The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Namwan Piyaporn, 2024-02-29 01:59:01

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ นางสาวปิยภรณ์ ตะนนท์62100186117 รายงานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ นางสาวปิยภรณ์ ตะนนท์62100186117 รายงานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ ผู้วิจัย นางสาวปิยภรณ์ ตะนนท์ สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.วรัญญา ศรีบัว ครูพี่เลี้ยง นางสาววราพร ทิศาใต้ อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผศ.วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ ( ผศ.วรัญญา ศรีบัว ) .................................................................................. กรรมการ ( นางสาววราพร ทิศาใต้) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวปุณยาพร อำนวย)


ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ ผู้วิจัย นางสาวปิยภรณ์ ตะนนท์ อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.วรัญญา ศรีบัว ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ของเด็กปฐมวัยที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการ ทดลอง ของนักเรียนชั้นปฐมวัยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นปฐมวัย ปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี จังหวัดอุดรธานี ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติและ 2. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการเปรียบเทียบการวิเคราะห์ข้อมูลใช่ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที่แบบไม่อิสระ ผลการใช้แผนได้ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเพื่อเปรียบเทยบทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเฉลี่ยนก่อนการจัดกิจกรรม 19.45 และ ค่าเฉลี่ยหลังการ จัดกิจกรรม 39.72 2. เมื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการ จัดกิจกรรม พบว่าว่าเด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติสูง กว่าก่อนการจัดกิจกรรม


กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยดีเป็นเพราะได้รับความกรุณาในการให้คำแนะนำ และความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากอาจารย์วรัญญา ศรีบัว อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ได้ให้คำแนะนำ ข้อคิด และตรวจปรับปรุงข้อบกพร่อง ต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์วรัญญา ศรีบัว คุณครูวราพร ทิศาใต้และคุณครูปุณยาพร อำนวย ที่ได้กรุณาตรวจพิจารณา และให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเก็บข้อมูล การวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอกราบขอบพระคุณผู้บริหาร คณะครูและเด็กปฐมวัยชั้นปฐมวัยปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดีอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ให้ความเอื้อเฟื้อสถานที่เพื่อใช้เก็บข้อมูล ตลอดจนให้ ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยจนสำเร็จลุล่วงผู้วิจัยขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ สาขาการศึกษาปฐมวัยทุกท่าน ที่ได้กรุณาอบรมสั่งสอน ถ่ายทอด ความรู้ ให้ประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่าอย่างยิ่งกับผู้วิจัย ทำให้ผู้วิจัยประสบผลสำเร็จในการศึกษา ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่เป็นกำลังใจให้ตลอดมา ตลอดทุกท่านที่ไม่ได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือในการทำวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณค่าและประโยชน์ของวิจัยใน ชั้นเรียนฉบับนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณของบิดามารดา ที่ได้อบรมเลี้ยงดูให้ความรักความ อบอุ่น และให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้วิจัยทำให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่ายิ่ง ปิยภรณ์ ตะนนท์


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ............................................................................................................................ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..................................................................... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................ 3 สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................... 4 ขอบเขตของประชากร…….......................................................................................... 4 นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................. 7 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาสาสตร์…………………………. 8 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์...........……………………………………….. 8 ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์……….………………………………………… 9 ประเภทของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย.….……………………….. 10 บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย....…….……… 14 ประโยชน์ที่ได้รับจากการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์……......................... 16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์……..…….……........................... 17 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการจัดกิจกรรม…………………………….......… 20 ความหมายของแนวทางการจัดกิจกรรม……………………………….………...................... 20 ความสำคัญของแนวทางการจัดกิจกรรม……………………………………..….................... 21 รูปแบบแนวทางการจัดกิจกรรม………………………………………………………………......... 21 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการจัดกิจกรรม……………..………………………............. 23 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีจากธรรมชาติ…………..…………….……………......... 24 ความหมายของสีจากธรรมชาติ………………………………………………….……………..….… ประเภทของสีจากธรรมชาติ…………………………………………………………………………… คุณสมบัติของสีธรรมชาติ………………………………………………………………………………. วิธีสกัดสีจากธรรมชาติ…………………………………………………………………………………… ประโยชน์ของสีจากธรรมชาติ…………………………………………………………………………. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีจากธรรมชาติ……………………………………………………………… 24 25 27 28 29 30


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 3 วิธีดำเนินการวิจัย......................................................................................................... 33 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง......................................................................................... 33 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................. 33 การสร้างเครื่องมือ...................................................................................................... 33 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................................ 43 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. 48 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................... 48 ลำดับขั้นในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................... 48 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................... 49 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ...................................................................... 51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................ 51 สมมติฐานของการวิจัย............................................................................................... 51 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย................................................................. 51 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................. 51 วิธีดำเนินการวิจัย....................................................................................................... 52 การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................... 52 การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย.............................................................................. สรุปผลการวิจัย….…………………………………………………………………………………………. 52 53 อภิปรายผลการวิจัย .................................................................................................. 53 ข้อเสนอแนะทั่วไป .................................................................................................... 56 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย......................................................................................... 57 บรรณานุกรม......................................................................................................................... 58 ภาคผนวก............................................................................................................................... 62 ภาคผนวก ก............................................................................................................... 62 ภาคผนวก ข............................................................................................................... 64 ภาคผนวก ค............................................................................................................... 87 ภาคผนวก ง............................................................................................................... 95 ประวัติย่อผู้วิจัย...................................................................................................................... 104


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย………….................................................................................... 6 2 แบบแผนการทดลอง..................................................................................................... 43


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติสำหรับเด็กปฐมวัย……................... 34 3.2 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแผน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สีจากธรรมชาติ.................................................... 3.3 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการสังเกต………………………………………………………………….. 3.4 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการจำแนกประเภท…………………………………………………….. 3.5 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการหามิติสัมพันธ์……………………………………………………….. 3.6 แสดงคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถขแงแบบทดสอบวัดทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสีจากธรรมชาติ……………………………………………………………………………………. 37 38 40 41 43 4.1 ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการสังเกต ทักษะการ เปรียบเทียบ ทักษะการหามิติสัมพันธ์.................................................................... 49 4.2 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้านทักษะการสังเกต.............................................................................................. 49 4.3 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้านทักษะการจำแนกประเภท............................................................................... 50 4.4 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์.................................................................................. 50


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยเป็นพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี บนพื้นฐานการอบรม เลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ ภายใต้ บริบท สังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐาน คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและ สังคม หากเด็กได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการดูแลเอาใจใส่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและได้ลงมือปฏิบัติ เด็กจะสามารถซึมซับ จดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดี (ปิยมาศ พลผอม, 2560) การพัฒนาเด็กปฐมวัยในช่วง 0-5 ปี เป็นช่วงวัยที่มี อัตราการเรียนรู้สูงสุด เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในการพัฒนาสมองของมนุษย์ (บุบผา เรืองรอง, 2566) กล่าวว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ และการใฝ่รู้ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่องของเด็กไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้นประเทศไทยจึงต้องมุ่งเน้น พัฒนาคนที่มีคุณภาพโดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เด็ก ได้พัฒนาความรู้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์คิดวิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและตรวจสอบได้โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2556) ได้จัดทำร่างนโยบายการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ ศึกษาของไทย เพื่อที่จะให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพื้นฐานการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ในระยะยาวให้กับประเทศ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ว่า วิทยาศาสตร์จะเป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้โดยมุ่งพัฒนาเด็กไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจทักษะทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และดำรงชีวิตใน สังคมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการสนับสนุนสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือแรกในการแสวงหาความรู้แล้วนำไปสู่กระบวนการ คิดและแก้ปัญหาที่ถูกต้องตามขั้นตอนและระบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของวิทยาศาสตร์ซึ่งมี ความจำเป็นที่จะต้องฝึกให้กับเด็กจนสามารถนำไปใช้อย่างคล่องแคล่วและเกิดความชำนาญในการ เลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับเรื่องราวหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบ นักศึกษาหลายท่านได้ยืนยัน ในทำนองเดียวกันว่า กระบวนการดังกล่าวจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาความคิดรวมยอดและหลักการ


2 ทางวิทยาศาสตร์รู้จักการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา ตลอดจนค้นหาความรู้ใหม่ๆ เชิงวิทยาศาสตร์ ได้อยู่เสมอ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในวิชาอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง (วณิชชา สิทธิพล, 2556) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์คือ ความชำนาญ หรือความสามารถในการใช้ความคิด เพื่อค้นหา ความรู้รวมทั้งการแก้ปัญหา ซึ่งทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางปัญญา เพราะเป็นการ ทำงานของสมองในรูปแบบการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ได้แก่ การอ่าน การจำ การจำถาวร การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังมีทักษะการสังเกต การระบุการจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อสรุป และการใช้ตัวเลข การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีของวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งและเริ่มต้นตั้งแต่ระดับประถม วัย เพราะเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ที่มีความสำคัญมากที่สุดของชีวิตมนุษย์และพัฒนาการ ในแต่ละด้านของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว (วณิชชา สิทธิพล, 2556 อ้างอิงจาก สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2553) กล่าวว่า ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจะเกิดขึ้น เมื่อเด็กให้ความ สนใจในการเรียนรู้ต่อสิ่งนั้นๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ทดลองและสำรวจ ตามความสนใจเป็นการ ฝึกให้เด็กได้รู้จักการคิดหาเหตุผลจากการลงมือปฏิบัติสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เกิดเป็นองค์ความรู้ของตน เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงมีอิทธิพลต่อชีวิตในอนาคตของเด็กโดยเฉพาะในภาวะสังคมโลกที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการหลั่งไหลทางวัฒนธรรม (ปริญญา ภูหวล, 2563 อ้างอิงจาก อำพวรรณ์ เนียมคำ, 2551) ซึ่งการจัดกิจกรรมที่จะทำให้เด็กปฐมวัยเกิดการ เรียนรู้สูงสุดนั้นจะต้องจัดกิจกรรมที่เด็กสนใจลงมือค้นคว้ากระทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ และสนับสนุน คอยช่วยเหลือในขณะที่เด็กทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยซึ่งวิธีการเรียนรู้ของเด็ก คือ เรียนรู้จากการเล่น การใช้ประสาทสัมผัส การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนกับผู้ใหญ่และครูดังนั้น การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น สนุกสนานและเน้นให้เด็กได้ลงมือฝึกฝนทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง จึงเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก เพราะเป็น กิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดความสนใจอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เกิดความกระตือรือร้นที่ จะเรียนรู้และทำความเข้าใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้น จนกลายเป็นรากฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในอนาคต การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ด้วยการ ลงมือกระทำ สำรวจ สืบค้น ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานความคิดทางทฤษฎีการ เรียนรู้ที่เน้นให้เห็นว่าเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ผู้ใหญ่เตรียมสภาพแวดล้อมไว้ให้ โดยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้แด็กเกิดการเรียนรู้จากของจริงผ่าน กระบวนการ ดังที่จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) กล่าวว่า เด็กเรียนรู้ด้วยการกระทำ (Learning by Doing) ดังนั้น การจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ต้องมีความเหมาะสมกับวัย พัฒนาการและขนาดของ กลุ่มผู้เรียนซึ่งการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถดำเนินการจัดได้หลายรูปแบบ เช่น


3 การทดลอง ศึกษานอกสถานที่ และสาธิต เป็นต้น แต่การจัดประสบการณ์ที่มีพร้อมทั้งความรู้และ ความน่าสนใจสำหรับเด็กปฐมวัยดังกล่าวว่าเป็นการจัดประสอบการที่มีพร้อมทั้งความรู้และความ น่าสนใจสำหรับเด็กปฐมวัยดังที่กล่าวว่าเป็นการจัดประสบการณ์ที่มีศทั้งความรู้และการลงมือปฏิบัติ คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เพราะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงานและการอยู่ร่วมกันเป็น กลุ่ม ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่จัดขึ้นมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาศ ฟัง พูด คิดแก้ปัญหาให้เหตุผลและปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียน เด็กได้สังเกตการ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ทดลอง ได้เรียนรู้การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆด้วยตนเอง และได้ เรียนรู้กระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวางแผนการทดลองไปจนถึงการทำความสะอาดอุปกรณ์และ สถานที่ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการ ดำรงชีวิตของเด็กมากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจาก สีธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่าง หนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งมนุษย์รู้จักและสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่ สมัยดึกดำบรรพ์ ในอดีตกาลมนุษย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะพบจาก พืช สัตว์ ดิน และ แร่ธาตุนานาชนิดในธรรมชาติ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติจึงไม่ได้เน้นถึงการอ่าน การ เขียน หากแต่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบของการบูรณาการผ่านการทดลอง โดยการปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะด้านสติปัญญา เพราะการทดลองจะทำให้เด็กเกิดการ เรียนรู้เกิดความเข้าใจในกระบวนการทำงาน ทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้รับ กับประสบการณ์เดิมในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กรู้จักการทำงานร่วมกัน ได้ใช้ความคิดอย่างอิสระ รู้จักวิธีการแสวงหาความรู้จากสิ่งต่างๆรอบตัว และค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผล (บุบผา เรืองรอง, 2566) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจเรื่องการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เพื่อเป็นแนวทาง ให้ครูปฐมวัยและผู้ที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้นำ แนวทางไปใช้ให้เกิดประโยชน์จ่อเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่มีต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง


4 สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 103 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 35 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นการเลือกแบบเจาะจง เพราะเป็นห้องที่ผู้ทดลองได้ดูแลอยู่ ทำให้สะดวกต่อการวิจัย ตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ 1. ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการจำแนกประเภท 3. ทักษะการหามิติสัมพันธ์ เนื้อหาการวิจัย การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ หมายถึง เรื่องราวเกี่ยวกับสีจากพืช ผักและผลไม้ที่อยู่ใน สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและธรรมชาติรอบตัว นำมาใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้สาระการเรียรรู้เรื่องสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก และธรรมชาติรอบตัว ซึ่ง ครอบครุมเนื้อหาเกี่ยวกับสีจากธรรมชาติ สีที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมทั้งประโยชน์และโทษของสี ทั้งที่เป็น อาหารและสิ่งของเครื่องใช้ สีจากธรรมชาติที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัยที่มีอยู่ในชุมชน รอบๆตัวเด็ก และเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคย


5 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ระหว่าง เดือนธันวาคม – มกราคม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และ วันศุกร์ วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในช่วงเวลากิจกรรมเสริมประสบการณ์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษาอยู่ใน อนุบาลบีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดีสังกัดเทศบาล นครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติหมายถึง วิธีการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้เรื่องสีจากพืช ผักและผลไม้ที่อยู่รอบตัวเด็กหรือในชุมชน ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็ก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการปฏิบัติและฝึกฝนกระบวนการทางความคิด ดันคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการทดลองสีจากธรรมชาติ ให้เด็กได้ใช้ความคิดและสัมผัสสื่อที่ หลากหลาย โดยการปฏิบัติจริง ซึ่งกิจกรรมในแต่ละวันมีหลายรูปแบบ เช่น ศึกษาดันคว้าปฏิบัติ ทดลอง สังเกต สำรวจ และในแต่ละกิจกรรมมีแผนการจัดประสบการณ์ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป ซึ่งแต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ เป็นการนำเข้าสู่กิจกรรมด้วยการเตรียมความพร้อมให้เด็กที่เข้าร่วม กิจกรรม ด้วยการร้องเพลง ดูภาพ การเล่นปริศนาคำทาย เป็นต้น ขั้นที่ 2 ขั้นสอนเป็นขั้นที่เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและใช้สื่ออุปกรณ์อย่างอิสระรูปแบบ ของกิจกรรมมีทั้งการพูดคุยสนทนาชักถาม อภิปราย เรียนรู้ในและนอกห้องเรียน ปฏิบัติการทดลอง มุ่งให้เด็กได้ลงมือกระทำปฏิบัติจริงทุกครั้งโดยครูเป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวก การใช้คำถาม กระตุ้นการสืบดันข้อมูล อธิบายวิธีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทดลอง ก่อนทำกิจกรรมการทดลอง เป็น การตั้งสมมติฐาน ผู้สอนอธิบายหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดลองว่ามีวิธีการ อย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตรายและมีข้อควรระวังในการทดลองแต่ละครั้งอย่างไรบ้าง ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป เป็นการสรุปผลของการเรียนรู้ที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กได้ทดลอง สรุปหลังจากทคลอง โดยเด็กและครูร่วมกันสรุปถึงผลของการทดลองอภิปรายหลังการทดลอง ในตอนนี้ผู้วิจัยอภิปรายโดยใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็กไปสู่ข้อสรุปผลการสังเกต การจำแนก เปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์และลงความเห็นจากข้อมูล เพื่อให้ได้แนวคิดหรือหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ของบทเรียน


6 3. ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หมายถึง การแสดงความสามารถของเด็กปฐมวัยใน ด้านการสังเกต การจำแนกเปรียบเทียบและการลงความเห็นจากข้อมูล โดยประเมินจากแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ตามความหมายดังนี้ 3.1 ทักษะการสังเกต หมายถึง ความสามารถในการบอกความแตกต่าง บอกลำดับวัตถุ จัดสิ่งของให้เป็นหมวดหมู่ โดยใช้เกณฑ์ในการจัดแบ่ง เช่น ความเหมือน ความต่างหรือความสัมพันธ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง 3.2 ทักษะการจำแนกประเภท หมายถึง ความสามารถในการแบ่งพวก เรียงลำดับวัตถุ โดยมีเกณฑ์ เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ อย่างใดอย่าง หนึ่งก็ได้ 3.3 ทักษะการหามิติสัมพันธ์หมายถึง ความสามารถในการบอกความสัมพันธ์ระหว่าง มิติต่างๆ ของวัตถุหรือบอกตำแหน่งของวัตถุ ได้แก่ รูปร่างหรือรูปทรง ขนาด ระยะทาง ตำแหน่ง พื้นที่หรือสถานที่ กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีความสนใจศึกษาผลการเรียนรู้ผ่านหน่วยการเรียนรู้ เรื่องสีธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ปรากฏดังภาพที่ 1.1 ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ 1. ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการจำแนก ประเภท 3. ทักษะการหามิติ สัมพันธ์ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ นำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1.2 ความสำคัญของทักษะทางวิทยาศาสตร์ 1.3 ประเภทของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 1.4 บทบาทครูกับการการส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 1.5 ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการจัดกิจกรรม 2.1 ความหมายของแนวทางการจัดกิจกรรม 2.2 ความสำคัญของแนวทางการจัดกิจกรรม 2.3 รูปแบบแนวทางการจัดกิจกรรม 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการจัดกิจกรรม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสีจากธรรมชาติ 3.1 ความหมายของสีจากธรรมชาติ 3.2 ประเภทของสีจากธรรมชาติ 3.3 คุณสมบัติของสีธรรมชาติ 3.4 วิธีสกัดสีจากธรรมชาติ 3.5 ประโยชน์ของสีจากธรรมชาติ 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีจากธรรมชาติ


8 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะที่เด็กจำเป็นต้องใช้ในการแสวงหาความรู้ อยู่ตลอดเวลา จึงมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไว้ ดังต่อไปนี้นี้ สรวงพร กุศลส่ง (2556) กล่าวไว้ว่าทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์คือ ความสามารถในการ ปฏิบัติและแสวงหาความรู้ที่มีกระบวนการและวิธีการในการฝึกฝนกระบวนการทางความคิดอย่างเป็น ระบบ วณิชชา สิทธิพล (2556) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้ ค้นคว้า ทดลอง อย่างเป็นระบบและมีกระบวนการอย่างต่อเนื่องกันไป เพื่อหาข้อเท็จจริงในการตอบสนองความอยากรู้ การแก้ปัญหาและสร้างความรู้ใหม่ กันยามาส สมภักดี(2564) กล่าวไว้ว่าทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง วิธีการหนึ่ง ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือการค้นคว้าทดลอง ในขณะที่ท าการทดลองผู้ทดลอง มีโอกาส ฝึกฝนทั้งในด้านการปฏิบัติและพัฒนาด้านความคิด เช่น ฝึกการสังเกต การบันทึกข้อมูล การตั้ง สมมุติฐาน และการทดลองเป็นต้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติและฝึกฝนอย่างเป็น ระบบนี้ เรียกว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญา สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการแสวงหาความรู้ โดยผ่านการปฏิบัติและการฝึกฝนกระบวนการทางความคิดอย่างเป็นระบบจนเกิดความชำนาญ เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ในขั้นสูงต่อไป ซึ่งทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการหามิติสัมพันธ์ ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะการลงความเห็นข้อมูล และทักษะพื้ฯฐานทาง วิทยาศาสตร์ป็นทักษะสำคัญเพื่อการเรียนรู้ในการแสวงหาความรู้เป็นกระบวนการที่นำไปสู่การคิด วิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เกิดเป็นความรู้และสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เข้าใจ เป็นการพัฒนากระบวนการทางสติปัญญา และเด็กปฐมวัยควรได้รับการพัฒนาดังกล่าวโดยผ่านการจัด กิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับธรรมชาติและความสามารถของเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้ นำไปใช้เป็นพื้นฐานในการค้นหาความรู้ในระดับสูงต่อไป


9 1.2 ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เด็กปฐมวัยโดยธรรมชาติมีความสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวโดยผ่านกระบวนการคิด และลงมือกระทำด้วยตนเอง จึงมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ ไว้ดังต่อไปนี้ วิจิตร เชาว์วันกลาง และ พิมพ์ลภา ปาสะจะ (2556) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์เป็นทักษะที่ ฝึกให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริงอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน ช่วยให้เป็น คนคิดกว้าง มองไกลรู้จักคิด วิเคราะห์ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผลด้วยตนเอง และยังช่วยให้ เด็กปฐมวัยเป็นคนช่างสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วนความสนใจแลตั้งใจมีความกระตือรือร้นอยากรู้อยาก เห็น ยุพาภรณ์ ชูสาย (2556) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. ช่วยให้มีความเข้าใจและรับรู้ได้รวดเร็ว มีเหตุผล รู้จักจำแนกและเปรียบเทียบสิ่ง ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว 2. ช่วยให้เป็นผู้ที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ว่ามนุษย์ และ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องกันต้องพึ่งพาอาศัยกัน 3. ช่วยพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีความคล่องแคล่ว คล่องตัวจากการทำกิจกรรม ที่ต้องใช้การเคลื่อนไหว 4. ช่วยให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อมได้ดี รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ 5. ช่วยให้เด็กฉลาด มีไหวพริบ สามารถคิดหาคำตอบได้หลายทางช่วยให้เด็กมีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลินและได้รับประโยชน์จากการทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาด้านต่างๆ 6. ช่วยฝึกทักษะการคิดและยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น รู้จักการเป็นผู้นำและ ผู้ตามที่ดี 7. ช่วยให้เด็กปฐมวัยด้พัฒนาทักษะในการดำรงชีวิตประจำวันด้วยการใช้ทักษะพื้นฐาน เบื้องต้น เช่น ทักษะด้านการสังเกตได้สังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว การเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวหรือการ ฝึกการจำแนกประเภทของส่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการตอบสนองความต้องการ อยากรู้ อยากเห็น อยากค้นคว้าทดลองของเด็กปฐมวัยโดยตรง ทำให้เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยผ่านกระบวนการดรียนรู้เป็นระบบและมีเหตุผล เพื่อ นำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป


10 1.3 ประเภทของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ทั้งนี้ประเภทของทักษะที่เกี่ยวข้องและจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัยมีความคิดเห็นจาก นักวิชาการศึกษาเกี่ยวกับทักาะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยดังนี้ พัชรี ผลโยธิน (2557) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ควรส่งเสริมสำหรับเด็ก ปฐมวัย คือ วิทยาศาสตร์พื้นฐานที่ประกอบไปด้วย การสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก ทักษะ การวัด และทักษะการสื่อความหมาย ประภาพรรณ สุวรรณศุข (2557) กล่าวว่า การที่จะส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมีทักษะในการคิด แบบวิทยาศาสตร์ ครูจะต้องพัฒนาให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสังเกต การจำแนกประเภท การแสดงจำนวน และการสื่อสาร ชนกพร ธีระกุล (2558) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ควรส่งเสริมให้แก่เด็ก ปฐมวัย ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการแสดงปริมาณ ทักษะการสื่อ ความหมาย ทักาะการลงความเห็น และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ควรส่งเสริมให้กับเด็กปฐมวัยให้เป็น ความสามารถเบื้องต้นเพื่อใช้แสวงหาความรู้ในขั้นสูงต่อไป ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการ จำแนกประเภท ทักษะการวัดและแสดงปริมาณ ทักษะการสื่อความหมายของข้อมูล ทักษะ การลงความเห็นข้อมูล และทักษะการหามิติสัมพันธ์ ซึ่งทั้งนี้ในแต่ละทักษะที่กล่าวมามีความเชื่อมโยง กันในการใช้ทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมต้องใช้ทักษะอื่นในการค้นหาความรู้จากข้อมูล่วมกันไปด้วย สำหรับในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเน้นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวน 3 ทักษะ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท และทักษะการหามิติสัมพันธ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.ทักษะการสังเกต การสังเกตเป็นกระบวนการสำคัญท่จะนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เพราะ การสังเกตสามารถให้ผู้เรยนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ จึงมีนักวิชาการศึกษาให้ความหมายของการสังเกตไว้ ดังนี้ ชาร์เลสเวิสท์และลินด์ (Charlesworth & Lind. 2013) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสังเกต เช่น ตาดูรูปร่าง หูฟังเสียง ลิ้นรับรถ จมูกดมกลิ่น และผิวกายสัมผัสหรือจับต้อง การใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้อาจใช้ทีละอย่างหรือหลายอย่างรวมกันเพื่อ เก็บข้อมูลโดยไม่ได้เพิ่มความคิดเห็นของตนลงไป สรวงพร กุศลว่ง (2556) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง ความสามรถในการใช้ ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวุตถุหรือเหตุการณ์ ต่างๆ ในการรวบรวมข้อมูล


