The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพินิจราษฎร์บำรุง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
โดย นางสาวสุรางคณา สมบัติ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surangkana97, 2020-09-01 07:39:58

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพินิจราษฎร์บำรุง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพินิจราษฎร์บำรุง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
โดย นางสาวสุรางคณา สมบัติ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม

การศึกษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ
หาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT เรื่อง วสั ดุและสมบตั ิ

ของวสั ดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นพินิจราษฎรบ์ ารุง
อาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ

นางสาวสุรางคณา สมบัติ
รหัสนักศกึ ษา 583410090140
สาขาวทิ ยาศาสตร์ คณะครุศาสตร์

รายงานการวิจยั นเ้ี ป็นส่วนหนึง่ ของการศกึ ษาวิชาการปฏบิ ัติการสอนในสถานศึกษา
ตามหลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
ปกี ารศึกษา 2562

สารบญั

หัวเรือ่ ง หนา้

บทคัดย่อ …………………………………………………………………………..…………….……………… ก
กิตติกรรมประกาศ …………………………………………………………………………….……………… ข
สารบญั ………………………………………………………………………....…………………..…………… ค
สารบญั ตาราง …………………………………………………………………………………….…………… จ

บทท่ี 1 บทนา ……………………………………..…………………………………………………….…… 1
ทม่ี าและความสาคญั ของปัญหา ………………………………….……………………….……… 1
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย ……………………………………………………………….…….…….. 3
สมมติฐานการวิจัย ………………………………………………………………………….……….….. 4
ขอบเขตของการวิจยั ……………………………………………………………….…….…………... 4
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ………………………………………………………………………………………. 5
ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับจากการวิจยั …………………………………………………………………. 7

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง …………………………..………………………..………. 8
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ
พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ……..……………………………………… 8
การจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ……………………………………………….. 12
การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื (Cooperative learning) …………………………………. 16
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TGT (Team game tournament) ……….. 24
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ …………………………………………………………… 31
ความพึงพอใจในการจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………. 40
งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง ……………………………………………………………..…………………..… 44

บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการวิจัย ……………………….……………………………………..………………… 49
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง …………………………………………………………………………. 49
เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ……………………………………….…..……………………..………… 49



สารบญั (ตอ่ )

หวั เรอื่ ง หนา้

การสร้างและการหาคุณภาพเคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย …..…………………….…………. 50
แบบแผนการวจิ ัย………………………………………….…………………………………..………… 57
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล …………………..………………………………..……………………....… 58
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู …………………..………………………………..……………………....…….. 58
สถิติที่ใช้ในการวิจัย …………………..………………………………..……………………....….. 59

บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ……………..………………….………………………….…….……… 55
สัญลักษณท์ ี่ใชใ้ นการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู …………………………………...… 55
ลาดับขนั้ ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ………………………………………..….… 55
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล …………………………………………………..……………………..……. 56

บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ……………….……………………………………. 67
สรุปผล ……………………………..…………….……………………………………………………….. 67
อภปิ รายผล ……………………………………………………………………………………………….. 67
ข้อเสนอแนะ ………………………..…………………………………………………………………… 70

บรรณานุกรม …………..………………….………………………….……………………………………….. 72
ภาคผนวก ……………………………………………………………………………..……………………….. 78

ภาคผนวก ก เครือ่ งมือวจิ ยั ……….………………………….……………………………………… 79
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คุณภาพเครอ่ื งมือวจิ ัย …………………….……….…………… 107
ภาคผนวก ค ผลประเมินคุณภาพจากผเู้ ชี่ยวชาญ …………………..……………………… 124

ประวัติผูว้ จิ ยั …………………………………………………………………………………………………… 134

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หนา้

3.1 แสดงวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเนือ้ หา สาระสาคัญ และจดุ ประสงค์

การเรียนรู้ เรอ่ื ง วัสดแุ ละสมบัตขิ องวัสดุ ……………………………………………. 50

3.2 แสดงการแบ่งเปน็ เนอื้ หาย่อยและจัดลาดับเน้อื หา ………………………………. 52

3.3 แสดงวิเคราะห์ความสมั พันธ์ระหว่างเนอ้ื หา จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ จานวน

ขอ้ สอบที่สร้างและตอ้ งการใชจ้ รงิ ………………………………………………………. 54

3.4 แสดงการวิเคราะหน์ ้าหนักคะแนนของพฤตกิ รรมด้านพทุ ธพิ ิสัย 55

3.5 แสดงแบบแผนการวิจยั แบบแผนกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลงั (One Group

Pretest-Posttest Design) ………………………………………………………………. 57

4.1 ผลการเปรียบเทยี บคะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ……………………………… 52

4.2 ผลการวเิ คราะหก์ ารเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนเรยี นและหลัง

เรยี นของนกั เรียนทไี่ ด้รับการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

รว่ มกบั การจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื เทคนิค TGT เรือ่ ง วัสดุและสมบตั ขิ อง

วสั ดุ ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ……………………………………………… 64

4.3 แสดงผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อการจดั การเรยี นรู้

แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั การจดั การเรียนร้แู บบร่วมมอื เทคนคิ

TGT เรือ่ ง วัสดแุ ละสมบัติของวสั ดุ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ……. 65

ชื่อเร่อื ง การศึกษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ โดยการจัดการเรยี นรู้

แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกับการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมือเทคนิค TGT

เรอ่ื ง วัสดแุ ละสมบัติของวัสดุ ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4

ผ้วู ิจยั นางสาวสุรางคณา สมบัติ

อาจารยท์ ี่ปรกึ ษา อาจารยก์ นกอร คาผุย

สาขา/คณะ สาขาวทิ ยาศาสตร/์ คณะครุศาสตร์

มหาวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม

ปี พ.ศ. 2562

บทคดั ย่อ

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัด
การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 4/4 โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง อาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษากาฬสินธ์ุเขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่ม
แบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เคร่ืองมือที่ใช้
ในงานวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือเทคนิค TGT เร่ือง วัสดุและสมบัติของวัสดุ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4
จานวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จานวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณ
ค่า (Rating Scale) จานวน 15 ข้อ สถิติทีใ่ ช้ในการวิจัย ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ีย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC) และสถติ ิทดสอบสมมตฐิ าน t-test (Dependent Samples) ผลการวจิ ยั พบว่า

1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(5E) ร่วมกบั การจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื เทคนคิ TGT เร่อื ง วสั ดแุ ละสมบัติของวัสดุ ของนกั เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 4 หลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05

2. นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.96 และส่วน
เบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.16

กติ ติกรรมประกาศ

รายงานวิจัย เร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TGT เร่ือง วัสดุและสมบัติ
ของวสั ดุ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ฉบบั นีส้ าเร็จลงได้ ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์กนกอร
คาผุย ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการช่วยให้คาปรึกษา แนะนา และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่อง
ดว้ ยความเอาใจใส่ตลอดมาตัง้ แตต่ ้นจนสาเร็จเรียบร้อย ผวู้ ิจัยขอขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสูง

ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน คือ นางผ่องศรี ภูช่างทอง นายประสงค์ สกุลซ้ง
และนายมนตรี รัตนศรี ท่ีกรุณาให้ข้อคิดเห็น ให้คาแนะนา ตลอดจนช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ
เปน็ อย่างดี

ขอขอบพระคุณโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง ผู้อานวยการโรงเรียน เพ่ือนครูและนักเรียน
ที่ช่วยอนุเคราะห์ อานวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล และกรุณาให้ความช่วยเหลือ
มาโดยตลอด

คุณค่าท่ีเกิดจากการรายงานวิจัยเล่มนี้ ขอมอบให้กับบิดา มารดา และอาจารย์ทุกท่าน
ที่ให้กาลังใจสนบั สนนุ ดว้ ยดมี าตลอด จนทาให้ผู้วิจยั บรรลุผลสาเรจ็ ได้ด้วยดี

สุรางคณา สมบัติ

บทท่ี 1
บทนำ

ที่มำและควำมสำคัญของปัญหำ
วิทยาศาสตร์มีบทบาทความสาคัญอย่างยิ่งในสังคมโลกเพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง

กับทุกคนท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือเคร่ืองใช้และ
ผลผลิตต่าง ๆ ท่ีมนุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางานเหล่าน้ีล้วนเป็นผล
ของความร้วู ิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรคแ์ ละศาสตร์อน่ื ๆ วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้มนุษย์
ได้พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์มีทักษะสาคัญ
ในการค้นคว้าหาความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างมีระบบสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล
ทห่ี ลากหลาย และมีประจักษพ์ ยานที่ตรวจสอบไดว้ ทิ ยาศาสตร์เปน็ วฒั นธรรมของโลกสมัยใหม่ ซงึ่ เป็น
สังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge - based society) ดังน้ันทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับการพัฒนา
ให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีท่ีมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น
สามารถนาความรู้ไปใชอ้ ย่างมีเหตุผลสรา้ งสรรคแ์ ละมคี ุณธรรม (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2560)

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดให้ สถานศึกษา
จัดการศึกษา ท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน
เกิดสมรรถนะสาคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการคิด ซึ่งประกอบไปด้วย
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสงั เคราะห์ การคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ
เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคม
ได้อย่างเหมาะสม โดยมีความมุ่งหวังให้ สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ
สร้างคนไทยให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพพร้อมท่ีจะแข่งขัน และร่วมมือ
อย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลกได้ โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้น การฝึกทักษะการคิด
จัดกิจกรรมให้ผู้เรยี นได้เกิดการเรียนรู้ ได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี เกิดการเรียนร้อู ยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดชีวติ
(กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ, 2544 ; อ้างถึงใน นงนารถ ร่มเย็น, สมศิริ สิงห์ลพ, และปริญญา
ทองสอน, 2559)

ความสาคญั ของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรว์ ธิ ีการหน่งึ คอื การจดั กระบวนการ
เรียนรู้ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครูจะต้องเช่ือว่าความรู้เป็นสิ่งที่เปล่ียนแปลงเกิดข้ึนใหม่
ได้ตลอดเวลา ในการเรียนรู้น้ันผู้เรียนเป็นผู้กระทา ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จะต้อง
ยึดหลักการพัฒนาศักยภาพท่ีหลากหลาย ผู้เรียนจึงจะแสดงการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
ของแต่ละบุคคลให้ปรากฏชัดเจนขึ้น ช่วยให้เข้าใจความหมายของตนเองและผู้อื่น สามารถ
ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของตนเอง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงตนเอง ช่วยสร้างความม่ันใจในตนเอง

2

ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนกล้าทางานท่ียากข้ึนกว่าเดิม ช่วยให้ผู้เรียนเรียนดีข้ึน ทาให้เกิดการจดจาที่คงทน
(วิชัย วงษ์ใหญ่, 2552) การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นท่ีผู้เรียน โดยท่ีผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนา
ขีดความสามารถของตนเองได้เต็มตามศักยภาพ มีความสมดุลทางด้านจิตใจ ร่างกาย ปัญญาและ
สังคม เป็นผู้รู้จักคิดวิเคราะห์ รักการเรียนรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง และร่วมมือกับผู้อ่ืนอย่างสร้างสรรค์
(สชุ าติ วงศส์ ุวรรณ, 2540 ; อา้ งถึงใน สุพัชยา ปาทา, 2554)

ปัจจุบันโรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง อาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ได้มีการจัดการเรียนการสอนหลายระดับ ตั้งแต่
ระดับช้ันอนุบาล 1 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ระดับอาเภอ และ
ในระดับประถมศึกษาปีท่ี 4 มีจานวนห้องเรียนท้ังหมด 4 ห้อง จานวนนักเรียน 130 คน ซ่ึงเป็น
ห้องเรยี นที่คละความสามารถ อีกทั้งยงั มีสภาพแวดลอ้ มทางการเรียนใกล้เคียงกนั ซงึ่ หลงั จากที่ผู้วิจัย
ได้จัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้พบปัญหาในการเรียน
การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คือ ผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดแรงจูงใจ ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน
ไม่สามารถเร้าความสนใจให้ผู้เรียนสนใจได้ตลอดเวลา นักเรียนไม่มีสมาธิและความตั้งใจในการเรยี น
ลดลง เช่น การพดู คุยกนั หรอื การเล่นโทรศัพท์ในระหว่างเรยี น เปน็ ตน้ ทาใหน้ ักเรยี นไมเ่ กิดการเรยี นรู้
อย่างเข้าใจ และส่งผลให้ผลการเรียนต่า ครูจึงต้องจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายและเหมาะสม
ตามผู้เรียน คอยสรา้ งแรงจูงใจในการเรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีความกระตอื รือรน้ มคี วามสนกุ ในการเรียน
พัฒนาศักยภาพของผู้เรยี นเองและยกระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรียนใหส้ ูงขึ้น

จากปัญหาท่ีกล่าวมา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีสืบเสาะ
หาความรู้ (5E) ซ่ึงมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) โดยมีรากฐานสาคัญ
มาจากทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ัญญาของเพียเจต์(Piaget’s Theory of Cognitive Development)
และในการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีจุดเด่น คือ เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น
ผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้ผู้เรียนเกิดการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนสืบเสาะหาความรู้
เป็นการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ได้ฝึกคิดวิเคราะห์แยกแยะ
แก้ปัญหาด้วยตนเอง จนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีข้ันตอนในการจัดการเรียนรู้
ที่สาคัญ 5 ข้ันตอน คือ ข้ันเร้าความสนใจ ข้ันสารวจและค้นหา ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ข้ันขยาย
ความรู้ และขั้นประเมิน ซ่ึงเป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ืองกันไป ซ่ึงส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้
อย่างเป็นกระบวนการ เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
(กรมวิชาการ. 2546 ; อ้างถึงใน อุไรวรรณ ปานีสงค์, จิต นวนแก้ว, และสุมาลี เล่ียมทอง. 2560)
ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ อุไรวรรณ ปานีสงค์ และคณะ (2560) เสาวลักษณ์ หล้าสิงห์ (2558)
และ วนั ดี จเู ป่ยี ม (2558) ทศ่ี ึกษาผลสัมฤทธ์ิของการสอนรปู แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle)
ซ่ึงมีผลการวิจัยทานองเดียวกันว่าการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้วิธีการสืบเสาะหาความรู้นน้ั ทาให้ผู้เรียนมี

3

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นทางวิทยาศาสตร์สงู ข้นึ ทาใหผ้ ้เู รยี นกระตือรอื ร้นและสนใจเรยี นมากข้นึ
นอกจากรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แล้ว ผู้วิจัยได้สนใจท่ีจะนา

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มาใช้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เป็นเทคนิคหนึ่งในการสอนแบบร่วมมือที่ให้ผู้เรียน
ได้รวมกลุม่ เพื่อทางานร่วมกันและชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกัน สมาชกิ ในแต่ละทมี จะประกอบดว้ ยสมาชิก
ท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน ซึ่งสมาชิกของทีมจะได้แข่งขันกันในเกมเชิงวิชาการ โดยความสาเร็จ
ของทีมจะขึน้ อยกู่ ับความสามารถของแต่ละบุคคลเปน็ สาคัญ (ชัยวัฒน์ สทุ ธิรัตน์, 2553) อกี ทง้ั ยังเน้น
กิจกรรมการทางานกลุ่ม ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มจะต้องมีการปฏิสัมพันธ์กัน โดยมีการปรึกษาหารือ
ช่วยเหลือกัน มีส่วนร่วมในการทากิจกรรม ทาให้ผู้เรียนมีการปรับตัวเองและสร้างความสัมพันธ์
กับเพ่ือนภายในกลุ่มมากข้ึน จนผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน มีความสบายใจ ไม่เกิดความเครียด
ส่ิงเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการประสานสัมพันธ์กันภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มได้เป็นอย่างดี
จึงทาให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ท่ี ดีต่อกันข้ึน (พรทิพย์ ฤกษ์สมโภชน์, 2550) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือเทคนิค TGT สามารถนามาใช้เพื่อการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้เรียนมีการทางานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยของ นราวดี จ้อยรุ่ง (2558) พบว่าผู้เรียน
ทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื เทคนคิ TGT มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและมที ักษะกระบวนการ
กลุ่มสูงขึ้น และงานวิจัยของ ศิรประภา พบวันดี (2558) พบว่า ผู้เรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือเทคนิค TGT มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนและมที กั ษะกระบวนการวิทยาศาสตรส์ งู ขึ้น

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มาใช้ในการวิจัยนี้ เพื่อศึกษา
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความพึงพอใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะกระบวนการคิด
การทางานกลุ่ม มีความสุขสนุกและมีความกระตือรือร้นในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และให้ครูนา
รปู แบบการสอนไปประยกุ ตใ์ ชแ้ ละพัฒนาต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์ของงำนวจิ ยั
1. เพือ่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4

ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค
TGT ก่อนเรยี นและหลงั เรียน

2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้
แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื เทคนิค TGT

4

สมมตฐิ ำนงำนวิจยั
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้

แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนคิ TGT เร่ือง วัสดุและสมบัติ
ของวัสดุ

ขอบเขตกำรวจิ ยั

1. ประชำกรและกลุม่ ตัวอย่ำง

1.1 ประชำกร ไดแ้ ก่ นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 4 ห้อง นักเรยี นจานวน

130 คน โรงเรียนพนิ ิจราษฎรบ์ ารุง อาเภอยางตลาด จงั หวดั กาฬสินธ์ุ

1.2 กลุม่ ตัวอยำ่ ง ได้แก่ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/4 โรงเรยี นพนิ ิจราษฎร์บารุง

อาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random

sampling) โดยใชห้ ้องเรยี นเปน็ หนว่ ยในการสุ่ม

2. ตัวแปร

2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ

การจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมือเทคนคิ TGT เรอ่ื ง วัสดุและสมบัตขิ องวัสดุ

2.2 ตัวแปรตำม ไดแ้ ก่

2.2.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้

(5E) ร่วมกับการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT เรอ่ื ง วสั ดแุ ละสมบัตขิ องวสั ดุ ช้นั ประถมศึกษา

ปที ี่ 4

2.2.2 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกับ

การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือเทคนิค TGT เร่ือง วัสดุและสมบตั ขิ องวสั ดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

3. เน้ือหำสำระ

เนอ้ื หาทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ไดแ้ ก่ วิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า 14101 สาระที่ 2 มาตรฐาน

ว 2.1 เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา

ขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ซ่ึงประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้

จานวน 5 แผน ได้แก่

3.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1 เร่ือง ประเภทของวัสดุ จานวน 2 ชัว่ โมง

3.2 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื ง ความแขง็ ของวัสดุ จานวน 2 ชั่วโมง

