43 4) Fair Management หรือการบริหารจัดการที่เป็นธรรม 5) Fair Representation หรือสิทธิการรวมตัวเพื่อเรียกร้องหรือเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้บริษัทฯ ดำเนินการแก้ไขโดยทันทีเพื่อประโยชน์สูงสุดของไรเดอร์และ บริษัทฯ และมอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปดำเนินการเพื่อรับทราบข้อมูลจาก ทั้งสองฝ่ายในวันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 และผลเป็นประการใดให้แจ้งมายังคณะกรรมาธิการ เพื่อทราบต่อไป และเพื่อเป็นการขับเคลื่อนการคุ้มครองให้กับแรงงานบนแพลตฟอร์มและคุ้มครองแรงงานนอก ระบบ จึงขอให้มีความร่วมกันจัดทำโครงการเสวนาเชิงวิชาการร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการการแรงงาน สถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงแรงงานและสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม 65. พิจารณาเรื่อง ลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานครถูกเรียกเงินเดือนคืน ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานคร ขอให้พิจารณา ช่วยเหลือกรณีถูกเรียกเงินเดือนคืน อันสืบเนื่องจากคำสั่งปรับขึ้นเงินเดือนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๓ จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ กรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งให้ลดเงินเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ ส่งผลให้ผู้เสนอเรื่องและคณะซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานครได้รับ ผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางได้พิจารณาคดีและมีคำสั่งให้ยกฟ้องโดยไม่ต้องชำระเงิน ส่วนที่เกินสิทธิคืน แต่กรุงเทพมหานครได้ยื่นเรื่องฎีกาต่อศาลปกครองสูงสุด โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งตัดสินไม่ ต้องคืนเงินเกินสิทธิจำนวนดังกล่าว เพราะเป็นการใช้จ่ายโดยสุจริตและใช้เพื่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ต่อมากรุงเทพมหานครได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลมีคำสั่งให้ผู้เสนอเรื่องและคณะชำระเงินส่วนที่เกินสิทธิคืน แต่เนื่องจากลูกจ้างประจำส่วนใหญ่ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว อีกทั้งยังมีภาระหน้าที่และค่าใช้จ่ายที่ต้อง รับผิดชอบ เมื่อศาลได้มีการพิจารณาพิพากษาให้ลูกจ้างประจำ (ลูกหนี้) ชำระเงินที่ได้รับเกินสิทธิคืน ซึ่งในทาง ปฏิบัติเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีและยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด ทั้งนี้ ขอให้ฝ่าย กฎหมายและหัวหน้าส่วนราชการของกรุงเทพมหานครหามาตรการช่วยเหลือ ตลอดจนขอให้เจรจากับเจ้าพนักงาน บังคับคดีเพื่อชะลอการบังคับคดีหรือชะลอการยึดทรัพย์ไว้ก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่ากลุ่มลูกจ้างประจำของกรุงเทพมหานครที่ได้รับผลกระทบจากการ ถูกฟ้องร้องคดีเรียกเงินที่จ่ายเกินสิทธิคืน ซึ่งแม้ว่าจะได้รับเงินไปโดยเจตนาสุจริตแต่เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็น เงินของแผ่นดินจึงต้องชำระคืน กรุงเทพมหานครจะต้องมีมาตราเยียวยาให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องของการชะลอการบังคับคดีและชะลอการยึดทรัพย์ โดยคณะกรรมาธิการให้พิจารณาควบคู่ไปกับการหามาตรการเยียยาให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ต่อไป และมอบหมายให้ผู้แทนจากกรุงเทพมหานครนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการไปดำเนินการพิจารณา หาแนวทางเยียวยาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้เสนอเรื่องและกลุ่มลูกจ้างประจำของ กรุงเทพมหานครที่ได้รับความเดือดร้อน แล้วรายงานผลให้คณะกรรมาธิการทราบ
44 66. พิจารณาเรื่อง ขอคัดค้านมติชะลอมาตรการผ่อนปรนกิจการ ณ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมจารวีเพื่ออนุรักษ์นวดแผนไทย และผู้แทนผู้ประกอบการร้านนวดเพื่อสุขภาพจังหวัดนนทบุรี ขอให้พิจารณาช่วยเหลือกรณีผู้ประกอบการร้าน นวดเพื่อสุขภาพ ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากจากการไม่สามารถเปิดดำเนินการได้เนื่องจากมีการประกาศการ ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผลจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โรคโควิด – ๑๙) ระลอกใหม่ขึ้น ในบางเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง โดยกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งให้ปิดสถานประกอบการมาแล้ว ๓ รอบ ครั้งล่าสุดตั้งแต่ เดือนเมษายน 2564 และมีคำสั่งให้ขยายเวลา ทุก 14 วัน อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัด นนทบุรียังถูกสั่งปิดสถานประกอบการด้วยซึ่งแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานครยังสามารถ เปิดให้บริการได้ สร้างเดือดร้อนขาดรายได้และไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ จากนโยบายการให้ปิดกิจการแบบเหมารวม จึงร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการให้พิจารณาช่วยเหลือเนื่องจาก ขาดรายได้พนักงานร้านโดยส่วนมากเป็นผู้หารายได้เลี้ยงดูครอบครัวเมื่อไม่มีรายได้มีเพียงการช่วยเหลือกันเอง ด้วยเงินส่วนตัว ไม่มีสิทธิช่วยเหลือ และเข้าไม่ถึงสิทธิเยียวยาตามมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐกำหนดได้ ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติรับทราบข้อมูลการจัดประเภทกลุ่มเสี่ยงในการปฏิบัติตามมาตรการผ่อน ปรนกิจการและกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 และเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการ ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และให้ทำหนังสือถึงศูนย์บริหาร สถานการณ์โควิด - 19 เพื่อให้พิจารณาเร่งรัดให้เปิดบริการสถานประกอบการร้านนวดเพื่อสุขภาพและ พิจารณาหลักเกณฑ์การเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งให้ปิดกิจการต่าง ๆ 67. พิจารณาเรื่องข้อเรียกร้องแรงงานข้ามชาติเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องจากผู้แทนเครือข่ายแรงงานอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือนและคนทำไม้แห่งประเทศไทย โดยมีประเด็นปัญหาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติได้รับผลกระทบจำนวนมาก จึงได้เสนอข้อเรียกร้อง ของแรงงานข้ามชาติเนื่องในวันแรงงานชาติสากลในปีที่ผ่านมา โดยมีข้อเรียกร้องสรุปได้ดังนี้ ๑) ให้รัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายประกันสังคมให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิประกันสังคมทั้ง 7 กรณี และในกรณีชราภาพขอให้จ่ายสิทธิบำเหน็จชราภาพให้กับแรงงานข้ามชาติโดยไม่ต้องรออายุครบ 55 ปี และควรให้มีการยกเลิกข้อ 1 ในกฎกระทรวงการจ่ายบำเหน็จชราภาพแก่ผู้ประกันตนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2560 ๒) การบังคับใช้กฎหมายในส่วนของกองทุนเงินทดแทนกับแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงสิทธิ์เมื่อเกิด อุบัติเหตุเจ็บป่วยหรือสูญเสียจากการทำงาน และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ได้สิทธิแรงงานข้ามชาติ ได้รับสิทธิไม่ต่ำกว่าตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ๓) ขอให้มีการตรวจสอบการเก็บค่าใช้จ่ายในการนำเข้าแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติส่งผลให้แรงงานที่ไม่มี จ่ายจะไม่ขึ้นมาลงทะเบียนบนดินแอบลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย
45 ๔) การตรวจยึดพาสปอร์ตของแรงงานข้ามชาติ ขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังในกรณีที่ ยื่นเรื่องไว้ในครั้งที่ผ่านมาต่อคณะกรรมาธิการ ที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดนนทบุรีมีการแจ้งความดำเนินคดีออก หมายจับแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ต่ออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลขยายเวลาในการตรวจโรคโควิด – ๑๙ และการตรวจสุขภาพเพื่อใช้ในการทำใบขอ อนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และขอให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิได้รับการ ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19 และควรมีเงินเยียวยาแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจาก การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อดังกล่าวด้วย ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติรับทราบข้อมูลการชี้แจงข้อเรียกร้องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมี ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการป้องกันการหาประโยชน์จากการจับกุมแรงงานต่างด้าว การประชาสัมพันธ์ช่องทางการ ติดต่อและการทำงานเชิงรุกของหน่วยงาน การจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด – ๑๙ ให้แก่แรงงานต่างด้าว และให้ทำ หนังสือประสานกระทรวงแรงงานกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 พิจารณาเรื่อง ดังกล่าวต่อไป 68. พิจารณาเรื่อง ขอคัดค้านร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกโดยสารไม่เกินเจ็ดคนผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. เพื่อให้สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาขึ้นทะเบียนเป็นรถสาธารณะให้บริการ ผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน หรือระบบอื่นใดอย่างถูกกฎหมาย ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาพันธ์แรงงานแท็กซี่ไทย และสมาคมวิชาชีพ ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ เรื่อง ขอคัดค้านร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกโดยสารไม่เกินเจ็ด คนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. เพื่อให้สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาขึ้นทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ให้บริการผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น หรือระบบอื่นใดอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าส่งผลกระทบต่อการ ประกอบอาชีพของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ปัจจุบัน ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติรับทราบข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในการให้บริการประชาชนให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต และความต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น จึงมีการเข้ามาควบคุมมาตรฐานการกำหนด ราคาค่าโดยสาร ประเภทรูปแบบรถยนต์ที่ให้บริการ การจัดให้มีการประกันภัยที่คุ้มครองผู้โดยสาร การควบคุม ตรวจสอบผู้ขับขี่ โดยบริษัทที่ให้บริการผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชั่นต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมการ ขนส่งทางบกกำหนด ทั้งนี้ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่ กรมการขนส่งทางบกขยายอายุในการใช้รถ จากเดิม ๙ ปี เป็น ๑๒ ปี การติด GPS เพื่อความสะดวกในการติดตามรถ และในกรณีผู้ใช้บริการลืมสิ่งของบน รถในการดำเนินการติดตาหาสิ่งของ ต่อมามีการดำเนินโครงการแท็กซี่โอเคเป็นนโยบายที่จะเพิ่มช่องทาง โอกาสให้ผู้ขับรถแท็กซี่ที่มีระบบ GPS มีการค่าใช้จ่ายสามารถเข้าถึงลูกค้าที่ระบุตำแหน่งของรถแท็กซี่ที่ติด GPS เพื่อให้ผู้ใช้บริการรับรู้ถึงรถที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้ แต่ไม่ใช่เป็นแอปพลิเคชั่นในการเรียกใช้บริการรถ แท็กซี่ไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้จะมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน ในการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มช่องทางในการให้บริการของแท็กซี่ และในส่วนของ GPS ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายอนาคตจะมีการกำหนดให้มีการใช้ระบบติดตามอื่นใดที่ไม่ใช่แค่ GPS ได้เพื่อเป็นการลด ต้นทุนในส่วนของการให้บริการของผู้ขับรถแท็กซี่ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีความเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านการ
