การยืยื ยื ม ยื มคำคำ คำคำ ภาษาต่ต่ ต่ า ต่ างประเทศ มาใช้ช้ ช้ใช้ นภาษาไทย ระดับชั้ ระดับชั้น ชั้ น ชั้ มัมั มั ธ มั ธยมศึศึ ศึ กษ ศึ กษาปีปีปีปี ที่ที่ ที่ที่ ๓
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง การยืมคำ ภาษาต่างประเทศ มาใช้ในภาษาไทยนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความหมายการยืมคำ และเรียนรู้ภาษาไทยที่มาจากภาษาต่างประเทศต่างๆ คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาชวาและมลายู ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเปอร์เซีย ภาษาอาหรับ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาทมิฬ ภาษาโปรตุเกส และ ภาษาสปน รวมไปถึงที่มาของการยืมภาษา หลักการใช้ วิธีสังเกต ตัวอย่างคำ นอกจากนี้ยังมีแบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน ทางคณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความรู้จากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่อง การยืมคำ ภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทยนี้ จะเป็น ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ คณะผู้จัดทำ ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการ จัดทำ หนังสือเรียนนี้ให้เสร็จลุล่วงไปด้วยดีไว้ ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน ความหมายของการยืมภาษา ประโยชน์ในการศึกษาเรื่องการยืมภาษา ภาษาบาลีสันสฤต - แบบฝึกหัดภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาเขมร - แบบฝึกหัดภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ - แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ภาษาจีน - แบบฝึกหัดภาษาจีน ๑ ๑ ๒ ๖ ๗ ๘ ๔๓ ๔๔ ๕๖ ๕๗ ๖๔ ๖๕ ๗๖
สารบัญ เรื่อง หน้า ภาษาอื่นๆ -ภาษาชวา-มลายู -ภาษาฝรั่งเศส -ภาษาเปอร์เซียและภาษาอาหรับ -ภาษาทมิฬ -ภาษาญี่ปุ่น -ภาษาโปรตุเกสและภาษาสเปน -แบบฝึกหัดภาษาอื่นๆ แบบทดสอบหลังเรียน บรรณนานุกรม ภาคผนวก บทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ สรุปบทสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ สรุปผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ๗๗ ๗๙ ๘๑ ๘๓ ๘๖ ๘๗ ๘๙ ๙๐ ๙๓ ๙๗ ๙๘ ๑๑๐ ๑๑๖ ๑๑๘ ๑๒๗
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษาภูมิปัญญา ทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ ม.๓/๑ จำ แนกและใช้คำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย ๑. ผู้เรียนสามารถบอกหลักการการสังเกตคำ ที่ยืมมาจากภาษา ต่างประเทศได้ ๒. ผู้เรียนสามารถจำ แนกคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทยได้ ๓. ผู้เรียนสามารถบอกความหมายเบื้องต้นของคำ ยืมภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทยได้ ๑
แบบทดสอบก่อนเรียน ๑. ภาษามลายู ส่วนใหญ่เข้ามาทางภาคใดของประเทศไทย ก. ภาคเหนือ ข. ภาคใต้ ค. ภาคอีสาน ง. ภาคกลาง ๒. ภาษาที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ คือภาษาใด ก. ภาษาชวา ข. ภาษาญี่ปุ่น ค. ภาษาอังกฤษ ง. ภาษาเขมร ๓. "ภูตะวันชอบกินก๋วยเตี๋ยวและน้ำ เก๊กฮวยที่ร้านอาแปะ" ข้อความดังกล่าวมีคำ ที่มาจาก "ภาษาจีน" กี่คำ ก. 1 คำ ข. 2 คำ ค. 3 คำ ง. 4 คำ ๔. ข้อใดเป็นคำ ที่มาจากภาษาอังกฤษทุกคำ ก. ดิน เช็ค ทูน ข. คอมพิวเตอร์ คุกกี้ เคเบิล ค. กีฬา โสร่ง ไวโอลิน ง. กุหลาบ แยม ทอนซิล ๕. คำ ว่า “ โชเฟอร์” เป็นคำ ที่มาจากภาษาใด ก. ภาษาฝรั่งเศส ข. ภาษามลายู ค. ภาษาอังกฤษ ง. ภาษาเปอร์เซีย ให้นักเรียนเลือกคำ ตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำ ตอบเดียว ๒
แบบทดสอบก่อนเรียน ๖. คำ ที่มาจากภาษาเขมรคำ ใดที่แปลว่า “ดอกไม้” ก. ลออ ข. ชบา ง. ผกา ค. ขจี ๗. คำ ว่า “เซียมซี” เป็นคำ ยืมจากภาษาใด ก. ภาษาอาหรับ ข. ภาษาจีน ค. ภาษามลายู ง. ภาษาเขมร ๘. ภาษาเขมรอยู่ในตระกูลภาษาใด ก. ภาษาออสโตรเอเชียติก ข. ภาษาอินโด-แปซิฟิก ค. ภาษาอลาโรเดียน ง. ภาษาออสตริก ๙. คำ ว่า "ไดเอ็ต" มาจากภาษาใด ก. ภาษาทมิฬ ข. ภาษาเปอร์เซีย ค. ภาษาฝรั่งเศส ง. ภาษาอังกฤษ ๑๐. คำ ใดมาจากภาษา "เขมร" ก. กิโล ข. บำ บัด ค. กากี ง. ขันที ๓
แบบทดสอบก่อนเรียน ๑๑. คำ ที่มักมีเสียงตรี หรือ จัตวา เป็นคำ ยืมจากภาษาใด ก. ภาษาฝรั่งเศส ข. ภาษาชวา-มลายู ค. ภาษาไทย ง. ภาษาจีน ๑๒. ภาษาชวา-มลายู เข้ามามีบทบาทกับภาษาไทยในด้านใด ก. ด้านค้าขาย ข. ด้านสังคม ค. ด้านวรรณกรรม ง. ด้านเศรษฐกิจการค้า ๑๓. คนไทยเรียกชาวอาหรับและเปอร์เซียว่าอย่างไร ก. แขกค้า ข. แขกเทศ ค. แขกอิสลาม ง. แขกดี ๑๔. คำ ในข้อใดเป็นคำ จีนทั้งหมด ก. แข ป๊า ข. สี เฮีย ค. งิ้ว กง ง. ป่า เก๋ง ๑๕. สุกี้ยากี้” เป็นคำ ยืมจากภาษาใด ก. ภาษาญี่ปุ่น ข. ภาษาจีน ค. ภาษาทมิฬ ง. ภาษาเขมร ๑๖. “กะละแม” เป็นคำ ยืมจากภาษาใด ก. ภาษาอาหรับ ข. ภาษาสเปน ค. ภาษาเขมร ง. ภาษาจีน ๔
แบบทดสอบก่อนเรียน คิวอาร์โค้ดสำ หรับทำ แบบทดสอบ ๑๙. คำ ใดไม่ได้มาจากภาษาญี่ปุ่น ก. โตเกียว ราเม็ง ข. ซูโม่ ชาบู ค. กงเต๊ก อาจาด ง. คามิคาเซ่ สาเก ๒๐. ภาษาจีนและภาษาไทยมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องใด ก. เสียงวรรณยุกต์ ข. จำ นวนพยัญชนะ ค. ลักษณะตัวอักษร ง. มีการแปลความจากหลังไปหน้า ๑๗. คำ ใดแตกต่างจากพวก ก. คอนแวนต์ ข. กงสุล ค. กุหลาบ ง. กิโล ๑๘. “กำ มะหยี่ ตะกั่ว กานพลู” เป็นคำ ยืมจากภาษาใด ก. ภาษาฝรั่งเศส ข. ภาษาบาลี ค. ภาษาอังกฤษ ง. ภาษาทมิฬ แบบทดสอบออนไลน์ โปรแกรม Quizizz ลิ้งค์สำ หรับทำ แบบทดสอบ https://quizizz.com/join?gc=78766512 ๕
