เอกสารประกอบการสอน
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563
วชิ า ทักษะภาษ๓า๐ไท๐ย๐เ๐ช–ิงว๑ิช๑า๐ช๑ีพ
เรียบเรียงโดย l นายสมชาย เอ่ยี มละมัย
การศึกษาบณั ฑิต (กศ.บ.) ภาษาไทย
ศิลปศาสตรบัณฑติ (ศศ.บ.) ภาษาไทย
วทิ ยาลัยอาชวี ศกึ ษาลพบรุ ี
สถาบันการอาชวี ศกึ ษาภาคกลาง 2
สานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ รหัสวิชา ๓๐0๐๐–๑๑๐1 นี้
ได้เรียบเรียงขึน้ อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลางของหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) พุทธศักราช ๒563 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนในการใช้
ประกอบการสอนของอาจารย์ที่มุ่งเนน้ ให้ผเู้ รียนมคี วามรู้ความเข้าใจในเน้ือหา
เอกสารเล่มนี้ ได้แบ่งเนื้อหาในการเรียนการสอนไว้ 9 หน่วย ประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับภาษากับการส่ือสาร การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมนิ คา่ สาร การพดู เพอ่ื การส่ือสารในงานอาชีพ
การเขียนบันทึก การเขียนรายงานเพื่อการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพ การเขียนจดหมายสมัครงาน การกรอก
แบบฟอรม์ เอกสารเพอื่ กิจธุระ การเขียนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และคุณธรรม จรยิ ธรรม ในการสอ่ื สาร
ทั้งนี้ ได้จัดทำ แบบฝึกหัด ใบงาน แบบทดสอบ เฉลย และสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ เพื่อให้
ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในสถานการณ์ต่าง ๆ มีทักษะการคิดและแก้ปัญหา และบูรณาการกับการทำงานตาม
สมรรถนะวชิ าชีพ ต่างๆ ตอ่ ไป
ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนนี้คงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียน
การสอนตามสมควร หากท่านที่นำไปใช้มีข้อเสนอแนะ ผู้เรียบเรียงยินดีรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อนำไป
ปรบั ปรงุ ใหส้ มบรู ณ์ย่ิงข้ึน
สมชาย เอีย่ มละมยั
5 พฤษภาคม ๒๕๖4
สารบัญ หนา้
1
เรอื่ ง 1
หน่วยท่ี 1 ความรู้เบื้องตน้ เกี่ยวกับภาษาไทยกบั การส่ือสาร 1
2
1.1 ความหมายของภาษา 3
1.2 ความสำคญั ของภาษาเพ่ือการสื่อสาร 4
1.3 ความหมายและองคป์ ระกอบของการส่ือสาร 5
1.4 ประเภทของภาษาเพื่อการส่ือสาร 10
๑.5 ระดับของภาษา 12
1.6 ขอ้ ควรระวังในการใชภ้ าษาเพื่อการส่ือสาร 14
แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 1 14
แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 1 15
หน่วยท่ี 2 การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคา่ สาร 16
2.1 การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และการประเมนิ ค่าสาร 19
2.2 หลกั การอ่านขา่ ว บทความ โฆษณา จากสอื่ ต่าง ๆ 19
2.3 ขน้ั ตอนในการวิเคราะห์สาร 20
2.4 ประเภทของสารในชีวิตประจำวนั และงานอาชีพ 20
2.5 จุดม่งุ หมายในการรับสารจากสอ่ื ต่าง ๆ 20
2.6 หลักการรบั สารจากส่ือต่าง ๆ 21
2.7 ประเภทของสือ่ 24
2.8 การประเมินคา่ สาร 26
แบบฝึกหัดหน่วยท่ี 2 26
แบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยท่ี 2 27
หน่วยท่ี 3 การพดู เพือ่ การสื่อสารในงานอาชพี 28
3.1 ความหมายและความสำคญั ของพูด 42
3.2 ความมุง่ หมายและองคป์ ระกอบของการพูด 43
3.3 การพดู ประเภทต่าง ๆ ในงานอาชพี 45
แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 3 45
แบบทดสอบหลังเรียนหนว่ ยท่ี 3 45
หน่วยที่ 4 การเขียนบันทกึ 46
4.1 ความหมายของการเขยี นบนั ทึก 50
4.2 หลกั การเขยี นบนั ทึกและวธิ ีเขยี นบนั ทกึ 51
4.3 รูปแบบของการเขยี นบันทกึ 52
4.4 ส่วนประกอบของการเขียนบันทกึ
แบบฝึกหัดหน่วยที่ 4
แบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยที่ 4
สารบญั (ต่อ) หน้า
54
เร่อื ง 54
หน่วยท่ี 5 การเขียนรายงานเพ่อื การปฏบิ ตั ิงานเชงิ วชิ าชีพ 54
54
5.1 ความหมายของการเขยี นรายงาน 67
5.2 ความสำคญั ของรายงาน 69
5.3 ประเภทของรายงาน 70
แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 5 70
แบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยท่ี 5 71
หน่วยที่ 6 การเขยี นจดหมายสมคั รงาน 72
6.1 ส่วนประกอบของการเขียนจดหมายสมคั รงาน 72
6.2 หลกั การเขียนจดหมายสมัครงาน 79
6.3 ประเภทของจดหมายสมัครงาน 82
6.4 กลวธิ กี ารเขยี นจดหมายสมัครงาน 84
แบบฝกึ หดั หน่วยท่ี 6 84
แบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยท่ี 6 84
หน่วยท่ี 7 การกรอกแบบฟอร์มเอกสารเพื่อกจิ ธุระ 85
7.1 ความหมายของการกรอกแบบฟอรม์ 85
7.2 คณุ สมบตั ขิ องผ้กู รอกแบบฟอร์ม 82
7.3 ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นการกรอกแบบฟอร์ม 86
7.4 องค์ประกอบสำคัญในการกรอกแบบฟอรม์ 92
7.5 คุณสมบัติทด่ี ขี องผ้นู ำเสนอผลงาน 93
7.6 ประเภทของแบบฟอร์ม 95
แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 7 95
แบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 7 98
หนว่ ยท่ี 8 การเขยี นโฆษณาและประชาสัมพนั ธ์ 102
8.1 การเขยี นโฆษณา 103
8.2 การเขียนประชาสัมพนั ธ์ 105
8.3 เครอ่ื งมอื สื่อสารที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพนั ธ์ 107
แบบฝกึ หดั หน่วยที่ 8 107
แบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยที่ 8 107
หนว่ ยที่ 9 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ในการสอ่ื สาร 109
9.1 คุณธรรม จริยธรรมกบั การสือ่ สาร 110
9.2 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการพูดเพื่อการสือ่ สาร 112
9.3 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการเขยี นเพ่ือการสื่อสาร 114
9.4 การใช้ภาษาเพอื่ การส่อื สารอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม 116
แบบฝกึ หัดหน่วยที่ 9
แบบทดสอบหลงั เรยี นหน่วยท่ี 9
บรรณานุกรม
หนว่ ยที่ ๑
ความรู้เบือ้ งต้นเกยี่ วกบั ภาษาไทยกับการส่ือสาร
ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติทแี่ สดงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยจึงควรใช้ภาษาไทยให้ถกู ต้องและ
มีศิลปะ ในการสื่อสารทุกครั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษาไทย เพื่อความเข้าใจ
ในการสือ่ สาร ไม่ว่าจะเปน็ การใช้ถอ้ ยคำ สำนวน และระดบั ของภาษา รวมถึงมารยาทและคุณธรรมจึงจะทำให้
การสื่อสารเกิดประสทิ ธิภาพและบรรลุวัตถุประสงคใ์ นการสอื่ สาร
๑.๑ ความหมายของภาษา
คําว่า ภาษา มาจากคําว่า “ภาษ” แปลว่า พูด บอก กล่าว มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมาย
ของภาษาไวห้ ลายความหมาย
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2544 (2554 : 868) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า ภาษา
ไว้วา่ ภาษา น. เสยี งหรอื กริ ยิ าอาการซงึ่ ทำความเขา้ ใจซงึ่ กนั และกนั ได้ คำพูด, ถ้อยคำทใ่ี ช้พดู จากนั
วิจินตน์ ภาณุพงศ์ (๒๕๒๒ : ๖) สรุปนิยามของภาษาไว้ว่า ภาษาคือเสียงพูดที่มีระเบียบ และมี
ความหมาย ซึ่งมนษุ ยใ์ ช้เปน็ เคร่ืองมือสำหรบั ส่ือสาร ความคิด ความรสู้ กึ ความตอ้ งการ และใชใ้ นการประกอบ
กิจกรรมรว่ มกัน
ปรีชา ข้างขวัญยืน (๒๕๑๗ : ๓) ให้ความหมายของภาษาว่า ภาษา คือ ระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้
เปน็ เคร่ืองมือสง่ ความคิดถึงกนั และกัน
นววรรณ พันธุเมธา (๒๕๔๔ : ๒๖๙-๒๗๐) ให้ความหมายไว้ว่า ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์ที่มนษุ ย์ใช้
ในการติดต่อสื่อสาร เช่น นักภาษาศาสตร์สนใจศึกษาภาษา ; ระบบสัญลักษณ์ที่บุคคลกลุ่มหนึ่งใช้ในการ
ติดตอ่ สื่อสาร เชน่ เขาพูดได้หลายภาษา
อาจสรุปได้ว่า ภาษา คือ ถ้อยคำที่มนุษย์ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อสารความหมาย ทุกภาษาจะมี
ภาษาพูดก่อนภาษาเขียน หรือบางภาษาไม่มีภาษาเขียน นักภาษาศาสตรพ์ บว่ามนุษย์มีภาษาพูดประมาณ
๓,0๐๐ ภาษา ในขณะทม่ี ภี าษาเขยี นเพยี ง ๔0๐ ภาษาเท่าน้ัน
๑.๒ ความสำคญั ของภาษาเพ่อื การสื่อสาร
นอกจากมนุษยจ์ ะใช้ภาษาเปน็ เคร่ืองมือสื่อความรู้ และความรูส้ ึกนึกคิดแลว้ ภาษายงั แสดงวัฒนธรรม
เป็นเอกลกั ษณ์ประจำชาติ เปน็ เครอ่ื งหมายแสดงความเป็นชาติ เราโชคดที ี่มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือไทย
เป็นตัวหนังสือประจำชาติ เป็นสื่อแสดงว่าชาติไทยมีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณกาล เรามีทั้งภาษาพูดและ
ภาษาเขยี น ภาษาไทยจงึ มีความสำคญั พอสรุปได้ดังน้ี
1.2.1 ภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและปลูกฝังคุณธรรม วรรณคดีและ
วรรณกรรมสะท้อนให้เห็นลกั ษณะสงั คม ประเพณี ความเชอื่ ทศั นคติ คา่ นยิ มการประกอบพิธกี รรม การละเลน่
วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของแต่ละซนชาติ สิ่งเหล่านี้บรรพบุรุษบันทึกไว้ในวรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่ง
ถ่ายทอดมาร่นุ ตอ่ รนุ่ โดยใชภ้ าษาเปน็ สือ่
1.2.2 ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้คนในสังคมเดียวกันเข้าใจกัน จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุด
ของภาษาก็คือใชใ้ นการติดต่อสื่อสาร สงั คมย่งิ มขี นาดใหญม่ ากขึน้ เพยี งใด ภาษาก็ยังจำเป็นสำหรับการสื่อสาร
มากขึ้นเพียงนั้น วิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์นับเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยใน
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 1
ปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่สื่อมวลชนเหล่านี้นอกจากจะให้คุณกับสังคมแล้ว ยังให้โทษอีกด้วย ตัวอย่างเช่น
สื่อมวลชนเป็นตัวอย่างของการใช้ภาษาที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน มีการโฆษณาชวนเชื่อให้หลงผิด มีการ
นำเสนอเนือ้ หาที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง มีการเสนอเรื่องลามกอนาจาร ดังนั้นผู้รับสารจะตอ้ งใช้วจิ ารณญาณ
ในการรบั สารผ่านส่ือเหล่าน้ีดว้ ย การคิดไตร่ตรองอย่างมเี หตุมผี ลจึงจะชว่ ยให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม
ได้อย่างมคี วามสขุ
1.2.3 ภาษาเป็นเครอ่ื งมอื ในการประกอบอาชพี ไม่ว่าจะประกอบอาชพี ใดท่ตี ้องมีการตดิ ต่อกับผู้อื่น
ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาในการสื่อความหมายตลอดเวลา เช่น ครูต้องใช้ภาษาในการสอนหนังสือ ทนายความ
ตอ้ งใช้ภาษาในการว่าความ นักธรุ กิจ พอ่ คา้ แม่ค้า ตอ้ งใช้ภาษาในการเจรจาการค้าและซ้ือขายต่อรองกัน หาก
รู้จักใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ในทางตรงข้าม ถ้าผู้ใช้
ภาษาขาดความระมัดระวัง ขาดทักษะในการใช้ภาษาแล้ว ภาษาอาจทำลายความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การ
งานได้เชน่ กนั
1.2.4 ภาษาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ภาษาเป็นสื่อสำคัญในการปกครองและการบริหาร
ราชการแผ่นดินของรฐั บาล ไมว่ ่าจะเปน็ การแถลงนโยบาย การประชมุ สภา การออกกฎหมาย ล้วนแลว้ แต่ต้อง
ใชภ้ าษาทั้งสน้ิ
1.2.5 ภาษาเป็นเครื่องมือในการศึกษาเล่าเรียน ความสามารถในการใช้ทักษะการฟัง การพูด
การอ่าน และการเขียนจะชว่ ยใหเ้ รยี นรวู้ ิชาการตา่ ง ๆ ไดด้ ีย่ิงขึ้น
๑.๓ ความหมายและองค์ประกอบของการสื่อสาร
การสื่อสารหรือ Communication มาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า Communis หมายถึง
ความเหมือนกนั หรือรว่ มกนั
การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ความรู้
ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด
การเขียน สัญลกั ษณ์อ่ืนใด การแสดงหรอื การจัดกจิ กรรมตา่ ง ๆ ไปยงั ผ้รู บั สาร ซง่ึ อาจจะใชก้ ระบวนการสื่อสาร
ที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิด
การรบั รู้รว่ มกันและมปี ฏกิ ริ ิยาตอบสนองตอ่ กนั บรบิ ททางการสอื่ สารทีเ่ หมาะสมเปน็
ปัจจยั สำคญั ทจ่ี ะชว่ ยให้การส่อื สารสมั ฤทธ์ผิ ลประกอบด้วย 4 ปัจจยั ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
๑. ผู้ส่งสาร (Sender) คือ ผู้ส่งสารได้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้เริ่มต้นการติดต่อสื่อสาร
ผ้สู ่งสารท่ีดีจะต้องมีจดุ ประสงคใ์ นการสง่ สาร มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องท่ตี ้องการสื่อสารอย่างถ่องแท้ เข้าใจ
ความพรอ้ มความสามารถของผู้รบั สารและเลอื กใชก้ ลวิธีส่ือสารอยา่ งเหมาะสม
๒. ผู้รับสาร (Receiver) คือ ผู้รับสารได้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รับรู้ข้อมูลจากผู้ส่งสาร
ทำความเข้าใจกับข้อมูลท่ีได้รับและมีปฏิกิริยาตอบสนอง ผูร้ บั สารที่ดีจะต้องมีจดุ ประสงค์ในการรับสาร พร้อม
รบั ขา่ วสารต่าง ๆ อย่างมสี ติและสมาธิ รวมถงึ มปี ฏกิ ิริยาตอบสนองตอ่ ผู้ส่งสาร
๓. สาร (Message) คือ เรื่องราวที่มีความหมายอาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้ ความคิด
ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ ซงึ่ ถ่ายทอดจากผสู้ ่งสารไปยังผู้รบั สารให้ได้รับรู้ อาจแสดงออกมาโดยอาศัยภาษา
หรือสญั ลักษณ์ ทีส่ ามารถทำใหเ้ กิดการรบั รูร้ ว่ มกนั ได้
๔. สื่อหรือช่องทาง (Media or Channel) เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงสารจากผู้ส่งสารไปยัง
ผูร้ ับสาร การสอ่ื สารแตล่ ะครั้งผสู้ ื่อสารจะต้องใช้ภาษาท้ังวัจนภาษาและอวจั นภาษาเป็นส่ือกลางในการสื่อสาร
เชน่ สอ่ื ธรรมชาติ สื่อบคุ คล ส่ือส่ิงพมิ พ์ สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เปน็ ต้น
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 2
นอกจากองค์ประกอบของการสื่อสารที่กล่าวข้างต้น ยังมีองค์ประกอบที่มักพบในการสื่อสาร นั่นคือ
ปฏิกริ ยิ าตอบสนอง
ปฏิกิริยาตอบสนอง (Feedback) ปฏิกิริยาตอบสนองหรือผลของการสื่อสาร หมายถึง การที่
ผู้รับสารมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้ส่งสารโดยวิธีการใดวธิ กี ารหนึง่ การสื่อสารแต่ละคร้ังจะประสบความสำเร็จ
หรือล้มเหลว ผู้สื่อสารจะสังเกตได้จากปฏิกิริยาตอบสนองของผู้รับสารว่า ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร
หรอื ไม่ การสื่อสารแต่ละคร้ังจะประสบความสำเร็จไดง้ า่ ยหากจดุ ประสงค์การสอื่ สารของผู้ส่ือสารตรงกนั
ภาพท่ี 1 กระบวนการส่ือสาร
๑.๔ ประเภทของภาษาเพอ่ื การสอื่ สาร
การแบง่ ประเภทของภาษาในการสอ่ื สาร จำแนกตามวิธกี ารแสดงออกได้ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่
๑. วัจนภาษา (Verbal language) คือ ภาษาที่ใช้ตัวอักษรเป็นสัญลักษณ์ หรือภาษาพูดที่ออก
เสียงเป็นถ้อยคาํ หรอื เปน็ ประโยคทม่ี ีความหมายสามารถเข้าใจได้
๒. อวัจนภาษา (Non-Verbal language) คือ ภาษาที่ใช้ท่าทาง หรือภาษาที่ไม่ออกเสียงเป็น
ถ้อยคํา แต่มีความหมายแฝงที่สามารถสื่อสารได้ เช่น นํ้าเสียง การเน้นเสียง จังหวะของการพูดและการหยุด
พูด และยังหมายความถึง กิริยาท่าทาง การเคลื่อนไหว การใช้สีหน้าหรือสายตา และยังรวมถึงสื่ออื่น ๆ ท่ี
เกีย่ วข้องกบั การแปลความหมายของมนษุ ย์ มี ๗ ประเภท ไดแ้ ก่
๒.๑ เทศภาษา อวัจนภาษาทร่ี ับรไู้ ด้จากระยะห่างระหว่างบคุ คลและสถานทีท่ ่ีใช้ในการส่ือสาร
กัน เชน่ การโนม้ ตัวเดนิ ผ่านผใู้ หญ่ใหห้ า่ งมากท่ีสดุ เพอื่ แสดงความมีสัมมาคารวะ
๒.๒ กาลภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากชว่ งเวลาในการสื่อสาร เช่น นักศึกษาเข้าเรียนตรงเวลา
แสดงถงึ ความต้งั ใจ เอาใจใส่ และใหเ้ กียรตผิ ู้สอน
๒.๓ เนตรภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากสายตา เพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น การหลบ
สายตาเพราะกลวั หรอื เขินอาย หรือมีความผดิ ไมก่ ล้าสูห้ นา้
๒.๔ สัมผัสภาษา อวจั นภาษาทีร่ ับรู้จากการสัมผัส เชน่ การโอบกอด การจับมือ
๒.๕ อาการภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้จากการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การไหว้ การยิ้ม
การเมม้ ปาก การนั่งไขว่ห้าง การยืนเคารพธงชาติ
๒.๖ วัตถุภาษา อวันภาษาที่รับรู้จากการเลือกใช้วัตถุเพื่อสื่อความหมาย เช่น เครื่องประดับ
การแตง่ บ้าน การมอบดอกไม้ การด์ อวยพร
๒.๗ ปริภาษา อวัจนภาษาที่รับรู้ได้จากการใช้น้ำเสียงแสดงออกพร้อมกับถ้อยคำนั้น ทำให้
สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยเน้นให้เห็นถึงเจตนา หรือลักษณะของผู้ส่งสารว่า
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชพี (30000-1101) 3
พอใจ โกรธ ฯลฯ เช่น ความเร็ว จังหวะ การเน้นเสียง ลากเสียง ความดัง ความทุ้มแหลม ในกรณีของภาษา
เขียนอวัจนภาษาท่ีปรากฏไดแ้ ก่ ลายมือ การเว้นวรรคตอน การยอ่ หนา้ ขนาดตวั อักษร ฯลฯ
๑.๕ ระดับของภาษา
ภาษานอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารความรู้ ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติแล้ว ยังใช้สร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มนุษย์ใช้ภาษาโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน โอกาส กาลเทศะ และ
ประชมุ ชน ภาษาจงึ มีลกั ษณะแตกต่างกันเปน็ หลายระดบั เพ่อื ใชใ้ หส้ มั ฤทธผิ์ ลสมความมุ่งหมาย
ระดับของภาษา หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำและการเรียบเรียงถ้อยคำที่ใช้โดยพิจารณาตาม
โอกาส กาลเทศะ หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สื่อสาร รวมถึงเนื้อหาที่สื่อสาร ภาษาอาจแบ่งเป็น
๓ ระดับ ดงั น้ี
๑.๕.๑ ภาษาระดับทางการ เปน็ ภาษาท่มี ีลกั ษณะเป็นแบบแผนและมมี าตรฐานในการใช้ ดังน้ี
❖ คำท่ีใชใ้ นวงราชการเชน่ เน่ืองด้วย เนือ่ งจาก ตามท่ี เสนอ พจิ ารณา อนมุ ตั ิ เพอ่ื โปรดทราบ
ขอความอนเุ คราะห์
❖ คำทใ่ี ช้ในวงการศึกษา เช่น แนวคดิ บูรณาการ สาระสำคัญ นเิ ทศ ความคิดรวบยอด
มโนทศั น์ เจตคติ สงั กัป กระสวน
❖ คำราชาศัพท์ เชน่ เสวย บรรทม ประสตู ิ ประชวร หมายกำหนดการ พระราชหัตถเลขา
กระแสพระราชดำรัส พระราชทาน พระราชอาคนั ตกุ ะ
❖ คำสุภาพ เช่น รับประทาน ทราบ ศีรษะ ข้าพเจา้ บดิ า มารดา
การใช้ภาษาระดับทางการใช้ในการเขียนตำรา แบบเรียน หนังสือราชการ คำสั่ง สารคดี
บทความทางวิชาการ หรอื ใชใ้ นการเขยี นตอบขอ้ สอบ
