The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru.Somchai, 2021-10-15 05:31:59

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

เอกสารประกอบการสอน

วิชา ๓๐๐๐ – ๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน

หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชีพข้นั สูง (ปวส.)

ผสู้ อน

นายสมชาย เอยี่ มละมยั

วิทยาลัยอาชวี ศึกษาลพบุรี

สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

*(เอกสารฉบับร่างห้ามใช้อา้ งอิง)*

คำนำ

เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน รหัสวิชา ๓๐๐๐ - ๑๑๐๓ น้ี
ได้เรียบเรียงข้ึนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเน้ือหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาทักษะชีวิตของหลักสูตร
ประกาศนียบัตรข้ันสูง (ปวส.) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือสาคัญของผู้สอนในการใช้ประกอบ
การสอนของอาจารย์ ท่ีมงุ่ เน้นใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามรู้ความเขา้ ใจในเน้อื หา

เอกสารเล่มน้ี ได้แบ่งเน้ือหาในการเรียนการสอนไว้ ๑๐ หน่วย ได้แก่ หลักการส่ือสารใน
ชีวิตประจาวัน การใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร ทักษะการรับสาร-ส่งสาร การนาเสนอผลงาน การอ่านและการ
นาเสนอข้อมูลทางสถิติ การเขียนเพ่ือการนาเสนอและการเขียนโครงเรื่อง การเขียนเอกสารการประชุม
การใช้ภาษาในการเขียนจดหมายสมัครงาน การเขียนรายงานเชิงวิชาการ และ การเขียนโครงการ ผู้สอนควร
ศึกษารายละเอียดแต่ละหัวข้อเร่ืองท่ีสอนจากเอกสาร หนังสือ ตารา หรือส่ืออื่น ๆ เพ่ิมเติมเพื่อความเข้าใจที่ดี
ย่ิงข้ึน หวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอานวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามสมควร หากท่านท่ี
นาไปใชม้ ขี อ้ เสนอแนะ ผู้เรยี บเรยี งยินดีรบั ฟังข้อคิดเหน็ ตา่ ง ๆ เพอ่ื นาไปปรับปรุงให้สมบรู ณ์ย่งิ ข้นึ

สมชาย เอย่ี มละมยั
๒๕ มถิ ุนายน ๒๕๖๒

สำรบญั

เรื่อง หนำ้
คานา............................................................................................................................. ................... ก
สารบญั ............................................................................................................................................. ข
หนว่ ยท่ี ๑ หลกั การสือ่ สารในชวี ิตประจาวัน.................................................................................... ๑
หนว่ ยท่ี ๒ การใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสาร............................................................................................ ๗
หน่วยที่ ๓ ทกั ษะการรบั สาร – สง่ สาร............................................................................................. ๑๔
หน่วยที่ ๔ การนาเสนอผลงาน......................................................................................................... ๒๒
หน่วยท่ี ๕ การอา่ นและการนาเสนอข้อมลู ทางสถิติ......................................................................... ๓๑
หน่วยท่ี ๖ การเขยี นเพื่อการนาเสนอและการเขียนโครงเรอ่ื ง.......................................................... ๓๗
หน่วยที่ ๗ การเขยี นเอกสารการประชมุ .......................................................................................... ๔๔
หน่วยท่ี ๘ การใช้ภาษาในการเขยี นจดหมายสมคั รงาน................................................................... ๕๙
หน่วยที่ ๙ การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ.......................................................................................... ๗๐
หน่วยท่ี ๑๐การเขียนโครงการ......................................................................................................... ๙๐
เอกสารอ้างองิ ............................................................................................................................. ..... ๑๑๒

หนว่ ยที่ ๑

หลักการสอื่ สารในชวี ติ ประจาวัน

การสื่อสารเป็นปัจจัยสาคัญในการดารงชีวิต มนุษย์จาเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา
การส่ือสารจึงเป็นปัจจัยสาคัญอย่างหน่ึงนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการดารงชีวิตของมนุษย์ การส่ือสาร
มีบทบาทสาคญั ต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์มาก จึงถอื วา่ การส่อื สารมีความสาคญั อย่างยิ่งในปัจจุบันเพราะได้
ช่อื วา่ เป็นยุคโลกาภิวัตน์ เปน็ ยุคของขอ้ มลู ขา่ วสาร การสอื่ สารมีประโยชน์ท้งั ในแง่บคุ คลและสงั คม การส่อื สาร
ทาให้คนมีความรู้และโลกทัศน์ท่ีกว้างขวางขึ้น การส่ือสารเป็นกระบวนการที่ทาให้สังคมเจริญก้าวหน้าอย่าง
ไม่หยุดย้ัง ทาให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้ การสื่อสาร
เปน็ ปัจจัยสาคญั ในการพัฒนาประเทศ สรา้ งสรรคค์ วามเจริญก้าวหนา้ แกช่ ุมชน และสังคมในทกุ ด้าน

ความหมายและความสาคญั ของการส่ือสาร

การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ประสบการณ์
ความรู้ ความรู้สึกความคิดเห็น หรือความต้องการจากผู้ส่งสารไปสู่ผู้รับสารด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพ่ือให้
ผู้รับสารรับรู้ เข้าใจความหมายของข้อความท่ีส่ือสารและตอบสนองกลับมา การสื่อสาร (ด้วยภาษา) เป็น
พฤตกิ รรมของมนุษย์ มนุษย์ต้องอาศัยการส่ือสารเป็นเครื่องมือเพ่ือให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ในการดาเนินกิจกรรม
ต่าง ๆ และเพ่ืออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม สังคมมีความซับซ้อนและประกอบด้วยคนจานวนมากเท่าใด
การสื่อสารก็ยิ่งมีความสาคัญมากข้ึนเท่านั้น การอยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับมนุษย์ เพราะ
มนุษย์จาเป็นต้องพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตั้งแต่ในระดับครอบครัว เพื่อนฝูง ระดับชุมชน สังคม และ
ประเทศ โดยเฉพาะในสงั คมปัจจบุ นั เป็นยุคของโลกไร้พรมแดน ขอ้ มลู ขา่ วสารต่าง ๆ จากทกุ มุมโลกส่งผ่านถึง
กันในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีเคร่ืองมือส่ือสารที่ทันสมัย เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต ฯลฯ ผู้ที่รับทราบข้อมูลข่าวสารกว้างไกลย่อมได้เปรียบ ดังน้ันมนุษย์จึงไม่สามารถอยู่ลาพังโดย
ปราศจากการติดต่อส่ือสารได้ ดังน้ันการส่ือสารจึงมีความสาคัญต่อมนุษย์ทั้งด้านการใช้ชีวิต การเรียนรู้
การประกอบอาชีพ การเมืองการปกครอง สังคมและวัฒนธรรม ช่วยสืบทอดและพัฒนาวัฒนธรรม หากไม่มี
การสอื่ สารหรือทากจิ กรรมรว่ มกัน มนุษย์คงสญู สน้ิ เผา่ พันธุแ์ ละอารยธรรมไปในทสี่ ดุ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๑

จุดประสงคข์ องการสอื่ สาร
จุดประสงค์ของการสอ่ื สาร สามารถจาแนกเปน็ ๖ จุดประสงค์ ได้แก่
๑. เพื่อแจ้งให้ทราบ (inform) ผู้ทาการสื่อสารควรมีความต้องการที่จะบอกกล่าวหรือช้ีแจงขา่ วสาร

เรอื่ งราว เหตกุ ารณ์ หรือส่ิงอน่ื ใดให้ผ้รู ับสารไดร้ ับทราบ
๒. เพ่ือสอนหรือให้การศึกษา (teach or education) ผู้ทาการส่ือสารอาจมีวัตถุประสงค์เพ่ือจะ

ถ่ายทอดวชิ าความรู้ หรือเรอื่ งราวเชิงวชิ าการ เพือ่ ให้ผู้รับสารได้มโี อกาสพฒั นาความรู้ให้เพ่มิ พูนยิง่ ขึน้
๓. เพื่อสร้างความพอใจหรือให้ความบันเทิง (please of entertain) ผู้ทาการสื่อสารอาจใช้

วัตถุประสงค์ในการส่ือสารเพ่ือสรา้ งความพอใจ หรือให้ความบันเทิงแก่ผู้รับสาร โดยอาศัยสารที่ตนเองส่งออก
ไปไมว่ า่ จะอยู่ในรปู ของการพดู การเขียน หรอื การแสดงกริ ยิ าต่าง ๆ

๔. เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ (Propose or persuade) ผู้ทาการส่ือสารอาจใช้วัตถุประสงค์ใน
การสอ่ื สารเพื่อให้ข้อเสนอแนะ หรอื ชักจูงใจในส่ิงใดส่ิงหนึ่งต่อผู้รับสาร และอาจชกั จงู ใจให้ผู้รับสารมีความคิด
คลอ้ ยตาม หรอื ยอมปฏบิ ตั ิตามการเสนอแนะของตน

๕. เพ่ือเรียนรู้ (learn) วัตถุประสงค์นี้มีความเก่ียวข้องโดยตรงกับผู้รับสาร การแสวงหาความรู้ ของ
ผู้รับสาร โดยอาศัยลักษณะของสาร ในกรณีนี้มักจะเป็นสารท่ีมีเน้ือหาสาระเก่ียวกับวิชาความรู้ เป็นการหา
ความรเู้ พิ่มเตมิ และเป็นการทาความเขา้ ใจกับเนือ้ หาของสารทีผ่ ู้ทาการสือ่ สารถ่ายทอดมาถึงตน

๖. เพื่อกระทาหรือตัดสินใจ (dispose or decide) ในการดาเนินชีวิตของคนเรามีสิ่งหนึ่งท่ีต้อง
กระทาอยู่เสมอก็คือการตัดสินใจกระทาการอย่างใดอย่างหน่ึงซ่ึงการตัดสินใจนั้นอาจได้รับการเสนอแนะหรือ
ชักจูงใจให้กระทาอย่างนั้นอย่างนี้จากบุคคลอื่นอยู่เสมอ ทางเลือกในการตัดสินใจของเราจึงขึ้นอยู่กับ
ขอ้ เสนอแนะนน้ั

หากมองในมุมของผู้ส่งสารและผรู้ ับสาร สามารถจาแนกวัตถปุ ระสงค์ของการสื่อสาร ดงั แผนภาพ

ผูส้ ง่ สาร ๑. แจ้งให้ทราบ ผู้รบั สาร ๑. เพื่อทราบ

๒. สอน/ใหก้ ารศึกษา ๒. เพื่อเรียนรู้
๓. สรา้ งความบนั เทงิ /จรรโลงใจ ๓. เพ่อื ความบันเทงิ /ความสขุ
๔. โน้มนา้ วใจ ๔. เพื่อกระทาหรือตัดสินใจ

องคป์ ระกอบของการสือ่ สาร
การส่ือสาร ประกอบด้วยองค์ประกอบสาคัญ ๕ สว่ น ดงั รายละเอียดตอ่ ไปนี้
๑. ผสู้ ่งสาร (Sender) ผู้สง่ สารได้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้เริ่มตน้ การตดิ ตอ่ สื่อสาร ผู้ส่งสารที่

ดีจะต้องมีจุดประสงค์ในการส่งสาร มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องท่ีต้องการส่ือสารอย่างถ่องแท้ เข้าใจความ
พรอ้ มความสามารถของผู้รับสาร และเลอื กใช้กลวธิ สี อื่ สารอย่างเหมาะสม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๒

๒. ผูร้ ับสาร (Receiver) ผูร้ ับสารไดแ้ กบ่ ุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีรับรู้ข้อมลู จากผู้สง่ สาร ทาความเข้าใจ
กับขอ้ มลู ที่ได้รบั และมีปฏิกิริยาตอบสนอง ผู้รับสารทีด่ จี ะต้องมจี ุดประสงค์ในการรับสาร พรอ้ มรบั ข่าวสารต่าง
ๆ อย่างมสี ตแิ ละสมาธิ รวมถึงมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้สง่ สาร

๓. สาร (message) เรื่องราวที่มคี วามหมาย อาจอย่ใู นรูปของข้อมลู ความรู้ ความคดิ ความตอ้ งการ
อารมณ์ ฯลฯ ซ่ึงถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รบั สารให้ได้รับรู้ อาจแสดงออกมาโดยอาศัยภาษาหรอื สัญลักษณ์
ทสี่ ามารถทาให้เกิดการรบั รู้ร่วมกันได้ แบ่งเป็น ๓ ประเภท ได้แก่

๓.๑ สารประเภทข้อเท็จจริง สารที่เป็นองค์ความรู้ หลักเกณฑ์ หรือข้อสรุปที่ผ่านการพิสูจน์
ทดลอง คน้ คว้าวจิ ยั มเี หตุและผลที่ยอมรบั ได้ว่าเปน็ ความจริง เชอื่ ถอื และอา้ งองิ ได้

๓.๒ สารประเภทข้อคดิ เห็น สารที่เปน็ ความคิดเห็นอนั เป็นลักษณะสว่ นตัวของผสู้ ่งสาร ผู้รับสาร
อาจเห็นดว้ ยหรอื ไม่ก็ สารประเภทข้อคดิ เห็นแบ่งเปน็ ๓ ประเภท ดงั นี้

๓.๒.๑ ขอ้ คดิ เหน็ เชิงประเมินค่า เปน็ การบ่งชวี้ ่าอะไรดี ไม่ดี มีประโยชน์หรอื มโี ทษอย่างไร
๓.๒.๒ ข้อคิดเห็นเชิงแนะนา เป็นการบอกกล่าวว่าส่ิงใดควรทา ควรปฏิบัติ ปฏิบัติข้ันตอน
อย่างไร และอาจบอกถึงเหตุผลของการกระทาน้ัน ๆ ดว้ ย
๓.๒.๓ ข้อคิดเห็นเชิงต้ังข้อสังเกต เป็นการช้ีให้เห็นลักษณะที่แฝงอยู่ ซึ่งอาจถูกมองข้ามไป
อาจสงั เกตเห็นพฤติกรรมของบุคคล สตั ว์ หรือสง่ิ ต่าง ๆ ท่เี กดิ ขึ้น ตามมมุ มองของผู้ส่งสาร
๓.๓ สารประเภทแสดงความรสู้ ึก สารทแ่ี สดงความรู้สกึ ของมนุษย์ เช่น ดีใจ เสยี ใจ เปน็ ต้น

*** ผรู้ บั สารจาเป็นอยา่ งย่ิงทจี่ ะตอ้ งศึกษาและเรยี นรู้ เพ่ือแยกแยะเน้อื หาของสารให้ได้วา่ สว่ นใดเปน็
ขอ้ เทจ็ จริง ส่วนใดเปน็ ข้อคดิ เห็น และส่วนใดเปน็ ความรูส้ กึ เพื่อให้การสื่อสารมีประสทิ ธภิ าพมากขึน้ ***

๔. ส่ือหรือช่องทาง (media or channel) เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร
การสื่อสารแต่ละครั้งผู้ส่ือสารจะต้องใชภ้ าษาท้ังวัจนภาษาและอวจั นภาษาเปน็ สื่อกลางในการส่ือสาร นอกจาก
ใชภ้ าษาเป็นสื่อกลางแล้วยังมีสื่ออกี ๕ ประเภท ทีช่ ว่ ยให้การสอื่ สารแตล่ ะครง้ั ประสบผลสาเรจ็ ไดแ้ ก่

๔.๑ สื่อธรรมชาติ
๔.๒ สือ่ บคุ คลหรอื สอื่ มนุษย์
๔.๓ สอ่ื สง่ิ พมิ พ์
๔.๔ สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
๔.๕ สื่อระคน / สอื่ เฉพาะกจิ
๕. ปฏิกิริยาตอบสนอง (Feedback) ปฏิกิริยาตอบสนองหรือผลของการสอ่ื สารได้แก่การที่ผ้รู ับสาร
มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้ส่งสารโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง การสื่อสารแต่ละครั้งจะประสบความสาเร็จหรือ
ลม้ เหลว ผู้สอื่ สารจะสังเกตไดจ้ ากปฏิกิริยาตอบสนองของผูร้ ับสารว่า ตรงตามวัตถุประสงค์ของผูส้ ่งสารหรือไม่
การส่ือสารแต่ละคร้งั จะประสบความสาเร็จไดง้ า่ ยหากจดุ ประสงค์การสือ่ สารของผู้ส่อื สารตรงกนั
จากองค์ประกอบการส่ือสารท้ัง ๕ องค์ประกอบของการสื่อสาร สามารถจาลองภาพกระบวนการ
ส่ือสาร ดงั ภาพ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๓

ภาพแสดงองคป์ ระกอบของการส่อื สาร

ประเภทของการสือ่ สาร
การสื่อสารมีทั้งการส่ือสารระหวา่ งเชื้อชาติ การสอ่ื สารระหวา่ งวฒั นธรรม การสือ่ สารระหว่างประเทศ

ซ่ึงผู้ส่ือสารจะต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษาในการส่อื สาร และหากจาแนกตามจานวนของผสู้ อ่ื สารสามารถ
แบง่ ประเภทของการสื่อสารได้ ๕ ประเภท

๑. การสือ่ สารภายในตวั บุคคล การสอื่ สารของบุคคลคนเดียว และเปน็ การส่ือสารทเี่ กิดข้ึนภายในตัว
บุคคล คือเป็นท้ังผู้ส่งสารและผู้รับสาร เช่น การพดู กับตัวเอง การฝนั การนกึ คดิ

๒. การส่ือสารระหว่างบุคคล การส่ือสารต้ังแต่บุคคล ๒ คนข้ึนไป ท้ังผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถ
แลกเปลี่ยนสารกันได้โดยตรงแบบตัวต่อตัว หรือแบบเผชิญหน้า เช่น การเขียนจดหมายโต้ตอบ การคุย
โทรศพั ท์ การบรรยายในช้นั เรียน (กล่มุ ยอ่ ย)

