The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนรายวิชา ว 30233 เคมี 3 แก๊สและสมบัติของแก๊ส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sofeeyahmahaming, 2021-11-11 04:36:02

แผนการสอนรายวิชา ว 30233 เคมี 3 แก๊สและสมบัติของแก๊ส

แผนการสอนรายวิชา ว 30233 เคมี 3 แก๊สและสมบัติของแก๊ส

Keywords: แผนการสอน

แผนการจดั การเรียนรู้
รายวิชา ว 30233 เคมี3
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5

แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊

ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564

gure 1

นางสอฝยี ๊ะ มะหะมิง
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ชานาญการพิเศษ

โรงเรียนนคิ มพัฒนวิทย์
สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษายะลา



คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ว30233 เคมี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็น
แนวทางในการจัดกระบวนการเรียนการสอนรายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 โดยยึด
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตามสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด/
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โดยมุ่งพัฒนาผูเ้ รียนตามศักยภาพและความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้เป็นทิศทาง
ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็น
ประโยชน์สำหรับครูผู้สอนและผู้สนใจเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และ
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรียนตอ่ ไป

นางสอฝยี ๊ะ มะหะมงิ
ผูจ้ ดั ทำ

สารบัญ ข
คำนำ
สารบญั ก
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน ข
คำอธบิ ายรายวิชา 1
โครงสร้างรายวชิ า 10
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 แก๊สและสมบัติของแกส๊ 12
13
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างปรมิ าตรและความดนั ของแกส๊ 13
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหว่างปรมิ าตรและอุณหภูมขิ องแก๊ส 28
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3 ความสัมพันธ์ระหวา่ งความดันและอุณหภมู ขิ องแกส๊ 44
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 4 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างปริมาตร ความดัน 60

และอณุ หภมู ขิ องแก๊ส 75
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 5 ความสมั พันธร์ ะหว่างปรมิ าตรและจำนวนโมลของแก๊ส 90
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 6 กฎแก๊สอุดมคติ และความดนั ย่อย 112
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7 ทฤษฎจี ลนแ์ ละกฏการแพร่ของแก๊ส 131
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 8 การประยุกตใ์ ช้ความรู้เกยี่ วกบั แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊

1

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560) โดยได้ปรบั ปรงุ เพ่ือใหม้ คี วามสอดคล้องและเชอ่ื มโยงกันภายในสาระ การ
เรียนร้เู ดียวกนั และระหวา่ งสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ตลอดจนการเช่ือมโยง
เนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ียังได้ปรับปรุงเพ่ือใหม้ ีความทันสมัยต่อ
การเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติกลุ่มสาระ
การเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ โดยมีรายละเอียด ดังน้ี

วิสยั ทัศน์
หลักสูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐานมุ่งพัฒนานักเรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ีมี

ความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก
ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และ
ทักษะพ้ืนฐาน รวมทั้งเจตคติท่ีจำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต
โดยมุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเช่ือว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม
ตามศักยภาพ

หลักการ
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน มหี ลักการที่สำคัญ ดงั น้ี
1. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาเพอ่ื ความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน

การเรยี นรู้ เปน็ เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม
บนพืน้ ฐานของความเปน็ ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล

2. เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพ่อื ปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ ับการศกึ ษาอยา่ งเสมอ
ภาคและมีคุณภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สงั คมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของท้องถ่นิ

4. เปน็ หลักสูตรการศึกษาท่ีมีโครงสร้างยืดหยนุ่ ทั้งดา้ นสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการ
เรยี นรู้

5. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาที่เน้นนักเรยี นเป็นสำคัญ

2

6. เปน็ หลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัยครอบคลุม
ทกุ กล่มุ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์

จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานมุ่งพัฒ นานักเรียนให้เป็นคนดี มีปัญ ญ า

มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพ่ือให้
เกิดกบั นักเรยี น เม่ือจบการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ดงั น้ี

1. มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินยั และปฏิบัติ
ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื ยดึ หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และ
มที ักษะชวี ติ

3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ี มีสุขนสิ ัย และรักการออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีและ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อม
มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งท่ีดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง
มีความสขุ

สมรรถนะสำคัญของนักเรียน
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มุง่ ใหน้ กั เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมใน

การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียน
ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมท้ังการเจรจา
ต่อรองเพ่อื ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลอื กรับและไม่รบั ข้อมูลขา่ วสารด้วยหลกั เหตผุ ล
และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่ือสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
ตนเองและสังคม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้าง
อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ห รื อ ส า ร ส น เท ศ เพ่ื อ ก า ร ตั ด สิ น ใจ เกี่ ย ว กั บ ต น เอ ง แ ล ะ สั ง ค ม ไ ด้ อ ย่ า ง เห ม า ะ ส ม

3

3. ความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆท่ี
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้
มาใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ
ท่ีเกิดข้ึนตอ่ ตนเอง สงั คม และส่งิ แวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชีวิตประจำวนั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ
ขัดแย้งตา่ งๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตัวใหท้ นั กบั การเปลยี่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และ
การรู้จักหลีกเลยี่ งพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ส่ี ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผอู้ นื่

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน
ต่างๆและมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพ่ือพั ฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้
การส่ือสาร การทำงาน การแก้ปญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคณุ ธรรม

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ม่งุ พฒั นานกั เรยี นใหม้ คี ณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

เพอ่ื ให้สามารถอยู่รว่ มกับผ้อู ื่นในสงั คมได้อย่างมคี วามสุขในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซอ่ื สตั ย์สุจรติ
3. มีวินยั
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพียง
6. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มจี ิตสาธารณะ

4

หลักสตู รกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์

ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรม์ ุ่งเน้นให้ผู้เรยี นได้ค้นพบความรดู้ ้วยตนเองมากท่ีสดุ เพื่อให้
ได้ท้ังกระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลท่ีได้มา
จัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรจ์ ึงมีเป้าหมายท่ี
สำคัญ ดังน้ี

1. เพื่อให้เข้าใจหลกั การ ทฤษฎแี ละกฎที่เป็นพน้ื ฐานในวชิ าวิทยาศาสตร์
2. เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละขอ้ จำกดั ในการศกึ ษา
วชิ าวิทยาศาสตร์
3. เพื่อใหม้ ที กั ษะทส่ี ำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดคน้ ทางเทคโนโลยี
4.เพ่ือให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมวลมนุษย์และ
สภาพแวดล้อมในเชิงทม่ี ีอิทธพิ ลและผลกระทบซง่ึ กนั และกัน
5. เพ่ือนำความรู้ความเข้าใจ ในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ
สงั คมและการดำรงชีวิต
6. เพือ่ พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหา และการจัดการ
ทกั ษะในการสอื่ สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
7. เพื่อให้เป็นผู้ท่ีมีจติ วิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์

เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มงุ่ หวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเช่ือมโยง

ความรู้กับกระบวนการ มที กั ษะสำคญั ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใชก้ ระบวนการในการสืบ
เสาะหาความรู้และแก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการทำ
กิจกรรมดว้ ยการลงมอื ปฏิบตั จิ ริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับชั้นโดยกำหนดสาระสำคัญ ดังน้ี
✧ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ เรียนรู้เกย่ี วกบั ชวี ิตในส่งิ แวดล้อม องคป์ ระกอบของสิง่ มีชีวติ การดำรงชวี ิต
ของมนุษย์และสตั วก์ ารดำรงชีวติ ของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และวิวัฒนาการของ
สงิ่ มีชวี ิต

5

✧ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่
พลังงาน และคลืน่
✧ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบ
สุรยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า
อากาศ และผลต่อส่งิ มชี ีวติ และสงิ่ แวดล้อม
✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เก่ียวกับ เทคโนโลยีเพ่ือการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบตอ่ ชวี ิต สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม
● วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เก่ียวกับ การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและ
เป็นระบบ ประยุกต์ใชค้ วามรดู้ ้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ใน
การแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งส่งิ ไม่มชี ีวิตกบั ส่งิ มชี วี ิต
และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา
สิ่งแวดลอ้ ม รวมทั้งนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆของสัตว์และมนุษยท์ ่ีทำงานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทำงานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนำ
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร
พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ
วิวฒั นาการของส่งิ มีชวี ติ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

6

สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะ
ของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุ ลกั ษณะการ
เคล่ือนท่แี บบต่าง ๆ ของวตั ถรุ วมทงั้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลีย่ นแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งานปฏิสมั พนั ธ์
ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวขอ้ งกับ
เสยี ง แสง และคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้งนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษแ์ ละระบบสรุ ยิ ะ รวมทั้งปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสุรยิ ะทสี่ ่งผลต่อส่ิงมีชวี ิต และการประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก
รวมท้งั ผลต่อส่งิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม

สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือแก้ปัญหา
หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยี
อยา่ งเหมาะสม โดยคำนงึ ถึงผลกระทบต่อชีวติ สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาทพี่ บในชีวิตจรงิ อย่างเป็นข้ันตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจรยิ ธรรม

7

คณุ ภาพผ้เู รียน
จบชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๖

❖ เข้าใจการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันใน
รา่ งกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภมู ิคุม้ กัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างข้ึน
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำให้เกิดความ
หลากหลายของส่ิงมีชีวิต ความสำคัญและผลของเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และ
สง่ิ แวดล้อม

❖ เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปล่ียนแปลงแทนที่ใน
ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาสิง่ แวดลอ้ ม

❖ เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญท่ีเป็นส่วนประกอบในโครงสรา้ งอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ
การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มี
ความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมีโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยาเคมี
ปจั จัยทมี่ ีผลต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและการเขยี นสมการเคมี

❖ เขา้ ใจปริมาณทีเ่ กี่ยวกบั การเคลอื่ นที่ ความสมั พันธร์ ะหว่างแรง มวลและความเรง่ ผลของความเร่ง
ท่มี ตี ่อการเคล่อื นท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโนม้ ถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแมเ่ หล็ก
และกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลยี ส

❖ เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็น
พลงั งานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเล้ียวเบนและการรวมคลนื่ การได้
ยิน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง สีกับการมองเห็นสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและประโยชน์ของคลื่น
แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

❖ เข้าใจการแบ่งช้ันและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนท่ีของแผ่นธรณีที่
สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุกระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ
ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏบิ ัตติ นใหป้ ลอดภัย

❖ เข้าใจผลของแรงเน่ืองจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอรอิ อลิส ทมี่ ีต่อการหมุนเวียน
ของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูด และผลท่ีมีต่อภูมิอากาศความสัมพันธ์ของการ
หมนุ เวียนของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมทุ รและผลต่อลกั ษณะลมฟ้า
อากาศ ส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก และแนว

8

ปฏิบตั ิเพอื่ ลดกจิ กรรมของมนุษย์ท่ีสง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศโลกรวมทง้ั การแปลความหมาย
สญั ลักษณ์ลมฟ้าอากาศทส่ี ำคัญจากแผนทอี่ ากาศ และขอ้ มูลสารสนเทศ

