42 ตารางที่ 3.5 (ต่อ) 7 ข้อที่ 7 ให้เด็กดูผลไม้บนโต๊ะแล้วดู ภาพว่าภาพใดไม่ได้อยู่ในตะกร้า +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 8 ข้อที่ 8 ให้เด็กดูอุปกรณ์แล้วบอกว่า อุปกรณ์ใดไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียน +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 9 ข้อที่ 9 ให้เด็กดูอุปกรณ์แล้วบอกว่า อุปกรณ์ใดใส่ที่ศีรษะ +1 +1 0 3 0.67 นำไปใช้ได้ 10 ข้อที่ 10 ให้เด็กดูผลไม้แล้วบอกว่า ชนิดไหนไม่ได้อยู่ในตระกร้า +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 11 ข้อที่ 11 ให้เด็กดูภาพรถบัสแล้วบอก ว่าเป็นรูปทรงใด 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 12 ข้อที่ 12 ให้เด็กดูภาพตัดต่อ 2 ชุด แล้วเอาออกมาเทรวมกัน แล้วให้เด็ก ต่อภาพใหม่ให้เหมือนเดิม +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 13 ข้อที่ 13 ให้เด็กเลือกจักรยานที่มี ขนากเหมาะสม 0 +1 +1 3 0.67 นำไปใช้ได้ 14 ข้อที่ 14 ให้เด็กเลือกภาพที่ตรงกับ ภาพตัวอย่าง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ 15 ข้อที่ 15 ให้เด็กเลือกภาพที่ต่างจาก ภาพตัวอย่าง +1 +1 +1 3 1.00 นำไปใช้ได้ ค่า IOC ความสอดคล้องของแบบทดสอบด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ มีค่าอยู่ระหว่าง 0-67 ถึง 1.00 สามารถนำไปใช้ได้ 5.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
43 5.6 สร้างแบบทดสอบนำไปใช้จริง กับเด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปี ที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดีสังกัดเทศบาลนครอุดรธานี ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ได้ค่าความเชื่อมั้น ตารางที่ 3.6 แสดงคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถของแบบทดสอบวัดทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ด้าน จำนวน ข้อ ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั้น ทักษะด้านการสังเกต 15 .26-56 .23-46 .89 ทักษะด้านการจำแนก ประเภท 15 .35-53 .25-.56 .90 ทักษะด้านการหามิติ สัมพันธ์ 15 .29-53 .33-.66 .95 รวม 45 .26-.56 .23-.66 .90 5.7 นำแบบทดสอบที่ผ่านการคัดเลือกมาหาค่าความเชื่อมันของแบบทดสอบทั้งฉบับซึ่ง แบบทดสอบมีค่าความเชื่อมันทั้งฉบับที่ .90 จัดทำแบบทดสอบฉบับสมบูรณ์แล้วนำไปใช้ในการ ทดสอบเพื่อเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) โดยใช้แบบ แผนการทดลองแบบทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pre-test Posttest Design) ดังแสดงในตาราง (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์, 2560) มีลักษณะการทดลองดังภาพ 1 ภาพที่ 2 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน(Pretest) ทดลอง สอบหลัง(Posttest) E T1 X T2 ความหมายของสัญลักษณ์ E หมายถึง กลุ่มทดลอง T1 หมายถึง การทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนการทดลอง T2 หมายถึง การทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการทดลอง
44 X หมายถึง การจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเรียนรูเรื่องสีจากธรรมชาติ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยกำหนด ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลอง โดยการวัดผลการทดลองและหลัง การทอลอง วิธีการดำเนิน ดังนี้ การดำเนินการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ประจำปี การศึกษา 2566 เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็นสัปดาห์ในการทดสอบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ 2 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ ทำการทดสอบวันละทักษะ ในช่วงเวลา 8:00-11:30 น. ในการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ใช้สัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ ที่ 10 ระยะเวลาในการทดสอบจากเด็กจำนวน 35 คน ใช้เวลาทำแบบทดสอบข้อละ 1-2 นาที รวม 20 นาที ต่อเด็ก 1 คน การทดสอบเด็กแต่ละวันให้เด็กทำตามการจำแนกรายด้านดังนี้ วันจันทร์ชุดที่ 1 แบบทดสอบทักษะการสังเกต จำนวน 15 ข้อ วันพุธ ชุดที่ 2 แบบทดสอบทักษะการจำแนก จำนวน 15 ข้อ วันศุกร์ ชุดที่ 3 แบบทดสอบทักษะการหามิติสัมพันธ์ จำนวน 15 ข้อ ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ วันละ 30 นาที รวม 24 ครั้ง ทำการทดลองในช่างเวลา 09:00 – 09:40 น. โดยมขั้นตอนดังนี้ 1. จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. ผู้วิจัยทำการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (Pretest) ก่อน การทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง เป็นเวลา 3 วัน และบันทึกผลของข้อมูลในแต่ละข้อของเด็กแต่ละคนเพื่อ นำมาตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์และเก็บเป็นคะแนนข้อมูลพื้นฐานชุดที่ 1 3. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในช่วงการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ในช่วงระยะเวลา ระหว่าง 09.00 – 09.40 น. ของวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 ผู้วิจัยดำเนินขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ที่มีต่อทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ตามขั้นตินดังนี้ 3.1 ขั้นนำ เป็นการนำเข้าสู้บทเรียน และแนะนำชื่อกิจกรรม 3.2 ขั้นดำเนินการ ครูแนะนำ และสาธิตวิธีการทำกิจกรรม 3.3 ขั้นสรุป เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรม 4. เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองในสัปดาห์ที่ 8 ประเมินหลังการทดลอง (Post-test) ด้วย แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นชุดเดียวกับ Pre-test เพื่อเปรียบเทียบ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย และนำแบบทดสอบที่ได้จากการทดสอบทั้งก่อนและ
45 หลังการทดลองมาตรวจให้คะแนนและนำไปทำการวอเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ เพื่อทดสอบ สมมุติฐานและสรุปผลการวิจัยต่อไป 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. หาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติกลุ่มเดียวกัน 2 ครั้ง โดยใช้สถิติ t-test for Dependent Samples 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.1 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
46 X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 2.1 ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้สูตร (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153) R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2.2 สถิติที่ให้หาคุณภาพขอข้อสอบแต่ละข้อ การคำนวณหาความยาก- ง่าย (Difficulty) ใช้สูตร ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) เมื่อ p แทน ค่าความยากง่าย f แทน จำนวนเด็กที่ทำข้อนั้นถูก n แทน จำนวนเด็กที่ทำข้อนั้นทั้งหมด 2.3 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ แบบปรนัยเป็นรายข้อ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 154-156) P P H L P n + = 2 n P P r H − L = เมื่อ P แทน ค่าความยาก r แทน ดัชนีอำนาจจำแนก
47 PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 2.4 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบปรนัยทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบในแบบทดสอบ 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน 3.1 การทดสอบความแตกต่างของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนและ หลังการทดลอง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) มีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 244) D t = n D - ( D ) n - 2 2 1 , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) เพื่อเปลี่ยนเทียบทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองและแปรความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้แทนความหมาย ดังนี้ N แทน จำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย x̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติพื้นฐานใน t-distribution การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอเป็นลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ดังแสดงในตอนที่ 1 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสจากะรรมชาติระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ โดยรวมและรายทักษะระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยรวมและ รายทักษะ เป็นการเสนอระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ดังแสดงในตอนที่ 2