๑.๕.๒ ภาษาระดบั ก่ึงทางการ เป็นภาษาท่ีใช้อยา่ งไม่เป็นแบบแผนหรือไม่เป็นพธิ ีรตี อง ดงั นี้
❖ คำทีใ่ ชใ้ นภาษาโฆษณา เชน่ ชีวิตดีไซนไ์ ด้ อาณาจกั รใหญใ่ จกลางเมือง
❖ คำทใ่ี ช้ในภาษาส่ือมวลชน เช่น นกั หวดลูกขนไก่ เทกระจาด ไขกอ๊ ก สาดกระสุน
ฮ.ตำรวจดง่ิ โรงงานวอด
❖ คำเฉพาะกลมุ่ เช่น วงการกฬี า กลมุ่ วยั ร่นุ ทหาร แพทย์ ชา่ ง
การใชภ้ าษาระดับกึ่งทางการใช้ในการสนทนากับบุคคลที่ไม่ค้นุ เคยมาก่อน การแนะนำบุคคล
หรือการสัมภาษณอ์ ย่างไม่เป็นทางการ การอภปิ ราย
๑.๕.๓ ภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาท่ีไม่ได้มาตรฐาน ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง
เหมาะสม
❖ คำตลาดหรือภาษาปาก เช่น ผวั เมยี รถมอไซค์ กนิ ข้าว ในหลวง
❖ คำภาษาถิน่ เช่น มว่ นช่นื แซบอหี ลี หนั (หมุน) กระแป้ง
❖ คำสแลงหรอื คำคะนอง เชน่ เริด่ กิก๊ ฟิน ลลั้ ลา วืด มโน เงบิ มว๊าก
❖ คำหยาบหรือคำต่ำ เช่น คำด่า คำสบถ คำหยาบคาย
❖ คำโบราณทปี่ ัจจบุ นั เลิกใชแ้ ล้ว เช่น เผอื เขอื ศรี ษะแหวน
การใช้ภาษาระดับไม่เป็นทางการใช้ในการพูดจาในหมูค่ นคุ้นเคย สนิทสนม เป็นการล้อเลยี น
เสยี ดสี ประชดประชนั หรือตลกขบขนั
วชิ าทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 4
แม้ว่าภาษาจะเป็นออกเป็น ๓ ระดับ แต่บางครั้งการสื่อสารอาจมีการใช้ระดับภาษาที่คาบ
เก่ียวกัน การเลือกใช้ภาษาจึงควรเลือกใหเ้ หมาะสมกับกาลเทศะ จงึ จะสามารถใชภ้ าษาในการส่ือสารได้อย่าง
มปี ระสทิ ธภิ าพ
๑.๖ ข้อควรระวงั ในการใช้ภาษาเพอ่ื การสอ่ื สาร
การใช้ภาษาเพอื่ การสื่อสารในปัจจบุ ัน มขี ้อควรระวังดงั นี้
1.6.1 ใช้คําให้ถกู ตอ้ งตามความหมาย
ในการสื่อสารไม่ควรใช้คําผิดความหมาย ก่อนเลือกใช้คําควรศึกษาความหมายของคําให้
เขา้ ใจถอ่ งแท้และพิจารณาใหร้ อบคอบวา่ เม่ือใดควรจะใช้คาํ ใด คํานั้น ๆ ให้ความหมายไว้อย่างไร ถ้าไม่แน่ใจก็
ควรเปิดพจนานกุ รมดู เมื่อเขา้ ใจความหมายของคาํ และระมัดระวงั การใชค้ าํ กจ็ ะทําใหส้ ามารถสื่อสารได้ตามที่
ตอ้ งการ
ตัวอย่าง การใชค้ ำผิดความหมาย
❖ เขาเดนิ อยคู่ นเดียวในท่มี ืดและรสู้ ึกเยอื กเย็นข้ึนมาอย่างประหลาด
ควรใช้คำวา่ เย็นเยือก (เยอื กเยน็ หมายถงึ อารมณ์เย็น, ไมโ่ กรธงา่ ยเยน็ เยือก หมายถงึ หนาวเยน็
เขา้ หัวใจ)
❖ คืนนีไ้ มม่ ผี ชู้ ายอยใู่ นบา้ นเลย ควรปิดประตใู ห้หนาแนน่
ควรใชค้ ำว่า แนน่ หนา (หนาแน่น หมายถึง คบั ค่งั มากแน่นหนา หมายถงึ มนั่ คง, เปน็ ปกี แผน่ )
❖ วัยรุ่นที่ยิงกันถกู กกั ขังอยูใ่ นสถานพนิ จิ
ควรใช้คำวา่ กักกนั (กักขงั หมายถึง เกบ็ ตวั ไว/้ บงั คับให้อยใู่ นสถานท่อี ันจำกัด
กักกัน หมายถงึ กำหนดเขตให้อยเู่ พือ่ ดดั นิสัย)
❖ ตำรวจสอบสวนหาสาเหตุการตายขอิงทนายสมชาย
ควรใชค้ ำว่า สบื สวน (สอบสวน หมายถงึ ตรวจ ไล่เลยี ง ไตรต่ รองเพอ่ื เอาความจริง
สืบสวน หมายถึง เสาะหา ทบทวนไปมา)
❖ ตำรวจตง้ั ด่านตรวจสอบรถในช่วงวันสงกรานต์บนถนนทกุ สาย
ควรใช้คำว่า ตรวจตรา (ตรวจสอบ หมายถึง ดูแลพจิ ารณาให้ถ่ถี ้วน เม่ือมีข้อสงสยั หรือมี
ความผิดปกติ สว่ นตรวจตรา หมายถึง ดแู ลใหเ้ กิดความเรยี บรอ้ ย)
❖ นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ กยศ. ได้รับการผ่อนปรนการลงทะเบียนหลังจากทราบข่าวว่ารัฐบาล
อนมุ ตั ิเงินกู้ยมื เรียนให้ในเดือนหน้า
ควรใช้คำวา่ ผอ่ นผัน (ผ่อนปรน หมายถงึ แบง่ หนักให้เป็นเบา เอาไปทีละนอ้ ย สว่ นผ่อนผัน
หมายถงึ ลดหยอ่ นลงใหช้ ้ากวา่ เดมิ )
ตัวอย่าง คำทีม่ ักใช้ผดิ ความหมาย
สวัสดภิ าพ หมายถึง ความปลอดภัย
ส่งิ ท่ีนายจา้ งให้ลกู จา้ ง
สวสั ดิการ หมายถึง
ทำอะไรไมเ่ ป็นชิ้นเป็นอนั
จับจด หมายถงึ ไมเ่ อาการเอางาน
หยิบหย่ง หมายถึง ความสามารถของรา่ งกาย
ความสามารถในการทำงาน หรอื ใชก้ บั เคร่ืองจักร
สมรรถภาพ หมายถึง
ประสิทธิภาพ หมายถงึ
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 5
ฟงุ้ , อบอวล หมายถึง การแพร่กระจายของกลนิ่ หอม
คลุง้ , ตลบ หมายถึง การแพร่กระจายของกลน่ิ เหมน็
รนุ่ กระทง หมายถึง ผู้ชายวยั รุน่
วัยกระเตาะ หมายถึง ผหู้ ญิงวัยรนุ่
งัวเงีย หมายถึง อาการเพิ่งตนื่
ง่วงนอน หมายถึง อาการง่วงกำลังจะนอน
ฟบุ หนา้ หมายถงึ กริ ิยาอาการเหนอ่ื ย
ซบหนา้ หมายถงึ กริ ยิ าอาการรอ้ งไห้
1.6.2 การใช้ศพั ท์สำนวนให้เหมาะสมกับกาลเทศะหรือโอกาส
การติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานราชการหรือสือ่ สารกับสาธารณชนโดยผา่ นสื่อมวลชน ควรใช้
สำนวนภาษาระดับทางการ ซึ่งได้แก่ ภาษาราชการหรือภาษาแบบแผน การติดต่อสื่อสารธุรกิจ ที่เป็น
กิจจะลักษณะทั้งบุคคลในวงการและนอกวงการธุรกิจควรใช้สำนวนภาษาระดับกึ่งทางการ ซึ่งได้แก่ ภาษา
สุภาพหรือภาษากึ่งแบบแผน ส่วนการติดต่อสื่อสารเรื่องทั่วไป ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน เรื่อง
สว่ นตัวควรใช้สำนวนภาษาระดับไม่เป็นทางการหรือเป็นกันเอง ซึง่ ไดแ้ ก่ ภาษา ตวั อยา่ ง การใชศ้ ัพท์สำนวนใน
การตดิ ต่อสือ่ สารตามโอกาสต่าง ๆ
ภาษาระดบั ทางการ ภาษาระดับก่งึ ทางการ ภาษาระดบั ไม่เป็นทางการ
ขา้ พเจ้า กระผม, ดิฉัน ผม หนู กู มงึ
ชำระเงนิ จ่ายเงนิ จา่ ยตังค์
รถมอเตอร์ไซค์ รถเครอ่ื ง
รถจักรยานยนต์ คอนโดมิเนยี ม คอนโด
อาคารชุด มีผวั , มเี มยี
แต่งงาน, ออกเรือน
สมรส, วิวาห,์ มงคลสมรส
1.6.3 การใช้ศพั ท์สาํ นวนให้เหมาะสมกับระดบั ฐานะบุคคล
ในการติดต่อสื่อสารด้านธุรกิจกับบุคคลต่าง ๆ ทั้งในและนอกองค์การ ผู้ส่งสารควรใช้ศัพท์
สํานวนให้ถูกต้องเหมาะสมกับระดับฐานะของผู้รับสาร โดยอาจพิจารณาจากชาติวุฒิ คุณวุฒิ ฐานะ ตําแหน่ง
ทางสังคม หน้าที่การงาน เพศ อาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลนั้น ๆ เพื่อเป็นการยกย่อง ให้เกียรติแก่
กนั อีกทงั้ จะไดช้ ่วยอนรุ ักษ์มรดกวัฒนธรรมทางภาษาที่ดงี ามของชาตเิ ราไว้สืบไป
ตัวอยา่ ง การใชศ้ พั ท์สำนวนที่ไมเ่ หมาะสมกบั ระดับฐานะของบุคคล
❖ ประธานนกั ศกึ ษากำลงั หม่ำข้าวอยู่ในห้องกจิ กรรม ตวั แทนผู้ปกครองก็โชย้ อยู่หลังห้องประชุม
(หม่ำ แปลว่า กิน ควรใช้กับเด็กเล็ก โช้ย แปลว่า กิน เป็นคำสแลงใช้กันในกลุ่มวัยรุ่น ทั้งสองประโยค
ควรใชค้ ำว่า รบั ประทาน จะเหมาะสมทสี่ ุด)
1.6.4 การใชค้ ำสำนวนภาษาต่างประเทศโดยไม่จำเป็น
ในปัจจุบันการใชค้ ำสำนวนภาษาตา่ งประเทศกลายเปน็ ค่านิยมของคนไทยจำนวนไมน่ ้อย
ทง้ั ๆ ท่ีคำเหล่าน้นั สามารถใช้ภาษาไทยแทนได้ ดงั นัน้ จงึ ควรหลีกเล่ียงการใชค้ ำสำนวนภาษาตา่ งประเทศ
ตวั อย่าง การใช้คำสำนวนภาษาองั กฤษปะปนอยใู่ นประโยคภาษาไทย
❖ Okay ผมเหน็ ดว้ ยกับ Idea ของคณุ แต่ Model ท่คี ุณ Present นน้ั ผมวา่ มนั Impossible
ควรใช้คำไทยแทนวา่ ตกลงผมเหน็ ด้วยกับความคดิ ของคุณแตแ่ บบที่คุณเสนอนนั้ ผมวา่ มันเป็นไปไมไ่ ด้
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชีพ (30000-1101) 6
❖ ผมบอกผสู้ ่งออกแลว้ ว่าจะจดั Fight rate ให้ เพ่ือสง่ Product ทางการเกษตรออกนอกประเทศ
ควรใช้คำไทยแทนว่าผมบอกผูส้ ่งออกแลว้ ว่าจะจัดเทยี่ วบนิ อตั ราพิเศษให้ เพือ่ สง่ ผลผลติ ทางการเกษตรออกนอกประเทศ
❖ เธอช่วย take care เขาหน่อย
ควรใช้คำไทยแทนว่า เธอชว่ ยดแู ลเขาหน่อย
❖ นักพูดหลายคนมี gift ในการพดู
ควรใชค้ ำไทยแทนวา่ นักพูดหิ ลายคนมพี รสวรรค์ในการพูด
1.6.5 การใชค้ ำศัพทส์ แลง
การใช้คําศัพท์สแลงทาํ ให้การส่ือความหมายไมช่ ัดเจน เพราะคําสแลงจะมีความหมายแฝง ไม่
ตรงตามตวั อักษร ต้องอาศยั บรบิ ทในการตีความ เชน่
แฟนลูกหนงั หมายถงึ ผู้ชอบชมกฬี าฟตุ บอล
นักสอยควิ หมายถงึ นกั กีฬาสนกุ เกอร์
มา้ เหล็ก หมายถงึ รถไฟ
เรือเหาะ หมายถึง เคร่ืองบิน
แหกตา หมายถงึ หลอกลวง
ชกั ดาบ หมายถึง ไม่ยอมจา่ ยเงนิ
เจา้ พ่อ หมายถึง ผูม้ ีอทิ ธิพลิ
1.6.6 การใช้คำตา่ งระดับ
การใช้คําต่างระดับทําให้ภาษาไม่ชัดเจน ไม่สละสลวยและบางกรณียังทําให้เกิดความหมาย
ขดั แย้งกันในประโยค เชน่
ผ้ชู ายใจง่ายกวา่ สตรี ควรใชค้ าํ วา่ ผหู้ ญงิ
พ่อแมร่ อบตุ ร ควรใชค้ ําว่า ลกู
สุภาพสตรีดเู ข้มแขง็ ไมแ่ พ้ผชู้ าย ควรใช้คาํ วา่ สภุ าพบรุ ุษ
คนร้ายรัวกระสนุ ใส่ตำรวจหนง่ึ นดั ควรใช้คำวา่ ยิงกระสนุ
1.6.7 การใชค้ ำฟมุ่ เฟอื ยหรือซ้ำซาก
ผู้ใชภ้ าษาในการสอ่ื สารควรหลีกเลย่ี งการใช้คำพมุ่ เฟือยหรือซำ้ ซากโดยไมจ่ ำเป็น
ตวั อยา่ ง
▪ พายคุ รำ่ ชวี ติ ชาวประมงตาย
ควรใชค้ ำว่า พายุคร่าชวี ติ ชาวประมง ซึ่งความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่าชาวประมงตาย
ฉะนน้ั ไม่ควรมสี ว่ นขยาย ตาย ซำ้ ซ้อนกนั อกี
▪ ทีผ่ านกแอ่น บนภูกระดงึ ฉนั ประสบพบเหน็ ความสวยงามของพระอาทติ ยย์ ามเช้า
ควรใชค้ ำว่า ประสบ พบ หรือ เห็น เพยี งคำใดคำหนึ่งนนั้ เพราะทง้ั สามคำมีความหมาย
เดยี วกนั ทั้งสิ้น
▪ นกั ศึกษาท่ัวประเทศกำลงั กระทำการรณรงค์เพือ่ สรา้ งจติ สำนึก
ควรใชค้ ำว่า นกั ศกึ ษาทัว่ ประเทศกำลังรณรงคเ์ พื่อสร้างจิตสำนึก คำว่า กระทำการ
เป็นคำทไ่ี ม่จำเป็น ถา้ ตัดออกประโยคก็จะกะทัดรัดข้นึ
▪ ครูกำลงั ทำการสอน
ควรใช้คำวา่ ครูกำลังสอน
วชิ าทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 7
1.6.8 การเว้นวรรคตอนที่ถูกต้อง
ในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนก็ตาม ผู้ส่งสารควรเอาใจใส่กบั การ เว้นวรรค
ตอนให้มาก เพราะถา้ เว้นวรรคผิด ความหมายกจ็ ะผดิ ไปดว้ ย
ตวั อย่าง
▪ วนั นี้คุณแม่แกงจืดใส่เห็ด หอมนา่ รบั ประทานจัง
✓ วันน้คี ุณแมแ่ กงจดื ใสเ่ ห็ดหอม น่ารบั ประทานจัง
✓ นายก รดุ เยย่ี มราษฎร
▪ นาย กรดุ เยย่ี มราษฎร
✓ อ๋อเนือ้ สุนัขขา้ พเจา้ ชอบกินมาก
▪ อ๋อเนอ้ื สนุ ัข ขา้ พเจา้ ชอบกินมาก
1.6.9 การวางคำขยายให้ถกู ที่
การวางคำขยายให้ถูกท่ี จะชว่ ยใหเ้ ป็นประโยคมคี วามชดั เจน ส่อื ความหมายไดถ้ ูกตอ้ ง
ตวั อยา่ ง
o นักพูดที่ดที ุกคนควรวเิ คราะหผ์ ฟู้ งั ก่อนเตรียมเน้อื หาทจ่ี ะพูด
ควรแกไ้ ขเปน็ นกั พูดท่ีดีควรวิเคราะห์ผฟู้ ังทกุ คนก่อนตรยี มเนื้อหาท่ีจะพดู
o นกั เรยี นทปี่ ระพฤติดยี ่อมเป็นที่รกั ของครูทุกคน
ควรแกไ้ ขเป็น นักเรยี นยอ่ มเป็นท่รี ักของครทู ปี่ ระพฤตดิ ีทกุ คน
1.6.10 การใช้ประโยคทกี่ ะทดั รดั ชัดเจน
ผูใ้ ชภ้ าษาในการส่อื สารควรหลีกเลย่ี งประโยคยาว ๆ โดยไมจ่ ำเปน็
ตัวอย่าง
▪ คนทุกคนในโลกนี้ทุกคนต้องการความสุขความสำเร็จในชีวิตด้วยกันทุกคน และทุก
คน ก็สามารถสมหวงั ดงั ท่ีคิดไดด้ ้วยความเพยี รพยายามของทกุ คนเอง
ควรแก้ไขเป็น ทุกคนต้องการความสุขความสำเร็จในชีวติ จะสามารถสมหวังดังท่คี ดิ
ได้ ดว้ ยความเพียร
▪ ในขณะทเ่ี พลงไทยสากลกำลงั รุ่งเรอื งและเปน็ ทน่ี ยิ มฟังกนั อย่างแพร่หลายในปจั จุบนั
เพลงไทยลูกทุ่งอันเป็นเพลงที่มีคุณค่าต่อคนไทยและสังคมไทยทั้งในต้านความ
บรสิ ุทธสิ์ วยงามของภาษา และวัฒนธรรมฟื้นบา้ นน้ันกลบั ซบเซาลงเร่ือย ๆ
ควรแก้ไขเป็น เพลงไทยลูกทุ่งกำลังซบเซาลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เพลงสากลกำลัง
ร่งุ เรอื ง
1.๖.๑๑ การใช้ประโยคที่สละสลวย
ในการสื่อสารถ้าผู้ส่งสารรู้จักเลอื กเฟ้นถ้อยคำก็จะทำให้ผู้รับสารเขา้ ใจและเกิดจินตภาพตาม
ขอ้ ความนน้ั ๆ ได้ การผูกประโยคทสี่ ละสลวยอาจต้องใช้วิธขี ดั ความหรอื ขนานความมาชว่ ย
การขัดความ คือ การยกข้อความสองข้อความขึ้นเทียบกัน โดยให้มีใจความถ่วงกัน คือมี
ชง่ั นำ้ หนักของข้อความทัง้ สองข้างเท่า ๆ กนั
ตัวอย่าง
▪ ฉนั พร้อมทจ่ี ะเปน็ คนโงใ่ หค้ นอืน่ หวั เราะ ดกี วา่ ฟงั ความจรงิ จากปากของเธอ
สรปุ ไม่ตอ้ งมาบอกใหฉ้ ันรู้ ฉนั ยอมเป็นคนโงด่ กี ว่า
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 8
▪ “อนั รักกนั อยไู่ กลถึงสดุ ขอบฟ้า เหมือนชายคาเข้ามาเบียดดูเสียดสี
อนั ชงั กันนนั้ ใกล้สกั องคุลี ก็เหมือนมแี นวป่ามาปิดบงั ”
สรปุ คนรกั กนั อยูไ่ กลก็เหมือนอย่ใู กล้ คนซงั กนั อยูใ่ กล้ก็เหมอื นอยไู่ กลกนั
การขนานความ คอื การผกู ประโยคให้มีข้อความคลอ้ ยตามกนั
ตัวอย่าง
▪ “ความคิดถึงของเธออยทู่ ่ีไหน ฉนั จะไปท่ตี รงนั้น”
▪ “ดอกไม้ท่นี ่าชอบใจมีสแี ต่ไมม่ ีกลิ่น กเ็ ปรียบเสมือนวาจาสุภาษิตย่อมไม่มผี ลแก่บคุ คลทไ่ี ม่ปฏบิ ตั ติ าม”
1.๖.๑๒ การใชค้ ำกำกวม
ถ้าผู้ส่งสารใช้คำกำกวมจะทำให้ผู้รับสารเข้าใจไม่ตรงกัน เพราะผู้รับสารสามารถตีความได้
หลายแง่หลายมุม
ตวั อยา่ ง
▪ ขอหอมหนอ่ ย
อาจตคี วามได้ว่า ขอหอมแก้มหนอ่ ย ขอต้นหอมหนอ่ ย หรือขอหวั หอมหน่อย ก็ได้
สรปุ สาระสำคัญ
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารในงานอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้ภาษาจำเป็นต้องเลือกใช้
ประเภทของภาษา ระดับภาษา การใช้คำและสำนวนภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์และ
โอกาสทใี่ ช้
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชีพ (30000-1101) 9
แบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 1
ความร้เู บอื้ งตน้ เกยี่ วกบั ภาษาไทยกบั การส่ือสาร
ตอนท่ี 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. ภาษามคี วามสำคัญอยา่ งไรตอ่ การส่ือสาร
............................................................................................................................. ...............................................
.................................................................................... ........................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
2. จงเขยี นแผนภมู ิแสดงองค์ประกอบของการสือ่ สาร
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................. ..............
.................................................................................................................... ........................................................
3. จงอธิบายคำว่า “วจั นภาษา” และ “อวัจนภาษา” ให้ชัดเจนพรอ้ มยกตัวอย่าง
............................................................................................................................. ...............................................
.................................................................................... ........................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
4. ระดบั ของภาษามีก่ีระดับ อะไรบา้ ง จงอธิบาย
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................... .............
..................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. ...............................................
5. จงสรปุ ขอ้ ควรระวังในการใช้ภาษาเพอ่ื การส่ือสารมาอยา่ งนอ้ ย 5 ขอ้
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
...................................................................................................................................................................... ......
ตอนที่ 2 จงเลือกเตมิ คำในช่องวา่ งให้ถูกต้อง
1. ผอู้ ำนวยการ......................หนงั สอื เรื่องการจดั งาน.......................อายรุ าชการ
(เกษยี ร เกษียน เกษยี ณ)
2. เขามคี วามเชื่อว่า.........................จากการชว่ ยเหลอื พระ.........................จะทำใหเ้ ขาหายจากโรคร้าย
(อานสิ งส์ อานสิ งฆ์ / อาพาด อาพาธ อาพาธ)
3. งานนมี้ กี ล้วยไมน้ านา................มาขาย สี............สวยงาม .......................ต่ืนตาต่นื ใจ
(พนั ธุ์ พันธ์ / สนั สรร / น่า หนา้ )
4. นักเรียนต้องปฏิบตั ติ าม............................ของวิทยาลยั ส่วนประชาชนตอ้ งเคารพ...........................
(กฏเกณฑ์ กฎเกณฑ์ / กฎหมาย กฏหมาย)
5. ...........................ของเธอ ทำให้ผู้คนที่พบเห็น...........................ไปตาม ๆ กนั
(ทรวดทรง ซวดซง / อะร้าอะร่าม อะรา้ อร่าม อรา้ อรา่ ม)
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวชิ าชพี (30000-1101) 10
ตอนที่ 3 จงพิจารณาข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของข้อความต่อไปนี้แล้วบอกข้อบกพร่องและแก้ไข
ขอ้ ความให้ถูกต้อง
1. ปจั จบุ ันน้ภี าษาไทยมคี วามเสอ่ื มมาก
บกพรอ่ งเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแก้ไขเป็น................................................................................................................. .....................................
2. สตรกี ็มีทา่ ทางเข้มแข็ง และเปน็ นักต่อสู้ทางการเมืองไม่แพ้ผชู้ าย
บกพรอ่ งเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแก้ไขเป็น......................................................................................................................................................
3. อาหารในรา้ นนี้ น่าทานท้ังน้นั
บกพร่องเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแกไ้ ขเปน็ ......................................................................................................................................................
4. ผมหวงั ว่าอาจารยจ์ ะกรุราส่งหนงั สือมาให้ผม และหวงั ว่าจะไม่เบยี้ ว
บกพรอ่ งเพราะ........................................................................................................................................... .........
ควรแกไ้ ขเป็น......................................................................................................................................................
5. คณุ ลงุ จะต้องเดินทางไปราชการยังโคราช
บกพร่องเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแกไ้ ขเปน็ ......................................................................................................................................................
6. หากคนรนุ่ กอ่ นไม่พยายามรกั ษาวตั ถสุ ถานนัน้ ไว้แล้ว พวกเราก็คงไม่มีโอกาสได้เหน็ หรือได้ศกึ ษามันเลย
บกพร่องเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแกไ้ ขเปน็ ......................................................................................................................................................
