คำนำ
รายงานประจาปี 2564 ฉบับนี้ได้จัดทาข้ึนเพื่อรวบรวม เรียบเรียง
ข้อมูลผลการดาเนินงาน และกิจกรรมท่ีกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดินใน
ปีงบประมาณ 2564 และเพ่ือให้เปน็ ไปตามแผนปฏิบัติงานท่ีวางไว้ รายงานฉบับนี้จึง
ประกอบดว้ ยผลการดาเนินงาน และแผนการศึกษา ค้นคว้า ทดลองวิจัยและพัฒนา
เทคโนโลยีดา้ นการอนุรกั ษด์ นิ และน้า การปรับปรุงดิน และการจัดการดินท่ีมีปัญหา
การทาเกษตรอนิ ทรีย์ ผลของการเปล่ยี นแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการทาการเกษตร
โครงการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ท่ีได้นาเสนอในรูปแบบ
นิทรรศการหมอดนิ Go Inter ในงานวันดินโลก 2564 ณ ทุ่งกลุ ารอ้ งไห้ สถานีพัฒนา
ท่ีดินร้อยเอ็ด และได้กราบบังคมทูลถวายรายงานต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเสด็จพระราชดาเนินทรงเปิดงาน ถึงกิจกรรม
ดังกลา่ วฯ รวมถึงรางวัลความภาคภมู ใิ จของบุคลากร กองวิจัยและพัฒนาการจัดการ
ที่ดิน คือรางวัลการนาเสนอผลงานในการประชุมวิชาการกรมพัฒนาปีที่ดิน 2564
และรางวลั เลศิ รฐั ประจาปี 2564 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภท
เลื่องลือขยายผล (Participation Expanded) ระดับดี ในชื่อโครงการปลกู ฮักท้องถ่ิน
หมอดินอินทรีย์ วิถียโสธร ถือเป็นต้นแบบโครงการท่ีเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่าง
แท้จรงิ
รายงานฉบับนี้สาเร็จได้จากการได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีของข้าราชการ
พนักงานราชการ และเจ้าหน้าท่ีกองวจิ ัยและพัฒนาการจดั การท่ดี ิน สดุ ท้ายนี้ผู้จัดทา
ร า ย ง า น ห วั ง เ ป็ น อ ย่ า ง ย่ิ ง ว่ า ร า ย ง า น ฉ บั บ น้ี จ ะ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ห น่ ว ย ง า น
ทุกภาคส่วนรวมถึงนักวิชาการ หมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชนผู้ท่ีสนใจ
สามารถนาไปปรบั ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ทางวิชาการ และต่อยอดในการส่งเสริมงานด้านการ
พฒั นาทด่ี ินเพ่ือทาการเกษตรอยา่ งยั่งยืนต่อไป
(นายประเสริฐ เทพนรประไพ)
ผอู้ านวยการกองวจิ ัยและพฒั นาการจัดการท่ดี นิ
สำรบญั
บทท่ี 1 กองวิจยั และพฒั นาการจัดการท่ดี ิน 1
บทท่ี 2 ผลการดาเนนิ งานโครงการวิจยั ปี 2564 6
บทท่ี 3 ผลสาเร็จการดาเนนิ งานโครงการวิจัย ปี 2564 40
บทท่ี 4 โครงการความร่วมมอื กับหน่วยงานอนื่ ๆ ทง้ั ใน และตา่ งประเทศ 64
บทที่ 5 การเผยแพรป่ ระชาสัมพนั ธ์ 81
บทที่ 6 ผลงานความภาคภมู ิใจ 91
บทที่ 7 การพฒั นาบคุ ลากร 96
คณะผู้จัดทารายงานประจาปี 2563-2564 115
บทท่ี 1
กองวจิ ยั และพัฒนำกำรจัดกำรทีด่ นิ
วสิ ยั ทศั น์
ผ้นู าการวิจัยพัฒนาการจัดการทดี่ นิ สร้างนวัตกรรมนาสู่ความยั่งยนื ทาง
การเกษตรบนพืน้ ฐาน ความพอเพียง
พันธกิจ
1. ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการอนุรักษ์ดินและน้า
การปรบั ปรุงบารงุ ดิน วธิ กี ารป้องกนั และแกไ้ ขความ เส่ือมโทรมของดิน จัดทา
รูปแบบการพัฒนาที่ดินและการจัดการที่ดินในพ้ืนที่เกษตรกรรม เพ่ือให้มี
ประสิทธภิ าพและย่งั ยนื
2. ติดตามผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อดินและน้า ประเมิน ความเสียหาย
จากความเส่ือมโทรมของทรัพยากรดินและน้า พัฒนาการกักเก็บคาร์บอน
ด้วยระบบการปลูกพืช รวมท้ังวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดินเพ่ือรับมือ
กับภาวะโลกรอ้ น
3. รวบรวม ศึกษา และวจิ ยั ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่ิน เพือ่ นามาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนา
ทีด่ นิ
4. สร้างเครือข่ายหมอดินอาสาและกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง เพื่อรองรับ
การถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารมีส่วนร่วมในการพัฒนาทด่ี นิ และในด้านอน่ื ๆ
5. จดั ทาฐานขอ้ มูลด้านการอนุรักษ์ดินและน้า การปรับปรุงบารุงดิน การจัดการ
ทด่ี ินเพ่อื บรรเทาภาวะโลกร้อน การพฒั นาทดี่ นิ และ ภมู ิปญั ญาท้องถ่ิน หมอดิน
อาสา และเครอื ข่ายด้วยระบบสารสนเทศ
6. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและให้บริการทางวิชาการแก่หน่วยงานที่เก่ียวข้อง
และเกษตรกร
7. ปฏบิ ตั งิ านร่วมกบั หรือสนบั สนุนการปฏบิ ัตงิ านของหนว่ ยงานอนื่ ที่เกี่ยวข้องหรือ
ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
1
โครงสรำ้ งกองวจิ ัยและพัฒนำกำรจดั กำรทีด่ ิน
นำยประเสริฐ เทพนรประไพ
ผู้อานวยการกองวจิ ยั และพัฒนาการจัดการทดี่ นิ
นำยยทุ ธศำสตร์ อนุรกั ตพิ นั ธุ์ นำยปรำโมทย์ แยม้ คล่ี
ผเู้ ชย่ี วชาญ ผ้เู ชี่ยวชาญ
ดา้ นการจัดการ
ด้านอนุรกั ษ์ดนิ และนา้
ความเสื่อมโทรมของทดี่ ิน
นำยไพรัช พงษว์ ิเชียร นำงสำวบรรเจดิ ลักษณ์ จนิ ตฤทธิ์ นำงนิสำ มแี สง
ผเู้ ชย่ี วชาญ ผเู้ ชี่ยวชาญ ผ้เู ช่ียวชาญ
ดา้ นปรบั ปรุงดินเคม็ ด้านปรบั ปรงุ ดินเปรีย้ ว ด้านการจดั การดนิ
ด้วยระบบพืช
2
โครงสรำ้ งกองวิจัยและพัฒนำกำรจดั กำรทด่ี ิน (ตอ่ )
นำงนวรตั น์ จันทรพิทักษ์ นำงอโนชำ เทพสุภรณ์กลุ
หัวหน้าฝ่ายบรหิ ารทั่วไป ผอู้ านวยการกลุ่มวิจยั และพฒั นา
การใช้ประโยชนห์ ญา้ แฝกในการจดั การดนิ
นำงสำวรตกิ ร ณ ลำปำง นำยบวร บวั ขำว นำงสำวฉวีวรรณ์ พัฒนพงษ์
ผู้อานวยการกลุม่ วิจัยและพัฒนา ผู้อานวยการกลุ่มวจิ ยั และพฒั นา ผู้อานวยการกล่มุ วิจยั และพัฒนา
การจดั การดินเปร้ียว การปรบั ปรุงบารุงดนิ หมอดนิ อาสา
และบรหิ ารจัดการเครือขา่ ย
3
โครงสร้ำงกองวิจยั และพฒั นำกำรจัดกำรทดี่ นิ (ตอ่ )
นำงสำววรรณพร พลแสง นำยจักรพันธ์ เภำสระคู
ผูอ้ านวยการกลมุ่ วิจัยและพัฒนา ผู้อานวยการกลมุ่ วจิ ยั และพฒั นา
การจดั การดนิ เคม็ การจดั การดินเส่อื มโทรม
นำยวุฒชิ ยั จันทรสมบัติ นำยพงศธ์ ร เพยี รพทิ กั ษ์ นำงสำวศันสนีย์ อรัญวำสน์
ผ้อู านวยการศูนย์วจิ ัย ผอู้ านวยการกลุม่ วิจัยและพฒั นา ผอู้ านวยการกล่มุ วจิ ัยและพฒั นา
การอนุรกั ษ์ดนิ และน้า
การบรรเทาภาวะโลกรอ้ น การอนุรักษด์ นิ และน้าเพอ่ื การเกษตร
อาเภอปากชอ่ ง
จงั หวดั นครราชสมี า ทางการเกษตร
4
อัตรำกำลังข้ำรำชกำรและเจ้ำหนำ้ ที่
บุคลากรของกองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน มีทั้งสิ้น 174 คน
ประกอบด้วยข้าราชการ 47 คน ลูกจ้างประจา 11 คน พนักงานราชการ 47 คน
และพนกั งานจ้างเหมา 67 คน ดังนี้
หนว่ ย : คน
กลุ่มงำน ข้ำรำชกำร ลกู จ้ำง พนกั งำน พนกั งำน รวม
ประจำ รำชกำร จำ้ งเหมำ
ผอู้ านวยการ 1
กองวจิ ยั และพฒั นาการจัดการท่ดี ิน 1 -- -
ผู้เชี่ยวชาญ 8
ฝ่ายบรหิ ารท่ัวไป 5 -- 3 16
กลุ่มวจิ ยั และพัฒนาการจัดการดินเคม็ 1 53 7 11
กลมุ่ วิจัยและพฒั นาการจดั การดนิ เปรย้ี ว 4 25 - 8
กลุ่มวิจยั และพัฒนาการจดั การดินเสอื่ มโทรม 4 -3 1 11
5 23 1
กลุ่มวจิ ัยและพฒั นาการอนุรักษ์ดนิ และนา้ 5 - 3 4 12
เพื่อการเกษตร 4 1 5 - 10
กลมุ่ วิจยั และพัฒนาการปรับปรุงบารุงดิน 5 - 4 4 13
5 - 7 10 22
กล่มุ วิจยั และพัฒนาการใชป้ ระโยชน์ 5 1 4 10 20
หญ้าแฝกในการจัดการดิน 3 - 10 27 40
กลุ่มวจิ ยั และพัฒนาหมอดนิ อาสา 47 11 47 67 172
และบริหารจัดการเครอื ขา่ ย
กลมุ่ วจิ ัยและพัฒนาการบรรเทา
ภาวะโลกร้อนทางการเกษตร
ศนู ย์วจิ ยั การอนุรกั ษด์ นิ และน้า
อาเภอปากช่อง จังหวดั นครราชสีมา
รวม
5
บทที่ 2
ผลกำรดำเนนิ งำนโครงกำรวิจัย ปี 2564
2.1 โครงกำรวิจัยและนวัตกรรมกำลงั ดำเนินกำร
กองวิจยั และพัฒนาการจัดการทีด่ นิ ได้ดาเนินงานโครงการวจิ ัยปี 2564
ประกอบดว้ ยโครงการวิจยั นวตั กรรมและความเปน็ เลิศทางวิชาการ ท้ังส้นิ
จานวน 21 โครงการ และแผนงานวจิ ยั จานวน 7 แผนงาน
2.1.1 ศกึ ษำเทคโนโลยีกำรจัดกำรดินกรดด้วยวสั ดุอินทรยี ์ต่อพชื สมนุ ไพร
บำงชนดิ
คณะผวู้ ิจยั : รตกิ ร ณ ลำปำง ทศนศั ว์ รัตนแกว้
และ มัณฑนา สุรยิ วงศ์พงศา
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2563 – กันยายน 2566
สถำนทด่ี ำเนนิ กำร : อาเภอปากพลี จังหวัดนครนายก และอาเภอบางเลน
จงั หวดั นครปฐม
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : แปลงวิจัยมีการปลูกพืชสมุนไพรจานวน 3 ชนิด ได้แก่
ขม้ินชัน กระชายดา และบัวบก โดยมีการใช้โดโลไมท์ร่วมกับวัสดุอินทรีย์ในรูปแบบ
ต่างๆ เพอื่ ศกึ ษาการเจริญเตบิ โตและผลผลิตของพชื สมุนไพร ปีที่ 1 การวจิ ยั อยู่ระหว่าง
เก็บขอ้ มูลการเจริญเติบโตและเก็บเก่ยี วผลผลติ
6
2.1.2 ควำมตอ้ งกำรของเกษตรกรต่อกำรใช้พืน้ ทป่ี ลูกนำขั้นบันได
คณะผวู้ จิ ัย : อสิ รยิ ำ มสี งิ ห์ จไุ รพร แก้วทพิ ย์
อโนชา เทพสุภรณก์ ุล กมลาภา วัฒนประพฒั น์
และภรภัทร นพมาลยั
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนท่ดี ำเนนิ กำร : ตาบลบ้านหลวง อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
ตาบลแม่วิน อาเภอแม่วาง จังหวัดเชยี งใหม่
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : ชี้แจงแผนการดาเนินงานกับผู้ร่วมวิจัยและเจ้าหน้าที่
ท่ีเกย่ี วขอ้ ง คดั เลอื กและสารวจพ้ืนท่ี ตาบลบ้านหลวง อาเภอจอมทอง และตาบลแม่วิน
อาเภอแม่วาง จังหวดั เชยี งใหม่ ดาเนนิ การประชุมกลมุ่ และสมั ภาษณ์เกษตรกรที่ทานา
ขัน้ บนั ได ผลการสัมภาษณ์เกษตรกร 60 ราย พบว่า เป็นชาย 39 ราย หญิง 21 ราย
อายุเฉลยี่ 44.28 ปี ส่วนมากจบชั้นประถมศกึ ษา เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวหลวงสัน
ปา่ ตอง รองลงมา ได้แก่ ขา้ วพนั ธพุ์ ืน้ เมอื ง เกษตรกรมคี วามต้องการการใช้พ้ืนท่ีปลูกนา
