130
สรุป
จิตวิทยาการศึกษา หมายถึง การนําความรู้พ้ืนฐานทางจิตวิทยา เช่น แนวคิดทฤษฎีเรื่อง
พฤติกรรม พฒั นาการของมนษุ ย์ วธิ กี ารสรา้ งเรยี นรู้ แรงจูงใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล มา
ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการศึกษา การเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาของผู้เรียนและส่งเสริมศักยภาพ
ของผู้เรียน ครูในบทบาทของการสร้างแรงจูงใจ หมายถึง การจัดกระทําอะไรบางอย่าง เป็นตัว
ผลักดันให้เกิดจากความต้องการ มากระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม เพ่ือไปยังจุดหมายปลายทาง
หรือเป้าหมายท่ีตนต้องการ และคํานึงว่าผู้เรียน มีความแตกต่างกันท้ังทางด้าน ร่างกาย อารมณ์
สังคม สติปัญญา อีกทั้งยังต้องคํานึงถึงส่ิงท่ีเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ทันในศตวรรษท่ี 21 ด้วยจิต 5
อย่างตามแนวคิดของ การ์ดเนอร์ ดังมี จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์ จิตแห่งการ
สร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งจริยธรรม ฉะน้ันจิตวิทยาการศึกษา ต้องให้ความสําคัญกับ
การเตรยี มผู้เรยี นใหพ้ รอ้ มในอนาคต
131
ใบกจิ กรรม
คาชี้แจง ให้นักศึกษาจับคู่กับเพ่ือน และร่วมกันอภิปรายในประเด็นความแตกต่างระหว่างบุคคล
ดังตอ่ ไปนี้
ความแตกตา่ ง นกั ศกึ ษา ชอ่ื .................................................... สาเหตคุ วามแตกต่าง
เพื่อนนกั ศกึ ษา ช่อื ...........................................
ทางด้านร่างกาย
ทางอารมณ์
ทางดา้ นสงั คม
ทางดา้ นสติปญั ญา
132
คาถามท้ายบท
คาชีแ้ จง หลังจากท่ีได้ศึกษาจบบทเรียนน้ีแล้วให้นักศึกษาตอบคําถามต่อไปนี้โดยอาศัยหลักวิชาการ
และความคิดเหน็ ของนกั ศกึ ษาประกอบในการตอบคําถาม ต่อไปนี้
1. จงอธิบายความสําคัญของจติ วทิ ยาการศึกษาที่มีต่อบทบาทครู
2. สรปุ องคป์ ระกอบท่สี ่งผลต่อความแตกตา่ งกันมาพอสังเขป
3. ให้อธบิ ายการสร้างแรงจงู ใจในการจดั การเรียนการสอนพรอ้ มท้ังยกตวั อยา่ งประกอบ
4. ใหย้ กตวั อย่าง บทบาทครทู ่ีมีตอ่ การเรยี นรใู้ นศตวรรรษท่ี 21
5. อธิบายการพฒั นาจิตหา้ ลักษณะของผู้เรียนทจ่ี ําเป็นสําหรับอนาคต
133
เอกสารอา้ งองิ
กฤตวรรณ คําสม. (2557). เอกสารประกอบการสอน รายวชิ าจติ วิทยาสาหรับครู.อุดรธานี : คณะ
ครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธาน.ี
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2557). แนวคดิ เพ่ือการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21.(ออนไลน์). เข้าถงึ ข้อมูลวนั ที่
15 ธันวาคม 2559 จากhttp://www.moe.go.th/moe/th /news/ detail.php?
NewsID =38880&Key=new_research.
คงรัฐ นวลแปง. (2554). การพฒั นารูปแบบการเรยี นการสอนทส่ี ่งเสริมจติ แหง่ วิทยาการ จติ แหง่
การสังเคราะห์ และจติ แห่งการสรา้ งสรรค์ สาหรับนิสติ ปรญิ ญาตรี คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั บรู พา.ปริญญานพิ นธ์ปรญิ ญาการศกึ ษาดุษฎบี ัณฑิต สาขาวชิ าการวจิ ยั และ
พัฒนาหลกั สตู ร มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
จิราภรณ์. (2557). การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21. (ออนไลน)์ . เข้าถงึ ข้อมูลวนั ท่ี 27 ธนั วาคม 2559
จาก http://www.vcharkarn.com/varticle/60454.
เตมิ ศักด์ิ คทวณชิ . (2546). จิตวทิ ยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ซเี อด็ ยเู คช่นั .
นุชลี อปุ ภัย. (2555). จติ วิทยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ปรียาพร วงศอ์ นตุ รโรจน์.(2551). จิตวทิ ยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ : ศนู ยส์ อ่ื เสริมกรุงเทพ.
วษิ ณุ กองสขุ . (2552). แรงจูงใจ.(ออนไลน์). เข้าถึงขอ้ มูลวันท่ี 25 ธันวาคม 2559
จาก http://motivation3108.blogspot.com/2009/11/blog-post_29.html.
ศรวี รรณ จนั ทรวงศ.์ (2549). จติ วิทยาเพื่อการเรียนรู้ เอกสารประกอบการสอน. อดุ รธานี:
สยามการพิมพ.์
สุธีรา เผา่ โภคสถติ ย.์ (2543). จิตวทิ ยาทั่วไป. กรงุ เทพฯ: สํานกั พิมพ์ แม็ค จํากัด.
สรุ างค์ โคว้ ตระกลู . (2545). จติ วทิ ยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ.์
อารี พนั ธม์ ณี. (2542). จติ วิทยาการเรียนการสอน. กรงุ เทพฯ: ตน้ อ้อ.
.(2546). จติ วทิ ยาสรา้ งสรรคก์ ารเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ใยไหม ครเี อทีฟกรุ๊ป.
Cronbach, Lee J. (1954). Educational Psychology. New York: Harcourt, Brace and
Corp., 1954.
De-Cecco, John p. (1974). The Psychology of Learning and Instruction. 2nd ed.
New York: Prentice Hall.
Domjan, M. (1996). The Principles of Learning and Behavior Belmont. California:
Thomson Wadsworth.
134
Good, Thomas L. and Jere E. Brophy. (1980). Educational Psychology: A Realistic
Approach. New York : Holt, Rinehart and Winston.
_______. (1984). Looking in Classrooms. New York : Harper and Row.
Goodwin, William L. and Herbert L.Klausmeir.(1975).An Introduction to Educational
Psychology. New York: Harper and Row.
Lovell, R. B. (1980). Adult Learning. New York: Halsted Press Wiley & Son.
Maslow, Abraham. (1970). Motivation and Personnality. New York: Harper and
RowPublishers.