❖ เข้าใจการกำเนิดและการเปล่ียนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานท่ี
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซีโครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกดิ และการสร้างพลงั งาน ปจั จัยท่ีส่งผลตอ่ ความส่องสว่างของดาวฤกษแ์ ละความสมั พันธ์
ระหวา่ งความสอ่ งสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ความสัมพันธ์ระหว่างสอี ุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของ
ดาวฤกษ์ววิ ฒั นาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษก์ ระบวนการเกิดระบบสุริยะ
การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือต่อการดำรงชีวิต การเกิดลมสุริยะ
พายสุ ุริยะและผลท่มี ตี ่อโลก รวมท้ังการสำรวจอวกาศและการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ

❖ ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธร์ ะหว่างตัวแปรต่าง ๆ
สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ
สมมติฐานที่เปน็ ไปได้

❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาทอ่ี ยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวิทยาศาสตร์ ทแี่ สดง
ให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบหรอื ศึกษาค้นคว้าได้อย่างครอบคลุมและ
เชื่อถือได้สร้างสมมติฐานท่ีมีทฤษฎีรองรบั หรอื คาดการณ์ส่ิงที่จะพบ เพ่ือนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ
ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานท่ีกำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์
เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมท้ังวิธีการในการสำรวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
และบนั ทกึ ผลการสำรวจตรวจสอบอยา่ งเป็นระบบ

❖ วิเคราะห์แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานท่ีต้ังไว้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและนำเสนอ
ข้อมูลด้วยเทคนิควิธีท่ีเหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน
จัดแสดงหรือใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื ให้ผอู้ ืน่ เข้าใจโดยมีหลักฐานอ้างองิ หรอื มที ฤษฎรี องรับ
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้โดยใช้
เคร่อื งมือและวธิ ีการทีใ่ ห้ได้ผลถูกตอ้ ง เชื่อถอื ได้มเี หตผุ ลและยอมรับไดว้ ่าความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์อาจมี
การเปลี่ยนแปลงได้

❖ แสดงถงึ ความพอใจและเห็นคณุ คา่ ในการค้นพบความรพู้ บคำตอบ หรอื แก้ปัญหาได้ทำงานร่วมกับ
ผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับผลของการ

9

พฒั นาและการใช้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมคี ุณธรรมต่อสังคมและส่งิ แวดลอ้ ม และยอมรับฟัง
ความคดิ เห็นของผู้อน่ื

❖ เขา้ ใจความสมั พันธข์ องความรู้วิทยาศาสตร์ทีม่ ผี ลต่อการพฒั นาเทคโนโลยปี ระเภทตา่ ง ๆ และการ
พัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต
สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม

❖ ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตและการ
ประกอบอาชีพ แสดงความช่ืนชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา
ทอ้ งถ่ิน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษาหาความร้เู พ่มิ เติม ทำโครงงานหรือสรา้ งชิน้ งานตาม
ความสนใจ

❖ แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดล้อมของท้องถิน่
❖ วิเคราะหแ์ นวคิดหลกั ของเทคโนโลยีได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีทซ่ี ับซ้อน
การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยคี วามสมั พันธร์ ะหวา่ งเทคโนโลยกี บั ศาสตรอ์ น่ื โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์
หรือคณิตศาสตร์วเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตดั สินใจเพ่ือเลอื กใช้เทคโนโลยโี ดยคำนงึ ถึงผลกระทบ
ต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสง่ิ แวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ทกั ษะ ทรพั ยากรเพอื่ ออกแบบ สร้างหรือ
พัฒนาผลงาน สำหรับแกป้ ัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม ใช้
ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบและนำเสนอผลงาน เลอื กใช้วสั ดุ อปุ กรณ์และเครื่องมือได้อยา่ งถูกต้อง
เหมาะสม ปลอดภัย รวมท้ังคำนึงถงึ ทรพั ยส์ ินทางปญั ญา
❖ ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือ
รวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อ่ืน มาประยุกต์ใช้สร้างความรู้ใหม่
เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่าง
ปลอดภยั มจี รยิ ธรรม

10

คำอธบิ ายรายวชิ า

รหสั วิชา ว 30233 วิชาเคมี 3 กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี น 2 60 คาบ/ภาคเรยี น จำนวน 1.5 หน่วยกติ

ศึกษา ทดลอง เขียนกราฟ เขียนแผนภาพ แปลความหมายสัญลักษณ์ คำนวณ เขียน
ระบุ คำนวณ และอธิบายเก่ียวกับปริมาตร ความดันหรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะต่างๆตามกฎของ
บอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และกฎรวมแก๊ส ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวน
โมลหรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ตามกฎของอาโวกาโดรและกฎแก๊สอุดมคติ ความดันย่อย
หรือจำนวนโมลของแก๊สในแก๊สผสม โดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน การแพร่ของแก๊สโดยใช้
ทฤษฎีจลน์ของแก๊สและกฎการแพร่ของเกรแฮม ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับสมบัติและกฎต่างๆของ
แก๊สในการอธบิ ายปรากฏการณ์หรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันหรือในอุตสาหกรรม การเพิ่มข้ึนหรือ
ลดลงของสารท่ีทำการวัดในปฏิกิริยา อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ทิศทางการชนกันของอนุภาคและ
พลังงานท่ีส่งผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ผลของความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารต้ังต้น อุณหภูมิ
และตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีใน
ชีวิตประจำวันหรืออุตสาหกรรม ปฏิกิริยาผันกลับได้และภาวะสมดุล การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น
ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ิริยาไปข้างหน้าและอัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ค่าคงท่ีสมดลุ ปัจจัย
ท่ีมีผลต่อภาวะสมดุลและค่าคงที่สมดุลของระบบ คาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนเมื่อภาวะสมดุล
ของระบบถูกรบกวนโดยใช้หลักของเลอชาเตอลิเอ สมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดข้ึนในสิ่งมีชีวิต
ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม

โดยใช้ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การ
สบื ค้นข้อมูลและการอภิปราย

เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่อื สารสิ่งท่ไี ด้เรียนรู้ มีความสามารถในการ
ตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มี จิตวิทยาศาสตร์
คณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมทีเ่ หมาะสม

ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายความสมั พันธ์และคำนวณปรมิ าตร ความดัน หรอื อณุ หภูมิของแก๊สท่ภี าวะต่าง ๆ ตามกฎของ
บอยล์กฎของชาร์ล กฎของ เกย-์ ลูสแซก
2. คำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออุณหภมู ิ ของแกส๊ ทีภ่ าวะต่าง ๆ ตามกฎรวมแกส๊
3. คำนวณปริมาตร ความดัน อณุ หภมู ิจำนวนโมล หรอื มวลของแกส๊ จากความสมั พันธต์ ามกฎของ อา
โวกาโดร และกฎแก๊สอุดมคติ
4. คำนวณความดันยอ่ ยหรอื จำนวนโมลของแก๊ส ในแกส๊ ผสม โดยใชก้ ฎความดันย่อยของดอลตัน

11

5. อธิบายการแพร่ของแกส๊ โดยใช้ทฤษฎจี ลน์ ของแกส๊ คำนวณและเปรยี บเทยี บอตั รา การแพร่ของ
แก๊ส โดยใช้กฎการแพรผ่ า่ นของเกรแฮม
6. สบื ค้นขอ้ มูล นำเสนอตวั อย่าง และอธิบายการ ประยุกต์ใช้ความร้เู ก่ียวกับสมบตั ิและกฎตา่ ง ๆ ของ
แกส๊ ในการอธบิ ายปรากฏการณห์ รือ แก้ปัญหาในชวี ติ ประจำวันและในอตุ สาหกรรม
7. ทดลอง และเขียนกราฟการเพ่มิ ขน้ึ หรอื ลดลง ของสารทีท่ ำการวัดในปฏกิ ิรยิ า
8. คำนวณอตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีและเขยี นกราฟ การลดลงหรือเพิม่ ขึ้นของสารทไี่ ม่ได้วัด ใน
ปฏกิ ริ ิยา
9. เขียนแผนภาพ และอธิบายทศิ ทางการชนกัน ของอนภุ าคและพลงั งานทส่ี ง่ ผลตอ่ อัตรา การ
เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
10. ทดลอง และอธบิ ายผลของความเข้มข้น พนื้ ที่ผิว ของสารต้ังตน้ อณุ หภูมแิ ละตัวเร่งปฏิกิรยิ าที่มี
ตอ่ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
11. เปรียบเทียบอตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาเม่ือมีการ เปล่ยี นแปลงความเข้มข้น พนื้ ทผี่ ิวของสารตง้ั ตน้
อุณหภมู แิ ละตัวเรง่ ปฏกิ ริ ิยา
12. ยกตัวอย่าง และอธบิ ายปจั จยั ท่มี ผี ลต่ออัตรา การเกิดปฏกิ ิริยาเคมีในชวี ิตประจำวนั หรือ
อตุ สาหกรรม
13. ทดสอบ และอธิบายความหมายของ ปฏกิ ริ ยิ าผนั กลบั ไดแ้ ละภาวะสมดุล
14. อธบิ ายการเปลี่ยนแปลงความเข้มขน้ ของสาร อัตราการเกิดปฏกิ ิริยาไปข้างหน้า และอตั รา การ
เกดิ ปฏิกริ ยิ าย้อนกลับ เมือ่ เรม่ิ ปฏกิ ิรยิ า จนกระท่งั ระบบอยใู่ นภาวะสมดลุ
15. คำนวณค่าคงที่สมดุลของปฏิกริ ิยา
16. คำนวณความเขม้ ข้นของสารท่ภี าวะสมดลุ
17. คำนวณคา่ คงท่สี มดุลหรอื ความเขม้ ข้นของ ปฏิกริ ิยาหลายข้นั ตอน
18. ระบุปจั จยั ท่ีมีผลต่อภาวะสมดุลและ คา่ คงท่สี มดุลของระบบ รวมท้งั คาดคะเน การเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขน้ึ เม่ือภาวะสมดุล ของระบบถูกรบกวน โดยใช้หลกั ของ เลอชาเตอลเิ อ
19. ยกตัวอย่าง และอธิบายสมดุลเคมขี อง กระบวนการทเี่ กดิ ข้นึ ในสิ่งมีชวี ิต ปรากฏการณ์ ใน
ธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม
สาระเคมี
สาระที่ 1 ม.5/1-ม.5/6
สาระที่ 2 ม.5/1-ม.5/13
รวม 19 ผลการเรียนรู้

12

โครงสร้างรายวชิ า

รหสั วชิ า ว 30233 วิชาเคมี 3 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียน 2 เวลา 3 คาบ/สัปดาห์ 60 คาบ/ภาคเรยี น

จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต

หน่วย ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั / เวลา นำ้ หนัก/
ท่ี การเรียนรู้ การเรียนรู้/ตวั ชี้วดั / ความคิดรวบยอด (ช่วั โมง) สดั สว่ นของ