ขนั้ บนั ไดหรอื ข้าวไรบ่ นพ้นื ทีส่ ูงเพอ่ื อนรุ ักษด์ นิ และน้า ให้มแี หล่งนา้ ที่เหมาะสมกบั สภาพ
พ้ืนท่ีในการทานา และพันธ์ุข้าวที่ใช้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นท่ีมากที่สุด
สว่ นปัญหาและอุปสรรค พบว่ามปี ัญหาเรอื่ งแหล่งน้าในการทานามากท่ีสดุ
7
2.1.3 ผลของถำ่ นชีวภำพจำกวัสดุทอ้ งถ่นิ ท่ีแตกตำ่ งกันต่อกำรปรับปรุง
สมบัติทำงเคมีและกำยภำพของดินเค็ม ภำยใต้กำรอนรุ กั ษ์ดนิ และน้ำ
แบบท่ี 1 ในพ้นื ที่แอง่ โครำช
คณะผ้วู ิจยั : วุฒชิ ยั จนั ทรสมบตั ิ บวร บวั ขาว
ภทั รนษิ ฐ์ ช่วยสระนอ้ ย และนภิ าพร ศรบี ัณฑติ
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2563 - กันยายน 2568
สถำนท่ีดำเนินกำร : ตาบลหนองสรวง อาเภอขามทะเลสอ จังหวดั นครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : ดาเนนิ การทดลองในพนื้ ทน่ี าดนิ เค็มระดับเค็มน้อยของ
เกษตรกร ตาบลหนองสรวง อาเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา เก็บตัวอย่างดิน
กอ่ นการทดลองท่ีความลกึ 0 - 25 เซนตเิ มตร นาไปวเิ คราะห์สมบตั ิทางเคมี ได้ผลดังน้ี
คา่ การนาไฟฟ้า (EC1:5) เท่ากบั 0.24 dS/m อยู่ในระดับเคม็ นอ้ ย ค่าปฏิกิริยาดนิ (pH)
เท่ากบั 5.94 เป็นกรดเล็กน้อย คา่ อินทรียวัตถุ (OM) เท่ากับ 0.44 เปอร์เซ็นต์ อยู่ใน
ระดับต่า ค่าฟอสฟอรัสท่ีเป็นประโยชน์ (Available P) เท่ากับ 9.09 มิลลิกรัมต่อ
กโิ ลกรัม อยู่ในระดบั ต่า และค่าโพแทสเซียมทีเ่ ปน็ ประโยชน์ (Available K) เท่ากับ 78
มลิ ลิกรัมตอ่ กโิ ลกรัม อยูใ่ นระดบั ปานกลาง
ปัจจุบนั ดาเนนิ การเกบ็ เกย่ี วผลผลติ ขา้ วและองคป์ ระกอบผลผลิต เก็บตัวอย่างดิน
อยู่ระหว่างการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะห์ตวั อยา่ ง
8
2.1.4 ศึกษำกำรปลกู มนั สำปะหลงั และออ้ ยแบบเจำะหลมุ
เพอื่ เพ่ิมผลผลติ ในพื้นทด่ี ินดำนไถพรวนของประเทศไทย
คณะผู้วจิ ัย : วฒุ ชิ ัย จันทรสมบตั ิ ภทั รนิษฐ์ ชว่ ยสระนอ้ ย
และนิภาพร ศรบี ัณฑิต
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2563 - กันยายน 2568
สถำนทีด่ ำเนนิ กำร : ตาบลเสมา อาเภอสูงเนนิ จงั หวดั นครราชสมี า
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : จากผลการวิเคราะห์สมบัติทางเคมีของดินก่อนการ
ทดลอง พบวา่ ดินมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อยถงึ ปานกลาง มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่า
มีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมอยูใ่ นระดบั ต่า
ผลการวเิ คราะหส์ มบัติทางกายภาพ พบว่าความหนาแน่นของดินจะเพ่ิมมากขึ้น
ตามความลกึ ของดนิ ท้ังแปลงมันสาปะหลังและแปลงอ้อย โดยระดับ 0-10 เซนติเมตร
ความหนาแน่นรวมของดนิ เทา่ กับ 1.36-1.37 กรัมตอ่ ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ที่ระดับความ
ลึกลงไปดนิ มคี วามหนาแนน่ รวมสูงมาก โดยแปลงมันสาปะหลงั มคี วามหนาแน่นทีร่ ะดับ
10-70 เซนติเมตร อยู่ในช่วง 1.52-1.71 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ขณะที่แปลงอ้อย
ดินมีความหนาแน่นรวม อยูใ่ นชว่ ง 1.70-1.88 กรมั ตอ่ ลูกบาศก์เซนติเมตร จากผลการ
วิเคราะหค์ วามหนาแน่นรวมจะสงั เกตไดว้ า่ ทร่ี ะดบั ความลกึ 30-40 เซนตเิ มตร ทงั้ แปลง
มันสาปะหลงั และแปลงออ้ ย ดินมีความหนาแนน่ รวมสูงสุด คือ 1.71 และ 1.88 กรมั ต่อ
ลูกบาศกเ์ ซนติเมตรตามลาดบั แสดงให้เหน็ ว่าดนิ ในพน้ื ที่แปลงวจิ ัยมีการเกิดชน้ั ดานแขง็
ขนึ้ ในหนา้ ตดั ดินในช่วง 30-40 เซนตเิ มตร ทาใหเ้ ป็นอปุ สรรคต่อการเจริญเติบโตของพชื
และเป็นสาเหตุของการเกดิ โรครากเน่าได้
สาหรับหัวขุดเจาะต้นแบบสามารถเจาะหลุมได้กว้าง 70 เซนติเมตร ลึก 60
เซนติเมตร ใชเ้ วลาในการเจาะ 0.68 วินาทีต่อหลุม ซ่ึงความลึกดังกล่าวสามารถทะลุ
ผ่านช้ันดินดานจากการสารวจพบท่ีระดับความลึก 30-40 เซนติเมตร แต่สาหรับผาน 3
และรบิ เปอร์ พบวา่ ไมส่ ามารถเจาะผา่ นชัน้ ดินดานได้ โดยสามารถไถลงลึกได้เพียง 30
เซนตเิ มตร
9
2.1.5 กำรศกึ ษำศกั ยภำพของกำรใชถ้ ำ่ นชวี ภำพในระยะยำวตอ่ กำรกัก
เกบ็ ควำมชน้ื และคำรบ์ อนในดินต่อกำรเจริญเตบิ โตของมันสำปะหลัง
ในชุดดนิ ปำกชอ่ ง
คณะผวู้ จิ ยั : อศั วนิ เนตรถนอมศกั ดิ์ วนิ ัย ชมบตุ ร
และถนอมขวัญ ทิพวงศ์
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2563 - กนั ยายน 2564
สถำนทดี่ ำเนินกำร : ศนู ยว์ ิจัยการอนรุ กั ษด์ ินและนา้ อาเภอปากช่อง
จังหวดั นครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : ดินในพื้นท่ีการทดลองจัดอยู่ในชุดดินกลางดง
(Kld-f-clB) เป็นดินเหนียวดนิ ลกึ มากถึงช้ันเศษหิน ความลาดชันเล็กน้อย การระบาย
นา้ ดี น้าซมึ ผา่ นได้ปานกลางถงึ เร็ว ดนิ อุ้มน้าไดด้ ปี านกลาง การไหลบ่าของน้าบนผิวดิน
ปานกลางถึงเร็ว ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกลาง ความอุดมสมบูรณ์
ระดับปานกลาง สมบัติดินก่อนการทดลอง มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 5.8
ปริมาณอินทรียวัตถุ ร้อยละ 1.9 ฟอสฟอรัส 6.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โพแทสเซียม
656 มลิ ลิกรัมต่อกิโลกรมั ถา่ นชีวภาพจากไม้โตเร็ว ค่าความหนาแน่นรวม 0.15 กรัม
ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ความพรุนร้อยละ 51.6 ความสามารถในการอุ้มน้า
รอ้ ยละ 29.17 ถ่านชีวภาพจากเหง้ามันสาปะหลัง ค่าความหนาแน่นรวม 0.16 กรัม
ตอ่ ลูกบาศก์เซนติเมตรความพรนุ ร้อยละ 40.0 ความสามารถในการอุ้มน้าร้อยละ 27.5
การใช้ถ่า นชีวภาพในการปรับปรุงบารุง ดินมีแ นวโ น้มทา ให้มันสาปะหลัง
มกี ารเจรญิ เตบิ โตไดด้ ี งานวิจยั อยู่ระหวา่ งการวเิ คราะหส์ มบัติดนิ และเกบ็ ข้อมลู เพ่มิ เติม
10
2.1.6 กำรคำดกำรณ์เปล่ียนแปลงกำรใช้ที่ดินและผลผลิตของพืช
เศรษฐกิจในระยะยำวโดยใช้แบบจำลอง
คณะผวู้ ิจยั : ศันสนีย์ อรญั วำสน์ ทศนัศว์ รัตนแกว้
และผศ.ดร.ฆริกา คันธา
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนทด่ี ำเนินกำร : ล่มุ น้าสาขาลาภาชี ลุ่มนา้ คลองหลวง
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : ประชุมแผนงานโครงการวิจัยร่วมกับนักวิจัยภายใต้
แผนงานวิจัยหลัก และประสานหน่วยงานที่เก่ียวข้องในการขอข้อมูล เช่น ข้อมูล
ภูมิอากาศ ข้อมูลป่าไม้ และพ้ืนท่ีอนุรักษ์ ข้อมูลชลประทาน ดาเนินการเลือกพ้ืนท่ี
รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิท่ีเก่ียวข้อง และดาเนินการตรวจสอบแก้ไขข้อมูล เช่น แผนท่ี
สภาพการใชท้ ด่ี นิ ปี พ.ศ. 2543 ปี พ.ศ. 2553 และ ปี พ.ศ. 2563 พร้อมท้ังดาเนินการ
พัฒนาเครอ่ื งมือทใ่ี ชใ้ นการสัมภาษณแ์ ละเก็บขอ้ มูลภาคสนาม
11
2.1.7 ศกึ ษำควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพของสง่ิ มีชีวติ ในพนื้ ที่
ดนิ เคม็ บก : ลุ่มน้ำย่อยลำสะแทดและลำเชิงไกร
คณะผู้วิจยั : จุฑำรตั น์ รตั นปญั ญำ กมลทิพย์ ศศธิ ร
สมชาย ยอดเณร และสริ นิ นั ท์ จนิ ดาโสม
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 - กนั ยายน 2565
สถำนที่ดำเนนิ กำร : ตาบลหนองสรวง อาเภอขามทะเลสอ
ตาบลกระเบอ้ื งนอก อาเภอเมืองยาง
จงั หวัดนครราชสมี า
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : คัดเลือกและกาหนดขอบเขตพื้นท่ีทาการศึกษา
โดยดจู ากแผนทอี่ อร์โธสีท่ีระดับความเคม็ 4 ระดับ ได้แก่ ดนิ ไม่เค็ม ดินเค็มนอ้ ย ดินเคม็
ปานกลาง และดนิ เค็มจัด เก็บตวั อยา่ งดนิ ทัง้ 4 ระดบั ความเคม็ (5 จุด/ระดับ) ท่ีระดับ
ความลึกดิน 0-15 และ 15-30 เซนติเมตร พร้อมเก็บพิกัดจุดเก็บดินโดยเคร่ือง GPS
เพ่ือส่งวิเคราะห์หาค่าเคมีดิน จากนั้นบันทึกข้อมูลชนิดพืชท่ีพบในบริเวณพ้ืนที่เก็บ
ตวั อยา่ งดิน โดยสุ่มพ้ืนที่ขนาด 10x10 เมตร บันทึกลักษณะสาคัญโดยวิธีการถ่ายรูป
ด้วยกล้องดิจิตอล ใช้เอกสารทางอนุกรมวธิ านของพชื กลุ่มต่าง ๆ ในการสารวจจานวน
และชนิดของพรรณพืช สุ่มเก็บตัวอย่างส่ิงมีชีวิต 2 ซ้า โดยขุดหลุมขนาด 25x25
เซนติเมตร ในพืน้ ท่ีขนาด 10x10 เมตร (บรเิ วณเดยี วกับพ้ืนท่ีท่ีบันทึกชนิดและจานวน
พรรณพชื ที่พบ) ทร่ี ะดับความลกึ 0-10 และ 10-20 เซนติเมตร ในทุกระดับความเค็ม
จานวน 5 จุด โดยทาการศึกษาท้งั 2 พนื้ ท่ใี นลกั ษณะเดียวกัน จากนนั้ นาข้อมูลในช่วง
ฤดฝู นมาเปรียบเทยี บกับฤดรู อ้ น
12
2.1.8 ศกึ ษำเทคโนโลยกี ำรจดั กำรดนิ เคม็ ดว้ ยวัสดุอินทรีย์ตอ่
พชื สมนุ ไพรบำงชนิด
คณะผวู้ จิ ยั : กมลทิพย์ ศศิธร จฑุ ารตั น์ รัตนปญั ญา
ทศนัศว์ รตั นแกว้ และวิวฒั น์ สวยสม
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนท่ีดำเนนิ กำร : หมู่ 5 ตาบลกระตีบ อาเภอกาแพงแสน จงั หวดั นครปฐม
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : การศึกษาน้ีแบง่ การดาเนินงานเปน็ 2 การทดลองย่อย
การทดลองย่อยท่ี 1 ศกึ ษาเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อศึกษาการแพร่กระจาย
ของพ้นื ทด่ี นิ เค็มท่สี ่งผลต่อการกระจายตวั ของพืชพรรณ ดาเนนิ การรวบรวมแผนที่และ
ฐานข้อมลู เชงิ เลขชุดดนิ ปลี า่ สุด ขอ้ มลู ภาพถ่ายดาวเทียม แล้วคัดเลอื กพ้นื ทร่ี ะดบั ตาบล
และอาเภอของจังหวัดนครปฐม โดยนาข้อมูลมา overlay เพื่อกาหนดจุดเก็บข้อมูล
ภาคสนามและข้อมูลรีโมทเซน็ ซิง่ และสมุ่ เกบ็ กระจายท่ัวแปลงพร้อมเก็บพิกัดจุดเก็บดิน
โดยเครอ่ื ง GPS หลงั จากนนั้ เก็บตัวอย่างดินเพ่ือวิเคราะห์ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)