5

3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรือ่ ง สภาพยดื หยุ่นของวัสดุ จานวน 2 ช่ัวโมง
3.4 แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 เรื่อง การนาความรอ้ นของวัสดุ จานวน 2 ชว่ั โมง
3.5 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5 เร่ือง การนาไฟฟา้ ของวสั ดุ จานวน 2 ชวั่ โมง
4. ระยะเวลำ
ดาเนินการทดลองในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้เวลาทั้งหมด 10 ช่ัวโมง
จานวน 2 ช่วั โมงตอ่ สปั ดาห์ เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์
5. สถำนที่
โรงเรียนพินิจราษฎร์บารุง ตาบลยางตลาด อาเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธ์ุ สังกัด
สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2

นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ
1. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบสืบเสำะหำควำมรู้ (5E) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น

ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติกิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษา ค้นคว้า สืบหาความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ อยา่ งมเี หตผุ ลด้วยตนเอง ผู้สอนมหี น้าท่ีจัดบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้
ผู้เรียนนาองค์ความรู้ใหม่เชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์ หรือความรู้เดิม
โดยผ่านการอภปิ รายและประเมนิ ผลรว่ มกัน ซ่งึ มีข้ันตอนดงั นี้

ข้ันที่ 1 ข้ันสร้างความสนใจ เป็นการนาเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องท่ีสนใจ เริ่มจากการใช้
คาถามหรอื สร้างสถานการณ์เพ่ือกระตนุ้ ใหน้ ักเรียนสนใจเกดิ ความสงสัย หรือเป็นการทวนความรู้เดิม
ทีเ่ พ่งิ เรียนมาเพ่อื เปน็ การให้ผเู้ รยี นเกิดคาถามในเรอ่ื งท่จี ะเรยี นตอ่ ไป

ขั้นที่ 2 ข้ันสารวจและค้นหา ขั้นตอนท่ีให้นักเรียนค้นหาคาตอบของข้อสงสัยหรือ
ประเด็นท่ีน่าสนใจโดยนักเรียนจะเป็นผู้วางแผนเอง เพื่อกาหนดแนวทางในการค้นหาคาตอบของ
ปัญหาน้ัน ต้ังแต่การตั้งสมมติฐาน การทดลองการค้นคว้าจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
เพือ่ ให้ได้มา ซง่ึ ขอ้ มลู เพอ่ื สนับสนนุ แนวคิดของตน

ขั้นที่ 3 ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป เม่อื ไดข้ ้อมลู จึงนาข้อมูลท่ีได้มาทาการวิเคราะห์แปล
ผล สรปุ ผลและนาเสนอผลในรปู แบบต่าง ๆ เช่น การทาผังความคิด การรายงานหนา้ ชนั้ เรียน เปน็ ต้น

ขน้ั ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ เปน็ การนาความรทู้ ผ่ี ู้เรียนสร้างขน้ึ เชือ่ มโยงกับความรูเ้ ดมิ หรือ
นาไปอธบิ ายกบั สถานการณใ์ หม่ที่คล้าย ๆ กับ สิ่งทไ่ี ด้คน้ พบ ซงึ่ จะทาใหเ้ กดิ ความรู้กวา้ งมากขน้ึ

ข้ันท่ี 5 ข้ันประเมินผล เปน็ ขั้นทีป่ ระเมินการเรียนรู้ของผเู้ รยี น วา่ นกั เรยี นมีความรู้มาก
น้อยเพยี งใด ได้รับความรอู้ ะไรบ้างอย่างไร

2. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หมายถึง การจัดการเรียนรู้ท่ีจัด
ให้นักเรียนรวมกันเป็นกลุ่มย่อย 4-5 คน สมาชิกในกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกัน

6

โดยกาหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้ทาการทดสอบความรู้ โดยใช้เกมการแข่งขัน ซึ่งในการแข่งขัน
ครูจะจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนระดับเดียวกันแข่งขันกัน คะแนนที่ได้
จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคนจะนาเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม กลุ่มท่ีได้รับรางวัล คือ
กล่มุ ท่ีทาคะแนนได้สงู สดุ ซง่ึ มขี ั้นตอนดงั น้ี

ขน้ั ที่ 1 นาเสนอเนอื้ หา ผู้สอนจัดเตรยี มเนื้อหาสาระทจ่ี ะใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรู้ และเสนอ
บทเรยี นใหแ้ กผ่ เู้ รยี นโดยเลือกใชว้ ธิ กี ารสอนตามความเหมาะสม

ขัน้ ที่ 2 กจิ กรรมกลุ่ม ผู้สอนจดั กลมุ่ โดยให้คละความสามารถและเพศ กลุม่ ละประมาณ
4-5 คน โดยเป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เพื่อให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกัน
ศึกษา ฝึกปฏิบัติตามใบงาน ทบทวนเนื้อหาที่ครูนาเสนอ เพ่ือเตรียมความพร้อมก่อนท่ีจะแข่งขัน
ประเมินความรู้ความเข้าใจของสมาชิกในทีม หากสมาชิกบางคนยังไม่เขา้ ใจ สมาชิกคนอ่ืน ๆ ช่วยกัน
อธิบาย เปน็ การเตรียมพรอ้ มทจี่ ะเข้าแขง่ ขนั

ขั้นท่ี 3 แข่งขัน ผู้สอนอธิบายจุดประสงค์ และกติกาของการเล่นเกม ผู้เรียนที่มี
ความสามารถใกล้เคียงกนั จากแต่ละทีมเข้าประจาโตะ๊ แข่งขนั คือ ผู้เรยี นท่เี ก่งของแตล่ ะทีมแขง่ ขันกัน
ผู้เรียนปานกลางของแต่ละทีมแข่งขันกัน และผู้เรียนอ่อนของแต่ละทีมแข่งขันกัน เม่ือแข่งขันจบ
สมาชกิ ทกุ คนกลบั ไปยังทีมตวั เอง เพ่ือนาคะแนนของแตล่ ะคนมารวมกนั เปน็ คะแนนรวมของทมี

ขั้นท่ี 4 ข้ันยกย่องความสาเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขันและมอบรางวัล
ใหก้ ับทีมท่ีได้คะแนนสูงสุดหรือค่าเฉล่ียสงู สดุ

3. กำรจัดกำรเรียนรู้แบบสืบเสำะหำควำมรู้ (5E) ร่วมกับกำรจัดกำรเรียนรู้แบบ
ร่วมมือเทคนิค TGT หมายถึง การนาเทคนิคการแข่งขันเป็นทีมของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนคิ TGT ซึง่ ครูจะจดั กลุ่มโดยให้คละความสามารถและเพศ กลุ่มละประมาณ4-5 คน โดยเป็นคน
เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน ให้นักเรียนท่ีมีความสามารถทางการเรยี นระดับเดียวกัน
แข่งขันกัน มาเป็นส่วนหน่ึงในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ท่ีมี 5 ขั้นตอน ได้แก่
ข้ันท่ี 1 ข้ันสร้างความสนใจ ข้ันที่ 2 ข้ันสารวจและค้นหา ข้ันที่ 3 ขั้นอธิบายและลง ขั้นท่ี 4
ข้ันขยายความรู้ และขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล ซ่ึงผู้วิจัยได้จัดการแข่งขันลงในข้ันที่ 4 ข้ันขยายความรู้
ของการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

4. ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ หมายถึง คะแนนด้านพุทธพิสัยความรู้
ความสามารถในการเรียนรู้วชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง วัสดุและสมบัติ
ของวัสดุ โดยพจิ ารณาจากคะแนนทีไ่ ด้จากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
ท่ีผ้วู ิจัยสร้างข้นึ

5. ควำมพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง การที่ผู้เรียนแสดงออกถึงความรู้สึกทางบวก
ที่ต้ังใจในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)

7

รว่ มกับการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT วัดโดยใช้แบบสอบถามความพงึ พอใจตอ่ การจัดการ
เรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั การจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือเทคนิค TGT ทผ่ี ูว้ ิจัยสรา้ งขึน้

ประโยชนท์ คี่ ำดวำ่ จะได้รับ
1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ

การจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื เทคนคิ TGT ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 เรือ่ ง วัสดแุ ละสมบัติของวัสดุ
2. นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์สงู ขนึ้ และมคี วามพงึ พอใจต่อการเรยี น

วทิ ยาศาสตร์
3. เปน็ แนวทางสาหรับครูผู้สอนกลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ในการพฒั นาการจดั การ

เรยี นรู้โดยใชแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกบั การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื เทคนิค TGT ไปปรบั ใช้
ในกระบวนการเรยี นการสอนของตนเอง

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เร่ือง วัสดุและสมบัติของวัสดุ
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องตามลาดับ
ดังน้ี

1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์

2. การจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
3. การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)
4. การจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื เทคนิค TGT (Team game tournament)
5. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์
6. ความพึงพอใจในการจดั การเรยี นรู้
7. งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง

1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์

1.1 เรียนรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้น

การเช่ือมโยงความรู้ กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้
กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ทุกขั้นตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริง อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น
(กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560) โดยกาหนดสาระสาคญั ดังน้ี

1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต
การดารงชีวติ ของมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ การดารงชีวติ ของพชื พนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ
ววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี ีวติ

2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร
การเคล่ือนท่ี พลังงาน และคลน่ื

3. วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรียนรเู้ กยี่ วกับ โลกในเอกภพ ระบบโลก และมนุษย์กับ
การเปลย่ี นแปลงของโลก

9

4. ชีววิทยา เรียนรู้เกี่ยวกับ การศึกษาชีววิทยา สารเคมีในสิ่งมีชีวิต เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
พันธุกรรมและ การถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร้างและการทางาน
ของส่วนต่าง ๆ ในพืชดอก ระบบและการทางานในอวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ และส่ิงมีชีวิต
และส่ิงแวดลอ้ ม

5. เคมี เรียนรู้เกี่ยวกบั ปริมาณสาร องค์ประกอบและสมบัติของสาร การเปลี่ยนแปลง
ของสาร ทกั ษะ และการแก้ปญั หาทางเคมี

6. ฟสิ ิกส์ เรียนรู้เก่ียวกบั ธรรมชาติและการคน้ พบทางฟิสกิ ส์ แรงและการเคลื่อนท่ี และ
พลงั งาน

7. โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกบั โลกและกระบวนการเปล่ียนแปลงทาง
ธรณีวิทยา ข้อมูลทางธรณีวิทยาและการนาไปใช้ประโยชน์การถ่ายโอนพลังงานความร้อนของโลก
การเปลี่ยนแปลงลักษณะ ลมฟ้าอากาศกับการดารงชีวิตของมนุษย์ โลกในเอกภพ และดาราศาสตร์
กับมนุษย์

8. เทคโนโลยี
8.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้

ความเข้าใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพือ่ ดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และ
ทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมี
ความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คานึงถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สังคม และสงิ่ แวดลอ้ ม

8.2 วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจ มี
ทักษะการคิด เชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นข้ันตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้
ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศสื่อสารในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้
อย่างมีประสิทธิภาพ

1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)

ได้กาหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์สาหรับระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
ไวด้ งั น้ี

สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสง่ิ มีชีวิต หนว่ ยพน้ื ฐานของสง่ิ มีชวี ิต การลาเลียง

สารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์ท่ีทางานสัมพันธก์ ัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ัง
นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

10

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมชี วี ติ รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์

ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ
ของการเปลยี่ นแปลงสถานะ ของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทา
ตอ่ วตั ถุ ลักษณะการเคล่อื นทแี่ บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอน
พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน
ปรากฏการณ์ทีเ่ กยี่ วข้องกบั เสียง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการ

ของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผล
ตอ่ ส่งิ มีชวี ติ และการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ

1.3 คุณภาพผู้เรยี น
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้กาหนดคุณภาพผู้เรียน สาหรับนักเรียน

ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ไว้ดงั นี้ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560)
จบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6

1. เข้าใจโครงสร้างและการทางานของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของ
ส่งิ มชี วี ติ ในระบบ นเิ วศ และความหลากหลายของทรพั ยากรธรรมชาติที่พบในระดบั ประเทศ

2. เขา้ ใจสมบตั ิและการจาแนกลุม่ ของวัสดุ สถานะของสาร สมบัติของสารและการทาให้
สารเกิดการเปลี่ยนแปลง การเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร การแยกสารอย่างง่าย และสารใน
ชวี ิตประจาวัน

3. เข้าใจลักษณะของแรงประเภทต่าง ๆ ผลท่ีเกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุ ความดัน
หลกั การเบ้อื งตน้ ของแรงพยุง สว่ นประกอบและหน้าท่ีของส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้า การถ่ายโอน
พลังงานกลที่เกิดจาก แรงเสียดทานไปเป็นพลังงานอื่น สมบัติและปรากฏการณ์เบ้ืองต้นของเสียง
และแสง

11

4. เข้าใจลกั ษณะของดาวในเอกภพ และจาแนกประเภทของกลมุ่ ดาว ความสมั พันธ์ของ
ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทรท์ ่ีมผี ลต่อการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
อวกาศ คุณภาพผ้เู รยี น

5. เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของดิน น้า และบรรยากาศ และปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การเปล่ียนแปลงของ ผิวโลก การเกิดลมบก ลมทะเล ผลกระทบท่ีเกิดจากธรณีพิบัติภัยและ
ปรากฏการณ์เรอื นกระจก

6. ต้ังคาถาม หรือกาหนดปัญหาเก่ียวกับส่ิงท่ีจะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตาม
ความสนใจ คาดคะเน คาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคาถาม หรือปัญหา
ที่จะสารวจตรวจสอบ วางแผนและสารวจ ตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ีเหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมลู ทัง้ เชิงปริมาณ และคุณภาพ

7. ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล
ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการทางานร่วมกัน
เขา้ ใจสทิ ธแิ ละหน้าที่ของตน เคารพ สิทธิของผูอ้ ่ืน

8. วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสารวจ
ตรวจสอบ ในรปู แบบที่เหมาะสม เพือ่ ส่ือสารความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบได้อยา่ งมีเหตุผลและ
หลกั ฐานอา้ งองิ

9. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในส่ิงที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเร่ือง
ท่ีจะศึกษาตามความสนใจ ของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่ีมีหลักฐาน
อ้างองิ และรับฟังความคดิ เหน็ ผอู้ ่ืน

10. แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานท่ีได้รับมอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ
ประหยดั ซือ่ สตั ย์ จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสาเร็จ และทางานร่วมกบั ผู้อน่ื อย่างอย่างสร้างสรรค์

11. ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ในความรู้และ
กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่องและเคารพสิทธิในผลงาน
ของผู้คิดค้น และศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม ทาโครงงาน หรือช้ินงานตามท่ีกาหนดให้หรือตาม
ความสนใจ

12. แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเก่ียวกับการใช้ การดูแลรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ มอย่างรู้คุณคา่

งานวิจัยคร้ังน้ีอยู่ในสาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติ
ของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสร้างและแรง
ยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวชี้วัด ป.4/1 เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง

12

สภาพยืดหยุน่ การนาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวสั ดโุ ดยใช้หลักฐานเชิงประจกั ษ์จากการทดลอง
และระบุการนาสมบัติเร่ืองความแขง็ สภาพยดื หยนุ่ การนาความร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้
ในชวี ิตประจาวันผา่ นกระบวนการออกแบบชิ้นงาน และ ป.4/2 แลกเปลย่ี นความคิดกบั ผอู้ ื่น โดยการ
อภิปราย เก่ียวกับสมบัติทางกายภาพของวัสดุอย่างมี เหตุผลจากการทดลอง ซ่ึงผู้วิจัยได้นามาใช้ใน
การสร้างเนื้อหาสาระในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบ
สบื เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกบั การจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมือเทคนิค TGT ต่อไป

2. การจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
2.1 ความหมายการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
การสอนวิทยาศาสตรโ์ ดยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ มุ่งใหผ้ ูเ้ รยี นไดร้ ับความรู้และ

ทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์เพ่ือให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ปฏิบัติ และแกป้ ัญหา โดยอาศัยกิจกรรม
ที่สาคัญ คือการอภิปรายและการทดลอง ได้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ ความหมายของการสอน
โดยกระบวนการสบื เสาะหาความรไู้ ว้ในลกั ษณะต่าง ๆ ดงั นี้

วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545) ให้ความหมายว่า การเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะ
หาความรู้เป็นการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนสืบค้นหรือค้นหาคาตอบในเรื่องหรือประเด็นที่กาหนด
เน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูมีหน้าท่ีเป็นผู้ให้ คาแนะนา
ให้ความกระจ่างและอานวยความสะดวกซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียน ค้นพบข้อมูลและจัดระบบความหมาย
ขอ้ มูลของตนเอง

ประสาท เน่ืองเฉลิม (2550) ให้ความหมายว่า การสอนโดยกระบวนการสืบเสาะ
หาความรู้ เปน็ การสอนท่ีเน้นการถ่ายโอนการเรียนรแู้ ละให้ความสาคัญเกีย่ วกับการตรวจสอบความรู้
เดมิ ของผเู้ รียน ซ่งึ เปน็ สิ่งทค่ี รูผสู้ อนละเลยไมไ่ ดซ้ งึ่ จะช่วยให้ครูผู้สอน ค้นพบว่าผู้เรียนตอ้ งเรยี นรู้อะไร
กอ่ น กอ่ นทจ่ี ะเรยี นรใู้ นเนือ้ หาบทเรียนนัน้ ๆ ซ่งึ จะชว่ ยให้ ผ้เู รยี นเกิดการเรยี นรอู้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

ทิศนา แขมมณี (2553) ใหค้ วามหมายว่า การเรียนการสอน โดยกระบวนการสบื เสาะ
หาความรู้ เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคาถาม เกิดความคิดและลงมือแสวงหาความรู้
เพื่อนามาประมวลหาคาตอบหรือข้อสรุปด้วยตนเอง โดยผู้สอนอานวยความสะดวก จัดเตรียมส่ือ
การเรียนต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เช่น ด้านการสืบค้นหา แหล่งความรู้ การศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์
การสรปุ ข้อมูล การอภิปรายโต้แยง้ ทางวชิ าการ และการทางานกล่มุ ร่วมกับผู้อน่ื

นริศรา จันทะนาม (2553) ให้ความหมาย การเรียนรู้โดยกระบวนการ สืบเสาะ
หาความรู้ ว่าเป็นกระบวนการท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ โดยมงุ่ เน้นใหผ้ ูเ้ รียนแสวงหา ความรแู้ ละค้นพบ
ความจรงิ ด้วยตนเอง ทาให้ผเู้ รียนไดร้ บั ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ในเน้ือหาวชิ าเรียนและสามารถ
แก้ปญั หาการเรยี นดว้ ยตนเอง โดยการใชก้ ระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้

