The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาสําหรับครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bosskub2011, 2022-09-29 09:20:44

จิตวิทยาสําหรับครู

จิตวิทยาสําหรับครู

180

คาถามทา้ ยบท

คาชแี้ จง หลังจากท่ีได๎ศึกษาจบบทเรียนนี้แล๎วให๎นักศึกษาตอบคาถามตํอไปน้ีโดยอาศัยหลักวิชาการ
และความคิดเห็นของนกั ศึกษาประกอบในการตอบคาถาม ตอํ ไปน้ี

1. ใหอ๎ ธบิ ายความหมายของการเรยี นรู๎
2. ใหบ๎ อกประเภทของการเรียนรู๎
3. ใหย๎ กตัวอยํางปจั จัยท่ีจะสํงเสริมการเรยี นรข๎ู องผู๎เรียน
4. บรรยากาศอยาํ งไรที่จะสํงผลตํอการเรยี นรข๎ู องผู๎เรยี นได๎
5. อธบิ ายระบบและปจั จยั ท่สี นบั สนนุ การเรยี นรูใ๎ นศตวรรษท่ี 21

181

เอกสารอ้างองิ

กมลรัตน์ หล๎าสวุ งษ.์ (2523). จิตวิทยาสังคม. กรงุ เทพฯ : ภาควิชาการแนะแนวและจิตวทิ ยา
การศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒประสานมิตร.

กฤตวรรณ คาสม. (2557).เอกสารประกอบการสอนรายวิชาจติ วทิ ยาสาหรับครู. อุดรธานี :
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธาน.ี

จิราภา เตง็ ไตรรตั น์. (2555). จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์คร้งั ที่ 7. กรงุ เทพฯ :
สานกั พมิ พ์แหํงจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

จริ าภรณ์ ตง้ั กิตตภิ าภรณ์. (2556). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ :
สานกั พิมพแ์ หงํ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

ชวลติ ชูกาแพง. (2550). การประเมินการเรยี นร๎ู กระบวนการทางปญั ญาใหมํของบลมู . เขา๎ ถึงขอ๎ มูล
วนั ท่ี 3 ธนั วาคม 2559 จากwww.elearning.msu.ac.th/opencourse /0506704
/Page05_01_02.html.

ธัญญภัสร์ ศริ ธัชนราโรจน.์ (2559). จติ วิทยากับการพฒั นาตน. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แหงํ
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

นพสทิ ธ์ิ ไตรสิทธิ. (2557). เทคโนโลยีการศึกษา. (ออนไลน์). เข๎าถึงข๎อมูลวันที่ 1 ธนั วาคม 2559
จาก edytech12.blogspot.com/2014/11/6/08post.html.

มัณฑรา ธรรมบศุ ย์. (2559). ลีลาการเรยี นรู้. (ออนไลน)์ . เขา๎ ถึงข๎อมูลวันท่ี 30 พฤศจกิ ายน 2559
จาก Portal.edu.chula.ca.th/girl/blog/riew.php.bid=1245038152800790.

เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ และ ภกั ดี ปรีวรรณ. (2554). ธรรมชาตขิ องผูเ้ รยี น. พิมพ์ครั้งท่ี 4 .
กรงุ เทพฯ หา๎ งห๎ุนสํวนจากัด เอ็ม แอนด์ เอ็ม เลเซอร์พร๊ินต์.

เรยี ม ศรีทอง. (2542). พฤติกรรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน. กรงุ เทพฯ : เธริ ์ดเวฟ เอด็ ดเู คชั่น.
ลกั ขณา สิรวิ ฒั น์. (2557). จติ วทิ ยาสาหรับครู. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร.์
สิรอิ ร วชิ ชาวธุ . (2554). จิตวิทยาการเรียนรู้. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพแ์ หํงจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ไสว ฟักขาว. (2559). ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21stCentury Skill). สืบคน๎ เมือ่ 27 พฤศจิกายน

2559 จาก web.chandra.ac.th/blog/wp-content/uploads/ทกั ษะแหํงศตวรรษที่_21_
พับ.pdf.
วิจารณ์ พานชิ . (2556). ครใู นศตวรรษท่ี 21. สืบคน๎ เม่ือ 25 ธันวาคม 2559 จาก
http://www.noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf

อชั รา เอิบสขุ สริ ิ. (2556).จิตวทิ ยาสาหรบั ครู.กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์แหงํ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
อารี พันธุม์ ณี. (2540). คิดอยา่ งสร้างสรรค์. กรงุ เทพฯ: บริษทั ต๎นอ๎อ แกรมมจี่ ากัด.

182

Cronboch L.J. (1990). Essential of Psychological Testing. 5th ed. New York:
Harper & Row.

Lahey, Benjamin,B. (2004).An Introduction to Psychology.(8 thed.).Boston Burr Ridge:
McGraw-Hill.

Santrock, John, W.(1991). Psychology: The Science of Mind and Behavior.( 3rded.).
W.C.Brown Publishers.All rights reseved.

183

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 5
สติปญั ญาและความถนัดของผเู้ รียน

จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

เมอ่ื เรียนจบบทเรยี นนีแ้ ล้วนักศึกษาสามารถ
1. บอกความหมายของสตปิ ญั ญาและประวตั คิ วามเปน็ มาของการวัดสตปิ ัญญาได้
2. อธบิ ายองคป์ ระกอบของสติปัญญาและทฤษฎที างสตปิ ญั ญาได้
3. ประเมนิ โครงการตัวอย่าง ทสี่ ง่ เสรมิ สติปัญญาผ้เู รียนได้
4. บอกความหมายความถนดั และความแตกต่างของสติปัญญากับความถนัดได้
5. อธิบายทฤษฎีเก่ียวกับการวดั ความถนัด และประเภทของความถนดั ได้
6. สรุปเก่ียวกบั แบบทดสอบความถนัด และประโยชน์ของแบบทดสอบความถนดั ได้
7. ยกตวั อย่างของแบบทดสอบความถนดั ท่ีส่งเสรมิ ผู้เรียนได้

เนอื้ หาสาระ

1. ความหมายของสติปัญญา
2. ประวัติความเปน็ มาของการวดั สตปิ ัญญา
3. องค์ประกอบของสติปัญญา
4. ทฤษฎที างสตปิ ญั ญา
5. ความหมายความถนดั
6. ความแตกต่างของสติปญั ญากับความถนดั
7. ทฤษฎเี กี่ยวกบั การวัดความถนัด
8. ประเภทของความถนดั
9. แบบทดสอบความถนัด
10. ประโยชนข์ องแบบทดสอบความถนดั
11. ตัวอยา่ งของแบบทดสอบความถนัด
12. การสง่ เสรมิ ความถนัดของผเู้ รยี น

184

กิจกรรมการเรยี นการสอน

สัปดาหท์ ่ี 9 (4 ชัว่ โมง)
1. บรรยาย และสรปุ เนอ้ื หาสาระสาคญั ประกอบการนาเสนอดว้ ย Microsoft PowerPoint
2. ร่วมกันอภิปรายซักถามในหัวข้อเร่ือง ความหมายของสติปัญญา ประวัติความเป็นมาของการ
วดั สตปิ ัญญา องค์ประกอบของสติปัญญา
3. มอบหมายใหน้ กั ศกึ ษาแบ่งกลุ่มร่วมกันศึกษาเรื่อง “ทฤษฎีเกี่ยวกับสติปัญญา” และนาเสนอ
หนา้ ชั้นเรยี นในสัปดาหห์ น้า
4. มอบหมายนักศึกษา นาโครงการต่าง ๆ ท่ีจัดให้กับนักเรียนในโรงเรียนมาคนละ 1 โครงการใน
สัปดาห์หน้า

สปั ดาหท์ ่ี 10 (4 ชวั่ โมง)
1. ใหน้ กั ศกึ ษาออกมานาเสนอ รายงาน หน้าชัน้ เรียนทลี ะกล่มุ
2. ให้นักศึกษาและอาจารย์ร่วมอภิปรายการแนวคิดที่ได้จากการฟังการนาเสนอของแต่ละ
กลุ่ม
3. นักศึกษานาโครงการท่ีจัดขึ้นในโรงเรียน มาประเมินว่าเป็นโครงการท่ีส่งเสริมสติปัญญา
ของผ้เู รยี นหรอื ไมอ่ ย่างไรและตอบคาถาม ในใบกจิ กรรมท่ี 5.1
4. บรรยายสรปุ เนือ้ หาสาระสาคญั ประกอบการนาเสนอด้วย Microsoft PowerPoint
5. ร่วมกนั อภิปรายซกั ถามในหวั ขอ้ เรือ่ ง ความหมายความถนัด ความแตกต่างของสติปัญญา
กับความถนัด ทฤษฎีเก่ียวกับการวัดความถนัด ประเภทของความถนัด แบบทดสอบความถนัด
ประโยชน์ของแบบทดสอบความถนัด ตัวอย่างของแบบทดสอบความถนัด และการส่งเสริมความ
ถนดั ของผู้เรยี น
6. มอบหมายให้นักศึกษาทาใบกิจกรรมที่ 5.2 (วัดพหุปัญญาของตนเอง) และดูคลิปวิดีโอ
ด.เด็ก ช.ช้าง และตอบคาถามท้ายบทเพื่อนาส่งในสปั ดาหห์ นา้

ส่ือการเรียนการสอน

1. การนาเสนอด้วย Microsoft PowerPoint
2. คลิปวิดีโอ ด.เด็ก ช.ช้าง
3. แบบทดสอบพหุปัญญา

185

4. เอกสารประกอบการเรียนการสอน “สติปัญญาและความถนัดของผู้เรียน”
เติมศักดิ์ คทวณิช. (2546). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคช่ัน
โธมัส อาร์มสตรอง เขียน, อารี สัณหฉวี แปล.(2543). พหุปัญญาในห้องเรียน : วิธีการสอน

เพ่ือพัฒนาปัญญาหลายด้าน. กรุงเทพฯ : ศูนย์พัฒนาหนังสือ.
พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. (2544). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: พัฒนาการศึกษา.

แหล่งการเรียนรู้

1. เครือข่ายการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต เก่ียวกับพัฒนาการทางสติปัญญากับการจัดการเรียน
การสอน

1.1 ทฤษฏพี หุปัญญากับการจดั การเรียนการสอนจาก
htpp://www.gotoknow.org/posts/347259

186

การวดั และประเมินผล

จุดประสงค์ เครื่องมอื /วธิ กี าร การประเมนิ ผล

1. บอกความหมายของสติปัญญา 1. การถาม-ตอบ ในชัน้ เรยี น 1. นักศึกษาตอบถูกต้องได้

และประวตั คิ วามเป็นมาของการวดั 2. การจดั กจิ กรรมกลุ่ม รอ้ ยละ 80

สตปิ ญั ญาได้ 3. การนาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น 2. สังเกตพฤติกรรมในการ

2. อธิบายองค์ประกอบของ 4. ใบกิจกรรมท่ี 5.1 , 5.2 เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม/การ

สติปัญญาและทฤษฎที างสตปิ ัญญา 5. แบบฝกึ หดั ทา้ ยบท มาเรียน/ความสนใจ อยู่ใน

ได้ ระดับดี

3. ประเมนิ โครงการตวั อยา่ ง ท่ี 3. การนาเสนอหน้าชั้น

สง่ เสรมิ สตปิ ัญญาผูเ้ รียนได้ เรยี นอยู่ในระดบั ดี

4. บอกความหมายความถนดั และ 4. ประเมินโครงการที่

ความแตกต่างของสตปิ ญั ญากับความ ส่ ง เ ส ริ ม ส ติ ปั ญ ญ า ไ ด้ ใ น

ถนดั ได้ ระดับดี

5. อธิบายทฤษฎเี ก่ียวกบั การวดั 5. ทาแบบฝึกหัดถูกต้อง

ความถนดั และประเภทของความ รอ้ ยละ 80

ถนัดได้

6. สรปุ เกี่ยวกบั แบบทดสอบความ

ถนัด และประโยชนข์ องแบบทดสอบ

ความถนดั ได้

7. ยกตัวอยา่ งของแบบทดสอบความ

ถนดั ที่สง่ เสริมผ้เู รียนได้

187

บทท่ี 5
สตปิ ัญญาและความถนดั ของผเู้ รียน

บทนา

ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ส่งผลต่อความสามารถต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา
อย่างหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ ทาให้แต่ละคนสามารถแกป้ ัญหาและความซับซ้อนต่าง ๆ ที่ประสบได้อย่างชาญ
ฉลาด และเมือ่ ถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะสามารถสร้างสรรค์วิธีการในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
ได้ ความสามารถทางเชาวน์ปัญญายังส่งผลต่อศักยภาพในการค้นพบและสร้างคาถามอย่างมีเหตุผล
ที่จะนาไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ หากความเข้าใจในเชาวน์ปัญญา ในฐานะ “ครู” ถูกจากัด
ความหมายแค่ “ความเก่ง” “ความฉลาด” ในระบบการศึกษา ก็ไม่อาจจะสามารถสรรค์สร้างผู้คนบน
โลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน ตามคากล่าวที่ว่า “เป็นเร่ืองสาคัญอย่างย่ิงยวดที่เราควรรู้จักและส่งเสริม
ความฉลาดนานาชนิดของมนุษย์ ท่ีมนุษย์มคี วามแตกตา่ งกันก็เพราะเรามีความสามารถฉลาดแตกต่าง
กัน ถ้าเรายอมรับเช่นนี้แลว้ เราจะสามารถแกป้ ัญหาท่เี ราประสบในโลกน้ีได้มากขึ้น” (เฮาวาร์ด การ์ด
เนอร์, 1987 อ้างถงึ ใน โธมสั อารม์ สตรอง เขยี น อารี สณั หฉวี แปล, 2543: 1)

1 ความหมายของสตปิ ญั ญา

อัลเฟรด บิเนต์ (Afire Binet, 1968 อ้างใน เติมศักด์ิ คทวณิช,2546 :201) อธิบายว่า
“เชาวน์ปัญญาคือการตัดสินใจท่ีดี มีความรวดเร็วและถูกต้อง สามารถพิจารณาตนเอง ( Self-
Critictism) และมีความสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม คิดอย่างมีเหตุผล
และกระทากิจกรรมตา่ ง ๆ ด้วยความฉลาด”

เดวดิ เวชสเ์ ลอร์ (David Wechsler, 1968 อ้างใน เติมศักดิ์ คทวณิช,2546 :201) อธิบายว่า
“เชาวน์ปัญญาคือความสามารถทั้งหมดของบุคคลในอันท่ีจะกระทาพฤติกรรมอย่างมีจุดมุ่งหมาย คิด
อยา่ งมเี หตุผล และจดั การกบั สงิ่ แวดลอ้ มไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ”

บอลด์วิน (Baldwin, 1980 อ้างใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2530) กล่าวว่า สติปัญญา
หมายถึง ความสามารถในการรับรู้ การเรียนรู้ การใช้เหตุผล และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
ใหม่ๆ ตลอดจนความสามารถในการมองเห็นความสมั พนั ธข์ องสงิ่ ต่างๆ

การ์ดเนอร์ (Gardner, 1983 อ้างถึงใน Copper, 2009) กล่าวว่า สติปัญญา หมายถึง
ความสามารถในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงานท่มี คี ุณค่าในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนง่ึ

สเทริ น์ เบอร์ก (Sternberg, 1985) กล่าวว่า สตปิ ญั ญา หมายถึง กจิ กรรมทางสมองที่ชี้นาการ
ปรบั ตวั การเลอื กสรร และการสร้างส่ิงแวดลอ้ มใหม่อยา่ งมีเปา้ หมาย เพอื่ ใหส้ อดคล้องสมั พนั ธ์กับชีวิต

188

รัตนา ศิริพานิช(2554 :284) กล่าวว่า เชาวน์ปัญญาตามความหมายเชิงปฏิบัติของ
นักจิตวิทยา คือความสามารถในการปฏิบัติงานชนิดต่าง ๆ ตามที่นักจิตวิทยาออกแบบเสนอสิ่งเร้าให้
คนที่ถูกวัดแสดงเชาวน์ปัญญาออกมา หรือเชาวน์ปัญญาคือ ผลการวัดโดยเคร่ืองมือทดสอบเชาวน์
ปญั ญา ซ่งึ เน้นถงึ ความสามารถในการนาความรู้ทม่ี อี ยู่มาใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์

ถ้าสรุปเปน็ ความหมายทั่วไปเชิงนามธรรม “เชาวน์ปัญญา” คือ “ความสามารถในการรู้ การ
เข้าใจทั่วไป การเรียนรู้ท่ีซับซ้อนขึ้น การจดจด การคิดริเริ่มขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการคิดได้อย่างมี
คณุ ภาพ”

จิราภรณ์ ต้ังกิตติภาภรณ์ (2556 :186-187) กล่าวว่า ลักษณะสาคัญของสติปัญญามี 2
ประการ คอื

1. ลักษณะของสติปัญญาเป็นลักษณะรวมในการทากิจกรรมใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น
กิจกรรมท่ีแตกต่างกันหรือเหมือนกัน ล้วนต้องใช้ความสามารถหลายอย่างร่วมกันจึงจะสามารถทา
กิจกรรมน้ันๆ ไดส้ าเรจ็

2. สติปัญญาเปน็ ลกั ษณะรวมท่ีประกอบด้วยความสามารถหลายๆ ด้านปะปนกัน เช่น
2.1 ความสามารถในการรับรู้ (Perceptual Ability) หมายถึง สภาวะที่ประสาท

สัมผัสรับรู้ต่อส่ิงต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง สามารถเข้าใจความหมายของสิ่งแวดล้อม และสามารถ
เช่ือมโยงสิ่งท่ีรับรู้เข้ากับประสบการณ์เก่าแล้วมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกไปด้วยวาจา หรือการกระทาท่ี
ถกู ตอ้ งเหมาะสม

2.2 ความสามารถในการเรียนรู้และจดจาส่ิงใหม่ๆ (Learning Ability) หมายถึง
ความสามารถในการนาเอาสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ได้อย่างเหมาะสม ท้ังการเรียนรู้จากสถานศึกษาและการ
เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง

2.3 ความสามารถในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ แจกแจงประมวลส่ิงต่างๆ เข้าด้วยกัน
อย่างมีเหตุผล แล้วสรปุ เป็นความคิดหรอื สญั ลกั ษณ์ใหมอ่ ยา่ งมคี วามหมาย (Conceptual Ability)

2.4 ความสามารถในการประเมินและตัดสินคุณค่าของสิ่งต่างๆ (Evaluation and
Judgement)

2.5 ความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ ในส่ิงแวดล้อม และกฎเกณฑ์
ทางสงั คมอย่างเหมาะสมและมปี ระสิทธภิ าพ (Adaptability)

2.6 ความสามารถในการแกป้ ญั หา รจู้ ักเลอื กวิธีที่มเี หตผุ ล รู้จกั วางแผน ตัดสินใจ และ
ตอบโต้ตอ่ สถานการณ์ต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสมทนั เวลา (Problem Solving)

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า สติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและ
ถูกต้อง มีความสามารถในการมองเหน็ ความสมั พนั ธข์ องสิ่งต่างๆ ได้ดี แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ
สามารถปรบั ตัวกับสงิ่ แวดล้อมต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

189

2. ประวัตคิ วามเป็นมาของการวัดสติปญั ญา

อาจกล่าวได้ว่า การทดลองที่ทาอย่างเป็นระบบเก่ียวกับความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือ
เชาวน์ปัญญาน้ัน มีมาต้ังแต่ ค.ศ. 1796 เมื่อนักดาราศาสตร์ที่เมืองกรีนวิซ (Greenwich) พบความ
แตกต่างด้านความเร็วในการตอบสนองต่อส่ิงเร้าทางสายตาของมนุษย์ อีกหลายสิบปีต่อมาคือในราว
ค.ศ. 1838 นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Esquirol ได้ใช้เคร่ืองมือวัดหลายอย่างซ่ึงรวมไปถึงเคร่ืองมือ
วดั ทางจิตวิทยาด้วย ท้งั นเี้ พ่อื ดูความแตกต่างของความเป็นปัญญาอ่อนในมนุษย์ Esquirol พบว่า การ
ใช้ภาษา (Language Usage) เป็นตัวชบี้ ่งท่ีสาคญั ทสี่ ุดในการบอกระดับของเชาวนป์ ญั ญา แต่เป็นท่ีน่า
เสียดายว่า งานของ Esquirol ไม่ได้ทาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งอีกราวคร่ึงศตวรรษต่อมา จึงพบว่า
ความสามารถในการใชภ้ าษาเป็นส่งิ สาคัญในการวดั เชาวนป์ ญั ญาของมนุษยจ์ รงิ

ในปี ค.ศ. 1904 Charles Spearman นักจิตวิทยาชาวอังกฤษได้ศึกษาทดลองความสัมพันธ์
ระหว่างความสามารถทางประสาทและผลการเรียน ซึ่งทาให้ Spearman เชื่อว่าความสามารถทาง
สมองจะต้องมีอะไรอย่างหน่ึงเป็นตัวกลาง และเมื่อได้ทดลองวัดผลการเรียนของบุคคลในสาขาวิช า
ตา่ ง ๆ เช่น ภาษาฝร่ังเศส ภาษาอังกฤษ คณติ ศาสตร์ ดนตรี ปรากฏว่าผลการเรียนวิชาท่ีไม่เหมือนกัน
เหล่าน้ีมีส่ิงที่เป็นตัวกลางจริง ผลการทดลองสรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดความฉลาดของบุคคล จะมี
ตัวกลางที่เป็นเครื่องแสดงความสามารถทั่วไป (General Ability) แนวคิดนี้คือหลักของทฤษฎีสอง
องคป์ ระกอบ (two-Factor Theory)

ในขณะที่ Spearman พยายามค้นคว้าทฤษฎีการวัดเชาวน์ปัญญาอยู่น้ัน นักจิตวิทยาชาว
ฝรั่งเศสชื่อ Alfred Binet ได้สร้างเครื่องมือวัดเชาวน์ปัญญา (Inteligence Test) ข้ึนสาเร็จ โดย
รว่ มมือกบั Theodore Simon แบบทดสอบดังกล่าว ประกอบด้วยข้อคาถาม 30 รายการ สร้างเสร็จ
ในปี ค.ศ. 1905 ข้อคาถามในแบบทดสอบจะวัดความสามารถด้านความคิด ความเข้าใจและการ
ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับสังคม เช่น ความสามารถในการอธิบายลักษณะของบ้านพ่อแม่
ช้อนส้อมและม้า หรือความสามารถในการพูดซ้าประโยคที่มีคานึง 15 คา เม่ือได้ยินเพียงคร้ังเดียว
เป็นต้น

ในปี ค.ศ. 1908 บิเนต์ ได้ขยายแบบทดสอบให้มีความยากง่าย (Difficulty Power) เพ่ิมเป็น
หลายระดบั โดยใหส้ อดคล้องกับปกตวิ ิสยั (Norms) ของผู้มอี ายรุ ะดบั ตา่ ง ๆ

ในเวลาต่อมา Lewis M. Terman และ Maude A Merrill ชาวอเมริกันได้นาแบบทดสอบ
ของบิเนต์ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ และปรับปรุงอีกหลายคร้ัง แล้วนาไปใช้จนแบบทดสอบน้ี
แพร่หลายไปทั่ว และกลายเปน็ แมบ่ ทของแบบทดสอบเชาวนป์ ัญญาในปัจจุบัน กล่าวคือ แบบทดสอบ
ของบิเนต์ดังกล่าว ได้มีการแก้ไขปรับปรุงใน ค.ศ. 1916, 1937 และ 1960 โดยแบ่งระดับเชาวน์
ปัญญาของบุคคลออกเป็น 20 ระดับ ตั้งแต่เด็กระดับอายุ 2 ขวบ ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ข้อคาถามใน

190

แบบทดสอบท่ใี ชก้ บั เด็ก มักจะใช้วัตถุและรปู ภาพเป็นหลัก ส่วนท่ีใช้กับผู้ใหญ่มักจะเป็นคาถามเก่ีวกับ
แนวความคดิ และความหมายต่าง ๆ ในภาษา

แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาของบิเนต์ท่ีได้รับการปรับปรุงแก้ไข และใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ
ฉบับท่ี L.M. Terman แห่ง Stanford University สหรัฐอเมริกา เป็นผู้อานวยการปรับปรุงเรียกกัน
ว่าแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาสแตนฟอร์ดบิเนต์ (Stanford-Binet Intelligence Test) ดังแสดง
ตัวอย่างแบบทดสอบในภาพท่ี 5.1

ภาพที่ 5.1 ตวั อย่างแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาของสแตนฟอรด์ บเิ นต์
(Stanford-Binet Intelligence Test)

https://psychlopedia.wikispaces.com/Stanford-Binet+Intelligence+Scale

ในแบบทดสอบท่ีปรับปรุงใหม่น้ี เทอร์แมน ได้วางรากฐานให้แก่แนวความคิดเร่ือง IQ
(ซ่ึงในภาษาไทยเรียกว่า ผลหารแสดงเชาวน์ หรือ เกณฑ์ภาคเชาวน์) ที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง
ในปัจจุบัน IQ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างอายุสมอง (MA Mental Age) กับอายุจริง (CA = Chronological
Age) และคูณด้วย 100 [คาว่า IQ บัญญัติข้ึน โดย สเติร์น (William Stern) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน
ต้ังแต่ พ.ศ. 1914]

สตู รการคานวณหา IQ คือ

IQ = อายุสมอง(Mental Age) 100
อายุจรงิ (ChronologicalAge)
ตัวอย่างการคานวณ : เด็กคนหนึ่งมีอายุ 10 ปี ทาแบบทดสอบได้เท่ากับอายุสมอง 12 ปี IQ

ของเดก็ คนนคี้ ือ

191

สูตร อายุสมอง(Mental Age)
อายุจรงิ (ChronologicalAge)
IQ = 100

IQ = 12100 100
10

 IQ ของเด็กคนนีจ้ ะมคี า่ เทา่ กับ 120

การคานวณหาระดับ IQ ดังที่ เทอร์แมน คิดข้ึนนี้ มีข้อจากัด คือ ถ้านาไปใช้กับผู้ใหญ่
จะปรากฏว่า ระดับ IQ ต่าลงเรื่อยๆ ตามอายุ เพราะการเจริญเติบโตทางสมองจะหยุดลงเมื่ออายุ
ประมาณ 15 ปี แต่อายุจริงจะเพิ่มข้ึนเร่ือยๆ ฉะน้ันในระยะหลังนักจิตวิทยาจึงกาหนดให้ใช้อายุจริง
ของผู้ใหญเ่ ท่ากบั 15 ปี ตลอดไป

นอกจากนี้ แบบทดสอบสตปิ ัญญาของ เทอรแ์ มน ยงั มเี รื่องการใชภ้ าษามาก เด็กที่ไม่ถนัดทาง
ภาษาจึงไดค้ ะแนนนอ้ ย ทาใหก้ ารตีความหมายหรือผลของการคานวณ IQ ที่ออกมาผิดพลาดไปได้ ดังน้ัน
ต่อมาจึงมีแบบวัดสติปัญญาที่ยอมรับกันแพร่หลายอีกแบบหน่ึง คือ แบบทดสอบสติปัญญาของเวคส
เลอร์

เดวิค เวคสเลอร์ (David Wechsler, 1896-1981) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันซ่ึงประจาอยู่ท่ี
โรงพยาบาล Bellevue ในนิวยอร์ค ทางานเกี่ยวกับเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคจิต เขาพบว่า เคร่ืองทดสอบ
สติปัญญาที่ใช้อยู่ เช่นของ Standford-Binet โดยมากจะเป็นการทดสอบปากเปล่าและไม่ค่อยเที่ยงตรง
เขาพบว่า คนซงึ่ ปกติมีความรูท้ างวชิ าการสูง มกั จะไมค่ อ่ ยเกง่ ในการแก้ปัญหาในชีวติ ประจาวัน ตรงกันข้าม
คนท่ีทาข้อสอบได้คะแนนต่า แต่การให้เหตุผลในการแก้ปัญหาประจาวันกลับทาได้ดี เขาจึงสร้าง
แบบทดสอบวัดสติปัญญาขึ้นในปี ค.ศ. 1955 เรียกว่า Wechsler Adult Intelligence Scale (WAIS)
ประกอบดว้ ย มาตราวัด 2 มาตรา คือ มาตราวดั ทางภาษา (Verbal Scale) และมาตราวัดการกระทา
(Performance Scale) แต่ละมาตราประกอบด้วยขอ้ สอบย่อยๆ หลายส่วน ดังนี้

มาตราวดั ทางภาษา (Verbal Scale)
ความรู้รอบตัว (Information) ถามความรู้รอบตวั เชน่ ถามวา่ ทับทมิ คอื อะไร
ตัวเลข (Digit Span) ให้พูดซ้าตัวเลขที่ผู้ทดสอบอ่านให้ฟัง เช่น 5, 1, 8, 2 (ท้ังตามและ

ยอ้ นกลบั )
คาศพั ท์ (Vocabulary) ใหน้ ยิ ามคา เชน่ “กาไร” “เศรษฐกจิ ”
คณติ ศาสตร์ (Arithmetic) ใหแ้ กป้ ญั หาทางคณิตศาสตร์โดยใหค้ ิดในใจ เช่น มะม่วงขายใน

ราคา 3 ผล 5 บาท ซ้อื 15 ผล จะกบ่ี าท
ความเข้าใจ (Comprehension) ตอบปัญหาโดยใช้เหตุผลทางภาษา เช่น ทาไมคนเราจึง

เก็บเงินไว้ในธนาคาร

192

ความคล้าย (Similarities) ให้ตอบเปรียบเทียบความคล้าย เช่น อากาศ และน้าคล้ายกัน
อยา่ งไร

มาตราวดั การกระทา (Performance)
การเพิ่มความสมบูรณ์ของภาพที่ขาดไป (Picture Complete) ให้หาว่าส่วนใดในภาพที่

กาหนดให้น้ันหายไป
การจัดภาพ (Picture-arrangement) ให้จัดเรียงลาดับภาพที่กาหนดให้บนบัตรให้เข้ากับ

เหตุการณแ์ ละเล่าเร่ืองใหฟ้ งั
การจดั บล๊อก (Block Design) ให้จัดชน้ิ สว่ นของบล๊อกสีต่างๆ ให้เป็นรูปร่างให้เหมือนกับ

ตัวอย่างท่ีกาหนดให้
ประกอบช้ินส่วน (Object Assembly) ให้ประกอบชิ้นส่วนท่ีกาหนดให้ให้เปน็ รปู ทเ่ี หมาะสม
ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลข (Digit Symbol) ให้ลอกสัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมายลงแทน

ตวั เลข โดยใชเ้ วลาอย่างรวดเร็วเทา่ ท่ีจะทาได้
ระดบั สตปิ ญั ญาของบุคคล
เทอร์แมนและเบอร์ริล (Terman and Merril, 1973) ได้สารวจระดับสติปัญญาของเด็ก

จานวนมากกวา่ 3,000 คน อายตุ งั้ แต่ เกือบ 3 ปี-18 ปี ได้แบ่งระดับเกณฑ์เชาวน์ปัญญา หรือผลหาร
แสดงเชาวนป์ ัญญาของบคุ คล ดงั แสดงในตารางที่ 5.1

193

ตารางที่ 5.1 อธบิ ายถึงระดับเกณฑ์ภาคเชาวน์ปัญญา

ระดับ IQ ความหมาย ความสามารถทางการเรยี นและการงาน

140 ขึ้นไป Genius (อจั ฉรยิ ะ) สามารถเรียนได้ถึงขั้นปริญญาเอก เป็นผู้นาใน

วชิ าการสาขาและอาชีพตา่ งๆ คลอ่ งแคล่ว รวดเร็ว

120-139 Very Superior (ฉลาดมาก) สามารถเรียนจบมหาวิทยาลัย ประกอบอาชีพที่ใช้
110-119 Superior (ฉลาด) สมองได้ดี
เรียนจบปริญญาตรีได้ ทางานพวกก่ึงอาชีพ และ
งานท่ใี ชฝ้ ีมอื ความชานาญพิเศษได้

90-109 Normal หรอื Average มคี วามสามารถปานกลาง เรยี นได้จบมธั ยมศึกษา
(ปกติ ปานกลาง) ตอนปลาย ทางานอาชพี ที่ใช้ความชานาญธรรมดา
ได้

70-79 Borderline (โงค่ าบเสน้ ) มีโอกาสจบชั้นประถมศึกษาได้ มักทางานเป็น
กรรมกรแรงงานหรอื ลูกมอื ปฏิบตั ิงานตา่ งๆ

50-69 Moron (โงเ่ ขลา โงท่ ึม่ ) ตอ้ งได้รบั การสอนเปน็ พิเศษจงึ จะอ่านออกเขียนได้
ทางานประเภทที่ไม่ต้องใช้ความคิดหรืองานฝีมือ
ง่ายๆ ได้ แต่ทางานประเภทท่ีต้องใช้ความคิดไม่ได้
เลย

20-49 Imbecile (โงเ่ ขลา โง่มาก) มีความสามารถเท่ากับเด็ก 6-7 ขวบ ทางานง่ายๆ
ได้แต่ต้องฝึกนาน ป้องกันตัวเองง่ายๆ ได้ เข้าใจ
ภาษาได้ไม่ดนี ัก

ตา่ กว่า 20 Idiot (โง่เงา่ ) ไ ม่ ส า ม า ร ถ ดู แ ล ตั ว เ อ ง ไ ด้ มี ค ว า ม คิ ด แ ล ะ

ความสามารถในการปรับตัวเท่ากับเด็กอายุ 3 ขวบ

ปอ้ งกนั ตวั เองจากอันตรายตา่ งๆ ไม่ได้เลย

ที่มา : กฤตวรรณ คาสม (2557 :109)

194

3. องคป์ ระกอบของสติปัญญา

องค์ประกอบหรือสิ่งที่มีผลต่อเชาวน์ปัญญา ซ่ึงมอริส (Morrisond and Others, 2002 อ้างถึง

ใน พรรณทวิ า รจุ พิ รและคณะ, 2550 :19) กล่าวว่า สิ่งที่เป็นตัวกาหนดเชาวน์ปัญญา คือ พันธุกรรมและ

ส่งิ แวดล้อม

3.1 พนั ธุกรรม
นักจิตวิทยาท่ีเชื่อว่าพันธุกรรมมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญามากกว่าส่ิงแวดล้อม คือ

ศาสตราจารยเ์ จนเสน (Professor Jenden) ซ่ึงได้ศึกษาโดยการวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างเชาวน์
ปัญญาของเครือญาติท่ีมีพันธุกรรมคล้ายคลึงกัน และนาข้อมูลท่ีสะสมไว้ทั้งหมดมาเทียบกัน ดังแสดงใน

ตารางท่ี 5.2 (Cancro, Robert, 1971)

ตารางท่ี 5.2 มธั ยฐานของ t ระหว่างคะแนนไอควิ ของเครือญาติ จาแนกตามความคล้ายทางพนั ธุกรรม

และการเลย้ี งดู

สหสัมพันธร์ ะหวา่ ง มธั ยฐานของ t

1. ฝาแฝด MZ เลี้ยงดว้ ยกัน 0.87

2. ฝาแฝด MZ เลย้ี งแยกกัน 0.76

3. ฝาแฝด DZ เลี้ยงดว้ ยกัน 0.56

4. ฝาแฝด DZ เล้ยี งแยกกนั 0.49

5. พีน่ อ้ งเลี้ยงดว้ ยกนั 0.55

6. พ่ีนอ้ งเลย้ี งแยกกัน 0.47

7. พ่อ-แม่ กบั ลกู 0.50

8. ลงุ ป้า น้า อา กบั หลาน 0.34

9. ปู่ ย่า ตา ยาย กับหลาน 0.27

10. ลูกพล่ี ูกนอ้ ง 0.26

11. พอ่ แม่ กบั ลกู เล้ยี ง 0.20

12. เดก็ ไมเ่ กี่ยวดองกันแต่เล้ยี งดว้ ยกัน 0.24

13. เดก็ ไมเ่ ก่ียวดองกันและเล้ยี งแยกกัน 0.01

หมายเหตุ MZ = Monozygotic Twins ฝาแฝดเกดิ จากไข่ใบเดยี วกัน

DZ =Dizygotic Twins ฝาแฝดเกิดจากไข่คนละใบ

ทมี่ า : กาญจนา ไชยพันธแ์ ละคณะ (2550 :198)