๓. การส่ือสารกลุ่มใหญ่ การส่ือสารระหว่างคนจานวนมากที่รวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่น การหา
เสยี ง การอภปิ รายในหอประชมุ โอกาสที่ผสู้ ง่ สารและผูร้ ับสารจะแลกเปลีย่ นข้อมูลมีน้อยมาก

๔. การสื่อสารในองค์กร การส่ือสารระหว่างผู้ท่ีเป็นสมาชิกขององค์กรหรือหน่วยงาน เพ่ือให้ภารกิจ
ของหนว่ ยงานเป็นไปตามเป้าหมาย

๕. การสื่อสารมวลชน การสื่อสารกับคนจานวนมากในเวลาเดยี วกนั แต่ละคนอยู่ในทท่ี ่ีตา่ งกนั โดยใช้
สือ่ ทเ่ี ข้าถึงได้ในเวลารวดเรว็ เชน่ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสอื พิมพ์ เปน็ ตน้

ปัญหา/อุปสรรคของการส่ือสาร
องค์ประกอบของการส่ือสารแต่ละส่วนล้วนมีความสาคัญต่อกระบวนการสื่อสารทั้งส้ิน ดังนั้นผู้ท่ีทา

การสื่อสารจึงต้องตระหนักถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดข้ึนได้ในระหว่างท่ีทาการสื่อสาร และต้องพยายามลด
อุปสรรคท่เี กดิ ข้นึ เช่น

o ผสู้ ง่ สาร (ขาดความรู้ มที ศั นคติแง่ลบ ขาดความพร้อม วเิ คราะห์ผ้รู ับสารผิดไป)
o ผูร้ ับสาร (ขาดความเข้าใจ คิดว่าตนมคี วามรแู้ ลว้ มีทัศนคติท่ไี ม่ดีต่อผู้ส่งสาร-ตวั สาร คาดหวัง

ในการส่อื สารสงู เกนิ ไป)

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๔

o สาร (เลือกสารไม่เหมาะสม ซับซ้อน ยาก หรือง่ายเกินไป กลวิธีนาเสนอไม่เหมาะสม สารนั้น
เป็นทที่ ราบโดยทัว่ ไปแลว้ ขาดความชดั เจน คลุมเครือ)

o ส่ือ (ใช้สอื่ ไมเ่ หมาะสม ไม่มปี ระสิทธิภาพ ใชภ้ าษาไม่เหมาะสม)
o ส่ิงแวดล้อม (สิ่งแวดลอ้ มไม่เอื้ออานวย เกิดมลภาวะ)

การสื่อสารในชีวิตประจาวันมีหลายรูปแบบ เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับ การพูดในห้องประชุมซึง่
มีผู้ฟัง เป็นต้น การส่ือสารจึงเก่ียวข้องทุกคน การพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง เป็นทักษะสาคัญ
สาหรับการส่ือสารให้สัมฤทธ์ิผล ผู้ส่ือสารจึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถ
เลือกใช้ท้ังวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพ่ือให้
เกิดการยอมรบั ในสังคมย่ิงขน้ึ ความสามารถขน้ั พื้นฐานที่ผู้สือ่ สารควรมีทักษะการฟังและทกั ษะการพูดที่ดี
ซึง่ นาไปสู่การมที กั ษะการอา่ นและทกั ษะการเขียนทีด่ ีในท่สี ุด

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๕

แบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ ๑

หลักการส่ือสารในชีวิตประจาวนั

คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนีใ้ หถ้ ูกต้องและสมบูรณ์
๑. จงอธบิ ายความหมายของการสอื่ สารมาพอสังเขป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. เหตุใดการสื่อสารจึงมีความจาเปน็ ต่อมนุษย์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๓. วตั ถปุ ระสงค์ของการสื่อสารมอี ะไรบ้าง จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. องค์ประกอบของการส่ือสารไดแ้ ก่อะไรบา้ ง จงอธิบาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๕. จงยกตวั อยา่ งอุปสรรคในการสื่อสารที่นกั เรยี นพบในชวี ติ ประจาวันมา ๑ เหตกุ ารณ์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๖. ผสู้ ง่ สาร สาร สอ่ื หรอื ผ้รู ับสาร ท่ีนักเรยี นคิดว่าเปน็ ส่วนสาคญั ทส่ี ุดในการสอ่ื สาร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๗. Communication หมายถึง ................................ ๘. Message หมายถึง......................................
๙. Sender หมายถงึ .................................................. ๑๐. Feedback หมายถงึ ....................................
๑๑. Media or Channel หมายถึง .................................. ๑๒. Receiver หมายถงึ ......................................
๑๓. One-way communication หมายถงึ ........................................................................................................
๑๔. Two-way communication หมายถงึ ........................................................................................................

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๖

หนว่ ยท่ี ๒

การใชภ้ าษาเพอื่ การสอื่ สาร

การใช้ภาษาที่มปี ระสิทธิภาพน้นั ต้องสามารถสื่อสารให้บรรลวุ ัตถุประสงค์และสรา้ งความประทบั ใจแก่
ผู้รับสาร ปัจจัยสาคัญอย่างยิ่งคือการใช้ภาษาท่ีเหมาะสมกับการสื่อสาร ดังน้ันผู้ส่ือสารควรศึกษาและพัฒนา
ทักษะการใชภ้ าษาโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในเรื่องประเภทของภาษา ความหมายของคาและประเภทของประโยค

ความหมายและประเภทของภาษา
ภาษา (Language) หมายถึง สัญลักษณ์ที่กาหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือที่สาคัญท่ีสุดในการสื่อ

ความเข้าใจระหว่างกันของคนในสงั คม ภาษาจาแนกตามวิธกี ารแสดงออกได้ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
๑. วัจนภาษา คือ ภาษาทใ่ี ชถ้ อ้ ยคา ไดแ้ ก่ คาพดู หรือตวั อักษรทีก่ าหนดใชร้ ่วมกันในสังคม ซ่ึงหมาย

รวมท้ังเสียง และลายลักษณ์อกั ษร ภาษาถ้อยคาจงึ เปน็ ภาษาทมี่ นุษยส์ ร้างขน้ึ อย่างมีระบบ
๒. อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช่การพูดเป็นถ้อยคา แต่เป็นส่ิงท่ีสามารถสื่อให้เกิดความหมาย

ความรสู้ ึกนกึ คิด ความเขา้ ใจตรงกนั เช่น ภาษาท่าทาง ภาษาใบ้ ภาษากาย มี ๗ ประเภท คือ
๒.๑ เทศภาษา อวัจนภาษาท่ีรับรู้ได้จากระยะห่างระหว่างบุคคลและสถานท่ีที่ใช้ในการสื่อสาร

กัน เช่น การโน้มตวั เดินผา่ นผูใ้ หญใ่ หห้ า่ งมากทีส่ ุดเพ่ือแสดงความมสี ัมมาคารวะ
๒.๒ กาลภาษา อวัจนภาษาท่ีรับรู้จากช่วงเวลาในการส่ือสาร เช่น นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลา

แสดงถงึ ความตง้ั ใจ เอาใจใส่ และใหเ้ กยี รตผิ ู้สอน
๒.๓ เนตรภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากสายตา เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น การหลบ

สายตา เพราะกลวั หรือเขนิ อาย หรือมคี วามผดิ ไม่กลา้ สู้หน้า
๒.๔ สมั ผัสภาษา อวัจนภาษาทร่ี บั รู้จากการสมั ผสั เช่น การโอบกอด การจับมือ
๒.๕ อาการภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากการเคล่ือนไหวของร่างกาย เช่น การไหว้ การย้ิม

การเมม้ ปาก การน่งั ไขว่ห้าง การยนื เคารพธงชาติ
๒.๖ วัตถุภาษา อวันภาษาท่ีรับรู้จากการเลือกใช้วัตถุเพื่อส่ือความหมาย เช่น เครื่องประดับ

การแต่งบ้าน การมอบดอกไม้ การด์ อวยพร
๒.๗ ปริภาษา อวัจนภาษาท่ีรับรู้ได้จากการใช้น้าเสียงแสดงออกพร้อมกับถ้อยคาน้ัน ทาให้

สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคาได้ชัดเจนย่ิงขึ้น ช่วยเน้นให้เห็นถึงเจตนา หรือลักษณะของผู้ส่งสารว่า
พอใจ โกรธ ฯลฯ เช่น ความเร็ว จังหวะ การเน้นเสียง ลากเสียง ความดัง ความทุ้มแหลม ในกรณีของภาษา
เขยี นอวจั นภาษาทีป่ รากฏได้แก่ ลายมือ การเว้นวรรคตอน การย่อหน้า ขนาดตวั อักษร ฯลฯ

**การส่ือสารแต่ละคร้ังย่อมใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษาควบคู่กันไป ซึ่งอวัจนภาษาท่ีใช้สัมพันธ์
กับวจั นภาษาใน ๕ ลกั ษณะดว้ ยกัน ดังน้ี

๑. ตรงกนั อวัจนภาษามีความหมายตรงกับถ้อยคา เชน่ การสา่ ยหน้าปฏเิ สธพร้อมพูดวา่ “ไมใ่ ช่”

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๗

๒. แยง้ กัน อวัจนภาษาท่ใี ชข้ ดั แย้งกับถ้อยคา เช่น การกลา่ วชมว่า วันน้ีแต่งตวั สวยแตส่ ายตามองท่อี ่ืน
๓. แทนกัน อวัจนภาษาทาหน้าท่ีแทนวัจนภาษา เช่น การกวักมือแทนการเรียก การปรบมอื แทนการ
กลา่ วชม
๔. เสริมกนั อวจั นภาษาท่ชี ่วยเพม่ิ หรือเสริมนา้ หนักของถอ้ ยคา เช่น เดก็ บอกว่ารกั แม่เทา่ ฟา้ พร้อมกับ
กางแขนออก
๕. เน้นกนั อวัจนภาษาชว่ ยเน้นหรือเพม่ิ นา้ หนกั ใหถ้ ้อยคา เชน่ การบงั คบั เสียงใหด้ งั หรอื คอ่ ยกวา่ ปกติ

ถอ้ ยคาภาษาในการสือ่ สาร
การใช้ภาษาให้ได้ผลดีจึงควรเร่ิมต้นด้วยการศึกษาเรื่องคา เพราะเป็นหน่วยสาคัญข้ันมูลพ้ืนฐานทาง

ไวยากรณไ์ ทย

พยางค์ หมายถึงเสียงท่ีเปล่งออกมาประกอบด้วยพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์โดยจะมีความหมาย

หรือไมก่ ็ได้ เช่น

แมว มี ๑ พยางค์ กะทิ ม.ี ....พยางค์

ธรุ กรรม มี.....พยางค์ โภชนาการ มี.....พยางค์

คา หมายถึง เสียงที่มีความหมาย (พยางค์ + ความหมาย) ในภาษาไทยคาหน่ึงคาจะมีกี่พยางค์ก็ได้

การศึกษาเรื่องคาน้ันควรมีความรู้พ้ืนฐานเรื่อง ความหมายของคา ใหช้ ดั เจนเพอ่ื ให้เขา้ ใจและสามารถนาไปใช้

อยา่ งถกู ตอ้ ง ในหวั ข้อน้ีจึงจะกล่าวถงึ เรอ่ื งความหมายของคาพอเป็นพื้นฐาน ดงั นี้

๑. ความหมายเฉพาะของคา
๑.๑ ความหมายโดยตรง เช่น
- เด็ก ๆ ไมช่ อบแม่มดในนิทานเลย
- ฉนั ชอบกนิ กว๋ ยเตย๋ี วลูกชนิ้ หมู
- ในคลองหนา้ บา้ นคุณยายมีปลาซิวมากมาย
๑.๒ ความหมายโดยนยั (ความหมายเชงิ อุปมา) เช่น
- วนั นยี้ ายแม่มดไมม่ าทางานหรือ
- ข้อสอบวชิ าภาษาไทยหมจู นหนา้ เกลยี ด
- ฉนั ชอบเพลงใจปลาซวิ มาก ๆ เลย
๑.๓ ความหมายตามบรบิ ท เช่น คากริยา “ตดิ ” มีหลายความหมายทั้ง จุดไฟ ใกล้บา้ น แปะ ดงั ตัวอย่าง
- ไฟบางดวง ตดิ บางดวงดบั
- บ้านเราอยู่ ตดิ กัน
- ตดิ รปู บนบัตรใหเ้ รียบรอ้ ย
- ฉัน ติด กาแฟมานานแลว้
๑.๔ ความหมายนัยประหวดั เช่น ปัง /สขี าว / สดี า / กา / หงส์ นา้ / ไฟ เป็นต้น

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๘

๒. ความหมายของคาเมอ่ื เทยี บเคยี งกบั คาอ่นื
๒.๑ คาทม่ี ีความหมายเหมอื นกัน (คาไวพจน)์ เชน่

สุนขั – หมา
เทา้ –ตีน
ภรรยา – เมีย
ดวงอาทติ ย์ – พระอาทติ ย์ – ทนิ กร – ไถง – สรุ ีย์
๒.๒ คาท่มี ีความหมายตรงกนั ขา้ ม เชน่

สะอาด – สกปรก
เชื่องช้า – วอ่ งไว
๒.๓ คาทีม่ ีความหมายรว่ มกัน เชน่

สง่ เสรมิ – สนบั สนุน
โปรด – กรุณา
ตดั – ปาด – แล่ – ห่นั – ฝาน
แผ่ – เผยแผ่ – แพร่ – เผยแพร่
๒.๔ คาท่ีมคี วามหมายแคบ – กวา้ งต่างกัน เชน่

เครอ่ื งครวั กระทะ จาน ชาม เขียง ฯลฯ
เคร่ืองประดบั แหวน สร้อย กาไล ฯลฯ
สตั ว์ ชา้ ง ม้า วัว ควาย อง่ึ อา่ ง คางคก

ประโยค
ประโยค คือ ถ้อยคาท่ีมีเนื้อความสมบูรณ์ ประโยคโดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนสาคัญ ๒ ส่วน ได้แก่

ภาคประธาน และภาคแสดง

ภาคประธาน คือ ส่วนท่ีเป็นผู้กระทากริยาอาการ ส่วนภาคแสดง คือ ส่วนที่แสดงกริยาหรือส่วนท่ี

แสดงอาการของภาคประธานใหไ้ ด้ความสมบูรณ์ อาจประกอบดว้ ยกรยิ าคาเดียว หรอื กรยิ าและกรรม เชน่

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง
นกบนิ นก บิน

หมากัดแมว หมา กดั แมว

ครูคือแมพ่ ิมพ์ของชาติ ครู คอื แมพ่ ิมพ์ของชาติ

การจาแนกประโยคในภาษาไทย
ประโยคในภาษาไทยแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยค

ความซ้อน มีรายละเอียดดังน้ี

๑. ประโยคความเดยี ว คอื ประโยคทมี่ ีใจความเดียว ประกอบดว้ ยภาคประธานและภาคแสดง เช่น

-เขาร้องไห้
- เดก็ นอน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๙

- นักศึกษานิเทศศาสตร์ช้นั ปีที่ ๑ รว่ มกนั จดั นิทรรศการ เร่อื งส่งิ ตีพมิ พ์กบั การโฆษณา

ประชาสัมพันธ์

๒. ประโยคความรวม คือ ประโยคท่ีรวมเอาประโยคความเดียว ๒ ประโยคข้ึนไปไว้ด้วยกัน โดยมี

สันธานเช่ือมประโยค ประโยคทร่ี วมกันนนั้ อาจมเี น้อื ความ เชน่

ตัวอย่างคาสนั ธานเชอ่ื มประโยค

คล้อยตามกนั (และ แล้ว.....จงึ เมอ่ื .....จึง พอ.....ก็ ทง้ั .....และ)

ขัดแยง้ กนั (แต่ สว่ น กว่า.....ก็ แม้.....ก็ ถึง.....ก)็

ใหเ้ ลอื กอย่างใดอย่างหนึ่ง (หรอื มิฉะนนั้ ไม่.....ก.็ ....)

