้ ในวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งหนทางแห่งพระด�ำริห์ ก็เปนอย่างสุขุมรอบคอบ ปราศจากอคติ ทั้ง ๔ ประการ พระวาจาก็ไพเราะอ่อนหวานเปนที่ พึงใจ มีพระอัธยาไศรยกอปด้วยเมตตา การุญภาพ จึงเปนที่ควรนับถือได้...” โดยมี พระนามตามจาร ึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระเทวะวงษ์ วโรปการ ขัตติยพิศาลสุรบดี ศร ีพัชร ินทร ภราดร สโมสรอเนกศาสตร์ว ิบูลย์ เกียรติ จ�ารูญไพรัชการ สุภสมาจารสารสมบัติ มัทว เมตตาทยาไศรย ศร ีรัตนไตยคุณานุสร สุนทรธรรมิกบพิตร” ทั้งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหมนตร ีในปีเดียวกัน Krom Phra Devawongse Varopakarn Krom Phra Devawongse Varopakarn or HRH Prince Krom Phraya Devawongse Varopakarn was born on the 27th of November 1858 as son of King Mongkut and HRH Princess Piyamavadi Sri Bajarindra Mata. His siblings were HRH Prince Unakan Anantanarajaya, Queen Sunanda Kumariratana, Queen Sri Savarindira The Queen Grandmother, and Queen Sri Bajarindra The Queen Mother. In the reign of King Chulalongkorn, he began his civil service as auditor general. He was the first royal in the Audit Office or the Secretariat Department. Later in 1879, he was positioned as a private secretary, a foreign affairs advisor, and a commander of the Comptroller General’s Department under the supervision of the Royal Treasury Department. He also initiated the appointment of ambassadors to foreign countries and the establishment of a foreign diplomatic corps in Siam. In 1881, he was entitled as Krom Muen Devawongse Varopakarn. He held the following positions from 1882- 1892: director general (marine) of boats patrolling the south of Bangkok (1882); Minister of Foreign Affairs (1885); private secretary to the king and elevated as Krom Luang Devawongse Varopakarn (1886); ambassador extraordinary who, on behalf of the king, attended the Golden Jubilee Celebrations of Queen Victoria in Great Britain (1887); and head of ministerial meetings as well as a minister and a privy councilor (1892). In 1911 during the reign of King Vajiravudh, he was elevated as Krom Phra Devawongse Varopakarn because “…he has served as a minister for longer than anyone... and foreigners praise his capacity and politeness. Thai citizens also admire his wisdom, ability, and knowledge in various sciences. He is sincere, gentle, and generous, so he should be respected.” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ กับหม่อมใหญ่ HRH Prince Krom Phraya Devawongse Varopakarn and Mom Yai, his wife 67
หม่อมจันทร์ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ Mom Chan, his wife ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ” ทังเป็นมหาอ�้ามาตย์นายกคนแรก เป็นผู้รักษา พระนครในเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองและ คงในต�าแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ รวมทังเป็นสภานายกแห่งสภาการคลัง ใน พ.ศ. ้ ๒๔๖๕ จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกกรรมการตรวจร่างประมวล กฎหมาย และเป็นพนักงานสอบประดิทิน ประจ�าปีที่ใช้ในราชการ กระทั่งสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๖ พระชันษา ๖๖ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ทรงเป็นต้นราชสกุล เทวกุล ส�าหรับกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ มีพระโอรสธิดา เช่น หม่อมเจ้าอับษรสมาน ชายาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุร ี นฤนาถ หม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา ผู้ทรงมีคุณูปการ แก่วงการศึกษาของสตร ีไทย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าไตรทศประพันธ์) อดีตอภิรัฐมนตร ี และเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ หม่อมเจ้าจันทรนิภา พระอาจารย์ใหญ่โรงเร ียน เบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ. ๒๔๖๕-๒๔๗๒) หม่อมเจ้าปร ีดิเทพย์พงษ์ รัฐมนตร ีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าไตรทิพเทพสุต พระโอรส บุญธรรมในสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้า จักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
He was also appointed as an advisor to the regents in the same year. Later in 1916, he was ennobled as Krom Phraya Devawongse Varopakarn. He became the first minister of the king and a regent during the king’s visits to other provinces. He continued his job as the Minister of Foreign Affairs and chairman of the Finance Council in 1922. Subsequently, he was assigned as chairman of the Law Draft Examination Committee and chief editor of an annual official calendar. He passed away on the 28th of June 1923 at the age of 66. A royal cremation ceremony took place at the Royal Crematorium at Sanam Luang on the 14th of December 1923. He was the founder of the Devakul family. He had many children such as HSH Princess Apsornsamarn, wife of HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath; HSH Princess Bichitchirabha, who was valuable to the education circles of Thai women; HH Prince Traidasaprabandha (formerly HSH Prince Traidasaprabandha, member of the Supreme Council and Minister of Foreign Affairs; HSH Princess Chandranibha, principal of Benjamarachalai School Under the Royal Patronage of His Majesty the King หม่อมเจ้านิกรเทวัญ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ราชเลขาธิการในพระองค์พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐม รามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หม่อมเจ้าว ิไลกัญญา ชายา ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภาณุพงศ์ พิร ิยเดช เป็นต้น (1922-1929); HSH Prince Prididebbongse, Minister of Foreign Affairs in the reign of King Prajadhipok; HSH Prince Traidibdebsut, an adopted son of HRH Prince Chakrabongse Bhuvanath Krom Luang Bisnulok Prajanath; HSH Prince Nikaradevan, Permanent Secretary for Foreign Affairs and Private Secretary of King Ananda Mahidol and King Bhumibol Adulyadej The Great; HSH Princess Vilaikanya, wife of HRH Prince Krom Muen Bhanubongse Bhiriyadej; and so forth. หม่อมเจ้าไตรทิพเทพสุต กับนายพจน์ พหลโยธิน HSH Prince Traidibdebsut and Mr. Phot Phaholyothin พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (จากซ้ายไปขวา) หม่อมเจ้าทิพรัตนประภา หม่อมเจ้าจันทรนิภา หม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา หม่อมเจ้าบรรสานสนิท และหม่อมเจ้าดาราจรัสศรี His daughters: (left to right) HSH Princess Dibaratanaprabha, HSH Princess Chandranibha, HSH Princess Bichitchirabha, HSH Princess Bansansanit, and HSH Princess Daracharassri 69
กรมพระสมมตอมรพันธุ์ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ ประสูติ เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๓ เป็นพระราช โอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาหุ่น ซึ่งต่อมา ได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นท้าวทรงกันดาล ในรัชกาล ที่ ๕ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงรับต�าแหน่ง หัวหน้า “ไปรเวตสิเกรตาร ีหลวง” หร ือราช เลขานุการ กรมราชเลขานุการ แล้วทรงเป็น ปลัดกรมบาญชีกลางในกระทรวงพระคลัง มหาสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ แต่ภายหลัง ทรงลาออกจากต�าแหน่งปลัดบาญชีกลาง คงรับราชการในหน้ าที่ ราชเลขานุการ เพียงต�าแหน่งเดียว ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ” ครัน พ.ศ. ๒๔๓๐ ทรงเป็นองคมนตร ี ที่ปร ึกษา ้ ราชการในพระองค์ ทั้งทรงก�ากับโรงเร ียน ราชกุมารและราชกุมาร ี และทรงเป็นข้าหลวง สอบไล่ว ิชานักเร ียนพระต�าหนักสวนกุหลาบ พ.ศ. ๒๔๓๔ ทรงบัญชาการโรงพิมพ์หลวง อักษรพิมพการ แล้วใน พ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงเป็น อธิบดีกรมศึกษาธิการได้เดือนหนึ่ง แล้วทรง พระกรุณาให้เป็นอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ HRH Prince Krom Phra Sommot Amorabandh
ถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงท�าการแทนเสนาบดี กระทรวงมุรธาธร แล้วทรงได้รับเลื่อนเป็น “กรมขุนสมมตอมรพันธุ์” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ จากนั้น เป็นเสนาบดีต�าแหน่งราชเลขานุการ และอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ และโดยเสด็จ ประพาสยุโรปทั้งสองครัง้ ลุรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสภานายกหอพระสมุด วชิรญาณส�าหรับพระนคร ทรงเป็นองคมนตร ี ต่อมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน เป็น “กรมพระ” มีพระนามตามจาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ บรมธรรมิกราชวงษ์ ว ิสุทธิ วชิราวุธราชปฤจฉานุวัตน์ รัตนบัณฑิตย ชาติย์ สุขุมราชมันตนาธิบดี เมตตาสีตลหฤทัย พุทธาทิไตรรัตนคุณาลงกรณ์ ธรรมาทรบพิตร” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ได้กราบบังคมทูลชี้แจงให้เข้าพระราช หฤทัยในระเบียบแบบราชการ แลพระบรม ราโชบายแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยละเอียดละออ จึงทรงร�ำลึกถึงพระคุณ แห่งพระเจ้าบรมวงษ์เธออยู่เปนเนืองนิตย์ ทรงเคารพนับถือประหนึ่งว่าเปนพระอาจารย์ พระองค์ ๑ ทั้งได้ทรงสังเกตเห็นพระอัธยาไศรย ว่าเต็มไปด้วยเมตตาสีตลหฤทัย กอปด้วย วิริยอุตสาหอันใหญ่ยิ่ง มีพระสติปัญญา อันสุขุม สมควรที่จะได้เลื่อนพระอิศริยยศ ขึ้นเปนต่างกรมผู้ใหญ่ที่ทรงเคารพได้ …” นอกจากนี้ ยังทรงด�ารงต�าแหน่งสมุหมนตร ี และทรงเป็นเสนาบดีที่ปร ึกษา Krom Phra Sommot Amorabandh Krom Phra Sommot Amorabandh or HRH Prince Krom Phra Sommot Amorabandh was born on the 7th of September 1860 as son of King Mongkut and Chao Chom Manda Hun, who was appointed as Thao Song Kandan (an aristocratic lady in charge of treasury disbursement) in the reign of King Chulalongkorn. During the reign of King Chulalongkorn, in 1880 he worked as the head of private secretaries at the Secretariat Department. Later in 1885, he became Permanent Secretary for the Royal Treasury. In 1886, he was entitled as Krom Muen Sommot Amorabandh. In 1887, he became a privy councilor and the king’s advisor; and also supervised the royal school for princes and princesses. In 1891, he managed the Aksorn Phimphakarn Printing House. In 1892, he became director general of the Education Department and the Department of the Privy Purse. In 1893, he worked as Minister of the Secretariat. In 1900, he was elevated as Krom Khun Sommot Amorabandh. Later, he became the king’s private secretary and director general of the Department of the Privy Purse. He accompanied the king twice on visits to Europe. In the reign of King Vajiravudh, he was chairman of the Vajirayana Library Council and a privy councilor. Later in 1911, he was elevated as Krom Phra Sommot Amorabandh because “...he helps the king to clarify government regulations and the former king’s policies. He is regarded as a master with compassion, great industry, and wisdom. He thus should be elevated with a higher rank...” Furthermore, he was also an advisor to the king and regents. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ HRH Prince Krom Phra Sommot Amorabandh in his childhood 71
นอกจากต�าแหน่งปกติทางราชการแล้ว กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ยังทรงด�ารงต�าแหน่ง อื่น ๆ อีก เช่น นายด้านปฏิสังขรณ์วัดพระศร ี รัตนศาสดาราม ลัญจกราภิบาลของเคร ื่องราช อิสร ิยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์และช้างเผือก มัคนายกวัดเทพธิดาราม เป็นต้น ทั้งโปรด การประพันธ์ มีผลงานพระนิพนธ์หลายเร ื่อง เช่น โคลงพิพิธพากย์ วชิรญาณสุภาษิต ประกาศการพระราชพิธี เร ื่องตั้งเจ้าพระยา ในกรุงรัตนโกสินทร์ เร ื่องทรงตั้งพระบรม วงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ และโปรดสะสม หนังสือ แสตมป์ ตลับงา เลี้ยงสัตว์ รวมทั้ง ยังโปรดการปลูก “ต้นกระบองเพชร” โดยทรง เร ิมปลูกในวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ และ ่ ยังทรงสั่งเพิ่ มเติมจากต่างประเทศ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระชันษา ๕๕ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเบญจมบพิตร เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงเป็นต้นราชสกุล สวัสดิกุล เจ้าจอมมารดาหุ่น Chao Chom Manda Hun, his mother
Apart from conducting civil service, he held other positions such as a head of the renovation of the Temple of the Emerald Buddha, protector of royal decorations and medals, and liaison of Thepthidaram Temple. He was also interested in poetry. His contributions included poems about royal ceremony announcement, appointment of Chao Phraya in the Rattanakosin Kingdom, investiture of royal family members in the Rattanakosin Kingdom, and so forth. He was also fond of collecting books, stamps, and ivory cases as well as raising animals and planting cactuses. He started planting on the 13th of March 1910 and imported more from abroad. Krom Phra Sommot Amorabandh died on the 21st of April 1915 at the age of 55. A royal cremation ceremony took place at Benchamabophit Temple on the 7th of June 1916. He was the founder of the Svastikul family. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ กับเจ้าจอมมารดาหุ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายในงานนมัสการพระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตร พ.ศ. ๒๔๔๗ HRH Prince Krom Phra Sommot Amorabandh and Chao Chom Manda Hun (photo taken by King Chulalongkorn at an event for paying respect to the Buddha Chinnarat image held at Benchamabophit Temple in 1904)
กรมพระด�ารงราชานุภาพ กรมพระด�ารงราชานุภาพ หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารง ราชานุภาพ พระนามเดิม พระองค์เจ้า ดิศวรกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๕ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอม มารดาชุ่ม พระสนมเอก ชาววังนิยมเร ียก “พระองค์ดิศ” โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงน�านามของพระยาอัพภัน ตร ิกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) ซึ่งเป็นบิดาของ เจ้าจอมมารดาชุ่มมาตั้งพระราชทาน เนื่องจาก ทรงพระราชด�าร ิว่า พระยาอัพภันตร ิกามาตย์ เป็นคนซื่อตรง รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๑๙ ทรงเร ิมเข้ารับราชการ่ ทหารเป็นนายร้อยตร ี บังคับกองแตรวง ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายร้อยโท ทหารม้า และนายร้อยเอก ราชองครักษ์ประจ�าพระองค์ตามล�าดับ โดยทรง ปฏิบัติหน้าที่ตามเสด็จพระราชด�า เนิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตราบถึง พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงบังคับบัญชากรมทหารมหาดเล็ก พ.ศ. ๒๔๒๔ ทรงก�ากับราชการกรมกองแก้วจินดา พ.ศ. ๒๔๒๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สถาปนาเป็น “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น ด�ารงค์ราชานุภาพ” แล้วใน พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้จัดรายการ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab
Krom Phra Damrong Rajanubhab Krom Phra Damrong Rajanubhab or HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab was formerly called HRH Prince Disvarakumarn. He was born on the 21st of June 1862 as son of King Mongkut and Chao Chom Manda Chum, a royal wife. He was commonly called “Prince Dis” by palace residents. King Mongkut named him as such in honor of Chao Chom Manda Chum’s father Dis Rojanadis (Phraya Abbhantrikamatya). In the reign of King Chulalongkorn in 1876, he began military service at the Music Division with the sub lieutenant rank. Later in 1879, he was elevated as a lieutenant cavalry and captain royal guard respectively. He performed his duties during the king’s various visits. Until 1880, he became a commander of the King’s Royal Guard Regiment. In 1881, he supervised the Cannon Department. In 1886, he was entitled as Krom Muen Damrong Rajanubhab. In 1888, he became a royal guard managing the king’s travel programs with the rank of major general until the reign of King Prajadhipok. Later in 1889, he became director general of the Public Instruction Department. In 1890, he became สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab เจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอก Chao Chom Manda Chum, King’s Mongkut’s royal wife สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่า ทรงฉาย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเสด็จยุโรปครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๓๔ HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab (photo assumably taken in London, United Kingdom during his first visit to Europe in 1891) 75