การยืมภาษา (linguistic borrowing) คือ ปรากฎการณ์ที่ภาษาหนึ่งยืม ตัวอักษร เสียง ความหมาย หน่วยคำ คำ สำ นวน กฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค วัจนลีลา ฯลฯ จากภาษาอื่นมาใช้ แม้ว่าการยืมภาษา จะไม่จำ กัดอยู่เพียงการยืมคำ แต่โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงการยืมภาษา มักมุ่ง ไปที่การยืมคำ เป็นสำ คัญ เพราะคำ เป็นสิ่งที่ภาษาหนึ่งรับจากอีกภาษาหนึ่ง ไปใช้ได้ง่ายที่สุดจึงเกิดการยืมมากที่สุด คำ ที่รับมาจากภาษาอื่นหรือ ภาษาย่อย (dialect) เรียกว่า คำ ยืม ภาษาที่ให้ยืมอาจเป็นภาษาต่างประเทศ ภาษาถิ่น ภาษาโบราณ เรียกว่า ภาษาผู้ให้ (donor language) ส่วนภาษาที่ เป็นผู้ยืมเรียกว่า ภาษาผู้รับ (recipient language) ภาษาไทยมีคำ ยืมจากภาษาอื่นปะปนอยู่มาก นักภาษาศาสตร์พบความ จริงว่าการยืมภาษาเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดกับภาษาทุกภาษาเมื่อเจ้าของ ภาษาติดต่อกับสังคมอื่นซึ่งภาษาแตกต่างกัน ความหมายของการยืมภาษา ๖
เมื่อภาษาหนึ่งมีการยืมคำ ภาษาอื่นๆ เข้าไปปะปนอยู่มากย่อมเป็น ร่องรอยให้สืบค้นประวัติความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของภาษาทั้งสอง เช่น ภาษาไทยมีคำ ยืมจากภาษาโปรตุเกสอยู่ด้วย เช่นคำ ว่า สบู่ ,(ขนม)ปัง , เหรียญ ย่อมแสดงให้เห็นว่าชาวโปรตุเกสเคยติดต่อกับคนไทย นอกจากนี้คำ ที่ถูกยืมไปใช้ในภาษาอื่นยังใช้เป็นหลักฐานทางภาษาศาสตร์เชิงประวัติได้อีก ว่า ลักษณะเดิมของภาษาที่ถูกยืมเป็นเช่นไร เช่น ในภาษาไทยปัจจุบันใช้คำ ว่า ตบแต่ง และ ตกแต่ง ในความหมายว่า ประดับให้สวยงาม คำ นี้ภาษา เขมรยืมเข้าไปใช้เป็น ตุบแตง ออกเสียงว่า /toptaeg/ ใกล้เคียงกับเสียงคำ ว่า ตบแต่ง มาก จึงเป็นหลักฐานว่าตบแต่ง เป็นคำ เก่า ส่วน ตกแต่ง เป็นคำ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ประโยชน์ในการศึกษาเรื่องการยืมภาษา ๗
บาลี- ลีสัน สั สกฤต ๘
คำ ยืมที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ๑. ความเป็นมาของคำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤต ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับอินเดียมาช้า นาน จากหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าดินแดนที่เป็นประเทศไทยมีชาว อินเดียเดินทางเข้ามาค้าขายและมีการนำ วัฒนธรรมเข้ามาพร้อมกับศาสนา พราหมณ์ - ฮินดูและพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ภาษาบาลี - สันสกฤต เป็น ภาษาอันเนื่องด้วยศาสนา จึงได้ส่งอิทธิพลต่อภาษาไทยโดยเฉพาะคำ ที่เกี่ยวข้อง กับพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา นิพพาน โมกษะ วรรณะ อาตมัน ทุกข์ สุข อนัตตา ๒. ลักษณะของภาษาบาลีและสันสกฤต ภาษาบาลีและสันสกฤตมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก ลักษณะเด่นที่สุด คือ ลักษณะทางไวยากรณ์ซึ่งเป็นภาษาคำ ผัน หรือภาษามีวิภัตติปัจจัย (inflectional -language) คำ ส่วนใหญ่ในภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นคำ ที่มี หลายรูป คำ คำ เดียวกันเมื่อมีรูปแตกต่างกัน จะแสดงความหมายทางไวยากรณ์ แตกต่างกันไป สิ่งที่ทำ ให้คำ คำ เดียวกันมีรูปที่แตกต่างกันไปเป็นหลายรูป คือ หน่วยผันคำ หรือ วิภัตติ ที่ประกอบเข้าข้างท้ายคำ หน่วยผันคำ ที่ประกอบเข้า ข้างท้ายคำ นาม คำ สรรพนาม คำ บอกจำ นวนคำ ขยายนาม ฯลฯ จะแสดงความ หมายทางไวยากรณ์ ๓ ประการ คือ การก, เพศ และพจน์ ส่วนหน่วยผันคำ ที่ ประกอบเข้าข้างท้ายคำ กริยาหลักของประโยค จะแสดงความหมายทางไวยากรณ์ ๕ ประการ คือ กาล, มาลา, วาจก, บุรุษ และ พจน์ ๙ มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันแต่ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตก็เป็นคนละภาษากัน ย่อมมีลักษณะหลายประการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่สำ คัญคือความแตกต่าง ในด้านไวยากรณ์ ระบบเสียง และด้านวงศัพท์
๓. ความแตกต่างระหว่างภาษาบาลี - สันสกฤตกับภาษาไทย ภาษาบาลีและสันสกฤตกับภาษาไทยมีความแตกต่างกันหลายประการ สรุปได้ดังนี้ ภาษาบาลีและสันสกฤต ภาษาไทย เป็น ป็ ภาษาในตระกูลกูอินอิโด-อารยันยัซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ สาขาของภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน เป็นภาษาในตระกูลไท ซึ่งเป็นสาขาของ ภาษาตระกูลไท-กะได เป็นภาษามีวิภัตติปัจจัย มีหน่วยผันคำ บอกหน้าน้ที่แ ที่ ละความหมายทางไวยากรณ์ ของคำ เป็นภาษาคำ โดด ไม่มีหน่วยผันคำ ลำ ดับดัคำ ที่เ ที่ ปลี่ย ลี่ นไปไม่มีม่ผมีลให้คห้วามหมาย ของประโยคเปลี่ยนแปลง แสดงความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์และ ความหมายด้วยตำ แหน่งและการเรียงคำ ในประโยค มีโครงสร้างประโยคแบบ ประธาน - กรรม - กริยา (SOV) มีโครงสร้างประโยคแบบ ประธาน - กริยา - กรรม (SVO) วางหน่วยขยายไว้หน้าหน่วยหลัก วางหน่วยหลักไว้หน้าหน่วยขยาย มีหน่วยคำ ไม่อิสระจำ นวนมาก คำ ส่วนใหญ่มีหลายพยางค์ ไม่มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ หน่วยคำ ส่วนใหญ่เป็นหน่วยคำ อิสระ คำ ส่วนใหญ่มี ๑ - ๓ พยางค์ มีหน่วยเสียงวรรณยุกต์ ไม่มีกฎการสนธิตายตัวในลักษณะที่จะ ทำ นายการเกิดสนธิล่วงหน้าได้ เมื่อ มื่ หน่วน่ยเสียสีง ๒ หน่วน่ยมาอยู่ปยู่ ระชิดชิกันกั จะสนธิกัน ๑๐
