The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ (ม.ปลาย)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กิตติมา เนตรพุกกณะ, 2023-03-07 09:03:27

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ (ม.ปลาย)

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ (ม.ปลาย)

Keywords: หลักสูตรวิทยาศาสตร์ (ม.ปลาย)

หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง - พุทธศักราช ๒๕๖๐) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๑


ประกาศโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พุทธศักราช ๒๕๖๓ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๓) ****************** เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต ๑๑ สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและความ เจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ สนองนโยบาย คุณธรรมนำความรู้ ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน ท้องถิ่นและสังคม ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โรงเรียนเกาะพะงันศึกษาได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ ๒๙๓/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๓ ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๓ เป็นต้นไป ทั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษาตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓ (ลงชื่อ) (ลงชื่อ) ว่าที่ร้อยโท (นายจรูญ จงจิตต์) (พลากร ประสงค์) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา


ความนำ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ให้เป็นหลักสูตร แกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับ โลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544) พร้อมกันนี้ได้ปรับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกับ เจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ที่ มุ่งเน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนา หลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของท้องถิ่น (สำนักนายกรัฐมนตรี, 2542) จากการวิจัย และติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรในช่วงระยะ 6 ปีที่ผ่านมา (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2546 ก., 2546 ข., 2548 ก., 2548 ข.; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,2547; สำนัก ผู้ตรวจราชการและติดตามประเมินผล,2548;สุวิมล ว่องวาณิชและนงลักษณ์ วิรัชชัย, 2547; Nutravong, 2002; Kittisunthorn,2003) พบว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เช่น ช่วยส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการศึกษาทำให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และมีแนวคิดและหลักการในการส่งเสริมการ พัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นที่ เป็นปัญหาและความไม่ชัดเจนของหลักสูตรหลายประการทั้งในส่วนของเอกสารหลักสูตร กระบวนการนำ หลักสูตร สู่การปฏิบัติ และผลผลิตที่เกิดจากการใช้หลักสูตร ได้แก่ ปัญหาความสับสนของผู้ปฏิบัติในระดับ สถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาส่วนใหญ่กำหนดสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ไว้มาก ทำให้เกิดปัญหาหลักสูตรแน่น การวัดและประเมินผลไม่สะท้อนมาตรฐาน ส่งผลต่อปัญหาการจัดทำ เอกสารหลักฐานทางการศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียน รวมทั้งปัญหาคุณภาพของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์อันยังไม่เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 ( พ.ศ. 2550 – 2554) ได้ชี้ให้เห็นถึง ความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพคนในสังคมไทยให้ มีคุณธรรม และมีความรอบรู้ อย่างเท่าทัน ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และศีลธรรม สามารถก้าวทันการ เปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สังคมฐานความรู้ได้อย่างมั่นคง แนวการพัฒนาคนดังกล่าวมุ่งเตรียมเด็กและเยาวชน ให้มีพื้นฐานจิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการ ดำรงชีวิต อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2549) ซึ่ง แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุค ศตวรรษที่ 21โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ มี ทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)


๑. ข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา ๑.๑ ข้อมูลทั่วไป โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี รหัสไปรษณีย์ ๘๔๒๘๐ โทรศัพท์๐๗๗-๓๗๗๐๖๖ โทรสาร ๐๗๗ – ๓๗๗๓๕๗ Website.http://www.kss.ac.th E-mail : [email protected] สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๑ ๑.๒ เปิดสอน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ตำบล หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน ตำบล หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน เกาะพะงัน ๑ บ้านท้องศาลา บ้านใต้ ๑ บ้านหน้าทับ ๒ บ้านในสวน ๒ บ้านนอก ๓ บ้านมะเดื่อหวาน ๓ บ้านเหนือ ๔ บ้านวกตุ่ม ๔ บ้านค่าย ๕ บ้านโฉลกบ้านเก่า ๕ บ้านท้องนายปาน ๖ บ้านหินกอง ๖ บ้านหาดริ้น ๗ บ้านโฉลกหลำ เกาะเต่า ๑ บ้านหาดทรายรี ๘ บ้านศรีธนู ๒ บ้านแม่หาด ๓ บ้านโฉลกบ้านเก่า ๒. ข้อมูลด้านการบริหาร ๒.๑ ชื่อ-สกุลผู้บริหาร ว่าที่ร้อยโทพลากร ประสงค์ ดำรงตำแหน่งที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ วันที่ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ - จนถึงปัจจุบัน ๒.๒ ประวัติการก่อตั้งโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา โรงเรียนเกาะพะงันศึกษาเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลาง ได้รับบริจาคที่ดินจากผู้มีจิตศรัทธา จำนวน ๓๕ ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา โดยมีการเคลื่อนไหวการก่อตั้งโรงเรียนดังนี้ พ.ศ. ๒๕๑๕ มีการเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอเกาะพะงัน โดยประชาชน และกรรมการวัดอัมพวัน นำโดย นายบัญชา แท่งทองคำ และกำนันจิ๋ว พิริยสถิต แต่ยังไม่สำเร็จ พ.ศ. ๒๕๑๖ มีการเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งโรงเรียนมัธยมขึ้นอีก มีนายนำ บุญช่วย กำนันตำบล บ้านใต้ และนายนรินทร์ พูลทรัพย์ สารวัตรกำนัน เป็นแกนนำ ดำเนินงานทั้ง ส่วนราชการและเอกชน คือ ขอบริจาคที่ดินจากเจ้าของบ้าง ขอซื้อบ้าง ทั้งขอรับ บริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาบ้าง ได้สำรวจดูที่ไว้หลายแห่ง ในที่สุดก็ได้ที่ตั้งโรงเรียนใน ปัจจุบัน ๒๘ พ.ค. ๒๕๑๖ ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีสั่งให้เปิดรับนักเรียน แต่มีเหตุขัดข้องเป็นอุปสรรค ไม่อาจ เปิดทำการสอนได้ แกนนำผู้ก่อตั้งโรงเรียนต้องดำเนินการจนกระทั้งถึงปี ๒๕๑๗ ๒๘ มี.ค. ๒๕๑๗ ทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีวิทยุแจ้งว่า กรมสามัญศึกษาสั่งให้โรงเรียนเปิดรับนักเรียน ดำเนินการสอนได้ในปีการศึกษา ๒๕๑๗ ขณะนั้นมีนายยุทธชัย ศรีสว่าง


ปลัดอำเภอ ผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอเกาะพะงัน แกนนำและประชาชนช่วยกัน ปรับปรุงสถานที่เรียนเป็นการใหญ่ แต่หาครูมาสอนยากมาก ในที่สุดได้ นายโพธิ์ วิมล เป็นทั้งครูสอนและครูใหญ่ชั่วคราวนับว่าเป็นผู้เสียสละและผู้มีพระคุณทีเดียว มี นักเรียนรุ่นแรกจำนวน ๓๕ คน ๑๕ พ.ค. ๒๕๑๗ เปิดอาคารเรียน เวลา ๙.๓๙ น. เป็นปฐมฤกษ์ให้นักเรียนเข้าห้องเรียน ๑๗ พ.ค. ๒๕๑๗ ทำพิธีเปิดป้ายโรงเรียน โดยนายกระจ่าง ศิรินทรนนท์ เดิมนั้น โรงเรียนมีชื่อว่า โรงเรียนเกาะพะงัน กระทรวงศึกษาธิการสั่งให้เพิ่มคำว่าศึกษา จึงเป็นโรงเรียน เกาะพะงันศึกษา ๓๐ ก.ค. ๒๕๑๗ นายทะนุ นิตย์นรา เป็นครูใหญ่ ทั้งบริหารและสอนในระยะเริ่มแรก มีครูวิระยา เพชรเจริญ ครูบุปผา พุ่มเจริญ ครูณรงค์ พรหมรักษ์ โรงเรียนเกาะพะงันศึกษาจึงเริ่ม เป็นโรงเรียนที่สมบูรณ์ขึ้น สถานที่เรียนเริ่มแรกมุงด้วยจากกั้นห้องด้วยจาก บางคน เรียกว่า โรงเรียนคอกเป็ด หรือ คอกไก่ ทำการสอนอยู่ได้ประมาณ ๓ ปีจึงได้ งบประมาณมาสร้างเป็นอาคารถาวร ปี ๒๕๑๙ ๑๙ ธ.ค. ๒๕๑๙ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหลังแรก สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๒๐ และเปิดให้ นักเรียนเข้าเรียนเมื่อวันที่ ๓ ก.ค. ๒๕๑๙ ๒.๓ ปรัชญาโรงเรียน สสฺ สู สํ ลภ เต ปญฺ ญํ “ตั้งใจศึกษาย่อมได้ปัญญา” ๒.๔ สีประจำโรงเรียน สีเขียว คือ ความเจริญงอกงาม สีขาว คือ ความบริสุทธิ์ คุณธรรม จริยธรรม ๒.๕ คำขวัญโรงเรียน “พัฒนา สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม” ความนำ โรงเรียนเกาะพะงันศึกษา โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดทำหลักสูตร สถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เป็นคนดี มีปัญญา และมีชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมีความสุข มีความสามารถในการใช้ทักษะทางภาษาไทย ในการติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพุทธศักราช ๒๕๖๓ จัดทำขึ้น เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นและชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา ๒๕๖๓ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามธรรมชาติและตาม ศักยภาพของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๒ ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ครั้งนี้ ได้ทำการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีพุทธศักราช ๒๕๖๒ โดยศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอน รวมถึงสภาพบริบทของผู้เรียน


โรงเรียน และชุมชน จึงมีมติและความเห็นในที่ประชุมบุคลากรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีการปรับปรุงหลักสูตรและรายวิชาที่เปิดสอนปีการศึกษา ๒๕๖๓ ขึ้น โดยมีการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้าง รายวิชา และหน่วยกิตในบางวิชา รวมทั้งการปรับปรุง อัตราส่วนคะแนนของทุกรายวิชา วิสัยทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดการเรียนรู้ให้นักเรียน เรียนจริง รู้จริง ฝึกปฏิบัติ จริงและทำได้จริง เกิดทักษะทั้งการฟัง การดู การพูด การอ่าน การคิด การถามและการเขียน ปฏิบัติเป็นนิสัย นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ภายใน ปี ๒๕๖๕ หลักการ ๑. เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมผู้เรียนด้านความเป็นเลิศ ตอบสนองความถนัดและศักยภาพ ตามความต้องการของผู้เรียน ๒. เป็นหลักสูตรที่พัฒนาผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและมีศักยภาพเป็นพลโลก ๓. เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการทำงานและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ประโยชน์ ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ๔. เป็นหลักสูตรที่สามารถพัฒนาเทียบเคียงกับมาตรฐานสากล จุดมุ่งหมาย มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ๑. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒. มีความเป็นเลิศทางวิชาการและมีความสามารถในการสื่อสารได้อย่างน้อย ๒ ภาษา ๓. มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต สามารถผลิต งานได้อย่างสร้างสรรค์ ๔. มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย ๕. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๖. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้ มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้ ๑. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎที่เป็นพื้นฐานในวิชาวิทยาศาสตร์


๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษาวิชา วิทยาศาสตร์ ๓. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางเทคโนโลยี ๔. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน ๕. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและ การดำรงชีวิต ๖. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการ ทักษะ ในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ ๗. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับ กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ จริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้ ✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการดำรงชีวิต ของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ ส ิ ่ ง ม ี ช ี วิ ต ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น ✧ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยี อย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ● วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการ แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การ เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ


ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์ กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่ แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาว ฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็น ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม


คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ ❖ เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์สิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการทำงานของระบบ ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การดำรงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงของยีน หรือโครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิต ดัดแปรพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนิเวศและการถ่ายทอด พลังงานในสิ่งมีชีวิต ❖ เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธิ์ สารผสมหลักการแยกสาร การ เปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมี และสมบัติ ทางกายภาพ และการใช้ประโยชน์ของวัสดุประเภทพอลิเมอร์เซรามิก และวัสดุผสม ❖ เข้าใจการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรงแรงที่ปรากฏใน ชีวิตประจำวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วงกฎการอนุรักษ์พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ของปริมาณทางไฟฟ้าการต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน พลังงาน ไฟฟ้า และหลักการเบื้องต้นของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ❖ เข้าใจสมบัติของคลื่น และลักษณะของคลื่นแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อนการหักเหของแสงและ ทัศนอุปกรณ์ ❖ เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การขึ้นและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้ำขึ้นน้ำลงประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ และ ความก้าวหน้าของโครงการสำรวจอวกาศ ❖ เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อลมฟ้าอากาศการเกิดและ ผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โลก กระบวนการเกิดเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และการใช้ประโยชน์พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์ ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดิน กระบวนการเกิดดิน แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดินกระบวนการเกิดและผลกระทบของภัยธรรมชาติ และธรณี พิบัติภัย ❖ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสำหรับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหรือการประกอบ อาชีพ โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทั้งเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคำนึงถึงทรัพย์สินทางปัญญา ❖ นำข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศได้ตาม วัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วย ในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อสังคม ❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการ


กำหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถนำไปสู่การสำรวจ ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม เลือกใช้เครื่องมือและ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่ได้ผลเที่ยงตรงและ ปลอดภัย ❖ วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบจากพยานหลักฐาน โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุปและสื่อสารความคิด ความรู้ จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่าง เหมาะสม ❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในสิ่งที่จะเรียนรู้มีความคิด สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่ค้นพบ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มขึ้นหรือโต้แย้งจากเดิม ❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันใช้ความรู้และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพแสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น เข้าใจผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อบริบทอื่น ๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ ❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และ ความหลากหลายทางชีวภาพ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ❖ เข้าใจการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันใน ร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้น การ ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความหลากหลายของ สิ่งมีชีวิต ความสำคัญและผลของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต่อมนุษย์สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ❖ เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มีความสัมพันธ์ กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี และการเขียนสมการเคมี ❖ เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่งผลของความเร่ง ที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กและ กระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส ❖ เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็น พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวมคลื่น การได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง สีกับการมองเห็นสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและประโยชน์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


❖ เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีที่ สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย ❖ เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ที่มีต่อการหมุนเวียน ของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลที่มีต่อภูมิอากาศความสัมพันธ์ของการหมุนเวียน ของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมุทรและผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของ มนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกรวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่สำคัญ จากแผนที่อากาศ และข้อมูลสารสนเทศ ❖ เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่ สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่าง ความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสีอุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขต บริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มี ต่อโลก รวมทั้งการสำรวจอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ❖ ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบสมมติฐานที่ เป็นไปได้ ❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้ เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ เพื่อนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการ สำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมมีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสำรวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการสำรวจ ตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ❖ วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบกับ สมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและนำเสนอข้อมูลด้วย เทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจโดยมีหลักฐานอ้างอิงหรือมีทฤษฎีรองรับ ❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้ เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจมีการ เปลี่ยนแปลงได้ ❖ แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้ทำงานร่วมกับ ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับผลของการพัฒนาและ


การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่น ❖ เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการ พัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม ❖ ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ แสดงความ ชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ ทันสมัย ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ ❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น ❖ วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบสร้างหรือพัฒนาผลงาน สำหรับแก้ปัญหาที่มี ผลกระทบต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบและนำเสนอ ผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคำนึงถึงทรัพย์สินทาง ปัญญา ❖ ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อ รวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยุกต์ใช้สร้างความรู้ใหม่ เข้าใจการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคมวัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มีจริยธรรม ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การ เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๑ - - ม.๒ - - ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


ม.๓ ๑. อธิบายปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของ ระบบนิเวศที่ได้จากการสำรวจ • ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบที่ ไม่มีชีวิต เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ แร่ธาตุ แก๊ส องค์ประกอบเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น พืชต้องการแสง น้ำ และแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างอาหาร สัตว์ ต้องการอาหาร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในการดำรงชีวิต เช่น อุณหภูมิ ความชื้น องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะต้องมี ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระบบนิเวศจึง จะสามารถคงอยู่ต่อไปได้ ๒. อธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่าง ๆ ในแหล่งที่ อยู่เดียวกันที่ได้จากการสำรวจ • สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาวะพึ่งพากัน ภาวะอิง อาศัยภาวะเหยื่อกับผู้ล่า ภาวะปรสิต • สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ร่วมกันใน แหล่งที่อยู่เดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกว่าประชากร • กลุ่มสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยประชากรของ สิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิด อาศัยอยู่ร่วมกันใน แหล่งที่อยู่เดียวกัน ๓. สร้างแบบจำลองในการอธิบายการถ่ายทอด พลังงานในสายใยอาหาร ๔. อธิบายความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ ๕. อธิบายการสะสมสารพิษในสิ่งมีชีวิตในโซ่ อาหาร ๖. ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต และ สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ โดยไม่ทำลายสมดุล ของระบบนิเวศ • กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตามหน้าที่ได้ เป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อย สลายสารอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตทั้ง ๓ กลุ่มนี้ มี ความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้าง อาหารได้เอง โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วย แสงผู้บริโภค เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้าง อาหารได้เอง และต้องกินผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิต อื่นเป็นอาหาร เมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งจะ เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์กลับคืนสู่ สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏ จักรจำนวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์จะต้องมีความเหมาะสม จึงทำให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


• พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ลำดับต่าง ๆ รวมทั้งผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ในรูปแบบสายใยอาหาร ที่ประกอบด้วย โซ่ อาหารหลายโซ่ที่สัมพันธ์กัน ในการถ่ายทอด พลังงานในโซ่อาหาร พลังงานที่ถูกถ่ายทอดไป จะลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับของการบริโภค • การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจทำ ให้มีสารพิษสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้ จนอาจ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำลาย สมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้นการดูแลรักษาระบบ นิเวศให้เกิดความสมดุล และคงอยู่ตลอดไปจึง เป็นสิ่งสำคัญ ม.๔ ๑. สืบค้นข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ของ สภาพทางภูมิศาสตร์บนโลกกับความ หลากหลายของไบโอม และยกตัวอย่างไบโอม ชนิดต่าง ๆ • บริเวณของโลกแต่ละบริเวณมีสภาพทาง ภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน แบ่งออกได้เป็นหลาย เขตตามสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน ทำ ให้มีระบบนิเวศที่หลากหลายซึ่งส่งผลให้เกิด ความหลากหลายของไบโอม ๒. สืบค้นข้อมูล อภิปรายสาเหตุ และ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบ นิเวศ • การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศเกิดขึ้นได้ ตลอดเวลาทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติและเกิดจากการกระทำของ มนุษย์ • การเปลี่ยนแปลงแทนที่เป็นการเปลี่ยนแปลง ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เป็น เวลานานซึ่งเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง องค์ประกอบทางกายภาพและทางชีวภาพ ส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปสู่สมดุลจน เกิดสังคมสมบูรณ์ได้ ๓. สืบค้นข้อมูล อธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบทางกายภาพ และทางชีวภาพที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขนาด ของประชากรสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ • การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบในระบบ นิเวศทั้งทางกายภาพและทางชีวภาพมีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


๔. สืบค้นข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับปัญหา และผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อม • มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยปราศจาก ความระมัดระวัง และมีการพัฒนาเทคโนโลยี ใหม่ ๆเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แก่ ม น ุ ษ ย์ส่ง ผ ล ต ่ อ ก า ร เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล ้ อม • ปัญหาที่เกิดกับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมบางปัญหาส่งผลกระทบในระดับ ท้องถิ่นบางปัญหาก็ส่งผลกระทบใน ระดับประเทศและบางปัญหาส่งผลกระทบใน ระดับโลก • การลดปริมาณการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การกำจัดของเสียที่เป็นสาเหตุของปัญหา ส ิ ่ ง แ ว ด ล้ อ ม แ ละ ก า ร ว าง แ ผน จั ดการ ทรัพยากรธรรมชาติที่ดีเป็นตัวอย่างของ แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพื่อให้ เกิดการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืน ม.๕ - - ม.๖ - - สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์ กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๑ ๑. เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และโครงสร้าง ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ รวมทั้งบรรยาย หน้าที่ของผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรียและคลอ โรพลาสต์ ๒. ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงศึกษาเซลล์และ โครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์ • เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิต บางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ยีสต์ บางชนิดมีหลายเซลล์ เช่น พืช สัตว์ • โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งในเซลล์พืชและ เซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้อง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