เปน็ เหตเุ ป็นผลกัน (เพราะ..... เน่อื งจาก.....จงึ ดังน้นั .....จงึ )

- ฉนั ไปดูหนัง และทานอาหารที่สยามสแควร์

- กวา่ ฉันจะรกั เขา เขากจ็ ากฉันไปแล้ว

- เธอต้องตงั้ ใจเรียนมิฉะนัน้ จะสอบตก

๓. ประโยคความซ้อน คือ ประโยคท่ีมีประโยคย่อยเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็น

ประโยคท่ีประกอบด้วยประโยคหลัก (มุขยประโยค) และประโยคย่อย (อนุประโยค) มารวมเป็นประโยค

เดียวกนั

๓.๑ ประโยคหลกั (มขุ ยประโยค) คือ ประโยคที่เปน็ ใจความสาคัญทีต่ ้องการส่ือสาร

๓.๒ ประโยคย่อย (อนปุ ระโยค) คือ ประโยคท่ีทาหน้าที่ขยายความประโยคหลักใหส้ มบูรณ์ยิ่งขน้ึ

เชน่

ประโยคความซ้อน ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย คาเชือ่ ม
ฉันรักเพ่ือนที่มนี ิสยั
ฉันรกั เพือ่ นทม่ี ีนสิ ยั เพอ่ื นมีนิสยั เรยี บรอ้ ย ที่
เรียบรอ้ ย เรยี บรอ้ ย

พ่อแมท่ างานหนกั เพ่ือ พ่อแมท่ างานหนกั ลูกจะมีอนาคตสดใส เพือ่
ลกู จะมีอนาคตสดใส นายกรัฐมนตรีพูด วา่
เยาวชนไทยต้องมี
นายกรฐั มนตรีพูดวา่ เสอื้ สวยมาก ความซอ่ื สตั ย์สุจริต ที่
เยาวชนไทยต้องมี กิ่งดาวได้รบั รางวลั สตรี ซง่ึ
ความซ่ือสตั ย์สจุ รติ สรวชิ ญ์สวมอยู่
ดเี ดน่ -
เสือ้ ท่ีสรวิชญ์สวมอยู่ แม่เหน็ ลกู ก่ิงดาวเป็นผู้จดั การ
สวยมาก บริษทั

กง่ิ ดาวซึ่งเปน็ ผู้จัดการ (ลูก) อ่านหนังสอื
บริษทั ได้รับรางวลั สตรี
ดีเดน่

แมเ่ หน็ ลูกอ่านหนงั สือ

พ่อทางานหนกั จนล้ม พอ่ ทางานหนัก พ่อล้มปว่ ย จน
ปว่ ย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๑๐

ระดบั ภาษาท่ีใช้ในการสอื่ สาร
ภาษานอกจากจะใช้เป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารความรู้ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติแล้ว ยังใช้สร้าง

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มนุษย์ใช้ภาษาโดยคานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน โอกาส กาลเทศะ และ
ประชุมชน ภาษาจึงมีลักษณะแตกต่างกันเป็นหลายระดับ เพ่ือใช้ให้สัมฤทธิ์ผลสมความมุ่งหมาย ระดับของ
ภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคาและการเรียบเรียงถ้อยคาท่ีใช้โดยพิจารณาตาม โอกาส หรือ
กาลเทศะ ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลท่ีเป็นผู้สื่อสาร และ ตามเนื้อหาท่ีสื่อสาร ภาษาอาจแบ่งเป็น ๓ ระดับ
ดงั นี้

๑. ระดับพิธีการ (แบบแผน) เป็นภาษาท่ีเรียบเรียงมาเป็นอย่างดรี ผู้ส่งสารมักเป็นบุคคลสาคัญโดย
ใช้การส่อื สารในท่ีประชมุ ที่จัดเป็นพิธีการ เช่น พิธีเปิดงานต่าง ๆ การกลา่ วใหโ้ อวาท การกล่าวสุนทรพจน์ การ
กล่าวถวายพระพร เป็นต้น หรืออาจเป็นภาษาในจดหมายราชการ บันทึกทางราชการ ตารา แบบเรียน
ขอ้ สังเกตภาษาระดบั นม้ี ักจะไมม่ ีการโต้ตอบกันระหว่างผสู้ ง่ สารและผรู้ ับสาร

ตัวอยา่ ง ภาษาระดบั พิธกี าร
“เน่ืองในวโรกาสอันเป็นมหามงคลที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเจริญพระชนมพรรษา

ครบ ๖ รอบ ปวงประชาชาวไทยขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัย ขอให้ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิอันทรง
มหาพลานุภาพทั้งหลาย จงโปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงเจริญด้วยมิ่ง
มหาศุภสวัสดิ์ เจริญพระชนมพรรษานับหม่ืน ๆ ศตพรรษ สถิตเสถียรเป็นร่มโพธ์ิทองของปวง
ประชาชาวไทย ตราบชั่วกลั ปาวสาน”

“ธุรกิจระบบแฟรนไชส์ (franchise) คือกระบวนการทางธุรกิจซ่ึงกลุ่มบุคคลได้พัฒนา
วิธีการ อนั ไดร้ ับการพิสจู น์แลว้ ว่าประสบความสาเร็จในการประกอบการและการจัดการธรุ กิจ ได้
ถ่ายทอดสิทธิในการประกอบการธุรกิจรูปแบบดังกล่าวให้กับกลุ่มบุคคลอื่นภายใต้ตราสนิ ค้าหรอื
บริการ หรือเครื่องหมายการค้าอันหน่ึงอันใด โดยกระบวนการน้ีเก่ียวข้องกับการทาข้อตกลงทาง
กฎหมายระหว่างกลมุ่ บคุ คล 2 กลุ่มในข้างต้น”

๒. ภาษาระดับก่งึ พธิ ีการ (ก่งึ แบบแผน) ภาษาทใ่ี ชส้ ือ่ สารกับบุคคลทีไ่ มม่ คี วามสนทิ สนมกนั มคี วาม
แตกต่างทางชาติวุฒิ (กษัตริย์ พระราชวงศ์ และเช้ือพระวงศ์) วัยวุฒิ (ความแตกต่างทางอายุ) และคุณวุฒิ
(ความแตกต่างทางดา้ นความรู้ ความสามารถ หรอื ตาแหน่งหนา้ ทีก่ ารงาน)

โอกาสในการใช้ภาษาก่ึงแบบแผน เช่น การแนะนาตัว หรือการสนทนากับบุคคลที่เพ่ิงรู้จัก
การประชุม การใชภ้ าษาในการสอื่ สารมวลชน การเขยี นบทความ เป็นตน้
ตวั อย่าง ภาษาระดบั ก่ึงพิธีการ

“สวสั ดคี รับ ผมชอื่ ดนัย ยนิ ดที ีไ่ ดร้ ้จู ักครบั ”
“ขอต้อนรบั ทกุ ท่านเข้าสู่รายการ เร่อื งเลา่ เช้าน้ีคะ่ ”
“เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2553 กาลงั ดีขนึ้ อยา่ งต่อเนอ่ื ง”

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๑๑

๓. ระดับไมเ่ ปน็ พธิ กี าร/ไม่เป็นแบบแผน (ภาษาปาก) เป็นภาษาท่ใี ชส้ ่อื สารกับบคุ คลทีส่ นิทคุ้นเคย

เปน็ กนั เอง จงึ ไม่จาเปน็ ตอ้ งใช้ให้ ถกู ตอ้ งตามแบบแผนมากนัก ภาษาปากเหลา่ น้ไี ด้แก่ คาพูดระหว่างบุคคลใน

ชีวิตประจาวัน คาถ่นิ และคาคะนอง เชน่

“เปน็ ไงบา้ ง” มาจาก “เป็นอยา่ งไรบา้ ง”
“กนิ ข้าวยงั ” มาจาก “กนิ ข้าวหรือยงั ” “ทานขา้ วหรือยัง”
“เป็นจะไดพ่อง” มาจาก “เปน็ อย่างไรบ้าง” (คาถน่ิ เหนือ)

“อยา่ มาแอบ๊ มึน” (คาคะนอง) แปลวา่ อยา่ ทาเปน็ วา่ ไม่รเู้ รอ่ื ง

แม้ว่าภาษาจะเป็นออกเป็น ๓ ระดับ แต่บางคร้ังการสื่อสารอาจมีการใช้ระดับภาษาท่ี
คาบเกี่ยวกนั การเลือกใช้ภาษาจงึ ควรเลอื กใหเ้ หมาะสมกับกาลเทศะ จึงจะสามารถใชภ้ าษาในการส่ือสาร
ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๑๒

แบบฝึกหัดท้ายหนว่ ยที่ ๒

เร่ือง การใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสาร

ตอนท่ี ๑ จงบอกประเภทของอวจั นภาษาต่อไปนี้ใหถ้ กู ต้อง
๑. การตรงตอ่ เวลา........................................ ๖. ระยะห่างพระกับสตรี........................................
๒. ตารวจจราจรโบกมือ................................. ๗. การใชร้ ถเบนซ์...................................................
๓. การลบู ศรี ษะ............................................. ๘. การพดู ตะคอก...................................................
๔. เสยี งไซเรน................................................ ๙. การสบตา...........................................................
๕. การยักค้ิว................................................... ๑๐. การจับมือ.......................................................

ตอนท่ี ๒ ใหน้ กั เรยี นแยกประโยคตอ่ ไปนี้ แล้วเติมชนดิ ของประโยคให้ถูกตอ้ ง

ประโยคความเดียว ประโยคความรวม ประโยคความซอ้ น
๑. คณุ ชอบดนตรีไทยหรือดนตรสี ากล ........................................

๒. นิกอา่ นหนงั สือแต่เอ็กซเ์ ล่นเกม Rov ........................................

๓. ฉนั หวิ ขา้ วมาก ........................................

๔. ภาพยนตร์เรอ่ื งนส้ี อนว่าทุกคนควรช่วยเหลอื สังคมเมอื่ มีโอกาส ........................................

๕. อคิ คิวเล่นฟตุ บอลทุกเย็น ........................................

๖. พอฉนั ทาการบา้ นเสรจ็ ก็ไปดูโทรทศั น์ทันที ........................................

๗. แม่และฉนั ออกไปตักบาตรทกุ เช้า ........................................

๘. อานนทเ์ ป็นเกษตรกรที่ขยันมาก ........................................

๙. ครูทุกคนไม่ชอบนักเรียนท่ีแตง่ กายไม่เรียบร้อย ........................................

๑๐. เจ้าแมน่ าคเี ป็นส่ิงศกั ดสิ์ ิทธ์ทิ ี่ชาวอีสานเคารพนบั ถือ ........................................

ตอนที่ ๓ ใหน้ กั เรยี นแยกประโยคหลักและประโยคย่อยจากประโยคความซ้อนต่อไปน้ี

ประโยคความซ้อน ประโยคหลกั ประโยคยอ่ ย คาเชื่อม

๑. บา้ นสวยที่อยู่บนภเู ขานน้ั เปน็
ของนักร้องชื่อดัง
๒. เก่งซ่ึงเปน็ นักกีฬาฟตุ บอลไดร้ บั
รางวัลนักกีฬาดีเดน่

๓. กางเกงทธี่ นาสวมอยเู่ ท่มาก

๔. พที นอนตวั ส่นั เพราะกลัวเสยี ง
ลมพายุพัดกระหนา่

๕. แพรวผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครยืน
หน้าเขม้ อยหู่ น้าห้อง

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๑๓

หนว่ ยที่ ๓

ทักษะการรับสาร - ส่งสาร

แม้มนุษยจ์ ะใชภ้ าษาส่ือสารในการดาเนินชวี ิตประจาวันท้ังการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน แต่
ไม่ใช่ว่าการสื่อสารจะสาเร็จไปทุกครั้ง เนื่องจากขาดการวิเคราะห์การส่งสารและการรับสารท่ีถ่ีถ้วน ดังน้ัน
เพ่ือให้การส่ือสารบรรลุวัตถุประสงค์ จึงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องคานึงถึงหลักของการส่งสารและการรับสาร
เพือ่ ให้การส่ือสารน้นั เกดิ ประสิทธิภาพมากทส่ี ดุ

๑. ทกั ษะการรับสาร

มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรมของสังคม หรือศาสตร์ต่าง ๆ โดยอาศัย
ทักษะสาคัญ ๒ ทักษะ ได้แก่ ทักษะการฟัง และทักษะการอ่าน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ซึ่งท้ังสองทักษะน้ี
จัดเป็นทกั ษะเบอ้ื งต้นในการสอื่ สาร มชี อื่ เรยี กว่า “ทกั ษะการรบั สาร”

๑.๑ จดุ ประสงค์หลักของการรบั สาร
จุดประสงค์หลักของการรบั สาร มี ๔ ประการ ไดแ้ ก่
๑. เพื่อหาความรู้ เช่น ฟังคาอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ฟังครูอธิบายเนื้อหา ผู้ฟังต้องฝึกทักษะ

การ จับใจความ และฝึกการบนั ทกึ ชว่ ยจา อา่ นตารา หนังสอื ฯลฯ
๒. เพ่ือคิด เช่น เป็นการรับสารที่ต้องใช้สติปัญญาและวิจารณญาณ ตลอดจนทักษะใน

การตัดสนิ ใจ ไตรต่ รอง วิเคราะห์หาสาเหตุหรือแกป้ ญั หาเฉพาะหน้าอย่างฉับไว
๓. เพ่ือให้เกิดความบันเทิงเพลิดเพลินจรรโลงใจ เป็นการรับสารเพื่อความสนุกสนาน

ผอ่ นคลาย และคล้อยตามไปกบั เรื่องทฟ่ี ังและดู เช่น ฟงั และดดู นตรี นิยาย ละคร บทรอ้ ยกรอง โดยผู้ฟังและดู
ควรมคี วามรใู้ นเร่ืองทีฟ่ งั และดูพอสมควร

๔. เพอื่ ปฏิบตั ิตาม เชน่ การปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจร การปฏิบตั ติ ามกฎหมาย เป็นต้น

๑.๒ คณุ สมบัติของผูร้ บั สารที่ดี
วิธีการรับสารให้ประสบผลสาเร็จ นอกจากจะคานึงถึงองค์ประกอบของการสื่อสารแล้วยังต้อง

คานึงถึงคุณสมบัติของผู้รับสารที่ดีด้วย หากผู้รับสารไม่พร้อมหรือไม่สามารถรับสามารถที่ครบถ้วนอาจทาให้
เกิดส่ือสารนน้ั ไมบ่ รรลวุ ัตถุประสงคไ์ ด้ ดงั นั้นผู้รบั สารที่ดีควรมคี ุณสมบตั ิ ดังนี้

๑. มีความตัง้ ใจ พร้อมที่จะรบั สาร
๒. มีสมาธิ
๓. มคี วามพร้อมท้งั ดา้ นร่างกายและจติ ใจ
๔. ไมม่ ีอคติ
๕. มีวิจารณญาณในการรบั สาร
๖. เขา้ ใจหลักการบันทึกข้อมลู ท่ีได้รับอย่างถูกตอ้ ง

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๑๔

๑.๓ การรับสารดว้ ยทกั ษะการฟัง

การฟัง หมายถึง การรับรู้เร่ืองราวต่าง ๆ จากแหล่งของเสียง ซึ่งอาจรับรู้ผ่านผู้พูดโดยตรงหรือ

รบั ร้ผู า่ นอุปกรณ์บนั ทกึ เสียงแบบต่าง ๆ การฟังถอื เปน็ ทกั ษะหนึ่งทจ่ี าเป็น เพราะเป็นทักษะการส่ือสารที่มนุษย์

ใช้มากกว่าทักษะอื่นในชีวิตประจาวัน การฟังเป็นองค์ประกอบสาคัญประการแรกของหัวใจนักปราชญ์ ได้แก่

สุ (ฟัง) จิ (คิด) ปุ (ถาม) ลิ (เขียน) การฟังเป็นพื้นฐานสาคัญของทักษะอื่น คือ การพูด การอ่าน และ

การเขยี น

ภาพทักษะการฟัง
ท่มี า: https://sites.google.com/site/prangtip00002464/

๑.๓.๑ ระดับของการฟงั
การฟังแบ่งเปน็ ๒ ระดับ ไดแ้ ก่
๑. การฟังตามปกติ เป็นการรับสารที่ได้ฟังสามารถทาความเข้าใจเร่ืองจับประเด็น

สาคัญของเร่ือง สรุปยอ่ เรือ่ งทีฟ่ งั ได้
๒. การฟังอย่างมีวิจารณญาณ ผู้ฟังสามารถวิเคราะห์และวินิจสารเร่ืองท่ีฟัง โดย

แยกแยะขอ้ เทจ็ จริงและข้อคิดเห็นได้ ความน่าเชือ่ ถอื ประเมนิ คุณค่าของสาร เพอ่ื นาไปใช้ประโยชน์ตอ่ ไป

๑.๓.๒ ลักษณะการฟงั ท่มี ีประสทิ ธภิ าพ
การฟังถือเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการส่ือสาร หากมีการฟังท่ีดีก็จะสามารถรับสารได้ดี

ฉะนนั้ เมอื่ รบั สารด้วยการฟังควรรบั สารตามลกั ษณะการฟงั ที่มปี ระสิทธภิ าพ ดงั น้ี
 ฟังดว้ ยความสนใจ ไม่วา่ เร่ืองทฟ่ี งั จะเปน็ เรื่องยาก สลับซับซอ้ นอยา่ งไรกต็ าม
 ฟังผู้พูดทุกคน โดยไม่เลือกว่าผู้พูดคนน้ันเป็นคนพูดดี หรือพูดเก่ง ให้เข้าใจ
ความหมายท่ีผู้พูดส่ือสารออกมา
 ฟังโดยจับใจความ เร่ืองท่ีฟัง รู้ความหมายของคาพูด และความหมายที่ผู้พูดแสดง
ออกมาทางอากัปกริ ิยา ท่าทาง สหี น้าหรอื นัยน์ตา
 ฟังด้วยความอดทน
 ฟงั โดยสังเกตอย่างถี่ถ้วน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๑๕

 ฟังโดยไม่คิดตอบโต้ ในขณะท่ฟี งั ผูฟ้ ังตอ้ งฟงั อย่างมีสมาธิ
 ฟงั โดยการไม่ถอื การเลน่ สานวนเป็นใหญ่
 ฟังโดยไมข่ ัดคอ
 ฟงั เพอ่ื พยายามหาขอ้ ตกลงรว่ มกบั ผู้พดู
 ฟังโดยทาความเข้าใจให้ตรงกันกับผู้พูด ฟังด้วยจิตว่าง ปราศจากอคติต่อผู้พูด

ฟงั อย่างเข้าซึง้ ถึงจติ ผูพ้ ดู และพยายามเขา้ ใจสารของผู้พูดอยา่ งชดั เจน

๑.๓.๓ ขอ้ ควรระวังในการฟงั
๑) หากเปน็ การฟงั ในทป่ี ระชุมชน ผู้รับสารควรปฏบิ ตั ิตามมารยาทการฟังทีถ่ ูกตอ้ ง เช่น
- เข้า ออกทีป่ ระชุมโดยยึดหลักมารยาทสากล
- นั่งฟังด้วยทา่ นั่งทสี่ ภุ าพเรยี บรอ้ ย ถูกต้องตามวฒั นธรรม
- ไม่แสดงอาการงว่ งเหงาหาวนอน
- หากมีข้อสงสัยจะถามควรรอจังหวะท่ีเหมาะสม ขออนุญาตถามด้วยน้าเสียงสุภาพ

ไมค่ วรประชดประชันหรอื ลองภมู ิ
๒) การฟังและจดคาบรรยาย
- การจดบันทึกสาระความรู้ที่ได้จากการฟังบรรยาย ไม่จาเป็นต้องจดทุกประโยคท่ี

ได้รับฟงั ควรจดเฉพาะประเดน็ สาคญั หรอื เฉพาะเร่อื งแปลกใหม่ทไี่ ม่เคยรับฟังมากอ่ น