135
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 4
จติ วิทยาการเรยี นรู้
วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม
เมอื่ เรียนจบบทเรยี นนีแ้ ล๎วนักศึกษาสามารถ
1. อธิบายความหมายของการเรยี นร๎ู
2. บอกความหมายกระบวนการการเรยี นร๎ูและประเภทของการเรยี นร๎ูได๎
3. ยกตวั อยาํ งปจั จยั ในดา๎ นผเ๎ู รยี น และบรรยากาศท่ีมผี ลตํอการเรยี นรู๎ได๎
4. บอกลลี าการเรียนร๎ูของตนเองได๎
5. แสดงบทบาทสมมติการสอนตามทฤษฎกี ารเรียนร๎ูได๎
6. บอกระบบและปัจจัยที่สนับสนนุ การเรียนรใ๎ู นศตวรรษที่ 21 ได๎
เนอ้ื หาสาระ
1. ความหมายของการเรียนรู๎
2. กระบวนการเรียนร๎ู
3. ประเภทของการเรยี นร๎ู
4. ปัจจัยดา๎ นผเู๎ รยี นที่มผี ลตํอการเรยี นร๎ู
5. ปัจจัยท่ีสํงเสรมิ บรรยากาศการเรยี นรู๎
6. ลีลาการเรียนร๎ู
7. ทฤษฎีการเรยี นรู๎
8. ระบบและปจั จัยทสี่ ํงเสรมิ การเรียนร๎ูในศตวรรษท่ี 21
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
สัปดาห์ที่ 7 ( 4 ชั่วโมง)
1. ให๎นกั ศกึ ษาดูคลปิ วิดีโอ “วิธสี รา๎ งการเรยี นรู๎ในศตวรรษที่ 21”
2. รํวมแลกเปลีย่ นเกีย่ วกับคลิปวดิ โี อในประเด็นเร่ืองการเรียนรู๎
3. บรรยาย และสรปุ เนอื้ หาสาระสาคญั ประกอบการนาเสนอดว๎ ย Microsoft PowerPoint
4. ให๎นักศึกษาอภิปราย ซักถามและรํวมกันสรุปในประเด็นเกี่ยวกับ ความหมายของการ
เรียนรู๎ กระบวนการเรียนรู๎ ประเภทของการเรียนรู๎ ปัจจัยด๎านผ๎ูเรียนที่มีผลตํอการเรียนรู๎ ปัจจัยท่ี
สํงเสริมบรรยากาศการเรียนร๎ู ลีลาการเรียนรู๎
136
5. ให๎นกั ศกึ ษาทาแบบทดสอบ “ลลี าการเรยี นร๎ู”ในใบกิจกรรม
6. มอบหมายให๎นักศึกษาแบํงกลํุม 4 กลุํม ค๎นคว๎าทฤษฎีก่ีเรียนรู๎ กลํุมละ 1 ทฤษฎี
แล๎วนาเสนอหน๎าชั้นเรียน พร๎อมทั้งแสดงบทบาทสมมติการสอนตามที่ทฤษฎีการเรียนรู๎ที่ได๎รับ
มอบหมายในสปั ดาหห์ นา๎
สัปดาห์ท่ี 8 (4 ชว่ั โมง)
1. ทบทวนสงิ่ ท่ไี ด๎เรียนรไู๎ ปในสปั ดาหท์ ่แี ลว๎
2. ให๎นกั ศึกษาออกมานาเสนอ ทฤษฎกี ารเรยี นรู๎พร๎อมท้ังแสดงบทบาทสมมติการสอนตามท่ี
ทฤษฎกี ารเรยี นรูท๎ ไี่ ดร๎ บั มอบหมาย หนา๎ ชน้ั เรยี นทลี ะกลํุม
3. ให๎นักศึกษาแตํละกลมุํ ชํวยกันอภิปรายการนาแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู๎แตํละทฤษฎีไป
ใช๎ในการจัดการเรียนการสอนได๎อยํางไร ที่ได๎จากการฟังการนาเสนอของเพ่ือนแตํละกลํุมลงในกระดาษที่
อาจารยแ์ จกให๎
4. นาเสนอหนา๎ ช้นั เรยี นทีละกลุํมโดยสรุป
5. บรรยายสรุปเนื้อหาสาระสาคัญประกอบการนาเสนอด๎วย Microsoft PowerPoint ใน
หวั ขอ๎ ทฤษฎกี ารเรยี นรู๎ และระบบและปจั จัยที่สํงเสริมการเรียนรูใ๎ นศตวรรษที่ 21
6. มอบหมายใหท๎ าแบบฝึกหัดทา๎ ยบท แลว๎ นาสํงภายในสปั ดาห์หน๎า
สอ่ื การเรียนการสอน
1. การนาเสนอดว๎ ย Microsoft PowerPoint
2. คลปิ วิดโี อ เร่ือง “วิธสี ร๎างการเรียนรใู๎ นศตวรรษที่ 21”
3. เอกสารประกอบการเรยี นการสอน “จติ วทิ ยาการเรยี นร๎ู”
4. ตาราหรอื หนังสือเรยี นเกยี่ วกับพฤติกรรมการเรยี นร๎ู ไดแ๎ กํ
กฤตวรรณ คาสม. (2557).เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าจิตวทิ ยาสาหรับคร.ู อดุ รธานี :
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธาน.ี
จริ าภา เต็งไตรรตั น.์ (2555). จิตวทิ ยาทั่วไป. พิมพค์ รง้ั ที่ 7. กรงุ เทพฯ :
สานกั พิมพ์แหํงจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
จิราภรณ์ ต้ังกิตติภาภรณ์. (2556). จติ วิทยาทว่ั ไป. กรงุ เทพฯ :
สานกั พิมพแ์ หํงจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
137
แหลง่ การเรยี นรู้
1. สานักวิทยบริการมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
2. ห๎องสมดุ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี
3. แหลํงการเรียนรูท๎ างอินเตอร์เนต็ เกย่ี วกับจติ วิทยาการเรียนรู๎
3.1 http://www.edytech12.blogspot.com/2014/11/6/08post.html.
3.2 http://www. Portal.edu.chula.ca.th/girl/blog/riew.php.bid
=1245038152800790.