7. ทีห่ นา้ ผาแหง่ นีค้ ล่าคลำ่ เต็มไปด้วยผู้คนท่ีพากันไปน่ังเฝ้าชมพระอาทิตย์ขนึ้
บกพร่องเพราะ.................................................................................................. ..................................................
ควรแกไ้ ขเป็น......................................................................................................................................................
8. เขาไปทำบุญแลว้ มหิ นำซ้ำยังฟังเทศน์ดว้ ย
บกพร่องเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแก้ไขเปน็ ......................................................................................................................................................
9. พอหวั ถงึ หมอน ข้าพเจ้าก็นอนหลับปางตายทีเดียว
บกพรอ่ งเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแกไ้ ขเปน็ ......................................................................................................................................................
10. ฉนั มองออกไปยงั ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ มีถนนโรยกรวดแคบ ๆ
บกพรอ่ งเพราะ................................................................................................................. ...................................
ควรแกไ้ ขเปน็ ................................................................................................................. ....................................
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 11
แบบทดสอบหนว่ ยท่ี 1
ความรู้ท่วั ไปเกีย่ วกบั การใชภ้ าษาไทยเพื่อการส่อื สาร
คำชี้แจง ให้ทำเครอื่ งหมายกากบาท (X) ลงหน้าตัวเลอื กท่ีถกู ตอ้ งท่สี ุด
1. ขอ้ ใดให้คำจำกัดความของคำว่าภาษาเหมาะสมทส่ี ดุ
ก. ถอ้ ยคำหรอื สัญลักษณ์ท่ใี ช้เพ่อื ติดต่อสื่อสารกนั ข. การสนทนาระหว่างผสู้ ง่ สารและผรู้ ับสาร
ค. การเขียนจดหมายโตต้ อบระหว่างผูส้ ง่ และผ้รู บั ง. การสอื่ ความคดิ ของผรู้ บั สารและ
จ. การสือ่ สารดว้ ยอวจั นภาษา
๒. ขอ้ ใดให้ความหมายของคำวา่ การส่ือสารไดช้ ดั เจนท่สี ุด
ก. การตดิ ต่อรบั ร้เู รื่องราวซ่ึงกนั และกัน ข. การสื่อความเขา้ ใจระหวา่ งผู้ส่งสารและผู้รับสาร
ค. การส่งสารจากผู้รับไปยังผู้ส่ง ง. การสื่อความรู้สกึ ไปยังผู้รบั
จ. การใช้สญั ลักษณส์ ่ือความหมาย
3. ข้อใดจดั อย่ใู นลกั ษณะของวจั นภาษา
ก. ท่าทางการบอกสาร ข. ภาพบอกเร่ืองราว
ค. รูค้ วามหมายโดยนัย ง. ถอ้ ยคำไขความ
จ. สายตาเป็นหนา้ ต่างหวั ใจ
๔. องคป์ ระกอบของการสอื่ สารตามลำดับคือข้อใด
ก. ผรู้ ับสาร ผูส้ ่งสาร สาร ส่ือ ข. ผสู้ ่งสาร สาร สือ่ ผู้รับสาร
ค. ผ้สู ง่ สาร สอื่ สาร ผ้รู บั สาร ง. สาร ผสู้ ง่ สาร ส่อื ผู้รับสาร
จ. ผู้สง่ สาร สื่อ ผู้รบั สาร สาร
๕. มนษุ ยส์ ามารถรบั รสู้ าระความคิดความเข้าใจได้จากข้อใดดีทสี่ ดุ
ก. ภาษาสัญญาณ ข. ภาษาพูด
ค. ภาษามอื ง. ภาษาสัมผสั
จ. ภาษาวตั ถุ
6. ประโยชนส์ ูงสุดของการส่ือสารคอื ข้อใด
ก. ธำรงความสงบสขุ ในสังคม ข. ทำใหส้ งั คมพัฒนา
ค. เกิดความเข้าใจเรือ่ งราวไดด้ ี ง. ทำให้เกดิ การติดต่อส่อื สารกัน
จ. ชว่ ยประสานสัมพนั ธ์
7. ขอ้ ใดไม่ใช่วัตถปุ ระสงคข์ องการสื่อสาร
ก. การสรา้ งความเข้าใจอนั ดี ข. การแจง้ ข้อมูลเพอ่ื ทราบ
ค. การให้ความรแู้ ละความเขา้ ใจ ง. การจงู ใจและโน้มนา้ วใจ
จ. แบง่ แยกหมู่กล่มุ
๘. องค์ประกอบสำคัญของการสอื่ สารคือข้อใด
ก. ช่องทางหรือสอื่ ผ้สู ง่ สาร ข. ภาษา สอื่ ผูร้ ับสาร
ค. ผ้สู ่งสาร สาร ผรู้ ับสาร ง. ผู้ส่งสาร ผูร้ ับสาร วฒั นธรรม
จ. ผ้สู ง่ สาร ส่อื ผรู้ ับสาร
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 12
9. เราจำเปน็ ต้องทำความเข้าใจกับภาษาเพราะเหตุใด
ก. ภาษาเป็นเครื่องมือในการสอ่ื สารท่ีจะทำใหเ้ กดิ ความเข้าใจอันดี
ข. ถา้ ไมเ่ ข้าใจภาษาก็ไม่ครบองค์ประกอบการสื่อสาร
ค. ภาษากับการสื่อสารสมั พนั ธก์ นั ย่ิงกวา่ องคป์ ระกอบอ่ืน
ง. ภาษาคือการสอ่ื สาร การสอ่ื สารคือภาษา
จ. การสอ่ื สารใชภ้ าษาเป็นชอ่ งทางในการส่อื และมีการตอบก
10. หากเราใหค้ วามหมายของข้อความท่ีวา่
“รักควรคสู่ ำหรับผู้รู้จักรัก รักสมศกั ดิ์สำหรบั ผรู้ จู้ กั ถนอม
รกั ควรคสู่ ำหรบั ผู้รู้จกั ออม และรกั พรอ้ มสำหรบั ผรู้ จู้ กั รกั ”
“วา่ ความรกั เปน็ สง่ิ สมควรสำหรับผรู้ ้คู า่ และถนอมรัก” เราตคี วามดงั นัน้ เพราะเหตุใด
ก. ตีความโดยอาศยั บริบททางสังคม ข. ตีความโดยอาศัยบรบิ ททางภาษา
ค. ตีความโดยวจั นภาษา ง. ตคี วามโดยอวัจนภาษา
จ. ตคี วามโดยใชภ้ าษากาย
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 13
หน่วยที่ 2
การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคา่ สาร
การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าสารในชีวิตประจำวันและงานอาชีพจากสื่อต่าง ๆ โดยใช้
ทักษะการฟงั การดู และการอา่ นเป็นสิ่งจำเปน็ ในการดำเนินชวี ิตและการประกอบอาชีพ เพราะจะทำให้ผู้อ่าน
สามารถเข้าใจจุดมุ่งหมายหรอื สาระสำคัญของสารไดอ้ ยา่ งถูกต้อง รวดเร็ว และสามารถนำความรู้ ความคดิ ทไี่ ด้
จากสารไปใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
2.1 การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และการประเมนิ ค่าสาร
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕54 ไดใ้ ห้ความหมายของคำว่า วเิ คราะหแ์ ละสาร ดังนี้
วิเคราะห์ หมายถึง ก. ใคร่ครวญ เช่น วิเคราะห์เหตุการณ์ แยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อศึกษาให้ถ่อง
แท้ เชน่ วิเคราะหป์ ัญหาตา่ ง ๆ วิเคราะห์ข่าว
สาร หมายถึง น. แกน่ , เน้ือแท,้ มักใชค้ กู่ บั คำ แกน่ เป็น แก่นสาร, ขอ้ ความ, ถ้อยคำ, เรอ่ื งราว ซึ่งใน
บรบิ ทนน้ี า่ จะหมายถงึ ส่วนสำคญั ถอ้ ยคำ คอื เร่ืองราวข้อมูลตา่ ง ๆ ที่ผ้รู ับสารได้รบั จากการฟงั หรอื การอ่าน
การวิเคราะห์และสังเคราะห์สาร จึงหมายถึง การที่ผู้รับสารสามารถรับสารอย่างใคร่ครวญ
ไตรต่ รอง พินิจพจิ ารณา สามารถนำสาระสำคญั และความรคู้ วามคดิ ท่ีใต้จากสารนน้ั ไปใชป้ ระโยชน์ได้
ประเมิน หมายถงึ ก. การประมาณคา่ เทา่ ท่ีควรจะเปน็
ค่า หมายถึง น. มูลค่าหรือราคาของสิ่งใด ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่มีประโยชน์ในทางใช้
สอย แลกเปล่ยี นหรือทางจิตใจ
การประเมินค่าสาร ความหมายโดยรวมว่า การประมาณคุณประโยชน์ของถ้อยคำ ข้อความ
เน้ือหา หรือเรอื่ งราวน้นั ๆ
สารในชีวิตประจำวันและสารในงานอาชพี
สารในชีวิตประจำวัน หมายถึง เรื่องราว ข้อมูลต่าง ๆ ที่มนุษย์ใช้ติดต่อถึงกันใน
ชีวิตประจำวัน เช่น การพบปะสนทนา การเผยแพร่ความรู้ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ รวมถึงสารที่มุ่งให้ความ
บันเทงิ
สารในงานอาชีพ หมายถึง สารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพต่าง ๆ ผู้รับสาร
สามารถพจิ ารณาได้ตามความถนัด ความสนใจในงานอาชีพของตน ซ่งึ สารเหล่านจ้ี ะช่วยใหผ้ ู้อ่านมีความรอบรู้
ในงานอาชีพ ทราบข่าวคราวที่ทันสมัยในสายอาชีพ ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถในงานอาชีพให้มี
ประสทิ ธิภาพ และดว้ ยมมุ มองที่ทนั สมยั นท้ี ำให้เปน็ ผมู้ องการณ์กล และมีวิสยั ทัศนท์ ่กี วา้ งในงานอาชีพ
ปัจจุบันถือเป็นยุคข้อมูลข่าวสารมีข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เผยแพร่สู่ผู้อ่านผู้ฟังตลอดเวลา ผู้รับสารจึง
ควรเป็นผู้มีความรอบรู้ในข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มีความสามารถทางการใช้ภาษาที่จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์
สารไดอ้ ย่างรวดเรว็ และถูกต้อง ส่งผลให้ผ้รู บั สารสามารถเลือกรบั สารท่ีมีประโยชน์ตอ่ ตนเองและงานอาชีพของ
ตนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ มิฉะนน้ั อาจตกเป็นเหยอื่ เปน็ ผเู้ สียเปรียบหรือถูกกระทำ เช่น การหลอกลวงให้ร่วม
ธุรกจิ แชร์ลกู โซ่และการขายสินค้าละเมดิ สทิ ธิบัตรแต่สง่ิ ท่ผี ู้อ่านจะต้องคำนึงในการอ่านอยู่เสมอคือจะต้องอ่าน
ให้ได้รับประโยชนค์ ุ้มค่ากับเวลาและทรพั ย์ทเี่ สียไป
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 14
2.2 หลักการอา่ นขา่ ว บทความ โฆษณา จากส่ือต่าง ๆ
หลักการอ่านขา่ ว บทความ โฆษณาจากสื่อต่าง ๆ มีดงั นี้
2.2.1 กำหนดจุดมุ่งหมายว่าอา่ นเพอ่ื อะไร โดยจุดมุง่ หมายในการอา่ นสาร มดี งั น้ี
1) อ่านเพื่อปฏิบัติภารกิจในหน้าที่การงาน เช่น การอ่านจดหมายสั่งซื้อ การอ่านรายงาน
การประชุม การอ่านบันทึกข้อความ การอ่านคำสั่งหรือประกาศ ผู้อ่านต้องเข้าใจรายละเอียดของเนื้อหาและ
สามารถสรุปประเด็นสำคญั ของสารทีอ่ า่ นได้ จึงจะสามารถปฏบิ ตั ิภารกจิ ตา่ ง ๆไดอ้ ยา่ งถูกต้อง เหมาะสม
๒) การอ่านเพื่อการวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ เช่น การอ่านข้อความโฆษณา การอ่านเอกสาร
สัญญา ผู้อ่านต้องอ่านรายละเอียดทั้งหมดด้วยความพินิจพิเคราะห์โดยพิจารณาถึงข้อเท็จจริงความเป็นไปได้
ข้อดีขอ้ เสยี ตลอดจนความเส่ียงที่จะเกดิ ข้ึนอย่างละเอยี ดถี่ถว้ น
3) การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้และพัฒนาอาชีพ เช่น การอ่านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ บทความ
ทางธุรกจิ บทความที่เกี่ยวขอ้ งกับงานอาชพี เช่น หากผู้เรยี นทำงานอยตู่ ลาดหลกั ทรัพย์ ผู้เรยี นควรต้องติดตาม
ความเคลื่อนไหวข้อมูลการขึ้นลงของหลักทรัพย์ (หุ้น) แต่ละตัว เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการให้ข้อมูลกับ
ลูกคา้
๒.๒.2 ศึกษาส่วนประกอบตามประเภทของสารทีอ่ า่ น เชน่
ข่าว ประกอบด้วย พาดหวั ข่าว
วรรคนำ
รายละเอียดของขา่ ว
บทความ ประกอบดว้ ย คำนำ
เนือ้ เรอ่ื ง
สรปุ
ข้อความโฆษณา ประกอบด้วย ข้อความพาดหัว
ข้อความขยายพาดหวั
ขอ้ ความอธบิ ายประโยชน์
ขอ้ ความอา้ งอิง
ข้อความลงท้าย
2.2.3 ทำใจใหเ้ ป็นกลาง ปราศจากอคติ จะชว่ ยใหไ้ ดข้ อ้ มูลทถ่ี ูกตอ้ งไม่เกิดข้อผิดพลาด
2.2.4 อ่านข้อมูลอยา่ งละเอียด เพ่ือจับประเดน็ สำคัญหรือสาระสำคัญของเรื่อง แยกแยะข้อเท็จจริง
และข้อคิดเห็น ต้องแยกแยะได้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น หรือข้อความแสดงอารมณ์ความรู้สึกของ
ผ้เู ขียน
2.2.5 ทราบความหมายและจุดมุ่งหมายในการเขียน หากเป็นสารในงานอาชีพ ต้องทราบ
ความหมายของศัพท์ที่ใช้ในงานอาชีพ และต้องทราบจุดมุ่งหมายในการเขียนของผู้เขียนว่าต้องการ จะบอก
อะไรแก่ผู้อ่าน สามารถสรุปคุณค่าที่ได้จากสารที่อ่าน เกิดความคิดสร้างสรรค์ อันเกิดจากความคิด แทรก
ความคิดเสริม นำความรคู้ วามคดิ ท่ีไดไ้ ปประยกุ ตใ์ ช้ให้เกิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและงานอาชพี คำนำ
ตัวอยา่ ง ส่วนประกอบของบทความ
พฤตกิ รรมการแสดงออกของมนษุ ย์เปน็ เรอ่ื งทีน่ า่ สนใจ น่าศกึ ษา เพราะมคี วามหลากหลาย ซง่ึ นับว่าเป็นปจั จยั หนึ่งท่ี
ทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน บาดหมางหรือผิดใจกันได้ง่าย เพราะมัวแต่คิดว่า ทำไมเขาไม่คิดอย่างที่เราทำหรือไม่เข้าใจกัน
บาดหมางและผดิ ใจกันไดง้ ่าย เพราะมัวแตค่ ิดว่า ทำไมเขาไม่ทำอยา่ งทเ่ี ราทำหรอื ทำไมเขาไม่ทำอย่างทใ่ี จเราอยากให้ทำ ก็เลย
เกดิ ความไมพ่ อใจ และไม่สามารถยอมรับการกระทำของอกี ฝ่ายหนึ่งได้
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 15
เนือ้ เรอ่ื ง
แต่ในการดำเนินชีวิตของเราทกุ คนย่อมต้องพบปะสงั สรรค์กับบุคคลอื่น ๆ แทบตลอดเวลา จึงเป็นความจำเป็นที่ควร
ทราบพนื้ ฐานของคนทเี่ ราคบหาสมาคมด้วยจะทำให้สามารถเข้าใจ และยอมรบั เขาไดง้ า่ ยข้ึน โดยเฉพาะพ้ืนฐานทางครอบครัว
การได้รบั การเลยี้ งดู ประสบการณ์ บางอย่างในชีวิต ลกั ษณะบุคลกิ ภาพ นสิ ัยใจคอ และสภาพอารมณท์ เ่ี กดิ ข้ึนในขณะนั้น และ
ถ้าได้รู้ไปถงึ ปมตา่ ง ๆ ทซ่ี ่อนอยูใ่ นจิตใจไดก้ จ็ ะย่งิ ดขี นึ้ มาก เพราะคนเราทุกคนล้วนแตม่ ปี มบางอยา่ งแฝงอยดู่ ว้ ยกันทั้งสิน้ ไม่วา่
จะเป็นปมเด่น และ ปมด้อย เพียงแต่เป็นไปในคนละแง่ คนละด้าน และมากน้อยต่างกันเทา่ นั้น ยกตัวอย่างเช่น คนที่มาจาก
ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องระเบียบวินัย ถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดกวดขัน ก็อาจจะเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้ จุกจิก
ละเอียดลออจนน่ารำคาญ หรือบางคนที่มีลักษณะต่อต้าน เมื่อถูกเลี้ยงดูด้วยความเข้มงวดก็อาจกลายเป็นคนไร้ระเบียบ
เหลาะแหละไปเลยก็ได้ คนท่ถี ูกเลีย้ งดอู ย่างปกป้องทะนุถนอมจนทำอะไรไม่เปน็ ตอ้ งพ่ึงพาอาศัยคนอื่นตลอดเวลา ก็อาจทำให้
คนรอบขา้ งเบื่อหน่ายและระอาใจเปน็ ท่สี ดุ
คนท่มี บี ุคลกิ ภาพแบบเผด็จการ เอาแตใ่ จตวั เอง กอ็ าจทำให้คนทีอ่ ยใู่ กลร้ สู้ ึกอึดอัดและหงดุ หงดิ
คนท่มี นี ิสยั ใจร้อน ขรี้ ำคาญ ขาดความอดทน ก็อาจทำใหพ้ รรคพวกเบื่อหนา่ ย ไมอ่ ยากเขา้ ใกล้
คนท่ีมปี ม โดยเฉพาะในเรื่องของปมด้อยมักจะส่งผลให้แสดงพฤติกรรมทางลบออกมาอย่างเชน่ คนทถี่ ูกกดดนั บีบคั้น
ในเร่ืองบางอย่างก็อาจจะระบายออกมาในรปู ของการอวดเบง่ วางโต ยกตนข่มท่าน
คนที่ดอ้ ยในบางด้านก็อาจพยายามสรา้ ง และยกปมเด่นอีกด้านขึ้นมาให้เด่นชดั ปกตติ ่างจากคนทีไ่ ม่มีปมด้อยเพราะ
สามารถเอาชนะความรู้สึกดอ้ ยที่เคยมอี ยไู่ ดซ้ ึ่งจะมีลกั ษณะในทางตรงกันข้าม เชน่ อ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนข้าวอมิ่ รวงทจี่ ะโนม้
ลงสดู่ นิ ใจกว้าง ยอมรับผู้อนื่ ไดง้ า่ ย ไม่ดูถูกหรอื วางตัวเหนือใคร ๆ
สรุป
ดงั นน้ั ควรพยายามมองตัวเราเองกอ่ น ถ้าเรารูเ้ ทา่ ทันจุดออ่ นของเราเอง กจ็ ะสามารถแกไ้ ขและขจัดพฤตกิ รรมทไ่ี ม่ดี
ออกไปได้ และถ้าเรารู้เทา่ ทนั จดุ อ่อนของคนอืน่ กจ็ ะเข้าใจเขามากข้นึ และสามารถทำใจยอมรบั ไดง้ ่ายขึน้ ไม่ถือโกรธพฤตกิ รรม
ท่เี ขาแสดงออกมา เพราะอันท่จี รงิ การมปี มดอ้ ยกเ็ ปน็ ความทกุ ขท์ ่รี บกวนจติ ใจอยา่ งหน่งึ แลว้ ถ้าคิดได้อยา่ งนก้ี ็จะทำให้คนเรา
สามารถตอบสนองพฤติกรรมทางลบของคนอื่น ๆ ด้วยความสงบแต่ถ้ายังทำใจยอมรับไม่ได้จริง ๆการหลีกเลี่ยงก็ดูจะเป็น
ทางออกทดี่ ีที่สดุ
2.3 ข้นั ตอนในการวเิ คราะห์สาร
ข้นั ตอนการวิเคราะห์สาร คอื การนำสารทอี่ ่านมาแยกเป็นสว่ น ๆ โดยพิจารณาถึงสิ่งตอ่ ไปนี้
2.3.1 รูปแบบการประพันธ์ ผู้วิเคราะห์ต้องพิจารณาว่าสารที่ตนวิเคราะห์นั้นมีรูปแบบการเขียน
อย่างไร เป็นร้อยแก้ว เช่น บทความ นวนิยาย ข่าว ข้อความโฆษณา เรื่องสั้น ฯลฯ หรือเป็นร้อยกรองชนิดใด
เช่น กลอน โคลง ฉนั ท์ กาพย์ รา่ ย ฯลฯ
2.3.2 เนื้อเรื่อง ผู้วิเคราะห์ต้องแยกแยะให้ได้ว่าสารนั้นกล่าวถึงใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด ทำไม
อย่างไร
2.3.3 สำนวนภาษาและการใช้ถ้อยคำ ผวู้ ิเคราะห์สามารถแยกแยะไดว้ ่าภาษาที่ผเู้ ขยี นใช้เป็นภาษา
แบบใด ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ ทั้งนี้สำนวนภาษาและถ้อยคำที่ใช้ย่อมสัมพันธ์กับรปู แบบในการเขยี น
เช่น บทความวิเคราะห์ข่าวมกั ใช้ภาษากึ่งทางการ ถ้าเป็นบทความท่องเที่ยวอาจใช้ภาษาพูดปนด้วยเพื่อความ
เป็นกันเองกับผู้อ่าน หรือข้อความโฆษณามักใช้ภาษาที่มีคำสแลงปะปน เพื่อความทันสมัยเร้าใจ ชวนจดจำ
เป็นตน้
2.3.4 กลวิธีการนำเสนอ เป็นสิ่งที่ผู้วิเคราะห์จะสามารถพิจารณากลวิธีในการนำเสนอสารว่าทำให้
เรื่องท่ีอ่านนา่ สนใจอยา่ งไร เช่น โฆษณาอาจมีภาพประกอบ การนำเพลงทก่ี ำลงั นยิ มในขณะนั้นข้นึ ตน้ บทความ
ท่ีจะเขยี นหรือการเขยี นข่าวอาจพาดหวั ข่าวอย่างตน่ื เต้น แต่พออา่ นเน้ือขา่ วไมม่ ขี ้อมูลอะไรทีน่ ่าสนใจ เปน็ ตน้
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วิชาชพี (30000-1101) 16
ส่วนการพิจารณาองค์ประกอบและรายละเอียดต่าง ๆ ของสารโดยใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างละเอียด
ถี่ถ้วน ซึ่งเรียกว่า การวินิจสาร ต้องพิจารณาใจความสำคัญและบทความของเรื่อง ทำให้ผู้อ่านทราบถึง
สาระสำคัญของสารทีผ่ ู้เขยี นตอ้ งการนำเสนอ และถอ้ ยคำที่ปรากฏว่าแสดงอารมณ์ความรูส้ ึกนกึ คดิ ขอ้ เท็จจริง
ความรู้ หรือความคิดเห็นที่ผู้เขียนต้องการแสดงให้ผู้อ่านทราบ ส่วนความคิด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อันเกดิ
จากการอ่านวิเคราะห์สารน้ัน ผูอ้ ่านจะตอ้ งนำความรจู้ ากสารที่วิเคราะห์มาผสมกับองค์ความรู้ ผู้อ่านแต่ละคน
จะได้ความคิดแทรกความคิดเสริมนี้แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทักษะการอ่า นวิเคราะห์ ความรู้
ประสบการณ์ และทศั นะหรอื มุมมองของผู้อ่านแตล่ ะคน
ตัวอย่าง การอ่านวิเคราะห์บทความเรื่อง เด็กชายฮูก...เด็กหญิงเค้าแมว จากนิตยสารหมอ
ชาวบ้าน คอลัมน์ : สปสช. สำนักงานหลกั ประกันสขุ ภาพ
เด็กชายฮูก...เด็กหญิงเคา้ แมว
นพ.วรี ะวฒั น์ พันธค์ รทุ
นิตยสารหมอชาวบา้ น
คอลัมน์: สปสช. สำนกั งานหลักประกันสุขภาพ
ขอ้ มลู เขา้ ถงึ ขอ้ มูลออนไลน์ ๒๕๖๑
...ตี ๓ กว่าแลว้ ...