ความชน้ื และคา่ การนาไฟฟา้ ของดนิ (ECe)
การทดลองย่อยท่ี 2 ศึกษาผลของการรอดตาย การเจริญเติบโต ผลผลิตของ
กระชายดา ขมิ้นชันและบัวบก ดาเนินการเตรียมดินและแบ่งพื้นท่ีเป็น 90 แปลงย่อย
ตดิ ต้งั สปงิ เกอรแ์ ละสแลนสดี าและสีเขยี ว แลว้ ใสว่ ัสดปุ รบั ปรงุ ดนิ เช่น ป๋ยุ หมัก ปุ๋ยคอก
และปลูกกระชายดา ขมิน้ ชนั และบัวบกตามแผนการทดลองท่ีกาหนดไว้ พร้อมท้ังเก็บ
ตัวอยา่ งดนิ และวสั ดปุ รบั ปรุงกอ่ นการปลูกพชื ในระหว่างการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว
ผลผลิต รวมท้ังเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต คือ เปอร์เซ็นต์ความรอดตาย ความสูง
จานวนกอ และข้อมลู ผลผลิตด้วย
13
2.1.9 กำรทดสอบพันธุ์ข้ำวทนเค็ม เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภำพกำรผลิตข้ำว
ในพนื้ ท่ีดนิ เคม็ ล่มุ น้ำย่อยลำสะแทดและลำเชิงไกร จ.นครรำชสีมำ
คณะผ้วู ิจยั : จักรพนั ธ์ เภำสระคู วุฒชิ ยั จนั ทรสมบัติ
ภัทรานิษฐ์ ช่วยสระน้อย และนภิ าพร ศรีบัณฑติ
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนทด่ี ำเนนิ กำร : ตาบลกระเบื้องนอก อาเภอเมอื งยาง จงั หวัดนครราชสมี า
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : การใช้พืชทนเค็มเป็นหนึ่งในแนวทางของการแก้ไข
ปญั หาดนิ เคม็ ขณะทกี่ ารปลูกขา้ วในพ้นื ทีด่ ินเคม็ ส่วนใหญเ่ กษตรกรใชข้ า้ วพันธ์ขุ าวดอก
มะลิ 105 ซ่งึ เปน็ พันธ์ขุ า้ วท่ีมีความทนเคม็ ได้ระดับปานกลาง แตใ่ หผ้ ลผลติ ตอ่ ไร่ท่ีต่า
ปัจจบุ ันกรมการข้าว โดยศนู ย์วจิ ัยข้าวนครราชสมี ามกี ารวิจยั พันธขุ์ ้าวหอมทนเค็ม
และสามารถคัดเลือกพันธ์ุข้าวจานวนหนึ่ง ซ่ึงมีประสิทธิภาพในการทนเค็มและให้
ผลผลติ สงู จงึ ได้นามาทดสอบเพ่อื คัดพันธทุ์ ่ีเจรญิ เตบิ โตและใหผ้ ลผลิตท่ีสูง ร่วมกับการ
หาวธิ ีการจดั การดินทเ่ี หมาะสม เพ่อื เพ่ิมผลผลติ ขา้ วในพ้ืนทีด่ ินเคม็ ลมุ่ น้ายอ่ ยลาสะแทด
และลาเชงิ ไกร จงั หวัดนครราชสมี า ความก้าวหนา้ การดาเนินงาน เก็บตัวอย่างดินเพ่ือ
วิเคราะห์ ปลกู ขา้ ว ดแู ลรักษา และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งเป็นไปตาม
แผนการดาเนินงาน
14
2.1.10 กำรวจิ ัยและนวตั กรรมในประเดน็ ปญั หำวกิ ฤตของประเทศ
(COVID-19 ภัยแลง้ /น้ำท่วม)
คณะผูว้ จิ ัย : ดำวยศ นลิ นนท์ วนั ดี พงึ่ เจาะ และสุรชาติ บัวชมุ
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนทด่ี ำเนินกำร : อุบลราชธานี สรุ นิ ทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ขอนแก่น
. ร้อยเอ็ด ชัยภมู ิ หนองบัวลาภู และอดุ รธานี
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : ดาเนนิ การคดั เลอื กพื้นท่ีทีม่ ีลกั ษณะเน้ือดินแตกต่างกนั
3 กลุ่มเนื้อดิน เป็นตัวแทนในพ้ืนท่ีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จานวน 18 แห่ง ตาม
ประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ีด่ นิ ท่ีแตกตา่ งกันในพื้นท่ีลุ่มและพ้ืนท่ีดอน ได้แก่ การทานา
การปลูกพืชไร่ และการปลกู ไม้ยืนตน้ หลงั จากน้ันเก็บตัวอย่างดินเพ่ือศึกษาสมบัติของ
ดินตวั แทนในพ้ืนทเี่ สีย่ งภัยแลง้ โดยสง่ ตัวอย่างวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและสมบัติ
ทางเคมีของดิน และทดลองออกแบบอุปกรณ์สาหรับเก็บข้อมูลความชื้นในดินและ
อุณหภูมิดินแบบอัตโนมัติเรียลไทม์ เพ่ือเก็บข้อมูลความช้ืนดินและอุณหภูมิดินแบบ
อตั โนมตั ิเรยี ลไทม์ ซึง่ เปน็ ไปตามแผนการดาเนนิ งาน
15
2.1.11 ผลของไบโอชำร์ต่อกำรปรับปรุงดนิ ทรำยและกักเกบ็ คำร์บอน
ในดนิ เพอ่ื เพิม่ ผลผลติ ฝรัง่ กิมจู
คณะผู้วิจัย : ดำวยศ นลิ นนท์ และอภสิ ทิ ธิ์ บัวปาย
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2564 - กนั ยายน 2566
สถำนทีด่ ำเนินกำร : โครงการชง่ั หวั มนั ตามพระราชดาริ จงั หวดั เพชรบรุ ี
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : ไบโอชาร์ มีคุณสมบัติในการปรับปรุงดิน ทาให้ดิน
ร่วนซุย ช่วยอุ้มน้าและรักษาความช้ืน ดูดยึดและปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชช้า ๆ
ลดการสูญเสยี ธาตุอาหาร เป็นแหลง่ จลุ ธาตขุ องพืช ช่วยเพ่ิมคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ให้
สูงขึ้น ดินทรายเปน็ ดนิ ทม่ี ีปญั หาทางการเกษตร การนาถ่านชีวภาพมาใช้ประโยชน์จะ
ช่วยให้ดินมีการดดู ซับนา้ และธาตุอาหารได้มากขึ้น และการใช้ในอตั ราท่เี หมาะสมจะทา
ใหเ้ กษตรกรไดร้ ับผลตอบแทนทคี่ มุ้ ตอ่ การลงทุน นอกจากนีถ้ ่านชีวภาพยังสามารถเพิ่ม
ปริมาณคารบ์ อนในดิน ลดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศ จงึ เป็นวัสดุปรับปรุงดิน
อีกชนิดหนึ่งท่ีน่าสนใจนามาศึกษาทดลองเพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนาการใช้
ประโยชน์พ้ืนที่ทาการเกษตรได้อย่างมีประ สิทธิภาพและเป็นการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มท่ดี ไี ดอ้ ีกทางหน่ึงอีกดว้ ย
16
2.1.12 ศกึ ษำสมบตั ิของไบโอชำรท์ ีผ่ ลิตจำกเศษวสั ดเุ หลอื ใชท้ ำง
กำรเกษตรและศกั ยภำพในกำรใชเ้ ป็นวสั ดุปรบั ปรุงดิน
คณะผูว้ จิ ยั : อภิสทิ ธิ์ บัวปำย และดาวยศ นิลนนท์
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนที่ดำเนินกำร : ศนู ย์วจิ ัยการอนรุ ักษ์ดนิ และน้า กรมพฒั นาที่ดนิ
อาเภอปากชอ่ ง จงั หวดั นครราชสีมา
ศนู ย์ศึกษาวิธีการฟนื้ ฟทู ่ีดนิ เสื่อมโทรมเขาชะงุม้
อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ อาเภอโพ ธาราม
จังหวัดราชบรุ ี
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : โครงการวิจยั น้ีมวี ัตถุประสงค์เพ่ือ การนาวัสดุเหลือใช้
ทางการเกษตรที่ไม่มีมลู คา่ ใหเ้ กดิ การหมนุ เวียนและนากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการเพ่ิม
มลู คา่ วัสดุดังกล่าว โดยนามาแปรรูปเปน็ ผลิตภัณฑ์ถ่านชีวภาพ (ไบโอชาร์) ท่ีผลิตโดย
เตาเผาถา่ นแบบไรอ้ อกซเิ จน เนอ่ื งจากวสั ดุเหลอื ใชท้ างการเกษตรไม่เพียงแต่จะมีราคา
ท่ีแตกตา่ งกนั แล้วนัน้ สมบตั ิทางกายภาพและเคมีของวัสดตุ า่ ง ๆ ท่ีส่งผลต่อคณุ ภาพดิน
และการเจรญิ เติบโตของพืชก็มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน ดังน้ันโครงการวิจัยน้ีจึงนา
วสั ดุเหลอื ใชท้ างการเกษตรมาผลิตเปน็ ถ่านชีวภาพ และทาการศึกษาเปรียบเทียบความ
แตกตา่ งโดยการวิเคราะหใ์ นห้องปฏบิ ตั กิ าร ซ่งึ วัสดุท่ีใช้การศึกษาในปีนี้ ประกอบด้วย
1) ซังขา้ วโพดเล้ียงสัตว์ 2) เปลือกทุเรยี น 3) เปลอื กมังคุด 4) แกลบ 5) ไม้เนื้ออ่อน 6)
ไม้เนือ้ แขง็ 7) ไมไ้ ผ่ 8) ชานออ้ ย 9) สา่ เหล้า และ 10) มูลสตั ว์
17
2.1.13 กำรกกั เก็บคำร์บอนและปลดปลอ่ ยกำ๊ ซคำร์บอนไดออกไซด์
ในพ้นื ท่เี กษตรอินทรีย์ จงั หวัดนครปฐม
คณะผูว้ จิ ยั : วิชิตรำ อนิ ทรศรี พงศธ์ ร เพียรพทิ กั ษ์ ธนัญชย์ ดาขา
สมจนิ ต์ วานิชเสถียร และณรงค์เดช ฮองกูล
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2562 - กันยายน 2564
สถำนทด่ี ำเนนิ กำร : พ้ืนทเี่ กษตรอินทรยี ์ จังหวดั นครปฐม
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาติดตาม
ปริมาณคาร์บอนในดินและการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่เกษตร
อินทรยี ์ จากการศึกษาและสารวจข้อมูลในพื้นท่ีเกษตรอินทรีย์ จังหวัดนครปฐม ในปี
2564 จานวน 112 จุด แบ่งเขตพ้ืนที่เป็น 6 อาเภอ ผลวิเคราะห์ตัวอย่างดิน ได้แก่
คา่ ความเปน็ กรดเปน็ ด่างเฉลี่ย 6.48-7.32 มีความเปน็ กรดเล็กน้อยถึงปานกลาง ระดับ
อินทรยี วตั ถใุ นดินมคี ่าเฉล่ีย 2.93-3.55 เปอรเ์ ซ็นต์ อย่ใู นระดบั ปานกลางถึงค่อนข้างสูง
ปริมาณอนิ ทรยี ค์ าร์บอนมคี ่าเฉลี่ย 1.70-2.06 เปอรเ์ ซ็นต์ ซง่ึ ในพ้ีนที่ปลูกพืชผสมผสาน
มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนปริมาณฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ย 254.50-634.29 มิลลิกรัมต่อ
กิโลกรัมอยู่ในระดับที่สูงมาก และปริมาณโพแทสเซียมมีค่าเฉล่ีย 155.14-203.37
มลิ ลิกรมั ตอ่ กโิ ลกรัม อยูใ่ นระดับท่สี งู มากเช่นเดยี วกัน
18
2.1.14 กำรจดั กำรดนิ ท่ีเหมำะสมตอ่ กำรปลกู หม่อนผลสดอินทรีย์
จงั หวัดยโสธร
คณะผ้วู ิจัย : สมจินต์ วำนิชเสถียร พงศธ์ ร เพียรพทิ กั ษ์
วชิ ิตรา อินทรศรี ณรงคเ์ ดช ฮองกูล และธนญั ชย์ ดาขา
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2562 - กนั ยายน 2564
สถำนทดี่ ำเนินกำร : ตาบลหนองเป็ด อาเภอเมอื งยโสธร จังหวัดยโสธร
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : ดาเนินการวเิ คราะหส์ มบตั ิทางกายภาพของดิน ได้แก่
ความหนาแนน่ รวมของดนิ ระดบั ความชื้นของดินในสนาม และแรงดึงน้าความชื้นของ
ดินในสนามท่ี 1/3 และ 15 atm วเิ คราะห์สมบตั ิทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด
เป็นด่างของดิน ความต้องการปูนของดิน อินทรียวัตถุในดิน ค่าการนาไฟฟ้าของดิน
ฟอสฟอรสั โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม และแมกนีเซยี ม และวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในใบ
และก่ิงหม่อน ได้แก่ อินทรีย์คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
เก็บบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโต ได้แก่ ความสูงต้นหม่อน ขนาดลาต้น และจานวน
ก่ิงสมบรู ณ์ รวมทงั้ ข้อมลู ผลผลิต และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
19
2.1.15 กำรศกึ ษำ สำรวจและจำแนกกำรใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในไร่นำ