138
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
จุดประสงค์ เครอื่ งมือ/วิธกี าร การประเมินผล
1. นักศึกษาตอบถูกต๎องได๎
1. อธิบายความหมายของการ 1. การถาม-ตอบ ในชัน้ เรียน รอ๎ ยละ 80
2. สังเกตพฤติกรรมในการเข๎า
เรยี นร๎ู 2. การจดั กิจกรรมกลมํุ รํวมกิจกรรมกลํุม/การมาเรียน/
ความสนใจ อยใํู นระดับดี
2. บอกความหมายกระบวนการ 3. การนาเสนอหน๎าช้นั เรียน 3. การนาเสนอหน๎าชัน้ เรยี น
อยูใํ นระดับดี
การเรียนรู๎และประเภทของการ 4. ใบกจิ กรรม 4. แสดงบทบาทสมมุติในการ
สอนไดใ๎ นระดับดี
เรียนรูไ๎ ด๎ 5. แบบฝกึ หดั ท๎ายบท 5. นักศึกษาทาแบบฝึกหัด
ถูกตอ๎ งรอ๎ ยละ 80
3. ยกตัวอยํางปัจจัยในด๎าน
ผู๎เรียน และบรรยากาศท่ีมีผล
ตอํ การเรียนร๎ไู ด๎
4. บอกลีลาการเรียนรู๎ของ
ตนเองได๎
5. แสดงบทบาทสมมติการสอน
ตามทฤษฎกี ารเรยี นร๎ไู ด๎
6.บอกระบบและปจั จัยที่
สงํ เสรมิ การเรยี นรใ๎ู นศตวรรษท่ี
21 ได๎
139
บทที่ 4
จิตวทิ ยาการเรยี นรู้
บทนา
เปูาหมายหลกั ของการจัดการศกึ ษา คอื การทาให๎ผเ๎ู รียนเกดิ การเรยี นรู๎อยํางแท๎จริงเพ่ือสํงผล
ใหผ๎ ูเ๎ รียน เป็นคนเกงํ ดี และมีความสขุ แตํการศึกษาในประเทศไทยท่ีผาํ นมา เราต๎องยอมรับวํา ความ
เข๎าใจในการสร๎างการเรียนร๎ูให๎กับผู๎เรียนอยํางแท๎จริงนั้นยังไมํชัดเจน และไมํสามารถทาให๎เกิดขึ้น
อยํางเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพได๎ สํวนหน่ึงอาจเป็นเพราะ การศึกษาในยุคหนึ่งเคย เชื่อวํา ผ๎ูมี
การศึกษาคือผู๎ท่ีมีความรู๎ และ”ครู” คือผู๎ถํายทอดความร๎ู จนสํงผลถึงบทบาทของครูดังเชํนในยุคน้ี
คาถามคือ เหตุใด การศึกษาที่เน๎นใหเ๎ ดก็ รู๎ ถึงไมสํ ามารถตอบการเรียนรู๎อยํางแท๎จริงในยุคนี้ อาจจะไมํ
มีคาตอบใดสาเร็จรูป แตํอยํางน๎อย สิ่งที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผ๎ูเรียน ในโรงเรียน และในสังคมไทย
ปัจจุบันน้ี คงเป็นสิ่งหนึ่งท่ียืนยันคาตอบได๎ และหากแม๎จะปฏิวัติการศึกษาไปในทิศทางใด สิ่งหน่ึงท่ี
ต๎องให๎ความสาคัญคือ การปฏิวัติความเข๎าใจของครูที่มีตํอคาวํา “การเรียนรู๎” และวิธีการที่จะทาให๎
ผเ๎ู รยี นเกิดการเรียนร๎ไู ด๎อยํางแทจ๎ รงิ
1. ความหมายของการเรยี นรู้
ซันทรอค (Santrock, 1991 :165) กลําววํา การเรียนรู๎คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่
คํอนขา๎ งถาวร สงํ ผลให๎เกิดประสบการณ์ใหมํท่ีเปลยี่ นไป
ลาเฮย์ (Lahey, 2004 :198) ให๎ความหมาย การเรียนร๎ูวํา คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่
คํอนขา๎ งมคี วามคงทนถาวรสงํ ผลใหเ๎ กดิ ประสบการณ์ มกี ารเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
อารี พันธ์มณี (2540: 86) กลําววํา การเรียนร๎ู หมายถึง กระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
จากเดิมไปสํูพฤติกรรมใหมํที่คํอนข๎างถาวร และพฤติกรรมใหมํนี้เป็นผลมาจากประสบการณ์หรือ
การฝกึ ฝน มใิ ชํเปน็ ผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติหรอื สญั ชาตญาณหรอื วฒุ ิภาวะ
สริ อิ ร วิชชาวธุ (2554: 2) กลําววํา การเรียนร๎ู มีองค์ประกอบของคาจากัดความที่คล๎ายกัน
3 ประการ ดงั นี้
1. การเปล่ยี นแปลงของพฤติกรรมจากเดมิ ไมรํ ๎ู เปน็ ร๎ู ทาไมํได๎ เป็น ทาได๎ ไมํเคยทา เป็น
ทา
2. การเปล่ียนแปลงของพฤติกรรมน้ันเป็นไปอยาํ งถาวร (Premanent Not Tempirary)
3. การเปล่ียนแปลงของพฤติกรรมนั้นเกิดจากประสบการณ์การฝึกฝนและการฝึกหัด
ไมํใชํจากเหตุอ่ืนๆ เชํน จากการมีวุฒิภาวะ จากการเหน่ือยล๎า จากการเจ็บปุวย จากอุบัติเหตุทาให๎
140
สูญเสียการบังคับกล๎ามเน้ือและความจาหรือกระบวนการทางานของสมอง หรือเนื่องจากผลของการ
เสพยาเปน็ ตน๎
จิราภา เต็งไตรรัตน์ (2555: 123) การเรียนรู๎ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมท่ี
คํอนข๎างถาวร ซึ่งเป็นผลเน่ืองจากประสบการณ์และการฝึกหัด พฤติกรรมท่ีเปลี่ยนแปลงที่ไมํจัดวํา
เกดิ จากการเรียนรเ๎ู นื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงช่ัวคราวเทํานั้น เชํนความเหน็ดเหน่ือย ผลจาก
การกินยา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมท่ีเน่ืองมาจากวุฒิภาวะ การได๎รับบาดเจ็บทางด๎านรํางกาย
เหลาํ นไ้ี มนํ ับวําเกิดจากการเรียนรู๎
จริ าภรณ์ ตง้ั กติ ติภาภรณ์ (2556 :91-92) กลาํ ววํา ลักษณะของการเรียนรมู๎ อี ยูํ 3 ประการ
ดังนี้
1. การเรียนรู๎เป็นผลของประสบการณ์หรือการฝึกฝนซ้าซาก ถ๎าการเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมใดเป็นผลจากกระบวนการเจริญเติบโตของวุฒิภาวะ หรืออิทธิพลของสารเคมีในรํางกาย