46 ให้บริการทั้งที่ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการรถยนต์สาธารณะแท็กซี่ที่มีอยู่และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ จึงมีมติให้ทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมเพื่อ ขอให้พิจารณาชะลอการผลักดันกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกโดยสารไม่เกินเจ็ดคนผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ให้สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาขึ้นทะเบียนเป็นรถสาธารณะให้บริการผู้โดยสาร ผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบอื่นใดอย่างถูกกฎหมายต่อไป 69. พิจารณาเรื่อง ข้อเสนอแนะการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ ความเป็นมา สืบเนื่องจากสหภาพพนักงานประกันสังคม (สพปส.) มีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการพิจารณา เกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การ ดำเนินงานเกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ สรุปได้ดังนี้ ๑. เรื่องที่มาของบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหาร ๒. การกำหนดนโยบาย และการดำเนินการขององค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์ ๓. งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณกองทุนประกันสังคม ๔. การบริหารงานโดยสามารถบริหารกิจการได้ด้วยตนเองในรูปของคณะกรรมการ ๕. จากภารกิจของสำนักงานประกันสังคมเป็นเรื่องของ “กองทุน” จึงต้องมีอิสระเต็มที่ในการบริหารงาน บุคคลในรูปแบบของคณะกรรมการ ๖. การบริหารเงิน เนื่องจากรายได้ของสำนักงานประกันสังคม ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้แผ่นดิน ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณสำหรับการรับเงิน งบประมาณจากรัฐได้รับในรูปของเงินอุดหนุน ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาเชิงนโยบายและกฎหมายแรงงาน ไปพิจารณาศึกษาแล้วรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการ 70. พิจารณาเรื่อง ข้อจำกัดและการแก้ไขผลกระทบต่อไรเดอร์จากโครงการ "พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน : Lot 11 Food Delivery" ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสหภาพไรเดอร์ขอให้พิจารณาช่วยเหลือปัญหา ของพนักงานขับรถขนส่งอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ "พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน : Lot 11 Food Delivery" ของกระทรวงพาณิชย์จากการที่บริษัทแพลตฟอร์มเข้าร่วมโครงการอาจส่งผลให้กำไร ลดลง จึงทำการปรับลดค่าเที่ยว ค่ารอบส่งอาหาร แต่ทางบริษัทกลับมีการเปิดรับพนักงานส่งอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อลดอำนาจการต่อรอง และส่งผลให้เกิดปัญหาความไม่สามัคคีระหว่างพนักงานเพราะต้องแข่งขันในการ ประกอบอาชีพและเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุในการทำงานจากความรีบเร่งเพื่อทำให้ได้ค่าตอบแทนเพียงพอต่อวัน เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าบำรุงรักษารถ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน เป็นต้น แม้ว่าจะมีสวัสดิการคุ้มครอง พนักงานส่งของ แต่ด้วยเงื่อนไขในการคุ้มครองคือ ต้องวิ่งงานขั้นต่ำให้ได้ 350 งาน/เดือน ถึงจะคุ้มครอง อุบัติเหตุ จึงเห็นว่าการที่บริษัทแพลตฟอร์มมีการปรับลดค่ารอบสร้างความไม่เป็นธรรมแก่พนักงานขับรถส่ง อาหาร และค่ารอบในการวิ่งคือ 34 บาท จึงขอให้ปรับเป็นรอบละ 40 บาท ทั้งนี้ โครงการ "พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน : Lot 11 Food Delivery" เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค ในช่วงแรกจะเป็นการปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยขอความร่วมมือกับ
47 ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า ในการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน ภายหลังมีการแพร่ระบาดของโรคไวรัส โคโรนา 2019 จึงมีการดำเนินโครงการนี้เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นวันเริ่มต้นโครงการ "พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน : Lot 11 Food Delivery" โดยการขอความร่วมมือกับบริษัทแพลตฟอร์ม 5 บริษัท ในการลดราคา เพื่อช่วยร้านอาหารหรือผู้ประกอบการร้านค้าไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้เชิญบริษัทแพลตฟอร์มมาหารือถึงปัญหาต่าง ๆ เช่น การคุ้มครอง ในเรื่องของอุบัติเหตุของพนักงาน การปรับปรุง GPS การยกเลิก Call Center ในการรับเรื่องร้องเรียน และการ ยกเลิกงาน เป็นต้น รวมถึง การจัดตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงแรงงานร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน เพื่อพิจารณาศึกษาการทำงานบนแพลตฟอร์ม ซึ่งมีการประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมการขนส่ง กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และกรมสรรพากร ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีการยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาชีวิตและ คุ้มครองแรงงานนอกระบบ พ.ศ. .... ซึ่งได้นำเสนอมาที่คณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ใน พระราชบัญญัตินี้จะมีคำจำกัดความว่า เป็นคนทำงานสัญชาติไทยที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งไม่ได้เป็น ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ รวมถึงผู้ที่คณะกรรมการ ประกันสังคมประกาศกำหนด พระราชบัญญัติฉบับนี้จะรวมทั้งหมดของการทำงานนอกระบบ ผลการพิจารณา ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลการดำเนินโครงการของกรมการค้าภายใน ทั้งนี้ ในส่วนของประเด็นปัญหา การปรับลดค่ารอบขนส่ง ที่ประชุมมีมติให้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อให้พิจารณา ดำเนินการตรวจสอบการปรับลดค่ารอบและการปรับลดสิทธิประโยชน์ของพนักงานขับรถขนส่งอาหารบริษัท ไลน์แมน จำกัด และมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ด้านแรงงานสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ ไปพิจารณาศึกษาเรื่อง แรงงานที่ทำงานในแพลตฟอร์ม แล้วรายงานผลต่อ คณะกรรมาธิการ 71. พิจารณาเรื่อง ขอความช่วยเหลือติดตามทวงถามการดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกงทรัพย์จาก สายและนายหน้าจัดหางานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการแรงงานและ สวัสดิการสังคม วุฒิสภา ขอให้พิจารณาช่วยเหลือติดตามทวงถามการดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกงทรัพย์ จากสายและนายหน้าจัดหางานไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ สืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ประสบปัญหาถูกหลอกลวงและฉ้อโกงทรัพย์ โดยมีผู้เสียหายจำนวน ๗ ราย และผู้เสียหายรายอื่น ๆ ที่แจ้งความ ดำเนินคดีและออกหมายจับของสถานีตำรวจภูธรกุดจับ จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๔ ราย สถานีตำรวจภูธรนายูง จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๒ ราย ที่ถูกหลอกลวงเสียค่าใช้จ่ายเพื่อไปทำงานที่ Hotel Precede Koriyama ประเทศ ญี่ปุ่น สัญญา ๒ ปี เงินเดือน ๑๘๔,๐๐๐ Yen ซึ่งได้มีการแจ้งความดำเนินคดี และออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว จึงขอ ความอนุเคราะห์มายังคณะกรรมาธิการเพื่อขอให้ช่วยเหลือติดตามทวงถามและคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ทั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ไม่ปรากฏว่ามีคนร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการถูกหลอกลวงการไปทำงาน ต่างประเทศ แต่เมื่อปี 2563 สถานีตำรวจภูธรกุดจับได้มีการทำหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อมูลของผู้ต้องหาเกี่ยวกับ การได้รับใบอนุญาตจัดหาคนไปทำงานไปต่างประเทศเพื่อจะใช้ประกอบสำนวนคดี และมีการขอตรวจสอบข้อมูลอีก 2 ครั้ง คือ เดือนพฤษภาคม 2564 และเดือนมิถุนายน 25๖4 ทางจัดหางานจังหวัดได้ดำเนินการแจ้งกับ เจ้าพนักงานสอบสวนว่าผู้ต้องหาไม่มีใบอนุญาตจัดหางานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 คดี
48 ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วได้รับทราบข้อมูลการดำเนินการทางคดีต่อผู้ต้องหาตามขั้นตอนของกฎหมายและ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่าเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจต่อประชาชนพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกหลอกลวงให้ไป ทำงานโดยผิดกฎหมายจึงมีมติให้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ สื่อสารและประชาสัมพันธ์ในประเด็นปัญหาการหลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศต่อไป 72. พิจารณาเรื่อง ปัญหาการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เพาเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด กรณีปิดงานและเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง และสมาชิกสภาพฯ ผู้เสนอเรื่อง ไม่มาเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ 73. พิจารณาเรื่อง ปัญหาการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท นิรันดร์ (ประเทศไทย) จำกัด กรณีร้องขอให้ นายจ้างชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้เสนอเรื่อง ไม่มาเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ 74. พิจารณาเรื่อง ปัญหาการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เพาเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด กรณีปิดงาน รวมทั้งการเลิกจ้าง กรรมการลูกจ้างและสมาชิกสหภาพฯ ความเป็นมา สืบเนื่องจากคระกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์ แห่งประเทศไทย ขอให้พิจารณาปัญหาการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เพาเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด กรณีปิดงาน รวมทั้งการเลิกจ้าง กรรมการลูกจ้างและสมาชิกสหภาพแรงงาน กรณีบริษัทฯ ปิดกิจการและเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างและสมาชิก สหภาพแรงงาน ทั้งนี้ ปัญหาของบริษัท เจนเนอร์ มอเตอร์ส มีมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นปัญหาระหว่างสหภาพ แรงงานกับบริษัทฯ ที่มีการเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง จนบริษัทปิดกิจการเมื่อปี 2563 โดยเริ่มปิดตั้งแต่เดือน มิถุนายนถึงธันวาคม 2563 มีการเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด และลูกจ้างอีกจำนวน 11 คน ที่บริษัทเลิกจ้างมี ข้อเสนอคือ จ่ายเงินค่าชดเชยตามอายุงาน เงินช่วยเหลือพิเศษ 3 เดือน และให้เงินช่วยเหลือพิเศษ 50,000 บาท และมีลูกจ้างจำนวน 4 คน ได้รับเฉพาะเงินค่าชดเชยอย่างเดียว เนื่องจากไม่รับข้อเสนอดังกล่าวของทางบริษัทฯ 75. พิจารณาเรื่อง ปัญหาการเลิกจ้างพนักงาน บริษัท นิรันดร์ (ประเทศไทย) จำกัด และร้องขอให้นายจ้าง ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ความเป็นมา บริษัท นิรันดร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายกรดมะนาว ได้มีการเลิกจ้าง พนักงานทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 โดยไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยตาม กฎหมาย และเงินวันหยุดประจำปี ทำให้ลูกจ้างไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดระยอง ต่อมา พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้ลูกจ้างตามกฎหมาย แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ พนักงานตรวจแรงงานจังหวัดระยองภายใน 30 วัน ลูกจ้างจึงได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 ระยอง และศาลได้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้บริษัทฯ จ่ายเงินตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้กับลูกจ้างทั้งหมดตามคำพิพากษา และบริษัทฯ มิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่