๔. ลักษณะของคำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย รูปเขียนคำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ใช้ตาม รูปเขียนภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม โดยไม่คำ นึงว่าคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม จะออกเสียงอย่างไร ๑. ลักษณะทางรูปเขียน ๑.๑ การใช้อักษรบางตัวที่ไม่นิยมใช้เขียนคำ ภาษาไทย อักษรบางตัวที่พบมากในคำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤต แต่พบน้อย หรือบางตัวไม่พบในคำ ภาษาไทยเลย ได้แก่ ฆ, ณ, ฎ, ฏ, ฐ, ฑ, ฒ, ณ, ภ, ศ, ษ, พ, ฤ, ฤๅ ตัวอักษร คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤต คำ ภาษาไทย ท. ฐิติ ท. อัฐ ท. รัฐ < บ. ฐิติ < บ. อฏฺฐิ < บ. รฏฺฐ ฐ - ท. ฆาต ท. เมฆ ท. ฆราวาส < บ. ส. ฆาต < บ. ส. เมฆ < บ. ฆราวาส ฆ ฆ่า, เฆียน, ฆ้อง ท. ฌาน ท. อัชฌาสัย ท. อัชฌัตติก- < บ. ฌาน < บ. อชฺฌาสย < บ. อชฺฌตฺติก ฌ ท. ชฎา ท. กรกฎา ท. ราษฎร < บ. ส. ชฏา < ส. กรฺกฏ < ส. ราษฺฏร ฎ ท. ปฏิกูล ท. ปฏิบัติ ท. ปฏิเสธ < บ. ปฏิกฺกูล < บ. ปฏิปตฺติ < บ. ปฏิเสธ ฏ - - - ๑๑
ตัวอักษร คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤต คำ ภาษาไทย ท. บัณฑิต ท. ครุฑ ท. กรีฑา < บ. ส. ปณฺฑิต < ส. ครุฑ < ส. กฺรีฑา ฑ ท. วุฒิ ท. พัฒนา < บ. วุฑฺฒิ < บ. วฑฺฒน ฒ ท. ธรณี ท. วิญญาณ ท. สามเณร < บ. ส. ธรณี < บ. วิญฺญาณ < บ. สามเณร ณ ท. ภัย ท. ครรภ์ ท. ภาษา < บ. ส. ภัย < ส. ครฺภ < ส. ภาษา ภ - - เฒ่า - ท. ศาลา ท. ศาสตร์ ท. ศูนย์ < ส. ศาลา < ส. ศาสฺตฺร < ส. ศูนฺย ศ ศอก, ศึก, เศิก, เศร้า ท. รักษา ท. บริษัท ท. บุษบา < ส. รกฺษา < ส. ปริษทฺ < ส. ปุษฺป ษ ท. หฤทัย ท. ทฤษฎี ท. พฤกษ์ < ส. หฤทย < ส. ทฤษฺฏิ < ส. วฤกฺษ ฤ ฤๅ ท. ฤๅษี < ส. ฤษิ - - - คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยบางคำ แม้จะใช้รูปอักษร ที่ไม่ใช้กับคำ ภาษาไทย แต่เมื่อสอบกลับไปที่รูปในภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม พบว่ารูปในภาษาไทยอาจไม่ตรงกับรูปที่ใช้ในภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม เช่น ท. ฤๅษี ท. นฤพาน ท. นฤบาล < ส. ฤษิ; บ. อิสิ < ส. นิรฺวาณ; บ. นิพฺพาน < ส. นร-ปาล ๑๒
๑.๒ การใช้ตัวการันต์ท้ายคำ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยจะมีจุดเด่นที่สังเกตได้ชัด ประการหนึ่งคือ มักใช้ตัวการันต์ในตำ แหน่งสุดท้ายของคำ การใช้ตัวการันต์นี้สัมพันธ์ กับกัการปรับรัเสียสีงของคำ ภาษาบาลีแลีละสันสัสกฤตให้เห้ข้าข้กับกัระบบเสียสีงภาษาไทยด้วด้ยเป็น ป็ วิธีวิธี ลดจำ นวนพยางค์ขค์องคำ ภาษาบาลีแลีละสันสัสกฤตลงเพื่อ พื่ ให้อห้อกเสียสีงภาษาไทยได้สด้ะดวก การใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตเพื่อกำ กับอักษรให้เป็นตัวการันต์ ซึ่งใช้กับ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตนั้น มีข้อยกเว้นดังนี้ ๑) ไม่ใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตกำ กับบน ร, ธ, ญ ถ้าอักษรที่อยู่หน้า ร, ธ, ญ ใช้เป็นตัวสะกดหรือเป็นส่วนหนึ่งของตัวสะกด เช่น บ. ส. พุทฺธ > ท. พุทธ บ. วชิร; ส. วชฺร > ท. เพชร ส. มิตร > ท. มิตร ๒) ไม่ใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตกำ กับบน ร และ ห ที่ปรากฏอยู่กลางคำ และไม่ออกเสียง เช่น บ. ส. พฺราหฺมณ > ท. พราหมณ์ บ. ส. พฺรหฺม > ท. พรหม ส. ปฺรารฺถนา > ท. ปรารถนา ๑๓
๑.๓ การแทรก ร เข้าภายในคำ ๑) คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยจำ นวนมาก ได้แทรก ร เข้าไป ภายในคำ คำ ที่มี ร แทรกอยู่นี้ อาจทำ ให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นรูปเดิมของภาษา สันสกฤต ทั้ง ๆที่คำ นั้นอาจยืมมาจากภาษาบาลี เช่น บ. ปาโมชฺช (ส. ปฺราโมทฺย) > ท. ปราโมช บ. ปากฏ (ส. ปฺรกฏ) > ท. ปรากฏ บ. มาตา (ส. มาตฤ) > ท. มารดา ๒) คำ บางคำ เมื่อแทรก ร แล้ว จำ เป็นต้องปรับรูปเขียนในภาษาไทยไปบ้าง เล็กน้อยด้วย เช่น เพิ่มรูปวิสรรชนีย์ (ะ) หรือเพิ่ม ห ในกรณีที่ออกเสียงแบบอักษรนำ เช่น บ. ปวตฺติ; (ส. ปฺรวฤตฺติ) > ท. ประวัติ บ. ส. กนก > ท. กระหนก ๓)คำ ยืมยืภาษาบาลีแลีละสันสัสกฤตบางคำ ใช้ทั้ช้ง ทั้ รูปรูที่มี ที่ มีรแทรกและไม่มีม่ มีร แทรก เช่น บ. ส. นิมิตฺต > ท. นิมิต, นิมิตร บ. ปกติ (ส. ปฺรกฤติ) > ท. ปกติ, ปรกติ ๔) คำ ยืมยืภาษาบาลีแลีละสันสัสกฤตใช้ทั้ช้ง ทั้ รูปรูที่ไที่ ม่มีม่ มีร แทรก และรูปรูที่มี ที่ มีร แทรก รูปที่ไม่มี ร แทรกเป็นรูปที่ใช้ในภาษาทั่วไป ส่วนรูปที่มี ร แทรก พบในวรรณคดี เช่น รูปที่ใช้ในภาษาทั่วไป รูปที่ใช้ในวรรณคดี ส. กฺษิร > ท. เกษียร กระเษียร ส. กฺษกฺตฺริตฺยริ> ท. กษัตษัริย์ริย์กระษัตษัริย์ริย์ ๕) คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตบางคำ ใช้ทั้งมี ร กับรูปไม่มี ร แต่ใช้ต่าง ความหมายกันกัเช่นช่ บ. ส. มายา > ท. มายา “สิ่ง สิ่ ลวงตาให้เห้ข้าข้ใจผิดผิจากความเป็น ป็ จริงริ” มารยา “จริตริหรือรืการกระทำ ที่แ ที่ สร้งร้ทำ ให้ผู้ห้อื่ผู้ น อื่ หลงเชื่อ ชื่ ” ๑๔