195

ข้อมูลดังกล่าว แสดงอย่างชัดเจนว่า เชาวน์ปัญญาของบุคคลสาสมารถถ่ายทอดทาง
พนั ธกุ รรม ศาสตราจารยเ์ จนแสน กล่าววา่ ความแตกต่างของเชาวน์ปัญญาในกลุ่มประชากรหน่ึงเกิดจาก
พันธกุ รรม 80% สว่ นอีก 20% เกิดจากสง่ิ แวดล้อม

3.2 สงิ่ แวดล้อม
ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมท่ีมีผลต่อเชาวน์ปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ (ภาควิชาจิตวิทยา

การศึกษา, 2547 อา้ งถงึ ใน กาญจนา ไชยพนั ธ์,ุ 2550 :199-200) คือ
3.2.1 สง่ิ แวดลอ้ มทางชีวภาพ ได้แก่ สภาพรา่ งกายของมารดาท่ีมีผลต่อพัฒนาการของทารก

ในครรภ์โดยตรง เร่ิมต้งั แต่มชี ีวติ อย่ใู นครรภ์จนกระทั่งคลอด ถ้ามารดาขณะตั้งครรภ์ติดเช้ือโรคหรือได้รับ
สารพิษ มีสภาพครรภ์ผิดปกติ การคลอดก่อนกาหนด สิ่งเหล่านี้มีผลต่อเชาวน์ปัญญาของบุคคลทั้งส้ิน
รวมถึงการเลี้ยงดู การได้รับอาหารไม่ครบถ้วน ก็มีผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย ทาให้ระบบประสาท
กระทบกระเทือนด้วย

3.2.2 สิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ ตัวบุคคล ของเล่น ส่ือการศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่แวดล้อม
เด็ก เช่ือกันว่าสงิ่ แวดลอ้ มทางสังคมมผี ลต่อเชาวน์ปัญญาของเด็ก

นอกจากนี้การวจิ ัยทน่ี ่าสนใจเก่ยี วกบั ความสาคัญของส่ิงแวดล้อมท่ีมีผลต่อเชาวน์ปัญญาเป็น
การศึกษาระยะยาว เป็นเวลารวมทั้งหมดถึง 30 ปี ของสกีลส (Skeels , 1966 อ้างถึงใน สุรางค์
โค้วตระกูล, 2533) โดยติดตามศึกษาเด็กกาพร้า 25 คน ที่อยู่ในสถานเล้ียงเด็กกาพร้า การทดสอบ
เชาวน์ปัญญาของเด็กทั้ง 25 คน ปรากฏผลว่า เด็ก 12 คนมีคะแนนไอคิว เฉล่ีย 84 และอีก 13 คน มี
คะแนนไอคิว เฉลี่ย 64 เด็ก 13 คน หลังได้ถูกย้ายให้ไปอยู่ในสถาบันเด็กปัญญาอ่อนท่ีได้รับการดูแลเอา
ใจใส่เป็นรายบุคคลดีกว่าเด็ก 12 คน ท่ียังอยู่ในสถานเล้ียงเด็กกาพร้าต่อไป หลังจากเวลาผ่านไปปีคร่ึง
สกิลล์ ได้วัดระดับเชาวน์ปัญญาของเด็ก 13 คน ท่ีอยู่ในสถานบันเด็กปัญญาอ่อน ปรากฏว่า มี ไอคิว
เฉล่ียสูงข้ึน 28 หน่วย หรือมี ไอคิว เฉล่ีย 92 เด็กเหล่าน้ีมีคนมาขอไปเป็นบุตรบุญธรรม และเม่ือเวลา
ผ่านไป 30 ปี เด็กเหล่านี้ เป็นผู้ใหญ่ที่มีการดารงชีวิตเหมือนคนท่ัวไป มีการศึกษาเฉลี่ยชั้นมัธยมศึกษา
และมีอาชีพทุกคน ส่วนเด็ก 12 คน ที่ยังคงอยู่ในสถานกาพร้าต่อ แม้ว่าจะเริ่มมีไอคิวสูงกว่าเดิม แต่เม่ือ
วัดหลังจาก 2 ปีต่อมา ไอคิว เฉลี่ยลดลงเหลือ 61 และเม่ือติดตามผล 30 ปีต่อมาปรากฏว่าเด็กจานวน
12 คน ที่ยังอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกาพร้ามีระดับการศึกษาเฉล่ียเพียงชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 นอกจากนี้
เพียง 8 คนได้ออกจากสถานเล้ียงเด็กไปอยู่ข้างนอก ส่วนอีก 4 คน ยังคงอยู่ในสถานเล้ียงเด็กต่อไป ใน
กลุ่มท่ีออกไปอยู่ข้างนอก มีผู้ทางานสามารถเลี้ยงชีพด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว คือ ทางานล้างจาน
ร้านอาหารแห่งหน่ึง ซ่ึงเป็นงานที่ไม่ต้องการความรู้หรือทักษะพิเศษแต่อย่างใด จากการวิจัยดังกล่าว
สรุปได้ว่า ส่ิงแวดล้อมมีผลต่อเชาวน์ปัญญาเช่นกัน ถึงแม้ว่า เชาวน์ปัญญาจะเกิดจากองค์ประกอบจาก
พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมก็มีโอกาสเปล่ียนแปลงได้ ไทเลอร์ (Tyler, 1965 อ้างถึงใน กาญจนา ไชย

196

พันธ์ุ, 2550 :200) กล่าวว่า เชาวน์ปัญญาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงวุฒิภาวะและการ
เรียนรู้ การวิจัยว่าการพัฒนาเชาวน์ปัญญาอาจพัฒนาขึ้นไปเร่ือย ๆ จนเกินเลยอายุ 21 ปีได้ ถ้าบุคคล
ได้รับการศึกษาอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่า เชาวน์ปัญญาข้ึนกับการใฝ่หาความรู้ติดต่อกัน
(วภิ า ภกั ดี, 2547)

ดังน้ัน เชาวน์ปัญญาไม่ได้ขึ้นกับพันธุกรรมอย่างเดียว แต่มีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวประกอบ
โดยเฉพาะปัจจุบัน นักจิตวิทยาและนักการศึกษาส่วนมากจะยึดถือทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรม
และสงิ่ แวดลอ้ ม (สรุ างค์ โค้วตระกูล, 2541)

4. ทฤษฎที างสติปญั ญา

4.1 ทฤษฎีสององค์ประกอบ (Two-Factors Theory)

ภาพท่ี 5.2 ชาร์ล สเพยี ร์แมน (Charles Spearman)
ทีม่ า : http://tanc.reblog.hu/csillagok-szuletnek-001

ชาร์ล สเพียร์แมน (Charles Spearman, 1863-1945 อ้างใน Kendra, 2010) นักจิตวิทยา
ชาวอังกฤษได้กล่าวถึงโครงสร้างของสติปัญญาว่าสติปัญญาของมนุษย์ประกอบด้วยความสามารถ 2
องคป์ ระกอบ คือ

4.1.1 องค์ประกอบท่ัวไป (General Factor หรือ G-Factor) คือ ความสามารถพ้ืนฐาน
ท่ัวไปที่มีอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ทุกชนิด เช่น ความสามารถในการอ่านหนังสือ ความสามารถในการฟัง
คาส่ัง ท่ีเกิดในการดารงชวี ิต เปน็ ตวั ช้คี วามฉลาดของมนุษย์ และสืบทอดทางพันธุกรรม

4.1.2 องค์ประกอบเฉพาะ (Specific Factor หรือ S-Factor) คือ ความสามารถเฉพาะใน
การทากิจกรรมอย่างใดอยา่ งหนง่ึ สบื เน่ืองมาจากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ เป็นความสามารถพิเศษ
เช่น ความสามารถเฉพาะทางศิลปะ ความสามารถเฉพาะทางเครื่องจักรกล ในการทากิจกรรมใดกิจกรรม
หนึง่ ของสมองมนุษย์ จะต้องอาศัยท้ังองค์ประกอบทั่วไปและองค์ประกอบเฉพาะที่เกี่ยวข้อง เช่น การคิด

197

ประดิษฐ์รถยนต์จะต้องใช้ทั้งความสามารถทั่วไปในการฟังหรืออ่านเพ่ือให้เกิดความเข้าใจ และ
ความสามารถเฉพาะทางเคร่ืองจักรกล

4.2. ทฤษฎีสมรรถภาพสมองข้ันพื้นฐานของเธอร์สโตน (Thurstone’s Primary Mental
Abilities Theory)

ภาพท่ี 5.3 หลยุ ส์ แอล เธอรส์ โตน (Louis L. Thurstone)
ทมี่ า : http://mrhicksisintelligent.weebly.com/thurstones-primary-mental-abilities.html

หลุยส์ แอล เธอร์สโตน (Louis L. Thurstone: 1987-1955 อ้างใน Kendra, 2010)
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ใช้วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบสร้างแบบทดสอบวัดสมรรถภาพพื้นฐานทาง
สมอง (Primary Mental Abilities) ผลการศึกษาพบว่า สมองมนุษย์ประกอบด้วยความสามารถเป็นกลุ่ม
โดยแต่ละกลุ่มจะทาหน้าที่หรือมีความสามารถพิเศษเป็นชนิดๆ ไปโดยเฉพาะ แต่ก็อาจทางานรวมกับ
กลุ่มอน่ื ๆ ได้ ความสามารถดงั กล่าวมที ั้งหมด 7 กล่มุ ด้วยกนั คือ

4.2.1 ความไวในการรับรู้ (Perceptual Speed) เป็นความสามารถของระบบประสาท
สัมผสั ในการรับรูต้ อ่ สิง่ เร้าได้อย่างรวดเร็ว ละเอียด ถูกต้อง วิชาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพ สมองชนิด
นี้ ได้แก่ งานตรวจสอบคุณภาพต่างๆ ช่างซ่อมนาพิกา ช่างถ่ายรูป ช่างพิมพ์ดีด หรือช่างอิเล็กทรอนิกส์
ฯลฯ

4.2.2 ความเข้าใจภาษา (Verbal Comprehension) เป็นความสามารถในการส่ือ
ความหมายทางภาษา ได้แก่ การเข้าใจคาศัพท์ตลอดจนการแปลความและการตีความหมายของข้อความ
ตา่ งๆ วิชาชีพที่เก่ียวกับสมรรถภาพสมองชนิดนี้ ได้แก่ ครู นักกฎหมาย นักภาษาศาสตร์ หรือนักวิจารณ์
ฯลฯ

198

4.2.3 ความคล่องแคล่วในการใช้คา (Word Fluency) เป็นความสามารถในการใช้ถ้อยคา
ท้ังในการเจรจาและการประพันธ์ร้อยแก้ว ร้อยกรอง วิชาชีพท่ีเก่ียวข้องกับสมรรถภาพ สมองชนิดน้ี
ไดแ้ ก่ นกั เขยี น นักประพันธ์ นักหนังสอื พิมพ์ หรือนักโฆษณา ฯลฯ

4.2.4 ความสามารถด้านคานวณ (Numerical Ability) เป็นความสามารถที่เกี่ยวข้องกับ
ทกั ษะในการคิด การคานวณตวั เลข วิชาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพสมองชนิดนี้ ได้แก่ นักคณิตศาสตร์
นกั สถติ ิ นักฟสิ ิกส์ หรือสมหุ บ์ ัญชี ฯลฯ

4.2.5 ด้านความจา (Memory) เป็นความสามารถในการบันทึกเร่ืองราวต่างๆ รวมทั้ง การมี
สติระลึกเจนสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการจาชนิดท่ีไร้ความหมาย หรือมี
ความหมายก็ตาม

4.2.6 ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Visualization) เป็นความสามารถในการมองเห็น โครงสร้าง
ท่ีเกิดจากความสัมพันธ์ในหลายมิติ ได้แก่ ความใกล้-ไกล สูง-ต่า วิชาชีพท่ีเกี่ยวข้องกับสมรรถภาพสมอง
ชนิดน้ี ได้แก่ นักออกแบบเขยี นแปลน นกั วางผังเมือง วิศวกร หรอื สถาปนกิ ฯลฯ

4.2.7 ด้านเหตุผล (Reasoning) เปน็ ความสามารถในการใช้วิจารณญาณเพ่ือการจับประเด็น
และการวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปท่ีสมเหตุสมผล สมรรถภาพทางสมองชนิดน้ีถือเป็นยอดปรารถนาของ
การเรียนทุกชนิดของมนุษยท์ ุกระดับชัน้

4.3 ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford’s Structure of Intellectual
Model)

ภาพที่ 5.4 กิลฟอร์ด (Guilford)
ทม่ี า : http://kitsadayut-news.blogspot.com/2012/09/guilford.html

จอย พอล กิลฟอร์ด (Joy Paul Guilford: 1897-1987 อ้างใน Plucker, 2009) นักจิตวิทยา
ชาวอเมริกัน ได้แบ่งสมรรถภาพทางสมองออกเป็น 3 มิติ คือ มิติเน้ีอหา มิติการคิด และมิติผลของการ
คดิ

199

4.3.1 : มิตเิ น้อื หา (Content) หมายถึง ข้อมูลหรอื สิง่ เร้าที่เป็นสื่อในการคิด ประกอบ ด้วย 4
ลกั ษณะ คอื

4.3.1.1 ภาพ (Figure) หมายถึง ข้อมูลหรือส่ิงเร้าที่เป็นรูปธรรมท่ีบุคคลสามารถรับรู้
และทาให้เกดิ ความรสู้ ึกนึกคิดได้

4.3.1.2 สัญลักษณ์ (Symbol) หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปเครื่องหมายต่างๆ เช่น
ตัวอกั ษร ตวั เลข โน้ตดนตรี รวมทัง้ สญั ลกั ษณอ์ น่ื ๆ

4.3.1.3 ภาษา (Semantics) หมายถึง ข้อมูลท่ีอยู่ในรูปของถ้อยคาท่ีมีความ หมายต่างๆ
กนั สามารถใช้ตดิ ต่อส่อื สารได้ เช่น เพ่ือน โกรธ ต่นื เต้น ฯลฯ

4.3.1.4 พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในรูปของการแสดงออกกิริยา
อาการ หรือการกระทาที่สามารถสังเกตเห็น รวมท้ังทัศนคติ การรับรู้ การคิด ความปรารถนาต่างๆ เช่น
การยมิ้ การหวั เราะ การแสดงความคิดเห็น ฯลฯ

4.3.2 : วิธีการคิด (Operation) หมายถึง มิติที่แสดงถึงลักษณะกระบวนการทางานของ
สมอง ประกอบด้วย 5 ลกั ษณะ คือ

4.3.2.1 การรู้การเข้าใจ (Cognition) หมายถึง ความสามารถในการตีความของสมองต่อ
สิ่งเร้าต่างๆ ทาให้บุคคลมีการรู้จักและเข้าใจส่ิงต่างๆ เช่น เมื่อเห็นแผ่นป้ายทรงกลมที่ทาพื้นสีแดงและมี
เสน้ ขาวตรงกลางก็บอกได้วา่ เปน็ สัญลกั ษณข์ องการห้ามผ่าน

4.3.2.2 การจา (Memory) หมายถึง ความสามารถในการเก็บสะสมความรู้และข้อมูล
ต่างๆ ที่ได้จากประสบการณเ์ ดิมไวไ้ ด้ และสามารถระลึกไดเ้ มื่อตอ้ งการ เช่น การจาสูตรคณิตศาสตร์

4.3.2.3 การคิดแบบเอกนัย หรือความคิดกระจาย (Divergent Thinking) หมายถึง
ความสามารถในการคิดหลายๆ แง่มุมเกี่ยวกับส่ิงใดส่ิงหน่ึง เช่น สามารถคิดได้ว่าขวดพลาสติกท่ีเหลือใช้
สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ใดได้บ้าง

4.3.2.4 การคิดแบบอเนกนัย หรือความคิดรวม (Covergent Thinking) หมายถึง
ความสามารถในการคิดหาข้อสรุปที่ดีท่ีสุดจากส่ิงที่คิดได้ท้ังหลาย เช่น สามารถคิดได้ว่าจากสถานการณ์
ท่ีเกิดขึ้นหลายๆ สถานการณ์จะทาให้เกิดปญั หาสาคัญใด

4.3.2.5 การประเมนิ (Evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินหรือตีค่าของสิ่ง
ใดส่งิ หน่ึงโดยอาศยั เกณฑ์ที่ดที ี่สุด เช่น ตดั สินไดว้ า่ การกระทาเช่นนั้นดหี รือเลว เพราะอะไร

4.3.3 ผลของการคิด (Product) หมายถึง มิติที่แสดงถึงผลที่ได้จากการทางานของสมอง
เม่ือสมองไดร้ บั ข้อมูลจากมติ ทิ ี่ 1 และใช้ความสามารถในการตอบสนองถึงข้อมูล หรือสิ่งเร้าที่ได้รับในมิติ
ท่ี 2 หรืออาจกล่าวได้อกี อยา่ งว่า ผลของการคิดเกิดจากการทางานของมิติที่ 1 และมิติที่ 2 นั่นเอง ซึ่งผล
การคดิ ประกอบด้วย 5 ลกั ษณะ คือ

200

4.3.3.1 หน่วย (Units) หมายถึง ส่ิงใดส่ิงหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวและแตกต่างไปจาก
สิ่งอน่ื ๆ เปน็ รูปร่างทป่ี รากฏ เชน่ กระตา่ ย ดอกมะลิ ปากกา

4.3.3.2 จาพวก (Classes) หมายถึง กลุ่มของหน่วยต่างๆ ที่มีลักษณะบางประการ
ร่วมกนั เช่น ประเภทของดอกมะลิ กุหลาบ กลว้ ยไม้ ฯลฯ

4.3.3.3 ระบบ (System) หมายถึง การจัดประเภทของสิ่งเร้าต่างๆ ให้เป็นระบบแบบ
แผน เช่น 2, 4, 6, 8, 10 เป็นระบบเลขคู่