13

จากการศึกษาสรุปได้ว่า การเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) หมายถึง
กระบวนการสอนท่ีมุ่งเน้นให้ผู้เรยี นแสวงหาความรู้ โดยใชก้ ระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ 5 ขนั้ ตอน
ประกอบด้วย ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสารวจและค้นหาข้ันอธิบาย และลงข้อสรุป ขั้นขยายความรู้
และข้นั ประเมนิ โดยผ้เู รยี นลงมือปฏิบตั เิ อง เพื่อใหพ้ บความรู้ และสร้างองค์ความรู้ดว้ ยตนเอง ค้นคว้า
หาคาตอบอย่างมรี ะบบ สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ กิดประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั ได้

2.2 กระบวนการสบื เสาะหาความรใู้ นหอ้ งเรียนวิทยาศาสตร์
การสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) เป็นคาทเี่ ราค้นุ เคยมานาน แต่การสืบเสาะหาความรู้นี้

มีความหมายที่ลึกซ้ึงมากกว่าการสังเกตและจดบันทึก มีความหมายมากกว่าวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
และมีความหมาย มากกว่าการทาการทดลอง การสืบเสาะหาความรู้นอกจากจะต้องใช้หลักการ
เหตุผล และข้อมูลที่ได้จากการทดลองแล้วยังต้องใช้จินตนาการ ความสร้างสรรค์และ
การลงความเห็นร่วมกัน แม้ว่าคนเพียงคนเดียวสามารถค้นพบเร่ืองท่ียิ่งใหญ่ได้ แต่ความก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ท่ียอมรับความคิดเห็นน้ันร่วมกัน การสืบเสาะหาความรู้
ทางวิทยาศาสตร์หมายถึงวิธีการท่ีหลากหลายที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ เพื่อศึกษาส่ิงต่าง ๆ ทางกายภาพ
ใ น ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ เ ส น อ ค า อ ธิ บ า ย ส่ิ ง เ ห ล่ า นั้ น ด้ ว ย ข้ อ มูล ที่ ไ ด้ จ า ก ก า ร ท า ง า น ท า ง วิ ท ย า ศ า สตร์
การสืบเสาะหาความรู้ยังหมายถึงกิจกรรมที่นักเรียนได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับแนวคิด
ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเข้าใจว่านกั วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษาสง่ิ ต่าง ๆ บนโลกนไ้ี ด้

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน จึงหมายถึงการท่ีผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมและกระบวนการคิดท่ีหลากหลายคล้ายกับท่ีนักวิทยาศาสตร์ได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้า
เร่อื งต่าง ๆ เพอ่ื ใหค้ วามรู้เก่ยี วกับสิ่งต่าง ๆ ทางกายภาพในธรรมชาติ (กศุ ลิน มสุ กิ ลุ , 2557)

2.3 ข้ันตอนการจัดการเรยี นรโู้ ดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E)
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2549) กล่าวถึงกระบวน

การเรียนการสอนท่ีใช้ในการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
ซง่ึ ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอนทสี่ าคัญ ดังน้ี

1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนาเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ
ซ่ึงอาจเร่ิมจากความสงสัย ความสนใจของผู้เรียนหรือเกิดจากการอภิปรายกลุ่ม ในเร่ืองที่น่าสนใจ
อาจมาจากเร่ืองที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมท่ีเพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคาถาม
กาหนดประเด็นที่จะศึกษา ถา้ ยงั ไมม่ เี รอ่ื งที่สนใจ ผสู้ อนอาจให้ศกึ ษาจาก สอื่ ตา่ ง ๆ หรือคอยกระตุ้น
ด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมากอ่ น แต่ไม่ควรบังคับให้ผู้เรยี นยอมรับประเด็น หรือคาถามท่ีผู้สอนกาลงั
สนใจเป็นเรอ่ื งท่ีใชศ้ ึกษา เมอ่ื มคี าถามท่นี า่ สนใจและผู้เรยี น ส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเดน็ ท่ีตอ้ งการ
ศึกษาจึงร่วมกันกาหนดขอบเขตแจกแจงรายละเอียดของเร่ืองที่จะศึกษาให้ชัดเจน รวมท้ังรวบรวม

14

ความรู้และประสบการณ์เดิมหรือความรู้จาก แหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นาไปสู่ความเข้าใจเร่ืองหรือ
ประเด็นท่ีจะศึกษามากข้นึ และมีแนวทาง ในการตรวจสอบที่หลากหลาย

2. ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) เม่ือเข้าใจในประเด็นหรือคาถามท่ีสนใจที่จะ
ศึกษาแล้วมีการวางแผน กาหนดแนวทาง การสารวจตรวจสอบต้ังสมมติฐาน กาหนดทางเลือก
ท่เี ปน็ ไปได้ ลงมอื ปฏบิ ัตเิ พ่ือเกบ็ รวบรวมข้อมูล ขอ้ สนเทศ หรอื ปรากฏการณ์ ตา่ ง ๆ วิธกี ารตรวจสอบ
อาจทาได้หลายวิธี เช่น การ ทากิจกรรมภาคสนามการใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนสร้างสถานการณ์
จาลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างองิ หรือจาก แหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพ่อื ใหไ้ ดม้ า
ซงึ่ ข้อมูลอยา่ งเพียงพอทจ่ี ะใชใ้ นข้นั ต่อไป

3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลจากการสารวจแล้วจึงนา
ข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนาเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป
สร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์หรือรูปวาด สร้างตารางฯลฯ การค้นพบในข้ันนี้อาจเป็นไปได้
หลายทาง เช่น สนับสนุนหรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ต้ังไว้หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กาหนดไว้
แต่ผลท่ไี ด้จะอยใู่ นรปู ใดก็สามารถสร้างความรแู้ ละชว่ ยใหเ้ กดิ การจดั การเรยี นร้ไู ด้

4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนาความรู้ที่สร้างข้ึนไปเช่ือมโยง กับความรู้
เดิมหรือแนวคิดท่ีได้ค้นคว้าเพ่ิมเติม และข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์อ่ืน ๆ ถ้าใช้อธิบาย
เรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจากัดเล็กน้อย ซ่ึงก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทาให้เกิด
ความรทู้ ่ีกวา้ งข้ึน

5. ช้ันประเมิน (Evaluation) ประเมินเพื่อให้รู้ว่าผู้เรยี นมคี วามรู้อะไรบ้าง อย่างไรและ
มากน้อยเพยี งใด นาไปสกู่ ารนาความร้ไู ปประยุกต์ใช้กบั เหตกุ ารณ์ หรอื เรอื่ งอืน่ ๆ จะนาไปสู่ข้อโต้แย้ง
หรือข้อจากัดซึ่งจะก่อให้เป็นประเด็นหรือปัญหาที่จะต้องสารวจตรวจสอบ ต่อไป ทาให้เกิดเป็น
กระบวนการที่ต่อเน่อื งกนั ไปเร่ือย ๆ จึงเรยี กว่า Inquiry Cycle กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรทู้ ั้งเนอื้ หาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพ่ือให้ได้ความรู้
ซึง่ เปน็ พน้ื ฐานการเรียนร้ตู ่อไป

2.4 บทบาทของครูในการจดั การเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546) ได้ให้ข้อเสนอสาหรับครู

ในการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ ไวด้ งั นี้
1. ครเู ปน็ ผคู้ อยกระตุ้นให้นักเรยี นไดค้ ิด ไดซ้ ักถาม ครูตอ้ งพยายามสร้างแรงจูงใจให้เกิด

ในตวั นักเรยี นเมอื่ เขาสามารถทางานสาเร็จ ครูจะต้องคอยเสรมิ แรงให้เกิดตลอดเวลา
2. ครูเป็นผู้กากับและจดระเบียบต่าง ๆ ของการทากิจกรรมเพ่ือฝึกให้นักเรียนทางาน

อยา่ งมีระเบียบและดาเนินกจิ กรรมอยา่ งถกู ข้นั ตอน

15

3. ครูคอยสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น อยากคิดหา
คาตอบของปญั หา

4. ครูจะต้องให้คาแนะนาหรือให้ข้อมูลแก่นักเรียนเมื่อเกิดความสงสัยและช่วยแนะนา
แนวทางในการแก้ปญั หา

5. ครูไม่ควรช้ีแนะปัญหาให้กับนักเรียนโดยการบอกข้อเท็จจริง ควรใช้คาถามเพ่ือ
นาไปสกู่ ารแก้ปญั หาน้ัน ๆ

6. ครูไมด่ ่วนสรุปขอ้ มูลด้วยตนเองควรเปิดโอกาสให้มีการอภปิ รายซักถามเพอ่ื จะได้เกิด
แนวคดิ กว้างขวางย่ิงขึ้นแลว้ จึงให้นกั เรียนเป็นผู้สรุป

7. ครูพยายามหาวิธีสอนหลาย ๆ วิธีมาช่วยในการสอนด้วยจะทาให้นักเรียนมีความ
เขา้ ใจย่ิงขนึ้

สรุปได้ว่าบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ต้องมีการสร้าง
สถานการณ์ทเี่ ปิดโอกาสให้นกั เรยี นมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวนักเรยี นเอง เปน็ ผ้ถู ามคาถาม
ตา่ ง ๆ ท่จี ะชว่ ยนาทางให้นกั เรยี นคน้ หาความรู้

สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546) ไดใ้ หข้ อ้ เสนอสาหรบั นักเรียน
ในการเรียนแบบสืบเสาะหาความรูไ้ วด้ งั นี้

1. พยายามคน้ พบสง่ิ ทีเ่ รยี นรูด้ ้วยตนเอง
2. ใช้หลักการต่าง ๆ ใช้ทักษะการสังเกต การใช้เครื่องมือ การดาเนินการทดลอง
การบนั ทกึ ข้อมลู การอภปิ รายและการสรุป ซ่งึ นาไปสู่การคิดและหลกั เกณฑ์ทส่ี าคัญของบทเรียน
3. แสดงความรสู้ กึ และความคิดเห็นอยา่ งมอี สิ ระและมีเหตุผล
4. พดู ซักถามหรอื โตแ้ ย้งในสง่ิ ทนี่ ักเรียนเชอ่ื มั่นและมีเหตผุ ล
สรุปได้ว่าบทบาทของนักเรียนในการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ต้องเป็นผู้
สบื เสาะหาความรู้ดว้ ยตนเองใช้ความคิดหาความสัมพันธ์ของส่ิงท่พี บเหน็ พดู แสดงความคิด อภปิ ราย
ในเรือ่ งทีเ่ รยี น
2.5 ขอ้ ดีและขอ้ จากดั ของการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ชวลิต ชูกาแพง (2551) ได้สรปุ ข้อดีและข้อเสียของการสอน โดยกระบวนการสบื เสาะ
หาความรู้ (5E)ไว้ดังตอ่ ไปนี้
ข้อดขี องการเรียนร้โู ดยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (5E) มดี ังนี้คอื
1. ผเู้ รียนได้มโี อกาสไดพ้ ฒั นาความคดิ อย่างเตม็ ที่
2. การที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จึงมีแรงจูงใจท่ีกระหายอยากรู้
อยากเรียนตลอดเวลา

16

3. ผู้เรียนมีโอกาสคิดและกระทา ทาให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิด วิธีแสวง
หาความรู้ดว้ ยตนเอง

4. ทาใหค้ วามรคู้ งทนและถา่ ยโยงการเรียนรูไ้ ด้
5. ผูเ้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางของการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์
6. ผเู้ รยี นจะเป็นผ้มู ีเจตคตทิ ่ดี ีตอ่ การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์
ขอ้ จากดั ของการเรียนรูโ้ ดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีดังน้คี อื
1. การสอนในแต่ละครัง้ ใชเ้ วลามาก
2. ถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างข้ึนไม่น่าสนใจ หรือไม่ชวนสงสัย จะทาให้ผู้เรียน
เบือ่ หนา่ ยและไม่อยากเรยี น
3. ถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจบทบาทของตนเอง คือ ควบคุมพฤติกรรมในห้องเรียน
มากเกนิ ไป จะทาให้ผูเ้ รียนไม่มโี อกาสสบื เสาะด้วยตนเอง
4. ผู้เรียนท่ีมีระดับสติปัญญาต่าหรือได้รับการกระตุ้นไม่มากพอจะไม่ เรียนรู้ดว้ ย
วิธแี บบนีไ้ ด้
5. การท่ีผู้เรียนยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ จะทาให้ขาดแรงจูงใจที่จะศึกษาปัญหา และ
ประสบการณ์ท่ีจะร้สู กึ สนกุ กับความสาเร็จในการสืบเสาะหาความรู้
6. ข้อจากัดในเร่ืองสติปัญญาและเน้ือหาวิชา อาจทาให้ผู้เรียนไม่อาจจะศึกษา
หาความรู้ดว้ ยตนเองได้กว้างเทา่ ทค่ี วร
7. ผู้เรียนที่ต้องการแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมากๆ
อาจจะตอบคาถามตา่ ง ๆ ได้ แตเ่ ขาไม่ประสบความสาเร็จจากการเรยี นดว้ ยวิธีน้ี
จากการศึกษาสรุปได้ว่า ข้อดีของการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(5E) เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ส่งเสริมให้พัฒนา ความคิดอย่างเป็นระบบ
โดยการสืบค้นและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้จาแบบยั่งยืน ข้อจากัด คือ ใช้เวลามาก
ในการสอนแต่ละครั้ง ถ้าครูสร้างสถานการณ์ ไม่น่าสนใจ หรือใช้ วิธีการสอนนี้บ่อย ๆ อาจทาให้
ผเู้ รยี นเกดิ ความเบ่อื หน่าย หรอื ถ้าผู้เรียนมีระดบั สติปญั ญาต่า อาจทาให้ผเู้ รียนไมส่ ามารถตอบคาถาม
ได้ ครูจงึ ควรเปลย่ี นวธิ ีการและเน้อื หาท่ีสอนแตล่ ะครงั้ ใหเ้ หมาะสมกบั ผู้เรยี น

3. การจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือ (Cooperative learning)
3.1 ความหมายของการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ
Johnson and Johnson (1994) กล่าวว่า การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ เป็นการจัดการเรยี น

การสอนท่ีให้นักเรียนแบ่งอกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 4 คน สมาชิกในแต่ละกลุ่มจะมี

17

ความสามารถทางการเรียนแตกต่างกนั คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน สมาชิกในกลุ่มจะทางานร่วมกนั
และชว่ ยเหลอื ซ่ึงกันและกนั เพอื่ ให้กลมุ่ ของตนประสบผลสาเร็จ

Slavin (1995) ไดก้ ลา่ วไว้ว่า การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื เป็นการเรียนร้ทู ี่ให้นักเรียนทางาน
ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 4 คน และมีความสามารถในการเรียนต่างกัน
สมาชิกในกลุ่มมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รับฟังความคิดเห็น และช่วยเพ่ือนสมาชิกให้เกิดการ
เรียนรู้

วัฒนาพร ระงบั ทุกข์ (2541) ได้ใหค้ วามหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมอื วา่ การเรียนรู้
แบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนที่เนน้ การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่
ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ
แตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสาเร็จของกลุ่ม รวมท้ัง
การเป็นกาลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่
รบั ผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเทา่ น้ัน หากแตจ่ ะต้องรว่ มรับผิดชอบตอ่ การเรียนรูข้ องเพ่ือนสมาชิก
ทุกคนในกล่มุ ความสาเร็จของแตล่ ะบุคคลคอื ความสาเร็จของกลมุ่

กรมวิชาการ (2544) ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการ
เรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ส่งเสริมผู้เรียนให้ทางานร่วมกัน โดยในกลุ่ม
ประกอบด้วยสมาชกิ มีความที่มีความแตกต่างกัน มีการแลกเปลย่ี นความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพงึ่ พา
ซ่ึงกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนรวม เพ่ือให้ตนเองและสมาชิกในกลุ่มประสบ
ความสาเร็จตามเปา้ หมายท่กี าหนด

พมิ พันธ์ เตชะคุปต์ (2544) ได้กลา่ วว่า การเรียนแบบรว่ มมือหมายถึง วธิ สี อนแบบหนึ่ง
โดยกาหนดให้นักเรียนท่ีมีความสามารถต่างกันทางานพร้อมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก โดยทุกคนมี
ความรับผิดชอบงานของตนเองและงานส่วนรวมร่วมกนั มีปฏิสัมพันธ์กันและกัน มีทักษะการทางาน
กลุม่ เพ่อื ให้งานบรรลเุ ป้าหมาย ส่งผลใหเ้ กดิ ความพอใจเป็นลกั ษณะเฉพาะของกลมุ่ รว่ มมอื

สมบัติ การจนารกั พงค์ (2547) ไดก้ ลา่ วถงึ การเรยี นรแู้ บบร่วมมือว่าเป็นการจดั กิจกรรม
การเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรยี นร่วมมอื และช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรยี นออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
4-5 คน ท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน ทางานร่วมกันเพ่ือเป้าหมายกลุ่ม สมาชิกมีความสัมพันธ์กัน
ในทางบวก มีปฏิสัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกันและกัน รับผิดชอบร่วมกันท้ังในส่วนตนและส่วนรวม ผลงาน
ของกลุ่มขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ความสาเร็จของแต่ละคนคือความสาเร็จของ
กลุ่ม ความสาเรจ็ ของกลุ่มคือความสาเรจ็ ของทุกคน

สมศักด์ิ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2553) ได้ใหค้ วามหมายของการเรยี นรู้แบบรว่ มมือว่า เปน็ วิธี
การเรียนท่มี กี ารจดั กลมุ่ การทางานเพอื่ ส่งเสรมิ การเรียนร้แู ละเพิ่มพูนแรงจงู ใจทางการเรียน การเรยี น
แบบรว่ มมือไม่ใชว่ ิธีการจดั นักเรียนเข้ากลุ่มรวมกนั แบบธรรมดา แต่เป็นการรวมกล่มุ อย่างมโี ครงสร้าง

18

ท่ีชัดเจน กล่าวคือสมาชิกแต่ละคนในทีมจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้ และสมาชิกทุกคน
จะได้รับการกระต้นุ ให้เกิดแรงจูงใจเพื่อท่ีจะช่วยเหลือและเพม่ิ พูนการเรยี นร้ขู องสมาชิกในทีม ดังน้ัน
การจดั ผเู้ รียนเข้ากลมุ่ ทางานโดยทั่วไป จงึ อาจไมใ่ ช่การเรียนแบบร่วมมอื เพราะมกั พบว่านกั เรยี นที่เก่ง
เทา่ นนั้ จะเป็นผู้จดั การใหเ้ กดิ ผลงานในทีม สมาชกิ อื่น ๆ อาจไม่มีโอกาสในการแสดงออกซึ่งการเรียนรู้

จากการศึกษาความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือดังกล่าว สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยสมาชิกในกลุ่ม
มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน มีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ร่วมกันรับผิดชอบต่อ
การเรยี นรู้ของเพื่อนสมาชิกทกุ คนในกลมุ่ ความสาเรจ็ ของกล่มุ คือความสาเรจ็ ของทุกคน

3.2 องคป์ ระกอบสาคัญของการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545) ได้กาหนดว่าการเรียนรู้จะเป็นแบบร่วมมือได้ ต้องมี

องค์ประกอบสาคญั 5 ประการดังนี้
1. การพึง่ พาอาศยั กนั (Positive interdependence)
สมาชิกทุกคนมีหน้าท่ีและมีความสาคัญเท่าเทียมกันหมด สมาชิกแต่ละคนรู้หน้าท่ี

ของตัวเองว่า ต้องทากิจกรรมอะไรบ้างในการเรียนครั้งนั้น ๆ และต้องรับผิดชอบในกิจกรรมน้ัน ๆ
เสมอสมาชิกทกุ คนตระหนกั ดวี ่าความสาเร็จของกลุ่มข้นึ อยู่กบั สมาชิกภายในกลมุ่

2. การปฏิสัมพันธ์กนั อยา่ งใกล้ชิด (Face-to-face promotive interaction)
การจัดการเรียนการสอนแบบรว่ มมือน้ี นักเรียนจะน่ังเรียนด้วยกันเป็นกลุ่มหนั หน้า

เข้าหากันเพื่อท่ีจะได้ซักถาม ตอบปัญหา อธิบาย โต้ตอบซ่ึงกันและกัน ให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม
ในการทางาน ยอมรับเหตุผลของผู้อื่น โต้เถียงกันด้วยเหตุผล รู้จักสนับสนุนและกล่าวชมเชยผู้อื่น
เปน็ การฝกึ ทักษะพ้ืนฐานของการอยรู่ ว่ มกันในสังคม

3. หนา้ ท่แี ละความรบั ผิดชอบทีข่ องแต่ละบุคคล (Individual accountability)
สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีหน้าท่ีท่ีต้องรับผิดชอบ และจะต้องทางานที่ได้รับ

มอบหมายอย่างเต็มความสามารถเสมอ เช่น สมาชิกแต่ละคนจะต้องตอบคาถามและอธิบายให้แก่
เพื่อนสมาชกิ ดว้ ยกันดว้ ยความเต็มใจเสมอ สมาชกิ แตล่ ะคนจะต้องสนับสนนุ คอยให้กาลงั ใจแก่เพื่อน
สมาชกิ ในกลมุ่ และสมาชิกแต่ละคนรวู้ ่า ผลงานของกลุ่มจะสาเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดีขน้ึ อยู่กับความร่วมมือ
และความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคน

4. ทกั ษะทางสังคม (Social skills)
นกั เรยี นบางคนไมม่ ที กั ษะในการทางานร่วมกันเป็นกลมุ่ เน่อื งจากไม่ไดร้ บั การพัฒนา

ในเร่ืองน้ีมาก่อน อาจจะทาให้มีปัญหาบ้างในการทางานร่วมกันกับผู้อ่ืน ดังน้ันก่อนท่ีจะใช้การเรียน
การเรียนการสอนแบบนี้ ครูควรวางพื้นฐานนักเรียนใหม้ ที ักษะในการทางานกลุม่ ดงั น้ี

19

4.1 ทักษะการจัดกลุ่ม ฝึกการจัดกลุ่มอย่างรวดเรว็ และทางานในกลุ่มโดยไม่รบกวน
กลุ่มอน่ื

4.2 ทักษะการทางานกลุ่ม เป็นทักษะเกี่ยวกับการทางานในกลุ่มให้เกดิ ผลดีมีทักษะ
เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็น อธิบาย โต้ตอบ แบ่งปันอุปกรณ์และ
สร้างบรรยากาศที่ดีในการทางานร่วมกัน

4.3 ทักษะการสรา้ งความรู้ เป็นทกั ษะท่ีใช้ในการพัฒนาความรู้ ความเขา้ ใจ เป็นการ
กระตุ้นใหเ้ กดิ ความคดิ ตามลาดบั ขัน้ อย่างมเี หตุผล

5. กระบวนการกล่มุ (Group processing)
หลังจากท่ีทางานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ระยะหน่ึงสมาชิกแต่ละคนจะประเมินผล

การทางานของตนเองและผลงานของกลุ่ม เพื่อท่ีจะรู้ถึงข้อบกพร่องและส่ิงท่ีควรปรับปรุงแก้ไข และ
วางเป้าหมายในการทางานกลมุ่ ครั้งต่อไปให้ดแี ละมีประสทิ ธิภาพมากข้นึ กว่าเดิม

วรรณทิพา รอดแรงคล้า (วรรณทิพา รอดแรงคล้า, 2541 ; อ้างถึงใน ชัยวัฒน์
สุทธริ ัตน์, 2552) ได้กาหนดองคป์ ระกอบของการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. การปรกึ ษาหารือกนั อย่างใกลช้ ดิ ระหวา่ งสมาชกิ ในกลุ่ม เปน็ การจัดผูเ้ รียนเข้ากลมุ่
ในลักษณะคละกันท้ังเพศ อายุ ความสามารถ ความสนใจ หรืออื่น ๆ เพ่ือส่งเสริมการเรียนและ
ความสาเร็จของกนั และกนั โดยการชว่ ยเหลอื สนับสนุน กระต้นุ ยกยอ่ งความมานะพยายามของกัน
และกนั การมปี ฏสิ มั พนั ธภ์ ายในกลุ่ม

2. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน ท่ีจะช่วยให้กลุ่มมีสัมฤทธิ์ ผลสูงสุดใน
การทางาน เกิดข้ึนเมื่อมีการประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียน เพราะการประเมินจะย้อนกลับไป
ให้กับกลุ่มและให้กับผู้เรียน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนแต่ละคนแสดงความรับผิดชอบต่องาน โดยครู
จะต้อง

2.1 ประเมนิ ว่าสมาชกิ ของกลมุ่ ช่วยเหลอื งานของกลมุ่ มากน้อยแคไ่ หน
2.2 ให้ข้อมลู ย้อนกลบั กบั ผู้เรียนแตล่ ะคนและกับกลมุ่
2.3 ไมใ่ ห้สมาชิกกล่มุ ทางานซา้ ซ้อนกัน
2.4 ทาใหแ้ นใ่ จวา่ สมาชกิ ทกุ คนรับผิดชอบตอ่ งาน โดยดูจากคะแนนสอบของผู้เรียน
แต่ละคน หรือสุม่ ถามคนใดคนหนึง่ ของกลุ่ม
3. ทักษะการทางานกลุ่มหรือทักษะทางสังคม ผู้เรียนต้องใช้ทักษะความร่วมมือใน
การทางานให้มีประสิทธิภาพ ซ่ึงได้แก่ ทักษะการสื่อความหมาย สามารถสื่อความได้อย่างแม่นยา
ไม่กากวม การแบ่งปัน การช่วยเหลือซ่งึ กนั และกนั และรว่ มมอื กนั

20

4. ความสมั พันธก์ ันในทางบวก เกิดขึน้ เมือ่ ผู้เรยี นเกดิ การรบั รู้วา่ ตวั เองต้องทางาน
ร่วมกับสมาชิกคนอ่นื ๆ ของกลุม่ จนเกดิ ความรู้สึกว่า ความสาเรจ็ ของแต่ละคนข้ึนอยู่กบั ความสาเรจ็
ของกลุม่

5. กระบวนการกลุ่ม เกิดขึ้นเม่ือสมาชิกในกลุ่มอภิปรายถึงประสิทธิภาพของ
ความสาเร็จในการทางาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ กระบวนการกลุ่มจะสะท้อนให้เห็นถึงการทางาน
ของกลมุ่

จากการศึกษาองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือ ครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน เพ่ือช่วยส่งเสริมส่งเสริมการเรียน
และความสาเร็จซึ่งกันและกัน ซ่ึงการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไม่ใช่เป็นเพียงการจัดผู้เรยี นมานั่งเรียนเปน็
กลมุ่ เทา่ นนั้ แตส่ มาชกิ ทกุ คนในกลุ่มจะตอ้ งรบั ผิดชอบในหนา้ ที่ เพื่อความสาเรจ็ ของกลุ่ม

3.3 ผลดีของการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ
ในปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบร่วมมือทั้งที่เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง และ

งานวิจัยเชิงหาความสัมพนั ธ์จานวนมาก ผลการวิจัยท้ังหลายพบว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือส่งผลดีตอ่
ผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (Johnson, Johnson and Holubec, 1994 ; อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี,
2550)

1. การเพ่ิมความพยายามท่ีจะบรรลุเป้าหมายมากข้ึน การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้
ผู้เรียนมีความพยายามท่ีจะเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายเป็นผลทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงข้ึน และ
มีผลงานมากข้นึ การเรยี นรูม้ ีความคงทนมากขน้ึ (Long-term retention) มแี รงจงู ใจภายใน มกี ารใช้
เวลาอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ใหเ้ หตผุ ลดีขน้ึ และคิดอย่างมวี จิ ารณญาณมากขน้ึ

2. มิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียน
มีน้าใจนักกฬี ามากขึ้น ใส่ใจผูอ้ ื่นมากขนึ้ เห็นคุณคา่ ของความแตกต่าง ความหลากหลาย การประสาน
ความสัมพันธ์ระหวา่ งตนและผ้อู นื่ และเหน็ ความสาคญั ของการรวมกล่มุ

3. ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดีข้ึน การเรียนแบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดีขึ้น
มีความรู้สึกที่ดีเก่ียวกับตนเองมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม ความสามารถ
ในการเผชิญกับความเครยี ดและความผนั แปรตา่ ง ๆ ทเ่ี กิดข้ึน

นอกจากนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545) ได้กล่าวถึงผลดีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ผู้เรียนในกลุ่มทุกคนจะช่วยเหลือหรือ
แลกเปลี่ยนและให้ความร่วมมือซ่ึงกันและกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปิดเผย สมาชิกในกลุ่ม
ทุกคนกล้าถามคาถามท่ีตนไม่เข้าใจ บรรยากาศเช่นน้ีนา ไปสู่การอภิปรายซักถามทั้งในและนอก
ช้นั เรยี นอนั จะนา ไปสู่การเรยี นรูแ้ บบไรพ้ รมแดน

21

2. ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย การแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มจะเป็นการเปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้พูดคุย อภิปราย ซักถาม จนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน คนที่เรียนเกง่ สามารถช่วยเหลือ
คนทเ่ี รยี นอ่อนกว่าให้ตามเพื่อนให้ทัน

3. ช่วยลดปัญหาวินัยในชั้นเรียน ผู้เรียนจะให้กาลังใจยอมรับและร่วมมือ ช่วยเหลือ
ซ่ึงกันและกัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะรับผิดชอบในความสาเร็จของกลุ่ม จึงจาเป็นต้องร่วมมือกัน
พฒั นาเสรมิ สร้างพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงค์ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในกลมุ่

4. ช่วยยกระดับคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเฉล่ียของทั้งห้องเรียน เมื่อผทู้ ี่เรียนเก่ง
จะช่วยเหลือผเู้ รยี นออ่ น เขาจะเรียนรู้ความคิดรวบยอดของสงิ่ ทีก่ าลงั เรียนได้ชัดเจนข้ึน ขณะที่ผเู้ รียน
อ่อนสามารถเรียนรูจ้ ากเพ่ือนท่ใี ชภ้ าษาใกลเ้ คียงกันได้งา่ ยกว่าเรยี นจากครู

5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้ศึกษาค้นคว้าทางาน แก้ปัญหา
ด้วยตนเอง และมีอิสระทจ่ี ะเลอื กวธิ ีการเรยี นรู้ของตน

6. ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ในการเรียนแบบร่วมมือ จะมีทักษะในการบริหารจัดการ
การเป็นผนู้ าการแก้ปัญหา มนษุ ยสมั พนั ธ์และการส่ือความหมาย

7. การเรียนแบบร่วมมือช่วยเตรียมผู้เรียนให้ออกไปใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริง
ซงึ่ เปน็ โลกทีต่ อ้ งอาศยั ความร่วมมอื มากกวา่ การแข่งขัน

จากการศึกษาองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบรว่ มมือ สรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนฝึกฝนทักษะทางสังคม ทักษะการทางานร่วมกัน ซึ่งเป็นทักษะท่ีสาคัญ
ในชีวิต ช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นให้สูงข้ึน เพราะคนที่เรยี นเก่งสามารถช่วยเหลือคนที่เรยี น
ออ่ นกวา่ ทาใหม้ ิตรภาพความสัมพันธ์ระหวา่ งผเู้ รยี นดขี ึน้ และมสี ขุ ภาพจติ ดขี ้นึ

3.4 เทคนคิ การเรียนรู้แบบรว่ มมือ
เทคนิคการสอนแบบร่วมมือประกอบด้วยเทคนิควิธีสอนหลาย ๆ แบบทใ่ี ชก้ นั อยู่อย่าง

แพร่หลาย ซึ่งเปน็ แนวคิดของนกั การศึกษาหลาย ๆ ทา่ น เทคนิคการเรียนแบบร่วมมอื กันเท่าท่ีปรากฏ
มดี งั น้ี (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์, 2545)

1. Jigsaw
เป็นเทคนิคที่พัฒนาข้ึนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่าง

เพ่ือนในกลุ่ม เทคนิคนี้ใช้กันมากในรายวิชาท่ีผู้เรียนต้องเรียนเน้ือหาวิชาจากตาราเรียน เช่น สังคม
ศกึ ษาภาษาไทย ข้นั ตอนกิจกรรมประกอบดว้ ย

1.1 ครแู บ่งเน้ือหาทจี่ ะเรียนออกเปน็ หัวขอ้ ย่อย ๆ ใหเ้ ท่ากบั จานวนสมาชกิ กลุ่ม
1.2 จัดกลุ่มผู้เรียนโดยให้มีความสามารถคละกัน เรียกว่า “กลุ่มบ้าน” (Home
groups) แล้วมอบหมายให้สมาชิกแตล่ ะคนศกึ ษาหัวข้อท่ีตา่ งกัน

22

1.3 ผู้เรียนท่ีได้รับหัวข้อเดียวกนั จากแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกนั เพ่ือทางานและศึกษา
ร่วมกันในหัวข้อดงั กล่าว เรียกวา่ “กลมุ่ ผเู้ ชยี่ วชาญ” (Expert groups)

1.4 สมาชิกแตล่ ะคนออกจากกล่มุ ผเู้ ชี่ยวชาญกลับไปกลมุ่ เดิมของตนผลัดกันอธบิ าย
เพือ่ ถ่ายทอดความรทู้ ่ตี นศกึ ษาให้เพ่ือนฟังจนครบทกุ หวั ขอ้

1.5 ครทู ดสอบเนือ้ หาทศ่ี กึ ษาแลว้ ให้คะแนนรายบุคคล
2. Jigsaw II

เปน็ เทคนคิ ทพี่ ัฒนาขึน้ จากเทคนิคเดิม โดยมจี ุดมุง่ หมาย เพ่ือส่งเสรมิ ให้ผ้เู รยี นได้มี
ส่วนช่วยเหลือกันและพึ่งพากันในกลุ่มมากขึ้น กระบวนการของ Jigsaw II เหมือนเดิมทุกประการ
เพยี งแต่ในชว่ งของการประเมินผล ครูจะนาคะแนนทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม กลมุ่ ทไ่ี ด้
คะแนนรวมหรอื ค่าเฉล่ียสงู สุด จะตดิ ประกาศไวท้ ปี่ ้ายประกาศหนา้ ห้อง

3. Team game-tournament (TGT)
เป็นกิจกรรมทเี่ หมาะกับการเรยี นการสอนในจุดประสงคท์ ่ีต้องการให้กล่มุ ผ้เู รียนได้

ศึกษาประเด็น หรือปัญหาที่มีคาตอบถูกต้องเพียงคาตอบเดียว หรือมีคาตอบที่ถูกต้องชัดเจน เช่น
การคานวณทางคณิตศาสตร์การใช้ภาษา ภูมิศาสตร์และทักษะการใช้แผนท่ี และความคิดรวบยอด
ทางวิทยาศาสตร์โดยมีการแบ่งกล่มุ นักเรียน จดั ให้คละความสามารถและเพศ แตล่ ะกล่มุ ประกอบด้วย
สมาชิก 4-5 คน กลุ่มเหล่าน้ีจะศึกษาทบทวนความรู้ที่ครูเสนอ สมาชิกกลุ่มท่ีมีความสามารถสูงกว่า
จะช่วยเหลือสมาชิกท่ีมีความสามารถด้อยกว่าเพื่อเตรียมกลุ่มสาหรับการแข่งขันในช่วงท้ายสัปดาห์
หรือท้ายคาบเรียน การจัดการแข่งขันจะจัดสมาชิกที่มีความสามารถใกล้เคียงกันมาร่วมแข่งขันกัน
ตามรปู แบบและกติกาที่กาหนด จากน้นั จัดลาดบั คะแนนผลการแขง่ ขันในแต่ละโต๊ะ แล้วผู้เลน่ จะกลับ
เข้าสู่กลุ่มเดิมเพ่ือนาคะแนนแต่ละคนมารวมกนั เป็นคะแนนของทีม ทีมที่ได้คะแนนรวมหรือค่าเฉลย่ี
สูงสดุ จะได้รับรางวัล

4. Student teams and achievement divisions (STAD)
เทคนิคนี้พัฒนาเพ่ิมเติมจากเทคนิค TGT แต่จะใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการ

แขง่ ขัน มขี นั้ ตอนกจิ กรรมดังน้ี
4.1 ครูนาเสนอประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ โดยอาจนาเสนอด้วยส่ือที่น่าสนใจ

ใชก้ ารสอนโดยตรงหรือตง้ั ประเด็นใหผ้ ูเ้ รียนอภปิ ราย
4.2 จัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ให้สมาชิกมีความสามารถคละกัน

มที ั้งความสามารถสูง ปานกลาง ต่า
4.3 แต่ละกลุม่ ร่วมกนั ศึกษาทบทวนเน้อื หาทค่ี รนู าเสนอจนเขา้ ใจ
4.4 ผเู้ รียนทกุ คนในกลมุ่ ทาแบบทดสอบ (Quiz) เพ่ือวดั ความรูค้ วามเขา้ ใจในเนื้อหา

ท่ีเรียน

23

4.5 ตรวจคาตอบของผู้เรียน นาคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกัน
เปน็ คะแนนกล่มุ

4.6 กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด จะได้รับคาชมเชย โดยอาจติดประกาศไว้ที่บอร์ด
หรอื ปา้ ยนเิ ทศของโรงเรยี น

5. Team assisted individualization (TAI)
กิจกรรมน้ีเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละบุคคล มากกว่าการเรียนรู้ในลักษณะ

