The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru.Somchai, 2021-10-15 05:31:59

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอ

การเขยี นระเบียบวาระการประชมุ
ระเบียบวาระการประชุมเปรียบเสมือนหัวใจของการประชุม เพราะเป็นสิ่งสาคัญท่ีก่อให้เกิดการ

ประชุมเพื่อให้ได้มาซ่ึงความคิดเห็นหรือข้อตกลงร่วมกัน การกาหนดวาระการประชุมเป็นหน้าท่ีของประธาน
และเลขานุการ ซ่ึงมักได้รับมอบหมายให้จัดระเบียบวาระการประชุม ท้ังน้ีเลขานุการจะแจ้งผู้เก่ียวข้องให้
จดั สง่ เรือ่ งทต่ี อ้ งการให้บรรจุในวาระการประชมุ โดยมกั จะกาหนดเวลาในการส่งเรื่องดว้ ย เพอื่ ความสะดวกใน
การเตรียมการจัดประชุม เมือ่ ไดร้ บั เรื่องทั้งหมดแล้ว เลขานุการจะเป็นผูพ้ ิจารณาจดั เรียงลาดับตามความสาคัญ
โดยทั่วไปจะให้เร่ืองเร่งด่วนเป็นลาดับแรกและเรื่องอื่น ๆ ที่สาคัญรองลงมาเป็นลาดับต่อ ๆ ไป หากมีเรื่อง
พิจารณามากเกินกว่าระยะเวลาการประชุมท่ีกาหนดไว้ ก็จะเลือกเร่ืองที่ไม่เร่งด่วนออกและจัดไว้ในระเบียบ
วาระการประชุมครั้งตอ่ ไป แต่ควรจะต้องได้รบั ความเหน็ ชอบจากประธานด้วย

การเขียนระเบยี บวาระการประชุมท่ดี คี วรดาเนนิ ตามหลักการดังน้ี
๑. พิจารณาวัตถุประสงค์ของการประชุมให้ถ่องแท้เพ่ือกาหนดวาระการประชุมให้บรรลุวัตถุประสงค์
ท่ีต้งั ไว้
๒. จัดวาระการประชุมโดยเรียงลาดับอย่างมีเหตุมีผลต่อกัน เพ่ือให้การประชุมเป็นไปอย่างมีระบบ
และตอ่ เน่ือง ซง่ึ ตามปกตจิ ะมีอยู่ด้วยกัน ๕ วาระ ดังตอ่ ไปน้ี
➢ วาระที่ ๑ เรื่องแจ้งให้ท่ีประชุมทราบ หรือท่ีมักใช้ว่า เร่ืองแจ้งเพื่อทราบ หมายถึง เรื่องที่ประธาน
หรือเลขานุการแจ้งให้ท่ีประชุมทราบ ประธานอาจแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลท่ีจัดประชุมในกรณีท่ีเป็น
การประชมุ ครงั้ แรกหรือมเี ร่ืองอื่นใดกต็ ามทีเ่ ห็นวา่ เป็นประโยชนแ์ ละที่ประชุมควรรบั ทราบ เชน่ เมื่อมี
สมาชิกผู้เข้าประชุมที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ก็อาจแจ้งเพื่อทราบโดยใช้หัวข้อวาระว่า การแนะนา
สมาชิกใหม่ เป็นตน้
➢ วาระท่ี ๒ เรอ่ื งรบั รองรายงานการประชุม ควรระบวุ ่าเป็นการรบั รองรายงานการประชมุ ครั้งทเี่ ท่าไร
พร้อมท้ังวัน เดือน ปีด้วย เช่น รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๕ วันที่ ๒๗ มิถุนายน
๒๕๔๕ เมื่อที่ประชุมลงมติรับรองรายงานการประชุมแล้ว ประธานและเลขานุการจะลงลายมือชื่อ
และวนั ท่ใี นตอนทา้ ยของรายงานการประชุม
➢ วาระท่ี ๓ เร่อื งสบื เน่อื ง หมายถึง เรื่องซ่ึงท่ีประชุมครั้งก่อนยงั ไม่ได้พิจารณาเปน็ ข้อยุติ ทีป่ ระชุมอาจ
มอบหมายให้เจ้าของเรื่องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพ่ือนากลับมาแจ้งทราบหรือเสนอเพ่ือพิจารณาอีก
ครั้งหน่ึง หรือเป็นเรื่องท่ีท่ีประชุมเคยมอบหมายให้ผู้หน่ึงผู้ใดไปดาเนินการ และผู้ได้รับมอบหมาย
นามารายงานตอ่ ทป่ี ระชุม
➢ วาระที่ ๔ เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา ได้แก่ เร่ืองท่ีเป็นหัวข้อสาคัญท่ีต้องจัดให้มีการประชุมข้ึน เช่น
การกาหนดราคาผลติ ภณั ฑใ์ หม่ การเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ เป็นตน้
➢ วาระท่ี 5 เรื่องอ่ืน ๆ (ถ้ามี) วาระนี้มีไว้เพ่ือบรรจุเร่ืองที่ไม่อยู่ในวาระ บางคร้ังอาจมีเร่ืองที่สมาชิก
ต้องการแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยไม่เก่ียวกับวัตถปุ ระสงค์ของการประชุม เปน็ เร่อื งเร่งด่วน หรืออาจ
เป็นเร่ืองท่ีไม่สามารถบรรจุในวาระการประชุมได้ทันก็จะนามาพิจารณาในวาระเร่ืองอื่น ๆ แต่จะต้อง
เป็นเรื่องไม่สาคัญมากนักหรือไม่มีประเด็นให้อภิปรายโต้แย้งได้โดยเฉพาะอย่างย่ิงในวงการธุรกิจ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๔๘

หากเป็นเรื่องสาคัญควรให้ผู้เข้าประชุมทราบเร่ืองล่วงหน้า ไม่ควรเสนอในที่ประชุมเป็นวาระจร
เพราะจะทาให้มีเวลาพิจารณาเอกสารน้อยซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจหรือลงความเห็น อันจะ
ก่อให้เกิดความเสียหายได้

นอกจากนี้ เลขานุการอาจระบุวาระเรื่องกาหนดนัดประชุมครั้งต่อไปในวาระเร่ืองอ่ืน ๆ ก็ได้ เพื่อ
ความสะดวกในการนัดหมายกับผู้เข้าประชุมซึ่งอยู่พร้อมเพรียงกัน ณ ท่ีนั้น ตลอดจนประหยัดเวลาในการ
โทรศพั ท์นดั หมายในภายหลงั

อน่ึง วาระแรกของการประชุม หากยังไม่มีประธานในที่ประชุมจะเป็นการเลือกตั้งประธาน โดยผู้
ได้รับมอบหมายใหเ้ ปน็ ประธานช่ัวคราวดาเนินการประชุมจนกว่าการเลือกต้งั ประธานจะเสรจ็ ส้ิน บางคร้ังอาจ
ไมม่ เี ร่ืองแจ้งเพ่ือทราบ วาระแรกของการประชุมก็จะเป็นการรับรองรายงานการประชุม หรือถา้ หากไม่มีเร่ือง
สืบเน่ืองเรื่องเสนอเพ่ือพิจารณาจะเป็นวาระถัดจากการรับรองรายงานการประชุม บางหน่วยงานอาจเพ่ิมเตมิ
ความคิดเห็นของคณะกรรมการแทรกอยู่ในระเบียบวาระการประชุมด้วย

ภาษาที่ใชใ้ นการเขยี นชอ่ื เร่อื งของระเบยี บวาระการประชุมอาจสรุปได้เปน็ ๔ ลกั ษณะ ดังนี้
๑. เป็นทางการ กล่าวคือ ภาษาท่ีใช้ควรมีลักษณะเป็นทางการ เช่นเดียวกับจดหมายเชิญประชุม ไม่
ใช้ภาษาพูด เช่น เร่ืองการปฏิบัติงานนอกเวลาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไม่ใช้ว่า การทา O.T. ของ
เจ้าหน้าท่ฝี ่ายประชาสมั พนั ธ์ ซ่ึงเปน็ ภาษาพูด
๒. กะทัดรัด คือ ใช้ข้อความรัดกุมไม่เยิ่นเย่อและยืดยาว เช่น การพิจารณาจัดสรรงบประมาณ
ประจาปี ๒๕๔๖
๓. ตรงประเด็น กลา่ วคือ สามารถสรุปประเดน็ สาคัญของเรื่องนนั้ ๆ ให้เป็นชือ่ เรื่องไดอ้ ย่างถกู ต้อง
๔. ใชก้ ล่มุ คาเป็นหลัก ไม่ตอ้ งเรยี บเรียงให้เป็นประโยค
นอกจากจะใช้ถ้อยคาสานวนรัดกุมแล้ว ควรให้ชัดเจนพอท่ีผู้เข้าประชุมจะเข้าใจ และใช้ให้สอดคล้อง
กันทุกวาระด้วย กล่าวคือหากจะใช้กลุ่มคานามหรือกลุ่มคากริยาเป็นชื่อวาระก็ควรใช้อย่างใดอย่างหน่ึงให้
เหมอื นกันทุกวาระมใิ ช่ใช้สลับกนั ไป เชน่ หากจะใชก้ ลมุ่ คากริยา ก็ควรเป็นไปทกุ วาระ ดังน้ี

วาระท่ี ๑ รับรองรายงานการประชมุ
วาระที่ ๒ รายงานผลการดาเนนิ งานในรอบปี
วาระท่ี ๓ พิจารณางบดุลและบัญชกี าไรขาดทุน
วาระที่ ๔ พิจารณาจัดสรรเงนิ ผลกาไร
วาระท่ี ๕ เลอื กต้ังผูส้ อบบัญชี
ท้ังน้ี การเขียนหัวข้อย่อยของระเบียบวาระการประชุมอาจละคาว่า “เรื่อง” ได้ เม่ือจัดทาระเบียบ
วาระการประชุมเสร็จแล้วโดยปกติมักส่งไปพร้อมกับจดหมายเชิญประชุม ซึ่งควรส่งให้ผู้เข้าประชุมล่วงหน้า
อย่างน้อย ๗ วัน ก่อนวันประชุมเพ่ือให้ผู้เข้าประชุมมีเวลาเตรียมการหรือหากไม่สามารถเข้าประชุมตาม
กาหนด จะไดส้ ามารถมอบหมายผู้เข้าประชมุ แทนไดท้ นั การ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๔๙

ระเบียบวาระการประชมุ

เรอื่ ง การประชุมคณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทยฯ ครงั้ ที่ ๓/๒๕๕๙
วนั ศุกร์ท่ี ๒๙ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐

ณ หอ้ ง B ๒๐๒ อาคารเรียนรวม (หลังเก่า) มหาวิทยาลัยพะเยา
**************************************************

ระเบยี บวาระการประชุมที่ ๑ เรอ่ื งแจง้ ให้ทราบ
๑.๑ การลาคลอดบุตรของอาจารยใ์ นสาขาวชิ าภาษาไทยฯ
๑.๒ การเปลยี่ นแปลงงบประมาณประจาปีการศกึ ษา ๒๕๕๙

ระเบียบวาระการประชุมที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
๒.๑ พิจารณาและรับรองรายงานการประชมุ คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทยฯ คร้งั ที่ ๒/๒๕๕๙ ลงวันท่ี

๑๕ มนี าคม ๒๕๕๙

ระเบียบวาระการประชุมท่ี ๓ เรอ่ื งสืบเนื่อง
-ไมม่ -ี

ระเบียบวาระการประชุมที่ ๔ เร่อื งเสนอเพ่ือทราบ
๔.๑ การจัดตารางเรยี นภาคฤดรู ้อนประจาปีการศึกษา ๒๕๕๙
๔.๒ การจดั สรรงบประมาณในการจดั กิจกรรม “วนั สนุ ทรภู่”
๔.๓ การคดั เลอื กบุคลากรดเี ด่นของสาขาวชิ าภาษาไทยฯ ประจาปี ๒๕๕๙

ระเบยี บวาระการประชุมที่ ๕ เรอื่ งอนื่ ๆ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๕๐

การบันทกึ รายงานการประชุม
ประวีณ ณ นคร (๒๕๔๒, หน้า ๑๖๒-๑๖๓) กล่าวไว้ว่า ขณะที่มีการประชุมปรึกษาหารือ เลขานุการ

หรือผู้ท่ีได้รับมอบหมายจะต้องมีหน้าที่บันทึกรายละเอียดของการประชุม ซึ่งจะมีการบันทึกข้อความแบบใด
น้ันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมหรือความต้องการของท่ีประชุมว่าต้องการรายละเอียดของข้อมูลมากน้อยเพียงใด

การบนั ทึกการประชมุ สามารถทาได้ ๓ วธิ ี ดงั นี้
๑. การบันทึกอย่างละเอียดทุกคาพูด พร้อมด้วยมติของท่ีประชุม เป็นการจดคาพูดทุกคาของผู้เข้า
ประชุมทุกคนโดยจดว่าใครพูดว่าอย่างไรคาต่อคาตามที่พูด และถ้ามีการแสดงกิริยาหรือกระทาการอย่างใด
แทนคาพูดก็อาจจดแจ้งกิริยาหรือการกระทานั้นไว้ในวงเล็บด้วย เช่นจดว่า (ท่ีประชุมปรบมือ) หรือ (แสดง
แผนผังประกอบคาอภิปราย) เป็นต้น พร้อมทั้งจดมติของที่ประชุมด้วย การจดรายงานการประชุมวิธีน้ีนยิ มใช้
ในการประชุมสภา เช่น สภาผู้แทนราษฎร หรือสภาท้องถิ่น เป็นต้น แต่ในทางธุรกิจไม่นิยมจดรายงานการ
ประชุมดว้ ยวิธนี ้ี เช่น

ระเบยี บวาระท่ี ๑ เรอ่ื งทป่ี ระธานจะแจง้ ให้ที่ประชมุ ทราบ
ประธาน : เน่ืองจากนายวิศรตุ ผดุ ผอ่ ง ไดล้ าออกจากกรรมการโครงการสรรค์สร้างสังคมเพราะต้องเดินทางไป
ดูงานด้านฝึกอบรมท่ีประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงระยะเวลาดาเนินการของโครงการดังกล่าว ขณะน้ีจึงมี
คณะกรรมการคงเหลอื 9 ท่าน โดยโครงการจะเรมิ่ ดาเนินการต้ังแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป จึงขอ
แจ้งเพ่ือทราบ

๒. การบันทึกย่อเรื่องที่พิจารณาและย่อคาพูดเฉพาะท่ีเป็นประเด็นสาคัญ อันนาไปสู่มติของท่ี
ประชุม พรอ้ มด้วยมติของท่ปี ระชุม เป็นการจดวา่ ท่ีประชุมได้พจิ ารณาเรื่องใดโดยมีประเดน็ ท่ีพิจารณาอย่างไร
มีผู้อภิปรายในประเด็นสาคัญอย่างไรบ้าง โดยจดย่อคาพูดเอาแต่ใจความ (ไม่จดทุกคาตามคาพูด) และจดย่อ
คาพูดของบางคนท่ีเป็นประเด็นสาคัญอันนาไปสู่มติของที่ประชุม (ไม่จดย่อคาพูดของทุกคนท่ีพูด) และจดมติ
ของท่ีประชุมด้วย การจดรายงานการประชุมวิธีน้ี นิยมใช้ในการประชุมสมาคม บริษัท และการประชุม
คณะกรรมการต่าง ๆ ท่ีต้องการหลกั ฐานยนื ยันว่าใครเป็นผู้พูด และคาพดู น้ันมีความสาคญั ตอ่ การประชุมหรือ
ต่อการตัดสินใจของท่ีประชุมดว้ ย เชน่

ระเบียบวาระท่ี ๑ เรื่องท่ปี ระธานจะแจง้ ให้ท่ปี ระชมุ ทราบ
ประธานแจ้งให้ท่ีประชุมทราบว่าเน่ืองจากนายวิศรุต ผุดผ่อง ต้องเดินทางไปดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในช่วงระยะเวลาดาเนินการของโครงการสรรค์สร้างสังคม จึงขอลาออกจากกรรมการฝ่ายดาเนินการและ
คณะกรรมการไดพ้ ิจารณาอนมุ ตั ิแล้ว
มติ ท่ปี ระชุมมมี ตริ บั ทราบ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๕๑

๓. การบันทึกสรุปสาระสาคัญของเรื่องท่ีพิจารณา ความเห็น เหตุผลในการพิจารณาของที่ประชุม
และมติของท่ีประชุม เป็นการจดว่าที่ประชุมได้พิจารณาเร่ืองใดซ่ึงมีสาระสาคัญอย่างไร ที่ประชุมมีความเห็น
หรือเหตุผลในการพิจารณาอย่างไร และมีมติอย่างไร ทั้งน้ีโดยจดเป็นความเห็นหรือเหตุผลของที่ประชุมเป็น
ส่วนรวม หรือเป็นฝ่ายๆ โดยไม่ระบุว่าใครพูดว่าอย่างไร การจดรายงานการประชุมวิธีน้ี นิยมใช้ในการประชุม
คณะกรรมการต่าง ๆ ของทางราชการ ซึ่งประชุมกันเป็นประจา มีเร่ืองต้องพิจารณามาก และไม่ต้องการ
หลกั ฐานยนื ยันวา่ ใครพดู ว่าอยา่ งไร เช่น

วาระท่ี ๑ เรือ่ งทป่ี ระธานแจง้ ใหท้ ่ีประชมุ ทราบ
ประธานแจ้งใหท้ ี่ประชุมทราบวา่ นายวิศรุต ผดุ ผ่อง ได้ลาออกจากกรรมการโครงการสรรค์สรา้ งสังคมิ เนอ่ื งจาก
ตอ้ งเดินทางไปดูงานทีป่ ระเทศสหรัฐอเมริกา
มติ ท่ีประชมุ มีมติรบั ทราบ

จดุ มงุ่ หมายในการจดรายงานการประชุม
การจดรายงานการประชมุ มีจดุ มุ่งหมาย ดังน้ี (ประวณี ณ นคร, ๒๕๔๒ หน้า ๑๖๑)
๑. เพอ่ื เกบ็ ไวเ้ ป็นหลกั ฐานอ้างอิง โดยบนั ทึกเปน็ หลักฐานไว้และเก็บเข้าเรื่อง หรือเข้าแฟ้มไว้ เม่อื ใด

ตอ้ งการจะตรวจดูว่าทปี่ ระชุมได้พิจารณาเร่ืองใด มีมตวิ า่ อย่างไรกส็ ามารถค้นหาตรวจดูได้
๒. เพ่ือยืนยันการปฏิบัตงิ าน โดยจดบันทึกไวว้ า่ มีการอภิปรายกันในที่ประชุมอยา่ งไร คณะกรรมการ

ได้ทาอะไรบ้าง หรือมีมติในเร่ืองใดไว้อย่างไร เพ่ือยืนยันการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ยืนยันข้อเท็จจริง
และเหตผุ ลในการพิจารณาในท่ปี ระชมุ และเพือ่ ยืนยนั ว่าผูใ้ ดจะตอ้ งปฏิบัตติ ามมติคณะกรรมการต่อไปอย่างไร

๓. เพื่อแสดงกจิ การท่ีดาเนินแล้ว โดยจดบันทกึ ไว้ว่าได้ทาอะไรกนั มาแล้วบา้ ง ตามทมี่ กี ารรายงานให้
ทราบในท่ีประชุม