๑.๔ การรับสารด้วยทักษะการอา่ น

การอ่าน หมายถึง กระบวนการรับสารจากลายลักษณ์อักษรมาแปลเป็นความรู้ ความเข้าใจผ่าน
การคิด ประสบการณ์ ความเช่อื เพื่อพัฒนาตนเองด้านสตปิ ญั ญา อารมณ์ และสงั คม

การอ่านเป็นทักษะท่ใี ช้แสวงหาความรตู้ า่ ง ๆ คนทมี่ ีลักษณะนิสยั รักการอา่ นและมีทักษะการอ่าน
ดจี ะสามารถแสดงหาความรแู้ ละศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธภิ าพสามารถนาความรู้ท่ีได้จากการอ่านไปใช้
ในการพดู และการเขียนไดด้ ี

ภาพทักษะการอ่าน ๑๖
ทมี่ า: https://www.fluentu.com/blog/english/how-to-improve-english-reading-skills/

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน

๑.๔.๑ ลักษณะของการอ่าน
ลกั ษณะของการอา่ น แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) การอ่านในใจ คือ การแปลความหมายของตัวหนังสือ ออกมาเป็นความคิด

ความเข้าใจ และนาความคิดความเข้าใจน้ันมาใช้ประโยชน์ การอ่านในใจเป็นกลไกท่ีทางานร่วมกันระหว่าง
สายตากับสมอง เป็นการอ่านท่ีมุ่งจับใจความสาคัญ ผู้อ่านจึงควรอ่านให้ได้รวดเร็ว ถูกต้อง และควรทาบันทึก
ยอ่ ในเรื่องที่อ่านด้วย

๒) การอ่านออกเสียง เป็นกระบวนการท่ีทางานสอดคล้องสัมพันธ์ระหว่างสายตา
มองเห็นตัวอักษร สมองรับรู้แลว้ เปล่งเสยี งเพอ่ื ให้ผอู้ น่ื ไดฟ้ ังหรอื เพื่อฝกึ ทกั ษะการออกเสียง

๑.๔.๒ การรบั สารด้วยการอา่ น
การรับสารดว้ ยการอ่านสามารถทาไดห้ ลายวธิ ขี ้ึนอยู่กบั จุดประสงค์ของการอา่ นและสาร

ที่อา่ น ในท่นี ้ีจะขอนาเสนอเฉพาะการรับสารดว้ ยการอา่ นท่ีมักพบในชวี ติ ประจาวนั

๑) การอ่านจบั ใจความสาคัญ
การอ่านจับใจความสาคัญเป็นการอ่านเพ่ือค้นหาความคิดสาคัญของเรื่องหรือสารท่ี

ผู้เขียนม่งุ เสนอตอ่ ผู้อา่ นมขี ้ันตอน ดงั นี้

- อา่ นชือ่ เรือ่ ง ยอ่ หนา้ แรก ย่อหนา้ สุดท้าย เพื่อดแู นวคิดสาคญั ของเร่ือง

- อา่ นเรื่องครา่ ว ๆ ให้เข้าใจความคดิ รวมของเร่อื ง

- อ่านอย่างละเอียด พิจารณาข้อความทีละย่อหน้า เพ่ือหาใจความสาคัญซ่ึงอาจเปน็

ความรู้หรือความคิดของผู้เขียน (อาจจะอยู่ตอนต้น / ตอนท้าย / ตอนกลาง / ตอนต้นและตอนท้ายของย่อ

หน้า ฯลฯ)

- อา่ นอย่างละเอียดทีละยอ่ หน้าเพอื่ หาใจความรอง ซ่ึงอาจใชว้ ธิ กี าร ดังนี้

การยกตวั อยา่ ง ( เชน่ เป็นต้น ได้แก่... เปน็ ตน้ อาทิ ฯลฯ)

การใหเ้ หตผุ ล (เพราะ เน่อื งจาก เพราะฉะนน้ั ทาให้)

การให้คานยิ มคาจากดั ความ (การอธบิ ายความหมาย หมายถึง แปลว่า)

การเปรียบเทียบ (เหมอื นกนั ต่างกัน คลา้ ยกัน มากกว่า...ทสี่ ดุ )
- หากพบศพั ท์ยาก ควรพิจารณาความหมายโดยอาศยั คาแวดล้อม

- เมือ่ อา่ นจนจบเรื่องแลว้ ควรทบทวนความเข้าใจในการอ่านทุกคร้ัง และควรกลับไป

อา่ นเพมิ่ เตมิ อีกคร้ังเม่ือมีโอกาส

๒) การอา่ นเอาเร่อื ง
อ่านเพื่อให้ทราบว่าใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่ือไหร่ อย่างไร ในระหว่างอ่านต้องคิด

ติดตามเรื่องราวให้ได้ต่อเนื่องกันไป จึงจะสามารถอ่านได้รู้เร่ืองโดยตลอด การอ่านเอาเร่ืองจะได้ผลสมบูรณ์

ผอู้ า่ นจะต้องเข้าใจ รเู้ รอ่ื ง และควรจาเรือ่ งให้ไดด้ ว้ ย ซง่ึ ต้องอาศยั การอ่านจับใจความสาคญั ได้ดว้ ย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๑๗

๓) การอา่ นวเิ คราะห์
การวิเคราะห์ คือ การใคร่ครวญ แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของงานเขียนอย่างละเอียด

เป็นการอ่านเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ความกลมกลืน ข้อดีข้อเสียของงานเขียนอย่างชัดเจน เพื่อนา ไปสู่
การวิจารณ์และประเมนิ คา่ หลักการอ่านวเิ คราะห์แตกต่างไปตามประเภทของงานเขยี น จะศกึ ษา รปู แบบงาน
เขยี น เนอื้ เรือ่ ง กลวธิ กี ารนาเสนอ การใชส้ านวนภาษา เป็นกระบวนการอ่านท่ีดาเนินต่อเนื่องภายในสมองของ
มนุษย์โดยอาศัยความรู้ทางภาษา ประสบการณ์ วิจารณญาณของผู้อ่าน เป็นขั้นตอนที่ยากกว่าการอ่าน
จับใจความสาคญั

๔) การอา่ นตคี วาม
การอ่านตคี วามเป็นการอ่านทีต่ ้องใชค้ วามคิดพิจารณาสาระสาคัญของเรื่องว่าผู้เขียน

มีเจตนาใด เช่น แนะนา ส่ังสอน เสียดสี ประชดประชัน หรือต้องการบอกอะไรแก่ผู้อ่าน โดยหลังจากการอา่ น
วเิ คราะหแ์ ล้ว ผู้อา่ นจะต้องพจิ ารณาอีก

๕) การอ่านเพ่อื ประเมนิ ค่า/วจิ ารณ์
การอ่านเพ่ือประเมินค่า/วิจารณ์ เป็นการอ่านเพ่ือตัดสินความถูกต้องและคุณค่าของ

เรื่องท่ีอ่านว่าถูกต้องชัดเจนหรือไม่ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด มีคุณค่าหรือไม่อย่างไร ฯลฯ โดยพิจารณาจาก
เน้ือหาสาระ วิธีการนาเสนอ การใช้ภาษา เป็นต้น การอ่านเพ่ือประเมินค่าเป็นการอ่านระดับสูง ต้องอาศัย
ความรู้เก่ียวกับองค์ประกอบของงานเขียน ทฤษฎีการวิจารณ์ และประสบการณ์การอ่านมาก การประเมินค่า
จะพิจารณาตามประเภทของงานเขยี นได้ เช่น การประเมนิ ค่างานเขยี นประเภทสารคดี และบนั เทิงคดี

๒. ทักษะการส่งสาร

มนุษยถ์ ่ายทอดความคิด ความร้สู กึ ความรูต้ า่ ง ๆ ให้บุคคลอ่ืนไดร้ ับรู้ โดยอาศยั ทกั ษะสาคัญ ๒ ทกั ษะ
ได้แก่ ทักษะการพดู และทักษะการเขยี น ซ่ึงรวมเรยี กว่า “ทกั ษะการส่งสาร”

การส่งสารทั้งการพูดและการเขียนมีความสาคัญทั้งต่อบุคคล ต่อสังคม ต่อประเทศ ทาให้เกิด
การติดต่อส่ือสาร ถ่ายทอด ข้อมูล ศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ทาให้คนในสังคมเข้าใจซ่ึงกันและกัน ช่วยกันพัฒนา
สังคมและประเทศชาตติ อ่ ไป

๒.๑ จุดประสงคห์ ลักของการสง่ สาร
จดุ ประสงคห์ ลักของการรับสาร มี ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑) เพื่อให้ความรู้ เช่น การอภิปราย การรายงานข่าว การสาธติ การเขยี นบทความ
๒) เพอื่ ให้ความบันเทงิ เพลดิ เพลนิ เชน่ การเล่าเรอื่ งสนุกขาขันตา่ ง ๆ
๓) เพือ่ สร้างความจรรโลงใจ / เพ่ือใหไ้ ดค้ ติชวี ติ เช่น การอวยพร การชมเชยตา่ ง ๆ
๔) เพอ่ื ชักจูงใจหรือโน้มน้าวใจ เช่น การออ้ นวอน ขอรอ้ ง ชักชวน การโฆษณา
๕) เพื่อจดุ ประสงคเ์ ฉพาะกิจ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๑๘

๒.๒ คุณสมบัติของผ้สู ่งสารท่ดี ี
คุณสมบัติของผู้ส่งสารท่ดี ีท่ีจะทาให้เกิดการสื่อสารท่มี ีประสิทธภิ าพ ควรมคี ณุ สมบัตดิ ังนี้
๑. มีความร้คู วามเข้าใจสารที่ตอ้ งการสง่
๒. มีความพร้อมทั้งด้านรา่ งกายและจิตใจ
๓. เขา้ ใจความพรอ้ มและความสามารถของผ้รู บั สาร
๔. สามารถเลือกใชส้ ือ่ ได้อย่างเหมาะสม

๒.๓ ประเภทของการส่งสาร
๑. การส่งสารแบบไมเ่ ปน็ ทางการ เช่น การสนทนาในชีวิตประจาวัน การพดู โทรศัพท์ การเขียน

ไปรษณยี บตั ร การใช้เอ็มเอสเอ็น เป็นต้น
๒. การสง่ สารแบบเป็นทางการ เช่น การแสดงปาฐกถา การอภปิ ราย การเขียนรายงานวิชาการ

การเขยี นรายงานการประชมุ เปน็ ต้น

๒.๔ ทกั ษะการสง่ สารด้วยทกั ษะการพูด
การพูด คือ การเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคา การพูดเป็นการสื่อ

ความหมายโดยใช้เสียงและภาษาทา่ ทาง ใชท้ งั้ วัจนภาษาและอวัจนภาษาประกอบกัน
การพูดเป็นกระบวนการส่ือสารท่ีสมั พันธก์ ับการฟังและเปน็ การส่ือสารสองทางต้องมี
ทงั้ ผพู้ ดู และผ้ฟู ังเสมอ

๒.๕ ทักษะการส่งสารดว้ ยทกั ษะการเขยี น
การเขียน คือการถ่ายทอดเสียง สาเนียงต่าง ๆ ท่ีเป็นภาษาพูดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร

การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ จินตนาการและข่าวสารต่าง ๆ โดยใช้
ตวั อกั ษรและเคร่อื งหมายตา่ ง ๆ เป็นสญั ลกั ษณ์

๒.๕.๑ ข้ันตอนการส่งสารอย่างเป็นทางการ
๑) การกาหนดจดุ ประสงคข์ องการส่งสาร
๒. การเลือกเร่ือง/หวั ข้อ สารท่ีจะส่ง (กาหนดไว้แล้ว/เลือกเรื่องเอง)
- เลอื กเรอ่ื งทีผ่ ้สู ่งสารสนใจและมีความร้ดู ี
- เลือกเร่ืองท่ีผู้รับสารสนใจ เหมาะสมกับวัย ความรู้ของผู้รับสาร (วัย/ เพศ / อาชีพ /

ความรู้ / ทศั นคต/ิ ความสนใจ)
- เลือกเร่ืองท่ีมีขอบเขตจากัดและเหมาะสมกับเวลาและกาลเทศะ (เวลา/สถานที่ /

โอกาส/ ส่ิงแวดล้อมและบรรยากาศ / ลาดับการพูด/ สอ่ื )
๓) การวางโครงเรือ่ ง ( การเขยี นคานา / เนื้อเรอ่ื ง / สรปุ )
๔) การคน้ คว้ารวบรวมข้อมลู

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๑๙

๕) การเรยี บเรียงเน้ือหา
๖) ถา่ ยทอดสารโดยใชส้ ่อื ท่เี หมาะสม

๒.๖ ข้อควรระวงั ในการส่งสาร
แม้ว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการสื่อสาร ซึ่งเป็นแนวทางท่ีจะทาให้เกิดการส่ือสาร

ท่ีสัมฤทธ์ิผลแล้ว แต่ในบางครั้งการส่งสารอาจเกิดข้อผิดพลาดทาให้เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร ฉะน้ัน
ในการส่งสารจึงควรระมดั ระวงั ในเร่อื งตอ่ ไปน้ี เพื่อลดความเสย่ี งท่ีจะเกิดการสอ่ื สารทไี่ ม่บรรลุวตั ถปุ ระสงค์

๑. การใชภ้ าษาให้ถูกต้องตามกาลเทศะ
๒. ไม่ใชภ้ าษาพดู ภาษาเขียนปนกนั
๓. ระวงั ใช้ภาษาผดิ ความหมาย
๔. การเลอื กใช้สอ่ื ท่เี หมาะสม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๒๐

แบบฝึกหัดท้ายหนว่ ยที่ ๓

เร่อื ง ทกั ษะการรับสาร - ส่งสาร

คาชแี้ จง ให้นักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนใี้ หถ้ ูกต้องและสมบูรณ์
๑. การฟงั หมายถงึ ..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. หัวใจนกั ปราชญ์ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง ..........................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. การฟงั อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร (ยกตัวอย่างมา ๓ ขอ้ )
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. การอ่านในใจ หมายถงึ ....................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. การส่งสาร แบ่งออกเป็นกปี่ ระเภท อะไรบา้ ง ..................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๖. จดุ ประสงค์ของการรบั สาร มีอะไรบา้ ง ............................................................................................................
...................................................................................................................................................... ........................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. จดุ ประสงค์ของการส่งสาร มอี ะไรบา้ ง ............................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๘. การรับสารดว้ ยการอา่ น มีกปี่ ระเภท อะไรบา้ ง ................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................. .............................
๙. หากนกั เรียนเป็นผูร้ ับสาร แล้วมีอคติตอ่ ผูส้ ง่ สาร นกั เรยี นคดิ วา่ การรับสารจากเกดิ ผลอยา่ งไร
....................................................................................................................................... .......................................
..............................................................................................................................................................................
๑๐. เพราเหตใุ ดผ้สู ่งสารจึงควรเลือกเรอ่ื งทีผ่ รู้ บั สารสนใจ เหมาะสมกบั วยั และความรู้ของผูร้ ับสาร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๒๑

หน่วยท่ี ๔

การนาเสนอผลงาน

การนาเสนอผลงานเป็นทกั ษะการส่ือสารที่จาเป็น เนื่องจากบอ่ ยครั้งทเี่ ราต้องเผชิญกับการพูดต่อหน้า
ผู้อ่ืน เช่น การนาเสนองานหน้าชั้นเรียน การนาเสนอต่อท่ีประชุม การเสนอโครงการเพื่อดาเนินงานต่าง ๆ
รวมถึงการนาเสนอข้อมูลจากการดาเนินงานท่ีผ่านมา ดังนั้น ทุกคนจึงควรฝึกฝนทักษะในการนาเสนอผลงาน
เพ่อื ใหเ้ กดิ ความชานาญ และเกิดประสิทธิภาพในการนาเสนอ

ความหมายของการนาเสนอผลงาน
การนาเสนอ หมายถึง การเผยแพร่สิ่งอันเป็นคุณประโยชน์ เพื่อสาธารณชนได้รับรู้และเกิดความ

เขา้ ใจในคณุ คา่ ตอ่ ส่ิงน้นั อย่างแท้จรงิ
ผลงาน หมายถึง ผลของการศึกษาค้นคว้าหรือกระทาอย่างใดอย่างหนึ่งจนกระท่ังเกิดผลผลิตที่

สมั ฤทธผิ ลเป็นรปู ธรรมขึ้นมา
การนาเสนอผลงาน หมายถึง การเผยแพร่ผลผลิตที่กระทาโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งจนประสบ

ผลสาเร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้และเกิดความเข้าใจในคุณค่าหรือคุณประโยชน์ของผลผลิต
จากงานทท่ี านนั้ ๆ

ภาพการนาเสนอผลงานโดยนกั เรียน
ท่มี า: https://www.youtube.com/watch?v=SI6GvMvvypc

จุดมุ่งหมายในการนาเสนอผลงาน
โดยท่ัวไปการนาเสนอผลงานควรจะมุ่งเน้นในวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ควรนาเสนอด้วย

วัตถุประสงค์ท่ีมากมายหลายด้าน เพราะจะเป็นเหตุให้ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแท้จริง การนาเสนอผลงาน
เป็นระบบการสื่อสารที่สามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการปฏิบัติงานในหน่วยงานทุกองค์กร
ซง่ึ ส่วนใหญม่ กั นาไปใชด้ ว้ ยจดุ มุง่ หมายอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ดงั น้ี

๑. เพื่อการประชาสัมพนั ธ์
๒. เพื่อใหไ้ ดร้ ับการพิจารณา
๓. เพื่อแลกเปล่ียนเรียนรู้

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๒๒

๔. เพ่ือให้ได้รบั การสนบั สนนุ
๕. เพ่อื การฝึกอบรม/สัมมนา
๖. เพอ่ื รายงานการปฏิบัติงาน
๗. เพอ่ื รายงานในการตรวจเยย่ี ม

ประเภทของการนาเสนอผลงาน
การนาเสนอผลงานเป็นการสื่อสารท่ีมีความแตกต่างกันในทางปฏิบัติ วัตถุประสงค์ของการนาเสนอ