หรือความบกพรํองของรํางกาย ไมํถือวําเป็นพฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนร๎ู เชํน พฤติกรรมการ
กระตุกของกล๎ามเนอ้ื ตาอนั เนื่องจากความพิการของสมองไมถํ ือวาํ เปน็ พฤติกรรมท่ีเกิดจากการเรียนร๎ู
2. การเรียนรู๎ให๎ผลในแงํของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พฤติกรรมท่ีเป็นอยํูกํอนจะ
เปลี่ยนไปทนั ทหี ลงั ผํานกระบวนการเรียนร๎ู โดยทก่ี ารเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมน้ันอาจเป็นไปในทิศทาง
ท่ดี ขี น้ึ หรือแยํกวําเดิมก็ได๎ เชํน หลังจากการเรียนร๎ูจากหนังสือ บางคนเปล่ียนพฤติกรรมจากการไมํ
ออกกาลังกายเปน็ ออกกาลังกายทุกวัน หรือบางคนเปลย่ี นพฤติกรรมจากไมํเลํนการพนันเป็นการเลํน
การพนนั เปน็ ตน๎
3. การเรยี นร๎เู ปน็ การเปลย่ี นแปลงในลักษณะคํอนข๎างถาวร พฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงไป
ชั่วครั้งช่ัวคราวไมํอาจเรียกได๎วําเป็นการการเรียนรู๎ การเรียนร๎ูจึงต๎องเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ในลักษณะคํอนข๎างถาวร และไมํสามารถลบล๎างการเรียนรู๎ที่เกิดขึ้นนั้นออกไปได๎ เชํน คนที่ป่ัน
จักรยานเป็นแล๎วก็ยํอมปั่นจักรยานเป็นตลอดไป เพียงแตํความคลํองแคลํวในการป่ันจักรยานอาจ
เปลี่ยนไปบ๎าง ถ๎าบุคคลนน้ั ละเลยการป่ันจักรยานไปนาน
ธัญญภัสร์ ศริ ธชั นราโรจน์ (2559 :127) การเรียนร๎ู หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
คํอนขา๎ งถาวร อันเน่อื งมาจากประสบการณ์ การจดั สภาพแวดลอ๎ มให๎เกิดการเปลี่ยนแปลง เชํน การ
ฝึกฝนฝึกหัดจนทาได๎ จากพฤติกรรมเดิมเป็นพฤติกรรมใหมํ เชํน พฤติกรรมเดิม คือ จากวํายน้าไมํ
เปน็ ประสบการณ์ คือ เรยี นวํายน้า และการเรยี นรู๎ คือ วํายน้าเปน็ ซงึ่ การเรยี นร๎ูอาจไมํแสดงให๎เห็น
ชดั เจนวํามีการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมภายนอก หากไดม๎ ีการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมภายใน เน่ืองจาก
การเรียนรูเ๎ กดิ ขนึ้ กํอนทจ่ี ะมกี ารกระทา
141
สรุป การเรียนรู๎ คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่คํอนข๎างถาวร ซ่ึงมีผลเนื่องมาจาก
ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ๎อม และการฝึกหัด ลักษณะของการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอาจ
เป็นไปได๎ทงั้ 4 กรณี คือ การทาพฤติกรรมใหมํ การเลิกทา การเพิ่มพฤติกรรมที่เคยทาให๎มากขึ้น และ
การลดพฤติกรรมที่เคยทาให๎น๎อยลง แตํจะไมํรวมถึงการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ จากเหตุอื่น เชํน
การเจรญิ เติบโต พฒั นาการ วุฒิภาวะ ความเจ็บปวุ ย อบุ ตั ิเหตุ ฤทธ์ิยา สารเคมี ฯลฯ ซ่ึงประสบการณ์
ทางตรง คือ ประสบการณ์ท่ีผ๎ูเรียนรู๎ได๎พบหรือสัมผัสด๎วยตนเอง เชํน นักศึกษาต๎องเดินทางโดยรถ
ประจาทางเพ่ือเข๎ากรุงเทพฯ จึงนากระเป๋าเงินใสํไว๎ในกระเป๋าเดินทางของตนและวางไว๎ที่ชั้นวาง
กระเป๋า เมื่อถึงที่หมายกลับพบวํากระเป๋าเงินหาย และหากมีการเดินทางไกลในคร้ังตํอไปอีก
นักศึกษาจะไมํใสํกระเป๋าเงินไว๎ในที่ดังกลําวอีกเลย เพราะเคยมีประสบการณ์กับตนเองเรื่องน้ีมาแล๎ว
ด๎วยตนเอง และประสบการณ์ทางอ๎อม คือ ประสบการณ์ที่ผู๎เรียนมิได๎พบหรือสัมผัสด๎วยตนเอง
โดยตรง แตํได๎รับจากคาบอกเลํา การอบรมส่ังสอน จากสื่อตํางๆ หนังสือพิมพ์ หนังสือ วิทยุ โทรทัศน์
ภาพยนตร์หรือสื่อมวลชนตํางๆ ตัวอยํางเชํน นักศึกษาเคยได๎ยินเพ่ือนเลําให๎ฟังวํา โดนขโมยกระเป๋า
เงินในขณะเดินทางโดยรถประจาทางและเก็บกระเป๋าเงินไว๎ในกระเป๋าเดินทาง โดยไมํได๎เอาไว๎กับตน
เม่อื ได๎ยินเชํนน้ี ทุกคร้ังทเ่ี ดินทางนักศกึ ษาไมเํ คยเก็บกระเป๋าเงินของตนไว๎ในกระเป๋าเดินทางเลย
2. กระบวนการของการเรียนรู้
กฤตวรรณ คาสม (2557 :82-83) การเรียนรู๎ของมนุษย์อาจเกิดข้ึนโดยมีจุดมุํงหมายหรืออาจ
เกดิ ขนึ้ โดยบงั เอญิ ก็ได๎ การเกดิ การเรยี นรูข๎ องบุคคลมกี ระบวนการ 5 ขน้ั ตอน ดังนี้
1. มสี ิง่ เรา๎ (Stimulus) มาเร๎าอนิ ทรีย์ (Organism)
2. เกดิ การรับสัมผสั (Sensation) อวยั วะรบั สมั ผสั เปล่ียนเปน็ ประสาทสัมผัส สํงกระแส
สัมผสั ไปยงั ระบบประสาทสํวนกลาง (สมอง)
3. สมองตีความหมายโดยอาศยั ประสบการณ์เดมิ เป็นการรบั ร๎ู
4. การรบั ร๎ูสรุปผลออกมาเป็นความคดิ รวบยอด (Conception)