๔. เพื่อแจ้งผลการประชุมให้บุคคลที่เก่ียวข้องทราบและปฏิบัติต่อไป โดยจดบันทึกการพิจารณา
และมติของทปี่ ระชมุ ไว้เปน็ หลกั ฐาน ใหผ้ ู้ทเ่ี กยี่ วขอ้ งได้อ่านไดท้ ราบและปฏิบตั ิตามมติที่ประชุมต่อไป

รูปแบบของรายงานการประชุม
การเขียนรายงานการประชุมของแต่ละหน่วยงานจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันแล้ว ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับ

ความเหมาะสมขององค์กร แตร่ ายงานการประชุมโดยทัว่ ๆ ไปจะประกอบไปด้วยหวั ข้อดังตอ่ ไปนี้
๑. รายงานการประชุม ให้ระบุช่ือหน่วยงาน หรือเร่ืองท่ีจะประชุม เช่น รายงานการประชุมบริษัท

ไตรภาคี จากดั
๒. ครงั้ ท่ี ใหล้ งครัง้ ท่ปี ระชุม และปีที่ประชมุ เชน่ ครง้ั ที่ ๓/๒๕๕๗
๓. วัน เดือน ปี ใหล้ งวันท่เี ดือนและ พ.ศ. ทีจ่ ะประชมุ เช่น วันท่ี ๑๙ มนี าคม ๒๕๕๗

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๕๒

4. ณ ให้ลงช่ือสถานทีป่ ระชมุ เช่น ณ ห้องประชมุ ๒ อาคาร ๓
5. ผู้มาประชุม ให้ลงชื่อผู้ที่เข้าร่วมประชุมโดยเรียงตามลาดับต้ังแต่ประธาน รองประธาน กรรมการ
และเลขานกุ าร หรือผู้ช่วยเลขานกุ ารในลาดับสดุ ท้าย
6. ผู้ไม่มาประชุม (ถ้ามี) ให้ลงชื่อผู้ที่ไม่สามารถมาประชุมได้ พร้อมทั้งระบุสาเหตุที่ไม่สามารถมา
ประชุมได้ โดยใสส่ าเหตไุ ว้ในวงเลบ็ ท้ายช่อื เชน่ ลาป่วย ลากจิ ไปราชการ หรอื ขาด เปน็ ต้น
7. เร่ิมประชมุ เวลา ใหล้ งเวลาท่เี ริม่ ประชุม เชน่ เริม่ ประชุมเวลา ๐๙.๐๐ น.
๘. ระเบยี บวาระ ใหเ้ ขยี นหวั เรือ่ งหรือญตั ติท่ีจะประชุมเรียงตามลาดบั ไป ตามระเบียบ
สานกั นายกรฐั มนตรวี ่าดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ได้กาหนดระเบียบวาระโดยเรยี งตามลาดับดังน้ี

วาระที่ 1 เรือ่ งทปี่ ระธานแจง้ ให้ท่ีประชุมทราบ
เร่ืองท่ี 1 ………………………………………………………
เรอ่ื งท่ี 2 ………………………………………………………

วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชมุ คร้ังที่………
…………………………………………………………………

วาระที่ 3 เรือ่ งสืบเนือ่ ง
เรอ่ื งที่ 1 ………………………………………………………
เร่ืองที่ 2 ………………………………………………………

วาระที่ 4 เรือ่ งเสนอเพื่อพจิ ารณา
เร่อื งท่ี 1 ………………………………………………………
เรื่องที่ 2 ………………………………………………………

วาระที่ 5 เร่อื งอนื่ ๆ (ถ้ามี)
เร่ืองท่ี 1 ………………………………………………………
เรื่องที่ 2 ………………………………………………………

อย่างไรก็ดี การเรียงลาดับระเบียบวาระการประชุมบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานแต่ละแห่งจะถือ

ปฏิบัติ เช่น วาระท่ี ๑ รับรองรายงานการประชุม วาระที่ ๒ เรื่องท่ีประธานจะแจ้งให้ทราบ หรือ วาระท่ี ๑

เรอื่ งประธานจะแจง้ ให้ทราบ วาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม เป็นตน้

๙. เลกิ ประชมุ เวลา ใหล้ งเวลาทเ่ี ลิกประชุม เชน่ เลกิ ประชมุ เวลา ๑๕.๓๐ น.

๑๐. ผู้จดรายงานการประชมุ ให้ลงชอื่ ผจู้ ดรายงานการประชมุ

รูปแบบการเขียนรายงานการประชุมทางธุรกิจจึงไม่มีรูปแบบที่กาหนดแน่นอน แต่ส่วนมากนิยมใช้
รูปแบบตามราชการ ทั้งน้ีบางหน่วยงานก็นารูปแบบของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณมา
ปรับใช้ให้เหมาะกับหน่วยงานของตน ผู้เขียนรายงานการประชุมจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจรูปแบบของ
การเขียนรายงานการประชุมของแต่ละหน่วยงาน แต่อย่างไรก็ตามการเขียนรายงานการประชุมก็มีข้อควร
พิจารณาดงั ตอ่ ไปนด้ี ว้ ย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๕๓

๑. ใช้ภาษาให้ถูกต้องชัดเจน ท่ีสามารถส่ือความหมายให้ผู้รับสารหรือผู้อ่านรายงานการประชุมน้ี
เขา้ ใจได้อย่างถกู ตอ้ ง แม้มไิ ด้เขา้ ร่วมประชุม

๒. การเขยี นรายงานการประชุมควรเขียนเรยี งตามลาดับวาระการประชุมครง้ั นนั้ โดยเขียนหวั เรอื่ ง
หรือปัญหาในแตล่ ะวาระพรอ้ มทั้งมติของท่ีประชุมในญตั ตินั้นด้วย

๓. ไม่ต้องจดคาพดู โต้แยง้ ของแต่ละคน หรือคาพดู ทเ่ี ป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากเกินไป ยกเว้น เป็น
การบันทึกอยา่ งละเอยี ดที่ตอ้ งการขอ้ มูลที่มรี ายละเอยี ดมาก

๔. ผู้เขียนรายงานการประชุมต้องต้ังใจฟังการประชุมอย่างมีสมาธิเพื่อเขียนรายงานการประชุมได้
ถูกต้องตามมติ และตามความเป็นจริง

๕. ควรแยกประเดน็ สาคญั ของผู้ที่ประชมุ เสนอมาให้อ่านเข้าใจง่าย ไม่สบั สน
๖. ถ้าข้อมูลเป็นตัวเลข จานวนเงิน สถิติ ควรเขียนให้ถูกต้องชัดเจน เรียงเป็นลาดับชัดเจนท่ีสามารถ
สอ่ื ความหมายได้ง่าย
๗. ใช้ถ้อยคาสานวนแบบย่อความให้ได้ใจความสมบูรณ์ ไม่ใช้คาฟุ่มเฟือย เย่ินเย้อ หรือสานวนโวหาร
ทีเ่ ร้าอารมณ์ทอ่ี าจส่อื ความหมายไปในทางใดทางหนง่ึ ไมต่ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ของเร่ืองที่ประชุม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๕๔

ตัวอยา่ งรายงานการประชุม
รายงานการประชุม

โครงการ สปั ดาห์ภาษาไทย...ร้อยใจแดส่ ุนทรภู่ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒
ครัง้ ที่ ๑/๒๕๖๒

วันจันทร์ท่ี ๑๗ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๓๐ น.
ณ หอ้ งประชุมวิทยาลัยอาชีวศกึ ษาลพบรุ ี ช้ัน ๒ อาคารอานวยการ วิทยาลัยอาชวี ศึกษาลพบรุ ี

************************************

ผเู้ ข้ารว่ มประชุม ณุวงค์ศรี ประธาน
๑. นางณัฐษมนต์ กันหริ
๒. นางณิชาพัฒน์ ทรัพย์ทวี
๓. นางสุภทั ตรา ผลพรต
๔. นางมฑุ ติ า ญาณสุภาพ
๕. นายดเิ รก อู่อรุณ
๖. นางสาวรวพิ ร แกว้ เรือง
๗. นางสาวจิตตมิ า ดีมงคล
๘. นายสหัสเนตร รสจันทร์
๙. นางสาวศิริวรรณ เอีย่ มละมัย
๑๐. นายสมชาย ตรีกลุ
๑๑. นายธีรพงษ์ มาลา
๑๒. นางกาญจนา

ผู้ไมเ่ ข้ารว่ มประชุม โหรวิชิต ไปราชการ
๑. นายจฬุ า ชูสกลุ ทพิ ย์ ไปราชการ
ชะเอม ไปราชการ
๒. นายปรัตถกร ภาสบุตร ลากิจ

๓. นางสาวศุภมาศ

๔. นางสาวพชั รีวรรณ

เร่มิ ประชุมเวลา ๑๕.๓๐ น.

ระเบยี บวาระการประชุมที่ ๑ เร่อื งแจง้ ใหท้ ราบ
๑. ประธานแจ้งกาหนดการโครงการสัปดาห์ภาษาไทย...ร้อยใจแดส่ นุ ทรภู่ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๒

จัดในวันศุกร์ท่ี ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๕.๐๐ น. ณ ห้องท้าวทองกีบม้า วิทยาลัยอาชีวศึกษา
ลพบรุ ี

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๕๕

๒. ประธานแจ้งคาสั่งวิทยาลัยอาชีวศึกษาลพบุรี เลขท่ี ๑๘๗/๒๕๖๒ เรื่อง แต่งต้ังคณะกรรมการ
ดาเนินงานการแข่งขันทักษะทางภาษาไทย เน่ืองในโครงการสัปดาห์ภาษาไทยร้อยใจแด่สุนทรภู่ ปีการศึกษา
๒๕๖๒

ระเบียบวาระการประชุมท่ี ๒ รับรองรายงานการประชุม
-ไม่ม-ี

ระเบียบวาระการประชุมท่ี ๓ เร่ืองสบื เนอ่ื ง

-ไมม่ -ี

ระเบยี บวาระการประชุมท่ี ๔ เรื่องเสนอเพ่ือทราบ
๑. ชีแ้ จงแนวทางในการตัดสนิ การแข่งขนั ทกั ษะทางภาษาไทย

การแข่งขันทักษะทางภาษาไทย จัดการแข่งขันเป็น ๓ ทักษะ ได้แก่ ทักษะการคัดลายมือ ทักษะ

การเขียนเรียงความ และทกั ษะการแตง่ คาประพันธ์ แต่ละทกั ษะมีเกณฑใ์ นการแขง่ ขัน ดงั นี้

๑.๑ ทักษะการคัดลายมือ (คะแนนเตม็ ๑๐๐ คะแนน)

๑) ตัวอักษรแบบของกระทรวงศึกษาธกิ าร ๔๐ คะแนน

๒) ถกู ต้องตามอักขรวธิ ี ๔๐ คะแนน

๓) ความสะอาดเรยี บร้อย ๒๐ คะแนน

๑.๒ ทกั ษะการเขียนเรียงความ (คะแนนเตม็ ๑๐๐ คะแนน)

๑) การวางโครงเรอื่ ง ๒๐ คะแนน

๒) คานา ๒๐ คะแนน

๓) สาระในเนอ้ื เรือ่ ง ๒๐ คะแนน

๔) การใช้โวหารการเขียน ๒๐ คะแนน

๕) สรุป ๒๐ คะแนน

๑.๓ ทกั ษะการแตง่ คาประพันธ์ ประเภทกลอนสภุ าพ (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน)

๑) ฉันทลักษณ์ ๓๐ คะแนน

๒) เนอ้ื หา ๓๐ คะแนน

๓) การใช้ภาษา ๓๐ คะแนน

๔) ความเป็นระเบียบ ๑๐ คะแนน

๒. การควบคุมนักเรยี น

มอบนายสหัสเนตร ดีมงคล ควบคุมนกั เรยี นในการเขา้ ร่วมกิจกรรม

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๕๖

๓. การจัดสถานทีด่ าเนนิ โครงการ
มอบนายธีรพงษ์ ตรีกุล จัดเตรียมโต๊ะกล่าวรายงาน โต๊ะลงทะเบียน ติดตั้งป้ายโครงการ

ตลอดจนดแู ลสถานทตี่ ลอดการดาเนินโครงการ
๔. การเตรียมส่อื โสตทศั นูปกรณ์
มอบนายดเิ รก ญาณสุภาพ เตรยี มเครื่องเสียง จอฉายภาพ ตลอดการดาเนินโครงการ
๕. ประชาสัมพนั ธ์และพธิ ีกร
มอบนางมุฑิตา ผลพรต เป็นพิธีกรดาเนินการในพิธีเปิดโครงการฯ และมอบนายสหัสเนตร

ดีมงคล เป็นพิธีกรในเล่นเกมปริศนาสานวนไทย

ระเบยี บวาระการประชุมที่ ๕ เร่ืองเสนอเพ่อื พจิ ารณา
๑. การแตง่ กายของคณะครู และนกั เรยี น
ท่ีประชุมมีติให้คณะครูสวมเสื้อสีเหลือง Fix it นักเรียนช้ัน ปวช.๑ แต่งกายชุดลูกเสือ ส่วน

นักเรยี นชัน้ ปอี ืน่ แตง่ กายชุดกฬี า

ระเบยี บวาระการประชมุ ที่ ๖ เรื่องอืน่ ๆ

-ไม่ม-ี

ปิดประชุมเวลา ๑๖.๒๐ น.

(นายสมชาย เอีย่ มละมยั )
ผบู้ ันทึกรายงานการประชุม

(นางณิชาพัฒน์ กนั หริ) ๕๗
ผตู้ รวจรายงานการประชุม

………………………………………………………………
………………………………………………………………

(นางวราภรณ์ เกิดอนันต์)
ครู คศ.๒

รกั ษาการในตาแหน่ง ผู้อานวยการวทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลพบรุ ี

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน

แบบฝกึ หัดท้ายหนว่ ยท่ี ๗

เรือ่ ง การเขยี นเอกสารการประชุม

คาชแ้ี จง ให้นกั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนใี้ ห้ถูกต้องและสมบรู ณ์
๑. การประชุม หมายถึง .......................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๒. การประชุมแบง่ ออกเป็นกปี่ ระเภท อะไรบา้ ง ..................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. การจัดประชมุ ของหน่วยงานก่อให้เกิดประโยชน์แก่หนว่ ยงานในดา้ นใดบ้าง จงอธบิ ายมา ๓ ข้อ....................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๔. ญตั ติ หมายถงึ .................................................................................................................................................
๕. จดหมายเชญิ ประชมุ ต้องสง่ ล่วงหนา้ ให้ผูเ้ ข้าประชมุ ทราบลว่ งหน้าอย่างน้อยก่ีวัน..........................................
๖. การเขยี นรายงานการประชุม ควรมีองค์ประกอบใดบ้าง ……………………………………………………………………….
........................................................................................................................................................................ ......
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................. .................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
๗. สานกั นายกรัฐมนตรวี ่าดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้กาหนดระเบียบวาระไวก้ ีว่ าระ วาระใดบ้าง
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................... ...................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
................................................................................................................................ ..............................................
๘. การบันทกึ การประชมุ สามารถทาได้ก่วี ิธี วิธีใดบ้าง...........................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๙. “ท่ปี ระชุม” กบั “องค์ประชมุ ” แตกตา่ งกนั อยา่ งไร.........................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๑๐. การเขยี นรายงานการประชมุ มขี ้อควรพจิ ารณาอะไรบ้าง จงอธิบายมา ๒ ขอ้ ................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๕๘

หนว่ ยที่ ๘

การใชภ้ าษาในการเขยี นจดหมายสมคั รงาน

การเขียนเปน็ ทักษะหนง่ึ ในการนาเสนอความรู้ ความคดิ ทีไ่ ด้จากการศกึ ษาค้นคว้าหรือการทาโครงงาน
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ทางวิชาการ ส่วนการเขียนจดหมายสมัครงานน้ันจาเป็นต้องแสดงตัวตนใหช้ ัดเจน
เพอ่ื ประโยชน์ต่อการเข้าทางาน นกั เรยี นจึงควรฝึกฝนทักษะการเขียนท้ังสามประเภทนี้ เพือ่ ใหเ้ ปน็ ผู้ส่งสารท่ีมี
ประสิทธิภาพ ฉะน้ัน การกรอกแบบสมัครงาน จึงเป็นสิ่งแรกที่จะก้าวไปสู่อาชีพการเป็นลูกจ้าง และมี
ความสาคัญต่อผู้สมัครงานมาก เพราะแบบสมัครงานถูกเรียบเรียงไว้เป็นหมวดหมู่สาหรับให้ผู้ประกอบการได้
คดั เลือกเปรยี บเทียบคุณสมบตั ิของผสู้ มัครงานในเบ้ืองตน้ ว่าผสู้ มัครงานไหนนา่ สนใจ เชิญมาสมั ภาษณ์ คนไหน
ควรคดั ทิง้ ไป

ความหมายประเภทของจดหมาย
จดหมาย คือ หนังสือที่ใช้ติดต่อส่ือสารแทนวาจา นับว่าเป็นส่ิงอานวยความสะดวกและประหยัด

ค่าใช้จ่าย ส่ิงที่ต้องคานึงในการเขียนจดหมาย คือ ต้องใช้ภาษาในการสื่อสารให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของ
ผูเ้ ขียน

จดหมายแบง่ ออกเปน็ ประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประเภท คือ
๑. จดหมายสว่ นตัว เป็นจดหมายเขยี นถงึ กนั ในหมู่ญาติมติ ร เนอ้ื หาเป็นเร่อื งสว่ นตัว
๒. จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือบุคคลต่อบริษัทห้างร้าน
เพอ่ื แจง้ กจิ ธุระ เช่น สมคั รงาน ขอความช่วยเหลอื
๓. จดหมายธุรกิจ เป็นจดหมายเขียนติดต่อกันในเร่ืองเก่ียวกับธุรกิจการค้า การเงินระหว่างบริษัท
ห้างร้านต่าง ๆ
๔. จดหมายราชการ ติดต่อระหว่างส่วนราชการหรือเป็นทางการข้อความในหนังสือถือเป็นหลักฐาน
ทางราชการ
ในเอกสารธุรกิจข้างต้น ผู้เขียนจะกล่าวถึงจดหมายเพียง ๑ ประเภท น่ันคือ จดหมายธุรกิจ ซ่ึงเป็น
จุดมงุ่ หมายของรายวชิ าน้ี

จดหมายธุรกิจ
จดหมายธุรกิจ คือ จดหมายที่ใช้ติดต่อเกี่ยวกับธุรกิจการค้า หรือติดต่อเก่ียวกับกิจธุระ แบ่งเป็น ๒

ประเภท คือ จดหมายธรุ กิจการคา้ และจดหมายสงั คมธรุ กจิ
๑. จดหมายธรุ กิจการค้า
จดหมายธุรกิจการค้า คือ ใช้ติดต่อเกี่ยวกับเร่ืองราวระหว่างเอกชนกับเอกชน เอกชนกับ

ราชการ หรือประชาชนท่ัวไป การเขียนจดหมายธรุ กิจการค้าต้องใช้ภาษากระชับ ชัดเจน ผู้อ่านสามารถเข้าใจ
และปฏิบัติตามไดอ้ ย่างถกู ต้อง และต้องคานงึ ถึงรูปแบบและการใช้ภาษาด้วย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๕๙