4.3.3.4 ความสัมพันธ์ (Relatives) หมายถึง การเกี่ยวข้องเช่ือมโยงซึ่งกันและกันของส่ิง
ต่างๆ อาจอยู่ในรปู ของหน่วยกบั หนว่ ย จาพวกกบั จาพวก ระบบกับระบบ เช่น ครกู บั โรงเรยี น

4.3.3.5 การแปลงรูป (Transformation) หมายถึง การเปล่ียนแปลงปรับปรุงหรือ การ
จดั องค์ประกอบของข้อมูลออกมาในรูปใหม่ เชน่ การเปล่ยี นแปลงรูปล่เี หลีย่ มเป็นเส้นตรงสเี่ สน้ (IIII)

4.3.3.6 การประยุกต์ (Implication) หมายถึง การคาดคะเน การคาดหวัง และการ
ทานายสงิ่ ต่างๆ หรอื เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ว่าจะมสี ่ิงใดเกดิ ขน้ึ ตามมา

กิจกรรมทางสมองแต่ละครั้งจะต้องปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดใน 5 อย่าง เนื้อหาที่
ป้อนเข้ามาก็จะเป็นชนิดใดชนิดหน่ึงใน 4 ชนิดและผลผลิตที่เกิดจากการปฏิบัติการของสมองจะออกมา
เป็นผลชนิดใดชนิดหนึ่ง 6 ชนิดน้ันเสมอ ตัวอย่าง คนไปตลาดเห็นมะม่วงหลากหลายพันธ์ุขายอยู่
ที่แผง เขาสามารถจาแนกพนั ธุ์ของมะมว่ งตา่ งๆ ได้ แสดงว่า คนคนน้ีมกี ิจกรรมทางสมองดงั นี้

1. เนอื้ หา คือภาพ (ภาพของมะม่วงแต่ละพนั ธ์ุที่เขามองเหน็ )
2. ปฏบิ ัตกิ ารทางสมอง คอื การรู้จักพนั ธ์ุของมะม่วงแตล่ ะลูกว่าเปน็ มะม่วงพันธุ์อะไร
3. ผลผลิต กค็ อื ความสามารถของบคุ คลน้ันในการมองภาพแลว้ ร้ปู ระเภทได้
ดังนั้นถ้าพิจารณาทั้ง 3 ด้าน (ผู้ศึกษาเรื่องสติปัญญาบางคนก็เรียกว่า 3 มิติ) แล้ว
ความสามารถทางสมองของคนมอี งค์ประกอบ 120 ชนดิ (4 x 5 x 6) ดังแสดงในภาพที่ 5.5

201

ภาพท่ี 5.5 ความสามารถทางสมองของคนมีองค์ประกอบ 120 ชนิด
ที่มา : http://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?ID=50909
4.4 ทฤษฎที างสติปัญญาของ จอง เพียเจต์ (Jean Piaget)

ภาพที่ 5.6 จอง เพียเจต์ (Jean Piaget)
https://en.wikipedia.org/wiki/Jean_Piaget

202

จอง เพียเจต์ (Jean Piaget, : 1896-1980 อ้างถึงใน Howard Gardner, 2010 :18-22)
การ์ดเนอร์ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ของ เพียเจต์ ไว้ว่า จอง เพียเจต์
นักจิตวิทยาชาวสวิส เร่ิมงานทเ่ี กี่ยวกับไอคิวราวปี ๑๙๒๐ เป็นงานวิจัยในห้องแล็ปของไซมอน และ
ตอ่ มา เพียเจต์ สนใจเปน็ พเิ ศษในการตอบผิดในข้อทดสอบทางสติปัญญาของเด็ก เพียเจต์ เชื่อว่า การ
ตอบสนองของเด็กไม่ได้ถูกตัดสินในทางปฏิบัติและสรุปว่า คาตอบของเด็กวัยต่างกันมีความแตกต่าง
กนั และไมค่ วรด่วนสรปุ วา่ เดก็ ตัวฉลาดกว่าเด็กเลก็ หรอื คาตอบของเด็กเลก็ ผดิ เสมอ

เพียเจต์ไม่ยอมรับกระบวนการของการทดสอบทางเชาวน์ปัญญา แต่เขาพยายามค้นพบ
แนวคิดของเขาเอง เพราะจากแนวคิดของบิเนต์และไซมอนยังไม่เพียงพอ สิ่งแรก คือ การ
เปล่ยี นแปลง IQ เป็นผลจากการสงั เกตและการทดลอง ไม่ใช่ทฤษฎี มันเป็นเพียงการทดสอบเบ้ืองต้น
ที่ทานายเพียงผลสาเร็จในการเรียน ไม่ได้เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทางานของสมองเลย ไม่มี
กระบวนการท่ีใช้ในการแก้ปัญหา และไม่มีคาตอบท่ีชัดเจน เราใช้ภาษาในทักษะของแต่ละคนในการ
ใชค้ า และการเช่ือมโยงความแตกตา่ ง ระหวา่ งทกั ษะการพดู เขา้ ด้วยกัน

มขี อ้ มลู มากมายทบี่ อกรายละเอยี ดเกี่ยวกับการทดสอบเชาว์ปัญญา มีผลจากความรู้ที่เคย
ได้รับจากการใช้ชีวิตในสังคมท่ีมีลักษณะเฉพาะและสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ตัวอย่างเช่น
ความสามารถในการใหค้ วามหมายของคาว่า การล่วงละเมิด หรือระบุช่ือนักเขียน เป็นการตอบที่บ่ง
บอกถึงการศึกษาหรือลักษณะครอบครัว ในทางตรงกันข้าม การทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นการกาหนด
ทักษะท่ีซึมซับข้อมูลใหม่หรือการแก้ปัญหาแบบใหม่ ส่ิงนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นความรู้ตกผลึกมากกว่า
ความรู้แบบไหล ซึง่ มจี ดุ สาคัญท่นี ่าสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลสามารถซ่อนอยู่ในสมองที่ทาให้
เกดิ กระบวนการกลายเปน็ บุคคลที่มคี วามแตกตา่ ง มนั ไม่สามารถแสดงการเริ่มต้นหรือแก้ปัญหาใหม่ๆ
ได้ หรือมีการแสดงออกของ IQ ใกล้เคียงระดับอัจฉริยะได้ อย่างไรก็ตาม เพียเจต์ กล่าวว่าการศึกษา
ความคิดของมนุษย์จะต้องเริ่มจากความพยายามเข้าใจธรรมชาติความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อ
สันนิษฐานท่ีเป็นรูปแบบต่อเนื่องและมีความพยายามท่ีจะสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพียเจต์ ได้พยายาม
ออกแบบธรรมชาติของแตล่ ะบคุ คลในโลกว่ามีปฏิกริ ิยาอย่างไรต่อผู้อ่ืน เท่ากันกับธรรมชาติของบุคคล
ในโลก และรวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือไม่ สุดท้ายเขาได้รวบรวมมันเข้าด้วยกันในเรื่อง
ของการรับรใู้ นรูปแบบทเ่ี ขา้ ใจง่ายทางธรรมชาตทิ างดา้ นร่างกายและสังคม

เพียเจต์ กล่าวถึงพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ดังน้ี ในข้ันแรกนั้น ทารกจะสามารถรับรู้
ทกุ ส่ิงไดจ้ ากการสัมผสั ผ่านการแสดงออกทางร่างกาย หลังจากนั้น ๑ หรือ ๒ ปีจะเร่ิมต้นท่ีการฝึกหัด
ระบบสัมผัสส่ิงต่างๆ โดยเริ่มจากวัตถุท่ีใกล้เคียงกับชีวิต ทาให้วิถีชีวิตของเขามีสภาพแวดล้อมท่ีน่า
พอใจและทาให้เขาประทับใจในสิ่งนี้ต่อไป อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้จนกว่าจะหมดเวลา ต่อมาสาหรับ
เด็กท่ีพึ่งหัดเดินจะพัฒนาการทางด้านจิตใจ โดยเป็นการแสดงออกท่ีมีคุณค่ามหาศาลในการ

203

แสดงออกทางนามธรรม ในเวลาเดียวกันเด็กจะสามารถใช้ชีวิตโดยสังเกตจากสัญลักษณ์จนกลายเป็น
ทกั ษะในการใชร้ ะบบสญั ลักษณท์ ่ีหลากหลาย เช่นภาษาและการวาดภาพตอ่ ไป

การรับร้เู หล่าน้ีค่อยๆพัฒนาความสามารถทั้งรูปธรรมและนามธรรม ในช่วงอายุประมาณ
๗ - ๘ ปี เม่ือเด็กมีการรับรู้ในขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นน้ีจะ
เร่ิมจากอายุ ๗ – ๑๑ ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้าง
กฎเกณฑแ์ ละตงั้ เกณฑ์ในการแบ่งสิง่ แวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยน้ีมีความสามารถท่ีจะเข้าใจ
เหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาส่ิงต่างๆ ท่ีเป็นรูปธรรมได้ สามารถท่ีจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของ
ส่ิงต่างๆ โดยท่ีเด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลวจานวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ยังมีน้าหนัก
หรอื ปริมาตรเท่าเดิม สามารถทจ่ี ะเขา้ ใจความสมั พนั ธข์ องส่วนยอ่ ย สว่ นรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยน้ี
คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ นอกจากน้ันความสามารถในการจาของเด็กในช่วงน้ีมี
ประสทิ ธภิ าพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจ
ความคดิ ของผอู้ น่ื ได้ดี เด็กจะใชเ้ หตผุ ลอย่างเป็นระบบกับสง่ิ ทั่วไป ทั้งตวั เลข เวลา พ้ืนที่ ความสัมพันธ์
ระหว่างเหตุและผลและความชอบ แตจ่ ะยงั ไมม่ กี ารแสดงออกในเชิงนามธรรม

ในแนวคิดของเพียเจต์ ช่วงเร่ิมเป็นวัยรุ่นในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal
Operational Stage) น้ีจะเร่ิมจากอายุ ๑๑ – ๑๕ ปี ในขั้นน้ีพัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด
ของเด็กวัยน้ีเป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะ
สามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถท่ีจะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงท่ีเห็นด้วยการรับรู้ท่ีสาคัญเท่ากับ
ความคิดกับส่ิงที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยน้ีมีความคิดนอกเหนือไปกว่าส่ิงปัจจุบัน สนใจที่จะสร้าง
ทฤษฎีเก่ียวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจท่ีจะคิดพิจารณาเก่ียวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือส่ิงท่ีเป็น
นามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ ๖ ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็น
ประสบการณ์ สาคัญทีเ่ ด็กควรไดร้ บั การสง่ เสรมิ มี ๖ ขั้น ไดแ้ ก่

๑. ข้ันความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเร่ิมรับรู้ในความแตกต่างของ
สิ่งของทีม่ องเห็น

๒. ขน้ั รู้สง่ิ ตรงกันข้าม (Opposition) ข้นั นีเ้ ดก็ รู้ว่าของต่างๆ มลี ักษณะตรงกันข้ามเป็น
๒ ดา้ น เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่

๓. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดส่ิงท่ีเกี่ยวกับลักษณะท่ีอยู่ตรง
กลางระหว่างปลายสดุ สองปลาย เช่น ปานกลาง นอ้ ย

๔. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเน่ือง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเก่ียวกับการ
เปลีย่ นแปลงของสิ่งตา่ งๆ เชน่ บอกถึงความเจรญิ เติบโตของตน้ ไม้

204

๕. ขั้นรู้ผลของการกระทา (Function) ในข้ันน้ีเด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการ
เปลย่ี นแปลง

๖. ข้ันการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทาให้ของ
ส่ิงหน่ึงเปล่ียนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียม คือจะให้เหตุผลมากข้ึนกว่าการแสดงออก
หรอื การใชส้ ัญลักษณแ์ ตย่ ังมขี ้อเสนอทีท่ าให้ทกั ษะการใชเ้ หตผุ ล สมบรู ณ์ขึ้น

จุดเด่นของทฤษฎี พบว่า เพียเจต์ ให้ความสาคัญกับวัยเด็กอย่างจริงจัง เห็นปัญหา
เหล่านั้นเป็นสาคัญ เด็กจะพัฒนาในแต่ละขั้นโดยที่ไม่ข้ามขั้น ตัวอย่างเช่น ในข้ันปฏิบัติการคิดด้าน
รูปธรรม (Concrete Operation Stage) ข้ันน้ีจะเริ่มจากอายุ ๗ – ๑๑ ปี พัฒนาการทางด้าน
สติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งส่ิงแวดล้อม
ออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยน้ีสามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาส่ิงต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้
สามารถท่ีจะเข้าใจเกี่ยวกับเร่ืองความคงตัวของส่ิงต่างๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลว
จานวนหนึ่งแม้ว่าจะเปล่ียนรูปร่างไปก็ยังมีน้าหนัก หรือปริมาตรเท่าเดิม สามารถที่จะเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยน้ีคือความสามารถในการคิดย้อนกลับ
นอกจากนนั้ ความสามารถในการจาของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพข้ึน สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้
อยา่ งสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อ่ืนได้ดี เด็กจะเรียนรู้ด้วยการนับ
เลข จานวน ความสัมพันธ์ เช่นเดียวกันในขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational
Stage) เด็กจะมีโครงสร้างรับรู้เหตุผลมากข้ึนแต่ไม่สามารถวัดเชาว์ปัญญาได้ เพียเจต์ ต้ังใจทาให้
ออกมาในเชิงปรชั ญา โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เขาคิดว่าน่ีเป็นศูนย์กลางของความฉลาดของมนุษย์ รวมไป
ถงึ ลาดับพนื้ ฐานของเวลา พื้นที่ว่าง ตวั เลขและความสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน เพียเจต์ ยังให้ความสาคัญ
ของกลุ่มวัฒนธรรม ว่ามีผลต่อสติปัญญา ซึ่งนับว่าเป็นคุณค่าสูงสุดท่ีได้รับการยอมรับ จาก
นกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละนกั ปรัชญาชาวตะวนั ตกอีกดว้ ย
แต่ในขณะเดียวกัน ในจุดเด่นน้ีก็กลายเป็นจุดอ่อนของ เพียเจต์ ยกตัวอย่างคือ มีเด็กสามารถนับเลข
แยกส่วนประกอบ ไดใ้ นตอนอายุ ๓ ขวบซ่ึง เพียเจต์ กล่าวถึงสติปัญญาเช่นนี้ในข้ันปฏิบัติการคิดด้าน
รปู ธรรม (Concrete Operation Stage) คอื อายุ ๗ – ๑๑ ปี

205

4.5 ทฤษฎสี ติปัญญาหลากหลายองค์ประกอบ (The Multiple Intelligence Theory)

ภาพที่ 5.7 โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Garner)
ท่ีมา : https://www.psyciencia.com/2016/17/howard-gardner-una-mala-persona-no-llega-

nunca-a-ser-un-buen-profesional-la-vanguardia/

โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Garner,1943-ปัจจุบัน อ้างใน Cooper, 2009c, Garner,
1999) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้เสนอทฤษฎีสติปัญญาหลากหลายองค์ประกอบ (Multiple
Intelligence Theory) ใน ค.ศ. 1983 เขาอธิบายว่า สติปัญญาประกอบด้วยความสามารถหลากหลาย
องค์ประกอบ โดยความสามารถแต่ละองค์ประกอบจะเป็นอิสระต่อกัน เป็นความสามารถของมนุษย์ท่ีจะ
ค้นหาปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา รวมไปถึงความสามารถในการคิดค้นส่ิงใหม่ๆ เพ่ือตอบสนองหรือ
รับใช้สังคมของตน เขาต้องการแสดงให้เห็นอย่างเจาะจง และกระตุ้นเตือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะครูว่า เด็ก
แต่ละคนมีปญั ญาหรอื ความฉลาดหลายด้าน ซึ่งเปน็ หน้าที่ของครูที่จะต้องค้นหา เพ่ือสามารถช่วยกระตุ้น
หรอื จัดการเรยี นรใู้ นห้องเรียนใหเ้ หมาะกบั เดก็ แตล่ ะคน โดยการจาแนกความฉลาดของมนุษย์ออกได้เป็น
7 ด้าน ซึ่งต่อมาได้เพ่ิมเข้าไปอีก 2 ด้าน รวมเป็น 9 ด้าน ดังน้ี (จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ, ออนไลน์
:2559)

4.5.1 ความฉลาด 9 ดา้ น (Mutiple Intelligence Theory)
4.5.1.1 Visual/Spatial Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยการมองเห็นภาพ/มิติ

เก็บข้อมูลจากการมองเห็นจนเกิดความ คิดในเชิงมิติ และปรากฏภาพในสมอง และจดจาภาพเหล่านั้น
เป็นข้อมูลไว้ใช้ต่อไป ชอบเรียนรู้ด้วยแผนท่ี ตาราง แผนภูมิ กราฟ รูปภาพ วิดิทัศน์ และภาพยนตร์ ให้
ความสาคัญกับความเข้าใจที่จะนาไปสู่การลงมือกระทา เป็นทักษะที่ทาให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ บันทึกไว้
ในสมอง เกิดภาพในใจ จนสามารถคิดค้นส่ิงต่างๆ หรือแก้ไขปัญหา ทักษะของเด็กที่เก่งด้านนี้ อาทิ ต่อ
ภาพปริศนา การอ่าน เขียน และทาความเข้าใจแผนภูมิ กราฟ และเก่งเร่ืองทิศทาง สเก็ตภาพ วาดเขียน

206

รวมไปถึงการออก แบบภาพมิติต่างๆ หรือจัดการภาพได้ดี โตขึ้นมีแนวโน้มท่ีจะประกอบอาชีพบางอย่าง
ได้ดี เช่น ผู้นาทาง/ออกแบบการนาทาง ศิลปิน ภาพปั้น สถาปัตย์ นักออกแบบภายใน วิศวกร ฯลฯ