และความต้องการของผู้รับการนาเสนอ การแบ่งประเภทของการนาเสนอแบ่งตามวิธีการที่ใช้ในการนาเสนอ
ดงั นี้

๑. การนาเสนอดว้ ยการจัดแสดงนทิ รรศการ

ภาพการนาเสนอดว้ ยการจดั นทิ รรศการ
ที่มา: https://www2.opdc.go.th/page.php?url=tab_view&cat=N&id=1062

๒. การนาเสนอดว้ ยการแสดงประกอบการบรรยาย การนาเสนอลักษณะน้ีมกั เปน็ ผลงานทเ่ี นือ้ หา
ตอ้ งใชก้ รรมวธิ ใี นการสาธิตให้ผูฟ้ ังไดด้ ู เวลานาเสนอจะต้องเรยี บเรยี งลาดบั ข้ันตอนใหถ้ ูกตอ้ ง มีการอธบิ าย
ประกอบในแตล่ ะขัน้ ต้องมีความชดั เจนและสอดคลอ้ งกนั ส่วนใหญใ่ ช้กับผลงานทีเ่ ป็นส่ิงประดิษฐ์ของคนรุน่
ใหม่ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีเอกสารประกอบการสาธติ ใหผ้ ู้ชมได้ศึกษาไปพร้อม ๆ กนั

ภาพการนาเสนอด้วยการแสดงประกอบการบรรยาย ๒๓
ที่มา: http://www.geocities.ws/thaweesak/index1.html

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน

๓. การนาเสนอด้วยสอ่ื ประกอบการบรรยาย

ภาพการนาเสนอดว้ ยสอื่ ประกอบการบรรยาย
ท่ีมา: https://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2357
๔. การนาเสนอดว้ ยวิธกี ารผสมผสาน การนาเสนองานลกั ษณะน้ีอาจใชส้ ่ือประกอบหลายประเภท
เขา้ มาช่วยในขณะท่ีนาเสนอ ได้แก่ ส่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ ส่อื ของจริง ส่อื เคลื่อนไหว ประกอบการบรรยาย มักเป็น
ผลงานทีม่ ีเน้ือหาค่อนข้างซบั ซอ้ น มีอปุ กรณ์ประกอบหลายช้นิ ตอ้ งใช้กรรมวิธีในการสาธิตหลายขั้นตอน

ภาพการนาเสนอดว้ ยวิธกี ารผสมผสาน
ทม่ี า: https://sites.google.com/a/petkasem.ac.th/

คณุ สมบัตทิ ีด่ ขี องผนู้ าเสนอผลงาน
การนาเสนองานคุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจาตัวของผู้นาเสนอผลงานถือว่าเป็นส่วนสาคัญของ

ความสาเร็จในการนาเสนอ เพราะคุณสมบัติของผู้นาเสนอจะมีอิทธิพลต่อการโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ฟังเกิด

ความไว้วางใจเชื่อถือ ศรัทธาและยอมรับได้มากเท่ากับผลงานที่นาเสนอ ผู้นาเสนอที่ประสบความสาเร็จส่วน

ใหญ่จะมีคุณสมบัติ ดงั น้ี

๑. บุคลิกภาพดี มคี วามเชื่อมน่ั ในตนเอง ๒. ช่างสังเกต

๓. มีไหวพรบิ ปฏิภาณในการตอบคาถาม ๔. มีความนา่ เช่ือถือไว้วางใจได้

๕. มีความรู้ในเรอ่ื งทนี่ าเสนอ ๖. มีจติ วิทยาในการโนม้ นา้ วใจ

๗. มีการใช้โสตทศั นูปกรณ์ได้ดี ๘. มคี วามสามารถในการพูด

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๒๔

ทกั ษะการเป็นผู้นาเสนอผลงาน
ผ้นู าเสนอผลงานจะต้องศึกษาและฝึกฝนตนเองใหม้ ีทักษะหลายด้าน เพ่ือเตรียมความพร้อมใน

การเปน็ ผนู้ าเสนอท่ีดี เพราะผู้นาเสนอเปน็ ปจั จยั สาคัญในความสาเร็จของการนาเสนอ โดยทว่ั ไปผูน้ าเสนอ
จะตอ้ งเสรมิ สรา้ งทักษะดงั ต่อไปน้ี

๑. ทักษะในการคิด (conceptual skill) ผนู้ าเสนอจะต้องเรยี นรู้ และ สร้างความชานาญชดั เจนใน
การคดิ แมว้ ่าจะมีเน้ือหาสาระจากข้อมูลทมี่ ีอยู่ ผนู้ าเสนอก็จะต้องคดิ พิจารณาเลือกใชข้ ้อมูล และลาดับ
ความคิด เพื่อจะนาเสนอใหเ้ หมาะแกผ่ รู้ ับการนาเสนอ ระยะเวลา และโอกาส

๒. ทักษะในการฟงั (listening skill) ผูน้ าเสนอจะตอ้ งสดบั รบั ฟงั และสั่งสมปัญญาเป็นการรอบรู้
จากการไดฟ้ ัง ผ้รู แู้ ละผเู้ ชย่ี วชาญในเร่อื งท่จี ะนาเสนอเพื่อนามากล่ันกรอง เรียบเรยี งเป็นเนื้อหาในการนาเสนอ

๓. ทักษะในการพูด (speaking skill) ผู้นาเสนอจะต้องฝึกฝนการพูด เพ่ือบอกเล่าเน่ืองโน้มน้าว
จูงใจ ให้ผรู้ ับฟงั การนาเสนอเหน็ ดว้ ย อันจะเปน็ ทางทาให้บรรลุวัตถปุ ระสงคข์ องการนาเสนอ

ลักษณะทีด่ ใี นการนาเสนอผลงาน
นอกจากการเลือกรูปแบบของการนาเสนอใหถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสมแล้ว จะต้องคานึงถงึ ลกั ษณะของ

การนาเสนอท่ีจะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนาเสนอด้วย โดยท่ัวไปลักษณะของการนาเสนอท่ีดี
ควรมีดงั ต่อไปน้ี

๑. มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน กล่าวคือ มีความต้องการท่ีแน่ชัดว่า เสนอเพ่ืออะไร โดยไม่ต้องให้ผู้รับ
การนาเสนอตอ้ งถามว่าตอ้ งการใหพ้ จิ ารณาอะไร

๒. มีรูปแบบการนาเสนอเหมาะสม กล่าวคือ มีความกระทัดรัดได้ใจความ เรียงลาดับไม่สนใช้ภาษา
เขา้ ใจง่าย ใช้ตาราง แผนภมู ิ แผนภาพ ช่วยให้พจิ ารณาขอ้ มลู ได้สะดวก

๓. เนื้อหาสาระดี กล่าวคือ มีความน่าเช่ือถือ เท่ียงตรง ถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วน ตรงตามความ
ตอ้ งการ มีข้อมลู ท่ีเป็นปัจจุบนั ทันสมยั และมีเน้ือหาเพยี งพอแกก่ ารพิจารณา

๔. มขี ้อเสนอท่ีดี กล่าวคือ มขี อ้ เสนอท่ีสมเหตสู มผล มีข้อพิจารณาเปรียบเทียบ ทางเลอื กทเ่ี ห็นได้ชัด
เสนอแนะแนวทางปฏบิ ตั ทิ ี่ชัดเจน

หลักการนาเสนอผลงาน
ในการนาเสนอผลงานเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ ก็ตาม ผู้นาเสนอจะต้องพิจารณาถึงหลักการท่ีจะใช้เป็น

ขอ้ ยึดถอื เพราะฉะนน้ั จงึ ต้องพจิ ารณาหลักการนาเสนอผลงาน ดังน้ี
๑. คานงึ ถึงความถูกตอ้ งของเนอ้ื หา
๒. คานึงถงึ ความเมหาะสมของสถานการณแ์ ละโอกาส
๓. คานงึ ถงึ ความชัดเจนของรายละเอียดและคาอธบิ าย
๔. คานงึ ถงึ ประสิทธิภาพและความนา่ เชอ่ื ถือ
๕. คานึงถงึ ประโยชน์ท่ที ุกฝา่ ยจะไดร้ ับ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๒๕

การเตรยี มการนาเสนอผลงาน
การจัดทาผลงานเมื่อต้องการนาออกแสดงเพ่อื การสาธิต ผู้ทีจ่ ะตอ้ งนาเสนอจะตอ้ งเตรียมการนาเสนอ

ตามลาดับข้นั ตอนต่อไปน้ี
๑. การกาหนดจุดมุ่งหมายของการนาเสนอ
การนาเสนอจะตอ้ งมีจุดม่งุ หมายที่อยูบ่ นพืน้ ฐานของหลกั การ ดงั นี้
๑.๑ ตอ้ งก่อประโยชนท์ ั้งตอ่ ฝ่ายผู้นาเสนอและผ้รู บั การนาเสนอ
๑.๒ ต้องคานงึ ถงึ ผู้รบั การนาเสนอเป็นหลัก
๑.๓ ต้องมจี ดุ มงุ่ หมายท่ีมคี วามเปน็ ไปได้
๑.๔ ตอ้ งไม่กาหนดจดุ มงุ่ หมายมากหลากหลายจนคลุมเครือ
๑.๕ ต้องกาหนดจดุ ม่งุ หมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์
๒. การเลือกรปู แบบการนาเสนอ
การแสดงผลงานนั้นอาจทาไดห้ ลายรปู แบบตา่ ง ๆ กัน ดงั นี้
๒.๑ การนาเสนอผลงานในรปู นิทรรศการ
๒.๒ การนาเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ โปสเตอรท์ ่ีนิยมใช้ในปัจจบุ ันนม้ี ี ๓ แบบ คอื
๒.๒.๑ แบบบอร์ดแผ่นเดยี ว

ภาพโปสเตอร์แบบบอรด์ แผ่นเดียว
ทมี่ า: https://www.masterkoolevent.com/event/
๒.๒.๒ แบบบอรด์ สามสว่ น

ภาพโปสเตอร์แบบบอร์ดสามส่วน ๒๖
ทม่ี า: https://www.facebook.com/229147420797065/photos/

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน

๒.๒.๓ แบบบอร์ดพับมขี าตัง้

ภาพโปสเตอรแ์ บบบอรด์ พับมีขาต้ัง
ท่ีมา: https://www.billion-plus.com/product/

๓. การรวบรวมข้อมลู
การนาเสนอเอกสารประกอบจะต้องมีความรอบคอบ จัดทาอย่างเป็นระบบ มีความสมบูรณ์

ครบถ้วน ฉะนัน้ ผ้นู าเสนอจะตอ้ งค้นหาขอ้ เทจ็ จริงประกอบหลกั ฐานอ้างอิงท่นี ่าเชอื่ ถอื ถา้ มหี ลกั ฐานอา้ งอิงเป็น
เอกสาร จะต้องตรวจความสมบูรณ์ถูกต้อง การใช้สถิติ หรือบันทึกเหตุการณ์จากแหล่งข้อมูลใดผู้นาเสนอ
จะตอ้ งพิสูจนค์ วามถูกตอ้ งครบถว้ น และจะตอ้ งทาความเข้าใจขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ให้แน่ชดั

๔. การวางโครงสรา้ งนาเสนอ
โครงสร้างการนาเสนอ เป็นส่วนสาคัญท่ีจะช่วยให้การนาเสนอมีความสมรูป ตามเนื้อหาของ

การนาเสนอ จงึ ควรจดั โครงสร้างตามหลกั การดังน้ี
๔.๑ ต้องมีส่วนของการกล่าวนา ให้รู้ว่าผู้นาเสนอ หรือคณะผู้นาเสนอเป็นใคร หรือประกอบด้วย

ผใู้ ดบา้ ง และนาเสนอในนามของหน่วยงานใด บอกชือ่ เรือ่ งทน่ี าเสนอ พร้อมดว้ ยวัตถุประสงค์ บอกระยะเวลาท่ี
จะใชใ้ นการนาเสนอ และแจง้ ใหร้ ู้ถงึ ข้อมูลทไี่ ด้เสนอใหพ้ ิจารณาแลว้ ลว่ งหนา้

๔.๒ ต้องมีส่วนแจ้งให้รู้ถึงสถานการณ์ ความเป็นมาของเรื่อง ให้รู้ถึงความเดิมก่อนท่ีจะนาเสนอวา่
มคี วามสบื เนอ่ื งประการใด

๔.๓ ต้องมีส่วนท่ีช้ีถึงสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา และ ตัวแปรที่สัมพันธ์เก่ียวข้อง เช่น ข้อ
กฎหมาย

๔.๔ ต้องมีสว่ นทช่ี ถี้ ึงทางเลอื กในการแก้ปญั หาพรอ้ มด้วยการประเมินข้อดแี ละข้อเสีย
๔.๕ ตอ้ งมีสว่ นทีเ่ ป็นขอ้ เสนอในการแกป้ ญั หาอนั เปน็ การตดั สินใจเลือกทางเลือกทด่ี ที ส่ี ดุ
๔.๖ ต้องมีส่วนท่ีเป็นบทสรุป ทั้งข้อเท็จจริง และข้อโต้แย้งท่ีสาคัญ ถ้าเป็นการนาเสนอเพื่อขอ
อนุมัติ จะตอ้ งกล่าวถึงขน้ั ตอนการดาเนินงานต่อไป ถ้าไดร้ บั อนมุ ตั ิ

๕. การเตรียมเนอ้ื หาท่จี ะเสนอ
เนื้อหาในการนาเสนอเป็นส่วยสาคัญในการนาเสนอ ฉะนั้นจะต้องเรียงลาดับขั้นตอนและ

จัดเป็นหมวดหมู่ โดยคานงึ ถงึ หลักการเฉพาะของการนาเสนอ ดังนี้

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๒๗

๕.๑ ต้องจดั ทาร่างเนื้อหาตามโครงสร้างใหพ้ อเหมาะแกร่ ะยะเวลาในการนาเสนอ
๕.๒ ตอ้ งลาดับเร่อื งให้เกดิ ความเชือ่ มโยงตามข้นั ตอน
๕.๓ ตอ้ งเรยี บเรียงข้อมลู ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยและทาความเข้าใจไดร้ วดเรว็
๕.๔ ต้องแสดงให้เหน็ ถึงประโยชน์ทผี่ ู้ฟังจะได้รับจากข้อคดิ เห็นท่ีนาเสนอในทุกด้าน
๕.๕ ตอ้ งเชือ่ มโยงเหตุผล โดยมหี ลักฐานประกอบใหส้ อดคลอ้ งและกลมกลืนกัน
๖. การตอบคาถามในการนาเสนอ
ในการนาเสนอส่วนใหญ่ จะมีการเช้ือเชิญให้มีการซักถามในตอนท้ายของการนาเสนอ ดังน้ัน
ผนู้ าเสนอจงึ ตอ้ งมหี ลักการเป็นขอ้ ยดึ ถอื ในการปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
๖.๑ ตอ้ งจดั เวลาให้เหมาะสมในการเปดิ การซกั ถาม
๖.๒ ต้องคาดคะเนคาถามที่จะเกิดข้ึนไว้ลว่ งหน้า เพื่อจะไดเ้ ตรยี มคาตอบท่เี หมาะสม
๖.๓ ตอ้ งแสดงความยนิ ดีต้อนรบั คาถาม แมจ้ ะเปน็ คาถามท่ไี รส้ าระ หรอื แฝงด้วยความประสงค์
ร้าย แต่ก็สามารถจะเลือกตอบ และสงวนคาตอบไว้ตอบเฉพาะตัวผู้ถามภายหลังก็ได้
๖.๔ ต้องรจู้ ักเรียบเรียงคาถามทม่ี ขี ้อความยดื ยาว เยนิ่ เยอ้ ใหก้ ระชับขึน้
๖.๕ ต้องตอบใหต้ รงประเดน็ หมายถึงตรงกับเรอื่ งทถี่ ามไม่ตอบเล่ยี ง หรือตอบคลมุ เครอื

ข้อควรปฏิบตั ิในการนาเสนอผลงาน
๑. ก่อนนาเสนอ
๑.๑ เลอื กเคร่อื งแตง่ กายให้เหมาะสมกบั กลุ่มผ้ฟู ังและสถานท่ี
๑.๒ รูจ้ ักผอ่ นคลายอริ ยิ าบถเพอ่ื ระงับความกงั วล ความประหมา่
๑.๓ ควรเดนิ ทางไปถงึ สถานทน่ี าเสนออยา่ งนอ้ ย ๑๕ นาที
๑.๔ เตรียมการซกั ถามด้วยความมน่ั ใจ สขุ ุม รอบคอบ
๒. ขณะนาเสนอ
๒.๑ รกั ษาเวลาตามทีก่ าหนด
๒.๒ นาเสนอให้ดเู ปน็ ธรรมชาติ
๒.๓ ยม้ิ แย้มแจ่มใส เปน็ มิตรกบั ผู้ฟัง
๒.๔ ใชภ้ าษาและท่าทที สี่ ภุ าพ เข้าใจง่าย ใช้ภาษาทา่ ทางประกอบอย่างเหมาะสม
๒.๕ ใชส้ อื่ ประกอบการบรรยายไดอ้ ย่างเหมาะสม
๒.๖ หากมขี ้อผดิ พลาดเกดิ ข้นึ ควรกล่าวคาวา่ “ขออภยั ”
๒.๗ นาหลกั การพดู ในทีช่ มุ ชนมาประยุกตใ์ ช้
๓. หลงั การนาเสนอ
๓.๑ ประเมินผูฟ้ ังด้วยการสงั เกตปฏิกริ ิยาของผฟู้ งั
๓.๒ ประเมนิ ผฟู้ ังดว้ ยแบบสอบถาม
๓.๓ นาผลการประเมินมาใช้ในการพฒั นาการนาเสนอในครัง้ ตอ่ ไป