จุลทรรศน์ใช้แสงได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลา ซึม และนิวเคลียสโครงสร้างที่พบในเซลล์พืช แต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ ผนังเซลล์และคลอ โรพลาสต์ • โครงสร้างต่าง ๆ ของเซลล์มีหน้าที่แตกต่าง กัน - ผนังเซลล์ ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ - เยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์และ ควบคุม การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ - นิวเคลียส ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ เซลล์ - ไซโทพลาซึม มีออร์แกเนลล์ที่ทำหน้าที่ แตกต่างกัน - แวคิวโอล ทำหน้าที่เก็บน้ำและสารต่าง ๆ - ไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสลาย สารอาหารเพื่อให้ได้พลังงานแก่เซลล์ - คลอโรพลาสต์ เป็นแหล่งที่เกิดการสังเคราะห์ ด้วยแสง ๓. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างกับการ ทำหน้าที่ของเซลล์ • เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่าง ลักษณะ ที่ หลากหลายและมีความเหมาะสมกับหน้าที่ของ เซลล์นั้น เช่น เซลล์ประสาทส่วนใหญ่ มีเส้นใย ประสาทเป็นแขนงยาว นำกระแสประสาทไป ยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์ขนราก เป็นเซลล์ผิวของรากที่มีผนังเซลล์และเยื่อหุ้ม เซลล์ยื่นยาวออกมาลักษณะคล้ายขนเส้นเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดน้ำและธาตุอาหาร ๔. อธิบายการจัดระบบของสิ่งมีชีวิต โดยเริ่ม จากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ จนเป็น สิ่งมีชีวิต • พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์มีการจัด ระบบ โดยเริ่มจากเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ และสิ่งมีชีวิตตามลำดับ เซลล์ หลายเซลล์มารวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ หลายชนิดมารวมกันและทำงานร่วมกันเป็น อวัยวะ อวัยวะต่าง ๆ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


๕. อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซิสจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ และยกตัวอย่างการแพร่ และออสโมซิสในชีวิตประจำวัน • เซลล์มีการนำสารเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้ใน กระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์ และมีการขจัด สารบางอย่างที่เซลล์ไม่ต้องการออกนอกเซลล์ การนำสารเข้าและออกจากเซลล์มีหลายวิธี เช่น การแพร่ เป็นการเคลื่อนที่ของสารจาก บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่ มีความเข้มข้นของสารต่ำ ส่วนออสโมซิส เป็น การแพร่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ จากด้านที่มี ความเข้มข้นของสารละลายต่ำไปยังด้านที่มี ความเข้มข้นของสารละลายสูงกว่า ๖. ระบุปัจจัยที่จำเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสง และผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ • กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชที่ เกิดขึ้นในคลอโรพลาสต์จำเป็นต้องใช้แสง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คลอโรฟิลล์ และน้ำ ผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ น้ำตาลและแก๊สออกซิเจน ๗. อธิบายความสำคัญของการสังเคราะห์ด้วย แสงของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ๘. ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม โดยการร่วมกันปลูกและดูแลรักษา ต้นไม้ในโรงเรียนและชุมชน • การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการที่ สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นกระบวนการเดียว ที่สามารถนำพลังงานแสงมาเปลี่ยนเป็น พลังงานในรูปสารประกอบอินทรีย์และเก็บ สะสมในรูปแบบต่าง ๆ ในโครงสร้างของพืช พืชจึงเป็นแหล่งอาหารและพลังงานที่สำคัญ ของสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากนี้กระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงยังเป็นกระบวนการหลักใน การสร้างแก๊สออกซิเจนให้กับบรรยากาศ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตอื่น ใช้ในกระบวนการหายใจ ๙. บรรยายลักษณะและหน้าที่ของไซเล็มและ โฟลเอ็ม ๑๐. เขียนแผนภาพที่บรรยายทิศทางการ ลำเลียงสารในไซเล็มและโฟลเอ็มของพืช • พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อ มีลักษณะคล้ายท่อ เรียงตัวกันเป็นกลุ่ม เฉพาะที่โดยไซเล็มทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและธาตุ อาหารมีทิศทางลำเลียงจากรากไปสู่ลำต้น ใบ และส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในการ สังเคราะห์ด้วยแสง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ส่วนโฟลเอ็มทำ หน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ ด้วยแสงมีทิศทางลำเลียงจากบริเวณที่มีการ สังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช ๑๑. อธิบายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และ ไม่อาศัยเพศของพืชดอก • พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัย เพศได้และบางชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศได้ ๑๒. อธิบายลักษณะโครงสร้างของดอกที่มีส่วน ทำให้เกิดการถ่ายเรณู รวมทั้งบรรยายการ ปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด ๑๓. ตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ที่ช่วยใน การถ่ายเรณูของพืชดอก โดยการไม่ทำลายชีวิต ของสัตว์ที่ช่วยในการถ่ายเรณู • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ที่ มีการผสมกันของสเปิร์มกับเซลล์ไข่ การ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกเกิดขึ้นที่ ดอก โดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มี เรณู ซึ่งทำหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของ ส่วนเกสรเพศเมียมีถุงเอ็มบริโอ ทำหน้าที่สร้าง เซลล์ไข่ • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการ สืบพันธุ์ที่พืชต้นใหม่ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิ ระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่ แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก ลำต้น ใบ มีการเจริญเติบโต และพัฒนาขึ้นมาเป็นต้นใหม่ได้ • การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของเรณูจาก อับเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ลักษณะและโครงสร้างของดอก เช่น สีของ กลีบดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสรเพศ เมีย โดยมีสิ่งที่ช่วยในการถ่ายเรณู เช่น แมลง ลม • การถ่ายเรณูจะนำไปสู่การปฏิสนธิ ซึ่งจะ เกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอภายในออวุล หลังการ ปฏิสนธิจะได้ไซโกตและเอนโดสเปิร์ม ไซโกตจะ พัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไปเป็น เมล็ด และรังไข่พัฒนาไปเป็นผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


• ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากต้นเดิม โดยวิธีการต่าง ๆ เมื่อเมล็ดไปตกใ น สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกิดการงอกของ เมล็ด โดยเอ็มบริโอ ภายในเมล็ดจะเจริญ ออกมา โดยระยะแรก จะอาศัยอาหารที่สะสม ภายในเมล็ด จนกระทั่งใบแท้พัฒนา จน สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เต็มที่ และสร้าง อาหารได้เองตามปกติ ๑๔. อธิบายความสำคัญของธาตุอาหารบางชนิด ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของ พืช ๑๕. เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเหมาะสมกับพืช ในสถานการณ์ที่กำหนด • พืชต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นหลายชนิดใน ก า ร เ จ ร ิ ญ เ ต ิ บ โ ต แ ล ะ ก า ร ด ำ ร ง ช ี วิ ต • พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดในปริมาณ มาก ได้แก่ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียมแมกนีเซียม และกำมะถัน ซึ่งในดิน อาจมีไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของ พืช จึงต้องมีการให้ธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยกับ พืชอย่างเหมาะสม ๑๖. เลือกวิธีการขยายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับ ความต้องการของมนุษย์ โดยใช้ความรู้ เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช ๑๗. อธิบายความสำคัญของเทคโนโลยี การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในการใช้ประโยชน์ ด้านต่าง ๆ ๑๘. ตระหนักถึงประโยชน์ของการขยายพันธุ์ พืชโดยการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน • มนุษย์สามารถนำความรู้เรื่องการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ มาใช้ในการ ขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนพืช เช่น การใช้เมล็ด ที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมา เพาะเลี้ยงวิธีการนี้จะได้พืชในปริมาณมาก แต่ อาจมีลักษณะที่แตกต่างไปจากพ่อแม่ ส่วนการ ตอนกิ่ง การปักชำการต่อกิ่ง การติดตา การ ทาบกิ่ง การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการนำ ความรู้เรื่องการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของ พืชมาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้พืชที่มี ลักษณะเหมือนต้นเดิม ซึ่งการขยายพันธุ์ แต่ละวิธี มีขั้นตอนแตกต่างกัน จึงควรเลือกให้ เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ โดยต้อง คำนึงถึงชนิดของพืชและลักษณะการสืบพันธุ์ ของพืช ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


• เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นการ นำความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่จำเป็นต่อการ เจริญเติบโตของพืชมาใช้ในการเพิ่มจำนวนพืช และทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ในหลอด ทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากในระยะเวลาสั้น และสามารถนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อมาประยุกต์เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรม พืช ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจ การผลิตยาและสารสำคัญในพืช และอื่น ๆ ม.๒ ๑. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะที่ เกี่ยวข้องในระบบหายใจ ๒. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออก โดยใช้ แบบจำลอง รวมทั้งอธิบายกระบวนการ แลกเปลี่ยนแก๊ส ๓. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหายใจ โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ในระบบหายใจให้ทำงานเป็นปกติ • ระบบหายใจมีอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ท่อลม ปอด กะบังลม และกระดูกซี่โครง • มนุษย์หายใจเข้า เพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในเซลล์ และหายใจออก เพื่อกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจาก ร่างกาย • อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาตรและความ ดันของอากาศภายในช่องอกซึ่งเกี่ยวข้องกับ การทำงานของกะบังลม และกระดูกซี่โครง • ก า ร แ ล ก เ ป ล ี ่ ย น แ ก ๊ ส อ อ ก ซ ิ เ จ น กั บ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย เกิดขึ้น บริเวณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอยที่ถุงลม และระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเนื้อเยื่อ • การสูบบุหรี่ การสูดอากาศที่มีสารปนเปื้อน และการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจบางโรค อาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมีผลให้ ความจุอากาศของปอดลดลง ดังนั้นจึงควรดูแล รักษาระบบหายใจ ให้ทำหน้าที่เป็นปกต ๔. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต ๕. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบขับถ่าย ในการกำจัดของเสียทางไต โดยการบอก แนวทางในการปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบขับถ่าย ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ • ระบบขับถ่ายมีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ ไต ท่อ ไตกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไต ทำหน้าที่กำจัดของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก รวมทั้งสารที่ร่างกายไม่ต้องการออก จาก ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