49 กำหนดทำให้คดีเป็นอันถึงที่สุด ต่อมาลูกจ้างได้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลแรงงานภาค 2 ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึด และอายัดทรัพย์ของบริษัทฯ ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่ลูกจ้าง จำนวน 107 คน คิดเป็น เงินพร้อมดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 11,021,426 บาท ต่อมาบริษัทฯ ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดี ชำนาญพิเศษ เพื่อให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษได้มีคำ พิพากษาแล้วให้ลูกจ้างสามารถนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาดได้ ทั้งนี้ บริษัท นิรันดร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและขาดสภาพคล่องทาง การเงินมีการค้างจ่ายค่าจ้าง และใช้มาตรา 75 เพื่อหยุดกิจการชั่วคราวตั้งแต่ปี 2560 ลูกจ้างได้มาใช้สิทธิใน การยื่นคำร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง โดยได้มีการมายื่นคำร้องแล้ว 139 คน มีการออกคำสั่งไปแล้ว 10 คำสั่ง มูลหนี้ที่สั่งให้นายจ้างจ่าย จำนวน 21,530,266 บาท แต่นายจ้างไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งและมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยองจึงได้มีการ ดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้าง คำสั่งทั้ง 10 คำสั่ง ได้มีการไปร้องทุกข์กล่าวโทษแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ ได้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาลูกจ้าง โดยนำเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไปช่วยเหลือ ลูกจ้างโดยแจ้งสิทธิให้ลูกจ้างทราบเพื่อมาใช้สิทธิจากเงินกองทุนฯ มีผู้มาใช้สิทธิแล้วจำนวน 117 คน เป็นเงิน 1,757,100 บาท ส่วนคดีทางแพ่งลูกจ้างสามารถไปใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งคดีอยู่ในชั้นศาลส่วนการ ติดตามช่วยเหลือลูกจ้างเพิ่มเติมได้มีการนัดหมายให้นายจ้างมาเจรจาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันแต่ นายจ้างไม่มาตามนัดหมายแต่ส่งเอกสารมาแทน ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าปัญหาการเลิกจ้างพนักงานส่งผลให้แรงงานได้รับความเดือดร้อน จำนวนมาก จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ด้านแรงงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ รับไปพิจารณาศึกษาโดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 3 เดือน แล้วรายงาน ผลต่อคณะกรรมาธิการ 76. พิจารณาศึกษาปัญหาแรงงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ความเป็นมา ปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้รับผลกระทบจากอาชีพการจ้างงาน จำนวนมากทำให้เกิดปัญหาสะสมไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในการทำงานหรือมีผู้เสียชีวิตรายวัน ซึ่งปัญหา เหล่านี้มีการนำเสนอในที่ประชุมหลายครั้ง รวมทั้งการสัมมนาร่วมกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน ตลอดจนมี ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการแก้ไขปัญหาแต่ไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณา ศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบอาชีพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ สภาพปัญหาผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีดังนี้ ๑) เรื่องสภาพการจ้าง ให้กระทรวงแรงงาน ตีความงานอาชีพอิสระ ให้พิจารณาว่าไรเดอร์มี สถานะใด จากการตีความของคำว่า “นิติสัมพันธ์” ได้มีการหารือแล้วเห็นว่าลักษณะในการทำงานของไรเดอร์ จะเป็นลักษณะสัญญาจ้างทำของและที่กล่าวว่าไรเดอร์ทุกคนเป็นการจ้างทำของหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณา เป็นราย ๆ ไป เนื่องจากนิติสัมพันธ์ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์หรือครบองค์ประกอบของคำนิยามของลูกจ้างตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จะใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ในการบังคับ ใช้ ส่วนเรื่องของนิติสัมพันธ์ถ้ายังไม่ชัดเจนจะต้องมีการพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ถ้าไรเดอร์มีปัญหาสามารถ สอบถามหรือให้เจ้าหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเป็นราย ๆ ไป
50 ๒) เรื่องค่ารอบ ได้เชิญบริษัทมาร่วมหารือโดยบริษัทได้กล่าวว่า ดำเนินการในลักษณะของ ทีมงานที่ทำการวิจัย ส่วนการกำหนดรายได้ไม่เข้าข้อกฎหมายในเรื่องของลูกจ้าง เนื่องจากยังไม่มีข้อกฎหมาย บังคับจึงต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ตามสภาพของบริษัท ในส่วนต้นทุนต่างๆ หรือค่าเสี่ยงภัยตามที่ไร เดอร์ได้มีการเรียกร้องมานั้นทางบริษัทได้กล่าวว่าจะขอนำกลับไปพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ๓) เรื่องสภาพการทำงานที่มีขั้นต่อและรายละเอียดนั้น ทางบริษัทกล่าวว่าเป็นไปตามข้อกำหนด หรือมาตรฐานที่ทางบริษัทกำหนดไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพหรือการให้บริการได้มีการทำความเข้าใจกับไร เดอร์ก่อนรับงานแล้ว ๔) เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน บริษัทได้กล่าวว่า ณ ปัจจุบันมีบางบริษัทได้ทำประกัน อุบัติเหตุให้กับไรเดอร์ โดยบริษัทแกร็บได้ดำเนินการขยายระยะเวลาในการคุ้มครอง การประกันอุบัติเหตุ โดยเริ่มตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๖๔ เป็นต้นไป โดยการขยายระยะเวลาไปจนกว่าจะปิดระบบแล้วอีก ๓๐ นาที และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุสามารถแจ้งได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง บริษัทได้มีการปรับปรุงระบบแล้ว ๕) เรื่องการบริหารจัดการภายในบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคลมค่าอาหารเป็นเงินสด ข้อมูล ส่วนตัว หรือการบังคับซื้อเครื่องแบบและอุปกรณ์ บริษัทได้มีการปรับในเรื่องของการเคลมค่าอาหารโดยจะโอน เงินเข้ากระเป๋าเครดิตภายใน ๓ – ๗ วันแล้วแต่กรณี ส่วนการตรวจสอบประวัติที่ย้อนหลังไป ๗ ปี อยู่ระหว่าง การดำเนินการ สำหรับเรื่องเครื่องแบบไม่ได้บังคับเป็นการขอความร่วมมือหรือจะเป็นสวัสดิการให้กับลูกจ้าง จะรับไปพิจารณา ๖) เรื่องการคัดเลือกไรเดอร์บริษัทมีอำนาจหรือไม่นั้น บริษัทกล่าวว่าเป็นการจ่ายงานโดยระบบ ของแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นปัญหาในการตรวจสอบจึงมีการประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ทำการตรวจสอบ ซึ่งกระทรวงฯ แจ้งว่าไม่สามารถเข้าตรวจสอบระบบของแพลตฟอร์มได้เนื่องจากยังไม่มี กฎหมายรองรับ ๗) เรื่องเปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ๓ เปอร์เซ็นต์ ได้ทำ หนังสือถึงกรมสรรพากรเพื่อขอทราบว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ สำหรับ เรื่องเงินประกันความเสียหาย ๒๐๐ บาท บริษัทกล่าวว่าไม่ใช้เงินประกันแต่เป็นลักษณะค่าบริหารจัดการ แอปพลิเคชัน ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้เรื่องการศึกษาปัญหาแรงงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นวาระ สืบเนื่องในการประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ และมอบหมายให้คณะอนุ กรรมาธิการศึกษาสถานการณ์ด้านแรงงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และแรงงานสัมพันธ์ ไปพิจารณา ศึกษา แล้วรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการ 77. พิจารณาเรื่อง แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเกี่ยวกับการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบ จากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID - 19) ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการการแรงงานได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับ การก่อสร้างรถบรรทุก ๖ ล้อ รถแบกโฮ รถขุดเจาะ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งประกอบธุรกิจในพื้นที่ ทั่วประเทศไทย ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (ศบค.) กรณีกรุงเทพมหานครมีคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง ห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้าย แรงงานเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ จากคำสั่งของ ศบค. ได้ส่งผลกระทบให้กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวต้องหยุดงาน
51 ไม่มีรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกจากบริษัทไฟแนนซ์และบริษัท ลิสซิ่ง จึงขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยขอให้มี การพักหนี้หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เช่าซื้อ รถบรรทุก รถบัสหรือรถตู้ ไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้หรือผิดสัญญาเช่าซื้อบริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทลีสซิ่ง จะดำเนินการใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือทำการยึดรถ ซึ่งปัญหาดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะ กำกับดูแลสถาบันการเงินต่าง ๆ แต่ไม่รวมถึงบริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทลีสซิ่ง ซึ่งเป็นของเอกชน จึงไม่สามารถ ที่จะนำมาตรการใด ๆ มาบังคับใช้ได้ จะทำได้เพียงขอความร่วมมือให้ช่วยเหลือผู้เช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบ เท่านั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ทำหนังสือถึงประธานศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเป็นกรณีเร่งด่วน และทำหนังสือถึง บริษัทไฟแนนซ์เอกชนหรือบริษัทลีสซิ่ง เพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณามาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ และพักชำระหนี้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป 78. พิจารณาเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบข้อสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรมของลูกจ้างบริษัท ไปรษณีย์ ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม ขอให้พิจารณา ช่วยเหลือตรวจสอบสัญญาจ้างและตรวจสอบข้อมูลการดำเนินกิจการของบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ให้เป็นไปตามกฎหมายและเป็นธรรมต่อลูกจ้าง ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วได้รับแจ้งจากผู้เสนอเรื่องว่ากรณีดังกล่าวได้รับการแก้ไขปัญหาแล้ว จึงขอถอนเรื่องออกจากวาระการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ 79. พิจารณาเรื่องร้องเรียน ขอให้ตรวจสอบประเด็นการจ่ายค่าจ้างของนายจ้างตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม ขอให้พิจารณา ช่วยเหลือลูกจ้าง เนื่องจากบริษัทในเครือทั้ง ๓ แห่ง ไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดโดยมีการค้างจ่ายค่าจ้าง การทำสัญญาจ้างระยะสั้นและไม่จ่ายค่าชดเชย ผลการพิจารณา ที่ประชุมได้รับแจ้งจากผู้เสนอเรื่องว่า กรณีดังกล่าวลูกจ้างของบริษัทฯได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจ แรงงานและพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งแล้ว จึงขอถอนเรื่องออกจากวาระการพิจารณา 80. พิจารณาเรื่อง ขอความช่วยเหลือตรวจสอบการจ่ายค่าจ้าง การลงทุนกิจการยางพารา ของชุมนุม สหกรณ์การเกษตรยางพารา ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนขอความช่วยเหลือกรณีประชาชนและชุมนุม สหกรณ์การเกษตร ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงและฉ้อโกงกรณีการลงทุนเพื่อการรวบรวมยางให้
52 บริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัท รับเบอร์ แอนด์โปรดักส์ จำกัด โดยบริษัท ศรีตรังฯ ได้ระดมตัวแทนเพื่อรวบรวมยางพาราจากพ่อค้าและชุมนุมสหกรณ์จำนวนกว่า ๒๙ ล้านกิโลกรัม คิดเป็นเงิน มูลค่ากว่า ๑,๖๒๑ ล้าบาท ต่อมาบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่ายางพาราไปแล้วจำนวนกว่า ๑,๒๓๑ ล้านบาท คงค้าง จ่ายอีกประมาณ ๔๓๙ ล้านบาท ผู้เสียหายจึงได้รวบรวมข้อมูลเอกสารและข้อเท็จจริงร้องทุกข์ไปยังกรม สอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เมื่อปี ๒๕๕๗ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคดีไว้เป็นคดีพิเศษและมีการตั้งคณะ สอบสวนขึ้นชุดหนึ่ง (ชุดที่หนึ่ง) จนกระทั่งได้สรุปสำนวนและมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เกี่ยวของทั้งหมด รวม ๑๒ คน ในฐานความผิดฉ้อโกงประชาชนและฐานความผิดการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนในประเด็นเส้นทางการเงินของทั้งสองบริษัท และใน ประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม จนกระทั่งคณะสอบสวนชุดที่หนึ่ง ได้ขอถอนตัวจากการสอบสวนและได้ส่งมอบการ สอบสวนให้กับคณะสอบสวนที่ที่สองดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในคดีใหม่ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างการ ดำเนินการสอบสวนนั้น คณะสอบสวนได้แจ้งต่อผู้เสียหายว่าทั้งสองบริษัทยินยอมที่จะจ่ายเงินเยียวยาความ เสียหายให้กับผู้เสียหายบางราย จึงได้มีการนัดเจรจากับผู้เสียหายเพื่อให้มารับเงินเยียวยาดังกล่าว ทั้งนี้ผู้เสนอเรื่องจึงมีความประสงค์ให้คณะกรรมาธิการพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือดังนี้ ๑. พิจารณาส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามเงินเยียวยาของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้รับ จากบริษัทฯ จำนวนกว่า ๔๓๙ ล้านบาท ๒. ขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนินการระงับหรือยับยั้งไม่ให้มีการซื้อขายหุ้นของ ทั้งสองบริษัท จนกว่าจะมีการจ่ายค่าเสียหายให้กับกลุ่มผู้เสียหาย ๓. ขอให้การยางแห่งประเทศไทยพิจารณาแนวทางและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้เสียหาย ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติดังนี้ ๑. ให้ผู้เสนอเรื่องสรุปประเด็นปัญหาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ การยางแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจัดส่งมายังคณะกรรมาธิการเพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาช่วยเหลือต่อไป ๒. เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนและรอบด้าน จึงเห็นควรทำหนังสือถึง ยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเชิญผู้แทนของคณะสอบสวนชุดที่ ๒ และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม เพื่อชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงในประเด็นการเห็นต่างไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในโอกาสต่อไป 81. พิจารณาเรื่อง ขอให้พิจารณาทบทวนเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายให้กับผู้ประกอบการ และบุคลากรสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ซึ่งเป็นหน่วยงาน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีจำนวนรวมทั้งประเทศกว่า ๑,๔๐๐ แห่ง มีบุคลากรจำนวน ๑๐,๐๐๐ คน และเด็กภายใต้การกำกับดูแลจำนวน ๗๐,๐๐๐ คน โดยภารกิจ ของสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนมีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตามช่วงวัย เพื่อสร้างพัฒนาการที่สมวัยในด้านต่าง ๆ ให้เก็บเด็ก ส่งเสริมการจัดการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้เด็กและครอบครัว ส่งเสริมโภชนาการ และช่วยแบ่งเบาภาระ ผู้ปกครองในช่วงเวลาที่ต้องไปทำงาน ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลให้สถานรับ เลี้ยงเด็กเอกชนต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นส่วนงานของเอกชนที่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ จนกระทั่งที่มีการระบาดระลอกที่สองช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ภาครัฐได้ มีคำสั่งปิดสถานรับเลี้ยงเด็กจำนวนกว่า ๗๐๐ แห่ง ส่งผลให้บุคลากรภายในสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนว่างงาน
53 และขาดรายได้กว่า ๖,๐๐๐ คน นอกจากนี้ ยังถูกละเลยไม่ได้รับความเท่าเทียมกันในการเยียวยาตามนโยบาย ส่งเสริมและช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนี้ -นโยบายการช่วยเหลือผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย โดยไม่สามารถกู้ยืมเงินได้เนื่องจากไม่ตรงตาม เงื่อนไขผู้ได้รับผลกระทบ - นโยบายการชดเชยเยียวยาจากประกันสังคมที่มีการจ่ายค่าชดเชยค่าจ้างร้อยละ ๕๐ ให้กับ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากกรณีรัฐสั่งปิด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาตรวจสอบ โดยภาครัฐได้จ่ายเงิน ช่วยเหลือเพียง ๙๐ วัน ทั้งที่สถานรับเลี้ยงเด็กเอชนถูกสั่งปิดนานกว่า ๙๐ วัน - นโยบายการชดเชยเงินเพิ่มให้กับลูกจ้าง ๒,๕๐๐ บาท และนายจ้าง ๓,๐๐๐ บาท ต่อจำนวน ลูกจ้าง เนื่องจากสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนไม่ถูกบรรจุในหมวดธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จึงไม่สามารถใช้สิทธิ ดังกล่าวได้ - มาตรการส่งเสริมธุรกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ - ความไม่เท่าเทียมกันในการบริหารจัดการด้านภาษีธุรกิจ ผลการพิจารณา ๑.ที่ประชุมมีมติให้จัดทำหนังสือไปยังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคิดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ศบค.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อให้รับทราบถึงปัญหาและพิจารณามาตรการช่วยเหลือ โดยเร่งด่วน ๒. เนื่องจากสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนอยู่ในการกำกับดูแลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลสถานประกอบการรับเลี้ยงเด็กเอกชนโดยตรง คณะกรรมาธิการจึงเห็นควรให้จัดทำหนังสือไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อ พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ๓. ภายหลังการพิจารณาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและบุคลากรสถานรับเลี้ยงเด็ก เอกชนที่ไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากการถูกปิดกิจการภาครัฐแล้ว ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบว่า ยังมีสถานประกอบกิจการอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนนอกระบบ โรงเรียนสอนขับรถยนต์ และโรงเรียนเสริมสวย ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดกิจการ แต่ตกหล่นการสำรวจทำให้ไม่ได้รับเงินเยียวยา ช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนั้น จึงเห็นควรให้เชิญสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบมาให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการ เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนอย่างครบถ้วนและรอบด้านต่อไป ๔.ที่ประชุมมีมติให้จัดทำหนังสือไปยังนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบกิจการรับเลี้ยงเด็กเอกชน สถานศึกษาเอกชน หรือสถานประกอบการในลักษณะเดียวกัน ซึ่งไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือตกหล่นการสำรวจ แต่ได้รับผลกระทบ จากการถูกสั่งปิดกิจการของภาครัฐ ๕. จัดทำหนังสือไปยังกระทรวงแรงงานเพื่อให้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ ถูกสั่งปิดต่อเนื่อง ๙๐ วัน ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกันตนและนายจ้างไม่สามารถส่งเงินสมทบและถูกตัดสิทธิประโยชน์ อันพึงได้รับ โดยขอให้พิจารณาผ่อนปรนหรือแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือแรงงาน ที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป
54 82. พิจารณาเรื่อง ขอให้ช่วยติดตามเร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ไทย โกลบอล จำกัด ความเป็นมา สืบเนื่องคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ช่วยติดตามเร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้าง บริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ไทย โกลบอล จำกัด กรณีบริษัทประกาศปิดกิจการเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ และลูกจ้างจำนวน ๑,๓๘๘ คน ถูกเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ค่าจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า วันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินอื่นที่ถูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมาย ส่งผลให้ ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ทั้งนี้ ลูกจ้างยื่น คร.๗ และพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สมุทรปราการได้ออกคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๔๒,๖๘๙,๖๗๒.๗๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่จนปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่ชำระเงินดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาศึกษาการ จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการถูกเลิกจ้างเพื่อป้องกันนายจ้างหนีกับประเทศ และอยู่ระหว่างการเสนอ คณะกรรมการถึงที่มาของเงินกองทุน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะเป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างและหน่วยงานภาครัฐ ในปัจจุบันมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท และสืบเนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงแรงงานอยู่ในระหว่างพิจารณาเพิ่มเงินสมทบจากนายจ้างให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานกำลังแก้ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อเพิ่มจำนวนเงิน จากเดิมสามสิบเท่าของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวันแต่ไม่ครบหกปีเป็นหกสิบเท่าของ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ลูกจ้างพึงได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ สำหรับลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปีขึ้นไป เป็นห้าสิบเท่าและเจ็ดสิบเท่าตามลำดับ ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติดังนี้ ๑.ขอให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานให้ทัน ต่อความเปลี่ยนแปลงกับสถานการณ์แรงงานปัจจุบัน ๒. เร่งรัดการดำเนินการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง หรือพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อคุ้มครองช่วยเหลือลูกจ้างในการได้รับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง ๓. ติดตามและดำเนินคดีกับนายจ้างซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ภายหลังปิด กิจการและมีการหลบหนีให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและชดใช้ค่าชดเชยและค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ๔. พิจารณาเยียวยาลูกจ้างบริษัท บริลเลียนท์ อัลไลแอนซ์ไทย โกลบอล จำกัด จำนวน ๑,๓๘๘ ราย เพิ่มเติม โดยขอให้เยียวยาเป็นจำนวน ๓ เดือน ๆ ละ ๕,๐๐๐ บาท เนื่องจากภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ไม่มีรายได้ ๕. ขอให้พิจารณางบประมาณจากวงเงินกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐19 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน ๕ แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพและ ชดเชยรายได้ให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง
55 83. พิจารณาเรื่อง การหักเงินเดือนค่าจ้างให้สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมี ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้หักเงินเดือนค่าจ้างส่งสหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อชำระหนี้ให้ผู้กู้อื่นในฐานะผู้ค้ำประกัน ส่งผลให้พนักงานมีเงินคงเหลือไม่เพียงพอแก่การยังชีพ อันไม่เป็นไป ตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๙ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๐ กรณีหักเงินเดือนค่าจ้างแล้วพนักงานลูกจ้าง ต้องมีเงินคงเหลือร้อยละ ๓๐ ทั้งนี้การหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย ผู้กู้หรือลูกจ้างต้องทำหนังสือยินยอมให้บริษัทหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ในระหว่างทำสัญญากู้ยืมเงิน จากสหกรณ์ ดังนั้น ก่อนบริษัทจะหักเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้ในฐานะผู้ค้ำประกันลูกจ้างได้ ยินยอมแล้ว อีกทั้งบริษัทเป็นเพียงคนกลางทำหน้าที่หักเงินเดือนลูกจ้างตามหนังสือที่ลูกจ้างได้ยินยอมเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้เป็นอำนาจของสหกรณ์ ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหารือปัญหาข้อ กฎหมายเกี่ยวกับการหักเงินเดือนค่าจ้างของนายจ้างเพื่อชำระหนี้ค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ว่านายจ้าง สามารถหักเงินค่าจ้างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดทำให้ลูกจ้างไม่มีเงินคงเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพสามารถ ทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบข้อหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการหักเงินเดือนของ นายจ้างเพื่อชำระหนี้ค้ำประกันเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจหน้าที่รับ ปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติของ คณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๓ (๔) แห่งระเบียบ คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการรับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะกรรมการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องได้ โดยผ่านทางกระทรวง ทบวง กรม ที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ คณะกรรมการนั้น ๆ เมื่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณา ความเห็นข้อกฎหมาย คณะกรรมาธิการการแรงงาน มิใช่คณะกรรมการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่อาจรับพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายตามที่หารือมานี้ได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับการทำหนังสือยินยอมล่วงหน้าของผู้กู้และผู้ค้ำประกันกับสหกรณ์ ออมทรัพย์ให้นายจ้างหักเงินค่าจ้างเพื่อชำระหนี้ หรือภาระผูกพันยินยอมที่มีต่อสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วย สหกรณ์นั้น บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้มีหนังสือที่ ปณท (คม.)/363 ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหารือในประเด็นเกี่ยวกับการเงินเดือนหรือค่าจ้างของพนักงานหรือ ลูกจ้างเพื่อชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปรากฏข้อเท็จจริงเดียวกันและมี ประเด็นเดียวกันกับข้อหารือนี้ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๓) ได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามประเด็นที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอหารือมานี้เป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับ การทำหนังสือยินยอมล่วงหน้าของผู้กู้และผู้ค้ำประกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีการหักเงินค่าจ้างเกินกว่าที่