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๒๘

การใชภ้ าษาในการนาเสนอผลงาน
ภาษาทผี่ ูน้ าเสนอใชใ้ นการนาเสนอผลงานมีทัง้ วจั นภาษาอวัจนภาษา ดังนั้นจึงควรใช้ใหเ้ หมาะสม ดังน้ี
๑. การพูด ไม่ควรพูดเร็วเกินไป หรือใช้เสียงสูงมากเกินความจาเป็น ควรพูดให้เป็นธรรมชาติ ไม่เร็ว

หรอื ช้าจนเกินไป และไม่ควรใช้วิธีการอ่านจากบทอา่ นตลอดเวลา
๒. การใช้สายตา ควรมีการประสานตาหรือสบตากับผู้ฟังเป็นระยะ ๆ มองผู้ฟังให้รอบจะช่วยให้ผู้ฟัง

รสู้ กึ ดีตอ่ ผ้นู าเสนอได้
๓. การเคลื่อนไหว ไม่ควรเดินไปมาบ่อย ๆ เพราะจะทาให้ผู้ฟังรู้สึกราคาญ ไม่ควรล้วงแคะแกเกาใน

ขณะทีพ่ ูด
๔. การใชม้ ือ ควรใช้มอื ประกอบการพดู ให้ดเู ปน็ ธรรมชาตมิ ากทสี่ ุด
๕. การวางท่าทาง ควรพยายามหลีกเล่ียงกิริยาที่จะก่อให้เกิดความราคาญใจแก่ผู้ฟัง วางท่าทางให้

เป็นธรรมชาติ เชอ่ื มั่นในตนเอง และมีความกระตอื รือร้น

การนาเสนอผลงานเป็นการส่ือสารเพื่อถ่ายทอดข้อมูลท่ีมีวัตถุประสงค์แน่ชัดให้ผู้ฟังเกิด
ความเข้าใจภายในระยเวลากาหนด ฉะน้ัน ผู้พูดจะต้องมีการเตรียมการอย่างดี โดยจะต้องเตรียมตัวและ
เตรียมความพร้อมทุกด้าน นับต้ังแต่การเตรียมเรื่อง ผู้พูดควรกาหนดวัตถุประสงค์หลักของการพูดให้
ชัดเจนว่าตอ้ งการใหผ้ ฟู้ ังทราบเรอ่ื งอะไร แล้วจึงกาหนดวัตถปุ ระสงค์รองเป็นเป็นประเด็นตา่ ง ๆ ต่อมา คือ
การสร้างความเช่ือม่ันในตนเองด้วยการฝึกฝนให้เกิดความชานาญ นอกจากน้ียังต้องเตรียมเร่ืองการแต่ง
กาย บุคลิกภาพ และอุปกรณ์การนาเสนออ่ืน ๆ ที่จาเป็นด้วย

***************************

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๒๙

แบบฝึกหดั ท้ายหนว่ ยท่ี ๔

เร่อื ง การนาเสนอผลงาน

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นตอบคาถามต่อไปน้ใี ห้ถูกต้องและสมบรู ณ์
๑. จงอธบิ ายความหมายของการนาเสนอผลงาน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. การเตรยี มการนาเสนอผลงานมวี ธิ ีการปฏิบตั อิ ยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. การนาเสนอผลงานมวี ัตถุประสงค์อยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................... ....................
๔. ลกั ษณะของการนาเสนอทีด่ ีควรมลี กั ษณะอยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๕. การใชภ้ าษาในการนาเสนอควรมีลกั ษณะอย่างไร
...................................................................................................................................... ........................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๖. การเตรียมข้อมลู ในการนาเสนอควรมีรายละเอยี ดอะไรบ้าง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. การนาเสนอให้มีประสิทธภิ าพไดน้ ัน้ มีปจั จัยที่สาคัญอยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................... ........................................
๘. ถา้ นกั เรยี นรับหน้าทน่ี าเสนอผลงาน นักเรยี นจะเตรียมการนาเสนอย่างไร
................................................................................................................................................... ...........................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๓๐

หนว่ ยท่ี ๕

การอ่านและการนาเสนอขอ้ มลู ทางสถิติ

การนาเสนอข้อมูลทางสถิติ (Statistical Data Presentation ) คือ การนาข้อมูลสถิติที่ได้รวบรวมไว้
เผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจข้อมูล ได้มีโอกาสศึกษาผลงานของตนท่ีได้รวบรวมมา เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการ
วิเคราะหข์ ้อมลู โดยจัดให้อย่ใู นรูปแบบท่เี ข้าใจงา่ ย

การนาเสนอข้อมูล เป็นการนาข้อมูลท่ีรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษามานาเสนอ หรือทาการ
เผยแพร่ให้ผู้ท่ีสนใจได้รับทราบ หรือนาไปวเิ คราะหเ์ พอื่ ไปใชป้ ระโยชน์ แบง่ ออกได้ ๒ ลักษณะ ดังน้ี

๑. การนาเสนออยา่ งไม่เปน็ แบบแผน

การนาเสนออย่างไม่เป็นแบบแผน แบ่งเปน็ ๒ รปู แบบ ไดแ้ ก่
๑.๑ การนาเสนอในรูปของบทความ เช่น

“ ในระยะเวลา 1 ปที ี่ผา่ นมาการเมอื งของไทยอยู่ในสภาพท่ขี าดเสถยี รภาพ มกี าร
เดินขบวนเรียกร้องในด้านต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว ท่านไดใ้ ห้แนวทางในการดาเนนิ ชีวิตแบบเศรษฐกจิ พอเพียง
และแนวทางสมานฉนั ท์เพื่อให้ความเป็นอยู่ท่ดี ีและเกิดความปองดองในชาติ”

๑.๒ การนาเสนอขอ้ มลู ในรปู ของข้อความกงึ่ ตาราง เป็นการนาเสนอข้อมูลท่ีมีข้อความและมีส่วน
หนง่ึ นาเสนอข้อมูลด้วยตาราง เช่น

“การท่องเที่ยวจังหวดั เชียงใหมไ่ ด้มีแผนกลยุทธในการจดั การด้านการท่องเท่ยี ว ทาใหม้ ีนักทอ่ งเที่ยวทั้ง

นอกประเทศและในประเทศสนใจมาท่องเท่ยี วในจงั หวัดเชียงใหม่ ดังตาราง

ตารางแสดงจานวนนักท่องเที่ยวจงั หวัดเชยี งใหม่ พ.ศ 2545 – 2547

พ.ศ ชาวต่างชาติ ชาวไทย

2545 1,558,317 1,639,473

2546 1,431,351 1,714,843

2547 1,746,201 1,877,197

๒. การนาเสนอข้อมูลอย่างเปน็ แบบแผน

การนาเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน สามารถทาได้หลายวิธี ในที่น้ีจะกล่าวถึงรูปแบบการนาเสนอ

ข้อมูลทม่ี ักใชใ้ นเชิงธรุ กจิ และใชใ้ นชีวติ ประจาวัน ดงั น้ี

๒.๑ การนาเสนอข้อมูลโดยใช้ตาราง (Tabular presentation) การนาเสนอข้อมูลในรูปตาราง
เป็นการจัดข้อมูลให้เปน็ ระเบียบ สามารถดรู ายละเอยี ดและขอ้ เปรียบเทียบท่ีต้องการไดง้ ่าย รวมทง้ั สามารถนา

ขอ้ มูลไปใชป้ ระโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๓๑

อตั ราการเสียชวี ติ จากอุบัตเิ หตใุ นปี พ.ศ. 2546

สาเหตกุ ารเสยี ชีวติ จานวนผเู้ สียชวี ติ (คน)

อบุ ัติเหตทุ างรถยนต์ 168,943

ไฟฟ้าชอ๊ ต 32,945

ทะเลาะววิ าท 18,644

สง่ิ ของตกใส่ 2,587

อืน่ ๆ 95,142

๒.๒ การนาเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิแท่ง (Bar chart) ประกอบด้วยรูปแท่งส่ีเหล่ียมผืนผ้า ซ่ึงแต่
ละแท่งมีความหนาเทา่ ๆ กัน โดยจะวางตามแนวต้ัง หรือแนวนอนของแกนพิกัดฉากก็ได้ เหมาะสาหรบั ข้อมูลท่ี
ตอ้ งการเปรยี บเทียบกัน แบง่ เปน็ ๒ ชนดิ ดังนี้

๒.๒.๑ แผนภูมแิ ทง่ แนวต้งั

๒.๒.๒ แผนภูมแิ ท่งแนวนอน

๒.๓ การนาเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิวงกลม
แผนภูมิรูปวงกลม (Pie chart) คือ แผนภูมิที่แสดงด้วยรูปวงกลม โดยแบ่งวงกลมออกเป็น

ส่วน ๆ จากจุดศูนย์กลางของวงกลม เป็นการนาเสนอท่ีต้องการเปรียบเทียบปริมาณของข้อมูล ซ่ึงพื้นท่ีใน

วงกลมแทนปริมาณของขอ้ มลู ต่าง ๆ นิยมคิดขอ้ มูลให้อยใู่ นรปู รอ้ ยละ ตวั อย่างเชน่

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๓๒

๒.๔ การนาเสนอขอ้ มูลโดยใช้แผนภูมิรูปภาพ
แผนภมู ริ ูปภาพ คือ แผนภูมิทีใ่ ชร้ ูปภาพแทนจานวนของขอ้ มลู ที่นาเสนอ เชน่ แผนภูมิรปู ภาพ

คน รูปภาพคน 1 คน แสดงประชากรทีน่ าเสนอ 1 ล้านคน เปน็ ต้น

การเขียนแผนภูมิรูปภาพ อาจกาหนดให้รปู ภาพ 1 รปู แทนจานวนส่งิ ของ 1 หนว่ ยหรือหลาย

หนว่ ยกไ็ ดแ้ ตล่ ะรูปต้องมีขนาดเทา่ กันเสมอ เชน่

๒.๕ การนาเสนอขอ้ มลู ด้วยกราฟเสน้
การนาเสนอข้อมูลด้วยกราฟเส้น (Line graph) เป็นการนาเสนอข้อมูลโดยใช้เส้นตรงเขียน

บนตารางกราฟ นิยมใช้กับข้อมูลท่ีแสดงการเปล่ยี นแปลงตามลาดับเวลาก่อนหลงั เหมาะสาหรับข้อมูลท่ีอยูใ่ น
รปู ของอนกุ รมเวลา เชน่ ราคา ขา้ วเปลอื กในเดอื นต่าง ๆ ปริมาณสินคา้ สง่ ออกรายปี เปน็ ตน้ เช่น

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๓๓

จากรูปแบบการนาเสนอข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว ระเบียบวิธี
สถิติข้ันต่อไปก็คือ การนาเสนอข้อมูล การนาเสนอท่ีดีมิได้หมายความว่า เป็นการเสร็จสิ้นของการดาเนินงาน
ทางสถิติ แต่การนาเสนอท่ีดีจะช่วยปูพ้ืนฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อความจริงต่าง ๆ ตลอดจนการ
เปรยี บเทยี บขอ้ มลู จะไดร้ บั การนาเสนอให้แลเห็นเด่นชดั ความเขา้ ใจของผู้ใช้สถติ ใิ นเรือ่ งการนาเสนอข้อมูล จะ
ชว่ ยใหส้ ามารถใช้ขอ้ มูลเหลา่ นน้ั ได้อย่างฉลาดและถูกต้อง

ในการนาเสนอข้อมูลอาจทาได้ทั้งอย่างไม่มีแบบแผน และอย่างมีแบบแผน การนาเสนอ
อย่างไม่มีแบบแผน หมายถึง การนาเสนอที่ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร ที่จะต้องถือเป็นหลักมากนัก การนาเสนอ
แบบนไ้ี ด้แก่ การแทรกข้อมูลลงในบทความ และขอ้ เขยี นต่าง ๆ สว่ นการนาเสนออย่างมีแบบแผนนน้ั เปน็
การนาเสนอทจ่ี ะตอ้ งปฏบิ ตั ิตามหลักเกณฑ์ ทไี่ ด้กาหนดไว้เปน็ มาตรฐาน ตัวอยา่ งการนาเสนอแบบน้ี ไดแ้ ก่
การนาเสนอในรปู ตาราง รูปกราฟ และรูปแผนภมู ิ เปน็ ตน้

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๓๔

แบบฝกึ หัดท้ายหนว่ ยท่ี ๕

เรอ่ื ง การอา่ นและการนาเสนอขอ้ มูลทางสถติ ิ
ใช้แผนภูมภิ าพน้ตี อบคาถามข้อ ๑ – ๓

แผนภูมิแท่งเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์สับปะรด ๒ ประเภท ได้แก่ สับปะรดกระป๋องและน้าสับปะรด ที่
ประเทศไทยส่งออกไปสงิ คโปร์

๑. ปพี .ศ.ใดประเทศไทยสง่ สับปะรดกระป๋องไปขายท่ีสงิ คโปร์มากท่สี ดุ ……………………………………………………….
๒. ปีพ.ศ.ใดประเทศไทยสง่ น้าสบั ปะรดไปขายทส่ี ิงคโปรน์ อ้ ยทีส่ ุด……………………………………………..……………….
๓. ปพี .ศ.ใดสงิ คโปร์นาเข้าผลิตภณั ฑ์สับปะรดจากประเทศไทยมากทส่ี ุด.............................................................
ใชก้ ราฟนี้ตอบคาถามข้อ ๔-๗

กราฟเส้นแสดงผลิตภัณฑ์สับปะรด ๔ ประเภทได้แก่ สับปะรดกระป๋อง น้าสับปะรด สับปะรดกวน
และสับปะรดแหง้ ที่ประเทศไทยสง่ ออกไปประเทศแคนาดา จนี และญ่ีปุ่น

๔. นา้ สบั ปะรดขายดที ี่สดุ ในประเทศใด................................................................................................................
๕. ผลติ ภณั ฑ์สับปะรดประเภทใดขายดีท่ีสดุ ในประเทศจีน…………………………………………………………………………
๖. ผลิตภัณฑ์สบั ประรดประเภทใดมยี อดขายใกลัเคียงกนั ในทงั้ ๓ ประเทศ………………………………………………...
๗. ประเทศไทยส่งผลติ ภณั ฑ์สับปะรดไปขายประเทศใดมากทสี่ ดุ ………………………………………………………………..

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๓๕

ใช้แผนภูมริ ูปวงกลมนต้ี อบคาถามขอ้ ๘ - ๙
แผนภมู ิรปู วงกลมแสดงสดั สว่ นของผลติ ภัณฑส์ ับปะรดทจ่ี าหน่ายในประเทศไทย

สบั ปะรดสดมมี ูลค่า 1,200,000 บาท ซงึ่ เปน็ 2 เท่าของมูลค่าสบั ปะรดกวน
๘. มลู คา่ สบั ปะรดกวนคิดเป็นกี่ % ของมูลคา่ ผลิตภัณฑ์สับปะรดทั้งหมด……………………………………………………
๙. ผลติ ภัณฑ์สับปะรดมีมลู คา่ ท้ังหมดกบ่ี าท.........................................................................................................
๑๐. ใหน้ กั เรียนสารวจและรวบรวมขอ้ มูลนา้ หนัก และสว่ นสูงของเพอ่ื นในห้อง จานวน ๕ คน จากนัน้ นาขอ้ มูล
ที่ได้ไปสร้างแผนภูมิแท่ง (Bar Chart) ในโปรแกรมประยุกต์ Microsoft Office Word โดยใช้ช่ือแผนภูมิว่า
“แผนภูมเิ ปรยี บเทยี บนา้ หนกั และส่วนสูงของเพื่อนในช้ันเรยี น”

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๓๖

หน่วยที่ ๖

การเขียนเพ่ือการนาเสนอและการเขียนโครงเรื่อง

การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์ คือ
ตัวอักษร เพ่ือส่ือความหมายให้ผู้อ่ืนเข้าใจ นอกจากน้ีการเขียนยังมีคุณค่าในการบันทึกเป็นข้อมูลหลักฐานให้
ศกึ ษาไดย้ าวนาน ฉะนั้นการเขยี นจงึ มคี วามจาเปน็ อย่างยิ่งตอ่ การส่ือสารในชีวิตประจาวนั

ความหมายของการเขียน
การให้คาจากัดความแสดงความหมายของการเขียนน้ันอาจมีความแตกต่างไปได้หลายทางทั้งนี้

ข้ึนอยกู่ ับทัศนะและเจตนาตามแง่มุมของวตั ถุประสงคแ์ ละความสาคัญในการเขียนที่แตกต่างกนั ออกไปของแต่
ละบคุ คล ดงั ตวั อย่างที่ยกมาตอ่ ไปน้ี

“การเขียน คือ วิธีการสื่อความหมายที่เป็นผลผลิตทางความคิด จากความรู้ของผู้ส่งสาร แสดง
ออกมาทางลายลักษณ์อักษรภาษาไทย” (ประภาศรี สีหอาไพ, 2527)

“การเขยี น เปน็ ผลผลิตของกระบวนการคดิ การอา่ น การฟัง เช่นเดียวกบั การพดู ฉะนน้ั ผูท้ ่ีจะเขียน
ได้ดีย่อมตอ้ งรู้จักคดิ มวี จิ ารณญาณในการอ่านและการฟัง” (อวยพร พานชิ , 2543)

“การเขียน เป็นกระบวนการใช้ภาษาในภาคแสดงออก ซ่ึงต้องส่ังสมความรู้และความคิดนามาเรียบ
เรียงเป็นเร่ืองราวให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เป็นทักษะขั้นสุดท้ายที่ยากและซับซ้อนที่สุดในกระบวนการส่ือสารทาง
ภาษา” (รังสรรค์ จันตะ๊ , 2441)

จากนิยามของผู้เขียนสามท่านข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึง ความเกี่ยวข้องของทักษะการเขียนในฐานะ
เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการสื่อสารทางภาษา เป็นผลผลิตที่เป็นลายลักษณ์อักษร จากกระบวนการคิด การ
อา่ นและการฟัง ซึ่งมคี วามยากและซับซ้อน

