The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาสําหรับครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bosskub2011, 2022-09-29 09:20:44

จิตวิทยาสําหรับครู

จิตวิทยาสําหรับครู

280

1) การประถมนเิ ทศ จัดขึ้นในวันเปิดเรียนใหม่ เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพ
โรงเรียนและกฎข้อบังคับตา่ งๆ และเพอ่ื จะได้แนะแนวทางในการเรียนด้วย

2) บริการเก่ยี วกับสุขภาพเด็ก เช่น ตดิ ต่อขอความชว่ ยเหลอื จากอนามัยโรงเรยี น
3) จัดบริการหาทุนการศึกษา เชน่ ทุกวนั เดก็ มลู นิธชิ ่วยเหลอื นักเรยี นขาดแคลน
4) จดั วันอบรมศลี ธรรมในวันสดุ สปั ดาห์
5) จัดทศั นศึกษานอกสถานท่ี

7.3 บริการให้คาปรกึ ษา (Counseling Service)
ในสภาวะสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม

การเมือง ย่อมก่อให้เกิดอุปสรรคและปัญหาในการดาเนินชีวิตของนักเรียนและนักศึกษา บริการให้
คาปรึกษา เป็นบริการหนึ่งท่ีมีความสาคัญในการช่วยให้ผู้ประสบปัญหา สามารถแก้ไขปัญหาของ
ตนเองไดอ้ ย่างฉลาด และสามารถปรบั ตัวเข้ากบั สภาพแวดลอ้ มได้ดี

การให้คาปรึกษา หมายถงึ กระบวนการช่วยเหลือบุคคลโดยการสนทนา 2 ทาง โดยผู้ให้
คาปรึกษาและผู้มาขอรับคาปรึกษาเป็นกระบวนการท่ีมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน กระบวนการช่วยเหลือ
จะเป็นไปในทิศทางที่ทาให้ผู้มาขอรับคาปรึกษา สามารถท่ีจะเข้าใจถึงปัญหาของตนและตัดสินใจได้
ด้วยตนเอง โดยท่ีผู้ให้คาปรึกษาต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ เข้าใจกระบวนการ หลักการ ทักษะต่างๆ เพื่อ
นาไปใช้ชว่ ยเหลือผมู้ าขอรับคาปรกึ ษาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

7.4 บริการจัดวางตวั บุคคล (Placement Service)
7.4.1 บริการจัดวางตัวบุคคล คือ บริการที่จัดให้บุคคลได้อยู่ในที่ท่ีเหมาะสมกับระดับ

สติปัญญาความสนใจ อุปนิสัย ความถนัด ความสามารถพิเศษ สุขภาพ ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพ
โดยทวั่ ไปของตนและความตอ้ งการของสงั คมในด้านการศึกษาและอาชีพ

การจดั วางตัวบุคคลนแ้ี ตกตา่ งจากการใหค้ าปรกึ ษาหารอื ถึงแมบ้ ริการท้ังสองอย่างจะมี
ความสัมพนั ธ์กนั อย่างมากกต็ าม การใหค้ าปรกึ ษานั้นเป็นการช่วยเหลือแก่นักเรียนในการวางแผนการ
และการตดั สินใจอยา่ งฉลาด

ส่วนการจัดวางตัวบุคคลเป็นบริการท่ีช่วยให้นักเรียนดาเนินการตามแผนการ และ
ปฏบิ ตั กิ ารในสิ่งทตี่ นไดเ้ ลือกไว้อย่างฉลาดน้นั แล้ว

บริการน้ีต้องจัดไว้อย่างมีระบบให้นักเรียนได้เลือกดาเนินการตามท่ีเลือกไว้อย่าง
เหมาะสมท้งั ในการเลือกวิชาเรียน เลือกสายการเรยี นและอาชพี โดยทางโรงเรียนจัดบริการตา่ งๆ ให้ เช่น

7.4.1.1 การจัดนักเรียนเขา้ กลุม่ เขา้ ขน้ั ตามความเหมาะสมแก่อตั ภาพ
7.4.1.2 การจัดใหม้ ีบริการสอนซอ่ มเสรมิ แก่เด็กที่มปี ัญหาในการเรียน

281

7.4.1.3 การจัดการศึกษาพิเศษสาหรับเด็กทมี่ ีระดับสตปิ ัญญาตา่ หรือฉลาดมาก
7.4.1.4 การช่วยใหน้ ักเรยี นสามารถวางแผนการศึกษาต่อ
7.4.1.5 วางแผนกประกอบอาชีพ ฝกึ งาน หางาน ทางานนอกเวลาหารายได้พิเศษ
7.4.1.6 การตดิ ต่อประสานงานกบั โรงเรยี น หรอื นายจา้ งซึ่งจะรบั ชว่ งเดก็ ตอ่ ไป

บริการต่างๆ ท่ีโรงเรียนจัดน้ีเพื่อช่วยให้เด็กได้เตรียมตัวหรือดาเนินการให้ตรงตาม
จุดหมายปลายทางตามแผนประสบความสขุ และความสาเรจ็ อย่างดที ี่สดุ

7.4.2 จุดมงุ่ หมายของบรกิ ารจัดวางตัวบุคคล
7.4.2.1 เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เลือกเรียนอย่างเหมาะสม เช่น เลือกวิชาเรียน เลือกสาย

การเรยี นเลือกหลกั สูตร
7.4.2.2 เพื่อช่วยให้นักเรียนได้พิจารณาเร่ืองการวางแผน ทางอาชีพอย่างเหมาะสม

โดยมี ผู้แนะแนวคอยให้ความช่วยเหลอื ไมว่ า่ ศึกษาตอ่ หรอื ประกอบอาชีพ
7.4.2.3 เพ่ือชว่ ยให้นักเรยี นได้มีประสบการณ์ทางด้านอาชีพ โดยจัดหางานพิเศษนอก

เวลาเรยี นทั้งยงั เป็นการสอนงความต้องการของสงั คมหรือชุมชนอีกด้วย
7.4.2.4 เพื่อช่วยให้นักเรียนได้มีงานทาตามความถนัด ความสามารถ ซ่ึงรวมทั้งนักเรียน

ท่ตี ้องออกจากโรงเรยี นกลางคัน หรอื จบขน้ั สงู หรอื ชมุ ชนอีกด้วย
7.4.2.5 เพอื่ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นได้ใช้โอกาสในโรงเรียน ให้เป็นประโยชน์การพัฒนาทักษะ

ความสามารถในด้านต่างๆ เช่น เข้าร่วมกิจกรรม หรือเป็นสมาชิกชุมชนต่างๆ ตามความสนใจและ
เหมาะสม

7.4.3ประเภทของบรกิ ารจดั วางตวั บุคแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
7.4.3.1 การวางตวั บุคคลทางการศึกษา (Education Placement)
การวางตัวบุคคลทางการศึกษา หมายถึง การจัดบริการให้ความช่วยเหลือต่างๆ

ให้แก่นักเรียนในด้านที่เกี่ยวกับการศึกษาให้นักเรียนได้เรียนวิชาท่ีเหมาสมตามความรู้ ความสามารถ
ทางสติปัญญาและความสนใจของนักเรียน เพื่อที่จะได้ก้าวหน้าและสัมฤทธ์ิผลในการเรียน โดยมี
หลักเกณฑท์ ัว่ ไปว่า จะต้องให้นกั เรยี นร้จู กั และเข้าใจตนเองในเรือ่ งตา่ งๆ อย่างถ่องแท้ เพ่ือจะได้ช่วยให้
เขาตดั สินใจดว้ ยตนเองอยา่ งถูกตอ้ ง

7.4.3.2 การจัดวางตวั บคุ คลทางอาชีพ (Vocational Placement)
มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้นักเรียนได้ออกไปประกอบอาชีพท่ีเหมาะสมกับตนเอง เมื่อ

บคุ คลสาเรจ็ การศกึ ษาแลว้ หรือ เพือ่ ให้บุคคลท่ีออกจากสถานศกึ ษากลางคันไดม้ ีโอกาสประกอบอาชีพ
และมีความรับผดิ ชอบต่อตวั เอง

282

ในการจัดวางตัวบุคคลทางอาชีพ ควรจะช่วยให้บุคคลได้งานท่ีเหมาะสมคือ ถือหลัก
“Put the Right Man in to the Right Place (Job) หมายถึง การบรรจุคนให้เหมาะสมกับงาน เพ่ือจะ
ชว่ ยให้การทางานประสบความสาเรจ็ ก้าวหน้าในการทางาน

7.5 บรกิ ารติดตามผล (Follow-Up Service)
การติดตามผลเป็นการบริการหนึ่งในหลายบริการท่ีโรงเรียนจัดข้ึน เพ่ือประโยชน์ในการ

ดาเนนิ งานแนะแนว การปรับปรงุ การเรยี นการสอนและประโยชนใ์ นการบรกิ ารโรงเรียนโดยทั่วไป
7.5.1 วัตถปุ ระสงค์ของการตดิ ตามผลอาจจาแนกได้
7.5.1.1 เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถปรับปรุงตนเองในด้านต่างๆ เช่น การเรียน การ

สังคม
7.5.1.2 เพ่ือประเมินผลวิธีการสอน การจัดกิจกรรมของโรงเรียนว่าดาเนินไปได้ดี

เพยี งใด
7.5.1.3 เพือ่ นามาปรบั ปรุงบริการแนะแนวให้มปี ระสิทธภิ าพยิ่งขน้ึ
7.5.1.4 เพ่ือรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพของ

นักเรยี นแลว้ นามาวจิ ยั เพอื่ ประโยชน์ของนกั เรยี นรุ่นต่อๆ ไป
7.5.2 ประเภทของการติดตามผล
7.5.2.1 การตดิ ตามผลนกั เรียนทไี่ ด้รบั การแนะแนวไปแล้ว
7.5.2.2 การตดิ ตามผลนักเรียนทีเ่ รียนอยูใ่ นปจั จบุ นั
7.5.2.3 การตดิ ตามผลนกั เรยี นท่ีเป็นกรณีพเิ ศษ เช่น นกั เรยี นทม่ี ีปัญหาทางจิตใจ
7.5.2.4 การติดตามผลนกั เรียนท่อี อกจากโรงเรียน
7.5.2.5 การติดตามผลนกั เรยี นท่สี าเรจ็ การศกึ ษาไปแล้ว
การติดตามผลท้ัง 5 ประเภทน้ี การติดตามผลนักเรียนที่สาเร็จการศึกษาไปแล้ว

เป็นการตดิ ตามผลท่ยี ากแกก่ ารปฏิบตั ิ ส่วนใหญ่มักจะติดตามผลในระยะเพียงหน่ึงปีเท่านั้น เพราะยิ่ง
นกั เรยี นสาเรจ็ การศกึ ษาไปนานเทา่ ไร การตดิ ตอ่ กย็ ิง่ ลาบากขน้ึ

7.5.3 จดุ มุ่งหมาย
7.5.3.1 เพ่ือเป็นแนวทางให้นักเรียนรุ่นปัจจุบัน ได้ทราบและเตรียมตัวที่จะเข้าสู่

สภาพศกึ ษาหรืออาชีพที่ตอ้ งการ
7.5.3.2 เพ่ือรวบรวมข้อมูลในการท่ีจะนามาประเมินผลการเรียนการสอนตลอดจน

หลักสตู รทีใ่ ช้
7.5.3.3 เพอื่ รวบรวมขอ้ มูลอันจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การแนะแนว

283

7.5.4 วธิ ีการใชใ้ นการติดตามผล
7.5.4.1 สัมภาษณ์
7.5.4.2 สง่ แบบสอบถามไปให้นักเรยี นที่เรียนจบไปแลว้
7.5.4.3 เชญิ นกั เรยี นเกา่ มาโรงเรียนเป็นครั้งคราว เพ่อื เลา่ เร่ืองราวหรืออภิปราย
7.5.4.4 จดั งานสังสรรคน์ กั เรยี นเก่า

7.5.5 ข้อล้มเหลว
7.5.5.1 นักเรียนที่สาเร็จการศึกษาน้ัน ไม่ประสบความสาเร็จในการเรียนหรือ

ประกอบอาชพี จึงไมอ่ ยากใหใ้ ครทราบ
7.5.5.2 ศิษย์เก่าไม่เห็นความสาคัญของการติดตามผล จึงไม่ส่งแบบสอบถาม

กลบั คืนมายงั โรงเรยี น
7.5.5.3 ระยะเวลาทจ่ี ะกรอกแบบสอบถามนานเกนิ ไป
7.5.5.4 เกิดการผดิ พลาดหรือบกพรอ่ งในระบบ การสอ่ื สาร วธิ ีการอืน่ ๆ
1) สอบถามจากครู-อาจารย์ในโรงเรียนท่ีรู้จักและทราบว่าศิษย์เก่าไปศึกษาต่อที่

ไหนหรอื ประกอบอาชีพอะไร ทใี่ ด
2) ขอความรว่ มมือจากเจ้าหนา้ ท่ธี รุ การ
3) สง่ แบบสอบถามไปถึงสถาบนั ต่างๆ

ดงั แสดง บรกิ ารแนะแนว 5 บรกิ ารโดยภาพรวม ในภาพที่ 7.2

284

ภาพท่ี 7.2 อธิบายบริการแนะแนวทั้ง 5 บรกิ าร
ที่มา : http://quotesgram.com/img/guidance-counselor-quotes/3990851/

285

8. มาตรฐานการแนะแนว

เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ และ ภักดี ปรีวรรณ (2554:233-238) มาตรฐานการแนะแนว
(Guidance standard) กาหนดข้ึนตามเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคนให้คนไทยทุกคนได้รับ
การพัฒนาให้มีความพร้อมท้ังด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์มีความสามารถใน
การแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความม่ันคงในการดารงชีวิตอย่างมีศักด์ิศรี และอยู่
ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นไปตามแผนพัฒนาการแนะแนว ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) กาหนดพันธกิจเพ่ือให้การพัฒนาประเทศในระยะ
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 มุ่งสู่ “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน”ภายใต้แนวปฏิบัติของ “ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง” คือ (1) พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม นาความรอบรู้อย่างเท่าทัน (2)
เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม (3) ดารงความหลากหลายทางชีวภาพ
และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพ ส่ิงแวดล้อม (4) พัฒนาระบบบริหาร
จัดการประเทศให้เกดิ ธรรมาภิบาลภายใตร้ ะบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข

แผนพัฒนาการแนะแนวในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ.
2550 - 2554) ซึ่งกาหนดพันธกิจเพื่อให้การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 มุ่งสู่
“สังคมอยเู่ ยน็ เปน็ สุขรว่ มกนั ” ภายใต้แนวปฏบิ ัติของ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

286

8.9.1 มาตรฐานการแนะแนว มี 3 ดา้ น 15 มาตรฐาน 40 ตัวบง่ ชี้ แบง่ ได้ ดงั นี้

8.9.1.1 มาตรฐานด้านนกั เรยี น

ตารางที่ 7.3 มาตรฐานการแนะแนวดา้ นนักเรยี น

มาตรฐานที่ 1 นักเรียนร้จู กั ตนเอง รกั และ เห็น ตวั บ่งช้ี

คณุ คา่ ตนเองและผ้อู ่นื และสามารถพึ่งตนเองได้ 1. รคู้ วามสนใจ ความถนดั ความสามารถของ

ตนเอง

2. รักและเห็นคุณค่า ภูมิใจในตนเองและผอู้ ืน่

3. สามารถตดั สินใจ และแก้ปัญหาของตนเองได้

มาตรฐานท่ี 2 นักเรยี นมีทักษะในการเลือก ตวั บ่งช้ี

แนวทางการศึกษา อาชีพและการงาน ชีวิตและ 1. แสวงหาข้อมลู สารสนเทศในการพฒั นาตนเอง

สงั คม ดา้ นการศึกษาอาชพี และการงาน ชีวติ และสงั คม

2. ใช้ขอ้ มลู สารสนเทศในการพัฒนาตนเองดา้ น

การศึกษา อาชีพและการงาน ชวี ติ และสงั คม

มาตรฐานที่ 3 นักเรียนมสี ุฃภาพจติ ทด่ี ี ตัวบง่ ช้ี

1. มวี ฒุ ิภาวะทางอารมณ์

2. สามารถปรับตวั เขา้ กับสภาพแวดลอ้ มได้ อยา่ ง

มคี วามสุข

มาตรฐานที่ 4 นักเรยี นมีจิตสานกึ ในการทา ตัวบ่งชี้

ประโยชน์ต่อครอบครวั สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม 1. มีส่วนร่วมในการทากิจกรรมท่เี ปน็ ประโยชน์

ตอ่ ครอบครวั สงั คมและส่ิงแวดล้อม

ท่มี า : เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และ ภกั ดี ปรีวรรณ (2554 :236)

287

8.9.1.2 มาตรฐานดา้ นกระบวนการ

ตารางท่ี 7.4 มาตรฐานการแนะแนวด้านกระบวนการ

มาตรฐานท่ี 5 สถานศึกษามีการจดั กิจกรรมและ ตวั บง่ ช้ี

บรกิ ารแนะแนว 1. จดั กิจกรรมแนะแนวใหค้ รอบคลุมด้าน

การศกึ ษา อาชีพและการงานชวี ติ และสงั คม

2. จดั กิจกรรมแนะแนวใหส้ อดคล้องกบั ความ

ตอ้ งการของนักเรียน

3. มกี ารจัดบรกิ ารแนะแนว

มาตรฐานท่ี 6 สถานศึกษามีการบรหิ ารจัดการ ตวั บง่ ช้ี

แนะแนวอย่างเป็นระบบ 1. มีโครงสร้างการบรหิ ารจัดการแนะแนวท่ี

ชัดเจน

2. มกี ารดาเนินงานแนะแนวอย่างเป็นระบบ

3. มีขอ้ มลู สารลนเทศทที่ ันสมัย

4. มกี ารประชาสมั พันธ์งานแนะแนว

มาตรฐานท่ี 7 สถานศึกษาสร้างและพัฒนา ตัวบง่ ชี้

เครอื ข่ายการแนะแนวทเ่ี ข้มแขง็ 1. มีเครือข่ายการแนะแนวที่ครอบคลมุ ทุก

กลุม่ เป้าหมาย

2. มกี ารพฒั นาบุคลากรเครอื ข่ายการแนะแนว

อยา่ งต่อเน่ือง

3. มกี ารประสานความรว่ มมือระหวา่ งเครือข่าย

การแนะแนวกบั หน่วยงาน บุคลากร ทง้ั ภายใน

และภายนอก

4. มีการระดมทรัพยากร และภูมิปัญญา ท้องถ่นิ

เขา้ มาเป็น เครือข่ายการแนะแนว

มาตรฐานท่ี 8 สถานศกึ ษาส่งเสริมให้มกี ารศกึ ษา ตวั บ่งชี้

วิเคราะห์ วิจัย และนาผลมาพัฒนางานแนะแนว 1. มีการศึกษา วิเคราะห์ วจิ ยั เพอื่ การแนะแนว