4.5.1.2 Verbal/Linguistic Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยการฟัง พูด และใช้
ภาษา และมีทักษะในการฟัง อ่าน เขียน ใช้คา พัฒนาทักษะด้านการฟังและการพูดได้ดี ความคิดมักจะ
ออกมาเป็นคาพูดมากกว่าเป็นภาพ เก่งท่ีจะเล่าเรื่อง อธิบาย สอน พูดขาขัน เข้าใจความหมายในคาพูด
ได้ดี จดจาข้อมูล พูดชักจูงโน้มน้าวคนอ่ืน อธิบายวิเคราะห์การใช้คาพูด ซ่ึงเมื่อโตข้ึน มีแนวโน้มท่ีจะทา
อาชีพต่อไปน้ี อาทิเช่น นักประพันธ์ นักการสื่อสาร (เขียนข่าว บทความ) ครู นักกฎหมาย นักการเมือง
นกั แปล ฯลฯ

4.5.1.3 Logical/Mathematical Intelligence ความฉลาดที่จะเรียนรู้ด้วยเหตุผล
ตรรกะ และตวั เลข มกั คดิ เป็นระบบ หรือ เรียงลาดับตามเหตุการณ์ ตามอันดับตัวเลข เก่งที่จะเช่ือมโยง
ข้อมูลช้ินส่วนต่างๆเข้าเป็นภาพใหญ่ มักกระตือรือร้นสนใจส่ิงรอบ ตัวเสมอๆ มักชอบถามคาถามและ
ชอบทดลองเพ่อื ให้ได้คาตอบ มีทักษะในการแก้ปัญหา จัดลาดับหรือจัดกลุ่มข้อมูล เช่ือมโยงความคิดเชิง
นามธรรม และเหน็ ความสัมพันธ์ระหว่างประเดน็ ท่เี กยี่ วข้องกัน สามารถจัดการกับเหตุผลที่เก่ียวเน่ืองกัน
เป็นลูกโซ่ได้ยาวๆ และเห็นความก้าวหน้าของมัน สามารถทาวิจัยได้ดี มักถามคาถามเร่ืองธรรมชาติ
รอบตวั อีกทั้งยังมที กั ษะด้านการคานวณ และรูปทรงเรขาคณิต เมื่อโตข้ึน มีแนวโน้มท่ีจะประกอบอาชีพ
บางอยา่ งได้ดี คอื นกั วิทยาศาสตร์ วศิ วกร โปรแกรมเมอร์ นักวิจัย นกั บญั ชี นักคณิตศาสตร์ ฯลฯ

4.5.1.4 Bodily/Kinesthetic Intelligence ความฉลาดที่จะควบคุมร่างกาย การ
เคลอื่ นไหว และจัดการงานต่างๆได้ดี มักแสดงตัวตนด้วยการเคลื่อนไหว มีทักษะในการใช้สายตาร่วมกับ
การใช้มือ เช่น เล่นบอลได้ดี หรือ ยิงเป้าได้แม่น ด้วยทักษะในการจัด การสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทาให้
สามารถจดจาและจัดระบบข้อมูลสิ่งรอบตัวได้ดี ซ่ึงทาให้มีทักษะในการเต้นรา ควบคุมสมดุลร่าง กาย
กีฬา การทดลอง ใช้ภาษากาย ศิลปะ การแสดง เลียนแบบ ใช้มือในการสร้างสรรค์หรือสร้างสิ่งต่างๆ
แสดงอารมณ์ด้วยภาษากาย และมีแนวโน้มท่ีจะประกอบอาชีพบางอย่างได้ดี อาทิ นักเต้นรา นักกีฬา ครู
สอนพลศกึ ษา นกั แสดง นักผจญเพลงิ ชา่ งฝีมือหรอื ผ้เู ชยี่ วชาญดา้ นศลิ ปะ ฯลฯ

4.5.1.5 Musical/Rhythmic Intelligence ความฉลาดที่จะสร้างและด่ืมด่ากับสุนทรีย์
ทางดนตรี มักคิดเป็นเสียง จังหวะ และ รูปแบบ (คล้ายกับการเล่นดนตรี แบบที่วงดนตรีเล่นร่วมกันเป็น
เพลง) มักตอบสนองต่อเสยี งดนตรี ทั้งด้านความชื่นชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เด็กกลุ่มน้ีจะไวมากกับเสียงท่ี
อยู่รอบตัว เชน่ เสียงกระด่ิง นา้ หยด ทาใหม้ ที ักษะในการรอ้ งเพลง ผิวปาก เล่นเครื่องดนตรี จดจาจังหวะ
และแบบแผนของเสียง ประพันธ์เพลง จดจาท่วงทานองเสนาะ และเข้าใจโครงสร้างและจังหวะของ
ดนตรี จึงมแี นวโนม้ ทจี่ ะประกอบอาชีพเหล่านี้ คอื นกั ดนตรี ดเี จ นกั ร้อง นักแตง่ เพลง ฯลฯ

4.5.1.6 Interpersonal Intelligence ความฉลาดท่ีจะสร้างความสัมพันธ์และเข้าใจ
ผู้อ่ืน มักจะมองส่ิงต่างๆด้วยมุมมองของคนอ่ืนๆรอบตัว เพ่ือให้เข้าใจว่าคนอ่ืนๆคิดอย่างไรและรู้สึก

207

อย่างไร มีทักษะในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และ แรงกระตุ้นของผู้คน เป็นนักจัดการ
แม้บางคร้ังอาจจะดูว่าเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ก็เพื่อให้เกิดความสงบสันติในกลุ่ม และทาให้เกิดความ
ร่วมมือกัน โดยใช้ท้ังภาษาพูดและภาษากาย เช่น การสบตา การเอียง/โน้มตัว ยิ้ม เพื่อสร้างสัมพันธ์ให้
สือ่ สารกันได้ มที ักษะในการฟังและเข้าใจคนอนื่ ใช้ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก
ในการให้คาปรึกษาหรือประสานงานในกลุ่ม จะคอยตรวจสอบอารมณ์ของกลุ่ม แรงบันดาลใจและความ
ตั้งใจ ใช้การสื่อสารท้ังภาษาพูดและภาษากาย สร้างความเชื่อม่ันในกลุ่มได้ดี เป็นนักประสานและแก้ไข
ความขัดแจ้ง ทาให้เกิดบรรยากาศท่ีดีในระหว่างผู้คน คนกลุ่มน้ีมักจะประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ดี คือ
นักจติ วทิ ยา Counselor นักการเมือง นกั ธรุ กิจ นักเจรจาต่อรอง ฯลฯ

4.5.1.7 Intrapersonal Intelligence ความฉลาดในการเข้าใจตนเอง สื่อสารกับตนเอง
โดยเฉพาะการมีสติกับภาวะภายในของตน พยายามท่ีจะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกภายใน ความฝัน
สัมพันธภาพกับผู้อื่น เข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตน สะท้อนและวิ เคราะห์ตนเอง เข้าใจแรงปรารถนา
และความใฝ่ฝันของตน วิเคราะห์แบบแผนการคิดของตน ให้เหตุผลกับตน เข้าใจบทบาทหน้า ที่และ
สัมพันธภาพกับคนอื่น เมื่อโตข้ึนมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้คือ นักวิจัย นักคิด/ปราชญ์ นัก
ปรัชญา

4.5.1.8 Naturalistic Intelligence ความฉลาดในการเรียนรู้ส่ิงต่างๆในธรรมชาติ
รอบตัว แยกแยะความเป็นจริง/ลักษณะร่วมหรือแตกต่างของสิ่งรอบตัว จัดกลุ่มส่ิงท่ีเหมือนหรือต่างกัน
ด้วยแนวคดิ ทเ่ี ปน็ เหตุเปน็ ผล มองเหน็ ลาดับชั้นของความเช่ือมโยงในธรรมชาติ จัดแบบแผนความคิดของ
ตน ด้วยการจัดกลุ่ม จัดอันดับชั้นของความจาต่อส่ิงรอบตัว จึงมีทักษะในการจัดระบบคิดภายในตัวเอง
แสดงความรสู้ ึกเหน็ อกเหน็ ใจและเข้าใจธรรมชาติรอบตัว จดจาแยกแยะรายละเอียด สนุกกับการแจงนับ
และจัดระบบสิ่งต่างๆรอบตัว ชอบที่จะใช้กราฟ แผนภูมิ ตาราง และลาดับเวลา โตขึ้นมีแนวโน้มท่ีจะ
ประกอบอาชีพเหล่านี้ได้ดี เช่น นักธรณีวิทยา นักมานุษยวิทยา นักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร นักปศุสัตว์
นักปรงุ อาหาร ฯลฯ

4.5.1.9 Existential Intelligence ความฉลาดในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้ากับภาพใหญ่
(มหภาค) จนเหน็ ความงดงามของสรรพส่ิงในโลก เชื่อมโยงการดารงอยู่ของมนุษย์และตนเองกับสิ่งที่ใหญ่
กวา่ เช่น จักรวาล พระเจ้า ความดีงาม สามารถรวบรวมสรุปรายละเอียด แล้วทาให้เกิดความเข้าใจถึงส่ิง
ท่ีใหญ่กว่า เห็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ เห็นความงดงามของศิลปะ คุณธรรมบารมี และมีแนวโน้ม
ที่จะใส่ใจกับการค้นหาความหมายในชีวิต พยายามมองหาความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้สาขาย่อยๆ
เข้าเป็นภาพใหญ่ สนใจและช่ืนชมกับวรรณคดี เรื่องเล่า อัตประวัติของคนต่างวัฒนธรรม รู้สึกเป็น
อนั หน่ึงอนั เดียวกบั ครอบครัวและเพอื่ นๆ รวมไปถงึ ชมุ ชน และขยายไปถึงชุมชนโลก ชอบเข้าไปเกี่ยวข้อง
กบั ประเดน็ ทางสงั คมและการเมือง ใสใ่ จกับสุขภา วะของตน ที่จริงอาจเชื่อมโยงไปถึง “ปัญญาญาณ” ใน
ศาสนาพุทธและการพัฒนาด้านจิตวญิ ญาณอื่นๆ

208
หลังจากหนังสอื ช่อื Frames of Mind : The Theory of Multiple Intelligences ตี

พมิ พใ์ นปี 1983 โดยทีเ่ ขาได้ผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เข้ากบั จิตวทิ ยาพัฒนาการ โดยมี
พืน้ ฐานสาคัญมาจากองค์ความ ร้จู ากการวจิ ัยด้านการแพทย์ โดยเฉพาะดา้ นสมองและการเรยี นรู้
ยาวนานมากว่า 100 ปี ซงึ่ ก็ค้นพบวา่ สมองแตล่ ะสว่ นจะควบคมุ ความฉลาดแตล่ ะดา้ น และมีหลาย
สว่ นทีท่ างานรว่ มกนั ส่งิ สาคัญทีส่ ุดที่ การ์ดเนอร์ ย้าเสมอคือ

1. ทกุ คนมีความฉลาดทุกดา้ น
2. ความฉลาดแตล่ ะดา้ นไม่ได้แยกจากกนั เดด็ ขาด แตห่ ากผสมผสานรวมกันเป็น
บคุ ลกิ ภาพของเรา
3. ทฤษฎพี หุปญั ญา ไม่ได้นาเสนอเพื่อแบง่ แยก หรือจัดอนั ดับว่าใครฉลาดกว่ากนั แต่
ที่จรงิ เพือ่ ให้ทุกคนในสงั คมสามารถใชค้ วามฉลาดท่ีตนถนัด เออื้ ประโยชนใ์ ห้แก่สงั คมของตนอย่าง
เตม็ ความสามารถ

ภาพที่ 5.8 ภาพแสดงภาพรวมของทฤษฎีพหุปญั ญา (The Multiple Intelligence Theory)
ที่มา : http://www.osmosysinfo.com/multipleIntelligences.html

209

4.5.2 ความสมั พันธ์ระหวา่ งทฤษฎพี หปุ ัญญากับทฤษฎเี ชาวน์ปัญญา อนื่ ๆ
โธมัส อาร์มสตรองเขียน , อารี สัณหฉวี แปล (2543 :13-14) ทฤษฎีพหุปัญญาของ

การด์ เนอรม์ ใิ ช่เป็นทฤษฎีแรกเก่ียวกับเชาวน์ปัญญา ยังมีทฤษฎีเชาวน์ปัญญาหลายทฤษฎี เช่นทฤษฎี
ปัญญาของสเปียร์แมน(Spearman)และทฤษฎีโครงสร้างปัญญา 150 ชนิดของกิลฟอร์ด ( Guilford)
ฯลฯเกี่ยวกับการศึกษาเร่ืองเพศเร่ืองสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาน้ีทาให้เกิดการศึกษาและทฤษฎี
เกี่ยวกับสไตล์การเรียนรู้ (Learning style) ของแต่ละบุคคล อาจกล่าวได้ว่าสไตล์การเรียนรู้เป็น
วิธีการใช้ปัญญาของแต่ละบุคคลซึ่งมีวิธีการแตกต่างกัน เช่น เด็กที่มีปัญหาทางด้านมิติสูงมักจะเรียน
สง่ิ ใหม่ๆได้ดจี ากรปู ภาพกิจกรรมวาดภาพการก่อสร้างวัสดุ 3 มิตวิ ดี โี อและคอมพิวเตอรก์ ราฟิก
ทฤษฎพี หุปัญญาสมั พนั ธก์ ับทฤษฎีสไตล์การเรียนรมู้ าเป็นเวลา 20 กว่าปี ส่วนความสัมพันธ์กับทฤษฎี
อ่ืนน้ันยังอยูใ่ นระหวา่ งการศึกษา

ทฤษฎีพหุปัญญามีรูปแบบการรู้ที่พยายามอธิบายว่าบุคคลจะใช้ปัญญาในการ
แก้ปัญหาและออกแบบผลิตผลอย่างไร ซึ่งต่างจากรูปแบบของทฤษฎีอื่น ที่เน้นที่กระบวนการ แต่
ทฤษฎีพหุปัญญาจะมุ่งในเรื่องมนุษย์กระทาต่อเน้ือหาสาระของโลกอย่างไร ( บุคคล สิ่งของ
ส่งิ แวดล้อม ฯลฯ) ทฤษฎี “ดู-ฟัง-สัมผัส”อาจจะคล้ายกับทฤษฎีพหุปัญญา แต่ก็ไม่ใช่เพราะทฤษฏี ดู-
ฟัง-สัมผัส “จะเน้นทางด้านประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ แต่ท่ีทฤษฏีพหุปัญญาไม่ได้เน้นเฉพาะ
ทางด้านสัมผัสเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีบุคลิกภาพของไมเออร์-บริกส์ (Myers- briggs) ซึ่งมี
พ้ืนฐานมาจากทฤษฎีของคารล์ จงุ ทกี่ ลา่ วถึงความแตกต่างของบุคลิกภาพอนั มผี ลตอ่ การเรยี น

การพยายามที่จะสัมพันธ์ทฤษฎีพหุปัญญากับทฤษฎีต่างๆ คล้ายกับการพยายาม
เปรยี บลูกแอปเป้ิลกบั สม้ ซึง่ ถึงจะมลี ักษณะทีเ่ หมอื นแต่ก็มีลกั ษณะตา่ งกนั เปรียบเทียบกันไม่ได้ ฉะนั้น
จึงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบหรอื โยงความสมั พันธ์ระหว่างทฤษฎีพหุปัญญากับทฤษฎีอ่ืนๆ แต่ทว่า
การศกึ ษาจากได้หลายๆทฤษฎีจะชว่ ยใหเ้ รารู้จัก “ผูเ้ รียน”ในแงม่ มุ ต่างๆไดก้ วา้ งข้นึ

4.5.3 การนาทฤษฎพี หปุ ญั ญามาประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
เทพพิทักษ์ พัฒน์ช่วย (ออนไลน์: 2557) กล่าวถึงการนาทฤษฎีพหุปัญญามาประยุกต์ใช้

ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้
4.5.3.1 ด้านภาษา (Linguistic Intelligence) ครูควรจัดกิจกรรมให้ได้รับประสบการณ์

ตรงเพื่อนามาเขียนเร่ืองราว ให้ได้พูด ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น ได้เขียนเร่ืองราวที่สนใจเพ่ือส่งเสริมการ
เรียนรู้ รับฟงั ความคิดเห็น คาถาม และตอบคาถามด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น จัดเตรียมหนังสือ ส่ือ

210

การเรียนการสอนเพ่ือการค้นคว้าท่ีหลากหลาย เช่น เทปเสียง วิดีทัศน์ จัดให้มีการอภิปรายแลกเปล่ียน
ประสบการณก์ ับผู้อื่น

4.5.3.2 ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathmatical Intelligence) ครูควร
การจัดให้มีโอกาสได้ทดลอง หรือทาอะไรด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ทางานสร้างสรรค์ งานศิลปะที่ใช้
ความคิดสร้างสรรค์ ให้เล่นเกมที่ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เช่น เกมไพ่ เกมตัวเลข ปริศนาตัวเลข ฯลฯ ฝึก
การใช้เหตุผล การแก้ปญั หาการศกึ ษาดว้ ยโครงงานในเรื่องที่นักเรียนสนใจ ฝึกให้คิดแบบมีวิจารณญาณ
วพิ ากษ์ วิจารณ์ ฝึกกระบวนการสรา้ งความคดิ รวบยอด

4.5.3.3 ด้านมิติสัมพันธ์ (Visual – Spatial Intelligence) ครูควรการจัดกิจกรรมโดย
ให้ทางานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ พาไปชมนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ต่าง
ๆ ฝึกให้ใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ สเก็ตซ์ภาพ จัดเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพให้พร้อมจัด
สิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการทางานด้านศิลปะ ฝึกให้เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้อง
แก้ปัญหา ฝึกให้ใช้จินตนาการ หรือความคิดที่อิสระ ฝึกให้ใช้หรือเขียนแผนท่ีความคิด (Mind
Mapping) ใหเ้ ลน่ เกมเก่ียวกบั ภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจบั ผิดภาพ ฯลฯ

4.5.3.4 ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily – Kinesthetic Intelligence) ครูควร
การเรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง การเคล่ือนไหวร่างกาย สนับสนุนให้เล่นกีฬา การแสดง เต้นรา การ
เคล่ือนไหวร่างกาย จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้ปลงมือทาจริง ได้สัมผัส ให้
เล่นเกม เดิน ว่ิง หรือทากิจกรรมท่ีต้องใช้การเคล่ือนไหวร่างกาย ทากิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา การ
เคล่ือนไหวประกอบจังหวะ เรยี นผา่ นการแสดงบทบาทสมมุติ แสดงละคร