56 กฎหมายกำหนด และในขณะนี้ได้มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล โดยมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวเนื่องกับประเด็น ปัญหาตามข้อหารือ ซึ่งตามข้อ ๙ (๒) แห่งระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการรับปรึกษาให้ความเห็น ทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้กำหนดไว้ว่า กรรมการกฤษฎีกาจะไม่รับพิจารณาให้ ความเห็นทางกฎหมายในเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๙) จึงไม่สามารถรับข้อหารือของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไว้พิจารณาให้ความเห็นได้ 84. พิจารณาเรื่อง การแก้ไขปัญหากลุ่มแรงงานก่อสร้างและแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต โควิด-19 ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับประเด็นการแก้ไขปัญหาในกลุ่มแรงงานข้ามชาติในช่วงการระบาด ของโรคโควิด-19 ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาพบว่ามีแรงงานต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ และแม้ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับที่กำหนดมาตรการและแนวทางเกี่ยวกับการ บริหารจัดการแรงงานข้ามชาติแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งได้มีการประกาศ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ๓ สัญญา (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) เพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ดังนี้ ๑) กลุ่มแรงงานผิดกฎหมายที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและให้ทำงาน ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยนายจ้างต้องยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวภายใน ๓๐ วันนับแต่ วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะสามารถทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรได้ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ และเมื่อได้รับอนุญาตทำงานแล้ว ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนหรือประกันสุขภาพ ตรวจโรคต้องห้าม และ จัดเก็บอัตลักษณ์บุคคล ภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ หากไม่ดำเนินการดังกล่าวการอนุญาตทำงานและอยู่ ในราชอาณาจักรจะสิ้นสุดลง ๒) กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แล้ว แต่ยัง ไม่แล้วเสร็จ โดยรัฐบาลขยายระยะเวลาการยื่นคำขออนุญาตทำงานเป็นภายในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๔ เพื่อให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ อย่างไรก็ตาม มติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลด้านการปฏิบัติหลายประการ เช่น การกำหนดให้ซื้อประกันสุขภาพเอกชนที่ไม่ได้มีการ กำหนดค่าเบี้ยประกันและไม่สอดคล้องกับสิทธิของระบบประกันสังคม อีกทั้งยังพบปัญหาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายใน การดำเนินการที่สูงมาก มีขั้นตอนการดำเนินการที่ซับซ้อน และแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ตกหล่นการ สำรวจ ไม่สามารถเข้าถึงระบบและกลายเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารรับรองสิทธิ์ ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นรูปธรรม จึงเสนอแนวทาง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดมาตรการกำกับดูแลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อป้องกัน การแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบจากแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคโควิด-19 รวมถึงควรให้หลักประกันความปลอดภัยกับแรงงานข้ามชาติที่ออกมาร้องเรียนการใช้อำนาจจาก เจ้าหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
57 ๒) กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดระเบียบและขั้นตอนเพื่อให้แรงงานข้ามชาติ สามารถเข้าถึงการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในกองทุนประกันสังคมและเงินเยียวยาจากรัฐบาล ๓) กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกบการออก ใบอนุญาตและเอกสารประจำตัวของแรงงานข้ามชาติตามประกาศและมติของคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้แรงงาน เกิดความสับสนและเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ ๔) กระทรวงแรงงานควรเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ลดขั้นตอนเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนที่มีความซับซ้อนและสร้างอุปสรรคในการเข้าถึงการลงทะเบียน ของแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนควรมีการพิจารณาขยายเวลาการขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๕) ควรกำหนดมาตรการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่อยู่ระหว่างการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนไม่ถึง ๓ เดือน หรืออยู่ระหว่างการรอใช้สิทธิในกองทุนประกันสังคม โดยให้สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพถ้วน หน้าเพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ ตลอดจนควรมีการกำหนดมาตรการใน เชิงรุกเพื่อให้แรงงานเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ๖) กระทรวงแรงงานควรมีการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตาม ประกาศมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ เรื่อง การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) เพื่อสนับสนุนการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ โดยประกาศดังกล่าวควรมีผลย้อนหลังเพื่อประโยชน์ของแรงงานข้ามชาติ 85. พิจารณาเรื่อง สิทธิแรงงานเกี่ยวกับการจ้างงานให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือก ปฏิบัติให้เกิดความเป็นธรรม ความเป็นมา สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศสมาชิกกว่า ๑๙๓ ประเทศขององค์การสหประชาชาติ ได้จัดทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายในการยุติการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ โดยมีปฏิญญาร่วมกันที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ กล่าวคือ มุ่งขจัดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีทุกรูปแบบ และภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ ได้ตั้งเป้าหมายหลักเพื่อยุติเอดส์ภายในประเทศให้ลดลงถึงร้อยละ ๙๐ ทั้งนี้สถานการณ์ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยที่ยังมีชีวิตกว่า ๕ แสนราย แต่ละปีมีผู้ติดเชื้อ เอชไอวีรายใหม่ประมาณ ๖,๖๒๘ ราย ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ ๑๕-๒๔ ปี เป็นวัยที่กำลังเข้าสู่การ จ้างงาน ซึ่งการรับและการถ่ายทอดเชื้อในผู้ใหญ่พบการติดเชื้อรายใหม่ถึงร้อยละ ๙๗ ที่เกิดจากการมี เพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันและเกิดขึ้นในพื้นที่ ๙ จังหวัดได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทรปราการ นครราชสีมา และเชียงราย ถึงแม้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าแก้ไขปัญหา โรคติดเชื้อเอชไอวีได้เป็นอย่างดี มีความก้าวหน้าทางการแพทย์แต่จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงประชากรมี การติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่วัยทำงานภายหลังจบการศึกษา ทั้งนี้ งานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็น ถึงสังคมไทยยังมีความคิดเห็นและทัศนคติในการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและ เอกชน แต่ที่ผ่านมายังประสบปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี บางคนถูกไล่ออกจากงาน หรือไม่มี สิทธิเข้าทำงานตามศักยภาพที่ตนมีเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสุขภาพในการตรวจหาเชื้อเอชไอวี
58 สำหรับการดำเนินการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีอย่างต่อเนื่องกว่า ๑๐ ปี ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มีการบัญญัติเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลไว้ในมาตรา ๔ และการห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็น ธรรมไว้ในมาตรา ๒๗ รวมถึงการมีประกาศในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เรื่องเอชไอวี เพื่อแก้ไข ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมและเพื่อเป็นการให้สิทธิ โอกาสและความเสมอภาคในสังคมของผู้ติดเชื้อ เอชไอวี คนพิการและผู้เสพยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้สารเสพติดแล้ว จึงได้กำหนดให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติร่วมกัน โดยการกำหนดห้ามออกกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นการ ลิดรอนสิทธิในการเข้ารับการศึกษา การรับทุนการศึกษา การเข้าทำงาน ตลอดจนการให้ออกจากสถานศึกษา หรือการให้ออกจากงาน รวมถึงให้สามารถมีสิทธิที่จะสมัครสอบแข่งขันหรือคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้าง ทั้งนี้ประเทศไทยมีการดำเนินการในส่วนการไม่เลือกปฏิบัติตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ จึงประสงค์ให้เกิดมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับทราบและถือปฏิบัติ และในช่วงวันสำคัญต่าง ๆ อยากให้เกิดกิจกรรมการรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้การตระหนักถึงการไม่เลือก ปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการจัดทำข้อกำหนดการไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ เอชไอวี และการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานประกอบการ อีกทั้งยังมีมาตรฐานแรงงานไทยที่ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะได้รับมาตรฐานแรงงานไทยต้องไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการและ เลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เนื่องจากมาตรฐานแรงงานไทยมีการตรวจสอบโดยมีสถานประกอบการ ที่เข้าร่วมจำนวนกว่า ๒,๐๐๐ แห่ง มีลูกจ้างในสถานประกอบการกว่า ๑ ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำ แผนงานในการส่งเสริมดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นประจำทุกปี หากมีเรื่องร้องเรียนจะเข้าไปตรวจสอบและใช้ ระบบแรงงานสัมพันธ์เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของนายจ้างและลูกจ้างในการทำงานเพื่อป้องกันและลด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมาเคยมีการให้ลูกจ้าง ตรวจสุขภาพก่อนการสมัครเข้าทำงานแต่ในปัจจุบันไม่มีการเลือกปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติดังนี้ ๑. ที่ประชุมเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวกล่าวคือ กระทรวงแรงงานร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือในการเสริมสร้างองค์ความรู้และทัศนคติที่ดีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผ่านสื่อ ประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่าง ๆ และเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ๒. คณะกรรมาธิการมีมติให้มีการจัดกิจกรรมและแถลงข่าวในประเด็นสิทธิแรงงานเกี่ยวกับการสมัคร งานและการจ้างงานให้กับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาและคุ้มครองแรงงาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมในวันพุธที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ 86. พิจารณาเรื่อง การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ ความเป็นมา สืบเนื่องจากนโยบายการเปิดประเทศในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เพื่อส่งเสริมมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาที่ภาคธุรกิจต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลน แรงงาน เนื่องจากที่ผ่านมามีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากเดินทางกลับประเทศของตนเองและยังไม่อนุญาตให้ กลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ จึงเกิดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดโกฏิหมายของแรงงานต่างด้าวจำนวน