อย่างต่อเน่อื ง 2. มีการนาผลการศึกษา วเิ คราะห์ วิจัย มาใชใ้ น

การพฒั นางาน

ทีม่ า : เมธาวี อดุ มธรรมานุภาพ และ ภกั ดี ปรวี รรณ (2554 :237)

288

8.9.1.3. มาตรฐานด้านปจั จยั

ตารางท่ี 7.5 มาตรฐานการแนะแนวดา้ นปัจจัย

มาตรฐานท่ี 9 ผูบ้ ริหารและบุคลากร ทาง ตัวบ่งช้ี

การศึกษา มีความสามารถบริหารจดั การแนะแนว 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจ และเห็นความสาคัญของ

การแนะแนว

2. ใหก้ ารสนับสนุนการดาเนนิ งานแนะแนว

มาตรฐานที่ 10 ครแู นะแนว มีคุณวุฒิ ความรู้ ตัวบ่งชี้

ความสามารถ และเป็นแกนนาด้านจิตวทิ ยาการ 1. มีความถนดั ความเชย่ี วชาญ ด้านจติ วิทยาการ

แนะแนว และการใหค้ าปรึกษาและมีคุณสมบตั ิ แนะแนว และการให้คาปรกึ ษา

วิชาชพี แนะแนว 2. มีคุณลักษณะเหมาะสมกับวชิ าชีพแนะแนว

3. นาความรดู้ า้ นจิตวิทยาการแนะแนวและการ

ใหค้ าปรึกษาขยายผลให้ ครู พ่อแม่ ผปู้ กครอง

และชมุ ชน เพื่อดูแลช่วยเหลอื นักเรียน

มาตรฐานที่ 11 ครรู ูจ้ กั และเขา้ ใจนกั เรียน ตวั บง่ ช้ี

ช่วยเหลอื และใหค้ าปรกึ ษา และนาความร้ดู ้าน 1. มขี อ้ มลู นักเรยี นเป็นรายบุคคลและรายกลมุ่

จิตวทิ ยาการแนะแนวไปบรู ณาการในการเรียน 2. ชว่ ยเหลือนักเรียนอยา่ งต่อเน่อื ง

การสอน 3. นาความรดู้ า้ นจิตวิทยาไปใช้

มาตรฐานที่ 12 พ่อแม่ ผปู้ กครอง มี ตวั บง่ ชี้

ความสามารถในการดูแลช่วยเหลือให้คาปรึกษา 1. รู้จัก เขา้ ใจ และยอมรับบุตรหลานของตน

และสง่ เสริมพัฒนาให้บตุ รหลานมีคุณภาพชวี ติ ทด่ี ี 2. ให้ความรว่ มมอื ในการดูแลชว่ ยเหลอื บุตร

หลานของตนเองและบตุ รหลานของผู้อืน่

3. เปน็ แบบอยา่ งท่ีดีแกบ่ ุตรหลาน

มาตรฐานท่ี 13 ศาสนบคุ คล ชุมชน ส่อื มวลชน ตัวบ่งชี้

หนว่ ยงาน และองคก์ รท่ีเกย่ี วขอ้ งมีสว่ นร่วม 1. ให้ความรู้ ประสบการณ์ ดูแลชว่ ยเหลอื

ส่งเสริม สนับสนนุ งานแนะแนว นกั เรียนตามบทบาท หนา้ ที่

2. เป็นแหล่งสนบั สนนุ ทรพั ยากรในการ

ดาเนินงานแนะแนว

289

ตารางท่ี 7.5 มาตรฐานการแนะแนวด้านปัจจยั (ตอ่ )

มาตรฐานท่ี 14 สถานศึกษามีและใช้สอื่ เคร่ืองมือ ตวั บง่ ชี้

ทางการแนะแนวอยา่ งเหมาะสมกับนกั เรยี น 1. มีสอื่ เครื่องมอื ทางการแนะแนวในการจัด

กจิ กรรมและให้บริการแนะแนว

2. ใช้สื่อ เครอื่ งมือทางการแนะแนวในการจัด

กิจกรรมและให้บรกิ ารแนะแนว

3. บารงุ รักษา จัดเกบ็ สื่อ เคร่ืองมือทางการแนะ

แนว

มาตรฐานที่ 15 สถานศึกษามแี ละใช้ระบบ ตัวบ่งช้ี

ขอ้ มลู สารสนเทศทางการแนะแนวเชื่อมโยงเปน็ 1. มรี ะบบข้อมลู ด้านการศึกษา อาชพี และการ

เครอื ข่าย งาน ชวี ติ และสังคมเป็นปจั จบุ ัน

2. ใชข้ ้อมลู สารสนเทศด้านการศึกษา อาชีพและ

การงาน ชวี ติ และสงั คม

3. มีการเชือ่ มโยงการใชข้ ้อมูลสารสนเทศร่วมกับ

หนว่ ยงานอน่ื

ท่มี า : เมธาวี อดุ มธรรมานุภาพ และ ภกั ดี ปรวี รรณ (2554 :238)

8.9.2 มาตรฐานงานแนะแนวด้านนกั เรยี นในแต่ละระดับการศกึ ษา
เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และ ภักดี ปรีวรรณ (2554:239-244) สาหรับครูแล้วควรให้

ความสนใจอย่างยิ่งต่อทุกในมาตรฐานท้ังหมดที่กล่าวมา โดยเฉพาะย่ิงคือมาตรฐานแรกอันได้แก่

มาตรฐานงานแนะแนวด้านนกั เรยี นในแตล่ ะระดับการศกึ ษาซ่ึงมีรายละเอียดท่นี า่ สนใจ คอื
มาตรฐานที่ 1 นักเรียนรู้จักตนเอง รักและเห็นคุณค่าตนเองและผู้อ่ืน และสามารถ

พ่งึ ตนเองไดผ้ ู้อื่น มาตรฐานท่ี 2 มีความสามารถในการแสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศมาตรฐานที่ 3

มีความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมมาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการ

ปรบั ตวั และการดารงชีวติ อย่างมีความสุข ซ่ึงนามาเปรียบเทียบมาตรฐานการแนะแนวด้านนักเรียน 4
มาตรฐานในแต่ละระดบั ได้ ดังนี้

290

มาตรฐานที่ 1 ร้จู กั ตนเอง เข้าใจตนเองและเห็นคุณคา่ ของตนเองและผู้อน่ื
ตารางที่ 7.6 อธิบาย มาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียนตาม มาตรฐานที่ 1 มีความรู้จักตนเอง เข้าใจ
ตนเองและเหน็ คุณค่าของตนเองและผู้อน่ื

อนบุ าล ประถมศึกษา มธั ยมศึกษา มหาวิทยาลัย
1. รคู้ วามต้องการ
และปัญหาของ 1. รูแ้ ละเขา้ ใจความ 1. รแู้ ละเขา้ ใจสาเหตุ 1. รูแ้ ละเขา้ ใจรวมท้ัง
ตนเองสามารถ บอก
ความตอ้ งการหรือ ตอ้ งการของตนเอง ของความต้องการ ยอมรับความตอ้ งการ
ปญั หาของตนเอง
และปญั หาท่ี ของตนเอง ของตนเอง และปัญหา

ซบั ซอ้ น อธบิ ายความ สาเหตุของปัญหา ใชก้ ระบวนการทาง

ตอ้ งการหรือปัญหา และวิธีการใหไ้ ดส้ ่ิงท่ี วิทยาศาสตรใ์ นการแก้ไข

ของตนเอง ต้องการและ ปัญหา

แกป้ ญั หาของตนเอง

2. รแู้ ละ สามารถ 2. สามารถแสดง 2. แสวงหา 2. มีเอกลกั ษณ์ของ
บอกลักษณะเด่นทาง จุดเด่นทเ่ี ปน็ เอกลักษณ์ ตนเอง บูรณาการ
กายของตนเองและ ความสามารถของ เหมาะสมกับตนเอง คณุ ลกั ษณะ
สิ่งทเี่ ปน็ ความ ตนเอง สามารถระบุ ดา้ นตา่ งๆ ใหเ้ ป็น
ภาคภมู ใิ จของตนเอง แบบอย่างท่ตี นเอง เอกลกั ษณ์ของตนเอง
ชน่ื ชมวเิ คราะห์
เปรียบเทยี บและ
เลอื กแบบอย่างท่ี
เหมาะสมกบั ตนเอง

291

ตารางที่ 7.6 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียนตาม มาตรฐานท่ี 1 มีความรู้จักตนเอง เข้าใจ

ตนเองและเหน็ คุณคา่ ของตนเองและผอู้ น่ื (ต่อ)

อนบุ าล ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษา มหาวิทยาลัย

3. สามารถบอก 3. รู้และเขา้ ใจและ 3. รแู้ ละเข้าใจความ 3. รแู้ ละเข้าใจตลอดจน

ความชอบ ความ สามารถอธบิ าย สนใจและพัฒนาตน สามารถแสดงลกั ษณะ

สนใจและ สามารถ เหตุผลในสงิ่ ที่ตน ตามความถนัด เฉพาะและศกั ยภาพของ

แสดงความสามารถ สนใจรวมท้ังแสดง ความสามารถ ด้าน ตนจนสามารถนามาใช้

ของตนเอง ความสนใจ ความ การเรยี น อาชพี และ ให้สอดคล้องกบั

ถนดั ดา้ นการเรียน บุคลิกภาพของ การศึกษาและอาชีพ

และอาชีพ ตนเองเกิดความ

ตระหนักรูใ้ น

ลกั ษณะเฉพาะ

ของตนในดา้ น

บุคลกิ ภาพการศึกษา

และอาชีพ

4. สามารถบอกความ 4. สามารถบอก 4. รกั นับถอื ตนเอง 4. รัก นบั ถอื ตนเองและ

ภาคภูมิใจสงิ่ ทต่ี นทา ความรู้สึกนกึ คดิ ทีด่ ี และผูอ้ น่ื สามารถ ผู้อ่ืนสามารถ แสดงความ

และสามารถแสดง ต่อตนเอง ความ ยอมรบั คายกย่อง ชน่ื ชมในคณุ ค่าของ

ความช่ืนชมผอู้ น่ื ภาคภูมใิ จ ชมเชย และซาบชง้ึ ตนเองและผู้อ่นื สามารถ

ในตนเองและ ในความดงี ามของ นาคณุ คา่ ทมี่ ใี นตนเอง

สามารถ ตนเองและผูอ้ ื่น พฒั นาตนเองและลังคม

แสดงความชืน่ ชม

ผ้อู ืน่

ทีม่ า : เมธาวี อดุ มธรรมานุภาพ และ ภักดี ปรีวรรณ (2554 :240)

292

มาตรฐานที่ 2 มคี วามสามารถในการแสวงหาและใชข้ ้อมลู สารสนเทศ
ตารางท่ี 7.7 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียนตามมาตรฐานท่ี 2 มีความสามารถในการ
แสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศ

อนบุ าล ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษา มหาวิทยาลัย

1. สามารถหาข้อมูลท่ี 1. สามารถค้นหาข้อมลู 1. แหลง่ ต่างๆ ด้วย 1. สามารถแสวงหา

เก่ียวข้องกับตัวเอง จากแหล่งต่างๆ ดว้ ย วธิ กี ารทีห่ ลากหลาย ขอ้ มลู จากแหลง่ ข้อมลู

รจู้ กั หาขอ้ มูลจาก วธิ ีการที่หลากหลาย จากบุคคล/สถานท่/ี สื่อ ทหี่ ลากหลายและปรบั

บุคคลสอ่ื ที่ใกล้ตัว จากบุคคล/สื่อและ และเทคโนโลยี ข้อมลู ใหเ้ ป็นปัจจบุ ัน

เทคโนโลยสี ารสนเทศ สารสนเทศ อยเู่ สมอ

สามารถจาแนก สามารถวเิ คราะห์ สามารถสังเคราะห์

ประเภทและ สังเคราะห์ข้อมลู จาก และจดั ระบบขอ้ มลู

เปรยี บเทียบข้อมลู แหล่งตา่ งๆ ดว้ ยวธิ กี าร สารสนเทศ

เบื้องต้นได้ ทห่ี ลากหลายได้

2. สามารถเลอื กและใช้ 2. สามารถเลอื กและใช้ 2. สามารถเลอื กสรร 2. สามารถเลอื กสรร

ข้อมลู ใหเ้ ป็นประโยชน์ ข้อมลู ให้เป็นประโยชน์ และใชข้ ้อมลู และนาข้อมลู

ในชวี ิตประจาวัน ในชวี ิตประจาวนั สารสนเทศให้เปน็ สารสนเทศมาใช้

รู้จักใช้ข้อมูลให้เกดิ สามารถเลอื กและนา ประโยชน์ตอ่ ตนเอง คาดการณส์ ่งิ ท่จี ะ

ประโยชนใ์ น ขอ้ มูลที่ตนเองต้องการ และสังคมเป็นแนวทาง เกิดขน้ึ ในอนาคตอย่าง

ชีวติ ประจาวันและ มาใชไ้ ดต้ รงตาม ประกอบการวาง มีเหตผุ ลและนาไปใช้

สอดคลอ้ งตาม วัตถุประสงค์ และ แผนการเรยี น อาชพี ให้เป็นประโยชน์ต่อ

กฎเกณฑข์ องสงั คม สอดคล้องตาม และการดาเนนิ ชีวิต ตนเองและสังคม

กฎเกณฑ์ อยา่ งเหมาะสม

ของสงั คม

ทม่ี า : เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และ ภกั ดี ปรีวรรณ (2554 :241)

293

มาตรฐานท่ี 3 มคี วามสามารถในการตัดสินใจและแกป้ ัญหาได้อย่างเหมาะสม
ตารางที่ 7.8 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผูเ้ รียนตามาตรฐานท่ี 3 มีความสามารถในการตัดสินใจ

และแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

อนุบาล ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษา มหาวิทยาลัย

1. บอกเหตผุ ลสิ่งท่ี 1. สามารถตัดสินใจ 1. สามารถตัดสนิ ใจ 1. สามารถตดั สนิ ใจและ

ต้องการจะทาสามารถ และแก้ไขปัญหาของ และแก้ไขปัญหาของ แก้ไขปญั หาของตนเอง

บอกทางเลือก ตนเอง และรว่ ม ตนเองและร่วม และรว่ มตัดสินใจ แก้ไข

ของพฤติกรรมที่จะทา ตดั สินใจ แกไ้ ขปัญหา ตัดสนิ ใจ แกไ้ ขปัญหา ปัญหาท่ีเกดิ ขึน้ กับชมุ ชน

ให้ไดส้ ่งิ ที่ต้องการและ เกย่ี วกบั ครอบครัวและ • สามารถวางแผนการ และสงั คม

สามารถตดั สนิ ใจ โรงเรยี น เรียน อาชีพและชีวิต • มกี ารทางานโดยอาศยั

• สามารถกาหนด ใหส้ อดคล้องกับความ การวางแผนอย่างสมา่ เสมอ

เป้าหมายและวางแผน สนใจ ความถนัด • ตัดสนิ ใจบนพ้นื ฐานของ

ดาเนินการ ความสามารถและ ขอ้ มูลอย่างเป็นระบบ

• สามารถบอก บุคลิกภาพ • วเิ คราะห์ ประเมนิ ผลดี

ทางเลือกในการ • ปฏิบัตงิ านตามแผน ผลเสยี เพอ่ื ใชป้ รบั ปรงุ

แกป้ ญั หา ไดอ้ ย่าง และรบั ผิดชอบผลท่ีจะ พฒั นางาน

หลากหลาย เกดิ ข้ึนจากการ • มสี ่วนร่วมคดิ ร่วมทา

• สามารถประเมนิ ตดั สนิ ใจ ตัดสินใจแกป้ ญั หาที่เกดิ

ทางเลือก ตดั สินใจโดย • ประเมินผลการ ขน้ึ กบั ชมุ ชนและสังคม

ใช้เหตผุ ล ปฏิบัตติ ามแผนการ

• รว่ มตัดสินใจเรือ่ ง เรียน อาชีพ และชวี ติ

เกย่ี วกับตนเอง บอกแนวโนม้ ของ

ครอบครัว และ เหตุการณ์ และผลที่

โรงเรียน อาจเกิดข้นึ ลว่ งหนา้ ได้

• ปฏิบตั ติ ามทางเลือก • ปรบั ปรุงแผนการ

ทต่ี ัดสินใจ เรยี น อาชีพและชวี ติ

• รว่ มตัดสนิ ใจเกี่ยวกับ

ตนเองครอบครวั

โรงเรียนและชมุ ชน

ทมี่ า : เมธาวี อดุ มธรรมานภุ าพ และ ภักดี ปรวี รรณ (2554 :242)

294

มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการปรบั ตัวและการดารงชีวติ อย่างมีความสขุ
ตารางท่ี 7.9 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการปรับตัว
และการดารงชวี ติ อย่างมคี วามสขุ

อนบุ าล ประถมศกึ ษา มธั ยมศึกษา มหาวิทยาลัย
1. รบั รู้ความตอ้ งการ 1. เขา้ ใจและยอมรบั 1. เขา้ ใจและยอมรับ 1. เขา้ ใจและยอมรับใน
และความร้สู ึกของผู้อ่นื ความต้องการและ ความแตกตา่ งและ ศักดศ์ิ รีของแต่ละ
• ปฏบิ ตั ติ ามคาส่งั /การ ความร้สู ึกผอู้ ่นื ความคดิ เหน็ ของผู้อืน่ บคุ คล
ขอร้องของครูหรือ • เปดิ โอกาสให้ผอู้ นื่ อยา่ งมีเหตุผล • เคารพศักด์ศิ รใี น
ผู้ปกครองอย่างมี แสดงความคิดเห็น • ยอมรับความแตกต่าง ความแตกตา่ งระหวา่ ง
เหตผุ ล • มีการแลกเปลีย่ น ระหวา่ งบคุ คล บุคคล
• ปฏบิ ตั ติ าม ความ • เคารพความคิดเหน็
กฎระเบียบของ คิดเหน็ และปฏบิ ตั ิตาม และปฏบิ ตั ติ ามกฎ 2. สามารถสื่อสาร
ครอบครัว โรงเรยี น ขอ้ คิดเห็นของกล่มุ กติกา ของสงั คมดว้ ย ความคดิ ความรู้สกึ ท่ดี ี
และชุมชน • เข้าใจความรสู้ ึกของ ความเตม็ ใจ ต่อผอู้ ่ืนและเปน็
• รบั ร้คู วามรสู้ กึ ผอู้ ืน่ ผอู้ นื่ ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม
2. สามารถสือ่ สาร • สามารถแสดง
2. สามารถส่อื 2. สามารถส่ือสาร ความคดิ ความรสู้ ึกให้ ความคิด ความรู้สึก
ความรสู้ กึ และความ ความคดิ ความรู้สึกให้ ผอู้ น่ื เข้าใจได้ อารมณ์และพฤติกรรม
ตอ้ งการของตนเองให้ ผู้อ่นื เข้าใจไดต้ าม เหมาะสมกับกาลเทศะ ในเชิงสร้างสรรคท์ ีท่ า
ผอู้ ่ืนรบั รู้ สถานการณ์ และบุคคล ให้เกดิ สมั พนั ธภาพทีด่ ี
• แสดงความร้สู กึ และ • ใชว้ ิธกี ารลื่อสารให้ • สามารถแสดง ต่อผู้อื่น และเปน็
ความต้องการของ ผอู้ ืน่ เข้าใจได้เหมาะสม ความคิด ความรู้สึก ประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม
ตนเองใหผ้ ู้อน่ื รับรู้ กบั สถานการณ์ อารมณ์ และ
• แสดงความคดิ ที่ดีท่ีมี พฤติกรรมในเชงิ
ต่อผูอ้ น่ื สร้างสรรค์ไดเ้ หมาะสม
กับกาลเทศะ