ประเภทของจดหมายธรุ กจิ การคา้ มี ๔ ประเภท ไดแ้ ก่
- จดหมายโฆษณาสินคา้ และบริการ
- จดหมายสอบถาม
- จดหมายสง่ั ซ้อื สนิ คา้ และบรกิ าร
- จดหมายรอ้ งเรียน
๒. จดหมายสงั คมธุรกิจ
จดหมายสังคมธุรกิจ คือ จดหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า ได้แก่ จดหมายสมัคร
งาน จดหมายแนะนาตัว จดหมายสอบถามการปฏิบตั ิงาน จดหมายรับรอง จดหมายแสดงความยินดี จดหมาย
แสดงความขอบคุณ จดหมายแสดงความเสยี ใจ และจดหมายเชิญ
ในเอกสารนจี้ ะขอกล่าวถึงจดหมายสงั คมธุรกิจเพยี ง ๑ ประเภท คือ จดหมายสมัครงาน

จดหมายสมัครงาน
จดหมายสมัครงาน คือ หนังสือหรือจดหมายท่ีผู้ต้องการจะทางานเขียนย่ืนต่อสถานประกอบการเพ่ือ

แสดงความจานงว่าตนเองต้องการจะทางานกับสถานประกอบการน้ันในตาแหน่งใด โดยปกติจะไม่เขียนเป็น
ข้อความยืดยาว หรือไม่แสดงประวัติส่วนตัวมากเพราะจดหมายสมัครงานเป็นเพียงจดหมายท่ีแสดงความ
ประสงค์เบอื้ งตน้ ของผสู้ มัครงานนน้ั

โครงสร้างของจดหมายสมัครงานมีหลายรูปแบบ ส่ิงที่สาคัญคือ ควรระมัดระวังในเร่ืองการใช้ภาษา
สานวนหลักไวยกรณ์ต้องมีความสละสลวยและถูกตอ้ งเปน็ ภาษาเขยี นไม่ใชภ่ าษาพดู

โครงสรา้ งของจดหมายสมคั รงาน
โครงสรา้ งของจดหมายสมคั รงานแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท คอื
แบบท่ี ๑ โครงสร้างจดหมายที่มีประวัตยิ อ่ แนบ (Structure of application letter accompanied

by resume) เหมาะสาหรับผู้สมัครงานท่ีมีประสบการณ์ ควรจะเขียนเป็นจดหมายซึ่งจบใน ๑ หน้ากระดาษ
โดยมปี ระวัติย่อ Resume แบบไปด้วย

แบบที่ ๒ โครงสร้างจดหมายท่ีไม่มีประวัติย่อ ( Structure of application letter accompanied
with resume) เหมาะสาหรับผู้สมัครงานท่ีไม่มีประสบการณ์มาก่อน โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้ท่ีเพ่ิงจบจาก
การศึกษา เพียงแต่ระบุว่าให้ส่งจดหมายสมัครงานพร้อมรูปถ่ายเท่านั้น อาจจะเขียนจดหมายสมัครงานใน
รปู แบบซ่งึ รวบรวมรายละเอียดอื่น ๆ เข้าไว้ คลา้ ยกับจดหมายท่ีมปี ระวัตยิ ่อรวมอยู่ด้วย ควรมคี วามยาวไม่เกิน
๑ หรอื ๒ หนา้ กระดาษ

สาหรับจดหมายสมัครงาน ส่วนท่ีสาคัญคือ"เนื้อหาของจดหมาย" ในเนื้อหาของจดหมายน้ันสามารถ
แบง่ ออกเป็นแต่ละยอ่ หน้า ไดค้ ร่าว ๆ ดังน้ี

ย่อหนา้ ท่ี 1 - วัน เดอื น ปี ท่ีตาแหนง่ งานลงโฆษณา
- ทท่ี ่ลี งโฆษณา/บคุ คลทใี่ ห้ขอ้ มูลตาแหนง่ งาน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๖๐

ย่อหนา้ ท่ี 2 - - ระบตุ าแหน่งท่ีสนใจสมคั รงานให้ชัดเจน
ย่อหน้าที่ 3 - ข้อมลู สว่ นตัวของผสู้ มัคร เช่น อายุ สถานนภาพการสมรส สขุ ภาพ วฒุ ิการศึกษา
(ระบุวชิ าเอก วิชาโท)
- ประสบการณ์ท่สี าคญั และเกี่ยวขอ้ งกับตาแหน่งที่สมคั ร เกยี รติประวตั บิ างประการ
ท่ไี ด้รบั การยกย่อง
- แจ้งเหตผุ ลที่สนใจสมคั รงานตาแหนง่ น้ี และได้แนบ Resume เอกสารสมคั รงาน
อ่นื ๆ มาดว้ ย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๖๑

โครงสร้างจดหมายสมัครงาน แบบท่ี ๑ มีประวัตยิ อ่ แนบ

1. ท่ีอย่ขู องผ้สู ง่ ……………
………………………………….

2. …………วัน/เดือน/ปี…………

3. เร่ือง……………………………………………………………………………

4. เรยี น……………………………………………………………………………

5. สิง่ ท่ีสง่ มาด้วย…………………………………………………………………………………………………………………………………

6. เน้ือหาของจดหมาย
ยอ่ หนา้ ที่ 1.....วนั เดือนปแี ละแหลง่ ที่ไดร้ ับทราบการสมัครงาน..............................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ย่อหน้าท่ี 2 ….สรุปข้อมูลส่วนตัว (หรือจัดพิมพ์เป็นเอกสารแนบ) ประวัติการศึกษา กิจกรรมและ
ความสามารถพเิ ศษ การฝกึ งาน............................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ย่อหนา้ สดุ ท้าย .....การนดั หมายหรอื การขอเขา้ รับการสมั ภาษณ์...........................................................
..............................................................................................................................................................................

7. คาลงท้ายจดหมาย

8. ลายเซน็

(...........................................)

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๖๒

ตัวอยา่ ง การเขียนจดหมายสมคั รงาน

เรื่อง ขอสมัครงานในตาแหนง่ ............................... บ้านเลขท่.ี ..............................
..............................................
เรยี น ผ้จู ดั การ....................................................... วนั .........เดอื น.............ป.ี ..............

สง่ิ ท่สี ง่ มาดว้ ย ๑. ประวตั ิยอ่ จานวน............ชดุ
๒. ใบรับรองการศึกษา จานวน............ชดุ
๓. รูปถ่าย จานวน............รปู

ดิฉันทราบจากโฆษณาในหนังสือพิมพ์.......................ฉบับวันที่.............หน้า.....ว่าบริษัทของท่าน
ประกาศรับสมัครบุคคลเข้าทางานในตาแหน่ง.......................ดิฉันมีความสนใจและมีคุณสมบัติตรงตามที่ท่าน
ตอ้ งการจึงไดเ้ ขียนจดหมายสมคั รงานมาเพ่ือใหท้ า่ นพิจารณารับเขา้ ทางานในตาแหนง่ ดงั กล่าว

ดฉิ นั ช่ือ...........................................อาย.ุ .......ปี สญั ชาติไทย เชอ้ื ชาตไิ ทย (เป็นโสด) มีสุขภาพสมบูรณ์
แข็งแรง สาเร็จการศึกษาระดับ.....................จาก.................ปีการศึกษา...................ตลอดระยะเวล าที่กาลัง
ศึกษาอยู่ ดิฉันได้รับการศึกษาทั้งในและนอกหลักสูตร และได้ร่วมทากิจกรรมเสริมหลักสูตรหลายอย่าง ได้แก่
.........................................เปน็ ต้น มีประสบการณ์ในการทางานร่วมกับผู้อื่นได้เปน็ อยา่ งดี

เมื่อสาเร็จการศึกษาแล้ว ดิฉันได้ทางานท่ี....................ในตาแหน่ง................เป็นเวลา........ปี สาเหตทุ ่ี
ลาออกเป็นเพราะว่าต้องการหาประสบการณ์ในการทางานให้มากข้ึน และเหมาะสมกับวิชาความรู้ท่ีได้
ศกึ ษามา

เพอ่ื เปน็ การรบั รองความรู้ความสามารถและความประพฤติของดฉิ นั ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ท่ี
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

พรอ้ มกันนี้ดฉิ ันไดจ้ ดั สง่ เอกสารตา่ ง ๆ รวมท้งั ประวัติย่อมาเพอื่ ประกอบการพจิ ารณาของท่านแล้ว
ดิฉันหวังเป็นอย่างย่ิงว่า จะได้รับความกรุณาจากท่านให้ดิฉันได้เข้าพบเพื่ออธิบายรายละเอียดต่าง ๆ
เพิ่มเติมด้วยตนเอง ท่านสามารถติดต่อดิฉันได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือโทรศัพท์หมายเลข...................................
(ไดท้ ุกวัน)

ขอแสดงความนับถือ

ลายเซน็

(........................................ )

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๖๓

การเขียนประวัติย่อ (Resume)
คาว่า “RESUME” เป็นคาในภาษาฝร่ังเศส มีความหมายว่า SUMMARY แปลเป็นไทยว่า สรุป หรือ

ย่อ นอกจากคาน้ีแล้วยังมีการใช้คาอ่ืน ๆ ที่ให้ความหมายเดียวกันอีกหลายคา เช่น ในอเมริกา ใช้คาว่า
PERSONAL DATA,DATA SHEET และที่อังกฤษใชค้ าว่า CIRRICULUM VITAE เป็นตน้

RESUME เป็นเอกสารประวัติย่อของผู้สมัคร ซ่ึงบอกให้ทราบถึงประวัติการทางาน ประวัติการศึกษา
และประวัตสิ ่วนตัวในรูปแบบที่ย่นย่อ คดั เลือกเฉพาะข้อมูลที่สาคัญ และเปน็ ประโยชน์ในการสมัครงานเท่านั้น
การเขียน RESUME จึงต้องพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคาหรือข้อมุลท่ีกระชับเป็นอย่างมาก โดยท่ัวไป RESUME
ควรมีลักษณะเดน่ ดงั น้ี

๑. เป็นข้อมูลโฆษณาตนเองในแงม่ ุมท่ีเปน็ จริงเทา่ นัน้
๒. แสดงความถนัด ความสามารถพเิ ศษและประสบการณท์ ่ีเป็นประโยชน์กับตาแหน่งงานท่จี ะสมัคร
๓. เปน็ การใช้ถ้อยคาท่ีส้นั และดึงดดู ความสนใจจากนายจ้างได้เปน็ อย่างดี
๔. เป็นข้อมูลเกี่ยวกับทักษะ และความสามารถพิเศษ และวัตถุประสงค์ของผู้สมัครงาน ซึ่งจะจูงใจ
ใหน้ ายจา้ งสนใจในตวั ผู้สมคั รงานนาไปสกู่ ารขอสัมภาษณง์ านกนั ในขนั้ ต่อไป

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๖๔

ตัวอยา่ งการเขียนประวัตยิ อ่

ประวตั ยิ ่อ (Resume)

ชอื่ -สกลุ นางสาว วนชยา องึ ภกั ดี ชื่อเลน่ เอิรน์

ทอี่ ยู่ 123 / 4 เพชรเกษม 5 แขวงบางหว้า เขตภาษเี จรญิ กรุงเทพมหานคร 10160

วนั เดอื นปเี กดิ 1 มกราคม 2529 อายุ 24 ปี

ศาสนา พทุ ธ เชือ้ ชาติ ไทย สญั ชาติ ไทย

นา้ หนกั 45 กโิ ลกรัม สว่ นสงู 160 เซนติเมตร

สถานภาพสมรส โสด

สขุ ภาพ แข็งแรงสมบรู ณ์

การศกึ ษา
บรหิ ารธรุ กจิ บัณฑติ (ปรญิ ญาตรี) มหาวิทยาลัยสยาม คะแนนเฉลีย่ 2.95
มธั ยมศึกษาปีที่ 6 (มธั ยมศึกษา)โรงเรียนสตรวี ดั อัปสรสวรรค์ คะแนนเฉลยี่ 2.86

ประสบการณก์ ารทางาน
2550-2551 ทางานในตาแหนง่ ผชู้ ่วยฝา่ ยทรัพยากรบุคคล บรษิ ัทอารโ์ ทโปรดามารนี ่า
๒๕๔๙-2550 ฝกึ งาน ตาแหน่ง เจา้ หน้าท่ีบริหารคลงั สินค้า ห้างเซ็นทรลั ลาดพร้าว

กิจกรรมนอกหลกั สตู ร
-อบรมผ้นู าเยาวชน วนั ที่ 20 – 22 มิถุนายน 2549 ณ มหาวิทยาลยั สยาม
-รว่ มเป็นคณะกรรมการสโมสรนักศกึ ษามหาวิทยาลยั สยาม ต้ังแต่ปีพ.ศ. 2549 – 2550

คุณสมบตั ิพเิ ศษ / ความสามารถพเิ ศษ
ความสามารถด้านภาษา อังกฤษ ฟงั พูด อ่าน เขยี น ระดับดี
ความสามารถด้านคอมพวิ เตอร์ Microsoft office, SPSS

บคุ คลทสี่ ามารถตรวจสอบประวตั แิ ละความประพฤติ
1. นางเอมมา่ ตระหนกั โสภา ผูจ้ ดั การฝา่ ยบรหิ ารงานคลงั สินคา้ ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว
โทร. 081 458 2536
2. รศ. ดร. พินทวุ ดี แก้วไตรรัตน์ อาจารย์ประจาคณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวิทยาลัยสยาม
โทร. 081 565 7989

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๖๕

โครงสร้างจดหมายสมัครงาน แบบที่ ๒ มีประวัติย่อในจดหมาย

1. ทอี่ ยู่ของผสู้ ่ง....................
............................................

2. ………..วนั /เดือน/ปี……………..

3. เร่ือง………………………………………………………………………..

4. เรยี น……………………………………………………………………….

5. เนอื้ หาของจดหมาย
ย่อหนา้ ที่ 1.....วันเดอื นปีและแหล่งทีไ่ ด้รบั ทราบการสมัครงาน..............................................................

..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................... ....................................................

ย่อหน้าท่ี 2 ..สรปุ ข้อมูลสว่ นตัว ประวตั กิ ารศึกษา กจิ กรรมและความสามารถพิเศษ การฝกึ งาน..........
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ยอ่ หน้าที่ 3 ..ข้อมูลประสบการณ์การทางานและการฝึกอบรม ตาแหนง่ ท่ีเคยทางานและฝึกงาน.........
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ย่อหน้าสดุ ทา้ ย ..การนดั หมายหรือการขอเข้ารับการสัมภาษณ์ หรือการขอทดลองงาน.........................
............................................................................................................................. .................................................

6. คาลงทา้ ยจดหมาย

7. ลายเซน็

(......................................)

**หมายเหตุ ยอ่ หน้าท่ี 2 และ 3 อาจรวมเป็นย่อหน้าเดียวกนั ได้ถา้ หากผ้สู มัครงานมีการฝกึ งานหรือกจิ กรรม
อืน่ ๆ น้อย

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๖๖

ข้อปฏบิ ัตใิ นการเขียนจดหมายสมคั รงาน
การเขยี นจดหมายสมคั รงานควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
๑. เขียนจดหมายสมัครงานต้องไมล่ อกจดหมายของผู้อน่ื แต่อาจใชเ้ ปน็ ตัวอย่างได้
๒. ควรใช้กระดาษและซองจดหมายสขี าวมาตรฐาน
๓. ใช้วิธีการพมิ พแ์ ทนการเขียนด้วยลายมือ ความยาวไมเ่ กิน ๑ หน้ากระดาษ ยกเว้นกรณที ผี่ ้รู บั สมคั ร

กาหนดใหเ้ ขียนดว้ ยลายมือ ไม่ควรมรี อยลบหรือแก้ไข
๔. ต้องเขียนดว้ ยภาษาสุภาพถูกต้องตามหลักภาษา ไมค่ วรใชอ้ ักษรย่อถ้าไมจ่ าเป็น
๕. ไม่ควรเขียนไปในทานองขอความชว่ ยเหลือ ขอความเห็นใจ โอ้อวดความสามารถจนเกนิ จริง
๖. ไมค่ วรกลา่ วใหร้ า้ ยผอู้ น่ื ในจดหมาย และไมเ่ ขยี นเปน็ ชวี ประวัตติ นเอง
๗. รูปถ่ายที่ใช้ในการสมัครงานควรเปน็ รปู ถ่ายปจั จุบัน

ขอ้ ดีและข้อเสยี ของการเขียนจดหมายสมัครงาน

จดหมายสมัครงาน

ข้อดี ข้อเสีย

๑. สะดวก ประหยัดเวลา ๒. มีอิสระในการแสดงออก ถ้ามี ผู้หางานมีโอกาสในการบรรยาย
และค่าใช้จ่าย เพราะผู้หางานไม่ คุณสมบตั ิ หรือความถนัดในด้านใด ส ร ร พคุ ณ ตั วเ องเ กิน ไ ป เ ขีย น
ต้องเดินทางไปเอง และสามารถ เปน็ พเิ ศษ สามารถเขียนบรรยายได้ จดหมายยาวเย่ินเย้อไม่ได้ใจความ
ส่งจดหมายสมัครงานได้คราวละ อย่างกว้างขวาง โดยไม่ถูกจากัดให้ เขียนนอกเร่ืองในสิ่งที่นายจ้างไม่
หลาย ๆ บรษิ ทั เปน็ ไปตามแบบในใบสมคั รงาน ต้องการ ทรา บหรื อไม่ เก่ีย วกับ
ตาแหน่งงานที่สมคั ร และแสดงความ
ต้ อ ง ก า ร ค่ า ต อ บ แ ท น สู ง เ กิ น ไ ป
เป็นต้น

การเขียนจดหมายสมัครงาน มีความสาคัญอยู่ตรงที่ เขียนอย่างไรให้ถูกใจเขา เขียนอย่างไรให้
เรียกเราสัมภาษณ์งาน ซึ่งหลักการเขียนจะต้องเป็นทางการ กระชับ ได้ใจความ พยายามหลีกเลี่ยงการใช้
คาที่พร่าเพร่ือ เยิ่นเย้อ หรือคาท่ีไม่ส่ือความหมาย เพราะคนอ่านเขาอาจจะมองว่าเราไม่เป็นมืออาชีพพอ
และอาจจะไม่ได้รับการเรียกสัมภาษณ์ ซ่ึงถือว่าตกงานต้ังแต่เร่ิมต้นแล้ว หากมีเวลาควรอย่างยิ่งที่ผู้สมัคร
งานจะศึกษาเกี่ยวกับการหลักการเขียนจดหมายสมัคร ใบสมัครงาน หรือหลักการเขียนอ่ืน ๆ ฝึกหัดเขียน
ให้คล่องและถกู ตอ้ งเพื่อใหเ้ กดิ ความคุน้ เคยกับการเขียนเหล่านี้อนั จะนาไปสู่การไดง้ านทห่ี มายไวไ้ ด้สาเร็จ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๖๗