ตอ่ ระบบกำรปลูกพชื ในเขตพัฒนำทีด่ ินลมุ่ น้ำภำคตะวนั ออกของประเทศไทย
คณะผู้วจิ ัย : จำรวุ รรณ เฮียงมะณี ถนอมขวญั ทิพวงศ์
. และอภชิ าติ บุญเกษม
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 – มนี าคม 2565
สถำนท่ดี ำเนินกำร : ลมุ่ น้าภาคตะวันออก ได้แก่
1. ลมุ่ น้าบางปะกง จังหวัดนครนายก ปราจนี บุรี
ฉะเชงิ เทรา สระแกว้
2. ลมุ่ นา้ โตนเลสาบ :จงั หวัดสระแก้ว จนั ทบุรี
3. ลุม่ น้าชายฝงั่ ทะเลตะวนั ออก :จังหวดั ชลบรุ ี ระยอง
จันทบุรี ตราด
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : เก็บข้อมูลของเกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้า
ในไรน่ า จากการสัมภาษณ์โดยตรงของเจ้าหน้าที่ในพ้ืนที่ และทางโทรศัพท์จากข้อมูล
บอ่ น้าภาคตะวันออก (พ.ศ. 2558-2562) ของกรมพัฒนาท่ีดิน ครอบคลุม 8 จังหวัด
โดยเกบ็ ขอ้ มลู พิกดั แหล่งนา้ ในไรน่ า อายุการใช้งานของบอ่ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การใช้
น้าในระบบการปลูกพชื การจัดการดินและป๋ยุ รวมถึงตัวอย่างดินทางเคมีและกายภาพ
จากการสมุ่ ตวั อยา่ งของเกษตรกร จังหวัดตราด พบว่าเกษตรกรเพาะปลูก เงาะ มังคุด
ทุเรียน ทาการเกษตรแบบผสมผสาน โดยปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด ไม่ได้ปลูกพืช
ปรับปรุงบารุงดิน แต่จะมีหญ้าธรรมชาติคลุมดินตามสวนผลไม้ มีการใช้ประโยชน์
จากแหล่งน้าในไร่นาที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดาเนินการขุดให้บางส่วนควบคู่ไปกับ
การใชน้ ้าฝนและระบบนา้
20
2.1.16 ผลของกำรปรับรูปแปลงนำโดยวิธีวิศวกรรมท่ีแตกต่ำงกัน
ร่วมกับกำรจัดกำรปุ๋ยอินทรีย์และเคมีต่อกำรเพ่ิมผลผลิตข้ำวนำหว่ำน
ในพืน้ ทีด่ ินเคม็ แอง่ โครำช
คณะผู้วจิ ัย : บวร บัวขำว จนั ทร วฒุ ิชัย สมบตั ิ
ภทั รานิษฐ์ ช่วยสระน้อย และนิภาพร ศรบี ณั ฑติ
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 – กนั ยายน 2566
สถำนท่ีดำเนินกำร : บ้านหนองสรวง ตาบลหนองสรวง อาเภอเมือง
. จงั หวัดนครราชสีมา
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : มีการวางแผนการทดลองแบบ split plot in RCBD
จานวน 3 ซ้า ปัจจัยหลัก จานวน 2 ปัจจัย คือ 1) ระบบอนุรักษ์ดินและน้าแบบที่ 1
2) ระบบอนุรกั ษ์ดนิ และน้าแบบที่ 2 ปจั จยั รอง จานวน 8 ปัจจัย คือ ตารับที่ 1 ควบคุม
ตารับที่ 2 ปุย๋ เคมตี ามค่าวิเคราะห์ดิน ตารับท่ี 3 แกลบดิบ อัตรา 1 ตันต่อไร่ ตารับที่ 4
ปุ๋ยหมกั มูลสัตว์ อัตรา 1 ตันตอ่ ไร่ ตารับท่ี 5 สบั กลบตน้ อาคาเซีย อตั รา 1 ตันต่อไร่ ตารับ
ท่ี 6 แกลบดบิ อัตรา 1 ตนั ตอ่ ไร่ + ปุ๋ยเคมีอัตราตามค่าวิเคราะห์ดิน ตารับที่ 7 ปุ๋ยหมัก
มลู สัตว์ อัตรา 1 ตนั ตอ่ ไร่ + ปุ๋ยเคมอี ตั ราตามค่าวิเคราะห์ดนิ และตารบั ท่ี 8 ใบอาคาเซีย
สบั อตั รา 1 ตนั ต่อไร่ + ปยุ๋ เคมีอัตราตามค่าวิเคราะหด์ ิน ผวู้ จิ ยั ได้ดาเนินงานทาแปลงวิจัย
ตามแผนทกี่ าหนดไว้ มีกจิ กรรมดังน้ี สารวจหาพื้นที่ทาแปลงวิจัย ปรับพ้ืนท่ีตามแบบที่
กาหนด จัดทาปุ๋ยหมัก จัดเตรียมวัสดุการเกษตรที่ต้องใช้ในงานทดลอง ปั้นคันนา
เก็บตัวอย่างดิน ใส่วัสดุปรับปรุงดิน ไถกลบ ไถแปร หว่านข้าวปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่า
วิเคราะห์ดนิ ตามตารับทดลอง ดูแลแปลง กาจัดวชั พืช โดยต้นข้าวเติบโตตามปกติ ผู้วิจัย
รอเก็บเก่ียวผลผลิต บันทึกข้อมูล เพ่ือนาไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และเขียนรายงาน
ต่อไป
21
2.1.17 ผลของปุ๋ยอินทรยี ์ต่อกำรเจริญเติบโตและปริมำณสำรออกฤทธ์ิ
ของพชื สมนุ ไพรบำงชนิดในพ้นื ทดี่ ินเคม็ ภำคตะวันออกเฉียงเหนอื
คณะผูว้ ิจัย : กมลทพิ ย์ ศศิธร จุฑารตั น์ รัตนปัญญา
และบุญสม โพธ์อิ ุน่
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2561 - กนั ยายน 2564
สถำนท่ีดำเนนิ กำร : ตาบลเปอื ยใหญ่ อาเภอโนนศลิ า จงั หวัดขอนแกน่
ตาบลกระเบอ้ื งนอก อาเภอเมอื งยาง จงั หวดั นครราชสีมา
ผลกำรดำเนนิ งำน : ผลการดาเนินงานในปงี บ 2562 พบวา่ ทงั้ แปลงจังหวัด
ขอนแก่นและจังหวัดนครราชสีมาต้นฟ้าทลายโจรและต้นดอกคาฝอย สามารถ
เจรญิ เติบโตไดด้ ใี นดนิ เคม็ ระดับน้อยถึงปานกลาง แต่อย่างไรก็ตาม ปี 2562 หลังการ
ปลูกพบปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อมได้แก่ สภาวะแห้งแล้ง การขาดแคลนแหล่งน้า
ทาให้ต้นดอกคาฝอยและฟา้ ทะลายโจรเจริญเตบิ โตไดไ้ ม่ดีเทา่ ที่ควร และข้อสังเกตจาก
การทดลองพบวา่ ควรเลอื กชว่ งเวลาทเ่ี หมาะสม ระดับความเค็มท่ีเหมาะสม และการ
จัดการเร่ืองน้า ก็จะสามารถเจริญเติบโตได้ ส่วนการปลูกฟ้าทะลายโจร ต้องเลือก
ช่วงเวลาทม่ี ีปริมาณน้าฝนค่อนขา้ งมาก จัดการน้าใหเ้ พียงพอ และเลือกระดับความเค็ม
ท่เี หมาะสม ก็จะสามารถเจรญิ เตบิ โตไดด้ ี สาหรับการทดลองปีท่ี 2 และ 3 แปลงจังหวดั
ขอนแกน่ และนครราชสีมา ปรบั เปล่ียนพน้ื ที่เป็นดนิ เค็มน้อย (คา่ การนาไฟฟ้าเท่ากับ 2-
4 เดซิซีเมนต่อเมตร) และช่วงเวลาปลูก พบว่า การปลูกต้นดอกคาฝอยในช่วงเดือน
พฤศจิกายนถึงธันวาคมมีแนวโน้มการเจริญเติบโตให้ผลผลิตดี สาหรับการปลูกฟ้า
ทะลายโจรในช่วงเดอื นปลายพฤษภาคมและตน้ มถิ ุนายนมแี นวโนม้ การเจริญเติบโตและ
ให้ผลผลิตดี
22
2.1.18 กำรใชเ้ ครื่องสำรวจธรณฟี ิสิกส์ (EM 38) เพ่อื คำดคะเน
กำรเกดิ ชั้นดำนในพื้นทปี่ ลูกมันสำปะหลงั
คณะผ้วู จิ ยั : ปำนิสรำ ทองทว้ ม อิทธศิ ักด์ิ ขุนทอง
เกษมสขุ ศรแี ยม้ และอภสิ ิทธ์ิ บวั ปาย
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2561 - มีนาคม 2565
สถำนที่ดำเนนิ กำร : พืน้ ที่ปลกู มนั สาปะหลงั ในจงั หวัดนครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : ดาเนินการสอดคล้องกับสองปีที่ผ่านมา โดยได้เก็บ
ขอ้ มูลด้วยวธิ กี ารแบบเดิมเพื่อศกึ ษาแนวโน้มของผลการศกึ ษาในระยะยาวในพ้นื ท่ีท่ีเคย
มปี ระวตั กิ ารปลกู อ้อยมาก่อนที่จะปลูกมนั สาปะหลังและเป็นพื้นท่ีท่ีมีศักยภาพการเกิด
ช้นั ดานสูง โดยวางแผนกาหนดจุดที่จะทาการตรวจวัดด้วยเคร่ือง EM 38 ร่วมกับการ
เจาะสารวจดิน และจดุ เก็บตัวอย่างดนิ เพ่ือสง่ วเิ คราะห์ โดยการตีตารางกริดขนาด 5x5
เมตร จานวนทัง้ สิน้ 100 จดุ ท่รี ะดับความลกึ 0-150 เซนติเมตร วัดค่าความหนาแน่น
ของดินดว้ ยเครอื่ ง Penetrometer และเก็บตัวอยา่ งดินทร่ี ะดบั ความลกึ เดยี วกบั การวัด
ด้วยเครื่อง EM 38 สง่ วิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและเคมี รวบรวมบันทึกข้อมูลดิน
สภาพภูมปิ ระเทศ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชนท์ ่ีดิน การจัดการดิน การเขตกรรม
ตน้ ทนุ และผลผลติ ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก เพอ่ื นามาวเิ คราะห์หาความสมั พันธเ์ ชงิ สถิติ
23
2.1.19 กำรใชเ้ ครอื่ งสำรวจธรณฟี ิสกิ ส์ (EM 38) เพ่ือคำดคะเน
กำรเกดิ ชั้นดำนในพนื้ ท่เี พำะปลกู ขำ้ วโพด
คณะผู้วจิ ยั : อภิสทิ ธิ์ บวั ปำย เกษมสขุ ศรีแย้ม
ปานสิ รา ทองท้วม และอิทธิศักด์ิ ขุนทอง
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2561 - มีนาคม 2565
สถำนท่ดี ำเนนิ กำร : 1) บ้านหนองบง ตาบลด่านใน อาเภอด่านขนุ ทด
2) บ้านหนองหวั แรด ตาบลหนองหัวแรด อาเภอหนองบุญมาก
3) บ้านหนองระเวียง ตาบลหนองระเวยี ง อาเภอพิมาย
4) บ้านวงั วารี ตาบลสสี กุ อาเภอจักราช
5) บ้ าน ส้ม กบงาม ต าบลเสม า อ าเภอสูง เนิ น
จงั หวดั นครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : โครงการวิจัยนี้ได้ดาเนินการเป็นปีที่ 3 ตามแผนงาน
วิจัย โดยได้สารวจหาพื้นท่ีท่ีมีศักยภาพในการเกิดช้ันดาน จ.นคราชสีมา ด้วยการ
เทยี บเคยี งกบั แผนทีช่ ุดดินและภาพถ่ายดาวเทียม จากน้นั จะทาการสมั ภาษณ์เกษตรกร
ถงึ การทาเขตกรรม การจดั การดนิ และพชื รวมถึงผลผลิตข้าวโพด การเก็บตัวอย่างดิน
จะเริ่มดาเนินการในช่วงฤดูแล้งเปรียบเทียบกับช่วงฤดูมรสุม เพื่อศึกษาสมบัติทาง
กายภาพและเคมีของดนิ นอกจากนท้ี าการสารวจด้วยเคร่ืองมือวัดค่าแม่เหล็กไฟฟ้าใน
ดนิ (Geonics EM38) เพ่อื เปรยี บเทยี บผลทไี่ ดร้ ่วมกับการขุดหลุมดิน โดยผลที่คาดว่า
จะได้รับ คือ การใช้เคร่ืองมือน้ีจะทาให้ง่าย สะดวก และประหยัดงบประมาณต่อ
การศึกษาศักยภาพในการเกิดชั้นดานและการอัดแน่นของดิน เมื่อเปรียบเทียบกับ
การศกึ ษาแบบเดมิ ทีต่ ้องขุดหลมุ ดนิ เพอื่ เก็บตวั อย่างมาวเิ คราะห์ท่ีหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร
24
2.1.20 กำรศึกษำสมบตั บิ ำงประกำรของคุณภำพของดินและสุขภำพ
ของดนิ โดยกำรใช้หญำ้ รซู แี่ ละถ่วั พร้ำรว่ มกบั ปุย๋ อนิ ทรีย์ เมือ่ เปรยี บเทียบกับ
กำรใชป้ ุ๋ยไนโตรเจน ต่อผลผลติ ขำ้ วโพดเลย้ี งสตั วใ์ นพ้นื ทีด่ นิ ตืน้
คณะผู้วิจยั : นำยอภสิ ิทธ์ิ บัวปำย เกษมสุข ศรแี ย้ม
ปานสิ รา ทองทว้ ม และอทิ ธศิ ักด์ิ ขนุ ทอง
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2561 - มนี าคม 2565
สถำนที่ดำเนินกำร : ศนู ย์วจิ ยั การอนรุ ักษ์ดินและน้า กรมพฒั นาทีด่ ิน
อาเภอปากช่อง จงั หวดั นครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : โครงการวิจัยน้ีได้ดาเนินการเป็นปีที่ 3 ตามแผนงาน
วิจยั โดยเรม่ิ จากปลูกพืชคลุมดิน ประกอบด้วย การปลูกถ่ัวพร้าเพียงอย่างเดียว การ
ปลูกหญา้ รูซีเ่ พยี งอย่างเดียว การปลกู ถว่ั พร้าผสมหญ้ารซู ี่ การปลกู ถ่วั พร้ารว่ มกับการใช้
ปยุ๋ อนิ ทรีย์ การปลูกหญ้ารูซ่ีรว่ มกับการใชป้ ๋ยุ อินทรีย์ และการปลูกถ่ัวพร้าผสมหญ้ารูซี่
ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้นเม่ือทาการไถกลบพืชคลุมดิน จึงดาเนินการปลูก