11 วรรณทิพา รอดแรงคา และพิมพันธ เดชะคุปต (2560) กลาววา การสังเกต หมายถึง การใชประสาทสัมผัสอยางใดอยางหนึ่งหรือลายอยางรวมกัน ไดแก ตา หูจมูก ลิ้น ผิว กายเขาไปสัมผัส โดยตรงกับวัตถุ หรือเหตุการณเมื่อคนหาขอมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น โดยไมใสความเห็นของผู สังเกตเขาไป ขอมูลที่ไดจากการสังเกตประกอบดวยขอมลเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติ สรุปได้ว่า การสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวกาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพื่อค้นหาข้อมูลหรือรายละเอียดของสิ่งนั้นโดยไม่ใส่ความรู้สึกของผู้สังเกตเข้าไป ซึ่งเป็นกระบวนการ ท่งวิทยาศาสร์ขั้นพื้ยฐาน จุดมุ่งหมายของการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นทักษะพื้นฐานในการ ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อการสังเกตโดย (สรวงพร กุศลส่ง, 2556) กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการ สังเกตไว้ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาทักษะการสังเกตซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีความจำเป็นใน ชีวิตในชีวิตประจำวันของเด็กและเด็กประถมวัยใช้ทักษะการสังเกตุนี้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะ ด้านต่อ ๆ ไป 2. เพื่อปลูกฝังให้เด็กปฐมวัยเป็นผู้ที่รู้จักสังเกตสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยความ รอบคอบรายละเอียดถี่ถ้วน 3. เพื่อพัฒนาการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าให้มีความสามารถจนเกิดความชำนาญ คล่องแคล่วและว่องไว 4. เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากการสังเกตมาช่วยในการตัดสินใจ และนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา 5. เพื่อให้เด็กได้รับความรู้และความสามารถตอบคำถามจากข้อสงสัยโดยอาศัยทักษะ พื้นฐานด้านการสังเกตมาเป็นแนวทางในการหาความรู้ สรุปได้ว่า การส่งเสริมทักษะการสังเกตสำหรับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเป็น ผู้มีความรอบคอบ ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อหาข้อมูลและนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการ แก้ปัญหาและตัดสินใจ ประเภทของข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การพัฒนาทักษะการสังเกตจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการเรียนรู้วิธีการ อุปกรณ์และฝึกฝนให้ เชี่ยวชาญ ซึ่งหมายรวมถึง การบรรยายหรืออธิบายสิ่งที่ได้จากการสังเกตด้วย พระนั่นคือข้อมูลที่ได้ จากการประสบการณ์โดยตรงการโดยการกระทำ ปฏิบัติและทดลอง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


12 ภพ เลาหไพบูลย์ (2556) กล่าวถึงข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมี 3 ประเภทคือ 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติของสิ่งที่สังเกตเกี่ยวกับ รูปร่าง กลิ่น รส สีการสัมผัส เช่น การสังเกตผลส้ม เมื่อใช้ตาดูผลส้มพบว่า มีรูปร่างลักษณะเป็นรูป กลม มีสีส้มปนเหลืองอมเขียว เมื่อใช้มือสัมผัสรู้สึกเรียบ มีน้ำหนัก นิ่ม เมื่อใช้จมูกดมมีกลิ่นส้ม เมื่อใช้ ลิ้นชิมรสมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นต้น 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณ เช่น ขนาด มวล และ อุณหภูมิเป็นต้น ตัวอย่างข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จากการสังเกตผลส้ม เช่น ส้มผลนี้หนักประมาณ 30 กรัมและเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.5 เซนติเมตร เป็นต้น 3. ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นกับ สิ่งอื่น เช่น เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งอื่น จะช่วยให้ได้ข้อมูลจากการสั่งได้กว้างขวางยิ่งขึ้นในการสังเกต วัตถุหรือเหตุการณ์แต่ละครั้งนั้น ผู้สังเกต ต้องพยายามสังเกตตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างละเอียดถี่ ถ้วนและสังเกตหลายๆ ครั้ง โดยใช้ประสาทสัมผัสมากกว่าหนึ่งอย่าง พร้อมทั้งจดบันทึกข้อมูลที่ได้จาก การสังเกตไว้เป็นหลักฐาน โดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปในการบันทึกสิ่งที่สังเกตได้จะทำให้การ สังเกตนั้นมีความแน่นอน เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ สุชาติ โพธิ์วิทย์ (ม.ป.ป.) ได้กล่าวถึงการฝึกทักษะการสังเกตว่าคุณครูควรปลูกฝังทักษะการ สังเกตให้เกิดกับนักเรียนอย่างน้อย 3 ประการคือ 1. การสังเกตรูปร่าง ลักษณะและคุณสมบัติทั่วไป คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัส ทั้งห้า สังเกตสิ่งต่างๆ แล้วรายงานให้ผู้อื่นเข้าใจได้ถูกต้อง เช่น การใช้ตาดูรูปร่าง หูฟังเสียง ลิ้นชิมรส จมูกดมกลิ่น และการสัมผัสจับต้อง เป็นต้น 2. การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อทราบปริมาณ คือ การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อบอก ปริมาณซึ่งจะทำให้การสังเกตเกลียดละเอียดและได้ประโยชน์มากขึ้น 3. การสังเกตเพื่อการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงของวัตถุนั้นมีทั้งการเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ได้แก่ การเจริญเติบโตของสัตว์ พืช การลุกไหม้ของสารเคมี การกลายเป็นไอของน้ำ และการละลายของน้ำแข็ง เป็นต้น สรุปได้ว่า ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมี3 ประเภท คือ ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะ และคุณสมบัติ ข้อมูลที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณ และข้อมูลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของวัตถุ 2.ทักษะการจำแนกประเภท การจำแนกประเภทเป็นสิ่งสำคัญมากในทางวิทยาศาสตร์ เพราะทำให้สะดวกในการค้นคว้า และทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ การจำแนกสิ่งใดๆ ก็ตาม ผู้กระทำจะต้องใช้พื้นฐานความรู้เดิมและการ


13 สังเกตุอย่างถี่ถ้วนละเอียด รอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีผู้ให้ความหมายของการจำแนก ประเภทไว้ดังนี้ Abruscato (2015) กล่าวไว้ว่า ทักษะการจำแนกเป็นกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ที่ใช้ ในการแบ่งสิ่งของต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ 3 เกณฑ์ คือความเหมือน ความแตกต่าง และความเกี่ยวข้อง สวาท สมะวรรธนะ (2565) กล่าวไว้ว่าการฝึกทักษะการจำแนก คือความสามารถในการ แบ่งหรือจัดเรียงวัตถุตามเหตุการณ์ออกเป็นกลุ่ม ซึ่งจะใช้เกณฑ์การเปรียบเทียบ ความเหมือน ความต่าง และความสัมพันธ์ สรุปได้ว่า ทักษะการจำแนกประเภทคือการแบ่งพวกหรือเรียงลำดับสิ่งต่างๆโดยใช้เกณฑ์ ได้แก่ความเหมือนความแตกต่างและความสัมพันธ์ในเด็กปฐมวัยการจำแนกประเภทต้องเป็นสิ่งที่เด็ก เห็นเป็นรูปธรรมเช่นรูปทรงสีเป็นต้น หลักในการจำแนกประเภท สุวัฒน์ นิยมค้า (2556) ได้กล่าวว่า การจำแนกต้องมีเกณฑ์เมื่อจำแนกแล้วสองกลุ่ม ต้อง มีคุณสมบัติบางอย่างแตกต่างกันและขออยู่ในกลุ่มเดียวกัน และของอยู่ในกลุ่มเดยวกันจะต้องมี คุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันตามเกณฑ์ที่กำหนดการ สุรางคื สากร (2556) กล่าวว่า จำแนกอาจทำได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ กำหนด เช่น การแบ่งสิ่งของ เกณฑ์ที่ใช้สีขนาด รูปร่าง ลักษณะผิว วัสดุที่ใช้ทำราคา ส่วนสิ่งมีชีวิต มักใช้ลักษณะการดำรงชีวิตเป็นเกณฑ์เช่น อาหาร ลักษณะที่อยู่อาศัย การสืบพันธุ์และประโยคจาก สิ่งที่มีชีวิตนั้นๆ สรุปได้ว่า หลักการในการจำแนกประเภท ประกอบด้วย การกำหนดเกณฑ์ด้วยตนเอง การปฎิบัติตามเกณฑ์ที่ผู้อื่นกำหนด การบอกได้ว่าผู้อื่นใช้เกณฑ์ใดในการจำแนกและการลำดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ส่วนการจัดวัตถุหรือเหตุการณ์เพื่อให้การจำแนกมีความชัดเจน ต้องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม เสมอ 3.ทักษะการหามิติสัมพันธ์ นักวิชาการศึกษาทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย ได้ให้ความหมายของความสามารถด้าน มิติสัมพันธ์ไว้หลายท่าน ดังนี้ คันธรส วงศ์ศักดิ์ (2556) ได้ให้ความหมายของความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ไว้ว่า เป็นความสามารถในการมองเห็น การเข้าใจ การจำแนก การจินตนาการเกี่ยวกับมิติต่างๆ เช่น รูปร่าง ขนาด ทรวดทรงพื้น ที่ปริมาตร ความสูง ต่ำ ใกล้ไกล และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของภาพต่างๆแม้ว่า ภาพนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแบบใหม่แล้วก็ตาม


14 คันธรส วงศ์ศักดิ์ (2556) ได้ให้ความหมายของความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ไว้ว่า การมองเห็นการเป็นเหตุเป็นผลในมิติแห่งธรรมชาติต่อเชื่อมสู่ทักษะอื่นๆ อาทิการเชื่อมโยงกับตัวเลข ลักษณะ บวก ลบ คูณ หาร หรือสูตรหาพื้นที่กว้างxยาวxสูงซึ่งไม่ใช่สูตรแห่งการแทนค่า แต่มีมิติแห่ง รูปทรงซ่อนอยู่นี่ส่งผลถึงความฉลาดทางคณิตศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย สรุปได้ว่า ความสามารถด้านสิติสัมพันธ์เป็นความสามารถท่งสมองซีกขวาที่ทำให้เกิด จินตนาการ การสร้างมโนภาพ ทำให้เกิดความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์เป็นความสามารภที่จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาและส่งเสริมตั้งแต่ใรวัย เด็ก เพื่อพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งต่างๆ รูปร่างลักษณะของวัตถุทุกประเภท ความสัมพันธ์ของวัตถุและการเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเด็ก เพราะความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยพัฒนาให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิต ได้ด้วยดีดังนั้นความสามารถด้านมีเพศสัมพันธ์จึงมีมีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นรากฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การเรียนรู้ด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และความสามารถด้าน อื่นๆ ในขั้นสูงต่อไป 1.4 บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมการสอนเพื่อส่งเสริมการฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กปฐมวัยได้รับการฝึกฝนทักษะแต่ละทักษะอย่างสม่ำเสมอและ ต่อเนื่องทุกวัน โดยให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะต่างๆ ด้วยตนเองโดยครูควรตระหนักถึง การจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กสนับสนุนความอยากรู้อยากเห็นให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ลองผิด ลองถูก ตามความสามารถของเด็กแต่ละวัยอย่างอิสระ เพื่อตอบสนองความต้องการและความสามารถ เฉพาะตัวของเด็กด้วยการฝึกทักษะต่างๆ ผ่านทางการเล่นตามเวลาที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับเด็ก (ชุลีพร สงวนศรี , 2556) กล่าวถึงสิ่งที่ครูปฐมวัยควรคำนึงถึงในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กประถมวัย คือ 1. ครูไม่ควรคาดหวังการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ จากเด็กอย่างรวดเร็วเพราะสิ่งที่ครูคิดว่า ง่ายอาจเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก 2. การเรียนรู้ของเด็กไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ ที่แวดล้อมเด็ก เพียงแต่ครูควรเป็นผู้สังเกตและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นตามวัยของเด็ก เพื่อเด็ก จะได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ในสถานการณ์นั้นได้อย่างเต็มที่ 3. การฝึกทักษะด้านต่างๆ ครูควรคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด ด้วยการจัดกิจกรรมที่ ระมัดระวังและมีการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ


15 4. ครูควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเองและเลือกกิจกรรมตาม ความสนใจโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยจัดกิจกรรมให้มีความหลากหลายเพียงพอกับความต้องการ ของเด็กแต่ละคน นิรมล ช่างวัฒนชัย (2558) กล่าวถึงบทบาทของครูปฐมวัยในฐานะครูวิทยาศาสตร์ไว้ ดังนี้ 1. ครูควรใช้คำถามถามเด็กเพื่อกระตุ้นความคิดเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคาดหวัง คำตอบว่าจะถูกเสมอไปเพียงแต่คอยส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออกและได้ใช้ความ ความสามารถตามวัย 2. ครูควรจะจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กสนใจอยากรู้อยากทดลองเพื่อให้ได้คำตอบอย่าง มี เหตุผล พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง กิจกรรมครูจัดความเป็นกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นว่าควร เป็นกิจกรรมประเภทใด โดยครูใช้คำถาม เช่น เด็กๆ คิดว่าเราควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องผักหลาก สีมีประโยชน์อย่างไร เป็นต้น 3. กิจกรรมบางกิจกรรมครูอาจจัดซ้ำๆ ได้ถ้าเด็กพอใจและสนใจเด็กจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อ เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว จากการสังเกต ค้นคว้า ทดลอง เลียนแบบ ด้วยวิธีการของเด็กโดยผ่านการเล่น และทำให้เด็กเกิดทักษะที่ช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสรับรู้และการเคลื่อนไหว 4. ครูควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกทักษะด้านต่างๆ หลายๆ ด้านพร้อมพร้อมกันเพื่อ ให้เกิดความชำนาญและพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะในขั้นต่อไป นอกจากนี้ บุบษา เรืองรอง (2566) กล่าวถึงบทบาทของครูปฐมวัยไว้ ดังนี้ 1. ครูควรหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้ของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน เมื่อทราบข้อมูลพื้นฐานแล้วจะทำให้ง่ายต่อการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 2. ครูควรจัดเตรียมประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์โดยครูทำหน้าที่ในการคัดสรรกิจกรรมที่ เหมาะสมในการทำกิจกรรมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย 3. ครูควรจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เอื้อต่อการกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ที่จะนำพา ไปสู่ความคิดเชื่อมโยงและมีความสร้างกระบวนการการคิดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ครูควรแนะนำ วัสดุอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ เช่น การนำเสนอ การสาธิต และการชักชวนให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติซึ่งจะช่วยเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ นอกจากนี้การถามคำถามเด็กช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง 5. ครูควรส่งเสริมการสำรวจค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ช่วยให้ เด็กเด็กเรียนรู้สภาพแวดล้อมตามสภาพจริง


16 6. ครูควรสอดแทรกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เข้ากับเนื้อหาการเรียนรู้อื่นๆ จะช่วย ให้เด็กได้เรียนรู้รูปแบบบูรณาการ สามารถเชื่อมโยงสิ่งเร้าเข้าหากันอย่างเป็นระบบจนเกิดทักษะขั้น พื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต 7. ครูควรยอมรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ฝึกให้เด็กได้มีการบันทึกข้อมูลเพื่อเตือนความจำ และสามารถสรุปความคิดรวบยอดด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย 8. ครูควรฝึกให้เด็กคิดหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหา คำตอบที่เด็กสงสัยด้วยตนเอง ด้วยการใช้คำถามกระตุ้นการคิด 9. ครูควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ร่วมอภิปรายซักถามข้อสงสัยจาก คำตอบที่เด็กค้นพบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ระหว่างเพื่อนๆ และครู สรุปได้ว่า ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก เพื่อที่เด็กจะได้รับประโยชน์จากการฝึกทักษะต่างๆ กับเพื่อนๆ และครูที่โรงเรียน การฝึกทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์นั้น เด็กควรได้รับการส่งเสริมและฝึกทักษะอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทุกวันด้วย กิจกรรมที่เราความสนใจเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นโดยผ่านการเล่น 1.5 ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จากความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อเด็กปฐมวัยอย่างมากมายนั้น ทำให้ตระหนักว่าเด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เจริญได้ ชุลีพร พิศุทธิ์ศุภฤทธิ์(2556) กล่าวถึงประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด้กปฐมวัย ดังต่อไปนี้ 1. เด็กสามารถนำประสบการณ์จากการฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นไปใช้ใ น ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี 2. เด็กสามารถช้ประลาทสัมผัสส่วนต่างๆ พร้อมกับการได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายส่งผลให้พัฒนาการทางสมองเพิ่มขึ้น 3. เด็กมีความสามารถนำประสบการณ์เดิมได้รับมาใช้ประโยชน์โดยนำมาผนวกกับ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ช่วยให้มีประสบการณ์กว้างขวางขึ้น 4. เด็กมีความสามารถในการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมเพิ่มมากขึ้น 5. เด็กจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นจริงของชีวิตและความสมดุลกันระหว่าง บุคคลและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 6. เด็กมีความสามารถนำทักษะที่เกี่ยวข้องมาเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหา ค้นคว้าข้อมูล ต่างๆ ที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี


17 7. เด็กสามารถเข้าใจการใช้ชีวิตด้วยการนำประโยชน์จากทักษะแต่ละด้านมาเป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ดี 8. เมื่อเด็กประสบผลสำเร็จจะช่วยส่งเสริมให้มีเจตคติที่ดีต่อการคันหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ ประสาท เนืองเฉลิม (2560) กล่าวถึงประโยชน์จากการเรียนทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ไว้ว่า การเรียนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ เพื่อสร้างให้ เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีเหตุผล คิดเป็น สังเกตุเป็นแต่โดยนัยยะของกระบวนการวิทยาศาสตร์ ดังกล่าวเป็นพื้นฐานของการส่งเสริมเด็กให้มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ได้รู้จักการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างมีความหมายด้วยการฝึกการสังเกตุการทดลองและการตอบคำถาม ประสบการณ์ทักษะทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เด็กได้รู้จักสิ่งรอบตัวเข้าใจโลกที่เป็นอยู่รู้จักการวิเคราะห์ การจำแนกพวกรวมถึงการเรียนรู้การแก้ปัญหา ประโยชน์ที่เด็กได้จากการเรียนทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์คือ 1. การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล 2. การพัฒนาศุกยภาพการสังเกต 3. การเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 4. การใคร้รู้ใคร่เรียน 5. การคิดเป็น เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ได้หากครูจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับพัฒนาการ ตามวัยของเด็ก อีกครั้งเด็กจะได้คิดเป็นและคิดอย่างมีเหตุผล สรุปว่าเด็กปฐมวัยได้รับประโยชน์จากทักษะพื้นฐานทางวิทยาตาสตร์ โดยใช้ประสาทสัมผัส ทั้งห้าเพื่อสำรวจ คันคว้า ทดลองและแสวงหาความรู้ ความจริง ทางวิทยาศาสตร์ด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน จากกิจกรรมที่ครูจัดให้โดยผ่านการเล่น 1.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่างประเทศ วณิชชา สิทธิพล (วณิชชา สิทธิพล, 2556 อ้างอิงจาก Fox. 2010) ทำการศึกษาเรื่อง บทบาทของการวาดที่มีผลต่อทักษะการสังเกตในวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน พบว่า การวาดภาพมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กเห็นความสำคัญกับเรื่องที่พวกเขากำลัง ศึกษาในระหว่างการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และมัความละเอียดรอบคอบในรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพในทุกสาขา ที่จะวาดภาพเมื่อเข้าใจในสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยการสังเกตของพวกเข้า ดังนั้น การมุ่งเน้นให้เด็กใช้


18 การวาดภาพ เพื่อบันทึกสิ่งที่พวกเขาเห็นตามทักษะการสังเกต ทำให้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการ สืบสวนทางวิทยาศาสตร์ถูกสร้างขึ้น จันทร์พร พรหมมาศ (จันทร์พร พรหมมาศ, 2556 อ้างอิงจาก Renner and Marek. 1988) ศึกษาโดย การนำทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ มาออกแบบมดลองสอนวิทยาศาสตร์ โดยใช้วัฎจักรการเรียนรู้ (The learning Cycle) พบว่า ดมเดมนี้มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการดรียน ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางสังคมและความเข้าใจ ความหมายของคำ การแก้ปัญหาและช่วยให้นัก้รียนรู้วิธีคิด ยุพาภรณ์ ชูสาย (ยุพาภรณ์ ชูสาย 2556, อ้างอิงจาก แอนเดอร์สัน. 1998) ศึกษาผลจาก การกระตุ้นการอ่านทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตและการอ่านเนื้อหาที่เด็กสนใจ มีอิทธิพลต่อ ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ของเด็กโดยการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในห้องเรียนต่างๆ การ ทดลองแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก เด็กได้รับการกระตุ้นการอ่าน โดยวิธีการกระตุ้นให้เด็กเกิดการอยากรู้ อยากเห็น และเกิดความสนใจในเนื้อหา กลุ่มที่สอง ได้รับการฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตและอ่านเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ จากการทดลองพบว่า เด็กที่ได้รับการฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตและการอ่าน เนื้อหาจากเรื่องที่ตนสนใจ เกิดความรู้ความคิดรวบยอดได้ดีกว่า เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้านการ สังเกตต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายๆด้าน เพื่อให้ความรู้และความรู้ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสนใจในหัว เรื่องซึ่งช่วยส่งเสริมการสรุปความ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์และเป็น การเรียนรู้จากการค้นพบด้วยตนเอง งานวิจัยในประเทศ ศศิพรรณ สำแดงเดช (ศศิพรรณ สำแดงเดช, 2557) ทำการศึกษาการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองหลังการฟังนิทานของนักเรียนชั้น อนุบาล 2จำนวน 15 คน พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองหลังการฟังนิทาน มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และเมื่อจำแนกเป็นราย ด้านแล้วพบว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ดันการสังเกต การจำแนก การสื่อสาร ทุกด้านสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ปริญญา ภูหวล (ปริญญา ภูหวล, 2563) ได้ทำวิจัย เรื่อง การจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็ปฐมวัยโดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อง ประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย


19 2) ศึกษาแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักาะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดย ใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย 3) ศึกษาผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2-3 จำนวน 11 คน โรงเรียนคำโพนคำม่วง วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test for Dependent sample และสถิติ Nonparametistric Statistics คือ Wilcoxom Siged Rank Test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มีประสิทธิภาพ 81.05/82.02 2) ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดกิจกรรมการจัด ประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย มีค่าดัชนีประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.648 แสดงว่า เด็ก ปฐมวัยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.80 3) คะแนน แบบทดสอบก่อนและหลังการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย พบว่า เด็กปฐมวัยมีระดับ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปรับปรุง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็ปฐมวัยมีทักษะทางวิทยาศาสตร์ โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า หลังการจัดประสบการณืการเรียนรู้เด็ก ปฐมวัยมีทักาะทางวิทยาศาสตร์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ การสื่อความหมายข้อมูล การวัด การงสังเกต และการจำแนก ตามลำดีบ 4) คะแนนแบบทดสอบ ก่อนและหลังการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย พบว่า โดยรวม เด็กปฐมวัยมีระดับ ทักษะทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า การจัดประสบการณืการเรียนรู้ทำให้เด็กปฐมวัยมี ทักษะทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นทุกด้าน 5) ผลการการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย พบว่า โดยรวม เด็กปฐมวัยมีทักษะทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น เท่ากับ 12.10 และ 6) เด็กปฐมวัยมีความ


20 พึงพอใจต่อการจัดประสบการร์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โดยรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ชลนิภา หงษ์คง (2565) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้ชุดกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1) ศึกาผลการ ใช้ชุดกิจกรรมการทดลองเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2) เปรียบเทียบทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้กิจกรรมทดลองเพื่อส่งเสริมทักษะทาง วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เด็กที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิตลอออุทิศ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) มีเกณฑ์ในการคิดเลือกเด็กดังนี้ 1) เด็กมีทักษะทางวิทยาศาสตร์ในระดับที่ ต้องได้รับการพัฒนา 2) ผู้ปกครองอนุญาตให้เข้าร่วมงานวิจัยในชั้นเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ 2) กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ 3) แบบประเมิน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการจัดกิจกรรมการ ทดลองวิทยาศาสตร์ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ภาพรวมอยู่ในระดับดี ส่วนก่อนการ จัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ภาพรวมอยู่ในระดับ พอใช้ และ 2) การเปรียบเทียบทักษะพื้นทางทงวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์ ภาพรวมเด็กปฐมวัยมีคะแนนพัฒนาการ 78.13 อยู่ในระดับสูงมาก จากงานวิจัยที่ทั้งต่างประเทศและในประเทศต่างให้ความสำคัญในการส่งเสริม ทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย ดังนั้น ครูควรส่งเสริมให้สอดคล้องกับพัฒนาวุฒิภาวะและ ความสนใจของเด็ก ควรให้โอกาสเด็กได้มีอิสระในการทำกิจกรรมตามความสนใจของตนเองและให้ เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึก ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ควรจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เด็กได้ ฝึกทักษะเกี่ยวกับการสังเกด การจำแนก การวัดและการสื่อความหมายข้อมูล ซึ่งใน การจัด ประสบการณ์นั้นสามารถทำได้หลายวีธี เช่น การจัดประสบการณ์แบบการเล่านิทานและละคร สร้างสรรค์ การจัดประสบการณ์แบบสาธิต การจัดประณบการณ์แบบการทดลองและการจัด ประสบการณ์ประกอบอาหาร เป็นต้น


21 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการจัดกิจกรรม 2.1 ความหมายของแนวทางการจัดกิจกกรม การจัดกิจกรรม หมายถึง กิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ฟังผู้สังเกต คิด และปฏิบัติทดลอง ให้เกิด ความคิดรวมยอด และเพิ่มภูมิทักษะต่างๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสนทนา ซักถาม หรือ อภิปราย สังเกต ทัศนศึกษา และปฎิบัติการทดลองตามกระบวนการเรียนรู้ วันทนีย์ เหมาะผดุงกุล (2560) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ หมายถึง การจัด ประสบการณ์ให้เนื้อหาวิชาต่างๆ หลายวิชา มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันครูใช้วิธีการสอน หลายรูปแบบ เช่น การอธิบาย การเล่านิทาน การศึกษานอกสถานที่ การสาธิตปฏิบัติการทดลอง การเล่นเกมเ ป็นต้น กุลยา ต้นตอผลาชีวะ (2560) กล่าวว่ าแนวทางการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กควรจัดกิจกรรม แบบบูรณาการเนื้อหาวิชาการเข้าไว้ด้วยกัย การจัดกิจกรรมผ่านการเล่นให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับ สื่อ อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการ 4 ด้านเต็มตามศักยภาพ ไพเราะ พุ่มมั่น (2561) กล่าวว่า แนวทางการจัดกิจกรรม เป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการ เรียนรู้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักการพูด การฟัง การสังเกต การคิดและการแก้ปัญหา โดยการจัด กิจกรรมโดยวิธีต่างๆ เช่น สนทนา อภิปราย สาธิต เล่านิทาน เป็นต้น สรุปได้ว่า แนวทางการจัดกิจกรรมเป็นการจัดกิจกรรมที่บูรณาการผ่านการกระทำ หรือการ เล่น ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ทำให้เด็กเกิดการเรยนรู้ และเสริมพัฒนาการตามวัยทั้ง 4 ด้าน 2.2 ความสำคัญของแนวทางการจัดกิจกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2556) ในการจัดกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อเด็ก ปฐมวัยมาก เพราะ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้เข้าใจเนื้อหากิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ช่วยให้เด็กมีความคิดรวบยอด ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะทาง สติปัญญาให้เด็กเกิดความคิดรวมยอดเกี่ยวกับเนื้อหาหน่วยการสอน ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาการด้าน สังคมฝึกการกล้าแสดงออกนอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับครู อุไรวรรณ คุ้มวงศ์ (2557) กล่าวว่า ความสำคัญของการจัดแนวทางการจัดกิจกรรม คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายของการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน โดย คำนึงถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว สิ่งที่เป็นรูปธรรม เปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองจนเด็กเกิด ความคิดว่าที่ชัดเจน