๑.๔ ตัดรูปพยัญชนะที่ซ้อนกันออก คำ ยืมภาษาบาลีที่มีรูปพยัญชนะซ้อนกันอยู่ ถ้ามีรูปสระตามมา หรือเป็นตัว ที่ไม่ออกเสียงซึ่งมีรูปเครื่องหมายทัณฑฆาตกำ กับอยู่ หรือมีพยัญชนะอีกตัวหนึ่ง เป็นตัวสะกดจะคงรูปพยัญชนะซ้อนไว้ แต่ถ้าไม่มีรูปสระตามมาไม่มีเครื่องหมาย ทัณฑฆาตกำ กับ หรือไม่มีตัวสะกดตามมาจะตัดรูปพยัญชนะที่ซ้อนออกตัวหนึ่ง เช่น ใช้รูปพยัญชนะซ้อน ตัดรูปพยัญชนะที่ซ้อนออกตัวหนึ่ง กิจจา กิจ สัจจะ, สัจจา สัจธรรม จิตต์ จิต ๑.๕ การใช้รูปวิสรรชนีย์ ๑) คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยปัจจุบันมีขนบในการเขียน เฉพาะ จะไม่ใม่ช้รูช้ปรูวิสวิรรชนีย์นีย์(ะ) กลางคำ แต่ใต่ช้รูช้ปรูวิสวิรรชนีย์นีเย์ฉพาะในตำ แหน่งน่ท้าท้ยคำ เช่น ท. เทวโลก < บ. เทวโลก เทียบ ท. เทวะ < บ. เทว ท. ธรรมศาสตร์ < บ. ธรฺมศาสฺตฺรฺ เทียบ ท. ธรรมะ < บ. ธรฺม ๒) คำ ที่ใช้รูปวิสรรชนีย์กลางคำ พบแต่ในพยางค์ กระ- และ ประ- ที่อยู่ต้นคำ เช่น ส. ปฺรมาณ > ท. ประมาณ ส. ปฺรโยชน > ท. ประโยชน์ ๑๕
๑.๖ ไม่ใช้เครื่องหมายไม้ไต่คู้ เครื่องหมายไม้ไต่คู้ ( ) เป็นเครื่องหมายที่ใช้เขียนคำ ที่ออกเสียงสั้น ทั้งคำ ที่เป็นคำ ภาษาไทยแท้ และคำ ที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศอื่นซึ่งไม่ใช่คำ ภาษาบาลี และสันสกฤต ดังนี้ คำ ภาษาไทยแท้ เช่น เป็น, เห็น, เข็น คำ ภาษาต่างประเทศอื่น เช่น เพ็ญ < ข. เพญ เซ็งลี้ < จ. (แต้จิ๋ว) เซ็น < อ. sign แต่คำ ยืมจากภาษาบาลีและสันสกฤตจะไม่ใช้เครื่องหมายไม้ไต่คู้ แม้ว่า จะเป็นคำ ที่ออกเสียงสั้นก็ตาม เช่น บ. ส. ปญฺจ > ท. เบญจส. วชฺร; บ. วชิร > ท. เพชร ๑.๗ ไม่ใช้รูปวรรณยุกต์ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นคำ ที่ไม่มีรูป วรรณยุกต์กำ กับ เช่น บ. ส. ทาน > ท. ทาน มีเสียงวรรณยุกต์ /สามัญ/ บ. ส. สิทฺธิ > ท. สิทธิ์ มีเสียงวรรณยุกต์ /เอก/ บ. ส. ลาภ > ท. ลาภ มีเสียงวรรณยุกต์ /โท/ ส. วฺรต > ท. พรต มีเสียงวรรณยุกต์ /ตรี/ ส. ศีล > ท. ศีล มีเสียงวรรณยุกต์ /จัตวา/ ๑๖
คำ ยืมยืภาษาบาลีแลีละสันสัสกฤตในภาษาไทยที่มี ที่ รูมีปรูวรรณยุกยุต์อต์ยู่ด้ยู่ วด้ย พบไม่มม่ากนักนั ส่วนใหญ่เป็นคำ ที่ใช้ร่วมกับรูปวรรณยุกต์เอก เช่น บ. ส. เทห > ท. เท่ห์ ส. เสฺนห > ท. เสน่ห์ น่าสังเกตว่า คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีรูปวรรณยุกต์เอกอยู่ด้วยนั้น มักเป็นคำ ที่ใช้รูป -ห์ ท้ายคำ ๑.๙ คำ ที่ยื ที่ ม ยื มาจากภาษาบาลีจ ลี ะตัดตัรูป รู ฏฺ หน้า น้ ฐ และรูป รู ฑฺ หน้า น้ ฒ ออก ๑) คำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี และในภาษาบาลีใช้รูป ฏฺฐ เมื่อยืม เข้ามาใช้ในภาษาไทยจะใช้รูปแตกต่างกันดังนี้ ตัด ฏ ออก ใช้แต่รูป ฐ เมื่อไม่มีรูป -า- หรือ -ั ตามมา เช่น รัฐ < บ. รฏฺฐ รัฐบาล < บ. รฏฺฐ + บ. ส. ปาล ใช้รูป ฏฐ เมื่อมีรูป -า-, -ั หรือ -ิ ตามมา เช่น รัฏฐาธิปัตย์ < บ. รฏฺฐ + ส. อธิปตฺย จิรัฏฐิติกาล < บ. จิรฏฺฐิติ + บ. ส. กาล ๑.๘ ใช้รูป รร กับคำ ยืมภาษาสันสกฤต คำ ยืมภาษาสันสกฤตในภาษาไทย จะใช้รูป -รร- (ร หัน) เขียนแทน รูป รฺ ในภาษาสันสกฤตเดิมซึ่งมีเสียงสระ /-ะ/ หรือ /-า/ อยู่ข้างหน้ารูป รฺ นั้น เช่น ส. กรฺมนฺ > ท. กรรม ส. มรฺยาทา > ท. มรรยาท, มารยาท ๑๗
๒.ลักษณะรูปคำ ๑๘ ๑) คำ เดียวกันมีหลายรูป ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาที่คำ สามารถผันรูปไปได้หลายรูปเพื่อแสดงความ หมายทางไวยากรณ์และบอกความสัมพันธ์เชิงวากยสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน คำ ที่ผันไปแม้ จะมีความหมายทางไวยากรณ์แตกต่างกัน แต่ความหมายประจำ คำ ไม่ต่างกัน เช่น ในภาษาบาลี คำ ว่า ราชา สามารถผันเป็นรูปต่างๆ ได้ ๑๓ รูป ได้แก่ ราชา, ราชานํ, รญฺญา, ราชินา, รญฺโญ , ราชิโน, ราชินิ, ราช,ราชาโน, ราชูหิ, รฺญฺญํเอา, ราชูนํ, ราชูสุ ทุก รูปมีความหมายประจำ คำ เหมือนกันว่า "พระราชา" กาย-กายา-กายิน-กายี-กาเยศ เดช-เดชะ-เดชา-เดโช-เตชะ เทวะ-เทวา-เทวัญ-เทเวศ นาค-นาคะ-นาคา-นาคี ชีพ-ชีวะ-ชีวา-ชีวี-ชีวิน-ชีเวศ โลก-โลกา-โลเกศ มาตุ-มาตา-มาดา สุรีย์-สุริยะ-สุริยา-สุริโย-สุริยัน-สุริเยศ หัสดิน-หัสดี-หัสตินา อยุธย์-อยุธยา-อยุธเยศ ตัวอย่างเพิ่มเติม ๒) รูปรูฑฺฒฑฺในภาษาบาลีเลีดิมดิเมื่อ มื่ ยืมยืเข้าข้มาใช้ใช้นภาษาไทยจะลดรูปรูฑฺ ออกจน หมดเช่นช่ ท. วุฒิวุ ,ฒิพุฒิพุฒิ< บ. วุฑฺวุฒิฑฺฒิ ท. วัฒวันา, วัฒวัน-, พัฒพันา, พัฒพัน์,น์พัฒพัน- < บ. วฑฺฒฑฺน
๑๙ นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย เลื้อยบ่ทำ เดโช แช่มช้า (โคลงโลกนิติ) ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลดาพวง ไม่เห็นดวงสุริยาเวลาไร (นิราศเมืองแกลง) กวีใช้รูปแปรดังกล่าวข้างต้นเพื่อประโยชน์ในการหลากคำ และเพื่อสร้างเสียงสัมผัสที่ ประณีตไพเราะในงานประพันธ์ของตน เช่น ๒) มีรูปเหมือนคำ ภาษาไทยแท้ คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตที่ยืมเข้ามาใช้ในภาษาไทยจะเปลี่ยนแปลงไปจนมีระบบเสียง เข้ากับระบบเสียงของคำ ภาษาไทยแท้ หลายคำ มีพยางค์เดียวและมีรูปเขียนที่คล้ายคลึง กับคำ ภาษาไทยแท้มาก เช่น บ. ส. กาย บ. ส. กุหก บ. ครุ, คุรุ; ส. คุรุ บ. ส. เวลา บ. ส. ลามก บ. ส. โลก บ. ส. อายุ (ร่าง)กาย โกหก ครู เพล, เวลา ลามก โลก อายุ