กล่มุ เหมาะสาหรบั การสอนคณิตศาสตร์การจัดกลมุ่ ผู้เรียนจะคล้ายกับเทคนคิ STAD และ TGT แตใ่ น
เทคนิคน้ี ผูเ้ รียนแต่ละคนเรยี นรแู้ ละทางานตามระดบั ความสามารถตน เม่ือทางานในสว่ นของตนเสร็จ
แลว้ จึงจะไปจับคูห่ รือเข้ากลมุ่ ทางาน

6. Group investigation (GI)
เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือท่ีสาคัญอีกเทคนิคหน่ึง เป็นการจัดการผู้เรียน

เพื่อเตรียมการทาโครงงานกลุ่มหรือทางานที่ครูมอบหมาย ก่อนใช้เทคนิคนี้ครูควรฝึกทักษะ
การสื่อสารและทักษะทางสังคมให้แก่ผู้เรียนก่อน เทคนิคน้ีเหมาะสาหรับการสืบค้นความรู้หรือ
แก้ปัญหาเพ่ือหาคาตอบในประเด็นหรือหัวข้อท่ีน่าสนใจ เช่น การเรียนในวิชาชีววิทยา หรือ
ส่ิงแวดลอ้ ม

7. Learning together (LT)
วิธีน้ีเป็นวิธีท่ีเหมาะสมกับการสอนวิชาท่ีมีโจทย์ปัญหา การคานวณหรือการฝึก

ปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ เป็นรูปแบบที่มีการกาหนดสถานการณ์และเง่ือนไขให้นักเรียนทางานเป็น
กลุ่ม นักเรียนมีการแลกเปล่ียนความคิดเห็น แบ่งปันเอกสาร การแบ่งงานที่เหมาะสม และการให้
รางวลั กลุ่มทไ่ี ดค้ ะแนนสูงสดุ

8. Number head together (NHT)
เป็นกิจกรรมที่เหมาะสาหรับการทบทวนหรือตรวจสอบความเข้าใจ โดยครูเป็นผู้

เตรียมประเด็นปัญหาหรือข้อคาถามที่จะให้ผู้เรียนศึกษา มีการแบ่งกลุ่มผู้เรียน กลุ่มละ 4 คน
ประกอบด้วยเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน สมาชิกในกลุ่มจะร่วมกันอภิปรายจนมั่นใจ
ว่าสมาชิกทุกกลุ่มเข้าใจคาตอบ จากนั้นครูสุ่มสมาชิกในกลุ่มตอบ และให้คาชมเชยแก่กลุ่มท่ีสามารถ
ตอบคาถามได้ถกู ตอ้ งมากทส่ี ุด

9. Co-op Co-op
เป็นเทคนคิ ทเ่ี น้นการทางานรว่ มกนั โดยสมาชกิ ของกลุ่มทม่ี ีความสามารถและถนัด

ต่างกันได้แสดงบทบาทหน้าที่ท่ีตนเองถนัดเต็มท่ี คนท่ีเรียนเก่งได้ช่วยเหลือเพ่ือนท่ีเรียนอ่อน เป็น
กิจกรรมเกยี่ วกบั การคิดระดับสงู ท้งั การคิดวิเคราะหแ์ ละสังเคราะห์ และเป็นวิธกี ารที่สามารถนาไปใช้
สอนในวชิ าใดกไ็ ด้

24

จะเห็นว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ทุกเทคนิคเน้นการทางาน
ร่วมกนั ชว่ ยเหลอื กัน ส่งเสรมิ ใหน้ กั เรยี นเรียนอย่างมีความสขุ ซง่ึ การวจิ ัยครง้ั นผี้ ูว้ ิจยั นี้เลอื กใช้เฉพาะ
การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม (Team game tournament
หรอื TGT) ในกิจกรรมการเรยี นการสอนตลอดคาบเรียน

4. การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนิค TGT (Team game tournament)
4.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team game

tournament)
สลาวนิ (Slavin, 1995 ; อ้างถงึ ใน พมิ พันธ์ เดชะคุปต์, 2544) ได้กลา่ วว่า วธิ กี ารเรียน

แบบรว่ มมอื โดยใช้เทคนิคการแขง่ ขันระหวา่ งกลุ่ม คือ เทคนิควิธเี รยี นแบบร่วมมือวิธีหนง่ึ ทจ่ี ัดกจิ กรรม
การเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยมีการจัดให้นักเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่ม
มสี มาชิก 4 คน ทมี่ รี ะดับความสามารถแตกต่างกัน สมาชิกในกลมุ่ จะศึกษาค้นคว้าและทางานร่วมกัน
นกั เรียนจะบรรลุเป้าหมายกต็ ่อเม่ือเพ่ือนรว่ มกลุ่มบรรลุถึงเปา้ หมายนนั้ ร่วมกนั นกั เรยี นจึงมีปฏิสมั พันธ์
ท่ีดตี อ่ กนั เพอื่ ชว่ ยเหลือ สนบั สนนุ กระตุ้น และสง่ เสรมิ การทางานของเพ่อื นสมาชิกในกลุ่มใหป้ ระสบ
ความสาเรจ็ นักเรียนไดอ้ ภิปรายซักถามซึ่งกันและกนั เพอ่ื ให้เข้าใจบทเรียนหรอื งานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
เป็นอย่างดีทุกคน ต่อจากนั้นจะมีกิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการกบั ตัวแทนของกลมุ่ อ่นื
ท่ีมีระดับความสามารถใกล้เคียงกนั จัดเป็นกลุ่มแข่งขันขึ้นใหม่ ซ่ึงมีการแข่งขันภายในกลุ่ม เมื่อเสร็จ
ส้ินการตอบปัญหาแตล่ ะครัง้ นกั เรยี นจะกลบั มาสู่กล่มุ เดมิ ท่มี คี วามสามารถแตกต่างกนั แล้วนาคะแนน
ท่ีสมาชิกในกลุ่มแต่ละคนท่ีสะสมได้จากการตอบปัญหามารวมกันเป็นคะแนนเฉล่ียของกลุ่ม กลุ่มใด
ทาคะแนนไดส้ ูงถงึ เกณฑ์ท่ีกาหนดจะไดร้ บั รางวัล

กรมวชิ าการ (2544) ไดก้ ล่าวว่า การรว่ มมือแข่งขัน (Game tournament) แบ่งผู้เรยี น
เป็น 3 กล่มุ กลุม่ ที่ 1 และกลมุ่ ท่ี 2 เปน็ กลมุ่ แขง่ ขัน สมาชิกในกลุ่มที่ 2 ตอ้ งมีจานวนเทา่ กันส่วนกลุ่ม
ที่ 3 เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ตัดสินโดยไม่ต้องให้คาตอบ กลุ่มแข่งขันแต่ละกลุ่มจะติวข้อสอบให้เพื่อน
ของตน เม่อื ถึงเวลาแข่งขัน ผ้ตู ัดสนิ อธบิ ายกตกิ า และเรยี กตวั แทนของกลุ่มแข่งขันออกมาทลี ะคนหรอื
มากกว่าน้นั ตามความเหมาะสม เม่อื สน้ิ สดุ กจิ กรรม กลมุ่ ทีไ่ ดค้ ะแนนสูงสดุ จะเปน็ ผู้ชนะ

วัชรา เล่าเรียนดี (2544) กล่าวว่า การจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมือเทคนคิ ทีมเกมแขง่ ขัน
หรือ TGT จะมีการดาเนินการเรียนการสอนตามลาดับขั้นตอนเช่นเดียวกันกับเทคนิคการร่วมมือกนั
เรียนรู้อ่ืน ๆ กล่าวคือ ครูต้องดาเนินการสอนในสาระความรหู้ รือทักษะต่าง ๆ ให้นักเรียนท้ังชั้นกอ่ น
จนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนรู้และเข้าใจในสาระความรู้ นั้น หรือรู้และเข้าใจแนวทางการปฏิบัติ
พอสมควรก่อน แล้วจึงจัดกลุ่มให้นักเรียนร่วมมือกันเรียนรู้ตามใบงานหรือใบกิจกรรมที่เตรียมไว้
ล่วงหน้าในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หรือแต่ละชั่วโมงสอนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรยี นในกลุ่มได้

25

ร่วมมือกันศึกษา และทา แบบฝึกหัด คนเก่ง คอยช่วยเหลือแนะนา อธิบายให้เพื่อนสมาชิกท่ีเรียน
ด้อยกว่าภายในกลุ่มสมาชิกท่ีเรียนอ่อนกว่าจะต้องยอมรับ รวมท้ังพยายามถามและตอบร่วมเรียนรู้
และฝึกปฏิบัติ จนรู้และเข้าใจในสาระเหล่าน้ันอย่างแท้จริงที่สาคัญสมาชิกกลุ่มทุกคนต้องรู้ยอมรับ
ผลงานและผลการเรียนรู้จากการทดสอบคือผลงานที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบและเป็นผลงานหรือผล
ปฏิบตั ิของกลุม่

สุวิทย์ มูลคา (2547) ได้ให้ความหมายว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT
เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหน่ึงคล้ายกับเทคนิค STAD ท่ีแบ่งนักเรียนที่มีความสามารถ
แตกต่างกันออกเป็นกล่มุ เพ่ือทางานร่วมกัน กลุม่ ละประมาณ 4-5 คน โดยกาหนดให้สมาชกิ ของกลุ่ม
ได้แข่งขันในเกมการเรียนที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว ทาการทดสอบความรู้โดยการใช้เกมการแข่งขัน
คะแนนท่ีได้จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคนในลักษณะการแข่งขันตัวต่อตัวกับทีมอ่ืน นาเอามา
บวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคของการเสริมแรง เช่น การให้รางวัล คาชมเชย
เป็นต้น ดังน้ันสมาชิกจะต้องมีการกาหนดเป้าหมายร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพ่ือความสาเร็จ
ของกลุ่ม

จากการศึกษาความหมายของการจดั การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื เทคนคิ TGT ดงั กล่าว สรุป
ได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team game tournament) หมายถึง การจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีจัดให้นักเรียนรวมกันเป็นกลุ่มย่อย 4-5 คน สมาชิกในกลุ่มมรี ะดับความสามารถ
แตกต่างกัน โดยให้สมาชิกของกลุ่มได้ทาการทดสอบความรู้ โดยใช้เกมการแข่งขัน ซ่ึงในการแขง่ ขนั
ครูจะจัดให้นักเรียนท่ีมีความสามารถทางการเรียนระดับเดียวกันแข่งขันกัน คะแนนที่ได้จากการ
แข่งขันของสมาชิกแต่ละคนจะนาเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม กลุ่มที่ได้รับรางวัลคือกลุ่มท่ีทา
คะแนนได้สูงสุด

4.2 องค์ประกอบสาคญั ของเทคนิค TGT
การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT มีองค์ประกอบสาคัญดังนี้ (สุวิทย์ มูลคา และอรทัย

มลู คา, 2546)
1. การเสนอเนื้อหา เป็นการนาเสนอเน้ือหาหรือบทเรียนใหม่ รูปแบบการนาเสนอ

อาจจะเป็นการบรรยาย อภิปราย กรณีศึกษาหรอื อาจจะมีส่อื การเรยี นอ่นื ๆ ประกอบด้วยกไ็ ด้เทคนิค
การแข่งขันระหว่างกลุ่ม จะแตกต่างจากเทคนิคอ่ืน ๆ ตรงท่ีผู้สอนต้องเน้นให้ผู้เรียนทราบว่าผู้เรียน
ต้องให้ความสนใจมากในเน้ือหาสาระ เพราะจะช่วยให้ทีมประสบความสาเร็จในการแข่งขัน วิธีน้ี
เหมาะสมกบั การเรียนรู้ในวิชาพน้ื ฐานท่ีสามารถถามคาถามท่ีมีคาตอบแนน่ อนตายตัว เชน่ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์เป็นตน้

2. การจัดทีม เป็นการจัดทีมผู้เรียนโดยให้คละกันท้ังเพศและความสามารถ ทีมมี
หน้าที่ในการเตรียมตัวสมาชิกให้พร้อมเพื่อการเล่นเกม หลังจากจบช่ัวโมงการเรียนรู้แต่ละทีมจะนัด

26

สมาชิกศึกษาเนื้อหาโดยมีแบบฝึกหัดช่วย และผู้เรียนจะผลัดกันถามคาถามในแบบฝึกหัดจนกว่า
จะเข้าใจ เนื้อหาทั้งหมด เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มมีจุดเน้นในทีมคือ ทาให้ดีท่ีสุดเพื่อทีม
ช่วยเหลอื ให้กาลงั ใจเพื่อนร่วมทีมให้มากทส่ี ุด

3. เกม เป็นเกมตอบคาถามง่าย ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระท่ีผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้
ในการเล่นเกม ผเู้ รียนทเี่ ป็นตัวแทนจากทมี แตล่ ะทมี จะมาเป็นผู้แข่งขนั

4. การแข่งขัน การจัดการแข่งขันอาจจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือท้ายบทเรียนก็ได้
ซึ่งเป็นคาถามเกี่ยวกับเนื้อหาท่ีเรียนมาแล้ว และผ่านการเตรียมความพร้อมจากกลุ่มมาแล้ว การจัด
โต๊ะแข่งขันจะมีหลายโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะมีตัวแทนของทีมแต่ละทีมมาร่วมแข่งขันทุกโต๊ะ การแข่งขัน
ควรเริ่มดาเนินการพร้อมกันแข่งขันเสร็จแล้วจัดลาดับผลการแข่งขันแต่ละโต๊ะนาไปเทียบหา
คา่ คะแนนโบนัส

5. การยอมรับความสาเร็จของทีม มีการนาคะแนนโบนัสของสมาชิกแต่ละคน
มารวมกันเป็นคะแนนของทีม และหาค่าเฉลี่ยทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับการยอมรับให้เป็นทีม
ชนะเลิศกับรองลงมา ควรมีการประกาศผลและเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมท้ังการมอบรางวัลยกย่อง
ชมเชย

4.3 ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื เทคนิค TGT
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค

TGT มีดงั นี้
1. ครูนาเสนอบทเรียนหรือข้อความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน โดยอาจนาเสนอด้วยสื่อการเรียน

การสอนท่นี า่ สนใจ หรือใชก้ ารอภปิ รายท้ังหอ้ งเรยี น โดยครเู ปน็ ผู้ดาเนนิ การ
2. แบ่งกลุ่มนักเรียน โดยจัดให้คละความสามารถและเพศ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย

สมาชิก 4-5 คน (เรียกกลุ่มน้ีว่า Study group หรือ Home group) กลุ่มเหล่านี้จะศึกษาทบทวน
เนื้อหา ความรทู้ ี่ครนู าเสนอ สมาชิกกลมุ่ ทีม่ คี วามสามารถสงู กว่าจะช่วยเหลือสมาชกิ ท่ีมีความสามารถ
ดอ้ ยกว่า เพือ่ เตรียมกล่มุ สาหรับการแข่งขนั ในช่วงทา้ ยสปั ดาห์หรือท้ายบทเรียน

3. จัดการแข่งขัน โดยจัดโตะ๊ แขง่ ขนั และทมี แข่งขัน (Tournament teams) ทมี่ ีตัวแทน
ของแต่ละกลุ่ม (ตามข้อ 2) ที่มีความสามารถใกล้เคียงมาร่วมแข่งขันกันตามรูปแบบ และกติกาท่ี
กาหนดข้อคาถามท่ีใช้ในการแข่งขันจะเป็นคาถามเกี่ยวกับเนื้อหาท่ีเรียนมาแล้ว และมีการฝึกฝน
เตรียมพรอ้ มในกลุ่มมาแล้ว ควรให้ทุกโตะ๊ แข่งขนั เริม่ แขง่ ขันพรอ้ มกนั

4. ให้ค่าคะแนนการแข่งขัน โดยให้จัดลาดับคะแนนผลการแข่งขันในแต่ละโต๊ะแล้ว
ผเู้ ลน่ จะกลบั เขา้ กลมุ่ เดมิ (Study group) ของตน

5. นาคะแนนการแขง่ ขันของแตล่ ะคนมารวมกนั เปน็ คะแนนของทมี ทีมทไี่ ด้คะแนนรวม
หรือคา่ เฉลย่ี สูงสุดจะไดร้ ับรางวัล

27

สวุ ทิ ย์ มลู คา และอรทัย มูลคา (2546) ไดก้ ลา่ วถึงข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื
เทคนคิ TGT ดังนี้

1. ขนั้ เตรียมเนอื้ หา ประกอบดว้ ย
1.1 การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเร่ืองที่จะให้ผู้เรียน

ได้เรียนรู้
1.2 การจัดเตรียมเกม ผู้สอนจะต้องเตรียมคาถามง่าย ๆ ซ่ึงเป็นเน้ือหาจากเนื้อหา

สาระท่ีผู้เรียนเรียนรู้ วิธีการใหค้ ะแนนโบนัสในการเล่นเกม รวมทั้งสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น ใบงาน
ใบความรู้ ชุดคาถาม กระดาษคาตอบ กระดาษบนั ทึกคะแนน เป็นตน้

2. ขั้นจดั ทีม ผูส้ อนจัดทีมผ้เู รียนโดยให้คละกันทัง้ เพศ และความสามารถทมี ละประมาณ
4-5 คน เช่น ทีมที่มีสมาชิก 4 คน อาจประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน
ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เปน็ ตน้ เพ่อื เรียนรู้โดยปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามคาสั่งหรอื ใบงานที่กาหนด
ไว้

3. ขั้นการเรียนรู้ ประกอบด้วย
3.1 ผสู้ อนแนะนา วธิ กี ารเรียนรู้
3.2 ทีมวางแผนการเรยี นรู้และการแขง่ ขัน
3.3 สมาชิกในแต่ละทีมร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามคาสั่งหรือใบงานกลุ่มหรือทีม

เตรียมความพรอ้ มให้กับสมาชิกในกลุ่มทุกคน เพ่ือให้มีความรคู้ วามเข้าใจในบทเรียน และพร้อมท่ีจะ
เขา้ สู่สนามแขง่ ขัน

3.4 แต่ละทีมทาการประเมินความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาของสมาชิกในทีม โดยอาจ
ต้งั คาถามขนึ้ มาเอง โดยให้สมาชิกของทีมทดลองตอบคาถาม

3.5 สมาชกิ ของทมี ชว่ ยกนั อธิบายเพ่มิ เติม ในประเดน็ ทบี่ างคนยังไมเ่ ข้าใจ
4. ขัน้ การแข่งขนั ผู้สอนจัดการแขง่ ขนั ประกอบด้วย