แต่เปเป้ยังคงตื่นอยู่ ตายังสว่าง นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่มเกมอย่างเพลิดเพลินเมามัน..บางเวลาก็สลับไป
Chat กบั เพอื่ นขมรมคนนอนตึกเชน่ เดยี วกัน ในเรื่องสัพเพเหระประสาวยั รุ่น
...ตี ๕ แล้ว...
แต่พลอยก็ยังนั่งอยูห่ นา้ จอ เธอชอบดูหนังวัยรุ่นเกาหลีซึง่ เป็นหนงั ชุด (Series) แต่ละเรื่องมเี ป็น ๑๐ แผ่น แม่เตือน
ใหพ้ ลอยเข้านอนตัง้ แตต่ อนเท่ียงคนื แล้ว แต่เธอก็ยงั ชอบแอบดูหนงั ชุดดกึ ๆ แบบนีเ้ สมอ
...ปัญหาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานทั้งหลายกระทำในสิ่งที่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องจำเป็น และมี
สาระประโยชน์นักแต่อย่างใด นับตั้งแต่ เล่มเกมออนไลน์, คุยกัน (Chatting) ผ่านอินเทอร์เน็ต, ส่งข้อความหากัน
(Texting),โทรศัพท์คุยเล่นกัน (Phone calU), ดูหนังดึก ๆ ด่ืน ๆ จนกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นดาษด่ืน กลายเป็นเรื่องปกติใน
สังคมยคุ ปจั จุบัน
...หลายคนลงเอย ดว้ ยการนอนหลบั อยบู่ นโซฟา หรอื หนา้ จอ โดยอปุ กรณท์ ีวี และคอมพิวเตอรเ์ หล่าน้ันยังคาเปิดทิ้ง
ไว้ จนร่งุ เชา้ เลยก็มี...
ปัญหาวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยเรยี นนอนดึก และนอนไมเ่ ป็นเวลา เป็นเรื่องทีพ่ ่อแม่ ผู้ปกครองเกอื บทั้งโลกปวดหวั แต่ก็
ไมร่ ูจ้ ะแก้ปัญหาอยา่ งไร...
ช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา มีการแข่งขนั ฟตุ บอลโลก ซึ่งเวลาถ่ายทอดการแข่งขันอยู่ระหว่าง ๕ ทุ่ม ตี ๑
และตี ๓ ทำให้คนไทยจำนวนมากออกอาการหนา้ ตายู่ยี่ ไปทำงานสาย และไปบหลับ สัปหงกในท่ีทำงาน นัยว่าทำใหร้ ถราบน
ทอ้ งถนนในกรุงเทพติดขดั และแออัดนอ้ ยลงไปแยะ
เรื่องนอนดึก อดนอนชั่วครู่ชั่วยาม สมัยก่อนเราจะพบในเด็กนักเรียน นักศึกษาที่ดูหนังสือสอบ พอสอบเสร็จก็
กลับมาหลับนอนตามปกติ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเป็นการนอนดึกนอนไม่เป็นเวลาที่ทำอยู่เป็นประจำ จนกลายเป็นเรื่อง
เคยชิน...
การนอนดึกและนอนไม่เป็นเวลา อาจมีหลายคนไม่ใส่ใจและให้ความสำคัญนัก แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว
พฤติกรรมดังกลา่ ว ส่งผลเสยี ตอ่ ร่างกายอย่างไรบา้ ง ลองมาฟงั การวเิ คราะห์ดูหน่อยครับ
๑. หน้าตาดูโทรม ขอบตาคล้ำ ดูแก่กว่าวัย ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้ามัน ส่งผลให้ผิวพรรณดูไม่สดใส นอกจากนั้นทำให้
เป็นสวิ มากขึ้น สุ่มเสียงแหบเครือ
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวชิ าชีพ (30000-1101) 17
๒. เมอ่ื นอนดีกจะทำให้อ้วนงา่ ย เพราะท้องวา่ ง มีการหลงั่ ของสาร Gherkin ซ่งึ กระตุ้นความหวิ และสาร Leptin ที่
ระบุความอ่ิมจะลดต่ำลง
๓. ทำให้ระบบฮอร์โมนและเคมีในร่างกายแปรปรวน มีการหลั่งสารความเครียด คือ Cortiso ออกมามากขึ้น การ
ซอ่ มแซมร่างกายของ Growth hormone จะมนี ้อยลง (ซ่ึงบางคนเชื่อว่าอาจมผี ลทำให้เด็กตัวเตีย้ กวา่ ท่ีควรจะเป็นได้)
๔. ทำให้ระบบขับถ่ายมีผลกระทบทอ้ งอืดง่ายกว่าปกติ ปกติร่างกายจะมีกระบวนการย่อยไขมนั มากตอนเที่ยงคนื ก็
จะเกิดผลกระทบ
๕. ภมู ิคุ้มกันรา่ งกายลดลง หลายคนทอี่ ดนอนหรือนอนผิดเวลา มักจะมีอาการเจ็บคอตอนเชา้ บางคนกเ็ กดิ แผลร้อน
ในในชอ่ งปาก (Aphthous ulcer) บางคนกม็ อี าการเชอ้ื เรมิ (Herpes) ท่ฝี งั ตวั อยใู่ นช่องปากกำเริบ
๖. ผลกระทบในระยะยาว นักวิจัยบางท่านเชื่อว่าการนอนดึกและนอนไม่เปน็ เวลาส่งผลต่อการเป็นโรคเรื้อรังหลาย
โรคตอนสงู วัยไดม้ ากขึ้น เช่น โรคความดนั โลหติ สูง, โรคเบาหวานและมะเรง็ นอกจากนย้ี งั ส่งผลทำให้อายุขัยสนั้ ลง
๗. ผลกระทบตอ่ หนา้ ที่การงานและชวี ติ ประจำวนั คอื ทำใหเ้ ปน็ คนหงดุ หงิดงา่ ย ทำงานเฉ่ือยช้าในตอนบ่าย กระทบ
ต่อผลการเรียนและมนษุ ยสมั พนั ธก์ บั ผอู้ ่ืน
Voltaire นักประพันธ์นามอุโฆษชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า “คุณจะได้ประโยชน์มหาศาล ถ้าฝึกการตื่นนอนแต่เช้า”
คนไทยโบราณมคี ำพังเพยว่า “ต่ืนเช้านำ้ ใส ต่ืนสายน้ำข่นุ ” เป็นคำคมท่เี ป็นอุทาหรณส์ อนใจอยา่ งดวี ่า อย่านอนดีกเลย บางคน
อาจจะโตแ้ ย้งว่า ตอนดึก ๆ เป็นยามท่ีอากาศเยน็ สบาย เงียบสงบ ไม่ค่อยมีเสียง และผู้คนรอบ ๆ ตัวมารบกวน ทำให้มีสมาธิ
ทำงานดีขึ้นในทางวิทยาศาสตร์เราพบว่า ประสิทธิภาพ (Efficiency) และผลผลิต (Productivity) ของร่างกายมีแนวโน้มจะ
ลดลงเมื่อดกึ มากขึ้น ถ้าหากในเวลากลางวัน เรามีกจิ กรรมอย่ตู ลอด ยามวกิ าลจึงควรเปน็ เวลายกคตั เอาตข์ ้ึน เพือ่ ใหร้ ่างกายได้
พักผอ่ นและต้งั สมดุลร่างกายใหม่
คำแนะนำที่สั้นและกระชบั ท่ีสุด คือ ควรเข้านอนช่วง ๒๑.๐๐-๒๓.๐๐ นาฬิกา อย่างดึกที่สุดไม่เกินเที่ยงคืน ไม่เล่น
มือถือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใด ๆ หรือดูโทรทัศน์ช่วง๓๐-๖๐ นาทีก่อนนอน ไม่ดื่มชา กาแฟ ห้องนอนควรมืด เงียบ และ
อณุ หภมู พิ อเหมาะ ตน่ื นอนในเวลาใกล้เคียงกนั แทบทกุ วัน อยา่ ตน่ื สายในวันหยุด สวดมนตห์ รือนงั่ สมาธิก่อนนอน จะชว่ ยให้
ใจสงบและหลบั สบาย
คนนอนดกึ และตืน่ เชา้ มกั จะนอนไมพ่ อโดยไมร่ ูต้ วั ฝร่งั เรยี กว่า เปน็ พวกชอบ "จุดเทียนปลาย ๒ ข้าง" (to burn the
candle at both ends) เปเป้ชอบทำตัวเป็นนกฮูก ส่วนพลอยชอบทำตัวเป็นนกเค้าแมว ซึ่งหากินกลางคืน เป็นเรื่องที่ขัดกบั
หลกั การที่วา่ เราควรให้คุณค่ากับการนอนหลบั พกั ผ่อน เฉกเช่นคณุ คา่ ของชวี ิต (we must value our sleep as we value
our life) ทีเดียวครบั
การวเิ คราะหบ์ ทความเรอ่ื ง เดก็ ชายฮูก...เด็กหญิงเคา้ แมว
๑. เรอื่ ง เด็กชายฮูก...เด็กหญงิ เค้าแมว
๒. ข้อมูลจาก นิตยสารหมอชาวบ้าน คอลัมน์ : สปสช. สำนักงานหลักประกันสุขภาพ ข้อมูลออนไลน์
๒๕๖๑
๓. เนื้อเรื่องของบทความกล่าวถึง พฤติกรรมการเข้านอนดึกของคนในยุคปัจจุบันที่มักจะเพลิดเพลิน
อยู่กับการใช้เทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ เช่น การเล่มเกมออนไลน์ ,
การสนทนาคุยกันผ่านช่องทางต่าง ๆ จนอาจทำให้เกิดภาวะเจ็บป่วยของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น หน้าตาทรุดโทรม
ภาวะโรคอว้ น ความเครยี ด ระบบขบั ถา่ ย ภมู ิคมุ้ กนั ลดลง ดังน้นั การเขา้ นอนในช่วงเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม และ
ต่ืนเชา้ ยอ่ มจะชว่ ยให้ระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายมคี วามสมดุล และเกิดประสิทธภิ าพที่ดีตอ่ การทำงานมากกว่า
๔. ด้านสำนวนภาษา ภาษาที่ใช้ในบทความเป็นภาษาไม่เป็นทางการ แทรกด้วย คำกล่าวและ
บทสนทนา สามารถเขา้ ใจเรอื่ งราวไดง้ ่าย โดยไม่ต้องอาศยั การตคี วาม
๕. กลวิธีนำเสนอ นำเสนอข้อมูลโดยการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดขึ้นจริงทำให้ชวน
ตดิ ตาม
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชพี (30000-1101) 18
๖. ความคิดแทรกความคดิ เสรมิ ขณะอ่านงานเขียน ผู้อ่านกอ็ าจมีความคิดเปรียบเทียบพฤติกรรมของ
ตนเองไปกับเร่ืองที่อ่านว่าตนน้ันเป็นเด็กชายฮูก หรอื เป็นเด็กหญิงเคา้ แมวหรือไม่ หากมีพฤติกรรมเหมือนเปเป้
และพลอยแลว้ ควรคิดหาวธิ ีปรบั พฤตกิ รรมของตนเองเพ่ือหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพที่จะเกิดข้ึน
2.4 ประเภทของสารในชีวิตประจำวนั และงานอาชีพ
ปัจจุบันการนำเสนอสารในงานอาชีพเพื่อให้ผู้รับสารได้ฟังเสียง ดูภาพ และอ่านข้อความควบคู่กันไป
พร้อม ๆ กันนั้น จัดเป็นกระบวนการเสนอสารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้การเสนอสารบรรลุ
วตั ถุประสงค์ กล่าวคอื ผู้สง่ สารสามารถสง่ สารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์และรวดเร็ว ในขณะ
ทีผ่ ู้รบั สารก็สามารถรบั รู้เร่ืองราวตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างถูกต้องและรวดเร็ว ประเภทของสารท่ีใช้ในการฟงั การดู และ
การอา่ น มีดังน้ี
2.4.1 สารทใี่ ห้ความรู้ ได้แก่ สารทเี่ ปน็ เรือ่ งราวทางวิชาการและวชิ าชีพ
2.4.2 สารทีโ่ นม้ นา้ วใจ ได้แก่ สารทน่ี ำเสนอในรปู ของโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การหาเสยี ง
2.4.3 สารที่จรรโลงใจ ได้แก่ สารทีน่ ำเสนอเป็นบทสนุ ทรพจน์ บทเพลง นทิ าน เรอื่ งสน้ั สุภาษิต
2.5 จุดมุง่ หมายในการรบั สารจากสื่อต่าง ๆ
การฟัง การดู และการอ่าน เป็นกระบวนการรับสารจากสื่อหลาย ๆ ประเภท เช่น วิทยุ โทรทัศน์
สื่อออนไลน์ ทม่ี ีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมเป็นอย่างมาก ทกุ คนยอ่ มมจี ุดมุ่งหมายในการรับสารไม่อย่างใดก็
อย่างหน่งึ หรือบางครง้ั อาจมจี ดุ มุ่งหมายมากกว่าหนง่ึ อยา่ งกเ็ ป็นได้ พอสรุปจุดม่งุ หมายของการรับสารจากส่ือ
ต่าง ๆ ดงั น้ี
2.5.1 เพ่ือฆา่ เวลา เปน็ การรบั สารโดยการฟัง การดู และการอ่านจากสื่อตา่ ง ๆ เพ่ือทำให้เวลาท่ีต้อง
เสียไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ให้มีประโยชน์หรือมีค่ามากขึ้น เช่น ขณะรอรถกลับบ้าน ระหว่างรอเพื่อนที่นัด
หมายจะไปทำธุระดว้ ยกนั หรอื ในยามว่าง เปน็ ต้น
2.5.2 เพือ่ ความรแู้ ละเพิม่ ความคดิ เปน็ การรบั สารโดยการฟัง การดู และการอา่ นจากส่อื ต่างๆ เพ่ือ
พัฒนาไปสู่ความเป็นพหูสูต ทำให้เกิดความรอบรู้หรือรู้รอบ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เมื่อเกิด
ข้อสงสัยก็ชักถามกันเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความคิดซึ่งก่อให้เกิดสติปัญญา เช่น การฟัง การดู และการอ่าน
บทความทางวชิ าการ สารคดจี ากส่ือต่าง ๆ เป็นต้น
2.5.3 เพื่อสนองความสนใจ พฒั นาตนเองและสังคม การรับสารด้วยการฟัง การดู และการอ่านจาก
สื่อต่าง ๆ สามารถตอบสนองความสนใจของตนเองในเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น สนใจการทำอาหารก็ฟัง ดูหรืออ่าน
วิธีทำกบั ขา้ ว ทำขนมต่าง ๆ จากนนั้ ก็นำมาฝกึ ทำเพื่อรับประทานกนั ในครอบครัว หรอื จะทำเป็นอาชีพเพ่ือเพ่ิม
รายได้ให้ครอบครัว ซึ่งจะมีผลต่อสังคมหรือชุมชนด้วย เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีรายได้มากขึ้น ก็ส่ง ผลดีให้
ชุมชนและสังคมมรี ายไดม้ ากขน้ึ การเกบ็ ภาษีเพอ่ื นำเงินมาปรับปรงุ สาธารณูปโภคตา่ ง ๆ ก็มีมากขึน้ สนใจปลูก
ตันไม้ กฟ็ ัง ดู อา่ นเร่อื งเก่ียวกบั การจัดสวน การปลูกไมต้ อกไม้ประดบั จากน้ันควรนำความรู้ท่ีไดม้ าพัฒนาสวน
หนา้ บา้ นและในบา้ นก็จะทำใหข้ มุ ขนทีอ่ ยู่สวยงามย่ิงข้นึ
2.5.4 เพื่อกิจธุระหรือผลประโยชน์ เป็นการรับสารจากการฟัง การดู และการอ่านจากสื่อต่าง ๆ
เพ่ือกจิ ธรุ ะ เช่น ตอ้ งการศึกษาต่อ ต้องการกเู้ งิน ตอ้ งการทำประกันชีวติ หรือประกันอุบัติเหตุ การฟังหรืออ่าน
ระเบียบการรับสมคั ร สัญญากู้เงิน กรมธรรมป์ ระกันชีวิตหรือประกนั ภัยให้ละเอียด
2.5.5 เพื่อความเพลิดเพลนิ จรรโลงใจ และเป็นประโยชน์ในการเข้าสังคม ผู้รับสารอาจเลือกการ
ฟังเพลงหรือพระธรรมเทศนา การดูภาพยนตร์ มหรสพ หรือการอ่านหนังสือจากสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ หายเหน็ด
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วิชาชพี (30000-1101) 19
เหนื่อยจากการทำงาน เกิดความเพลิดเพลิน ได้คติข้อคิดเตือนใจ และมีหัวข้อในการสนทนากับเพื่อนใน
ช้ันเรยี น เพอื่ นบา้ น และเพือ่ นรว่ มงาน เปน็ ต้น
2.๖ หลกั การรับสารจากสื่อตา่ ง ๆ
ทักษะการฟัง การดู และการอ่านจากสื่อต่าง ๆ เป็นกระบวนการรับสารที่สำคัญ นักศึกษาควรได้
ศึกษาและฝึกฝนให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและในงานอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพได้จำเป็น
จะต้องทราบหลกั การฟัง การดู และการอา่ น ซ่งึ มรี ายละเอียด ดังนี้
2.6.1 มีจดุ มุ่งหมายในการรบั สารจากสือ่ ต่าง ๆ อย่างชัดเจน
2.6.2 มสี มาธิ
2.6.3 ใช้วิจารณญาณในการรับสารจากสื่อต่าง ๆ ให้วิเคราะห์แหล่งที่มาของข้อมูลว่า
นา่ เชอื่ ถือหรือไม่ ทำใจให้เป็นกลาง ไม่ลำเอยี ง
2.6.4 มมี ารยาท ไมร่ บกวนสมาธขิ องผทู้ ่ีใชบ้ รกิ ารจากห้องสอื่ รว่ มกัน
2.6.5 ควรบันทึกสาระสำคัญไว้เพอ่ื เตอื นความจำ
2.7 ประเภทของสอ่ื
ส่อื ทีใ่ ช้ในการรบั สารสามารถจำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คอื
2.7.1 สอื่ ธรรมชาติ ท่ีใช้ในการฟงั การดู และการอา่ น เชน่ อากาศ แสงสวา่ ง และคล่ืนเสียง
2.7.2 สอ่ื สาธารณะ ที่ใชใ้ นการฟงั การดู และการอา่ น เช่น โทรศัพท์ ปา้ ยโฆษณา แผน่ พบั และ
หนังสอื เรยี น
2.7.3 สือ่ มวลชน ทีใ่ ชใ้ นการฟัง การดู และการอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร วทิ ยุ โทรทัศน์ และ
อินเทอร์เนต็
2.๘ การประเมินค่าสาร
การประเมนิ คา่ สาร เปน็ การพิจารณาวนิ จิ ฉยั คุณค่า และตดั สนิ หรือการตคี า่ สารทีอ่ ่านโดยใช้ความรู้
ประสบการณม์ าแยกแยะข้อดแี ละขอ้ บกพร่อง
กระบวนการประเมินค่าสารจากการฟงั การดู และการอ่านมักจะใช้ดุลยพนิ ิจด้วยการพจิ ารณาว่าสาร
นั้นมีความดีเด่นในด้านไหน มีความไพเราะ เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ หรือไม่เพียงใด ถูกต้องหรือไม่
ถกู ต้อง มคี ณุ คา่ หรือมีความสำคัญอย่างไร มีเหตผุ ลเช่ือถือได้หรือไม่ มขี ้อดี ข้อเสยี หรอื ขอ้ บกพร่องอย่างไร มี
ประโยชน์ หรอื ทำให้เกดิ ความคิดสร้างสรรค์แก่ตัวบุคคลหรือส่วนรวมอย่างไร มีความเหมาะสมกับผู้อ่านระดับ
ใด มีคุณค่าทางด้านเนื้อหา ประเทืองอารมณ์หรือประเทือง ปัญญา ใช้ภาษาสละสลวยคุ้มค่ากับการเสียเวลา
อ่านหรือไม่
วิธปี ระเมนิ คา่ สาร สามารถทำได้ ๒ วธิ ี คอื
๑. วิธีภาวะวิสัย เป็นวิธีประเมินค่าสารโดยยึดเนื้อหา สาระของเรื่องเป็นหลักโดยพิจารณาโครงเร่อื ง
แก่นเร่ือง ตวั ละคร บทสนทนา บรรยากาศของเร่ือง ทัศนะของผ้เู ขยี น กสวธิ ใี นการแตง่ และการใช้ภาษาอย่าง
มหี ลกั การและเหตุผล
2. วิธีอตั วสิ ัย เป็นวิธีประเมินคา่ สารโดยยดึ ความคดิ เห็นและอารมณ์ของผู้ฟงั ผดู้ ู และผูอ้ า่ น
เป็นหลัก
วชิ าทักษะภาษาไทยเชิงวชิ าชีพ (30000-1101) 20
สรปุ สาระสำคญั
การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และประเมินค่าสารจากสื่อต่าง ๆ เป็นกระบวนการรับสารที่เป็น
ประโยชน์ต่องานอาชีพและชีวิตประจำวัน เป็นการวิเคราะห์สารอย่างใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พิจารณาโดย
รอบคอบอยา่ งละเอยี ดถ่ถี ้วน เพือ่ ใหเ้ ข้าใจจุดมุ่งหมายและสาระสำคัญของเรื่องไดอ้ ย่างถกู ต้อง และสามารถนำ
ความรู้ ความคิดที่ได้จากสารนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ โดยมีขั้นตอนการพิจารณา คือ พิจารณารูปแบบของสาร
ส่วนประกอบต่าง ๆ เนื้อเรื่อง การใช้ภาษา กลวิธีการนำเสนอ ความน่าเชื่อถือของที่มาของแหล่งขอ้ มูล ซึ่งจะ
ช่วยให้ผ้อู ่านสามารถเข้าใจสาระสำคัญของสารนัน้ ไดอ้ ย่างถกู ต้องและนำไปใชป้ ระโยชน์ได้
แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 2
การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมินค่าสาร
ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. การวิเคราะหส์ ารและการสงั เคราะห์สาร หมายถงึ อะไร
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ให้ผู้เรียนยกตวั อยา่ งสารในงานอาชีพมา 5 ตวั อย่าง
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. สว่ นประกอบของข้อความโฆษณามีอะไรบ้าง จงอธบิ าย
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
4. จงบอกหลกั ในการอา่ นเพื่อวเิ คราะห์สารมาอยา่ งนอ้ ย 5 ข้อ
........................................................................................................... ...................................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................... ...................................
................................................................................................ ..............................................................................
5. ขั้นตอนการวเิ คราะหส์ ารต้องพจิ ารณาจากส่ิงใดบา้ ง
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................... ...............
.................................................................................................................... ..........................................................
............................................................................................................................. .................................................
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชีพ (30000-1101) 21
ตอนท่ี 2 ใหน้ กั ศึกษาดูโฆษณาทางสถานโี ทรทศั นม์ าคนละ ๑ โฆษณาแล้วตอบคำถามตอ่ ไปนี้
๑. รายการโฆษณาท่ีไดด้ ูเป็นโฆษณาสินค้าอะไร
............................................................................................................................. .................................................
๒. จดุ ประสงคข์ องการโฆษณาคอื อะไร
..............................................................................................................................................................................
๓. สรรพคณุ ของสินคา้ มีอะไรบา้ ง
.................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
๔. สิ่งที่ทำใหเ้ กดิ ความมั่นใจในสินค้าคือ
............................................................................................................................. .................................................