49 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ดังแสดงในตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 ผลการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการหา มิติสัมพันธ์ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คะแนนรวม ก่อนเรียน คะแนนรวมหลัง เรียน คะแนนรวมร้อยละ ทักษะด้านการสังเกต 201 463 ร้อยละ 88.19 ทักษะด้านการจำแนก 257 465 ร้อยละ 88.57 ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ 231 451 ร้อยละ 85.90 คะแนนรวมของทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ 3 ด้าน 689 1379 ร้อยละ 87.55 จากตารางที่ 4.1 คะแนนร้อยละหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการเปรียบเทียว และ ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ เด็กปฐมวัยมความสามารถด้านทักษะทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ โดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 87.55 ของเด็กปฐมวัย และเมื่อจำแนกตามรายด้านพบว่า เด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์สูงขึ้นสูงขึ้นเป็นอันดับที่1 ด้านทักษะการเปรียบเทียบ (ร้อยละ 88.57) อันดับที่2 ด้าน ทักษะการสังเกต (ร้อยละ 88.18) และด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์ (ร้อยละ 85.90) ตามลำดับ ตอนที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสจากะรรมชาติระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดงในตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้าน ทักษะการสังเกต การทดสอบด้าน ทักษะการสังเกต x̅ S.D. d S.D.d t Sig.(2- tailed) ก่อนเรียน 5.74 1.09 7.86 1.09 42.70* 0.0000 หลังเรียน 13.60 1.22 จากตารางที่ 4.2 พบว่า คะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ สูงกว่า ก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ซึ่งมีคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.74 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก
50 ธรรมชาติ มีค่าเฉลี่ย 13.60 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติเท่ากับ 1.09 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเท่ากับ 1.22 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ตารางที่ 4.3 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้าน ทักษะการจำแนกประเภท การทดสอบด้าน ทักษะการจำแนก x̅ S.D. d S.D.d t Sig.(2- tailed) ก่อนเรียน 5.11 1.05 6.14 1.31 27.76* 0.0000 หลังเรียน 13.26 1.46 จากตารางที่ 4.3 พบว่า คะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ สูงกว่า ก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ซึ่งมีคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 5.11 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติ มีค่าเฉลี่ย 13.26 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติเท่ากับ 1.05 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเท่ากับ 1.46 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ตารางที่ 4.4 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการทดลอง ด้าน ทักษะการหามิติสัมพันธ์ การทดสอบ ด้านทักษะ การหามิติสัมพันธ์ x̅ S.D. d S.D.d t Sig.(2- tailed) ก่อนเรียน 6.60 0.88 6.26 1.04 35.64* 0.0000 หลังเรียน 12.86 1.46 จากตารางที่ 4.4 พบว่า คะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ สูงกว่า ก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ ซึ่งมีคะแนนก่อนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 6.60 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติ มีค่าเฉลี่ย 12.86 คะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติเท่ากับ 0.88 และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเท่ากับ 1.46 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) โดยการใช้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่มีต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีผลต่อทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง ขอบเขตของการวิจัย ประชาการ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 103 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การเลือกกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 35 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นการเลือกแบบเจาะจง เพราะเป็นห้องที่ผู้ทดลองได้ดูแลอยู่ ทำให้สะดวกต่อการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ จำนวน 24 แผน
52 2. แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะด้านการสังเกต จำนวน 15 ข้อ 2.2 ทักษะด้านการจำแนก จำนวน 15 ข้อ 2.3 ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ จำนวน 15 ข้อ การดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ทำการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน คือวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ครั้งๆ ละ 30 นาที รวม 24 ครั้ง มีลำดับ ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขอความร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียนในการทำวิจัย 2. ชี้แจงให้ครูประจำชั้นทราบรูปแบบงานวิจัย และขอความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย 3. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มเป้าหมาย 4. ผู้วิจัยทำการวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการจำแนก ทักษะการ เปรียบเทียบ ทักษะการหามิติสัมพันธ์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบทดสอบ (Pretest) กับเด็ก กลุ่มเป้าหมาย จากนั้นนำมาตรวจให้คะแนน 5. ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับสีจากธรรมชาติโดยทดลอง เป็นสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์ พุธ ศุกร์) จนสิ้นสุดการทดลอง 6. เมื่อดำเนินการทดลองไปจนครบ 8 สัปดาห์ ผู้วิจัยทำการวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะการจำแนก ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการหามิติสัมพันธ์ ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ แบบทดสอบ (Posttest) กับกลุ่มเป้าหมายหลังการจัดกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานใช้สูตร t-test (dependent sample) สถิติพื้นฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล โดยดำเนินการ ดังนี้ 1. ใช้ทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ และทักษะการหามิติสัมพันธ์ก่อนการทดลอง 2. ดำเนินการทดลองแผนการจัดกิจกรรมการทดลองเรื่องสีจากธรรมชาติของเด็กปฐมวัย เป็นเวลา 8 สัปดาห์ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยทำการทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ และทักษะการหามิติสัมพันธ์ของ กลุ่มเป้าหมายหลังจัดกิจกรรม 4. นำข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
53 สรุปผลการวิจัย 1. ความสามารถทางทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองทำ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ โดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 และเมื่อ จำแนกรายด้าน พบว่า ความสามารถด้านทักษะการสังเกต ด้านทักษะการจำแนก และด้านทักษะการ หามิติสัมพันธ์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. เด็กปฐมวัยมีความสามารถทางทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการ ทดลองทำกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ โดยมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นในด้านทักษะการเปรียบเทียบ มาเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 88.57 ) รองลงมาคือ ทักษะด้านการสังเกต (ร้อยละ 88.19 ) และด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์ (ร้อยละ 85.90 ) ตามลำดับ อภิปรายผล การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางทักษะพื้นฐานทางด้าน วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองทำกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ โดยรวมสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 และเมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า ความสามารถด้านทักษะการ สังเกต ด้านทักษะการจำแนก และด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01ซึ่งสามารถอภิปรายได้ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ นำมาใช้เป็นรูปแบบการเรียนการสอนอย่างหนึ่งซึ่งในการจัดประสบการณ์การทดลองที่เปิดโอกาสให้ เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเอง เป็นการเรียนการสอนที่ให้อิสระแก่เด็กเด็กเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งครูคอย แนะนำและช่วยเหลือให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นวิธีที่ให้เด็กสามารถปฏิบัติและฝึกฝน กระบวนการทางความคิด ค้นหาความรู้และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้วยการทดลองเรื่องสีจาก ธรรมชาติซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมการสังเกต การจำแนกประเภท และการหานิติสัมพันธ์เด็กได้ใช้ ความคิดและสัมผัสสื่อที่หลากหลาย โดยการปฏิบัติจริงตามความคิดของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ ทฤษฎีเชาว์ปัญญาของไวก็อทกี้ (ยุพาภรณ์ ชูสาย 2556) ว่าเด็กจะเรียนรู้ต้องให้เป็นผู้ลงมือทำและมี ส่วนร่วมในการเรียนรู้พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของเด็กแต่ละวัยจะเพิ่มขึ้นถึงขั้นสูงสุดตามศักยภาพ ของแต่ละบุคคลได้ก็ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด หรือเพื่อนในวัยเดียวกัน การ ช่วยเหลือจากครูจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและ นักเรียนจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเป็นการทดลอง เพื่อให้เด็กได้ทราบว่า สีต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างไร และยังสามารถนำเอาสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติทำให้เกิด ประโยชน์ได้ด้วยวิธีการทดลอง 2. ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ทำมาเป็นตัวแปรตามเพื่อให้เด็กปฐมวัยในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มี 3 ทักษะ ได้ ทักษะการสังเกต ทักษะ การจำแนกประเภท และทักษะการหามิติสัมพันธ์ ซึ่งสามารถอภิปรายได้ ดังนี้