๓.ความหมาย ๑. มีความหมายเหมือนคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีความหมายเหมือนคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม ส่วนใหญ่มักเป็นคำ ที่ยืมมาจากคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีความหมายเดียว เช่น ท. อุทก "น้ำ " ท. พหุ-, พหู- "มาก" ๒. มีความหมายแตกต่างกับคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตที่มีความหมายแตกต่างกับคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิม ส่วนใหญ่ยืมมาจากคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตเดิมที่มีหลายความหมาย เมื่อยืมเข้ามาใช้ ในภาษาไทย ใช้แต่เพียงบางความหมาย ทำ ให้คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตมีความ หมายแคบกว่าคำ ภาษาเดิม มีเพียงส่วนน้อยที่ใช้ในความหมายที่กว้างกว่าคำ ภาษาเดิม และมีคำ จำ นวนมาก นอกจากจะใช้ในความหมายที่แคบกว่าคำ ภาษาเดิมแล้ว ยังใช้ในความหมายที่แตกต่างกับคำ ภาษาเดิมด้วย บ. ส. อุทก "น้ำ " บ. ส. พหุ "มาก" ๒๐
๔. การเลือกรับคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทย ๑.เลือกคำ ภาษาบาลีหรือคำ ภาษาสันสกฤตภาษาใดภาษาหนึ่งมาใช้ ๑.๒ เลือกรับแต่คำ ภาษาบาลี เช่น ท. กังขา ท. ขันติ ท. จุติ ท. ฌาน ท. ญาติ ท. เถร ท. ทัพพี ท. ปุถุชน ท. พหูสูต ท. มิจฉา < บ. กงฺขา < บ. ขนฺติ < บ. จุติ < บ. ฌาน < บ. ฌาติ < บ. เถร < บ. ทพฺพี < บ. ปุถุชน < บ. พหุ(สฺ)สุต < บ. มิจฺฉา (ส. กางฺกฺษา) (ส. กฺษานฺติ) (ส. จฺยุติ) (ส. ธฺยาน) (ส. ชฺญาติ) (ส. สฺถวีร) (ส. ทรฺวี) (ส. ปฤถคฺชน) (ส. พหุศฺรุต) (ส. มิถฺยา) ๒๑
๑.๓ เลือกรับแต่คำ ภาษาสันสกฤต เช่น ท. กรกฎ ท.จักรพรรดิ ท. ทรัพย์ ท.ตรรกะ ท. ปิศาจ, ปีศาจ ท. พยายาม ท. พฤษภ ท. รักษา ท. ศพ ท. สดุดี ส. กรฺกฏ ส. จกฺรวรฺตินฺ ส. ทฺรวฺย ส. ตรฺก ส. ปิศาจ ส. วฺยายาม ส. วฤษภ ส. รกฺษา ส. ศว ส. สฺตุตี (บ. บกฺกฏ) (บ. จกฺกวตฺติ) (บ. ทพฺพ) (บ. ตกฺก) (บ. ปิสาจ) (บ. วายาม) (บ. วสภ) (บ. รกฺขา) (บ. ฉว) (บ. ถุติ) ๒๒
๕. รับคำ เดียวกันแล้วนำ มาใช้เป็นคำ หลายคำ ในภาษาไทย คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตบางคำ เมื่อยืมเข้ามาใช้ในภาษาไทย จะมีรูปและ ความหมายเปลี่ยนไป กลายเป็นคำ ที่แตกต่างกัน ๒ คำ ในภาษาไทย เช่น ๒๓ บ. ส. วร “ประเสริฐ, งามเลือกสรร, พร, สิ่งที่เลือก, สิ่งที่ปรารถนา ฯลฯ” ท. วร- “ประเสริฐ” ท. พร “คำ พูดมงคลที่ให้แก่ผู้อื่น” บ. ส. วายุ “ลม ลมหายใจ ลมปราณ เทพเจ้าแห่งลม” ท. วายุ “ลม, เทพเจ้าแห่งลม” ท. พายุ “ลมหรือลมฝนที่มีกำ ลังแรง มากและมักก่อให้เกิดความเสียหาย” บ. ส. สาธารณ “ทั่วไป, เป็นสมบัติ ของคนทั่วไป, เหมือน, เท่ากัน” ท. สาธารณะ “ทั่วไป, เป็นสมบัติร่วม ของประชาชน” ท.สาธารณ์ “ชั่วช้า, ต่ำ ทราม” บ. ส. สุข “ดี, สบาย, พอใจ, ง่าย, รื่นรมย์, ความดี, ความสบาย, สะดวกสบาย, ฯลฯ” ท. สุข “รู้สึกพอใจ, ยินดี, รื่นรมย์” ท. สุขา “ห้องน้ำ , ห้องสำ หรับขับถ่าย” บ. ส. เทวี “เทวดาผู้หญิง, ชายาของพระราชา, เจ้าหญิง” ท. เทวี “ชายาของพระราชา” ท. เทพี “นางงามประกวดระดับ ท้องถิ่น”
๖. การใช้คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย ๑. ใช้เป็นคำ ทั่วไป คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตจำ นวนมากยืมเข้ามาใช้ในภาษาไทยทั่วไป ในฐานะเป็นคำ ที่จำ เป็นต้องใช้ในชีวิตประจำ วันโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือหาคำ อื่นที่กะทัดรัดและ สื่อความหมายได้ดีเท่ามาใช้แทนได้ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยที่ใช้เป็น คำ ทั่วไปเป็นคำ ศัพท์ที่อยู่ในวงคำ ศัพท์ต่างๆ แทบทุกวงศัพท์ ยกเว้น คำ ศัพท์ด้านอาหารการกิน ดังนี้ ๑.๑) ใช้เป็นคำ ที่มีความหมายกว้างเรียกรวมคำ หลายคำ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน (generic term) เช่น ท. กิริยา (< บ. กิริยา) ใช้เป็นคำ เรียกรวมการยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ ท. ญาติ (< บ. ญาติ เอาออก) ใช้เป็นคำ เรียกรวมบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือทางการแต่งงาน ท. ธาตุ (< บ. ส. ธาตุ) ใช้เป็นคำ เรียกรวมสสารพื้นฐานซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ สารประกอบต่างๆ ท. สัตว์ (< ส. สตฺตฺว) ใช้เป็นคำ เรียกรวมสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่แตกต่างจากพืช ๑.๒) ใช้เป็นชื่อเรียกพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ เช่น ท.กรรณิการ์ ท.ชมพู่ ท.หงส์ ส. กรฺณิการ บ.ส. ชมฺพุ บ. บงฺส; ส. หํส ๒๔
ท. พฤหัสบดี ท. ศุกร์ ท.กุมภ์ ๑.๓) ใช้เป็นชื่อเรียกดาวนพเคราะห์ วัน และจักรราศี เช่น ส. วฤหสฺปติ ส. ศุกฺร บ.ส. กุมฺภ ๑.๔) ใช้เป็นชื่อเรียกอัญมณี เช่น ท.นิล ท.เพชร บ.ส. นีล ส. วชฺร ๑.๕) ใช้เป็นศัพท์เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา เช่น ท. กรรม ส.กรฺมนฺ ท. กิเลส ท. เทวดา ท. นรก ท. บาป บ.กิเลส บ.ส.เทวตา บ.ส.นรก บ.ส.ปาป ๒๕