เสด็จประพาส ในขณะด�ารงพระยศเป็น นายพลตร ี ซึ่งทรงท�าหน้าที่จัดรายการเสด็จ ประพาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวตลอดมาจนถึงรัชกาลพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงเป็นอธิบดีกรมธรรมการ พ.ศ. ๒๔๓๓ ทรงเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ และ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ทรงรับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ขณะด�ารง พระอิสร ิยยศ “ซาร์เรว ิช แกรนด์ ดยุค นิโคลัส” (Tsarevich Grand Duke Nicholas) มกุฎ ราชกุมารแห่งรัสเซีย ณ เมืองสิงคโปร์ ที่เสด็จ พระราชด�าเนินเยือนสยามอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ครันถึง พ.ศ. ๒๔๓๔้ เป็นราชทูตพิเศษ พ.ศ. ๒๔๓๕ ทรงเป็น เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แล้วทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “กรมหลวงด�ารง ราชานุภาพ” ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงพระกรุณา ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ ด�ารงราชานุภาพ อิสสร ิยลาภบดินทร์ สยาม พิชิตินทรวโรปการ มโหฬารราชกฤตยานุสร อาทรประพาสการสวัสดิ์ วรรัตนปัญญา ศึกษาพิเศษ นร ินทราธิเบศรบรมวงศ์อดิศัย สร ีรัตนตรัยคุณธาดา อุดมเดชานุภาพ บพิตร” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...มีพระหฤทัย เอื้อเฟื้อในสรรพกิจอันเกี่ยวข้องด้วยการ ปกครองท�ำนุบ�ำรุงประชาราษฎรให้มีความ ผาศุก แลบ้านเมืองราบคาบสมดังพระบรม ราชประสงค์...และในสิ่งซึ่งทรงเห็นว่าจะเปนคุณ เปนประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง ได้ทรงช่วย สนองพระเดชพระคุณโดยเต็มพระไทย เพื่อการด�ำเนิรไปได้ดีและเร็วทันพระบรมราช ประสงค์...มีพระอัธยาไศรยอันสุขุมรอบคอบ กอปด้วยสติปัญญาอุตสาหวิริยภาพ ทั้งตั้ง พระองค์ไว้ในที่อันสมควรต่อชนทุกชั้น...” ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เสนาบดีที่ปร ึกษา และสภานายกหอพระสมุด ส�าหรับพระนคร ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นกรรมการ ตรวจช�าระกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรรมการ สภาการคลัง เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และ นายพลเอก ราชองครักษ์พิเศษ ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น อภิรัฐมนตร ี ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นนายก ราชบัณฑิตยสภา ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้วทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารงราชา นุภาพ” ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ นอกจากการทรงงาน ช่วงที่ทรงว่างเว้น พระราชกิจ ยังทรงค้นคว้าและทรงเร ียบเร ียง เร ื่องราวหลากหลายที่สนพระทัย ดังปรากฏ เป็นบทพระนิพนธ์ที่ได้รับการจัดพิมพ์เผยแพร่ ในกาลต่อมา โดยมีเนื้อหาทั้งที่เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนา การศึกษา ธรรมเนียม การปกครอง ตลอดจนประเพณี วัฒนธรรม วรรณคดี และที่เป็นชีวประวัติของบุคคลส�าคัญ เช่น ต�าราแบบเร ียนเร็ว (พ.ศ. ๒๔๒๖) ประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทว ีป (พ.ศ. ๒๔๔๓) เสด็จประพาสต้น รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๔๗) พระราชพงศาวดารกรุงรัตน โกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๕๗) และ รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๗๐) ไทยรบพม่า (พ.ศ. ๒๔๖๐) จดหมายเหตุเสด็จประพาสเกาะชวา ในรัชกาลที่ ๕ ทัง ๓ คราว (พ.ศ. ๒๔๖๓) ต�้านาน พระราชนิพนธ์บทละครนอก (พ.ศ. ๒๔๖๕) หม่อมเจ้าพูนพิศมัย พระธิดา และหม่อมเฉื่อย ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ HSH Princess Bunbismai (his daughter) and Mom Chueay (his wife) (จากขวา) หม่อมเจ้าอัปภัศราภา หม่อมเจ้านิพัทธ์พันธุดิศ และหม่อมเจิม ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ (From right) HSH Princess Abbhasarabha, HSH Prince Nibhatbandhudis, and Mom Cherm (his wife) 76
director general of the Education Department and an ambassador who received Tsar Nicholas II of Russia (when he was Tsarevich Grand Duke Nicholas) at Singapore during his first official visit to Siam. He was later appointed as an ambassador extraordinary in 1891 and Minister of Interior in 1892. He was then elevated as Krom Luang Damrong Rajanubhab in 1899. In the reign of King Vajiravudh, in 1911, he was elevated as Krom Phra Damrong Rajanubhab because “…he is willing to conduct all missions related to administration and development for general happiness and national stability… he has greatly contributed to the nation and carried out royal policies in a prompt and successful manner… with discretion, wisdom, and industry… as well as behaving decorously with all classes of people…” He worked as an advisor to the king and a member of the Vajirayana Library Council in 1915, subsequently becoming a member of the Committee for Civil and Commercial Law Revision, a member of the Finance Council, Minister of the Secretariat, and a special royal guard with the rank of general in 1923. In the reign of King Prajadhipok, he was appointed as a member of the Supreme Council of State of Siam สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ภายในห้องทรงงานของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ภายในพระบรมมหาราชวัง HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab inside the office of the Minister of Interior at the Grand Palace สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ และพระธิดา หม่อมเจ้าพัฒนายุ (เกล้าจุก) และหม่อมเจ้าพูนพิศมัย HRH Prince Krom Phraya Damrong Rajanubhab and his daughters: HSH Princess Badhanayu (with a hair knot) and HSH Princess Bunbismai 77
ต�านานพุทธเจดีย์ (พ.ศ. ๒๔๖๙) ลักษณะ การปกครองประเทศสยามแต่โบราณ (พ.ศ. ๒๔๗๐) ต�านานพิธีตรุษ (พ.ศ. ๒๔๘๒) The Foundation of Ayudhaya (พ.ศ. ๒๔๔๘) The Story of the Records of Siamese History (พ.ศ. ๒๔๕๘) โดยเฉพาะ อย่างยิ่ งลายพระหัตถ์ทรงโต้ตอบกับสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นร ิศรานุวัดติวงศ์ ที่เร ียกกันว่า หนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ซึ่งหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวยกย่องตอนหนึ่งว่า “...นับว่า เป็นหนังสือที่มีค่าสูงยิ่ง...เพราะเขียนจาก... ที่เพียบพร้อมไปด้วยปัญญาและความรู้ ทั้ง ๒ ฝ่าย และผู้เขียนทั้ง ๒ พระองค์นั้น ก็ได้เคยอยู่ในต�ำแหน่งราชการอันสูง และ ได้เคยบ�ำเพ็ญกรณีต่าง ๆ มามากมายจนตลอด พระชนมายุ ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้... เป็นหนังสือที่หาตัวจับได้ยาก เพราะดีพร้อม ทั้งสารัตถะและพยัญชนะ...” กรมพระยาด�ารงราชานุภาพ เร ิมประชวร่ ด้วยพระโรคพระหทัยพิการมาตังแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ ้ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่วังวรดิศ พระชันษา ๘๑ ปี ทรงเป็นต้น ราชสกุล ดิศกุล โดยมีพระโอรสธิดา เช่น หม่อมเจ้าพร้อมเพราพรรณ ชายาในพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหว ิกรมเกร ียงไกร หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน คนแรกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์ แห่งโลก หม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ ช่างภาพ ผู้ก�ากับ และผู้อ�านวยการสร้างภาพยนตร์ไทย หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ศาสตราจารย์ นักประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี อธิการบดีมหาว ิทยาลัย ศิลปากร เป็นต้น
in 1925 and chairman of the Royal Society in 1926. Later in 1929, he was ennobled as Krom Phraya Damrong Rajanubhab. In addition to his works, he spent his free time to research and compile a variety of stories as appeared in his publications in both Thai and English in terms of history, archaeology, religion, education, state administrative traditions, as well as traditions, culture, literature, and biographies of important people. For example, a fast-learning textbook (1883), the Story of Siamese Monks in Sri Lanka (1900), the Story of King’s Private Trips in the Reign of King Rama V (1904), the chronicles of the Rattanakosin Kingdom in the Reign of King Rama II (1914) and the Reign of King Rama V (1927), ThaiBurmese Battle (1917), the Archives of King Rama V’s Three Visits to Java Island (1920), Legend of the Royal Compositions of Lakhon Nok (1922), Legend of Buddha Chedi (1926), Characteristics of the Ancient Siamese Administration (1927), Legend of Chinese New Year Ritual (1939), The Foundation of Ayudhaya (1905), and The Story of the Records of Siamese History (1915). Specially, his letters communicated with HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse, พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ (ซ้าย) แถวหลังจากซ้าย หม่อมเจ้าดิศศานุวัติ หม่อมเจ้าทรงวุฒิภาพ หม่อมเจ้าจุลดิศ แถวหน้าจากซ้าย หม่อมเจ้าพูนพิศมัย หม่อมเจ้าบันดาลสวัสดี