แบบฝกึ หัดทา้ ยหนว่ ยท่ี ๘

เรือ่ ง การใชภ้ าษาในการเขียนจดหมายสมัครงาน

คาช้ีแจง ให้ทาเครื่องหมายกากบาท (X) ลงหน้าตัวเลือกทีถ่ กู ต้องท่ีสุด

๑) จดหมายสมัครงานจัดเป็นงานเขียนทม่ี ีวัตถุประสงคใ์ ด

๑. การเขยี นเพื่อชักจงู ใจ ๒. การเขยี นเพ่ือขอความเหน็ ใจ

๓. การเขียนเพือ่ เล่าเรอ่ื ง ๔. การเขยี นเพอื่ จดุ ประสงคเ์ ฉพาะกจิ

๒) ขอ้ ใดไมค่ วรปฏิบตั ิในการเขียนจดหมายสมคั รงาน

๑. ใชภ้ าษาสุภาพตรงตามหลักภาษา

๒. เขียนดว้ ยลายมอื ตัวบรรจงสวยงาม

๓. ใชก้ ระดาษสขี าวและซองจดหมายมาตรฐาน

๔. เขยี นเปน็ อตั ชวี ประวตั ใิ หข้ อ้ มลู เก่ียวกับผ้สู มคั รอย่างละเอยี ด

๓) คาลงท้ายจดหมายสมัครงานขอ้ ใดเหมาะสมทีส่ ุด

๑. ด้วยความเคารพ ๒. ด้วยความเคารพอยา่ งสงู

๓. ขอแสดงความนับถอื ๔. ขอแสดงความนบั ถืออย่างสูง

พจิ ารณาแบบฟอร์มต่อไปน้ีแลว้ ตอบคาถามข้อ ๔ – ๖

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๖๘

๔) ข้อความในหมายเลข ๒ ควรเปน็ ข้อใดการเขยี นวนั ทีใ่ นจดหมายสมคั รงานขอ้ ใดถกู ต้อง

๑. วันอังคารที่ ๑๐ เดือนมิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๑

๒. วันที่ ๑๐ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

๓. วันที่ ๑๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๑

๔. ๑๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๑

๕) “ตลอดระยะเวลาท่ีกาลังศึกษาอยู่ ผมได้รับการศึกษาท้ังในและนอกหลักสูตร และได้ร่วมทากิจกรรมเสริม

หลักสูตรหลายประเภท” ขอ้ ความนีค้ วรจะอยู่ตาแหนง่ ใด

๑. ตาแหนง่ ที่ ๖ ๒. ตาแหนง่ ที่ ๗

๓. ตาแหน่งที่ ๘ ๔. ตาแหนง่ ท่ี ๙

๖) “ผมไดส้ ่งประวตั ิยอ่ และหลักฐานการศึกษาใหท้ า่ นใชป้ ระกอบการพิจารณามาพร้อมจดหมายฉบับน้แี ล้ว”

ขอ้ ความนี้ควรอยู่ตาแหนง่ ใด

๑. ตาแหนง่ ที่ ๖ ๒. ตาแหน่งท่ี ๗

๓. ตาแหน่งท่ี ๘ ๔. ตาแหนง่ ที่ ๙

๗) ข้อใดคอื สง่ิ ท่ีไมค่ วรเขยี นในจดหมายสมคั รงาน

๑. การอ้อนวอนขอความเหน็ ใจ ๒. การมีคารับรองงานจากบุคคลอ่นื

๓. การขอโอกาสเข้ารบั การสัมภาษณ์ ๔. การเขียนความสามารถพิเศษของตน

๘) สิ่งใดไมจ่ าเป็นตอ้ งกลา่ วถงึ ในจดหมายสมคั รงาน

๑. ตาแหน่งท่ตี อ้ งการสมคั ร ๒. ความสามารถพิเศษ

๓. ระดบั เงินเดือน ๔. วุฒกิ ารศึกษา

๙) ข้อใดถือว่าผดิ มารยาทในการเขียนจดหมายมากทส่ี ุด

๑. ใชก้ ระดาษยบั ยู่ยสี่ กปรก

๒. ใชก้ ระดาษที่มรี อยฉีกจากสมุด

๓. ใช้กระดาษและซองสีเข้มและมรี ูปภาพประกอบ

๔. ใชก้ ระดาษท่มี ีขอ้ ความอ่นื เขยี นหรือพิมพ์อยแู่ ลว้

๑๐) จดหมายกจิ ธรุ ะ ควรใช้คาขึน้ ต้นอยา่ งไร

๑. เรียนผจู้ ัดการท่ีนบั ถอื ๒. เรียนผูจ้ ัดการทีเ่ คารพ

๓. กราบเรยี นท่านผจู้ ัดการ ๔. เรียนผู้จดั การบริษทั

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๖๙

หน่วยท่ี ๙

การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ

รายงานเชิงวิชาการ หมายถึง เอกสารซ่ึงเป็นผลจากการค้นคว้าเก่ียวกับเรื่องใดเร่ืองหนึ่งในทาง
วิชาการ โดยเรียบเรียงจากการเก็บข้อมูล การค้นคว้าข้อมูลสารสนเทศและประสบการณ์ต่าง ๆ นํามาเรียบ
เรยี งอย่างมีแบบแผนท่ีสมบูรณแ์ ละใชเ้ ปน็ หลกั ฐานอา้ งองิ ทางวชิ าการได้ บางครัง้ อาจเรยี กสน้ั ๆ ว่า “รายงาน”

งานเขียนทางวิชาการมักจะเขียนอยู่ในรูปร้อยแก้วท่ีเป็นความเรียงในลักษณะการบรรยายหรือ
อธิบาย ความ มีการใช้ภาพ แผนภูมิ กราฟ ตารางและตัวเลขสถิติต่าง ๆ มาประกอบเพ่ือช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ
เนื้อหา ท่เี ป็นนามธรรมได้งา่ ยข้นึ

ขนั้ ตอนและหลักการเขียนรายงานวชิ าการ
การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ มขี น้ั ตอนและหลกั การเขยี น ดงั น้ี
๑. ทาความเข้าใจจุดประสงค์โดยรวมของการทารายงาน เป็นการพิจารณาภาพรวมของการทํา

รายงานฉบับนั้นวา่ ควรมีเนื้อหา ขอบเขต ความยาว และการค้นคว้าอย่างไร เน้นรายละเอียดหรือข้อสรุป เพื่อ
เปน็ ทิศทางของการทํารายงาน

๒. กาหนดเร่ืองและขอบเขตของเรื่อง ในกรณีที่ผู้ทํารายงานต้องกําหนดเร่ืองเอง ควรพิจารณา
หลกั การเลือกเรอ่ื งดงั น้ี

๒.๑ ความสาํ คัญหรือความน่าสนใจของเร่ือง
๒.๒ ความสนใจและความถนดั ของผู้ทํารายงาน
๒.๓ แหลง่ ขอ้ มูลและข้อมลู ทจ่ี ะใชศ้ กึ ษา
๒.๔ วัตถุประสงค์และขอบเขตของเรื่อง ต้องไม่กว้างหรือแคบเกินไป และเหมาะสมกับ
ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาที่กาหนด จานวนหน้าที่ต้องการจานวนผู้จัดทา งบประมาณ
ฯลฯ
๒.๕ การตั้งช่ือเรื่อง มีส่วนสัมพันธ์กับขอบเขตของเร่ือง ช่ือเร่ืองไม่ควรยาวเกินไปแต่ต้อง
ครอบคลมุ ขอบเขตของเน้อื หาท้ังหมด
๓. กาหนดโครงเรื่อง เป็นการวางกรอบของเน้ือหาออกเป็นหัวข้อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ
ขอบเขตการศกึ ษา (รายละเอียดกลา่ วแล้วในหวั ขอ้ การเขียนโครงเรือ่ ง)
๔. สารวจแหล่งข้อมูล รวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ใช้ทํารายงานนั้นสามารถใช้ได้
ทัง้ ขอ้ มลู จากเอกสาร หลกั ฐานต่าง ๆ ทบ่ี นั ทกึ ไว้และข้อมูลสนามที่ไดจ้ ากการรวบรวมด้วยตนเอง ข้นึ กบั หัวข้อ
ของรายงาน แลว้ นาข้อมลู นัน้ มาวิเคราะห์ ตคี วาม สรุป รวบรวม จดั เกบ็ ตามโครงเร่ืองอยา่ งเป็นระบบ
๕. เรียบเรียงเนื้อหาของรายงาน ควรเรียบเรียงหัวข้อตามโครงเรื่องท่ีวางไว้ ให้มีเนื้อหาที่ครบถ้วน
ตามส่วนประกอบของรายงาน มีความนา เนือ้ เร่ือง สรุป และรายการอ้างอิง

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๐

** การนาเสนอเนอ้ื หาของรายงานไม่ควรคัดลอกข้อความจากเอกสารต้นเร่ืองมาปะติดปะต่อกัน
แต่ผู้เขียนต้องเรียบเรียงจากความรู้ ความคิดของตนเองประมวลกับข้อมูลท่ีได้จากแหล่งข้อมูล
และใช้เป็นเอกสารอา้ งอิงประกอบโดยระบุแหล่งที่มาให้ชดั เจน
** ภาษาทใ่ี ชต้ ้องเป็นภาษาของตนเองทเ่ี ขา้ ใจง่าย กะทดั รัด และไดใ้ จความดว้ ยภาษาเขยี นระดับ
มาตรฐานราชการ
๖. ตรวจทานและแกไ้ ข
๗. เข้ารูปเลม่ ตามสว่ นประกอบของรายงานวชิ าการท่ีถกู ต้อง

สว่ นประกอบของรายงานวิชาการ
การเขยี นรายงานวิชาการมีส่วนประกอบสําคญั ๓ สว่ น ไดแ้ ก่
๑. ส่วนนา ประกอบด้วย ปกนอก ปกใน คานา สารบัญ (สารบัญเรื่อง สารบัญตาราง สารบัญภาพ)
๒. สว่ นเน้ือเรอ่ื ง ประกอบดว้ ย บทนา เนื้อเรื่อง บทสรปุ และเชงิ อรรถ
๓. ส่วนอ้างอิงและสว่ นท้ายรายงาน ไดแ้ ก่ บรรณานกุ รม ภาคผนวก

ตวั อย่างส่วนประกอบรายงานวิชาการเรยี งตามลาดับ

๑. สว่ นนา คอื สว่ นท่ีอยู่ตอนต้นของรายงานก่อนถงึ เน้ือเร่อื ง ประกอบด้วย
๑.๑ ปกนอก (cover) เป็นส่วนนอกสุดของรายงานมีท้ังปกหน้า และปกหลัง นิยมใช้กระดาษ

คอ่ นขา้ งแข็ง ข้อความประกอบด้วยชื่อเร่ืองของรายงาน และชอ่ื ผู้จดั ทาํ ในกรณีผจู้ ัดทําหลายคนให้เขียนช่ือทุก
คนโดยเรยี งตามตัวอกั ษรหรอื ตามรหัสประจําตวั

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๑

ตัวอยา่ ง ปกนอกรายงาน (ใช้แบบอกั ษร TH SarabunPSK ขนาด ๒๐ point)

รายงาน
เร่อื ง ....................................................................

จัดทาโดย
ชอื่ -สกุล.......................................................... เลขประจาตัว....................

ชัน้ ปีท.ี่ .......... แผนกวิชา....................
หลักสูตรประกาศนยี บัตร.......................................

เสนอ
..........................................................................

รายงานนีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของการเรียนวชิ า......................................................
ภาคการศึกษา.............. ปีการศกึ ษา......................
วิทยาลยั อาชีวศึกษาลพบรุ ี
สานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๒

๑.๒ ปกใน (title page) เป็นส่วนถัดจากปกนอก โดยระบุรายละเอียดมากขึ้น คือ ช่ือเรื่องของ
รายงาน ชื่อผู้จัดทา รหัสประจาตัว และข้อความระบุว่าเป็นรายงานประกอบวิชาใด รวมทั้งชื่อคณะ สถาบัน
ภาคการศึกษา และปีการศึกษา ในบางกรณีอาจใช้รูปแบบข้อความเช่นเดียวกับปกนอก แต่ใช้ขนาดอักษรเล็ก
กวา่ ดงั ตัวอย่าง

ตวั อย่าง ปกนอกรายงาน (ใชแ้ บบอกั ษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๘ point)

รายงาน
เรื่อง ....................................................................

จดั ทาโดย
ช่อื -สกลุ .......................................................... เลขประจาตัว....................

ช้ันปีที่........... แผนกวชิ า....................
หลักสตู รประกาศนยี บัตร.......................................

เสนอ
..........................................................................

รายงานนเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของการเรยี นวชิ า...................................................... ๗๓
ภาคการศกึ ษา.............. ปกี ารศกึ ษา......................
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาลพบุรี
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน

๑.๓ คานา (preface) คือ ส่วนท่ีอยู่ถัดจากปกในของรายงานวิชาการ เป็นส่วนท่ีผู้เขียนรายงาน
เขียนเอง เปน็ การเกรน่ิ เรื่องทั่วไปในการทารายงาน อนั จะช่วยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจรายงานยิง่ ขนึ้ (ไมใ่ ช่บทนาํ )

คํานําจะกล่าวถึง วัตถุประสงค์หรือสาเหตุท่ีเลือกทํารายงาน ขอบเขตของรายงานวิธีการศึกษา
แหลง่ ขอ้ มูลสาํ คัญ รวมถึงปญั หาและอุปสรรคในการศึกษาค้นคว้า รวมทง้ั ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการรวบรวม
ขอ้ มูล ผู้ให้ข้อมูล ผู้ใหค้ าํ ปรกึ ษา หรอื ผ้ทู ่ีชว่ ยเหลอื ในการเขยี นรายงาน (หากมผี ชู้ ว่ ยเหลือเปน็ กรณีพเิ ศษ)

*** ไม่ควรเขยี นในลกั ษณะออกตัว หรือแก้ตวั ในการทารายงาน ***

ตัวอยา่ ง การเขียนคานา

ใชแ้ บบอกั ษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๘ pt

คานา

ดนตรีเป็นงานศิลปะที่มนุษย์สร้างข้ึน โดยใช้เสียงเป็นส่ือในการถ่ายทอดออกมาเป็นลีลา ทานอง
อารมณ์ของเพลงดาเนินไปตามจินตนาการของนักประพันธ์เพลง ดนตรีนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ใน
การปรุงแต่งชีวิตให้มีความสุข ผ่อนคลายความโศกเศร้า เป็นส่ือเสริมแต่งให้กิจกรรมทางประเพณีและ
พิธกี รรมทีม่ นษุ ยป์ ระกอบขน้ึ นน้ั เกิดความสมบรู ณย์ ิ่งขนึ้

ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ดนตรีไทยเป็นงานศิลปะที่บ่งบอกให้รู้ถึงความเป็นชาติ คุณค่าของ
ดนตรีไทยพิจารณาได้จากบทเพลงที่นักประพันธ์เพลงประพันธ์ขึ้น มีท่วงทานองตามโครงสร้างของระบบ
เสียง มีเนื้อร้องที่แต่งด้วยร้อยกรองอย่างสละสลวย มีนักดนตรีทาหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงโดยใช้ระเบียบ
วิธีบรรเลงเครื่องดนตรีซึ่งมีลักษณะหลากหลาย มีวิธีการขับร้องท่ีกลมกลืนกันและมีเคร่ืองดนตรีซึ่งมี
รูปแบบเฉพาะ สวยงาม ไดส้ ดั ส่วน

รายงานเล่มนี้จัดทาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงภูมิหลังของการดนตรีในประเทศไทย
ตลอดจนประเภทของเคร่ืองดนตรี การประสมวงดนตรี รวมทัง้ เพลงไทย อันเป็นศลิ ปวัฒนธรรมประจาชาติ

ท้ายที่สุดนี้ ขอขอบคุณผู้เขียนบทความ หนังสือ ตารา และเอกสารต่าง ๆ ท่ีอนุเคราะห์ข้อมูลเพอ่ื
นามาเรยี บเรียงเนื้อหา ขอบคณุ อาจารยท์ ปี่ รกึ ษาทีช่ ว่ ยให้คาแนะนาและให้กาลงั ใจเสมอมา

ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยง่ิ ว่ารายงานเล่มนจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ ่อผูท้ ่ีสนใจศึกษาเกย่ี วกับดนตรีไทยและ
สงั คมไทย หากมขี อ้ ผดิ พลาดประการใด ผู้จัดทาขอนอ้ มรับคาแนะนาเพื่อไปปรบั ปรงุ แก้ไขใหด้ ยี ิ่งขนึ้

พจมาน สวา่ งวงศ์

๑.๔ สารบญั (table of contents) จะอยถู่ ัดจากคํานํา เป็นสว่ นแสดงสาระของรายงานท้ังหมด
โดยกํากับด้วยเลขหน้า อาจแบ่งเป็นตอน /บท/เร่ือง/หรือหัวข้อ เรียงตามลาดับ (คล้ายโครงเร่ือง) โดยเร่ิมที่
คาํ นาํ –สารบัญ-หัวข้อต่าง ๆ จนถงึ รายการอา้ งองิ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๔

ตัวอยา่ ง สารบัญ ใชแ้ บบอักษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๘ pt

สารบัญ

คาํ นํา ………………………………………………………………………………………….................................... หน้า
สารบัญ....................................................................................................................... ............... ก
๑. บทนาํ …………………………………………………………………………….…....................................... ข
๒. ประวัติการดนตรีในประเทศไทย ………………………………….………….……...........................… ๑

๒.๑ ดนตรสี มยั สโุ ขทัย ……………………………….…………………………...…............................. ๒
๒.๒ ดนตรีสมัยอยุธยา ……………………………….…………………….………............................... ๓
๒.๓ ดนตรีสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ……………………………………………….…...…............................. ๓
๓. เครือ่ งดนตรีไทย ……………………………….…………………….……................................................ ๖
๓.๑ เครอ่ื งดนตรีประเภทดีด ……………………………………………………...........................…… ๖
๓.๒ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทสี ……………………………………………….............................…..…... ๗
๓.๓ เครือ่ งดนตรปี ระเภทตี ………………………………………………..............................………. ๘
๓.๔ เคร่อื งดนตรีประเภทเป่า ………………………………………….........................….…………… ๙
๔. วงดนตรีไทย ……………………………………………………………………………..................................
๔.๑ วงเครือ่ งสาย …………….…...……………………………………….……..…............................... ๑๐
๔.๒ วงป่พี าทย์ ………………………………………………………………….…................................... ๑๐
๔.๓ วงมโหรี ………………………………………………………………………..................................... ๑๐
๕. ประเภทของเพลงไทย ……………………………………………..…………..……................................. ๑๑
๕.๑ เพลงบรรเลง ………………………………………………………..…………….............................. ๑๒
๕.๒ เพลงรับ – รอ้ ง ……………………………………………………………………........................... ๑๒
๖. การอนุรักษ์ดนตรีไทย ………………………………………………………..…………............................. ๑๕
๗. สรปุ ………………………………………………………………………………………................................... ๑๖
เอกสารอ้างองิ …………………………………………………………………….……………............................. ๑๙
๒๐

๒. ส่วนเน้ือเรื่อง เป็นส่วนถัดจากส่วนนา ถือเป็นส่วนสําคัญเพราะเป็นส่วนแสดงเนื้อหาท้ังหมดท่ี
กาํ หนดในโครงเร่ืองและสารบญั ประกอบด้วย บทนํา เน้ือเร่ือง และสรุป

๒.๑ บทนา เป็นการอธิบายเน้ือหาอย่างคร่าวๆ เพ่ือนาผู้อ่านเข้าสู่เน้ือเรื่องให้เกิดความเข้าใจ
เบื้องต้น อาจแจ้งเหตุผล วัตถุประสงค์ ขอบเขต และวิธีการศกึ ษาของรายงานไว้ดว้ ยก็ได้ อาจเขียนในลกั ษณะ
ของยอ่ หน้าไว้ตอนตน้ ของเนื้อเรื่อง หรอื แยกเป็นบทที่ ๑ ของรายงาน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๗๕

๒.๒ เนื้อเรื่อง เป็นส่วนแสดงเน้ือหาสาระทั้งหมดตามลําดับหัวข้อ อาจแยกเป็นบทหรือตอนตาม

ความเหมาะสม หากเป็นรายงานสนั้ ๆ ไมจ่ ําเปน็ ตอ้ งแบ่งบทหรอื ตอน แต่จะใชห้ วั ขอ้ แทน

การนาเสนอเน้ือเรื่องอาจใช้วิธีการคัดลอกข้อความมาจากหนังสือเล่มอื่น ๆ หรือที่เรียกว่า
“การใช้อัญพจน์ หรือ อัญประภาษ” แต่ต้องไม่ใช่คัดลอกเนื้อหามาทั้งหมด ผู้ทารายงานจะต้องเขียนแสดง
ความคิดเห็น ความเข้าใจของตนเองโดยใช้ภาษาที่เรียบเรียงใหม่เป็นของตนเองด้วย การใช้ภาษาต้องใช้ให้
ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การใช้ภาษา การสะกดคาและการใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนต้องถูกต้อง ฯลฯ เน้ือหา
รายงานจะประกอบด้วยหลายหัวข้อหลายย่อหน้า เมื่อนาแต่ละหัวข้อมาเรียบเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันจะต้อง
เรียบเรยี งตามโครงเร่ืองท่ีไดว้ างไว้และจะต้องยึดหลักการเขียนเรียงความและการเขยี นย่อหน้า คือต้องมีความ
สมบรู ณ์ มเี อกภาพ มสี ัมพนั ธภาพและมสี ารตั ถภาพดว้ ย

๒.๓ ส่วนสรุป เป็นส่วนยํ้าหรือนาเสนอประเด็นสําคัญของเน้ือหา โดยอาจเขียนเป็น ย่อหน้า
สดุ ท้าย ในกรณีรายงานขนาดยาว หรืองานวิจัยอาจแยกเป็นบทสุดท้ายของเนื้อเร่ือง โดยอาจแสดงการสรุปผล
การศึกษา การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

๒.๔ เชิงอรรถ คอื การให้คาอธบิ ายเพมิ่ เตมิ /แหล่งท่มี าของข้อมลู ในท้ายหน้า

ตัวอย่าง รปู แบบการเขยี นรายงานส่วนเน้ือเรือ่ ง ใชแ้ บบอักษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๘ pt พิมพ์หนา

ชื่อเรอื่ งรายงาน.............................................................