54 2.1 ทักษะด้านการสังเกต พบว่าก่อนการทดลองทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการสังเกต มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 5.74 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.60 จะเห็นได้ว่าทักษะการสังเกตของเด็กปฐมวัยหลัง การทดลองสูงขึ้น เนื่องมาจาก การสังเกต เป็นความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่างเพื่อหาข้อมูลหรือรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ การสังเกต คือ การสัมผัสอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกานสัมผัส เข้าสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือ ปรากฎการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ มาร์ติน (Martin. 2013) กล่าวไว้ว่า “การสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือ ใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเข้าสัมผัสโดยตรงกับวัตถุสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดประสบการณ์ ตรงและเกิดการเรียนรู้” โดยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเป็นลักษณะการจัด กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง โดยเด็กเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ในการใช้ ประสาทสัมผัส เช่น การดูการสัมผัส การชิมรส ด้วยการลงมือทดลองด้วยการกระทำให้สิ่งต่างๆ ที่ นำมา เช่น ดอกไม้ผัก ผลไม้สมุนไพร มาทำให้เกิดสีเด็กจะได้กระทำด้วยกระบวนการต่างๆ จนเกิดสี และเด็กจะทราบว่า สีต่างๆ เกิดจากอะไรบ้าง เช่น ในสัปดาห์ที่ 8 เด็กนำเอาดอกอัญชันมาทำให้เกิดสี โดยการขยี้และผสมกับน้ำร้อนเด็กก็จะสังเกตเห็นว่าน้ำของสีดอกอัญชันที่ขยี้และนำไปผสมกับน้ำ ร้อนจะเกิดสีน้ำเงิน และเด็กยังแยกได้ถึงความแตกต่าง เมื่อเด็กได้ลงมือทำการทดลองนั้นทำให้เกิดสี อะไรบ้าง และมีเหตุผลที่สามารถตอบได้ด้วยตนเอง ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง และมีการกระทำร่วมกับ เพื่อนๆอีกด้วย เด็กจะสังเกตเห็นว่า เมื่อผสม น้ำเปล่า น้ำโซดา และน้ำมะนาว สีของน้ำดอกอัญชันที่ นำไปผสม เด็กๆจะตื่นเต้นกันมาก ในการลงมือปฏิบัติซึ่งเด็กจะได้ทั้งสัมผัส มองเห็น ดมกลิ่น และ การเปลี่ยนแปลงของสีของน้ำดอกอัญชัน เด็กสามารถบอกได้ว่ากระบวนการทำเริ่มจากอะไร และ ได้ผลเป็นอย่างไร เพราะอะไร ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ ของวราภรณ์ รักวิจัย (2557) กิจกรรมที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้สูงสุดนั้นจะต้องจัดกิจกรรมที่เด็กสนใจ ลงมือค้นคว้ากระทำด้วย ตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะและสนับสนุน คอยช่วยเหลือในขณะที่เด็กทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย กิจกรรมที่จะต้องสอดคล้องกับพัฒนาการทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และ สติปัญญาและประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริงและมีการกระทำร่วมกับผู้อื่นโดยเฉพาะกลุ่ม เพื่อน ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ ในด้านทักษะการสังเกตนั้น จากการทดลองในครั้งนี้เด็กสามารถสังเกตและบอกได้ถึงสิ่ง ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ได้นำมาทดลอง และลงมือปฏิบัติการทดลองด้วนตนเองและเพื่อนๆ ซึ่ง สอดคล้องกับ แนวคิดของ วิสซ์ (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2560 อ้างอิงจาก Weisz. 1961) กล่าวไว้ว่า “วิทยาศาสตร์เริ่มต้นที่การสังเกต” ว่าการสังเกตเป็นทักษะพื้นฐานที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ 2.2 ทักษะด้านการจำแนกประเภท พบว่าก่อนการทดลองทักษะพื้นฐานทางววิทยาศาสตร์ด้านทักษะการจำแนกประเภท มี ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 7.11 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.26 จะเห็นได้ว่าทักษะการจำแนก ประเภทของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองจะสูงขึ้น เนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นั้น ได้จัดกิจกรรมให้เด็กทดลองปฏิบัติโดย
55 ทุกกระบวนการครูจะคอยให้คำถามในการกระตุ้นและแนะนำเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของมาร์ติน (Martim. 2013) กล่าวไว้ว่า “การเริ่มต้นเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเริ่มจากการสังเกตและ จากการจำแนกสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว” ซึ่งในสัปดาห์ที่ 8 ในการกระทำดอกไม้ให้เกิดสีแล้ว ยังมีการนำสีที่ได้ ไปทำประโยชน์ และยังสามารถบอกได้ ดอกไม้ชนิดต่างๆที่เด็กนำมาเกิดสีอะไรบ้าง ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาตินั้น เป็นลักษณะการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ ด้วยตนเอง โดยเด็กเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ในการใช้วิธีการแบ่งพวก เรียงลำดับวัตถุ โดยใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และด้วยการลงมือทดลองด้วยการกระทำ ให้สิ่งต่างๆ ที่นำมา เช่น ผัก ผลไม้มาทำให้เกิดสีซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (ทิศนา แขมมณี. 2560) ที่เน้นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบลองผิกลองถูกบ้างจะให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้จากวิธีการแก้ปัญหา จดจำในสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีและเกิดความภาคภูมิใจในการทำสิ่งต่างๆด้วย ตนเอง เด็กได้กระทำด้วยกระบวนการต่างๆ จนเกิดสีและเด็กจะทราบว่าสีต่างๆ เกิดจากอะไรได้บาง เช่น เด็กนำเอาใบเตย มาทำให้เกิดสีเขียว และนำเอาดอกอัญชันมาทำให้เกิดสีม่วง เด็กก็จะบอกได้ว่า ทั้ง ผัก ใบไม้และผลไม้ก็สามารถทำให้เกิดสีได้เช่นเดียวกัน แต่มีสีที่แตกต่างกันหรือสีเดียวกันได้และ ยังให้เด็กแยกแยกได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถบอกได้ถึงสิ่งที่เด็กลงมือทดลองนั้น ทำให้เกิดสีอะไร มีเหตุผลที่สามารถตอบได้ด้วยตนเอง ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง และมีการกระทำร่วมกับ เพื่อนอีกด้วย อย่างเช่นในสัปดาห์ที่ 3 การสร้างลวดลายกระเป๋าผ้าโดยการทุบสีจากดอกไม้เด็กลงมือ ปฏิบัติโดยการนำเอาดอกอัญชัน ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้มาวางเรียงบนกระเป๋าผ้าสีขาว จากนั้น ใช้สติกเกอร์ใสติดทับลงไปที่ดอกไม้ที่เด็กๆ จัดเตรียม ต่อด้วยการนำไม้บล็อกทุบเพื่อให้เกิดสีและเกิด ลวดลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของดิวอี้ (Dewey อ้างใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ 2558) กล่าวไว้ว่า “ประสบการณ์สำหรับเด็กเกิดขึ้นได้ต้องใช้ความคิด และการลง มือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ทดลอง และค้นพบด้วยตนเอง” ไม่นิยมการสอนให้เด็กท่องจำ แต่เชื่อในการ ให้อิสระ เด็กได้สำรวจ เล่นในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ 2.3 ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ พบว่าก่อนการทดลองทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 6.60 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.86 จะเห็นได้ว่าทักษะการหามิติสัมพันธ์ของ เด็กปฐมวัยหลังการทดลองสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากเด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมี่เป็นรูปธรรมและเรียนรู้ปฏิบัติ จริง จากการสังผัส สังเกต คิดจำแนก รูปร่าง รูปทรง ขนาด สี ผิวสัมผัส เช่น ในสัปดาห์ที่ 3 กิจกรรม สีน้ำทำมือ เป็นกิจกรรมที่ทำให้ให้เด็กได้สัมผัส ดิน ผงสีที่สกัดเรียบร้อยแล้ว มามีลักษณะอย่างไร สัมผัสแล้วรู้สึกอย่างไรและสิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องเน้นให้เด็กเห็นจากของจริงหรือรู้ภาพ ซึ่ง สอดคล้องแนวคิดของเพียเจท์ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต 2559) กิจกรรมที่ครูจัดขึ้นนั้นจะต้องให้เด็กได้ มีส่วนในการทำ เพราะจะทำให้เด็กมีโอกาสที่จะมีปฏิสัมพัธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนา โครงสร้างทางสติปัญญา โดยเฉพาะความสามารถด้านกระบวนการย้อนกลับ การเชื่อมโยง การ รวมกัน และการแยกแยะ และที่สำคัญการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยนั้นควรอยู่ที่ตัวของเด็กเป้นผู้คิด สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาตินั้น เป็นลักษณะการ จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองโดยเด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ในการใช้ความสามารถในการบอกความสัมพันธ์ระหว่างมิติต่างๆ ของวัตถุหรือบอกตำแหน่งของวัตถุ