เลือด และควบคุมสารที่มีมากหรือน้อยเกินไป เช่น น้ำ โดยขับออกมาในรูปของปัสสาวะ • การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารที่ไม่มีรสเค็มจัด การดื่มน้ำ สะอาดให้เพียงพอ เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ ระบบขับถ่ายทำหน้าที่ได้อย่างปกต ๖. บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจ หลอดเลือด และเลือด ๗. อธิบายการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือด โดยใช้แบบจำลอง • ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด และเลือด • หัวใจของมนุษย์แบ่งเป็น ๔ ห้อง ได้แก่ หัวใจ ห้องบน ๒ ห้อง และห้องล่าง ๒ ห้อง ระหว่าง หัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่างมีลิ้นหัวใจกั้น • หลอดเลือด แบ่งเป็น หลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ซึ่งมีโครงสร้าง ต่างกัน • เลือด ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือด เพลตเลต และพลาสมา • การบีบและคลายตัวของหัวใจทำให้เลือด หมุนเวียนและลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่น ๆ ไปยังอวัยวะและเซลล์ต่าง ๆ ทั่ว ร่างกาย • เลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะออกจาก หัวใจไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายขณะเดียวกัน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่ เลือดและลำเลียงกลับเข้าสู่หัวใจและถูกส่งไป แลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด ๘. ออกแบบการทดลองและทดลอง ในการ เปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจ ขณะปกติ และหลังทำกิจกรรม ๙. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหมุนเวียน เลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ในระบบหมุนเวียนเลือดให้ทำงานเป็นปกติ • ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจในขณะปกติและ หลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน ส่วนความดันเลือด ระบบหมุนเวียนเลือดเกิด จากการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


• อัตราการเต้นของหัวใจมีความแตกต่างกันใน แต่ละบุคคล คนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด จะส่งผลทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไม่เป็นปกติ • การออกกำลังกาย การเลือกรับประทาน อาหารการพักผ่อน และการรักษาภาวะอารมณ์ ให้เป็นปกติ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแล รักษาระบบหมุนเวียนเลือดให้เป็นปกติ ๑๐. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบประสาทส่วนกลางในการควบคุม การทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ๑๑. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึง การป้องกันการกระทบกระเทือนและอันตราย ต่อสมองและไขสันหลัง • ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมอง และไขสันหลัง จะทำหน้าที่ร่วมกับเส้นประสาท ซึ่งเป็นระบบประสาทรอบนอก ในการควบคุม การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการแสดง พฤติกรรม เพื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้า • เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึก จะ เกิดกระแสประสาทส่งไปตามเซลล์ประสาทรับ ความรู้สึกไปยังระบบประสาทส่วนกลาง แล้ว ส่งกระแสประสาทมาตามเซลล์ประสาทสั่งการ ไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เช่น กล้ามเนื้อ • ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อน และมีความสัมพันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังนั้นจึงควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ กระทบกระเทือนต่อสมอง หลีกเลี่ยงการใช้สาร เสพติด หลีกเลี่ยงภาวะเครียด และรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์เพื่อดูแลรักษาระบบ ประสาทให้ทำงานเป็นปกติ ๑๒. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง โดยใช้แบบจำลอง ๑๓. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ หญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อ เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ๑๔. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษาร่างกาย • มนุษย์มีระบบสืบพันธุ์ที่ประกอบด้วยอวัยวะ ต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เฉพาะ โดยรังไข่ในเพศหญิง จะทำหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่ ส่วนอัณฑะในเพศ ชายจะทำหน้าที่สร้างเซลล์อสุจิ • ฮอร์โมนเพศทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออก ของลักษณะทางเพศที่แตกต่างกัน เมื่อเข้าสู่วัย หนุ่มสาวจะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่การมีรอบเดือน และถ้ามีการปฏิสนธิ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


และจิตใจของตนเองในช่วงที่มี การเปลี่ยนแปลง ของเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิจะทำให้เกิดการ ตั้งครรภ์ ๑๕. อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกตจนคลอด เป็นทารก ๑๖. เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่กำหนด ๑๗. ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม • การมีประจำเดือน มีความสัมพันธ์กับการตก ไข่โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ ฮอร์โมนเพศหญิง • เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับ การปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบริโอและฟีตัส จนกระทั่งคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการ ปฏิสนธิเซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังด้านในมดลูก รวมทั้งหลอดเลือดจะสลายตัวและหลุดลอก ออก เรียกว่า ประจำเดือน • การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการ ตั้งครรภ์โดยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือ ไม่ให้มีการ ฝังตัวของเอ็มบริโอ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาคุมกำเนิด ม.๓ - - ม.๔ ๑. อธิบายโครงสร้างและสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ ที่สัมพันธ์กับการลำเลียงสาร และเปรียบเทียบ การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์แบบต่าง ๆ • เยื่อหุ้มเซลล์มีโครงสร้างเป็นเยื่อหุ้มสองชั้นที่ มีลิพิดเป็นองค์ประกอบ และมีโปรตีนแทรกอยู่ • สารที่ละลายได้ในลิพิดและสารที่มีขนาดเล็ก สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยตรง ส่วน สารขนาดเล็กที่มีประจุต้องลำเลียงผ่านโปรตีน ที่แทรกอยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งมี ๒ แบบ คือ การ แพร่แบบฟาซิลิเทต และแอกทีฟทรานสปอร์ต ในกรณีสารขนาดใหญ่ เช่น โปรตีน จะลำเลียง เข้าโดยกระบวนการเอนโดไซโทซิส หรือ ลำเลียงออกโดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส ๒. อธิบายการควบคุมดุลยภาพของน้ำและสาร ในเลือดโดยการทำงานของไต • การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารในเลือด เกิดจากการทำงานของไต ซึ่งเป็นอวัยวะ ในระบบขับถ่ายที่มีความสำคัญในการกำจัด ของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ รวมทั้ง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


น้ำและสารที่มีปริมาณเกินความต้องการของ ร่างกาย ๓. อธิบายการควบคุมดุลยภาพของกรด-เบส ของเลือดโดยการทำงานของไตและปอด • การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดเกิด จากการทำงานของไตที่ทำหน้าที่ขับหรือดูด กลับไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนต ไอออนและแอมโมเนียมไอออน และการ ท ำ ง า น ข อ ง ป อ ด ท ี ่ ท ำ ห น ้ า ท ี ่ ก ำ จั ด คาร์บอนไดออกไซด์ ๔. อธิบายการควบคุมดุลยภาพของอุณหภูมิ ภายในร่างกายโดยระบบหมุนเวียนเลือด ผิวหนัง และกล้ามเนื้อโครงร่าง • การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายใน ร่างกายเกิดจากการทำงานของระบบหมุนเวียน เลือดที่ควบคุมปริมาณเลือดไปที่ผิวหนัง การ ทำงานของต่อมเหงื่อ และกล้ามเนื้อโครงร่าง ซึ่งส่งผลถึงปริมาณความร้อนที่ถูกเก็บหรือ ระบายออกจากร่างกาย ๕. อธิบาย และเขียนแผนผังเกี่ยวกับการ ตอบสนอง ของร่างกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะ ต่อ สิ่งแปลกปลอมของร่างกาย • เมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าสู่ เนื้อเยื่อในร่างกาย ร่างกายจะมีกลไกในการ ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งแบบไม่ จำเพาะและแบบจำเพาะ • เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์จะมีกลไกใน การต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่ จำเพาะ • ก ล ไ ก ใ น ก า ร ต ่ อ ต ้ า น ห ร ื อ ท ำ ล า ย สิ่ ง แปลกปลอมแบบจำเพาะเป็นการทำงานของ เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดบีและชนิดที ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวทั้งสองชนิดจะมีตัวรับ แอนติเจน ทำให้เซลล์ทั้งสองสามารถ ตอบสนองแบบจำเพาะต่อแอนติเจน นั้น ๆ ได้ • เซลล์บีทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี ซึ่งช่วยใน การจับกับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เพื่อทำลาย ต่อไปโดยระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์ทีทำหน้าที่ หลากหลายเช่น กระตุ้นการทำงานของเซลล์บี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


และเซลล์ที ชนิดอื่น ทำลายเซลล์ที่ติดไวรัส และเซลล์ที่ผิดปกติอื่น ๆ ๖. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และยกตัวอย่างโรค หรืออาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ ภูมิคุ้มกัน • บางกรณีร่างกายอาจเกิดความผิดปกติของ ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อ แอนติเจนบางชนิดอย่างรุนแรงมากเกินไป หรือ ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแอนติเจนของ ตนเองอาจทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติได้ ๗. อธิบายภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุ มาจากการติดเชื้อ HIV • บุคคลที่ได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ HIVซึ่งสามารถทำลายเซลล์ที ทำให้ภูมิคุ้มกัน บกพร่องและติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ๘. ทดสอบ และบอกชนิดของสารอาหาร ที่พืชสังเคราะห์ได้ ๙. สืบค้นข้อมูล อภิปราย และยกตัวอย่าง เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืช บางชนิดสร้างขึ้น • กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็น จุดเริ่มต้นของการสร้างน้ำตาลในพืช พืชเปลี่ยน น้ำตาลไปเป็นสารอาหารและสารอื่น ๆ เช่น คาร์โบไฮเดรตโปรตีน ไขมัน ที่จำเป็นต่อการ ดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ • มนุษย์สามารถนำสารต่าง ๆ ที่พืชบางชนิด สร้างขึ้นไปใช้ประโยชน์ เช่น ใช้เป็นยาหรือ สมุนไพรในการรักษาโรคบางชนิด ใช้ในการไล่ แมลง กำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ใช้ในการยับยั้ง การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และใช้เป็น วัตถุดิบในอุตสาหกรรม ๑๐. ออกแบบการทดลอง ทดลอง และอธิบาย เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการ เจริญเติบโตของพืช ๑๑. สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น และยกตัวอย่างการนำมาประยุกต์ใช้ทางด้าน การเกษตรของพืช • ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น แสงน้ำ ธาตุอาหาร คาร์บอนไดออกไซด์ และ ออกซิเจน ปัจจัยภายใน เช่น ฮอร์โมนพืช ซึ่ง พืชมีการสังเคราะห์ขึ้น เพื่อควบคุมการ เจริญเติบโตในช่วง ชีวิตต่าง ๆ • มนุษย์มีการสังเคราะห์สารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชโดยเลียนแบบฮอร์โมนพืช เพื่อนำมาใช้ควบคุมการเจริญเติบโตและเพิ่ม ผลผลิตของพืช ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง


๑๒. สังเกต และอธิบายการตอบสนองของพืช ต่อสิ่งเร้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีผลต่อการ ดำรงชีวิต • การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชแบ่งตามความ สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้าได้ ได้แก่ แบบที่มี ทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า เช่น ดอกทานตะวันหันเข้าหาแสง ปลายรากเจริญ เข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก และแบบที่ไม่มี ทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า เช่น การ หุบและบานของดอก หรือการหุบและกางของ ใบพืชบางชนิด • การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชบางอย่าง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต เช่น การเจริญในทิศ ทางเข้าหาหรือตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก การเจริญในทิศทางเข้าหาหรือตรงข้ามกับแสง และการตอบสนองต่อการสัมผัสสิ่งเร้า ม.๕ - - ม.๖ - - โครงสร้างหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์


ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาพื้นฐาน วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัส ว30150 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี) รหัส ว30130 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาการคำนวณ 1 รหัส ว31190 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาการและการออกแบบ 1 รหัส ว31191 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิชาฟิสิกส์ 1 รหัส ว31202 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาฟิสิกส์ 2 รหัส ว31203 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเคมี 1 รหัส ว31222 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเคมี 2 รหัส ว31223 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาชีววิทยา 1 รหัส ว31242 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาชีววิทยา 2 รหัส ว31243 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รหัส ว31270 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาธรณีวิทยา รหัส ว31271 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 1 รหัส ว31291 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก รหัส ว31292 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาโครงงานออกแบบประยุกต์ รหัส ว31293 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการออกแบบฐานข้อมูล รหัส ว31294 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเทคโนโลยีดิจิตอล รหัส ว31295 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาทักษะการคิดขั้นสูง 1 รหัส ว31296 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน รายวิชาเลือกเสรี วิชากินดีอยู่ดี รหัส ว31250 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 รายวิชาพื้นฐาน วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ (ฟิสิกส์) รหัส ว30110 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ รหัส ว32161 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาการคำนวณ 2 รหัส ว32190 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิชาฟิสิกส์ 3 รหัส ว32204 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาฟิสิกส์ 4 รหัส ว32205 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเคมี 3 รหัส ว32224 3ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน


วิชาเคมี 4 รหัส ว32225 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาชีววิทยา 3 รหัส ว32244 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาชีววิทยา 4 รหัส ว32245 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาพลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัส ว32210 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กับความงาม รหัส ว32230 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 2 รหัส ว32291 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 3 รหัส ว32292 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการออกแบบเว็บไซต์เบื้องต้น รหัส ว32293 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาตารางทำงานประยุกต์ รหัส ว32294 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเทคโนโลยีระดับท้องถิ่น รหัส ว32295 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเทคโนโลยีดิจิตอล รหัส ว32296 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาการดิจิตอล รหัส ว32297 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน รายวิชาเลือกเสรี วิชายากับชีวิต รหัส ว30242 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาโลกศาสตร์และดาราศาสตร์เบื้องต้น รหัส ว30243 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาพื้นฐาน วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ(ฟิสิกส์) รหัส ว30110 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี) รหัส ว30130 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัส ว30150 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาวิทยาการเพื่อการออกแบบ รหัส ว33190 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน รายวิชาเพิ่มเติม วิชาฟิสิกส์ 5 รหัส ว33206 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเคมี 5 รหัส ว33226 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาชีววิทยา 5 รหัส ว33246 3ชั่วโมง/สัปดาห์ 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ รหัส ว30281 1 ชั่วโมง/สัปดาห์ 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาอุตุนิยมวิทยา รหัส ว33272 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาดาราศาสตร์ รหัส ว33273 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาการเขียนโปรแกรม รหัส ว33293 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเทคโนโลยีโลกอนาคต รหัส ว33294 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน วิชาเทคโนโลยีสื่อนวัตกรรม รหัส ว33295 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน


คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา ว30150 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 1 ศึกษาความหลากหลายของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ องค์ประกอบของ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เซลล์และโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์ การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ การรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุ กรด-เบส อุณหภูมิในร่างกายมนุษย์ ระบบภูมิคุ้มกัน ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างอาหารของพืชด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สารสังเคราะห์ จากพืช ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้า ยีนและการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมระดับยีนและโครโมโซม การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทาง ดีเอ็นเอ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ การ คัดเลือกโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กระบวนการสืบเสาะ หาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การอธิบาย การอภิปราย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถ ในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนําความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเองและดูแลรักษาสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เฝ้าระวัง และพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ตัวชี้วัด ว 1.1 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ว 1.2 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6 ม.4/7 ม.4/8 ม.4/9 ม.4/10 ม. 4/11 ม.4/12 ว 1.3 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6 รวม 22 ตัวชี้วัด


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 ว1.1 ม.4/1-4 ความหลากหลายของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบ นิเวศ องค์ประกอบของระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม 10 10 2 ว1.2 ม.4/1 เซลล์และโครงสร้างพื้นฐานของ เซลล์ การลำเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ องค์ประกอบ ของสิ่งมีชีวิต 10 10 3 ว1.2 ม.4/2-7 การรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ ธาตุ กรด-เบส อุณหภูมิในร่างกาย มนุษย์ ระบบภูมิคุ้มกัน ความ ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การดำรงชีวิต ของมนุษย์ 10 5 4 ว1.2 ม.4/8- 12 การสร้างอาหารของพืชด้วย กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สาร สังเคราะห์จากพืช ปัจจัยที่มีผลต่อ การเจริญเติบโตของพืช การ ตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้ การดำรงชีวิต ของพืช 10 10 5 ว1.3 ม.4/1-5 ยีนและการถ่ายทอดลักษณะ ทาง พันธุกรรม การถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทาง พันธุกรรมระดับยีน พันธุกรรม 10 10 6 ว1.3 ม.4/6 วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจากการ คัดเลือกโดยธรรมชาติ การคัดเลือก โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิต 10 5 วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (60) (100)


คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี) รหัสวิชา ว30130 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2 ระบุว่าสารเป็นธาตุหรือสารประกอบ และอยู่ในรูปอะตอม โมเลกุล หรือไอออนจากสูตรเคมี ศึกษา ความเหมือนและความแตกต่างของแบบจำลองอะตอมของโบร์กับแบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก ระบุ จำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอม และไอออนที่เกิดจากอะตอมเดียว เขียนสัญลักษณ์ นิวเคลียร์ของธาตุและระบุการเป็นไอโซโทป ระบุหมู่และคาบของธาตุ และระบุว่าธาตุเป็นโลหะ อโลหะ กึ่ง โลหะ กลุ่มธาตุเรพรีเซนเททีฟหรือกลุ่มโลหะแทรนซิชัน จากตารางธาตุ ศึกษาสมบัติการนำไฟฟ้า หารให้และ การรับอิเล็กตรอนระหว่างธาตุในกลุ่มดลหะกับอโลหะ ยกตัวอย่างประโยชน์และอันตรายที่เกิดจากธาตุเรพรี เซนเททีฟและธาตุแทรนซิชัน ระบุว่าพันธะโควาเลนต์เป็นพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม และระบุจำนวน คู่อิเล็กตรอนระหว่างอะตอมคู่ร่วมพันธะ จากสูตรโครงสร้าง ระบุสภาพขั้วของสารที่โมเลกุลประกอบด้วย 2 อะตอม ระบุสารที่เกิดพันธะโฮโดรเจนได้จากสูตรโครงสร้าง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือดของสาร โคเวเลนต์กับแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลตามสภาพขั้วหรือการเกิดพันธะไฮโดรเจน เขียนสูตรเคมีของไอออนและ สารประกอบไอออนิก ระบุว่าสารเกิดการละลายแบบแตกตัวหรือไม่แตกตัว พร้อมให้เหตุผลและระบุว่า สารละลายที่ได้เป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์หรือนอนอิเล็กโทรไลต์ ระบุสารประกอบอินทรีย์ประเภท ไฮโดรคาร์บอนว่าอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวจากสูตรโครงสร้าง ศึกษาสมบัติทางกายภาพระหว่างพอลิเมอร์และมอนอ เมอร์ของพอลิเมอร์ชนิดนั้น ระบุสมบัติความเป็นกรด-เบสจากโครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ อธิบาย สมบัติการละลายในตัวทำละลายชนิดต่าง ๆ ของสาร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับสมบัติเทอร์มอ พลาสติกและเทอร์มอเซตของพอลิเมอร์และการนำพอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ ยกตัวอย่างผลกระทบของการใช้ ผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมพร้อมแนวทางป้องกันหรือแก้ไข ระบุสูตรเคมีของสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์และแปลความหมายของสัญลักษณ์ในสมการเคมีของปฏิกิริยาเคมี ศึกษาและอธิบายผลของความ เข้มข้นพื้นที่ผิว อุณหภูมิและตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ศึกษาและอธิบายปัจจัยที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหรือในอุตสาหกรรม อธิบายความหมายของ ปฏิกิริยารีดอกซ์ อธิบายสมบัติของสารกัมมันตรังสีและคำนวณครึ่งชีวิตและปริมาณของสารกัมมันตรังสี ยกตัวอย่างประโยชน์ของสารกัมมันตรังสีและการป้องกันอันตรายที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสี โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสังเกต การสืบค้นข้อมูล การวิเคราะห์ การอภิปราย สรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสารมารถในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ความคิดรวบยอด ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีระเบียบวินัยมุ่งมั่นในการทำงานอย่างมี ระบบ ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวิจารณญาณ รู้จักนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งมีเจตคติที่ดีต่อ วิชาวิทยาศาสตร์ ตัวชี้วัด ว 2.1 ม.5/1-25 รวม 25 ตัวชี้วัด