22 ปิยมาศ พลผอม (2560) กล่าวว่า ความสำคัญของแนวทางการจัดกิจกรรมเป็นกิจกรรมที่ ช่วยให้เด็กเข้าใจเนื้อหา โดยคำนึงถึงสิ่งที่อยู่ใกล้และไกลตัวของเด็กเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก มีความคิดรวมยอด ตลอดจนส่งเสริมการกล้าแสดงออกและพัฒนาการทุกด้านของเด็ก สรุปว่า ความสำคัญของแนวทางการจัดกิจกรรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน โดยองค์รวม และสร้างเสริมประสบการณ์ตามหลักสูตรให้กับเด็ก โดยบูรณาการเนื้อหาเพื่อ มุ่งเน้น ทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย 2.3 รูปแบบการจัดกิจกรรม ไพเราะ พุ่มมั่น (2559) ได้นำเสนอรูปแบบแนวทางการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. เน้นแบบการเล่าเรื่อง ข่าว เหตุการณ์ การเล่าเรื่องเป็นประสบการณ์ทางภาษาที่ควรจัดโดยเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พูดแสดง ความคิดเห็นเล่าเรื่องประกอบภาพ เล่าประสบการณ์ของตนเอง โดยฝึกอย่างสม่ำเสมอ เรื่องที่เราควร เป็นเรื่องที่เด็กสนใจหรือเกี่ยวกับเด็ก เช่น เรื่องภายในครอบครัว โรงเรียน การท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง อาหารหรือของเล่น นอกจากนี้ครูอาจพาเด็กชมรอบๆ โรงเรียน สถานที่สำคัญ ดูการประกอบอาชีพ ของบุคคลในชุมชน เพื่อเด็กได้นำเรื่องราวที่ตนพบเห็นมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังตามความคิดของตนเอง 2. รูปแบบการแสดงบทบาทสมมติ การกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางการพูดและการแสดงท่าทางตาม ความคิดของเด็กอย่างมีอิสระอิสระในสถานการณ์หนึ่ง โดยไม่มีการซักซ้อมล่วงหน้า ใช้สื่ออุปกรณ์ ที่มีอยู่ในขณะนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่เรียน 3. รูปแบบการเล่านิทาน การเล่าเรื่องให้เด็กฟัง ครูอาจเล่าด้วยปากเปล่าหรือใช้สื่อประกอบ โดยมีการสนทนา อภิปราย ซักถาม แสดงความคิดเห็น และแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของ การเล่า 4. รูปแบบการปฎิบัติการทดลอง การจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติและเกิดความค้นพบข้อเท็จจริงด้วยตัวเองภายใต้ การดูแลแนะนำของครูเน้นให้เด็กใช้สัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น การได้สัมผัส การชิมรส การดมกลิ่น และการฟัง นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาด้านด้านสังคม ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน ความ เป็นระเบียบในการทำงาน 5. รูปแบบการสาธิต การทำให้เห็น การทำให้ดูการชี้แนะ ให้ทำตามเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์ ตรง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ดีกว่าการบรรยาย อธิบาย หรือการบอกเล่าของครู


23 6. รูปแบบทักษะกระบวนการกลุ่ม การจัดประสบการณ์ที่ครูกำหนดจัดเตรียมเนื้อหาต่างๆ ที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้จาก การให้เด็กได้รวมกลุ่มสนทนาร่วมกันผ่านแผนร่วมปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เด็กได้สิ่งที่ต้องการ 7. รูปแบบอภิปราย สนทนา ระดมความคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันหรืระหว่างคู่กับเด็กหรือเด็กกับเด็กด้วยตนเอง โดยที่ครูเป็นผู้ประสานงาน ครูอย่าด่วนตอบปัญหาให้เด็กเร็วเกินไป ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดตอบ ปัญหาด้วยตนเองของเค้าเอง ด้วยวิธีแนะนำทางให้เด็กคิดตามลำดับ จนถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง คือ คำตอบในที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการสอนให้เด็ก รู้จักคิดเป็น 8. รูปแบบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมให้เด็กอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวในสิ่งที่เขาสงสัย เข้าใจโลกที่เค้าอยู่และสามารถพัฒนาการคิด การรู้จักหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการ สังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็น ทักษะการหามิติสัมพันธ์ 9. รูปแบบโดยใช้เกม การสอนที่กำหนดกิจกรรมการเล่น กำหนดกระบวนการกลุ่ม เพื่อให้ผู้เล่นได้มีส่วนร่วม ทางอารมณ์มีความสนุกสนานที่ทั้งการเล่นแบบเดี่ยว แบบคู่และแบบกลุ่มและการเล่นทำให้เกิดการ เรียนรู้การเล่นเกมจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง และช่วยให้ผู้สอนได้ทราบ พฤติกรรมของผู้เรียน 10. รูปแบบการศึกษานอกสถานที่ การพาเด็กไปศึกษาสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่ต้องการและเพิ่มประสบการณ์เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ นอกโรงเรียนซึ่งอาจพาเด็กไปศึกษาสภาพบริเวณรอบๆ โรงเรียนไปจนถึง สถานที่ต่างๆ นอกโรงเรียน สรุปได้ว่า รูปแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้เด็กคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ หรือ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จะสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้มีความสามารถด้าน การคิด และเจตคติต่อการเรียนที่ดีขึ่น ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและผู้เรียน ได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย งานวิจัยต่างประเทศ ไบรแอนทและฮังเกออรฟอรด (พัชรา อยู่สมบูรณ์. 2556: 23 อางอิงจาก Bryan; & Hungerford. n.d.) ไดทําการศึกษากั่ยวกับการวิเคราะหกลวิธิีสอนความคิดรวบยอดและคานิยมทาง


24 สิ่งแวดลอมในโรงเรียนอนุบาล โดยทดลองสอนเรื่องสิ่งแวดลอมและปัญหามลภาวะ ใชเวลาทดลอง สอน 1 เดือน ผลปรากฏวา นักเรียนอนุบาลสามารถสรางความคิดรวบยอดเกี่ยวกับผลสืบเนื่องของสิ่ง แวดลอม และสำนึกในหน้าที่ ของพลเมืองท่มีตอสงแวดลอมและได้อภิปรายผลเพิ่มเติมว่าข้อคนพบนี้มี ความสำคัญมาก เนื่องจากวาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสอนเช่นนี้ในระดับอนุบาลมีนอยมากและ การสอนเช่นนี้ก็มิใชสิ่งที่กระทําไดโดยงาย งานวิจัยในประเทศ พัชรา อยู่สมบูรณ์ (พัชรา อยู่สมบูรณ์, 2556 อ้างอิงจาก นวพร ทวีวิทย์ชาคริยะ, 2541) ได ศึกษาความคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดประสบการณแบบปฏิบัติการทดลองกับเด็ก ปฐมวัยที่ไดรับการจัดประสบการณแบบปกติมีความคิดเชิงเหตุผลตางกัน กลาวคือ เด็กปฐมวัยที่ไดรับ การจัดประสบการณแบบปฏิบัติการทดลองมีความคิดเชิงเหตุผลสูงกวาเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัด ประสบการณแบบปกติ พัชรา อยู่สมบูรณ์ (พัชรา อยู่สมบูรณ์, 2556 อ้างอิงจาก ธีรภรณ์ ภักดี, 2550) ไดศึกษาผล ของการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณเรื่องน้ำตามโครงการพระราชดําริที่มีตอการแกปัญหาของเด็ก ปฐมวัย ที่มีอายุ5 – 6 ปพบวา นักเรียนที่ไดทํากิจกรรมเสริมมประสบการณ เรื่องน้ำตามโครงการ พระราชดำริมีความสามารถในการแกปญหาเหมาะสมมากขึ้น อยางมีนัยสําคัญทางสถติทิี่ระดับ .01 อุไรวรรณ คุมวงษ์(อุไรวรรณ คุ้มวงษ์, 2557) ไดศึกษาจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ไดรับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณเรื่องปญหาสงแวดลอมตามโครงการพระราชดําริในเด็กปฐมวัยที่มี อายุ 4 – 5 ปพบวา นักเรียนที่ไดทํากจกรรมเสริมประสบการณเรื่องปญหาสิ่งแวดลอมตามโครงการ พระราชดําริมีจิตสาธารณะสูงขึ้นอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสีจากธรรมชาติ 3.1 ความหมายของสีจากธรรมชาติ วิจิตร เชาว์วันกลาง และ พิมพ์ลภา ปาสาจะ (2556) ได้ให้ความหมายของสีจาก ธรรมชาติไว้ว่า สีธรรมชาติ หมายถึง สีที่ได้มาจากการสังเคราะห์หรือสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ โดย ผ่านการวิเคราะห์เรื่องส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต ความบริสุทธิ์และอื่นๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัยต่อ การบริโภค ประเภทอาหาร ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะสีธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ทุกชนิดที่ปรุงแต่ง ย่าง อบ นึ่ง หรือทอด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว สปาเก็ตตี มะกะโรนี สีธรรมชาติหาได้ง่ายและบางอย่างมร กลิ่นหอม สามารถรับประทานได้โดยไม่จำกัดปริมาณ และไม่ ต้องกลัวว่าจะเกิด การสะสมขิงพิษในร่างกาย ตัวอย่างสีธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาล ได้จาก น้ำตาลไหม้ใช้ ในผลิตภัณฑ์อาหารประเภทน้ำอักลม เบีนร์ อาหารอบ อาหารสัตว์ เป็นต้น และได้จากผงโกโก้ใช้ผสม


25 ลงในของหวานเพื่อแต่งสี รส และใช้ราดหน้าขนม สีเขรยวได้จากใบเตยใช้แต่งสีขนม ใบคะน้าใช้แต่งสี เส้นบะหมี่สีแดงได้จากครั่ง ข้าวแดงใช้แต่งสีเต้าหู้ยี้ ปลาจ่อมและปลาแป้งแดง กระเจี๊ยบให้สีแดงใช้ทำ น้ำกระเจี๊ยบ แยม เยลลี น้ำหวานสีแดง สีดำได้จากถ่าน กะลามะพร้าว ใช้ผสมในขนมเปียกปูน หรือได้ จากผงถ่านจากการเผาพืช สีเหลืองได้จากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่น นิยมใส่อาหารประเภทแกง สีเหลืองได้ จากดอกคำฝอยใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการสีเหลืองส้ม สีม่วงได้จากถั่วดำใช้แต่งสีขนมเปียกปูน หรือได้ จากมันเลือดนก ใช้แต่งสีอาหาร เช่น ไอศกรีม ตัวอย่างอาหารที่อาจแต่งสีผสมอาหารและปัญหาที่พบ ในแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มควรใช้สีธรรมชาติ แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่สีสังเคราะห์ ตาร์ ตราซีนแลซันเซสเยลไลว์เอฟซีเอฟ สำหรับสีอื่นๆ อาจใช้สีประเภทใดก็ได้ เพียงแต่ต้องระวังเรื่องความ ร้อนที่ต้องใช้ในกระบวนการอบ ซึ่งทำให้สี เปลี่ยนแปลงได้ ผลิตภัณฑ์นมในไอศกรีมเกือบทุกชนิดมี การใช้สีสังเคราะห์ ยกเว้นไอศกรีมช็อกโกแลตแลไอศกรีมวานิลาซึ่งนิยมใช้สีคำแสด การใช้สีใน ไอศกรีมไม่ค่อยมีปัญหา ยกเว้นเมื่อมรการปนเปื้นขิงจุลินทรีย์ในปริมาณสูง สำหรับในเนยแข็ง มากา รีนและเนย นิยมใช้สีคำแสดและบีตาแคโรทีน ทั้งนี้เนื่องจากสังเคราะห์มักไม่อยู่ตัว ประภากร สุคนธมณี(2560) กล่าวว่า สีธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักและนำมาประยุกต์ใช้คือ สีที่ ได้จาก พืช สัตว์ดิน และแร่ธาตุด้วยการศึกษาแบบลองผิดลองถูกเพื่อให้เข้าถึงซึ่งเอกลักษณ์ของการ ให้สีที่แท้จริงอาจกล่าวได้ว่าต้นไม้แทบทุกต้นสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำสีใช้สำหรับการย้อมวัสดุที่ นำมาย้อมเป็นสีได้จากการแสวงหาและสังเกตทำให้ทราบว่าต้นไม้ที่ให้ความฝาด ซึ่งต้องทดลองชิม หรือทดลองขยำ ถ้ามียา งยางฝาดจะติดมือ และจากการสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของใบไม้ใบที่มี ความฝาด หรือมียางที่เราคุ้นเคย เช่น ใบฝรั่ง ใบขนุน ใบสบู่เลือดสบู่ดำ เป็นต้น ใบที่ซ้ำหากทิ้งไว้ซัก ระยะหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล อีกทั้งส่วนต่างๆ ของต้นไม้ที่มีความฝาดสามารถนำมาทดลองสกัด เป็นน้ำสีตามที่ต้องการได้ขั้นตอนของการสกัดน้ำจากธรรมชาติไม่ซับซ้อน แต่มีความยุ่งยากในเรื่อง ของการจัดเตรียม การจัดหาวัสดุช่วยย้อมอื่นๆ เริ่มต้นด้วยการคัดสรร การเลือกวัสดุที่ให้สีตามที่เรา ต้องการ จัดเตรียมให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำการสกัด คือ การสับ ซอย หรือเด็ดส่วนดอก ใบ ไว้ จากนั้นนำลงแช่น้ำอาจทิ้งไว้ข้ามคืนหรือประมาณ 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับส่วนต่างๆ ของพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ที่นำมาสกัดด้วย ได้แก่ ลำต้น เปลือกไม้ราก แก่น ใบ ดอก ผล เปลือกของผล เมล็ด หรืออาจเรียกได้ ว่าแทบทุกส่วนสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการสกัดน้ำสีสำหรับการย้อมสิ่งทอได้แทบทั้งสิ้น เก่งกาจ ต้นทองคำ และจิดาภา ศรีสวัสดิ์(2563) ได้ให้ความหมายของสีจากธรรมชาติไว้ว่า ที่สกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งสีธรรมชาติมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้นๆเป็นภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ยกตัวอย่างเช่น การใช้สีประกอบอาหาร การใช้สีย้อมสิ่งทอ การใช้ทำภาพเขียน เป็นต้น