56 ได้แก่ รูปร่างหรือรูปทรง ขนาด ระยะทาง ตำแหน่ง พื้นที่หรือสถานที่หรือความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และด้วยการลงมือทดลองด้วยการปฏิบัติให้สิ่งต่างๆ เช่นในสัปดาห์ที่ 9 การหาสีจากดอกไม้ซึ่งดอกไม้ ชนิดต่างๆสามารถ นำมาทำให้เกิดสีได้ เช่น ดอกอัญชันเวลาที่เด็กถูๆจะเกิดสีน้ำเงิน ดอกกล้วนไม้ นำมาตำ เกิดสีชมพูม่วง เด็กจะได้ปฏิบัติด้วยกระบวนการต่างๆ จนเกิดสี ทำให้เด็กทราบว่าสีต่างๆ เกิดจากดอกไม้ชนิดต่างๆ ก็สามารถทำให้เกิดสีได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้คิดและค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง จากการใช้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในเด็กปฐมวัยนั้นครูเป็นผู้มีบทบาทสำคัญไม่ว่าจะการ ออกแบบกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยการค้นพบด้วยตัวของ เด็กเอง การกระตุ้นให้เด็กสงสัยอยากรู้อยากเรียนรู้และอยากค้นคว้าหาความรู้ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่ง ในเด็กปฐมวัยการที่ครูมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีไม่ว่าจะการใช้คำถามกระตุ้นให้เรียนรู้หรือแม้แต่การให้ กำลังใจ โอบกอดเด็กในขณะที่เด็กท้อแท้ก็เป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กชอบการเรียนรู้หรือ การใช้คำชมชมเชยกับเด็กเมื่อเด็กประสบความสำเร็จเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เด็กชอบเรียนรู้ซึ่งบทบาท ของครูในลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติที่เพื่อเปรียบเทียบต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก การจัดเตรียม สื่อ อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ให้เด็กได้ลงมือกระทำ กิจกรรมด้วยตนเองโดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ช่วยเหลือเมื่อเด็กร้องขอซึ่งลักษณะดังกล่าว ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกฝนและพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในเด็ก นั่นเอง ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ นั้นควรมีการส่งเสริมให้มีการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัย ในด้านการสนับสนุนและส่งเสริมความอยากรู้ อยากเห็นของเด็กโดยให้เด็กได้ออกไปศึกษานอนสถานที่ ตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและ บริเวณใกล้เคียงเพื่อให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ รู้จักสำรวจ ตรวจสอบ และจำแนกสิ่ง ต่างๆรอบตัว และทั้งในธรรมชาติรอบตัวเด็กเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตัวเองเป็นการ ส่งเสริมกระบวนการคิด ส่งเสริมจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ปฐมวัย เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความรู้สึกชื่นชมยินดีในธรรมชาติรอบๆตัวเด็กเอง 1.2 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาตินั้น เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังเล็ก จึงควร มีครูและผู้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด คอยให้คำแนะนำ เมื่อเด็กต้องการซึ่งควรจัดจำนวนครูในการจัด กิจกรรมให้มีอัตราส่วนเพียงพอต่อจำนวนของเด็ก โดยเฉพาะการเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือการไป ศึกษานอกสถานที่ ควรจัดครูให้เพียงพอกับจำนวนของเด็กเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 3. หลังการจัดกิจกรรมการทดลองในแต่ละวัน ควรจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้และในการเรียนรู้ของ วันนั้นๆ ไว้ในมุมห้องเพื่อให้เด็กได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เป็นอันตรายและ
57 ต้องวางเงื่อนไขว่า เด็กๆสามารภสังเกตดูด้วยตาเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย สิ่งเหล่านี่สามารถทำให้ เด็กเกิดพัฒนาการทางด้านทักษะทางวิทยาศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น 2.ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย 2.1 ครูอนุบาล หรือนักวิจัยการศึกษา ควรมีการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบระหว่างผลการ จัดกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบอื่นๆ เพื่อนำ ผลที่ได้มาเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2.2 ครูอนุบาล หรือนักการศึกษาควรมีการศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจาก ธรรมชาติที่มีตัวแปรอื่นๆ เช่น ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ การสื่อสารและภาษา พฤติกรรมทาง สังคม พฤติกรรมให้ความช่วยยเหลือหรือพฤติกรรมการให้ความร่วมมือเป็นต้น 2.3 ครูอนุบาล หรือนักการศึกษาควรมีการศึกษาเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ด้านอื่นๆ เช่น ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการวัด ทักษะการคำนวณ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สีจากธรรมชาติ
บรรณานุกรม
59 บรรณานุกรม กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2560). การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ ; เอดิสันเพรสโปรดักส์. เก่งกาจ ต้นทองคำ และจิดาภา ศรีสวัสดิ์. (2563). การศึกษาวัตถุธรรมชาติที่ให้สี เพื่อใช้ในการ สร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทย. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา ศิลปศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. จุฑามาศ แสงสุข. (2566). สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน. https://sites.google.com/dei.ac.th ชนกพร ธีระกุล. (2558). ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์แบบเน้นกระบวนการ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ; บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ชุลีพร พิศุทธิ์ศุภฤทธิ์ .(2556). การศึกษาความสามารถในการสังเกตของเด็กปฐมวัยที่ผู้ปกครองใช้ชุด ส่งเสริมความรู้แก่ผู้ปกครอง “ชวนคุย ชวนร้อย ชวนเล่น”. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ ; บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณวรา เปลี่ยนบุญเลิศ. (2566). สีสันจากธรรมชาติ. https://krua.co/food_story/natural-foodcoloring ทิศนา แขมมณี. (2560) ศาสตร์การสอน องศ์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพ: สำนักพิมพ์แห่งชาติจุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย. ปิยมาศ พลผอม นูรไอนี เจะมะ และ ธีรารัตน์ ศรีวิรัตน์. (2560). ผลการจัดกิจกรรมสีสันจาก ธรรมชาติเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. ประภากร สุคนธมณี. (2560). สีสันจากพันธุพฤกษา. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. 37(3). 183- 202. ประภาพรรณ สุวรรณศุข. (2557). การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยในเอกสาร การสอนชุดวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตระดับปฐมวัย หน่วยที่ 8 พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ปริญญา ภูหวล. (2563). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยโดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย. โรงเรียนคำ โพนคำม่วงวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1.
60 พัชรา อยู่สมบูรณ์. (2556). ผลการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่องแสง ที่มีต่อทักษะการแสวงหา ความรู้ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา ปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พัชรี ผลโยธิน. (2557). เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไรในอนุบาล. เพื่อนอนุบาล. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2555). พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ. ไพเราะ พุ่มมั่น. (2561). การพัฒนาคุณภาพนักเรียนระดับปฐมวัยสู้ผลงานทางวิชาการ. ชลบุรี:ชลบุรี การพิมพ์. ไพเราะ พุ่มมั่น. (2559). การพัฒนาคุณภาพนักเรียนระดับปฐมวัยสู่ผลงานทางวิชาการ. ชลบุรี: ชลบุร การพิมพ์. ยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ. (2556). สอนวิทยาศาสตร์แบบมืออาชีพ. กรุงเทพ: มูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์. ยุพาภรณ์ ชูสาย. (2556). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมที่มีต่อทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. รัชกฤช ปัทมโสภาสกุล และ ทิศาลักษณ์ วรสาร. (2561). การพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่เจลที่มีส่วนผสม ของสารสกัดสีธรรมชาติ. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต ภาควิชาเคมี คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต. แรมสมร อยู่สถาพร. (2557). เทคนิคและวิธีการสอนในระดับประถมศึกษา. กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วณิชชา สิทธิพล. (2556). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด กิจกรรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา วิทยาการทางการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิจิตร เชาว์วันกลาง และ พิมพ์ลภา ปาสาจะ. (2556). การศึกษาสารสกัดจากธรรมชาติในการย้อมผ้า ฝ้าย. สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม วันทนีย์ เหมาะผดุงกูล. (2560). พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กก่อนประถมศึกษาที่ครูมีการใช้ คำถามในระหว่างการทำกิจกรรมและหลังการทำกิจกรรมในวงกลม. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ ; บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร วรรณทิพา รอดแรงคา และพิมพันธ เดชะคุปต. (2560). การพัฒนาการคิดของครูด้วยกิจกรรมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ ; สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ.