๕. ทา่ นคดิ วา่ การโฆษณาสนิ ค้านน้ั มีความน่าเช่ือถือหรือไม่ เพราะเหตุใด
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
๖. ถา้ นกั ศกึ ษาเปน็ ผ้บู ริโภค จะตัดสินใจอย่างไร จงอธิบายและใหเ้ หตุผล
............................................................................................... ...............................................................................
ตอนท่ี 3 ใหน้ ักศกึ ษาอ่านบทความต่อไปน้แี ล้วตอบคำถามข้อ 1-5 วา่ มีความร้สู กึ อยา่ งไร
บทบรรยาย “ฉนั คือเพือ่ นที่ดที ีส่ ดุ ของตนเอง”
ทุกคนนั่งในท่าที่สบายที่สุดแล้วหายใจเข้าลึก ๆ ข้า ๆ กลั้นไว้ชั่วครู่ค่อย ๆผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ
หายใจเข้าสีก ๆ ช้า ๆ กลั้นไว้ชั่วครู่ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ กลั้นไว้ชั่วครู่ ผ่อนลม
หายใจออกช้า ๆ แล้วเอาจิตจดจอ่ กับคำพูดตอ่ ไปน้ี (เปิดเทปเพลงบรรเลงเบา ๆ)
“...ชีวิตใหม่ของฉันเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อตนเองฉันรักตนเอง
รักทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวฉัน อารมณ์ ความรู้สึก อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของฉัน ฉันรู้สึกได้ถึง
ความรัก ความเมตตาทยี่ ่ิงใหญท่ อ่ี ยู่ภายใต้จิตใจลึก ๆ ของฉันและของทุก ๆ คน
หายใจเข้าลึก ๆ ข้า ๆ สูดเอาพลังแห่งความรัก ความเมตตาเข้ามาในตัวเรา หายใจเข้าออกช้า ๆแผ่
ความรัก ความเมตตาให้กับตนเองให้กับคนรอบข้างทุก ๆ คน พลังแห่งความรัก ความเมตตาทำให้ฉันรู้สึก
ม่นั ใจในตนเอง เหน็ วา่ ตนเองมคี ่า มีความสำคัญ และเม่ือฉันมีความรักให้กบั ตนเองฉันได้รู้สึกถึงความรักที่ฉันมี
ใหก้ บั ผอู้ ่นื พลงั แหง่ ความรัก ความเมตตาทำให้ฉันมีความสุข และอยากแบ่งปันความสุขนใ้ี ห้กบั คนทกุ คน
ฉันเริ่มรูส้ ึกถึงความรู้สึกที่ดี ๆที่มีต่อตนเอง และเริ่มขจัดความรู้สึกด้านลบต่าง ๆ ออกไปจากจิตใจฉนั
แมว้ า่ ฉนั จะยังไมเ่ ปน็ คนท่ีสมบูรณ์แบบ แตฉ่ นั ก็จะปรบั ปรุงตนเองใหด้ ีขนึ้ ทุกวัน ฉันเคยทำส่ิงที่ผดิ พลาด ฉันจะ
นำส่ิงท่ีผิดพลาดเหล่านมี้ าเป็นบทเรยี นของชีวิตที่ทำให้ฉันเข้มแข็งขน้ึ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดข้นึ ในชีวิตของฉัน ฉัน
ก็จะรักตนเอง มีความรูส้ ึกทด่ี ีต่อตนเอง
หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ สูดเอาพลังแห่งความรัก ความเมตตาเข้ามาในตัวเรา หายใจออกช้าๆ แผ่พลัง
แหง่ ความรกั เมตตาให้กบั ตนเอง ให้กับคนรอบข้างทกุ คน ฉนั รสู้ ึกเปน็ สุข สงบ สบาย ผ่อนคลาย ผอ่ นคลาย ฉัน
รสู้ กึ เปน็ สุข สงบ สบาย ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย ฉนั รสู้ ึกเปน็ สุข สงบ สบาย ผ่อนคลาย ผ่อนคลาย ฉนั รสู้ ึกถึงพลัง
แห่งรกั ความเมตตาที่อยู่ในตัวฉันมากขึ้น มากข้ึน พลังนท้ี ำให้เข้มแข็งมีความรู้สกึ ด้านบวกให้กับตนเอง ฉันจะ
พดู จะคดิ และจะทำแตส่ ิง่ ท่เี ป็นบวกแก่ตนเองและผู้อืน่ ฉันจะรจู้ กั ให้อภัยตนเองและผู้อน่ื ฉนั ดีใจท่ีได้เกิดมา
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 22
เป็นตัวฉัน ฉันบอกกับตนเองว่า ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ สำหรับการที่ฉันได้เกิดข้ึนมาเป็นตัวฉนั ฉันจะเป็น
เพ่ือนท่ีดีทีส่ ดุ ของตนเองตลอดไป ตลอดไป และตลอดไป"
หายใจเข้าลึก ๆ ข้า ๆผ่อนลมหายใจออกชา้ ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ หายใจ
เขา้ ลึก ๆ ช้า ๆ ผอ่ นลมหายใจออกช้าๆ แล้วทุกคนคอ่ ย ๆ ลืมตา
ท่ีมา: กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กรงุ เทพา : คุรุสภาลาดพรา้ ว
๒๕46), หน้า 2๒๕.
1. ฉนั มคี วามคดิ และความรู้สกึ ต่อตนเองวา่
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. เปา้ การศกึ ษาของฉนั
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. อาชพี ของฉันในอนาคต
....................................................................................................................................................... .......................
..............................................................................................................................................................................
4. สงิ่ ทฉี่ ันต้องการพฒั นาเกย่ี วกับตนเอง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 23
แบบทดสอบหลงั เรยี นหนว่ ยท่ี 2
การวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และประเมินค่าสาร
คำชี้แจง ให้ทำเคร่อื งหมายกากบาท (X) ลงหน้าตวั เลอื กที่ถกู ตอ้ งทสี่ ุด
1. “เชิญชมบ้านมั่นคงจำลองขนาดเทา่ ของจริง ในงานวันมหกรรมวันทีอ่ ยู่อาศัยโลก 'รวมพลังสร้างบ้านมัน่ คง
สู่ชุมชนเอื้ออาทร' มีหลายแบบให้เลือก ราคาถูก ตัดสินใจซื้อในงาน ได้รับชุดรับแขกฟรี ๑ ชุด” ข้อความนี้
น่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด
ก. โฆษณา ข. บทความ ค. ข่าว ง. บทเพลง จ. สารคดี
2. “ครเู ปดิ รา้ นเกมมอมเมาเยาวชน ชาวบ้านนับร้อยฮอื ลอ้ ม” ข้อความน้ีนา่ จะเปน็ ส่วนใดของข่าว
ก. รายละเอยี ด ข. วรรคนำ ค. พาดหัวขา่ ว ง. สรุปขา่ ว จ. ข้อความลงทา้ ย
ใช้ขอ้ ความต่อไปน้ตี อบคำถามข้อ ๓-๔
วติ ามนิ เอในรปู ของยา หากคุณแมไ่ ดร้ บั มากเกินไป โดยเฉพาะหากไดร้ ับถงึ 50,000 ยนู ติ จะสง่ ผลต่อ
ทารกในครรภไ์ ด้ เพราะฉะนน้ั ปริมาณทไ่ี ด้รบั จึงควรอยู่ในการควบคุมของแพทย์
3. สาระสำคญั ของขอ้ ความน้คี ืออะไร
ก. อนั ตรายของวติ ามินเอ ข. คุณค่าของวิตามนิ เอ
ค. วธิ ีรบั ประทานวิตามนิ เอ ง. การรับประทานวิตามินเอ
จ. การทานยาควรอยูใ่ นการควบคุมของแพทย์
4. คณุ แม่ในขอ้ ความน้หี มายถึงใคร
ก. หญิงสาวทั่วไป ข. สตรีมีบุตร
ค. สตรตี ้งั ครรภ์ ง. สตรีแทง้ บุตร
จ. หญงิ อุม้ บญุ
5. ข้อใดคือจุดมงุ่ หมายในการอ่านเพอื่ การวิเคราะห์สาร
ก. การอา่ นเพื่อการปฏิบตั ิภารกจิ ในหนา้ ท่ีการงาน ข. การอ่านสลากบรรจุภัณฑเ์ พอื่ เลือกซ้อื สินค้า
ค. การอา่ นเพ่ือพัฒนาความรู้ ง. การอา่ นเพื่อพัฒนาอาชีพ
จ. การอ่านเพอ่ื ปฏิบัตงิ าน เพอื่ ตัดสินใจ เพอื่ พัฒนาความรู้และอาชพี
6. การพิจารณาเนอื้ หาของสารว่าตอนใดเป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และขอ้ ความแสดงอารมณค์ ืออะไร
ก. การพจิ ารณารูปแบบของสาร ข. การพจิ ารณาองคป์ ระกอบของสาร
ค. เนือ้ เรอ่ื ง ง. การวเิ คราะหส์ าร
จ. การวินจิ สาร
๗. หลักการฟัง การดู และการอา่ นข้อใดทีส่ ำคญั ทีส่ ดุ
ก. มมี ารยาท ไม่ทำการใด ๆ ทรี่ บกวนผอู้ ื่น ข. มสี มาธิและมจี ดุ มุง่ หมายท่ีชัดเจน
ค. อยู่ในสถานที่ท่ีไม่มีเสียงรบกวน ง. มกี ารบนั ทึกเพื่อเตือนความจำ
จ. มีการจดบันทกึ
8. “เครือ่ งพ่นยาโฉมใหม่ ดไี ซน์หรู เคยี งคเู่ กษตรกรไทย” ข้อความข้างตน้ ใชภ้ าษาอยา่ งไร
ก. ภาษาทางการ ข. ภาษาพดู ค. ภาษาก่งึ ทางการ
ง. ภาษาไม่เปน็ ทางการ จ. ภาษาราชการ
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 24
9. ขอ้ ความตอ่ ไปนผ้ี เู้ ขียนใชก้ ลวธิ ีในการนำเสนออยา่ งไร
“คนที่มีปม โดยเฉพาะในเรื่องของปมด้อยมักจะส่งผลให้แสดงพฤติกรรมทางลบออกมา เช่นคนที่ถูก
กดดันบีบคนั้ ในบางเรือ่ งบางอยา่ งก็อาจระบายออกมาในรูปของการอวดเบ่ง วางโต ยกตนข่มทา่ น”
ก. ใช้การเลา่ เร่ืองตามลำดับเหตุการณ์ ข. ใชก้ ารบรรยายของผู้เขยี น
ค. ใช้บทสนทนาของตวั ละคร ง. ใช้การเลา่ เรอื่ งยอ้ นไปมา
จ. ใชก้ ารเล่าเร่ืองย้อนหลัง
10. ขอ้ ความตอ่ ไปนมี้ ลี ักษณะของสารข้อใด
“คนไม่มีปมด้อยจะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนข้าวอิ่มรวงที่จะโน้มลงสู่ดินใจกว้างยอมรับผู้อื่นได้
งา่ ย ไม่ดูถกู หรือวางตวั เหนือใคร ๆ”
ก. ขอ้ เท็จจริง ข. ขอ้ ความแสดงความคิดเหน็ ของผู้เขียน
ค. ข้อความแสดงอารมณ์ของผ้เู ขยี น ง. ข้อความแสดงความรู้สกึ ของผ้เู ขยี น
จ. ถกู ทั้ง ค. และ ง.
วชิ าทักษะภาษาไทยเชงิ วิชาชีพ (30000-1101) 25
หนว่ ยท่ี 3
การพูดเพ่อื การส่ือสารในงานอาชพี
การพูดเป็นการส่งสารที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิง่ ในการใช้ชวี ติ ประจำวันและในการประกอบ
อาชีพ การที่ผูพ้ ูดจะประสบความสำเรจ็ ในชีวิตสว่ นตัวและหน้าทีก่ ารงานได้นั้น ผู้พูดต้องตัง้ จดุ มุ่งหมายในการ
พดู และเลอื กวธิ ีการพูดใหเ้ หมาะสม
3.1 ความหมายและความสำคัญของพดู
3.1.1 ความหมายของการพูด
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 (2554 : 843) ไดใ้ ห้ความหมายของการพูดไว้
วา่ การพูด ก. เปล่งเสยี งออกเปน็ ถ้อยคำ, พดู จา กว็ ่า.
สวนิต ยมาภัยและถิรนันท์ อนุวัชศิริวงศ์ (2535 : 1) ได้ให้ความหมายของการพูดไว้ว่า การพูด
หมายถึง การสื่อสารด้วยการใชถ้ ้อยคำซึง่ เป็นวัจนภาษา (ส่วนกิริยาท่าทาง จังหวะลีลา และน้ำเสียงในการพดู
เปน็ อวจั นภาษา) มีวัตถุประสงค์เพ่ือถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรสู้ ึก ตลอดจนความต้องการให้ผู้ฟังได้รับรู้
ความหมาย ตอบสนองวตั ถุประสงคข์ องผู้พดู
กล่าวโดยสรุป การพูด คือ พฤติกรรมในการสื่อความหมายของมนุษย์โดยใช้เสียงเป็นภาษา ทำ
ให้ผู้ฟังเข้าใจได้ อาจใช้อากัปกิริยาท่าทางประกอบ เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น และความรู้จากบุคคล
หนึ่งไปยงั อีกบุคคลหนึ่ง หรอื จากผพู้ ดู ไปยงั ผู้ฟัง
3.1.2 ความสำคญั ของการพูด
การพูดมีความสำคัญดงั นี้
๑.๒.๑ การพูดช่วยให้การดำเนินชีวิตประจำวันดำเนินไปได้ในชีวิตประจำวัน การประกอบ
กิจการงาน การสนทนาวสิ าสะในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย การเจรจาธรุ กจิ ลว้ นแล้วแต่ต้องใช้การพูด คนเราส่ือ
ความหมายด้วยการพูดควบคู่กับการฟัง คือ ใช้ทักษะการฟัง ๔๕% และการพูด ๓0% โดยเฉพาะในสังคม
ประชาธิปไตย การพูดมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนในสังคมสามารถพูดแสดงความคิดเห็นเพื่อทำให้เกิด
ความเข้าใจท่ตี รงกันในเรื่องตา่ ง ๆ เช่น รฐั บาลต้องพูดชี้แจงนโยบายต่าง ๆ ให้ขา้ ราชการและประชาชนเข้าใจ
และปฏิบัติตามได้ถูกต้อง ประชาชนต้องเข้าใจตรงกันในเรื่องหรือนโยบายต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อจะได้อยู่
ร่วมกันอย่างมคี วามสขุ สงบ
๑.๒.๒ การพูดเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร การพูดโดยใช้ปิยวาจาเป็นเครื่องช่วยผูกมิตร
ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผูพ้ ูดประสบความสำเร็จในชีวติ หากผู้พูดมีความระมดั ระวังในการพูดจาเพราะว่าจาเปน็
เครื่องแสดงออกถึงความฉลาด ภูมิปัญญา และอุปนิสัยใจคอของผู้พูด ตลอดจนความมีไมตรีต่อกัน
ดงั คำสอนใจทีใ่ หร้ ะมดั ระวงั ในการพูดจา ดังนี้
“พูดดีเป็นศรแี กต่ ัว พูดช่วั อปั ราชัย” “ปลาหมอตายเพราะปาก”
“ปากเปน็ เอก เลขเปน็ โท หนงั สอื เป็นตรี ชั่วดเี ปน็ ตรา”
“พูดไปสองไพเบ้ีย นิง่ เสียตำลึงทอง”
นอกจากนี้ สุนทรภู่ ได้กลา่ วถึงความสำคัญของการพูดเพื่อการผกู มติ รวา่
ถึงบางพูดพดู ดีเป็นศรีศักดิ์ มคี นรกั รสถอ้ ยอรอ่ ยจิต
แม้นพูดชั่วตวั ตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนษุ ยเ์ พราะพูดจา
(นิราศภเู ขาทอง)
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 26
เป็นมนุษยส์ ดุ นยิ มเพยี งลมปาก จะไดย้ ากโหยหวิ เพราะชิวหา
แมน้ พดู ดมี คี นเขาเมตตา จะพดู จาจงพเิ คราะหใ์ ห้เหมาะความ
(พระอภยั มณ)ี
๑.๒.๓ การพูดทำให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน งานหรืออาชีพบางอย่างจำเป็นต้อง
ใช้วาทศิลปข์ องผูพ้ ูด เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ดังนั้น "สังคมตะวันตกถือว่าวิซาการพดู เป็นวิชาหลกั วิชาหนึ่ง
สำหรบั หลกั สูตรนักกฎหมาย นักบรหิ าร นกั ธุรกจิ ครอู าจารย์ และนักเทศน์ (นิพนธ์ ศศธิ ร. ๒๕๒๑ : ๒๒๒)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการพูดที่ดีตอ่ ออาชีพการงาน
ตา่ ง ๆ จากพระราชนิพนธ์ เรื่อง วิวาห์พระสมุทร ตอนหนงึ่ วา่
ปากเปน็ เอก เลขเปน็ โท โบราณวา่
หนงั สอื ตรี มีปัญญา ไมเ่ สยี หลาย
ถงึ รูม้ าก ไมม่ ปี าก ลำบากกาย
มอี ุบาย พดู ไมเ่ ป็น เห็นป่วยการ
นอกจากนี้ยังมีอาชีพการงานด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้การพูดโดยตรงประสบความสำเร็จในการงาน
เชน่
ด้านการค้า ได้แก่ การพดู จงู ใจลกู ค้า หรอื การพดู โฆษณาซง่ึ เปน็ การพดู แบบหนึ่ง
ทเี่ ขา้ มามีอทิ ธพิ ลในการค้าขายในสังคมปัจจุบัน
ด้านศาสนา ได้แก่ การพูดโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อ การพูดเผยแผ่ศาสนาเพื่อโน้มน้าว
จิตใจของคนให้ตง้ั อยใู่ นศีลธรรมและแนวทางประพฤติปฏบิ ัติทด่ี ี
ด้านการเมือง ต้องอาศัยการพูดชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะช่วย
ให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แม้แต่การเมืองระหว่าง
ประเทศก็ต้องอาศัยการเจรจาทำความเข้าใจกนั เพื่อความสนั ติสุขของโลก
๑.๒.๔ การพูดช่วยให้เกิดความเข้าใจกันได้ง่าย การพูดเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีความสำคัญ
มาก เพราะการพูดสามารถโน้มนา้ วใจผู้ฟงั ได้ง่าย ผพู้ ดู สามารถใช้อำนาจของเสียงที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึก
และเข้าใจได้ดีกว่าการอ่าน ทำให้เข้าใจได้ง่าย และรวดเร็วกว่าอีกด้วย ดังนั้น การเรียนการสอนจึงต้องมี
การบรรยายและนกั เรยี นจะเขา้ ใจไดด้ ีเมอ่ื เขา้ ฟงั อาจารย์ผูส้ อนบรรยายมากกวา่ การนำคำบรรยายไปอ่านเอง
3.2 ความมงุ่ หมายและองค์ประกอบของการพดู
3.๒.๑ ความมุ่งหมายของการพูด
ในการพูดทุกครั้งผู้พูดควรตั้งความมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนว่า พูดเรื่องอะไร โดยคำนึงถึง
ความสนใจ ความเชื่อ ทัศนคติ และความสามารถในการรับรู้ของผู้ฟังด้วย การพูดที่มีความมุ่งหมายซัดเจนจะ
ชว่ ยให้ผฟู้ งั เข้าใจเรอื่ งราวได้ตรงกับความตอ้ งการของผูพ้ ูด
1) การพูดเพื่อให้ความรู้ เป็นการพูดให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและมีความรู้เพิ่มขึ้น การพูด
แบบน้ีผู้พดู ตอ้ งเสนอเรื่องราวทเ่ี ป็นจริง มีรายละเอยี ดพอใหผ้ ฟู้ งั รับรไู้ ดอ้ ย่างชดั เจน เช่น การพูดเรอ่ื งวิชาการ
2) การพูดเพื่อความบันเทิง เป็นการพูดให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือเกิด
ความขบขัน สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้พูดบรรลุผลตามความมุ่งหมายก็คือ ต้องใช้กลวิธีในการเสนอเรื่องและ
การใช้ภาษาท่ีจะให้อารมณ์ขันแก่ผู้ฟัง ตลอดจนแสดงท่าทางอย่างสอดคล้องกบั เรือ่ งทีพ่ ูด เช่น การพูดจำอวด
การพดู เลน่ ตลก
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชีพ (30000-1101) 27
3) การพูดเพ่อื จูงใจ หรือโน้มน้าวจิตใจ เปน็ การพดู ให้ผฟู้ งั เกดิ การยอมรับความคิดและการ
กระทำของผู้พูด การพูดแบบนี้ผู้พูดต้องสร้างศรัทธาให้เกิดกับผู้ฟัง และต้องพูดให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตามเพื่อ
เปลี่ยนความคิด ความเชื่อที่มีอยู่เดิมได้ เช่น การแสดงพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์ การพูดหาเสียงของ
นักการเมือง การพูดโน้มน้าวหรือเชิญชวนให้ร่วมลงทุนของนักธุรกิจ การพูดโน้มน้าวหรือโฆษณาขายสินค้า
การวา่ ความของทนายความ เปน็ ตน้
3.๒.๒ องค์ประกอบของการพดู
การพูดเป็นวธิ ีการติดต่อส่ือสารของมนุษย์ ดงั นนั้ องคป์ ระกอบของการพูดก็คือองค์ประกอบ
ของการสอ่ื สารน่ันเอง คอื มีผ้สู ่งสาร (Source) ผรู้ บั สาร (Receiver) สาร (Message) และสอ่ื หรือช่องทางการ
ตดิ ตอ่