ผลการเรียนรู้ คะแนน

1 แกส๊ และสมบัติ สาระเคมี -ความสมั พันธร์ ะหว่าง 1๔ ๒๕

ของแกส๊ สาระที่ 1 ปรมิ าตร ความดัน และ
ม.5/1-6 อณุ หภูมขิ องแก๊ส อธบิ าย ได้

ดว้ ยกฎของบอยล์กฎของ

ชารล์ กฎของ เกย-์ ลูสแซก

และกฎรวมแกส๊

2 อัตราการ สาระเคมี -ปฏกิ ริ ยิ าเคมจี ะเกิดข้นึ ได้ก็ ๒๐ 3๕
เกิดปฏิกริ ยิ า สาระที่ 2 ตอ่ เมอ่ื อนภุ าคของ สารตง้ั
เคมี ม.5/1-6 ตน้ ชนกนั ในทิศทางท่ี

เหมาะสมและมี พลงั งาน

อยา่ งนอ้ ยเท่ากบั พลงั งานก่อ

กมั มันต

3 สมดลุ เคมี สาระเคมี -ปฏกิ ิริยาเคมีที่สามารถ 22 40
ดำเนนิ ไปข้างหนา้ และ
สาระท่ี 2 ย้อนกลับได้เรียกว่า
ม.5/7-13

ปฏกิ ริ ยิ าผนั กลับได

รวมระหว่างภาค 2 70
ปลายภาค 2 30
รวม 60 100

13

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1

รหัส-รายชื่อวิชา ว 30233 เคมี 3 ชน้ั ม.5 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 2 ช่วั โมง

หน่วยการเรยี นรู้ : แกส๊ และสมบตั ขิ องแก๊ส กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เรือ่ ง ความสมั พนั ธร์ ะหว่างปรมิ าตรและความดันของแกส๊ ผสู้ อน นางสอฝียะ๊ มะหะมิง

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระเคมี ม.5 ข้อ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ

พันธะเคมี และสมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์
และพอลิเมอร์ รวมทง้ั การนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้

อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ
ตามกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก
3. สาระสำคญั

พฤติกรรมของแก๊สและความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาตร ความดนั และอุณหภมู ิของแก๊ส อธบิ าย
ได้ด้วยกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และกฎรวมแก๊ส ซ่ึงสามารถนำมาใช้ในการ
คำนวณปรมิ าตร ความดนั หรืออุณหภมู ขิ องแก๊สท่ีภาวะตา่ ง ๆ ได้

4. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้ (Knowledge; K)

อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปรมิ าตรและความดันของแกส๊ ได้

4.2 ดา้ นทักษะกระบวนการ (Process; P)

1. คำนวณปรมิ าตรหรอื ความดนั โดยใชค้ วามสัมพันธต์ ามกฎของบอยล์ได้

2. ทดลองความสัมพันธ์ระหวา่ งความดันและปริมาตรของอากาศได้

4.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude; A)

4.3.1 มีวินยั 4.3.2 ใฝ่เรียนรู้

4.3.3 มุ่งมนั่ ในการทำงาน 4.3.4 มีจติ สาธารณะ

5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น (ที่เกดิ จากการจดั การเรียนการสอน)
5.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
5.2 ความสามารถในการคิด
5.3 ความสามารถในการแกป้ ญั หา

14
5.4 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
6. สาระการเรยี นรู้

สารในสถานะแก๊สมแี รงยึดเหน่ยี วระหวา่ งอนุภาคน้อยมาก อนุภาคอยู่ห่างกัน และฟุ้งกระจาย
เต็มภาชนะที่บรรจุ ดังนั้นปริมาตรของสารในสถานะแก๊สจึงเท่ากับปริมาตรของภาชนะท่ีบรรจุ
เม่ือเปรียบเทียบปริมาตรของสารทั้ง 3 สถานะท่ีมีจำนวนโมลเท่ากัน พบว่า เมอ่ื สารอยู่ในสถานะแก๊ส
จะมีปริมาตรมากกวา่ เม่ืออยู่ในสถานะของเหลวหรือของแข็ง ทำให้ความหนาแน่นของสารในสถานะ
แก๊สมีค่าน้อยกว่า นอกจากนี้ยังสามารถบีบอัดแก๊สให้มีปริมาตรลดลงได้เนื่องจากมีที่ว่างระหว่าง
อนภุ าคอยู่มาก

รูป การจัดเรียงอนุภาคของสารชนิดหนึง่ ทีอ่ ยใู่ นสถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊ส

เม่อื อนุภาคแกส๊ เคลื่อนที่ชนผนังภาชนะจะทำให้เกดิ แรงกระทำตอ่ พ้นื ที่ผิวภายในของภาชนะท่ี
บรรจุ ซึ่งผลรวมของแรงท้ังหมดท่ีอนภุ าคแก๊สกระทำต่อพ้ืนที่เรียกว่า ความดัน (pressure) และหน่วย
ของความดนั ในระบบ SI คือ ปาสคลั (pascal; Pa)

รปู ความดนั ของแกส๊ ที่เกิดขน้ึ ภายในลูกโป่ง

หน่วยของความดันของแก๊สท่ีนิยมใช้โดยท่ัวไปคือ บรรยากาศ (atmosphere; amt) ซึ่ง
สัมพันธ์กบั หน่วยปาสคลั และหน่วยอืน่ ๆ ดงั นี้

1 atm = 1.01325 × 105 Pa = 760 mmHg = 760 torr = 1 bar = 14.7 psi
ความดันของแก๊สสามารถวัดได้โดยใช้อุปกรณ์ เช่น บารอมิเตอร์ (barometer) แมนอมิเตอร์
(manometer)
บารอมิเตอร์ (barometer) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดความดันบรรยากาศ บารอมิเตอร์อย่างง่าย
ประกอบด้วยหลอดแก้วยาวทม่ี ีปลายปิดด้านหน่ึวซ่ึงบรรจุปรอทไว้เต็มควำ่ อย่ใู นภาชนะทีบ่ รรจุปรอท

15

ปรอดในหลอดแก้วบางส่วนจะไหลออกมาสภู่ าชนะ จงึ ทำให้ระดับของปรอทลดลงและเกิดสุญญากาศ
บริเวณด้านปลายปิดของหลอดแก้ว และปรอทจะหยุดไหลออกจากหลอดแก้วเมื่อความดนั ของปรอท
ในหลอดแก้วเทา่ กบั ความดนั ของบรรยากาศที่กระทำต่อผิวหนา้ ของปรอทที่อยูใ่ นภาชนะ จึงใชค้ วามสูง
ของระดับปรอทในหลอดแก้วระบุความดนั บรรยากาศในหน่วยมลิ ลิเมตรปรอท

แมนอมิเตอร์ (manometer) เป็นอุปกรณ์ท่ีใช้วัดอุปกรณ์ท่ีใช้วัดความดันแก๊สอื่น ๆ
นอกเหนือจากความดันบรรยากาศ มีลักษณะเป็นหลอดแก้วรูปตัวยูสำหรับบรรจุของเหลว โดยท่ัวไป
นิยมใช้ปรอท แมนอมิเตอร์อย่างง่ายมีปลายเปิดทังสองด้าน เม่ือเริ่มต้นระดับของของเหลงวใน
หลอดแก้วรูปตัวยูท้ังสองด้านจะเท่ากัน เน่ืองจากความดันอากาศที่กระทำต่อของเหลวท้ังสองด้าน
เท่ากัน เมื่อต่อแมนอมิเตอร์เข้ากับภาชนะบรรจุแก๊ส ระดับของของเหลวในหลอดแก้วรูปตัวยูจะ
เปลี่ยนแปลงไป ซง่ึ ผลตา่ งของระดบั ความสูงของปรอทระหวา่ งสองด้านสามารถใชค้ ำนวณความดนั ของ
แก๊ส (Pgas) โดยเปรยี บเทยี บกบั ความดันบรรยากาศ (Patm)

เมื่ออุณหภูมิและจำนวนโมลของแก๊สคงท่ี ปริมาตร (V) จะแปรผกผันกับความดัน (P)
ความสัมพันธ์น้ีเรียกว่า กฎของบอยล์ (Boyle’s law) และสามารถเขียนแทนด้วยสมการทาง
คณติ ศาสตรไ์ ด้ดังน้ี



V = คา่ คงที่ ×
PV = ค่าคงท่ี
ความสมั พนั ธ์ตามกฎของบอยล์ อาจเขียนอยู่ในรูปท่ีสามารถใช้คำนวณปรมิ าตรหรือความดนั
ของแกส๊ ทส่ี องสภาวะไดด้ งั นี้

P1V1 = P2V2
เมื่อ P1 และ P2 คือ ความดันของแก๊สที่มีปริมาตร V1 และ V2 ตามลำดับ ท่ีอุณหภูมิและ
จำนวนโมลคงที่

16

7. หลกั ฐาน หรือรอ่ งรอยของการเรยี นรู้ การวดั และประเมินผล

ส่งิ ทต่ี อ้ งการวัด วธิ กี ารวดั เคร่ืองมอื วัด เกณฑท์ ี่ใช้การวดั ผู้ประเมนิ

ดา้ นความรู้ (K) แบบฝกึ หัดท่ี 7.1เร่อื ง

อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ผ่านขน้ั ตำ่ ไม่น้อยกว่า
ปริมาตรและความดันของแกส๊ ได้ ตรวจแบบฝึกหัดท่ี 7.1 ความสัมพันธ์ระหว่าง ร้อยละ 60
ปริมาตรและความดัน
เรื่อ ง ค ว าม สั ม พั น ธ์ ของแก๊ส ครู
ร ะ ห ว่ า ง ป ริ ม า ต ร แ ล ะ

ความดันของแก๊ส

ดา้ นกระบวนการ (P) แบบประเมนิ ต้องได้ไมต่ ่ำกว่า
คำนวณปริมาตรหรือความดัน สังเกตจากพฤตกิ รรม พฤติกรรมนักเรียน ระดับคุณภาพ 2 คือ
โดยใช้ความสัมพันธ์ตามกฎของ ระหวา่ งเรียนและทำ ระหว่างเรียนและทำ ดี จากระดับคุณภาพ
กิจกรรม กจิ กรรม 3 คอื ดมี าก ครู
บอยล์ได้ ครู
ครู
ทดลองความสัมพันธ์ระหว่าง

ความดันและปริมาตรของอากาศ

ได้

ด้านจิตพสิ ัย (A) สงั เกตจากพฤติกรรม แบบประเมนิ ตอ้ งไดไ้ มต่ ่ำกว่า
- มวี นิ ยั ระหว่างเรียน การเขา้ คณุ ลกั ษณะอนั พึง ระดบั คณุ ภาพ 2 คอื
- ใฝ่เรียนรู้ เรียน การตอบคำถาม ประสงค์ ดี จากระดับคุณภาพ
- มงุ่ ม่ันในการทำงาน ระหวา่ งเรยี น 3 คือดมี าก
- มีจิตสาธารณะ

สมรรถนะ

- ความสามารถในการสื่อสาร สังเกตจากการทำ แบบประเมนิ สมรรถนะ ต้องได้ไมต่ ่ำกว่า
สำคัญของผู้เรียน 4 ระดับคุณภาพ 2 คือ
- ความสามารถในการคิด กิจกรรม การตอบ ด้าน ดี จากระดับคุณภาพ
- ความสามารถในกาแก้ปญั หา คำถาม
- ความสามารถในการใชท้ ักษะ 3 คือดมี าก

ชีวติ

17

8. กระบวนการจัดการเรียนรู้
8.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
- ครูทบทวนนักเรียนเกีย่ วกับสมบัติของแข็ง ของเหลว และแก๊ส มีความเหมือนหรือแตกต่าง