๑.๖) ใช้เป็นชื่อเรียกสิ่งในธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆทางธรรมชาติ เช่น ท. อากาศ ท. ฤดู ท. เวลา ส. อากาศ ส. ฤตุ บ. ส. เวลา ๑.๗) ใช้เป็นคำ เรียกความคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมต่างๆ เช่น ท. ฐานะ ท. ทิศ ท. มิติ บ. ฐาน ส. ทิศฺ บ. ส. มิติ ๑.๘) ใช้เป็นศัพท์ทางการศึกษา เช่น ท. ครู ท. นิสิต ท. วิชา บ. ครุ, คุรุ; ส. คุรุ บ. นิสฺสิตก บ. วิชฺชา ๑.๙) ใช้เป็นชื่อเรียกสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น ๒๖ ท. ทัพพี ท. ธูป ท. รถ บ. ทพฺพี บ. ส. ธูป บ. ส. รถ
๒๗ ๑.๑๐) ใช้เป็นศัพท์ทางการปกครอง เช่น ท. กษัตริย์ ท. ชาติ ท. ทวีป ส.กฺษตฺริย บ. ส. ชาติ ส. ทฺวีป ๑.๑๑) ใช้เป็นคำ นามที่สำ คัญอื่นๆ เช่น ท. ปฏิทิน ท. พิษ ท. โลก บ. ปฏิทิน ส. วีษ บ. ส. โลก ๑.๑๒) ใช้เป็นคำ กริยาสามัญ เช่น ท. กตัญญู ท. บูชา ท. ปรารถนา บ. กตญฺญู บ. ส. ปูชา ส. ปฺรารฺถนา ๒. ใช้เป็นคำ สุภาพ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตบางคำ ใช้เป็นคำ สุภาพแทนคำ ภาษาไทยซึ่งเป็นคำ ไม่สุภาพหรือเป็นคำ หยาบ เช่น
๒๘ ท. สุนัข ท. สามี ท. ศพ ท. อุจจาระ ท. ปัสสาวะ บ. สุนข บ. สามี ส. ศว บ อุจฺจาร. บ. ปสฺสาว ๓. ใช้เป็นคำ ทางการ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตบางคำ ใช้เป็นคำ ที่เป็นทางการ จึงมักปรากฏในงาน เขียนทางวิชาการ หนังสือราชการ หรือในการพูดที่ต้องการความเป็นทางการ เช่น คำ ทางการ คำ ไม่ทางการ โค ฌาปนกิจ สุรา อาคาร วัว เผาศพ เหล้า ตึก (บ.ส. โค) (บ. ฌาปณกิจฺจ) (บ.ส. สุรา) (บ.ส. อาคาร) ๔. ใช้สร้างศัพท์บัญญัติ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตนิยมนำ มาใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือใช้สร้างศัพท์บัญญัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้รูปคำ ภาษาอังกฤษหรือภาษาตะวันตกอื่นโดยตรง ผู้บัญญัติศัพท์นิยม ใช้คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตมาบัญญัติศัพท์ด้วยสาเหตุหลายประการ ดังนี้
๒๙ ๑) ภาษาไทยนิยมนำ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตมารวมกันเพื่อสร้างเป็นคำ ใหม่ ๒) ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน เช่นเดียวกับภาษา อังกฤษและภาษาตะวันตกอื่นๆ จึงสามารถเลือกใช้คำ ภาษาบาลีและสันสกฤตที่เป็น คำ ร่วมเชื้อสายเดียวกับคำ ที่ต้องการบัญญัติ ๓) คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยคำ เดียวกันอาจมีรูปแปรหลายรูป เช่น วิทยา (< ส. วิทฺยา) มีรูปแปร ๘ รูป ได้แก่ วิทย์, วิทยา, วิทย- วิทยะ, พิทย์, พิทยา พิทย- พิทยะ ทำ ให้คำ คำ เดียวกันมีรูปให้เลือกมาก ผู้บัญญัติศัพท์สามารถเลือกรูปที่ เหมาะสมมาสร้างเป็นศัพท์บัญญัติที่ต้องการได้ ๔) คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตที่ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ มีลักษณะกระชับ กินความ หมายลึกซึ้ง และทำ ให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเป็นศัพท์ทางวิชาการ แตกต่างกับศัพท์บัญญัติที่ใช้ วีธีแปลอธิบายความที่อาจจะมีลักษณะเยิ่นเย้อ และทำ ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด ๕. ใช้เป็นชื่อเฉพาะ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตจำ นวนมากนำ มาใช้เป็นชื่อเฉพาะหรือผูกเป็นชื่อเฉพาะ ทั้งที่เป็นชื่อบุคคล ชื่อสกุล ชื่อสถานที่ ตัวอย่างชื่อเฉพาะของบุคคล เช่น วิศรุต ส. วิศฺรุต “มีชื่อเสียง” สริตา บ. สริตา “ลำ ธาร แม่น้ำ ”
๓๐ ๖. ใช้เป็นคำ ราชาศัพท์ คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตนิยมใช้เป็นคำ ราชาศัพท์โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ประกอบ หลังคำ ว่าพระ- พระราช- เช่น พระวักกะ "ไต" (< พระ- + วักกะ; วักกะ < บ. วกฺก) พระเสโท "เหงื่อ" (< พระ- + เสโท; เสโท < บ. เสท) พระมัสสุ "หนวด" (< พระ- + มัสสุ; มัสสุ < บ. มสฺสุ) พระอุณหิส "กรอบหน้า" (< พระ- + อุณหิส; อุณหิส < บ. อุณฺหีส) พระเวฐนะ "ผ้าโผกศีรษะ" (< พระ- + เวฐนะ; เวฐนะ < บ. เวฐน) ๗. ใช้เป็นศัพท์ในวรรณคดี คำ ยืมภาษาบาลีและสันสกฤตจำ นวนมากใช้เป็นศัพท์เฉพาะในวรรณคดีเนื่องจาก ภาษาบาลีและสันสกฤตมีคำ พ้องความหมายอยู่จำ นวนมาก เช่น "ช้าง" หัตถี (< บ. หตุถี), หัสดิน (< ส. หสฺตินฺ), คช (< บ. ส. คช), นาค(< บ. ส. นาค), มาตังค์ (< บ. ส. มาตงฺค), กริน (< ส. กรินฺ), กรี (< บ. กรี) ฯลฯ ตัวอย่างชื่อเฉพาะของสถานที่ เช่น ราชภัฏ “ข้าของพระราชา, ทหารของพระราชา บ. ส. ราช “พระราชา” + บ. ภฏฺฏ “ข้ารับใช้, ทหาร”
๓๑ ๗. วิธีสังเกตว่าคำ ใดยืมมาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต ข้อสังเกตต่อไปนี้เป็นหลักกว้างๆ ในการพิจารณาว่า คำ ในภาษาไทยคำ ใดยืมมาจาก ภาษาบาลี คำ ใดยืมมาจากภาษาสันสกฤต ๑. วิธีสังเกตคำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี ๑.๑ คำ ที่เขียนด้วย ฬ คำ ส่วนใหญ่ในภาษาไทยที่เขียนด้วย ฬ มักเป็นคำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี เช่น ท. วิรุฬห์ ท. กีฬา ท. เขฬะ บ. วิรูฬฺห บ. กีฬา บ. เขฬ ๑.๒ คำ ที่ใช้พยัญชนะเหมือนกันซ้อนกัน คำ ยืมภาษาบาลีมักใช้พยัญชนะเหมือนกันซ้อนกัน เช่น ท สักการะ ท. บุคคล ท. วิญญาณ บ. สกฺการ บ. ปุคฺคล บ. วิญฺญาณ *** ในภาษาสันสกฤตก็มีคำ ที่ใช้พยัญชนะเหมือนกันซ้อนกันเช่นกัน แต่มีไม่มากเมื่อ เทียบกับภาษาบาลี