(บทนาํ )....................................................................................................................... .............................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ใช้แบบอกั ษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๖ pt พมิ พ์หนา

หัวขอ้ ที่ ๑
................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................... ...............................................

หัวข้อที่ ๒
................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๖

หัวขอ้ ท่ี ๓
................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

หวั ขอ้ ท่ี ๔
................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................... ....
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

(สว่ นสรุป)................................................................................................................... ............................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................... .......................................

การเขียนอัญพจน์หรอื อญั ประภาษ (Quotation)
การเขียนอัญพจน์หรืออัญประภาษเป็นการเขียนคัดลอกข้อความมาจากเอกสารหรือคําพูดของผู้อ่ืน

โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ข้อความนั้นจะเป็นข้อความท่ีสําคัญกับเนื้อหาของรายงานมาก การคัดลอก
ข้อความลกั ษณะนีม้ วี ธิ ีการเขยี นสองแบบ ได้แก่

๑. ถา้ ข้อความไม่ยาวมาก จะเขยี นไวใ้ นเครือ่ งหมาย “…กกกกกกกก…” เชน่
นันทพร เตชะประเสริฐสกุล (๒๕๕๖, หน้า ๑๘) กล่าวไว้ว่า “ทวิตเตอร์มีลักษณะเป็นส่ือ

ออนไลน์ท่ีมีขอบเขตจํากัดของการใช้ภาษาเขียน โดยผู้ใช้บริการสามารถพิมพ์ข้อความได้ไม่เกิน ๑๔๐
ตวั อักษร”

๒. ถา้ ข้อความยาวหลายบรรทดั นยิ มเขยี นเป็นยอ่ หน้าย่อย ใชว้ ธิ กี ารเขยี นในลักษณะน้ี
………………………………………………………….………………………………………………………………………………...................
………………………………………………………….…………………………………………………………………………..…....................

กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๗๗

กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก*
………………………………………………………….………………………………………………………………………………...................
………………………………………………………….…………………………………………………………………………..…....................
ตัวอยา่ ง

กระแสเครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์ (Online Social Networking) เพิม่ ขึน้ อย่างรวดเรว็ และได้รับ ความ
นิยมเป็นอย่างมาก จนกลายมาเป็นส่วนหน่ึงของการดําเนินชวี ติ ของคนในปัจจุบนั ดังที่ วัฒณี ภูวทิศ (๒๕๕๗,
หนา้ ๒๐๖-๒๑๗) กลา่ วไว้ว่า

“...เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Networking) เรม่ิ เปน็ ที่นิยม
และแพร่หลายอย่างมากท่ีสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๗ และยังขยายวงกว้าง
มาจนถึงทุกวันน้ี เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก เช่น เฟซบุ๊ก
(Facebook), อินสตาแกรม (Instagram), และทวิตเตอร์ (Twitter) ด้วย
ความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายในลักษณะของการสื่อสารส องทาง
(Two-Way Communication) ทําให้เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมเป็น
อย่างมาก...”

เฟซบุ๊ก (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter) และอินสตาแกรม (Instagram) เป็นเครือข่ายสังคม
ออนไลน์ท่ีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เน่ืองสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย รวมท้ังใช้สื่อสารโต้ตอบกัน
ไดภ้ ายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

การเขยี นเชงิ อรรถ
การเขียนเชิงอรรถมี ๓ แบบ ได้แก่
๑. เชงิ อรรถเสริมความหรอื เชงิ อรรถอธิบาย เป็นการให้คําอธิบายเพม่ิ เติมนอกเหนือจากรายละเอียด

ของเนอ้ื เร่ือง เช่น
ข้อมูลทใี่ ชใ้ นการศึกษาเปน็ การถาม-ตอบทีเ่ กดิ ขึ้นระหว่างพิจารณาคดี เฉพาะคดีอาญา*
………………………………………….
*คดีอาญาเปน็ คดที ่ใี ช้ “หลักการตรวจสอบ” ซงึ่ ถือว่าเป็นการสบื พยานเป็นหนา้ ทข่ี องเจา้ พนังงานและศาล

๒. เชิงอรรถโยง เป็นเชิงอรรถท่ีระบุเลขหน้าท่ีมีเน้ือหาที่เกี่ยวข้องให้ผู้อ่านดูข้อความที่เกี่ยวข้อง
เนอื้ หาน้ีในหนา้ ทร่ี ะบใุ ห้ในรายงาน
ทนายความต้องซักถามพยานเพ่ือแสดงให้ศาลเห็นว่าพยานฝ่ายตนเป็นผู้บริสุทธ์ิ การถามจึงเป็นหัวใจสําคัญ
ของการพจิ ารณาดคด*ี
…………………………………
*ดรู ายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ ที่หน้า ๒๐๖.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอ่ื การนาเสนองาน ๗๘

๓. เชงิ อรรถอา้ งองิ เปน็ เชงิ อรรถทีบ่ อกแหลง่ ทีม่ าของข้อมูล ใหร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกับชอ่ื หนงั สือ ผ้แู ต่ง
รายละเอียดการพิมพ์หนงั สอื เลม่ นนั้
คาถาม “ทําไม เพราะอะไร” เปน็ การถามซกั ในดา้ นลกึ เปน็ คาถามท่ีซกั พยานเพ่ือใหไ้ ด้รับความนา่ เช่ือถือ*
………………………..…..
*ไพศาล พชื มงคล. วา่ ดว้ ยการสืบพยาน. กรุงเทพฯ:ธรรมนิติ, ๒๕๓๑ หน้า ๒๓.
** ไพศาล พชื มงคล. เลม่ เดียวกนั . หน้า ๕๐.

หลักการเขยี นเชงิ อรรถ
๑. นิยมเขียนไว้ท้ายหนา้ แตล่ ะหน้า หรือท้ายบท หรือบทสดุ ท้ายของรายงาน
๒. นิยมใช้ตัวเลข ๑,๒,๓…หรือเคร่ืองหมายดอกจัน *,**,*** เขียนไว้เหนือตัวอักษรในเน้ือเร่ือง และ

เหนอื ตัวอกั ษรแรกของเชิงอรรถ

๓. ส่วนอ้างอิง ส่วนอ้างอิงเป็นส่วนท้ายสุดของรายงาน ประกอบด้วย รายการอ้างอิงและภาคผนวก
การเรียบเรียงเน้ือหารายงานน้ัน หากมีข้อมูล ข้อความใดท่ีผู้เขียนรายงานไปคัดลอกมาอ้างอิงไว้ในเนื้อหา
รายงานเพื่อมาสนับสนุน หรือทาให้รายงานสมบูรณ์ น่าเช่ือถือยิ่งขึ้นแล้ว ผู้เขียนจะต้องอ้างอิงแหล่งท่ีมาของ
ข้อความเพือ่ แสดงมารยาทและเปน็ การขอบคุณเจา้ ของผลงานท่ผี ทู้ ารายงานได้คดั ลอกข้อความ

การบอกแหลง่ ทีม่ าของข้อมูล
การบอกแหล่งทีม่ าของขอ้ มูลมี ๒ แหง่ ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี
๑. ในเน้ือเร่อื งรายงาน มีหลักการเขียนทีน่ ยิ ม ๒ แบบ ไดแ่ ก่
๑.๑ การเขียนรายการอ้างอิงแบบแทรกในเน้ือหา (นาม ปี) เป็นการเขียนเชิงอรรถอ้างอิงไว้ใน

เนื้อหาของรายงาน บอกแหลง่ ทมี่ าของขอ้ มูลโดยใส่ไว้ในวงเล็บต่อจากข้อความทีย่ กมาอ้าง โดยระบชุ อ่ื ผูแ้ ตง่ ปี
ท่พี ิมพ์ และเลขหนา้ ท่ขี อ้ มูลน้ันปรากฏอยู่
ตัวอยา่ ง รายการอ้างอิงแบบแทรกในเนือ้ หา

ผแู้ ต่งเป็นหน่วยงาน
เทศนาโวหาร คือ โวหารที่กล่าวชักจูงให้ผู้อื่นมีความเห็นคล้อยตามให้เชื่อถือ (มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๔๓ :
๔๑)

ผู้แต่ง ๒ คน
ด้านคีตศิลป์ก็มีเพลงต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับหงส์หลายเพลง เช่น เพลงไทยเดิม มีเพลงหงส์ทอง ๒ ช้ัน เพลงนางหงส์
เพลงในวงมโหรีครง้ั กรงุ เก่ามเี พลงหงส์ซ่อน หงสล์ ีลา หงสบ์ ิน หงสฟ์ ้อน และหงสอ์ ายแก้ว (มนตรี ตราโมท และ
วเิ ชียร กุลตณั ฑ์ ๒๕๓๓ : ๕ ๖)

หากเขียนช่อื ผแู้ ตง่ เป็นส่วนหนงึ่ ของข้อความแล้ว ใหใ้ สเ่ พยี งปที ่ีพิมพแ์ ละเลขหนา้ ไวใ้ นวงเล็บ
ล้อม เพ็งแก้ว (๒๕๔๓ : ๑๐๔) กล่าวไวว้ า่ มงั กุ เป็นช่ือเรอื พายชนดิ หนึง่ แสดงถงึ ความมีหน้ามีตาของผ้ใู ช้

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๗๙

๑.๒ การเขียนรายการอ้างอิงแบบเชิงอรรถ คือ การอ้างอิงโดยลงหมายเลขไว้ในข้อความในเน้ือ
เร่อื ง แล้วบอกแหล่งท่ีมาของขอ้ มลู ไวใ้ นส่วนท้ายหนา้ โดยมวี ิธีการเขียนดังน้ี

ก. ขีดเสน้ คน่ั ระหว่างเนอื้ เร่อื งและเชิงอรรถ ยาวประมาณ ๑ /๒ ของหน้ากระดาษ
ข. การลงหมายเลขเชิงอรรถ จะขน้ึ เลข ๑ ใหม่ เมอื่ ขน้ึ หน้าใหม่
ค. ส่วนท่ีบอกแหล่งท่ีมาของข้อมูลในเชิงอรรถน้ัน คือ รายละเอียดของหนังสือท่ีนามาอ้างอิง
ได้แก่ ชื่อผู้แต่ง.ช่ือหนังสือ. สถานท่ีพิมพ์ : สานักพิมพ์. ปีท่ีพิมพ์, เลขหน้า. การเขียนเชิงอรรถอ้างอิงจะ
แตกต่างกันตามเอกสารอ้างอิง หากเขียนบรรทัดเดียวไม่พอ บรรทัดแรกให้ย่อหน้าตรงกับเนื้อเรื่อง บรรทัด
ต่อไปใหช้ ดิ ซ้ายตรงกับเนอื้ เร่อื ง

ตัวอย่าง การเขียนรายการอ้างองิ แบบเชงิ อรรถ
ข้อมูลจากหนงั สอื
การทําบันทึกรายงานมีความจาเป็นอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะนักธุรกิจ “การทํา

บันทึกรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาจะเก่ียวกับเร่ืองที่ได้ปฏิบัติ หรือประสบพบเห็นมา หรือศึกษาสํารวจ
สืบสวนได้ความมา เพ่ือให้ผ้บู งั คับบญั ชาทราบ ๑” การเขียนรายงานเสนอผบู้ งั คบั บญั ชาต้องทาตามลาํ ดับขัน้
-----------------------------------------------------
๑ ประวีณ ณ นคร. การทําบันทึกเสนอ การจดรายงานการประชุม การเขียนคํากล่าวในพิธี. พิมพ์คร้ังที่ ๖.
กรุงเทพฯ : สาํ นกั งาน ก.พ. ๒๕๔๐, ๑๒๑.

ขอ้ มลู จากวารสาร
“วันหน่ึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๖ ได้เสด็จฯ ไปทอดกฐินท่ีวัดอนง
คาราม ขณะนน้ั ท่านเปน็ นักเรยี นนงุ่ กางเกงแค่เข่า สวมถุงเทา้ ขาว เสอ้ื นอกขาว กระดุม ๕ เม็ด ไปยืนตั้งแถวรบั
เสด็จ๑”
--------------------------------------------------------
๑ใหญ่ นภายน. “จากแตรวง โรงหนงั ไปสู่วงแจ๊ส” วารสารไทย ๗๒ (ตุลาคม – ธันวาคม ๒๕๔๒) : ๗๖.

รูปแบบการเขยี นเชงิ อรรถ การเขยี นเชงิ อรรถและตวั อย่าง
ชือ่ ผ้แู ต่ง. ชื่อหนังสอื . คร้ังทพ่ี มิ พ์ .สถานทพ่ี มิ พ์ : สํานักพมิ พ.์ ปี
รปู แบบการเขียนเชงิ อรรถอ้างองิ วสั ดอุ ้างอิง ท่พี มิ พ์, เลขหน้า.
หนงั สอื อมรรตั น์ กรีธาธร. การพฒั นาคนเข้าสู่อาชีพ. กรงุ เทพฯ : แมค็
จํากัด. ๒๕๔๓, ๙๓.
-ผ้แู ตง่ ๑ คน สายใจ ทองเนียม และศรญั ญา กจิ เจรญิ สิน. ภาษาไทยเพ่อื การ
อาชีพ ๒. กรงุ เทพฯ : เอมพนั ธ.์ ๒๕๔๐, ๒๕.
-ผู้แตง่ ๒ คน ไสว ฟักขาว, นนั ทนติ ย์ ศาสตรวาหา และสมชาย วณารักษ์.
คมู่ ือแฟม้ สะสมงานครู. กรงุ เทพฯ : เอมพนั ธ.์ ๒๕๔๓, ๕๑.
-ผแู้ ต่ง ๓ คน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๘๐

รูปแบบการเขียนเชงิ อรรถอา้ งองิ วสั ดอุ า้ งอิง การเขยี นเชิงอรรถและตัวอย่าง
-ผู้แตง่ มากกวา่ ๓ คน คณติ มสี มมนต์ และคณะ. อนามยั ส่วนบุคคล. กรงุ เทพฯ :
-ผู้แต่งมบี รรดาศกั ด์ิ ราชทนิ นาม บรรณกิจเทรดดง้ิ . ๒๕๓๘ , ๒๘.
วารสาร นิตยสาร มรว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช. สี่แผน่ ดิน. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๑๕. กรงุ เทพฯ :
บรู พาสาส์น. ๒๕๒๕, ๙๐.
หนงั สอื พิมพ์
ช่ือผแู้ ตง่ . “ชอ่ื บทความ” ชอื่ วารสาร นิตยสาร ปีที่ (วัน เดอื น
ป)ี : เลขหน้า.
ธาดา, (นามแฝง). “หยิบเกา่ มาแตง่ ใหม่” แฟชน่ั แพทเทนิ ๑๓
(มิถนุ ายน ๒๕๔๓) : ๑๔.

ชอ่ื ผู้แตง่ . “บทความ” ชือ่ หนังสอื พมิ พ์ (วัน เดือน ป)ี : เลข
หน้า.
ชยั ราชวัตร, (นามแฝง). “ผู้ใหญ่มากบั ทุง่ หมาเมิน” ไทยรฐั
(๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๓) : ๕.