1) ผู้พูด คือ ผู้ส่งสารไปยังผู้ฟัง ทำหน้าที่เสนอเรื่องราวที่เป็นความรู้ ความรู้สึกนึกคิดและ
ความคิดเห็นโดยใช้ส่ือกลาง คือ ภาษา เสียงพูด และกิริยาท่าทางประกอบด้วยก็ได้ ผู้พูดควรเสริมสร้าง
บุคลิกภาพของตนเองให้เหมาะสมทั้งด้านการแต่งกาย การเตรียมเรื่องที่จะพูด ให้เหมาะสมกับเวลาโอกาส
และผูฟ้ งั เพอ่ื ให้การพดู มีประสทิ ธภิ าพ
2) ผู้ฟังคือผู้รับสาร ทำหน้าที่รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ยินจากผู้พูด การพูดที่ดีจะต้อง
คำนึงถึงผู้ฟังเป็นหลัก ดังนั้น ในการพูดทุกครั้ง ผู้พูดจึงควรมีการวิเคราะห์ผู้ฟังด้วย เพื่อให้บรรลุผลตาม
ความมงุ่ หมาย
3) เรื่องที่พูดหรือเนื้อเรื่องที่พูด เป็นสารที่ผู้พูดส่งไปยังผู้ฟัง อาจเป็นสารที่เป็นข่าวความรู้
หรือความคดิ เหน็ ผู้พดู ควรพดู ในเร่ืองทต่ี นถนัด และมีความรใู้ นเรื่องทพี่ ูด
4) สื่อหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสาร เป็นเครื่องมือที่ผู้พูดใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราว
ต่าง ๆ ไปสู่ผู้ฟัง เช่น เสียง กิริยาท่าทาง ภาษา รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้การพูดได้ยินอย่างทั่วถึงและ
เข้าใจไดช้ ดั เจน เช่น การใชไ้ มโครโฟน เครอ่ื งขยายเสียง รูปภาพ วดี ทิ ศั น์ ภาพนงิ่ (สไลด์) แผน่ ใสที่ใช้กบั เคร่ือง
ตำราบางเล่มอาจรวมปฏิกิริยาจากผู้ฟงั เป็นองคป์ ระกอบของการพูดดว้ ย เชน่ ถา้ เร่ืองท่ีพูดเป็นเรื่องท่ี
ผู้ฟังยอมรับ ผู้ฟังก็อาจปรบมือหรือพยักหน้ารับฟัง แต่ถ้าขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้ฟัง ผู้ฟังที่ไม่มีมารยาทก็
อาจส่ายหนา้ หรอื โห่ไล่ ผ้พู ดู จึงตอ้ งพยายามหาเหตผุ ลมาสนับสนุนเพอ่ื ให้บรรลเุ ปา้ หมายในการพดู
3.3 การพูดประเภทตา่ ง ๆ ในงานอาชีพ
การพูดในงานอาชีพ ในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงการพูดสาธิต การพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการ
การสัมภาษณ์ การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์ การพูดแนะนำตนเองและวิทยากร การสนทนาทางโทรศัพท์
การนำเสนอข้อมูลหรอื การบรรยายสรุป
๓.3.1 การพดู สาธติ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของคำว่าสาธิตไว้ว่า
สาธิต หมายถงึ ก. แสดงใหด้ ูเปน็ ตัวอย่าง เชน่ สาธติ การสอน สาธิตการทำขนม
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (การใช้ภาษาไทย : ๒๕๓๖) อธิบายความหมายของการพดู
สาธิตไว้ว่า การพูดสาธิต เป็นการพูดอธิบายโดยใช้โสตทศั นูปกรณ์ประกอบ เพื่อให้ผู้ฟังรับทัง้ ทางตาและหู ซ่ึง
จะได้ผลดกี ว่าและจดจำได้แม่นยำกว่าการฟังเพยี งอย่างเดยี ว
พอสรุปได้ว่า การพูดสาธติ หมายถึง การพูดอธิบายการปฏิบัตสิ ิง่ ใดส่ิงหนึง่ มีการใช้อุปกรณ์
หรือเคร่อื งมือประกอบ โดยผูพ้ ูดมีจุดประสงคใ์ หผ้ ู้ฟังมคี วามเข้าใจข้นั ตอนการปฏิบัตแิ ละอาจปฏบิ ัติตามได้ด้วย
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชีพ (30000-1101) 28
ดงั น้ัน ผสู้ าธติ จะตอ้ งแสดงวธิ ีการใช้เคร่ืองมือหรือวัสดุอุปกรณ์อยา่ งช้า ๆ เพือ่ ใหเ้ ห็นขนั้ ตอนจนผู้ฟังเข้าใจและ
อาจเปิดโอกาสใหผ้ ฟู้ ังทดลองปฏิบัติ
1) การเตรียมตัวก่อนพดู สาธิต
การพูดสาธิตเป็นการบรรยายให้ความรู้และแนวปฏิบัติแก่ผู้ฟัง การเตรียมตัวและการ
เตรียมลำดับขั้นตอนจึงมีความสำคัญมาก ผู้พูดจะต้องรู้จักชนิด คุณภาพ และวิธีการใช้ของสิ่งนั้น ตลอดจน
การปฏิบัตเิ ปน็ อยา่ งดี การเตรียมตวั ก่อนพูดสาธิตควรแบ่งเนือ้ หาเป็นขัน้ ตอน แบ่งเรื่องที่จะพูดเปน็ ลำดับตาม
หัวข้อ ข้อความและขั้นตอนที่จะสื่อความหมายต้องมีความละเอียดชัดเจน ปัจจุบันการศึกษาหลายแขนงวิชา
จะต้องฝึกปฏิบัติ ผู้สอนจึงต้องใช้วิธีการสอนแบบสาธิตโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ
ประกอบการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน เช่น การสอนเชื่อมแก๊ส เชื่อมไฟฟ้า การสอนคอมพิวเตอร์
และการสอนถ่ายภาพ ก็ควรเลอื กวธิ ีสอนโดยการพดู สาธิต
การเตรยี มตวั กอ่ นพดู สาธติ ควรเตรยี มการตามลำดบั ดงั น้ี
๑) กำหนดจุดมุ่งหมายของการสาธิตว่าจะเป็นเพียงให้ผู้ฟังรู้และเข้าใจ ขั้นตอนการ
ปฏิบัติหรือจะให้ผู้ฟังปฏิบัติได้ ถ้ามีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังปฏิบัติได้ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์หรือกิจกรรมที่ให้ผู้ฟัง
ปฏบิ ตั ติ ามขณะสาธิตหรอื หลังจากสาธติ
๒) จดั ลำดับเนอ้ื หาใหต้ อ่ เนื่อง โดยวางลำดับหวั ขอ้ การอธบิ ายไวว้ ่า จะเรมิ่ ตน้ ประเด็นใด
ก่อนหลัง ที่สำคญั คือการกำหนดเนือ้ หาให้สัมพนั ธก์ บั เวลา
3) ถ้าจำเป็นตอ้ งจดั ทำเอกสารแสดงข้ันตอนการปฏบิ ตั ิก็ควรเตรยี มไวด้ ว้ ย
๔) เตรยี มวัสดุอุปกรณ์ที่แสดงประกอบในแต่ละขั้นตอนใหเ้ หมาะสมกบั เวลา ถ้าขั้นตอน
หรอื วธิ ที ำขั้นใดละเอียดหรือซับซ้อนมาก กค็ วรจดั ทำวัสดุอุปกรณ์ทสี่ มบูรณ์ในแตล่ ะขัน้ ตอน เตรียมไว้แสดงให้
ผู้ฟังดูด้วย ควรเลือกอุปกรณ์ที่น่าสนใจ ง่ายต่อการแสดง ขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ถ้าอุปกรณ์ใหญ่เกินไป
อาจเขียนเป็นแผนภูมกิ ารทำงานของอุปกรณ์นั้นแสดงไว้ให้ดูก็ได้ หรือนำผู้ฟังไปฟังการพูดสาธิตที่บริเวณที่ต้งั
เครื่องมือนนั้ ก็ได้
๕) ประสานงานกับฝ่ายจัดสถานที่ให้เตรียมสถานที่สาธิตให้เหมาะสมที่ผู้ฟังทุกคนจะ
มองเหน็ การสาธติ ไดอ้ ย่างท่วั ถงึ
๖) ตรวจสอบและทดลองใช้อุปกรณ์ก่อนการสาธิต ทดลองพูดสาธิต และประเมินผลว่า
ควรมกี ารปรบั ปรุงในเรอ่ื งคำอธบิ ายหรือการแสดงอุปกรณ์ในขั้นตอนใด
2) การดำเนนิ การสาธติ
การสาธติ ควรดำเนนิ ตามขัน้ ตอนตามลำดบั ดังนี้
๑) จดั เตรียมอปุ กรณไ์ วใ้ หเ้ ปน็ ระเบยี บตามลำดบั พร้อมทจ่ี ะแสดงสาธิตในแตล่ ะข้ันตอน
๒) อธิบายจุดมุ่งหมายของการสาธิต และบอกให้ผู้ชมทราบว่าควรปฏิบัติตามอย่างไร
ระหวา่ งการสาธติ อาจแจกเอกสารให้ผู้ชมการสาธติ ด้วยกไ็ ด้
๓) อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสาธิต ควรแสดงเมื่อถึงขั้นตอนของการปฏิบัติในแต่ละ
ขัน้ ตอนข้นั ตอนใดท่ยี าก ควรอธบิ ายใหล้ ะเอียดและแสดงให้ดชู ้า ๆ
๓) องคป์ ระกอบทจ่ี ะชว่ ยใหก้ ารพดู สาธติ สัมฤทธิผล
องคป์ ระกอบทจ่ี ะช่วยให้การพดู สาธติ สัมฤทธผิ ล มดี งั นี้
3.1 ผู้สาธิตจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องที่จะสาธิตเป็นอย่างดี และสามารถใช้มือใน
การสาธติ ได้อย่างคล่องแคลว่ สามารถเรียกศรทั ธาและความน่าเชื่อถอื จากผู้ฟังได้
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวชิ าชพี (30000-1101) 29
3.2 ผู้สาธิตจะต้องมีบุคลิกภาพดี แต่งกายเรียบร้อยและเหมาะสมกับเรื่องที่จะสาธิต
เช่น ถ้าจะสาธิตการย้อมผม ควรสวมถุงมือ มีผ้าคลุมหุ่น ถ้าจะสาธิตการทำอาหารควรจะใส่ผ้ากันเปื้อน และ
สวมหมวกคลมุ ผมดว้ ย
๓) ใช้ถอ้ ยคำให้เหมาะสมกบั เร่อื งทีจ่ ะพูด ควรใช้ภาษาทงี่ า่ ยแกก่ ารเขา้ ใจ
ตัวอยา่ ง การพูดสาธติ
“สวัสดีครับน้อง ๆ วันนี้พี่ตูนมีของดีมาฝากน้อง ๆ อีกแล้วครับเรื่องที่พวกเด็ก ๆ อย่างพวกเราควร
ทำอย่างยิ่งก่อนไปโรงเรียนก็คือ การรับประทานอาหารเช้า เพราะถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญ คิดดูสิครับว่า ถ้าพวก
เราไม่อิ่มท้องไปจากบ้านในตอนเข้า กว่าจะถึงมื้อกลางวัน เด็ก ๆ อย่างพวกเราคงหิวจนแสบท้องพานให้เรียน
หนังสือไม่รู้เรื่อง เฮ้อ ! เกริ่นมาตั้งนาน น้อง ๆ หลายคนคงอยากรู้แล้วนะครับว่าวันนี้ของดีของพี่ตูนคืออะไร
หลายคนแอบเห็นอุปกรณ์ทีพ่ ี่ตูนนำมาในวันนี้ คงคิดกันไปหลายอย่าง แต่น แตน แต๊น ! วันนี้พี่ตูนจะมาสาธิต
การทำแซนด์วิชไข่ดาว เมนูง่าย ๆ ที่น้อง ๆ สามารถทำได้เอง ทั้งอิ่มทั้งอร่อย มาดูอุปกรณ์ก่อนนะครับว่ามี
อะไรบา้ ง
เครอ่ื งปง้ิ ขนมปัง ผักกาดหอม ๑ ต้น
กระทะ มะเขอื เทศ ๑-๒ ลูก
ขนมปงั ๒ แผ่น เบคอน ๕ ชน้ิ
ไข่ไก่ ๑ ฟอง ซอสมะเขือเทศ/ซอสพริก
เมื่อเตรียมของพร้อมแล้วก็ลงมือทำกันเลยนะครับ ขั้นแรกน้อง ๆ นำขนมปังไปปิ้งก่อน เมื่อขนมปัง
กรอบได้ที่ก็นำมาตัดขอบออกทั้ง ๔ ด้านนะครับ จากนั้นน้องก็ทอดไข่ดาวแต่พอสุก และนำเบคอนมาทอดจน
กรอบหอมนา่ รบั ประทาน แลว้ น้องจงึ คอ่ ยนำผักกาดหอม และมะเขือเทศท่หี นั่ เป็นแว่นแลว้ รวมทั้งไข่ดาวและ
เบคอนมาวางเรียงบนขนมปัง น้องอาจเหยาะซอสมะเขือเทศลงไป หรือถ้าน้องคนไหนชอบเผ็ดหน่อยก็เหยาะ
ซอสพริกได้ครับ ขั้นตอนสุดท้ายน้องจึงปิดหน้าขนมปังที่น้องเรียงของไว้ด้วยขนมปังอีกแผ่น เสร็จแล้ว เสร็จ
แล้วครับ เห็นไหมครับอิ่มอร่อยได้งา่ ยนิดเดียว ทีนี้น้อง ๆ ก็มีเมนูอาหารเชา้ เพิม่ อีกหนึง่ อย่าง เป็นอาหารที่ทำ
ง่าย แต่มีคุณค่าน่ารับประทาน น้อง ๆ คนไหนอยากจะลองมาทำดู เชิญนะครับ พี่ตูนเตรยี มของมาเผื่อให้น้อง
ๆ ไดล้ องทำ”
4) ขอ้ ควรคำนงึ ในการพูดสาธติ
ส่งิ ที่ต้องคำนงึ ถงึ ในการพดู สาธิตมีดงั น้ี
4.1 อปุ กรณ์ท่ีจะนำมาประกอบการพดู ต้องสามารถช่วยใหผ้ ู้ฟงั เข้าใจได้ดยี ง่ิ ขึน้ มฉิ ะนั้น
คงไมม่ คี วามจำเป็นต้องใช้ และไม่ควรให้อปุ กรณ์นัน้ ดึงดูดความสนใจของผู้ฟงั ไปจากสาระสำคญั
4.2 ไม่ควรก้มหน้าก้มตาพูดกับอุปกรณ์ตลอดเวลา ควรมองหน้าผู้ฟังในขณะที่ใช้
อุปกรณ์ควรเอียงตัวหลบไปข้างใดขา้ งหนึง่ เพ่ือใหผ้ ู้ฟังมองเห็นอุปกรณ์อย่างชดั เจน
4.3 การเปิดโอกาสให้ผู้ฟังลองใช้อุปกรณ์ ผู้พูดควรคอยดูแลให้คำแนะนำอยู่ด้วย ถ้า
ผดิ พลาดจะได้แก้ไขทนั ที
๕) หลักการพูดสาธิตวิธกี ารทำส่งิ ของ
การพดู สาธติ วธิ ีทำสงิ่ ของมีหลกั การดังน้ี
5.1 ปฏิสนั ถารกับผฟู้ ัง สร้างบรรยากาศทีเ่ ปน็ กนั เอง
5.2 บอกเรอื่ งท่ีจะสาธิตและบอกจดุ มุ่งหมายที่ชดั เจนเพ่ือสร้างความสนใจ
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 30
5.3 บอกสิ่งของที่ต้องใช้และปริมาณที่แน่นอน ควรบอกแหล่งทีสามารถจัดหาสิ่งของ
นัน้ ไว้ดว้ ย เพอ่ื อำนวยความสะดวกแกก่ ารปฏิบัติหรอื จัดหา
5.4 พูดเรียงลำดบั ข้นั ตอนกอ่ นหลังให้ถูกต้องตามวิธีปฏิบตั ิ
5.5 พูดอธบิ ายไปโดยคดิ ว่าผู้ฟังไม่มีความรู้ในเร่ืองนัน้ ๆ จะทำใหก้ ารพูดชัดเจนข้ึนและ
ไม่พดู ขา้ มลำดับขัน้ ตอนท่ีจำเปน็
5.6 ใชภ้ าษาพูดง่าย ๆ ถา้ จำเปน็ ตอ้ งใชศ้ พั ทเ์ ฉพาะก็ควรอธิบายให้แจม่ แจง้ เสียก่อน
5.7 ใชภ้ าษาทีก่ ระชบั รดั กมุ เชน่ บอกทิศทาง บน ลา่ ง ขวา ซ้าย สูง ตำ่ บอกปรมิ าณ ที่
แนน่ อน เช่น ๑ ลติ ร ๓ ช้อนชา หนงึ่ ในสาม ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หลีกเลียงการใชค้ ำว่าเลก็ น้อยหรือ ถ้าจะใชก้ ็ควร
มกี ารหยบิ ใหด้ ู
5.8 ใชต้ วั เลขแผนภูมิ กราพ ตาราง ประกอบการอธิบายใหช้ ดั เจนถูกตอ้ ง
5.9 สรุปเร่อื งด้วยการบอกประโยชน์ท่ีผู้ฟังจะไดร้ บั ไปใชใ้ หม้ ากที่สดุ
๖) หลกั การพูดสาธติ ระบบการทำงาน
การพูดสาธิตระบบการทำงาน มหี ลักการดงั นี้
6.1 ปฏสิ นั ถารกับผู้ฟัง สรา้ งบรรยากาศที่เปน็ กันเอง
6.2 บอกเร่อื งทจี่ ะสาธติ และจุดมุ่งหมายใหผ้ ูฟ้ ังทราบ
6.3 อธิบายระบบการทำงานตามลำดบั ข้ัน
6.4 ตอบคำถามให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง ละเอียดลึกซึ้ง ดังนั้น ผู้สาธิตจะต้องเป็นผูม้ ีความรู้
และเชยี่ วชาญในระบบงานนี้เปน็ อยา่ งดี
6.5 เลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ฟัง การใช้ศัพท์เฉพาะต้องอธิบายความหมายของ
ศัพท์ด้วย
3.3.2 การพดู เพ่ือขายสนิ คา้ หรือบรกิ าร
การพดู เพ่ือการขายสินค้าหรือบริการเป็นหวั ใจสำคัญของธรุ กจิ จะเหน็ ไดว้ า่ อัตราการแข่งขัน
เพื่อช่วงชิงตลาดทางการค้านับวันจะมีสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอำนาจแห่งข้อมูลข่าวสารในยุคโลกไร้พรมแดน
ผู้บริโภคมีสิทธิมีเสียง มีความรู้ในการเลือกสรรสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุดให้กับตนเอง หน่วยงานหรือหน่วย
ธุรกิจแต่ละแห่งจึงพยายามหาวิธีเสนอขายสินค้าหรือบริการให้ได้มากที่สุดวิธีหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสนใจในสินค้า
หรือบริการ คือ การพูดเพื่อดึงดดู ใจลูกคา้ พนักงานขายจงึ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสนใจของลูกคา้
ทำใหล้ กู คา้ ตดั สนิ ใจซื้อสินค้าหรอื เลอื กใชบ้ รกิ าร
หลกั ในการพดู ขายสนิ คา้ หรือบริการ
การพูดขายสินคา้ หรอื บรกิ ารมหี ลักการดงั นี้
๑) พูดให้ลูกค้าเห็นประโยชน์ที่จะได้รับ หากซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัท หรือพูดให้
ลูกคา้ เห็นความจำเป็นในการใชส้ ินค้าหรือบรกิ าร โดยใชห้ ลกั การพดู เพ่อื โนม้ นา้ วใจผฟู้ งั ดงั น้ี
❖ การสร้างความสนใจ โดยพยายามใชถ้ อ้ ยคำหรอื วิธีการต่าง ๆ ให้ผูฟ้ งั เกดิ ความสนใจ
ด้วยความกระตือรือร้น ซ่งึ จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เช่อื มโยงต่อความสนใจได้
ในท่สี ุด
❖ การสร้างความต้องการ ผู้พูดอาจเสนอปัญหาหรือข้อคิดให้ผู้ฟังเหน็ ความสำคัญและ
ประโยชน์ เช่น การขายประกัน อาจพูดให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการทำ
ประกันสุขภาพให้แก่บุตรซึ่งเป็นเด็กยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย
ได้งา่ ย
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 31
❖ การสร้างความพอใจ ผพู้ ูดควรเสนอข้อคิดหรือผลประโยชน์ท่ีคุ้มค่าท่ีผู้ซื้อสินค้าหรือ
บริการได้รับ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ” เช่น การขายประกัน
อาจพูดถึงโรคของเด็กที่มีค่าใช้จา่ ยในการรักษาพยาบาลแพง เช่น โรคหัดญี่ปุน่ โรค
ภูมิแพ้ พร้อมยกตัวอย่างลูกค้าที่มีบุตรหลานเป็นโรคเหล่านี้ สามารถเบิกค่า
รักษาพยาบาลได้ถึงปีละ 80,000 บาท ในขณะที่เสียค่าประกันสุขภาพปีละ
๒๙,๐๐๐ บาท
❖ การสร้างมโนภาพ ผู้พูดพยายามใช้ถ้อยคำให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าตนเกิดความพอใจและ
มีความสุขที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท เช่น ผู้ฟังเห็นภาพตนเองผอมลง
หลังจากได้เข้าคอร์สลดความอ้วน ผู้ฟังเห็นภาพผิวตนเองดูขาวขึ้นหลังจากใช้
ผลิตภัณฑ์ขดั สผี ิว
❖ การพูดวิงวอนขอร้องและผู้ฟังก็ทำตามโดยดี เช่น “ซื้อสินค้าของน้องชิ้นนี้แล้ว
รบั รองไม่ผดิ หวงั นะคะ คุณพร่ี ับกโ่ี หลดคี ะ” “พีเ่ หมาหมดเลยจะ้ น้องจ๋า”
๒) ศึกษาหาข้อมูลของลกู คา้ ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ รสนยิ ม ทศั นคติ อุปนิสัยใจคอ เพ่ือหา
วิธีการพดู ใหล้ ูกคา้ สนใจและตดั สินใจเลือกใชส้ นิ คา้ หรือบริการ
๓) ควรหาจังหวะเวลาในการพูดที่เหมาะสม โดยสังเกตจากปฏิกิริยาของลูกค้า หากลูกค้า
กำลังรีบเรง่ หรือไม่มเี วลาฟัง ควรรอใหล้ กู คา้ พรอ้ ม
4) พดู เสนอเน้อื หาอยา่ งกระชบั ชดั เจน
๕) ผู้พูดต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ในขณะนั้นผู้ฟังหรือลูกค้าสำคัญที่สุด พยายามตอบปัญหา
ข้อข้องใจตา่ ง ๆ ของลกู คา้ ใหม้ ากที่สดุ ซ่ึงจะเปน็ ผลตีตอ่ การขาย
ตัวอย่าง การพูดขายสนิ คา้ และบรกิ าร
“สวัสดีค่ะท่านที่รักทุกท่านคะ วันนี้ทางบริษัทของเรามีสินค้าที่จะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีด้วยคุณค่า
จากธรรมชาติ ทุกวันนี้วิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมยุคปัจจุบัน ทำให้ร่างกายของเราต้องกลายเป็นแหล่งสะสม
สารพิษต่าง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษจากยาฆ่าแมลงในผัก ผลไม้ หรือสารกันบูด และ
วัตถุปรุงแต่งที่แฝงมากับอาหารหลายชนิด กระทั่งสารตะกั่วที่ปะปนอยู่ในอากาศที่ท่านหายใจอยู่ทุกวินาที
เหล่านี้ ล้วนเป็นสารพิษอันเป็นตัวการสำคัญทำให้เชลล์เสื่อมเร็วกว่าปกติ มีผลให้ท่านแก่ก่อนวัย ระบบการ
ทำงานของอวัยวะผิดปกติ และหากท่านต้องการมีชีวิตอยู่อย่างมีสุขภาพที่ดีเยี่ยม ท่านต้องกำจัดสารพิษ