กันอยา่ งไร
- ครูอธิบายการเกิดความดันของแกส๊ ในลกู โปง่ และหนว่ ยต่าง ๆ ของความดนั รวมท้งั อปุ กรณ์

สำหรบั วดั ความดันของแก๊ส

8.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration)
- ครูให้นักเรยี นแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 2 คน โดยให้นกั เรยี นหยบิ สลาก
- ครูให้นักเรียนทำกิจกรรม 7.1 การทดลองศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างความดันและปริมาตร

ของอากาศ
จุดประสงค์การทดลอง
ทดลองและอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่างความดันและปริมาตรของอากาศ
วัสดุและอุปกรณ์
กระบอกฉดี ยาพลาสติก ขนาด 20 ml
วิธีการทดลอง
1. ดึงกา้ นกระบอกฉีดยาให้มีปริมาตรของอากาศเป็น 10.0 ml ใช้ปลายนิ้วอุดปลาย

กระบอกฉีดยาไว้ จากน้ันกดก้านกระบอกฉีดยาช้า ๆ จนกระทั่งมีปริมาตรของอากาศเป็น 5.0 ml
ปลอ่ ยมอื ท่ีกดก้านกระบอกฉดี ยา และสงั เกตการเปล่ยี นแปลง

2. ดึงก้านกระบอกฉีดยาใหม้ ปี รมิ าตรของอากาศเป็น 10.0 ml ใช้ปลายนิ้วอดุ ปลาย
กระบอกฉดี ยาไว้ จากนั้นกดกา้ นกระบอกฉดี ยาช้า ๆ จนกระท่งั มีปรมิ าตรของอากาศเป็น 20.0 ml
ปลอ่ ยมือทก่ี ดกา้ นกระบอกฉีดยา และสงั เกตการเปล่ียนแปลง

8.3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
- ครูให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มอภิปรายผลการทดลองโดยใช้คำาถามทา้ ยการทดลอง
- ครูให้นักเรยี นศึกษาการทดลองของรอเบิร์ต บอยล์ ตามรายละเอยี ดในหนังสือเรียน แล้วให้

นกั เรยี นระบุตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม ตัวแปรควบคุมในการทดลองของบอยล์
(แนวคำตอบ : ตัวแปรตน้ คือ ความดันของแก๊ส ตวั แปรตาม คือ ปรมิ าตรของแกส๊ และตวั แปรควบคุม
คือ อุณหภมู ิ และจำานวนโมลของแก๊ส)

- ครูใชค้ ำาถามวา่ “บอยล์หาความดันของแกส๊ ท่อี ยู่ในหลอดแกว้ ด้านปลายปิดได้อยา่ งไร”
(แนวคำตอบ : บอยล์หาความดันของแก๊สท่ีอยู่ในหลอดแกว้ ดา้ นปลายปิดจากผลต่างของ ความสูงของ
ระดับปรอทในหลอดแก้วด้านปลายปิดและเปิด บวกกับความดันบรรยากาศ (Pgas = Patm + ผลต่าง
ความสงู ของปรอท))

18

- ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองของบอยล์ และกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาตรและความดันในรปู เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า เมือ่ อุณหภูมแิ ละจำนวนโมลของแก๊สคงท่ีปริมาตรจะ
แปรผกผันกับความดนั จากนั้นครูเขยี นสมการทางคณิตศาสตร์แสดงความสัมพันธ์ ตามกฎของบอยล์

8.4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
- ครูอธิบายวิธีการคำนวณปริมาตรและความดันของแก๊ส โดยใช้ตัวอย่าง 1 และ 2 ตามใน

หนงั สอื จากน้ัน ใหน้ ักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ

ตวั อยา่ ง 1
แกส๊ ชนิดหน่งึ บรรจุอยู่ในภาชนะขนาด 100.0 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ที่ความดัน 1.0 บรรยากาศ
ณ อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ถ้าแก๊สน้ีบรรจุในภาชนะขนาด ลูกบาศก์เซนติเมตร ณ อุณหภูมิเดิม
แก๊สนจ้ี ะมีความดันเท่าใด
วธิ ที ำ
จาก P1V1 = P2V2
แทนคา่ จะได้ (1.0 atm)(100.0 cm3) = P2(200.0 cm3)

P2 = (1.0 atm)(100.0 cm3)
200.0 cm3

= 0.50 atm

ดงั นั้น แก๊สชนดิ นจ้ี ะมคี วามดนั 0.50 บรรยากาศ

ตัวอย่าง 2
แก๊สชนิดหนึ่งบรรจุอยู่ในกระสอบสูบขนาด 2.0 ลิตร ท่ีความดัน 1.5 บรรยากาศ เม่ืออัด
กระบอกสูบให้มีความดันเพ่ิมขึ้นเป็น 1520 มิลลิเมตรปรอท ท่ีอุณหภูมิคงท่ี ปริมาตรของแก๊สจะเป็น
เทา่ ใด
วิธที ำ
จาก P1V1 = P2V2
แทนค่าจะได้ (1.5 atm)(2.0 L) = (1520 mmHg × 1 atm )V2

760 mmHg
(1.5 atm)(2.0 L) = (2.00 atm)V2

V2 = (1.5 atm)(2.0 L)
2.0 atm

= 1.5 L
ดงั นั้น แกส๊ มปี รมิ าตร 1.5 ลิตร

8.5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluvation) 19
- ตรวจคำถามทา้ ยการทดลอง
- ตรวจแบบฝึกหดั 7.1 ลงชอ่ื ........................................................
(นางสอฝยี ๊ะ มะหะมิง)
9. สือ่ วสั ดุ อปุ กรณ/์ แหลง่ การเรยี นรู้ ผ้สู อน
- หนังสอื เรียนวชิ า เคมีเพ่มิ เติม 3 สสวท. …… /…… /……
- ลกู โปง่
- กระบอกฉดี ยาพลาสตกิ

20

บันทกึ หลังสอน

ผลการสอน
.................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
ปญั หา/อปุ สรรค
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี กไ้ ข
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................................................
(นางสอฝีย๊ะ มะหะมิง)

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

21

ความเหน็ ของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ......................................................
(นางสาวรอฮานา เจะเตะ)

หวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความเหน็ ของหัวหนา้ ฝ่ายบริหารงานวิชาการ
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงช่ือ...............................................
( นางรัตนา กลนิ่ มณี )

หัวหน้าฝ่ายบรหิ ารงานวิชาการ

ความเหน็ ของผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นนคิ มพัฒนวิทย์

.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ...............................................
( นายภาสกร แกว้ วิชิต )

ผู้อำนวยการโรงเรยี นนคิ มพฒั นวิทย์

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ 22
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างปรมิ าตรและความดันของแก๊ส ประเมนิ
คำชแ้ี จง เขียนเคร่อื งหมาย / ถ้านกั เรียนมีพฤติกรรมตามรายการทส่ี ังเกต

รายการประเมนิ

ท่ี ชือ่ -สกุล บันทึกความ ู้รความเ ้ขาใจ
ในเนื้อหา
การ ัรบฟังความ ิคดเห็น
ของผู้อื่น
ป ิฏบั ิตงานท่ีไ ้ด ัรบ
มอบหมาย
การเข้า ่รวม ิกจกรรม
กลุ่ม
การแสดงความ ิคดเห็น
รวม
่ผาน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดบั ดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
3 หมายถึง ระดบั ปรับปรุง
4
เกณฑ์การประเมิน

11 – 15 คะแนน

6 – 10 คะแนน

0 – 5 คะแนน

23

เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการเรยี นรู้

รายการประเมิน 3 2 1
สรุปและบนั ทึกข้อมลู ที่ ไมม่ สี รุปและบันทึก
บันทกึ ความรคู้ วามเข้าใจ สรุปและบันทึกข้อมลู ท่ี เป็นองค์ประกอบของ ข้อมลู ท่เี ป็นองคป์ ระกอบ
เรื่องบางครง้ั ของเรือ่ ง
ในเนอื้ หา เป็นองค์ประกอบของ ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ไมย่ อมรบั ฟงั
ของผู้อืน่ เป็นบางครงั้ ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
เร่ืองทส่ี รุปไดค้ รบถ้วน

ยอมรับฟังความคิดเห็น ยอมรบั ฟังความคิดเห็น

ของผูอ้ ่ืน ของผ้อู นื่ ดีมาก

ปฏิบตั งิ านที่ได้รบั ปฏิบัติงานเสร็จทันเวลา ปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ ทันเวลา ไม่เสรจ็ ทนั เวลา
มอบหมาย
ตามกำหนดเรยี บร้อย ตามกำหนด ตามทีก่ ำหนด

ดมี าก

ทำงานกับผูอ้ นื่ ไดอ้ ย่าง กระตอื รอื รน้ ให้ความ กระตอื รอื ร้นใหค้ วาม ขาดความกระตือรอื รน้
สร้างสรรค์ สนใจในการเข้าร่วม สนใจในการเข้าร่วม และไม่สนใจเข้าร่วม
กจิ กรรมทุกคร้ัง กิจกรรมบางครั้ง กิจกรรม

การแสดงความคิดเหน็ ร้จู ักแสดงความคิดเห็น รจู้ ักแสดงความคิดเหน็ ไมแ่ สดงความคิดเห็น

ในกลุ่มดมี าก ในกลุ่ม ในกลุม่

แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 24
ความสมั พันธ์ระหว่างปรมิ าตรและความดันของแกส๊
ประเมนิ
นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 รวม
คำชีแ้ จง เขยี นเครื่องหมาย / ถ้านกั เรียนมีพฤติกรรมตามรายการท่ีสงั เกต

รายการประเมิน

ท่ี ชอ่ื -สกลุ
ื่ซอ ัสตย์ ุสจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ่ัมนในการ
ทำงาน
ีม ิจต
สาธารณะ
ผ่าน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดบั ดี
2 หมายถงึ ระดับพอใช้
3 หมายถึง ระดับปรบั ปรุง
4

เกณฑก์ ารประเมิน
11 – 15 คะแนน
6 – 10 คะแนน
0 – 5 คะแนน

25

เกณฑก์ ารประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

รายการประเมนิ 3 2 1
ซอื่ สตั ย์ สุจริต ไมน่ ำผลงานของผอู้ ่นื มา ไม่นำผลงานของผ้อู ่ืนมา นำสิ่งของของผู้อ่นื มา
เปน็ ของตนเอง ปฏบิ ตั ิ เปน็ ของตนเอง ปฏิบัติ เป็นของตนเอง ปฏิบัติ
มีวินยั ตนตอ่ ผูอ้ ืน่ ดว้ ยความ ตนตอ่ ผอู้ น่ื ดว้ ยความ ตนต่อผูอ้ นื่ ดว้ ยความ
ซื่อตรง และเป็น ซอ่ื ตรง ซ่อื ตรง
แบบอยา่ งทด่ี แี กเ่ พ่อื น
ด้านความซ่อื สัตย์ ขณะทำงานปฏิบัตติ าม ขณะทำงานปฏิบตั ติ าม
ขณะทำงานปฏบิ ัติตาม กฎ กติกาที่ได้ ตกลงกนั กฎ กติกาบ้าง
กฎ กติกาท่ีไดต้ กลงกัน
ไม่รบกวนบคุ คลอน่ื