ข้าวโพดเล้ียงสัตว์ โดยจะแบ่งแหล่งของไนโตรเจนได้ ดังน้ี การให้ปุ๋ยเคมีตามค่า
วิเคราะห์ การให้ปุ๋ยเคมีตามวิธีเกษตรกร และการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว
เป้าหมายของงานวิจัยน้ี คือ เพอ่ื ศึกษาว่าปริมาณไนโตรเจนท่ีได้จากแหล่งต่าง ๆ เช่น
พืชคลุมดนิ ปุย๋ เคมี และปุย๋ อนิ ทรีย์ จะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต
ของข้าวโพดเลี้ยงสตั ว์หรอื ไม่
25
2.1.21 ศกึ ษำระบบรำกหญำ้ แฝกที่มผี ลตอ่ กำรเจรญิ เตบิ โต
และผลผลิตของไม้ผลและพชื ผัก กรณศี ึกษำจงั หวัดเชียงใหม่
คณะผูว้ ิจยั : ภรภทั ร นพมำลัย ดร.ศกั ดอ์ิ นันต์ แซ่ลิม่
อโนชา เทพสุภรณก์ ุล จุไรพร แก้วทิพย์
อสิ ริยา มสี งิ ห์ นา้ ทพิ ย์ กัณทะวงค์
และเอกสิทธ์ิ สงวนสิทธ์ิ
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนท่ดี ำเนนิ กำร : ตาบลแจม่ หลวง อาเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : สัมภาษณ์หมอดินอาสาประจาตาบล 194 คน พบว่า
หมอดนิ อาสาในจงั หวดั เชียงใหม่ปลูกหญ้าแฝก 50 คน (คิดเป็นร้อยละ 25.77) และ
คัดเลือกพ้นื ที่ของนายพนม ชมพล หมอดนิ อาสา เพอื่ ทาการทดลอง จากการวิเคราะห์
ดินก่อนการทดลองที่ระดับความลึก 0-30 และ 30-60 เซนติเมตร พบว่า มีปริมาณ
อินทรียวัตถุอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เท่ากับ 3.41 และ 3.35 เปอร์เซ็นต์ ตามลาดับ
ปริมาณฟอสฟอรัสค่อนข้างต่าและต่า มีค่าเท่ากับ 8 และ 4 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ตามลาดบั ปรมิ าณโพแทสเซียมในดนิ สงู มาก มคี า่ เทา่ กบั 254 และ 186 มิลลิกรัมต่อ
กิโลกรัม ความหนาแน่นรวมของดินอยู่ในระดับต่า เท่ากับ 1.04 และ 1.13 กรัมต่อ
ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร ตามลาดับ ความช้นื ในดิน เท่ากับ 31.55 และ 32.06 เปอร์เซ็นต์
มปี รมิ าณแบคทเี รยี 5.10x105 และ 3.5x105 เซลล์ต่อกรัม ตามลาดับ แอคติโนมัยซีส
ทัง้ หมด 3.4 x106 และ 8.8 x105เซลล์ต่อกรัม ตามลาดับ และมีปริมาณเชือ้ รา 5.8x104
และ 1.02x104 เซลล์ต่อกรมั ตามลาดับ
26
2.2 แผนกำรวิจัย
2.2.1 แผนงำนวจิ ยั เร่อื งผลของกำรใชเ้ ถำ้ ชีวมวลตอ่ กำรจดั กำรดนิ เค็ม
ท่ีอำเภอบำเหน็จณรงค์ภำคตะวันออกเฉยี งเหนือของประเทศไทย
(ยุทธศำสตร์ อนรุ ักติพนั ธุ์) ประกอบดว้ ย 5 โครงกำรยอ่ ย ไดแ้ ก่
โครงกำรยอ่ ยที่ 1 ศึกษำกำรหำยใจของจุลินทรีย์และปริมำณคำร์บอน
ในดินในพนื้ ทด่ี นิ เคม็ อำเภอบำเหนจ็ ณรงค์ จังหวัดชัยภมู ิ
คณะผู้วจิ ัย : ธนัญชย์ ดำขำ พงศธ์ ร เพยี รพิทกั ษ์ วิชิตรา อินทรศรี
สมจนิ ต์ วานชิ เสถยี ร และณรงคเ์ ดช ฮองกูล
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2564 - กนั ยายน 2566
สถำนท่ีดำเนนิ กำร : พ้ืนท่ีปลูกข้าวในดินเค็ม อาเภอบาเหน็จณรงค์
. จังหวดั ชัยภูมิ
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : รวบรวมขอ้ มลู ท่ีเก่ยี วขอ้ งกับการศึกษาการหายใจของ
จุลินทรีย์และปริมาณคาร์บอนในดินในพื้นท่ีดินเค็ม เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพ
ภมู อิ ากาศจากกรมอุตนุ ยิ มวทิ ยา ข้อมูลชุดดินของกรมพัฒนาท่ีดิน เลือกจุดศึกษาและ
สารวจขอ้ มลู เกยี่ วกับพน้ื ท่ีปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม 300 จุด และเก็บข้อมูลภาคสนาม
รวมท้งั ดาเนนิ การศึกษาวเิ คราะห์ข้อมลู และวเิ คราะห์ตวั อยา่ งดิน
27
โครงกำรย่อยท่ี 2 กำรสำรวจพน้ื ที่กำรแพร่กระจำยของดินเคม็ ในอำเภอ
บำเหน็จณรงค์ จงั หวัดชยั ภมู ิ
คณะผูว้ ิจัย : พงศ์ธร เพียรพทิ กั ษ์ ธนัญชย์ ดาขา วชิ ติ รา อนิ ทรศรี
สมจนิ ต์ วานิชเสถียร และณรงคเ์ ดช ฮองกูล
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนท่ดี ำเนนิ กำร : พ้ืนท่ีปลูกข้าวในดินเค็ม อาเภอบาเหน็จณรงค์
. จังหวดั ชยั ภูมิ
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสารวจพ้ืนที่การ
แพรก่ ระจายของดินเค็ม เตรียมข้อมูลเก่ียวกับสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
ข้อมลู ชดุ ดนิ ของกรมพฒั นาทดี่ นิ เลือกจดุ ศึกษาและสารวจขอ้ มูลเกีย่ วกบั พ้ืนที่ปลูกข้าว
ในพน้ื ท่ีดนิ เค็ม 300 จุด และเก็บข้อมูลภาคสนาม รวมทั้งดาเนินการศึกษาวิเคราะห์
ข้อมลู และวเิ คราะหต์ วั อย่างดนิ
โครงกำรย่อยที่ 3 ศึกษำอิทธิพลของเถ้ำกะลำปำล์มต่อกำรเพิ่มผลผลิต
ขำ้ วในพนื้ ท่ดี นิ ไมเ่ ค็ม อำเภอบำเหนจ็ ณรงค์ จังหวัดชัยภมู ิ
คณะผู้วจิ ยั : วิชติ รำ อนิ ทรศรี ธนญั ชย์ ดาขา พงศ์ธร เพียรพิทักษ์
สมจนิ ต์ วานชิ เสถยี ร และณรงค์เดช ฮองกลู
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนทีด่ ำเนินกำร : พ้ืนท่ีปลูกข้าวในดินไม่เค็ม อาเภอบาเหน็จณรงค์
. จงั หวัดชัยภมู ิ
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : รวบรวมข้อมูลที่เก่ียวข้องกับคุณสมบัติของเถ้ากะลา
ปาล์ม การเพ่ิมผลผลิตข้าวในพ้ืนที่ดินไม่เค็ม สารวจพ้ืนที่และกาหนดขอบเขตแปลง
ศกึ ษา เกบ็ ขอ้ มูลท่ัวไปจากเกษตรกร และข้อมูลภาคสนาม เก็บและวิเคราะห์ตัวอย่าง
ดินในพืน้ ทศ่ี ึกษากอ่ นปลูกขา้ ว เตรยี มดินปลกู ดแู ล และเก็บเกยี่ วผลผลิต รวมท้งั บันทึก
ข้อมลู นา้ ฝน
28
โครงกำรยอ่ ยท่ี 4 ศึกษำอิทธิพลของเถ้ำกะลำปำล์มตอ่ กำรเพม่ิ
ผลผลิตขำ้ วในพน้ื ท่ดี นิ เคม็ นอ้ ย อำเภอบำเหนจ็ ณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
คณะผวู้ จิ ยั : สมจินต์ วำนชิ เสถียร พงศ์ธร เพยี รพิทกั ษ์
ธนญั ชย์ ดาขา วิชิตรา อนิ ทรศรี
และณรงค์เดช ฮองกลู
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนท่ีดำเนินกำร : พื้นท่ีปลูกขา้ วในพืน้ ทีด่ ินเคม็ นอ้ ย
อาเภอบาเหนจ็ ณรงค์ จังหวดั ชัยภมู ิ
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : รวบรวมข้อมูลและตรวจสอบเอกสาร เตรียมขอ้ มลู ท่ีใช้
ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และข้อมูลอ่ืน ๆ ข้อมูลการแพร่กระจายดินเค็ม การใช้
ประโยชนท์ ่ดี ินในพื้นท่ศี กึ ษา สารวจพืน้ ที่ศกึ ษา กาหนดพ้ืนท่ีและขอบเขตแปลงศึกษา
เก็บบันทึกข้อมูลก่อนเริ่มปลูกพืช เตรียมดินปลูก ใส่ปุ๋ยตามตารับทดลอง ดูแลรักษา
บันทกึ ขอ้ มลู ด้านพชื
โครงกำรย่อยที่ 5 ศึกษำอทิ ธิพลของเถ้ำกะลำปำล์มต่อกำรเพิ่มผลผลิต
ขำ้ วในพน้ื ท่ดี นิ เค็มปำนกลำง อำเภอบำเหนจ็ ณรงค์ จงั หวัดชัยภมู ิ
คณะผ้วู จิ ยั : ณรงค์เดช ฮองกูล พงศธ์ ร เพยี รพิทกั ษ์ ธนญั ชย์ ดาขา
วิชติ รา อนิ ทรศรี และสมจนิ ต์ วานชิ เสถยี ร
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2564 - กนั ยายน 2566
สถำนท่ีดำเนนิ กำร : พ้นื ท่ปี ลกู ข้าวในพื้นทีด่ ินเคม็ ปานกลาง
อาเภอบาเหน็จณรงค์ จงั หวดั ชัยภูมิ
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : รวบรวมข้อมูลพืน้ ทดี่ นิ เค็มปานกลาง การแพร่กระจาย
ดนิ เค็ม และการปลูกข้าว ข้อมูลชุดดนิ การใช้ประโยชน์ท่ีดิน และพ้ืนที่แสดงช้ันความ
เหมาะสมของท่ีดินข้าว สารวจและกาหนดแปลงศึกษา เก็บบันทึกข้อมูลก่อนเร่ิมปลูก
พืช เตรียมดินปลูก ใส่ป๋ยุ ตามตารับทดลอง ดูแลรกั ษา และบันทกึ ข้อมูล
29
2.2.2 แผนงำนวจิ ัย เร่อื งเทคโนโลยกี ำรใช้ถำ่ นชวี ภำพเพื่อเกษตรกรรม
ในพนื้ ท่ีดินเปรย้ี วจัดและพื้นทดี่ นิ กรดของประเทศไทย
(บรรเจิดลกั ษณ์ จินตฤทธิ์) ประกอบด้วย 2 โครงกำรย่อย ไดแ้ ก่
โครงกำรย่อยที่ 1 กำรเพิ่มประสิทธิภำพผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำรเร่ง
ซุปเปอร์พด.3 (Trichoderma viridian และ Bacillus subtilis)
จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ ักษ์รว่ มกับถ่ำนชีวภำพ เพ่ือควบคุมโรคเห่ียวของขมิ้นชัน ใน
ดนิ กรดเ
คณะผ้วู จิ ัย : นิสุดำ ทองคำพนั ธ์ บรรเจดิ ลกั ษณ์ จินตฤทธ์ิ
ธัญญกานต์ เซง้ เครอื และศรัณย์นพ อนิ ทเสน
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2563 - กันยายน 2565
สถำนท่ีดำเนนิ กำร : โครงการศกึ ษาวิธีการฟน้ื ฟทู ่ดี นิ เส่อื มโทรมเขาชะงุ้ม
อันเนือ่ งมาจากพระราชดาริ ตาบลเขาชะงุ้ม
อาเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : อยู่ระหวา่ งดาเนินการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์
จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 (Trichoderma viridian และ Bacillus subtilis)
จุลินทรยี ์ปฏิปกั ษ์ร่วมกบั ถา่ นชวี ภาพ เพ่ือควบคุมโรคเหยี่ วชองขมิ้นชันในพนื้ ที่ดินกรด
30
โครงกำรย่อยที่ 2 ศึกษำวิจัยแนวทำงกำรบริหำรจัดกำรทุเรียนแปลง
ใหญ่ โดยใช้ถ่ำนชีวภำพเพ่ือลดต้นทุนกำรผลิตและเพิ่มผลิตทุเรียน
จังหวดั ชมุ พร
คณะผู้วิจัย : โชตกิ ำ งำมเงนิ สกุล บรรเจิดลักษณ์ จินตฤทธิ์
นนั ทภพ ชลเขตต์ ณัฐรดา ภานุมาศ และเกศศริ ินทร์ แสงมณี
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 – กนั ยายน 2566
สถำนที่ดำเนินกำร : ตาบลตะโก อาเภอท่งุ ตะโก จังหวัดชมุ พร
รำยงำนควำมก้ำวหน้ำ : เตรียมวัสดุปรับปรุงดิน ได้แก่ เผาถ่านชีวภาพมูลใส้เดือน
และปยุ๋ หมกั เพอ่ื สง่ วเิ คราะห์ ดูแลแปลงทุเรียน ใส่วัสดุปรับปรุงดินตามตารับวิจัยเพ่ือ
ศึกษาการเจริญเติบโตและผลผลติ ของทเุ รยี น ปีที่ 1 การวิจัยอยูร่ ะหว่างเก็บข้อมูล
31
2.2.3 แผนงำนวจิ ยั เรอ่ื งกำรพฒั นำพันธุ์ปอเทืองท่ีเหมำะสมกับระบบ
กำรปลูกข้ำวและพืชไร่ (นิสำ มีแสง) ประกอบด้วย 3 โครงกำรยอ่ ย ได้แก่
โครงกำรย่อยที่ 1 กำรคัดเลือกพันธ์ุปอเทืองท่ีมีผลผลิตและคุณภำพ
มวลชีวภำพสูงท่ีเหมำะสมกับระบบกำรปลูกข้ำวและพชื ไร่