61 ศศิพรรณ สำแดงเดช. (2557). ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การทดลองหลังการฟังนิทาน. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพ; บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ศุภวรรณ บุญระเทพ. สมุนไพรให้สี. กรุงเทพฯ; มหาวิทยาลัยรังสิต. 2560. สวาท สมะวรรธนะ. (2565). การจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. คุรุสภาวิทยาจารย์ Journal of teacher professional development. ฉบับที่ 3, หน้า 1-11. สนนึก โรจนพนัส. (2555) “การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนอนุบาล” วารสารคุรุปริทัศน์. สมพร ภูติยานันต. (2556). สมุนไพรใกลตัว: เลมที่ 13. พิมพครั้งที่ 4. เชียงใหม่: เอราวัณการพิมพ. สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. (2559). เอกสารการสอนุดวิชาพฤติกรรมการสอนปฐมวัยศึกษาหน่วยที่ 8. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อุไรวรรณ คุ้มวงศ์. (2557). จิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่อง ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามโครงการพระราชดำริ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษา ปฐมวัย). กรุงเทพ; บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. เอกรัฐ อนุรักษ์พร. ลิปสติกจากสารสกัดสีจากธรรชาติ. ปริญญาวิทยาศสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี ประยุกต์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปทุมธานี: 2556. Abrusato. (2015). Teaching Children Science. Massachusetts: Allyn and Bacon. So nia P. M. Ventura, et al. (2013). Isolation of natural red colorants from fermented broth using ionic liquid-based aqueous two-phase systems. Journal of industrial microbiology biotechnology, issue 40, pp.507–516. Markus R. Mobhammer, et al. (2013). Stability of yellow-orange cactus pear betalains as affected by the juice matrix and selected food additives. European Food Research and Technology (2007), Spinger-Verlag, issue 225, pp.21-32. Martin (2013). Constructing Early Childhood Science. New York:Delmer.
ภาคผนวก ก - รายนามผู้เชี่ยวชาญ
63 รายนามผู้เชี่ยวชาญ คุณครูวราพร ทิศาใต้ ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ครูประจำชั้น/หัวหน้าสายชั้นอนุบาล3 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี คุณครูปุณยาภร อำนวย ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ ครูฝ่ายวิชาการอนุบาล3 โรงเรียนเทศบาล 10 อนุบาลหนูดี ผ.ศ.วรัญญา ศรีบัว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
64 ภาคผนวก ข - คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ - แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ - ภาพตัวอย่างการจัดกิจกรรม
65 คู่มือการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ หลักการและเหตุผล การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ด้วยการ ลงมือกระทำ สำรวจ สืบค้น ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานความคิดทางทฤษฎีการ เรียนรู้ที่เน้นให้เห็นว่าเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ผู้ใหญ่เตรียมสภาพแวดล้อมไว้ให้ โดยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้แด็กเกิดการเรียนรู้จากของจริงผ่าน กระบวนการ ดังที่จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) กล่าวว่า เด็กเรียนรู้ด้วยการกระทำ (Learning by Doing) ดังนั้น การจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ต้องมีความเหมาะสมกับวัย พัฒนาการและขนาดของ กลุ่มผู้เรียนซึ่งการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์นั้นสามารถดำเนินการจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การ ทดลอง ศึกษานอกสถานที่ และสาธิต เป็นต้น แต่การจัดประสบการณ์ที่มีพร้อมทั้งความรู้และความ น่าสนใจสำหรับเด็กปฐมวัยดังกล่าวว่าเป็นการจัดประสอบการที่มีพร้อมทั้งความรู้และความน่าสนใจ สำหรับเด็กปฐมวัยดังที่กล่าวว่าเป็นการจัดประสบการณ์ที่มีศทั้งความรู้และการลงมือปฏิบัติ คือ การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เพราะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เป็น กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงานและการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่ม ย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติที่จัดขึ้นมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาลฟัง พูด คิด แก้ปัญหาให้เหตุผลและปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียน เด็กได้สังเกตการ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ทดลอง ได้เรียนรู้การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆด้วยตนเอง และได้ เรียนรู้กระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวางแผนการทดลองไปจนถึงการทำความสะอาดอุปกรณ์และ สถานที่ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการ ดำรงชีวิตของเด็กมากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจาก สีธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่าง หนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งมนุษย์รู้จักและสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่ สมัยดึกดำบรรพ์ ในอดีตกาลมนุษย์ได้ค้นพบสีจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะพบจาก พืช สัตว์ ดิน และ แร่ ธาตุนานาชนิดในธรรมชาติ กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ จึงไม่ได้เน้นถึงการอ่าน การเขียน หากแต่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบของการบูรณาการผ่านการทดลอง โดยการปฏิสัมพันธ์กับสิ่ง ต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะด้านสติปัญญา เพราะการทดลองจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจในกระบวนการทำงาน ทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้รับ กับ ประสบการณ์เดิมในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กรู้จักการทำงานร่วมกัน ได้ใช้ความคิดอย่างอิสระ รู้จัก วิธีการแสวงหาความรู้จากสิ่งต่างๆรอบตัว และค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ อย่างถูกต้องและมีเหตุผล (บุบผา เรืองรอง, 2566)