26 สรุปได้ว่า สีธรรมชาติ หมายถึง สีที่ได้มาจากการสังเคราะห์หรือการสกัดจากวัตถุดิบ ธรรมชาติ เช่น พืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ โดยผ่านการวิเคราะห์เรื่องส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต ความบริสุทธิ์และอื่นๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งสีธรรมชาติมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ของคนในชุมชนนั้นๆเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ยกตัวอย่างเช่น การใช้สีประกอบ อาหาร, การใช้สีย้อมสิ่งทอ, การใช้ทำภาพเขียน เป็นต้น 3.2 ประเภทของสีจากธรรมชาติ ได้มีนักวิชาการศึกษาหลาด้าน ได้แบ่งประเภทของสีจากธรรมชาติไว้ ดังนี้ Trump Speciality (2017) ได้กล่าวถึงประเภทของสจากธรรมชาติ ไว้ดังนี้ 1.สีที่เกิดในธรรมชาติเป็นสีที่เกิดในธรรมชาติ จัดเป็น ประเภทของสี ที่มนุษย์ไม่ได้เป็น ผู้สร้างขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ 1.1 สีที่เป็นแสง (Spectrum) คือ สีที่เกิดจากการหักเหของแสง เช่น สีรุ้ง สีจากแท่งแก้ว ปริซึม 1.2 สีที่อยู่ในวัตถุ หรือเนื้อสี (Pigment) คือ สีที่มีอยู่ในวัตถุธรรมชาติทั่วไป เช่น สีของ พืช สัตว์ หรือแร่ธาตุต่างๆ 2. สีที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสีที่มนุษย์สร้างขึ้น จัดเป็น ประเภทของสี ที่ได้จากการสังเคราะห์ เพื่อใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ เช่น งานศิลปะ อุตสาหกรรม การพาณิชย์และในชีวิตประจำวัน โดย สังเคราะห์จากวัสดุธรรมชาติ และจากสารเคมี ที่เรียกว่า สีวิทยาศาสตร์ ซึ่งสีที่ได้จาก การสังเคราะห์ สามารถนำมาผสมกัน ให้เกิดเป็น สีต่างๆอีกมากมาย สมพร ภูติยานันต (2556) แบ่งประเภทของสีจากธรรมชาติ ดังนี้ 1. สีผสมอาหาร มนุษยรูจักใชสิ่งปรุงแตงสี กลิ่น รสของอาหารมาตั้งแตโบราณกาล โดยใชสี กลิ่น รส ผสมอาหารที่ไดจากธรรมชาติ เชน จากสวนของเหงา ราก ตน ใบ ดอก ผล เมล็ดของพืช สัตว และแรธาตุ ไมมีสี กลิ่น รสสังเคราะหในประเทศไทย สมัยกอนนิยมแตงสี กลิ่น รสจากธรรมชาติ เชน แกงเผ็ดมีสีแดงจากน้ําพริกแกงผัดกับหัวกะทิ แกงเหลือง สีเหลืองของน้ําแกงไดจากสีเหลืองของเหง าขมิ้นชัน แกงเขียวหวานมีสีเขียวใชแตงสีดวยพริกเขียว ใบพริก ใบผักชี ในขาวผัดที่มีสีแดงใชแตงสี แดงโดยซอสมะเขือเทศ และใหกลิ่น รสเฉพาะของอาหารจากธรรมชาติ อาหารหวาน เชน ขนมขี้หนู วุนกะทิ ตะโก สลิ่ม ขนมน้ําดอกไม ขนมถวยฟู แตงสี กลิ่น รส ดวยใบเตย ดอกอัญชัน ลูกตาลสุก และ อื่นๆ ซึ่งทําใหนารับประทานยิ่งขึ้นและในตางประเทศก็นิยมใชสี กลิ่น รส แตงอาหารกันมาแตโบราณ เชนกัน โดยใชสีเหลืองจากหัวแครอท ผสมลงในเนยหรือใชสีแดงจากหัวผักกาดแดงแตงอาหารที่ตอง การใหมีสีแดง และไดกลิ่นเฉพาะตัวตามรสธรรมชาติ ชาวยุโรป และชาวอเมริกันโบราณ อาหารมื้อ เย็นประกอบดวย Blue soup, Yellow meat, Red potato, Green bread และ Black salad ซึ่ง


27 อาหารชุดมีทั้งสีน้ําเงิน เหลือง แดง เขียว และดํา เปรียบเสมือนกับโตะซึ่งประดับดวยดอกไมหลากสี ดูนารับประทาน สีสันของอาหารเปนสิ่งชวยเรงเราใหน้ํายอยออกมาได ไมแพกลิ่น และรสอาหาร นอกจากสี กลิ่น รส ผสมอาหาร ยังใชผสมยา และเครื่องสําอาง 2. สีสังเคราะห์ เป็นสีอินทรีย์ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ซึ่งมีลักษณะถูกต้องตามข้อกำหนด และปลอดภัยต่อการบริโภค การใช้สี สังเคราะห์ผสมอาหารไม่สามารถใช้ได้ในอาหารทุกประเภท ตาม พ.ร.บ. อาหารฉบับที่ 66 พ.ศ. 2525 ของกระทรวงสาธารณสุข ประกาศห้ามใช้ สีในอาหาร ดังนี้คือ อาหารทารก นมดัดแปลงสำหรับทารก อาหารสำหรับเด็ก ผลไม้สดผลไม้ดอง ผักดอง เนื้อสัตว์สดทุก ชนิด ที่ปรุงแต่งทำเต็มหรือ หวาน รมควันหรืออบแห้ง ทำให้แห้งเช่น แหนม กุนเชียง ไส้กรอก ลูกชิ้น หมูยอ ทอดมัน กะปี ข้าวเกรียบ น้ำพริกแกง 3. สีธรรมชาติ หมายถึง สีที่ได้จากการสกัดจากวัตถุดิบรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล แก่น สีธรรมชาติที่หาได้ทั่วไปได้แก่ 1. สีเขียวจากใบเตยหอม พริกเขียว ใบย่านาง คะน้า 2. สีเหลือง จากขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ลูกตาลยี ไข่แดงฟักทอง เมล็ดคําแสด ดอกคําฝอย ดอกโสน 3. สีแดง จากครั่ง กระเจี๊ยบ มะเขือเทศ มะละกอ พริกแดง ถ่วแดง ข้างแดง-เมืองจีน 4. สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน 5. สีดําจากกาบมะพร้าวเผา ถั่วดํา ดอกดิน 6. สีน้ำตาล จากน้ำตาลเคี้ยวไหม้ 7. สีที่สกัดได้จากจุลินทรีย์ เช่น สีแดงจาก Monascus purpureus และสาหร่ายสีแดง สีน้ำเงินจากสาหร่ายสไปรูลินา เป็นต้น ตะวัน ตนยะแหละ และคณะ (2560) หากกล่าวถึงสีก็จะมีหลากหลายแยกออกไปตาม ประเภท หากแยกอย่างกว้างก็ได้2 ประเภท คือ 1. สีธรรมชาติเป็นสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเช่น สีของแสงอาทิตย์สีของท้องฟ้ายามเช้า เย็น สีของรุ้งกินน้ำ แต่สีส่วนใหญ่ที่นำมาใช้จะได้จากส่วนต่างๆของพืช ทั้งดอก ราก ใบ เปลือก ไม้ผล เมล็ด หรืออาจจะได้จากดิน หิน เป็นต้น 2. สีที่มนุษย์สร้างขึ้น สีที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้น เช่น สีวิทยาศาสตร์ มนุษย์ได้ทดลองจากแสงต่างๆ ขึ้นมากมายซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสีประเภทเคมีเป็นสีที่มนุษย์สังเคราะห์ ขึ้นเพื่อให้ได้สีตามคุณสมบัติเหมาะสม เพราะสีแต่ละประเภทมีคุณสมบัติที่สีสามารถติดทนทานได้ แตกต่างกัน


28 สรุได้ว่า สีจากธรรมชาติแบ่งเป็น 2 ประเภท คือสีที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเกิด จาก พืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่สีของท้องฟ้า และสีสังเคราะห์ คือสีที่สนุษย์สร้างขึ้นโดยผ่าน กระบวนการต่างๆ 3.3 สมบัติของสีจากธรรมชาติ จุฑามาศ แสงสุข (2566) กล่าวว่าสีจากธรรมชาติ เป็นสีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ได้รับกากใย ได้รับความสมดุลจากการกินอาหารหลากหลาย หลากสี เพราะรูปแบบการได้รับสีจากธรรมชาติ มักเป็นการกินโดยตรง เป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหาร ผสมในอาหาร คั้นเอาน้ำ หรือ ต้มเอาน้ำ บางชนิดหากต้องการสีให้เข้ม ต้องนำมาตำหรือปั่นผสม ดังนั้น วิธีการกินแบบนี้จะได้ประโยชน์ ไม่เหมือนสีสังเคราะห์ที่ใส่ผงหรือน้ำสีลงในอาหาร ไม่มี ประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังมีโทษจากสี หากใส่มากหรือกินปริมาณมาก นอกจากนี้ยังเสี่ยงอันตราย จากสีไม่ได้มาตรฐาน ส่วนประเด็นลักษณะของสีจากธรรมชาตินั้น อยู่ที่ชนิดของพืช ชนิดของอาหาร วิธีการทำ เวลาที่เก็บ ความร้อน แสง หรืออุณหภูมิ เช่น แกงหน่อไม้ใส่ใบย่านาง จากสีเขียวสดเข้ม จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวดำ น้ำใบเตย จะเปลี่ยนสีง่าย เมื่อใส่ขนม กลายเป็นสีเขียวขี้ม้า หรือเขียวตุ่นๆสี จากธรรมชาติ จึงอาจเหมาะสำหรับขนมไทย หรือขนมที่มีระยะอายุของการบริโภคไม่นาน ดังนั้นจะไม่ เหมือนกลุ่มขนมจากอุตสาหกรรมสีจากน้ำอัญชัน เมื่อเอามาใส่ขนม อาจเปลี่ยนสีได้ ถ้ามีส่วนผสมที่ เป็นกรด ก็จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูม่วง เช่น อัญชันผสมน้ำมะนาว แต่กระนั้นสีจากดอกอัญชัน ก็ไม่คงทน เช่นเดียวกับใบเตย สีจะไม่เข้มเท่าเดิม เมื่อนำไปผสมขนมหรือเครื่องดื่ม ซึ่งจะมีแป้ง น้ำตาลหรือ ส่วนผสมต่างๆ ก็จะทำให้ไม่สดไม่เข้มเท่าเดิม สีจากน้ำชาเขียว ก็จะไม่เขียวคงเดิม ยิ่งเป็นชาเขียว บรรจุขวด ก็แทบไม่คงสีเดิม, สีจากน้ำฝรั่ง ก็จะไม่ได้สีเขียวเหมือนเราคั้นเองใหม่ๆ ,สีน้ำใบบัวบก ก็จะ ไม่เขียวสด เมื่อเก็บไว้นาน เพราะข้อจำกัด ของการเปลี่ยนสี หรือการที่สีธรรมชาติไม่คงตัวดังเดิม ทำ ให้ผู้ประกอบการบางราย อาจใส่สีสังเคราะห์เพิ่มเพื่อให้สีคงตัว การทำเช่นนี้ ต้องบอกความจริงกับ ผู้บริโภค ถ้าเป็นขวดหรือขนมที่บรรจุเสร็จ ต้องแสดงที่ฉลากให้เห็นข้อมูลด้วย จะเห็นว่า สีจาก ธรรมชาติ มักเป็นส่วนผสมในอาหารหรือขนมหรือเครื่องดื่มชนิดนั้นๆ มีความเหมาะสม หรือเข้ากันได้ ดี เป็นส่วนผสมที่ลงตัว บางอย่างต้องทำเป็นอาหาร บางอย่างทำเป็นขนม เครื่องดื่ม และหลายชนิดที่ สามารถนำมาทำได้ได้ทั้งอาหาร เครื่องดื่มและขนม ทั้งจากเมนูดั้งเดิมพื้นบ้านและเมนูที่คิดใหม่ๆ นอกจากนี้พืชแต่ละชนิดจะมีกลิ่น มีรสที่เป็นเสน่ห์จากธรรมชาติอีกด้วย 3.4 วิธีสกัดสีจากธรรมชาติ เอกรัฐ อนุรักษ์พร (2556) ในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความส่าคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความสวยความงาม และพบว่ากลุ่มที่มีความสนใจมากที่สุดคือ กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัย ท่างาน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำาอางจากธรรมชาติเริ่มมีความต้องการมากขึ้น ด้วยเหตุผลที่เครื่อง