4.5.3.5 ด้านดนตรี (Musical Intelligence) ครูควรการจัดกิจกรรมโดย ให้เล่นเคร่ือง
ดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่าเสมอ หาโอกาสดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจา บันทึก
เสียงดนตรีท่ีนักเรียนแสดงไว้ฟังเพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงาน ให้ร้องราทาเพลงร่วมกับเพื่อนหรือ
คุณครเู สมอ ๆ

4.5.3.6 ด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้
เข้ากลุ่ม ทางานร่วมกัน ส่งเสริมให้อภิปราย เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกัน ยุทธศาสตร์ในการสอน
ได้แก่การให้ทางานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพ่ือน การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การจาลอง
สถานการณ์ บทบาทสมมตุ ิ การเรยี นรู้สู่ชุมชน เป็นตน้

4.5.3.7 ด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) ครูควรการจัดกิจกรรม
เพ่ือพัฒนาความสามารถ คือเปิดโอกาสให้ทางานตามลาพัง ทางานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง
สอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem) สนับสนุนให้ทางานเขียน บันทึกประจาวัน
หรือทาหนังสือ จุลสาร โครงงาน การศึกษารายบุคคล หรือทารายงานเดี่ยว ให้เรียนตามความถนัด
ความสนใจ ตามจงั หวะการเรยี นเฉพาะตน ใหอ้ ยู่กับกล่มุ ทางานร่วมกับผอู้ ่ืนบ้าง

211

4.5.3.8 ด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)ครูควรการจัดกิจกรรมเพื่อ
พัฒนาความสามารถ ดังนี้ ฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ ศึกษา
สังเกต บันทึกความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ลม ฟ้า อากาศ จัดกิจกรรมเกี่ยวกับส่ิงแวดล้อมศึกษา
ค่ายสิง่ แวดลอ้ ม ฯลฯ

4.5.3.9 ด้านการคิดใคร่ครวญ (Existential Intelligence) ครูควรการจัดกิจกรรมเพื่อ
พัฒนาความสามารถ ดังนี้ ควรทบทวนบทเรยี นเดมิ กอ่ นจะขึ้นบทเรียนใหม่ กาหนดประเด็นที่ครอบคลุม
แนวคิดหลายๆด้าน เช่ือมโยงบทเรียนเข้ากับเร่ืองราวในโลก บูรณาการหน่วยการเรียนรู้ข้ามวิชา ใช้
ศิลปะเข้าในหน่วยการเรียนรู้ อภิปรายความสาคัญของประเด็นท่ีจะเรียนรู้ เชิญคนภายนอกท่ีมี
ความเห็นแตกต่าง/กว้าง ให้เด็กฝึกที่จะสรุปประเด็นต่างๆที่ได้เรียน กระตุ้นให้เด็กกล้าท่ีจะแสดง
ความเห็น หรือมุมมองที่แตกต่างออกไปจากบทเรียน ให้เด็กมีส่วนในการกาหนด จัดปรับหน่วยการ
เรยี นร้ใู ห้เหมาะสมกับตน เพอ่ื ให้มคี วามเปน็ เจ้าของบทเรียน (มากกว่าจะเป็นของครู/พ่อแม่) (จันทร์เพ็ญ
ชปู ระภาวรรณ, ออนไลน์ :2559)

5. ความหมายของความถนัด

ศรีกัลยา ภิญโญสโมสร (2540: 18) ให้ความหมายของความถนัด หมายถึง ความสามารถ
และความพร้อมที่เกิดข้ึนจากการพัฒนา ฝึกฝน การได้รับประสบการณ์ที่บุคคลนั้นได้รับหรือเกิดข้ึน
ทาให้บุคคลมีระดบั ความสามารถ และศักยภาพในด้านการเรยี นรู้และการปฏบิ ตั ทิ ีแ่ ตกต่างกัน

ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2541: 17-18) ให้ความหมายความถนัดว่าเป็น
ความสามารถของบุคคลท่ีได้รับประสบการณ์ ฝึกฝนตนเอง และมีการสั่งสมไว้จนเกิดทักษะพิเศษ
แสดงเดน่ ชัดดา้ นใดดา้ นหนึ่งพร้อมทีจ่ ะปฏบิ ตั ิกจิ กรรมนนั้ ได้อย่างดี

มาลี จุฑา (2542: 180) ได้สรุปความถนัดว่า เป็นสมรรถภาพทางสมองของบุคคลท่ีพร้อมจะ
เขา้ เรียน เพ่อื การศกึ ษาอบรม เพื่อความสาเรจ็ ในการเรียน การปฏิบัติงานและเพื่อการพัฒนางานให้มี
ประสทิ ธิภาพ

พงษพ์ ันธ์ พงษโ์ สภา (2544: 47) ได้กล่าวถึง ความถนัดว่า ความถนัดเป็นสมรรถภาพทางสมอง
ท่ีประกอบด้วย ความสามารเฉพาะหลายด้านซ่ึงความสามารถแต่ละด้านจะมีคุณภาพแตกต่างกัน
ออกไป ความถนัดมิได้หมายความถึงสมรรถภาพทางสมองที่มีติดตัวมนุษย์มาต้ังแต่เกิด แต่ความถนัดเป็น
ความถนัดหรือความสามารถในการแก้ไขปัญหาของบุคคลโดยการนาเอาความรู้หรือหลักวิชามาใช้
ตัดสนิ ปัญหาหรือแกไ้ ขเหตุการณเ์ ฉพาะหน้าได้อยา่ งถูกตอ้ ง

รัตนา ชมานนท์ (2545: 26) ให้ความหมายความถนัดว่า ความถนัดเป็นลักษณะรวมๆ ของ
สภาวะหรือศักยภาพหรือความสามารถที่แฝงอยู่ในตวั บุคคล อาจจะมีตดิ ตวั มาแต่กาเนิดหรือได้รับจาก

212

ประสบการณ์หรือส่ิงแวดล้อม อันก่อให้เกิดความชานิชานาญ ทักษะ ความรู้ ความสนใจ ตลอดจน
การแกป้ ัญหาเฉพาะด้าน และส่อให้เหน็ ถงึ ความสาเรจ็ หรือสัมฤทธิ์ผลในดา้ นนั้นๆ

สุมณฑา มีสุนทร (2546: 8) ให้ความหมายความถนัดว่า หมายถึง คุณลักษณะท่ีมีอยู่ในตัว
บุคคลที่ได้รับการฝึกฝน เรียนรู้ หรือประสบการณ์ท้ังหลาย ทาให้บุคคลสามารถปฏิบัติกิจกรรมด้าน
น้ันๆ ได้เป็นอย่างดีและสามารถเป็นตัวทานายหรือพยากรณ์ผลสัมฤทธิ์ในด้านต่างๆ ของบุคคลได้ใน
อนาคต

สรุปความหมายของ ความถนัด หมายถึง ศักยภาพ หรือความสามารถของบุคคล ซ่ึงอาจจะมี
ติดตวั มาแต่กาเนิดหรอื ไดร้ บั จากประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกฝนภายหลัง ทาให้บุคคลสามารถปฏิบัติ
กิจกรรมด้านนน้ั ๆ ไดอ้ ย่างดี มีความชานาญ และมปี ระสิทธภาพ

6. ความแตกต่างระหว่างสติปัญญากบั ความถนดั

(อารี พันธ์มณี, อ้างถึงใน กฤตวรรณ คาสม, 2557 :186) ไดเ้ ปรยี บเทียบความแตกตา่ ง

ระหว่างสตปิ ญั ญากบั ความถนัดไว้ดังน้ี

ตารางที่ 5.3 แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสติปัญญา กับความถนัด

ที่ สตปิ ัญญา ความถนดั

1 ต้องเปรยี บเทียบกบั คนอน่ื จึงทราบว่ามี ไม่ต้องเปรยี บเทยี บกบั บคุ คลอนื่ แต่ดจู าก

สติปัญญาสงู หรอื ต่า ประสิทธิภาพของงานที่สาเรจ็ แล้วของแตล่ ะ

บคุ คล

2 เปน็ พฤติกรรมภายใน ซ่งึ ไม่สามารถ เป็นพฤติกรรมภายนอก สามารถสังเกตเหน็

สงั เกตเห็นได้ชัดเจน ต้องพยายามดึง และวดั ได้

พฤติกรรมภายในออกมาเป็นพฤติกรรม

ภายนอก จึงจะสงั เกตเหน็ และวัดได้

ท่ี สตปิ ญั ญา ความถนัด

3 ผ้ทู ี่มสี ติปัญญาสงู ไมจ่ ำเป็นตอ้ ง มีความ ในกรณที เี่ ป็นความถนดั ทางด้านกลไกของ
ถนัดสูงดว้ ย ร่างกาย ทักษะของกล้ามเน้ือ และการสมั ผสั

4 ผทู้ มี่ สี ตปิ ญั ญาสงู จะมคี วามถนดั สงู ดว้ ย ในกรณีท่ีความถนัดทเ่ี ป็นความสามารถทาง

สมองเฉพาะดา้ น

* ถ้าสตปิ ัญญาสงู จะมีความถนัดทางดา้ นสมองเฉพาะด้าน และทักษะของกลา้ มเน้ือนสี้ งู ดว้ ย

ที่มา : (อารี พนั ธม์ ณี, อา้ งถึงใน กฤตวรรณ คาสม, 2557 :186)

213

7. ทฤษฎเี กย่ี วกบั การวัดความถนดั

เธอร์สโตน (Thurstone, 1933) ไดว้ เิ คราะห์สมรรถภาพทางสมองขั้นพ้ืนฐานของมนุษย์ไว้ว่า
ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ซง่ึ จะนาไปใชว้ ดั ความถนดั ของบคุ คลได้ดงั นี้

7.1 ความสามารถทางด้านภาษา (Verbal Factor)
เป็นการวัดความสามารถในการรู้ความหมายของคาหรือศัพท์ต่างๆ สามารถจับใจ

ความของเรื่องราว การพูด คาสนทนาได้อย่างดี รวมทั้งสามารถอ่านจับใจความ แปลความ ตีความ
และวิเคราะห์ความสาคัญของข้อความ ความสามารถด้านภาษานี้มีผลต่อการเรียนและการประกอบ
อาชีพแทบทกุ ประเภท เพราะต้องใช้ส่ือความหมายตลอดเวลา คนที่มีความสามารถด้านน้ีสูงเหมาะที่
จะประกอบอาชีพทางครู นักกฎหมาย นักภาษาศาสตร์ นักวิจารณ์ และผู้ที่มีหน้าท่ีสรุปรายงานต่างๆ
เช่น รายงานการประชุม รายงานทางวชิ าการ เป็นตน้

7.2 ความสามารถทางด้านจานวน (Number Factor)
เป็นการวัดความสามารถในการคิดคานวณหาความสัมพันธ์ของจานวนและปริมาณ

จุดมุ่งหมายของการวัดความสามารถด้านนี้ เพ่ือตรวจสอบดูว่าผู้ตอบมีความคิดรวบยอด (Concept)
ทางคณิตศาสตร์เพียงใด ผู้ที่มีความสามารถด้านน้ีสูงเหมาะท่ีจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับการคานวณ
หรือสาขาวชิ าชีพท่ตี ้องใชค้ ณิตศาสตร์ เช่น นกั สถิติ นักบัญชี พนกั งานการเงิน นักวิทยาศาสตร์

7.3 ความสามารถทางดา้ นเหตผุ ล (Reasoning Factor)
เป็นความสามารถในการใช้วิจารณญาณเพ่ือการวินิจฉัยและลงสรุปอย่างถูกต้อง

ความสามารถด้านเหตผุ ล เป็นคณุ ลกั ษณะท่สี าคัญทส่ี ดุ ท่ีตอ้ งการของบุคคลทุกอาชีพ โดยเฉพาะอย่าง
ย่งิ อาชพี ที่ต้องเกีย่ วขอ้ งกับการตัดสินใจ

7.4 ความสามารถทางด้านความคลอ่ งแคล่วในการใชค้ า (Word Fluency Factor)
เปน็ การวัดความสามารถในการแสดงออกในด้านความคล่องแคล่วในการใช้คา ในการพูด

การเขียน คือสามารถใชถ้ ้อยคาตา่ งๆ ในการเจรจา หรอื ตอบโต้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีความสามารถด้านนี้
สูงเหมาะท่ีจะประกอบอาชีพท่ีเก่ียวข้องกับการพูด การเขียน เช่น เป็นโฆษก นักโฆษณา นายหน้า
ธรุ กิจ นกั ประพันธ์ นักเขยี น นักหนังสือพิมพ์ เปน็ ต้น

7.5 ความสามารถทางดา้ นมติ สิ มั พนั ธ์ (Spatial Factor)
เป็นการวัดความสามารถในการมองเห็นและเข้าใจเก่ียวกับมิติต่างๆ อันได้แก่ ขนาด

รูปร่าง ระยะทาง ทิศทาง ทรวดทรง พื้นที่ ปริมาตร ความสามารถด้านน้ีถือว่าเป็นความสามารถ
พื้นฐานที่ทาให้บุคคลเกิดจินตนาการและมโนภาพต่างๆ ผู้มีความสามารถน้ีสูงเหมาะท่ีจะประกอบ
อาชพี ตอ่ ไปนี้คอื สถาปนิก วศิ วกร นักผังเมอื ง นักบิน นักขบั รถ นักตกแตง่ เปน็ ต้น

214

7.6 ความสามารถทางด้านการสังเกตรบั รู้ (Perceptual Factor)
เป็นการวัดความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดของส่ิงที่ได้พบเห็นอย่างถูกต้องและ

รวดเรว็ รวมทัง้ สามารถเห็นข้อแตกตา่ ง หรือความคล้ายคลึงของสิ่งต่างๆ ได้ง่าย คนที่มีความสามารถ
ด้านนี้สงู ถอื วา่ เปน็ คนชา่ งสังเกตเหมาะจะทางานละเอียดประณีต อาชีพท่ีเหมาะสาหรับคนพวกนี้คือ
งานตรวจสอบ งานเสมยี น พนักงานพิมพ์ดีด ช่างซอ่ มเคร่อื งไฟฟ้า เปน็ ตน้

7.7 ความสามารถทางดา้ นความจา (Memory Factor)
เป็นการวัดความสามารถในการเก็บรักษาเรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่ได้พบเห็น และ

สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างถูกต้อง ความจาเป็นพ้ืนฐานของการเรียนและการประกอบอาชีพ
เกือบทกุ ประการ

8. ประเภทของความถนดั

เมอื่ พดู ถงึ ความถนดั มกั จะแบงการวดั ใหญ่ๆ เปน 2 พวก (ลวน สายยศ, 2541 :19) คอื
ความถนัดท่ัวไป(General Aptitude) บางทีเรียกวาความถนัดทางการเรียน (Scholasticaptitude)
กับความถนดั เฉพาะหรอื พเิ ศษ(Specific Aptitude)

8.1 ความถนัดทั่วไปหรอื ความถนดั ทางการเรยี น มกั จะนิยามการวัดความสามารถดานภาษา
(Verbal) ความสามารถดานปริมาณตัวเลข (Quantitative) และความสามารถดานเหตุผล
(Reasoning) แตละดานก็จะมีรูปแบบของการเขียนขอสอบหลายๆรูปแบบ เม่ือวัดรวมกันแล
วคะแนนที่ไดถือเป็นความถนัด หรือ ความสามารถท่ัวไป ตัวอย่างแบบทดสอบความถนัดท่ัวไปท่ีใช้
มากก็คือ SAT(Scholastic Aptitude Test) ซ่ึงใช้เพื่อสอบคัดเลือกเข้าเรียนระดับปริญญาตรีอีกฉบับ
หนึง่ คือ GRE (Graduate Record Examination) ฉบบั นีใ้ ชสอบคัดเลือกผูท่ีตองการเรียนตอในระดับ
บณั ฑิตศกึ ษา คือ ระดับปรญิ ญาโท และปริญญาเอก

8.2 ความถนดั เฉพาะหรือความถนัดพเิ ศษ (Specific Aptitude) โดยมากจะมองในแง
ความถนัดทางอาชีพท่ีใช้ความสามารถพิเศษกวาอาชีพอื่นๆ เช่น ศิลปะ ดนตรี กายกรรม เป็นตน
แบบทดสอบที่เคยสรางกันมา ไดแก แบบทดสอบวัดความสัมพันธของประสาทกลไกในรางกาย
(Motor Functions)แบบทดสอบความถนัดเชิงกล (mechanical aptitudes) แบบทดสอบความ
ถนัดทางงานเสมียน(Clerical Aptitudes) แบบทดสอบความถนัดทางศิลปะ (Artistic Aptitudes)
และความถนดั ทางดานดนตรี (Musical Aptitudes) เปนต้น

215

9. แบบทดสอบความถนดั

แบบทดสอบความถนัด (Aptitude test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีใชวัดขีดระดับ
ความสามารถของแตละบุคคล วาจะสามารถเรียนรูและฝกฝนวิชาการตางๆ รวมท้ังทักษะท้ังหลายได
ไกลเพียงใด เปน ความพยายามท่ีจะพยากรณ์ อนาคตของนกั เรยี น โดยอาศัยขอเท็จจรงิ ในปจจบุ นั

9.1 แบง่ ตามชนดิ ของแบบทดสอบความถนดั
แบบทดสอบความถนดั แบง่ เปน็ 2 ชนิด (สมบรู ณ ตันยะ, 2545 : 140) คอื
9.1.1 แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) เปนแบบทด

สอบที่ใชวัดความถนัดในการเรียนวิชาสามัญทั่วๆไป ผลการสอบจะช่วยช้ีแนวทางในการเลือกเรียน
วชิ า หรืออาชพี ทต่ี นถนัดไดอยางถกู ตองและ ทาใหป้ ระสบความสาเร็จในการเรยี น

9.1.2 แบบทดสอบความถนัดจาเพาะ หรือความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test)
เปนแบบทดสอบที่ใชความถนัดเฉพาะอยาง หรือความถนัดในบางวิชา เชนความถนัดในการพิมพดีด
ความถนดั ทางช่าง ความถนดั ทางศลิ ปะ ความถนดั ทางดนตรี ฯลฯ