66 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่มีต่อทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติก่อนและหลังการทดลอง เนื้อหาการวิจัย การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ หมายถึง เรื่องราวเกี่ยวกับสีจากพืช ผักและผลไม้ที่อยู่ใน สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและธรรมชาติรอบตัว นำมาใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้สาระการเรียรรู้เรื่องสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก และธรรมชาติรอบตัว ซึ่งครอบครุ มเนื้อหาเกี่ยวกับสีจากธรรมชาติ สีที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมทั้งประโยชน์และโทษของสี ทั้งที่เป็นอาหาร และสิ่งของเครื่องใช้ สีจากธรรมชาติที่ใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัยที่มีอยู่ในชุมชนรอบๆตัวเด็ก และเป็นสิ่งที่เด็กคุ้นเคย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ระหว่าง เดือนธันวาคม – มกราคม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และ วันศุกร์ วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในช่วงเวลากิจกรรมเสริมประสบการณ์ บทบาทครูในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 1. ครูควรจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เอื้อต่อการกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ที่จะนำพา ไปสู่ความคิดเชื่อมโยงและมีความสร้างกระบวนการการคิดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2. สร้างข้อตกงในการทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ดังนี้ 2.1 ให้เด็กแต่ละคนวางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน 2.2 ให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3 ระหว่างการดำเนินกิจกรรมวิทยาศาสตร์ครูกระตุ้นเด็กโดยใช้คำถามเกี่ยวกับ การสังเกตการจำแนกประเภท การหามิติสัมพันธ์ ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.4 ให้การตอบคำถามของเด็กครูเป็นผู้จดบันทึกคำพูดของเด็กทุกครั้ง 2.5 ในขั้นสรุปผลการเรียนรู้ครูจะเปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนสรุปผลการเรียนรู้ตามความ เข้าใจของตนเอง
67 บทบาทเด็กในการจัดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 1. ปฏิบัติตามข้อตกลงในการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติร่วมกัน 2. ตั้งใจและร่วมกันลงมือปฏิบัติการเรียนรู้ตามที่ได้วางแผนไว้อย่างอิสระ 3. เด็กแต่ละคนร่วมกันสรุปผลการเรียนรู้ตามความเข้าใจของตนเอง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งนำมาเป็นกระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ดังนี้ ขั้นที่ 1 คัดเลือกหัวข้อเนื้อหาที่สนใจ ขั้นที่ 2 ขั้นเด็กค้นคว้าหาความรู้ ขั้นที่ 3 ขั้นการประเมินผล ขั้นตอนการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาวิทยาศาสตร์ วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องสีจากพืช ผักและผลไม้ที่อยู่รอบตัวเด็กหรือในชุมชน ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแสดงความสามารถในการปฏิบัติและฝึกฝน กระบวนการทางความคิด ดันคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการทดลองสีจาก ธรรมชาติ ให้เด็กได้ใช้ความคิดและสัมผัสสื่อที่หลากหลาย โดยการปฏิบัติจริง ซึ่งกิจกรรมในแต่ละวัน มีหลายรูปแบบ เช่น ศึกษาดันคว้าปฏิบัติทดลอง สังเกต สำรวจ และในแต่ละกิจกรรมมีแผนการจัด ประสบการณ์ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป ซึ่งแต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ เป็นการนำเข้าสู่กิจกรรมด้วยการเตรียมความพร้อมให้เด็กที่เข้าร่วม กิจกรรมด้วยการร้องเพลง ดูภาพ การเล่นปริศนาคำทาย เป็นต้น ขั้นที่ 2 ขั้นสอนเป็นขั้นที่เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและใช้สื่ออุปกรณ์อย่างอิสระรูปแบบ ของกิจกรรมมีทั้งการพูดคุยสนทนาชักถาม อภิปราย เรียนรู้ในและนอกห้องเรียน ปฏิบัติการทดลอง มุ่งให้เด็กได้ลงมือกระทำปฏิบัติจริงทุกครั้งโดยครูเป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวก การใช้คำถาม กระตุ้นการสืบดันข้อมูล อธิบายวิธีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทดลอง ก่อนทำกิจกรรมการทดลอง เป็น การตั้งสมมติฐาน ผู้สอนอธิบายหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทดลองว่ามีวิธีการ อย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตรายและมีข้อควรระวังในการทดลองแต่ละครั้งอย่างไรบ้าง ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป เป็นการสรุปผลของการเรียนรู้ที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กได้ทดลอง สรุปหลังจากทคลอง โดยเด็กและครูร่วมกันสรุปถึงผลของการทดลองอภิปรายหลังการทดลอง ในตอนนี้ผู้วิจัยอภิปรายโดยใช้คำถามเพื่อกระตุ้นเด็กไปสู่ข้อสรุปผลการสังเกต การจำแนก
68 เปรียบเทียบ การหามิติสัมพันธ์และลงความเห็นจากข้อมูล เพื่อให้ได้แนวคิดหรือหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ของบทเรียน สื่อการเรียนการสอน 1. รูปภาพ เพลง คำคล้องตอง ปริศนาคำทาย สถานที่บริเวรโรงเรียน หรือ บริเวณใกล้เคียง ที่มีสื่อธรรมชาติเกี่ยวกับเนื้อหาในการจัดกิจกรรมแต่งละวัน 2. สื่อธรรมชาติ ส่วนต่างๆ ของพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ที่ให้สีตามธรรมชาติ ดิน 3. วัสดุ/อุปกรณ์ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น หลอดหยด แก้ว ขวด กระดาษทิชชู่ น้ำส้มสายชู โซดา น้ำมะนาว บล็อกไม้ น้ำเปล่า การประเมิน 1. สังเกตการณ์สนทนาและตอบคำถาม 2. สังเกตการณ์ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก 3. สังเกตการเก็บอุปกรณ์หลังเสร็จกิจกรรมให้เรียนร้อย
69 สัปดาหที่ 1 ครั้งที่ 1 วันจันทร ชื่อกิจกรรม อิดิเคเตอร์จากน้ำดอกอัญชัน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ …………………………………………………………………………………………………………………………………….... จุดประสงคการเรียนรู 1. เพื่อให้เด็กสังเกตและบอกการเปลี่ยนแปลงสีของน้ำอัญชันได้ 2. เพื่อให้เด็กสามารถบอกรูปร่าง รูปทรง และขนาดของดอกไม้ชนิดต่างๆ ได้ 3. เพื่อให้เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ขั้นตอนดำเนินกิจกรรม ขั้นนำ 1. ครูและเด็กร่วมกันร้องเพลง “ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ” และทำท่าประกอบ ขั้นสอน 2. ครูแนะนำอุปกรณ์ในการทดลองให้เด็กๆ ได้รู้จักทีละอย่าง 3. ครูสาธิตการทำกิจกรรมอิดิเคเตอร์น้ำเปลี่ยนสีจากดอกไม้ให้เด็กๆดู ดังนี้ - นำดอกกุหลาบที่รับมาขยี้ให้ละเอียด เติมน้ำลงไปให้เกือบเต็มแก้ว คนให้เข้ากันแล้ว กรองน้ำดอกไม้ไว้เด็กแต่ละกลุ่มแบ่งน้ำดอกไม้ออกเป็น 3 แก้วเท่า ๆกัน แก้วที่ 1 เก็บไว้ เปรียบเทียบ แก้วที่ 2 หยดน้ำมะนาว แก้วที่ 3 หยดโซดา เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้วให้ สังเกตการเปลี่ยนแปลง 4. เด็กลงมือทำกิจกรรมโดยมีคุณครูค่อยให้คำแนะนำ และระหว่างทำกิจกรรมครูจะ ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคาดเดาว่าน้ำดอกกุหลาบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 5. เมื่อทดลองเสร็จแล้ว เด็กๆเก็บอุปกรณ์เข้าที่ให้เรียบร้อย ขั้นสรุป 6. เด็กและครูช่วยกันสรุปถึงสิ่งที่ได้ทดลอง โดยใช้คำถามดังนี้ - เมื่อหยดน้ำส้มสายชูลงไปในแก้วที่ 2 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร - เมื่อหยดน้ำโซดาลงไปในแก้วที่ 3 เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร สื่อการเรียนรู 1. ดอกอัญชัน 2. ถุงพลาสติก 3. แก้ว 4. น้ำมะนาว 5. น้ำโซดา 6. หลอดหยด