ดังกล่าวออกจากร่างกาย ในปัจจุบันมีผลการวิจัยจากสถาบันวิจัยชื่อดังของโลกว่า เมื่อมนุษย์ได้รับวิตามินชี
วิตามินซีจะช่วยขับสารพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไชด์ รวมทั้งสารพิษอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมออกจาก
ร่างกายไดด้ ี นี่คอื ท่ีมาของสินค้าของบริษัททจ่ี ะชว่ ยให้ทา่ นสุขภาพดีดว้ ยคุณคา่ จากธรรมชาติค่ะ วิตามินซีอะเช
โรลาเชอร์รี่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท ซึ่งสกัดจากผลอะเซโรลาเซอร์รี่เป็นผลไม้ที่ให้วิตามินตามธรรมชาติท่ี
เข้มข้นที่สุดพันธุห์ นึ่งของโลกค่ะ เมื่อท่านรับประทานวิตามินซีอะเซโรลาเชอร์รี่แลว้ จะช่วยใหร้ ่างกายของทา่ น
สามารถทำงานได้ตามปกติ เกิดความสมดุล อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย
เสริมสร้างระบบภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยการยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนและต่อต้าน
การเกิดออกซิเดชนั เหน็ ไหมคะ คุณค่ามากมายของวิตามินซีอะเซโรลาเซอร์รีท่ ่ีทางบริษัทผลิตข้ึนเพื่อท่านท่ีรัก
ทุกท่านได้มีสุขภาพดี ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ เพียงท่านรับประทานวิตามินซี อะเซโรลาเชอร์รี่ แค่วันละ ๑
เม็ด ก็สามารถให้คุณค่าของวิตามินซีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย วันนี้ทางบริษัทนำตัวอย่างของ
ผลิตภณั ฑ์มาใหท้ ่านทดลองใช้ และท่านสามารถเลือกชมหรอื ซื้อผลติ ภณั ฑ์ได้ตามความพอใจของทา่ นคะ่ ”
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 32
3.3.3 การสัมภาษณ์
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายของคำว่าสัมภาษณ์ไว้ 2
ความหมาย ไดแ้ ก่
๑. สนทนาหรือสอบถามเพื่อนำเรื่องราวไปเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์หรือวิทยุกระจายเสียง
เป็นต้น เช่น เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์สัมภาษณ์นายกราชบัณฑิตยสถานเกี่ยวกับความเป็นมาของ
ราชบณั ฑิตยสถาน
๒. การพบปะสนทนากันในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งต้องการทราบเรื่องจากอีกฝ่ายหนึ่งนำไป
เผยแพร่ เรยี กว่า ผู้สมั ภาษณ์ และอกี ฝ่ายหน่ึงทต่ี ้องการจะแถลงข่าวแกอ่ ีกฝ่ายหน่งึ เรียกว่า ผใู้ หส้ มั ภาษณ์
๑) ความสำคญั ของการสัมภาษณ์
การสมั ภาษณ์มีความสำคัญ ดงั น้ี
๑.1 ในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน ผู้สัมภาษณ์ต้องการ
คดั เลอื กผ้สู มัครที่มีบุคลิกภาพดี มไี หวพรบิ มีทัศนคตทิ ี่ดตี ่อหนว่ ยงาน และมีมารยาทในการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่
ดี เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยใจคอ และความสามารถเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ได้อย่าง
เหมาะสม
1.2 ในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงในอาชีพต่าง ๆ หรือเป็นนักการเมือง
ผู้สมั ภาษณ์ตอ้ งการนำแนวทางในการดำเนนิ ชวี ิต ทศั นคติ ความรู้ ความคิดเหน็ ของผ้ใู หส้ มั ภาษณไ์ ปเผยแพร่ให้
สาธารณะชนทราบทางส่อื ต่าง ๆ
1.3 ทางการตลาดใช้การสัมภาษณ์เป็นวิธีวิจัยหรือหาข้อมูลทางการตลาด เพื่อนำข้อมูล
ได้ไปพัฒนาตัวสินค้า ผลิตหรือบริการให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งอาจใช้วิธีสัมภาษณ์สด
สัมภาษณผ์ า่ นสอ่ื หรอื สัมภาษณ์โดยใชแ้ บบสอบถามก็ได้
2) ประเภทของการสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณ์แบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท ได้แก่
2.1 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีหลักเกณฑ์หรือแบบ
แผน มักใช้สำหรับการซักถามความคิดเห็นทั่ว ๆ ไปของประชาชน หรือสนทนากับผู้ใกล้ชิดมีความเป็นกันเอง
เช่น ผูร้ ว่ มงาน นกั เรียน นกั ศึกษา เป็นตน้
2.2 การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์ที่มีหลักเกณฑ์ มีแบบแผนต้องมี
การเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งคำถาม การนัดหมายเวลา การกำหนดสถานที่การสัมภาษณ์
ลักษณะน้ใี ชก้ บั บุคคลสำคญั หรอื บุคคลทีไ่ มค่ ุ้นเคย เชน่ บุคคลที่มชี ื่อเสยี ง นักธุรกจิ นักการเมือง เป็นต้น
3) วธิ กี ารสมั ภาษณ์
วิธีการสัมภาษณ์มหี ลายวธิ ี ทั้งน้ีขนึ้ อยู่กับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ ในการสัมภาษณ์
ดว้ ยว่าเปน็ ทางการหรือไม่ วิธีการสัมภาษณ์ท่นี ยิ มใช้โดยทั่วไป มีดังนี้
3.1 การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว ผู้สัมภาษณ์ต้องไปพบผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง เพ่ือ
สนทนาและซักถามในเรื่องท่ีตอ้ งการทราบ มที ้ังแบบเปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ การสมั ภาษณ์แบบน้ีใช้ได้
กับบุคคลทุกประเภท ทุกระดับ ทุกวัย การสัมภาษณ์เพือ่ คัดเลือกบุคคลเข้าทำงานมกั ใช้การสัมภาษณ์แบบตวั
ต่อตวั
3.2 การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม ผู้สัมภาษณ์ต้องแจกแบบสอบถามให้แก่
กลุ่มเป้าหมายหรือบุคคลที่ตนต้องการทราบข้อเท็จจริง ความต้องการ ความคิดเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น
การตอบแบบสอบถามเพือ่ การวิจยั และการตอบแบบสอบถามหลังเขา้ ร่วมอบรมหรือสัมมนา เป็นต้น
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 33
3.3 การสัมภาษณ์โดยการใช้โทรศัพท์ ผู้สัมภาษณ์โทรศัพท์ไปสอบถามบุคคลอาจจะ
เป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน เนื่องจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา คำถามจึงควรส้ัน
กระชับ ตรงประเด็น เช่น การสำรวจความนิยมในการใช้สินค้า การสัมภาษณ์ชักถามบุคคลสำคัญในประเด็น
ข่าวของรายการขา่ วทางโทรทัศน์ เป็นต้น
4) การเตรียมการสมั ภาษณ์
การเตรยี มการสมั ภาษณ์ ควรเตรียมดังนี้
4.1 ควรนัดหมายให้ผู้สัมภาษณ์ทราบวัน เวลา หัวข้อเรื่องและคําถามที่ใช้ในการ
สัมภาษณ์ ก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์มีเวลาเตรียมตัว ถ้าเป็นการสัมภาษณ์โดยเฉียบพลัน
กไ็ มค่ วรรบกวนเวลาของผู้ใหส้ มั ภาษณ์มากนัก
4.2 ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องที่จะสัมภาษณ์ และเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผู้ให้
สัมภาษณ์อย่างละเอียด เพื่อเข้าใจเรื่องราวอย่างรวดเร็ว สามารถตั้งคำถามต่อเนื่องกันและสามารถสร้าง
ความพอใจและเต็มใจที่จะให้สัมภาษณ์ได้ เช่น ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษา วัฒนธรร ม ศาสนา ความเช่ือ
การประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวติ ประจำวนั เป็นตน้
4.3 คำถามที่นำมาใช้สัมภาษณ์ ควรเป็นคำถามที่ตรงตามจุดมุง่ หมาย ควรตั้งคำถามใน
เรื่องเดียวกันไว้หลาย ๆ คำถาม ถ้าผู้ให้สัมภาษณ์ไม่เข้าใจก็สามารถเปลี่ยนคำถามได้ เพื่อจะได้คำตอบที่ตรง
ประเด็น ไม่ควรใช้คำถามดักคอหรือแสดงว่ามีความรู้ความสามารถเหนือผู้ให้สัมภาษณ์ เพราะจะทำให้ผู้ให้
สมั ภาษณอ์ ดึ อัด และไมอ่ ยากตอบ
4.4 เตรียมอปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการสมั ภาษณ์ เครอื่ งบนั ทึกเสียง ไมโครโฟนกล้องถา่ ยรูป กลอ้ ง
วดิ โี อ ให้พรอ้ มที่จะใชง้ านได้ทันที
5) ลักษณะของคำถามทใี่ ชใ้ นการสมั ภาษณ์
ยพุ ดี ทรงทอง (๒๕๔๖ : ๒๐๓) ได้กล่าวไวว้ ่า บุคคลทเี่ ปน็ ผู้ให้สัมภาษณ์ ควรเป็นบุคคลที่
สำคัญและน่าสนใจ ดงั นี้
5.1 ผู้เปน็ ตวั อยา่ งท่ีดใี นสังคม เชน่ ขา้ ราชการดีเดน่ เกษตรกรดีเดน่ ฯลฯ
5.2 ผ้มู คี วามสำคัญในบ้านเมอื ง เช่น นายกรัฐมนตรี รฐั มนตรีกระทรวง
5.3 ผู้ทีส่ งั คมกำลังสนใจ เชน่ นกั กีฬายอดเย่ียม ดาราภาพยนตร์ นางสาวไทย ฯลฯ
5.4 ผู้ประสบความสำเร็จในการงานและอาชีพ เช่น นักเรียนที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง
นักประพนั ธท์ ไี่ ดร้ ับรางวัลซีไรต์
5.5 ผปู้ ระสบภัยร้ายแรงตา่ ง ๆ
5.6 ผเู้ ปน็ แขกเมอื ง
5.7 ผู้มีความรแู้ ละประสบการณต์ ามหวั ขอ้ เรื่องท่ีผสู้ มั ภาษณต์ ้องการ
6) คณุ สมบตั ิของผสู้ มั ภาษณ์
คุณสมบตั ขิ องผ้สู มั ภาษณ์ทีด่ ีมีดงั นี้
6.1 มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ มีความอ่อนโยน และยิ้มแย้ม
แจ่มใส
6.2 มคี วามรู้ดี โดยเฉพาะความรู้เก่ยี วกับภูมิหลังของผู้ใหส้ ัมภาษณ์ เพือ่ ประโยชน์ในการ
เตรียมคำถาม
6.3 ศกึ ษาข้อมูลเกย่ี วกบั เรอ่ื งทจี่ ะสัมภาษณ์ เพือ่ จะไดต้ ้ังคำถามทต่ี รงประเด็น
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 34
6.4 มีมารยาททั้งในการพูด การฟัง และการถาม คือ ต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และไม่
ถามเรอื่ งสว่ นตวั ทผ่ี ใู้ หส้ มั ภาษณไ์ ม่ต้องการเปิดเผย
6.5 มีบุคลิกภาพดี คือ มีกิริยาคล่องแคล่ว ไม่เคอะเขิน แต่งกายเหมาะสมกับโอกาสและ
สถานการณ์
6.6 มคี วามสามารถในการใชค้ ำพดู คอื พดู ชัดเจน ใช้คำสภุ าพ ง่ายต่อการเข้าใจ
6.7 สามารถสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง ไม่ตึงเครียดหรือเป็นพิธีการเกินไป ให้ปฏิบัติ
เหมือนกบั พดู อย่างธรรมดา
6.8 ใหเ้ กยี รตแิ กผ่ ้ใู ห้สมั ภาษณ์ตรงต่อเวลา และรักษาเวลาตามท่ตี กลงกันไว้
7) ลักษณะของคำถามทใ่ี ช้ในการสมั ภาษณ์
คำถามทีใ่ ชใ้ นการสมั ภาษณ์ควรมลี กั ษณะดังนี้
7.1 คำถามเปิด เป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ตอบได้ตามที่เห็นสมควร เช่น
ท่านมคี วามคดิ เห็นอยา่ งไรต่อการประกาศยบุ สภาของท่านนายกรัฐมนตรีในช่วงน้ี
7.2 คำถามปิด เป็นคำถามที่ผู้ให้สัมภาษณ์มีโอกาสเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่าน้ัน
โอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นมีนอ้ ยกว่าคำถามเปดิ มาก เชน่ คณุ ไมเ่ หน็ ด้วยตอ่ การยุบสภา
7.3 คำถามหยั่ง เป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้สัมภาษณ์แสดงข้อเท็จจริง ทัศนคติ หรือ
เหตุผลไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวางและลกึ ซึง้ คำถมหยัง่ มักใชค้ ำแสดงคำถามว่า ทำไม เหตุใด อยา่ งไร ทำไมคณุ จึงมาทำ
ธรุ กิจส่งออกท้งั ๆ ท่คี ุณเรียนจบครูมา หรอื เหตุใดนักเรียนสว่ นใหญ่จงึ มุ่งเขา้ เรยี น
7.4 คำถามนำ เป็นคำถามที่ผู้สัมภาษณ์คาดเดาล่วงหน้าว่าผู้ให้สัมภาษณ์จะตอบตามที่
ผสู้ มั ภาษณถ์ ามนำไว้ ทางทีด่ ีผู้สัมภาษณ์ไม่ควรถามนำเพราะผู้ให้สัมภาษณ์มโี อกาสตอบตรงตามความเป็นจริง
ได้มากกวา่
8) ขั้นตอนการสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณค์ วรมขี น้ั ตอน ดงั น้ี
8.1 กล่าวปฏสิ นั ถารผู้ใหส้ มั ภาษณ์ แล้วแนะนำตัวผสู้ มั ภาษณว์ ่าชื่ออะไร เป็นตัวแทนของ
องคก์ ร หน่วยงาน หนงั สอื พิมพ์ วทิ ยุ หรือโทรทศั นส์ ถานีใด
8.2 ให้เกียรติและแสดงความสนใจผู้ให้สัมภาษณ์ พยายามสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง
โดยเร่มิ สนทนาเรือ่ งท่วั ๆ ไปกอ่ น จากนัน้ จึงต้ังคำถามประเด็นสำคญั ตามลำดับ
8.3 ไม่ควรถามนอกเรื่อง ขณะถามหรี่อรอผู้ให้สัมภาษณ์ตอบ ควรมองหน้าและยิ้มให้
กำลังใจผู้ใหส้ มั ภาษณ์ เพือ่ จะไดท้ ำใหผ้ ใู้ ห้สมั ภาษณ์ลดความประหม่าลง
8.4 ควรให้เวลาผู้ให้สัมภาษณต์ อบและแสดงการยอมรับความคดิ เห็น
8.5 ถา้ เปน็ การสมั ภาษณบ์ คุ คลหลายคนในเวลาเดียวกนั ควรใหเ้ กยี รติผู้อาวโุ สก่อน
8.6 จดบันทกึ เฉพาะประเด็นท่ีสำคัญ หรอื บันทึกเสียงและภาพไว้
8.7 เมอื่ สัมภาษณเ์ สร็จควรกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ ในกรณเี วลาท่เี ช่าสถานีโทรทัศน์
ใกล้จะหมด ผู้สัมภาษณ์ควรใช้ไหวพริบหาโอกาสที่ผู้ให้สัมภาษณ์เว้นจังหวะในการพูด บอกผู้ให้สัมภาษณ์ว่า
เสียดายที่เวลาของรายการได้หมดลงแล้ว แล้วกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์ที่ได้มาให้ความรู้หรือคำแนะนำที่
เปน็ ประโยชน์แกผ่ ้ชู ม
๙) การเขยี นบทบันทกึ จากการสมั ภาษณ์
การเขียนบทบันทึกจากการสมั ภาษณ์ควรให้รายละเอียด ดงั นี้
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 35
9.1 บันทึกเรื่องที่สัมภาษณ์ รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น ชื่อ ชื่อสกุล ที่อยู่
ที่ทำงาน หมายเลขโทรศพั ท์ วันเดือนปี และสถานทีส่ ัมภาษณ์
9.2 รายละเอยี ดเกี่ยวกบั ปญั หาคำถามคำตอบและความคิดเห็นของผ้ใู ห้สัมภาษณ์ อาจให้
รายละเอียดเกี่ยวกับอากัปกริ ยิ าของผใู้ ห้สัมภาษณด์ ว้ ยกไ็ ด้
9.3 บันทกึ ข้อคดิ เห็น หรือบทสรปุ ของผู้สมั ภาษณ์
9.4 เรียบเรยี งเป็นบทบนั ทกึ จากการสมั ภาษณต์ ามแบบฟอรม์ ดังน้ี
บทสมั ภาษณ์ เรื่อง..................................................
วนั เดือน ปี
สถานท่ี
ช่ือ นามสกุล ท่ีอยู่ หมายเลขโทรศัพท์ (ถา้ มี) ของผ้ใู ห้สัมภาษณ์
ช่อื นามสกลุ ของผูส้ มั ภาษณ์
คำถาม: ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำตอบ: ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำถาม: ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำตอบ: ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10) การเตรียมตัวของผู้ให้สมั ภาษณเ์ พอื่ สอบเขา้ ทำงาน
ผ้ใู ห้สมั ภาษณ์เพื่อสอบเข้าทำงานควรมีการเตรียมตัว ดงั น้ี
10.1 หาความรู้เกี่ยวกับองค์กร หน่วยงาน บริษัทที่กำลังสมัครเข้าทำงาน เช่น ความรู้
เกี่ยวกับตำแหน่ง หน้าทีและความรับผิดชอบ ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ ควรศึกษาทบทวน และ
เขา้ รบั การอบรมเพ่ิมเตมิ กอ่ น
10.2 เตรียมพร้อมทั้งจิตใจและร่างกาย จิตใจต้องเบิกบานแจ่มใส แต่งกายให้สะอาด
เรียบรอ้ ย สุภาพ เหมาะกบั กาลเทศะ
10.3 ลองต้งั คำถามและฝึกหาคำตอบท่ีจะสง่ ผลให้เกิดผลดกี ับตวั เอง
วชิ าทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 36
10.4 เอกสารทจ่ี ำเป็นตอ้ งนำติดตัวไปในวันสมั ภาษณ์
10.5 เมื่อถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ ควรยกมือไหว้ กล่าวคำสวัสดี และนั่งเมื่อผู้สัมภาษณ์
เชญิ ใหน้ ่งั
10.6 ตอบคำถามทกุ ขอ้ อยา่ งชดั เจน ชัดถอ้ ยชดั คำ และกระตอื รอื ร้นทจ่ี ะตอบคำถาม
10.7 กิริยามารยาทต้องให้ดูสุภาพเรียบร้อย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่พูดมากเกิน
ความจำเป็น หรอื พูดอวดตวั
10.8 ไมค่ วรพูดซำ้ เติม หรือให้เห็นความไมด่ ขี องหน่วยงานเดมิ
10.9 ถ้าผู้สัมภาษณ์ให้โอกาสซักถามเรื่องงานหรือช่วงเวลาในการทำงาน ก็ควรซักถาม
อยา่ งสนใจ
3.3.4 การพดู เพื่อการประชาสมั พนั ธ์
การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์เป็นการแจ้งความเคลื่อนไหวของหน่วยงานให้บุคคลทั่วไป ได้
ทราบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์อาจพูดประชาสัมพันธ์โดยตรง
พูดประชาสัมพันธ์ทางโทรศัพท์ หรือพูดประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน หลายหน่วยงานให้ความสำคัญกับ
การประชาสมั พันธ์ โดยมีฝ่ายประชาสมั พันธเ์ พื่อใหข้ อ้ มลู กับลูกคา้ และบุคคลทั่วไป
สภุ คั มหาวรากร กล่าวถงึ หลกั ในการพูดประชาสัมพันธ์ไวว้ ่า
๑) พดู ในส่งิ ทถ่ี ูกต้องและเป็นความจริง
๒) ควรพดู เรอ่ื งสำคัญเพยี งเรอ่ื งเดียวเพ่อื ปอ้ งกนั ความสบั สนของผู้ฟงั
๓) พดู ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ และชัดเจน
4) พดู ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ สภุ าพ นุ่มนวล และแสดงความสนทิ สนมเปน็ กันเอง
5) ควรมีเอกสารประกอบเพือ่ ให้ผ้ฟู งั เขา้ ใจงา่ ยขน้ึ
ตวั อย่าง การพูดเพ่อื ประชาสมั พนั ธ์การจดั งาน
“สวัสดคี ะ่ และแลว้ การจัดงานขอปปิงแรลลี่ รวมใจให้กาชาด คร้ังที่ ๒ กไ็ ด้เกิดขึน้ ถือเป็น 'นัดน่าสน...