4.1 ผสู้ อนแนะนา การแขง่ ขนั ให้ผู้เรียนทราบ
4.2 จัดผ้เู รยี นหรือสมาชิกตวั แทนของแต่ละทมี เข้าประจา โตะ๊ การแขง่ ขัน
4.3 ผู้สอนแนะนา เกย่ี วกบั เกม โดยอธบิ ายจดุ ประสงค์และกติกาของการเลน่ เกม
4.4 สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนเริ่มเล่นเกมพรอ้ มกนั ด้วยชุดคาถามที่เหมือนกันผู้สอน
เดินตามโตะ๊ การแขง่ ขนั ต่าง ๆ เพื่อตอบปญั หาขอ้ สงสัย
4.5 เม่ือการแขง่ ขนั จบลง ใหแ้ ต่ละโต๊ะตรวจคะแนน จดั ลาดบั ผลการแขง่ ขันและ
ให้หาคา่ คะแนนโบนสั
4.6 ผเู้ ขา้ ร่วมแข่งขนั กลับไปเขา้ ทมี เดิมของตน พร้อมนาคะแนนโบนสั ไปดว้ ย

28

4.7 ทีมนาคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนรวมของทีม อาจจะหา
คา่ เฉล่ยี หรอื ไม่ก็ได้ ทมี ที่ไดค้ ะแนนรวมสงู สุดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมชนะเลิศ และรองชนะเลิศ
ตามลาดับ

5. ข้ันยอมรับความสาเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขัน และเผยแพร่สู่
สาธารณชนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศที่บอร์ด ลงข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จดหมายข่าว
เป็นตน้ รวมท้งั มอบรางวลั ยกยอ่ ง ชมเชย

วัชรา เล่าเรียนดี (2554) ไดก้ ลา่ วถงึ ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นการสอนโดยใชเ้ ทคนิค TGT
ดังน้ี

1. ข้ันสอน ครสู อนบทเรยี น
2. ขนั้ กจิ กรรมกลมุ่ รว่ มกันศกึ ษา ฝึกปฏิบตั ิตามใบงาน
3. ขั้นการแข่งขัน ตอบปัญหาระหว่างกลุ่มใหม่ที่จัดข้ึน โดยจัดกลุ่มทีมละ 4 - 5 คน
ตามจานวนของนักเรยี นในห้อง
4. ข้ันให้รางวัลกลุ่ม คะแนนกลุ่ม คานวณได้จากคะแนนพัฒนาของสมาชิกร่วมกันและ
เฉล่ีย
จากข้ันตอนการสอนด้วยการเรียนแบบร่วมมือที่ใช้เทคนิค TGT ดังกล่าว สามารถ
สังเคราะหข์ ั้นตอนการสอนแบบร่วมมือเทคนคิ TGT ซ่ึงประกอบดว้ ย 4 ขั้นตอน
1. ขั้นนาเสนอเนื้อหา ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และเสนอ
บทเรยี นให้แก่ผูเ้ รียนโดยเลือกใช้วธิ กี ารสอนตามความเหมาะสม
2. ข้ันกิจกรรมกลุ่ม ผู้สอนจัดกลุ่มโดยให้คละความสามารถและเพศกลุ่มละประมาณ
4-5 คน โดยเป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เพื่อให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกัน
ศึกษาฝึกปฏิบัติตามใบงาน ทบทวนเน้ือหาที่ครูนาเสนอ เพ่ือเตรียมความพร้อมก่อนที่จะแข่งขัน
ประเมนิ ความร้คู วามเข้าใจของสมาชิกในทีม หากสมาชิกบางคนยงั ไม่เขา้ ใจ สมาชิกคนอน่ื ๆ ชว่ ยกัน
อธิบาย เปน็ การเตรยี มพร้อมทีจ่ ะเขา้ แขง่ ขัน
3. ขั้นแข่งขัน ผู้สอนอธิบายจุดประสงค์และกติกาของการเล่นเกม ผู้เรียนที่มี
ความสามารถใกล้เคียงกันจากแต่ละทีมเข้าประจา โต๊ะแข่งขัน คือ ผู้เรียนที่เก่งของแต่ละทีมแข่งขัน
กัน ผู้เรียนปานกลางของแต่ละทีมแข่งขันกัน และผู้เรียนออ่ นของแต่ละทีมแข่งขันกัน เม่ือแข่งขันจบ
สมาชิกทุกคนกลับไปยังทีมตัวเอง เพอ่ื นาคะแนนของแตล่ ะคนมารวมกันเปน็ คะแนนรวมของทีม
4. ข้ันยกย่องความสาเร็จของทีม ผสู้ อนประกาศผลการแข่งขนั และมอบรางวัลให้กับทีม
ท่ีไดค้ ะแนนสงู สุดหรอื คา่ เฉลย่ี สูงสดุ

29

4.4 ขอ้ ดีของเทคนคิ TGT
เทคนคิ TGT เปน็ เทคนคิ ทดี่ ีของการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื ในการช่วยส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้

เกิดการเรียนรู้ โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ทุกข้ันตอน โดยการช่วยเหลือพึ่งพา
ซงึ่ กนั และกัน ซ่ีงกอ่ ให้เกิดผลดหี ลายประการดังนี้ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544)

1. กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจและตั้งใจเรียนอย่างต่อเนื่อง กระตือรือร้นในการค้นคว้า
หาความร้แู ละทบทวนบทเรียนใหเ้ ขา้ ใจ จึงทาใหน้ ักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสงู ขึ้น

2. สง่ เสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เน่ืองจากผูเ้ รยี นจะบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้
และรางวัลจากการเล่นเกมการแข่งขันทางวิชาการก็ต่อเมื่อสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มไปถึงเป้าหมาย
เดียวกัน ดังน้ันผู้เรียนจะต้องช่วยเหลือพึ่งพาซ่ึงกันและกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน มีการให้
กาลังใจ กระต้นุ และส่งเสริมเพื่อนทุกคน ให้มคี วามรคู้ วามเข้าใจในบทเรียน เพื่อทจี่ ะทาคะแนนสะสม
ได้ในการเล่นเกมการแข่งขันทางวิชาการ อันจะนาไปสคู่ วามสาเร็จและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

3. สร้างเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เรียนมีการช่วยเหลือ
พึ่งพาซ่ึงกันและกัน มีการแลกเปล่ียนความคิดเห็น ยอมรับและไว้วางใจซึ่งกันและกันมีการเล่นเกม
แข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการ เพื่อสะสมคะแนนความสามารถของกลุ่ม ที่ไม่เน้นการแพ้-ชนะ
เพียงแต่นักเรียนทุกคนในกลุ่มจา ร่วมแรงร่วมใจกันทา คะแนนสะสมให้ได้ถึงเกณฑ์ตามที่กาหนด
เท่านั้น จงึ ทาใหน้ กั เรียนมีความสขุ กบั การเรยี นและมคี วามสุขกบั เกมวชิ าการ

4. กระตุ้น ให้นักเรียนเกิดความมัน่ ใจในตนเอง และตระหนักถงึ คุณค่าของตน เนื่องจาก
เทคนิคน้ีมีเกมการแข่งขันทางวิชาการ ผู้เรียนได้ร่วมเล่นเกมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ท่ีมีความสามารถ
ใกล้เคียงกัน ดังน้ันไม่ว่าผู้เรียนเก่งหรือผู้เรียนอ่อนก็มีโอกาสทา คะแนนให้กับกลุ่มของตนเองได้เท่า
เทยี มกนั จงึ ทาใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความภาคภูมิใจ ม่นั ใจและตระหนักถงึ คณุ ค่าของตนเองท่ีเปน็ ส่วนหนึ่งใน
ความสาเรจ็ ของกล่มุ

5. พัฒนาทักษะการทางานร่วมกับผู้อื่น เป้าหมายที่สาคัญของวิธีเรียนประเภท
การแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม คือผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทักษะการรว่ มมือและช่วยเหลือซ่ึงกันและ
กัน สิ่งนี้เป็นทักษะท่ีสาคัญของสังคมท่ีคนเราต้องทางานร่วมกันภายใต้ระบบท่ีทุกคนต่างต้องพึ่งพา
ซ่ึงกันและกัน และฝึกให้นักเรียนรู้จักปรับตัว เพื่อให้สามารถทางานในสังคมภายหน้าได้อย่างมี
ความสขุ

6. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการแก้ปัญหาและความรับผิดชอบ เน่ืองจาก
กิจกรรมการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกมตอบปัญหาทางวิชาการ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความ
รับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเองและเพื่อนร่วมกลุ่ม และขณะท่ีเล่นเกมนักเรียนจะต้องคิดคานวณ
คิดแก้ปัญหา เพ่ือให้ได้ข้อสรุป เพื่อจะตอบปัญหาน้ัน เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสามารถใน
การแกป้ ญั หา

30

7. ลดปัญหาวินัยในช้ันเรียน เน่ืองจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีหน้าท่ี และความ
รับผดิ ชอบในความสาเร็จของกลุม่ ไมว่ า่ จะเป็นการทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายร่วมกันหรือการรว่ มกันใน
กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการ จึงทาให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์เกิดข้ึนในกลุ่ม
การขาดเรียนและพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงจะไมป่ รากฏในชั้นเรียน

นอกจากนี้ สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2546) ได้กล่าวถึงข้อดีของเทคนิค TGT
มดี ังน้ี

1. ผู้เรียนมคี วามเอาใจใสร่ ับผิดชอบตัวเองและกลมุ่ ร่วมกับสมาชกิ อ่ืน
2. ส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นทม่ี ีความสามารถตา่ งกนั ได้เรยี นรู้ร่วมกัน
3. สง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นผลัดเปลย่ี นกันเป็นผนู้ า
4. สง่ เสริมให้ผ้เู รยี นไดฝ้ ึกและเรยี นรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง
5. ผูเ้ รียนมีความตน่ื เต้น สนุกสนานกับการเรยี นรู้
4.5 ขอ้ จากัดของเทคนคิ TGT
พมิ พันธ์ เดชะคุปต์ (2544) ได้กลา่ วถึงข้อจากัดของเทคนิค TGT มีดังน้ี
1. ใช้เวลาในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าวิธีการสอนปกติ เน่ืองจากจะต้องให้
เวลากับกจิ กรรมการแขง่ ขันตอบปญั หาเพอ่ื สะสมคะแนนความสามารถของกลมุ่
2. มีผลต่อความรู้สึกของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียนท่ีเข้าร่วมการแข่งขันตอบปัญหา
ทางวิชาการในแต่ละกลุ่มทา การแข่งขันเสร็จส้ินลง ผู้เรียนที่ได้คะแนนต่าท่ีสุด ในแต่ละกลุ่มแข่งขัน
จะตอ้ งเคลอื่ นย้ายไปยงั กลุ่มท่มี ีระดับความสามารถน้อยกวา่ ในครง้ั ตอ่ ไป ซง่ึ อาจทาใหผ้ ู้เรียนเสียหน้า
เสียใจ เสียความรู้สึก จนเกิดความรู้สึกท้อแท้ก็ได้ แต่ในทางกลับกันก็อาจเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียน
ตอ้ งเพิ่มความพยายาม และให้ความสนใจในการเรยี นมากยง่ิ ขึน้
สุวทิ ย์ มูลคา และอรทยั มลู คา (2546) ไดก้ ล่าวถงึ ขอ้ จากดั ของเทคนิค TGT มีดังน้ี
1. ถ้าผู้เรียนขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบจะส่งผลให้ผลงานของกลุ่มและ
การเรยี นรู้ไม่ประสบความสาเร็จ
2. เป็นวิธีการที่ผู้สอนจะต้องเตรียมการ ดูแลเอาใจใส่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน
อยา่ งใกลช้ ิดถงึ จะไดผ้ ลดี
3. ผู้สอนมีภาระงานมากข้นึ
จากเอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ข้างต้น จะเห็นได้ว่า
เป็นเทคนิคท่ีช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ทาให้ผู้เรียนมีความสุข สนุกสนานกับการเรียนรู้ส่งผล
ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงข้ึน และที่สาคัญช่วยพัฒนาทักษะการทางานกลุ่มและทกั ษะ
ทางสังคมให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยจึงเลือกใช้เทคนิค TGT จัดการเรียนรู้

31

ร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4

5. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ไพศาล หวังพานิช (2543) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง

คุณลักษณะ และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรม หรือจากการสอน จึงเป็น
การตรวจสอบความสามารถ หรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วเท่าไร มีความสามารถ
ชนิดใด

พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ หมายถึง
คุณลักษณะรวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ
มวลประสบการณ์ที่บุคคลได้รับ ทาให้บุคคลเปล่ียนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพ
ทางสมอง หลังจากเรียนร้เู รื่องนน้ั ๆ แลว้ ผูเ้ รียนมีความรูค้ วามสามารถในวิชาที่เรียนมากน้อย เพยี งใด
มพี ฤตกิ รรมเปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ ตามความมุง่ หมายของหลักสูตรในวชิ าน้นั ๆ เพยี งใด จุดมุ่งหมาย
ของการวัดผลสัมฤทธิ์ตามแนวคิดของ พวงรัตน์ ทวีรัตน์ เป็นการตรวจสอบ ความสามารถ
ของสมรรถภาพทางสมองของบคุ คลว่าเรยี นแล้วรู้อะไรบา้ งและมีความสามารถดา้ นใด มากนอ้ ยเท่าใด
เชน่ พฤตกิ รรมดา้ นความจา ความเขา้ ใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน
ค่ามากน้อยอยู่ในระดับใด นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการ ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียน
ในดา้ นพุทธิพสิ ยั ซงึ่ เปน็ การวดั 2 องคป์ ระกอบตามจดุ มุ่งหมาย และลักษณะของวิชาท่เี รยี น คอื

1. การวดั คา้ นการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบความรคู้ วามสามารถทางการปฏบิ ัติ โดยให้
ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงให้เป็นผลงานปรากฏออกมา ให้ทาการสังเคราะห์และวัดได้ เช่น วิชา
ศลิ ปศกึ ษา พลศึกษา งานชา่ ง การวัดแบบน้จี ึงตอ้ งวัดโดยใชข้ อ้ สอบภาคปฏิบตั ิ (Performance Test)
ซง่ึ การประเมนิ ผลจะพิจารณาที่วิธปี ฏิบตั ิ (Procedure) และผลงานท่ปี ฏบิ ัติ

2. การวัดคา้ นเนอ้ื หา เปน็ การตรวจสอบความรคู้ วามสามารถเก่ยี วกบั เนอ้ื หาวชิ า รวมถงึ
พฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวิธีการสอบ วัดได้ 2
ลกั ษณะ คอื

2.1 การสอบปากเปล่า การสอบแบบนี้มักกระทาเป็นรายบุคคล ซ่ึงเป็นการสอนที่
ตอ้ งการดูผลเฉพาะอยา่ ง เช่น การสอบอ่านฟังเสยี ง การสอบสัมภาษณ์ ซง่ึ ตอ้ งการดูการใช้ ถอ้ ยคาใน
การตอบคาถาม รวมทั้งการแสดงความคิดเหน็ และบุคลกิ ภาพต่าง ๆ

2.2 การสอบแบบใหเ้ ขยี นความ เปน็ การสอบวดั ทใ่ี ห้ผู้สอบเขยี นเปน็ ตวั หนังสอื ตอบ
ซง่ึ มกี ารตอบอยู่ 2 รปู แบบ คือ

32

2.2.1 แบบไม่จากัดคาตอบ ได้แก่ การสอบวัดที่ใช้ข้อสอบแบบอัตนัย หรือ
ความเรียง

2.2.2 แบบจากัดคาถาม เป็นการสอบท่ีกาหนดขอบเขตของคาถามท่ีจะให้ตอบ
หรือกาหนดคาตอบออกมาให้เลือก ซ่ึงมีรูปแบบของคาถามคาตอบ 4 รูปแบบ คือ แบบเลือก ทางใด
ทางหนึ่ง แบบจบั คู่ แบบเตมิ คาและแบบเลอื กตอบ

สมพร เช้ือพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถ ความสาเรจ็ และสมรรถภาพด้านต่าง ๆของผ้เู รยี นทีไ่ ดจ้ ากการเรียนรอู้ นั เปน็ ผลมาจาก
การเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซ่ึงสามารถวัดได้จากการทดสอบ
ด้วยวธิ ีการตา่ ง ๆ

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถงึ ขนาดของความสาเร็จทไี่ ดจ้ ากกระบวนการเรียนการสอน

ปราณี กองจินดา (2549) กล่าวา่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ความสามารถหรือ
ผลสาเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์
เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้
ตามลกั ษณะของวตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนการสอนท่แี ตกตา่ งกนั

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลท่ีเกิดจากกระบวนการเรียน
การสอนท่จี ะทาใหน้ กั เรยี นเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรม และสามารถวัดไดโ้ ดยการแสดงออกมาท้ัง
3 ด้าน คอื ดา้ นพุทธิพสิ ัย ดา้ นจติ พสิ ยั และดา้ นทักษะพิสัย

5.2 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
บุญชม ศรีสะอาด (2545) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็น 2

ประเภท คอื
1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้าง

ข้ึนตามจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สาหรับใชต้ ัดสินว่า ผสู้ อบมีความรู้
ตามเกณฑ์ที่กาหนดไวห้ รือไม่ การวดั ตรงตามจุดประสงค์เป็นหัวใจสาคัญของ ขอ้ สอบในแบบทดสอบ
ประเภทน้ี

2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norum Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุ่งสร้าง
เพือ่ วดั ใหค้ รอบคลุมหลักสูตร จึงสรา้ งตามตารางวเิ คราะห์หลกั สตู ร ความสามารถในการจาแนกผู้สอบ
ตามความเก่งอ่อนได้ดี เป็นหัวใจสาคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทน้ีการรายงานผลการสอบ
อาศยั คะแนนมาตรฐาน ซ่ึงเป็นคะแนนท่สี ามารถใหค้ วามหมายแสดงถึง สถานภาพความสามารถของ
บุคคลนัน้ เมอ่ื เปรยี บเทียบกับบคุ คลอ่ืน ๆ ท่ใี ชเ้ ป็นกล่มุ เปรยี บเทยี บ

33

3. แนวคิดท่ใี ชเ้ ปน็ แนวในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
บุญชม ศรีสะอาด (2545) ได้เสนอแนวคิดที่ใช้เป็นแนวในการสร้าง แบบทดสอบวัด

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพ่ือนาไปใช้เก็บ
รวบรวมข้อมูลน้ัน นิยมสร้างโดยยึดตามการจาแนกจุดประสงค์ทางการศึกษา ตามปกติการวัดจะมี
3 ดา้ น ไดแ้ ก่

1. พฤตกิ รรมดา้ นพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นพฤตกิ รรมทางด้านสมองและ
สติปัญญา แบ่งย่อยได้ดงั น้ี

1.1 ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการท่ีจะจดจากับความรู้
ทรี่ ับไปแล้ว