29 ส่าอางในปัจจุบันก่อให้เกิดอาการผิดปกติของผิวหนังและร่างกาย เช่น อาการแพ้สารเคมี ก่อให้เกิด อาการแสบ คันหรืออาการอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงหันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ที่มี ส่วนผสมจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากมีความปลอดภัยต่อร่างกายและผู้บริโภค เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมี สีจากธรรมชาติจะ ช่วยเพิ่มช่องทางในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในการตัดสินใจของผู้บริโภค ศุภวรรณ บุณระเทพ (2560) สารนี้ไม่มีพิษและไม่ท่าให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น สีคราม (Indigo blue) จากต้นคราม (Indigofera tinctoria) ท่าให้ได้เฉดสีที่สวยงามแปลกตามากขึ้น และสีที่ สกัดได้จากธรรมชาติยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เป็นต้น รัชกฤช ปัทมโสภาสกุล และ ทิศาลักษณ์ วรสาร (2561) กล่าวว่า เป็นการนำสีจากพืช สมุนไพรที่มีในอุตสาหกรรมเกษตรชนิดต่างๆ ที่ให้สีมาใช้ โดยส่วนที่นิยมใช้ คือ ใบ กิ่ง ก้าน ดอก และ ผล ได้จากกระบวนการสกัดผ่านการพิจารณาในเรื่องส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต รวมถึงความ บริสุทธิ์จนแน่ใจว่าปลอดภัยต่อการใช้งาน สารมีสีในพืชต่างเป็นสารจ่าพวก แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่จัดเป็นสารประกอบในกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เป็นสารให้สีม่วง สามารถละลายได้ดีในน้่า ณวรา เปลี่ยนบุญเลิศ (2566) วิธีสกัดสีจากผักผลไม้มาใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะของผักผลไม้ นั้นๆ ถ้าเป็นผักผลไม้เนื้อนิ่มอย่างใบเตย ผักโขม เบอร์รีต่างๆ มักนำมาปั่นกับน้ำ แล้วกรองผ่าน ตะแกรงหรือผ้าขาว เอาแต่ของเหลวที่มีสีเขียวไปใช้ ส่วนผักเนื้อแข็งอย่างบีทรูท แครอท และฟักทอง มักนำไปนึ่งหรือต้มให้สุกแล้วบดให้ละเอียด กะหล่ำปลีก็ต้มในน้ำเดือดจนสีม่วงออกมาแล้วกรอง เอาแต่น้ำ หรือถ้าใครมีเครื่องสกัดเย็นก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน จะได้สีที่เข้มขึ้น สรุปได้ว่า การสกัดสีจากธรรมชาติ มีวิธีการสกัดที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเป็นประเภทผลไม้ ต้องนำไปต้มหรือทำให้สุกก่อน แล้วจึงน้ำมาบทให้ละเอียดแล้วกรองน้ำออก 3.5 ประโยชน์ของสีจากธรรมชาติ ณวรา เปลี่ยนบุญเลิศ (2561) กล่าวว่า สีแดง เช่น กระเจี๊ยบ บีทรูท พริก มะเขือเทศ ฯลฯ มีไลโคพีน (lycopene) เป็นสารที่พบในผักและผลไม้สีแดง มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลด ความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก สีเขียว เช่น ใบเตย ผักใบเขียวอย่างผักชี สะระแหน่ ผักโขม ใบพริก ชาเขียว ฯลฯ ประโยชน์ ของสีเขียวจากผักใบเขียวคือช่วยถนอมสายตา กระดูกและฟัน ผักสีเขียวมีวิตามินเคสูง ช่วยสร้างลิ่ม เลือดทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว สีเหลือง เช่น เก๊กฮวย หญ้าฝรั่น ขมิ้น ฟักทอง สีส้ม เช่น แครอท ฟักข้าว ดอกคำฝอย ฯลฯ มีสารแคโรตินอยด์ (carotenoid) ที่เรียกว่าเบต้าแคโรทีน (beta-carotene) สูง สารนี้ร่างกายต้องใช้


30 ในการสร้างวิตามินเอ นอกจากนี้ผักผลไม้สีส้ม สีเหลืองยังมีโฟเลต โพรแทสเซียม โบรเมียมสูงอีกด้วย แถมการกินผักผลไม้สีนี้มากๆ จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อปัญหาโรคหัวใจ สายตา และมะเร็ง สีน้ำเงิน เช่น ดอกอัญชัน สีม่วง ข้าวไรซ์เบอร์รี กะหล่ำม่วง ลูกหว้า บลูเบอร์รี มันม่วง หอมแขก ฯลฯ ประกอบไปด้วยแอนโทไซยานิน (anthocyanin) หรือเม็ดสีซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูล อิสระ ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด สีดำ เช่น ถั่วดำ ข้าวเหนียวดำ ถั่วเลนทิลสีดำ ที่นำมาทำอาหารแล้วอาจดูไม่น่ากินเท่าไร แต่ รู้ไหมสียิ่งดำยิ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ภาษาชาวบ้านเรียกว่ายิ่งดำยิ่งดี นอกจากสีดำธรรมชาติจาก วัตถุดิบแล้ว ปัจจุบันยังนิยมใช้ผงถ่าน และกาบมะพร้าวเผาทำให้อาหารสีดำได้ จุฑามาศ แสงสุข (2566) กล่าวว่าสีจากธรรมชาติ ให้ประโยชน์ดังนี้ 1. ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค 2. น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อม 3. วัตถุดิบหาได้ง่ายในชุมชนไม่ต้องใช้สีเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศ 4. การย้อมสีธรรมชาติสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นตาม ประสบการณ์ สามารถ ถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น 5. สีธรรมชาติมีความหลากหลาย ตามชนิด อายุและส่วนของพืชที่ใช้ ตลอดจนชนิดของสาร กระตุ้นหรือขั้นตอนการย้อม 6. การย้อมสีธรรมชาติทำให้เห็นคุณค่าและรู้จักใช้ ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ 7. ความสัมพันธ์ระหว่างคนย้อมสีกับต้นไม้ ย่อมก่อให้ เกิดความรัก ความหวงแหน และ เรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ และปลูกทดแทนเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน สรุปได้ว่า สีธรรมชาติเป็นสีที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของคนเรา และยังสามารถน้ำมา รักษาโรค และบำรุ่งรายกายของเราให้แข็งแรง 3.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีธรรมชาติ วิจัยต่างประเทศ โซเนีย พี เอ็ม เวนทูรา และคณะ (So´nia P. M. Ventura, et al. 2013) ไดกลาววา เนื่องจากในปจจุบันมีความตองการสารใหสีธรรมชาติมีความตองการเพิ่มขึ้น และมีระบบวิธีการแยก สารแบบใหมที่มีอัตราการสกัดสารที่ไดผลดี จึงไดวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง การแยกสารใหสีธรรมชาติสีแดง จากน้ําหมักโดยใชระบบการแยกชั้นของเหลวดวยไอโอนิกเหลว เพื่อทําการแยกสารใหสีสีแดงที่เกิด จากโปรตีนที่อยูในน้ําหมัก พบวา สามารถทําการแยกไดชั้นสารใหสีสีแดงในปริมาณมาก


31 มาคัส อาร โมบามเมอร และคณะ (Markus R. Mobhammer, et al. 2013) ทําการศึกษา วิจัยเรื่อง ความคงตัวของสีสมเหลืองของสารบีตาเลนจากผลแคคตัสที่มีผลกระทบตอน้ำผลไมสดและ การเลือกใชสารปรุงแตงอาหาร พบวา ในการเพิ่มสาร แอสโครบิก ไอโซแอสโครบิก และ ไคตริกแอซิด ในการวิเคราะหความเสถียรตออุณหภูมิของสารบีตาเลนจากผลแคคตัสที่มีระดับความเปนกรด-ดางที่ 4 และ 6 ซึ่งจะดูในเรื่องความคงที่ของสารสีจะสามารถดูไดจากคาความเปลี่ยนแปลงของความเปน กรด-ดาง พบวา ความคงที่ของสารสี และลักษณะเฉพาะของสีจะเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยูกับความเขม ขนและชนิดของสารเติมแตงที่เติมลงไป และในการศึกษาสามารถรักษาความเปนสีของสารสีไดถึง 79% เมื่อเติมสาร ไคตริก แอซิด ที่ระดับความเขมขน 0.1% 31โดยเฉพาะอยางยิ่งในการวิเคราะห ความเสถียรตออุณหภูมิของสารบีตาเลนจากผลแคคตัสที่ pH 4 พบวา การเติมกรดไอโซแอสโครบิก isoascorbic ในน้ําผลแคคตัสสีสมเหลืองจะเหมาะกับการนําไปใชสําหรับผลิตสีผสมอาหา วิจัยในประเทศ ปิยมาศ พลผอม นูรไอนี เจะมะ และ ธีรารัตน์ ศรีวิรัตน์ (ปิยมาศ พลผอม นูรไอนี เจะมะ และ ธีรารัตน์ ศรีวิรัตน์, 2560) ได้ทำวิจัย เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมสีสันจากรรมชาติเพื่อพัฒนาทักษะ การคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย โดยมีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาทักษะการคิดแก้ปัญหาของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมสีสันจากธรรมชาติ 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดแก้ปัญหาของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมสีสันจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ในครั้งนี้ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 จำนวน 22 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต(ฝ่ายปฐมวัย) เป็นการ เลือกแบบเจาะจงเพราะเป็นห้องที่ผู้ทดลองได้ดูแลอยู่ ทำให้สะดวกต่อการทำวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมสีสันจากธรรมชาติ จำนวน 24 แผน และ แบบทดสอบวัดทักษะการคิด แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ t-test for Dependent sample ผลวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมสีสันจาก ธรรมชาติที่มีทักษะการคิดแก้ปัญหาสูงกว่าการจัดกิจกรรมสีสันจากธรรมชาติทั้งโดยรวมและราย ทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วณิชชา สิทธิพล (วณิชชา สิทธิพล, 2556) ได้ทำวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กฐมวัย ด้วยการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัย 1.เพื่อศึกษาระดับของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทั้งโดยรวมและรายด้าน ก่อน และหลังการทดลองการจัดกิจกรรม 2.เพื่อเปรียบเทียบระดับของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ทั้งโดยรวม ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเด็ก ปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา


32 2566 ของโรงเรียนวัดชำปางาม (สายรัฐประชาสรรค์) อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาจากจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพรและแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราห์ข้อมูล คือ t-test แบบ Dependent Samples ผลวิจัยพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพรระกับทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในภาพรวมอยู่ในระดับดี และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้าน การสังเกตอยู่ในระดับดีมาก ส่วนด้านการจำแนก ด้านการวัด และด้านการสื่อความหมายข้อมูล อยู่ใน ระดับดี เมื่อเปรียบเทียบระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยทั้งภาพรวมและรายด้าน มีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยุพาภรณ์ ชูสาย (ยุพาภรณ์ ชูสาย, 2556) ได้ทำวิจัย เรื่อ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษา ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และ 2) เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รีบกานจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเ เด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 5-6 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ส่มมา 1 ห้องเรียน จาก 6 ห้องเรียน ด้วยการจับสลาก จากนั้นสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก จำนวน 15 คน จาก 30 คน เพื่อกำหนดกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมการ้รียน รู้เรื่องสีจากธรรมชาติ และ แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้าง ขี้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test for Dependent samples ผลวิจัยพบว่า 1) ก่อนใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลางทั้งโดยรวมและจำแนก รายทักษะ หลังการใช้แผนการจัดกิจกรรมการ้รียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างมี ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งโดยรวมลำจำแนกรายทักษะอยู่ในระดับมากที่สุด 2) หลังการใช้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้ง โดยรวมและรายทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่การเปรียบเทียบทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ ผู้วิจัยได้ กำหนดหัวข้อการดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. วิธีการดำเนินการทดลอง 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 103 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นการเลือก แบบเจาะจงเพราะเป็นห้องที่ผู้ทดลองได้ดูแลอยู่ ทำให้สะดวกต่อการวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ 2. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. ทำการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้