ใฝ่เรยี นรู้ ตัง้ ใจเรียน เอาใจใส่ และมี ตงั้ ใจเรียน เอาใจใส่ และมี ตง้ั ใจเรยี น เอาใจใส่ และมี
ความเพยี รพยายามใน ความเพียรพยายามใน ความเพยี รพยายามใน
การเรยี นรู้ และเขา้ ร่วม การเรยี นรู้ และเข้ารว่ ม การเรียนรู้ และเข้ารว่ ม
กจิ กรรมการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรียนรูต้ ่างๆ กิจกรรมการเรยี นรู้
ต่าง ๆ เปน็ ประจำ บ่อยครง้ั ต่าง ๆ บางคร้งั

ม่งุ มน่ั ในการทำงาน ตัง้ ใจและรบั ผิดชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผิดชอบใน ตั้งใจและรบั ผิดชอบใน
การปฏบิ ตั ิหน้าที่ทีไ่ ด้รบั
การปฏิบตั หิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ บั การปฏิบัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ด้รับ มอบหมายให้สำเรจ็

มอบหมายให้สำเรจ็ มี มอบหมายให้สำเรจ็ มี

การปรบั ปรงุ และ การปรบั ปรงุ การทำงาน

พัฒนาการทำงานให้ดีข้ึน ใหด้ ีขึน้

มีจติ สาธารณะ ชว่ ยครทู ำงาน อาสา ชว่ ยครูทำงาน อาสา ชว่ ยครทู ำงานอาสา
ทำงาน ชว่ ยคิด ช่วยทำ ทำงาน และแบง่ ปนั ทำงานให้ผู้อนื่ ด้วยความ
และแบง่ ปนั สงิ่ ของ ให้ สงิ่ ของให้ผูอ้ ื่นด้วย ความ เต็มใจ
ผ้อู ืน่ ด้วย ความเตม็ ใจ เต็มใจ

26

แบบประเมนิ สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปรมิ าตรและความดนั ของแกส๊

นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5

คำชี้แจง เขยี นเครื่องหมาย / ถา้ นักเรียนมีพฤติกรรมตามรายการท่สี งั เกต

รายการประเมิน ประเมนิ

ท่ี ชื่อ-สกลุ ความสามารถ รวม
ในการ ่ืสอสาร
ความสามารถ
ในการ ิคด
ความสามารถ
ในการแ ้กปัญหา
ความสามารถ
ในการใ ้ชทักษะ ีช ิวต
ความสามารถใน
การใ ้ชเทคโนโลยี
่ผาน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดับดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
3 หมายถึง ระดับปรบั ปรุง
4

เกณฑ์การประเมนิ
11 – 15 คะแนน
6 – 10 คะแนน
0 – 5 คะแนน

27

เกณฑก์ ารประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น

รายการประเมนิ 321
ความสามารถ
ในการส่ือสาร พดู ถ่ายทอดความรู้ความ พูดถา่ ยทอดความร้คู วาม พดู ถา่ ยทอดความรูค้ วาม

ความสามารถ เขา้ ใจจากสารที่อ่าน ฟัง ดู เข้าใจจากสารทอี่ ่าน ฟงั เขา้ ใจจากสารทอ่ี า่ น ฟัง
ในการคดิ
ดว้ ยภาษาของตนเองได้ หรือ ดู ดว้ ยภาษาของ หรอื ดู ด้วยภาษาของ
ความสามารถ
ในการแก้ปญั หา อย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน ตนเองไดอ้ ยา่ งชดั เจน แต่ ตนเองได้บา้ ง

ความสามารถ ขาดความคล่องแคลว่
ในการใช้ทักษะชีวติ
ระบหุ ลักการสำคัญ ระบุหลักการสำคัญ ระบุหลกั การสำคญั

แนวคดิ หรอื ความรู้ที่ แนวคดิ หรอื ความร้ทู ี่ แนวคดิ หรอื ความรูท้ ี่

ปรากฏในข้อมลู ตา่ งๆ ท่ี ปรากฏในขอ้ มูลตา่ งๆ ท่ี ปรากฏในขอ้ มูลตา่ งๆ ที่

พบเห็นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและ พบเห็นได้อย่างถกู ต้องแต่ พบเหน็ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเป็น

ครบถว้ น ไมค่ รบถว้ น บางสว่ นและไมค่ รบถว้ น

นำข้อคน้ พบจากผลงาน/ นำข้อคน้ พบจากผลงาน/ นำขอ้ คน้ พบจากผลงาน/

ชน้ิ งานไปประยุกตใ์ ชใ้ น ชิน้ งานไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น ช้นิ งานไปประยุกต์ใช้ใน

การปอ้ งกันและแก้ปัญหา การป้องกนั และแกป้ ญั หา การปอ้ งกันและแก้ปัญหา

ในสถานการณ์อน่ื ๆ ได้ ในสถานการณอ์ นื่ ๆ ได้ ในสถานการณอ์ นื่

อยา่ งสอดคล้องตามหลกั อยา่ งสมเหตุสมผล

เหตุผลและคุณธรรม

นำความร/ู้ ทกั ษะและ นำความรู้/ทักษะและ นำความรู้/ทักษะและ

เทคนคิ วธิ ตี า่ งๆ มาใช้ เทคนิควิธีต่างๆ มาใช้ เทคนิควิธีต่างๆ มาใช้

สร้างสรรค์งานอย่างเป็น สรา้ งสรรค์งานอยา่ งเป็น สร้างสรรค์งานได้ แตไ่ ม่มี

ระบบและมีประสิทธิภาพ ระบบแตข่ าดประสิทธภิ าพ ประสิทธิภาพและไมส่ ำเร็จ

ในเวลาที่กำหนด

ความสามารถในการใช้ เลอื กและใชเ้ ทคโนโลยีที่ เลือกและใช้เทคโนโลยีที่ เลือกและใชเ้ ทคโนโลยที ่ี
เทคโนโลยี เหมาะสมในการรับและส่ง
เหมาะสมในการรบั และส่ง เหมาะสมในการรบั และสง่ สารให้ผอู้ ่ืนเขา้ ใจได้อย่าง
ถกู ต้อง โดยไมท่ ำให้ผ้อู ืน่
สารให้ผอู้ ่นื เข้าใจได้อย่าง สารให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจได้อยา่ ง เดอื ดรอ้ น

ถูกต้อง และมคี วาม ถูกตอ้ ง และมคี วาม

หลากหลาย แปลกใหม่ หลากหลาย แปลกใหม่

โดยไม่ทำให้ผอู้ ่นื เดือดร้อน โดยไม่ทำใหผ้ ู้อ่นื เดอื ดร้อน

และสามารถแนะนำผอู้ ่ืนได้

28

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2

รหสั -รายชื่อวชิ า ว30233 เคมี 3 ช้ัน ม.5 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 1 ชั่วโมง

หน่วยการเรียนรู้ : แกส๊ และสมบัติของแกส๊ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เร่อื ง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งปริมาตรและอุณหภมู ิของแก๊ส ผูส้ อน นางสอฝยี ะ๊ มะหะมงิ

1. มาตรฐานการเรียนรู้

สาระเคมี ม.5 ข้อ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ

พนั ธะเคมี และสมบัติ ของสาร แก๊สและสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบตั ิของสารประกอบอินทรยี ์

และพอลิเมอร์ รวมทง้ั การนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

2. ผลการเรียนรู้

อธิบายความสมั พันธ์และคำนวณปริมาตร ความดัน หรอื อุณหภูมิของแก๊สท่ีภาวะตา่ ง ๆ ตาม

กฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก

3. สาระสำคญั

เม่ือมวลของแก๊สและความดันคงท่ี ปริมาตรของแก๊ส (V) จะเปลี่ยนแปลงแปรผันตรงกับ

อุณหภูมิ (T)

VαT

4. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้ (Knowledge; K)

อธิบายความสมั พันธ์ระหว่างปริมาตรและอณุ หภมู ขิ องแกส๊ ได้

4.2 ด้านทกั ษะกระบวนการ (Process; P)

ทดลองความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปรมิ าตรและอณุ หภูมิของอากาศได้

4.3 ดา้ นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude; A)

4.3.1 มวี ินัย 4.3.2 ใฝ่เรียนรู้

4.3.3 มุ่งมัน่ ในการทำงาน 4.3.4 มจี ติ สาธารณะ

5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน (ท่ีเกดิ จากการจดั การเรียนการสอน)
5.1 ความสามารถในการส่อื สาร
5.2 ความสามารถในการคดิ
5.3 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
5.4 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

29

6. สาระการเรยี นรู้
ปริมาตรของแก๊สและอุณหภูมิมีความสัมพันธ์กัน ซ่งึ ความสัมพันธ์ดงั กล่าวน้ีมกี ารศกึ ษาไวแ้ ล้ว

โดย ชาก-อาแลกซองดร์-เซซา ชาร์ล (Jacques-Alexandre-Cèsar Charles) โดยทำการทดลองกับ
บอลลูนแลพบวา่ ปรมิ าตรของแก๊สเพม่ิ ข้ึนตามอณุ หภมู ทิ เี่ พมิ่ ข้ึน

“เม่ือมวลและความดนั ของแก๊สคงที่ ปรมิ าตรของแกส๊ จะแปรผนั ตรงกบั อณุ หภมู เิ คลวนิ ”
การเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรกับอุณหภูมิในหน่วยเคลวินจะได้จุดตัดแกน x
ของกราฟที่ 0 เคลวนิ

และเมื่อหาอัตราส่วนระหวา่ งปริมาตรและอณุ หภูมิของแก๊สในหน่วยแคลวินจะพบว่าไดค้ ่าคงที่ ดังนั้น
ปริมาตร (V) แปรผันตรงกับอุณหภูมิ (T) ในหน่วยเคลวิน ซ่ึงความสัมพันธ์ เรียกว่า กฎของชาร์ล
(Charles’ law) ซึง่ เขยี นสมการได้ดังนี้

VT
V = ค่าคงท่ี × T

= ค่าคงท่ี
ความสมั พันธ์ตามกฎของชาร์ล อาจเขียนอยู่ในรูปท่ีสามารถใช้คำนวณปรมิ าตรหรืออุณหภูมิ
ของแกส๊ ท่สี องสภาวะไดด้ งั น้ี

V1 = V2
T1 T2

เมอ่ื V1 และ V2 คอื ปริมาตรของแก๊สที่มีอณุ หภมู ิ T1 และ T2 ตามลำดับ

ท่คี วามดนั และจำนวนโมลคงท่ี

30

7. หลกั ฐาน หรือรอ่ งรอยของการเรยี นรู้ การวดั และประเมนิ ผล

สง่ิ ท่ีตอ้ งการวดั วธิ กี ารวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์ทใ่ี ช้การวัด ผู้ประเมนิ

ด้านความรู้ (K) - ใบกจิ กรรม 7.2 การ
ทดลองศึกษาความ
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง - ตรวจใบกิจกรรม 7.2 สัมพันธ์ระหว่างปรมิ าตร ผา่ นข้ันต่ำไม่นอ้ ย
ปริมาตรและอณุ หภูมิของแกส๊ ได้ การทดลองศึกษาความ กว่ารอ้ ยละ 60