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ (เคมี) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 ว2.1 ม.4/1-4/5 ระบุว่าสารเป็นธาตุหรือ สารประกอบ แบบจำลอง อะตอม ระบุจำนวน โปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอนของอะตอม สมบัติของธาตุ โครงสร้าง อะตอมและ ตารางธาตุ 7 10 2 ว2.1 ม.4/6-4/13 ระบุว่าพันธะโควาเลนต์ เป็นพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม และระบุ จำนวนคู่อิเล็กตรอน ระหว่างอะตอมคู่ร่วม พันธะ พันธะเคมี 15 10 3 ว2.1 ม.4/14-4/19 อธิบายสารเคมีและ ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน หรือในอุตสาหกรรม สารเคมีและ ผลิตภัณฑ์ใน ชีวิตประจำวัน 19 15 4 ว2.1 ม.4/20-4/25 ระบุสูตรเคมีของสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์และแปล ความหมายของสัญลักษณ์ ในสมการเคมีของปฏิกิริยา เคมี ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และปัจจัยที่มีผลต่ออัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมี 19 15 วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (40) (100)


คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาการคำนวณ 1 รหัสวิชา ว31190 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 20 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 0.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 1 ศึกษาการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการพัฒนาโครงงาน การพัฒนาโครงงานทางด้าน เทคโนโลยี การนำแนวคิดเชิงคำนวณพัฒนาโครงงานที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ตลอดจนใช้ในการพัฒนา โครงงานที่มีการบูรณาการกับวิชาอื่นอย่างสร้างสรรค์และเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning) และการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำกิจกรรมโครงงาน เพื่อให้เกิดทักษะความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิง คำนวณมาประยุกต์ใช้ในการสร้างโครงงานได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารเพื่อรวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยุกต์ใช้ สร้าง ความรู้ใหม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้ อย่างปลอดภัยมีจริยธรรม ตลอดจนนำความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคม และการดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ แก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รหัสตัวชี้วัด ว4.1 ม.4/1-ม.4/5 ว4.2 ม.4/1 รวม 6 ตัวชี้วัด


คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว31202 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 2.0 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 1 ศึกษาความรู้ทางฟิสิกส์ประวัติความเป็นมา พัฒนาการของหลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์การวัด ปริมาณทางฟิสิกส์ความคลาดเคลื่อนในการวัด การแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ ความหมายจากกราฟ เส้นตรง ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว ความเร่งของการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มี ความเร่งคงตัวจากกราฟและสมการ ค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ของแรงสองแรงที่ทำมุมต่อกัน กฎ การเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล การใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ ในกรณีที่วัตถุหยุดนิ่งและวัตถุเคลื่อนที่ สัมประสิทธิ์ความเสียด ทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ และนำความรู้เรื่องแรงเสียดทานไปใช้ในชีวิตประจำวัน การเคลื่อนที่ แบบโพรเจกไทล์และปริมาณต่าง ๆของการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงสู่ศูนย์กลาง รัศมีของการเคลื่อนที่ อัตราเร็วเชิงเส้น อัตราเร็วเชิงมุม มวลของวัตถุในการเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบ ระดับ การประยุกต์ใช้ความรู้การเคลื่อนที่แบบวงกลมในการอธิบายการโคจรของดาวเทียม โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กระบวนการสืบเสาะหาความรู้การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์การอภิปราย การอธิบายและการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความคิด และความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเอง ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ผลการเรียนรู้ 1. สืบค้นและอธิบายการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์ ประวัติความเป็นมา รวมทั้งพัฒนาการของหลักการและ แนวคิดทางฟิสิกส์ที่มีผลต่อการแสวงหาความรู้ใหม่และการพัฒนาเทคโนโลยี 2. วัดและรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยนำความคลาดเคลื่อนในการวัดมา พิจารณาในการนำเสนอผล รวมทั้งแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์และแปลความหมายจาก กราฟเส้นตรง 3. ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการเคลื่อนที่ของ วัตถุในแนวตรงที่มีความเร่งคงตัวจากกราฟและสมการ รวมทั้งทดลองหาค่าความเร่งโน้มถ่วงของโลก และ คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. ทดลองและอธิบายการหาแรงลัพธ์ของแรงสองแรงที่ทำมุมต่อกัน 5. เขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระทดลองและอธิบายกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันและการใช้กฎ การเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุรวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 6. อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุมีน้ำหนัก รวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 7. วิเคราะห์อธิบาย และคำนวณแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ ในกรณีที่วัตถุหยุดนิ่งและ วัตถุเคลื่อนที่ รวมทั้งทดลองหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ และนำความรู้ เรื่องแรงเสียดทานไปใช้ในชีวิตประจาวัน


8. อธิบาย วิเคราะห์และคำนวณปริมาณต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์และทดลองการ เคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ 9. ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงสู่ศูนย์กลาง รัศมีของการเคลื่อนที่ อัตราเร็วเชิงเส้น อัตราเร็ว เชิงมุม และมวลของวัตถุในการเคลื่อนที่แบบวงกลมในระนาบระดับรวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และประยุกต์ใช้ความรู้การเคลื่อนที่แบบวงกลมในการอธิบายการโคจรของดาวเทียม รวม 9 ผลการเรียนรู้


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา ฟิสิกส์ 1 ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 ว 6.1/1-2 ศึกษาความรู้ทางฟิสิกส์ประวัติ ความเป็นมา พัฒนาการของ หลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์ การวัดปริมาณทางฟิสิกส์ ความคลาดเคลื่อนในการวัด การ แสดงผลการทดลองในรูปของ กราฟ ความหมายจากกราฟ เส้นตรง การศึกษาวิชา ฟิสิกส์ 20 10 2 ว 6.1/3 ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว ความเร่ง ของการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนว ตรงที่มีความเร่งคงตัวจากกราฟ และสมการ การเคลื่อนที่ แนวตรง 20 15 3 ว 6.1/4-7 แรงลัพธ์ของแรงสองแรงที่ทำมุม ต่อกัน กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล การใช้กฎ การเคลื่อนที่ของนิวตัน แรงและกฎการ เคลื่อนที่ 20 15 4 ว 6.1/8-9 การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์ การเคลื่อนที่แบบวงกลม การเคลื่อนที่ แนวโค้ง 20 10 วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (80) (100)


คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว31203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 เวลา 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 2.0 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2 ศึกษางานของแรงคงตัวจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับตำแหน่ง กำลังเฉลี่ย พลังงานจลน์พลังงานศักย์พลังงานกล ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานจลน์ความสัมพันธ์ระหว่างงาน กับพลังงานศักย์โน้มถ่วง ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดึงสปริงกับระยะที่สปริงยืดออก ความสัมพันธ์ ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างงานของแรงลัพธ์และพลังงานจลน์งานที่เกิดขึ้นจาก แรงลัพธ์กฎการอนุรักษ์พลังงานกล ปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกล การทำงาน ประสิทธิภาพ การได้เปรียบเชิงกลของเครื่องกลอย่างง่ายบาง ชนิดโดยใช้ความรู้เรื่องงานและสมดุลกลในการพิจารณา โมเมนตัมของวัตถุการดลจากสมการและพื้นที่ใต้ กราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงลัพธ์กับเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างแรงดลกับโมเมนตัม ปริมาณต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับการชนของวัตถุในหนึ่งมิติทั้งแบบยืดหยุ่น ไม่ยืดหยุ่น การดีดตัวแยกจากกันในหนึ่งมิติที่เป็นไปตามกฎ การอนุรักษ์โมเมนตัม สมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์และผลรวมของโมเมนต์ที่มีต่อการหมุน แรงคู่ควบ ผลของแรง คู่ควบที่มีต่อสมดุลของวัตถุแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลกล สมดุลของแรงสาม แรง สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุเมื่อแรงที่กระทำต่อวัตถุผ่านศูนย์กลางมวลของวัตถุและผลของศูนย์ถ่วงที่มีต่อ เสถียรภาพของวัตถุ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์กระบวนการสืบเสาะหาความรู้การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์การอภิปราย การอธิบายและการสรุปผล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความคิด และความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตตนเอง ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้อง ผลการเรียนรู้ 1. วิเคราะห์และคำนวณงานของแรงคงตัวจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับตำแหน่ง รวมทั้งอธิบายและคำนวณกำลังเฉลี่ย 2. อธิบายและคำนวณพลังงานจลน์พลังงานศักย์พลังงานกล ทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงาน จลน์ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้มถ่วงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดึงสปริงกับ ระยะที่สปริงยืดออกและความสัมพันธ์ระหว่างงานกับพลังงานศักย์ยืดหยุ่น รวมทั้งอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่าง งานของแรงลัพธ์และพลังงานจลน์และคำนวณงานที่เกิดขึ้นจากแรงลัพธ์ 3. อธิบายกฎการอนุรักษ์พลังงานกล รวมทั้งวิเคราะห์และคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการเคลื่อนที่ ของวัตถุในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกล 4. อธิบายการทำงาน ประสิทธิภาพ และการได้เปรียบเชิงกลของเครื่องกลอย่างง่ายบางชนิดโดยใช้ความรู้เรื่อง งานและสมดุลกล รวมทั้งคำนวณประสิทธิภาพและการได้เปรียบเชิงกล 5. อธิบายและคำนวณโมเมนตัมของวัตถุและการดลจากสมการและพื้นที่ใต้กราฟความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับ เวลา รวมทั้งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงดลกับโมเมนตัม 6. ทดลอง อธิบาย และคำนวณปริมาณต่าง ๆที่เกี่ยวกับการชนของวัตถุในหนึ่งมิติทั้งแบบยืดหยุ่น ไม่ยืดหยุ่น และการดีดตัวแยกจากกันในหนึ่งมิติซึ่งเป็นไปตามกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม


7. อธิบายสมดุลกลของวัตถุโมเมนต์และผลรวมของโมเมนต์ที่มีต่อการหมุน แรงคู่ควบและผลของแรงคู่ควบที่ มีต่อสมดุลของวัตถุเขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระเมื่อวัตถุอยู่ในสมดุลกล และคำนวณปริมาณ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งทดลองและอธิบายสมดุลของแรงสามแรง 8. สังเกตและอธิบายสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุเมื่อแรงที่กระทาต่อวัตถุผ่านศูนย์กลางมวลของวัตถุและผล ของศูนย์ถ่วงที่มีต่อเสถียรภาพของวัตถุ รวมทั้งหมด 8 ผลการเรียนรู้