295

ตารางที่ 7.9 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียน มาตรฐานท่ี 4 มีความสามารถในการปรับตัว

และการดารงชีวติ อยา่ งมคี วามสขุ (ต่อ)

อนุบาล ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษา มหาวิทยาลัย

3. รับรู้การ 3. สามารถควบคุม 3. สามารถจดั การกบั 3. สามารถจัดการกับ

เปลีย่ นแปลงดา้ น อารมณ์และการ อารมณ์ และแสดงออก อารมณ์และแสดงออก

รา่ งกาย อารมณ์ และ แสดงออกไดเ้ หมาะสม ได้อยา่ งเหมาะสมกับ อยา่ งสร้างสรรคเ์ ปน็

สงั คมของตนเอง • รูเ้ ทา่ ทันและยอมรบั วัยและสถานการณ์ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง

• แสดงออกทาง การเปลย่ี นแปลงดา้ น • มีความม่นั คงทาง และผ้อู ่นื

อารมณ์ได้อยา่ ง รา่ งกายอารมณ์และ อารมณ์ และแสดงออก • มคี วามม่ันคงทาง

เหมาะสม สงั คมของตนเอง ได้อยา่ งเหมาะสม อารมณ์และแสดงออก

• สามารถปรบั ตัวอยู่ • สามารถควบคุม ได้อยา่ งเหมาะสม

ในสิ่งแวดล้อมใหมท่ ี่ อารมณ์ • นาพลังความคิด

เปล่ยี นไป และแสดงออกอย่าง ความรสู้ กึ มาใช้ให้เกิด

เหมาะสมกับ ประโยชนต์ ่อตนเอง

สถานการณ์ และผอู้ ่ืน

4. เปน็ ผู้ใหแ้ ละผู้รบั ที่ 4. ปฏิบัติตนให้เปน็ 4. ปฏิบัติตนให้เป็น 4. ปฏบิ ตั ิตนเปน็

ดี ประโยชนต์ อ่ ครอบครวั ประโยชนต์ ่อสว่ นรวม แบบอย่างทดี่ แี ละ

• รู้จกั การแบ่งปัน โรงเรียน และชมุ ชน • เข้าร่วมกจิ กรรมที่ ประโยชนต์ อ่ สังคม

สิง่ ของให้กับผ้อู น่ื • ยอมรบั และให้ความ เป็น • เห็นประโยชน์

• รูจ้ ักการให้และรับ รว่ มมอื ปฏบิ ตั ิตาม ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม ส่วนรวม

ความชว่ ยเหลอื กฎระเบียบของ มากกว่าสว่ นตน

• รู้จกั ยกย่องชมเชย ครอบครวั • อาสาเขา้ รว่ มกจิ กรรม

ผอู้ ืน่ โรงเรยี น และชมุ ชน ท่ี

• รู้จกั รับการชืน่ ชม • แสดงพฤติกรรม เปน็ ประโยชน์ต่อสงั คม

ของผู้อ่ืน เหมาะกบั และประเทศชาติ

กาลเทศะ

296

ตารางที่ 7.9 อธิบายมาตรฐานแนะแนวด้านผู้เรียน มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการปรับตัว

และการดารงชวี ิตอยา่ งมคี วามสขุ (ต่อ)

อนบุ าล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย

5. สามารถทางานและ 5. สามารถทางานตาม 5. สามารถทางานตาม 5. สามารถทางานตาม

อยู่รว่ มกบั ผ้อู ่นื ได้อย่าง บทบาทหนา้ ที่ และอยู่ บทบาทในฐานะ ผูน้ า บทบาทในฐานะ ผู้นา

มีความสขุ ร่วมกบั ผอู้ ื่นไดอ้ ย่างมี และผตู้ ามที่ดี และผู้ตามที่ดี

• ให้ความร่วมมอื กับ ความสขุ • อยู่ร่วมกับผอู้ นื่ ได้ • อยู่ร่วมกับผู้อ่นื ได้

ผู้อื่น • แสดงบทบาทการเป็น อย่างมีความสขุ อย่างมี

ผ้นู า ความสุข

และการเป็นสมาชกิ ท่ดี ี

ทมี่ า : เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และ ภักดี ปรีวรรณ (2554 :243-244)

9. ระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นกั เรียน

กรมสุขภาพจิต (2546 :1-26).ร่วมมือกับกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทาระบบ
ดูแลช่วยเหลือนักเรียนข้ึนโดยมุ่งหวังให้ครูทุกคนสามารถให้ความดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ ท้ังด้าน
การสง่ เสริมในส่วนที่ดีของนกั เรยี น และด้านการปอ้ งกันมิใหป้ ัญหาเกิดข้ึน ดังนี้

9.1 ความสาคญั และความจาเป็นของระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรยี น
สานักพัฒนาสุขภาพจิต (ออนไลน์, 2546 :1-2) การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มี

คณุ ภาพท้งั ด้านร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และวิถีชีวิตท่ีเป็น
สุขตามที่สังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษาน้ัน นอกจากจะดาเนินการด้วยการ
ส่งเสรมิ สนับสนนุ นักเรยี นแล้ว การป้องกนั และการช่วยเหลือปัญหาต่างๆที่เกิดข้ึนกับนักเรียนก็เป็น
ส่ิงสาคัญประการหนึ่งของการพัฒนาเน่ืองจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากท้ังด้านการ
ส่อื สาร เทคโนโลยีตา่ งๆซ่งึ นอกจากจะส่งผลกระทบตอ่ ผู้คนในเชงิ บวกแลว้ ในเชิงลบกป็ รากฏเช่นกัน
เป็นต้นว่าปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ
ปัญหาครอบครัวซ่งึ ก่อเกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม หรือ
อ่ืนๆ ท่ีเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสภาพกายของทุกคนที่เก่ียวข้อง ดังน้ัน ภาพความสาเร็จท่ีเกิด
จากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามความมุ่งหวังนั้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุก
ฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะบุคลากรครูทุกคนในโรงเรียน ซ่ึงมีครูท่ีปรึกษาเป็นหลักสาคัญในการ
ดาเนนิ การตา่ งๆเพ่ือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดด้วยความรักและเมตตาท่ีมีต่อศิษย์ และ
ภาคภูมิใจในบทบาททมี่ สี ว่ นสาคญั ตอ่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตงอกงาม เป็นบุคล
ทคี่ ณุ ค่าของสังคมตอ่ ไป

297

บทบาทของครูที่กล่าวมาน้ันคงมิใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการปฏิบัติกันอย่างสม่าเสมอและได้
ดาเนินการมานานแล้วนับต้ังแต่อดีตจนได้รับยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคล แต่เพื่อให้ทันต่อการ
เปลย่ี นแปลงของยุคสมัย โดยเฉพาะการทางานอย่างมีระบบท่ีมีกระบวนการทางาน มีหลักฐานการ
ปฏิบัติงาน มีเทคนิควิธีการ หรือการใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแล้ว
ความสาเร็จของงานย่อมเกิดขึ้นอย่ารวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ผลดีย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนท้ังทางตรง
และทางออ้ ม ไมว่ ่าจะเป็นครู นักเรียน ผปู้ กครอง ชุมชน หรือสังคม

นอกจากนีพ้ ระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้กาหนดความมุ่งหมาย
และหลักการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ท้ังร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถร่วนอยู่กับ
ผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6) และแนวการจัดการศึกษายังได้ให้ความสาคัญแก่ผู้เรียนโดยยึด
หลักว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุดต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (มาตรา 22) ในการจัดการศึกษาต้อง
เน้นความสาคัญทัง้ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสม ของแต่
ละระดับการศึกษาซึ่งเร่ืองหน่ึงที่กาหนดให้ดาเนินการ คือเร่ือง ความรู้และทักษะในการประกอบ
อาชีพและการดารงชีวิตอย่างมีความสุข (มาตรา 23 ข้อ (5)) ทั้งน้ีการจัดกระบวนการเรียนให้
คานึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
ใหร้ จู้ กั คดิ เปน็ ทาเปน็ รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม คา่ นิยมทด่ี งี าม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ไว้ใน
ทกุ วชิ าอีกทง้ั มกี ารประสานความรว่ มมอื กับบิดา มารดา ผู้ปกครองและบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพ่ือ
ร่วมมอื กันพฒั นาผู้เรียน ตามศักยภาพ

ในการปฏิรูปวิชาชีพครู ซ่ึงเป็นการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ
คณุ ลักษณะทีม่ คี ุณภาพ และมาตรฐานวชิ าชีพ ตามการประกันคุณภาพการศึกษา กรมสามัญศึกษา
กรมสามัญศึกษาด้านปัจจัย คือ ครู ที่ระบุในมาตราท่ี 2 ครูมีคุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะท่ี
พึงประสงค์ โดยมีตัวช้ีวัดท่ีสาคัญและเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของครูในการพัฒนานักเรียน คือ
การมีความรกั เอ้ืออาทรเอาใจใส่ ดแู ลนักเรียนอย่างสมา่ เสมอ การมีมนุษยสัมพันธ์และสุขภาพจิตท่ี
ดี พร้อมท่ีจะแนะนาและร่วมกันแก้ปัญหาของนักเรียน แสดงให้เห็นว่า ครู ต้องพัฒนาตนเองให้
เป็นครูมืออาชีพ คือ นอกจากจะทาหน้าที่ครูผู้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน
ให้แก่นักเรียนแล้วยังต้องทาหน้าที่อื่นๆ ที่เป็นการสนับสนุนหรือพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพ ท้ังดี
เก่ง มสี ขุ ซึ่งสอดคล้องกบั มาตรฐานดา้ นผลผลิต คือนักเรียนในการประกันคุณภาพการศึกษา กรม
สามัญศึกษา มาตรฐานที่ 4 ที่มุ่งให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์
มาตรฐานท่ี 5 มีสนุ ทรยี ภาพและลักษณะด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา มาตรฐานท่ี 6 รู้จักตนเอง พึ่งตน
องได้ และมีบุคลิกภาพท่ีดี มาตรฐานท่ี 7 มีสุขนิสัย สุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี ปลอดจากสิ่ง

298

เสพตดิ ใหโ้ ทษ ซ่ึงการดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี นจะเป็นปจั จยั สาคญั ประการหนึ่ง ท่ีช่วยเหลือให้นักเรียน
มีคุณภาพตามมาตรฐานดงั กล่าวได้ โดยผา่ นกระบวนการทางานที่เปน็ ระบบ ซ่ึงมีความสอดคล้องกับ
มาตรฐานด้านกระบวนการของการประกันคุณภาพด้านการศึกษา กรมสามัญศึกษา มาตรฐานท่ี 1
ที่ให้โรงเรียนมีการบริหารและการจัดการอย่างเป็นระบบ มาตรฐานท่ี 4 มีการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน โดยเน้นผู้เยนเป็นศูนย์กลาง มาตรฐานที่ 7 ส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือ
ระหว่างโรงเรียนผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรภาครัฐและเอกชนในการจัดและพัฒนาการศึกษา ดังน้ัน
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงเป็นระบบท่ีสามารถดาเนินการเพ่ือรับการประกันคุณภาพได้ ซ่ึง
ครอบคลมุ ทัง้ ด้านปจั จยั ด้านผลผลติ และดา้ นกระบวนการ

กรมสามัญศกึ ษาตระหนกั ถงึ ความสาคัญดังกล่าวจึงจัดทาระบบการช่วยเหลือนักเรียนเพ่ือให้
มกี ระบวนการทางานเป็นระบบ มคี วามชดั เจน มกี ารประสานความร่วมมือของผู้เก่ียวข้องทุกฝ่ายทั้ง
ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน รวมท้ังวิธีการ กิจกรรมและเคร่ืองมือต่างๆ ท่ีมีคุณภาพในการดูแล
ช่วยเหลือนักเรียนอันจะส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสบความสาเร็จโดยมีแนวคิด
หลกั ในการดาเนินงาน ดงั น้ี

9.1.1 มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพียงแต่ใช้
เวลาและวิธีการที่ต่างกัน เน่ืองจากแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้น การยึดนักเรียนเป็น
สาคัญในการพัฒนา เพื่อดูแลช่วยเหลือ ทั้งด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหา หรือการส่งเสริมจึงเป็น
สิง่ จาเป็น

9.1.2 ความสาเรจ็ ของงาน ตอ้ งอาศยั การมสี ว่ นร่วม ท้ังการร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทาของ
ทุกคนท่มี ีส่วนเกย่ี วข้อง ไมว่ ่าจะเป็นบุคลากรโรงเรยี นในทกุ ระดับ ผ้ปู กครอง หรือชุมชน

9.2 วตั ถปุ ระสงค์ของระบบการดูแลช่วยเหลือนกั เรยี น
สานักพัฒนาสุขภาพจิต (ออนไลน์, 2546 :2-3) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของระบบดูแล

ช่วยเหลอื นักเรียนไว้ดงั น้ี
9.2.1 เพ่ือให้การดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน เป็นไปอย่างระบบ

และมีประสิทธิภาพ
9.2.2 เพื่อให้โรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือชุมชน มีการทางาน

ร่วมกนั โดยผ่านกระบวนการทางานทมี่ รี ะบบ พร้อมดว้ ย เอกสาร หลักฐานการปฏิบัติงาน สามารถ
ตรวจสอบหรอื รับการประเมนิ ได้

299

9.3 ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ บั
สานักพฒั นาสขุ ภาพจิต (ออนไลน์, 2546: 3) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั ไวด้ งั น้ี
9.3.1 นกั เรียนได้รบั การดแู ลช่วยเหลืออยา่ งทว่ั ถงึ และตรงตามสภาพปัญหา
9.3.2 สมั พนั ธภาพระหวา่ งครกู บั นกั เรียนเป็นไปด้วยดี และอบอ่นุ
9.3.3 นักเรยี นรูจ้ กั ตนเองและควบคมุ ตนเองได้
9.3.4 นกั เรยี นมกี ารพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
9.3.5 นกั เรียนเรยี นรู้อยา่ งมีความสขุ

9.4 ปัจจัยสาคัญท่ีมีผลต่อประสิทธิภาพของการดาเนินงานตามระบบการช่วยเหลือ
นกั เรียน

สานักพัฒนาสุขภาพจิต (ออนไลน์, 2546 :3) ได้กล่าวถึงปัจจัยท่ีส่งผลต่อการดาเนินงาน
ระบบดูแลช่วยเหลือนกั เรียนใหม้ ีประสิทธภิ าพ ดังน้ี

9.4.1 ผู้บรหิ ารโรงเรยี น รวมท้งั ผู้ชว่ ยบริหารโรงเรียนทุกฝ่าย ตระหนักถึงความสาคัญ
ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และให้การสนับสนุนการดาเนินงาน หรือร่วมกิจกรรมตาม
ความเหมาะสมอยา่ งสมา่ เสมอ

9.4.2 ครูทุกคนและผู้เกี่ยวข้องจาเป็นต้องมีความตระหนัก ในความสาคัญของระบบ
การดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน มที ศั นคตทิ ่ีดีตอ่ นักเรียน และมคี วามสุขทีจ่ ะพัฒนานักเรยี นในทุกด้าน

9.4.3 คณะกรรมกาหรือคณะทางานทุกคณะ ต้องมกี ารประสานงานอย่างใกล้ชิดและมี
การประชมุ ในแต่ละคณะ อยา่ งสมา่ เสมอตามท่กี าหนด

9.4.4 ครทู ีป่ รกึ ษาเป็นบคุ ลากรหลักสาคัญในการดาเนินงาน โดยได้รับความร่วมมือจาก
ครทู กุ คนในโรงเรยี น รวมทง้ั การสนบั สนุนในเร่ืองตา่ งๆ จากโรงเรยี น

9.4.5 การอบรมให้ความรู้และทักษะ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้แก่ครูที่ปรึกษา
หรือผู้เก่ียวข้องในเรื่องท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อกรดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นส่ิงจาเป็น โดยเฉพาะเรื่อง
ทกั ษะการปรึกษาเบ้อื งตน้ และแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆของนักเรียน ซึ่งโรงเรียนควรดาเนินการ
อย่างต่อเนอื่ งและสม่าเสมอ

กระบวนการดาเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากร
หลกั ในการปฏิบตั ิงานมอี งค์ประกอบสาคญั 5 ประการ คือ

1. การรู้จกั นักเรียนเป็นรายบคุ คล
2. การคัดกรองนกั เรยี น
3. การส่งเสรมิ นักเรยี น
4. การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
5. การสง่ ต่อ

300
ดงั แสดงกระบวนการดาเนินงานของระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรียนในภาพท่ี 7.3

ภาพที่ 7.3 แผนภูมแิ สดงกระบวนการดาเนินงานตามระบบการดแู ลช่วยเหลอื นกั เรยี น
ของครทู ่ปี รกึ ษา

ท่ีมา : https://sites.google.com/site/bangsadejicare/

301

กระบวนการดาเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ท่ีแสดงในแผนภูมิเป็นความรับผิดชอบ
ของครูท่ีปรึกษาตลอดกระบวนการ โดยมีการประสานงานหรือรับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ครูที่
เกย่ี วข้อง ของรวมท้ังผู้ปกครอง แต่ละกระบวนการมีรายละเอียดดังต่อไปน้ี (สานักพัฒนาสุขภาพจิต
ออนไลน์, 2546 :7-13)