ของคนใจบญุ ' นะคะ โดยขอเชญิ เข้ารว่ มแขง่ ขันแรลลก่ี ารกุศล ส่วนเงินรายไดน้ ้ันจะนำมาสมทบโครงการจัดตั้ง
ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เส้นทางที่เราจะร่วมเดินทางกันนั้นคือ
เส้นทางกรุงเทพฯ-โรงแรมศุภาลัยป่าสัก รีสอรัต จังหวัดสระบุรี ในวันที่ ๑0-๑๑ พฤศจิกายนนี้ ท่านจะ
สนุกสนานกับการแข่งขนั แรลลี่ ทเี่ น้นความปลอดภัย พร้อมการประลองไหวพริบในเกมตา่ ง ๆ และร่วมทำบุญ
โดยการชอปปิงสนิ ค้าเพื่อสะสมเปน็ คะแนน และนำไปบรจิ าคให้กับผู้ด้อยโอกาส เปีดรับเพยี ง ๒๐๐ คันเท่านั้น
นะคะ สนใจสอบถามรายละเอียด หรือบริจาคเงินเขา้ ร่วมโครงการ ได้ที่คณะกรรมการฝ่ายประชาสมั พันธ์ของ
สภากาชาดไทย”
3.3.5 การพูดแนะนำตนเองและวทิ ยากร
ในแต่ละวันเรามกั จะมีโอกาสพบปะกับบุคคลทีเ่ ราไม่เคยรู้จักมาก่อนอยู่เสมอ ๆ เช่น บนโต๊ะ
อาหารในงานเลี้ยง บนรถประจำทาง ในที่ประชุม ตลาด โรงพยาบาล และอื่น ๆ การแนะนำตนเองจึงเป็น
ประโยชน์ทีค่ นเราจะสร้างความคยุ้ เคย ทำความร้จู กั และทำใหก้ จิ กรรมตา่ ง ๆ ดำเนินต่อไปอยา่ งราบรื่นโดยไม่
รู้สึกอึดอัด การแนะนำตนเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เรียนควรจะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และฝึกไว้ใช้ประโยชน์ใน
ชวี ติ ประจำวนั
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชีพ (30000-1101) 37
การพดู แนะนำตนเองในการพบปะสนทนากันตามปกติมักจะมีการพูดจากันด้วยเร่ืองอน่ื ๆ นำมาก่อน
สักเล็กน้อย เช่น สนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศ บรรยากาศของงาน แล้วจึงมีการแนะนำตนเอง มิใช่ว่าจู่ ๆ จะมี
การแนะนำตนเองขึน้ มา
1) ขนั้ ตอนการพดู แนะนำตนเองในงานสังคม
การพูดแนะนำตนเองในงานสังคม มขี ้ันตอนดังนี้
๑.1 กล่าวชื่อ นามสกุลให้ซัดเจนด้วยน้ำเสียงสุภาพใช้เสียงดังพอสมควร ไม่ใช่ดังจนกลายเป็นที่
สนใจของบคุ คลท่วั ไป
1.2 บอกสถานที่ทำงานให้คู่สนทนาได้รู้จักเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้มีประเด็นที่จะสนทนากัน
มากขน้ึ
1.3 อาจบอกตำแหน่งด้วยก็ได้ แต่ควรใช้ความระมัดระวังเพราะอาจทำให้คู่ร่วมสนทนารู้สึกด้อย
หรือรู้สกึ เด่นข้นึ มาอยา่ งชดั เจน
1.4 ความสนใจเพื่อเพ่มิ ประเด็นการสนทนาใหม้ ากข้นึ
ตวั อยา่ ง การแนะนำตนเองในงานสังคม
ดิฉัน อุมาพร เลิศวิไล เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ ประจำโรงพยาบาลราชบุรี สนใจเรื่องสวัสดิการ
รกั ษาพยาบาลของประชาชนทั่วไป
๒) ขั้นตอนการพูดแนะนำตนเองในการทำกิจธุระ
การพูดแนะนำตนเองในการทำกจิ ธรุ ะมีข้นั ตอนดังนี้
2.1 บอกชื่อ นามสกลุ หน่วยงานดว้ ยน้ำเสยี งสภุ าพ
๒.2 บอกกิจธุระที่มาติดต่อเพื่อให้ผู้ที่เรามาติดต่อด้วยเข้าใจ จะได้ดำเนินการติดต่อสื่อสารจน
บรรลุวัตถุประสงค์
ตัวอย่าง การแนะนำตนเองในการทำกิจธุระ
ดิฉัน ภูมรีรัตน์ น้ำใจงาม เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี วันนี้จะมาตัดสิน
การประกวดสื่อการสอนวิชาภาษาไทยของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลกลุ่มภาคกลาง ไม่ทราบว่ากิจกรรมน้ี
กรรมการใช้ห้องประชมุ ท่ีไหน
3) การพดู แนะนำตนเองในชนั้ เรยี น
การพูดแนะนำตนเองในชั้นเรียนมขี ั้นตอนดงั นี้
3.1 กลา่ วแสดงความเคารพอาจารย์ และทกั ทายเพ่ือนร่วมช้ันเรยี น
3.2 บอกชอ่ื นามสกลุ ภมู ิลำเนา ทีอ่ ยปู่ จั จบุ นั
3.3 ประวัติการศึกษา
3.4 อุปนิสยั
3.5 บอกความสามารถพเิ ศษ ความสนใจ งานอดเิ รก ความถนัด
3.6 อาหารท่ชี อบ สีทชี่ อบ ฯลฯ
3.7 ความใฝ่ฝนั ในอนาคต
4) การพดู แนะนำวทิ ยากร
4.1 แนะนำชอื่ นามสกลุ
4.2 ตำแหนง่ หน่วยงาน งานในหน้าท่รี บั ผดิ ชอบ
4.3 ความถนัด ความสามารถพิเศษ ประสบการณ์
4.4 ผลงานทีส่ รา้ งชือ่ เสียง
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชิงวชิ าชพี (30000-1101) 38
ตวั อย่าง การพดู แนะนำวิทยากร
ท่านผ้อู ำนวยการ อาจารย์ และนักศึกษาทกุ คน การบรรยายในหวั ข้อวทิ ยาศาสตร์สำคญั อย่างไรใน
ชวี ิตประจำวัน วันน้ีเราไดร้ บั เกียรติจาก ดร.กัลยา โสภณพานิช รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงวทิ ยาศาสตร์ ท่านจบ
ปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทุน
โคลัมโบ ไปศึกษาต่อปริญญาโทและได้ทุนต่อเนื่องในระดับปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ท่ี
มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน ของสหราชอาณาจักร และสำเร็จปริญญาเอก ด้าน
High Energy Nuclear Physic เป็นกรรมการแขง่ ขันฟสิ ิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ วันนี้เราได้รับเกียรติจาก
อาจารย์มาให้ความรเู้ กีย่ วกบั ความสำคัญของวทิ ยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
เรียนเชิญอาจารย์ครับ
3.3.6 การสนทนาทางโทรศพั ท์
ปัจจุบันคนเราใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารแทนการเดินทางไปติดต่อกิจธุระ เพราะการใช้
โทรศัพท์พูดคุยกันช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผู้สนทนาทางโทรศัพท์ควรคำนึงถึงความ
กระชับรัดกุมของการใช้ถ้อยคำและความสุภาพในการใช้ภาษาเพราะผสู้ นทนาทางโทรศัพท์ไม่สามารถคาดเดา
ความรู้สึกของคู่สนทนาจากอวัจนภาษาได้ และควรมีมารยาทในการใช้โทรศัพท์ เช่น ในงานพิธีการ ในห้อง
ประชมุ หรอื ในหอ้ งเรียน ไม่ควรใชโ้ ทรศัพทส์ รา้ งความรำคาญให้บุคคลอ่นื หากมคี วามจำเปน็ กค็ วรใช้บริการรับ
ฝากข้อความแทน
1) มารยาทในการสนทนาทางโทรศพั ท์
มารยาทในการสนทนาทางโทรศัพท์ มดี ังน้ี
1.1 กล่าวคำว่า สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ ตามด้วยชื่อและนามสกุล และชื่อหน่วยงาน เมื่อ
เริม่ รบั โทรศพั ทท์ กุ ครั้ง
1.2 พูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ อ่อนโยน เป็นธรรมชาติ ไม่พูดช้าหรือเร็วเกินไป ไม่ควร
รับประทานอาหารในขณะท่ีพดู โทรศัพท์
1.3 ฟังคู่สนทนาพูดให้จบเสียก่อน ไม่ควรพูดแทรกขึ้นมา ไม่ควรผูกขาดการพูดเพียง
ฝ่ายเดยี ว เรอ่ื งไรส้ าระหรอื เรือ่ งทเี่ ป็นความลับก็ไม่ควรนำมาสนทนากันทางโทรศัพท์
1.4 ถ้าต่อโทรศัพท์ผิดควรกล่าวคำขอโทษผู้รับด้วย หากจำเป็นต้องตัดบทก็ควรพูด
อยา่ งสุภาพ
1.5 เมอ่ื จบการพูดควรกล่าวคำว่า สวสั ดี และวางหอู ย่างน่ิมนวล
ตวั อย่าง บทสนทนาทางโทรศัพท์
ขนษิ ฐา : สวัสดีค่ะ ชนิษฐา บุญเต็มดวง เจา้ หนา้ ทฝ่ี า่ ยประชาสมั พนั ธค์ ่ะ
วรี ะ : สวัสดีครบั ขอพูดกับคุณนริสราครับ
ชนิษฐา : หวั หน้ากำลังประชมุ ค่ะ ขอโทษค่ะ ไมท่ ราบวา่ จะฝากขอ้ ความไว้ไหมคะ ดิฉันจะจดข้อความ
ไวใ้ ห้ หรอื จะให้เรียนหวั หนา้ ว่าใครโทรมาดคี ะ
วรี ะ : ผม วรี ะ แสงกระจา่ งเนตร จากการไฟฟ้าฝา่ ยผลิตครับ
ไมเ่ ป็นไรครับ อกี สักครู่ ผมจะโทรฯ มาใหม่ ขอบคณุ ครับ
สวสั ดีครบั
ขนษิ ฐา : สวัสดคี ะ่
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชีพ (30000-1101) 39
3.3.7 การนำเสนอข้อมูลหรือบรรยายสรุป
การพูดเพื่อนำเสนอข้อมูลหรือการบรรยายสรุป หมายถึง การพูดถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึก
นึกคิด ข้อเท็จจริง การอบรม การปฐมนิเทศให้แก่ผู้ฟังจำนวนมากโดยเรียบเรียงข้อความตามลำดับ
มีจุดประสงค์ให้ผู้ฟังรับรู้ เข้าใจ หรือตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ได้ฟัง เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ
ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อกัน การเตรียมการบรรยายสรุปเริ่มจากรวบรวมและเรียบเรียงเนื้อหาให้ตรงกับหวั ขอ้
เรื่องท่ีบรรยาย จดั ลำดับเค้าโครงเร่ืองที่จะบรรยาย รา่ งบทบรรยายโดยใชถ้ ้อยคำใหเ้ หมาะสมกบั เนือ้ เรื่อง อาจ
ใช้ศัพท์เฉพาะวิชาเพื่อให้เข้าใจง่าย มีตัวเลขหรือข้อมูลประกอบการพูด แสดงแหล่งที่มาของข้อมูล พิจารณา
ลำดับความหรือการดำเนินเรื่องให้ต่อเนื่องและกลมกลืน ฝึกบรรยาย และสุดท้ายคือบันทึกหัวข้อสำคัญไว้ดู
ขณะทบี่ รรยาย
ข้นั ตอนการพดู เพ่ือนำเสนอข้อมลู หรอื บรรยายสรปุ
เริ่มจากอารัมภบทหรือเริ่มต้นอย่างน่าสนใจ โดยดำเนินเรื่องอย่างต่อเนื่องและกลมกลืน
พยายามกระตุ้นความสนใจของผู้ฟัง ทั้งนี้ควรแสดงความคิดสำคัญที่ชัดเจนเพียง ๓-๔ ข้อเท่านั้น
ควรยกตัวอย่างประสบการณ์ต่าง ๆให้สอดคล้องกับความคิดหลัก ชี้ให้เห็นความสำคัญของความเป็นมาของ
ขอ้ มลู ทน่ี ำเสนอ ทสี่ ำคญั คอื ประโยชน์ทไี่ ด้รับจากผลงานนั้น
การพดู เพอ่ื นำเสนอขอ้ มลู หรือบรรยายสรปุ มีหลกั การพูดดังนี้
๑) พูดใหเ้ ห็นความเป็นมาของเรื่องทก่ี ำลังจะพูด
2) เรอื่ งทีพ่ ดู เป็นผลงานเร่อื งอะไร ของใคร ทำอะไร ท่ีไหน เมอื่ ไร และอยา่ งไร กลา่ วถึง
๓) ความสำคัญของผลงานนน้ั ประโยชน์ท่ีผูฟ้ งั จะไดร้ บั
4) เรียงบทพดู ดว้ ยภาษาของตนเอง
5) พูดใหต้ รงประเด็น ไม่ออกนอกเร่อื ง
๖) ใชน้ ำ้ เสียงและลลี าทส่ี ภุ าพน่าฟงั
7) พดู เพื่อนำเสนอขอ้ มูลทถี่ ูกต้องหรือบรรยายสรปุ ภายในเวลาที่กำหนด
8) ควรมีสอื่ ประกอบการพูด เช่น รูปภาพหรือตวั อยา่ งผลติ ภณั ฑ์
ตวั อยา่ ง การพดู เพ่ือนำเสนอขอ้ มูลหรือบรรยายสรุป
ดิฉันนางสาวสมฤทัย สุขดี นักศึกษาชั้น ปวส. ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของเพื่อนร่วม
ชนั้ ออกมาพดู นำเสนอข้อมูลท่ีทางสาขาวิชาได้ร่วมมือกันสร้างข้นึ มา มชี ื่อวา่ “เครอ่ื งขอดเกลด็ ปลาอัจฉรยิ ะ”
ในปัจจุบนั ชวี ติ ประจำวนั ของเราเกือบทุกคนจะต้องเก่ียวข้องกับการรับประทานอาหารบางท่านนิยม
ไปจ่ายตลาดเพื่อซื้อหาวัตถุดิบมาประกอบอาหารเองที่บ้าน เราอาจจะเคยเห็นบรรดาพ่อค้าแม่ขายใช้ที่ขอด
เกล็ดปลาที่ทำจากฝาน้ำอัดลมบ้าง หรือมีดบ้าง เพื่อขอดเกล็ดปลาทีละตัว ๆ ทำให้เนื้อปลาช้ำ และกิน
เวลานาน ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะร้านขายส่งปลาที่ต้องการขอดเกล็ดปลาจำนวนมาก
ๆ
ปัญหาที่พบข้างต้น ดิฉันและเพื่อน ๆ ในภาควิชาจึงได้ร่วมมือกันคิดคันนวัตกรรมใหม่ในการขอด
เกล็ดปลาให้ได้จำนวนมาก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย จึงเกิดเป็น “เครื่องขอดเกล็ดปลาอัจฉริยะ” ขึ้น
เท่าน้ัน
หลกั การทำงาน
เครื่องขอดเกล็ดปลาที่ได้ทำการทดลองประดิษฐ์ขึ้น โครงสร้างหลักทำจากเหล็กเหนียว ต้นกำลังใช้
มอเตอร์ขนาด ๒ แรงม้า ๑,๔๔0 รอบ/นาที ขับเกียร์ทดรอบด้วยอัตราทด ๓๐ : ๑ เพื่อส่งกำลังขับชุดวงล้อ
วิชาทักษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 40
ขอดเกล็ดปลาชุดใน ที่ความเร็วรอบ ๓๖ รอบ/นาที และออกแบบให้เฟืองตรงเป็นอุปกรณ์ส่งกำลังเปลี่ยนทิศ
ทางการหมนุ เพอ่ื ชับวงลอ้ ขอดเกลด็ ปลาชุดนอกท่คี วามเร็ว ๒๔ รอบ/นาที ซ่ึงจะหมนุ สวนทางกนั อยู่ในอ่างน้ำ
ทรงกระบอกผ่าครง่ึ
ส่วนประกอบสำคัญ
๑. ระบบตน้ กำลงั ใช้มอเตอร์ ๒ แรงมา้ ทค่ี วามเร็วรอบ ๑,๔๔- รอบ/นาที
๒. ชุดเกยี รท์ ด อัตราทด ๓๐ : ๑
๓. ชุดวงล้อขอดเกล็ดปลาวงนอก เส้นผ่าศนู ยก์ ลาง ๖๐๐ × ๘๐๐ มม.
๔. ชดุ วงลอ้ ขอดเกลด็ ปลาวงใน เส้นผ่าศูนยก์ ลาง ๑๕- x ๗๓๐ มม.
๕. ชุดแปรงขอดเกล็ดปลาทำดว้ ยสแตนเลส
๖. โครงเครื่องทำดว้ ยเหลก็ เหนียว
7. อา่ งนำ้ รปู ทรงกระบอกผา่ คร่งึ
8. ชดุ เฟอื งตรง ๒.๕ มอดลู จำนวน ๕ ตวั
สมรรถนะของเคร่ืองขอดเกลด็ ปลา
จากการทดลองประสิทธิภาพของเครื่อง โดยใช้ปลานิล ปลาตะเพียน นำมาทดลองขอดเกล็ด โดยใช้
จำนวน ๔๑ ๕- กิโลกรัม/ครั้ง ซึ่งใช้ปลาขนาด ๓-๔ ตัว/กิโลกรัม ใช้เวลาในการเดินเครื่องประมาณ ๓๕ นาที
โดยเครื่องขอดเกลีดสามารถทำการขอดเกล็ดได้ประมาณ ๙๐-๙๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเกล็ดปลาทั้งหมดซ่ึง
ใช้แรงงาน ๑ คนสามารถปฏบิ ัตงิ านได้
ดฉิ ันหวงั วา่ นวัตกรรม “เครื่องขอดเกลด็ ปลาอัจฉริยะ” จะเปน็ ชิ้นงานทช่ี ว่ ยอำนวยความสะดวกให้กับ
พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงธุรกิจในครัวเรือนต้องใช้ปลาในการประกอบอาหาร หากมีท่านใดสนใจต้องการทดล อง
ใช้งาน สามารถตดิ ต่อได้ท่แี ผนกช่างยนตค์ ่ะ ขอบคณุ คะ่
สรปุ สาระสำคญั
การพูดจะประสบความสำเร็จได้ผูพ้ ูดจะต้องมีการเตรยี มพร้อมท้ังในเร่ืองบุคลิกภาพ การใช้ภาษา
และเนือ้ หาที่จะใช้พูด ควรมีการวิเคราะห์ผู้ฟังก่อนพดู ทกุ คร้ัง การเลือกใชว้ ิธีการพดู ก็มีส่วนสำคัญท่ีจะทำ
ให้ประสบความสำเร็จในการพูดได้ ดังนั้น ไม่ว่าผู้พูดจะแนะนำตนเอง แนะนำผู้อื่น สนทนากับคู่สนทนา
สนทนาผ่านโทรศัพท์พูดเสนอขายสินค้าหรือบริการ พูดเพื่อประชาสัมพันธ์ พูดสาธิต พูดเพื่อนำเสนอ
ขอ้ มลู หรอื การบรรยายสรปุ ผูพ้ ูดก็ควรคำนงึ ถึงหลกั วธิ ีการพดู ทุกครั้ง และทีจ่ ะขาดเสยี มไิ ด้กค็ อื การฝึกพูด
ให้เกดิ ความชำนาญ รวมท้งั หาโอกาสทีจ่ ะพูดตอ่ ท่ชี มุ ชนอยู่เสมอ
***************************
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชพี (30000-1101) 41
แบบฝกึ หดั หนว่ ยท่ี 3
การพูดเพ่ือการสือ่ สารในงานอาชพี
ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. การพูดมีความสำคญั อยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................ ..............
.................................................................................................................... ..........................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. องค์ประกอบของการพูดมีก่ปี ระการ อะไรบ้าง
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
............................................................................................................ ..................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. ผเู้ รยี นมแี นวทางในการเตรยี มตวั พูดสาธติ อยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
4. หลกั การพูดเพื่อประชาสัมพันธม์ อี ะไรบา้ ง
.................................................................................................................................................................... ..........
......................................................................................................................... .....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
5. จงบอกขนั้ ตอนในการพูดแนะนำตนเองในงานสงั คมมาพอสังเขป
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................................... .....
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชีพ (30000-1101) 42
แบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยที่ 3
การพดู เพอื่ การส่ือสารในงานอาชพี
คำชแ้ี จง ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงหนา้ ตวั เลอื กทีถ่ ูกต้องที่สดุ
๑. การพดู แบบใดที่จำเป็นต้องมีเคร่อื งมอื และวสั ดอุ ปุ กรณ์
ก. การพดู เพอื่ การขายสนิ ค้าและบรกิ าร ข. การพดู เพอ่ื การประชาสัมพนั ธ์
ค. การพูดสาธติ ง. การสัมภาษณ์
จ. การพูดแนะนำตนเอง
2. ขอ้ ใดไมใ่ ช่หลักการพูดโน้มน้าวใจ
ก. การสร้างบุคลกิ ภาพ ข. การสร้างความต้องการ
ค. การสรา้ งมโนภาพ ง. การสรา้ งความสนใจ
จ. สรา้ งความแปลกใหม่
3. โอกาสใดท่คี วรมกี ารประชาสมั พันธ์ดว้ ยการแถลงขา่ วต่อส่อื มวลชน
ก. การเปดิ ตัวแนะนำสินค้าใหม่ ข. การเปล่ยี นหวั หนา้ ฝ่ายขาย
ค. สรปุ รายงานการประชมุ ของบรษิ ทั ง. การประกาศปรับอัตราเงินเดอื นของพนกั งาน
จ. การแนะนำบรรจภุ ัณฑ์ใหม่
4. ข้อใดเป็นลักษณะของผฟู้ ังท่ีไมม่ มี ารยาทในการฟัง
ก. สุชาติจดบนั ทึกยอ่ สงิ่ ที่สำคัญขณะฟงั
ข. สุวิทยก์ ระซบิ ถามข้อสงสัยกับเพื่อนทีน่ งั่ ขา้ ง ๆ เบา ๆ
ค. กติ ตยิ กมือขน้ึ เพ่ือซักถามขณะผูพ้ ูดกำลังพดู
ง. สมชายนง่ั อา่ นเอกสารประกอบ
จ. สมพรเลอื กใช้โทรศัพทร์ ะบบสัน่ ขณะเข้ารว่ มประชมุ
๕. การพูดชนิดใดทเ่ี ป็นหัวใจสำคญั ของธรุ กจิ
ก. การพูดเพื่อขายสนิ คา้ หรือบรกิ าร ข. การพูดเพือ่ การประชาสมั พันธ์
ค. การพูดสาธิต ง. การสัมภาษณ์
จ. การสนทนาทางโทรศัพท์
6. การสัมภาษณ์ดารานกั ร้องมกั จะมคี ำถามหน่ึงทใี่ ชถ้ ามเป็นประจำคือ “คุณเข้าสู่วงการบนั เทิงได้อยา่ งไร” คำถามนเ้ี ปน็
คำถามแบบใด
ก. คำถามเปิด ข. คำถามปิด
ค. คำถามหย่ัง ง. คำถามเดา
จ. คำถามโยนหนิ ถามทาง
7. ส่ิงใดทไี่ ม่ควรเขยี นในบทบันทึกจากการสัมภาษณ์
ก. รายละเอียดเก่ยี วกบั ผูใ้ ห้สัมภาษณ์ ข. ขอ้ คดิ เหน็ เพ่ิมเตมิ ของผู้ให้สัมภาษณ์
ค. ขอ้ มลู นอกเหนือจากเรื่องท่ีสัมภาษณ์ ง. อากัปกิรยิ าของผู้ใหส้ มั ภาษณ์
จ. คำถามของผู้สมั ภาษณ์
วิชาทักษะภาษาไทยเชงิ วชิ าชพี (30000-1101) 43
8. ควรใชห้ ลกั การพดู อยา่ งไร เม่อื ต้องพดู ประชาสมั พันธบ์ รษิ ัท
ก. พูดแตส่ ่วนดขี องบรษิ ัท ข. พดู ข้อมลู ของบริษัทให้มากท่ีสุด
ค. พูดถึงความมั่นคงของบริษัท ง. พดุ ส่ิงทถ่ี ูกต้องและเป็นความจริง
จ. พดู ถงึ ฐานะการเงินของบริษทั
๙. การพดู อธบิ ายวิธีประดิษฐส์ ่งิ ของควรใชก้ ลวธิ กี ารพดู แบบใด
ก. อธบิ ายตามลำดบั ข้นั ข. อธบิ ายโดยใช้ตวั อย่าง
ค. อธบิ ายโดยการใช้นิยาม ง. อธิบายความเปน็ มาของสง่ิ ตา่ ง ๆ
จ. อธบิ ายโดยการกลา่ วซำ้ ดว้ ยถอ้ ยคำท่ีแปลกออกไป
๑๐. การพดู เพ่ือใหค้ วามรู้และความเข้าใจ และมีการแสดงวิธีทำประกอบ การพดู ลกั ษณะนเี้ รยี กวา่ อะไร
ก. การอธิบาย ข. การสาธิต
ค. การอภปิ ราย ง. การโตว้ าที
จ. การบรรยาย
วิชาทกั ษะภาษาไทยเชิงวิชาชพี (30000-1101) 44
หนว่ ยที่ 4
การเขยี นบนั ทึก
ในชีวิตประจำวันเมื่อมีการฟัง การอ่าน การไปทัศนศึกษา หรือร่วมงานต่าง ๆ ผู้ทำกิจกรรมเหล่าน้ัน
สามารถเขียนบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำ ผู้เขียนบันทึกจะต้องเขียนตามข้อเท็จจริง ต้องบอกแหล่งที่มาของ
ข้อมลู เขยี นบนั ทึกดว้ ยสำนวนภาษาของตนเองอย่างเป็นระเบียบ และจะตอ้ งคำนึงถงึ ความเป็นจริงและถูกต้อง
บันทึกข้อความเป็นหนังสือหรือเอกสารที่ใช้ติดต่อกันภายในหน่วยงาน การเขียนบันทึกข้อความจะต้องมี
ส่วนประกอบ 3 สว่ น คอื ส่วนหัว ส่วนขอ้ ความ และส่วนทา้ ย
4.1 ความหมายของการเขียนบันทกึ
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายว่า บันทึก ก. จดข้อความเพื่อช่วย
ความทรงจำ หรอื เพือ่ เปน็ หลกั ฐาน เชน่ บันท่ีกรายงานการประชุม บนั ทึกภาพ บันทึกเสียง จดย่อ ๆ ไว้เพื่อให้
รเู้ ร่อื งเดิม, ย่นย่อ, ทำใหส้ น้ั ... ข้อความทน่ี ำมาจดยอ่ ๆ ไว้เพอื่ ให้รู้เร่ืองเดิม
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๓๐ : ๘๓๕) ได้ให้ความหมายของคำว่า “บันทึก” ไว้ว่า
น. ขอ้ ความท่ีจดไว้เพ่ือชว่ ยความทรงจำ หรือเพอ่ื เป็นหลักฐาน ข้อความทน่ี ำมาจดยอ่ ๆ ไว้เพอ่ื ใหร้ เู้ รอ่ื งเดิม
อาจกล่าวได้ว่า การเขียนบันทึก หมายถึง การเขียนข้อความสั้น ๆ เพื่อแจ้งข่าวสารหรือติดต่องาน
แบบกึ่งทางการหรือไม่เป็นทางการนัก อาจใช้รูปแบบที่กำหนดไว้หรือไม่มีรูปแบบที่กำหนดแน่นอนกไ็ ด้ โดยมี
จดุ ประสงค์เพ่อื ขีแ้ จง เสนอเร่ืองราวหรือรายงานส่งิ ที่ไดค้ ้นคว้าขอ้ มลู อย่างมรี ะบบ
การเขียนบันทึกเป็นวิธีการรับสารอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และสามารถเขียน
บนั ทกึ จากแหล่งขอ้ มูลตา่ ง ๆ ได้ ๓ ทาง ดงั น้ี
๑. เขยี นบันทึกจากการฟงั
๒. เขียนบันทกึ จากการอ่าน
3. เขียนบันทกึ จากเหตุการณห์ รอื ประสบการณ์
4.2 หลักการเขยี นบนั ทึกและวธิ ีเขียนบนั ทกึ
4.2.1 หลกั การเขียนบันทึก
การเขยี นบันทึกท่ีมีคุณภาพ ควรใช้หลักสำคัญดงั ตอ่ ไปนี้
1) เขยี นบนั ทกึ ตามข้อเทจ็ จริง และมีความถกู ต้องชดั เจน
2) บอกแหลง่ ที่มาของขอ้ มลู วนั เดอื น ปี ท่ีจดบนั ทึก
3) เขยี นบันทึกใหม้ ีระเบยี บ อ่านง่าย เรียงลำดับเน้ือหาอย่างเป็นระบบ
4) ใชเ้ คร่อื งหมายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนขอ้ ความบางอย่างเพ่ือให้สามารถเขียนบันทึกได้
รวดเรว็ ข้นึ
4.2.2 วธิ ีเขียนบนั ทกึ
วิธีเขยี นบนั ทกึ สามารถทำได้หลายวธิ ีตามจุดม่งุ หมายของผู้ทีจ่ ะเขียนบนั ทึก โดยท่ัวไปจะมีวิธี
ปฏิบตั ดิ ังนี้
1) เขียนบันทึกเฉพาะสาระสำคัญของเรื่องที่ได้อ่าน ได้ฟัง หรือพบเห็นมาด้วยสำนวนภาษา
ของตนเอง
วชิ าทกั ษะภาษาไทยเชงิ วิชาชีพ (30000-1101) 45