5. เม่ือเกิดความคิดรวบยอดแล๎ว ก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง (Response) ตํอส่ิงเร๎าตามท่ี
รบั รู๎เป็นผลใหเ๎ กิดการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม แสดงวําเกิดการเรยี นร๎ู เขยี นเป็นภาพไดด๎ ังภาพที่ 4.1
142 Sensation Perception Conception เรยี นร๎ู
รับสมั ผสั การรบั รู๎ ความคิดรวบยอด (เปลี่ยนพฤติกรรม)
Stimulus
สิง่ เร๎า
Response
ปฏิกิรยิ าตอบสนอง
ภาพที่ 4.1 กระบวนการของการเรยี นรู๎
ท่มี า : กฤตวรรณ คาสม (2557 :83)
บุคคลจะเกิดการเรียนรู๎ได๎ดีและมากน๎อยเพียงใดขึ้นอยํูกับการรับรู๎ ซึ่งมีบทบาทมาก การรับร๎ู
ส่ิงเร๎าของบุคคลจากภายนอกจะขึ้นอยูํกับตัวส่ิงเร๎าและประสาทสัมผัสของผ๎ูรับรู๎แล๎ว ยังข้ึนอยํูกับ
ประสบการณ์เดิม หรือความร๎ูเดิมของผู๎รับรู๎และหากอยากร๎ูวํา การเรียนร๎ูน้ันบรรลุตามจุดมุํงหมาย
ทตี่ ง้ั ไวห๎ รือไมํ พิจารณาได๎จากปฏิกริ ิยาตอบสนองสงิ่ เรา๎ กลาํ วคือ ถ๎าผลที่ได๎รับเป็นไปตามจุดมุํงหมาย
ทว่ี างไวแ๎ สดงวาํ เกดิ การเรยี นรแ๎ู ล๎ว
สํวนครอนบาช (Cronbach. 1990: 68-70) อธิบายถึง กระบวนการเรียนร๎ูวําเป็นกระบวนการซึ่ง
ประกอบดว๎ ย 7 สวํ นของพฤตกิ รรม ดังนี้
1. จุดประสงค์ (Goal) กํอนการเรียนวิชาใดๆ ก็ตาม ควรได๎กาหนดจุดประสงค์ไว๎ เชํน
ตามที่หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการได๎กาหนดจุดประสงค์ไว๎ในแตํละวิชา และให๎ผู๎เรียนได๎
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ท่ีกาหนดไว๎ ครู-อาจารย์จึงได๎ประเมินผลตามจุดประสงค์
ดังกลําว ถ๎านกั เรยี นไมผํ าํ นจดุ ประสงค์ใดกใ็ หเ๎ รียนซ้าจนกวาํ จะผาํ นจดุ ประสงค์น้ัน
2. ความพร๎อม (Readiness) กํอนการเรียนวิชาใดๆ ก็ตาม ผู๎เรียนจะต๎องเตรียมตัวให๎
พร๎อมท้ังรํางกาย จิตใจ อุปกรณ์การเรียนและสิ่งแวดล๎อม การเตรียมตัวให๎พร๎อมยํอมจะชํวยให๎การ
เรยี นรูด๎ าเนินไปด๎วยดี ดังคากลาํ วท่วี ํา “การเตรียมตวั ใหด๎ เี ทํากบั การมชี ยั ไปกวาํ ครึ่งแลว๎ ”
3. สถานการณ์ (Situation) ได๎แกํ บรรยากาศและสิ่งแวดล๎อมท่ีเก่ียวข๎องกับการเรียนรู๎
เชํน ในห๎องเรียนจะได๎แกํ ครู บทเรียน ส่ือการสอน สภาพอากาศ และมลพิษตํางๆ (ถ๎ามี) สาหรับ
การเรียนร๎ูในห๎องสมุด หรือสถานที่นอกห๎องเรียน บรรยากาศ ได๎แกํ บทเรียน สภาพสื่อการสอน
สภาพอากาศ มลพิษตาํ งๆ ท้งั ทางเสียง แสง กลน่ิ และภยนั ตรายตาํ งๆ ถ๎าสถานการณเ์ ปน็ บวกสาหรับ
ผ๎ูเรียนจะชํวยในการเรียนร๎ูได๎ดี ในทางตรงกันขา๎ มถา๎ สถานการณ์เป็นลบจะเปน็ อุปสรรคในการเรยี นร๎ู
4. การแปลความหมาย (Interpretion) เม่ือผ๎ูเรียนได๎พบกับสถานการณ์อาจจะใน
ห๎องเรียนหรือนอกห๎องเรียนก็ตาม ผู๎เรียนจะต๎องรับสัมผัส เชํน ตาดู หูฟัง ใช๎ล้ิน และหรือมือสัมผัสใน
143
บรรดาสิ่งเร๎า คาส่ัง หรือเน้ือหาสาระตํางๆ แล๎วจะต๎องแปลความหมายให๎ถูกต๎อง เป็นความเข๎าใจท่ี
ตรงกัน จะไดน๎ าไปใช๎ ไปปฏิบัติได๎อยํางถูกต๎อง ในทางตรงกันข๎ามถ๎าผู๎เรียนแปลความหมายเบ่ียงเบนไป
ผลก็คือเกิดการรับรู๎ท่ีผิดพลาดได๎ ดังน้ันถ๎าผู๎เรียนได๎ตรวจสอบการแปลความหมายของตนให๎ถูกต๎อง
แลว๎ จะชวํ ยให๎การเรียนรมู๎ ีประสิทธภิ าพได๎
5. การตอบสนอง (Response) เม่ือผูเ๎ รยี นไดแ๎ ปลความหมายของสถานการณ์ที่กํอให๎เกิด
การเรยี นรแู๎ ลว๎ ผเู๎ รียนจะตัดสนิ ใจแสดงพฤตกิ รรมตอบสนองตอํ สถานการณ์ที่เกี่ยวข๎อง เชํน ถ๎าผ๎ูเรียน
ได๎เรียนรู๎เร่ืองการรบกวนแล๎วตํอไปครูได๎มอบหมายให๎ผ๎ูเรียนทาแบบฝึกหัด ผ๎ูเรียนก็จะลงมือทาและ
ทาไดถ๎ ูกต๎องตรงตามจดุ ประสงค์ การเรียนรู๎กเ็ กดิ ขน้ึ ได๎
6. ผลตํอเนื่อง (Consequence) เป็นผลตํอเน่ืองจากการตอบสนอง ถ๎าการตอบสนอง
ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู๎ก็เกิดข้ึน เมื่อครู-อาจารย์ประเมินผลก็ปรากฏวํานักเรียนผําน
จุดประสงค์ตํางๆ ตามท่ีกาหนดเป็นข้ันต่าไว๎ ครู-อาจารย์ยอมรับวํานักเรียนมีผลตํอเนื่องดีและได๎เกิด
การเรียนรู๎แล๎ว ในทางตรงข๎ามถ๎าผู๎เรียนตอบสนองไมํดี หรือการประเมินผลสรุปได๎วําผ๎ูเรียนไมํผําน
จุดประสงค์ ยอํ มแสดงวําผลตอํ เนอื่ งไมํดี ผ๎เู รยี นยงั ไมเํ กิดการเรียนร๎ู
7. ปฏิกิริยาตํอการขัดขวาง (Reaction to Thwarting) เม่ือผ๎ูเรียนได๎ดาเนินการตาม
ขั้นตอนของการเรียนรู๎จากการกาหนดจุดประสงค์การเตรียมความพร๎อม การพบกับสถานการณ์
การแปลความหมาย การตอบสนอง และผลตํอเนื่องท่ีได๎รับ ถ๎าผลตํอเน่ืองเป็นท่ีพึงพอใจและ
สอดคล๎องกับจุดประสงค์ข๎างต๎น การเรียนร๎ูก็เกิดขึ้น ในทางตรงข๎ามถ๎าผลตํอเน่ืองไมํเป็นท่ีพึงพอใจ