๒. ส่วนท้ายรายงาน หรอื บรรณานกุ รม
บรรณานุกรม (bibliography) หรือ รายการอ้างอิง (references) คือรายชื่อแหล่งข้อมูลท้ังหมดท่ีใช้
ค้นคว้าประกอบการเขียนทั้งท่ีเป็นเอกสารและข้อมูลสนาม รายการอ้างอิงเป็นส่วนสําคัญท่ีทําให้รายงาน
น่าเชอื่ ถือและเปน็ วิชาการ รวมทง้ั ยังแสดงจรยิ ธรรมในทางวชิ าการ
หลักเกณฑ์เบือ้ งต้นของการเขยี นหรือพมิ พบ์ รรณานุกรม
๑. บรรณานุกรมต้องอยสู่ ว่ นท้ายของรายงาน
๒. พิมพ์คาว่า “บรรณานุกรม” ไว้กลางหน้ากระดาษตอนบนของหน้าแรกของบรรณานุกรม สําหรับ
รายงานภาษาองั กฤษใช้คาว่า “BIBLIOGRAPHY” ดว้ ยตวั อักษรพิมพใ์ หญ่
๓. สิ่งท่ีนํามาเขยี นบรรณานุกรมคือ ชือ่ สกลุ ชอื่ หนงั สือ คาํ อธบิ ายช่อื หนงั สือ(ถา้ มี) ครงั้ ทพี่ ิมพ์ สถานท่ี
พิมพ์ สาํ นกั พิมพ์ และปีที่พมิ พ์
๔. ถ้าผู้แต่งคนเดียวกันแต่แต่งหนังสือหลายเล่ม ให้ลงช่ือนามสกุล ผู้แต่ง เฉพาะเล่มแรกเท่านั้น เล่ม
ต่อไปไปขีดเส้นยาว ๘ ชว่ งตวั อักษรแทน
๕. ถ้าผู้แต่งคนเดียวกัน แต่บางเล่มมีผู้อื่นแต่งร่วมด้วย ให้ลงเล่มท่ีผู้แต่งคนเดียวก่อนจนหมด แล้วจึง
ต่อด้วยเลม่ ท่มี ผี ูอ้ นื่ แตง่ ร่วมดว้ ย
๖. ชือ่ สิ่งพิมพข์ ดี เส้นใต้ตลอดหรือพิมพ์ดว้ ยตัวอักษรตัวหนา
๗. ถ้าสิง่ พิมพน์ ้ันไม่ปรากฏชอ่ื ผ้แู ตง่ ใหใ้ ชช้ ือ่ เรอื่ งเปน็ รายการแรกของบรรณานุกรม
๘. เรยี งลาดบั บรรณานกุ รมตามตัวอักษรตวั แรกของรายการบรรณานุกรม ถ้าเป็นสิ่งพมิ พ์ภาษาไทยให้
เรยี งตามลาํ ดับอกั ษรช่ือผู้แตง่ ก – ฮ ถ้าเปน็ ส่ิงพิมพภ์ าษาองั กฤษ ใหเ้ รียงตามลาํ ดบั ตวั อักษรช่ือสกลุ ของผู้แต่ง
A–Z

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๘๑

๙. ถ้ามีบรรณานุกรมภาษาไทยและภาษาอังกฤษปนกัน ให้เรียงบรรณานุกรมภาษาไทยก่อน แล้วจึง
เรียงบรรณานกุ รมภาษาองั กฤษ

หลักเกณฑก์ ารลงรายการบรรณานกุ รม
๑. ผ้แู ตง่ (Author) แบง่ ออกเป็น ๒ ประเภทคือ
๑.๑ ผูแ้ ตง่ ท่ีเปน็ บคุ คล
๑.๑.๑ ผู้แต่งคนเดียว ช่ือผู้แต่งให้ใช้ตามท่ีปรากฏในหน้าปกในของหนังสือไม่ต้องใส่คํา

นําหน้าอนื่ ๆ เช่น
ทรงพล วิณุวาท
ประวงิ ชุ่มชื่น

๑.๑.๒ ผู้แต่ง ๒ คน ให้ใส่ช่ือผู้แต่งท่ีระบุเป็นคนแรกไว้ก่อน เช่ือมด้วยคําว่า และ แล้วจึงใส่
ชือ่ คนที่ ๒ เช่น

ปริญญา นกุ นั ยา และ ไพศาล วงศ์เงนิ
๑.๑.๓ ผู้แต่ง ๓ คน ให้ใส่ช่ือผู้แต่งท้ัง ๓ คน โดยใส่ช่ือผู้แต่งคนแรกค่ันด้วยเครื่องหมาย
จุลภาค ใส่ชือ่ ผ้แู ต่งคนที่ ๒ เช่ือมด้วย และ แลว้ จึงใสช่ ื่อผ้แู ต่งคนท่ี ๓ เชน่

ทรงพล วิณุวาท , ประวงิ ช่มุ ชืน่ และ ไพศาล วงศ์เงิน
๑.๑.๔ ผู้แต่งมากกว่า ๓ คน ใสเ่ ฉพาะช่อื ผแู้ ต่งคนแรกที่ปรากฏในหนา้ ปกในของหนังสือและ
ตามดว้ ยคาํ ว่า “และคนอน่ื ๆ” หรือ “และคณะ” เชน่ ปรญิ ญา นกุ นั ยา และคณะ
๑.๑.๕ ผูแ้ ตง่ มีราชทนิ นาม และฐานนั ดรศกั ดิ์ ใหไ้ ว้หลงั ช่อื คน่ั ด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค เช่น

อนุมานราชธน, พระยา
ปิยะรงั สติ รงั สติ , ม.จ.
๑.๑.๖ ผแู้ ต่งมสี มณศกั ด์ิ ใหใ้ ช้ตามสมณศักดทิ์ ีไ่ ดร้ ับ และใสช่ อื่ เดิมไว้ในวงเล็บ เช่น
พระราชนิโรธรังสี (เทสก์ เทสรังส)ี
พระเทพเวที (ประยทุ ธ์ ปยตุ โต)
๑.๑.๗ ผู้แต่งเป็นสตรีที่ได้รับพระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ช้ันสูง เป็นคุณหญิง ท่าน
ผหู้ ญงิ ใหล้ งคํานาํ หนา้ นามหลงั ชอ่ื สกลุ โดยใช้เครือ่ งหมายจุลภาคค่ัน เช่น
รัญจวน อินทรกาแหง, คุณ
จนิ ตนา ยศสุนทร, คณุ หญงิ
สปุ ระภาตา เกษมสันต์, ท่านผหู้ ญงิ
๑.๑.๘ ผู้แต่งท่ีเป็นผู้จัดพิมพ์ ผู้รวบรวม ผู้เรียบเรียงให้มีคําวา่ ผู้รวบรวม หรือบรรณาธิการ
ไวท้ ้ายนามสกลุ มเี ครื่องหมาย , คน่ั เชน่ จินตนา มธั ยมบุรษุ , บรรณาธิการ.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๘๒

๑.๑.๙ ผู้แต่งที่ใช้นามแฝง ถ้าเป็นนามจริงเป็นที่รู้จักท่ัวไปแล้ว ให้ใช้นามจริง และ บอก
นามแฝงไว้ต่อจากชื่อหนังสือ ถ้าหากไม่ทราบนามจริงให้ถือว่านามแฝงเป็นช่ือผู้แต่ง โดยวงเล็บคําว่า
“นามแฝง” ตอ่ จากนามแฝง เชน่

บุปผา นิมมานเหมินทร์, ม.ล. ผ้ดู ี โดย ดอกไมส้ ด (นามแฝง). ลกู นา้ (นามแฝง).
๑.๑.๑๐ หนงั สือท่ีไม่ปรากฏชือ่ ผ้แู ต่ง ใหใ้ สช่ ือ่ หนังสือในตาํ แหน่งผแู้ ตง่ แทน
๑.๒ ผู้แต่งที่เป็นสถาบัน ให้ลงช่ือหน่วยงานใหญ่ไปหาหน่วยงานย่อย ตามลาดับ โดยใช้
เครอื่ งหมาย , คั่น เชน่ มหาวทิ ยาลยั สยาม , ภาควชิ าภาษาตะวนั ออก

๒. ชอ่ื เรื่อง หรือ ชอ่ื หนังสือ (Title) ลงรายการตอ่ จากผ้แู ตง่ ใชช้ ือ่ ตามท่ีปรากฏในหนา้ ปกใน ชือ่ เร่อื ง
ที่มีชื่อรอง (Sup – Title) ซ่ึงเป็นคําอธิบายชื่อเรื่องให้ใส่ช่ือรองด้วย โดยใช้เครื่องหมายวรรคตอนระหว่างชื่อ
เรื่อง และช่ือรองตามท่ีปรากฏในหน้าปกใน ถ้าไม่มีเคร่ืองหมายวรรคตอนกากับไว้ ให้ใช้การเว้นวรรคชื่อเรื่อง
และชื่อรองให้ขดี เส้นใต้ (หรอื อกั ษรตวั หนาหรือตวั เอน) และใส่เคร่ืองหมายมหพั ภาค เช่น

การเขียนรายงานและการใช้ห้องสมุด.
สารนเิ ทศกับการศึกษาค้นคว้า.

๓. จานวนเล่ม (Volume) จํานวนเล่มจะลงต่อจากช่ือหนังสือ ถ้าหนังสือเล่มเดียวจบไม่ต้องระบุ
จํานวนเล่ม แต่ถ้าหนังสือหลายเล่มจบ และใช้ประกอบการเขียนทุกเล่ม ให้ระบุจํานวนเล่มทั้งหมด แต่ถ้าใช้
เฉพาะบางเล่ม ให้ระบเุ ฉพาะเล่มทีใ่ ช้เทา่ นน้ั หลังจาํ นวนเลม่ ใส่เครอ่ื งหมายมหัพภาค เชน่

๒ เลม่ . , ๓ เลม่ .
แต่ถา้ ใช้เฉพาะบางเล่ม ใหร้ ะบเุ ล่มที่ใช้
เล่ม ๒.

๔. ครั้งที่พิมพ์ (Edition) หนังสือที่พิมพ์คร้ังแรกไม่ต้องลงรายการ จะลงรายการเฉพาะหนังสือที่มี
การพิมพ์ต้ังแต่ครั้งที่ ๒ เป็นต้นไป ถ้าต้องมีคําอธิบายว่าเป็นฉบับแก้ไขและเพ่ิมเติม หรืออย่างใดอย่างหน่ึงให้
ลงไว้ด้วย คร้ังที่พิมพ์จะลงรายการต่อจากจานวนเล่ม แต่ถ้าเป็นหนังสือเล่มเดียวจบ จะลงต่อจากช่ือหนังสือ
เชน่

พิมพค์ ร้งั ที่ ๓.
พิมพค์ ร้ังที่ ๕ แก้ไขเพิ่มเติม.

๕. ช่ือชุดหนังสือ (Series) ให้ใสช่ ่ือชุดหนงั สือ ตามด้วยเคร่ืองหมายจุลภาค ให้ระบลุ าดับเลขท่ีในชุด
หนงั สือ ถา้ ไมม่ ไี มต่ อ้ งใส่ เช่น

หนงั สือชุดประเพณไี ทย.
เอกสารนิเทศการศึกษา, ฉบับที่ ๑๓๒.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๘๓

๖. พมิ พล์ ักษณ์ (Imprint) คอื รายละเอยี ดทเี่ กย่ี วกับการพมิ พห์ นงั สือ ประกอบด้วย
๖.๑ สถานท่พี ิมพ์ (Place) หลงั สถานทีพ่ ิมพใ์ ส่เครอื่ งหมายมหพั ภาคคู่ (:) เชน่ กรุงเทพมหานคร :
ในกรณีท่ีไม่ปรากฏสถานท่ีพิมพ์ให้ใช้คาว่า ม.ป.ท. หรือ ม.ป.พ. (ไม่ปรากฏท่ีพิมพ์) ใน

ตาํ แหนง่ ของสถานที่พมิ พ์
๖.๒ สานักพิมพ์ (Publisher) หมายถึง แหล่งที่รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ และจัดจําหน่าย

หนังสือ ถ้ามีชื่อสํานักพิมพ์ ให้ลงช่ือสํานักพิมพ์ต่อจากสถานท่ีพิมพ์ และ ตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ถ้ามีผู้
จัดพมิ พ์เป็นหน่วยงาน ใหร้ ะบหุ น่วยงานย่อยไปหาหน่วยงานหลัก เชน่

ไทยวัฒนาพานิช,
ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,
ถ้าไม่ปรากฏช่ือสานักพิมพ์ใส่ชื่อโรงพิมพ์ในตาแหน่งของสานักพิมพ์ และระบุคาว่า
โรงพมิ พด์ ว้ ย เช่น
โรงพิมพร์ งุ่ เรอื งรตั น์,
ในกรณีไม่ปรากฏท้ังสานักพิมพ์ และโรงพิมพ์ให้ใช้ ม.ป.ท. หรือ ม.ป.พ. แทนเพียง
ครั้งเดยี ว
๖.๓ ปีที่พิมพ์ (Date) ลงรายการต่อจากสาํ นักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ ใส่เฉพาะตัวเลขไม่ต้องระบุคํา
ว่า พ.ศ. ใชป้ ีท่ีพมิ พค์ รัง้ หลงั สดุ หลงั ปที พ่ี มิ พ์ใสเ่ ครื่องหมายมหพั ภาค เช่น
๒๕๓๘.
ในกรณีไม่ปรากฏปีท่ีพิมพ์ ให้ใช้ ม.ป.ป. (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์) และ ถ้าหนังสือไม่ปรากฏทั้ง
สถานทพี่ ิมพ์ และปที ี่พิมพ์ ให้ใช้คาว่า ม.ป.ท. , ม.ป.ป.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๘๔

วสั ดอุ า้ งอิง แบบแผนการเขียนบรรณานกุ รม
หนงั สอื
- ผู้แต่ง ๑ คน บรรณานกุ รมและตวั อยา่ ง
- ผู้แตง่ ๒ คน ชอ่ื ผู้แตง่ . ชื่อหนงั สอื . ครง้ั ที่พมิ พ.์ สถานท่ีพิมพ.์ สํานกั พมิ พ,์ ปีทพ่ี ิมพ์.
-ผแู้ ต่ง ๓ คน รุง่ รัตน์ ชยั สาํ เร็จ. การเขยี นเพ่ือการประชาสัมพันธ์. พิมพ์ครัง้ ที่ ๒. กรุงเทพฯ :
-ผแู้ ต่งมากกวา่ ๓ คน จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๓.
- ผ้แู ตง่ มี บรรดาศกั ด์ิและ ยีน ภวู่ รวรรณ และวฒั นา เชยี งกลู . ไมโครโปรเซสเซอร์ไมโครคอมพวิ เตอร์. กรงุ เทพฯ :
ราชทินนาม บริษัทซเี ฮด็ ยูเคชนั่ จากดั (มหาชน), ๒๕๔๒.
- ผูแ้ ต่งเปน็ หนว่ ยงาน ศิรชิ ยั กาญจนวงศ์ , สุวมิ ล ติรกานันท์ และศิรเิ ดช สชุ วี ะ. การใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์
- ผู้แตง่ ใช้นามแฝง SPSS สาหรับงานวิจยั . พมิ พ์ครั้งท่ี ๓. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒.
หนังสอื แปล กลั ยาณี กติ ติจติ ต์ และคณะ. การบัญชีชนั้ สงู . พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑิต,
๒๕๔๓.
หนงั สอื ชดุ ภมู ิพลอดลุ ยเดช, พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั . พระมหาชนก. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ ริน้ ติ้งกรปุ๊ จากดั ,
๒๕๔๐.
หนังสอื รวมเรือ่ ง วิชาการ, กรม. กจิ กรรมสง่ เสรมิ การอ่าน. กรุงเทพฯ :โรงพมิ พ์ชวนพิมพ์., ๒๕๔๓.
ส. กระเชา้ เพ็ชร. (นามแฝง). กรรมตามทัน. กรงุ เทพฯ : บุค๊ แบงค์, ๒๕๔๒.
สารานุกรม
ชื่อสกลุ ผแู้ ต่ง, ชอ่ื ผู้แตง่ . ชื่อหนังสอื แปลโดย ชือ่ ผูแ้ ปล. ครั้งท่พี มิ พ.์ สถานที่พมิ พ์ :
วารสาร สาํ นักพิมพ,์ ปที พี่ ิมพ.์
โรวล์ ่งิ , เจ เค. แฮรพี่ อตเตอร์กบั ศิลาอาถรรพ์ แปลโดย สมุ าลี. (นามแฝง). พมิ พค์ รง้ั ที่ ๔.
บทความจากวารสารทม่ี ี กรงุ เทพฯ : นานมีบุค๊ ส์, ๒๕๔๓.
คอลัมน์ประจา
บทความจากหนังสือพมิ พ์ ชอ่ื ผูแ้ ตง่ . ช่อื เรอ่ื ง. ช่ือชดุ ลาํ ดบั ท.ี่ สถานท่ีพิมพ์ : สาํ นักพิมพ,์ ปที ี่พมิ พ์.
กระทรวงสาธารณสขุ , สถาบนั การแพทย์แผนไทย. พรรณไม้หอม. ชุดสมุนไพรกับวัฒนธรรม ตอนที่ ๓.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์อาคารสงเคราะหท์ หารผา่ นศกึ , ๒๕๔๒.

ชื่อผู้แตง่ . “ชอ่ื งานเฉพาะตอน/บท/ตอน.” ใน ชอื่ บรรณาธกิ าร. ชื่อเรอ่ื ง : เลขหนา้ .
สถานทพ่ี มิ พ์ : สํานกั พิมพ,์ ปที ี่พมิ พ.์
อยุวดี มณกี ลุ . “เวยี งแห...สาวงามแหง่ ลุ่มแมน่ า้ แตง.” ใน เป็น อยู่ คอื : ๑๗๕ – ๑๘๙.
กรงุ เทพฯ : เนชน่ั บุ๊ค อินเตอร์ เนชนั่ แนล, ๒๕๔๕.

ช่ือผแู้ ตง่ . “ชื่อบทความ.” ช่อื สารานุกรม เล่มที่ ( ปีที่พมิ พ์) : เลขหนา้ .
ศักดศ์ิ รี แย้มนดั ดา. “มหาภารตะ.” สารานกุ รมไทยฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ๒๒(๒๕๓๒ -๒๕๓๓) :
๑๔๓๕๔ – ๑๔๓๖๙.

ชื่อผู้แต่ง. “ช่ือบทความ.” ชือ่ วารสาร ปที ่ี , ฉบบั ท่ี (ปีพมิ พ์) : เลขหน้า.
เจตน์ เจรญิ โท . “การท่องเทย่ี วกบั สงิ่ แวดล้อมไทย ทาอย่างไรจึงจะย่งั ยนื .” นติ ยสารโลกสเี ขียว๒,
๔ (๒๕๓๖) : ๑๖ - ๒๐.

ช่อื ผแู้ ต่ง. “คอลัมน์ประจาํ : บทความ.” ช่ือวารสาร ปที ,ี่ (วัน เดือน ป)ี : เลขหน้า.
จงจติ ร มสี มบัติ. “จดหมายจากโซโลมอน : บนั ทึกคนไทยหนีภยั สงครามเกาะนรก”
ผู้จดั การ ๑๘, (สิงหาคม ๒๕๔๓) : ๓๒ -๓๔.

ชอ่ื ผู้แต่ง. “บทความหรอื ขา่ ว.” ชอื่ หนังสอื พมิ พ์ (วันท่ี เดือน ปี) : เลขหนา้ .
บณั ฑิต สงครามรอด. “เขาพระวหิ าร อัจฉรยิ ะแห่งกัมพูชา.” มติชน (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓) :๑๑.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพือ่ การนาเสนองาน ๘๕

วัสดอุ ้างอิง บรรณานกุ รมและตวั อย่าง
วิทยานิพนธ์ ช่ือผู้เขยี นวิทยานิพนธ์. “ช่ือวทิ ยานิพนธ์.” ระดับของวทิ ยานิพนธ์ มหาวิทยาลัย, ปีท่ีพิมพ.์
เชดิ ชาย มว่ งมงคล. “ปจั จยั ท่ีมอี ทิ ธิพลต่อการลกั ลอบเขา้ เมอื งของคนสัญชาตพิ มา่ :
สมั ภาษณ์ กรณีศกึ ษา อาเภอขนุ ยวม จังหวดั แม่ฮ่องสอน.” วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ
จลุ สาร มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๓๗.
โสตทัศนวัสดุ ช่ือผใู้ หส้ ัมภาษณ.์ ตําแหนง่ (ถา้ ม)ี . สมั ภาษณ์, วันท่ี เดือน ปี.
ซีดี-รอม บัณฑรู ล่าซา. กรรมการผจู้ ดั การธนาคารกสกิ รไทย จากดั (มหาชน). สัมภาษณ์, ๑๕ เมษายน. ๒๕๓๒.
ข้อมลู จากอนิ เตอร์เน็ต
ชื่อผู้แต่ง. “ช่อื เรื่อง.” ลาํ ดบั ทห่ี รอื เล่มที่ (ถา้ ม)ี . ครั้งที่พมิ พ.์ สถานท่ีพมิ พ์ : สาํ นักพิมพ,์ ปที พ่ี มิ พ.์
สํานักคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. “การศึกษาในประเทศไทย.” กรุงเทพฯ : กอง

สง่ เสรมิ และเผยแพรก่ ารศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ๒๕๑๙.

ชอ่ื รบั ผดิ ชอบ / ผผู้ ลติ . ชื่อเรอ่ื ง. (ประเภทของโสตทศั นวสั ดุ). สถานทจี่ ดั ทําเผยแพร่ : ผูเ้ ผยแพร.่ ปที ี่ผลิต.
คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช, ม.ร.ว. ทิศทางของรฐั ศาสตร์ไทย. (เทปตลบั ). กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

๒๕๒๗.