หม่อมเจ้าพิไลยเลขา (ขวา) แถวนั่งจากซ้าย หม่อมเจ้าพิสิฐดิศพงษ์ หม่อมเจ้าสุมณีนงเยาว์ แถวยืนจากซ้าย หม่อมเจ้าพัฒนายุ หม่อมเจ้าสิวลีวิลาศ หม่อมเจ้าทักษิณาธร His children (Left) (the rear row from the left) HSH Prince Dissanuvadti, HSH Prince Songvuddhibhab, and HSH Prince Chuladis (the front row from the left) HSH Princess Bunbismai, HSH Princess Bandansawasdi, and HSH Princess Bilailekha (Right) (sitting from the left) HSH Prince Bhisitdisabongse and HSH Princess Sumaninongyao (standing from the left) HSH Princess Badhanayu, HSH Princess Siwaliwilas, and HSH Princess Daksinadhorn also known as the book “San Somdet” (Correspondences of the Two Princes). Mom Rajawongse Kukrit Pramoj praised that “...It is considered as a priceless book... because it was written... with the full of wisdom and knowledge of the two high-ranking royals with various contributions to the nation throughout their lives... It is a rare book because it is good with regard to content and grammar...” Krom Phraya Damrong Rajanubhab began to suffer from heart disease in 1941. He died on the 1st of December 1943 at Voradis Palace at the age of 81. He was the founder of the Diskul family. He had many children, namely HSH Princess Phromphraophan, wife of HRH Prince Krom Luang Singhavikrom Kriangkrai; HSH Princess Bunbismai, a cofounder and the first president of the World Fellowship of Buddhists; HSH Prince Sukaravarnadis, a photographer, film director, and Thai filmmaker; HSH Prince Subhadradis, a professor, art historian and archaeologist, and President of Silpakorn University; and so forth. 79
กรมพระนร ิศรานุวัดติวงศ์ กรมพระนร ิศรานุวัดติวงศ์ หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นร ิศรานุวัดติวงศ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้า จิตรเจร ิญ ประสูติเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๖ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย (พระนามเดิม หม่อมเจ้า พรรณราย) พระมาตุจฉาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสนิทสนม มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๒๕ ทรงเร ิมรับราชการ่ เป็นนายทหารมหาดเล็ก มียศเสมอ “กัปตัน” หร ือนายร้อยเอก โดยทรงได้รับต�าแหน่ง “ราชเอเดอแกมป์” หร ือราชองครักษ์ ในกรม ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ “...มีหน้าที่ ดูแลตรวจตราทหารมิให้ประพฤติผิด ข้อบังคับระเบียบวินัยของทหารและเป็นที่ ปฤกษาของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีอ�ำนาจ ตัดสินและสั่งการได้ตามข้อบังคับ เป็นการ ต่างพระเนตรพระกรรณ์...” นอกจากนั้น ยังทรงได้รับเลือกเป็นกรรมสั มปาทิก หอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อแรกด�าเนินการ ก่อตั้ง ครันถึง พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระกรุณา้ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น “พระเจ้า น้องยาเธอ กรมขุนนร ิศรานุวัติวงษ” ต่อมา ทรงพระราชด�าร ิว่า หม่อมเจ้าพรรณราย พระมารดาในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse
Krom Phra Narisaranuvattiwongse Krom Phra Narisaranuvattiwongse or HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse, formerly Prince Chitcharoen, was born on the 28th of April 1863. He was born to King Mongkut and HH Princess Bannarai, aunt of King Chulalongkorn whom she was close to during his childhood. In the reign of King Chulalongkorn in 1882, he was a royal guard with the rank equal to captain and aide-decamp or guard at the King’s Royal Guard Regiment with “...the duties to oversee military officers to not misconduct and to serve as an advisor to senior officers with the authority to make decisions and orders according to regulations...” He was also appointed as a committee member at Vajirayana Library. Later, he was honored as “Krom Khun” in 1885. HH Princess Bannarai was granddaughter of King Nang Klao and a half-sister of Queen Debsirindra (Mother of King Chulalongkorn), therefore, Prince Narisaranuvattiwongse and the king had the same grandfather. As such, in 1887, King Chulalongkorn invested him as “HRH Prince Krom Khun Narisaranuvattiwongse” and his elder sister Princess Kannikakaew as “HRH Princess Krom Khun Khattiyakalaya”. นร ิศรานุวัดติวงศ์ นับเป็นพระเจ้าหลานเธอ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระขนิษฐาร่วมพระชนกในสมเด็จ พระเทพศิร ินทรา บรมราชินี สมเด็จพระบรม ราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ดังนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุน นร ิศรานุวัดติวงศ์ จึงมีพระอัยการ่วมกับพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาเป็น “พระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนร ิศรานุวัดติวงษ” ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ พร้อมกันนี้ ทรงสถาปนา พระองค์เจ้ากรรณิกาแก้ว พระเชษฐภคินี ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนนร ิศรานุวัดติวงศ์ เป็น “พระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนขัตติย กัลยา” ด้วย ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ เมื่อพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ไข กรมทหารอย่างเก่าเป็นกรมทหารอย่างใหม่ ทรงเลือกสรรพระบรมวงศานุวงศ์และ ข้าราชการที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเป็น ผู้บังคับบัญชาการกรมทหารต่าง ๆ ในการนี้ ทรงพระกรุณาให้พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า กรมขุนนร ิศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงด�ารง พระยศนายพันเอก เป็นผู้บังคับการกรมทหาร รักษาพระองค์ และเมื่อมีการก่อตั้งกรม ยุทธนาธิการในปีเดียวกัน ยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็น “เจ้าพนักงานใหญ่ใช้จ่าย” มีหน้าที่เบิกจ่ายเก็บเงินและท�าบัญชีในกรม อีกต�าแหน่งหนึ่ง ถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศนายพลตร ี ทั้งยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวง กลาโหม ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ และอธิบดี Later in 1887, King Chulalongkorn appointed him as a commander of various military departments including the King’s Royal Guard Regiment and Department of Defense. He also became the “Chief Spending Officer” who took charge of disbursement, collection and accounting in the department. In 1888, King Chulalongkorn made the prince a major general. He subsequently held the following posts between 1889 and 1905: Minister of Defense, commander of the Department of War and Marine, and director general of the Department of Public Works (1889); the first Minister of Public Works (1892); Minister of Defense (1894); commander of the Department of War and Marine (1896); temporary commander of the Ministry of the Royal Treasury (1897); Minister of Defense (1898); acting naval commander (1899); Minister of Public Works (1901) (for the second time); and Minister of the Royal Household (1905). After awarding these titles and ranks, in 1905 King Chulalongkorn gave his approval for the title “Krom Luang”. The king stated “...he has been appointed to work at various ministries because of his capability in setting civil service standards. He is also stable, honest, and discreet...” 81
กรมโยธาธิการ ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดี กระทรวงโยธาธิการพระองค์แรก ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ใน พ.ศ. ๒๔๓๗ ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ใน พ.ศ. ๒๔๓๙ บัญชาการกระทรวงพระคลังเป็นการ ชัวคราว ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ เสนาบดีกระทรวง ่ กลาโหม ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ ผู้รั้งต�าแหน่ง ผู้บัญชาการทหารเร ือ ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ครังที่ ๒ ใน พ.ศ. ้ ๒๔๔๔ และเสนาบดีกระทรวงวัง ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ หลังจากทรงรับราชการสนองพระเดช พระคุณในต�าแหน่งต่าง ๆ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชด�าร ิ เห็นควรที่จะสถาปนาให้ทรงด�ารงพระอิสร ิยยศ ที่ “กรมหลวง” โดยมีพระนามตามจาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนร ิศรานุวัดติวงษ์” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...การที่ ทรงต้องย้ายรับราชการเปนหลายกระทรวงนั้น เพราะทรงพระปรีชาสามารถอาจวางเนติ แบบอย่างในราชการให้เปนบรรทัดฐานมั่นคง ด�ำเนินในทางที่ควรที่ชอบได้ มีพระอัธยาศรัย มั่นคงองอาจมิได้หวาดไหว ด�ำรงอยู่ใน ความสัตย์สุจริตเปนที่ตั้ง...อีกทั้งการช่าง อันทรงสอดส่องด้วยสุขุมปรีชา หาหลักฐาน เก่าใหม่ในนอกประเทศ วางแบบอย่างอันวิจิตร หาผู้เสมอมิได้...” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse
Apart from conducting civil services, he contributed to many design projects including Sanghika Senasna Royal College (current Thaworn Watthu Building on Na Phra That Road) (1894), the ordination hall of Benchamabophit Temple (1899), a building at Benchamabophit School (1902), and the ordination hall of Rajadhivas Temple (1908). The prince stated that “...the construction should be conducted in a careful manner, as it was aimed for lastlong pleasure not for being torn down later. Its construction cost is also very high and cannot be returned. If it is not properly constructed, it might leave only a monument of shame...” and, regarding designing of a royal crematorium, that “...it is a temporary structure which will be demolished after use, so we can experiment with the design possibilities...” He also designed a talipat or secondary fan which is very pleased by King Chulalongkorn. However, after 1909, he fell ill with cardiomegaly while serving as Minister of the Royal Household. He thus tendered his resignation to King Chulalongkorn who accepted it. During the reign of King Vajiravudh, despite the prince’s infirmity that barred him from retaining vital positions, he still conducted a number of private duties for the king, i.e. by designing a number of objects conceived by the king. He was subsequently ทั้งนี้ นอกเหนือจากงานราชการแผ่นดิน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ยังทรงรับหน้าที่ออกแบบอย่าง ในทางช่าง สนองพระเดชพระคุณอยู่เป็นนิจ เช่น ทรงออกแบบสังฆิกเสนาศน์ราชว ิทยาลัย (ปัจจุบันคือ ตึกถาวรวัตถุ ถนนหน้าพระธาตุ) ใน พ.ศ. ๒๔๓๗ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร พ.ศ. ๒๔๔๒ อาคารเร ียนโรงเร ียนเบญจมบพิตร (ปัจจุบันคือ โรงเร ียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร) พ.ศ. ๒๔๔๕ พระอุโบสถวัดราชาธิวาส พ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งล้วนทรงพิถีพิถันอย่างมาก ด้วยทรง พระด�าร ิว่า “...ต้องระวังเพราะสร้างขึ้น ก็เพื่อความพอใจ ความเพลิดเพลินตา ไม่ใช่ สร้างขึ้นเพื่ออยากจะรื้อทิ้ง ทุนรอนที่เสียไป ก็ใช่จะเอาคืนมาได้ ผลที่สุดก็ต้องทิ้งไว้เป็น อนุสาวรีย์ส�ำหรับขายความอาย...” รวมไปถึง แบบพระเมรุ ที่ตรัสว่า “...เป็นงานที่ท�ำขึ้น ใช้ชั่วคราวแล้วรื้อทิ้งไป เป็นโอกาสได้ทดลอง ใช้ปัญญาความคิดแผลงได้เต็มที่...” ทั้งยัง ทรงออกแบบพัดรอง ซึ่งฝีพระหัตถ์ล้วนเป็น ที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างยิง ่ อย่างไรก็ตาม นับแต่ พ.ศ. ๒๔๕๒ กรมพระยานร ิศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระประชวร ด้วยพระโรคพระหทัยโต ขณะทรงรับราชการ ในต�าแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง จึงกราบ ถวายบังคมลาออกจากราชการ โดยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระบรมราชานุญาตตามที่ทรงขอ จนถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงแม้ด้วยพระโรคที่เป็นอยู่นั้น ไม่เอื้ออ�านวย ให้ทรงสามารถรับราชการในต�าแหน่งส�าคัญ แต่ยังทรงรับราชการส่วนพระองค์ในพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย และหม่อมเจ้าปลื้มจิตร พระธิดา HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse, HH Princess Bannarai (his mother), and HSH Princess Pluemchit (his daughter) elevated as HRH Prince Krom Phra Narisaranuvattiwongse. The king stated that “…despite suffering from infirmity that led to his resignation from governmental positions, he insisted on performing private duties for the king by skillfully designing civil work projects and submitting them punctually with true honesty and loyalty…” In this context, a number of other ranks namely general, special royal guard, and member of the Finance Council were bestowed on the prince in 1923. During the reign of King Prajadhipok, the prince was appointed as an advisor to 83
ออกแบบงานต่าง ๆ ตามพระราชประสงค์ จนทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเลื่อน ให้เป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระนร ิศรานุวัดติวงษ์ มหามกุฎพงษ์ นฤบดินทร์ ปรมินทรานุชาธิเบนทร์ ปรเมนทร ราชปิตุลา สวามิภักดิ์สยามว ิชิต สรรพศิลป์ สิทธิ์ ว ิทยาธร สุรจิตรกรศุภโกศล ประพนธ ปร ีชาชาญโบราณคดี สังคีตวาทิตว ิธีว ิจารณ มโหฬารสีตลัธยาไศรย พุทธาทิไตรรัตน สรณานุวัตร์ ขัตติยเดชานุภาพบพิตร” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ถึงแม้ว่าในสมัยนี้ มีพระโรคเบียดเบียนจนทรงรับราชการ ในต�ำแหน่งที่ส�ำคัญไม่ไหว ก็ยังทรงพระอุสาห รับราชการในส่วนพระองค์...มีการคิดท�ำ แบบอย่างในงานช่างอันเปนฝ่ายศิลป อย่างประณีตถวายอยู่เนือง ๆ ตามเวลาที่ ต้องพระราชประสงค์...ทั้งทรงเคารพนับถือ อยู่ว่า มีพระสันดานอันซื่อตรงคงในสุจริตจารี มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท อยู่โดยปรากฏ...” ทั้งยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายพลเอก ราชองครักษ์ พิเศษ และกรรมการสภาคลัง ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชด�ารัส “...ตรัสชวน ให้ทรงกลับเข้าช่วยกันท�ำราชการ...” จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอภิรัฐมนตร ี ที่ปร ึกษาราชการแผ่นดิน ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ อุปนายกราชบัณฑิตยสภา แผนกศิลปากร ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงก�ากับกระทรวงวังชัวคราว ่ และผู้ส�าเร็จราชการแทนพระองค์ ใน พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse
ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ ปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามา ธิบดินทร มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา นร ิศรานุวัตติวงศ์” ใน พ.ศ. ๒๔๘๘ ด้วยทรงเป็น “อัฐเมนทรราชอัยกา” และ “...ทรงช่วยราชการ นานัปการ ฉะเพาะอย่างยิ่ง โดยประทาน ความรู้ในศิลปวิทยาการตลอดจนภาษาและ ราชประเพณี ซึ่งไม่มีผู้ใดจะให้ความรู้ได้... ทรงเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ ซึ่งมีพระเมตตา อารีเป็นที่เคารพรักใคร่นับถือของพระบรม วงศานุวงศ์โดยทั่วกัน...” นับแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา กรมพระยานร ิศรา นุวัดติวงศ์ ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับศิลปะและ ว ิทยาการ แม้ทรงพระชราด้วยพระโรคเบียดเบียน คือ โรคพระหทัยโต หลอดลมอักเสบเร ื้อรัง และโรคเส้นพระโลหิตแข็ง กระทั่งวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงสิ้ นพระชนม์ พระชันษา ๘๓ ปี นับเป็นพระราชโอรสพระองค์เดียว ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีพระชนมชีพยืนนานถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเพลิง พระศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ต่อท้าย งานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา อานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงเป็น ต้นราชสกุล จิตรพงศ์ the Supreme Councilor in 1925 and vice president of the Royal Society. In 1926, he temporarily administered the Ministry of the Royal Household and carried out duties as regent in 1933. In 1945 during the reign of King Ananda Mahidol a Royal Decree was issued on the upgrading of his title of Krom Phra Narisaranuvattiwongse to HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse, as “...he has assisted in various civil services, specifically in terms of languages and royal traditions. With mercy and grace, he is widely respected by the royal family...” After the reign of King Prajadhipok, the prince spent most of his time on artistic works and science that led to further deterioration of his health. The prince was increasingly affected by chronic bronchitis and arteriosclerosis, apart from cardiomegaly. On the 10th of March 1947, the prince passed away at the age of 83. He was the only son of King Mongkut who had remained alive until the reign of King Bhumibol Adulyadej The Great and the founder of the Chitrabongse family. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ HRH Prince Krom Phraya Narisaranuvattiwongse 85