59 มาก ซึ่งจากการสำรวจความต้องการแรงงานในเบื้องต้นพบว่ามีผู้ประกอบการต้องการกำลังแรงงานจากผู้ใช้ แรงงานต่างด้าวกว่า ๔ แสนคน และเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย จึงเป็น ที่มาของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ตามกฎหมายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด แต่ทั้งนี้ยังประสบปัญหาหากสิ้นสุดกรอบระยะเวลาแล้วยังพบว่ามี แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในสถานประกอบการจะต้องมีความชัดเจน เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีอยู่จำนวน มากอันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้แรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติที่จะ ดำเนินการขออนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่กระบวนการยังไม่แล้ว เสร็จไม่สามารถออกใบอนุญาตให้กับแรงงานเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ เกี่ยวกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) จะครอบคลุมแรงงานต่างด้าว ๒ กลุ่มคือ ๑) แรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติผิดกฎหมายที่ไม่ได้ขออนุญาตทำงาน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ๒) แรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติที่ดำเนินการขออนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ในการดำเนินนโยบายภาครัฐจะต้องมีความ ชัดเจนว่าเมื่อสิ้นสุดการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวกลุ่มต่าง ๆ ที่จะต้องขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ แล้ว ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไรกับแรงงานเหล่านี้เพื่อขจัดปัญหาการลักลอบ เข้าเมืองผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาผูกพันมาอย่างยาวนาน โดยภาครัฐควรมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายเท่านั้น และจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มติ คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ ในปัจจุบัน จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องคือ ๑) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ ๒) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔ และ ๓) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ โดยแรงงานทั้ง ๓ กลุ่มนี้จะได้รับ อนุญาตให้ทำงานอยู่ในราชอาณาจักรได้ถึงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ข้อมูลของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ ๒.๓ ล้านคน โดยแบ่งเป็น แรงงานฝีมือประมาณ ๒.๗ แสนคน และแรงงานประเภททั่วไปประมาณ ๒.๑ ล้านคน และผลของการ ดำเนินการตามนโยบายมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้แรงงานต่างด้าวดำเนินการขึ้นทะเบียนจะต้องดำเนินการให้แล้ว เสร็จภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ หากมีการตรวจพบแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะถือว่า แรงงานดังกล่าวเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย สำหรับจำนวนความต้องการแรงงานต่างด้าวในปัจจุบันมีมาก ถึง ๔ แสนคนนั้น โดยสถานประกอบการที่มีความต้องการแรงงานต่างด้าวจำนวนมกได้แก่ อุตสาหกรรม ก่อสร้าง อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งและกิจการรายย่อยอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่มาของการนำเข้าแรงงานต่างด้าวใน ระบบ MOU ที่จะมีการนำเข้าในเดือนธันวาคม ๒๕๖๔ โดย MOU ที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นแรงงานกรรมการและคนรับใช้ในบ้านเท่านั้น ในส่วนของบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าว ได้แก่ การควบคุมโรงจาก แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาขอใบอนุญาต ทำงาน และการประกันสุขภาพให้แก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาขอทำงานในประเทศไทย จากการเก็บสถิติข้อมูล ในปี ๒๕๖๒ ก่อนการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พบว่ามีแรงงานต่างด้าวอยู่ในระบบประมาณ ๓ ล้านคน และในภาพรวมของผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปี ๒๐๑๙ จะมีประมาณ ๔.๙ ล้านคน จากการทำงานด้านแรงานต่างด้าวพบว่า มีปัญหาในกรณีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ทำให้บุคคล เหล่านี้ไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ ตามกฎหมายได้ เช่น การซื้อประกันสุขภาพ การเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีฐานข้อมูล หรือไม่สามารถหาหน่วยงานผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลการฉีดวัคซีนได้ ทำให้เกิดปัญหาต่อผู้ปฏิบัติว่าอาจเข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ปัญหาด้านการตรวจสุขภาพให้แก่แรงงานต่างด้าวที่โรงพยาบาลประสบปัญหา
60 ด้านทรัพยากรและบุคลากรเนื่องจากในการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกครั้งพบว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ จะจดทะเบียนในช่วงเดือนสุดท้ายจึงเป็นปัญหากับโรงพยาบาลและผู้ให้บริการ และในช่วงสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ยิ่งทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถจัดเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับการ ตรวจสุขภาพให้แก่แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกันได้ เนื่องจากไม่สามารถบริหารจัดการคิว ตามกำหนดนัดได้ ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ในประเด็นของการบริหารจัดการการทำงานของ คนต่างด้าว ๓ สัญชาติ กระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป โดยไม่ได้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการบริหารโดยตรง โดยใช้ช่องทางการเจรจาระหว่างประเทศในการประชาสัมพันธ์ ให้ภาครัฐของประเทศเพื่อนบ้านพยายามสื่อสารกับประชาชนของตนเอง ให้แรงงานที่ประสงค์เข้ามาทำงาน ในประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (MOU) ในการ นำเข้าแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ อีกทั้งยังสร้างช่องทางหรือการอำนวยความสะดวกให้มีช่องทางหารือ ระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของประเทศไทย และรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของประเทศเพื่อนบ้าน และช่องทางอื่น ๆ ผ่านสถานทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้หน่วยงานทางการทูตเป็นสื่อกลาง ประชาสัมพันธ์ไปยังแรงงานต่างด้าวสัญชาติของตนที่อาจเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายให้แสดงตนเพื่อรับ การฉีดวัคซีนแม้ว่าจะไม่ใช่แรงงานในระบบก็ตาม นอกจากนี้ ยังเป็นสื่อกลางในการหารือกับองค์กรแรงงาน ระหว่างประเทศ ILO ในการส่งเสริมมาตรฐานแรงงาน การดูแลสวัสดิภาพแรงงานของประเทศไทยให้เป็นไป ตามหลักสากล ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการศึกษาเชิงนโยบายและกฎหมายแรงงาน ไปพิจารณาศึกษา แนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๔ แล้วรายงานผลต่อคณะกรรมาธิการ 87. พิจารณาเรื่อง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ ความเป็นมา สืบเนื่องจากคณะกรรมาธิการได้รับเรื่องร้องเรียนจากสภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศ ไทย กรณีลูกจ้างในสถานประกอบการสานิคม อุตสาหกรรมเมราช จังหวัดชลบุรี โดยลูกจ้างประสบอุบัติเหตุ จากการทำงานและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ นายจ้างไม่ได้แจ้งสำนักงานกองทุนเงินทดแทน และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นลูกจ้างกับสำนักงานประกันสังคมและไม่นำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและ กองทุนเงินทดแทนให้กับผู้เสียหายและเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ ลูกจ้างของบริษัทจำนวน ๒ คน ประสบ อุบัติเหตุจากการทำงานและต้องสูญเสียอวัยวะจากการทำงาน ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่ลูกจ้างของบริษัทจำนวน ๒ ราย ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน และต้องสูญเสียอวัยวะ ได้มีคำสั่งที่ ๑-๒/2564 ให้นายจ้างซึ่งไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนลูกจ้างและส่งเงินสมทบ ประกันสังคม เงินทดแทน ต้องจ่ายเงินทดแทนให้กับลูกจ้างที่สูญเสียอวัยวะจากการทำงานดังนี้ รายที่ ๑ (ชาวเมียนมาร์) ๑)ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินในอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
61 ๒) ค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัวตามมาตรา ๑๘ (๑) ในอัตราร้อยละ ๗๐ ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ๑ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เป็นจำนวนเงิน ๖,๓๑๙.๐๔ บาท ๓) ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะเป็นระยะเวลา ๖๔ เดือน จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ ๖,๑๑๕.๒๐ บาท เป็นเงิน ๓๙๑,๓๗๒.๘๐ บาท ๔) ค่าตรวจประเมินการสูญเสียของลูกจ้าง จำนวน ๕๐๐ บาท รายที่ ๒ (ชาวเมียนมาร์) ๑) ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินในอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ๒) ค่าทดแทนกรณีหยุดพักรักษาตัวตามมาตรา ๑๘ (๑) ในอัตราร้อยละ ๗๐ ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา ๒๙ วัน ตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖4 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เป็นจำนวนเงิน ๕,๙๑๑.๓๕ บาท ๓) ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะเป็ฯระยะเวลา ๖๔ เดือน จ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ ๖,๑๑๕.๒๐ บาท เป็นเงิน ๓๙๑,๓๗๒.๘๐ บาท ๔) ค่าตรวจประเมินการสูญเสียของลูกจ้าง จำนวน ๕๐๐ บาท ทั้งนี้ ลูกจ้างผู้สูญเสียอวัยวะประสงค์ได้รับเงินทดแทนเป็นเงินก้อนจากนายจ้าง ซึ่งหากนายจ้างตกลง สามารถจ่ายเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างได้โดยจะได้ส่วนลดในการจ่ายเงินล่วงหน้าในอัตราร้อยละ ๒ ของเงินที่ ต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ผู้แทนบริษัทฯ ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า บริษัทเปิดดำเนินกิจการมาประมาณ ๒ ปี มี หุ้นส่วนที่เป็นชาวจีนร่วมลงทุนแต่ภายหลังมีการถอนตัว ประกอบกับปัจจุบันในสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัทไม่สามารถดำเนินกิจการและ มีเงินเพียงพอในการจ่ายเงินทดแทนให้กับลูกจ้างตามที่ลูกจ้างร้องขอได้ ซึ่งบริษัทได้มีการตกลงกำหนดชดใช้ค่า ทดแทนและประโยชน์ต่าง ๆ ตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมให้กับลูกจ้างที่สูญเสียอวัยวะ และยังต้องรับ ผิดจ่ายค่าทดแทนในส่วนของผู้เสียชีวิตให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิต ซึ่งลูกจ้างที่สูญเสียอวัยวะยังคงทำงานอยู่กับ บริษัท โดยรับเงินค่าจ้างและได้รับสวัสดิการที่พักอาศัยและอาหารของใช้ตามจำเป็น หากมีการกลับประเทศ บริษัทฯ ยังคงต้องมีหน้าที่โอนเงินที่ต้องจ่ายรายเดือนให้กับลูกจ้างตามคำสั่งสำนักงานประกันสังคมอย่าง ต่อเนื่อง ผลการพิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม รายงานผลการดำเนินการในส่วนของการสอบสวนและมีคำสั่งให้สถานประกอบการดำเนินการชดใช้เงิน ทดแทนให้แก่ลูกจ้างที่สูญเสียอวัยวะและเสียชีวิต มายังคณะกรรมาธิการภายในเดือนธันวาคม ๒๕๖๔
รายงานการตามมติที่ประชุมคณะกสภาผู้แทนผู้แทนระหว่างปีพ.ศ. 25(นายสุเทพ อู่อ้น) ประที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ 1. เรื่องร้องเรียนของสมาพันธ์แท็กซี่ไทย ขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้ขับขี่รถยนต์ รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) มติที่ประชุม ให้จัดทำหนังสือถึงหน่วยงานขอความอนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือผู้ขับสาธารณ (แท็กซี่) (หนังสือคณะกรรมาธิกาสภาผู้แทนราษฎร ที่ สผ 0019.08/10910 พฤศจิกายน 2564)