คณะผวู้ ิจยั : นสิ ำ มีแสง เกษมศรี มานิมนต์ อภนั ตรี พฤกษพงศ์
วรรยา สธุ รรมชัย อศั วิน เนตรถนอมศกั ดิ์
ปยิ ะ กติ ตภิ าดากุล ธนพล ไชยแสน และดารงวฒุ ิ อ่อนวมิ ล
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2563 - กนั ยายน 2566
สถำนที่ดำเนนิ กำร : ศูนยว์ จิ ัยขา้ วโพดขา้ วฟา่ งแห่งชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อาเภอปากชอ่ ง จังหวัดนครราชสีมา
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : ดาเนินการรวบรวมเมลด็ พันธ์ุปอเทือง จากแหล่งปลูก
ปอเทืองในจังหวัดต่าง ๆ ท่ัวประเทศ จากนั้นทาการเตรียมพ้ืนที่แปลงวิจัยและเก็บ
ตัวอย่างดินก่อนปลูกปอเทือง โดยดาเนินการ ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ
อาเภอปากช่องจงั หวัดนครราชสีมา เตรียมแปลงวิจัยเพื่อปลูกเมล็ดพันธ์ุปอเทืองจาก
แหลง่ ต่าง ๆ ตามแผนผงั ท่ไี ด้กาหนดไวด้ แู ลรกั ษาแปลงปลูกจนกระท่งั ได้ระยะเก็บเก่ียว
จากนั้นเก็บและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ของต้นปอเทืองท่ีได้มาจากแต่ละจังหวัด เช่น
การเจริญเติบโตความสูงต้น น้าหนักต้น มวลชีวภาพ เป็นต้น ทาการคัดเลือกต้น
ปอเทืองทมี่ ีคุณลักษณะท่ีดีตามท่ีกาหนด คือต้นที่มีการเจริญเติบโตดี และให้ผลผลิต
มวลชีวภาพสูง จากนน้ั เกบ็ เกีย่ วเมลด็ พันธป์ุ อเทืองจากต้นทถี่ ูกคดั เลอื กว่ามีคุณลักษณะ
ที่ดีในรอบท่ี 1 เพ่ือนาไปปลูกทดสอบและคัดเลือกต่อไปในรอบท่ี 2 และรอบท่ี 3
จนกระทั่งไดเ้ มลด็ พันธุ์ปอเทืองท่ีมพี ันธกุ รรมคอ่ นขา้ งสม่าเสมอ
32
โครงกำรย่อยท่ี 2 กำรศึกษำควำมแปรปรวนทำงพันธุกรรมของสำย
พนั ธ์ปุ อเทอื งโดยใช้ SSR DNA Markers
คณะผวู้ จิ ัย : วรรยำ สธุ รรมชยั นิสา มีแสง เกษมศรี มานมิ นต์
อภันตรี พฤกษพงศ์ อศั วนิ เนตรถนอมศกั ดิ์
ปิยะ กติ ตภิ าดากุล ธนพล ไชยแสน และดารงวฒุ ิ ออ่ นวมิ ล
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตุลาคม 2563 - กนั ยายน 2566
สถำนทด่ี ำเนินกำร : ศูนยว์ จิ ัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อาเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : ดาเนนิ การประชมุ ช้แี จงประสานงานและวางแผนตาม
แผนงานวจิ ัยกับคณะผู้ร่วมงานวิจัยจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือตลอดจนสารเคมี
และ DNA markersท่ใี ช้สาหรบั ทาการวจิ ยั และไดด้ าเนินการรวบรวมเมลด็ พันธุ์ปอเทอื ง
ท่ไี ดจ้ ากแหลง่ ปลกู ในจงั หวัดตา่ งๆรวมทัง้ จัดเตรียมตวั อยา่ งเมล็ดพันธป์ุ อเทืองเพ่ือใช้ใน
การศกึ ษาลกั ษณะความแปรปรวนทางพันธกุ รรมของปอเทอื งต่อไป
33
โครงกำรย่อยที่ 3 กำรศึกษำสมั ประสทิ ธทิ์ ำงพันธุกรรมของสำยพนั ธ์ุ
ปอเทอื งเพื่อพัฒนำแบบจำลองกำรผลติ พชื
คณะผู้วจิ ยั : อภันตรี พฤกษพงศ์ อศั วนิ เนตรถนอมศกั ด์ิ
ปิยะ กิตติภาดากลุ ธนพล ไชยแสน วรรยา สธุ รรมชัย
. นสิ า มีแสง เกษมศรี มานิมนต์ และดารงวุฒิ อ่อนวมิ ล
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนท่ดี ำเนินกำร : ศูนย์วิจยั ข้าวโพดข้าวฟา่ งแหง่ ชาติ หาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
อาเภอปากช่อง จงั หวดั นครราชสีมา
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : ดาเนินการปลูกเมล็ดพันธุ์ปอเทืองที่รวบรวมมาจาก
แหล่งพนั ธุ์จังหวดั ต่าง ๆปลูกในพ้ืนท่ีศึกษารวมท้ังสิ้น 65 แปลงดาเนินการดูแลรักษา
แปลงปลูกบันทกึ ขอ้ มูลการเจรญิ เตบิ โตของปอเทืองในระยะ (V3) ออกดอก (R1) ติดฝัก
(R3) ตดิ เมล็ด (R5) เมล็ดพฒั นาเต็มท่ี (R6) เริ่มสุกแก่ (R7) และสุกแก่เต็มท่ี (R8)เก็บ
ตัวอย่างในแปลงเพื่อหาน้าหนักแห้งของลาต้น ใบ ฝัก และเมล็ด บันทึกข้อมูลสภาพ
อากาศรายวัน ไดแ้ ก่ ปรมิ าณน้าฝน พลงั งานรงั สดี วงอาทติ ย์ อุณหภูมิสูงสุด และต่าสุด
ข้อมู ลดิ น ท่ีได้ จากการ ศึ กษา โ ปร ไฟล์ดิ น ใน แ ปล ง ท ดล องผ ล การ วิ เค ร า ะห์ ดิ นข้ อมู ล
เก่ียวกับพืชได้แก่ วันงอก วันเก็บเก่ียว ระยะเวลาถึงระยะการเจริญเติบโตต่าง ๆ
ตลอดจนผลผลิต และองค์ประกอบของผลผลิตหลังจากนนั้ ทาการตรวจสอบและนาเข้า
ข้อมูลดิน ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลพืช ข้อมูลการจัดการต่าง ๆ เพ่ือเตรียม
ประมวลผลตามแบบจาลองการผลิตพชื ตอ่ ไป
34
2.2.4 แผนงำนวจิ ยั เรื่องกำรวิจัยและพัฒนำฟนื้ ฟรู ะบบอนรุ กั ษด์ นิ และ
น้ำเพ่ือเพิ่มศักยภำพกำรใช้น้ำและผลติ ภำพกำรปลูกพืชในพื้นทีเ่ ส่ยี งภยั แล้ง
ทีเ่ ปน็ ดินทรำย (อรรณพ พุทธโส) ประกอบดว้ ย 1 โครงกำรย่อย ไดแ้ ก่
โครงกำรย่อยที่ 1 กำรอนรุ ักษด์ ินและนำ้ โดยใช้ระบบพืชปรับปรุงบำรุง
ดินร่วมกบั แนวพชื กบั ดักพนื้ ทปี่ ลูกแตงโมหลงั นำข้ำวอนิ ทรยี ์ จงั หวัดยโสธร
คณะผู้วิจยั : ภรภทั ร นพมำลัย อรรณพ พุทธโส
กมลาภา วฒั นประพฒั น์ อิสรยิ า มีสิงห์
ประภา ธารเนตร สวุ รรณภา บุญจงรักษ์
ลาไพ คาลือ และพรทวี ศรสี งา่
ระยะเวลำดำเนนิ กำร : ตลุ าคม 2563 - กันยายน 2566
สถำนทีด่ ำเนินกำร : ตาบลลมุ พุก อาเภอคาเขอื่ นแกว้ จังหวดั ยโสธร
รำยงำนควำมก้ำวหนำ้ : คัดเลือกตารับการทดลองกับเกษตรกรและประธาน
กลุ่มปลูก โดยคัดเลอื กตารบั การทดลอง 5 ตารับการทดลอง วางแผนการทดลองแบบ
สมุ่ ในบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) จานวน 3 ซ้า ดงั นี้ ตารับที่ 1 แปลงตรวจสอบ (ไม่ปลูกพืช
กับดกั ) ตารับที่ 2 พืชสมุนไพร (ตะไคร้หอม) ตารับที่ 3 พืชอนุรักษ์ดินและน้า (หญ้า
แฝก) ตารบั ท่ี 4 พืชปรบั ปรุงบารุงดนิ (ปอเทือง) ตารบั ท่ี 5 พืชผัก (มะระข้ีนก) เก็บดิน
ก่อนการทดลองท่ีระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร พบว่า ปริมาณอินทรียวัตถุอยู่ใน
ระดับตา่ เท่ากับ 0.44 เปอรเ์ ซน็ ต์ ปรมิ าณฟอสฟอรัสทีเ่ ป็นประโยชน์ในดินค่อนข้างสูง
คา่ มเี ท่ากบั 20 มิลลกิ รมั ต่อกโิ ลกรัม ปริมาณโพแทสเซียมท่เี ป็นประโยชน์ในดินระดับ
ต่ามคี ่าเท่ากับ 31 มลิ ลิกรมั ต่อกโิ ลกรัม ดนิ เปน็ กลางกรดจดั เลก็ น้อยมคี ่า 5.7 มีความ
หนาแน่นรวมของดนิ ระดบั ปานกลาง มีความชืน้ ในดนิ 1.31 เปอร์เซ็นต์ การตรวจนับ
แมลงจากแผ่นกับดักโดยเกษตรกรกลุ่มปลูกฮัก ส่วนมากจะมีแมลงวันทอง ตั๊กแตน
แมลงเต่าทอง แมลงวัน แมลงหวีข่ าว และผเี สื้อกลางคืน
35
2.2.5 แผนงำนวิจัย เรื่องผลของวัสดุปรับปรุงดินต่อสมบัติทำงเคมี
ฟิสิกส์ ของดิน ผลผลิตพืช และระบบนิเวศบริกำรของดินทรำยในภำค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของประเทศไทย (ประภำ ธำรเนตร) ประกอบด้วย 2
โครงกำรยอ่ ย ได้แก่
โครงกำรยอ่ ยท่ี 1 ผลของวัสดอุ นิ ทรียต์ อ่ เสถยี รภำพของเมด็ ดิน กำรกัก
เก็บน้ำของดิน และมูลค่ำของระบบนิเวศบริกำรของดินทรำยในภำค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
คณะผูว้ จิ ยั : ประภำ ธำรเนตร ชนดิ า เกดิ ชนะ
สวุ รรณภา บญุ จงรักษ์ กญั ญาพร สังข์แก้ว
สิรนิ ภา ชินอ่อน อสิ รยิ า มสี งิ ห์ และภรภทั ร นพมาลัย
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2564 - กนั ยายน 2566
สถำนทดี่ ำเนนิ กำร : จังหวัดอบุ ลราชธานี
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : ดินทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปัญหาเน้ือดิน
หยาบเปน็ ทรายหรือดนิ รว่ นปนทราย ปฏกิ ิริยาดนิ เปน็ กรดถึงกรดจดั มาก ความสามารถ
ในการอมุ้ นา้ ตา่ อินทรียวัตถุความอุดมสมบูรณข์ องดนิ ตา่ ถงึ ต่ามาก การทดสอบผลของ
วสั ดปุ รบั ปรุงดินต่อเสถยี รภาพของเมด็ ดินในสภาพกระถางพบวา่ การใช้วสั ดปุ รับปรุงดิน
ทาให้ปรมิ าณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินเพิ่มขึ้น ในขณะที่อินทรียวัตถุ ค่าความ
เปน็ กรดด่างของดนิ ไม่แตกต่างกัน ความช้ืนดินจะข้ึนอยู่กับช่วงเวลาการการตรวจวัด
แต่มูลไส้เดือนดินมีแนวโน้มทาให้ดินสามารถเก็บความชื้นได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
ยังคงเกบ็ ขอ้ มูลดินตอ่ ไปจนครบ 1 ปี สว่ นการทดสอบในสภาพแปลง อย่ใู นระหว่างการ
วิเคราะห์ดินจากห้องปฏิบัติการ แต่จากการสังเกตในภาคสนามด้วยตาเปล่า พบว่า
ตารบั ทม่ี กี ารใช้มูลไสเ้ ดือนดินมีการเจริญเติบโตของขา้ วโพดสงู ท่สี ุด
36
โครงกำรยอ่ ยที่ 2 ผลกระทบของกำรเปลย่ี นแปลงกำรใช้ท่ีดินต่อระบบ
นเิ วศบริกำรในดินทรำยภำคตะวันออกเฉียงเหนอื
คณะผูว้ ิจัย : ศันสนีย์ อรญั วำสน์ ประภา ธารเนตร
โอวาท ยุทธรรม กัญญาพร สังข์แก้ว และรัตนะ สุตาคา
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2563 - กนั ยายน 2565
สถำนทีด่ ำเนินกำร : ล่มุ น้าสาขาลาเสียวน้อย จังหวดั รอ้ ยเอ็ด
(อาเภอจตรุ พักพิมาน เมืองสรวง และเกษตรวิสยั )
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : จัดเตรียมข้อมูลและจาลองการเปลี่ยนแปลงการใช้
ทด่ี ินโดยใชข้ อ้ มูลทตุ ิยภมู ิ ดาเนินการประสานหนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ งในการขอข้อมูล เช่น
ข้อมูลภูมิอากาศ ข้อมูลป่าไม้ และพื้นที่อนุรักษ์ ข้อมูลชลประทาน ดาเนินการเลือก
พนื้ ทีร่ วบรวมข้อมูลทตุ ยิ ภูมทิ ีเ่ กี่ยวขอ้ ง และดาเนนิ การตรวจสอบแก้ไขข้อมูล เช่น แผน
ท่ีสภาพการใช้ท่ดี ินปี พ.ศ. 2543 ปี พ.ศ. 2553 ปี และ พ.ศ. 2563 พร้อมทงั้ ดาเนนิ การ
พัฒนาเคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการสมั ภาษณแ์ ละเกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนาม
37
2.2.6 แผนงำนวจิ ยั เร่ืองกำรพัฒนำฟน้ื ฟูระบบอนรุ ักษด์ ินและน้ำเพอ่ื ลด
กำรชะลำ้ งพงั ทลำยของดนิ และเพ่มิ ผลติ ภำพกำรปลูกพืชบนพืน้ ทีส่ งู