9.2 แบง่ ตามแบบทดสอบความถนดั
อาจแบงแบบทดสอบความถนดั ออกเปน 4 ประเภท (บญุ ชม ศรสี ะอาด , 2540 : 40) คอื
9.2.1 แบบทดสอบความถนัดทั่วไปรายบุคคล (Individually Administered Tests of

General Aptitude) เปนแบบทดสอบที่ใชทานายผลสาเร็จทางการเรียน และใช้ในทางคลินิกของ
นักจิตวิทยา ได้แก่แบบทดสอบวัดเชาวนปญญาเด็กของเวคสเลอร์ (Wechsler Intelligence Scale
for Children) แบบทดสอบสแตนฟอรด – บิเนต Stanford – Binet Scale) เปนตน

9.2.2 แบบทดสอบความถนัดท่วั ไปกลุม (Group Tests of General Aptitude)
เปนแบบทดสอบทใ่ี ชทานายผลสาเรจ็ ทางการเรียน โรงเรียนและสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาใช้
แบบทดสอบประเภทน้ีอยางกวางขวางกว่าแบบทดสอบทั่วไปรายบุคคล ตัวอยางได้แก่ แบบทดสอบ
อารมี แอล ฟา (Army Alpha) แบบทดสอบโอทิส – เลนนอน (Otis – LennonMental Ability
Test) ฯลฯ

9.2.3 แบบทดสอบความถนัดพหุคูณ (Multiple Aptitude Battery) เปนแบบทดสอบท่ี
มุงวัดสมรรถภาพทางสมองหลายชนิด แตละชนิดมีคะแนนแยกเฉพาะของตน สามารถจัดทาเกณฑ
ปกติของแตละฉบับ และหาความเที่ยงตรงของแต่ละฉบับกับผลการเรียนแตละดาน และกับอาชีพต
างๆ ตัวอยางไดแก แบบทดสอบ พี เอ็ม เอ (Primary Mental Ability :PMA) แบบทดสอบ ดีเอ ที

216

(Differential Aptitude Test : DAT) แบบทดสอบ เอฟ เอ ซีที (Flanagan Aptitude
Classification Test : FACT) เปนต้น

9.2.4 แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Special Aptitude Test) เปนแบบทดสอบท่ีใชใน
การพจิ ารณาตัดสนิ ใจเกี่ยวกับการคัดเลอื กทางอาชพี และทางการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบความถนัด
ทางจกั รกล (Mechanical Aptitude Test ) แบบทดสอบความถนัดทางดนตรีของซีชอร Seashore
Measures of Musical Talents) แบบทดสอบความถนัดทางศิลป ของไมเออร(Meier Art
Judgment) แบบทดสอบความถนัดทางเสมียน (Minnesota Clerical Test) เปนตน

10. ประโยชนข์ องแบบทดสอบความถนัด

10.1 ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวได้รู้ถึงศักยภาพหรือระดับความสามารถของนักเรียน ทาให้
พฒั นาส่งเสรมิ นักเรยี นไดอ้ ย่างถกู ต้อง

10.2 ช่วยให้ครูจัดกลุ่มนักเรียนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ

10.3 ช่วยให้นักเรียนเข้าใจตนเอง รู้ถึงระดับความสามารถและความถนัดของตน ซึ่งจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ การตดั สินใจเลอื กแนวทางศึกษาตอ่ และประกอบอาชีพในอนาคตของตน

10.4 ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวรู้ข้อบกพร่องของนักเรียน ทาให้สามารถให้ความช่วยเหลือแก้ไข
ได้ถูกตอ้ ง

11. ตวั อยา่ งแบบทดสอบความถนัด

กฤตวรรรณ คาสม (2557 :188-190) ไดย้ กตวั อยา่ งของแบบทดสอบความถนดั ในแต่ละด้าน

ดงั น้ี

11.1 ตัวอย่างแบบทดสอบวัดความสามารถทางดา้ นภาษา

แบบใหห้ าสิง่ ตรงขา้ มกับท่กี าหนด ส่งิ ทกี่ าหนดอาจเปน็ คา วลี หรอื ประโยคกไ็ ด้ เชน่

11.1.1 ปกั ด่งิ

ก. วง่ิ ฉวิ ข. พุ่งโด่ง ค. พุง่ ปราด ง. ตกวูบ

11.1.2 เขาเปน็ ท่ีนา่ ทึ่ง

ก. น่าคบ ข. น่าราคาญ ค. ไมน่ า่ สนใจ ง. น่าเกยี ด

217

แบบให้คาที่เกย่ี วข้อง ซงึ่ อาจจะเกยี่ วข้องในรปู ของหนา้ ที่ ประโยชน์ หรอื ลักษณะ

เช่น

11.1.3 บ่ม

ก. ข้าว ข. ปลา ค. ผกั ง. ผลไม้ จ. นา้ ตาล

11.1.4 จม

ก. ทึบ ข. หนา ค. แนน่ ง. หนกั จ. ใหญ่

แบบใหเ้ ลือกคาหรือข้อความเติมลงในช่องวา่ งแลว้ อา่ นไดค้ วามดีทส่ี ุด

11.1.5 เดก็ เอาเงนิ ไปซอ้ื .................กนิ

ก. ขา้ วและนา้ ข. ขนมและผลไม้

ค. นา้ อดั ลมและขนม ง. ชอ็ กโกแลตและนม

จ. ลูกกวาดและน้าหวาน

11.2 ตัวอย่างแบบวัดความสามารถทางด้านจานวน

แบบเรยี งลาดบั จานวน เปน็ แบบทใี่ ชค้ น้ หาระบบของตัวเลขท่ีเรียงกนั ไว้ ตวั ข้อสอบ

อาจให้หาเลขตัวต่อไป หรือหาตวั เลขท่เี วน้ ไว้ เชน่

11.2.1 1 3 5 7 9 .....?.....

ก. 8 ข. 10 ค. 11 ง. 13
3
11.2.2 2 3 9 36 .....?.....

ก. 180 ข. 720 ค. 900 ง. 1080

แบบโจทย์คณิตศาสตร์ เปน็ การแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ท่วั ๆ ไป เช่น

11.2.3 22.3 + 4.08 – 6.12 เปน็ เทา่ ไร?

ก. 20.01 ข. 20.09 ค. 20.10 ง. 20.26 จ. 20.17
1 2 1
11.2.4 8  9  1 3 เป็นเทา่ ไร?

ก. 1 ข. 7 ค. 11 ง. 19 จ. 27
6 6 9 18 18
แบบความคิดรวบยอด เป็นคาถามประเภทความเข้าใจ ไม่ค่อยมุ่งในการคานวณตวั เลข เชน่

11.2.5 รถไฟสองขบวนวง่ิ ไปทางเดยี วกนั จะผ่านพ้นกันชา้ หรือเร็วขน้ึ อยู่กับอะไร มาก

ทีส่ ดุ ?

ก. ความยาวของทัง้ สองขบวน

ข. อตั ราความเรว็ ของทัง้ สองขบวน

ค. ความแตกต่างของความยาวของทั้งสองขบวน

218

ง. ความแตกตา่ งของอตั ราความเรว็ ของทั้งสองขบวน
จ. จานวนน้าหนักของแตล่ ะโบก้ที ่ีแต่ละขบวนลากจูง

11.3 ตัวอย่างแบบวดั ความสามารถทางด้านเหตุผล

แบบอุปมาอปุ ไมย เช่น

11.3.1 ลบ : บวก ทุกข์ :

ก. โศก ข. สุข ค. โรค ง. จน

11.3.2 เชียงใหม่ : กรุงเทพฯ บาเกียว :

ก. โตเกยี ว ข. ลซู อน ค. ภเู กต็ ง. มะนิลา

แบบสรุปความ ใหห้ าข้อสรุปจากข้อความ ข้อมลู ขา่ งสารทก่ี าหนดให้ โดยไม่นาข้อมูล

ข่าวสารจาที่อ่ืน จากทร่ี ้มู าก่อน มาร่วมสรุป เช่น

11.3.3 ดาขาวกว่าแดง แดงขาวกว่าขาว ขาวดากว่าดา่ ง ใครดาท่ีสดุ

ก. ดา ข. แดง ค. ขาว ง. ดา่ ง จ. สรุปไม่ได้

11.3.4 ถนน ก. ขนานกับถนน ข. และถนน ค. แตต่ ั้งฉากกับถนน ง. และถนน จ.

ฉะน้ัน

ก. ถนน ข. ตัง้ ฉากกับถนน ง. ข. ถนน จ. ขนานกับถนน ค.

ค. ถนน ก. ขนานกับถนน ง. ง. ถนน ค. ตั้งฉากกับถนน ข.

จ. ยังสรุปไมไ่ ด้

แบบจัดเขา้ พวก เปน็ แบบท่ีกาหนดคามาให้กลุ่มหนึ่ง ให้หาคาที่ให้ไวเ้ ปน็ ตัวเลอื กอีก

หนึง่ คามาเข้าพวกกบั ท่ีกาหนดให้ เชน่

11.3.5 ระนาด ฆอ้ ง กลอง .....

ก. ซอ ข. ปี่ ค. ขลุย่ ง. ฉงิ่ จ. แตร

11.3.6 ดงึ สาว ชัก .....

ก. ผลดั ข. ฉุด ค. มดั ง. นา้ ว จ. กระแทก

11.4 ตัวอย่างแบบวดั ความสามารถดา้ นความคล่องแคลว่ ในการใชค้ า
แบบใหเ้ ขยี นช่ือท่ีมลี กั ษณะทกี่ าหนด เชน่
11.4.1 จงเขียนชือ่ ผลไม้ กลม กินได้มาใหม้ ากทส่ี ดุ ในเวลา 2 นาที

สม้ โอ กระท้อน แตงโม ..........

11.4.2 จงเขยี นคา 2 พยางค์ ท่ีมีความหมายโดยขน้ึ ต้นดว้ ยตัว “ส”

สไบ สะพาน สนใจ สนอง .............

219

แบบให้เติมคาวิภตั ิ (Prefix) เชน่

คาชีแ้ จง ใหห้ าคามาเตมิ หน้าคาเหลา่ น้เี พ่ือให้ไดค้ วามสมบรู ณ์

1. ................ ต่าง 2. ..................อ้ี 3. ...............สงค์ 4. ..................นวย

5. ................เนยี ม 6. ..................สอ7. ...............วิต 8. ..................ทติ ย์

แบบให้เตมิ คาปจั จัย (Suffix) เช่น

คาช้แี จง ให้หาคามาเติมหลงั คาเหลา่ นีเ้ พื่อให้ได้ความสมบูรณ์

1. อา................ 2. ภรร.................. 3. ศา............... 4. มัง..................

5. อ.ู ............... 6. ภู.................. 7. บนั ............... 8. กา..................

แบบให้เขียนคาตามข้อแมท้ ี่กาหนด

คาชี้แจง ให้เขียนคาสองพยางค์ ที่มีความหมาย และขึ้นต้นด้วยอักษร “ช” มาให้มาก

ท่สี ดุ

................................................................................................................................................................

12. การส่งเสรมิ ความถนดั ของผ้เู รียน

การที่ครูและผู้ที่เก่ียวข้องกับนักเรียน ได้ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความถนัดและความสนใจ
ของตนเอง จะช่วยให้นักเรียนวางแผนการศึกษา และการประกอบอาชีพของตนเองได้ในอนาคต
ดังน้ัน นักเรียนจะมีแนวทางและมีเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง ซ่ึงจะส่งผลให้
นกั เรยี นประสบความสาเร็จในชวี ิตได้

การให้บริการแนะแนวในโรงเรียน เป็นบริการหนึ่งท่ีจะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความถนัด
และความสนใจของตนเองได้ ดงั นี้

220 ผ้เู รียนจะได้คน้ พบความถนดั และความสนใจ
ของตนเองจากเคร่ืองมือต่างๆ ทคี่ รูแนะแนว
1 บรกิ ารเก็บรวบรวมข้อมลู จดั เตรียมให้
นักเรยี นเป็นรายบุคคล
ผู้เรยี นจะได้รับข้อมูล ข้อสนเทศตา่ งๆ
2 บริการสนเทศ ทเี่ ก่ียวข้องกบั ความถนดั และความสนใจ
(การศึกษา อาชีพ และสว่ นตัว ของตนเอง รวมทั้งแหล่งข้อมูลเพม่ิ เตมิ
สงั คม) ทผ่ี ้เู รยี นจะไปศึกษาคน้ ควา้ เพิ่มเติม

3. บรกิ ารให้คาปรึกษา ในกรณีท่ีผู้เรยี นยงั ไมเ่ ข้าใจตนเองวา่ ตนเองมี
ความถนดั และมคี วามสนใจทางด้านใด
สามารถมาขอรบั คาปรกึ ษาจากครแู นะแนวได้

4. บริการจัดวางตวั บคุ คล เม่อื ผูเ้ รียนเขา้ ใจตนเองวา่ ตนเองมีความถนดั
และมีความสนใจทางด้านใดแลว้ ก็สามารถ
5. บริการตดิ ตามผล ตดั สินใจเลอื กศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ
ในสาขาท่ตี นเองถนัดและสนใจ

ฝ่ายแนะแนวจะมีระบบติดตามผลสาหรับ
นักเรียนที่เขา้ มารบั บรกิ ารวา่ ได้รับบริการแลว้
เป็นอย่างไรบ้าง ซ่งึ จะชว่ ยให้ครแู นะแนวมี
ขอ้ มลู เพือ่ ชว่ ยเหลอื หรือสง่ เสรมิ นกั เรียนต่อไป

ภาพท่ี 5.9 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบริการแนะแนวและการสง่ เสรมิ ความถนัดของผเู้ รียน
ที่มา : กฤตวรรณ คาสม (2557 :194)

221

ดังนั้น สิ่งที่ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนต้องคานึงถึงในการส่งเสริมความถนัด ของ
นกั เรียน ดงั น้ี

1. ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
ครคู วรจะเขา้ ใจและยอมรบั ว่านักเรียนแต่ละคนมรี ะดบั ความสามารถทางสมองและสตปิ ัญญาที่

แตกต่างกัน มีนสิ ัยใจคอและประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ ี่ไมเ่ หมอื นกัน
2. วัยของนักเรียน
พัฒนาการของเด็กแต่ละวัยจะมีผลทาให้พฤติกรรมและความสนใจของนักเรียนแตกต่าง

กนั ไป
3. ลักษณะพเิ ศษเฉพาะตัว
เด็กแต่ละคนย่อมจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างกันไป เช่น มีความถนัดหรือ

ความสามารถในดา้ นใดดา้ นหน่ึงเป็นพิเศษกว่าด้านอืน่ ๆ หรอื ตา่ งจากเดก็ คนอ่นื
4. สิ่งแวดล้อมของเด็ก เช่น สภาพครอบครัวซึ่งมีวัฒนธรรมการอบรมเลี้ยงดู รวมท้ังสภาพ

ทางเศรษฐกจิ ทีแ่ ตกต่างกนั

สรุป

สติปัญญา หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง มีความสามารถ
ในการมองเห็นความสัมพันธ์ของส่ิงต่างๆ ได้ดี แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสามารถปรับตัวกับ
สิง่ แวดลอ้ มต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม นักจิตวิทยาชาวฝรัง่ เศสชื่อ อัลเฟรด บิเน่ ถือได้ว่าเป็นบิดาของ
แบบทดสอบวัดสติปัญญา และมีการพัฒนาปรับปรุงแบบวัดสติปัญญาขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่ิงท่ีเป็น
ตัวกาหนดเชาวน์ปัญญา คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม และมีทฤษฎีทางสติปัญญา ที่น่าสนใจ มีดังน้ี
ทฤษฎีสององค์ประกอบของชาร์ล สเพียร์แมน คือ สติปัญญาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบทั่วไป และ
องค์ประกอบเฉพาะ ทฤษฎีของเธอร์สโตน กล่าวถึงความสามารถ 7 กลุ่ม คือความไวในการรับรู้ ความ
เข้าใจภาษา ความคล่องแคล่วในการใช้คา ฯลฯ ทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของกิลฟอร์ด ได้แบ่ง
สมรรถภาพทางสมองออกเป็น 3 มิติ คือ มิติเน้ีอหา มิติการคิด และมิติผลของการคิด ทฤษฎีทาง
สติปัญญาของ จอง เพียเจต์ ก็เน้นพัฒนาการทางการรู้คิดท่ีจะเกิดกับเด็กในช่วงอายุ ๖ ปีแรก ซ่ึงควร
ได้รบั การสง่ เสรมิ ทฤษฎสี ติปัญญาหลากหลายองค์ประกอบ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ สติปัญญาประกอบด้วย
ความสามารถหลากหลายองค์ประกอบ โดยความสามารถแต่ละองค์ประกอบจะเป็นอิสระต่อกัน เป็น
ความสามารถของมนุษย์ท่ีจะค้นหาปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา รวมไปถึงความสามารถในการคิดค้น
สิ่งใหม่ๆ เพ่ือตอบสนองหรือรับใช้สังคมซ่ึงมี 9 ด้าน การส่งเสริมสติปัญญา อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการ
พัฒนาผู้เรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงความถนัดของตนเองก็จะเป็นอีกอย่างที่ทาให้มี