9.5.1 การรจู้ ักนกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล
ด้วยความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนท่ีมีพ้ืนฐานความเป็นมาของชีวิตที่ไม่

เหมือนกันหล่อหลอมให้เกิดพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งด้านบวกและลบ ดังนั้นการรู้ข้อมูลที่
จาเป็นเก่ียวกับตัวนักเรียนจึงเป็นส่ิงสาคัญ ที่จะช่วยให้ครูที่ปรึกษามีความเข้าใจนักเรียนมากข้ึน
สามารถนาข้อมูลมาวิเคราะห์เพ่ือการคัดกรองนักเรียน เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการป้องกันและ
แก้ไขปัญหาของนักเรียนได้อย่างถูกทาง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์มิใช่การใช้ความรู้สึกหรือการคาด
เดาโดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหานักเรียน ซ่ึงจะทาให้ไม่เกิด ข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียน
หรือการเกดิ ไดน้ อ้ ยทสี่ ุด ครทู ป่ี รึกษามขี ้อมลู เกย่ี วกับนกั เรียนอยา่ งน้อย 3 ด้านใหญๆ่ คอื

9.5.1.1 ด้านความสามารถแยกเปน็
1) ดา้ นการเรยี น
2) ด้านความสามารถอื่น ๆ

9.5.1.2 ดา้ นสุขภาพแยกเปน็
1) ดา้ นร่างกาย
2) ดา้ นจิตใจ-พฤตกิ รรม

9.5.1.3 ด้านครอบครัวแยกเป็น
1) ดา้ นเศรษฐกจิ
2) ดา้ นการคมุ ครองนกั เรยี น

9.5.1.4 ด้านการเสพติด
9.5.1.5 ดา้ นความปลอดภยั
9.5.1.6 ด้านอ่ืน ๆท่ีครูพบเพ่ิมเติมซ่ึงมีความสาคัญหรือเกี่ยวข้องกับการดูแล
ชว่ ยเหลอื นกั เรยี น เชน่
9.5.2 การคดั กรองนักเรียน
การคดั กรองนักเรยี น เปน็ การพิจารณาขอ้ มูลทเ่ี กย่ี วกับตัวนกั เรยี น เพื่อการจดั
กล่มุ นกั เรยี นเป็น 2 กล่มุ คือ
9.5.2.1 กลุม่ ปกติ คอื นกั เรียนที่ไดร้ บั การวิเคราะหข์ อ้ มูลต่างๆ ตามเกณฑ์
การคดั กรองของโรงเรยี นแลว้ อยู่ในเกณฑข์ องกลมุ่ ปกติ

302

9.5.2.2 กลุ่มเสีย่ ง/มปี ัญหา คือ นักเรยี นที่จดั อยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเส่ียง/มี
ปญั หาตามเกณฑก์ ารคัดกรองของโรงเรียน ซ่ึงโรงเรียนต้องให้ความช่วยเหลือป้องกันหรือแก้ไขปัญหา
ตามแตก่ รณี

การจัดกลุ่มนักเรียนน้ี มีประโยชน์ต่อครูที่ปรึกษาในการหาวิธีการเพื่อดูแล
ช่วยเหลอื นักเรียนได้อยา่ งถกู ตอ้ ง โดยเฉพาะการแกไ้ ขปัญหาของนกั เรยี นย่ิงข้ึน และมีความรวดเร็วใน
การแก้ไขปัญหา เพราะมีข้อมูลของนักเรียนในด้านต่างๆ ซ่ึงหากครูที่ปรึกษาไม่ได้คัดกรองนักเรียน
เพือ่ การจดั กลุ่มแลว้ ความชัดเจนในเป้าหมายเพ่ือการแกไ้ ขปัญหาของนกั เรยี นจะมนี อ้ ยลง มีผลต่อ
ความรวดเรว็ ในการชว่ ยเหลอื ซ่ึงบางกรณีจาเป็นต้องแก้ไขโดยเรง่ ด่วน

ผลการคัดกรองนักเรียน ครูท่ีปรึกษาจาเป็นต้องระมัดระวังอย่างย่ิงที่จะไม่ทาให้
นักเรียนรับรู้ได้ว่าตนถูกจัดกลุ่มอยู่ในกลุ่มเสี่ยง/มีปัญหา ซ่ึงมีความแตกต่างจากกลุ่มปกติโดยเฉพาะ
นักเรียนวัยรุ่นท่ีมีความไวต่อการรับรู้ (sensitive) แม้ว่านักเรียนจะรู้ตัวดีว่า ขณะน้ีตนมีพฤติกรรม
อย่างไรหรือประสบกับปัญหาใดก็ตามและเพื่อเป็นการป้องกันการล้อเลียนในหมู่เพ่ือนอีกด้วยดังนั้น
ครูที่ปรึกษาต้องเก็บผลการคัดกรองนักเรียนเป็นความลับ นอกจากนี้หากครูที่ปรึกษามีการ
ประสานงานกับผู้ปกครองเพ่ือการช่วยเหลือนักเรียน ก็ควรระมัดระวังการส่ือสารที่ทาให้ผู้ปกครอง
เกิดความรู้สึกว่า บุตรหลานของตนถูกกลุ่มที่ผิดปกติแตกต่างจากเพื่อนนักเรียนอ่ืน ๆ ซ่ึงอาจมี
ผลเสียตอ่ นักเรียนในภายในภายหลงั ได้

การวิเคราะหข์ ้อมลู เพอื่ การคดั กรองนักเรียนนน้ั ให้อยู่ในดุลยพินิจของครูที่ปรึกษา
และยดึ ถือเกณฑก์ ารคัดกรองนกั เรยี นของโรงเรยี นเป็นหลักด้วย ดังนั้น โรงเรียนจึงควรมีการประชุม
ครูเพื่อการพิจารณาเกณฑ์การจักกลุ่มนักเรียนร่วมกัน เพ่ือให้มีความมาตรฐานหรือแนวทางการคัด
กรองนักเรียนท่ีเหมือนกัน เป็นที่ยอมรับของครูในโรงเรียน รวมท้ังให้มีการกาหนดเกณฑ์ว่าความ
รนุ แรงหรือความถข่ี องพฤตกิ รรมเท่าใดจึงจดั อยู่ในกลมุ่ เส่ยี ง/มีปัญหา

9.5.3 การสง่ เสรมิ นกั เรียน
การส่งเสริมนักเรียนเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนที่อยู่ในความดูแลของครูที่

ปรึกษาไม่ว่าจะเป็นนักเรียนปกติหรือกลุ่มเส่ียง/มีปัญหาให้มีคุณภาพมากข้ึนมีความภาคภูมิใจใน
ตัวเองในด้านต่างๆซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนท่ีอยู่ในกลุ่มปกติกลายเป็นนักเรียนในกลุ่มเสียง/มี
ปัญหาและเป็นการช่วยเหลือให้นักเรียนกลุ่มเส่ียง/มีปัญหากลับมาเป็นนักเรียนกลุ่มปกติและมี
คณุ ภาพตามทโ่ี รงเรยี นหรอื ชมุ ชนคาดหวงั ตอ่ ไป

303

9.5.3.1 วธิ ีการและเคร่ืองมือเพอ่ื การสง่ เสรมิ นักเรยี น
การส่งเสริมนักเรยี นมหี ลายวิธีท่ีโรงเรยี นสามารถพิจารนาดาเนนิ การได้แต่มี

กิจกรรมหลักสาคญั ทีโ่ รงเรยี นต้องดาเนนิ การ คือ
1) การจดั กิจกรรมโฮมรูม (Homeroom)
2) การจดั ประชุมผู้ปกครองช้นั เรียน(Classroom meeting)

9.5.4 การป้องกันและช่วยเหลือนักเรยี น
ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูท่ีปรึกษาควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนเท่าเทียม
กนั แตส่ าหรับนักเรยี น กลุ่มเส่ียง และกลุ่มมีปัญหาน้ัน จาเป็นอย่างมากท่ีต้องให้ความดูแลใส่ใจอย่าง
ใกล้ชิดและหาวิธีการช่วยเหลือ ทั้งการป้องกันและการแก้ไขปัญหา โดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียน
จนกลายเป็นปญั หาของสังคม การปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาของนักเรียนจึงเป็นภาระงานที่ย่ิงใหญ่และ
มีคณุ คา่ อยา่ งมากในการพฒั นาให้นักเรียนเติบโตเปน็ บคุ คลทมี่ ีคุณภาพของสังคมต่อไป

9.5.4.1 วธิ ีการและเครอื่ งมือเพอื่ การป้องกันและแก้ไขปัญหา
การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาใหก้ บั นกั เรียนน้นั มหี ลายเทคนิค วิธีการ แต่สิ่งท่คี รทู ่ีปรึกษา
จาเปน็ ต้องดาเนินการมี 2 ประการ คือ

1) การให้คาปรกึ ษาเบ้ืองต้น
2) การจดั กิจกรรมเพ่ือป้องกนั และแก้ไขปญั หา
9.5.4.2 ข้อทพี่ ึงตระหนักในการปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหาของนักเรยี น
1) การรกั ษาความลับ

1.1) เรื่องราวข้อมูลของนักเรียนที่ให้การช่วยเหลือและแก้ไข ต้องไม่
นาไปเปิดเผย ยกเว้นเพื่อขอความช่วยเหลือนักเรียนกับบุคคลท่ีเก่ียวข้อง โดยไม่ระบุชื่อ-สกุลจริงของ
นักเรยี นและการเปิดเผยควรเปน็ ไปในลกั ษณะทใ่ี ห้เกยี รตนิ ักเรยี น

1.2) บันทึกข้อมูลการช่วยเหลือนักเรียน ควรเก็บไว้ในที่เหมาะสม
และสะดวกการเรียกใช้

1.3) การรายงานช่วยเหลือนักเรียน ควรรายงานในส่วนที่เปิดได้
โดยใหเ้ กยี รติและคานึงถึงประโยชนข์ องนกั เรยี นเป็นสาคญั

2) การแกไ้ ขปัญหา
2.1) การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของนักเรียน ต้องพิจารณาสาเหตุ

ของปัญหาให้ครบถว้ นและหาวิธีการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับเหมาะสมกับสาเหตุนั้น ๆ เพราะปัญหา
มิได้เกดิ จากสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวแตอ่ าจจะเกิดจากหลายสาเหตทุ เี่ กีย่ วเนือ่ งสัมพันธก์ ัน

304

2.2) ปัญหาท่เี หมือนกันของนักเรยี นแตล่ ะคน ไม่จาเป็นต้องเกิดจาก
สาเหตุที่เหมือนกันและวิธีการช่วยเหลือท่ีประสบความสาเร็จกับนักเรียนคนหน่ึง ก็ไม่เหมาะกับ
นักเรียนอีกคนหนึ่งเน่ืองจากความแตกต่างของบุคคล ดังนั้นการช่วยเหลือโดยเฉพาะการให้การ
ปรึกษาจึงไม่มีสูตรการช่วยเหลือสาเร็จตายตัว เพียงแต่มีแนวทาง กระบวนการหรือทักษะการ
ช่วยเหลือท่คี รแู ตล่ ะคนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน เพ่ือการนาไปใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละปัญหาในนักเรียน
แตล่ ะคน

9.5.5 การส่งตอ่ นักเรียน
ในการป้องกนั และแก้ไขปญั หาของนักเรยี นโดยครูที่ปรึกษาตามกระบวนการในข้อ 4
นั้น อาจมีบางกรณีที่ปัญหามีความยากต่อการช่วยเหลือ หรือช่วยเหลือแล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดี
ขึ้นก็ควรดาเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป เพื่อให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการ
ช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น หากปล่อยให้เป็นบทบาทหน้าที่ของครูที่ปรึกษา หรือครูคนใด
คนหนึ่งเท่านั้น ความยุ่งยากของปัญหาอาจมีมากข้ึน หรือลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โตจนยากต่อ
การแก้ไข

9.5.5.1 การสง่ ต่อ แบง่ เป็น 2 แบบ คอื
1) การส่งต่อภายใน ครูที่ปรึกษาส่งต่อไปยังครูที่สามารถให้การ

ชว่ ยเหลือนักเรียนได้ ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับลักษณะปัญหา เช่น ครูแนะแนว ครูพยาบาล ครูประจาวิชา หรือ
ฝ่ายปกครอง เป็นต้น

2) การสง่ ตอ่ ภายนอก ครแู นะแนวหรือฝ่ายปกครองเป็นผู้ดาเนินการ
ส่งต่อไปยังผู้เช่ียวชาญภายนอก สาหรับการส่งต่อภายใน หากส่งต่อไปยังครูแนะแนวหรือฝ่าย
ปกครองจะเป็นการแก้ไข ปัญหาท่ียากต่อการช่วยเหลือของครูท่ีปรึกษา เช่น ปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ
ความรู้สึก ปัญหาพฤติกรรมที่ซับซ้อนหรือรุนแรง เป็นต้น ครูท่ีรับต่อต้องมีการช่วยเหลืออย่างเป็น
ระบบและประสานการทางานกับผู้เก่ียวข้องเพื่อการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ แต่หากเกิดกรณียาก
ต่อการชว่ ยเหลืออีก ก็ต้องสง่ ตอ่ ผเู้ ช่ยี วชาญภายนอกเชน่ เดยี วกัน

9.5.5.2 แนวทางการพิจารณาในการสง่ ต่อโดยครทู ่ีปรกึ ษา
การส่งนักเรียนไปพบครูอื่น ๆ เพ่ือให้การช่วยเหลือต่อไปน้ันมี

แนวทางการพจิ ารณาในการสง่ ต่อสาหรับครูทปี่ รกึ ษาดังนี้
1) นักเรียนมีพฤติกรรมคงเดิมหรือไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง แม้ว่าครูที่

ปรกึ ษาจะดาเนนิ การชว่ ยเหลือด้วยวธิ ีการใด ๆ
2) นักเรยี นไมใ่ ห้ความรว่ มมอื ในการชว่ ยเหลือของครูท่ีปรึกษา

เชน่ นดั ใหม้ าพบแลว้ ไมม่ าตามนดั อย่เู สมอ ใหท้ ากิจกรรมเพื่อการชว่ ยเหลือก็ไม่ยินดีร่วมกิจกรรมใด ๆ
เป็นตน้

305

3) ปัญหาของนักเรียนที่เป็นเรื่องเฉพาะด้าน เช่น เกี่ยวข้องกับ
ความรู้สกึ ความซับซอ้ นของสภาพจติ ใจที่จาเปน็ ต้องใหก้ ารชว่ ยเหลอื อยา่ งใกล้ชิด

สรุป

ครทู กุ คนตอ้ งทาหนา้ ทีแ่ นะแนว ให้คาปรึกษา พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะชีวิต โดยปลายทางคือ
นักเรียนเป็นคน เก่ง ดี มีความสุข สามารถพัฒนาตนและสังคมได้เต็มศักยภาพ กระบวนการแนะ
แนวจงึ เป็นการช่วยเหลอื บุคคล เพ่ือให้เข้าใจตนเอง ผู้อ่ืน สภาพแวดล้อม โดยผู้แนะแนวจะใช้กลวิธี
และเครื่องมือต่างๆเข้าช่วยเพื่อให้ผู้รับการแนะแนวได้เข้าใจปัญหา และเห็นลู่ทางการแก้ปัญหาของ
ตน สามารถตัดสินใจด้วยตนเองอย่างรอบคอบ หรือเห็นสิ่งท่ีควรได้รับการส่งเสริมให้เต็มศักยภาพ
ด้วยตนเองได้การแนะแนวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหา แก้ไขปัญหา และพัฒนาส่งเสริม เป้าหมาย
เหล่าน้ีครอบคลุมเนื้อหา 3 ด้านคือ ด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัวสังคมปรัชญาและหลักการของการ
แนะแนวน้ันมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการแนะแนวมี 5 บริการ คือ
บริการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล บริการสนเทศ บริการให้คาปรึกษา บริการจัด
วางตัวบคุ คล และบรกิ ารติดตามผล ประกอบกับการเขา้ ใจมาตรฐานงานแนะแนวด้านนักเรียนในแต่
ละระดับการศึกษา ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ คือ มาตรฐานที่ 1 นักเรียนรู้จักตนเอง รักและเห็น
คุณค่าตนเองและผู้อ่ืน และสามารถพึ่งตนเองได้ผู้อื่น มาตรฐานท่ี 2 มีความลามารถในการแสวงหา
และใช้ข้อมูลสารสนเทศ มาตรฐานที่ 3 มีความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่าง
เหมาะสม มาตรฐานที่ 4 มีความสามารถในการปรับตัวและการดารงชีวิตอย่างมีความสุข ด้วย
หลักการกระบวนการชว่ ยเหลอื ดังที่กล่าวมา หาก “คร”ู มีความเข้าใจในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ผ่านรายละเอียดของหลักการรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน
การป้องกันแก้ไขปัญหา และการส่งต่อนักเรียน อย่างเป็นระบบเพ่ิมขึ้นอีก ก็จะทาให้นักเรียน เก่ง ดี
และมคี วามสุข ตามแผนพัฒนาการศกึ ษาแห่งชาตติ อ่ ไป

306

ใบกจิ กรรม

คาช้ีแจง ใหน้ ักศกึ ษาดภู าพยนตร์ เรื่อง Freedom Writers และให้แต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปราย และ
นาเสนอหน้าชน้ั เรยี นในประเด็นต่อไปน้ี

ภาพที่ 7.4 หนา้ ปกภาพยนตร์ Freedom Writers
ทีม่ า : https://www.amazon.com/Freedom-Writers-Widescreen-Hilary-

Swank/dp/B000NOK1KC
1. มคี วามคดิ เหน็ อย่างไรในส่ิงท่ีคณุ ครูErin ทาในโรงเรียน เพ่ือช่วย นักเรียนในห้องในฐานะ
ครูทปี่ รึกษา
2. ใหน้ ักศกึ ษาเลอื กนกั เรียนในภาพยนตร์ เร่ืองนี้ มา 1 คน และทาการช่วยเหลือด้วยบริการ
แนะแนว 5 บริการ

307

คาถามทา้ ยบท

คาชี้แจง หลังจากท่ีได้ศึกษาจบบทเรียนนี้แล้วให้นักศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้โดยอาศัยหลักวิชาการ
และความคิดเห็นของนักศึกษาประกอบในการตอบคาถาม

1. ใหบ้ อกความหมายของการแนะแนวและประวตั คิ วามเป็นมาพอสงั เขป
2. เหตุใดถึงต้องจัดการแนะแนวในโรงเรียน
3. หากจดั บริการแนะแนวในโรงเรยี นควรคานงึ ถงึ ปรัชญาและหลักการใดบ้าง จงอธิบาย
4. หากจดั การแนะแนวในโรงเรียนควรครอบคลมุ ขอบขา่ ยอะไรบ้าง
5. มาตรฐานการแนะแนวในโรงเรยี นมีความสาคัญต่อ “คร”ู ที่ตอ้ งทางานแนะแนวอยา่ งไร
6. อธบิ ายกระบวนการข้ันตอนของระบบดแู ลช่วยเหลอื นกั เรียนมาพอสังเขป

308

เอกสารอ้างองิ

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2551).หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากัด.