สมั พันธ์ระหว่างปริมาตร และอุณหภมู ขิ องอากาศ ครู
ครู
และอุณหภูมขิ องอากาศ - คำถามทา้ ยการทดลอง

- ตรวจคำถามท้ายการ -แบบฝกึ หัดกฏของชารล์
ทดลอง

-ตรวจแบบฝกึ หัดกฏของ

ชารล์

ด้านกระบวนการ (P) แบบประเมินพฤติกรรม ตอ้ งได้ไมต่ ำ่ กวา่
คำนวณปริมาตรหรืออุณหภูมิ สังเกตจากการทำ นกั เรยี นระหว่างทำ ระดบั คณุ ภาพ 2
กิจกรรม คือ ดี จากระดบั
โดยใช้ความสัมพันธ์ตามกฎของ กิจกรรม คณุ ภาพ 3 คอื ดี
ชารล์ ได้ มาก

ทดลองความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาตรและอณุ หภูมขิ องอากาศได้

ดา้ นจติ พสิ ยั (A) สงั เกตจากพฤติกรรม แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะ ตอ้ งได้ไม่ตำ่ กวา่
- มีวินยั ระหวา่ งเรยี น การเขา้
- ใฝ่เรยี นรู้ เรยี น การตอบคำถาม อันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ครู
- มงุ่ มัน่ ในการทำงาน ระหว่างเรียน ครู
- มีจิตสาธารณะ คอื ดี จากระดบั
สังเกตจากการทำ
สมรรถนะ กจิ กรรม การตอบ คุณภาพ 3 คอื ดี
- ความสามารถในการส่ือสาร คำถาม
- ความสามารถในการคิด มาก
- ความสามารถในกาแกป้ ญั หา
- ความสามารถในการใช้ทกั ษะ แบบประเมนิ สมรรถนะ ต้องไดไ้ ม่ต่ำกวา่
สำคญั ของผู้เรยี น 4 ด้าน ระดับคณุ ภาพ 2
ชีวติ
คอื ดี จากระดบั
คุณภาพ 3 คือดี
มาก

31

8. กระบวนการจดั การเรยี นรู้
8.1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
- ครูทบทวนนักเรียนเกีย่ วกับความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปริมาตรและความดนั ของแก๊สตามกฏของ

บอยล์

8.2 ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
- ครูใหน้ ักเรียนแบง่ กลมุ่ ๆ ละ 2 คน
- ครูให้นักเรียนทำกิจกรรม 7.2 การทดลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรมิ าตรและอุณหภูมิ

ของอากาศ
จุดประสงค์การทดลอง
ทดลองและอธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งปรมิ าตรและอุณหภมู ขิ องอากาศ
วัสดแุ ละอุปกรณ์
1. ขวดพลาสตกิ ใสชนิดไม่ยบุ ตัวเมอ่ื ถกู ความร้อน ขนาด 500 mL
2. บกี เกอร์ขนาด 500 mL
3. น้ำ
4. น้ำยาล้างจาน
5. นำ้ รอ้ น (อณุ หภูมปิ ระมาณ 60 °C)
6. น้ำแข็ง
วิธกี ารทดลอง
1. ผสมน้ำกับนำ้ ยาลา้ งจานในอัตราสว่ น 2 : 1 ใสใ่ นบีกเกอรใ์ บท่ี 1
2. จุม่ ปากขวดพลาสติกลงในบกี เกอร์ใบท่ี 1 ดงั รูป เพื่อให้เกิดแผ่นฟลิ ม์ บาง ๆ ของ
นำ้ ยาลา้ งจานปิดท่ปี ากขวด สังเกตลกั ษณะของฟิล์มทีป่ ากขวด
3. เทน้ำร้อนใสบ่ กี เกอรใ์ บที่ 2 โดยใหน้ ้ำร้อนมีระดับความสงู พอประมาณ แล้ววาง
ขวดพลาสตกิ ทเ่ี ตรยี มไวใ้ นข้อ ลงในบีกเกอร์ โดยหงายปากขวดขนึ้ ดงั รปู สังเกตการณ์
เปลีย่ นแปลง และบันทึกผลโดยการวาดรปู ประกอบ
4. ทำการทดลองซ้ำตั้งแตข่ อ้ 2-3 แตเ่ ปลี่ยนจากน้ำร้อนเปน็ น้ำผสมน้ำแข็งแทน

8.3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
- ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองในกิจกรรม 7.2 การทดลองศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างปรมิ าตรและอุณหภมู ิของอากาศ
- ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของแก๊สท่ีได้จาก

การศึกษาของ ชาก-อาแลกซองดร์-เซซา ชารล์
“เมือ่ มวลและความดนั ของแกส๊ คงที่ ปรมิ าตรของแกส๊ จะแปรผนั ตรงกบั อุณหภูมเิ คลวิน”
VT

32

V = ค่าคงท่ี × T
= ค่าคงที่

-ครูยกตัวอยา่ ง การคำนวณ ตามกฎของชาร์ล

ตวั อยา่ ง 1

แก๊สไนโตรเจน (N2) ในกระบอกสูบปิด ปริมาตร 250 มิลลิลิตร ที่อุณหภูมิ 373 เคลวิน เม่ือ
ทำให้อุณหภูมิลดลง 273 เคลวิน โดยความดันของแก๊สไม่เปล่ียนแปลง ปริมาตรสุดท้ายของแก๊สเป็น

เท่าใด

วธิ ที ำ V1 = V2
จาก T1 T2

แทนคา่ จะได้ 250 mL = V2
373 K 273 K

V2 = (250 mL)(273 K)
373 K

= 183 mL

ดงั น้นั แกส๊ มีปริมาตร 183 มิลลิลิตร

ตวั อยา่ ง 2

แกส๊ ชนิดหนง่ึ มคี วามดัน 1 บรรยากาศ อุณหภมู ิ 2 องศาเซลเซียส บรรจไุ ว้ในภาชนะท่ียืดหยุ่น

ได้ เม่ือนำภาชนะบรรจุแก๊สน้ีไปจุ่มลงในของเหลวที่กำลังเดือด ที่ความดันคงที่ ปริมาตรของแก๊สจะ

ขยายตัวจาก 70.0 มลิ ลิลิตร เปน็ 90.0 มลิ ลิลติ ร ทีอ่ ุณหภูมกิ ่ีองศาเซลเซียส

วิธีทำ V1 V2
T1 T2
จาก =

แทนค่าจะได้ 70.0 mL = 90 mL
(2+273) K T2

T2 = (90.0 mL)(275 K)

70.0 K
= 354 K

33

เปลี่ยนหน่วยอุณหภมู ใิ ห้เป็นองศาเซลเซยี สจะได้
T(°C) = 354 – 273 °C
= 81 °C

ดงั นั้น แกส๊ มีอุณหภมู ิ 81 องศาเซลเซียส

8.4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
- ครูใหน้ กั เรียนในแต่ละกลุ่มทำคำถามทา้ ยการทดลองและแบบฝึกหดั กฏของชารล์ เพ่ิมเติม

8.5 ขั้นประเมิน (Evaluvation)
- ตรวจใบกิจกรรม 7.2 การทดลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของ

อากาศ
- ตรวจคำถามทา้ ยการทดลอง

9. สอ่ื วัสดุ อปุ กรณ/์ แหลง่ การเรียนรู้
- หนังสือเรยี นวิชา เคมเี พิม่ เตมิ 3 สสวท.
- ใบกจิ กรรม 7.2 การทดลองศกึ ษาความสมั พนั ธ์ระหว่างปริมาตรและอณุ หภมู ิของอากาศ
- ขวดพลาสตกิ ใสชนิดไม่ยบุ ตัวเมอ่ื ถกู ความรอ้ น ขนาด 500 mL
- บีกเกอรข์ นาด 500 mL
- นำ้
- น้ำยาล้างจาน
- นำ้ ร้อน (อุณหภมู ปิ ระมาณ 60 °C)
- น้ำแขง็

ลงชือ่ ........................................................
(นางสอฝียะ๊ มะหะมงิ )
ผู้สอน
…… /…… /……

34

กจิ กรรม 7.2 เรอื่ ง การทดลองศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งปรมิ าตรและอุณหภมู ิของ
อากาศ

คำชแ้ี จง : ให้นักเรียนบันทึกผลการทดลอง และสรปุ ผลใหส้ มบรู ณ์
สมาชิกในกลุม่ ที่…….. ช้นั ม. 5/…..

1. ชอ่ื ………………………………………………… นามสกลุ ………………………….. เลขท…ี่ ………
2. ช่ือ………………………………………………… นามสกลุ ………………………….. เลขท่…ี ………

จดุ ประสงคก์ ารทดลอง

…………………………………………………………………………………………………….................................……………

……………………………………………………………………………………….............................................................…

………….....

ผลการทดลอง

การทดลอง การเปล่ียนแปลง วาดภาพประกอบ

1 . เมื่ อ จุ่ ม ป า ก ข ว ด

พลาสติกลงในบีกเกอร์ที่มี

น้ำผสมกบั นำ้ ยาลา้ งจาน

2. เมอื่ วางขวดพลาสติกใน
บีกเกอรท์ บ่ี รรจนุ ำ้ รอ้ น

3. เม่ือวางขวดพลาสติก
ในบีกเกอร์ที่บรรจุน้ำผสม
น้ำแขง็

สรุปผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………….................................................
............…………………………………………………………………………………………………….................................…

35

แบบฝกึ หัด กฎของชาร์ล

1.ถ้าตอ้ งการใหแ้ กส๊ ไฮโดรเจน (H2) ทอี่ ุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส มีปรมิ าตร
ลดลงคร่ึงหนง่ึ ทคี่ วามดันคงที่ ตอ้ งทำาให้อุณหภมู ิของแกส๊ เปน็ กอี่ งศาเซลเซยี ส

2.ถ้าบรรจุแก๊สฮีเลียมในลูกโป่ง 10.0 ลิตร ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส แล้วนำ
ลูกโป่งนี้ ไปไว้ในที่ท่ีมีอุณหภูมิ 57 องศาเซลเซียส ลูกโป่งจะมีขนาดเท่าใด
ถ้ากำหนดให้ความดนั ภายในลกู โปง่ คงท่ี

3.แกส๊ ไฮโดรเจน (H2) ในกระบอกสูบปิด ปริมาตร 200 มลิ ลลิ ติ ร ที่อณุ หภมู ิ 323
เคลวิน เมอื่ ทำให้อณุ หภูมลิ ดลง 223 เคลวิน โดยความดนั ของแกส๊ ไมเ่ ปลยี่ นแปลง
ปริมาตรสดุ ทา้ ยของแกส๊ เปน็ เท่าใด

4.แก๊สชนิดหน่ึงมีความดัน 1 บรรยากาศ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส บรรจุไว้ใน
ภาชนะท่ียดื หยุ่นได้ เมื่อนำภาชนะบรรจุแกส๊ นี้ไปจมุ่ ลงในของเหลวทก่ี ำลังเดอื ด ท่ี
ความดันคงท่ี ปริมาตรของแก๊สจะขยายตัวจาก 80.0 มิลลิลิตร เป็น 100.0
มลิ ลลิ ติ ร ทอ่ี ุณหภมู ิกอ่ี งศาเซลเซียส

5.แก๊สไนโตรเจน (N2) ในกระบอกสูบปิด ปริมาตร 300 มิลลิลิตร ที่อุณหภูมิ 423
เคลวนิ เม่อื ทำใหอ้ ุณหภูมลิ ดลง 323 เคลวิน โดยความดันของแก๊สไม่เปลี่ยน แปลง
ปริมาตรสดุ ท้ายของแก๊สเปน็ เท่าใด

36

บนั ทกึ หลังสอน

ผลการสอน
.................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
ปัญหา/อปุ สรรค
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
ขอ้ เสนอแนะ/วธิ แี ก้ไข
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงชื่อ..................................................................
(นางสอฝีย๊ะ มะหะมิง)

ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

37

ความเห็นของหัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ......................................................
(นางสาวรอฮานา เจะเตะ)

หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความเหน็ ของหวั หนา้ ฝา่ ยบริหารงานวิชาการ
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงช่อื ...............................................
( นางรตั นา กลน่ิ มณี )

หัวหนา้ ฝ่ายบริหารงานวชิ าการ

ความเห็นของผอู้ ำนวยการโรงเรยี นนิคมพฒั นวทิ ย์

.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................