กรมพระเทพนาร ีรัตน์ กรมพระเทพนาร ีรัตน์หร ือ สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร นร ิศรราชกุมาร ี กรมพระเทพนาร ีรัตน์ประสูติเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ เป็นพระราชธิดา พระองค์ ใหญ่ในพระบาทสมเด็ จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่สมเด็จ พระศร ีพัชร ินทรา บรมราชินีนาถ พระบรม ราชชนนีพันปีหลวง เมื่อแรกนัน ยังไม่ได้ทรงรับ ้ พระราชทานพระนาม ชาววังออกพระนามว่า “ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่” ภายหลัง จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร นร ิศรราชกุมาร ี” สมเด็ จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ นี้ เป็นพระราชธิดาที่สนิทเสน่หาของสมเด็จ พระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราช ชนนีเป็นอันมาก ด้วยปรากฏว่า “...ทรงมี อัทธยาไศรยสุขุมลเอียดพิเศษสมควรกับ ดรุณราชกุมารี ผิดปรกติกว่าดรุณราชกุมารี ที่มีอายุเพียงนั้นเปนอย่างยิ่ง จะทรงประพฤติ พระอิริยาบทอย่างใดใด ก็มีพระอัทธยาไศย เรียบร้อยอ่อนหวานเคารพต่อชนทั้งปวง ตามควรแก่คุณชาติ มีพระกิริยาเหมือนหนึ่ง ผู้ที่มีอายุนับว่าเปนผู้ใหญ่แล้ว...” ครันพระชันษา ๘ ปี ตามเสด็จพระบาท้ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสเมืองเพชรบุร ี แต่ล่วงไปได้เพียง ๓-๔ วัน ก็ประชวรไข้ แม้ภายหลังเสด็จกลับ พระนคร พระอาการก็ยังไม่คลาย มีพระอาการ เสวยไม่ได้ พระกายซูบผอมและร้อนบ้าง มีพระบังคนปนเสมหะและมีพระยอดขึ้น 86
ที่พระศอบ้างพระกรรณบ้าง ทรงพระบรรทม ไม่ใคร่จะหลับ และมีพระอาการหอบเหนื่อย กระทั่งสิ้นพระชนม์ ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ การนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระโกศ ทองน้อยทรงพระศพ (และพระโกศทองใหญ่ เมื่อชักพระศพ) แต่พระลองใน ข้างในปิดด้วยเงิน พิเศษกว่าธรรมเนียมแต่ก่อน ทั้งนี้ ยังทรง พระกรุณาให้ตัดถนน โดยใช้พระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ แล้วพระราชทานนามว่า “ถนน พาหุรัด” เพื่อเป็นอนุสรณ์และอุทิศพระกุศล พระราชทาน ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้สถาปนาพระอิสร ิยยศพระอัฐิ เฉลิมพระนาม เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจาร ึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร์ นร ิศรราชกุมาร ี กรมพระเทพนาร ีรัตน์” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...เมื่อยังเสด็จ ด�ำรงพระชนม์อยู่ ทรงมีมารยาตรเรียบร้อย เปนอันดี สมควรแก่ขัติยราชกุมารี เปนที่ เสน่หาปราโมทแห่งสมเด็จพระบรมราช อนุชาธิราชแลพระประยูรญาติทั้งปวงยิ่งนัก... ถ้ายังด�ำรงพระชนม์สืบมา ก็คงจะได้ทรงรับ พระราชอิศริยยศเปนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน...และคงจะได้เพิ่มพูล พระราชอิศริยยศขึ้นในรัชกาลปัตยุบันนี้ อีกด้วย...และพระราชประเพณีซึ่งสถาปนา พระราชอิศริยยศแก่พระอัฐิดังนี้ ก็มีแบบอย่าง มาแต่ก่อน...” Krom Phra Debnariratana Krom Phra Debnariratana or HRH Princess Bahurad Manimai Prabai Barnbichit Krom Phra Debnariratana was born on the 19th of December 1878. She was the eldest daughter of King Chulalongkorn and Queen Sri Bajarindra The Queen Mother. Initially, the court residents called her “Princess Yai” (the eldest royal daughter). King Chulalongkorn subsequently granted her the title “HRH Princess Bahurad Manimai Prabai Barnbichit Narisararajakumari”. The young princess was adored by her father and mother. The king stated that “…Her courtesy was incomparable. At this age, her actions were graciously sweet and gentle as if she was maturer...” When the princess was eight, she accompanied King Chulalongkorn, traveling to Phetchaburi. However, after a few days, the princess fell sick. Her sickness persisted after her return. She lost her appetite, her body became very thin. She experienced high fever, phlegm, and suffered from abscesses on her neck and ear, insomnia, and shortness of breath. The princess eventually passed away on the 27th of August 1887. Her body was placed in a golden royal urn. Inside the urn was specially covered with silver. Besides, the king commanded the construction of a road and named it “Phahurat Road” in remembrance of HRH Princess Bahurad Manimai Prabai Barnbichit Narisararajakumari. In 1915, King Vajiravudh elevated her title to Krom Phra Debnariratana. The king stated that “...when she was still alive, she had good behavior suitable for her royal status. She was beloved by brothers and royal family members... If she were still alive, she would received an honorable rank in the Inner Court... and would probably have elevated with a higher rank in this reign as well... And it was the royal tradition to bestow a posthumous title...” 87
กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ หร ือ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๗ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาพระยาพิสณฑ์สมบัติบร ิบูรณ์ (ยิ้ ม พิศลย บุตร) เมื่อทรงเจร ิญพระชันษา ทรงเล่าเร ียนว ิชา ส�าหรับพระราชกุมาร และทรงผนวชเป็นสามเณร กระทั่งทรงลาสิกขาแล้ว พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่างประเทศ พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ อีก ๓ พระองค์ ซึ่งเป็นความตั้งพระราชหฤทัยของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะส่ง พระเจ้าลูกเธอเมื่อมีพระชันษาอันสมควร เสด็จออกไปทรงศึกษาว ิชาการในประเทศ ยุโรป และนับเป็นการเสด็จไปทรงศึกษา ต่างประเทศรุ่นแรกของพระราชโอรส กระทั่ง ทรงส�าเร็จการศึกษาบูรพคดีศึกษา (Oriental Studies) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ ในสาขาว ิชา ภาษาบาลีและสันสกฤต จากสถาบันตะวันออก ว ิทยาลัยแบเลียล (Balliol College) ซึ่งมี ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวอังกฤษสมัยนันว่า้ สอบเข้ายากกว่าว ิทยาลัยอื่นใดในมหาว ิทยาลัย ออกซฟอร์ด ทั้งยังทรงได้รับค�าชมเชยจาก อาจารย์ใหญ่ในขณะนั้นว่า มีความประพฤติดี อย่างมาก เป็นที่นับถือของคนทั้งปวงและมี สติปัญญาดีเลิศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงเครื่องแบบเต็มยศมหาอ�ำมาตย์เอก เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath in the full uniform of the Minister of the Royal Treasury
ครันเสด็จกลับมา ทรงเข้ารับราชการในกรม ้ ราชเลขานุการ ภายหลังทรงรับต�าแหน่ง อธิบดีกรมการศึกษา ถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงย้าย มารับราชการเป็นอธิบดีกรมสารบาญชี ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ซึ่งขณะนั้น มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงเป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลการจ่ายเงิน แผ่นดินและถือบัญชีพระราชทรัพย์ทั้งปวง ให้เป็นไปด้วยความเร ียบร้อย ในปีเดียวกันนัน้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธาน กรรมการด�าเนินการตรวจจัดระเบียบหน้าที่ ราชการในกระทรวงต่าง ๆ อีกต�าแหน่ง และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็น พระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่น จันทบุร ีนฤนารถ” จากนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลัง มหาสมบัติ ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น องคมนตร ี แล้วในปีถัดมา พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงจันทบุร ีนฤนารถ” นอกจากทรงเป็นองคมนตร ีและเสนาบดี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติแล้ว พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดให้ ทรงจัดตั้งคลังออมสินให้ราษฎรได้น�าทรัพย์ มาฝากให้ปราศจากอันตราย ให้ทรงจัดตั้ง กรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ จัดตั้งสหกรณ์ ทรงรวบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษีให้มารวม อยู่ในบังคับบัญชากระทรวงเดียวกัน จัดการ สุรายาฝิ่นเป็นของรัฐ เพื่อด�าเนินการเลิกไม่ให้ ราษฎรสูบฝิ่นต่อไป เป็นต้น ซึ่งทรงด�าเนินการ ได้ส�าเร็จตามพระราชประสงค์ Krom Phra Chandaburi Naruenath Krom Phra Chandaburi Naruenath or HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath (Prince of Chandaburi) was formerly called as HRH Prince Kitiyakara Voralaksana. He was born on the 8th of June 1874. He was son of King Chulalongkorn and Chao Chom Manda Uam, daughter of Phraya Bisondha Sombatboriburna (Yim Bisalyabutra). During his adolescence, he undertook special studies for a prince and was ordained as a novice. When he left the novicehood, King Chulalongkorn sent him and his three brothers to study in Europe. In 1895, the prince earned a degree in oriental studies, Pali and Sanskrit languages at Balliol College, Oxford University in England which was considered one of the toughest colleges to enter. He was also praised by the director for being well-behaved, intelligent, and respected by everyone. Upon his return to Siam, he joined the Department of the Secretariat and was later promoted as director general