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา ฟิสิกส์ 2 ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 ว 6.1 ม.4/10-13 งาน กำลังเฉลี่ย พลังงานจลน์ พลังงานศักย์พลังงานกล ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับ พลังงานจลน์ความสัมพันธ์ ระหว่างงานกับพลังงานศักย์โน้ม ถ่วง และกฎการอนุรักษ์พลังงาน งานและ พลังงาน 25 15 2 ว 6.1 ม.4/14-15 โมเมนตัม โมเมนตัมของวัตถุ การดลจากสมการ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงดลกับ โมเมนตัม ปริมาณต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับการชนของวัตถุในหนึ่ง มิติทั้งแบบยืดหยุ่น ไม่ยืดหยุ่น การดีดตัวแยกจากกันในหนึ่งมิติ ที่เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์ โมเมนตัม โมเมนตัมและ การชน 25 15 3 ว 6.1 ม.4/8-9 สมดุลกลของวัตถุโมเมนต์และ ผลรวมของโมเมนต์ที่มีต่อการ หมุน แรงคู่ควบ ผลของแรงคู่ ควบที่มีต่อสมดุลของวัตถุ แผนภาพของแรงที่กระทำต่อ วัตถุอิสระ สภาพสมดุล 30 20 วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (80) (100)


คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมี 1 รหัสวิชา ว31222 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 1 ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการทำปฏิบัติการเคมี การเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องมือในการทำ ปฏิบัติการ ระบุหน่วยวัด ปริมาณต่างๆของสาร การเปลี่ยนหน่วยในระบบเอสไอด้วยการใช้แฟกเตอร์เปลี่ยน หน่วย ศึกษาแบบจำลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์ สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ อนุภาคมูลฐานของอะตอม การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมการ จัดเรียงธาตุในตารางธาตุ แนวโน้มสมบัติบางประการของธาตุในตาราง ธาตุตามหมู่และคาบ สมบัติของธาตุโลหะแทรนซิชัน การเปรียบเทียบสมบัติกับธาตุโลหะในกลุ่มธาตุเรพรีเซน เททีฟ ศึกษาและอธิบายสมบัติและคำนวณครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสี ยกตัวอย่างการนำธาตุมาใช้ ประโยชน์รวมทั้งผกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ศึกษาการเกิดพันธะไอออนิก สูตรและการเรียกชื่อ สารประกอบ ไอออนิก การเปลี่ยนแปลงพลังงานในการเกิดสารประกอบ ไอออนิก สมบัติของสารประกอบ ไอออนิก ปฏิกิริยาของสารประกอบ ไอออนิก ศึกษาการเกิดพันธะและชนิดของพันธะ โคเวเลนต์ การเขียน สูตรและเรียกชื่อสารโคเวเลนต์ ความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์ พลังงานที่เกี่ยวข้องกับ ปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์ รูปร่างของโมเลกุลโคเวเลนต์ สภาพขั้วของโมเลกุล โคเวเลนต์ แรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลโคเวเลนต์ สมบัติของสารโคเวเลนต์ โครงร่างตาข่าย ศึกษาการเกิดโลหะและสมบัติของโลหะ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การเปรียบเทียบ การสำรวจตรวจสอบ การทำนายและการทดลอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำ ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มุ่งมั่นในการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม ผลการเรียนรู้ 1. บอกและอธิบายข้อปฏิบัติเบื้องต้น และปฏิบัติตนที่แสดงถึงความตระหนักในการทำปฏิบัติการเคมี เพื่อให้มีความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม และเสนอแนวทางแก้ไขเมื่อเกิดอุบัติเหตุ 2. เลือก และใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำปฏิบัติการ และวัดปริมาณต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงานการทดลอง 4. ระบุหน่วยวัดปริมาณต่าง ๆ ของสาร และเปลี่ยนหน่วยวัดให้เป็นหน่วยในระบบเอสไอด้วยการใช้ แฟกเตอร์เปลี่ยนหน่วย 5. สืบค้นข้อมูลสมมติฐาน การทดลอง หรือผลการทดลองที่เป็นประจักษ์พยานในการเสนอ แบบจำลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์และอธิบายวิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอม 6. เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุและระบุจำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของอะตอม จากสัญลักษณ์นิวเคลียร์รวมทั้งบอกความหมายของไอโซโทป 7. อธิบาย และเขียนการจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานหลักและระดับพลังงานย่อยเมื่อทราบ เลขอะตอมของธาตุ 8. ระบุหมู่คาบ ความเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททีฟและธาตุแทรนซิชันใน ตารางธาตุ


9. วิเคราะห์และบอกแนวโน้มสมบัติของธาตุเรพรีเซนเททีฟตามหมู่และตามคาบ 10. บอกสมบัติของธาตุโลหะแทรนซิชันและเปรียบเทียบสมบัติกับธาตุโลหะในกลุ่มธาตุเรพรีเซนเททีฟ 11. อธิบายสมบัติและคำนวณครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสี12. สืบค้นข้อมูล และยกตัวอย่างการ นำธาตุมาใช้ประโยชน์รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 13. อธิบายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะไอออนิกโดยใช้แผนภาพหรือสัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิส 14. เขียนสูตร และเรียกชื่อสารประกอบไอออนิก 15. คำนวณพลังงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบไอออนิกจากวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ 16. อธิบายสมบัติของสารประกอบไอออนิก 17. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิของปฏิกิริยาของสารประกอบไอออนิก 18. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพันธะเดี่ยวพันธะคู่และพันธะสาม ด้วยโครงสร้างลิวอิส 19. เขียนสูตร และเรียกชื่อสารโคเวเลนต์ 20. วิเคราะห์และเปรียบเทียบความยาวพันธะและพลังงานพันธะในสารโคเวเลนต์รวมทั้งคำนวณ พลังงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์จากพลังงานพันธะ รวมทั้งหมด 20 ผลการเรียนรู้


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา เคมี1 ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 1. บอกและอธิบายข้อปฏิบัติ เบื้องต้น และปฏิบัติตนที่ แสดงถึงความตระหนักใน การทำปฏิบัติการเคมีเพื่อให้ มีความปลอดภัยทั้งต่อ ตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม และเสนอแนวทางแก้ไขเมื่อ เกิดอุบัติเหตุ 2. เลือก และใช้อุปกรณ์หรือ เครื่องมือในการทำ ปฏิบัติการ และวัดปริมาณ ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 3. นำเสนอแผนการทดลอง ทดลองและเขียนรายงาน การทดลอง 4. ระบุหน่วยวัดปริมาณต่าง ๆ ของสาร และเปลี่ยนหน่วย วัดให้เป็นหน่วยในระบบเอส ไอด้วยการใช้แฟกเตอร์ เปลี่ยนหน่วย 5. สืบค้นข้อมูลสมมติฐาน การทดลอง หรือผลการ ทดลองที่เป็นประจักษ์พยาน ในการเสนอแบบจำลอง อะตอมของนักวิทยาศาสตร์ และอธิบายวิวัฒนาการของ แบบจำลองอะตอม ข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการทำ ปฏิบัติการเคมี การเลือกใช้ อุปกรณ์และเครื่องมือในการ ทำปฏิบัติการ ระบุหน่วยวัด ปริมาณต่างๆของสาร ปฏิบัติการ เคมี เบื้องต้น 10 10


2 6. เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ ของธาตุและระบุจำนวน โปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอนของอะตอมจาก สัญลักษณ์นิวเคลียร์รวมทั้ง บอกความหมายของ ไอโซโทป 7. อธิบาย และเขียนการ จัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับ พลังงานหลักและระดับ พลังงานย่อยเมื่อทราบเลข อะตอมของธาตุ 8. ระบุหมู่คาบ ความเป็น โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ของธาตุเรพรีเซนเททีฟและ ธาตุแทรนซิชันในตารางธาตุ 9. วิเคราะห์และบอก แนวโน้มสมบัติของธาตุเรพรี เซนเททีฟตามหมู่และตาม คาบ 10. บอกสมบัติของธาตุ โลหะแทรนซิชันและ เปรียบเทียบสมบัติกับธาตุ โลหะในกลุ่มธาตุเรพรีเซนเท ทีฟ 11. อธิบายสมบัติและ คำนวณครึ่งชีวิตของ ไอโซโทปกัมมันตรังสี 12. สืบค้นข้อมูล และ ยกตัวอย่างการนำธาตุมาใช้ ประโยชน์รวมทั้งผลกระทบ ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ อนุภาคมูลฐานของอะตอม การจัดเรียงอิเล็กตรอนใน อะตอมการ จัดเรียงธาตุใน ตารางธาตุ แนวโน้มสมบัติ บางประการของธาตุใน ตารางธาตุตามหมู่และคาบ สมบัติของธาตุโลหะแทรนซิ ชัน การเปรียบเทียบสมบัติ กับธาตุโลหะในกลุ่มธาตุ เรพรีเซนเททีฟ ศึกษาและ อธิบายสมบัติและคำนวณ ครึ่งชีวิตของไอโซโทป กัมมันตรังสี อะตอม และ ตารางธาตุ 30 25 3 13. อธิบายการเกิดไอออน และการเกิดพันธะไอออนิก โดยใช้แผนภาพหรือสัญลักษณ์ แบบจุดของลิวอิส 14. เขียนสูตร และเรียกชื่อ สารประกอบไอออนิก การเกิดพันธะไอออนิก สูตร และการเรียกชื่อ สารประกอบ ไอออนิก การ เปลี่ยนแปลงพลังงานในการ เกิดสารประกอบ ไอออนิก สมบัติของสารประกอบ ไอ พันธะเคมี 20 15


15. คำนวณพลังงานที่ เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการ เกิดสารประกอบไอออนิก จากวัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร์ 16. อธิบายสมบัติของ สารประกอบไอออนิก 17. เขียนสมการไอออนิก และสมการไอออนิกสุทธิของ ปฏิกิริยาของสารประกอบไอ ออนิก 18. อธิบายการเกิดพันธะ โคเวเลนต์แบบพันธะเดี่ยว พันธะคู่และพันธะสาม ด้วย โครงสร้างลิวอิส 19. เขียนสูตร และเรียกชื่อ สารโคเวเลนต์ 20. วิเคราะห์และ เปรียบเทียบความยาวพันธะ และพลังงานพันธะในสาร โคเวเลนต์รวมทั้งคำนวณ พลังงานที่เกี่ยวข้องกับ ปฏิกิริยาของสารโคเวเลนต์ จากพลังงานพันธะ ออนิก ปฏิกิริยาของ สารประกอบ ไอออนิก ศึกษาการเกิดพันธะและ ชนิดของพันธะ โคเวเลนต์ การเขียนสูตรและเรียกชื่อ สารโคเวเลนต์ ความยาว พันธะและพลังงานพันธะใน สารโคเวเลนต์ พลังงานที่ เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของ สารโคเวเลนต์ รูปร่างของ โมเลกุลโคเวเลนต์ สภาพขั้ว ของโมเลกุล โคเวเลนต์ วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (60) (100)


คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา เคมี 2 รหัสวิชา ว31223 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2 ศึกษา มวลอะตอมของธาตุ มวลของธาตุ 1 อะตอม มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกุลของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนโมล อนุภาค มวลและปริมาตรของแก๊สที่ STP ศึกษาหน่วยและการคำนวณความ เข้มข้นของสารละลาย การทดลองเตรียมสารละลาย การเปรียบเทียบจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสาร บริสุทธิ์และสารละลาย ศึกษาความหมายและเขียนสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างง่าย สูตรโมเลกุล และสูตร โครงสร้าง การคำนวณหามวลเป็นร้อยละจากสูตร การคำนวณหาสูตรเอมพิริคัลหรือสูตรอย่างง่าย สูตรโมเลกุล ของสาร ศึกษาการเขียนและดุจสมการเคมี ทดลองและคำนวณหาอัตราส่วนจำนวนโมลของสารตั้งต้นที่ทำ ปฏิกิริยาเคมีกัน ศึกษาสมบัติของระบบปิด และระบบเปิด ศึกษาและฝึกคำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยา เคมีที่เป็นไปตามกฎของมวล กฎสัดส่วนคงที่ ศึกษาทดลองและคำนวณปริมาตรของแก๊สในปฏิกิริยาเคมีตาม กฎของเกย์-ลูสแชค และเลขอาโวกาโดร ศึกษาและฝึกคำนวณหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสารใน สมการเคมีนั้นๆ และสมการเคมีที่เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งสมการสารกำหนดปริมาณ ผลได้ร้อยละ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การเปรียบเทียบ การสำรวจตรวจสอบ การทำนายและการทดลอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มุ่งมั่นในการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีเหตุผล มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม ผลการเรียนรู้ 1. บอกความหมายของมวลอะตอมของธาตุและคำนวณมวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุมวลโมเลกุลและ มวลสูตร 2. อธิบาย และคำนวณปริมาณใดปริมาณหนึ่งจากความสัมพันธ์ของโมล จำนวนอนุภาค มวล และ ปริมาตรของแก๊สที่ STP 3. คำนวณอัตราส่วนโดยมวลของธาตุองค์ประกอบของสารประกอบตามกฎสัดส่วนคงที่ 4. คำนวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร 5. คำนวณความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยต่าง ๆ อธิบายวิธีการ และเตรียมสารละลายให้มีความ เข้มข้นในหน่วยโมลาริตีและปริมาตรสารละลายตามที่กำหนด 6. เปรียบเทียบจุดเดือดและจุดเยือกแข็งของสารละลายกับสารบริสุทธิ์รวมทั้งคำนวณจุดเดือดและจุด เยือกแข็งของสารละลาย 7. แปลความหมายสัญลักษณ์ในสมการเคมีเขียนและดุลสมการเคมีของปฏิกิริยาเคมีบางชนิด 8. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับมวลสาร 9. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับความเข้มข้นของสารละลาย 10. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับปริมาตรแก๊ส 11. คำนวณปริมาณของสารในปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน


12. ระบุสารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณสารต่าง ๆ ในปฏิกิริยาเคมี 13. คำนวณผลได้ร้อยละของผลิตภัณฑ์ในปฏิกิริยาเคมี รวมทั้งหมด 13 ผลการเรียนรู้


โครงสร้างหลักสูตรรายวิชา เคมี2 ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก (คะแนน) 1 1. บอกความหมายของมวล อะตอมของธาตุและคำนวณ มวลอะตอมเฉลี่ยของธาตุ มวลโมเลกุลและมวลสูตร 2. อธิบาย และคำนวณ ปริมาณใดปริมาณหนึ่งจาก ความสัมพันธ์ของโมล จำนวนอนุภาค มวล และ ปริมาตรของแก๊สที่ STP 3. คำนวณอัตราส่วนโดย มวลของธาตุองค์ประกอบ ของสารประกอบตามกฎ สัดส่วนคงที่ 4. คำนวณสูตรอย่างง่าย และสูตรโมเลกุลของสาร มวลอะตอมของธาตุ มวลของธาตุ 1 อะตอม มวลอะตอมเฉลี่ยของ ธาตุ มวลโมเลกุลของ สาร ความสัมพันธ์ ระหว่างจำนวนโมล อนุภาค มวลและ ปริมาตรของแก๊สที่ STP ปริมาณ สัมพันธ์ 20 15 2 5. คำนวณความเข้มข้นของ สารละลายในหน่วยต่าง ๆ อธิบายวิธีการ และเตรียม สารละลายให้มีความเข้มข้น ในหน่วยโมลาริตีและ ปริมาตรสารละลายตามที่ กำหนด 6. เปรียบเทียบจุดเดือดและ จุดเยือกแข็งของสารละลาย กับสารบริสุทธิ์รวมทั้ง คำนวณจุดเดือดและจุดเยือก แข็งของสารละลาย ศึกษาหน่วยและการ คำนวณความเข้มข้นของ สารละลาย การทดลอง เตรียมสารละลาย การ เปรียบเทียบจุดเดือด และจุดหลอมเหลวของ สารบริสุทธิ์และ สารละลาย ศึกษา ความหมายและเขียน สูตรเอมพิริคัลหรือสูตร อย่างง่าย สูตรโมเลกุล และสูตรโครงสร้าง สารละลาย 15 15


3 7. แปลความหมาย สัญลักษณ์ในสมการเคมี เขียนและดุลสมการเคมีของ ปฏิกิริยาเคมีบางชนิด 8. คำนวณปริมาณของสาร ในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้อง กับมวลสาร 9. คำนวณปริมาณของสาร ในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้อง กับความเข้มข้นของ สารละลาย 10. คำนวณปริมาณของสาร ในปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้อง กับปริมาตรแก๊ส 11. คำนวณปริมาณของสาร ในปฏิกิริยาเคมีหลาย ขั้นตอน 12. ระบุสารกำหนดปริมาณ และคำนวณปริมาณสารต่าง ๆ ในปฏิกิริยาเคมี 13. คำนวณผลได้ร้อยละของ ผลิตภัณฑ์ในปฏิกิริยาเคมี คำนวณปริมาณของสาร ในปฏิกิริยาเคมีที่เป็นไป ตามกฎของมวล กฎ สัดส่วนคงที่ ศึกษา ทดลองและคำนวณ ปริมาตรของแก๊สใน ปฏิกิริยาเคมีตามกฎของ เกย์ -ลูสแชค และเลขอา โวกาโดร ศึกษาและฝึก คำนวณหาความสัมพันธ์ ระหว่างปริมาณของสาร ในสมการเคมีนั้นๆ และ สมการเคมี ปริมาณ สัมพันธ์ใน ปฏิกิริยา 25 20 วัดผลกลางภาค 20 วัดผลหลังกลางภาค 50 วัดผลปลายภาค 30 รวม (60) (100)


คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ชีววิทยา 1 รหัสวิชา ว31242 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 1 ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์การ นำความรู้เกี่ยวกับชีววิทยามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โครงสร้างและหน้าที่ของสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบ ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ของส่วนประกอบของเซลล์ การ แพร่ การออสโมซิส การแพร่แบบฟาซิลิเทต แอกทีฟทรานสปอร์ต การลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กระบวนการสืบเสาะหาความรู้การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบายและสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม และจริยธรรม ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายและสรุปสมบัติที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ของการจัดระบบในสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้ 2. อภิปรายและบอกความสำคัญของการระบุปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา สมมติฐาน และ วิธีการตรวจสอบสมมติฐาน รวมทั้งออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 3. สืบค้นข้อมูล อธิบายเกี่ยวกับสมบัติของน้ำและบอกความสำคัญของน้ำที่มีต่อสิ่งมีชีวิต และ ยกตัวอย่างธาตุต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อร่างกายสิ่งมีชีวิต 4. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรต ระบุกลุ่มคาร์โบไฮเดรต รวมทั้งความสำคัญของ คาร์โบไฮเดรตที่มีต่อสิ่งมีชีวิต 5. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างของโปรตีน และความสำคัญของโปรตีนที่มีต่อสิ่งมีชีวิต 6. สืบค้นข้อมูล อธิบายโครงสร้างของลิพิด และความสำคัญของลิพิดที่มีต่อสิ่งมีชีวิต 7. อธิบายโครงสร้างของกรดนิวคลีอิก และระบุชนิดของกรดนิวคลีอิกและความสำคัญของกรด นิวคลีอิกที่มีต่อสิ่งมีชีวิต 8. สืบค้นข้อมูลและอธิบายปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต 9. อธิบายการทำงานของเอนไซม์ในการเร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต และระบุปัจจัยที่มีผลต่อการ ทำงานของเอนไซม์ 10. บอกวิธีการและเตรียมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตเพื่อศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสง วัดขนาด โดยประมาณและวาดภาพที่ปรากฏภายใต้กล้อง บอกวิธีการใช้และการดูแลรักษากล้องจุลทรรศน์ใช้แสงที่ ถูกต้อง 11. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ 12. สืบค้นข้อมูล อธิบาย และระบุชนิดและหน้าที่ของออร์แกเนลล์ 13. อธิบายโครงสร้างและหน้าที่ของนิวเคลียส 14. อธิบายและเปรียบเทียบการแพร่ ออสโมซิส การแพร่แบบฟาซิลิเทต และ แอกทีฟทรานสปอร์ต


15. สืบค้นข้อมูล อธิบายและเขียนแผนภาพการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่ออกจากเซลล์ด้วย กระบวนการเอกโซไซโทซิส และการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ด้วยกระบวนการเอนโดไซโทซิส 16. สังเกตการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิสและแบบไมโอซิสจากตัวอย่างภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พร้อม ทั้งอธิบายและเปรียบเทียบการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิสและแบบไมโอซิส 17. อธิบาย เปรียบเทียบ และสรุปขั้นตอน การหายใจระดับเซลล์ในภาวะที่มีออกซิเจนเพียงพอและ ภาวะที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอ รวมทั้งหมด 17 ผลการเรียนรู้


Click to View FlipBook Version