๓๒ เพดานอ่อน เพดานแข็ง ลิ้นม้วน (หน้าเพดาน ) ฟัน ๑.๓ ใช้รูปพยัญชนะประสมซึ่งมีรูปแบบเฉพาะ คำ ที่ยืมจากภาษาบาลีนิยมใช้รูปพยัญชนะประสมซึ่งมีรูปแบบเฉพาะดังนี้ ๑.๓.๑) รูปพยัญชนะประสมซึ่งในภาษาบาลีเดิมใช้แทนเสียงพยัญชนะกักไม่มีกลุ่มลม ตามมาด้วยเสียงพยัญชนะมีกลุ่มลม ซึ่งมีสัทลักษณะเป็นเสียงก้อง หรือไม่ก้อง เหมือนกันและมีที่เกิดเดียวกัน ดังนี้ ที่เกิด เสียงพยัญชนะกัก ไม่มีีกลุ่มลม + มีกลุ่มลม ความก้อง / ไม่ก้อง ไม่ก้อง ก้อง ไม่ก้อง ก้อง ไม่ก้อง ไม่ก้อง ก้อง ไม่ก้อง ก้อง กฺ + ขฺ คฺ + ฆฺ จฺ + ฉฺ ชฺ +ฌฺ ฏฺ + ฐฺ ตฺ + ถฺ ทฺ + ธฺ ปฺ + ผฺ พฺ + ภฺ ริมฝีปาก
๓๓ คำ ภาษาบาลีที่ใช้พยัญชนะประสมรูปแบบเฉพาะดังกล่าวเมื่อยืมเข้ามาใช้ในภาษาไทย ก็ยังคงรักษารูปพยัญชนะประสมตามแบบภาษาบาลีไว้ ท. ทุกข์ ท. กักขฬะ ท. อักขระ รูปพยัญชนะประสม <กข> บ. ทุกฺข บ. กกฺขฬ บ. อกฺขร ท. พยัคฆ์ รูปพยัญชนะประสม <คฆ> บ. วฺยคฺฆ รูปพยัญชนะประสม <จฉ> ท. อิจฉา ท. ปัจฉิม บ. อิจฺฉา บ. ปจฺฉิม รูปพยัญชนะประสม <ชฌ> ท. อัชฌาสัย ท. อัชฌัตติกะ ท. มัชฌิม บ. อชฺฌาสย บ. อชฺฌตฺติก บ. มชฺฌิม
๓๔ ท. อุปัฏฐาก ท. อัฏฐังคิก รูปพยัญชนะประสม <ฏฐ> บ. ปฏฺฐาก บ. อุฏฺฐงฺคิก รูปพยัญชนะประสม <ตถ> รูปพยัญชนะประสม <ทธ> ท. สุทธิ ท. สัทธา บ. สุทฺธิ บ. สทฺธา รูปพยัญชนะประสม <ปผ> ท. วิตถาร ท. วัตถุ ท. หัตถ์ บ. วิตฺถาร บ. วตฺถุ บ. หตฺถ ท. บุปผา บ. ปุปฺผา รูปพยัญชนะประสม <พภ> ท. อัพภาส ท. คัพภะ บ. อพฺภาส บ. คพฺภ
๓๕ ไม่ควรสรุปว่า รูปพยัญชนะประสมดังกล่าวพบแต่ในภาษาบาลีเท่านั้น ภาษาสันสกฤตก็มีรูปพยัญชนะประสม <ชฺฌ>, <ตฺถ> แต่พบน้อยมาก และไม่พบกับ คำ ที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย ส่วนพยัญชนะประสม <จฺฉ>, <ทฺธ> พบดาษดื่นทั้งใน ภาษาบาลีและสันสกฤต รวมทั้งคำ ภาษาบาลีและสันสกฤตที่ยืมเข้ามาในภาษาไทย ๑.๔) คำ ส่วนใหญ่ที่ขึ้นต้นด้วยหน่วยคำ เติมหน้า ปฏิ- คำ ส่วนใหญ่ที่ขึ้นต้นด้วยหน่วยคำ เติมหน้า ปฏิ- เป็นคำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี โดยตรง เช่น ท. ปฏิบัติ ท. ปฏิวัติ ท. ปฏิรูป ท. ปฏิมา ท. ปฏิสนธิ บ. ปฏิปตฺติ บ. ปฏิวตฺติ บ. ปฏิรูป บ. ปฏิมา บ. ปฏิสนฺธิ มีศัพท์บัญญัติใหม่ๆ จำ นวนมาก ที่คนไทยสร้างขึ้นโดยใช้หน่วยคำ เติมหน้า ปฏิ- เช่น ปฏิกรณ์, ปฏิกิริยา, ปฏิคม, ปฏิชีวนะ, ปฏิฐาน, ปฏิทัณฑ์ ฯลฯ คำ เหล่านี้ไม่พบใน ภาษาบาลี
๓๖ วรรค หลักพยัญชนะวรรคของภาษาบาลี แถว ๑ แถว ๒ แถว ๓ แถว ๔ แถว ๕ วรรค กะ ฐานคอ ก ข ค ฆ ง วรรค จะ ฐานเพดาน จ ฉ ช ฌ ญ วรรค ฏะ ฐานปุ่มเหงือก ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรค ตะ ฐานฟัน วรรค ปะ ฐานริมฝีปาก ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ(อัง)
๓๗ หลักตัวสะกดตามภาษาบาลี ๑. คำ บาลี เมื่อมีตัวสะกดต้องมีตัวตาม ๒. พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดได้ คือ พยัญชนะแถวที่ ๑, ๓, ๕ ๓. พยัญชนะแถวที่ ๑ สะกด พยัญชนะแถวที่ ๑, ๒ ในวรรคเดียวกันตาม เช่น สักกะ ทุกข์ สัจจะ มัจฉา อิตถี หัตถ์ บุปผา ฯลฯ ๔. พยัญชนะแถวที่ ๓ สะกด พยัญชนะแถวที่ ๓, ๔ ในวรรคเดียวกันเป็นตัว ตาม เช่น พยัคฆ์ พุทธ อัคคี อัชฌาสัย อวิชชา ฯลฯ ๕. พยัญชนะแถวที่ ๕ สะกด พยัญชนะทุกตัวในวรรคเดียวกันตามได้ เช่น สังข์ องค์ สงฆ์ สัญชาติ สัณฐาน สันดาป สันธาน สัมผัส สัมพันธ์ คัมภีร์ อัมพร ฯลฯ ๖. พยัญชนะเศษวรรค เป็นตัวสะกดได้บางตัว เช่น อัยกา มัลลิกา วิรุฬห์ ชิวหา ฯลฯ
๓๘ ๒. วิธีสังเกตคำ ที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต ๒.๑) นิยมใช้รูป <รร> (ร หัน) คำ ที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤตนิยมใช้รูป <รร> (ร หัน) ซึ่งเปลี่ยนมาจากรูป รฺ เป็นรูปแทนเสียงพยัญชนะ อยู่ระหว่างเสียงสระ /a/ หรือ /aa/ กับเสียงพยัญชนะอื่น เช่น ท. ครรภ์ ท. บรรยาย ท. ภรรยา ส. ครฺภ ส. ปรฺยาย ส. ภารฺยา *** คำ ในภาษาไทยที่ใช้รูป <รร> ไม่ได้ยืมมาจากภาษาสันสกฤตทุกกรณี มีคำ จำ นวนไม่น้อยที่ยืมมาจากภาษาเขมร และบางคำ อาจเป็นรูปแปรของคำ อื่น ๒.๒) นิยมใช้ -ร ประสมกับพยัญชนะอื่น คำ ยืมภาษาสันสกฤตจำ นวนมาก ที่ใช้ในภาษาไทยเป็นคำ ที่ใช้รูป <-ร> ประสมกับ พยัญชนะอื่น ในขณะที่คำ ยืมภาษาบาลีไม่ปรากฏลักษณะเช่นนี้ รูป <-ร> ที่ประสมกับ พยัญชนะอื่นมีลักษณะ ดังนี้ ๑) ใช้ <-ร> กล้ำ กับ <ก->, <ค->, <ท->, <ป-> และ <ต-> และออกเสียง ร่วมกันเป็นเสียงพยัญชนะประสม เช่น ท. โกรธ ท. นิทรา ท. ปราสาท ส. โกฺรธ ส. นิทฺรา ส. ปฺราสาท
๓๙ ท. จักร ท. สมัคร ท. มิตร ส. จกฺร ส. สมคฺร ส. มิตฺร ๒) ใช้ <-ร> ตามหลัง <ก->, <ค->, <ช->, <ต-> และ <ท-> เพื่อใช้เป็น ตัวสะกดร่วมกัน เช่น ท. มนตร์ ท. ศาสตร์ ท. จันทร์ ส. มนฺตฺร ส. ศาสฺตฺร ส. จนฺทฺร ๓) ใช้ <-ร> ตามหลัง <ต-> และ <ท-> และใช้เครื่องหมายทัณฑฆาตกำ กับ บนตัว <-ร> เพื่อใช้เป็นตัวการันต์ร่วมกัน เช่น ท. พุทรา ท. ทรัพย์ ท. อินทรีย์ ส. พทร ส. ทฺรวฺย ส. อินฺทฺริย ๔) ใช้ <-ร> ตามหลัง <ท-> และ <ทร-> แล้วออกเสียงเป็น /ซ-/ ไม่ว่า คำ ภาษาสันสัสกฤตซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ ที่ม ที่ าของรูปรู<ทร-> ในภาษาไทยจะใช้ ร เป็น ป็ พยัญยัชนะควบกล้ำ หรือไม่ก็ตาม เช่น *** ในภาษาไทยมีคำ อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้รูปพยัญชนะประสม <ทร-> แล้ว ออกเป็นเสียง /ซ-/ แต่ไม่ได้ยืมมาจากภาษาสันสกฤต ส่วนหนึ่งเป็นคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมร ส่วนหนึ่ง เป็นคำ ไทยแท้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นคำ ที่ไม่ทราบที่มาแน่ชัด