ลงช่อื ...............................................
( นายภาสกร แก้ววชิ ติ )

ผู้อำนวยการโรงเรยี นนิคมพฒั นวิทย์

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ 38
ความสมั พันธ์ระหว่างปรมิ าตรและอณุ หภูมิของแกส๊ ประเมนิ
คำช้ีแจง เขียนเคร่อื งหมาย / ถา้ นกั เรียนมีพฤติกรรมตามรายการท่ีสงั เกต

รายการประเมิน

ท่ี ชอื่ -สกลุ บันทึกความ ู้รความเ ้ขาใจ
ในเนื้อหา
การ ัรบฟังความ ิคดเห็น
ของผู้อื่น
ป ิฏบั ิตงานท่ีไ ้ด ัรบ
มอบหมาย
การเข้า ่รวม ิกจกรรม
กลุ่ม
การแสดงความ ิคดเห็น
รวม
่ผาน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดบั ดี
2 หมายถงึ ระดบั พอใช้
3 หมายถึง ระดบั ปรบั ปรุง
4
เกณฑก์ ารประเมนิ

11 – 15 คะแนน

6 – 10 คะแนน

0 – 5 คะแนน

39

เกณฑ์การประเมนิ พฤติกรรมการเรยี นรู้

รายการประเมิน 3 2 1
สรุปและบนั ทึกข้อมลู ที่ ไมม่ สี รุปและบันทึก
บันทกึ ความรคู้ วามเข้าใจ สรุปและบันทึกข้อมลู ท่ี เป็นองค์ประกอบของ ข้อมลู ท่เี ป็นองคป์ ระกอบ
เรื่องบางครง้ั ของเรือ่ ง
ในเนอื้ หา เป็นองค์ประกอบของ ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ไมย่ อมรบั ฟงั
ของผู้อืน่ เป็นบางครงั้ ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
เร่ืองทส่ี รุปไดค้ รบถ้วน

ยอมรับฟังความคิดเห็น ยอมรบั ฟังความคิดเห็น

ของผูอ้ ่ืน ของผ้อู นื่ ดีมาก

ปฏิบตั งิ านที่ได้รบั ปฏิบัติงานเสร็จทันเวลา ปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ ทันเวลา ไม่เสรจ็ ทนั เวลา
มอบหมาย
ตามกำหนดเรยี บร้อย ตามกำหนด ตามทีก่ ำหนด

ดมี าก

ทำงานกับผูอ้ นื่ ไดอ้ ย่าง กระตอื รอื รน้ ให้ความ กระตอื รอื ร้นใหค้ วาม ขาดความกระตือรอื รน้
สร้างสรรค์ สนใจในการเข้าร่วม สนใจในการเข้าร่วม และไม่สนใจเข้าร่วม
กจิ กรรมทุกคร้ัง กิจกรรมบางครั้ง กิจกรรม

การแสดงความคิดเหน็ ร้จู ักแสดงความคิดเห็น รจู้ ักแสดงความคิดเหน็ ไมแ่ สดงความคิดเห็น

ในกลุ่มดมี าก ในกลุ่ม ในกลุม่

แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 40
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปริมาตรและอณุ หภมู ิของแกส๊
ประเมนิ
นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 รวม
คำช้แี จง เขียนเครื่องหมาย / ถา้ นักเรียนมพี ฤตกิ รรมตามรายการทสี่ งั เกต

รายการประเมิน

ท่ี ชื่อ-สกุล
ื่ซอ ัสตย์ ุสจ ิรต
ีม ิวนัย
ใฝ่เ ีรยน ู้ร
ุ่มง ่ัมนในการ
ทำงาน
ีม ิจต
สาธารณะ
ผ่าน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดับดี
2 หมายถงึ ระดับพอใช้
3 หมายถงึ ระดบั ปรบั ปรุง
4

เกณฑก์ ารประเมิน
11 – 15 คะแนน
6 – 10 คะแนน
0 – 5 คะแนน

41

เกณฑก์ ารประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

รายการประเมนิ 3 2 1
ซอื่ สตั ย์ สุจริต ไมน่ ำผลงานของผู้อ่นื มา ไม่นำผลงานของผ้อู ่ืนมา นำสิ่งของของผู้อ่นื มา
เปน็ ของตนเอง ปฏบิ ตั ิ เปน็ ของตนเอง ปฏิบัติ เป็นของตนเอง ปฏิบัติ
มีวินยั ตนตอ่ ผูอ้ ืน่ ดว้ ยความ ตนตอ่ ผอู้ น่ื ดว้ ยความ ตนต่อผูอ้ นื่ ดว้ ยความ
ซื่อตรง และเป็น ซ่อื ตรง ซ่อื ตรง
แบบอยา่ งทด่ี แี กเ่ พ่อื น
ด้านความซ่อื สัตย์ ขณะทำงานปฏิบัตติ าม ขณะทำงานปฏิบตั ติ าม
ขณะทำงานปฏบิ ัติตาม กฎ กติกาที่ได้ ตกลงกนั กฎ กติกาบ้าง
กฎ กติกาท่ีไดต้ กลงกัน
ไม่รบกวนบคุ คลอน่ื

ใฝ่เรยี นรู้ ตัง้ ใจเรียน เอาใจใส่ และมี ตงั้ ใจเรียน เอาใจใส่ และมี ต้ังใจเรยี น เอาใจใส่ และมี
ความเพยี รพยายามใน ความเพียรพยายามใน ความเพยี รพยายามใน
การเรยี นรู้ และเข้าร่วม การเรยี นรู้ และเข้ารว่ ม การเรียนรู้ และเข้ารว่ ม
กจิ กรรมการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรียนรูต้ ่างๆ กิจกรรมการเรยี นรู้
ต่าง ๆ เปน็ ประจำ บ่อยครง้ั ต่าง ๆ บางคร้งั

ม่งุ มน่ั ในการทำงาน ตัง้ ใจและรบั ผิดชอบใน ตง้ั ใจและรบั ผิดชอบใน ตั้งใจและรบั ผิดชอบใน
การปฏบิ ตั ิหน้าที่ทีไ่ ด้รบั
การปฏิบตั หิ นา้ ท่ีทไี่ ดร้ บั การปฏิบัตหิ นา้ ท่ีทไี่ ด้รับ มอบหมายให้สำเรจ็

มอบหมายให้สำเรจ็ มี มอบหมายให้สำเรจ็ มี

การปรบั ปรงุ และ การปรบั ปรงุ การทำงาน

พัฒนาการทำงานให้ดีข้ึน ใหด้ ีขึน้

มีจติ สาธารณะ ชว่ ยครทู ำงาน อาสา ชว่ ยครูทำงาน อาสา ชว่ ยครทู ำงานอาสา
ทำงาน ชว่ ยคิด ช่วยทำ ทำงาน และแบง่ ปนั ทำงานให้ผู้อนื่ ด้วยความ
และแบง่ ปนั สงิ่ ของ ให้ สงิ่ ของให้ผูอ้ ื่นด้วย ความ เต็มใจ
ผ้อู ืน่ ด้วย ความเตม็ ใจ เต็มใจ

42

แบบประเมนิ สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น ความสัมพันธร์ ะหวา่ งปริมาตรและอุณหภมู ิของแกส๊

นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5

คำชี้แจง เขียนเคร่ืองหมาย / ถ้านักเรยี นมพี ฤตกิ รรมตามรายการทสี่ ังเกต

รายการประเมิน ประเมนิ

ท่ี ชื่อ-สกลุ ความสามารถ รวม
ในการ ่ืสอสาร
ความสามารถ
ในการ ิคด
ความสามารถ
ในการแ ้กปัญหา
ความสามารถ
ในการใ ้ชทักษะ ีช ิวต
ความสามารถใน
การใ ้ชเทคโนโลยี
่ผาน
ไ ่มผ่าน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15

1 หมายถึง ระดับดี
2 หมายถงึ ระดบั พอใช้
3 หมายถงึ ระดับปรบั ปรุง
4

เกณฑก์ ารประเมนิ
11 – 15 คะแนน
6 – 10 คะแนน
0 – 5 คะแนน

43

เกณฑก์ ารประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน

รายการประเมนิ 321
ความสามารถ
ในการส่ือสาร พดู ถ่ายทอดความรู้ความ พูดถา่ ยทอดความรู้ความ พูดถา่ ยทอดความรูค้ วาม

ความสามารถ เขา้ ใจจากสารท่ีอ่าน ฟัง ดู เขา้ ใจจากสารทอี่ า่ น ฟัง เข้าใจจากสารทอ่ี ่าน ฟัง
ในการคดิ
ดว้ ยภาษาของตนเองได้ หรือ ดู ดว้ ยภาษาของ หรอื ดู ด้วยภาษาของ
ความสามารถ
ในการแก้ปญั หา อย่างคล่องแคล่ว ชัดเจน ตนเองไดอ้ ยา่ งชัดเจน แต่ ตนเองได้บา้ ง

ความสามารถ ขาดความคล่องแคล่ว
ในการใช้ทักษะชีวติ
ระบหุ ลักการสำคัญ ระบุหลักการสำคัญ ระบหุ ลกั การสำคัญ

แนวคดิ หรอื ความรู้ท่ี แนวคิดหรอื ความรทู้ ี่ แนวคดิ หรอื ความรูท้ ี่

ปรากฏในข้อมูลตา่ งๆ ที่ ปรากฏในข้อมลู ตา่ งๆ ท่ี ปรากฏในขอ้ มูลต่างๆ ที่

พบเห็นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและ พบเหน็ ได้อย่างถูกต้องแต่ พบเหน็ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเป็น