of the Department of Education. In 1902, he was made director general of the Department of Account, Ministry of the Royal Treasury of which HRH Prince Mahisorn Rajharudai remained minister at the time. His role was to address royal finances. That year, King Chulalongkorn appointed him as Committee Chairman to supervise certain ministries and elevated his title, as found engraved in the Royal Golden Plaque: “HRH Prince Krom Muen Chandaburi Naruenath”. In 1907, he was promoted as Minister of the Royal Treasury. The prince was made a privy councilor by King Vajiravudh who later elevated his title to “Krom Luang” in 1911. Apart from being a privy councilor and Minister of the Royal Treasury, King Vajiravudh also asked him to establish a Savings Office to allow the public to safely deposit their money. The prince established the Department of Commerce and Statistical Forecasting, developed cooperative management, merged all tax-related sectors into one ministry, monitored opium and alcoholic พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และหม่อมเจ้าอับษรสมาน ชายา HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath and HSH Princess Apsornsamarn, his wife 89
ด้วยเหตุนี้ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงทรงได้รับ การโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็น “พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถ สุรเชษฐาธิราช กิตตยากร วรลักษณสุนทรว ีรว ิจิตร สรรพ รัชดาธิกิจโกศล ว ิมลรัตนมหาโกศาธิบดี ธีรคุโณฬาร ศุภสมาจารสารสมบัติ มัทว เมตตาธยาศัย ไตรศร ีรัตนสรณาคม อุดมศักดิ์บพิตร” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...กิจการที่ได้ทรงกระท�ำมาทั้งนี้ ล้วนเปนคุณ แก่ราชการแผ่นดินแลตลอดจนไพร่ฟ้า ประชากร เปนที่ส่อให้เห็นก�ำลังพระอุตสาห วิริยภาพอันยิ่งใหญ่...ทรงส�ำแดงปรากฏชัด โดยอเนกประการ ว่าทรงตั้งมั่นอยู่ในความ จงรักภักดี...” จากนัน ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ ทรงเป็นนายกแห่ง ้ สภาเผยแพร่พาณิชย์ ตราบถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และ พ.ศ. ๒๔๖๖ ทรงเป็นสภานายกแห่งสภาการคลัง ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็นอภิรัฐมนตร ี กระทั่ง สิ้นพระชนม์ ขณะเสด็จรักษาพระอาการ หลอดพระศออักเสบที่กรุงปาร ีส เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔ พระชันษา ๕๘ ปี ถวายพระเพลิงพระศพที่สุสานแปร์ลาเชส ประเทศฝรังเศส ตามความประสงค์ของทายาท่ แล้วหม่อมเจ้าอับษรสมาน จึงเชิญพระอัฐิ กลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ มีการบ�าเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ พระที่นังทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร ในวันที่ ่ ๑๘ ตุลาคม โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเคร ื่องพระภูษาขาว พร้อมทั้ง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บรรดา ข้าทูลละอองธุลีพระบาท สมาชิกราชสกุลและ ราชินิกุล แต่งเคร ื่องขาวได้
(ซ้ายและขวา) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ และหม่อมเจ้าอับษรสมาน (Left and Right) HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath and HSH Princess Apsornsamarn, his wife beverage production, and instituted the prohibition of opium smoking. He succeeded in all of these ventures. In 1916, his title was thus raised to “Krom Phra Chandaburi Naruenath”. King Vajiravudh stated that “…his success in such works had priceless value for the nation and people. This reflected his great perseverance and loyalty…” In 1920, he was appointed as president of the Commercial Promotion Council, later elevated as Minister of Commerce in 1922, and was appointed Chairman of the Finance Council in 1923. During the reign of King Prajadhipok in 1925, he was given a position on the Supreme Council. He died while traveling to receive bronchitis treatment in Paris on the 27th of April 1931 at the age of 58. The cremation ceremony was held at Père Lachaise Cemetery in France following the wish of his family. Later, HSH Princess Apsornsamarn brought his ashes back to Bangkok on the 17th of October 1931. The merit-making ceremony was held at Songtham Throne Hall, Benchamabophit Temple on the 18th of October 1931. King Prajadhipok wore white clothes and granted royal permission to royal family members to wear white clothes to show their deep respect and condolences.
ด้วยทรงส�าเร็จการศึกษาสาขาว ิชา ภาษาบาลีและสันสกฤตจากประเทศอังกฤษ จึงทรงพระปร ีชาด้านภาษาบาลี ได้ทรงแปล เร ื่อง “จันทกุมารชาดก” จากภาษาบาลีเป็นไทย จนทรงได้รับพระราชทานพัดเปร ียญธรรม ๕ ประโยค จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวเป็นกรณีพิเศษ ทังที่ทรงเป็นฆราวาส ้ ทั้งยังทรงนิพนธ์ “ปทานุกรม บาลี-ไทยอังกฤษ-สันสกฤต” โดยอาศัยพจนานุกรมบาลี ของอาร์.ซี. ชิลเดอรส์ ที่สมาคมบาลีปกรณ์ ด�า เนินการจัดพิมพ์มาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นหลัก ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ คณะสงฆ์วัดบวรนิเวศว ิหาร ร่วมกับศาสตราจารย์ หม่อมหลวงจิรายุ นพวงศ์ องคมนตร ี ตรวจช�าระ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิ มหามกุฏราชว ิทยาลัย จัดพิมพ์เผยแพร่ กรมพระจันทบุร ีนฤนาถทรงเสกสมรส กับหม่อมเจ้าอับษรสมาน พระธิดาองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา เทวะวงศ์วโรปการ ทรงเป็นต้นราชสกุล กิติยากร มีพระโอรสธิดา เช่น พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่น จันทบุร ีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้า นักขัตรมงคล) พระชนกในสมเด็จพระนางเจ้า สิร ิกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง และพระอัยกาฝ่ายพระบรมราช ชนนีในพระบาทสมเด็ จพระวชิรเกล้ า เจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ หม่อมเจ้าอับษรสมาน พระโอรสธิดา พระนัดดา และพระสุณิสา HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath, HSH Princess Apsornsamarn, and their children, grandchildren and a daughter-in-law พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ หม่อมเจ้าอับษรสมาน และพระโอรสธิดา HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath, HSH Princess Apsornsamarn, and their children 92
Thanks to his education in England and skill in Pali and Sanskrit languages, he translated “Chandrakumara Jataka” from Pali to Thai. Therefore, he received a talipat fan signifying his Pali knowledge that equals to the level of Buddhist Theology Level 5 (out of 9) from King Prajadhipok, which is a special case. He also compiled the “Pali-Thai-EnglishSanskrit Dictionary” using the R.C. Childers’ Dictionary for reference. King Bhumibol Adulyadej The Great asked Buddhist monks from Bowonniwet Vihara Temple and Professor Mom Luang Chirayu Navawongs, privy councilor, to revise the book. It was eventually published by the Mahamakut Buddhist Foundation. Krom Phra Chandaburi Naruenath married HSH Princess Apsornsamarn, eldest daughter of HRH Prince Devawongse Varopakarn. He was the founder of the Kitiyakara family. He had many children including HRH Prince Krom Muen Chandaburi Suranath, who was father of Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother and grandfather of His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เมื่อครั้งด�ำรงพระยศกรมหมื่น เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ HRH Prince Krom Phra Chandaburi Naruenath when he was entitled as Krom Muen and worked as Minister of the Royal Treasury in the reign of King Chulalongkorn
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์หร ือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิป ประพันธ์พงศ์พระนามเดิม พระองค์เจ้า วรวรรณากร ประสูติเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๔ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอม มารดาเขียน หร ือมีการเร ียกอีกนามหนึ่งว่า “เขียนอิเหนา” ด้วยแสดงเป็นละครหลวง ที่ร�า เป็นตั วอิเหนาได้งดงามไม่มีใครสู้ เมื่ อพระองค์ เจ้าวรวรรณากรประสู ติ จึงพระราชทานกร ิชให้ ๑ เล่ม นอกเหนือจาก พระแสงดาบที่พระราชทานพระราชโอรส ทุกพระองค์ โดยมีรับสั่งว่า “เป็นลูกอิเหนา” รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเร ิมรับราชการที่หอรัษฎากร ่ พิพัฒน์ เป็นพนักงานการเงิน ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๙ ทรงรับเลื่อนเป็นรองอธิบดีกรมพระคลัง มหาสมบัติ และรองเสนาบดีกระทรวงพระคลัง มหาสมบัติตามล�าดับ ทั้งนี้ ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น “พระเจ้า น้องยาเธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงษ์” ด้วยทรงพระราชด�าร ิว่า “...ทรงพระปรีชาฉลาด ได้ร�่ำเรียนวิชาหนังสือแลเลข ทรงทราบ ชัดเจนแม่นย�ำ มีพระอัธยาไศรยที่จะประกอบ การอันใดโดยละเอียดถ้วนถี่รอบคอบ...” ลุถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน เป็น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิป ประพันธ์พงศ์” มีพระนามตามที่จาร ึกใน พระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ HRH Prince Krom Phra Naradhip Prabandhabongse