ชอื่ ผู้จดั ทํา. ชือ่ เร่ือง. (ซดี ี-รอม). สถานทผี่ ลิต / จดั ทาเผยแพร่: ผู้เผยแพร.่ ปที ผี่ ลติ .
มานพ ยาระณะ. สื่อเพ่ือการเรยี นร้ภู ูมปิ ัญญาล้านนา กลองสะบดั ชยั แบบโบราณ.

(ซีดี-รอม). เชยี งใหม่: เครอื ขา่ ยสบื สานภมู ปิ ัญญาลา้ นนา. ๒๕๔๔.

ชอื่ ผแู้ ตง่ . “ชื่อเร่อื ง.” (ออนไลน์). วนั ทเ่ี ขา้ ถงึ ข้อมูล: จากแหลง่ ข้อมลู . ปที ีเ่ ขา้ ถึงข้อมูล.
จรรยา สุบรรณ์. “ประโยชนข์ องน้าผลไม้.” (ออนไลน์). เขา้ ถึงเมือ่ ๑๘ สงิ หาคม. จาก

http://www.juice.com. ๒๕๔๔.

ภาคผนวก
ภาคผนวก ( appendix) หมายถงึ เนือ้ หาหรอื ขอ้ มูลทีม่ ใิ ชเ่ น้อื เรอ่ื งรายงานโดยตรง แต่มี ความ

เกี่ยวข้องกับเรื่องท่ีศึกษา และผู้ทํารายงานเห็นว่าผู้อ่านควรทราบ (จะมีหรือไม่มีก็ได้) เน้ือหาในภาคผนวกไม่

สามารถไว้ในเน้อื เร่ืองของรายงานได้เพราะอย่นู อกเหนือขอบเขต ของเรอ่ื งราว จึงแยกเขียนไวต้ อนท้ายต่อจาก

รายการอ้างอิง หน้าแรกของภาคผนวกมักเขียนว่า “ภาคผนวก” ไว้กลางหน้า แล้วถัดไปเป็นเน้ือหา หากมี

หลายส่วนจะกาหนดเปน็ “ภาคผนวก ก” “ภาคผนวก ข” .... ตามลําดบั

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๘๖

ตัวอยา่ ง บรรณานกุ รม ใช้แบบอกั ษร TH SarabunPSK ขนาด ๑๘ pt พิมพ์หนา

บรรณานกุ รม

คณาจารยค์ ณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . ภาษาไทย ๑. พมิ พค์ รัง้ ท่ี๓. กรงุ เทพฯ:จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘.

คณาจารยภ์ าควชิ าภาษาไทย คณุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์ การใช้ภาษาไทย ๒. พิมพ์ครงั้ ที่๓.กรุงเทพฯ : สาํ นกั พมิ พ์

มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๒.
จุไรรตั น์ ลักษณะศริ ิ (บรรณาธิการ). ภาษากับการสอ่ื สาร. นครปฐม : มหาวิทยาลยั ศิลปากร , ๒๕๔๓.
ทิพวรรณ หอมพลู . การใช้ภาษาไทยเพ่ือการอาชีพ ๒. กรุงเทพฯ : วงั อักษร,๒๕๓๘.
นพดล จันทรเ์ พญ็ . การใช้ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : ตน้ ออ้ , ๒๕๓๕.
นภาลัย สุวรรณธาดา และคนอื่นๆ. การเขียนผลงานทางวิชาการและบทความ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช ,

๒๕๔๘.
บรรเทา กิตติศกั ด์ิ (บรรณาธกิ าร). ภาษาเพ่อื การส่อื สาร. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ , ๒๕๔๒.
บญุ ธรรม กิจปรดี าบรสิ ุทธิ.์ คู่มอื การเขียนรายงานและวทิ ยานพิ นธ.์ กรุงเทพฯ : จามจรุ ีโปรดักซ์ ,๒๕๔๖.
ประวีณ ณ นคร. การทาบันทกึ เสนอ การจดรายงานการประชมุ การเขียนคากลา่ วในพธิ ี. พิมพค์ รั้งท่ี ๖. กรงุ เทพฯ :

สํานักงาน ก.พ, ๒๕๔๐.
พิมพร สอพิมาย. ทกั ษะภาษาไทยเพ่อื อาชีพ. กรุงเทพฯ : แม็ค, ๒๕๔๖.
ผะอบ โปษะกฤษณะ. ลกั ษณะเฉพาะของภาษาไทย. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๔. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น, ๒๕๓๒.
ภมู พิ ลอดลุ ยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว. พระมหาชนก. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั อมรินทร์พรนิ้ ต้งิ แอนด์พบั ลชิ ช่ิง จาํ กัด,

๒๕๔๒.
ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .การคน้ ควา้ และการเขียนรายงาน. พิมพ์ครงั้ ท่ี ๗.

กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผ่ ลงานทางวิชาการคณะอกั ษรศาสตร์, ๒๕๔๙.
ภาควชิ าภาษาไทย คณะอกั ษรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศิลปากร. ภาษากับการสือ่ สาร. นครปฐม : มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๔๐.
รงุ่ รัตน์ ชยั สาเรจ็ . การเขียนเพอื่ การประชาสมั พันธ์. พิมพ์คร้ังท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๓.
วรี ะชยั มีชอบธรรม และคณะ. การคน้ ควา้ และการเขยี นรายงาน. กรงุ เทพฯ : ม.ป.ท, ม.ป.ป.
ศรีไพร ศักด์ริ งุ่ พงศากุล. การเขียนรายงานโครงงาน. ภาควชิ าคอมพวิ เตอรธ์ ุรกจิ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั สยาม,

๒๕๕๐.
สุโขทัยธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลยั . การเขียนเพื่อการสอ่ื สารธุรกิจ. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๓๔.
สุโขทยั ธรรมาธิราช,มหาวทิ ยาลัย. การอ่านภาษาไทย. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๘ . กรุงเทพฯ : สโุ ขทยั ธรรมธิราช, ๒๕๔๓.
สุภาพ รงุ่ เจรญิ . ภาษาไทยเพอื่ อาชพี ๑. กรงุ เทพฯ : ม.ป.ท, ม.ป.ป.
หอการค้าไทย, มหาวิทยาลัย. ภาษาไทยเพือ่ การสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, ๒๕๔๑.
อักษรศาสตร์, คณะ , มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. ภาษากบั การสอ่ื สาร. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั ศิลปากร, ๒๕๔๐.
อาชีวศกึ ษา, กรม. แผนการสอนการใชภ้ าษาไทยเพือ่ การอาชพี ๑. กรุงเทพฯ : กรมอาชีวศึกษา, ๒๕๓๗.
อดุ ม บัวผนั . การใชภ้ าษาไทยเพือ่ การอาชพี ๑. พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ วี เค โปรปรน้ิ ต,์ ๒๕๓๘.
เอกฉัท จารเุ มธชี น. ภาษาไทยธรุ กจิ . พิมพ์ครั้งท่ี ๔. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์, ๒๕๔๑.

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๘๗

แบบฝกึ หดั ทา้ ยหนว่ ยที่ ๙ ๘๘

เร่ือง การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

คาชี้แจง ใหท้ ําเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงหน้าตัวเลอื กทถ่ี ูกตอ้ งทีส่ ุด
๑. ข้อใดคือความหมายของคําว่า รายงาน

ก. การเสนอผลการปฏบิ ตั งิ าน
ข. การเสนอข้อมูลที่ไดจ้ ากการอา่ น
ค. การเสนอผลจากการศึกษาคน้ ควา้ อย่างมีระบบ
ง. การเสนอรายละเอียดของเน้อื หาวิชาทเี่ รียน

๒. ขอ้ ใดเรียงสว่ นประกอบของรายงานได้ถูกต้อง
ก. ปกนอก ปกใน คํานํา สารบัญ เนื้อเร่อื ง บรรณานกุ รม
ข. ปกนอก ปกใน สารบัญ คํานํา เนอ้ื เร่ือง บรรณานกุ รม
ค. ปกนอก ปกใน บรรณานุกรม สารบญั คาํ นาํ เนื้อเร่ือง
ง. ปกนอก ปกใน เนอ้ื เร่ือง สารบัญ คาํ นํา บรรณานุกรม

๓. บรรณานกุ รม หมายถงึ อะไร
ก. การรวบรวมเอกสาร หนังสือ เทป วิดโี อ
ข. การทาํ บัญชีคําศัพท์ทป่ี รากฏอยู่ในรายงาน
ค. การอธิบายศัพทย์ ากท่จี ะปรากฏอยู่ในรายงาน
ง. เน้อื หาหรอื เอกสารทเี่ กย่ี วข้องกับการทาํ รายงาน

๔. ภาคผนวก หมายถงึ อะไร
ก. การรวบรวมเอกสาร หนงั สือ เทป วิดโี อ
ข. การทาํ บญั ชีคาํ ศัพท์ทป่ี รากฏอยใู่ นรายงาน
ค. การอธบิ ายศัพทย์ ากที่จะปรากฏอยู่ในรายงาน
ง. เนอ้ื หาหรอื เอกสารท่เี กี่ยวข้องกับการทาํ รายงาน

๕. ดัชนี หมายถึงอะไร
ก. การรวบรวมเอกสาร หนังสือ เทป วิดีโอ
ข. การทําบัญชีคําศพั ท์ท่ปี รากฏอยใู่ นรายงาน
ค. การอธิบายศัพทย์ ากทจี่ ะปรากฏอย่ใู นรายงาน
ง. เนื้อหาหรอื เอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การทาํ รายงาน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน

๖. อภธิ านศัพท์ หมายถึงอะไร
ก. การรวบรวมเอกสาร หนังสือ เทป วดิ ีโอ
ข. การทาํ บญั ชคี าํ ศัพท์ที่ปรากฏอยูใ่ นรายงาน
ค. การอธิบายศัพทย์ ากทีจ่ ะปรากฏอยู่ในรายงาน
ง. เนือ้ หาหรอื เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั การทํารายงาน

๗. ข้อใดคือประเภทของเชงิ อรรถ ข. เชงิ อรรถเสรมิ ความ
ก. เชิงอรรถอา้ งอิง ง. ถูกทุกขอ้
ค. เชงิ อรรถโยง

๘. ข้อใดไม่ใช่จดุ ประสงค์ของรายงานเชิงวชิ าการ
ก. เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นรู้จักทาํ งานเป็นระบบ ผลงานได้มาตรฐานน่าเชอ่ื ถอื
ข. เพือ่ แสดงหลักฐานเดมิ ของขอ้ ความท่ยี กมาประกอบ
ค. เพอื่ พัฒนาความรู้ของผูเ้ รียนให้กวา้ งขวางและลึกซง้ึ
ง. เพ่ือพัฒนาทักษะการเขียน

๙. ส่วนประกอบใดเรียงต่อจากเนื้อหา

ก. คํานาํ ข. เชิงอรรถ ค. บรรณานุกรม ง. ภาคผนวก

๑๐. ข้อใดเป็นขน้ั ตอนแรกของการทาํ รายงาน ข. กาํ หนดขอบเขตของเร่ือง
ก. กําหนดโครงเรอื่ ง ง. กําหนดหัวข้อเรื่อง
ค. รวบรวมข้อมูล

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพื่อการนาเสนองาน ๘๙

หนว่ ยท่ี ๑๐

การเขียนโครงการ

โครงการ (Project) เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในหน่วยงาน การเขียนโครงการเป็นการเขียนเพ่ือ
ประโยชน์ในการดาเนนิ งาน เพราะมสี ่วนช่วยให้เกิดการวางแผนการทางาน การศกึ ษา การรเิ ริม่ ปฏบิ ตั ิงานใหม่
ดังนั้นโครงการย่อมมีบทบาทสาคัญต่อการปฏบิ ัตงิ านของหน่วยงาน จึงควรมีแนวทางในการจัดทางบประมาณ
ทเ่ี หมาะสมเพื่อการขออนมุ ัติและดาเนนิ งานตอ่ ไป

ความหมายของโครงการ
คาว่า “โครงการ” ตรงกับคาภาษาอังกฤษวา่ “project” เปน็ แผนงานที่จดั ทาขน้ึ อย่างรอบคอบ เปน็

ระบบ พร้อมกับมีแนวทางปฏิบัติ เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายของแผนงานที่ได้กาหนดไว้ โดยใช้
ทรพั ยากรในการดาเนินงานอย่างคุ้มค่า มจี ุดเริ่มต้น และจุดสน้ิ สุดอย่างชัดเจน มีพ้นื ทใ่ี นการดาเนินงานเพื่อให้
บริการและมบี ุคคลากร หรือหนว่ ยงานรบั ผดิ ชอบ

ลกั ษณะสาคญั ของโครงการ
การเขียนโครงการ มีลักษณะการเขียนแตกต่างไปจากการเขียนประเภทอ่ืน ๆ โครงการที่ดีควรมี

ลกั ษณะดังต่อไปนี้
๑. ต้องมีระบบ (System) โครงการต้องประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็น

กระบวนการ ถ้าส่วนใดเปลยี่ นแปลงไป จะเกิดการเปลย่ี นแปลงในสว่ นอ่นื ๆ ตามไปดว้ ย
๒. ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Clear Objective) โครงการต้องกาหนดวตั ถุประสงค์สอดคล้องกบั

ความเป็นมาของโครงการ มีความเป็นไปได้ชัดเจน และเป้าหมายของโครงการต้องประกอบด้วยเชิงปริมาณ
และเชิงคุณภาพ
๓. ต้องเปน็ การดาเนินงานในอนาคต (Future Operation) เนื่องจากการปฏิบัติงานทผ่ี ่านมามีข้อบกพร่อง
จึงควรแก้ไขและปรับปรุงโครงการจงึ เปน็ การดาเนินงานเพื่ออนาคต
๔. เป็นการทางานชั่วคราว (temporary task) โครงการเป็นการทางานเฉพาะกิจเป็นคราว ๆ เพื่อแก้ไข
ปรับปรุง และพฒั นาไมใ่ ช่การทางานทเ่ี ปน็ การทางานประจา หรืองานปกติ
๕. มีกาหนดระยะเวลาท่ีแน่นอน (Definitely Duration) โครงการต้องกาหนดระยะเวลาท่ีแน่นอน โดย
กาหนดเวลาเร่ิมต้น และเวลาท่ีสิ้นสุดให้ชัดเจน ถ้าไม่กาหนดเวลา หรือปล่อยให้โครงการดาเนินไปเร่ือย ๆ
ย่อมไมส่ ามารถประเมินผลสาเร็จได้ ซ่งึ จะกลายเป็นการดาเนินงานตามปกติ
๖. มีลักษณะเป็นงานท่ีเร่งด่วน (Urgently task) โครงการต้องเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อสนองนโยบาย
เรง่ ด่วนท่ีต้องการจะพฒั นางานใหก้ ้าวหน้าอยา่ งรวดเร็ว ทนั ตอ่ เหตุการณ์ หรือเป็นงานใหม่
๗. ตอ้ งมีต้นทุนการผลิตตา่ (Low Cost) การดาเนินงานตามโครงการตอ้ งมกี ารใช้ทรัพยากรหรืองบประมาณ
โครงการจะมีประสิทธิภาพต่อเมือ่ มีการลงทุนน้อย แตไ่ ดร้ ับประโยชนส์ ูงสดุ

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๙๐

๘. เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน (Creativity or Developing) โครงการต้องเป็นความคิดริเร่ิมท่ี
แปลกใหม่ เพือ่ แก้ปญั หาและอปุ สรรค และพัฒนางานใหเ้ จริญก้าวหนา้

ขั้นตอนการเขียนโครงการ
การเขียนโครงการมขี น้ั ตอนในการดาเนนิ การดงั น้ี
๑. ขั้นเตรยี มความคดิ ก่อนลงมอื เขียนโครงการ
เร่ิมจากชวนสมาชกิ คุยกัน แล้วช่วยกันจินตนาการว่าอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับคนในองค์กรหรอื

หน่วยงาน ช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาที่สนใจร่วมกันให้ชัดเจน ว่าสาเหตุที่เกิดข้ึนเก่ียวข้องกับอะไร
แล้วช่วยกันหาช่องทางด้วยบุคคลและสิ่งท่ีมีในหน่วยงานก่อน แล้วช่วยกันคิดหาแหล่งทุนสนับสนุน ช่วยกัน
กาหนดกจิ กรรมว่ามีอะไร ทาอยา่ งไร ใชง้ บประมาณ วัสดุอปุ กรณ์อะไรบา้ ง มาจากที่ไหน เม่อื ทาเสรจ็ ผล
จะเปน็ อย่างไร เราจะร้ไู ด้อย่างไร และจะทาอยา่ งไรให้ย่งั ยืน

๒. โครงการท่นี า่ สนใจ เขยี นอยา่ งไร
โดยท่ัวไปเอกสารข้อเสนอโครงการ(Proposal) ที่เสนอต่อแหล่งทุน มีหัวข้อ และเนื้อหาหลัก

เปน็ ไปตามท่แี หลง่ ทนุ กาหนด แต่โดยทั่วไปมหี ัวข้อและเนื้อหาหลกั ดังนี้
๒.๑ ชื่อโครงการ เปน็ ชือ่ ทส่ี นั้ กระชับ เข้าใจงา่ ย และสอ่ื ไดช้ ัดเจนว่าเนื้อหาสาระของส่ิงท่ีจะทา

คอื อะไร
๒.๒ หลักการและเหตุผล หรือความสาคัญของโครงการ บอกสาเหตุหรือปัญหาท่ีทาให้เกิด

โครงการน้ีขึ้น และที่สาคัญคือต้องบอกได้ว่า ถ้าได้ทาโครงการแล้วจะแก้ไขปัญหาน้ีตรงไหน การเขียนอธิบาย
ปัญหาที่มาโครงการ ควรนาข้อมูลสถานการณ์ปัญหาจากหน่วยงานหรือพ้ืนที่ท่ีจะทาโครงการมาแจกแจงให้ผู้
พจิ ารณาโครงการเกิดความเข้าใจชดั เจนข้นึ

๒.๓ วัตถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของโครงการ เป็นการบอกจดุ หมายในการทาโครงการ และผล
ที่จะเกดิ ข้นึ จากการทาโครงการ คาวา่ วตั ถปุ ระสงค์ และเป้าหมายมคี วามแตกต่างกนั ดังนี้

วัตถุประสงค์ หมายถงึ สภาพท่ีจะทาใหเ้ กิดขึน้ ให้ได้ในชว่ งการทาโครงการ และเปน็ ข้ันตอน
หนึง่ ของการไปใหถ้ งึ เป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมายของโครงการ หมายถึง สภาพที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคตที่ไกลกว่าเมื่อโครงการ
จบลง รบั ปากไมไ่ ดว้ า่ จะเกดิ ไดภ้ ายในระยะเวลาโครงการแต่เป็นทิศทางที่ตอ้ งไปให้ถงึ การเขียนเปา้ หมายต้อง
ชดั เจน สามารถระบุผลที่จะเกดิ ขน้ึ หลงั โครงการจานวนเทา่ ไร กลุ่มเป้าหมายมใี ครบ้าง