รดำเนินการ รรมาธิการการแรงงาน ราษฎร ชุดที่ 25 563 - พ.ศ. 2564 ะธานคณะกรรมาธิการ ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ที่เกี่ยวข้องเพื่อ บรถยนต์รับจ้าง ารการแรงงาน 941 ลงวันที่ กระทรวงการคลังมีหนังสือที่ กค 1008/674 ลงวันที่ 14 มกราคม 2564 แจ้งผลการพิจารณาสรุปได้ดังนี้ 1. ประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องอัตราค่าดอกเบี้ยของ แท็กซี่ควรที่จะให้ไฟแนนซ์ หรือลิสซิ่งต่าง ๆ คิดดอกเบี้ย ในอัตราที่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี หรือเทียบเท่ารถยนต์ ทั่วไป ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีมาตรการ ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินที่อาจเป็นประโยชน์แก่กรณี ร้องเรียนดังกล่าว ดังนี้ 1.1 ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับผู้ประกอบ ธุรกิจ Non-Bank มีมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ รายย่อยที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) โดยให้ลด อัตราการชำระหนี้ในแต่ละงวดลง หรือการเลื่อนชำระค่างวด ตามที่ ธปท. กำหนด โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียง มาตรการขั้นต่ำ ซึ่งผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละแห่งยังมี โครงการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่ดีกว่ามาตรการขั้นต่ำที่ ปธท. กำหนด โดยประชาชนสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.bot.or.th
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
3 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ 1.2 ธนาคารออมสินมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covic-19) ในวงเงิน 60,000 ล้านบาท โดยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ สถาบันการเงิน (Non-bank) ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ลิสซิ่ง เช่าซื้อ เช่าซื้อ รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อทะเบียนรถ เพื่อให้ผู้ประกอบ ธุรกิจดังกล่าวช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของแต่ละบริษัท โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ โดยธนาคารออมสิน คิดดอกเบี้ยกับผู้ประกอบการ Non-bank ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินต่อรายไม่เกินร้อยละ 10 ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ณ สิ้นเดือนก่อนการอนุมัติ โดยประชาชนสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th นอกจากนี้ สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะ กิจมีมาตรการด้านการเงินอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ ประชาชน โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน-ด้านการเงิน.com และ www.bot.or.th/covid19 ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและมาตรการ ช่วยเหลือดังกล่าวได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้การพิจารณาให้ความ ช่วยเหลือจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถาบัน การเงินกำหนด
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
4 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ 2. ประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ และประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับแท็กซี่ที่มีอัตราสูง ขอให้ปรับ ลดลงมาเทียบเท่ากับรถยนต์ทั่วไปเป็นกรณีเร่งด่วน การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์จะ พิจารณาความเสี่ยงจากประเภทรถและลักษณะการใช้ เป็นสำคัญ ซึ่งรถยนต์ที่มีลักษณะการใช้งานแบบสาธารณะ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าการใช้งานส่วนบุคคล โดยจากสถิติ ผลการรับประกันภัยที่ผ่านมาพบว่าการประกันภัยรถยนต์ นั่งประเภท 3 ของแท็กซี่มีอัตราค่าสินไหมทดแทนเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณร้อยละ 92 ซึ่งสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ส่งผลให้ บริษัทประกันภัยแต่ละรายมีการปรับโครงสร้างอัตราเบี้ย ประกันภัยให้สอดคล้องกับอัตราค่าสินไหมทดแทน ทั้งนี้ เบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3 ของแท็กซี่ในท้องตลาดมีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 16,000 – 17,000 บาท ต่อคัน อย่างไร ก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการ ประกอบธุรกิจประกันภัย ได้ร่วมกับสมาคมประกันวินาศ ภัยไทย จัดทำโครงการประกันภัยแท็กซี่ โดยจัดตั้ง กองกลาง (Pool) สำหรับการรับประกันภัยแท็กซี่ โดยใช้ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 3 กำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยราคาเดียว 12,500 บาทต่อคัน
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ 2. เรื่องการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาภาระ หนี้สินของผู้ประกอบการรถยนต์รับจ้าง สาธารณะ (แท๊กซี่) ในช่วงการแพร่ระบาด ของโรค covid 19 เสนอโดยนายเกรียงไกร แก้วเกตุ มติที่ประชุม คณะกรรมาธิการมีมติให้ส่งเรืคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาพิจารณาตามกรอบหน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมาธิการ (หนังสือคณะกรรมาธิกาสภาผู้แทนราษฎร ที่ สผ 0019.08/859กุมภาพันธ์ 2564)
5 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ซึ่งมีบริษัทประกันภัยวินาศภัยจำกัด 8 บริษัท ร่วมรับ ประกันภัยซึ่งในขณะนี้มีแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น ประมาณ 4,700 คัน โดยประชาชนสามารถสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมประกันวินาศภัยไทย โทร. 0 2108 8399 หรือสายด่วนประกันภัย 1186 และนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้ประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้พิจารณาประเด็นข้อเรียกร้องดังกล่าว อีกครั้งด้วยแล้ว รื่องไปยัง าติ เพื่อ ารการแรงงาน 9 ลงวันที่ 4 คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สผ 0017.02/993 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์2564 แจ้งผลการพิจารณาสรุป ได้ดังนี้ สืบเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดกรอบ การให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นวงกว้าง จึงไม่มีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ รถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) ประสบปัญหาหนี้สินและได้มีการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้าง หนี้กับเจ้าหนี้แล้วแต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ หรือมี การปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วแต่ไม่สามารถปฏิบัติให้ เป็นไปตามสัญญาได้ สามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือ ผ่านช่องทาง “ทางด่วนแก้หนี้” เพื่อให้ธนาคารแห่ง
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
6 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ประเทศไทยทำหน้าที่ประสานกับสถาบันการเงินที่ เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาผ่อนปรนต่อไปได้ ทั้งนี้ สำหรับ บริษัทมิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทสินเชื่อ รถยนต์ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยการผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้ลดค่างวดและขยาย ระยะเวลาในการชำระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัท ได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่า ในปัจจุบันภาครัฐได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการ จัดทำข้อเสนอและกรอบแนวทางการดำเนินมาตรการ เศรษฐกิจ รวมถึงการดำเนินการ อื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาทาง เศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) พิจารณาเรื่องร้องเรียน ดังกล่าว รวมทั้งหาแนวทางแก้ไขตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่จะสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือ เพื่อเป็นแนวทางที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร้องฯ ได้ พร้อมทั้งได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการของ คณะกรรมาธิการให้ผู้ร้องฯ ทราบผลการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการฯ ด้วยแล้ว
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ 3. เรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มติที่ประชุม ให้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่ากาแรงงาน เพื่อขอให้พิจารณาเกี่ยวกับสิทธิปผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ แแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนร0019.08/1078 ลงวันที่ 10 กุมภาพัน
7 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ารกระทรวง ระโยชน์ของ และมาตรา ๔๐ ๕๓๓ (หนังสือ ราษฎร ที่ สผ นธ์ 2564) สำนักงานประกันสังคม มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ รง 0630/7358 ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ รายงาน ผลการดำเนินงานเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 แห่งง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ดังนี้ 1. การจัดเก็บเงินสมทบ และสิทธิได้รับประโยชน์ ทดแทน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ดังนี้ 1.1 ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กฎหมายกำหนด ให้มีการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมจาก ฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง โดยกำหนดให้รัฐบาล จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 2.75 ส่วนนายจ้างและ ลูกจ้างจ่ายในอัตราฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ตามอัตรา ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบขั้นต่ำ 1,650 บาท และขั้นสูง 15,000 บาท ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับความ คุ้มครองด้านประโยชน์ทดแทน จำนวน 7 กรณี ได้แก่ กรณี เจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณี สงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน ๑.๒ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (ผู้ที่เคยเป็นมาตรา 33 ภายใน 6 เดือน นับจากวันออกจากงาน และมีเงิน สมทบ 12 เดือน ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป) กฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน 2 ฝ่าย คือ รัฐบาลและผู้ประกันตน โดยฝ่ายผู้ประกันตนนำส่งเงิน
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
8 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ สมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท ใช้ฐานในการคำนวณ เงินสมทบเดือนละ 4,800 บาท คูณอัตรา 9% ซึ่ง ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง เช่นเดียวกับ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ยกเว้นกรณีว่างงาน ๑.๓ ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เป็นผู้ประกันตน ภาคสมัครใจ กำหนดให้มีการจัดเก็บเงินสมทบเงินกองทุน ประกันสังคมจาก 2 ฝ่าย คือ ผู้ประกันตนและรัฐบาล โดยการจัดเก็บเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่ผู้ประกันตนสมัคร 3 ทางเลือก ดังนี้ (1) ทางเลือกที่ 1 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 70 บาท และรัฐบาลสมทบ 30 บาท ได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย (2) ทางเลือกที่ 2 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 100 บาท และรัฐบาลสมทบ 50 บาท ได้รับความ คุ้มครอง 4 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพ (3) ทางเลือกที่ 3 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 300 บาท และรัฐบาลสมทบ 150 บาท ได้รับความคุ้มครอง 5 กรณี ได้แก่ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีชราภาพและกรณีสงเคราะห์บุตร ทั้งนี้ การจัดเก็บเงินสมทบระหว่างผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และผู้ประกันตน
6ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