กฤตวรรณ คาสม. (2557). เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าจิตวิทยาสาหรับคร.ู อุดรธานี :
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธาน.ี

คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และศูนยเ์ ครอื ขา่ ยทัว่ ประเทศ. (2553). คู่มอื อบรมแนะ
แนวโครงการยกระดบั คุณภาพครูทัง้ ระบบตามแผนปฏิบัติการไทยเขม้ แขง็ . กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

นริ ันดร์ จุลทรพั ย.์ (2551).การแนะแนวเบอื้ งต้น.พิมพค์ รั้งที่ 3. สงขลา: นาศลิ ปโ์ ฆษณา.
นิรันดร์ จุลทรัพย.์ (2558).การแนะแนวเพ่ือพัฒนาผ้เู รียน. สงขลา: นาศลิ ป์โฆษณา.
นงลกั ษณ์ ประเสริฐ, จรนิ ทรวินทะไชย.์ (2548).หลกั การแนะแนว.คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.
บุญประสิทธิ กนกสงิ ห์. (2529). การแนะแนวในระดับมัธยมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : อักษรไทย.
พสิ มยั หาญสมบัติ. (2554). การแนะแนวและกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น โครงการตาราจดั พมิ พ์เพอ่ื

เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั เน่ืองในโอกาสพระราชพธิ ีมหามงคลเฉลิม
ชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธนั วาคม 2554. อุตรดิตถ์ : โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลัยราชภัฏอุตรดติ ถ์.
เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และภักดี ปรวี รรณ. (2554). ธรรมชาติของผู้เรยี น. พมิ พ์ครั้งท่ี 4.
กรงุ เทพฯ : ห้างหนุ้ สว่ นจากัด เอแ็ อนดเ์ อ็ม เอเซอรพ์ รน้ิ ต์.
รัชนี เหลา่ เรืองธนา. (2545). ผลของการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ ท่มี ีต่อแรงจูงใจในการบาบัดขน้ึ พ้นื
ฟูสมรรถภาพของผตู้ ิดยาเสพตดิ โรงพยาบาลธัญญารักษ์. จงั หวดั ปทุมธานี : สารนพิ นธ์
กศ.ม.
สมพศิ แดงวัง. (2537). การแนะแนวเบื้องตน้ . กรุงเทพฯ : พมิ พอ์ ดั สาเนาเป็นเลม่ .
สานกั พัฒนาสขุ ภาพจติ . (2546). คู่มือครูระบบดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียนชว่ งชั้นที่ 3-ชว่ งชั้นท่ี
4.(ออนไลน์).
สืบค้นวันที่ 1 ธันวาคม 2559 จาก www.dmh.go.th/ebook/view.asp?id=25
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education 3rd ed. New York :Mc Grow.

Hill Book Company.

Miller, Carrol H. (1976). Foundation of Guidance. New York : Harper & Row

Publisher, Inc.

309

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 8
ความร้เู บื้องตน้ เกี่ยวกบั การใหค้ าปรกึ ษา

จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม

เมือ่ เรียนจบบทเรยี นนี้แล้วนักศึกษาสามารถ
1. อธิบายความหมายและความแตกต่างของการให้คาปรึกษากบั จติ บาบัดได้
2. บอกจุดม่งุ หมาย ขอบข่าย ของการใหค้ าปรึกษาได้
3. บอกหลักการ และองคป์ ระกอบเบื้องต้นของการใหค้ าปรึกษาได้
4. อธิบายประเภทของการให้คาปรึกษาได้
5. อธบิ ายทฤษฎกี ารใหค้ าปรึกษาได้
6. สาธิตกระบวนการ และทักษะการให้คาปรึกษาได้
7. บอกข้อควรคานึง คุณลกั ษณะ และจรรยาบรรณของผู้ให้คาปรึกษาได้

เนอ้ื หาสาระ

1. ความหมายของการใหค้ าปรกึ ษา
2. ความแตกต่างระหวา่ งการให้คาปรกึ ษากบั จิตบาบัด
3. จุดมุ่งหมายของการใหค้ าปรึกษา
4. ขอบขา่ ยของการใหค้ าปรึกษา
5. หลักการของการให้คาปรึกษา
6. องคป์ ระกอบเบอ้ื งต้นของการใหค้ าปรึกษา
7. ประเภทของการใหค้ าปรึกษา
8. ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษา
9. กระบวนการใหค้ าปรึกษา
10. ทกั ษะการให้คาปรึกษา
11. ข้อควรคานึงในการใหค้ าปรกึ ษา
12. คณุ ลกั ษณะของผ้ใู หค้ าปรึกษา
13. จรรยาบรรณของผู้ใหค้ าปรึกษา

310

กจิ กรรมการเรยี นการสอน

สปั ดาห์ท่ี 14 (4 ชว่ั โมง)
1. ใหน้ กั ศึกษาอา่ นบทความ เรื่อง วชิ า..ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แบง่ กลุ่มนักศกึ ษาและรว่ ม
อภิปรายตาม (ใบกิจกรรมท่ี 8.1)
2. อธบิ าย เน้ือหาสาระสาคัญประกอบการนาเสนอด้วย Microsoft PowerPoint
3. ร่วมกันอภิปรายซักถามในหัวข้อเร่ือง ความหมายของการให้คาปรึกษา ความแตกต่าง
ระหว่างการให้คาปรึกษากับจิตบาบัด จุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษา ขอบข่ายของการให้คาปรึกษา
หลักการของการให้คาปรึกษา องค์ประกอบเบ้ืองต้นของการให้คาปรึกษา ประเภทของการให้
คาปรกึ ษา ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษาความหมายของจุดมงุ่ หมาย

สปั ดาห์ที่ 15 (4 ช่ัวโมง)
1. ทบทวนส่ิงทไี่ ด้เรยี นรู้ในสัปดาห์ท่ีผา่ นมา
2. ให้นักศึกษาดูคลปิ วิดโี อ “เด็กหญงิ เรยา” และร่วมกันอภิปรายถงึ แนวทางการช่วยเหลอื
3. อธบิ าย เนื้อหาสาระสาคัญประกอบการนาเสนอดว้ ย Microsoft PowerPoint ร่วมกัน
อภปิ รายซักถามในหัวข้อเรื่อง กระบวนการใหค้ าปรึกษา ทักษะการให้คาปรึกษา ข้อควรคานึงใน
การใหค้ าปรึกษา คุณลักษณะของผู้ให้คาปรึกษา จรรยาบรรณของผู้ให้คาปรึกษา
4. แบ่งกลมุ่ นกั ศึกษาใหอ้ อกแบบบทสนทนาในการให้คาปรกึ ษา (ใบกจิ กรรมท่ี 8.2)
5. ออกมาแสดงบทบาทสมมุตใิ นการใหค้ าปรกึ ษา
6. อาจารยแ์ ละนักศกึ ษาให้ข้อมูลยอ้ นกลบั
7. ใหท้ าแบบฝึกหดั ท้ายบทเรียนและนาส่งในสัปดาหห์ นา

สือ่ การเรยี นการสอน

1. การนาเสนอด้วย Microsoft PowerPoint
2. คลิปวดิ ีโอ “เด็กหญงิ เรยา”
3. บทความเรื่อง “วิชา.....ทไ่ี มม่ ีสอนในโรงเรยี น”
4. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “ความร้เู บอ้ื งตน้ ในการให้คาปรึกษา”
5. ตาราหรอื หนังสือเรยี นเก่ยี วกบั “ความรู้เบ้ืองต้นในการให้คาปรึกษา”
ศรีวรรณ จันทรวงศ.์ (2543). เทคนิคในการให้คาปรึกษา. อดุ รธานี: สถาบันราชภฏั อุดรธานี.
นิรนั ด์ จลุ ทรัพย์. (2558). การแนะแนวเพือ่ พัฒนาผเู้ รยี น. สงขลา : นาศลิ ป์โฆษณา.
พงษ์พนั ธ์ พงษโ์ สภา. (2543). ทฤษฎีและเทคนิคการใหค้ าปรกึ ษา. กรุงเทพฯ พัฒนาศึกษา.

311

แหลง่ เรียนรู้

1. สานกั วิทยบริการมหาวิทยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
2. หอ้ งสมุดคณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
3. แหล่งการเรียนร้ทู างอนิ เตอร์เน็ต เกี่ยวกับความรเู้ บ้ืองต้นเกีย่ วกบั การให้คาปรึกษา

3.1 จติ วทิ ยาการใหค้ าปรกึ ษา http://thai-counseling.blogspot.com/
3.2 รวบรวมเอกสารเพ่ือการเผยแพร่ จากสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร http://guidance.go.th/ebooks/

312

การวัดและประเมินผล เคร่ืองมือ/วิธกี าร การประเมินผล
1. ซักถามแลกเปลี่ยนในชน้ั 1. นกั ศกึ ษาตอบถกู ต้องได้
จดุ ประสงค์ เรียน รอ้ ยละ 80
1. อธบิ ายความหมายและความ 2. สงั เกตพฤติกรรมการให้ 2. สังเกตพฤติกรรมในการเข้า
แตกต่างของการให้คาปรกึ ษากบั จติ ความรว่ มมอื ในกลุ่ม รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม ความสนใจ
บาบดั ได้ (ใบกจิ กรรมที่ 8.1,8.2) ความกระตือรือรน้ และการ
2. บอกจดุ มงุ่ หมาย ขอบขา่ ย 3.การสาธติ บทบาทสมมุติ แลกเปลี่ยนกนั ภายในกลมุ่
ของการใหค้ าปรึกษาได้ การให้คาปรึกษา อยู่ในระดบั ดี
3. บอกหลกั การ และองคป์ ระกอบ 4. แบบประเมนิ ทักษะการ 3. การสาธิตการใหค้ าปรึกษา
เบ้อื งต้นของการใหค้ าปรกึ ษาได้ ให้คาปรกึ ษา อย่ใู นระดับดี
4. อธบิ ายประเภทของการให้ 4. นกั ศกึ ษาทาแบบฝึกหดั
คาปรกึ ษาได้ ถูกต้องร้อยละ 80
5. อธิบายทฤษฎกี ารให้คาปรึกษา
ได้
6. สาธติ กระบวนการ และทักษะ
การใหค้ าปรึกษาได้
7. บอกข้อควรคานึง คณุ ลักษณะ
และจรรยาบรรณของผูใ้ ห้คาปรึกษา
ได้

313

บทที่ 8
ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกบั การใหค้ าปรึกษา

บทนา

ในวิถีชวี ิตของบคุ คลท่วั ไป โดยธรรมชาตแิ ล้วจะต้องมโี อกาสประสบกับความทุกข์ หรืออยู่ใน
สภาวะทีไ่ มส่ ามารถแกไ้ ขปัญหาของตนเองได้ เม่อื เกิดภาวะเช่นนี้ บุคคลจะมีความสับสน และคับข้อง
ใจ ความร้สู ึกนีจ้ ะไปปิดก้นั ความสามารถในการใช้เหตุผลท่ีมีอยู่ ทาให้ไม่สามารถช่วยตนเองจากความ
ทุกข์ได้ กระบวนการท่ีจะสามารถเข้ามาช่วยให้หลุดพ้นจากความทุกข์ใจ ให้มีความเข้าใจต่อความ
เป็นจริงที่เกิดข้ึน เห็นความเช่ือมโยงของปัญหา และคล่ีคลายปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง คือ
กระบวนการให้คาปรึกษา และหากกลุ่มท่ีประสบกับความทุกข์ใจ เป็นนักเรียนในโรงเรียน
ผู้ดาเนินการให้คาปรึกษาจึงต้องทาความเข้าใจถึงพัฒนาการและความต้องการของนักเรียนร่วมด้วย
ด้วยเหตนุ ีท้ างโรงเรยี นแต่ละแห่งจึงจัดการให้คาปรึกษา เป็นบริการทางการศึกษาอย่างหนึ่ง และระบุ
วา่ “คร”ู ทุกคนต้องทาหน้าทค่ี รทู ่ีปรกึ ษาทส่ี ามารถใหค้ าปรกึ ษานักเรียนได้ เพื่อพัฒนาส่งเสริมผู้เรียน
ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหา ทั้งด้านการเรียน ด้านอาชีพ ส่วนตัวและสังคม ในบทน้ี จึงกล่าวถึง
ความหมายจุดมุ่งหมาย ของการให้คาปรึกษา ทฤษฎีท่ีเป็นประโยชน์ต่อการทาความเข้าใจบุคคลให้
มากขึ้น หลักการให้คาปรึกษา ขั้นตอนในการให้คาปรึกษา ทักษะการให้คาปรึกษา คุณลักษณะของ
ผู้ให้คาปรึกษา ตลอดจนจรรยาบรรณของผใู้ หค้ าปรึกษา

1. ความหมายของการให้คาปรึกษา

ศรีสุพรรณ วรรณประเสริฐ (2545 :7-8 ) แสดงความเห็นว่าการให้คาปรึกษาสามารถทาให้
เกิดการเข้าใจอยา่ งแท้จริงเปรียบเสมือนร่วมกันระหว่างขบวนการการทาง Dynamic กับการเกิดการ
เข้าถึงจิตใจของความรู้สกึ รวมถงึ การทผี่ ใู้ ห้คาปรกึ ษาไดท้ าการฝกึ ฝนอย่างมืออาชีพ

กรมสุขภาพจิต (2546 :43) ให้ความหมายของการให้คาปรึกษาว่า เป็นกระบวนการท่ีอาศัย
สัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษา ด้วยการส่ือสารสองทางจนเกิด
ความร่วมมือโดยผู้ให้การปรึกษาช่วยเหลือด้วยการใช้คุณสมบัติของผู้ให้การปรึกษาและทักษะต่างๆ
เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการสามารถสารวจตัวเองเข้าใจตนเองตลอดจนค้นหาปัญหาสาเหตุปัญหา
ปรับเปลยี่ นพฤติกรรมตนปรบั ตวั ให้ดีข้ึนได้ดว้ ยตนเอง

รุ้งนภา ผาณิตรัตน์ (2546 :1) กล่าวว่า การให้การปรึกษาเป็นกระบวนการท่ีเริ่มต้นที่การ
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป โดยที่ฝ่ายหนึ่งคือ ผู้ให้การช่วยเหลือหรือท่ีเรียกกันว่า
ผู้ให้การปรึกษา (counselee : CO ) และอีกฝ่ายหน่ึงคือผู้รับการช่วยเหลือท่ีเรียกว่าผู้รับการปรึกษา

314

(counselee or client : CL ) ผู้ให้การปรึกษาจะใช้คุณสมบัติและทักษะในการกระตุ้นให้ผู้รับการ
ปรึกษาตระหนักถึงภาวะจิตใจและความคิดของตน สารวจปัญหาและผลกระทบของปัญหาต่อท้ัง
ความคิดจิตใจภาวะอารมณ์และพฤติกรรมจนเกิดความเข้าใจในปัญหาและสาเหตุในท่ีสุดสามารถ
จัดการปัญหาได้ดว้ ยตนเองตามศักยภาพทม่ี อี ยู่ หรือสามารถท่ียากได้อย่างสงบและผ่อนคลาย รวมท้ัง
เพื่อท่ีจะได้รับความสาเร็จตามเป้าหมายท่ีต้ังไว้และสามารถดาเนินชีวิตอย่างมีความสุขและเต็ม
ประสิทธิภาพ

นิรันดร์ จุลทรัพย์ (2551 :232) กล่าวว่า การให้คาปรึกษาเป็นกระบวนการช่วยเหลือแก่ผู้
ขอรับการปรึกษาในการแก้ปัญหาด้านการศึกษา อาชีพ และสังคม โดยผู้ให้คาปรึกษาเป็นผู้ท่ีมีความ
เชย่ี วชาญใชเ้ ทคนคิ วิธีการ เพื่อกระตุ้นและสะท้อนให้ผู้ขอรับการปรึกษาเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหาท่ี
เกดิ ข้ึน สามารถตัดสนิ ใจ วางแผนแกป้ ัญหาได้ดว้ ยตวั เอง

โจนส์ (Jones. 1970) กล่าวว่าการให้คาปรึกษา คือกระบวนท่ีทาให้เกิดความสามารถ ซ่ึง
กระบวนการนไ้ี ดร้ ับการออกแบบเพอื่ ช่วยให้บคุ คลได้ดาเนินชวี ิตอย่างมีสติ และเหมาะสมกับวุฒิภาวะ
โดยผ่านการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แต่ยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซ่ึงกัน
และกันด้วย ซ่ึงการให้คาปรึกษาเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้รับคาปรึกษาและผู้ให้คาปรึกษา
ผู้รบั คาปรึกษาจะเกิดความไวว้ างใจและความมั่นใจท่ีจะทลายกาแพงที่ตนเองสร้างข้ึนมา

วัชรี ทรัพย์มี (2533 :98) การให้คาปรึกษา เป็นกระบวนการของสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้
คาปรึกษาซึ่งเป็นนักวิชาชีพ ท่ีได้รับการฝึกอบรม กับผู้รับคาปรึกษาซึ่งต้องการความช่วยเหลือเพ่ือให้
ผ้รู ับคาปรึกษาเข้าใจตนเอง เข้าใจส่ิงแวดลอ้ มเพิ่มขึ้น ได้ปรับปรุงทักษะในการตัดสินใจ และทักษะใน
การแกป้ ญั หา ตลอดจนปรบั ปรุงความสามารถในการท่จี ะทาใหต้ นเองพฒั นาข้ึน