๒.๔ กิจกรรม และกระบวนการดาเนินงาน เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายตามข้อ ๒.๓ ให้ระบุว่า จะทา
อะไรบ้าง แตล่ ะกจิ กรรมมขี ้นั ตอนและกลวิธีท่ีจะทาใหส้ าเร็จส่เู ป้าหมายอยา่ งไร รวมทงั้ กจิ กรรมทัง้ หมดมีความ
เก่ียวข้องสนับสนุนกันอย่างไร กิจกรรมที่ดีต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่จริงในพื้นท่ี
โครงการ ควรจะเปน็ กจิ กรรมทไ่ี มเ่ ลอ่ื นลอยสวยหรูเกินกวา่ จะทาได้จรงิ ควรเกดิ จากความคดิ ความรว่ มแรงร่วม
ใจจากผู้เกยี่ วข้อง และผูท้ ่เี ปน็ กลุม่ เปา้ หมายเอง

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๙๑

๒.๕ กลุ่มเป้าหมาย พ้ืนที่ดาเนินงาน และระยะเวลาดาเนนิ งาน อธิบายให้ชัดเจนวา่ โครงการนี้
จะทาที่ไหน เร่ิมต้นในช่วงเวลาใดและจบลงเมื่อไร ใครคือกลุ่มเป้าหมายของโครงการ หากกลุ่มเป้าหมายมี
หลายกลุ่ม ให้บอกชัดลงไปว่าใครคอื กล่มุ เป้าหมายหลกั ใครคือกลมุ่ เป้าหมายรอง

๒.๖ ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากโครงการจบลงโดยแยกให้
เห็นชัดเจนระหว่างผลท่ีเกิดโดยตรงทันทีท่ีส้ินสุดโครงการ และผลที่จะเกิดตามมาในระยะยาว ถ้าหากผู้เสนอ
โครงการแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ความเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากโครงการน้ีไม่ได้เป็นแค่ไฟไหม้ฟาง แต่จะเป็น
เช้อื ท่นี าสูก่ ารเปลีย่ นแปลงใหเ้ กดิ การสรา้ งสุขภาพตอ่ ไปอยา่ งต่อเน่ือง

๒.๗ องค์กรร่วมดาเนินงาน หรือ ภาคีดาเนินงาน ถ้ามีองค์กรร่วมดาเนินโครงการมากกว่าหน่ึง
องค์กร ต้องระบุชื่อให้ครบถ้วน และแจกแจงให้ชัดเจนด้วยวา่ องค์กรที่ร่วมโครงการแต่ละฝา่ ยจะเข้ามามสี ว่ น
ร่วมโครงการในส่วนใด ซง่ึ จะเปน็ ขอ้ มลู สะทอ้ นให้เหน็ วา่ โครงการจะประสบผลสาเรจ็ และเกิดผลต่อเนอ่ื ง

๒.๘ แผนปฏิบัติการ (Action plan) เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “ปฏิทินโครงการ” เป็นตารางที่
แจกแจงให้เห็นว่า ผู้ดาเนินโครงการวางแผนลงมือทากิจกรรมในช่วงดาเนินโครงการ ต้ังแต่เร่ิมต้นจนจบ
โครงการว่าแต่ละกิจกรรมจะเกดิ ขนึ้ เมอ่ื ไร โดยเรยี งลาดบั ตามช่วงเวลา

๒.๙ งบประมาณ และแหล่งที่มาของทุนดาเนินโครงการ เป็นส่วนที่แสดงยอดเงินงบประมาณ
พร้อมแจกแจงค่าใช้จ่ายในการดาเนินโครงการ หากมีแหล่งทุนหลายแห่งให้ข้อมูลที่โปร่งใสด้วย โดยระบุ
รายละเอียดอย่างชัดเจนว่ารับทุนจากแหล่ใดบ้าง จานวนเท่าไร และจากแต่ละแหล่งแบ่งสรรไปใช้กับ
งบประมาณสว่ นใด

๒.๑๐ การบริหารจัดการโครงการ เป็นการอธิบายให้ชัดเจนวา่ โครงการมีผู้ดาเนินการก่ีฝา่ ย แต่
ละฝ่ายมีบทบาท หน้าท่ี ความรบั ผดิ ชอบ อยา่ งไร และจะประสานงานในส่วนท่เี ก่ยี วขอ้ งอยา่ งไร

๒.๑๑ การติดตามประเมินผลโครงการ หลังเร่ิมดาเนินโครงการควรมีการติดตามประเมินผลว่า
แต่ละกิจกรรมของโครงการก่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากพบปัญหาก็จะสามารถแก้ไขได้ทันเวลา
ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งนาเสนอไว้ว่าจะติดตามประเมนิ ด้วยวธิ ใี ด ทงั้ ในข้ันตอนการดาเนินกิจกรรม และหลังจบโครงการ
แลว้ พรอ้ มทงั้ ระบุตวั ชว้ี ัดความสาเรจ็ ท้งั ในแง่ปรมิ าณและคณุ ภาพวา่ คืออะไร

๒.๑๒ รูปประวัติการทางานของคณะทางานหรือองค์กรผู้รับผิดชอบโครงการ หากท้าย
เอกสารได้แนบประวัติผลงานของผู้เสนอโครงการ และคณะผู้ดาเนินงานประกอบจะเป็นข้อมูลสาคัญส่วนหนง่ึ
ในการสรา้ งความนา่ เชอ่ื ถอื และการยอมรบั

๓. เขยี นโครงการตอ้ งใหน้ ่าอ่าน
หลักง่ายๆ แต่สาคัญในการเขียนโครงการให้น่าอ่าน และได้รับการพิจารณาอนุมัติจากกรรมการ

มีหวั ใจสาคัญ ดังนี้
ดา้ นเน้อื หา
ใช้ภาษากระชับ ใชป้ ระโยคสนั้ ๆ ไม่ซับซอ้ น ชดั เจนในเนอ้ื หาท่ตี อ้ งการสอ่ื สาร
ใช้คาง่าย ธรรมดา ตรงไปตรงมา พยายามหลีกเลี่ยงคาถามท่ีกากวม ซึ่งต้องแปลความอีกที
หนง่ึ หรอื อาจทาให้เข้าใจไม่ตรงกัน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๙๒

นาเสนออย่างมขี นั้ ตอน อ่านทบทวนใหแ้ นใ่ จวา่ ลาดบั เนื้อหาไวอ้ ยา่ งสอดคลอ้ งตอ่ เนื่องกนั
เล่าเร่ืองยากให้เข้าใจง่าย เน้ือหาส่วนใดมีความซับซ้อน ควรสรุปออกมาในรูปตาราง
ภาพประกอบ หรืออนื่ ๆ ให้เขา้ ใจได้งา่ ย

ด้านรปู แบบ
มรี ะเบยี บ เรยี งลาดับหัวข้อ ย่อหนา้ ให้ตอ่ เนือ่ งเหน็ เป็นหมวดหมชู่ ัดเจน
มีพ้ืนที่พักสายตาเว้นบรรทัด ช่องไฟตามมาตรฐานหลักการเขียน ใช้เครื่องหมายวรรคตอน

อย่างถกู ต้อง เวน้ ที่วา่ งบา้ งเพ่อื ให้ผ้อู า่ นสบายตา

ส่วนประกอบของโครงการ
ในการเขียนโครงการจาเป็นต้องเข้าใจส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งน้ี เพื่อให้การเขียนโครงการเป็นไป

ตามลาดบั ข้ันตอน มเี หตุผลน่าเชอ่ื ถอื และการเขยี นสว่ นประกอบของโครงการครบถ้วนช่วยใหก้ ารลงมือปฏิบัติ
ตามโครงการเปน็ ไปโดยราบร่นื รวดเรว็ และสมบรู ณ์ สว่ นประกอบของโครงการ จาแนกได้ ๓ สว่ น ดงั ต่อไปน้ี

๑. ส่วนนา หมายถึง ส่วนที่ให้ข้อมูลเบ้ืองต้นเก่ียวกับโครงการนั้น ๆ ส่วนนาของโครงการมุ่งตอบ
คาถามต่อไปนี้ คือ โครงการนั้นคือโครงการอะไร เก่ียวข้องกับใคร ใครเป็นผู้เสนอหรือดาเนินโครงการ
โครงการนน้ั มีความเป็นมา หรอื ความสาคัญอย่างไร ทาไมจงึ จัดโครงการนน้ั ขนึ้ มา และมวี ตั ถุประสงคอ์ ยา่ งไร
จะเห็นได้ว่า ความในส่วนนาต้องมีรายละเอียดเพียงพอท่ีจะให้ผู้อ่าน และผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจข้อมูลพื้นฐาน
ก่อนจะอ่านรายละเอยี ดในโครงการตอ่ ไป ส่วนนาของโครงการประกอบดว้ ยหวั ข้อต่อไปนี้

๑.๑ ชื่อโครงการ (Project Title)
๑.๒ โครงการหลัก (Main Project)
๑.๓ แผนงาน (Plan)
๑.๔ ผรู้ ับผดิ ชอบ หรือผู้ดาเนินโครงการ (Project Responsibility)
๑.๕ ลักษณะโครงการ (Project Characteristic)
๑.๖ หลกั การและเหตผุ ล (ความเป็นมาและความสาคญั ของโครงการ) (Reason for Project
Determination)
๑.๗ วัตถปุ ระสงค์ (Objectives)
การเขียนส่วนนาของโครงการต้องทาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ และเห็นความสาคัญของโครงการน้ัน
พร้อมตัดสินใจว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจหรือไม่ หากผู้อ่านเป็นกลุ่มบุคคลท่ีมีหน้าที่ต้องพิจารณาอนุมัติ หรือ
ให้การสนับสนุนก็อาจจะเกิดแนวคิดว่าจะให้ความช่วยเหลือโครงการนั้นแค่ไหน เพียงใด ก่อนท่ีจะอ่าน
รายละเอียดอ่ืน ๆ ต่อไป ดังนั้น ผู้เขียนโครงการต้องพิถีพิถันในการใช้ภาษาให้ถูกต้องชัดเจน รัดกุม และ
เหมาะสม โดยชแี้ จงเหตุผลสาคัญ ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งใหช้ ดั เจน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพอื่ การนาเสนองาน ๙๓

๒. ส่วนเน้ือความ หมายถึง สว่ นที่เป็นสาระสาคญั ของโครงการ ได้แก่ วธิ ีดาเนนิ การซ่ึงกล่าวถึงลาดับ
ขั้นตอนต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน รวมท้ังพื้นที่การปฏิบัติงาน ซึ่งครอบคลุมปริมาณ และคุณภาพ ตลอดจนการ
ดาเนนิ งานตาม วัน เวลา และสถานที่ ส่วนเนื้อความของโครงการประกอบดว้ ย หัวข้อต่อไปน้ี

๒.๑ เป้าหมายของโครงการ (Goal)
๒.๒ ขน้ั ตอนการดาเนนิ งาน (Work Procedure)
๒.๓ วัน เวลา และสถานทใ่ี นการดาเนนิ งาน (Duration and Place)
วิธีดาเนินการจัดเป็นหัวใจสาคัญของโครงการ ผู้เขียนต้องพยายามอย่างย่ิงท่ีจะไม่ทาให้ผู้อ่านเกิด
ความสับสน วิธีดาเนินการควรแยกอธิบายเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจนตามลาดับขั้นตอนการทางาน อาจทาแผนผัง
สรุปวิธดี าเนนิ การตาม วัน เวลา เพือ่ ความชัดเจนดว้ ยก็ได้
๓. ส่วนขยายความ หมายถงึ สว่ นประกอบทใ่ี ห้รายละเอียดอืน่ ๆ เกี่ยวกบั โครงการไดแ้ ก่ ประโยชน์
หรือผลท่ีคาดว่าจะได้รับงบประมาณดาเนินการ หรือแหล่งเงินทุนสนับสนุนตลอดจนการติดตามและ
ประเมินผล ส่วนขยายเนื้อความของโครงการ ประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
๓.๑ งบประมาณท่ีใช้ (Budgets)
๓.๒ การประเมนิ โครงการ (Project Evaluation)
๓.๓ ผลท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ (Benefits)
ในส่วนขยายความ อาจจะเพิ่มเติมผู้เสนอโครงการไว้ในตอนท้ายของโครงการ ในกรณีที่เป็นโครงการ
ท่ตี ้องเสนอผ่านตามลาดับขนั้ ตอน และผ้อู นุมตั ิโครงการลงนามในตอนท้ายสดุ ของโครงการ

ลกั ษณะของโครงการทดี่ ี
โครงการเป็นกิจกรรมท่ีจัดทาขึ้น เพ่ือการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการท่ดี ยี ่อมมีผลตอบแทนหนว่ ยงาน หรือองค์การอยา่ งคมุ้ ค่า ลักษณะของโครงการที่ดมี ดี งั ต่อไปน้ี
๑. สามารถแกป้ ัญหาองคก์ รหรือหน่วยงานได้
๒. มปี ระสิทธภิ าพและก่อใหเ้ กิดผลตอบแทนคุ้มค่า
๓. รายละเอยี ดของโครงการต้องสอดคล้อง และสัมพันธก์ นั
๔. วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายตอ้ งชดั เจน และมคี วามเป็นไดส้ งู
๕. สามารถสนองความตอ้ งการขององค์กรและหน่วยงานไดอ้ ยา่ งดี
๖. สามารถนาไปปฏิบัตไิ ด้สอดคลอ้ งกบั แผนงาน
๗. กาหนดข้นึ จากข้อมลู ทม่ี ีความเปน็ จริง และไดร้ ับการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
๘. ตอ้ งได้รับการสนบั สนุนดา้ นทรพั ยากรหรอื ค่าใช้จา่ ยอย่างเหมาะสม
๙. ตอ้ งมีระยะเวลาการดาเนินโครงการชัดเจน

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๙๔

ประเภทของโครงการ
โครงการแบ่งออกได้หลายประเภทตามความต้องการและความเหมาะสม ได้แก่ แบ่งตามระยะเวลา

เช่น โครงการระยะส้ัน โครงการระยะยาว หรอื แบง่ ตามความสาคญั เชน่ โครงการหลัก โครงการเสรมิ เปน็ ต้น
แต่ทน่ี ยิ มกันโดยทว่ั ไป มกั จะแบ่งประเภทของโครงการตามลักษณะของผเู้ สนอโครงการ ดงั ต่อไปน้ี

๑. โครงการที่เสนอโดยตัวบุคคล หมายถึง โครงการท่ีริเร่ิมข้ึนโดยบุคคลใดบุคคลหน่ึง ทั้งนี้อาจเป็น
ความคิดรเิ ร่มิ ของตัวผู้เขยี นโครงการเอง หรอื ได้รบั การมอบหมายจากผู้อื่น ให้เปน็ ผ้เู ขียนโครงการกไ็ ด้

๒. โครงการท่ีเสนอโดยกลุ่มบุคคล หมายถึง โครงการท่ีริเร่ิมข้ึนโดยบุคคลมากกว่า ๒ คนขึ้นไป ที่มี
ความเห็นพ้องต้องกันในวัตถุประสงค์ วิธีการ และมีเจตนาที่จะทางานร่วมกัน ซ่ึงส่วนประกอบของโครงการ
จะต้องได้รับการอภิปรายจนเป็นท่ีพอใจของกลุ่ม การเขียนโครงการโดยกลุ่มบุคคล มีผลดีเพราะนอกจากจะ
ได้รับประสบการณ์จากการเขียนโครงการแล้ว ยังได้มีการประชุม อภิปราย แสดงความคิดเห็น และการใช้
เหตผุ ลพรอ้ มกับการเรยี นรูว้ ิธีการทางานร่วมกันเปน็ หมู่คณะ ดงั นัน้ โครงการนาเสนอโดยกลุ่มบุคคลจึงมีความ
สมบรู ณ์ และรัดกุมมากกวา่ การเขยี นโครงการโดยตัวบคุ คล

๓. โครงการที่เสนอโดยหน่วยงาน หมายถึง โครงการที่อาจจะเริ่มโดยตัวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลก็ได้
แต่เป็นโครงการที่ดาเนินการในนามของหน่วยงาน ซ่ึงหมายความว่าทุกคนในหน่วยงานน้ันจะต้องเห็นด้วย
และร่วมกันรับผิดชอบ โครงการท่ีเสนอโดยหน่วยงานจึงจัดเป็นโครงการใหญ่ท่ีต้องประสานงาน และร่วมมือ
กันทกุ ฝ่าย นับว่าเป็นโครงการท่มี ีความสมบรู ณม์ ากกวา่ โครงการประเภทอนื่

การใช้ถ้อยคาสานวนในการเขียนโครงการ
ผู้เขียนโครงการต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเร่ืองการใช้ถ้อยคา สานวนภาษาเป็นอย่างดี เพราะ

โครงการจะบรรลุเป้าหมาย หรือประสบผลสาเร็จข้ึนอยู่กับการใช้ถ้อยคาภาษาเป็นสาคัญ ถ้าใช้ถ้อยคาภาษา
ถูกต้อง ชัดเจน สละสลวย ย่อมสื่อความหมายได้ง่าย และรวดเร็ว ดังนั้นผู้เขียนโครงการจึงต้องรู้จักเลือกใช้
ถ้อยคาทม่ี ีลกั ษณะดังต่อไปนี้

๑. ใช้ภาษาให้ถูกต้อง คือ ใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมายและเขียนให้ถูกต้องตามอักษรวิธี ทั้งตัว
พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ ตวั สะกด และการนั ต์

๒. ให้ภาษาให้กะทัดรัด คือ ใช้ถ้อยคากระชับ รัดกุม ไม่เย่ินเย้อ ยืดยาว ประหยัดถ้อยคา แต่ต้องได้
ใจความสมบรู ณ์

๓. ให้ภาษาให้ชัดเจน คือ ใช้ถ้อยคาทมี่ ีความหมายตรงไปตรงมา หรือตรงตามตัวทาให้ผรู้ บั สารเข้าใจ
ทันที ไมใ่ ชถ้ ้อยคาคลมุ เครือหรือกากวม

๔. ใช้ภาษาให้เหมาะสม คอื ใชภ้ าษาให้เหมาะสมกบั เนอื้ ความ หรือเหมาะสมกับกาลเทศะ
๕. ใชภ้ าษาให้สุภาพ คอื ใช้ภาษาเขยี นเป็นภาษาที่มีแบบแผน ไมใ่ ชภ้ าษาพูดในการเขียนโครงการ
๖. เขยี นวัตถปุ ระสงค์ นยิ มใช้คาและหลีกเล่ียงการใชค้ า ดังตารางตอ่ ไปน้ี

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๙๕

ตารางแสดงคาทค่ี วรใช้และคาที่ควรหลีกเลยี่ งในการเขยี นโครงการ

คาทีค่ วรใช้ คาทีค่ วรหลกี เลยี่ ง

เพอื่ กลา่ วถงึ เพ่อื เข้าใจถึง

เพอ่ื อธิบายถึง เพื่อทราบถงึ

เพ่อื พรรณาถงึ เพื่อคนุ้ เคยกับ

เพอ่ื เลอื กสรร เพอ่ื ซาบซึ้งใน

เพอื่ ระบุ เพื่อรูซ้ ้ึงถึง

เพื่อจาแนกแยกแยะ เพอ่ื สนใจใน

เพ่ือลาดบั หรอื เพอื่ แจกแจง เพื่อเคยชนิ กบั

เพื่อประเมิน เพื่อยอมรับใน

เพอ่ื สรา้ งเสรมิ เพ่ือเชอื่ ถือใน

เพอ่ื กาหนดรปู แบบ เพอ่ื สานกึ ใน

เพอ่ื แก้ปัญหา

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่ือการนาเสนองาน ๙๖

ภาคผนวก

๓๐๐๐-๑๑๐๓ ภาษาไทยเพ่อื การนาเสนองาน ๙๗


Click to View FlipBook Version