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ มกุฏวงศ์ นฤบดี มหากว ีนิพันธนว ิจิตร ราชโกษาธิกิจ จิรุปการ บรมนฤบาลมหาสวามิภักดิ์ ขัตติย ศักดิ์อดุลพหุลกัลยาณวัตร ศร ีรัตนไตรย์ คุณาลงกรณ์ นร ินทรบพิตร” ด้วยทรงพระราช ด�าร ิว่า “...ทรงรับราชการฉลองพระเดชพระคุณ ให้ราชการด�ำเนินเจริญยิ่งขึ้น...ทรงคุ้นเคย มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงตระหนักพระราช หฤทัยในความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลออง ธุลีพระบาทโดยมั่นคง...” นอกจากจะทรงรับราชการเป็นที่ไว้วาง พระราชหฤทัยมาโดยล�าดับแล้ว กรมพระ นราธิปประพันธ์พงศ์ยังสนพระทัยและ ทรงพระปร ีชาด้านการประพันธ์ ทั้งทรงเป็น ผู้ให้ก�าเนิด “ละครร้อง” โดยทรงดัดแปลงจาก ละครอุปรากร หร ือ “โอเปรา” (Opera) ของฝรัง่ คือด�าเนินเร ื่องด้วยบทร้อง ตัวละครร้อง บทสนทนาเอง มีลูกคู่ร้องรับอยู่ในฉาก มีบท เจรจาเป็นค�าพูดธรรมดาบ้าง และลดการร่ายร�า อย่างเก่าให้น้อยลง และทรงเป็นเจ้าของ โรงละครปร ีดาลัย ตั้งอยู่ที่ “วังวรวรรณ” อันเป็น วังที่ประทับ และทรงนิพนธ์บทละครร้อง ที่มีชื่อเสียงหลายเร ื่อง เช่น บทละครร้องเร ื่อง “สาวเคร ือฟ้า” ซึ่งทรงได้เค้าโครงจากละคร อุปรากรฝรังเศส เร ื่อง “มาดามบัตเตอร์ฟลาย” ่ ของจาโกโม ปุชชีนี ซึ่งได้ต้นเค้ามาจากนวนิยาย ของจอห์น ลูเทอร์ ลอง อีกทอดหนึ่ง ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครังที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ้ ได้ทอดพระเนตรการแสดงละครอุปรากร ที่ฝรังเศส เร ื่องมาดามบัตเตอร์ฟลาย ซึ่งเป็น ่ เร ื่องความรักและความผิดหวังระหว่าง สาวญี่ปุ่นชื่อโจโจ้ซังกับทหารหนุ่มฝรั่ง เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร ทรงบอกเล่าให้ Krom Phra Naradhip Prabandhabongse Krom Phra Naradhip Prabandhabongse or HRH Prince Krom Phra Naradhip Prabandhabongse was formerly called as HRH Prince Varavarnakorn. He was born on the 20th of November 1861 as son of King Mongkut and Chao Chom Manda Khian, also known as “Khian Inao”, owing to her incomparably beautiful performance in the royal dancedrama involving the character Inao. When he was born, his father King Mongkut gave him a dagger, and called him “the son of Inao”. During the reign of King Chulalongkorn, he began his governmental service as an accounting officer at Ratsadakornphiphat Hall. In 1886, he was promoted as deputy director of the Royal Treasury Department and Deputy Minister of the Royal Treasury. In 1889, he was elevated as “Krom Muen” as “…He was intelligent and educated. Adept in mathematics, he performed his duties precisely and thoroughly…” King Vajiravudh elevated his title as “HRH Prince Krom Phra Naradhip Prabandhabongse”. The king stated that “…During his governmental career, he graciously expanded the entire sector. His true heart reflected his true loyalty towards the king…” Despite responding to the king’s generosity in granting him a governmental career, he was also interested and proficient in musical composition. He pioneered “musical drama” which was derived from Western opera. His version began with an overture in which actors sang and responded to each other via music with minimized standard conversation and dance. He owned “Pridalai Theater” located in Voravarn Palace where he lived and composed his scores. His most famous piece was “Sao Khruea Fa” inspired by the opera “Madame Butterfly” by Giacomo Puccini and John Luther Long’s short story. During his second visit to Europe in 1907, King Chulalongkorn attended “Madame Butterfly” and shared his experience with him when he returned. Thus, he adapted the story and remade the musical drama, which was performed in the presence of the king who was pleased considerably with the performance. He made many contributions in terms of literature and historical research, e.g. Poems about the Legend of Buddha’s Footprints, Coronation of King Prajadhipok, King Mongkut’s Benefaction, Auspicious Poetries 95
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ฟัง กรมพระ นราธิปประพันธ์พงศ์จึงทรงดัดแปลงเร ื่องนี้ เป็นละครร้องแสดงถวายหน้าพระที่นัง เป็นที่ ่ พอพระราชหฤทัยมาก นอกจากนี้ ยังทรงนิพนธ์บทประพันธ์ อีกหลายเร ื่อง ทั้งเกี่ยวเนื่องในทางวรรณคดี และประวัติศาสตร์ เช่น โคลงลิลิตดั้นเร ื่อง ต�านานพระพุทธบาท เฉลิมพระเกียรติกษัตร ีย์ ค�าฉันท์ โคลงลิลิตสุภาพส�าหรับพระบรม ราชาภิเษกสัปดมะราชมหาจักร ีวงศ์ โคลงลิลิต มหามกุฏราชคุณานุสรณ์ ค�าฉันท์ดุษฎีสังเวย กล่อมและกาพย์ขับไม้บ�าเรอพระเศวตคชเดชน์ ดิลกฯ พระราชพงศาวดารพม่า พระนิพนธ์แปล “จดหมายเหตุลาลูแบร์” โดยทรงแปลมาจาก ฉบับภาษาอังกฤษ พระนิพนธ์แปล “รุไบยาต” ของโอมาร์ คัยยาม และนรางกุโรวาท เป็นต้น ทรงใช้นามปากกา “ประเสร ิฐอักษร” เพื่อทรง นิพนธ์เร ื่องสั้นจ�านวนหนึ่งอีกด้วย กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ประชวร ด้วยพระโรคพระอันตะ สิ้ นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ พระชันษา ๗๑ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ พระเมรุวัดเทพศิร ินทราวาส ทรงเป็นต้นราชสกุล วรวรรณ มีพระโอรสธิดา เช่น หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ ชายาในพระราช วรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ซึ่งเป็น นักเขียน นามปากกา “น.ม.ส.” และเป็นพระมารดา ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าว ิภาวดีรังสิต และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระนามเดิม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ HRH Prince Krom Phra Naradhip Prabandhabongse
on Lulling the Elephants, Burmese Chronicles, translation of “Du Royaume de Siam” by Simon de La Loubère, translation of the Rubáiyát of Omar Khayyám, and Narangkurowat. His nom de plume was “Prasert Aksorn”, used in a small number of his short stories. Krom Phra Naradhip Prabandhabongse had colonic disease and passed away on the 11th of October 1931 at the age of 71. The royal funeral was held on the 13th of March 1932 at Debsirindravas Temple. He was the founder of the Varavarna family and had many children including HSH Princess Bhornbimolbarn, wife of HRH Prince Krom Muen Bidyalongkorn, a writer whose pseudonym was “Nor Mor Sor”, and mother of HRH Princess Vibhavadi Rangsit and HSH Prince Bhisadej Rajani; HRH Prince Krom Muen Naradhip Bongseprabandha (formerly HSH Prince Varnvaidayakorn), former Deputy Prime Minister, Minister of Foreign Affairs, former president of the United Nations General Assembly, and former president of Thammasat University; HSH Prince Valabhakara, a surgeon at Chulalongkorn Hospital, หม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ HSH Princess Banchoed Varnavarang, his daughter
หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร) อดีตรองนายก รัฐมนตร ี รัฐมนตร ีกระทรวงการต่างประเทศ อดีตประธานสมัชชาองค์การสหประชาชาติ และอดีตอธิการบดีมหาว ิทยาลัยธรรมศาสตร์ หม่อมเจ้าวัลภากร ศัลยแพทย์โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อดีตผู้อ�านวยการ โรงพยาบาลศิร ิราช พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า วัลลภาเทว ี (พระนามเดิม หม่อมเจ้าวรรณว ิมล) อดีตพระคู่หมันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ้ เจ้าอยู่หัว และทรงได้รับการสถาปนาเป็น “พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทว ี” หม่อมเจ้านิตยากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดพระนครศร ีอยุธยา ๒ สมัย พระนางเธอ ลักษมีลาวัณ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าวรรณพิมล) พระนางเธอในพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้า โวฒยากร สถาปนิกที่ทรงออกแบบอาคาร สมัยใหม่โดยมีเอกลักษณ์ไทยผสมผสาน หม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ เป็นต้น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี HRH Princess Vallabha Devi