222

ประสิทธิภาพมากข้ึน เพราะความถนัด เป็น ศักยภาพ หรือความสามารถของบุคคล ซ่ึงอาจจะมีติดตัวมา
แต่กาเนิดหรือได้รับจากประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกฝนภายหลัง ทาให้บุคคลสามารถปฏิบัติกิจกรรม
ด้านน้ัน ๆ ได้อย่างดี มีความชานาญ และมีประสิทธภาพ ความถนัดมีความแตกต่างจากสติปัญญาตรงท่ี
สตปิ ญั ญาเป็นเรื่องที่ต้องมีส่ิงกระตุ้นเพื่อให้แสดงพฤติกรรมให้วัดได้ และผู้มีสติปัญญาสูงไม่จาเป็นต้องมี
ความถนดั สงู ดว้ ยในกรณที เ่ี ปน็ ความถนัดดา้ นกลไกรา่ งกาย ทักษะกล้ามเนื้อ ฯลฯ ทฤษฎีของเธอร์สโตนก็
อธิบายความถนัดมา 7 ด้าน คือ ความสามารถด้านจานวน เหตุผล การใช้คา ฯลฯ ความถนัดมี 2
ประเภท คือความถนัดทั่วไป และความถนัดทางการเรียน แบบทดสอบวัดความถนัดก็จะเป็นอีกตัวช่วย
เพ่ือให้เราเข้าใจความถนัดของตนเองมากข้ึน ซ่ึงแบ่งตามชนิดของแบบทดสอบคือ แบบวัดความถนัด
ทางการเรียน และวัดความถนัดพิเศษ จาเพาะ แบบทดสอบแบ่งตามความถนัด 4 ประเภท คือ ความ
ถนดั ทัว่ ไปรายบุคคล แบบกลมุ่ เปน็ พหุคณู และทดสอบความถนัดพิเศษ แบบทดสอบเหล่าน้ี จะทาให้ครู
และผู้เรียนเองมีความเข้าใจและสามารถนาความถนัดประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการศึกษาและ
ประกอบอาชีพของตนในอนาคตได้

223

ใบกิจกรรมท่ี 5.1

คาช้ีแจง ให้นักศึกษาพิจารณาโครงการท่ีมีอยู่ในสถานศึกษา (โครงการอะไรก็ได้) และตอบคาถาม
ต่อไปนี้
1. โครงการน้ี มีความเปน็ มา และวตั ถุประสงค์อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. กิจกรรมทมี่ ใี นโครงการเป็นกจิ กรรมทีผ่ ูเ้ รยี นมสี ่วนรว่ มหรือไม่ อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. พจิ ารณาโครงการและประเมินว่า เป็นโครงการทสี่ ามารถพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียน ตามแนวคิด
ของการ์ดเนอร์ (Mutiple Intelligence) หรอื ไม่ อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

224

ใบกจิ กรรมที่ 5.2

คาชี้แจง ใหน้ กั ศึกษาจดหมายเลขข้อทีค่ ดิ วา่ มักเกิดตรงกบั นักศกึ ษาบ่อยคร้งั ทีส่ ดุ จะเพิ่มความ
แม่นยา เม่ืออ่านใหเ้ ข้าใจแลว้ ตอบทนั ที อยา่ คิดนาน

1. หนงั สือสาคัญมากสาหรบั ฉนั
2. ฉันสามารถคานวณตวั เลขในใจได้อยา่ งง่ายดาย
3. เวลาหลับตาฉันสามารถเหน็ ภาพได้อย่างชัดเจน
4. ฉนั เข้ารว่ มในกีฬาหรอื กิจกรรมท่ตี ้องเคลื่อนไหวร่างกายอยา่ งน้อย ๑ ชนดิ เปน็ ประจา
5. ฉนั มีเสียงรอ้ งเพลงท่ไี พเราะ
6. มักจะมีคนมาขอคาแนะนา ปรึกษาในทท่ี างาน หรือเพ่ือนบ้านจากฉันเสมอ
7. ฉนั ใช้เวลาสว่ นใหญใ่ นการทาสมาธิ หรือคร่นุ คิดกบั คาถามท่ีสาคัญเกย่ี วกับชีวิต
8. ฉนั มสี ัตวเ์ ลยี้ งอย่างนอ้ ย ๑ ชนิด
9. ฉันสามารถได้ยนิ เกีย่ วกับเร่ืองงานก่อนฉนั อา่ น, พดู หรอื เขยี น
10. คณิตและหรือวทิ ยาศาสตร์ เป็น/เคยเป็นวิชาทโ่ี ปรดปรานเมื่ออยูใ่ นโรงเรยี น
11. ฉันรสู้ ึกไวต่อสี
12. ฉันร้สู ึกว่า เป็นการยากท่ีจะนั่งเฉย ๆ เปน็ เวลานาน ๆ
13. ฉนั สามารถบอกไดว้ ่า โนต้ ดนตรผี ดิ คีย์
14. ฉนั ชอบกฬี าประเภทกลุ่ม เช่น แบดมนิ ตนั , วอลเลย์บอล หรอื ซอฟบอล มากกวา่ กีฬา
ประเภทเดี่ยว เชน่ วา่ ยน้าหรือ วิ่งเหยาะ ๆ
15. ฉนั เขา้ ร่วมการสมั มนาเพ่ือพฒั นาคนเอง หรอื กจิ กรรมอน่ื ๆ เพื่อเรียนร้เู ก่ียวกบั ตนเอง
มากขน้ึ
16. ฉันชอบการไปเท่ียวตามสวนสาธารณะ และสันทนาการกลางแจง้
17. ฉันสามารถเข้าใจจากการฟงั ทางวิทยุ หรือเทป มากกวา่ จากการเห็นภาพทางโทรทัศน์
หรอื ภาพยนตร์
18. ฉันสนกุ กับการแก้เกมหรือปญั หาทตี่ ้องใช้การคิดท่ีเปน็ เหตุเป็นผล
19. บอ่ ยคร้ังท่ีฉันใช้กล้องบันทึกภาพเหตุการณ์ท่เี กดิ ขึน้ รอบ ๆ ตัว
20. ฉันชอบการทางานทต่ี ้องใชม้ ือ เช่น การเย็บผ้า, การทอ, แกะสลกั , งานไม้ หรอื การ
สร้างโมเดล
21. ฉันเล่นดนตรหี รอื รักที่จะเล่นดนตรี

225

22. เม่อื ฉนั มปี ัญหา ฉันมักจะหาคนช่วยมากกวา่ ทจ่ี ะพยายามแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง
23. ฉันสามารถตอบโตด้ ว้ ยการใชค้ วามสงบ
24. ฉันชอบตกปลา, ลา่ สตั ว์ หรือไปออกค่าย
25. ฉนั ชอบเลน่ ประเภทสแครบเบล้ิ (Scrabble), เกมต่อรูป (Anagrams) หรอื เกมผสมคา
(Password)
26. ฉนั ชอบการทดลองทีต่ ั้งคาถามดว้ ย “จะเปน็ อย่างไรถ้า...” ตัวอยา่ งเช่น จะเปน็ อย่างไร
ถา้ ฉนั เพิ่มปรมิ าณน้าท่ีรดต้นไมใ้ นแต่ละสัปดาห์
27. ฉันสนกุ กับการเล่นเกมปริศนา, เกมวงกตพิศวง และปรศิ นาอื่น ๆ ที่ใช้การมอง
28. บ่อยครัง้ ท่ีความคดิ ทดี่ ที ่ีสุดเกดิ ขนึ้ เมื่อฉนั เดินเลน่ หรอื ว่ิงหรอื เมื่อฉนั เขา้ ร่วมในกิจกรรม
ที่ต้องออกกาลังกาย
29. ชวี ติ ของฉนั จะแย่กวา่ นี้หากขาดเสียงดนตรี
30. ฉันมีเพื่อนสนิทอย่างน้อย ๓ คน
31. ฉนั มกั ครนุ่ คิดอยู่เสมอถึงเป้าหมายบางประการที่สาคัญในชวี ติ
32. ฉันสนุกสนานกับการให้อาหารและดแู ลสตั ว์
33. ฉนั สนกุ กบั การเล่นคา (tongue twister), การท่องโคลงกลอน
34. ฉนั ชอบที่จะครุ่นคิดส่ิงต่าง ๆ อย่างมีแบบแผนตามกฎเกณฑ์ตา่ ง ๆ
35. ฉนั เหน็ ภาพชัดเจนในความฝนั
36. ฉนั ชอบใช้เวลาว่างสว่ นใหญ่กลางแจง้
37. บางคร้ังฉนั พบว่า ตัวเองมกั จะฮมั ทานองเพลงท่ีคนุ้ เคย
38. ฉนั ใช้เวลาว่างเล่นเกมประเภทท่ตี ้องใช้สมองคดิ และเล่นได้ตามลาพงั เช่น เกมถอดไพ่
39. ฉันชอบที่จะประเมนิ ตัวเองว่าประสบความสาเรจ็ ตามจดุ หมายท่กี าหนดไว้
40. ฉันชอบเท่ยี วอุทยานแห่งชาตทิ ่ีเปน็ ธรรมชาติ หรือภูมิประเทศ มากกว่า สถานที่ทาง
ประวัตศิ าสตร์
41. บางครงั้ คนอื่น ๆ มกั จะหยุดและให้ฉันอธิบายความหมายของคาท่ีฉันใชใ้ นการเขียน
หรอื พูด
42. ฉันสนใจในการพัฒนาใหม่ ๆ ทางด้านวทิ ยาศาสตร์
43. ฉันสามารถอยู่ในที่ท่ีไม่คุ้นเคยได้
44. ฉนั สามารถจาวิธกี ารทาไดด้ ีเมือ่ ฉันทามันดว้ ยตนเอง
45. ฉันสามารถบอกไดท้ นั ทีถ้าเสยี งเพลงหรือดนตรีเลน่ ผิดโน้ต
46. ฉนั รสู้ ึกทา้ ทายกับการสอนคนอนื่ หรือกลุ่มคนในสงิ่ ที่ฉันรู้วิธที า
47. ฉันมมี มุ มองท่ชี ัดเจนเกีย่ วกบั จุดดแี ละจดุ ด้อยของตนเอง

226

48. ฉันชอบอ่านเร่ืองเกยี่ วกับสตั ว์ หรอื ปรากฎการณ์ธรรมชาติ เชน่ เฮอรร์ เิ คน, แผน่ ดนิ ไหว
และภูเขาไฟระเบิด

49. ภาษาองั กฤษ, สังคมศกึ ษา และประวตั ิศาสตร์ง่ายสาหรับฉันมากกว่าคณิตศาสตรแ์ ละ
วทิ ยาศาสตร์

50. ฉนั เช่ือวา่ เกือบแทบทุกสงิ่ มีคาอธบิ ายที่มีเหตุผล
51. ฉนั ชอบวาดภาพ หรอื ขีดเขยี น
52. ฉนั ใชม้ อื แสดงทา่ ทางประกอบ หรอื ภาษากายอนื่ ๆ เวลาสนทนากบั คนอื่น
53. ฉันสามารถใช้เวลาอย่กู ับดนตรดี ว้ ยเครอื งดนตรีงา่ ย ๆ สักช้นิ
54. ฉันมองวา่ ตัวเองเป็นผนู้ า หรือคนอ่ืนเรยี กเช่นนนั้
55. ฉันชอบท่จี ะอยู่ตามลาพังในหอ้ งเล็ก ๆ มากกวา่ ท่ีจะอยรู่ ว่ มกบั คนมาก ๆ ในรีสอร์ทท่ีมี
ชอ่ื เสยี ง
56. ฉันสนุกกับการทาสวน หรือปลูกต้นไม้ในร่ม
57. เวลาที่ฉนั ขบั รถบนทางหลวง ฉันสนใจกับคาบนปา้ ยตา่ ง ๆ มากกวา่ ทวิ ทัศน์ข้างทาง
58. ฉนั ชอบพิจารณาข้อผิดพลาดจากคาพูดและการกระทาของผู้อ่ืนในที่บา้ นและท่ีทางาน
59. ฉนั สามารถจินตนาการส่งิ ท่ีอาจจะเกดิ ถ้าพจิ ารณาจากภายนอก
60. ฉนั สนกุ กบั การขีม่ า้ สนุกสนานโลดโผน หรอื กิจกรรมที่มีลกั ษณะท้าทาย ตน่ื เตน้ เส่ียงภยั
61. บอ่ ยคร้งั ที่ฉนั ทาจังหวะหรอื รอ้ งเพลงเบา ๆ ขณะทางาน
62. ฉนั ไมร่ ูส้ กึ อึดอัดเวลาอยู่ทา่ มกลางคนหมมู่ าก
63. ฉนั มกั จดบันทึกเหตกุ ารณ์ส่วนตัวประจาวนั ถงึ เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ในชวี ิต
64. ฉันมักสะสมก้อนหนิ , ตน้ ไม้, ผีเสอื้ /ใบไมห้ รือแก้วครสิ ตัล (หรือวัสดุอนื่ ๆ จากธรรมชาต)ิ

แบบประเมนิ นักศึกษาเดน่ พหปุ ัญญาดา้ นไหน
• ภาษา ข้อ 1 9 17 25 33 41 49 57
• ตรรกะและคณติ ศาสตร์ ข้อ 2 10 18 26 34 42 50 58
• มติ สิ มั พนั ธ์ ข้อ 3 11 19 27 35 43 51 59
• ร่างกายและการเคลื่อนไหว ขอ้ 4 12 20 28 36 44 52 60
• ดนตรี ข้อ 5 13 21 29 37 45 53 61
• มนุษยสัมพันธ์ ข้อ 6 14 22 30 38 46 54 62
• เขา้ ใจตนเอง ข้อ 7 15 23 31 39 47 55 63
• ธรรมชาติวิทยา ขอ้ 8 16 24 32 40 48 56 64

ท่ีมา : ศนู ย์การเรียนคณติ ศาสตร์ออนไลน์ www.mc41.com

227

พหุปัญญา ด้านทเี่ ดน่ สดุ 3 อนั ดับแรก คอื

.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

มวี ธิ พี ัฒนาด้านเดน่ ของเราอย่างไรให้ดยี งิ่ ขน้ึ

.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................

228

คาถามทา้ ยบท

คาชแ้ี จง หลงั จากที่ได้ศกึ ษาจบบทเรียนน้ีแลว้ ให้นกั ศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้โดยอาศัยหลักวิชาการ
และความคดิ เหน็ ของนกั ศึกษา ประกอบในการตอบคาถาม ตอ่ ไปนี้

1. จงยกตัวอยา่ งบุคคลทีม่ ีสตปิ ัญญาดี ว่ามคี ุณลักษณะอย่างไร
2. องค์ประกอบของสตปิ ญั ญา มอี ะไรบา้ ง
3. สรปุ แนวคดิ ของสติปญั ญาตามแนวคดิ นักจติ วิทยาดงั นี้

3.1 ชาร์สเพยี รแ์ มน
3.2 ธอร์สโตน
3.3 กิลฟรอ์ ด
3.4 เพยี เจต์
3.5 การ์ดเนอร์
4. ให้นักศึกษาดคู ลิป วดิ โี อ เรื่อง ด.เด็ก ช.ชา้ ง แล้วตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
4.1 นักเรยี นในคลปิ มคี วามถนัดทางดา้ นใดตามแนวคิดของ เธอรส์ โตน
4.2 สตปิ ญั ญาและความถนดั มีความแตกต่างกันอย่างไร
4.3 ครูควรเข้าใจประเภทของความถนัดต่างๆ หรือไม่ เพราะเหตุใด
5. แบบทดสอบความถนดั มปี ระโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างไร
6. ใหน้ กั ศกึ ษาหาแบบทดสอบวัดความถนดั ของผู้เรยี นมา 1 ตัวอย่าง

229

เอกสารอ้างอิง

กฤตวรรณ คาสม. (2557). เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าจิตวิทยาสาหรับคร.ู อุดรธานี :
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธาน.ี

กาญจนา ไชยพรรณ และคณะ. (2550). การทดสอบทางจิตวิทยา. ขอนแกน่ : ภาควชิ าจติ วทิ ยา
การศกึ ษาคณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.

จิราภรณ์ ตง้ั กิตตภิ าภรณ์ (2556). จิตวิทยาท่ัวไป. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั

จนั ทรเ์ พ็ญ ชปู ระภาวรรณ. สภาพองค์ความรู้เกย่ี วกบั เดก็ เยาวชนและครอบครวั ไทย. (ออนไลน)์ .
เข้าถงึ ขอ้ มลู วนั ที่ 25 พฤศจกิ ายน 2559 จาก Available :

http://advisor.anamai.moph.go.th/factsheet/school13-3.htm.

เตมิ ศักดิ์ คทวณชิ . (2546). จติ วิทยาทั่วไป. กรงุ เทพฯ: ซเี อด็ ยเู คชนั่
เทพพทิ ักษ์ พฒั น์ช่วย. (2557). ทฤษฏพี หปุ ญั ญากบั การจัดการเรียนการสอน.(ออนไลน์) เขา้ ถงึ

ขอ้ มูลวันท่ี 25 พฤศจิกายน 2559 จาก htpp://www.gotoknow.org/posts/347259
โธมสั อารม์ สตรอง เขียน, อารี สัณหฉวี แปล.(2543). พหปุ ญั ญาในหอ้ งเรยี น : วธิ ีการสอน

เพือ่ พัฒนาปัญญาหลายด้าน. กรุงเทพฯ : ศูนยพ์ ฒั นาหนงั สือ.
บุญชม ศรสี ะอาด. 2540. การวจิ ัยทางการวดั ผลและประเมนิ ผล.กรงเทพ ฯ : สวุ รี ยิ าสาส์น.
พงษพ์ ันธ์ พงษโ์ สภา. (2544). จติ วทิ ยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: พัฒนาการศกึ ษา.
พรรณทิพย์ ศริ ิวรรณบุษย์. (2530). ทฤษฏจี ิตวิทยาพฒั นาการ. กรงุ เทพฯ :

สานักพิมพ์แหง่ จฟุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พรรณทวิ า รจุ ิพรและคณะ (2550). จติ วทิ ยา. ขอนแก่น : ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษา

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.

มาลี จฑุ า. (2542). จติ วทิ ยาการเรยี นการสอน. พิมพ์ครั้งท่ี 4. กรุงเทพฯ: ทิพย์วสิ ทุ ธ์.ิ
รตั นา ชมานนท.์ (2545). การพฒั นาแบบทดสอบวดั ความถนดั วิชาชีพบัญชีและการเทียบคะแนน

ตามแนวนอนทีว่ ิเคราะหด์ ้วยทฤษฎีการตอบสนอง. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา
มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลัยทักษิณ.
รตั นา ศิริพานิช. (2554). จติ วทิ ยาทั่วไป. พมิ พ์ครัง้ ท7ี่ . กรุงเทพ
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2541). เทคนิคการวจิ ัยทางการศกึ ษา. พิมพ์ครั้งที่ 4.
กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร


Click to View FlipBook Version