อาภา จันทรสกุล ( 2545 :57) การให้คาปรึกษา เป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือ โดยผู้
ขอรับคาปรกึ ษาพบปะกับผู้ใหค้ าปรึกษา ภายใต้สัมพันธภาพที่ช่วยให้ผู้ขอรับคาปรึกษาเข้าใจเกี่ยวกับ
ตนเอง สภาพแวดล้อม และปัญหาที่กาลังเผชิญอยู่ได้ดีข้ึน ผู้ให้คาปรึกษาใช้เทคนิคและวิธีการทาง
จิตวิทยาช่วยให้ผู้ขอรับคาปรึกษามีโอกาสสารวจความรู้สึก ค่านิยม ตลอดจนข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ
ตนเองเพ่ือนาไปสู่ทักษะในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจเลือกเป้าหมายในการแก้ปัญหา และการ
ต ัด ส ิน ใ จ เ ล ือ ก เ ป ้า ห ม า ย ใ น ก า ร ด า เ น ิน ช ีว ิ ต ข อ ง ต น เ อ ง ไ ด ้อ ย ่า ง เ ห ม า ะ ส ม แ ล ะ มี ประสิ ทธิ ภาพ
นอกจากน้ัน การใหค้ าปรึกษาควรดาเนินการในสภาพท่ีมีลักษณะเป็นส่วนตัว มีแบบแผนทางวิชาชีพ โดย
ผ้ใู หค้ าปรกึ ษาปฏิบตั ิตามจรรยาบรรณในการรกั ษาขอ้ มูลของผู้ขอรบั คาปรกึ ษาไว้ เป็นความลับ

เมธินินทร์ ภิณญูชน (2539 :46) การให้คาปรึกษา เป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือซ่ึง
ประกอบด้วยบุคคลท่ีได้รับการฝึกอบรมจนมีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการให้คาปรึกษา ทา
หน้าท่ีเป็นผู้ให้คาปรึกษา และบุคคลอีกคนหน่ึงเป็นผู้รับคาปรึกษาท่ีต้องการความช่วยเหลือในด้าน
ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ดา้ นส่วนตวั สงั คม ด้านการศึกษาและอาชีพ ให้เกิดความเข้าใจในตนเองและสิ่งแวดล้อม

315

จนสามารถตัดสินใจและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและ มุ่งพัฒนาตนเองไปสู่
ความเจรญิ งอกงามอยา่ งเต็มศกั ยภาพในทกุ ด้าน

จากความหมายของการให้คาปรึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า การให้คาปรึกษา หมายถึง
กระบวนการช่วยเหลือบุคคล โดยการสนทนา 2 ทาง โดยผู้ให้คาปรึกษา และผู้มาขอรับคาปรึกษา
เป็นกระบวนการท่ีมีสัมพันธภาพท่ีดีต่อกัน กระบวนการช่วยเหลือจะเป็นไปในทิศทางท่ีทาให้ผู้มา
ขอรับคาปรึกษา สามารถท่ีจะเข้าใจถึงปัญหาของตน และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง โดยผู้ให้คาปรึกษา
ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ เข้าใจใน กระบวนการ หลักการ ทักษะต่าง ๆ เพ่ือนาไปใช้ช่วยเหลือผู้มาขอรับ
คาปรกึ ษาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ดังแสดงในภาพที่ 8.1

ภาพท่ี 8.1 การใหค้ าปรึกษานักเรียนในโรงเรยี น
ทมี่ า : http://clipart-library.com/clipart/66016.htm

2. ความแตกตา่ งระหว่างการให้คาปรึกษา กบั จิตบาบัด

บุคคลทั่วไปอาจจะเกิดความสับสนในความหมายของการให้คาปรึกษากับจิตบาบัดว่าเป็น
ความหมายเดียวกันหรือแตกต่างกันซึ่งตามความเป็นจริงแล้วขบวนการของทั้งสองชนิดน้ีเพียงแค่
ความสัมพันธ์กันแต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไปตามที่ บลอดเคอร์เบรมเมอร์ และชอสตรอน
เบอร์กส และสเตฟเฟิล (Blocher, 1966 . Brammer and Shostrom 1877 . Burks and Stefflre
, 1979 อ้างใน วชั รี ทรัพย์มี 2533 :5 ) ดงั ตารางท่ี 8.1

316

ตารางท่ี 8.1 ตารางทีแ่ สดงใหเ้ หน็ ความแตกต่างระหว่างการใหค้ าปรึกษา กบั จติ บาบัด

จติ บาบัด การใหค้ าปรึกษา

1. ปญั หาของผู้รับบริการจติ บาบดั เป็นปญั หา 1. ปญั หาของผรู้ ับคาปรกึ ษาเป็นผู้เป็นปญั หาเก่ียวกับการ

ทางอารมณ์ทีล่ ึกซง้ึ กวา่ ปัญหาของผ้รู บั เลือกสาขาการเรยี นเลอื กอาชีพการปรับตวั กับบคุ คล

คาปรกึ ษา เชน่ ได้รบั ความกระทบกระเทือน แวดลอ้ มหรอื กบั การทางาน

ใจอยา่ งรุนแรงมคี วามทอ้ แท้สิ้นหวังอยา่ งหนัก 2. ผู้รบั การปรกึ ษาเปน็ บุคคลท่ตี อ้ งการความชว่ ยเหลือใน

บางรายคิดอยากฆา่ ตัวตายมีความระแวง การตัดสินใจหรือแก้ปญั หาตลอดจนการเปลีย่ นพฤติกรรม

อย่างไรเ้ หตุผลเปน็ ต้น ดงั นั้นการให้คาปรึกษาจงึ มีจดุ ประสงค์ในการช่วยใหผ้ ู้

2. ผู้รบั บรกิ ารจิตบาบดั เปน็ ผมู้ คี วามผดิ ปกติ บรกิ ารใหด้ าเนนิ บทบาทในชีวิตอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

ด้านจิตใจดังนัน้ จดุ ประสงคค์ ือการปรับปรุง สามารถตดั สนิ ใจได้อย่างเหมาะสมมีพัฒนาการอยา่ งสมวัย

โครงสรา้ งบคุ ลิกภาพของผ้มู ารับบริการ ขับทง้ั เป็นการป้องกนั มิใหส้ ขุ ภาพจติ ของผู้ของบุคคลเสี่ยม

3. ระยะเวลาในการใหบ้ รกิ ารจติ บาบัดจะใช้ โทรม

ระยะเวลายาวนาน 3. ระยะเวลาในการให้คาปรึกษาจะสัน้ กว่า

สถานที่ให้บรกิ ารจิตบาบัดจะอยู่ใน 4. สถานทใ่ี ห้บริการให้คาปรกึ ษาพระดาเนนิ การอยใู่ น

โรงพยาบาลหรอื สถานบาบดั ทางจิตเวช สถาบนั การศึกษาเชน่ โรงเรียน วทิ ยาลัยมหาวทิ ยาลยั หรอื

อยูใ่ นหน่วยงานช่วยเหลอื ชมุ ชนตา่ งๆเช่นสาขาสงั คม

สงเคราะหภ์ าษาดูแลเยาวชนทีต่ ึกประพฤตผิ ดิ หรอื ฝา่ ย

บรกิ ารของบริษัทหรือโรงงานอตุ สาหกรรม

ทีม่ า : บลอดเคอร์เบรมเมอร์ และชอสตรอน เบอรก์ ส และสเตฟเฟิล (Blocher, 1966 . Brammer
and Shostrom 1877 . Burks and Stefflre , 1979 อา้ งใน วชั รี ทรัพยม์ ี 2533 :5 )

3. จดุ มุ่งหมายของการใหค้ าปรกึ ษา

การให้คาปรึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งท่ีจะช่วยเหลือให้ผู้รับคาปรึกษาสามารถรับผิดชอบต่อ

ตนเอง พึ่งตนเองได้ ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระ มีความสุขในชีวิตและได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่าง

เต็มท่ีในการแก้ปัญหาของตน (จีน แบร่ี, 2537: 103) จุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษามีทั้งจุดมุ่งหมาย
ในระยะสั้นและจุดมุ่งหมายระยะยาวในอนาคต (George and Cristiani, 1995 อ้างถึงใน วัชรี

ทรัพย์ม,ี 2533) ดังน้ี

317

1. เปา้ หมายระยะสน้ั
1.1 ส่งเสริมการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม จุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษา คือ

การสง่ เสรมิ ให้ผู้รับคาปรึกษาเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมไปสู่แนวทางที่พึงปรารถนา
1.2 ส่งเสริมความสามารถของผู้รับคาปรึกษาให้คาปรึกษาในการตัดสินใจและวางโครงการ

ในอนาคต จุดมุ่งหมายของการให้คาปรกึ ษาไมใ่ ชเ่ ป็นการตัดสินใจให้ผู้รับคาปรึกษา แต่ส่งเสริมให้ผู้รับ
คาปรึกษาตดั สนิ ใจได้ดว้ ยตนเองอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

1.3 สง่ เสรมิ การปรับปรุงสมั พันธภาพ มนุษยเ์ ราต้องอยใู่ นสงั คม ดังนั้น เราจึงต้องมีการ
ปะทะสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืนอยู่ตลอดเวลา หลายคนมีปัญหาด้านสัมพันธภาพ ซ่ึงอาจเนื่องมาจากบุคคลนั้น
มีปมด้อย ปมเด่น หรือขาดทักษะทางสังคม ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาปรับปรุง
สัมพันธภาพกับบุคคลอื่น การช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาปรับปรุงสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นจะช่วยให้เขา
สามารถปรบั ตวั ในสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสุข

1.4 ส่งเสริมทักษะของผู้รับคาปรึกษาในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต
การส่งเสริมให้บุคคลเรียนรู้วิธีการ และมีทักษะในการแก้ปัญหาจะช่วยให้ผู้รับคาปรึกษานาไปใช้กับ
สภาพการณ์ตา่ งๆ ในชีวติ ของเขาได้

2. เป้าหมายระยะยาว
สาหรบั จุดมุง่ หมายระยะยาวในอนาคต ใหผ้ ้รู ับคาปรึกษาสามารถพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่

ช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาเป็นบุคคลที่มีประสิทธิภาพ (Rogers, 1961 อ้างถึงใน วัชรี ทรัพย์มี, 2533)
ประมวลลกั ษณะของบคุ คลทีม่ ปี ระสิทธิภาพไว้ดังน้ีคือ

2.1 มีการตระหนักรู้ คือ ตระหนักรู้ในส่วนดีส่วนบกพร่อง ตระหนักในแรงจูงใจ
ความเชื่อ ค่านยิ ม และความร้สู ึกของตนเอง

2.2 มพี ฤติกรรมทสี่ มา่ เสมอ ไมใ่ ชเ่ ปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา
2.3 ควบคุมตนเองได้ ไม่วู่วาม หรือวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ ไม่ท้อแท้ สิ้นหวัง สงสาร
ตนเอง และปลอ่ ยชวี ติ ตามยถากรรม สามารถมองเหน็ ปัญหาตามความเป็นจริง

318

ภาพท่ี 8.2 การให้คาปรกึ ษามีเป้าหมายเพ่ือให้ควบคมุ ตนเองได้ ไมว่ ติ กกงั วลเกินกว่าเหตุ
และมองเห็นปัญหาตามความเป็นจรงิ

ทมี่ า : https://latherapyspot.com/2012/04/25/mindful-strategies-
for-the-stressed-teen/

2.4 มีความสามารถท่ีจะดาเนินการกับสภาพการณ์ท่ีเป็นปัญหาได้อย่างมีเหตุผล
ไมใ่ ชอ้ ารมณ์ ไม่หนปี ญั หา

2.5 มีความมุ่งม่ันในการกระทา ไม่จับจด เมื่อตัดสินใจจะทาส่ิงใดแล้วก็จะมีใจจดจ่อ
และมงุ่ ม่ันในการกระทาจนสาเร็จลลุ ่วง

4. ขอบขา่ ยของการใหค้ าปรึกษา

นิรันดร์ จุลทรพั ย์ (2558 :265) เนอื่ งจากการใหค้ าปรึกษา เปน็ กระบวนการของความ
ร่วมมือกันระหวา่ งผใู้ ห้คาปรึกษากับผ้รู ับคาปรึกษาในอันท่จี ะพยายามหาช่องทางเพ่ือลดความทุกข์
หรอื ขจัดความทกุ ข์ให้เบาบางลงหรือหมดส้ินไปซง่ึ ระดบั ของความทุกข์ทเ่ี กดิ ข้ึนนย้ี ังไม่ได้ทาให้ผูม้ า
รับคาปรกึ ษามพี ฤติกรรมแปรปรวนไปจะถึงขัน้ เปน็ อาการของโรคจติ โรคประสาทดงั นนั้ การใหก้ าร
ปรึกษาเชงิ ประจกั ษ์จึงจะทากับทุกคนท่ีมีความทกุ ข์ในลักษณะปกตแิ ละความทุกข์นนั้ จะอยใู่ น
ขอบข่ายของปญั หาต่อไปนี้

4.1 ปญั หาทางดา้ นการศกึ ษา ผ้ใู ห้คาปรกึ ษาจะช่วยให้ผมู้ ารบั กลบั มารบั ปรกึ ษาไดร้ ับความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการศึกษา การวางอนาคตของชีวิตทางการศกึ ษา ซ่งึ จะส่งผลกบั
สะทอ้ นถงึ การประกอบอาชีพต่อไปในภายหนา้ การเลือกวิชาเรยี นใหเ้ หมาะสมกับความสามารถความ
ถนดั และความสนใจของแตล่ ะคน

319

4.2 ปญั หาทางดา้ นอาชพี จะชว่ ยให้ผทู้ ม่ี ีปัญหาเกยี่ วกบั อาชีพ สามารถเข้าใจถึงโลกของงาน
อาชีพได้ดียิง่ ข้ึน พรอ้ มใจถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ การเลือกอาชีพท่เี หมาะสมกับคุณสมบตั ิ
คุณลกั ษณะของตนเอง ตลอดถึงความสขุ ใจในการประกอบอาชพี

4.3 ปัญหาทางด้านสว่ นตัวและสังคม ชว่ ยให้ผู้ทม่ี ารบั การศึกษาปรบั ตัวไดด้ ขี น้ึ ในขณะที่
ดาเนินชวี ิตอยใู่ นครอบครวั ในทที่ างาน หรือในโรงเรยี นการให้คาปรึกษาทางดา้ นส่วนตัวและสังคม
สามารถจะชว่ ยใหบ้ คุ คลน้นั มีความสุขมคี วามสุขภาพจติ ท่ดี ี เข้าใจตนเอง ยอมรับตวั เองและยอมรบั
ผู้อืน่ ไดม้ ากข้ึน ซึ่งจะช่วยให้การทางานร่วมกบั ผู้อนื่ มีประสิทธิภาพย่งิ ขึน้ อนั จะเปน็ การสรา้ งสรรค์
ประโยชน์ให้แกต่ นเองและสังคม

ภาพท่ี 8.3 ขอบขายในการให้คาปรกึ ษาคือช่วยให้นักเรยี น
วางแผนในอนาคตของตนในด้านการศึกษา อาชีพ สว่ นตัวและสงั คมได้

ท่มี า : http://www.rcboe.org/Domain/6777

5. หลักการของการให้คาปรึกษา

กฤตวรรณ คาสม (2557 :153) ได้กลา่ วถงึ หลกั ของการให้คาปรึกษาดงั น้ี
5.1 การให้คาปรึกษา ผู้ท่ีให้คาปรึกษา (Counselor) ควรจะเป็นบุคคลท่ีมีความรู้ ประสบการณ์
และทกั ษะโดยเฉพาะการใชเ้ ทคนิคต่างๆ ให้เหมาะสมกบั ผูร้ บั คาปรกึ ษาแตล่ ะคน
5.2 การให้คาปรึกษาจะต้องคานึงถึงเด็กทั้งคน ไม่ควรคิดว่าเป็นปัญหาเพียงด้านใดด้านหน่ึง
เพราะปัญหาของเด็ก เช่น ปัญหาส่วนตัวและสังคม ปัญหาการเรียน โดยมากมักจะเก่ียวข้องกัน
ผลจากปัญหาหนึ่งมกั จะทาให้เกิดอีกปัญหาหนึง่ ตามมา
5.3 การให้คาปรึกษาจะต้องยอมรับ ในเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กท้ังทางด้าน
ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ตลอดจนฐานะเศรษฐกิจและสังคม ในการช่วยเหลือบุคคลจะต้อง
คานงึ ถึงองค์ประกอบทัง้ สองด้วย

320

5.4 การตัดสินใจ การรับผิดชอบในปัญหา ควรเป็นสิทธิและเป็นหน้าท่ีของผู้รับคาปรึกษาอย่าง
เต็มท่ี

6. องค์ประกอบเบอื้ งตน้ ของการให้คาปรึกษา

พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา (2544 :6) สิ่งสาคัญประการหน่ึงที่จะต้องคานึงถึงในระหว่างให้
คาปรึกษาก็คือสายสัมพันธ์ (Rapport) ระหว่างผู้ให้คาปรึกษากับผู้รับคาปรึกษา ความเกี่ยวโยง
ระหว่างบุคคลทั้งสองนี้นับว่าเป็นพ้ืนฐานโดยธรรมชาติของการให้คาปรึกษาในลักษณะของ
สมั พันธภาพระหวา่ งบุคคลตอ่ บคุ คลซงึ่ องคป์ ระกอบเบ้ืองต้นบางประการของการให้คาปรึกษาอันเป็น
พื้นฐานทผ่ี ู้ใหค้ าปรึกษาควรตระหนกั อยู่เสมอในระหว่างการให้คาปรึกษาได้แก่

6.1 องค์ประกอบท่ีเกี่ยวกับการจูงใจ (Motivational Factor) ให้คาปรึกษาจาเป็นต้อง
คานึงถึงความพร้อมของผู้รับการปรึกษาเป็นหลักอยู่ตลอดเวลา โดยเร่ิมต้ังแต่การพิจารณาดูว่าผู้รับ
คาปรึกษาจะยินดีรับคาปรึกษาเพียงใดไม่ว่าการให้คาปรึกษารักครั้งนั้นจะโดยผู้รับคาปรึกษาหรือให้
คาปรึกษาเป็นฝ่ายเริ่มก็ตามส่ิงดังกล่าวน้ีเป็นเร่ืองที่ควรตระหนักเป็นอย่างย่ิงว่าทาอย่างไรจึงจะ
สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกดิ ขนึ้ ไดใ้ นขณะท่ีมกี ารใหค้ าปรกึ ษา

6.2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผรู้ บั คาปรึกษากับผู้ให้คาปรึกษา (The Counselee - Counselor
Relationship) บรรยากาศท่ีต้องการอย่างย่งิ สาหรบั การให้คาปรึกษาจะมีลักษณะไปในทางท่ีจะทาให้
ผู้รับคาปรึกษาได้รู้สึกว่าตนเองน้ันเป็นที่ยอมรับผู้ให้คาปรึกษาควรจะมีความสามารถสร้างสรรค์
บรรยากาศในลกั ษณะดงั กลา่ วให้เกิดขนึ้

6.3 ความรับผิดชอบในการตัดสินใจของผู้ให้คาปรึกษา( The Counselor’s Decision
Making Responsibility)ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องส่งเสริมและช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาค้นหาหรือจัดลาดับ
ขน้ั ตอนในการเลือกและเปดิ โอกาสให้ผรู้ ับคาปรึกษาได้กระทาในส่ิงที่เขาตดั สนิ ใจ