70 ภาพตัวอย่างการจัดกิจกรรม - วัสดุอุปกรณ์ เด็กๆกำลังทำการทดลอง - เทน้ำมะนาว โซดา น้ำเปล่า ลงในน้ำอัญชันที่เตรียมไว้ สังเกตสีของน้ำอัญชันที่เปลียนไป
71 ผลการทดลอง - น้ำเปล่าไม่สามารถทำให้น้ำอัญชันเปลี่ยนสี - น้ำโซดาทำให้น้ำอัญชั้นเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีชมพู - น้ำมะนาวทำให้น้ำอัญชันเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีฟ้า
72 สัปดาหที่ 2 ครั้งที่ 5 วันพุธ ชื่อกิจกรรม ลวดลายกระเป๋าผ้าโดยการทุบสี ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ …………………………………………………………………………………………………………………………………….... จุดประสงคการเรียนรู 1. สามารถบอกรูปร่าง รูปทรง และขนาดของดอกไม้ชนิดต่างๆ ได้ 2. สามารถบอกส่วนประกอบของดอกไม้ได้ 3. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้สามารถแยกประเภทของดอกไม้ได้ 4. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ขั้นตอนดำเนินกิจกรรม ขั้นนำ 1. ครูนำดอกไม้สีต่างๆ ที่เด็กๆนำมา ใส่ในตะกร้า มาให้เด็กดูและให้เด็กแต่ละคน หยิบดูได้ตามความสนใจ ขั้นสอน 2. ให้เด็กนั่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน 3. ครูถามเด็กแต่ละกลุ่ม ดังนี้ - เด็กๆรู้จักดอกไม้ที่ครูนำมาให้ดูหรือไม่ - ดอกไม้มีชื่อว่าอะไร มีลักษณะอย่างไร และมีสีอะไรบ้าง 4. ครูแจกกระเป๋าผ้าสีขาว ให้เด็ก คนละ 1 ใบ และให้เด็กๆ ทดลองนำกลีบดอก กุหลาบ ดอกอัญชัน ดอกเฟื่องฟ้า มาวางลงให้สวยงาม จากนั้นนำกระดาษสติ๊กเกอร์ใส่มา ว่างทับ ดอกไม้ลำทำงานทุบสี โดยการใช้บล็อกไม้ และให้เด็กๆสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นบน กระเป๋าโดย ครูกระตุ้นให้เด็กทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมและตอบคำถามร่วมกัน 5. เมื่อเด็กๆ ทำกิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วให้แต่ละกลุ่มเก็บวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้ เรียนร้อย
73 ขั้นสรุป 6. ครูให้เด็กๆ ออกมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นบนกระเป๋าผ้าของตนเองเกี่ยวกับ สีที่ได้ให้เพื่อนๆ ฟัง โดยตอบคำถามว่า สีที่ได้มาจากอะไร และใช้วิธีการอย่างไร สื่อการเรียนรู 1. กระเป๋าผ้า 2. ดอกกุหลาบสีแดง 3. ดอกอัญชัน 4. ดอกเฟื่องฟ้า 5. ดอกกล้วยไม้ 6. กระดาษสติ๊กเกอร์ 7. ไม้บล็อก
74 ภาพตัวอย่างการจัดกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ - เด็กๆกำลังทำกิจกรรม
75 - ทุบสีเสร็จเรียบร้อย - ลอกสติ๊กเกอร์ออกจากกระเป๋าผ้า
76 - ผลงานที่เด็กๆทำ
77 สัปดาหที่ 3 ครั้งที่ 8 วันพุธ ชื่อกิจกรรม สีน้ำทำมือ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ …………………………………………………………………………………………………………………………………….... จุดประสงคการเรียนรู 1. สามารถบอกรูปร่างลักษณะของเม็ดสีได้ 2. สามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ 3. สามารถบอกอุปกรณ์การทดลอง “สีน้ำทำมือ” ได้ 4. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ขั้นตอนดำเนินกิจกรรม ขั้นนำ 1. ครูชักชวนเด็กสนทนาเกี่ยวกับสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า ดังนี้ - เด็กๆลอยทายดูสิว่า สิ่งของที่อยู่ตรงหน้าเด็กๆเรียกว่าอะไร ขั้นสอน 2. ครูแนะนำอุปกรณ์ในการทดลองให้เด็กๆ ได้รู้จักทีละอย่าง 3. ครูสาธิตการทำกิจกรรมสีน้ำทำมือให้เด็กๆดูไปที่ละขั้นตอน ดังนี้ - นำกลีเซลรีนหยดลงในผาขวดน้ำ ที่มียางไม้ 4-5 หยด จากนั้นเทลงบนจากพร้อมกับ เม็ดสีที่เตรียมไว้ - หยดน้ำลงไป 3-5 หยด แล้วผสมให้เข้ากัน ทยอยเติมน้ำจนกว่าจะได้โทนสีที่พอใจ เป็นอันเสร็จ 4. เด็กๆทำการทดลองสีน้ำทำมือตามขั้นตอนที่ครูอธิบาย โดยครูค่อยช่วยแนะนำและระวัง การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด 5. เมื่อเด็กๆ ทำกิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วให้แต่ละกลุ่มเก็บวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียนร้อย ขั้นสรุป 6. เด็กๆอธิบายวิธีการที่ตนเองทำและเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะทำกิจกรรม 7. ครูให้เด็กๆ ออกมาอธิบายสิ่งที่เด็กๆได้เรียนรู้จากการทดลอง สื่อการเรียนรู 1. เม็ดสีจากธรรมชาติ 2. ยางไม้ 3. กลีเซลรีน/น้ำผึ้ง
78 4. ผาขวดน้ำ 5. น้ำ 6. ผ้า 7. จาน ภาพตัวอย่างกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ เด็กๆกำลังลงมือทำกิจกรรม - เทผงพิงเม้นที่ทำจากดินลงในจาน
79 - เติมสาร Gum Arabic และน้ำลงไปในสีที่เตรียมไว้ - คนให้เข้ากัน
80 - หยด Glycerine ลงไป 3 หยด และขนให้เข้ากัน - เทสีที่ทำเสร็จแล้วลงไปในแป้นพิมพ์และรอให้แห้ง
81 สัปดาหที่ 5 ครั้งที่ 13 วันจันทร์ ชื่อกิจกรรม สีเต้นระบำ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ …………………………………………………………………………………………………………………………………….... จุดประสงคการเรียนรู 1. เพื่อให้เด็กได้รู้จักวัสดุอุปกรณ์ และขั้นตอนในการทำ “สีเต้นระบำ” 2. เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติการทดลอง “สีเต้นระบำ” 3. เพื่อศึกษาการทำปฏิกิริยาของน้ำยาล้างจานในนม ขั้นตอนดำเนินกิจกรรม ขั้นนำ 1. ครูชักชวนเด็กสนทนาเรื่องของนมที่เราดื่มกันทุกวัน ว่าสามารถนำมาทำการทดลอง วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ขั้นสอน 1. ครูแนะนำอุปกรณ์ในการทดลองให้เด็กๆ ได้รู้จักทีละอย่าง 2. ครูสาธิตการทำกิจกรรมสีเต้นระบำให้เด็กๆดู 3. เด็กๆทำการทดลองสีเต้นระบำตามขั้นตอนที่ครูอธิบาย โดยครูค่อยช่วยแนะนำและระวัง การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขั้นของสี ผสมอาหาร น้ำยาล้างจาน และนม 4. เมื่อเด็กๆ ทำกิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วให้แต่ละกลุ่มเก็บวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียน ร้อย ขั้นสรุป 5. เด็กๆอธิบายวิธีการที่ตนเองทำและเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะทำกิจกรรม 6. เด็กและครูช่วยกันสรุปการทดลองที่เกิดขึ้น ในนมประกอบด้วยน้ำ โปรตีน แร่ธาตุ และ ไขมัน น้ำยาล้างจานจะไปทำให้โมเลกุลของโปรตีนและไขมันเกิดการเปลี่ยนแปลงและแตก กระจายโค้งบิดเบี้ยว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เราสามารถล้างจานมันๆ ได้อย่างสะอาดหมด จดนั้นเอง และสีผสมอาหารที่หยุดลงในนมจะช่วยให้เราสามารถสังเกคการเปลี่ยนแปลงที่ มองไม่เห็นนั้นได้ชัดเจนขึ้น
82 สื่อการเรียนรู 1. จาน 2. นมจืด 3. สีผสมอาหาร 4. น้ำยาล้างจาน ภาพตัวอย่างกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ ขั้นตอนการทำกิจกรรม
83 เด็กๆกำลังทำกิจกรรมละสังเกตการเปลี่ยนแปลง
84 สัปดาหที่6 ครั้งที่ 16 วันจันทร์ ชื่อกิจกรรม สายฝนสีรุ้งในขวดแก้ว ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านการจำแนกประเภท ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ …………………………………………………………………………………………………………………………………….... จุดประสงคการเรียนรู 1. เพื่อให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการทดลองสายฝนสีรุ้งในขวดแก้วได้ 2. เพื่อให้เด็กรู้จักการสังเกตและตั้งคำถามเกี่ยวกับการทดลองได้ ขั้นตอนดำเนินกิจกรรม ขั้นนำ 1. ครูกล่าวคำทักทายเด็กๆเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนั้นพาเด็กๆร้องเพลงสายฝน ขั้นสอน 2. ครูแนะนำกิจกรรมเรื่อง สานฝนสีรุ้งในขวดแก้ว และอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม 3. เด็กร่วมกันทำกิจกรรม สายฝนสีรุ่นในขวดแก้ว โดยใส่น้ำลงไปในขวดแก้ว แล้วใส่น้ำมันพืช ลงไปในขวดแก้ส จากนั้นให้เด็กๆหยดสีผสมอาหารลงไปในแก้ว ขั้นสรุป 4. เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรมเกี่ยวกับกิจกรรม สายฝนสีรุ้งในขวดแก้ว สื่อการเรียนรู 1. แก้วน้ำ 2. ขวดโหลใส่น้ำเปล่า 3. น้ำมันพืช 4. สีผสมอาหาร 5. หลอดหยด