และหรือไมสํ อดคลอ๎ งกับจุดประสงค์ของบทเรียน การเรียนรู๎ยํอมจะไมํเกิดขึ้น แสดงวําผู๎เรียนพบกับ
ปัญหาและอปุ สรรค ผเ๎ู รยี นจะตอ๎ งกลับไปเรมิ่ ตน๎ นับ 1 ใหมํ จนกวําจะบรรลผุ ลสาเร็จ หรือถ๎ายอมแพ๎
อาจจะเปลีย่ นบทเรยี นหรือขอถอนวิชานั้นๆ ไป เพือ่ ไปเรียนวิชาใหมกํ ็ได๎
3. ประเภทของการเรียนรู้
เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom, อ๎างถึงใน สิริอร วิชชาวุธ,2554 :132-145) นักวัดผล
ชาวอเมรกิ ัน ได๎จาแนกประเภทพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ูออกเป็น 3 ด๎าน ดังนี้
3.1 พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นการเรียนร๎ูเก่ียวกับความร๎ูแลพัฒนาการทาง
ทักษะด๎านเชาว์ปัญญา เป็นความสามารถในการระลึก หรือสังเกตจดจาข๎อเท็จจริงตํางๆได๎ในการ
เรียนร๎ูทางเชาว์ปัญญามี 6 ลาดับข้ัน โดยเริ่มจากทักษะท่ีงํายไปสูํทักษะท่ียากและซับซ๎อน ซึ่งการ
พัฒนาจะต๎องเร่ิมต๎นจากข้ันต่ากํอนจึงจะเกิดทักษะในขั้นสูงได๎ ทักษะตามลาดับขั้นมีดังนี้ จา
(Remembering) เข๎าใจ (Understaning) ประยุกต์ใช๎ (Applying) วิเคราะห์ (Analysing)
ประเมนิ คํา (Evaluating) คดิ สรา๎ งสรรค์ (Cre Ating) (ชวลติ ชกู าแพง,ออนไลน์ :2550)
144
3.2 จิตพิสัยหรือการเรียนรู๎ทางอารมณ์ (Affective Domain) บุคคลจะเรียนร๎ูการแสดง
อารมณผ์ าํ นประสบการณข์ องตน เจตคติ ความสนใจ ความตงั้ ใจ ความใสใํ จ และการให๎คุณคํา เป็นส่ิง
แสดงออกมาด๎วยพฤติกรรมทางอารมณ์ ซ่ึงถูกจัดรูปแบบการเกิดเป็นลาดับขั้นเริ่มตั้งแตํงํายไปยาก
และซับซอ๎ น การรับรู๎สึกปรากฏการณ์ (Receiving Phenomena) การตอบสนองตํอปรากฏการณ์
(Responding to Phenomena) การใหค๎ ุณคาํ (Valuing) การจัดระบบ (Organization) คาํ นิยมฝัง
ลึกภายใน (Internalizing Values)
3.3 ทกั ษะพิสัย (Psychomotor Domain) เปน็ การเรียนรก๎ู ารเคล่ือนไหวสํวนตํางๆของ
รํางกาย และประสานกันระหวํางอวัยวะตํางๆ เชํน การพิมพ์ดีดด๎วยระบบสัมผัสสิบนิ้ว การป่ัน
จักรยาน การเต๎นรา การเขียนบทความ และอ่ืนๆ การพัฒนาทักษะเหลํานี้เกิดข้ึนได๎ด๎วยการฝึกฝน
ปฏิบัติ ซึ่งจะมีการพัฒนา 7 ข้ันตามลาดับดังน้ี การรับรู๎ (Perception) การต้ังคํา (Set) การ
ตอบสนองจากตวั ชแ้ี นะ (Guided Response) กลไก (Mechanism) พฤติกรรมซับซ๎อน (Complex
Overt Response) การปรับเปล่ียน (Adaptation) ตน๎ ฉบับ (Origination)
4. ปจั จยั ด้านผู้เรยี นทมี่ ีผลตอ่ การเรียนรู้
จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์ (2556 :106-107) ผู๎เรียนจะเรียนร๎ูได๎รวดเร็ว และผลการเรียนรู๎
น้ันจะมปี ระสิทธภิ าพมากน๎อยเพียงใดขึ้นอยูํกบั องค์ประกอบดงั น้ี
4.1 วฒุ ภิ าวะทางกายและความพรอ๎ มทางจติ ใจ ความพร๎อมทงั้ ทางดา๎ นรํางกาย
และจติ ใจเปน็ คุณลักษณะที่สาคัญประการหน่ึงที่สามารถทาให๎ผ๎ูเรียนเกิดการเรียนรู๎ได๎งํายและเร็วข้ึน
การฝกึ ให๎ผู๎เรียนเรียนรู๎ในขณะท่ียังไมํมีวุฒิภาวะ แม๎จะใช๎เวลาฝึกฝนนาน ๆ ก็ไมํอาจทาให๎ผ๎ูเรียนเกิด
การเรียนร๎ูได๎ เชํน การฝึกเด็ก 6 เดือนให๎เดิน แม๎จะฝึกนานเทําไร เด็กก็ไมํสามารถเรียนรู๎การเดินได๎
ทัง้ นี้เพราะกล๎ามเนื้อของเดก็ ยังไมเํ จรญิ เติบโตเตม็ ท่ีพอทจ่ี ะฝึกการเดนิ ได๎
4.2 ระดับสติปัญญาและความสามารถในการจา ระดับสติปัญญามีผลทาให๎ความสามารถ
ทางการเรียนร๎ูของแตํละบุคคลแตกตํางกันไป ผู๎เรียนที่มีระดับสติปัญญาสูง มีแนวโน๎มจะสามารถ
เรยี นร๎สู งิ่ ตํางๆ ได๎รวดเรว็ และมปี ระสทิ ธิภาพกวําผ๎เู รียนท่ีมีสติปัญญาตา่ อีกทั้งยังสามารถจดจาส่ิงตําง
ๆ ที่ได๎เรียนร๎ูมาแล๎วไดย๎ าวนานกวํา
4.3 แรงจูงใจ นบั เป็นองค์ประกอบสาคญั ของการเรยี นรู๎ ในการเรยี นรใ๎ู ด ๆ ก็ตามถ๎าผู๎เรียน
เกิดแรงจูงใจที่จะเรียน ไมํวําแรงจูงใจน้ันจะเป็นแรงจูงใจในระดับปฐมภูมิ เชํน คะแนน ผลการเรียน
การสาเร็จการศึกษา ฯลฯ แรงจูงใจทุติยภูมิ เชํน ความต๎องการเป็นที่ยอมรับ ความรู๎สึกมีคุณคํา
ความร๎ูสึกภาคภูมิใจ ฯลฯ แรงจูงใจตําง ๆ เหลําน้ี จะเป็นตัวผลักดันให๎ผ๎ูเรียนเกิดกาลังใจจนสามารถ
เรยี นรไ๎ู ด๎รวดเร็วและมีประสทิ ธิภาพกวาํ ผ๎ูเรยี นท่ไี มํมีแรงจูงใจ
145
4.4 ความถนัด หมายถึง ศักยภาพหรือความสามารถท่ีแฝงอยูํในตัวบุคคลซึ่งเป็นพื้นฐานให๎
บุคคลใช๎ความสามารถด๎านท่มี ีอยํนู น้ั จนเกิดสัมฤทธิ์ผลได๎ ตัวอยํางเชํน พันธุกรรมกาหนดให๎ บางคนมี
ความเคลื่อนไหวรํางกายอยํางคลํองแคลํว เป็น “พรสวรรค์” ท่ีได๎รับจากธรรมชาติ เม่ือเขาอยูํใน