1.2 ความเขา้ ใจ (Comprehension) หมายถงึ ความสามารถในการตีความ
1.3 การนาไปใช้ (Application) หมายถึง ความสามารถในการที่นาความรู้
ความสามารถทไี่ ดเ้ รียนรู้มาประยกุ ต์ใช้ได้
1.4 การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการหาข้อเท็จจริง
หาความสาคัญ และหลักการต่าง ๆ ของสิง่ น้นั
1.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมเข้ามา
รวมกัน หรอื ทาใหเ้ กิด เรื่องใหม่ สงิ่ ใหม่
1.6 การประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ
โดยมเี กณฑห์ รอื มาตรฐานเป็นเครือ่ งตดั สนิ
2. พฤติกรรมด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจ
ที่ แสดงออกมาในรูปของค่านิยม เจตคติ ความสนใจ
3. พฤติกรรมค้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับ
ทักษะในการเคลอ่ื นไหว การใชอ้ วยั วะต่าง ๆของรา่ งกาย ตลอดจนการประสานงานของประสาท และ
กลา้ มเน้ือจากการเรียนรอู้ าจแยกลกั ษณะการประเมนิ ผลจากข้อมูลออกเปน็ 2 วธิ ี ท่ีสาคัญ คอื
3.1 การประเมนิ ผลแบบองิ เกณฑ์ (Criterion Referenced Evaluation)
3.2 การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Evaluation
4. หลักในการสร้างใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ
(NIultiple Choice Test)
สมนึก ภัททิยธนี (2546) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนแบบเลือกตอบไว้ ดังน้ี

34

1. เขียนตอนนั้นให้เป็นประโยคท่ีสมบูรณ์ แล้วใส่เคร่ืองหมายปรัศมีไม่ควรสร้าง
ตอนนาให้เปน็ แบบอา่ นต่อความเพราะทาใหค้ าถามไม่กระชับ เกิดปัญหาสองแงห่ รอื ขอ้ ความไม่ต่อกัน
หรอื เกิดความสบั สนในการคดิ หาคาตอบ

2. เนน้ เรื่องจะถามให้ชัดเจนและตรงจุดไม่คลมุ เครือเพ่ือว่าผู้อ่านจะไมเ่ ข้าใจ ไขว้เขว
สามารถมุง่ ความคิดในคาตอบไปถูกทศิ ทาง

3. ควรถามในเรื่องทม่ี ีคณุ คา่ ตอ่ การวดั หรอื ถามในส่งิ ทีด่ งี ามมปี ระโยชน์คาถาม แบบ
เลือกตอบสามารถถามพฤติกรรมในสมองได้หลาย ๆ ด้าน ไมใ่ ชถ้ ามเฉพาะความจาหรือความจริงตาม
ตารา แตต่ ้องถามใหค้ ิดหรือนาความรู้ท่ีเรียนไปใชใ้ นสถานการณใ์ หม่

4. หลีกเล่ียงคาถามปฏิเสธ ถ้าจาเป็นต้องใช้ก็ควรขีดเส้นใต้คาปฏิเสธ แต่คาปฏิเสธ
ซ้อน ไม่ควรใช้อย่างยิ่ง เพราะปกติผู้เรียนจะยุ่งยากต่อการแปลความหมายของคาถาม และตอบ
คาถามท่ีถามกลบั หรือปฏิเสธซอ้ นผดิ มากกวา่ ถกู

5. อย่าใช้คาฟุ่มเฟือย ควรถามปัญหาโดยตรง ส่ิงใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้เป็น
เงอ่ื นไขในการคดิ ก็ไมต่ ้องนามาเขียนไว้ในคาถาม จะชว่ ยให้คาถามรัดกมุ ชัดเจนขน้ึ

6. เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึงเขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใด
ลักษณะหน่ึง หรอื มีทศิ ทางแบบเดียวกนั หรือมีโครงสรา้ งสอดคล้องเปน็ ทานองเดียวกนั

7. ควรเรียงลาดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่ คาตอบท่ีเป็นตัวเลข นิยมเรียงจาก
น้อยไปหามาก เพื่อช่วยให้ผู้ตอบพิจารณาหาคาตอบได้สะดวก ไม่หลง และป้องกันการเดาตัวเลือก
ท่ีมคี ่ามาก

8. ใช้ตัวเลือกปลายเปดิ หรอื ปลายปิดให้เหมาะสม ตัวเลือกปลายเปิด ได้แก่ ตัวเลือก
สดุ ทา้ ยใช้คาวา่ ไมม่ ีคาตอบถูก ท่กี ล่าวมาผิดหมด ผดิ หมดทุกข้อ หรอื สรุปแนน่ อนไมไ่ ด้

9. ข้อเดียวต้องมีคาตอบเดียว แต่บางครั้งผู้ออกข้อสอบคาดไม่ถึงว่าจะมีปัญหาหรือ
อาจจะเกิดจากการแต่งตั้งตัวลวงไม่รัดกุมจึงมองตัวลวงเหล่าน้ันได้อีกแง่หน่งึ ทาให้เกิดปัญหาสองแง่
สองมมุ ได้

10. เขียนท้ังตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือจะกาหนดตัวถูกหรือผิด
เพราะสอดคล้องกับความเช่ือของสังคม หรือกับคาพังเพยทั่ว ๆ ไปไม่ได้ ท้ังน้ีเนื่องจากการเรียน
การสอนมุ่งให้ผู้เรียนทราบความจริงตามหลักวิชาเป็น สาคัญ จะนาความเช่ือ โชคลาง หรือ
ขนบธรรมเนยี มประเพณเี ฉพาะท้องถิ่นมาอา้ งไม่ได้

11. ควรมีตัวเลือก 4-5 ตัว ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้ ถ้าเขียนตัวเลือกเพียง 2 ตัว
ก็กลายเป็นข้อสอบแบบกาถูก - ผิด และเพื่อป้องกันไม่ให้เดาได้ง่าย ๆ จึงควรมีตัวเลือกมาก ๆ ตัว
ท่ีนิยมใช้หากเป็นข้อสอบระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ควรใช้ 3 ตัวเลือก ระดับประถมศึกษาปีท่ี 4-6
ควรใช้ 4 ตัวเลือก และต้งั แตม่ ัธยมศกึ ษาข้ึนไป ควรใช้ 5 ตัวเลือก

35

5.3 ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นคุณลักษณะเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของบุคคล

ท่ีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดา้ นต่าง ๆ จากการได้รับมวลประสบการณ์ซง่ึ เป็นผลจากการเรียนการสอน
มีผู้กลา่ วถึงผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนไว้แตกตา่ งกนั ดังนี้

1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เป็น
คุณลักษณะเกี่ยวกับ ความรู้ความสามารถของบุคคลที่ เปล่ียนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ จากการ
ได้รับมวลประสบการณ์ซึ่งเป็นผลจากการเรียนการสอน มีผกู้ล่าวถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้
แตกต่างกัน ดังนี้

ประหยัด แสงวิชัย (2544) ได้ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์
สิ่งแวดลอ้ ม หมายถึง ความรคู้ วามสามารถในด้านวิทยาศาสตร์ส่งิ แวดล้อมวัดได้ 4 ดา้ น ประกอบด้วย
ดา้ นความรู้ความจาความเขา้ ใจการนาไปใช้และทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ศุภพงศ์ คล้ายคลึง (2548) ได้กล่าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงผลสาเร็จ
ที่เกิดจากพฤติกรรมการกระทากิจกรรมของแต่ละบุคคล ที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก
ท้ังองค์ประกอบที่เกยี่ วข้องกับสตปิ ัญญาและองค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญา ซึ่งสามารถสังเกตและวัด
ได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิด้านต่าง ๆ ประเภทของความรู้
ทางวิทยาศาสตร์

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) (2546) ได้กาหนด
ความม่งุ หมายของการสอนวิทยาศาสตร์ไว้ดงั น้ี

1. เพื่อเพื่อให้เกิดความเขา้ ใจในหลกั การและทฤษฎีข้นั พน้ื ฐานของวชิ าวทิ ยาศาสตร์
2. เพอื่ ให้เกิดความเข้าใจในลกษั ณะขอบเขต และวงจากัดของวิทยาศาสตร์
3. เพอื่ เกดิ ทักษะทส่ี าคญั ในการศึกษาคน้ คว้าและคดิ ค้นทางวทิ ยาศาสตร์
4. เพื่อเพ่อื ใหเ้ กดิ เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์
5. เพ่ือเพื่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในความสมั พนั ธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กรมวิชาการ (2546) กล่าวถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ว่า หมายถึง
ผลสัมฤทธิ์ ด้านเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
สถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงหลักสตู ร
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ให้เอ้อื ตอ่ การพฒั นาความสามารถของนักเรียน โดยยึดจุดประสงคด์ ังน้ี
1. เพื่อเพื่อให้เกดิ ความเข้าใจในหลกั การและทฤษฎีขน้ั พ้นื ฐานของวชิ าวทิ ยาศาสตร์
2. เพ่ือเพื่อให้เกดิ ความเข้าใจในลกัษณะขอบเขต และวงจากดั องวิทยาศาสตร์
3. เพอ่ื เพือ่ ใหเ้ กิดทักษะในการศกึ ษาค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพือ่ ให้มีเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์

36

5. เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ
อทิ ธิพลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อมวลมนษุ ย์และสภาพแวดล้อม

6. เพ่ือสามารถนาความรู้ความเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้
ประโยชน์ ตอ่ สงั คมและพัฒนาคณุ ภาพชีวติ

อุดมลักษณ์ นกพ่ึงพุ่ม (2545) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนประกอบด้วย 2 ส่วน
ดงั นี้

1. ส่วนที่เป็นตัวความรู้ (Body of Knowledge) ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้แก่
ข้อเท็จจริง (fact) มโนมติ (Concept) หลักการ (Principle) กฎ (Law) ทฤษฎี (Theory) และ
สมมติฐาน (Hypothesis)

2. ส่วนท่ีเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ (Process of Scientific Inquiry) เป็น
กระบวนการคิดและการทา งานอย่างมีระบบการค้นหาความรู้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากสถานการณ์
ที่อยู่ รอบตัวเราด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มี 4 ข้ันตอน คือ ขั้นตั้งปัญหาขั้น ต้ังสมมติฐาน
ข้ันรวบรวม ขอ้ มลู จากการสังเกต ทดลองและขน้ั สรุปผลและการนาไปใช้

จากการศึกษาเอกสารท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หมายถึง
คุณลักษณะด้านความรู้ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ ด้านทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ซึ่ง
ความสามารถในการนามวลประสบการณ์ท่ีได้รบั จากการเรยี นการสอนและการทา กจิ กรรมต่าง ๆ ไป
ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ในการศึกษาครั้งน้ี ผู้วิจัยได้สร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนให้ครอบคลุมท้ังในส่วนของเนื้อหาความรู้และกระบวนการ แสวงหาความรู้เป็นปรนัย
แบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก

2. พฤติกรรมท่ีใช้ในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ การวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการวัดความเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผู้เรียนที่เป็นผลมาจาก
การไดร้ บั ประสบการณ์จากการเรยี นการสอน หรอื การสบื เสาะ แสวงหาความรู้จากการเรียนการสอน
โดยสามารถวัดและประเมินออกมาไดโ้ ดยใชแ้ บบวดั ผลการ เรียนด้านความรู้

ประทุม อัตชู (2547) กล่าวว่า การวัดผลการเรียนรู้ด้านความรู้ให้ครอบคลุมทั้งความรู้
ดา้ นวิทยาศาสตร์ และกระบวนการหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์น้ัน จาแนกพฤติกรรมท่พี งึ ประสงคห์ รือ
พฤตกิ รรมท่ีตอ้ งการวดั ออกเปน็ 4 ดา้ น คอื

1. ด้านความรู้– ความจา หมายถึง ความสามารถในการระลึกสิ่งท่ีเคยเรียนมาแล้ว
เก่ียวกับข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการและทฤษฎีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กฎ หลักการ
ขอ้ เทจ็ จริง สมมติฐาน มโนมติอนุมาน + จนิ ตนาการหรือความคดิ สรา้ งสรรค์

37

2. ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย จาแนกความรู้ได้
เม่ือปรากฏอยู่ในรูปใหม่โดยการแปลความหมายแล้วเปรียบเทียบ หรือผสมผสานส่ิงใหม่ท่ีพบเห็น
กับประสบการณเ์ ดิม

3. ด้านการนาความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้ วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ นาไปใช้
ในชวี ิตประจาวัน

4. ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชานาญในการคิดและ
การปฏบิ ัติทางวิทยาศาสตร์ทซ่งึ เกิดจากการปฏบิ ัติและฝกึ ฝนความคิดทางสมอง

คลอฟเฟอร์ (Kolpfer, 1971 ; อ้างถึงใน พิมพันธ์ เตชะคุปต์, 2545) ได้กล่าวถึง
การประเมนิ ผลด้านการเรยี นรู้ดา้ นความรู้ ซ่งึ สามารถวดั ได้จากกิจกรรมท้ัง 4 ดา้ น คอื

1. ด้านความรู้ ความจา หมายถึง พฤติกรรมท่ีนักเรียนมีความจาในเร่ืองราวต่าง ๆ
ที่ได้รับรู้จากการค้นคว้าด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากการอ่านหนังสือ และการฟัง
การบรรยาย เป็นต้น ความรู้ทางวทิ ยาศาสตรแ์ บ่งออกเปน็ 8 ประเภท คือ

1.1 ความรู้เกี่ยวกับความจริงเด่ยี ว
1.2 ความรู้เก่ยี วกับ มโนมติหรือมโนทศั น์
1.3 ความรู้เก่ยี วกับ หลักการและกฎทางวิทยาศาสตร์
1.4 ความรู้เก่ยี วกบั ขอ้ ตกลง
1.5 ความรู้เกย่ี วกบั ลาดับข้ัน ตอนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ
1.6 ความรู้เกยี่ วกบั กฎเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของส่ิงตา่ ง ๆ
1.7 ความรู้เกย่ี วกบั เทคนคิ และกรรมว์ิธิทางวทิ ยาศาสตร์
1.8 ความรู้เก่ยี วกับศพั ท์วทิ ยาศาสตร์
2. ด้านความเข้าใจ หมายถึง พฤติกรรมที่นักเรียนใชค้วามคิดท่ีสูงกว่า ด้านความรู้
ความจาแบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1 ความเข้าใจข้อเท็จจริง วิธีการ กฎเกณฑ์หลักการและทฤษฎีต่าง ๆ คือ
เป็นการบรรยายในรูปแบบใหม่ทีแ่ ตกต่างจากท่ีเคยเรียน
2.2 ความเข้าใจเก่ียวกับการแปลความหมายข้อเท็จจริงคาศัพท์มโนมติ หลักการ
และทฤษฎที ี่อยู่ในรูปของสญั ลกั ษณห์ น่ึงไปเปน็ สัญลกั ษณอ์ ืน่ ได้
3. ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถึง พฤติกรรมที่นักเรียนแสวงหา
ความรู้และแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์

38

4. ด้านการนาความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้หมายถึง พฤติกรรม
ที่นักเรียนนาความรู้ มโนมติ กฎ หลักการ ตลอดจนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ แก้ปัญหา
ในสถานการณ์ใหม่ได้ โดยสามารถแกป้ ัญหาไดอย้ ่างน้อย 3 ประการคือ

4.1 แก้ปญั หาทเ่ี ปน็ เรอื่ งวทิ ยาศาสตร์ในสาขาเดียวกนั
4.2 แก้ปญั หาท่ีเป็นเร่ืองวิทยาศาสตร์สาขาอ่ืน
4.3 แกป้ ัญหาที่นอกเหนอื จากเรื่องของวิทยาศาสตร์
จากศึกษาเอกสารท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า พฤติกรรมท่ีใช้ในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
วิทยาศาสตร์ คือ การวัดความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนที่ เป็นผลมาจากการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ท้ัง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความจา ด้านความเข้าใจ ด้านการนาความรู้ไปใช้และ
ด้าน ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
5.3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
อทุ ุมพร จามรมาน (2540) กลา่ วถึงการสร้างข้อสอบท่ีเป็นระบบนนั้ มขี ั้นตอน ดังนี้
1. การระบจุ านวนจดุ มงุ่ หมายในการทดสอบ
2. การระบเุ น้ือหาใหช้ ดั เจน
3. การทาตารางเน้อื หากับจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
4. การทาน้าหนัก
5. การกาหนดเวลาสอบ
6. การกาหนดจานวนขอ้ หรอื คะแนน
7. การเขยี นขอ้ สอบ
8. การตรวจสอบข้อเขยี นท่เี ขยี นขน้ึ
9. การทดลองใช้แกไ้ ข ปรับปรงุ
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) ไดก้ล่าวถึงขั้นตอนของกระบวนการสร้างแบบทดสอบ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังน้ี ขั้น ที่1การวางแผนสรา้ งแบบทดสอบ พจิ ารณาถึงจุดประสงค์ของการ
นาแบบทดสอบ ไปใช้การวางแผนสร้างแบบทดสอบว่า จะสร้างแบบสอบว่า จะสร้างแบบทดสอบ
อย่างไรจาเป็นต้อง เรียนรู้เสียก่อนว่าเราจะนา แบบทดสอบไปใช้เพื่อทาอะไร หรือต้องทราบ
จุดประสงค์ของการนาแบบทดสอบไปใช้นั่นเอง โดยหลักการแล้วกานาแบบทดสอบไปใช้จะสัมพันธ์
อยู่กับการสอน เช่น การสอบเพื่อตรวจสอบความรู้เดิมจะสอบก่อนการทาการสอนการสอบ เพื่อ
ปรับปรุงการเรียนการ สอนและวินิจฉัยข้อบกพร่องจะสอบในระหว่างดาเนินการสอน และการสอน
เพื่อสรุปผลการเรียน จะสอบหลังจากการสอนเสร็จส้ินท้ังหมดแล้ว ดังนั้น จุดประสงค์ของการนา
แบบทดสอบไปใช้อาจจาแนกเป็น 4 จดุ ประสงค์ดงั นี้
1. ใช้ตรวจสอบความรู้เดมิ จะทาการสอบกอ่ นทีจ่ ะเริม่ ตน้ การสอนเพ่อื พจิ ารณา