ครบถว้ น ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไมค่ รบถว้ น

นำข้อคน้ พบจากผลงาน/ นำขอ้ คน้ พบจากผลงาน/ นำขอ้ คน้ พบจากผลงาน/

ชน้ิ งานไปประยุกตใ์ ช้ใน ช้ินงานไปประยุกต์ใชใ้ น ชิ้นงานไปประยุกต์ใชใ้ น

การปอ้ งกันและแกป้ ญั หา การปอ้ งกันและแก้ปญั หา การป้องกันและแก้ปัญหา

ในสถานการณอ์ น่ื ๆ ได้ ในสถานการณอ์ ่นื ๆ ได้ ในสถานการณอ์ นื่

อยา่ งสอดคลอ้ งตามหลัก อย่างสมเหตุสมผล

เหตุผลและคุณธรรม

นำความร/ู้ ทกั ษะและ นำความร/ู้ ทักษะและ นำความรู้/ทักษะและ

เทคนคิ วธิ ตี ่างๆ มาใช้ เทคนิควิธตี ่างๆ มาใช้ เทคนิควิธีต่างๆ มาใช้

สร้างสรรค์งานอย่างเปน็ สร้างสรรคง์ านอยา่ งเป็น สรา้ งสรรค์งานได้ แตไ่ ม่มี

ระบบและมีประสิทธภิ าพ ระบบแต่ขาดประสิทธภิ าพ ประสิทธิภาพและไมส่ ำเร็จ

ในเวลาที่กำหนด

ความสามารถในการใช้ เลอื กและใชเ้ ทคโนโลยที ่ี เลอื กและใช้เทคโนโลยีที่ เลือกและใชเ้ ทคโนโลยที ่ี
เทคโนโลยี เหมาะสมในการรับและส่ง
เหมาะสมในการรบั และส่ง เหมาะสมในการรับและส่ง สารให้ผอู้ ่ืนเขา้ ใจไดอ้ ย่าง
ถูกต้อง โดยไม่ทำให้ผ้อู ืน่
สารให้ผอู้ ่นื เข้าใจได้อยา่ ง สารให้ผ้อู นื่ เข้าใจไดอ้ ย่าง เดอื ดรอ้ น

ถูกต้อง และมคี วาม ถูกตอ้ ง และมคี วาม

หลากหลาย แปลกใหม่ หลากหลาย แปลกใหม่

โดยไม่ทำให้ผอู้ ื่นเดือดรอ้ น โดยไมท่ ำให้ผูอ้ ่ืนเดือดรอ้ น

และสามารถแนะนำผอู้ นื่ ได้

44

แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 3

รหัส-รายชอื่ วิชา ว30233 เคมี 3 ชั้น ม.5 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 2 ช่ัวโมง

หน่วยการเรยี นรู้ : แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เร่อื ง ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความดันและอณุ หภมู ิของแก๊ส ผู้สอน นางสอฝยี ะ๊ มะหะมงิ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้

สาระเคมี ม.5 ข้อ 1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ

พนั ธะเคมี และ สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบตั ขิ องสารประกอบอินทรีย์

และพอลิเมอร์ รวมท้งั การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

2. ผลการเรียนรู้

อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สท่ีภาวะต่าง ๆ

ตามกฎของบอยล์ กฎของชารล์ กฎของเกย์-ลูสแซก

3. สาระสำคัญ

เมือ่ ปรมิ าตรและจำนวนโมลของแก๊สคงที่ อตั ราส่วนความดนั ต่ออณุ หภูมใิ นหนว่ ยเคลวินเป็น

คา่ คงท่ี ดงั นน้ั ความดัน (P) แปรผนั ตรงกบั อุณหภูมิ (T) ในหน่วยเคลวิน ความสมั พนั ธน์ ี้เรยี กว่า

กฎของเกย์ –ลูสแซก (Gay-Lussac’s law)

4. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

4.1 ดา้ นความรู้ (Knowledge; K)

1.อธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งความดันและอุณหภูมขิ องแก๊สได้

4.2 ด้านทักษะกระบวนการ (Process; P)

1. เขยี นกราฟและสมการความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภมู ิของอากาศได้

2. คำนวณความดันหรอื อณุ หภมู ิ โดยใช้ความสมั พันธต์ ามกฎของเกย์-ลูสแซกได้

4.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (Attitude; A)

4.3.1 มีวนิ ัย 4.3.2 ใฝ่เรียนรู้

4.3.3 ม่งุ ม่นั ในการทำงาน 4.3.4 มจี ติ สาธารณะ

5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น (ทีเ่ กดิ จากการจดั การเรยี นการสอน)

5.1 ความสามารถในการส่อื สาร

5.2 ความสามารถในการคิด

5.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา

5.4 ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต

45

6. สาระการเรยี นรู้

นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างปรมิ าตรกับความดันของแก๊สตามกฎของบอยล์ และปรมิ าตร

กับอุณหภูมขิ องแกส๊ ตามกฎของชาร์ลแล้ว ความดนั กับอุณหภูมิของแก๊สยังมีความสัมพันธ์กันดว้ ย เช่น

ข้อความที่ระบุบนกระป๋องสเปรย์ว่าห้ามวางใกล้เปลวไฟหรือท่ีมีอุณหภูมิสูงเพราะอาจทำให้กระป๋อง

สเปรยร์ ะเบดิ ได้

หากนำกระป๋องสเปรย์ซ่ึงมีแก๊สบรรจุอยู่วางไว้ใกล้เปลวไฟจะทำให้อุณหภูมิของแก๊สภายใน

กระป๋องสูงข้ึนซ่ึงตามกฎของชาร์ลแก๊สควรมีปริมาตรเพิ่มขึ้น แต่เน่ืองจากผนังกระป๋องสเปรย์ไม่

สามารถขยายตวั ได้ ดังนั้น ความดันภายในกระป๋องจงึ เพิม่ ขึ้นจนอาจทำให้เกิดการระเบิดได้ เน่ืองจาก

จำนวนโมลของแก๊สภายในกระป๋องคงท่ี ดังน้ันความดันของอุณหภูมิของแก๊สจึงมีความสัมพันธ์กัน

ตัวอย่างความสมั พันธ์ระหว่างความดันและอุณหภูมิของแก๊สชนิดหน่ึง ท่ีปริมาตรและจำนวนโมลคงที่

แสดงดังตาราง 7.2

ตาราง 7.2 ความดัน อุณหภูมิ และอัตราส่วนความดันต่ออุณหภูมิ เม่ือปริมาตรและ

จำนวนโมลของแก๊สคงท่ี

ความดนั (P) อณุ หภมู ิ(T)

mmHg

(°C) K mmHg/°C mmHg/K

703 0 273 - 2.57

753 20 293 38 2.57

805 40 313 20 2.57

856 60 333 14 2.57

908 80 353 11 2.57

959 100 373 9.6 2.57

จากตาราง 7.2 สรุปได้ว่า เม่ือปริมาตรและจำนวนโมลของแก๊สคงที่ อัตราส่วนความดันต่อ
อุณหภูมิในหน่วยเคลวินเป็นค่าคงท่ี ดังนั้นความดัน (P) แปรผันตรงกับอุณหภูมิ (T) ในหน่วยเคลวิน
ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า กฎของเกย์ –ลูสแซก (Gay-Lussac’s law) ซ่ึงเขียนแทนด้วยสมการทาง
คณิตศาสตร์ได้ดงั น้ี

P∝T
P = ค่าคงท่ี × T

= ค่าคงที่

46

ความสัมพันธ์ตามกฎของเกย์–ลูสแซก อาจเขียนอยู่ในรูปท่ีสามารถใช้คำนวณหาความดันหรือ

อณุ หภูมขิ องแก๊สทส่ี องสภาวะได้ดังน้ี

P1 = P2
T1 T2

7. หลักฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล

ส่งิ ทตี่ ้องการวัด วธิ กี ารวัด เคร่อื งมือวดั เกณฑ์ท่ีใช้การวดั ผู้ประเมิน

ด้านความรู้ (K) คำถามท้ายกิจกรรม
กจิ กรรม 7.3 กราฟ
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ต ร ว จ ค ำถ าม ท้ าย ความสมั พนั ธ์ระหว่าง ผ่านขน้ั ตำ่ ไม่น้อยกวา่
ปรมิ าตรและอุณหภูมิของแกส๊ ได้ กิจกรรม ปริมาตรและอุณหภูมิ ร้อยละ 60
ของแกส๊
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ตรวจกิจกรรม 7.3 ครู
ความดันและอณุ หภูมขิ องแกส๊ ได้ ก ร าฟ ค ว าม สั ม พั น ธ์ ครู

ระหว่างปริมาตรและ บัตรคำถาม

อุณหภมู ิของแกส๊

ตรวจการคำนวณจาก

บัตรคำถาม

ดา้ นกระบวนการ (P) สังเกตจากพฤติกรรม แบบประเมนิ ตอ้ งไดไ้ ม่ตำ่ กว่า
คำนวณปริมาตรหรืออุณหภูมิ ระหวา่ งทำกจิ กรรม พฤตกิ รรมนกั เรยี น ระดบั คณุ ภาพ 2 คือ
ระหว่างทำกิจกรรม ดี จากระดบั คุณภาพ
โดยใช้ความสมั พนั ธ์ตามกฎของ 3 คือดีมาก

ชารล์ ได้

เขี ย น ก ร า ฟ แ ล ะ ส ม ก า ร

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและ

อณุ หภูมิของอากาศได้

คำนวณความดันหรืออุณหภูมิ

โด ย ใช้ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ต า ม ก ฎ ข อ ง

เกย-์ ลูสแซก

ดา้ นจิตพิสัย (A) สังเกตจากพฤติกรรม แบบประเมนิ ต้องได้ไมต่ ่ำกวา่ ครู
- มวี ินัย ระหวา่ งเรยี น การเขา้ คุณลักษณะอนั พึง ระดบั คุณภาพ 2 คอื
- ใฝเ่ รียนรู้ เรยี น การตอบคำถาม ประสงค์ ดี จากระดับคุณภาพ
- ม่งุ มั่นในการทำงาน

ส่งิ ที่ตอ้ งการวัด วธิ กี ารวดั เคร่อื งมือวัด 47
เกณฑ์ที่ใชก้ ารวดั ผู้ประเมนิ
- มจี ิตสาธารณะ ระหว่างเรียน
3 คือดมี าก

สมรรถนะ สงั เกตจากการทำ แบบประเมินสมรรถนะ ตอ้ งไดไ้ มต่ ำ่ กวา่ ครู
- ความสามารถในการสือ่ สาร กจิ กรรม การตอบ สำคญั ของผู้เรยี น 4 ระดับคณุ ภาพ 2 คือ
- ความสามารถในการคิด คำถาม ดา้ น ดี จากระดบั คุณภาพ
- ความสามารถในกาแก้ปญั หา
- ความสามารถในการใชท้ ักษะ 3 คอื ดีมาก

ชวี ติ

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
8.1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
- ครูทบทวนนักเรียนเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของแก๊ส จากการ

ทดลองในกจิ กรรม 7.2 การทดลองศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภมู ขิ องอากาศ

8.2 ขัน้ สำรวจและคน้ หา (Exploration)
- ครูใหน้ กั เรียนทำกิจกรรม 7.3 กราฟความสมั พันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภมู ิของแกส๊
จดุ ประสงคก์ ารทดลอง
เขยี นกราฟและสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภมู ขิ องแกส๊
วัสดอุ ปุ กรณ์
กระดาษกราฟ
วิธีทำกจิ กรรม
เขยี นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง (แกน y) และอณุ หภูมิของแก๊ส (แกน x) จาก

ข้อมูลการทดลองวัดปริมาตรของแก๊สชนิดหน่ึง ณ อุณหภูมิต่าง ๆ ที่ความดันและจำนวนโมลคงที่
ต่อไปนี้


Click to View FlipBook Version