9 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ตามมาตรา 40 ตามที่กฎหมายกำหนดมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้รับเช่นเดียวกับผู้ประกันตนตามมาตรา 39 นั้น จึงอาจจะต้องทบทวนการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการจ่าย ประโยชน์ทดแทนต่อไป สำหรับการรักษาพยาบาลของ ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 รัฐบาลให้ความคุ้มครองกรณี เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิของกรมบัญชีกลาง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2. ผลการศึกษาการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สรุปได้ดังนี้ 2.1 กรณีค่ารักษาพยาบาล ผลการศึกษาภายใต้ การปรับเพิ่มปัจจัยด้านอายุ เพศ ลักษณะการทำงานและ ด้านภาคสมัครใจ พบว่าค่าบริการทางการแพทย์ของ ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 อยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท ต่อคนต่อปี ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงจึงมีเหตุให้ต้อง จัดเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมอาจเป็นภาระต่อผู้ประกันตนที่ ต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องมีการศึกษา ข้อมูลให้รอบด้านอย่างละเอียดและหลักเกณฑ์เพิ่มเติม รวมถึงการจัดเก็บเงินสมทบที่เหมาะสม เนื่องจากการเป็น ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เป็นแบบสมัครใจไม่มีการตรวจ สุขภาพ ประกอบกับแรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มที่มีรายได้
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ 4. เรื่องมาตรการช่วยผู้ใช้แรงงานที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคโควิด 2019 กรณีการนำเงินสมทบ เข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อจ่ายประโยชน์ ทดแทนกรณีสงเคราะห์และกรณีชราภาพ ออกมาใช้ได้ก่อนจำนวนร้อยละ ๓๐-๕๐ ของเงินสมทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน มติที่ประชุม ให้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่ากาแรงงาน เพื่อขอให้พิจารณาเกี่ยวกับการนำกองทุนประกันสังคมเพื่อจ่ายประโยชน์ทดสงเคราะห์และกรณีชราภาพ ออกมาใช้ได้กร้อยละ ๓๐-๕๐ของเงินสมทบ) เพื่อบรรเทเดือดร้อนในภาวะวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจแลระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
0 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ไม่แน่นอน จึงมีความเสี่ยงและอาจส่งผลกระทบต่อ เสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม 2.2 การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีทุพพลภาพ โดยไม่กระทบต่อการจัดเก็บเงินสมทบซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง ศึกษาวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ระเบียบ ประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ รัดกุม และ เสถียรภาพของกองทุน ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม จะได้นำเรื่องดังกล่าว เสนอต่อคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา (ชุดที่ 13) พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมได้มี การพัฒนาสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยเพิ่มค่าทำศพ กรณีผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ถึงแก่ ความตาย คือ 1) ทางเลือกที่ 1 และ 2 จำนวน 25,000 บาท และเงินสงเคราะห์ จำนวน 8,000 บาท และ 2) ทางเลือก ที่ 3 จำนวน 50,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป ารกระทรวง ำเงินสมทบเข้า ดแทนกรณี ก่อน (จำนวน ทาความ ละการแพร่ 9 (หนังสือ สำนักงานประกันสังคม ด่วนที่สุด ที่ รง 0602/6990 ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ รายงานผลการพิจารณา สรุปได้ดังนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการเป็นเรื่องเร่งด่วน ในการพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนและ สถานประกอบการเพื่อให้มีสภาพคล่องสามารถใช้จ่ายเงิน ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจ
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ ในภาวะวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจและการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนร0019.08/80 ลงวันที่ 8 มกราคม 256
1 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ราษฎร ที่ สผ 64) จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ดังต่อไปนี้ 1. มาตรการช่วยเหลือโดยการลดหย่อนการออกเงิน สมทบ จำนวน 4 ครั้ง ดังนี้ 1.1 ครั้งที่ 1 มีการลดหย่อนการออกเงินสมทบของ นายจ้างและผู้ประกันตนประจำงวดเดือนมีนาคมถึงเดือน พฤษภาคม 2563 ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออก เงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตน กรณีการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) ลงวันที่ 10 เมษายน 2563 โดยนายจ้างส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 4 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตรา ร้อยละ 5) ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบใน อัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตราร้อยละ 5) และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 86 บาท (จากเดิมเดือนละ 432 บาท) 1.2 มีการลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนประจำงวดเดือนกันยายนถึงเดือน พฤศจิกายน 2563 ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออก เงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตน กรณีการระบาด
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
2 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-๑๙)) ลงวันที่ 11 กันยายน 2563 โดยนายจ้างส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 2 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตรา ร้อยละ 5) ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบใน อัตราร้อยละ 2 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตราร้อยละ 5) และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 96 บาท (จากเดิมเดือนละ 432 บาท) 1.3 มีการลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนประจำงวดเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2564 ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุน ประกันสังคม พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุน ประกันสังคม พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 โดยนายจ้างส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้างไม่ เกิน 15,000 บาท ต่อเดือน (จากเดิมอัตราร้อยละ 5) ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตรา ร้อยละ 5) และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่งเงินสมทบในอัตราเดือนละ 278 บาท (จากเดิมเดือนละ 432 บาท) 1.4 มีการลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนประจำงวดเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
3 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ 2564 ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุน ประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 โดยยกเลิกอัตราเงินสมทบประจำงวด เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2564 ตามกฎกระทรวงฯ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 และให้นายจ้างส่งเงินสมทบ ในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อ เดือน (จากเดิมอัตราร้อยละ 5) ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.5 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน (จากเดิมอัตราร้อยละ 5) และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่งเงินสมทบในอัตรา เดือนละ 38 บาท (จากเดิมเดือนละ 432 บาท) ทั้งนี้ จากการลดหย่อนการออกเงินสมทบของ นายจ้างและผู้ประกันตน คาดการณ์ว่าจะเป็นประโยชน์แก่ สถานประกอบการหรือนายจ้างประมาณ 490,076 แห่ง และผู้ประกันตนประมาณ 13.4 ล้านคน ให้ได้รับความ ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเพื่อนำไปใช้หมุนเวียน สภาวะเศรษฐกิจรวมเป็นเงินประมาณ 68,669 ล้านบาท (ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบลดลง 45,984 ล้านบาท และนายจ้างจ่ายเงินสมทบลดลง 22,685 ล้านบาท) 2. มาตรการช่วยเหลือโดยการออกกฎกระทรวง เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจำนวน 3 ครั้ง ดังนี้ 2.1 กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงานอันเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะ
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
4 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ เศรษฐกิจ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้ประกันตนซึ่งว่างงานจากการ ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจมีสิทธิได้รับประโยชน์ ทดแทนในกรณีว่างงาน (1) ในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้าง รายวันสำหรับการว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้างโดยให้ได้รับ ครั้งละไม่เกิน 200 วัน (2) ในอัตราร้อยละ 45 ของค่าจ้าง รายวันสำหรับการว่างงานเพราะเหตุลาออกจากงานหรือ เหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยให้ได้รับ ครั้งละไม่เกิน 90 วัน 2.2 กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาด ของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 กำหนดให้ในกรณีมี เหตุสุดวิสัย ถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว และลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณี ว่างงานไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่าง นั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุด ประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการ ตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับ
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
5 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ ค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในอัตรา ร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลา ที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 หรือตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี 2.3 กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณี ว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของ โรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ซึ่งมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยในกรณีมี เหตุสุดวิสัยที่ทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับ ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานไม่ได้ทำงานหรือนายจ้าง ไม่ให้ทำงานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาด ของโรคหรือในกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเนื่องจากนายจ้าง ต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อ ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ ตามปกติ และลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ลูกจ้าง ดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอด ระยะเวลาที่มีการกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ
6 ผลการดำเนินการ หมายเหตุ หรือมีคำสั่งปิดสถานที่ดังกล่าว แล้วแต่กรณี แต่รวมกัน ไม่เกิน 90 วัน 3. มาตรการช่วยเหลือในการตรวจคัดกรองการติดเชื้อ โรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เชิงรุกในสถาน ประกอบการ ภายใต้กรอบวงเงิน 200 ล้านบาท ดังนี้ 3.1 สถานประกอบการที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ ควบคุมสูงสุดที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือ คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พิจารณา เห็นชอบให้ได้รับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 3.2 สถานพยาบาลที่ได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการ ตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อ จังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร 3.3 สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายค่าบริการทางการ แพทย์เป็นค่าตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 และค่าบริการอื่น ในอัตราเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ตามระเบียบ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (ปัจจุบัน ไม่เกิน 2,200 บาท ต่อครั้งบริการ) ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 และจำเป็นต้องได้รับการรักษา ผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยสำนักงาน
7ที่ เรื่องที่พิจารณา การดำเนินการ