39

1.1 นกั เรียนมีความรู้พน้ื ฐานท่จี าเป็นสาหรับเนอื้ หาทจี่ ะเรียนเพยี งพอหรอื ไม่
1.2 นักเรียนมีความรู้เนื้อหาท่จี ะสอนหรือไม่
2. ใชต้ รวจสอบความก้าวหนา้ และปรับปรงุ การเรียนการสอน
3. ใช้วนิ จิ ฉยั ผ้เู รยี น
4. ใชส้ รปุ ผลการเรยี น เนือ้ หาและพฤตกิ รรมท่ีต้องการวัด เนอื้ หาวชิ า และพฤตกิ รรมที่
ต้องการวัด ก็คือ เน้ือหาและพฤติกรรมที่ทาการสอน การวิเคราะห์หลักสูตร การวิเคราะห์หลักสูตร
เป็นกระบวนการในการจาแนกแยกแยะ ในวิชานั้น ๆ มีหัวข้อ เน้ือหาสาระที่สาคัญอะไรบ้าง
มีจุดประสงค์ที่จะให้เกิดพฤติกรรมอะไรบ้าง ดังน้ัน การวิเคราะห์หลักสูตรจึงประกอบด้วยการ
วิเคราะห์ 2 อย่างคือ 1. การวิเคราะหเ์ นือ้ หาวชิ า 2. การวเิ คราะหจ์ ดุ ประสงค์
1. การวิเคราะห์เน้อื หาวิชา กล่าวคือการวเิ คราะห์เนื้อหาวชิ า เปน็ การจาแนกหรือจัด
หมวดหมเู่ นือ้ หาวชิ าเปน็ หวั ข้อสาคัญ โดยคานงึ ถึงสง่ิ ตอ่ ไปน้ี

1.1 ความสมั พันธ์เกีย่ วข้องกันของเน้ือหา
1.2 ความยากง่ายของเนอ้ื หา
1.3 ขนาดความยาวของเนอื้ หา
1.4 เวลาทใ่ี ช้สอน
2. การวเิ คราะหจ์ ุดประสงค์ กล่าวคอื
ข้ันท่ี 1 การวิเคราะห์เนื้อหาวิชา เป็นการจาแนก หรือจัด หมวดหมู่เนื้อหาวิชา
เปน็ หัวข้อสาคญั โดยคานึงถึงส่ิงตอ่ ไปนี้
1. รวบรวมจดุ ประสงคข์ องเนอื้ หาวชิ าทั้งหมด จากหนงั สอื หลักสตู รและค่มู อื ครู
2. เขียนพฤตกิ รรมท่ีสาคัญ ของแตล่ ะจุดประสงค์ท้ังหมด
3. ยุบพฤติกรรมท่มี ลี ักษณะคล้ายคลงึ กนั ใหเ้ ป็นพฤติกรรมเดียวกนั
4. นยิ ามความหมายของพฤตกิ รรมที่ยบุ รวมแล้ว
ข้ันท่ี 2 การตระเตรียมงานและเขียนข้อสอบ เม่ือวางแผนการสร้างแบบทดสอบ
โดยการสร้างเป็นตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตรเรยี บรอ้ ยแลว้ ต้องตระเตรียมงาน และเขยี นข้อสอบตอ่ ไป
ข้นั ที่ 3 การทดลองสอบเมอื่ เขยี นขอ้ สอบและจดั พิมพ์เรยี บร้อยกน็ าไปทดลองสอบ
ข้นั ที่ 4 การประเมนิ ผลแบบทดสอบ
การประเมินผลแบบทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าแบบทดสอบมีคุณภาพหรือไม่
โดยพิจารณาตามคณุ ลักษณะท่ดี ขี องแบบทดสอบซึ่งมอี ยู่ 10 ประการ คือ
1. ความแม่นตรง หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดพฤติกรรมได้ตรงตามที่ระบุไว้
ในจดุ ประสงคแ์ ละตามท่ีทาการสอนจรงิ
2. ความเช่ือม่ัน หมายถงึ แบบทดสอบใหผ้ ลการสอบสอดคล้องตรงกันทุกคร้ัง

40

3. อานาจจาแนก หมายถึง ข้อสอบท่ีแบ่งแยกคนเก่งอ่อนออกจากกันได้ กล่าวคือ
คน เกง่ จะตอบถกู คนออ่ นจะตอบผดิ

4. ความยากง่าย หมายถึง จานวนเปอร์เซ็นต์ผู้ตอบถูกทั่วไปแล้วความยากง่าย
ทเี่ หมาะสมจะมีจานวนคร่ึงหนงึ่ ตอบถูก

5. ความเปน็ ปรนัย หมายถึง ข้อสอบทม่ี ีคาถามชดั เจน และการใหค้ ะแนนชดั เจน
6. ความเฉพาะเจาะจง หมายถึง ข้อสอบทีม่ ีคาถามชัดเจนและการใหค้ ะแนนชดั เจน
7. ประสิทธิภาพ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้นั้นประหยัดเวลาการสร้างการดาเนิน
การสอบ การตรวจให้คะแนนแต่ให้ผลการสอบถูกตอ้ ง
8. ความสมดุล หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดได้ครอบครองตามจุดประสงค์และ
เน้อื หามสี ัดสว่ นจานวนข้อสอบสอดคลอง้ ตามตารางวเิ คราะห์หลกั สูตร
9. ความยุติธรรม หมายถึงแบบทดสอบมีความชัดเจนไม่คลุมเครือและเปิดโอกาส
ให้ ทกุ คนมโี อกาสที่จะตอบถกู ได้เท่ากนั
10. ความเหมาะสมของเวลา หมายถึง แบบทดสอบได้กาหนดเวลาให้อย่างเพียงพอ
ในการตอบขอ้ สอบจนเสรจ็
จากเอกสารท่ีกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หมายถึง วิธีการแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต้องให้
สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน 2551 มาตรฐานเรียนรู้ตัวชี้วัด จุดประสงค์
การเรยี นรแู้ ละผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
จากการศึกษาสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลที่ได้หลังจากได้รับการเรียน
การสอนแล้วสรุปและประมวลออกเปน็ ความรู้ ความสามารถทัง้ ดา้ นพุทธิพิสัยและทักษะพิสัย รวมทง้ั
ด้านจิตพิสัยด้วย ดังน้ัน การทค่ี รผู สู้ อนจะเลอื กออกข้อสอบประเภทใดน้นั ตอ้ งพจิ ารณาขอ้ ดี ขอ้ จากัด
ความเหมาะสมของแบบทดสอบกับ เน้ือหา หรือจุดประสงค์ในการเรียนรู้ ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัย
เลือกใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี น แบบเลอื กตอบ (Multiple Choice Test)

6. ความพงึ พอใจในการจดั การเรยี นรู้
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
บุญชม ศรีสะอาด (2545) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกของบุคคล

ต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ซ่ึงความรู้สึกน้ันทาให้บุคคลเอาใจใส่และอาจกระทาการผลตอบแทนภายนอก
เป็นรางวัลท่ีผู้อ่ืนจัดหาให้มากกว่าท่ีตนเองให้ตนเอง เช่น คายกย่อง ชมเชยจากผู้สอน พ่อแม่
ผู้ปกครอง หรือการได้คะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนในระดับทนี่ า่ พอใจ

41

ไมตรี พงศาปาน (2554) ได้ให้ความหมายของ ความพึงพอใจได้ว่า เป็นความรู้สึก
ของบุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ หรือ
เป็นความรู้สึกท่ีพอใจต่อส่ิงที่ทาให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึง
ความตอ้ งการ

สรปุ ไดว้ า่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สึก ความชอบ ความยนิ ดี ความเต็มใจของบุคคล
ที่มีต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึง ซ่ึงทาให้บุคคลนั้นมีเจตคติท่ีดีและร่วมทาหรือปฏิบัติส่ิงน้ันให้ประสบความสาเร็จ
เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของตน

6.2 ความพงึ พอใจนาไปสู่การปฏิบตั งิ าน
การตอบสนองความต้องการผูป้ ฏิบตั ิงานจนเกิดความพงึ พอใจ จะทาให้เกิดแรงจูงใจใน

การเพิ่มประสิทธิภาพการทางานทีส่ ูงกว่าผู้ไม่ได้รบั การตอบสนอง ทรรศนะตามแนวคิดดังกล่าว จาก
แนวคิดดังกล่าว ผู้สอนที่ต้องการให้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บรรลุผล
สาเร็จ จึงต้องคานึงถึงการจัดบรรยากาศและสถานการณ์ รวมท้ังสื่ออุปกรณ์การจัดการ เรียนรู้ที่
เอ้ืออานวยต่อการเรียน เพ่ือตอบสนองความพึงพอใจของผู้เรียนให้มีแรงจูงใจในการทากิจกรรมจน
บรรลุตามวัตถปุ ระสงคข์ องหลักสตู ร

6.3 ผลของการปฏบิ ัตงิ านนาไปสู่ความพงึ พอใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและผลการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอ่ืน

ๆ ผลการปฏิบัติที่ดีที่จะนาไปสู่ผลตอบแทนท่ีเหมาะสม ซ่ึงในที่สุดจะนาไปสู่การตอบสนอง
ความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัล หรือผลตอบแทน
ซ่ึงแบ่งออกเป็นผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic
Rewards) โดยผ่านการรับรู้เกี่ยวกับความยุติธรรมของผลตอบแทน ซึ่งเป็นตัวบ่งช้ีปริมาณ
ของ ผลตอบแทนที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ น่ันคือ ความพึงพอใจในงานของผู้ปฏิบัติงานจะถูกกาหนด
โดยความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนท่ีเกิดขึ้นจริง และการรับรู้เรื่องเกี่ยวกับความยุติธรรม
ของผลตอบแทนท่ีรบั รแู้ ล้ว ความพงึ พอใจยอ่ มเกดิ ขนึ้

จากแนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจดังกล่าวสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเกิดจากแรงจูงใจภายใน และ
แรงจูงใจภายนอก ซ่ึงจะทาให้บุคคลน้ันแสดงออกด้านเจตคติและด้านพฤติกรรมออกมา และการ
แสดงออกด้านเจตคติและด้านพฤติกรรมออกมาน้ัน มีทั้งทางบวกและทางลบก็ข้ึนอยู่กับว่าได้รับ
เสริมแรงไปทางใด เมอ่ื นามาใช้ในการจัดการเรียนรผู้ ลตอบแทนภายในหรอื รางวลั ภายใน เป็นผลด้าน
ความรู้สึกของผู้เรียนที่เกิดแก่ตัวผู้เรียนเอง เช่น ความรู้สึกต่อความสาเร็จที่เกิดขึ้น เมื่อสามารถ
เอาชนะความยุ่งยากต่าง ๆ และสามารถดาเนินงานภายใต้ความยุ่งยากท้ังหลายได้สาเร็จ ทาให้เกิด
ความภาคภูมิใจ ความม่ันใจ ตลอดจนได้รับการยกย่องจากบุคคลอ่ืน ส่วนผลตอบแทน ภายนอกเปน็
รางวลั ทผ่ี อู้ ืน่ จัดหาให้มากกว่าทต่ี นเองให้ตนเอง เชน่ การไดร้ บั คายกย่องชมเชยจาก ครผู ู้สอน พ่อแม่

42

ผู้ปกครอง พี่น้อง เพ่ือน หรือแม้แต่การได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ ท่ีน่าพอใจและ
เนื่องจากความพึงพอใจนั้นเป็นความรู้สึกของจิตใจ ซึ่งแสดงออกทางสีหน้า สายตา คาพูด และ
การแสดง การวดั ความพึงพอใจจึงวัดไดห้ ลายวิธี เช่น สังเกต การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม

6.4 การวดั ความพึงพอใจ
เผชิญ กิจระการ (เผชิญ กิจระการ, 2541 ; อ้างถึงใน ศิรประภา พบวันดี, 2558)

ได้กล่าวถึงแนวคิดของแฮทฟลิ ด์ และฮิวแมน (Hayfild and Human) ที่ได้พัฒนาแนวคิดของนักวิจัย
ต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือวัดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน พบว่า องค์ประกอบท่ีส่งผล กระทบต่อ
ความพงึ พอใจ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบ 5 ประการ คอื

ตวั แปรที่ 1 องค์ประกอบเก่ียวกับงานทาในปจั จุบัน แบง่ เป็น
1. ความตื่นเตน้ / น่าเบ่ือ
2. ความสนุกสนาน / ความไมส่ นุกสนาน
3. สภาพโล่ง / สภาพสลวั
4. ความทา้ ทาย / ไม่ทา้ ทาย
5. ความพอใจ / ไมพ่ อใจ

ตัวแปรที่ 2 องคป์ ระกอบดา้ นค่าจา้ ง ประกอบด้วย
1. ถือเป็นรางวัล / ไม่เป็นรางวลั
2. มาก / น้อย
3. ยุติธรรม / ไมย่ ุติธรรม
4. เป็นทางบวก / เปน็ ทางลบ

ตัวแปรท่ี 3 องคป์ ระกอบด้านการเลือ่ นตาแหนง่ ประกอบด้วย
1. ยุตธิ รรม / ไม่ยุติธรรม
2. เชื่อถอื ได้ เช่อื ถือไมไ่ ด้
3. เปน็ เชิงบวก / เป็นเชงิ ลบ
4. เปน็ เหตุเปน็ ผล / ไมเ่ ป็นเหตุเปน็ ผล

ตวั แปรที่ 4 องคป์ ระกอบทางด้านนิเทศ / ผบู้ ังคับบญั ชา ประกอบดว้ ย
1. อยใู่ กล้ / อยไู่ กล
2. ยุติธรรมแบบจริงใจ / ยุตธิ รรมแบบไมจ่ รงิ ใจ
3. เปน็ มิตร / คอ่ นคา้ งไมเ่ ปน็ มติ ร
4. เหมาะสมทางคุณสมบตั ิ / ไมเ่ หมาะสมทางคณุ สมบตั ิ

ตัวแปรที่ 5 องค์ประกอบทางด้านเพอื่ นร่วมงาน ประกอบด้วย
1. เป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย / ไม่เปน็ ระเบยี บเรียบร้อย

43

2. จงรักภักดีตอ่ สถานที่ทางาน / ไม่จงรักภักดตี ่อสถานท่ีทางานและเพื่อน
ร่วมงาน

3. สนกุ สนานร่าเริง / ไมส่ นกุ สนานร่าเริง
4. ดนู ่าสนใจ เอาจริงเอาจงั / ดูเหน่อื ยหนา่ ย
บงั อร ผงผา่ น (2546) ไดก้ ลา่ วถงึ การวดั ระดบั ความพึงพอใจอย่างกว้างขวาง ดงั ต่อไปนี้
1. การวัดความพึงพอใจด้านความรู้สึก เป็นลักษณะทางความรู้สึกหรืออารมณ์
ของ บุคคล องค์ประกอบทางความรู้สึกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ความรู้สึกทางบวก ได้แก่ ชอบ
พอใจ และความรูส้ ึกทางลบ ไดแ้ ก่ ไมช่ อบ ไม่พอใจ กลัว รงั เกียจ
2. การวัดความพึงพอใจด้านความคิด เป็นการท่ีสมองของบุคคลรับรู้และวินิจฉัย
ขอ้ มลู ต่าง ๆ ท่ีได้รับ เกดิ เปน็ ความรูค้ วามคิดเกี่ยวข้องกับการพิจารณา ทมี่ าของทัศนคติออกมาว่าถูก
หรือผดิ ดีหรือไม่ดี
3. การวัดความพึงพอใจในด้านพฤติกรรม เป็นความพร้อมที่จะกระทา หรือพร้อม
ทีจ่ ะตอบสนองทม่ี าของทัศนคติ
จึงกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นองค์ประกอบของความรู้สึกของความพึงพอใจ
ซ่ึงไม่จาเป็นต้องแสดงหรืออธิบายเชิงเหตุผลเสมอไป จึงสรุปความพึงพอใจเป็นเพียงปฏิกิริยา
ด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือส่ิงกระตุ้นท่ีแสดงออกมาในลักษณะผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการ
ประเมิน โดยบ่งบอกถึงทิศทางของการประเมินว่า เป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบ
หรอื ไม่มปี ฏกิ ิรยิ า คือ เฉย ๆ ตอ่ สิ่งเร้าหรือสงิ่ กระตุ้น
บุญเรือง ขจรศิลป์ (2546) ได้กล่าวถึงเรื่องเก่ียวกับการวัดความพึงพอใจ โดยสรุปไว้ว่า
การวัดความพึงพอใจเป็นการวัดด้านทัศนคติ หรือเจตคติท่ีเป็นนามธรรม เป็นการแสดงออก
ที่คอ่ นขา้ งซบั ซอ้ นยากทจ่ี ะวัดไดโ้ ดยตรง ดังนั้น การวดั ความพงึ พอใจจึงใช้การวดั โดยอ้อมด้วยการวัด
ความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นแทน แต่การวัดความพึงพอใจมีขอบเขตจากัด คือการวัดจะเกิด
ความคลาดเคล่ือนได้ตลอดเวลาท่ีวัด ถ้าบุคคลแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับ ความรู้สึกท่ีแท้จริง
ซงึ่ ความคลาดเคล่ือนดงั กล่าวย่อมเกดิ ขน้ึ ไดเ้ ปน็ ธรรมดาของการวัดทวั่ ๆ ไป
จากการศึกษาสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรียนมีความสัมพันธ์กัน
ในทางบวก ซ่ึงข้ึนอยู่กับกระบวนการหรือกิจกรรมท่ีผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทาให้ผู้เรียนได้รับ
การตอบสนองความต้องการทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจ เป็นส่วนที่จะทาให้เกิดความสมบูรณ์
ของชีวิตมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ครูผู้สอนควรคานึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการเสริมสร้าง
ความพึงพอใจในการเรยี นรใู้ ห้กบั ผูเ้ รยี น

44

7. งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
7.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
ซารีนา พลสา (2553) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้ชุดกิจกรรม

วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ทีม่ ีตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ ความสามารถใน
การคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนช้ันมัธยมศึกษา 2 พบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นท่ไี ด้รบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยการใชช้ ดุ กิจกรรมวทิ ยาศาสตร์แบบสบื เสาะหา
ความรู้ หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สาคญั ทาง สถติ ทิ ่ีระดับ .01 และความสามารถในการคิด
สร้างสรรค์ของผู้เรียนหลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .01

สุพัชยา ปาทา (2554) ได้ทาการวิจัยเร่ือง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT และการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ผลการวิจัยพบว่า
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียนท่ไี ด้รับการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื โดยใช้เทคนิค
TGT กบั การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ แตกตา่ งกนั อย่างไม่มีนัยสาคญั ทางสถิติ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค TGT
หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียน อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .01 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาควา มรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัด
การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT กับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับ
การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือโดยใช้เทคนิค TGT หลงั เรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติ
ท่ีระดับ .01

วรรณภา พุทธสอน (2557) ได้ทาการวจิ ัยเร่ืองการพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ 5 ข้ัน ร่วมกับการใช้เกม เร่ืองแม่เหล็กและไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐาน สาหรับนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 จานวน 27 คน ผลการศึกษา
พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท้ัง 3 ชุด มีค่าเท่ากับ 0.6582 – 0.7125 และ
นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน
อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05


Click to View FlipBook Version