34 1.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ 1.2 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ของ สุรางค์ โควัตระกูล (2558) 1.3 ศึกษาหลักสูตรและคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2546 ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 1.4 ศึกษาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัยปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 สำหรับสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย 1.5 กำหนดสาระการเรียนรู้จากแผนการจัดประสบการณ์ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ของ บริบทการศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาระการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก และธรรมชาติ รอบตัว 1.6 ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์เนื้อหาจากแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษา ปฐมวัยปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 สำหรับสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยเลือกหน่วยการ สอนที่สอดคล้องกับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับวัย และความสามารถของ เด็ก ซางแต่ละหน่วยเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดพฤติกรรมความร่วมมือที่เป็นรายบุคคลและราย กลุ่ม เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง ครูเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กสังเกต ซักถาม จากผลการศึกษาได้หัวเรื่องที่จะ นำไปจัดทำแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (ยุพา ภรณ์ ชูสาย, 2556) 2. กำหนดเนื้อหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติสำหรับเด็กปฐมวัยดัง ตาราง ตารางที่ 3.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติในการดำเนินการทดลอง สัปดาห์ที่ วันทำการทดลอง ชื่อกิจกรรม การทดลอง ทักษะที่เน้น 1 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 1. อิดิเคเตอร์จากดอกอัญชัน 2. อิดิเคเตอร์จากน้ำทับทิม 3. อิดิเคเตอร์จากน้ำกล่ำปลีม่วง การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 2 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 4. ถูสีจากดอกไม้ 5. ลวดลายกระเป๋าผ้าจากการทุบสี 6. สีที่เกิดจากผัก การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์


35 ตารางที่ 3.1 (ต่อ) 3 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 7. ทำการ์ดฟองสบู่จากสีธรรมชาติ 8. สีน้ำทำมือ 9. สีน้ำจากดิน การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 4 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 10. น้ำเดินได้ 11. ดอกเบญจมาศเปลี่ยนสี 12. ผักกาดเปลี่ยนสี การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 5 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 13. สีเต้นระบำ 14. วงจรสี 15. ภูเขาไฟลาวา การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 6 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 16. สายฝนสีรุ้ง 17. ตามหาสี 18. น้ำเปลี่ยนสี การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 7 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 19. สกัดสีบนกระดาษสา 20. ดอกไม้กระจายสี 21. น้ำอัญชันเปลี่ยนสี การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 8 วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ 22. การหาสีจากดอกไม้ 23. การหาสีจากสมุนไพร 24. ผ้าย้อมสี การสังเกต การเปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์ 3. จากตารางกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ผู้ทำการทดลองได้แยก แผนการจัดกิจกรรมรายวันได้ทั้งหทด 24 ครั้ง ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วัน ละประมาณ 30 นาที ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยกำหนดรูปแบบแต่ละแผนประกอบด้วย 3.1 กิจกรรม 3.2 สาระสำคัญ 3.3 จุดประสงค์ 3.4 สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระที่ควรเรียนรู้ ประสบการณ์สำคัญ 3.5 กิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นนำ ขั้นดำเนินกิจกรรม ขั้นสรุป 3.6 สื่อการเรียนรู้ 3.7 ประเมินผล


36 4. นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาเพื่อ หาความสอดคล้องระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์ กิจกรรม สื่อการเรียน และการประเมินผล จำนวน 3 ท่าน ดังนี้ 1. ผศ.วรัญญา ศรีบัว หัวหน้าภาควิชากการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. นางสาววราพร ทิศาใต้ ครูประจำชั้นปฐมวัยปีที่ 3/1 3. นางสาวปุณยาพร อำนวย ครูฝ่ายวิชาการสายชั้นปฐมวัยปีที่ 3 ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆ ในแผนการจัด ประสบการณ์ทั้งในด้านภาษาและความเที่ยงตรงของเนื้อหา จุดประสงค์ของการเรียนรู้กิจกรรมการ เรียนการสอน การวัดและประเมินผล ความชัดเจน ความถูกต้องเหมาะสมกับภาษาที่ใช้และนำข้อมูล ที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เพื่อนำแบบ แผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นและให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยใช้ดัชนีความ สอดคล้อง (index of licm Objcctive Congruence หรือ IOC) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไปถือว่ามี ความสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้โดยกำหนดเกณฑ์การดังนี้ ให้ + 1 หมายถึง คะแนนเมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดประสบการณ์มีความ ถูกต้องความเหมาะสมและสอดคล้องกัน 0 หมายถึง คะแนนเมื่อไม่แน่ใจองค์ประกอบของแผนการจัดประสบการณ์มีความ ถูกต้อง ความเหมาะสมและสอดคล้องกัน - 1 หมายถึง แน่ใจว่าองค์ประกอบแผนการจัดประสบการณ์นั้นไม่มีความถูกต้อง หรือไม่มีความเหมาะสมหรือไม่มีความสอดคล้องกัน 4.1 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติไปปรับปรุง ตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญ


37 ตารางที่ 3.2 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สีจากธรรมชาติ สัปดาห์ ที่ ชื่อกิจกรรม คะแนนวาม คิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC หมาเหตุ คน ที่ 1 คน ที่2 คน ที่ 3 1 อินดิเคเตอร์จากน้ำดอกอัญชัน 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 2 อินดิเคเตอร์จากน้ำทับทิม +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 3 อิคิเคเตอร์จากน้ำกล่ำปลีม่วง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 4 ถูสีจากดอกไม้ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 5 ลวดลายกระเป๋าผ้าจากการทุบ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 6 สีที่เกิดจากผัก +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 7 ทำการ์ดฟองสบู่จากสีธรรมชาติ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 8 สีน้ำทำมือ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 9 สีน้ำจากดิน 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 10 น้ำเดินได้ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 11 ดอกเบญจมาศเปลี่ยนสี +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 12 ผักกาดเปลี่ยนสี +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 13 สีเต้นระบำ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 14 จงจรสี +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 15 ภูเขาไฟลาวา +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 16 สายฝนสีรุ้ง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 17 ตามหาสี +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 18 น้ำเปลี่ยนสี +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 19 สกัดสีบนกระดาษสา +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 20 ดอกไม้กระจายสี +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 21 น้ำอัญชันเปลี่ยนสี +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 22 การหาสีจากดอกไม้ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 23 การหาสีจากสมุนไพร +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 24 ผ้าย้อมสี +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้


38 4.2 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ที่ปรับปรุงตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ นำไปใช้จริงกับเด็กปฐมวัยที่กำลังเรียนระดับชั้นปฐมวัยปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ปีการศึกษา 2566 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองไปทดลอง กับ เด็กปฐมวัยปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี 5. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยดำเนินการสร้าง และหาคุณภาพดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสารตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ของ รองศาสตราจารย์ ดร. กุลยา ตันติผลาชีวะ (2588) 5.2 ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยมาสร้างแบบทดสอบทางด้านทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 5.3 นำแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ตรวจสอบความ เที่ยงตรงตามเนื้อหา (IOC) ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน พิจารณาให้ คะแนนดังนี้ + 1 เมื่อ แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงกับจุดประสงค์ 0 เมื่อ ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงกับจุดประสงค์ - 1 เมื่อ แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่ได้วัดตรงกับจุดประสงค์ 5.4 นำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ผ่านการตรวจสอบ จากผู้เชี่ยวชาญ นำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องแบบทดสอบกับจุดประสงค์ โดยใช้เกณฑ์ค่าดัชนี ความสอดคล้องที่ 0.5 ขึ้นไป ตารางที่ 3.3 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการสังเกต ข้อ ข้อทดสอบ คะแนนวาม คิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC หมาเหตุ คน ที่ 1 คน ที่2 คน ที่ 3 1 ชุดที่ 1 ทักษะการสังเกต ข้อที่ 1 ให้เด็กดูอุปกรณ์การเขียน 3 ชนิด +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 2 ข้อที่ 2 ให้เด็กชิมน้ำ จำนวน 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้


39 ตารางที่ 3.3 (ต่อ) 3 ข้อที่ 3 ให้เด็กสัมผัสสิ่งของ 3 สิ่ง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 4 ข้อที่ 4 ให้เด็กดมกลิ่นดอกไม้ 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 5 ข้อที่ 5 ให้เด็กชิมผลไม้ 3 ชนิด +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 6 ข้อที่ 6 ให้เด็กดูภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 7 ข้อที่ 7 ให้เด็กดูเครื่องแต่งกาย 3 แบบ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 8 ข้อที่ 8 ให้เด็กดูภาพการเล่นกีฬา 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 9 ข้อที่ 9 ให้เด็กจับผลไม้ 3 ชนิด +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 10 ข้อที่ 10 ให้เด็กชิมผลไม้ 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 11 ข้อที่ 11 ให้เด็กดมกลิ่นสิ่งของ 3 สิ่ง 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 12 ข้อที่ 12 ให้เด็กฟังเสียงเคาะแก้ว 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 13 ข้อที่ 13 ให้เด็กดูภาพแก้วที่มีน้ำ 3 ใบ 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 14 ข้อที่ 14 ให้เด็กชิมผัก 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 15 ข้อที่ 15 ให้เด็กสังเสียงเครื่องดนตรี 3 ชนิด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ ค่า IOC ความสอดคล้องของแบบทดสอบด้านทักษะการสังเกตที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ มีค่า อยู่ระหว่าง 0-67 ถึง 1.00 สามารถทำไปใช้ได้


40 ตารางที่ 3.4 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการจำแนกประเภท ข้อ ข้อทดสอบ คะแนนวาม คิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC หมาเหตุ คน ที่ 1 คน ที่2 คน ที่ 3 1 ชุดที่ 2 ทักษะการจำแนกประเภท ข้อที่ 1 ให้เด็กดูผลไม้ 3 ชนิด และ บอกว่าชิ้นไหนกินได้ทั้งเปลือก +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 2 ข้อที่ 2 ให้เรียงลำดับสัตว์ว่าตัวไหน ใหญ่ก +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 3 ข้อที่ 3 ผลไม้ชนิดไหนเป็นผลเดี่ยว +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 4 ข้อที่ 4 ดอกไม้ชนิดไหนเป็นช่อ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 5 ข้อที่ 5 ให้ดูผลไม้บนโต๊ะแล้วบอกว่า ผลไม้ชนิดไหนไม่มีบนโต๊ะ +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 6 ข้อที่ 6 ให้เด็กชินผลไม้แล้วบอกว่า ชนิดไหนมีรสหวาน +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 7 ข้อที่ 7 ให้เด็กชินผลไม้แล้วบอกว่า ชนิดไหนมีรสเปรี้ยว +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 8 ข้อที่ 8 ให้เด็กดูสัตว์จำลอง 3 ชนิด แล้วบอกว่าชนิดไหนเป็นสัตว์เลี้ยง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 9 ข้อที่ 9 ให้เด็กดูภาพเปรียบเทียบ สัดส่วนแล้วบอกว่าตัวไหนเตี้ยที่สุด +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 10 ข้อที่ 10 ให้เด็กดูผลไม้แล้วบอกว่า ชนิดไหนกินเปลือกไม่ได้ +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 11 ข้อที่ 11 ให้เด็กดูสัตว์จำลองแล้ว บอกว่าสัตว์ตัวไหนเป็นอาหารของคน 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 12 ข้อที่ 12 ให้เด็กดูอุปกรณ์บนโต๊ะแล้ว แยกอุปกรณ์ที่ใช้คู่กัน +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้


41 ตารางที่ 3.4 (ต่อ) 13 ข้อที่ 13 ให้เด็กดูอุปกรณ์บนโต๊ะแล้ว แยกอุปกรณ์ที่ต่างกันออกมา 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 14 ข้อที่ 14 ให้เด็กดูภาพเปรียบเทียบ สัดส่วนแล้วบอกว่าสิ่งไหนสูงที่สุด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 15 ข้อที่ 15 ให้บอกว่าดอกไม้ชนิดไหน เป็นดอกเดี่ยว +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ ค่า IOC ความสอดคล้องของแบบทดสอบด้านทักษะการจำแนกประเภทผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ มีค่าอยู่ระหว่าง 0-67 ถึง 1.00 สามารถทำไปใช้ได้ ตารางที่ 3.5 การวิเคราะห์ค่าประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสมของแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางด้านการหามิติสัมพันธ์ ข้อ ข้อทดสอบ คะแนนวาม คิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ ∑ IOC หมาเหตุ คน ที่ 1 คน ที่2 คน ที่ 3 1 ชุดที่ 3 ทักษะการการหามิติสัมพันธ์ ข้อที่ 1 ให้เด็กเลือกภาพขวามือไป วางใต้สีของภาพ +1 0 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 2 ข้อที่ 2 ให้ดูภาพรถบัสแล้วบอกว่า เป็นรูปทรงใด +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 3 ข้อที่ 3 ให้เด็กดูผลไม้บนโต๊ะแล้วถาม เด็กว่าผลไม้ใดเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 4 ข้อที่ 4 ให้เด็กดูผลไม้บนโต๊ะแล้วถาม เด็กว่าผลไม้ใดเป็นรูปทรงกลม +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 5 ข้อที่ 5 ให้เด็กดูภาพอุปกรณ์แล้ว บอกว่าภาพใดเป็นรูปทรงกรม +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 6 ข้อที่ 6 ให้เด็กดูภาพตัดต่อ 2 ชุด แล้วเอาออกมาเทรวมกัน และให้เด็ก ต่อภาพให้เหมือนเดิม +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้


Click to View FlipBook Version