สิ่งแวดล๎อมท่ีเหมาะสม ได๎รับประสบการณ์ มีการฝึกฝนทักษะเสมือนเป็น “พรแสวง”ยํอมทาให๎ส่ิง
เสริมสมรรถภาพทตี่ ิดตวั มาแตํกาเนดิ ใหพ๎ ัฒนาอยํางเต็มประสิทธิภาพมากกวําผู๎ที่ไมํมีความถนัดติดตัว
มาแตํกาเนิด อาจกลําวได๎วํา ความถนัดท่ัวๆ ไปเป็นความถนัดที่ทุกคนพัฒนาให๎เกิดข้ึนได๎ แตํความ
ถนัดเฉพาะด๎านมีอยํูหลายประเภท เชํน ความถนัดทางกีฬา ภาษา ดนตรี ศิลปะ ทางจักรกล ทาง
วิศวกรรม เป็นต๎น ปัจจุบันมีการนาแบบทดสอบความถนัดมาใช๎ในการคัดเลือกบุคคลให๎เหมาะสม
เพอื่ นการคัดเลอื กบุคคลเข๎าศึกษาตํอและคดั เลอื กบคุ คลเขา๎ สูํตาแหนํงงาน
4.5 ความสามารถถํายโยงการเรียนร๎ู หมายถึง การที่ผู๎เรียนสามารถนาสิ่งท่ีเรียนแล๎วมาใช๎
ในสภาพการณ์ใหมํ การถํายโยงการเรียนรู๎เป็นสิ่งท่ีเป็นประโยชน์เพราะเป็นกระบวนการที่ผู๎เรียน
สามารถนาสิ่งที่เรียนรู๎แล๎วไปใช๎ในสภาพการณ์อ่ืนได๎ ซึ่งในลักษณะดังกลําวยํอมแสดงวําผ๎ูเรียน
สามารถเรียนร๎ไู ด๎อยาํ งแท๎จริง การถาํ ยโยงการเรียนรูแ๎ บํงออกเป็นสองประเภทคอื
4.5.1 การถํายโยงการเรียนรู๎ทางบวก คือ การท่ีเม่ือได๎เรียนร๎ูสิ่งหนึ่งแล๎ว ทาให๎การ
เรยี นรส๎ู งิ่ หนง่ึ งํายขึน้
4.5.2 การถํายโยงการเรียนรู๎ทางลบ คือ การที่สิ่งที่เรียนรู๎ไปกํอนกับส่ิงที่เรียนใหมํ
รบกวนกัน ตวั อยาํ ง เชนํ การเรยี นร๎ูภาษาถ่นิ กบั ภาษาทใี่ ชใ๎ นโรงเรียน
แนวทางการจัดการเรียนร๎ูที่ชํวยให๎เกิดการถํายโยงการเรียนรู๎ทางบวก มีอยูํหลายประการ
เชนํ จดั เน้อื หาขอ๎ มลู ใหเ๎ ปน็ หมวดหมํูให๎เห็นได๎อยํางชัดเจน นาความร๎ูไปใช๎ในสถานการณ์อ่ืน การจัด
บรรยากาศการเรียนร๎ูที่ดีก็เป็นสิ่งสาคัญ เพ่ือให๎การเรียนรู๎นั้นคงทนถาวรและเป็นประโยชน์มากขึ้น
(เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และ ภกั ดี ปรวี รรณ, 2554 :186-190)
5. ปัจจัยท่สี ง่ เสรมิ บรรยากาศการเรยี นรู้
อัชรา เอิบสุขสิริ (2556 :319) การดาเนินกิจการใดก็ตามจะบรรลุวัตถุประสงค์ได๎อยําง
ราบรื่นจาเป็นต๎องอาศัยบรรยากาศท่ีเอื้อตํอการทากิจกรรมน้ัน กลําวคือ ผู๎เก่ียวข๎องต๎องสามารถ
ดาเนินกิจกรรมได๎อยํางมีความสุขภายใต๎สภาพแวดล๎อมที่สํงเสริมการทางาน และการพัฒนา
ศักยภาพของบุคคลการจัดการเรียนร๎ูก็เชํนกัน เราอาจแบํงองค์ประกอบของการเรียนรู๎ออกเป็นสอง
ดา๎ นใหญํ ๆ ไดแ๎ กํ องค์ประกอบด๎านกายภาพ และองค์ประกอบดา๎ นจติ วทิ ยา ดังนี้
5.1 องคป์ ระกอบทางดา้ นกายภาพ
องค์ประกอบด๎านกายภาพ หมายถึง ลักษณะและขนาดของห๎องเรียนที่ไมํเล็กหรือใหญํ
เกินไป มีเน้ือที่เพียงพอให๎ขยับโต๏ะเก๎าอี้เพื่อจัดกิจกรรมได๎ มีอุปกรณ์หรือมุมท่ีสํงเสริมการเรียนรู๎
146
เชํน ตู๎หนังสือปูายนิเทศ มุมวิทยาศาสตร์ มุมภาษา ฯลฯ มีโต๏ะเก๎าอี้ท่ีมีขนาดเหมาะกับผู๎เรียน
ประตหู นา๎ ตํางมากพอให๎อากาศถาํ ยเทได๎อยํางสะดวก มีแสงสวํางเพียงพอ ห๎องมีลักษณะโปรํงสบาย
สะอาด เปน็ ระเบยี บเรียบร๎อยสวยงาม ดงั แสดงในภาพท่ี 4.2
ภาพท่ี 4.2 ภาพห๎องเรียนที่มอี ุปกรณท์ สี่ งํ เสริมการเรียนร๎ูในศตวรรษท่ี 21
https://www.l3nr.org/posts/573501
5.2 องค์ประกอบทางด้านจติ วทิ ยา
องค์ประกอบด๎านจิตวิทยา หมายถึง องค์ประกอบด๎านความร๎ูสึกนึกคิด ซ่ึงต๎องเอื้อตํอการ
กระตุน๎ จงู ใจผเู๎ รยี น ใหส๎ นใจเรยี น มคี วามใฝุร๎ู มเี จตคติท่ีดีตํอการเรียน มีอัตมโนทัศน์หรือความร๎ูสึก
ตอํ ตนเองในเชงิ บวก (positive self-concept) อนั จะนาไปสูํความเช่ือม่ันในตนเองดังแนวคิดของ โร
เจอร์ส (Rogers. 1976) อ๎างถึงใน อัชรา เอิบสุขสิริ (2556 : 320) ท่ีอธิบายไว๎ในทฤษฎีตัวตน (Self-
Theory) วํามนุษย์จะแสดงพฤติกรรมตามความรู๎สึกที่มีตํอตนเองโดย “ตน” เป็นที่รวมแหํงความคิด
การรับร๎ู และการประเมินคุณคําของตนเอง เรียม ศรีทอง (2542) กลําววํา ความรู๎สึกตํอตนเอง
เปน็ ภาพทีเ่ กิดจากโครงสรา๎ งความคดิ เก่ยี วกบั ตนที่ต๎องการจะเป็น และท่ีเป็นจริง ความจาความเช่ือ
ในตน แรงจูงใจและคํานิยมโดยทั่วไปบุคคลจะสร๎างภาพพจน์ทางรํางกายกํอน ซึ่งจะสัมพันธ์กับ
ลักษณะภายนอกและภาพพจน์ท่ีคนอ่ืนมองตน สํวนภาพพจน์ทางจิตใจจะเกิดข้ึนบนรากฐานของ
ความสามารถในการคิด อารมณ์ ความร๎ูสึก และความสามารถของบุคคลในการปรับตัวตํอ
สภาพแวดล๎อม อัตมโนทัศนจ์ งึ เปน็ ตวั กาหนดพฤตกิ รรมของบุคคลผท๎ู ่ีมีอัตมโนทัศน์เชิงบวกจะเชื่อมั่น
ในความสามารถของตนพง่ึ พาตนเองได๎ มคี วามอดทนพยายาม ผท๎ู ่มี ีอตั มโนทัศน์เชิงลบจะร๎ูสึกท๎อแท๎
147
ขาดความเช่ือม่ัน ไมํรู๎สึกถึงคุณคําในตนเอง ขาดความอดทนกระตือรือร๎น อยํางไรก็ตาม อัตมโน