สาหรับนิยามความหมายของการเขียนข้างต้น สรุปได้ว่า การเขียน คือทักษะการใช้ภาษาชนิดหน่ึง
เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ต่าง ๆ รวมท้ังอารมณ์และความรู้สึกกับข่าวสาร
เป็นการสื่อสารหรือสื่อความหมายโดยมีตัวหนังสือตลอดจนเคร่ืองหมายต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนถ้อยคาใน
ภาษาพูด เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตามความมุ่งหมายของผู้เขียน การเขียนจึงเป็นทักษะที่มีหลักฐานถาวรปรากฏ
อย่นู าน และการเขียนจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับคณุ ภาพของเนอ้ื หาและกลวธิ ีการเขียนของผูเ้ ขียน

การใช้ภาษาไทยเพ่อื การเขยี น
เน่ืองจากการเขียนเป็นวิธีการใช้ภาษาอยา่ งหน่ึงจึงมีความจาเป็นในเบื้องต้นที่ผเู้ ขียนจะต้องมีความรู้

ในเร่ืองหลักการใช้ภาษาท่ีสาคัญเก่ียวข้องกับการเขียนโดยตรงอันได้แก่ เร่ือง การสะกดคาและการใช้คา
ประโยค สานวนโวหาร ตลอดจนเรื่อง วรรคตอน การใช้เคร่ืองหมายในการเขียนแบบตา่ ง ๆ ซึ่งความรู้ในเรื่อง
เหล่านหี้ ากนักศึกษายังมีความบกพร่องอยู่กส็ ามารถศึกษาสบื คน้ ไดจ้ ากแหลง่ ความรทู้ ่ีมีอยู่อย่างหลากหลายใน
รูปแบบต่าง ๆ กัน เพ่ือทบทวนฟ้นื ความเขา้ ใจได้โดยไมย่ ากลาบาก

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๓๗

๑. จุดมุง่ หมายของการเขยี นและการวเิ คราะห์ผู้อ่าน
๑.๑ จุดมุง่ หมายของการเขียน
ในการเขียนแต่ละครั้ง ผู้เขียนจะต้องกาหนดจุดมุ่งหมายของตนข้ึนมาว่าจะเขียนเพื่อ

จุดมุ่งหมายใด เพราะจุดมุ่งหมายในการเขียนท่ีแตกต่างกันจะมีวิธีการเขียนที่ต่างกันด้วย จุดมุ่งหมายในการ
เขยี นมอี ยู่หลายประการ ดงั น้ี

๑.๑.๑ การเขยี นเพ่ือเลา่ เร่อื ง เป็นการเขียนเพือ่ ถ่ายทอดเร่อื งราวประสบการณ์ความรู้ โดย
นาเสนอข้อมูลที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีลาดับขั้นตอนในการนาเสนอที่ชัดเจน การเขียนอาจเรียงตาม
ลาดับเหตกุ ารณ์ โดยภาษาท่ีใช้ตอ้ งกระชบั รดั กุมเข้าใจง่าย

๑.๑.๒ การเขียนเพื่ออธิบาย เป็นการเขียนชี้แจง ไขปัญหา บอกวิธีทา ส่ิงใดสิ่งหนึ่งโดย
มุ่งหวังให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ จึงต้องเขียนตามลาดับข้ันตอน เหตุการณ์ เหตุผล โดยแบ่งเป็นหัวข้อ หรือย่อ
หน้ายอ่ ย ๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจง่ายย่ิงขึน้

๑.๑.๓ การเขียนเพ่ือแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนแสดงความคิดของผู้เขียนในเร่ือง
ต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเรื่องของการเสนอแนวความคิด คาแนะนา ข้อคิด ข้อเตือนใจ หรือบทปลุกใจ โดยผู้เขียน
ต้องมีข้อมูล หรือประเด็นท่ีจะกล่าวถึง จากนั้นจึงแสดงความคิดของตนที่อาจสนับสนุนหรือขัดแย้ง หรือ
นาเสนอแนวคดิ ใหมเ่ พ่ิมเติมจากประเด็นข้อมูลทีม่ ีอยู่ ทงั้ น้เี พ่ือใหผ้ อู้ า่ นคล้อยตามความคดิ เห็นของผู้เขียน ดว้ ย
เหตุนผ้ี ู้เขยี นจึงตอ้ งมขี ้อเทจ็ จรงิ หลกั ฐาน เหตุผลสนบั สนนุ ความคิดเหน็ ดงั กล่าวของตน

๑.๑.๔ การเขียนเพื่อชักจูงใจ เป็นการเขียนโน้มน้าวเชิญชวนให้ผู้อ่านสนใจในข้อเขียนท่ี
นาเสนอ ซ่ึงรวมถึงการเขียน เพื่อเปลี่ยนความรู้สึก ทัศนคติของผู้อ่าน ให้คล้อยตามกับข้อเขียนด้วย ผู้เขียนจา
เป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ เพ่ือเลือกใช้วิธีจูงใจได้เหมาะสมกับบุคคล
นอกจากนี้ข้อเขียนที่ชักจูงใจจะต้องประกอบด้วยเหตุและผลท่ีน่าเช่ือถือและต้องแสดงให้ผู้อ่านประจักษ์ได้ว่า
ผู้เขียนเปน็ ผมู้ คี ณุ ธรรม สมควรแกก่ ารคล้อยตาม

๑.๑.๕ การเขียนเพ่ือสร้างจินตนาการ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนเลือกใช้ถ้อยคาอย่างประณตี
เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกและจินตนาการของตนออกมาให้ผู้อ่านเกิดภาพตามที่ตนเองต้องการ การเขียนใน
ลักษณะน้ีจะเป็นการเขียนเชิงสร้างสรรค์ท่ีปรากฏออกมาในรูปบทร้อยกรอง เร่ืองส้ัน นวนิยาย บทละคร
บทภาพยนตร์

๒. การวเิ คราะห์ผ้อู ่าน
การเขยี นเป็นกระบวนการในการสง่ สาร จงึ จาเป็นต้องมผี รู้ ับสาร ซึง่ ก็คอื ผู้อ่าน ดงั นน้ั กอ่ นจะลง

มือเขียน ผู้เขียนควรตระหนักให้แน่ชัดว่า จะเขียนให้กับใครอ่านโดยวิเคราะห์ความแตกต่างของผู้อ่านในเรื่อง
วัย เพศ การศึกษา รายได้ เพราะบุคคลท่ีมีความแตกต่างกัน ย่อมมีความสนใจในการอ่านที่ไม่เหมือนกันด้วย
เช่น เด็กวัยรุ่นจะสนใจอ่านเรื่อง ชีวประวัติ การเดินทาง ประวัติศาสตร์ ส่วนผู้ใหญ่จะสนใจอ่านเรื่องที่เป็น
ธรรมชาติของมนุษย์ ความสาเร็จของบุคคลในอาชีพต่าง ๆ หรือผู้หญิงสนใจอ่านในเรื่องสวย ๆ งาม ๆ แฟช่ัน
เรือ่ งรักกระจ๋มุ กระจ๋ิม ผูช้ ายอา่ นเรื่องช่าง เครื่องยนตก์ ลไก

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๓๘

เม่ือผู้อ่านมีความสาคัญต่อการเขียนเป็นอย่างมากแล้ว ผู้เขียนจึงควรวิเคราะห์กลุ่มผู้อ่านเพ่ือให้
ไดข้ อ้ มูลของผู้อ่านอย่างชัดเจน ซง่ึ อลิสา วานชิ ดี และปรีชา หริ ัญประดิษฐ์ (๒๕๓๙, หนา้ ๔๓) ไดเ้ สนอเทคนิค
การวิเคราะหผ์ อู้ ่านไว้ดงั นี้

๑. ผูอ้ า่ นมีความรเู้ ร่ืองท่ีผเู้ ขยี นจะเขยี นนน้ั แล้วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
๒. ผ้อู า่ นควรทราบขอ้ มูลอะไรบ้างเกี่ยวกับหัวข้อนนั้
๓. ผูอ้ า่ นคาดหวงั อะไรจากเร่ืองท่ีเขยี น
๔. ผู้อา่ นมีทัศนคตติ ่อเร่อื งทเ่ี ขยี นอย่างไร
๕. ทาไมผอู้ า่ นจึงสนใจและทาไมจึงไม่สนใจเร่ืองทเี่ ขียน
๖. ข้อมลู ประเภทใดทีผ่ ู้อา่ นยอมรับและเชื่อถือ
๗. เขียนอย่างไรให้เหมาะกับผอู้ ่าน

การเขยี นโครงเรื่อง
โครงเรื่องเป็นการกาหนดแนวทางการเขียน การเรียบเรียงข้อมูล การจัดลาดับความคิด และ

การจัดลาดับหัวข้อ หลังจากที่ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูล การเขียนโครงเร่ืองจึงเป็นขั้นตอนหน่ึงที่สาคัญในงาน
เขียน แต่ก็มิได้หมายความว่าผู้เขียนจะต้องเขียนตามโครงเรื่องที่วางไว้เสมอ เพราะเมื่อลงมือเขียนจริงอาจมี
การปรับเปล่ียนโครงได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้การเขียนโครงเรื่องยังช่วยให้ผู้เขียนไม่สับสนเวลาเขยี น
หรือเขียนหัวข้อใดข้อหนึ่งยาวเกินไป และอาจจะลืมเขียนบางหัวข้อ ดังนั้นการเขียนโครงเร่ืองก่อนที่จะลงมือ
เขียนจะทาให้งานเขียนมีความสมบูรณม์ ากที่สุด

ประโยชนข์ องโครงเร่ือง
การเขยี นโครงเร่ืองมปี ระโยชน์ในการเขียนหลายประการ ดังนี้
๑. โครงเร่ืองช่วยในการนาเสนอเน้ือหา ทาให้ผู้เขียนเตรียมเน้ือหาได้อย่างเหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย

ในการเขียน รู้จักกาหนดขอบข่ายของเน้ือหา รวมทั้งช่วยให้เห็นแนวทางการเรียบเรียงความคิด ว่าควรจะใช้
แบบใด และมีเน้ือหาในประเด็นหรือหัวข้อใดท่ีเรายังไม่รู้ดีพอหรือยังหารายละเอียดไม่ได้ เราก็สามารถเตรียม
ความรู้เหลา่ นี้เพ่มิ เตมิ ได้อกี จนเพยี งพอ

๒. โครงเร่ืองช่วยแบ่งหัวข้อได้ชัดเจน การแบ่งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยอย่างชัดเจนทาให้ผู้เขียน
สามารถจดั ลาดบั เพ่อื เช่ือมโยงหัวขอ้ ย่อยกบั หัวขอ้ ย่อย หวั ข้อใหญก่ บั หวั ขอ้ ยอ่ ยได้งา่ ย

๓. โครงเรื่องช่วยเขียนเร่อื งอย่างมีเหตผุ ล ทาให้ผู้เขียนมองเหน็ ความสัมพันธ์ของประเด็นต่าง ๆ ใน
เน้ือหาจากโครงเร่ืองได้ชัดเจน ว่ามีประเด็นหรือหัวข้อใดเกี่ยวข้องกันบ้าง และความคิดของประเด็นต่าง ๆ
เหล่านน้ั เชอ่ื มโยงสัมพนั ธก์ นั อย่างไร จงึ จะทาใหเ้ นอ้ื หามนี า้ หนักและสมเหตุสมผล

๔. โครงเร่ืองช่วยในการวางสัดส่วนของเรื่องได้เหมาะสม โครงเรื่องช่วยให้ทราบว่าควรเขียนใน
ประเด็นอะไรบ้าง มปี ระเด็นใดท่ีไม่ควรเขียน หรอื ประเด็นใดควรนาความคดิ หรือรายละเอยี ดมาสนบั สนุนมาก
น้อยแค่ไหน จึงจะพอเหมาะกับความยาว ซง่ึ จะชว่ ยให้สัดส่วนของเรอ่ื งเหมาะสม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๓๙

๕. โครงเร่ืองช่วยไม่ให้ลืมหัวข้อเร่ืองที่จะเขียน ในขณะเขียนเราอาจจะจดจ่อกับเรื่องที่เขียนจนลืม
เขยี นหวั ขอ้ อน่ื ๆ ได้ แต่การเขียนโครงเรอื่ งจะชว่ ยเตือนความจาใหเ้ ราไม่ลมื เขียนหัวข้อ

๖. โครงเรื่องช่วยไม่ให้สับสนเวลาเขียน การเขียนโครงเรื่องก่อนลงมือเขียนเปรียบเสมือนการเขียน
ฉบับร่างของงานเขียน เมอื่ ลงมือเขียนจงึ สามารถเขียนตามหัวขอ้ ตา่ ง ๆ ทผ่ี ู้เขยี นไดว้ างโครงเรื่องไว้ทาใหไ้ ม่เกิด
ความสบั สนเวลาเขยี น

รปู แบบของการเขียนโครงเร่ือง
การเขียนโครงเร่ืองมี ๓ ประเภทได้แก่ การเขียนโครงเร่ืองแบบคร่าวๆ การเขียนโครงเรื่องเป็นหัวข้อ

และการเขียนโครงเรื่องเป็นประโยค แต่ละประเภทมีลักษณะการเขียนท่ีแตกต่างกันออกไป ดังรายละเอียด

ต่อไปน้ี

๑. โครงเรอ่ื งแบบคร่าวๆ เป็นการเขียนโครงเร่อื งอย่างคร่าว ๆ ด้วยคาหรือวลอี ย่างหยาบ ๆ เพ่ือวาง

แนวเร่ืองท่สี น้ั ๆ เรียงลาดบั ลดหลั่นกันมา โดยอาจจัดเป็นหวั ขอ้ ใหญ่และมหี ัวขอ้ ย่อยก็ได้

ตวั อย่าง เรื่อง ภาวะโลกรอ้ น
- ความหมาย
- สาเหตุ
- ผลกระทบ
- สง่ิ แวดลอ้ ม
- เศรษฐกจิ
- สขุ ภาพ
- การแกป้ ัญหา
- ลดการใช้พลังงาน
- ปลกู ต้นไม้
- ลดใช้ถุงพลาสติก
๒. โครงเร่ืองแบบหัวข้อ โครงเร่ืองแบบน้ีเขียนด้วยคาวลีส้ัน ๆ หรืออนุประโยคท่ีไม่ได้ความครบถว้ น

ในตัวเอง และมีตัวเลขหรอื อักษรยอ่ กากับประเดน็ ทุกประเดน็ ทส่ี งั เขปดว้ ยคาวลหี รอื อนุประโยคนัน้ ๆ

ตวั อยา่ ง เรื่อง ภาวะโลกร้อน
1. ความหมายภาวะโลกรอ้ น
2. สาเหตุภาวะโลกรอ้ น
3. ผลกระทบจากภาวะโลกรอ้ น

3.1 ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม
3.2 ด้านเศรษฐกิจ
3.3 ดา้ นสขุ ภาพ
4. การแก้ปญั หา
4.1 ลดการใชพ้ ลังงาน
4.2 ปลกู ต้นไม้และรักษาป่าไม้
4.3 ลดการใช้ถุงพลาสตกิ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๔๐

๓. โครงเร่ืองแบบประโยค โครงเรอ่ื งแบบน้ีเขยี นด้วยข้อความซึ่งเป็นประโยคท่ีสมบูรณ์และชัดเจน มี
เลขหรืออกั ษรยอ่ กากบั ประโยคทุกประโยคทเ่ี ปน็ ประเดน็ ของเรื่องน้ัน

ตวั อยา่ ง เร่ือง ภาวะโลกรอ้ น
1. ความหมายของภาวะโลกรอ้ น
2. สาเหตขุ องการเกดิ ภาวะโลกร้อน
3. ผลกระทบจากภาวะโลกรอ้ น

3.1 ผลกระทบดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม
3.2 ผลกระทบดา้ นเศรษฐกจิ
3.3 ผลกระทบด้านสุขภาพ
4. การแก้ปัญหาภาวะโลกรอ้ น
4.1 อนุรักษพ์ ลังงาน
4.2 อนรุ กั ษป์ า่ ไม้
4.3 อนุรกั ษส์ ิ่งแวดล้อม

ตวั อย่างรปู แบบการเขียนโครงเร่ือง โครงเรอื่ งแบบหวั ข้อ โครงเรอ่ื งแบบประโยค
สาเหตุของอาหารเป็นพษิ สาเหตุของอาหารเป็นพิษ จาแนก
โครงเรื่องแบบครา่ วๆ ๑. สารพษิ ที่มีอย่ตู ามธรรมชาติ ออกเปน็ ๓ ประเภท
สาเหตขุ องอาหารเป็นพิษ ๑. สาเหตุของอาหารเป็นพษิ เกดิ จาก
- สารพษิ ตามธรรมชาติ พืช / สัตว์ ๑.๑ สารพิษจากพืช สารพษิ ที่มอี ยใู่ นธรรมชาติ
๑.๒ สารพิษจากสตั ว์ ๑.๑ สาเหตุของอาหารเปน็ พษิ เกดิ จาก
-สารพิษท่ีปนเป้อื นในอาหาร ๒. สารพิษทปี่ นเป้อื นในอาหาร สารพิษในพืช
๒.๑ สารพษิ จากจลุ ินทรยี ์ ๑.๒ สาเหตขุ องอาหารเป็นพษิ เกดิ จาก
จุลนิ ทรยี ์ / เช้ือโรค ๒.๒ สารพิษจากเช้อื โรค สารพิษในสตั ว์
๓. สารพิษจากการกระทาของมนษุ ย์ ๒. สาเหตขุ องอาหารเป็นพษิ เกิดจาก
- สารพษิ จากการกระทาของมนุษย์ ๓.๑ สารเคมีในเกษตร สารพิษท่ปี นเปอ้ื นในอาหาร
๓.๒ วัตถเุ จอื ปนในอาหาร ๒.๑ สาเหตขุ องอาหารเปน็ พษิ เกดิ จาก
สารเคมีการเกษตร/วตั ถุเจือปน ๓.๓ สีผสมอาหาร จลุ นิ ทรีย์
๒.๒ สาเหตุของอาหารเปน็ พษิ เกดิ จาก
ในอาหาร / สผี สมอาหาร ตัวเช้ือโรค
๓. สาเหตขุ องอาหารเป็นพษิ เกดิ จากการ
กระทาของมนษุ ย์
๓.๑ สาเหตุของอาหารเป็นพษิ เกิดจาก
สารเคมีการเกษตร
๓.๒ สาเหตขุ องอาหารเป็นพษิ เกดิ จาก
วัตถปุ นเป้อื น
๓.๓ สาเหตขุ องอาหารเป็นพษิ เกดิ จาก
สผี สมอาหาร