คณะผู้วจิ ัย : อรรณพ พุทธโส จนั ทนา สงวนสิทธิ์
นิลภัทร คงพ่วง นยิ ม สรุ ักษ์ มนต์ชัย พรมลองวัน
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตุลาคม 2564 - กันยายน 2566
สถำนที่ดำเนนิ กำร : บา้ นอาขา่ ป่าไม้อุทศิ ตาบลแมส่ ลองใน
อาเภอแมฟ่ า้ หลวง จงั หวัดเชยี งราย
รำยงำนควำมกำ้ วหนำ้ : การศึกษาร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินเชียงรายและ
เกษตรกร โดยดาเนินการการจดั ระบบอนรุ ักษ์ดินและน้าทั้งมาตรการวิธีกล และวิธีพืช
การจดั ทาขน้ั บนั ไดดนิ ขวางความลาดเท เพือ่ ป้องกนั การชะลา้ งพงั ทลายของดนิ และเก็บ
รักษานา้ ไวส้ าหรับการเพาะปลกู พืชในพื้นท่ี และมีการคลุมผิวดินด้วยฟางข้าวและใบ
หญ้าแฝก (เกษตรกรปลูกข้าวไร่) และคลุมบริเวณโคนต้นพืช (เช่น อะโวกาโด)
ได้ดาเนินการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณการสูญเสียดิน ปริมาณการสูญเสียธาตุ
อาหารในดนิ และมลู คา่ การสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์
38
2.2.7 แผนงำนวิจัย เรื่องกำรฟื้นฟูอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อเพิ่มศักยภำพ
น้ำในกำรปลกู พชื ในพ้นื ทด่ี นิ ดอนและทล่ี ่มุ เขตภำคตะวันออกเฉียงเหนือ
คณะผู้วิจยั : อรรณพ พุทธโส ภทั รานิษฐ์ ชว่ ยสระน้อย
ธรี พล เปลง่ สันเทยี ะ และแกว้ ใจ อ้อชยั ภมู ิ
ระยะเวลำดำเนินกำร : ตลุ าคม 2564 - กันยายน 2568
สถำนทด่ี ำเนนิ กำร : ตาบลบ้านโสก อาเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ
รำยงำนควำมกำ้ วหน้ำ : การศึกษาเพื่อการบริหารจัดการพัฒนาฟื้นฟูระบบ
อนรุ ักษด์ ินและน้าเพือ่ เพมิ่ ศกั ยภาพของดนิ และน้าในการปลูกข้าวในพ้ืนที่เส่ียงภัยแล้ง
ซ่ึงครอบคลุมพ้ืนที่ดอน และพื้นท่ีราบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยประเมิน
ศกั ยภาพของนา้ ในดนิ และแหล่งน้าในไรน่ า การวางแผนการใช้น้าให้เกิดประสิทธิภาพ
สาหรบั การปลูกข้าวและพืชเศรษฐกจิ สาคญั การประเมินผลความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
และสงั คม การพฒั นาสง่ เสริมกลไกการยกระดบั หมอดนิ อาสาเครือข่ายในการถ่ายทอด
เทคโนโลยเี พอ่ื ให้สามารถใช้ประโยชน์องค์ความรู้จากงานวิจัยได้จริงในเชิงพื้นท่ีดอน
และพื้นทีร่ าบ
39
บทท่ี 3
ผลสำเรจ็ กำรดำเนนิ งำนโครงกำรวิจยั ปี 2564
3.1 ผลงำนวิจัยท่แี ล้วเสรจ็
กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน มีผลงานวิจัยที่สาเร็จในปี 2564 ประกอบไป
ดว้ ยโครงการวจิ ยั ด้านการจดั การดนิ ปญั หาการปรับปรงุ บารุงดนิ การอนุรักษ์ดินและน้า
และเทคโนโลยีชีวภาพ ทงั้ สิน้ จานวน 6โครงการ และแผนงานวจิ ัย จานวน2แผนงาน
3.1.1 สมบตั ขิ องดินและปัจจยั ท่มี ผี ลกระทบต่อผลผลิตข้ำวขำว
ดอกมะลิ 105 จังหวัดสุรินทร์
ผ้วู ิจัย : อภันตรี พฤกษพงศ์
บทคัดย่อ : ดาเนนิ การทดลองเพ่ิมผลผลิตขา้ วขาวดอกมะลิ 105 ในจังหวัดสุรินทร์ โดย
กาหนดผลผลิตเฉล่ียของข้าวเป็นตัวชี้วัด เพื่อจาแนกความเหมาะสมของพื้นที่ตามศักยภาพการ
ให้ผลผลติ ข้าวของดนิ อยา่ งแท้จรงิ ประกอบกับการจัดการในไร่นาของเกษตรกรทั้งด้านดิน น้า และ
พชื อยา่ งเหมาะสม เช่นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย การรักษาความช้ืนในดินไว้ให้ได้นาน การ
เพิ่มความเป็นประโยชน์ของนา้ ในดนิ การใช้เทคโนโลยกี ารผลิตทล่ี ดการใช้แรงงาน รวมท้ังการจัดการ
ตลาดทเี่ หมาะสม
การศึกษาสมบัติของดินและปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในจังหวัด
สุรินทร์ พบว่า การท่ีผลผลิตข้าวตา่ เกิดจากปัจจัยเก่ียวกับการเก็บกักน้าของดินหรือการที่ดินไม่
อมุ้ นา้ และการที่ดนิ มคี วามอุดมสมบูรณ์ต่า สามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงบารุงดิน ที่เร่ิมจาก
การลดความเป็นกรดของดินโดยการใส่ปูน หรือถ่านชีวภาพเพื่อยกระดับ pH ของดินอย่างรวดเร็ว
และเพม่ิ การดูดยึดธาตอุ าหารของดิน การจัดการปุ๋ยและธาตุอาหารอย่างเหมาะสม โดยใช้ปุ๋ยเคมี
รว่ มกบั การเพ่ิมอินทรยี วตั ถุให้แกด่ ินได้แก่ การใสป่ ยุ๋ คอกปุย๋ หมกั การไถกลบตอซัง หรือ การปลูก
พืชปุ๋ยสดก่อน หรือหลังการเก็บเก่ียวข้าวในทุกรอบการปลูกข้าว เช่น ปลูกถ่ัวพร้าในท่ีดอน
ปลกู ปอเทอื งในที่ล่มุ แลว้ สบั กลบลงในดินทัง้ นีก้ ารเพิ่มอินทรียวัตถุในดินจะช่วยให้ดินเก็บกักน้า
และช่วยดูดยึดธาตุอาหารในดินได้ นอกจากนี้การลดการไถพรวน หรือ การไม่ไถพรวน ยังเป็นการ
รักษาความช้ืนไวใ้ นดนิ และลดการสลายตวั ของอนิ ทรยี วัตถใุ นดนิ ได้อีกทางหนึ่ง
40
3.1.2 ศกั ยภำพกำรกักเก็บคำร์บอนในพนื้ ที่เกษตร
ผวู้ จิ ัย : วชิ ิตรำ อินทรศรี
บทคัดยอ่ : การกกั เก็บคาร์บอนในดิน เป็นแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก
ที่สาคัญในภาคเกษตร สามารถช่วยส่งเสริมคุณภาพดินได้ การศึกษาน้ีจึงได้ค้นคว้า
รวบรวม วเิ คราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลทางวชิ าการ และจากกรณีศึกษาศักยภาพการ
กักเก็บคาร์บอนในพื้นท่ีเกษตรอินทรีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งดาเนินการศึกษาในปี
พ.ศ. 2561-2563 เพอื่ พัฒนาองค์ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ในการใช้ทรัพยากรดิน
การอนุรักษ์ดินและน้า เพ่ือรักษาทรัพยากรดินให้เกิดความสมดุลและย่ังยืน
จากการศึกษาพบว่าพื้นที่เกษตรมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในดิน โดยพ้ืนที่ท่ีปลูก
พชื เศรษฐกิจ ได้แก่ ขา้ ว ข้าวโพด อ้อย มนั สาปะหลัง ยางพารา และ พืชผัก มีปริมาณการ
กักเก็บคาร์บอนในดินอยู่ในช่วง 2-4, 0.16-8.22, 1.5-5.93, 1.18-6.7, 0.35-7.75, และ
0.30-1.25 ตนั คาร์บอนต่อไร่ ตามลาดับ จากกรณีศึกษา พบว่าการเพิ่มอินทรียวัตถุอย่าง
ตอ่ เน่อื งทาให้อินทรีย์คาร์บอนในดินเพ่ิมขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2561 พบปริมาณอินทรีย์
คาร์บอนในดิน 848 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2558 คิดเป็น 33.5
เปอร์เซน็ ต์ แสดงใหเ้ หน็ วา่ พ้นื ที่เกษตรเป็นพ้ืนท่ีท่ีมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนใน
ดิน และเป็นแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเป็นแนวทางการจัดการ
ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ที่ช่วยส่งเสริมเกษตรกรปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภมู อิ ากาศ เพ่อื ลดความรนุ แรงจากผลกระทบที่สง่ ผลต่อผลผลิต รายได้ และชีวิตความ
เปน็ อย่ขู องเกษตรกรได้
41
3.1.3 กำรจัดกำรเศษวัสดุทำงกำรเกษตรเพื่อลดกำรปลดปล่อยก๊ำซ
คำร์บอนไดออกไซด์และสำรก่อมลพิษทำงอำกำศในพ้ืนที่เกษตรกรรม 9
จงั หวดั ภำคเหนอื
ผู้วจิ ยั : พงศธ์ ร เพยี รพทิ กั ษ์
บทคัดย่อ : การศึกษาคร้ังนี้เพ่ือประเมินผลจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสารก่อมลพิษทางอากาศ และจัดทาข้อมูล
พื้นท่ีเปราะบางเสยี่ งตอ่ การเผาไหม้เศษวสั ดทุ างการเกษตร ในพื้นท่ี 9 จังหวัดภาคเหนือ
ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลาปาง และลาพูน
ระยะเวลาดาเนินการ กนั ยายน 2560-ตลุ าคม 2563 ผลการศึกษาพบวา่ พ้ืนท่ีมีจดุ ความ
ร้อนสะสมเฉลย่ี 2,375 จดุ ต่อปี คดิ เป็นพื้นทถ่ี ูกเผาไหมเ้ ฉล่ีย 825,553 ไร่ต่อปี มีเศษวัสดุ
ทถี่ กู เผาเฉลยี่ 790,433 ตันตอ่ ปี เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสาร
ก่อมลพิษทางอากาศ PM10 และ PM2.5 เฉล่ีย 998,683 9,485 และ 8,758 ตันต่อปี
ตามลาดับ จาแนกเป็นพื้นท่ีเปราะบางท่ีมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเผาไหม้เศษวัสดุเฉล่ีย
9,008,117 ไร่ต่อปี และผลจากการดาเนินงานโครงการส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ย
อินทรีย์เพ่ือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9 จังหวัดภาคเหนือ พบว่า การไถกลบ
245,000 ไร่ สามารถลดการเผาไหม้เศษวัสดุทางการเกษตรได้ 181,128 ตัน ลดการ
ปลดปล่อยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ และสารก่อมลพิษทางอากาศ PM10 และ PM2.5 ได้
230,533 2,214 และ 2,041 ตัน ตามลาดับ และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 13,005 ตัน
สามารถเพมิ่ ธาตุอาหารลงดนิ ได้ ดังน้ี ธาตไุ นโตรเจน 91,035 กโิ ลกรมั ฟอสฟอรสั 26,010
กโิ ลกรมั โพแทสเซียม 45,517 กโิ ลกรัม แคลเซียม 91,035 กิโลกรัม แมกนีเซียม 26,010
กิโลกรัม และซัลเฟอร์ 6,502 กิโลกรัม ปัจจุบันประเทศไทยมีพ้ืนท่ีปลูกข้าว ข้าวโพด และ
ออ้ ย รวม 89,387,765 ไร่ คิดเป็นเศษวัสดุ 47,975,929 ตัน ถ้ามีการบริหารจัดการเศษ
วัสดเุ พ่ือลดการเผาจะชว่ ยลดการปลดปลอ่ ยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ และสารก่อมลพิษ
ทางอากาศ PM10 และ PM2.5 ได้ 59,471,131 475,977 และ 398,104 ตนั ตามลาดบั
42
3.1.4 ผลของกำรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับน้ำหมักชีวภำพต่อผลผลิตของ
ขำ้ วโพดหวำนอนิ ทรีย์ในชดุ ดินวงั สะพุง
คณะผ้วู ิจยั : วนิ ยั ชมบุตร และอัศวนิ เนตรถนอมศกั ดิ์
บทคัดยอ่ : เพ่อื ศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ร่วมกับน้าหมักชีวภาพ
ต่อการเปลยี่ นแปลงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดิน การเจริญเติบโต ผลผลิต และ
ผลตอบแทนทางเศรษฐกจิ ของข้าวโพดหวานอนิ ทรีย์ ดาเนินการทดลองในชุดดินวังสะพุง
ณ ศูนยว์ ิจัยการอนุรักษ์ดินและน้า อาเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่าง พ.ศ.