6.4 การเคารพนับถือในสิทธิส่วนตัวท่ีผู้ให้คาปรึกษามีต่อผู้รับคาปรึกษาในขณะสนทนา
(The counselor’s respect for the privacy of communication) ผู้ให้คาปรึกษาจาเป็นต้อง
เคารพในสิทธิส่วนบุคคลของผู้รับคาปรึกษา เว้นแต่เรื่องท่ีเก่ียวกับศักยภาพของบุคคลนั้น หรือเรื่องท่ี
จะขอใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ส่วนรวม

321

7. ประเภทของการให้คาปรกึ ษา

ศรสี ุพรรณ วรรณเสรฐิ (2545 : 11-14) การใหค้ าปรึกษาแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 วธิ คี ือ
7.1 การใหค้ าปรึกษาแบบไม่นาทาง (Non-Directive Counseling)

นริ นั ดร์ จลุ ทรพั ย์ (2558 :269) การให้คาปรึกษาวิธีการนี้ยึดผู้รับคาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง
ของการให้คาปรึกษา (Client-Centered Counseling) ผู้นาแนวคิดน้ีคือ Carl R. Roger กล่าวว่า
การใหค้ าปรกึ ษาตามวธิ ีการนี้มีหลักการที่สาคัญว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะใช้สติปัญญาของ
ตนแก้ปัญหาหรือตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อประสบความทุกข์จะเกิดความสับสน วิตก
กังวล คับข้องใจ หรือเก็บกดอารมณ์ ซ่ึงความรู้สึกเหล่าน้ีจะบดบังความสามารถในการใช้เหตุผล
และหันไปหลอกตนเองด้วยกลวิธีป้องกันตนเอง (Defense Machanism) ดังน้ัน ผู้ให้คาปรึกษาจะ
ช่วยเหลือผู้รับปรึกษาให้ลดความทุกข์ทางอารมณ์และความรู้สึกลง เพื่อจะได้ใช้เหตุผลในการ
แกป้ ัญหาหรอื ตัดสินใจอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพตอ่ ไป

7.1.1 ขัน้ ตอนการใหค้ าปรกึ ษาแบบไมน่ าทาง
Carl R. Roger ได้กาหนดข้ันตอนต่าง ๆ ของการให้คาปรึกษาแบบไม่นาทางไว้

ดงั ต่อไปน้ี
7.1.1.1 ผู้รับคาปรึกษามาขอให้ผู้ให้คาปรึกษาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาหรือการ

ตดั สินใจหรือบุคคลอ่ืนอาจสง่ ตัวผู้รับบริการมาพบ
7.1.1.2 ผูใ้ หค้ าปรกึ ษาช้แี จงกระบวนการให้ความช่วยเหลอื
7.1.1.3 ผู้ให้คาปรึกษาสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับคาปรึกษาด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น

แสดงความสนใจ ให้การยอมรับ ให้ความจริงใจ รักษาความลับของข้อมูล เพื่อสนับสนุนให้ผู้รับ
คาปรึกษาแสดงความรูส้ ึกและความคิดเหน็ การสร้างสัมพันธภาพที่จะต้องสร้างตลอดกระบวนการให้
คาปรึกษา

7.1.1.4 ผู้รบั คาปรึกษาเล่าถึงความคบั ขอ้ งใจและความขัดแยง้ ทเ่ี กดิ ข้นึ ภายในจิตใจ
7.1.1.5 ผู้รับคาปรึกษาจะเร่ิมเล่าเร่ืองราวต่าง ๆ ของตน แต่ยังไม่พูดหรือแสดงออก
เกี่ยวกับความคิดเห็น หรือความรู้สึกที่มีต่อตนเอง ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องรับฟังเรื่องราวของผู้รับ
คาปรกึ ษา และช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดความกระจ่างในเร่ืองของตนโดยการสะท้อนเน้ือหา (Reflex
Content)
7.1.1.6 ผู้รับคาปรึกษาจะพูดถึงความรู้สึกของตนเองและพูดถึงเรื่องส่วนตัวมากข้ึน
แตย่ ังไมค่ อ่ ยกลา้ เผชิญความจริง โดยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย เป็นสิ่งเลวร้ายผิดปกติ ยอมรับไม่ได้ หรือ
เปน็ เรอื่ งสะเทือนใจ ผู้ให้คาปรกึ ษาจะสนับสนุนใหผ้ รู้ บั คาปรึกษาได้ระบายความรู้สุกให้มากข้นึ

322

7.1.1.7 ผู้รับคาปรึกษาจะเพิ่มการระบายความรู้สึก ความต้องการที่จะสารวจตนเอง
ผู้ให้คาปรึกษาจะสะท้อนความรู้สึก (Reflex Feeling) ให้ผู้รับคาปรึกษาเข้าใจความรู้สึกของตนเอง
ยอมรับความจรงิ และพรอ้ มทีจ่ ะแกป้ ัญหาของตนเอง

7.1.1.8 ผู้รับคาปรึกษาเพ่ิมความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาหรือตัดสินใจได้ด้วย
ตนเอง

7.1.1.9 ผู้รับคาปรกึ ษาลดความต้องการความช่วยเหลอื จากผู้อื่นลง

7.2 การใหค้ าปรกึ ษาแบบนาทาง (Directive Counseling)
ศรีสุพรรณ วรรณเสริฐ (2545 : 11-14 อ้างถึงใน พิสมัย หาญสมบัติ, 2554 :93) การให้

การปรึกษาแบบนาทางหรือแบบที่ยึดตัวผู้ให้การปรึกษาเป็นศูนย์กลาง( Counselor centered) น้ี มี
E.G williamson เป็นเจ้าของทฤษฎีโดยท่ีเขามีความเชื่อว่าในบางคร้ังบุคคลต้องการความช่วยเหลือ
จากผู้อ่ืน เพราะบางทีไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจปัญหา ต้องอาศัยผู้ให้คาปรึกษาถาม อยากให้เด็กบอก
เล่าและร่วมมือกับผู้ให้คาศึกษาเพ่ือหาวิธีแก้ปัญหา ในบางคร้ังอาจต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆด้วย เช่น
ระเบียนสะสมแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสารวจ ความสนใจ และข้อสนเทศอื่นๆ เป็นต้น
นอกจากนน้ั การใหค้ าปรึกษาแบบนี้มีปัญหาว่าเกิดอย่างไรและจะแก้อย่างไรบางครั้งอาจจะขอให้ผู้รับ
ปรึกษามาหาและผใู้ หค้ าศกึ ษาจะให้การแนะแนวหรอื ใหข้ ้อสนเทศแกผ่ ้รู บั การศึกษาโดยตรง

การให้คาปรึกษาแบบนาทางนี้เน้นหนักในเร่ืองการวินิจฉัยปัญหา(Diagnosis) เพราะถ้า
หากวินจิ ฉยั ปัญหาไมถ่ ูกแลว้ ก็ยากท่จี ะช่วยเหลือผ้มู ปี ัญหา ( Counselee) ให้ได้ผล

7.2.1 ลาดับขั้นตอนการใหก้ ารปรกึ ษาแบบนาทางมี 6 ขัน้ คือ
7.2.1.1 การวิเคราะห์ ( Analysis) คือการวิเคราะห์ปัญหาโดยรวบรวมข้อมูลที่เป็น

จริงและเชื่อถือได้จากที่ต่างๆกันเพ่ือจะให้ได้เห็นลักษณะบุคลิกภาพของเด็กอย่างชัดเจนและทาให้
เข้าใจเด็กอยา่ งถกู ต้อง

7.2.1.2 การสังเคราะห์ ( Synthesis) คือการประมวลข้อมูลเท็จจริงที่ได้จากการ
วเิ คราะห์

7.2.1.3 การตรวจวิเคราะห์ ( Diagnosis) คือการอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันของเด็ก
สรปุ ลักษณะเหตผุ ลของปัญหาและดวู ่าจะแก้ปญั หาไดอ้ ย่างไร

7.2.1.4 การทานายผล (Prognosis) คือการทานายถึงการท่ีจะไปถึงจุดหมายอันพึง
ปรารถนา เป็นการมองไปข้างหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์เสนอแนะการแก้ปัญหาตามกาลังความสามารถ
ของเดก็

7.2.1.5 การให้คาปรกึ ษา ( Counseling) เป็นการแนะแนวการปรบั ปรุงตวั ให้แกเ่ ด็ก

323

7.2.1.6 การติดตามผล( Follow - Up ) เป็นการประเมินผลของการให้การปรึกษา
นน่ั เอง

7.3 การใหค้ าปรึกษาแบบสายกลางหรือผสม (Eeleetic Counseling)
ศรีสุพรรณ วรรณเสริฐ (2545 : 11-14 อ้างถึงใน พิสมัย หาญสมบัติ, 2554 :93) การให้

คาปรึกษาแบบสายกลาง หมายถึง การให้คาปรึกษาท่ีนาเอาวิธีการให้คาปรึกษาแบบนาทางและแบบ
ไม่นาทางมาผสมกัน ท้ังนี้เพ่ือความเหมาะสมกับตัวบุคคลและสภาพปัญหา สาหรับการให้คาปรึกษา
แบบสายกลางนี้ถือว่า ผู้ที่จะสามารถให้คาปรึกษาแบบน้ีได้นั้นจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความสามารถอยู่ใน
ระดับสูงมากดังนั้นผู้ให้คาปรึกษาจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในทฤษฎีการให้การปรึกษา ตลอดจน
ปรัชญาของการให้การปรึกษาในทุกทฤษฎี จนกระท่ังสามารถใช้ความรู้เลือกสรรเอาเทคนิคท่ี
เหมาะสมมาใชก้ ับสถานการณ์ได้เปน็ อย่างดี

7.3.1 Federick C.thone ได้กล่าวถึงลักษณะของการให้การปรึกษาแบบผสม
(Characterictics Of Electic Counseling) ไว้ดงั นี้

7.3.1.1 ผู้ให้การปรึกษาจะเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมของการนาเอาวิธีการ
ต่างๆมาใช้โดยคานึงถึงท้ังผู้ให้และผู้รับการปรึกษาวิธีการท่ีนามาใช้จะเปลี่ยนแปลงไปเร่ือยๆเม่ือพบ
ผรู้ ับคาปรกึ ษาคนใหม่หรอื แมแ้ ตบ่ คุ คลเดิมก็ตาม

7.3.1.2 ลักษณะที่สาคัญ คือ ความยืดหยุ่นในการให้การปรึกษาผู้ให้คาปรึกษาจะเน้น
เทคนิคบางอยา่ งในบางกรณีและมีการเปลย่ี นแปลงไดเ้ สมอ การเปลีย่ นแปลงแก้ไขวิธีการให้คาปรึกษา
ย่อยกระทาได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับผู้รับคาปรกึ ษา

7.3.1.3 ความรสู้ ึกสบายใจเป็นส่ิงสาคัญทั้งผู้ให้และผู้รับคาปรึกษาจะต้องมีความรู้สึก
ดีต่อสิ่งที่กาลังจะทา มคี วามมั่นใจร่วมกนั และมคี วามซอื่ สัตยใ์ นสัมพันธภาพ

พิสมัย หาญสมบัติ (2554 :93-94) การให้คาปรึกษาตามท่ีกล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นว่า
การให้คาปรึกษา ท้ัง 3 ประการ มีทฤษฎีท่ีแตกต่างกันอยู่บ้างดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่
อยา่ งไรกต็ ามถ้าพจิ ารณาในแงข่ องความคล้ายคลึงหรือสิ่งที่ใช้เป็นหลักการร่วมกันแล้วก็จะเห็นว่าการ
ใหก้ ารปรึกษาทั้งสามแบบมีหลกั การหรอื มขี ้อคิดเหน็ ทใ่ี ชร้ ว่ มกนั ได้ดังต่อไปนี้

1. กระบวนการให้คาปรึกษาเป็นเร่ืองของสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับ
คาปรึกษา

2. จุดมุ่งหมายของการให้การปรึกษาก็เพ่ือจะช่วยให้ผู้มีปัญหาได้เข้าสามารถแก้ปัญหา
ของเขาได้

3. การสรา้ งสายสมั พนั ธท์ ด่ี เี ป็นสง่ิ สาคัญมากในการที่จะใหก้ ารปรกึ ษาบรรลผุ ลดี
4. การสื่อสารหรือการติดต่อกัน ( communication) ระหว่าง Counselorและ
Counseleeน้ันอาจทาไดด้ ว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆกนั หลายวธิ ี

324

5. การใหค้ าปรึกษาน้ันควรใหผ้ ูท้ ีศ่ ึกษาอบรมมาโดยเฉพาะเทา่ น้ันเปน็ ผกู้ ระทา
6. การให้คาปรึกษาท่ีมีประสิทธิภาพสูงน้ันจะส่งผลให้ผู้มาขอรับคาปรึกษาเปล่ียนแปลง
ความรสู้ กึ ไปในทางท่ดี ไี ดอ้ ย่างมาก
7. การใหก้ ารปรึกษาจาเปน็ ต้องจดั ระเบียบให้ดี
8. การขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกหรือบุคลากรท่ีมีความชานาญพิเศษเป็น
สิง่ จาเปน็ ในการใหก้ ารปรึกษา

8. ทฤษฎกี ารให้คาปรกึ ษา

ทฤษฎกี ารใหค้ าปรกึ ษา ( Theories of Counseling) ทฤษฏีได้มาจากการรวบรวมข้อมูลที่ได้
ปฏิบัติกันมาโดยจัดแบ่งไว้อย่างมีระเบียบ เป็นแบบแผน เป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่ิงท่ีสาคัญที่เป็นรากฐาน
ของการให้คาปรึกษา มหี ลายทฤษฎี ดงั น้ี

8.1 ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ ( Psychonalysis Theory )
ฟรอยด์ ( Freud , A . 1928 Cited in Sharma and Others, 1955 อ้างถึงใน นิรันดร์ จุลทรัพย์,
2558 :280) กอ่ ตัง้ ทฤษฎีนี้เม่อื ปี ค.ศ.1890 โดยมแี บบแผนการพิจารณามนุษยด์ ังนี้

8.1.1. โดยพ้ืนฐานแล้วมนุษย์เป็นบุคคลท่ีปราศจากเหตุผล ได้รับการขัดเกลาต้องการ
แสวงหาความสขุ ความสบายใส่ตัว มนุษยเ์ ปน็ ทาสแห่งความตอ้ งการของตนเอง

8.1.2 ลักษณะบางอย่างของมนุษย์ได้รับการกาหนดทางชีวภาพซึ่งถ่ายทอดมาจาก
บรรพบุรุษ เช่น ขอบข่ายทางสตปิ ัญญา ขนาดทางรา่ งกาย เปน็ ต้น

8.1.3 ประสบการณ์ในวัยเด็กมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพและปัญหาต่างๆท่ีเกิดตามมา
ซ่งึ เปลยี่ นแปลงได้ยากหากส่ิงแวดล้อมไม่เออ้ื อานวย

8.1.4 ส่วนหน่ึงของพฤติกรรมมนุษย์ได้รับการผลักดันจากแรงจูงใจในระดับจิตใต้สานึก
(Uncouncious)

8.1.5 อารมณ์ของบุคคลมี 2 ด้าน คือด้านบวกและด้านลบ บางคร้ังอารมณ์ด้านลบถูก
เก็บกดไว้ เช่น พอ่ แม่ด้วยจติ สานึกรักลูก แต่ระดับจิตใต้สานึกอาจจะมีความรู้สึกด้านลบต่อลูกแฝงอยู่
เชน่ ราคาญลูก รู้สกึ ว่าลูกนาภาระหนักมาให้

8.1.6 บคุ ลิกภาพประกอบด้วยการทางานของ 3 ระบบคอื
8.1.6.1 ระบบอดิ (id)เปน็ ระบบทม่ี นุษยแ์ สวงหาความพงึ พอใจใหแ้ ก่ตนเอง
8.1.6.2 ระบบ อโี ก้ (Ego) เปน็ ระบบหลักแห่งความเป็นจริงที่จะแสวงหาวิธีตอบสนอง

ความตอ้ งการทจี่ ะเป็นไปไดใ้ นเชงิ ปฏิบตั ิ

325

8.1.6.3 ระบบ ซูเปอร์อีโก้(super ego ) เป็นระบบมโนธรรม ซ่ึงมนุษย์ได้รับการ
ขดั เกลาทางสังคมให้รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ให้พยายามทาในสิ่งที่ดีงาม และหักห้ามจิตใจจากการกระทา
ความชั่ว

ถ้าทั้ง 3 ระบบทางานประสานกันได้ดี และมีความคงท่ีจะส่งผลให้บุคคลปรับตัว
เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขาได้บุคคลนั้นจะเป็นคนท่ีมีสุขภาพจิตดี แต่ตรงข้ามถ้าท้ัง 3 ระบบเกิดความ
ขัดแย้งกันจะทาให้บุคคลเกิดปัญหา หรืออาจเกิดอาการทางจิตประสาทข้ึนได้ เช่นบุคคลที่มีความ
ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างความต้องการกลับมโนธรรมแล้วใช้วิธีเก็บกดความต้องการท่ีจะทาให้
เกดิ อาการของการปรบั ตวั ไม่ไดต้ ามมา

8.2 ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ( Psychonalysis Theory ) โดยกลุม่ ฟรอยด์ ยุคใหม่( Neo -
Freudians) ดังน้ี (นริ ันดร์ จุลทรพั ย,์ 2558 :280-282)

8.2.1 จุง (Jung, 1965 ) จิตแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ เคยเป็นท้ังสานุศิษย์และเพื่อน
ร่วมงานของฟรอยด์ จุงเสนอแนวคิดว่า อิทธิพลของประสบการณ์ในอดีตมีความสาคัญต่อพฤติกรรม
มนุษย์ก็พอๆกับอิทธิพลของอนาคตท่ีเขามุ่งหวัง จุงเน้นเก่ียวกับจุดมุ่งหมายในชีวิตของบุคคล (Self -
Actualization) นอกจากน้ี จุงได้แยกบุคคลออกเป็น 2 ประเภทคือประเภทเก็บตัว (Introvert) ซึ่งมี
ลักษณะท่ีข้ีอาย เงียบขรึมไม่ชอบสังคม มีพฤติกรรมแยกตัวออกตามลาพัง โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาอีก
ประเภทหนึ่งคือประเภทแสดงตัว (Extrovert) มีลักษณะชอบสังคมชอบพบปะสังสรรค์กับผู้อ่ืน
เม่ือมีปัญหามาหาเพื่อนปรับทุกข์ซ่ึงแนวความคิดของจุง ในการแยกคนออกเป็น 2 ประเภทดังกล่าว
ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก เพราะพฤติกรรมมนุษย์เป็นเร่ืองละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าจะ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ เช่นนั้นประเภทใดประเภทหนึ่งในคนคนเดียวกันบางคนเขาอาจมี
พฤตกิ รรมแบบแสดงตัวเมื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลท่ีเขาคุ้นเคยด้วย แต่ในบางสถานการณ์เขาอาจเงียบขรึม
ซึ่งยากที่จะระบใุ ห้แน่ใจบอกไปว่าอยู่ในประเภทเก็บตวั หรอื แสดงตวั