85 ภาพตัวอย่างการจัดกิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ เด็กๆกำลังทำกิจกรรม
86 สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง
87 ภาคผนวก ค - คู่มือการใช้แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย - แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
88 คู่มือการใช้แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย คำชี้แจง 1. แบบทดสอบเชิงปฏิบัติการทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 3 ด้าน คือ การสังเกต การจำแนกประเภท การหามิติสัมพันธ์ ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้การเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ โดยเป็นแบบทดสอบรายบุคคล 2. แบบประเมินประกอบด้วยชุดคำถามจำนวน 3 ชุด รวมทั้งสิ้น 30 ข้อ และเป็น การทดสอบโดยรับการทดสอบปฏิบัติจริงและตอบคำถามของผู้ดำเนินการทดสอบโดยคำถาม ทั้ง 3 ชุด จำแนกได้ดังต่อไปนี้ ชุดที่ 1 ทักษะด้านการสังเกต จำนวน 15 ข้อ ชุดที่ 2 ทักษะด้านการจำแนกประเภท จำนวน 15 ข้อ ชุดที่ 3 ทักษะด้านการหามิติสัมพันธ์ จำนวน 15 ข้อ 3. ระยะเวลาในการทดสอบกำหนดให้ข้อละ 1-2 นาที และการตรวจให้คะแนน ความถูกต้อง แบบทดสอบเชิงปฏิบัติทักษะพื้นบานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้มีการ ตรวจให้คะแนนความถูกต้อง ดังนี้คือ 0 คะแนน หมายถึง เด็กตอบผิดหรือไม่ตอบ 1 คะแนน หมายถึง เด็กตอบได้ถูกต้อง หมายเหตุการให้คะแนนในการใช้แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในแต่ ละข้ออาจตอบไม่ตรงกันอยู่ที่เด็กตอบให้เหตุผลว่าเพราะอะไรเด็กจึงตอบข้อที่เด็กเลือก หากเด็กให้ เหตุผลแล้วครูเห็นว่าเป็นเหตุผลที่เด็กแสดงความคิดเห็นได้ก็จะได้คะแนน การเตรียมการทดสอบ 1. ดำเนินการทดสอบต้องศึกษาแบบทดสอบและคู่มือให้เข้าใจกระบวนการทั้งหมด 2. ผู้ดำเนินการการทดสอบใช้ภาษาที่ชัดเจนและเป็นธรรมชาติในการพูดกับเด็ก รวมทั้งวิธีการจูงใจและความสนใจให้เด็กกระตือรือร้นในการทำแบบทดสอบ 3. สถานที่ที่ใช้ในการทดสอบควรมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อผู้รับการทดสอบ เช่น โต๊ะเก้าอี้ มีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก และปราศจากสิ่งรบกวน มีแสงสว่างเพียงพอ 4. ก่อนเริ่มการทดสอบควรให้เด็กทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน เช่น ดื่มน้ำ เข้า ห้องน้ำ เพื่อให้เด็กมีสมาธิในขณะทำการทดสอบวิธีการดำเนินการทดสอบ วิธีการดำเนินการทดสอบ
89 1. ผู้ดำเนินการทดสอบสร้างความคุ้นเคยกับผู้รับการทดสอบโดยการพูดคุย เพื่อสร้างสัมพันธ์ แมนดีที่ดีต่อผู้รับการทดสอบ เพื่อให้ผู้รับการทดสอบคลายกังวล เมื่อเห็นผู้รับการทดสอบพร้อมเริ่ม ดำเนินการทดสอบ 2. ดำเนินการทดสอบตามลำดับโดยในแต่ละสถานที่ใช้ในการประเมินเด็กจะเป็นผู้ลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเองซึ่งดำเนินการ ดังนี้ 2.1 ผู้ดำเนินการประเมินแนะนำอุปกรณ์ของข้อที่จะทดสอบ และอธิบายแบบทดสอบ ในข้อนั้นๆ ให้ผู้รับการทดสอบเข้าใจโ ดยใช้คำพูดที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย 2.2 ผู้รับการทดสอบลงมือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ดำเนินการทดสอบ 2.3 ผู้รับการทดสอบลงมือปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ดำเนินการข้อต่อไป 3. ในขณะที่ทำการทดสอบ ผู้ดำเนินการทดสอบสังเกตและบันทึกคะแนนของผู้รับการ ทดสอบแต่ละคนในแบบบันทึกคะแนน 4. ให้เวลาในการทำแบบทดสอบแต่ละข้อ 1-2 นาที อุปกรณ์ที่ใช้ในการประเมิน 1. คู่มือการทดสอบและแบบทดสอบ 2. อุปกรณ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละข้อของแบบทดสอบ 3. แบบบันทึกคะแนน หมายเหตุ ภาพประกอบในบางข้อเป็นเพียงหัวข้อกำหนดสถานการณ์ที่ผู้ทดสอบจัดทำเพื่อประกอบ ทดสอบ ในการทดสอบจริงจัดเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นของจริงเป็นส่วนใหญ่ การดำเนินการ ครู : สวัสดีค่ะเด็กๆ วันนี้ครูมีอะไรให้เด็กๆ ได้ลองทำดูและทำอย่างสนุกด้วย เด็กๆ สนใจ อยากทำ ไหมคะ เด็กๆ จะได้เล่นทุกคนแต่ครูจะให้เด็กๆ ออกมาเล่นทีละคนนะคะ ปฏิบัติ : ครูให้เด็กๆ ดูอุปกรณ์ที่เป็นตัวอย่าง ครู : ก่อนที่เด็กๆ จะได้เล่น ครูมีข้อตกลงกับเด็กๆ ก่อนนะคะว่า เมื่อเด็กๆ เห็นอุปกรณ์ที่อยู่ อยู่ บนโต๊ะแล้วเด็กๆ อย่ารีบเปิดหรือแย่งกันหยิบก่อนที่ครูจะบอกให้เด็กๆ ทำนะคะและเมื่อครูบอกให้ เด็กๆ ทำอะไรขอให้เด็กๆ ตั้งใจฟังและทำตามที่ครูบอก ทีนี้ครูจะทำฉลาดสัญลักษณ์ประจำตัวของ
90 เด็กๆ ไว้ในกล่องแล้วครูจะจับฉลากสัญลักษณ์ประจำตัวของเด็กๆ ที่ครูใส่ไว้ในกล่องนี้ ทีละคน ครูจัด ได้สัญลักษณ์ของใครคนนั้นก็จะได้ออกมาเล่น ปฏิบัติ : ผู้ดำเนินการวิจัย และเด็กๆ ช่วยกันนำฉลากสัญลักษณ์ของเด็กๆ ใส่ไว้ในกล่องจน ครบ ทุกคนและเริ่มกิจกรรม ครู : เด็กๆ คะครูจะจับฉลากครั้งที่ 1 ได้สัญลักษณ์ใคร คนนั้นต้องออกมาเล่นเป็นคนที่ 1 เมื่อ เพื่อนเล่นเสร็จแล้วครูจะเรียกคนต่อไปแล้วครูจะอนุญาตให้คนที่ยังไม่ได้เรียกให้มาเล่นได้เล่นตามมุมที่ เด็กอยากเล่นอย่างอิสระแต่ต้องไม่ส่งเสียรบกวนเพื่อนๆ คนอื่นๆ เด็กๆ เข้าใจแล้วใช่ไหมค่ะ ปฏิบัติ : เด็กได้เล่นตามมุมอย่างอิสระโดยมีผู้ช่วยวิจัยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
91 แบบทดสอบการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสีจากธรรมชาติ คำชี้แจง โปรดพิจารณารายการประเมินความเหมาะสม ของแบบทดสอบ โดยพิจารณา ตามความเห็นของท่าน 1 หมายถึง ตรงประเด็นที่ต้องการคำตอบ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าจะตรงประเด็นที่ต้องการคำตอบ -1 หมายถึง ไม่ตรงกับประเด็นที่ต้องการคำตอบ ตารางที่ 1 แบบทดสอบชุดที่ 1 ทักษะการสังเกต ข้อทดสอบ คะแนนการพิจารณา ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 ชุดที่ 1 ทักษะการสังเกต ข้อที่ 1 ให้เด็กดูอุปกรณ์การเขียน 3 ชนิด ข้อที่ 2 ให้เด็กชิมน้ำ จำนวน 3 ชนิด ข้อที่ 3 ให้เด็กสัมผัสสิ่งของ 3 สิ่ง ข้อที่ 4 ให้เด็กดมกลิ่นดอกไม้ 3 ชนิด ข้อที่ 5 ให้เด็กชิมผลไม้ 3 ชนิด ข้อที่ 6 ให้เด็กดูภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า 3 ชนิด ข้อที่ 7 ให้เด็กดูเครื่องแต่งกาย 3 แบบ ข้อที่ 8 ให้เด็กดูภาพการเล่นกีฬา 3 ชนิด ข้อที่ 9 ให้เด็กจับผลไม้ 3 ชนิด ข้อที่ 10 ให้เด็กชิมผลไม้ 3 ชนิด ข้อที่ 11 ให้เด็กดมกลิ่นสิ่งของ 3 สิ่ง ข้อที่ 12 ให้เด็กฟังเสียงเคาะแก้ว 3 ชนิด ข้อที่ 13 ให้เด็กดูภาพแก้วที่มีน้ำ 3 ใบ ข้อที่ 14 ให้เด็กชิมผัก 3 ชนิด ข้อที่ 15 ให้เด็กสังเสียงเครื่องดนตรี 3 ชนิด