2560 - 2561 มีการจัดสิ่งทดลองแบบแฟคทอเรียล ภายใต้การทดลองแบบการสุ่มใน
บลอ็ กสมบรู ณ์ (RCBD) มี 2 ปัจจยั คือปุ๋ยอินทรีย์ และการใส่น้าหมักชีวภาพ จานวน 3
ซ้า ปลูกข้าวโพดหวาน 2 ฤดูกาล แต่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คร้ังเดียวในฤดูกาลปลูกที่ 1 พบว่า
หลงั การเก็บเกีย่ ว อินทรยี วัตถุและธาตุอาหารในดนิ เพ่มิ ขน้ึ มากที่สดุ โดยอนิ ทรียวตั ถมุ ีค่า
2.44เปอรเ์ ซน็ ต์ ฟอสฟอรัส 75.37 มก./กก. และโพแทสเซยี ม 556 มก./กก. ส่วนดินหลัง
การเก็บเกี่ยวฤดูกาลปลูกที่ 2 พบว่า มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เพิ่มข้ึน 7.58
ฟอสฟอรสั 49 มก./กก. และดินที่ใสม่ ลู โคมปี ริมาณโพแทสเซียม 452 มก./กก. ส่งผลให้
องค์ประกอบผลผลิต และผลผลติ ขา้ วโพดหวานอินทรียส์ งู สุดทง้ั 2 ฤดกู าล โดย ความสูง
ของตน้ 188.67 และ 116.53 ซม. ความเข้มของสีใบ 54.92 และ 51.08 SPAD Unit
น้าหนักตน้ สด 5,296.40 และ 1,400 กก./ไร่ และน้าหนักของฝักสดมี 2,334.37 และ
1,607.56 กก./ไร่ ตามลาดับ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ในฤดกู าลปลูกท่ี 1 การใส่มูลโค
ให้ผลตอบแทนเหนือต้นทุนสูงสุด 9,578.94 บาท/ไร่ รายได้ต่อต้นทุน 2.14 และใน
ฤดกู าลปลกู ท่ี 2 ใหผ้ ลตอบแทนสูงสุด 12,308.49 บาท/ไร่ รายไดต้ ่อต้นทนุ 4.27
43
3.1.5 ศึกษำประสิทธิภำพของสำรนำโนแคลเซียมคำร์บอเนต
ร่ว ม กั บก ำ ร ใ ช้ปุ๋ ย เ คมี ท่ี เ หมำ ะ ส มต่ อ คว ำม อุ ดมส ม บู ร ณ์ข อ ง ดิ น
ก ำ รเ จ ริ ญเ ติ บ โ ตแล ะ ผ ล ผ ลิ ตข อ ง มั น ส ำ ป ะ หลั ง ใ น พ้ื น ที่ ดิ น ก รด
จงั หวัดนครรำชสีมำ
คณะผ้วู ิจยั : อโนชำ เทพสุภรณ์กุล อิสรยิ า มีสงิ ห์
กมลาภา วัฒนประพฒั น์ และววิ ฒั น์ สากา
บทคัดยอ่ : การศึกษาประสิทธิภาพของสารนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตร่วมกับ
การใชป้ ยุ๋ เคมที ี่เหมาะสมต่อความอดุ มสมบูรณ์ของดิน การเจริญเติบโตและผลผลิตของ
มันสาปะหลังในพื้นท่ีดินกรด จังหวัดนครราชสีมา ดาเนินการทดลองในพ้ืนท่ีแปลง
เกษตรกร บ้านส้มกบงาม หมู่ที่ 9 ตาบลเสมา อาเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
ระยะเวลาดาเนนิ การตัง้ แตเ่ ดอื นมกราคม 2652 ถึงเดอื นพฤษภาคม 2564 วัตถุประสงค์
เพอื่ ศึกษาการเปลยี่ นแปลงสมบตั ทิ างเคมีและทางกายภาพของดิน ศึกษาประสิทธิภาพ
ของสารนาโนแคลเซียมคารบ์ อเนตอตั ราทีเ่ หมาะสมร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีท่ีเหมาะสมต่อ
การเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสาปะหลังในพ้ืนท่ีดินกรด และประเมินผลตอบแทน
ทางเศรษฐกิจ วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design
จานวน 4 ซา้ 5 วธิ กี าร ประกอบด้วย วิธีการท่ี 1 แปลงควบคุม วิธีการที่ 2-5 การใส่
สารปรบั ปรุงดนิ ชนดิ เหลวอตั รา 5 10 15 และ 20 ลิตรตอ่ ไร่ ตามลาดับ โดยการทดลองปี
ที่สองไดท้ าการเปรยี บเทียบการใสส่ ารปรบั ปรุงดนิ ต่อเนือ่ งในอัตรา 5 ลติ รตอ่ ไรก่ บั การไม่
ใส่สารปรบั ปรงุ ดิน
ผลการทดลอง พบว่า การใชส้ ารปรับปรุงดินชนิดเหลวอัตรา 15 ลิตรต่อไร่ และใส่
ตอ่ เนอ่ื งอตั รา 5 ลติ รตอ่ ไร่ และการใช้สารปรับปรุงดินชนิดเหลวอัตรา 20 ลิตรต่อไร่ใส่
เฉพาะปีแรก ทาให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินจาก 5.0 เพ่ิมเป็น 5.2 ปริมาณ
อินทรียวัตถุ การใส่สารปรับปรุงดินชนดิ เหลวอตั รา 10 ลิตรต่อไร่ พบวา่ ทัง้ การใส่เฉพาะปี
แรก และใสต่ ่อเนอ่ื งอัตรา 5 ลติ รต่อไร่ ซึ่งในปที ีส่ อง มกี ารสะสมอนิ ทรยี วัตถใุ นดินเพม่ิ ขน้ึ
เล็กนอ้ ยมีค่าเฉล่ยี เทา่ กับ 0.37 และ 0.34 เปอร์เซน็ ต์ ตามลาดบั ปริมาณฟอสฟอรัสมีค่า
เพิม่ สงู ข้ึนจากการใส่สารปรบั ปรงุ ดนิ ชนิดเหลวอตั รา 5 และ 10 ลิตรต่อไร่ โพแทสเซียมมี
การเปลี่ยนแปลงลดลงทุกวิธีการ ปริมาณแคลเซียมมีค่าเพ่ิมสูงขึ้นในวิธีการท่ีใส่สาร
ปรับปรุงดนิ ชนิดเหลวอตั รา 5 10 และ 15 ลิตรต่อไร่ปีแรกและใส่ต่อเนื่อง 5 ลิตรต่อไร่
และปริมาณแมกนีเซยี มมีค่าเพิม่ ขึน้ จากการใช้สารปรบั ปรุงดินชนดิ เหลวอตั รา 5 และ 10
ลิตรตอ่ ไร่
44
ในปแี รกและใสต่ ่อเน่อื ง 5 ลิตรต่อไร่ การเจริญเติบโตและผลผลติ ของมันสาปะหลัง พบว่า
การใส่สารปรับปรุงดินชนิดเหลวอตั รา 15 และ 20 ลิตรตอ่ ไร่ มกี ารเจริญเตบิ โตทางความ
สงู ของลาต้นมากกวา่ การใส่สารปรับปรงุ ดนิ ชนดิ เหลวอัตรา 5 และ 10 ลติ รตอ่ ไร่ ผลผลิต
มันสาปะหลัง การใส่สารปรับปรุงดินชนิดเหลวอัตรา 10 ลิตรต่อไร่ในปีแรก และใส่
ต่อเนอื่ งปีที่ 2 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ ให้ผลผลิตมันสาปะหลังเฉลี่ย 2 ปี สูงสุด 5,173.85
กิโลกรัมต่อไร่ และเม่ือเปรียบเทียบการใส่สารปรับปรุงดินกับการไม่ใส่สารในปีที่ 2
ยังเป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตมันสาปะหลังเพ่ิมขึ้นสูงสุด 936.7 กิโลกรัมต่อไร่ สาหรับ
ผลตอบแทนทางเศรษฐกจิ เป็นไปในทานองเดยี วกับผลผลิต กล่าวคอื การใส่สารปรับปรุง
ดินชนิดเหลวอัตรา 10 ลิตรต่อไร่ในปีแรก และใส่ต่อเนื่องปีท่ี 2 อัตรา 5 ลิตรต่อไร่
มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2 ปี สูงสุด 4,898.94 บาทต่อไร่ เพ่ิมข้ึน 1,601.28 บาทต่อไร่
เมือ่ เปรยี บเทยี บการใสส่ ารปรับปรงุ ดนิ และการไม่ใส่สารในปีที่ 2 รองลงมาคือว่าการใส่
สารปรับปรงุ ดินชนิดเหลวอัตรา 5 ลติ รต่อไรใ่ นปแี รก และใส่ตอ่ เนื่องปีที่ 2 อัตรา 5 ลิตร
ตอ่ ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลยี่ 4,612.63 บาทตอ่ ไร่
45
3.1.6 กำรกักเก็บอินทรีย์คำร์บอนในดินในพ้ืนท่ีปลูกข้ำวโพดเล้ียงสัตว์
ภำคเหนือ ในพนื้ ท่ี 17 จังหวัดภำคเหนือ
ผู้วิจัย : สมจินต์ วำนชิ เสถียร
บทคัดย่อ : การศึกษาการกักเกบ็ อินทรยี ค์ าร์บอนในดินในพ้ืนที่ปลูกข้าวโพด
เลยี้ งสตั วใ์ นพืน้ ท่ี 17 จังหวัดภาคเหนอื พบว่าการใช้ประโยชน์ท่ดี ินปี พ.ศ. 2561 – 2563
มีเนอื้ ทปี่ ลูกขา้ วโพดเลีย้ งสัตวใ์ นภาคเหนือ จากการคานวณเนื้อที่โดยการวิเคราะห์จาก
เทคโนโลยีภูมิศาสตรส์ ารสนเทศรวมท้ังหมดเท่ากับ 7,693,445 ไร่ จังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูก
ขา้ วโพดสูงสุด 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน เพชรบูรณ์ และตาก มีเน้ือที่ปลูกข้าวโพด
เท่ากับ 1,271,947 1,146,053 และ 1,101,194 ไร่ ตามลาดับ โดยมวลชีวภาพของ
ข้าวโพดเล้ียงสัตว์ภาคเหนือมีปริมาณรวมทั้งหมดเท่ากับ 10,347,991 ตัน จังหวัดท่ีมี
ปรมิ าณมวลชีวภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงสุด ได้แก่ จังหวัดน่าน เพชรบูรณ์ และตาก มี
ปรมิ าณมวลชีวภาพข้าวโพดเล้ยี งสตั ว์ทั้งหมดสงู สุดเท่ากับ 1,710,819 1,541,488 และ
1,481,150 ตัน ตามลาดับ หากทาการไถกลบเศษวัสดุลงดินจะทาให้สามารถกักเก็บ
อนิ ทรยี ์คาร์บอนในดินในพื้นท่ีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภาคเหนือเท่ากับ 4,525,178 ตัน
คารบ์ อน จงั หวดั นา่ น เพชรบูรณ์ และตาก สามารถกักเก็บอินทรีย์คาร์บอนในดินสูงสุด
เทา่ กบั 748,141 674,093 และ 647,707 ตนั คาร์บอน ตามลาดบั และจะทาให้สามารถ
ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดินในพ้ืนท่ีปลูกข้าวโพดเล้ียงสัตว์ภาคเหนือเท่ากับ
16,592,320 ตนั กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งน้ี จงั หวัดนา่ น เพชรบูรณ์ และตาก สามารถ
ดูดซบั ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นดนิ สูงสุดเทา่ กบั 2,743,184 2,471,674 และดูดซบั
ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นดิน 2,374,926 ตนั กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามลาดบั
46
3.2 แผนกำรวิจยั ทีแ่ ล้วเสรจ็
3.2.1 แผนงำนวิจัย กำรจัดกำรดนิ และน้ำในนำข้ำวแบบเปียกสลับแห้ง
ต่อกำรลดก๊ำซเรือนกระจกในพ้ืนท่ีภำคกลำง (ยุทธศำสตร์ อนุรักติพันธุ์)
ประกอบด้วย 4 โครงกำรย่อย ไดแ้ ก่
โครงกำรย่อยที่ 1 ศึกษำกำรปลดปล่อยก๊ำซมีเทนในนำข้ำว
แบบเปียกสลับแหง้ ในพ้ืนท่ลี ่มุ ภำคกลำง
คณะผู้วิจัย : สมจินต์ วำนชิ เสถียร พงศ์ธร เพียรพทิ กั ษ์ วิชติ รา อนิ ทรศรี
ณรงค์เดช ฮองกูล และธนญั ชย์ ดาขา
บทคดั ยอ่ : การศกึ ษาการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งใน
พน้ื ท่ลี ุม่ ภาคกลาง ดาเนนิ การปลกู ขา้ วหอมมะลิ105 พบว่าค่าการปลดปล่อยก๊าซมีเทน
ในนาขา้ วจงั หวดั สุพรรณบรุ ใี นชดุ ดินสระบรุ ี เมื่อต้นข้าวอายุ 100 วัน หลงั ปลกู ซึ่งอยู่ใน
ระยะสกุ แก่ มคี า่ เฉลีย่ การปลดปลอ่ ยก๊าซมีเทนสงู สุดเท่ากับ 17.27 มิลลิกรัมต่อตาราง
เมตรต่อชว่ั โมง สาหรบั ค่าการปลดปลอ่ ยกา๊ ซมเี ทนรวมทั้งหมด พบว่าตารับท่ีใส่ปุ๋ยเคมี
70 เปอร์เซน็ ต์ มีค่าตา่ สุดเทา่ กบั 66.86 มลิ ลิกรมั ต่อตารางเมตรตอ่ ชั่วโมง ขณะที่ตารับ
ที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 50 เปอร์เซ็นต์+ปุ๋ยเคมี มีค่าสูงสุดเท่ากับ 88.13 มิลลิกรัมต่อตาราง
เมตรตอ่ ชว่ั โมง สาหรบั ผลการศกึ ษาในนาขา้ วจังหวดั อ่างทองในชุดดินนครปฐม เม่ือต้น
ข้าวอายุ 100 วัน หลังปลูก มีค่าเฉล่ียการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุดเท่ากับ 21.73
มลิ ลกิ รมั ตอ่ ตารางเมตรตอ่ ชั่วโมง สาหรับคา่ การปลดปล่อยกา๊ ซมีเทนรวมท้งั หมด พบว่า
ตารับที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์+น้าหมัก มีค่าต่าสุดเท่ากับ 95.94 มิลลิกรัมต่อตารางเมตร
ตอ่ ช่ัวโมง ขณะท่ตี ารบั ทใ่ี สถ่ า่ นชวี ภาพ+ปุย๋ อินทรยี ์+นา้ หมัก มคี ่าสูงสุดเท่ากับ 115.91
มลิ ลิกรัมตอ่ ตารางเมตรตอ่ ชัว่ โมง
จากผลการทดลองสรุปได้ว่าการจัดการดิน น้า และปุ๋ย ในนาข้าวจังหวัด
สุพรรณบรุ โี ดยการใสป่ ุย๋ เคมี 70 เปอรเ์ ซ็นต์ เปน็ วิธที ีม่ ีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนต่าท่ีสุด
ในขณะที่จังหวัดอ่างทองการใส่ถ่านชีวภาพ+ปุ๋ยอินทรีย์+น้าหมัก เป็นวิธีที่มีการ
ปลดปลอ่ ยกา๊ ซมเี ทนตา่ ที่สุด ท้ังนี้อาจเน่ืองมาจากมีชุดดินต่างกัน จึงส่งผลให้ปริมาณ
การปลดปล่อยกา๊ ซมีเทนแตกตา่ งกนั
47