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๔๑

แนวทางการเขยี นโครงเร่อื ง
๑. การประมวลความคิด คือ รวบรวมข้อมูลเป็นหวั ข้อต่าง ๆ
๒. การจดั สรรความคิด คือ จัดหมวดหมขู่ ้อมูลและจดั ลาดบั ความสาคญั ของแต่ละหวั ข้อ
๓. การจดั หมวดหมูห่ รือแยกประเภทความคิด จดั ลาดับของหัวข้อแต่ละหวั ข้อให้มเี นื้อหาต่อเน่ืองเป็น

ลาดับและสัมพันธ์กัน ผู้เขียนสามารถจัดลาดับเน้ือหาตามลาดับเวลา ตามประเพณีนิยม ตามความสาคัญน้อย
ไปสาคญั มากหรือสาคญั มากไปหาสาคัญน้อย เป็นต้น

๔. การเขียนโครงเร่ือง เขียนโครงเรื่องให้เป็นระเบียบโดยใช้รูปแบบการเขียนแบบเดียวกันตลอด
เนอ้ื หา และจดั หวั ข้อยอ่ ยแต่ละขอ้ เย้อื งไปทางขวา

ความสามารถในการเขียนของแต่ละคนข้ึนอยู่กับกระบวนการคิดและความสามารถใน
การถ่ายทอดภาษา หากมีความคิดดีแต่ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษา ขาดทักษะการเขียนที่เป็นระบบ
ก็ไมส่ ามารถถ่ายทอดความคดิ นัน้ ใหค้ นอ่นื รบั ร้ไู ดห้ รือถา่ ยทอดไดแ้ ต่ไมด่ ีเท่าท่คี วร

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๔๒

แบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ยท่ี ๖

เร่ือง การเขียนเพือ่ การนาเสนอและการเขยี นโครงเรอื่ ง

คาช้แี จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ีใหถ้ ูกต้องและสมบูรณ์
๑. การเขยี น หมายถึง...........................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๒. จุดมุ่งหมายของการเขียน มีอะไรบา้ ง...............................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
๓. การวเิ คราะหผ์ อู้ ่านมีความสาคัญอยา่ งไร.........................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
๔. การเขยี นเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นการเขียนในลักษณะใด...........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
๕. โครงเร่อื ง หมายถงึ ...........................................................................................................................................
.......................................................................................... ....................................................................................
๖. การเขียนโครงเรื่องมีประโยชนใ์ นดา้ นใดบ้าง...................................................................................................
......................................................................................................................................................... .....................
.............................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................. ................................
๗. รปู แบบของโครงเร่ือง มกี ่ีประเภท อะไรบ้าง………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๘. การเขยี นโครงเร่อื งแนวทางในการเขยี นอย่างไรบา้ ง........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
๙. โครงเรื่องแบบครา่ ว ตา่ งจากโครงเรอ่ื งแบบหวั ข้ออย่างไร จงอธบิ าย..............................................................
.............................................................................................. ................................................................................
๑๐. จงเขยี นโครงเรอ่ื งประเด็นทีน่ า่ สนใจมา ๑ เรอ่ื ง โดยเขียนเปน็ โครงเรือ่ งแบบคร่าว ๆ และโครงเรือ่ งแบบ
หัวขอ้ ....................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๔๓

หน่วยท่ี ๗

การเขียนเอกสารการประชมุ

การดาเนินงานไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ หรือด้านธุรกิจย่อมต้องมีการวางแผน การเตรียมการ หรือ
การวางโครงการต่าง ๆ เพื่อให้งานที่ดาเนินบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของหน่วยงานน้ัน องค์กรต่าง ๆ
จึงจาเป็นต้องการมีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างผู้บริหารงาน คณะกรรมการ ผู้ร่วมลงทุน บุคลากรใน
หนว่ ยงาน สมาชกิ ตลอดจนผ้ใู ช้บริการขององค์กรนั้น

ชานาญ นิศารัตน์ (๒๕๓๐, หน้า ๙๑) กล่าวว่า การประชุม คือ การท่ีบุคคลตั้งแต่ ๒ คนข้ึนไปมา
พบปะปรึกษาหารือกันเพ่ืออภิปรายแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นลงเป็นมติ เพื่อนามติไปบริหารหรือปฏิบัติ
ต่อไปการประชุมต้องกาหนดเป็นระเบียบแบบแผนด้วยวัตถปุ ระสงค์อยา่ งหน่ึงหรือหลายอย่างก็ได้

วินัย ไชยอุดม (ม.ป.ป., ๑๔๘) กล่าวว่า การประชุม คือการท่ีบุคคลกลุ่มหนึ่ง อาจเป็นกลุ่มเล็กหรือ
กลุ่มใหญ่ นัดมาพบกัน เพ่ือแจ้งข่าวคราว สนทนา ปรึกษาหารือ ขอความคิดเห็น ฯลฯ เพื่อวัตถุประสงค์อย่าง
ใดอย่างหนึ่งหรอื หลายอยา่ ง

อาจกล่าวไดว้ า่ การประชมุ หมายถึง คณะบคุ คลที่มารวมกนั โดยมีการนัดพบเพ่ือปรึกษาหารือในเรื่อง
ใดเร่อื งหนึ่งเพ่อื ประโยชนต์ อ่ การบรหิ ารองคก์ ร เช่น การประชุมคณะกรรมการเพื่อขยายตลาดสนิ ค้าของบริษัท
เป็นตน้

ประเภทของการประชมุ
การประชุมโดยทวั่ ไป ไม่วา่ จะเป็นการประชมุ ของหนว่ ยงานราชการ บรษิ ัท ห้างหุ้นส่วน สมาคม หรือ

ชมรม มกั จะแบ่ง การประชุมออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. การประชมุ สามญั หมายถงึ การประชมุ ตามปกติซึ่งกระทาเปน็ ประจาตามข้อบังคบั หรอื นโยบาย

ของหน่วยงาน เชน่ ประชุมสปั ดาห์ละครัง้ เดือนละครงั้ สามเดอื นคร้งั หรือปลี ะครั้ง เปน็ ตน้
๒. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมที่จัดข้ึนเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการประชุมสามัญใน

กรณที ่มี เี ร่อื งเรง่ ดว่ นหรือเร่ืองสาคญั ทตี่ อ้ งมีการประชมุ พิจารณาขอความเห็นจากสมาชิกหรือคณะกรรมการ
ในเรอ่ื งใดเร่ืองหน่ึง

ความมุ่งหมายของการประชมุ
การจัดใหม้ กี ารประชุมยอ่ มมีความมุง่ หมายประการใดประการหน่ึง ดังตอ่ ไปนี้
๑. เพ่ือแถลงข่าวหรือเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผู้ประชุมได้ทราบ ตลอดจนการแจ้งนโยบายใหม่ ๆ พร้อมกับ

เหตผุ ล
๒. เพื่อสนทนาปรกึ ษาหารอื ขอคาแนะนาและความคดิ เห็นจากสมาชิกที่มาประชมุ
๓. เพอ่ื พจิ ารณาการดาเนนิ งาน และประสานงานรว่ มกนั
๔. เพือ่ ให้การศึกษาและความรู้แกส่ มาชกิ ในเร่ืองต่าง ๆ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๔๔

๕. เพ่อื พจิ ารณาเร่ืองใดเร่อื งหนงึ่ โดยเฉพาะ
๖. เพอ่ื กระตุ้นใหส้ มาชกิ เกิดความรสู้ กึ และทศั นคติใหมๆ่ ในการดาเนินงานของหน่วยงาน

ประโยชนข์ องการประชมุ
การประชุมโดยทั่วไปหรือการประชุมของหน่วยงานธุรกิจย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานน้ันไม่

มากกน็ ้อย ดังต่อไปนี้
๑. ก่อให้เกิดการระดมความคิดในการแก้ปัญหาและช่วยแบ่งความรับผิดชอบ เพราะถ้าตัดสินใจ

แก้ปัญหาคนเดียว และเกิดผิดพลาดขึ้น นักบริหารจะลาบากแต่ถ้าเป็นการลงมติของท่ีประชุมแล้ว ท่ีประชุม
ย่อมแบง่ เบาภาระนไ้ี ด้

๒. เปน็ เครอ่ื งมือในการตดิ ต่อสง่ั การ และการกระจายข้อมลู ข่าวสารตา่ ง ๆ ไปได้ โดยแจ้งให้ผปู้ ระชุม
ไดท้ ราบ เพ่ือนาไปถา่ ยทอดใหบ้ ุคคลท่ีเก่ยี วข้องทราบตอ่ ไป

๓. ช่วยให้เกิดความเข้าใจสนิทสนมกัน เพราะเป็นการปรึกษาหารือ แลกเปล่ียนความคิดเห็นซ่ึงกัน
และกัน อันเป็นเหตุกอ่ ใหเ้ กดิ ความสามคั คใี นหม่คู ณะ

๔. เปน็ การส่งเสรมิ ให้บคุ คลไดแ้ สดงออกทางความรู้ ความเหน็ ความสามารถและประสบการณ์ของ
ตนใหป้ รากฏ เพอื่ ประโยชน์ต่อการดาเนนิ งานของหนว่ ยงาน

๕. เปน็ การส่งเสรมิ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย เพราะผปู้ ระชุมได้มีโอกาสแสดงทศั นะของตน
และขณะเดยี วกันก็ฝึกการยอมรับความคิดเห็นของผู้อืน่ และยอมรับมตขิ องท่ีประชุม หรอื ความคดิ เหน็ ของคน
สว่ นใหญ่ดว้ ย

๖. ช่วยในการประสานงานได้ดี เพราะผู้ประชุมมาจากสถานที่หลายแห่งด้วยกัน ความสัมพันธ์ท่ี
เกิดขึน้ ในระหว่างประชมุ ยอ่ มชว่ ยให้ประสานงานกันงา่ ยข้นึ

๗. ช่วยให้ตนได้ทราบบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อท่ีต้องดาเนินการตามวัตถุประสงค์
หรือนโยบายของหนว่ ยงาน

๘. ช่วยให้ทราบข่าวสาร ข้อมูล นโยบาย หรือการบริหารของหน่วยงาน หรือได้รับความรู้ใน
วทิ ยาการใหม่ ๆ ท่เี ปลีย่ นแปลงอยูต่ ลอดเวลา

ศพั ทเ์ กย่ี วกบั การประชมุ
ในการประชมุ แตล่ ะคร้ัง จะมีคาศพั ทเ์ รียกแทนองค์ประกอบต่าง ๆ ในการประชมุ ดังน้ี
๑. องค์ประชมุ คือบคุ คลทมี่ หี น้าท่ีตอ้ งเข้าประชุม ได้แก่ ประธาน รองประธาน เลขานุการ กรรมการ

และสมาชกิ ตามหลกั การประชุมถ้าสมาชิกทมี่ าประชุมเกินคร่ึงหนึง่ ของสมาชิกทั้งหมดคือประมาณ ๒ ใน ๓ ก็
ถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้ามีสมาชิกมาประชุมน้อยกว่าคร่ึงหนึ่งก็ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ประธานจะต้อง
ยกเลกิ การประชมุ นนั้ และนัดหมายการประชมุ ใหม่

๒. ญัตติ คอื เรือ่ งหรอื ปญั หาทน่ี ามาพิจารณาในการประชุม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๔๕

๓. ระเบยี บวาระการประชมุ คอื เรอื่ งท่ีนามาปรึกษาหารือกนั ที่ประชุมโดยเรียงตามลาดับความสนใจ
หรือความสาคญั ในการปรึกษาหารือ

๔. มติ คือ ข้อตกลงของท่ีประชุมในญัตติต่าง ๆ การออกเสียงลงมติในเรื่องต่าง ๆ ถือเสียงส่วนมาก
ของท่ีประชุม ถ้าคนส่วนมากในท่ีประชุมเห็นด้วยก็เรียกว่าเป็นมติของคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าทุกคนในที่ประชุม
ลงมติเหน็ ด้วยเหมือนกนั หมดก็เรียกว่า มีมติเป็นเอกฉนั ท์ การลงมตอิ าจลงมติโดยเปิดเผยคือการยกมอื หรือลง
มติแบบลับคือเขียนใส่ซองปิดผนึกก็ได้ดังนั้นเมื่อท่ีประชุมออกคะแนนเสียงแล้วจะถือเป็นมติให้ที่ประชุมนาไป
ปฏิบตั ติ อ่ ไป

๕. ระเบยี บวาระการประชุม คือ เร่ืองทจ่ี ะนามาปรกึ ษาหารอื กนั ในทป่ี ระชมุ โดยเรยี งหัวขอ้ เร่ือง
ตามลาดับความสาคัญหรอื ความสนใจของเรือ่ งทป่ี ระชมุ

การเขยี นจดหมายเชิญประชมุ
การประชุมแต่ละครั้ง เลขานุการจะต้องมีหน้าท่ีทาจดหมายเชิญประชุมไปนัดหมาย คณะกรรมการ

สมาชกิ หรือผทู้ ม่ี ีส่วนเกยี่ วข้องกับการประชุมของหน่วยงาน องค์กรธุรกิจนัน้ ๆ ผเู้ ข้าประชุม จะได้ทราบว่าจะ
มีการประชมุ เร่ืองอะไร วันใด เวลาใด หรอื หากเปน็ ไปได้ใหร้ ะบรุ ะเบยี บวาระการประชุมว่ามี วาระการประชุม
อะไรบา้ ง เพือ่ ผู้ขา้ ประชมุ จะไดเ้ ตรียมตวั หาขอ้ มูลตา่ ง ๆ มาเสนอแก่ที่ประชุม

การเขียนจดหมายเชิญประชุมมีหลักการเขียน ดังน้ี
๑. จดหมายเชิญประชุมต้องส่งล่วงหน้าให้ผู้ข้าประชุมทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๗ วัน ก่อนมีการ
ประชุมเพอื่ ให้เตรยี มตัวเขา้ ประชุม หรือมกี ิจธุระจะได้แจง้ ใหท้ างหนว่ ยงานทราบได้
๒. แจ้งเร่ืองทจ่ี ะประชมุ วนั เวลา สถานที่ หากสามารถจดั ทาระเบียบวาระไดท้ ันให้แจ้งระเบียบวาระ
การประชมุ ให้ชัดเจนพร้อมหนงั สอื เชญิ ด้วย
๓. ใช้สานวนภาษาท่ีชัดเจน รดั กมุ และไดใ้ จความ ไม่เขียนเยิน่ เย้อ วกวน เพราะจะทาใหผ้ ้รู ับเข้าใจ
ความหมายไมถ่ ูกต้อง
๔. การเขยี นจดหมายเชญิ ประชุมอาจจะเขยี นระเบียบวาระการประชุมลงในจดหมายเชิญประชุม หรือ
แยกระเบียบวาระการประชุมอกี แผน่ ตา่ งหากก็ได้
อน่ึง โดยท่ัวไปแล้วการเขียนจดหมายเชิญประชุมในย่อหน้าแรกจะแจ้งว่าผู้มีอานาจ เช่น ประธาน
กรรมการบริษัท ผู้อานวยการ ผู้จัดการ ฯลฯ ต้องการนัดประชุมเร่ืองอะไร คร้ังท่ีเท่าไร เม่ือไร ที่ไหน ย่อหน้า
ถัดมาจะแจ้งหัวข้อประชุมหรือวาระการประชุม และย่อหน้าสุดท้ายย้าให้ผู้ข้าประชุมไปประชุมตามวัน เวลาที่
กาหนด ดังตวั อย่างต่อไปน้ี

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๔๖

ที่ ศธ ๐๘๒๐.๒๔/ว๐๒๘ สาขาวิชาภาษาไทย วิทยาลัยการศึกษา
๑๙ หมู่ ๒ ตาบลแม่กา อาเภอเมืองพะเยา

จงั หวดั พะเยา ๖๕๐๐๐

๒๒ เมษายน ๒๕๕๙

เรอื่ ง ขอเชญิ ประชุมคณาจารยส์ าขาวชิ าภาษาไทย

เรยี น อาจารย์ศราวุธ หลอ่ ดี

ส่งิ ทส่ี ่งมาด้วย ๑. แบบตอบรบั การประชุมคณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทยฯ คร้งั ท่ี ๔/๒๕๕๙ จานวน ๑ ชุด

ด้วยจะมีการประชุมคณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย วิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ครั้งที่
๔/๒๕๕๙ ในวันศุกร์ท่ี ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๕.๐๐ น. ณ ห้อง B ๒๐๒ อาคารเรียนรวม
(หลังเกา่ ) มหาวทิ ยาลัยพะเยา จึงขอเรียนเชญิ ท่านเข้ารว่ มประชมุ ตามวนั เวลา และสถานท่ดี ังกลา่ ว

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอความกรุณากรอกแบบตอบรับตามท่ีแนบมาพร้อมนี้ส่งมายัง
สาขาวชิ าภาษาไทย วิทยาลัยการศกึ ษา ภายในวนั จันทร์ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙ จักเป็นพระคณุ ย่ิง

ขอแสดงความนับถือ

(นางสาวภาวินี ลานอ้ ย)
เลขานุการสาขาวชิ าภาษาไทยฯ

สาขาวชิ าภาษาไทย วิทยาลัยการศึกษา ๔๗
โทรศัพท์ ๐ ๕๓๙๑ ๖๐๘๔
โทรสาร ๐ ๕๓๙๑ ๖๐๘๖

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน


Click to View FlipBook Version