8.2.2 อีริคสนั (Erikson, 1950 ) เป็นชาวเดนมาร์ก ต่อมาภายหลังได้รับโอนสัญชาติเป็น
ชาวอเมริกนั เขามคี วามสนใจทางดา้ นจิตวิทยา และสังคมวิทยาเป็นอย่างมาก โดยอธิบายว่ามนุษย์ต้อง
พ่ึงสังคมและสังคมก็ต้องพ่ึงมนุษย์ เพราะมนุษย์มีวิวัฒนาการท่ีซับซ้อน และผ่านขั้นต่างๆของ
ธรรมชาติหลายขั้นตอนฐานะความเป็นอยู่ของมนุษย์จึงต่างจากสัตว์ มนุษย์มีช่วงเวลาที่ช่วยตัวเอง
ไม่ได้ ต้องพ่ึงผู้อื่น ทาให้มนุษย์ติดแน่นกับสังคมและเขาเน้นว่าประสบการณ์แต่ละวัยมีส่วนสาคัญต่อ
บุคลิกภาพและพัฒนาการของแต่ละวัย ส่งผลกระทบซ่ึงกันและกันจากความรู้เร่ืองน้ี นาไปสู่ความ
เข้าใจสาเหตุพฤติกรรมของบคุ คลได้ในทุกขั้นตอนของชีวติ

8.3 ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบการวิเคราะหส์ ัมพนั ธภาพระหวา่ งบคุ คล (Transactional
Analysis)

326

เบิร์น ( Bern, 1964 อ้างถึงใน นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2558 :283-285) จิตแพทย์ชาว
แคนาดาและได้โอนสญั ชาตเิ ปน็ ชาวอเมริกนั ในภายหลังเขาได้นาเสนอทฤษฎีของเขาเม่ือปี ค.ศ. 1957
เดิมเรียกทฤษฎีย่อๆว่า T.A. เบิร์นนาเสนอแนวทางในการพิจารณามนุษย์ และหลักการของการ
วิเคราะห์สัมพันธภาพระหว่างบุคคล โดยกล่าวว่าบุคคลมีความสามารถที่จะเข้าใจอดีต และท่ีมาแห่ง
บุคลิกภาพของเขาได้ และมีความเป็นอิสระแก่ตัวที่ไม่ตกเป็นทาสของอดีต เขามีอิสระที่จะเลือก
ตัดสินใจว่าเขาเป็นประเภทใด หรือจะทาอะไรต่อไปเขาสามารถวางโครงการในอนาคตได้ แม้ว่าแบบ
ฉบับความรู้สึกนึกคิดต่างๆของเขาจะได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ในอดีตก็ตาม แต่เขาสามารถ
เปลี่ยนแปลงความคิดและความรู้สึกของตนเองได้ ถ้าเขาประสงค์จะเปล่ียน เบิร์น ได้อธิบาย
โครงสร้างแห่งบคุ ลกิ ภาพ สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคลและพัฒนาการดา้ นการปรับตวั ของบุคคลไว้ดังน้ี

8.3.1 โครงสรา้ งของบุคลิกภาพ 3 ระดับคอื
8.3.1.1 ระบบแห่งความเป็นเด็ก ( The Child Ego State ) เป็นความรู้สึกและการ

กระทาเหมือนกับที่เคยมีประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น ดีใจกระโดดโลดเต้น เป็นการแสดงความรู้สึก
ตามธรรมชาตอิ อกมาแบบเด็กๆ

8.3.1.2 ระบบแห่งความเป็นพ่อแม่ ( The Parent Ego State ) เป็นส่วนท่ีพฤติกรรม
เหมือนผู้ท่ีเป็นพ่อแม่คน เป็นการกระทา เจตคติ และความรู้สึกได้เล้ียงดูลูกมา เช่นลักษณะคาพูดท่ี
เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การประเมินการใช้อานาจ การออกกฎเกณฑ์หรือ ออกคาส่ังให้ผู้อื่นและ
การแสดงความมเี มตตาช่วยเหลือปกปอ้ งผ้อู ่ืน เป็นตน้

8.3.1.3 ระบบแหง่ ความเป็นผใู้ หญ่ (The Adult Ego State ) ระบบนี้เป็นส่วนที่มีการ
ประมวลข้อมลู ทแ่ี ม่นตรง ไม่บิดเบือน มาวิเคราะห์และตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณเป็นความสามารถ
ทจี่ ะใช้ความคดิ อยา่ งมีเหตุผล

8.3.2 ลกั ษณะสมั พันธภาพระหว่างบุคคล 3 วิธีคอื
8.3.2.1 สัมพันธภาพอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย (Complementary) เป็นการติดต่อ

สัมพันธ์ที่การตอบสนองท่ีได้รับเป็นไปตามท่ีคาดหวัง ซึ่งจะทาให้การติดต่อสัมพันธ์กันเป็นไปอย่าง
ถอ้ ยทถี ้อยอาศัยและราบร่ืน

8.3.2.2 สัมพันธภาพแบบขัดแย้งกัน (Crossed Transactions) เป็นการติดต่อ
สัมพันธ์กันโดยฝ่ายหน่ึงได้รับการตอบสนองท่ีไม่ตรงกับที่คาดไว้ ซึ่งจะทาให้สัมพันธภาพแตกหักเกิด
การเปน็ ปรปกั ษก์ ันหรอื ทาให้เกิดความเขา้ ใจผดิ

8.3.2.3 สัมพันธภาพแบบเคลือบแฝง (Ulterior Transactions)เป็นการติดต่อ
สัมพันธ์แบบพูดอย่างหนึ่งแต่ใจคิดอีกอย่างหน่ึงการส่ือความหมายด้วยวาจามักจะขัดแย้งกับ
การสื่อสารความหมายด้วยสีหน้าท่าทางซ่ึงถ้าสังเกตจะพบความแตกต่างน้ีสัมพันธภาพแบบเคลือบ

327

แฝงจะมีลักษณะการส่ือความหมายทางสังคมและในเวลาเดียวกันก็มีความรู้สึกหรือจุดมุ่งหมายอ่ืน
ซอ่ นเรน้ อยู่

8.3.3 พัฒนาการดา้ นการปรบั ตัวของเบริ น์
เบิร์น เช่ือวา่ บุคลิกภาพ เป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดู พ่อแม่มีอิทธิพลต่อความเห็น

ท่ีมีต่อตนเองและส่ิงแวดล้อมของลูกกับการกระทาของลูก โดยเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับปัญหาจาก
สังคมและสิ่งแวดล้อมเขาอย่าตัดสินใจเลือกวางตนเอง ลงชนตาแหน่งชีวิต (Life Position) ตาแหน่ง
ใดตาแหน่งหน่ึงจาก 4 ตาแหน่งคอื

8.3.3.1 ฉันเป็นคนใช้ได้-คุณก็ใช้ได้ (I’m Ok - You’re Ok) เป็นตาแหน่งสูงสุดของ
ชีวิตในการปรับตัวบุคคลจะอยู่ในตาแหน่งน้ีได้จะต้องพัฒนาความไว้วางใจ (Trust) มาต้ังแต่ระยะต้น
ของชวี ติ การอบรมเล้ียงดู และสภาพแวดล้อมจากมีอิทธิพลอย่างมากที่จะช่วยให้บุคคลเป็นเจ้าชายผู้
สงา่ งามหรือเจา้ หญิงที่งดงามตามท่ีต้องการจากเป็น โดยมีการแสดงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติอย่างมี
เหตผุ ลเปน็ ท่ีเชื่อถือและไว้วางใจได้

8.3.3.2 ฉันเป็นคนใช้ได้-คุณเป็นคนใช้ไม่ได้ (I’m Ok - You’re Not Ok) บุคคลที่อยู่
ในตาแหน่งน้ีจะมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจผู้อื่นเป็นตาแหน่งท่ีชอบการเปลี่ยนแปลงอย่ างรุนแรงเพราะ
บุคคลประเภทน้ีจะมีความรู้สึกว่าคนอ่ืนใช้ไม่ได้แต่ความจริงในส่วนลึกแล้วมาจากความย้าคิดท่ีอยู่ใน
ตัวเขาเองว่าตนเองเปน็ คนใช้ไม่ได้แต่เน่ืองจากเขาทนไม่ได้ท่ีจะประมาณตนเช่นนั้นเขาจึงต้องใช้กลวิธี
ในการป้องกันตนเองโดยการหันไปโทษผู้อื่นใช้ไม่ได้ความเอาใจใส่ที่บุคคลประเภทนี้ต้องการ คือ การ
ยกยอปอปั้นบุคคลประเภทนี้จึงชอบคนท่ีประจบสอพอ เขาจะมีความเช่ือว่าบุคคลอื่นไม่ดีเท่าเขา
ดงั นนั้ เขาจงึ ไมค่ อ่ ยจะรบั ฟังความคดิ เห็นของผูอ้ ่ืนหรือเช่ือผู้อ่ืนขอแต่เพียงให้ผู้อ่ืนให้ความเอาใจใส่เขา
โดยการยกย่องเพียงอย่างเดียวก็พอ โดยไม่คานึงถึงว่าการยกย่องนั้นจะมีความจริงใจหรือไม่บุคคล
ประเภทน้มี กั จะมีความวติ กกงั วลหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา และมกั จะตอ่ ตา้ นสังคม

8.3.3.3 ฉันเป็นคนใช้ไม่ได้-คุณเป็นคนใช้ได้ (I’m Not Ok - You’re Ok) บุคคลที่อยู่
ในตาแหน่งน้ีมักจะไม่เป็นตัวของตัวเองทาอะไรก็ไม่กล้าคิดไม่กล้าเสี่ยงตัดสินใจด้วยตนเองเป็นคนท่ีมี
ความเศร้าหมองน้อยเน้ือต่าใจรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าบุคคลประเภทนี้มักจะหาความเอาใจใส่ ด้วยการ
พยายามเข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทและคอยตามใจผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นคุณค่าของเขาบุคคล
ประเภทนอ้ี าจเปน็ ผ้ทู ่ีมคี วามสามารถหรือไร้ความสามารถก็ได้ถ้าเป็นผู้ท่ีมีความสามารถและผู้อ่ืนรู้จัก
ใช้เขาเขาก็สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากแต่บุคคลประเภทนี้จะไม่มีความสุขใจอย่าง
แท้จรงิ เพราะเขาจะคอยไปเอาใจผู้อื่นและมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาวา่ ตนเองไร้คุณค่า

8.3.3.4 ฉันเป็นคนใช้ไม่ได้-คุณก็เป็นคนใช้ไม่ได้ (I’m Not Ok - You’re Not Ok)
บุคคลท่ีเลือกตาแหน่งนี้มักจะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าหมดอะไรตายอยากในชีวิตหรือมีชีวิตอยู่ไปอย่างไร้
ความหมาย ผู้ท่ีมีความรู้สึกที่รุนแรงเช่นนี้อาจถึงข้ันฆ่าตัวตายได้โดยท่ัวไปเด็กท่ีถูกทอดทิ้งหรือถูก

328

ปล่อยปละละเลยมาต้ังแต่เด็กมักจะเลือกตาแหน่งนี้ให้แก่ชีวิตการที่เด็กไม่เคยได้รับความเอาใจใส่ใดๆ
จากพ่อแมจ่ ะมีผลทาให้เด็กเม่ือเติบโตขึ้นก็มักจะไม่รู้จักการให้ความเอาใจใส่แก่ผู้อ่ืน และเด็กก็จะเกิด
ความรูส้ ึกตามมาวา่ ผู้อนื่ เปน็ คนใช้ไมไ่ ด้

ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กถ้าพ่อแม่ใช้คาส่ังกับเด็กหรือมีวิธีการตลอดจนท่าทีที่ส่อไป
ในรูปแบบของการใช้อานาจหรือใช้คาสั่งที่เป็นแบบคาดโทษโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เด็กมี
พฤติกรรมตามท่ีพ่อแม่ต้องการวิธีการหรือลักษณะของคาส่ังดังกล่าวน้ี ถ้าพ่อแม่ย่ิงใช้มากเท่าไหร่ก็
เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เด็กเลือกตาแหน่งชีวิตที่ว่า “ฉันเป็นคนใช้ไม่ได้-คุณก็เป็นคนใช้ไม่ได้”ให้เร็ว
ยิ่งขึ้นเพราะคาสั่งแบบคาดโทษเช่นน้ีจะทาให้เด็กรู้สึกว่าตนเองหมดศักดิ์ศรีต้องเป็นเบี้ยล่างหรือผู้แพ้
อย่รู ่าไป

9. กระบวนการในการใหค้ าปรึกษา

กฤตวรรณ คาสม (2557 :154-155) กล่าวถึงข้ันตอนของการให้คาปรึกษาว่า การให้
คาปรึกษามักจะได้รับการอธิบายในลักษณะ ที่เป็นกระบวนการ ซึ่งหมายถึง การดาเนินการอย่าง
ต่อเนื่องจนกระท่ังยุติ การยุติก็คือปัญหานั้นได้รับการแก้ไข การดาเนินการอาจจะอธิบายเป็นขั้นตอน
ซึ่งผูใ้ ห้คาปรึกษาและผูร้ บั คาปรึกษาจะดาเนินไปพร้อมกัน ซ่ึงขน้ั ตอนในการใหค้ าปรึกษามีดังนี้

9.1 การสร้างสัมพันธภาพและตกลงบริการ ผู้ให้คาปรึกษาจะสร้างสัมพันธภาพท่ีดีกับผู้รับ
คาปรึกษาโดยอาศัยเทคนิคและทักษะต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ให้คาปรึกษาได้มีส่วนร่วมในกระบวนการให้
การให้คาปรึกษาในขณะเดียวกันก็ให้ ผู้รับคาปรึกษาทราบและทาความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงใ น
การบริการเก่ียวกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย กระบวนการ เน้ือหา บทบาทของท้ังสองฝ่าย พฤติกรรม
เวลาและการรักษาความลับ ทั้งนี้ ผู้ใหค้ าปรกึ ษาจะตอ้ งชแ้ี จงหากผรู้ บั คาปรึกษาไม่ให้ความร่วมมือ ใน
กระบวนการใหก้ ารใหค้ าปรึกษา

9.2 การสารวจปัญหา ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องใช้ทักษะต่างๆ เพ่ือเอ้ืออานวยและกระตุ้นให้
ผู้รับคาปรึกษาใช้ศักยภาพของตนท่ีมีอยู่เพ่ือสารวจปัญหาและความต้องการของตนเอง ซ่ึงข้ันตอนน้ี
จะใช้ระยะเวลามากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับพ้ืนฐาน สติปัญญา ความสามารถ ลักษณะนิสัยของผู้รับ
คาปรกึ ษา และความชานาญในการใชท้ ักษะของผ้ใู ห้คาปรึกษา

9.3 เข้าใจปัญหา สาเหตุของปัญหาและความต้องการ ข้ันตอนนี้เป็นหัวใจของกระบวนการ
ให้คาปรึกษา ซ่ึงผู้ให้คาปรึกษาใช้ทักษะเพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดความกระจ่างในปัญหาของตนเอง
อยา่ งแท้จรงิ และมองเหน็ แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาน้นั

9.4 การวางแผนการแก้ปัญหา ผู้ให้คาปรึกษาไม่ควรเร่งรีบและด่วนตัดสินใจจัดการปัญหา
ของผู้รบั คาปรึกษา แต่จะคอยใหก้ าลงั ใจผู้รับคาปรกึ ษาในการวางแผนปฏิบัติ เพ่ือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
ก่อน หากผู้รับคาปรึกษาหมดหนทางและคิดไม่ออก ผู้ให้คาปรึกษาจึงจะเสนอแนะ แล้วเปิดโอกาส

329
ให้ผู้รับคาปรึกษาได้แสดงความคิดเห็นในข้อเสนอแนะน้ันๆ เพื่อให้เขาพิจารณาความเหมาะสมและ
เลือกทางแก้ไขปัญหาท่ีดีท่ีสุดด้วยตนเอง ซ่ึงผู้รับคาปรึกษาเห็นว่าสามารถทาได้จริงมีโอกาสประสบ
ความสาเรจ็ และมีความต้ังใจที่จะปฏิบัติด้วยตนเอง มิใช่เปน็ เรื่องท่ี ต้องบังคบั ให้ปฏบิ ตั ิ

9.5 ยุตกิ ระบวนการ ควรให้สัญญาณแก่ผู้รับคาปรึกษาไดร้ ตู้ ัวก่อนหมดเวลาของการให้คาปรึกษา
และเปดิ โอกาสใหผ้ ู้รบั คาปรึกษาได้สรุปสงิ่ ต่างๆ ท่ไี ดจ้ ากการสนทนาคร้ังน้ี โดยผู้ให้คาปรึกษาเพ่ิมเติม
ในประเด็นที่ขาดหายไป ในกรณีท่ีจาเป็นต้องส่งต่อให้ไปพบกับผู้เชี่ยวชาญอ่ืนๆ จะต้องให้ข้อมูลและ
ทาความเข้าใจกับผรู้ ับคาปรึกษาอยา่ งชดั เจน แตถ่ า้ ไม่มกี ารส่งต่อผู้ให้คาปรึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้รับ
คาปรึกษาทราบว่าเขาสามารถพบได้ในครั้งต่อไปถ้าเขาต้องการ และนัดหมายวันเวลาที่เหมาะสม
พร้อมท้ังให้กาลังใจแก่ผู้รับคาปรึกษาในการปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจระหว่างการให้คาปรึกษาก่อนยุติ
การให้คาปรึกษาควรสนทนาเลก็ น้อยในเร่ืองทวั่ ๆ ไปและกล่าวอาลา (จนี แบรี่, 2537 )

ภาพท่ี 8.4 กระบวนการให้คาปรกึ ษาของ ดร.จนี แบร่ี
ทมี่ า : ( ดร. จนี แบร,ี่ 2549 : 4-7 อ้างถึงใน คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั

และศนู ยเ์ ครอื ข่ายทั่วประเทศ,2554 :112)


Click to View FlipBook Version