๔๐ ๒.๓) ใช้รูป ฤ คำ ในภาษาไทยที่ใช้รูป ฤ ไม่ว่าจะใช้ต้นคำ หรือใช้หลังพยัญชนะอื่น ส่วนใหญ่ยืมมา จากภาษาสันสกฤต เช่น ท. ทฤษฎี ท. หฤทัย ท. พฤกษา ส. ทฤษฺฏิ ส. หฤทย ส. วฤกฺษ *** บางกรณี รูป ฤ ในภาษาไทยไม่ได้เปลี่ยนมาจากรูป ฤ ในภาษาสันสกฤต โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูป -ฤ ที่ใช้ตามหลัง น- รูป นฤ- ในภาษาไทยเป็น รูปแปรของคำ ที่ใช้หน่วยคำ เติมหน้า นิร- (< ส. นิรฺ “ไม่, ปราศจาก”) หรือรูปแปร ของคำ ว่า นร- (< ส. นร “คน”) ๒.๔) ใช้ ศ และ ษ อักอัษร ศ และ ษ ในภาษาไทย ประดิษดิฐ์ขึ้ฐ์น ขึ้ มาเพื่อ พื่ ใช้เช้ขียขีนแทนคำ ภาษาสันสัสกฤต ดังดันั้น นั้ คำ ในภาษาไทยส่วส่นใหญ่ที่ญ่เ ที่ ขียขีนด้วด้ย ศ และ ษ จึงจึมักมัเป็น ป็ คำ ที่ยื ที่ มยืมาจากภาษาสันสัสกฤต เช่นช่ ท. ทิศ ท. บุษบา ท. รักษา ส. ทิศฺ ส. ปุษฺป ส. รกฺษา *** ในภาษาไทยมีคำ ที่ใช้ ศ แต่ไม่ได้ยืมมาจากภาษาสันสกฤตอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ เป็นคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมร บางคำ เป็นคำ ของไทยแท้ บางคำ ไม่รู้ที่มาแน่ชัด และมีกรณีหนึ่งเป็นคำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลี
๔๑ ท. ปราชญ์ ท. ปรัชญา ส. ปฺราชฺญ ส. ปฺรชฺญา รูปพยัญชนะประสม <กย> ท. ศักย์ ท. พากย์ ส. ศกฺย ส. วากฺย รูปพยัญชนะประสม <ชย> ท. พาณิชย์ ส. วาณิชฺย รูปพยัญชนะประสม <ณย> ท. บุณย์ ท. การุณย์ ส. ปุณฺย ส. การุณฺย รูปพยัญชนะประสม <ตย> ท. อาทิตย์ ท. สัตย์ ส. อาทิตฺย ส. สตฺย ๒.๕) ใช้รูปพยัญชนะ <ชญ>, <กย>, <ชย>, <ณย>, <ตย>, <ถย>, <ทย>, <ธย>, <นย> และ <มย> เช่น รูปพยัญชนะประสม <ชญ>
๔๒ รูปพยัญชนะประสม <ทย> ท. วิทย์ ท. วาทยส. วิทฺย ส. วาทฺย รูปพยัญชนะประสม <ธย> ท. มัธยม ท. อัธยาศัย ส. มธฺยม ส. อธฺยาศย รูปพยัญชนะประสม <นย> ท. ศูนย์ ท. สามานย์ ส. ศูนฺย ส. สามานฺย รูปพยัญชนะประสม <มย> ท. รมย์ ส. รมฺย รูปพยัญชนะประสม <ถย> ท. รัถยา ส. รถฺยา ***คำ ยืมยืสันสัสกฤตในภาษาไทยที่ใที่ ช้พช้ยัญยัชนะประสมเหล่าล่นี้ ส่วส่นใหญ่ใญ่ช้พช้ยัญยัชนะตัวตัแรก เป็น ป็ ตัวตัสะกด ใช้เช้ครื่อ รื่ งหมายทัณทัฑฆาตกำ กับกับนพยัญยัชนะตัวตัที่ ๒ บางกรณีแณียกพยัญยัชนะ ตัวตัที่ ๑ ใช้เช้ป็น ป็ เสียสีงพยัญยัชนะท้าท้ยของพยางค์หค์น้าน้และใช้พช้ยัญยัชนะตัวตัที่ ๒ แทนเสียสีง พยัญยัชนะต้นต้ของพยางค์ที่ค์ต ที่ ามมา เกิดกิเป็น ป็ คำ ๒ พยางค์ ที่มี ที่ โมีครงสร้าร้งการลงน้ำ หนักนัแบบ หนักนั-หนักนัหากแทรกพยางค์เค์บาเข้าข้มาระหว่าว่งพยางค์ หนักนั-หนักนักลายเป็น ป็ คำ ที่มี ที่ โมีครงสร้าร้ง การลงน้ำ หนักนัแบบ หนักนั-เบา-หนักนัจะช่วช่ยให้อห้อกเสียสีงเป็น ป็ ธรรมชาติมติากขึ้น ขึ้
แบบฝึกหัดที่ ๑ ภาษาบาลี - สันสกฤต คำ ชี้แจง จำ แนกคำ ที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตดังต่อไปนี้ให้ถูกต้อง (ข้อละ ๐.๕ คะแนน) ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ปฏิเสธ สาลิกา ปกติ กีฬา กิเลส สุริย ปฏิทิน กิริยา โวหาร ครุ ภาษา ศาลา ครุฑ ศีล ทิศ ปราถนา มหาสมุทร กษัตริย์ พิษ รักษา ๔๓
ภาษาเขมร ๔๔
คำ ยืมที่มาจากภาษาเขมร คำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมรในภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากคำ ที่ยืมมา จากภาษาอื่นๆในภาษาไทย เพราะส่วนใหญ่เป็นคำ ภาษาเขมรโบราณ ซึ่งมีใช้อยู่ใน ลุ่มแม่น้ำ เจ้าพระยาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หรือก่อนหน้านั้นและอาจมีภาษา เขมรที่ยืมมาใช้ในภาษาไทยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๔ บ้างแต่ไม่มากนัก เพราะ อักขรวิธีของคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมรในภาษาไทยส่วนมากสอดคล้องกับอักขรวิธี ภาษาเขมรโบราณในศิลาจารึกเขมรโบราณสมัยพระนครและสมัยหลังพระนคร มากกว่าอักขรวิธีของภาษาเขมรปัจจุบัน จารึกสมัยสุโขทัยและอยุธยาปรากฏคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมรโบราณเป็น จำ นวนมากแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของภาษาเขมรในสมัยสุโขทัย ทั้งยังพบแผ่น ลานเงิน ลานทอง ในกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุ กรุงศรีอยุธยา ที่จารด้วยอักษรขอม ภาษาเขมรโบราณ รวมทั้งวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น เช่น มหาชาติคำ หลวง สมุทร โมษคำ ฉันท์ และอนิรุทธคำ ฉันท์ เป็นต้น มีคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมรปะปนอยู่มาก แสดงว่าคำ ที่ยืมมาจากภาษาเขมรน่าจะมีอิทธิพลต่อภาษาไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอน ต้นและมีการใช้สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ๑. ความเป็นมาของคำ ยืมภาษาเขมร ๔๕