ทัศน์สามารถเปลี่ยนแปลงได๎ โดยผ๎ูสอนสามารถสร๎างเสริมอัตมโนทัศน์เชิงบวกให๎กับผ๎ูเรียนได๎ในการ
ติดตํอสื่อสารเชิงบวกกับผู๎เรียน เอาใจใสํตอบสนองความต๎องการของผู๎เรียนอยํางเหมาะสม ให๎
กาลังใจ กระต๎ุนให๎เขาปฏิบัติงานท่ีสอดคล๎องกับความสามารถ มีโอกาสประสบความสาเร็จ เพ่ือให๎
เกดิ กาลงั ใจ หรือหากทาแล๎วเกิดความผิดพลาด ผ๎ูสอนก็ควรอธิบาย แนะนา ไมํตาหนิติเตียน ดุดํา
วํากลําว โดยไมํมีคาแนะนาอยํางสร๎างสรรค์ ปัจจัยทางจิตวิทยาท่ีเอ้ือตํอการเรียนรู๎จึงควร
ประกอบด๎วย
5.2.1 บรรยากาศเป็นกันเอง อบอุํน ผู๎เรียนร๎ูสึกใกล๎ชิดกับผ๎ูสอนร๎ูสึกวําตนเองเป็นสํวน
หน่ึงที่มีความสาคัญของชั้นเรียน มีสํวนรํวมในการเรียนการสอน เชํน ได๎แสดงความคิดเห็น ตอบ
คาถามที่สามารถสบตาด๎วยสายตา ที่เป็นมิตร หวังดีและจริงใจ หลีกเล่ียงการลงโทษให๎เกิดความ
เจ็บตวั เจบ็ ใจ อับอาย ฯลฯ
5.2.2 เสรภี าพในการแสดงออก เชํน การแสวงหาความร๎ูด๎วยตนเอง มีสํวนรํวมในการ
วางแผนการเรยี น การทางาน สามารถเลอื กวิธีการเรียนรก๎ู ารทางานตําง ๆ ในช้นั เรียนด๎วยตนเอง
5.2.3 การไดร๎ ับการยอมรบั โดยผ๎ูสอนและเพื่อนรํวมช้ัน แสดงออกถึงการชนื่ ชมยอมรับ
คุณคาํ ซึ่งกันและกนั ใหโ๎ อกาสเข๎ารํวมและมบี ทบาทในกจิ กรรมตําง ๆ
5.2.4 สภาพการณ์ท่ีมีความท๎าทาย เชํน บทเรยี นกจิ กรรมการเรียนการสอนที่ไมํงํายจน
ผูเ๎ รยี นเบ่อื หนําย และไมอํ ยากจะร๎ูสึกท๎อใจ แตํให๎มคี วามยากในระดบั ที่ท๎าทายความสามารถ ร๎ูสึกวํา
ความยากนั้นมีความเร๎าใจให๎อยากลองเรียนรู๎ และถ๎าทาได๎สาเร็จจะรู๎สึกภาคภูมิใจ มีกาลังใจท่ีจะ
ลองทาส่งิ ท่ยี ากข้ึนตอํ ไป
5.2.5 บรรยากาศการสร๎างวินัยในตนเอง แม๎วําการสร๎างบรรยากาศในช้ันเรียนที่ดีจะ
เน๎นการยอมรับ การให๎เสรีภาพในการแสดงออก ความเป็นกันเองกับผู๎เรียน แตํทั้งหมดนี้ก็ต๎องมี
ขอบเขตท่ีพอเหมาะ เสรีภาพต๎องมาคูํกับความรับผิดชอบ การกระทาของตนเองด๎วย คูเปอร์สมิธ
(Coopersmith, 1967) อ๎างถงึ ใน อัชรา เอบิ สขุ สิริ (2556 : 322) กลําววาํ เด็กทอี่ ยูใํ นบรรยากาศแหํง
เสรีภาพเต็มที่ จะเกิดความรู๎สึกยอมรับนับถือตนเองน๎อยกวําเด็กที่ได๎รับการดูแล คือครูต๎องอธิบาย
ให๎เดก็ เขา๎ ใจวํา เหตุใดเขาจงึ ต๎องทาส่ิงน้แี ละเหตุใดเขาจึงไมคํ วรทาสิง่ น้ัน การที่เด็กเข๎าใจเหตุผลของ
การทาหรือไมํทาพฤติกรรมใด ๆ จะทาให๎เขาสามารถตัดสินใจได๎ด๎วยตนเอง และพัฒนาความ
รับผิดชอบตํอพฤติกรรมของเขาด๎วย น่ันคือเขาจะเป็นคนที่มีวินัยในตนเองโดยไมํจาเป็นต๎องมี
บทลงโทษมาควบคุม ท่ีสาคญั คือ ครูตอ๎ งมีความยตุ ธิ รรม ปฏบิ ตั ิตํอเด็กทุกคนอยํางเทําเทียมกัน บน
พื้นฐานของเหตุผลและความถกู ตอ๎ ง ทุกคนลว๎ นเปน็ ผทู๎ คี่ รใู หก๎ ารยอมรบั เหมือนกันท้งั สิ้น
5.2.6 บรรยากาศความสาเรจ็ ตามทฤษฎีพฒั นาการทางบคุ ลิกภาพของอีรกิ สัน เช่ือวําเด็ก
จะพัฒนาความเชื่อม่ันในตนเองได๎จากสภาพแวดล๎อมท่ีเขามีโอกาสได๎ทาสิ่งตําง ๆ ด๎วยตนเองและ
148
ประสบความสาเร็จ สํวนผู๎ที่ขาดโอกาสกจ็ ะไมรํ ู๎วําตนมีความสามารถหรือไมํเพียงใด เชํนเดียวกับผ๎ูที่
ไมปํ ระสบความสาเร็จในการทาส่ิงตําง ๆ ก็จะขาดความม่ันใจในตนเอง ไมํแนํใจความสามารถของ
ตนเอง หรือคิดวําตนไมํมีความสามารถ และจะไมํมีแรงจูงใจใฝุสัมฤทธ์ิ ครูจึงควรให๎เด็กมีโอกาส
ประสบความสาเร็จทกุ คน และพดู ถงึ ความสาเรจ็ ของเดก็ มากกวาํ การคอยตอกย้าถึงความลม๎ เหลว
5.2.7 บทบาทของผ๎ูสอน ผ๎ูสอนท่ีจะชํวยเตรียมช้ันเรียนให๎มีบรรยากาศที่เอื้อตํอการ
เรียนรู๎ ควรมีบุคลิกภาพท่ีนําไว๎วางใจ สงํางาม สุภาพ ร๎ูกาลเทศะ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ให๎
เกียรติผู๎อื่น มีลักษณะเป็นมิตร ความยืดหยํุนในการจัดบรรยากาศการเรียนร๎ูได๎อยํางเหมาะสม ไมํ
ใชอ๎ านาจขํมขํู บังคับ ไมํลงโทษในเกิดความอับอาย หรือเสียใจ เจ็บแค๎น เป็นต๎น บทบาทลักษณะ
ของครผู ูส๎ อนทด่ี ี และพงึ หลกี เล่ียง มดี งั ตอํ ไปนี้
5.2.7.1 บทบาทและลักษณะของครูผส๎ู อนทีด่ ี
เอมเมอร์ เอเวอร์ทสัน และแอนเดอร์สัน (Emmer, Evertsan & Anderson,
1980 อ๎างถึงใน อัชรา เอบิ สุขสริ ,ิ 2556 : 325) ไดส๎ รปุ คุณลักษณะของครูทีม่ ีประสิทธิภาพ ไวด๎ งั นี้
1) ต๎องมีลักษณะแบบนักจิตวิทยากลํุมมนุษยนิยม (Humanism) คือ เป็นผู๎มอง
โลกในแงํดีเห็นคุณคําความเป็นมนุษย์ของทุกคน สามารถยอมรับผู๎อื่นได๎อยํางไมํมีเง่ือนไข มีลักษณะ
อบอํนุ จรงิ ใจเมตตา เปน็ กัลยาณมติ รของนักเรยี น
2) ร๎ูจักและเข๎าใจนักเรียนเป็นรายบุคคล มีความรู๎ด๎านจิตวิทยาพัฒนาการ และ
สามารถนาความรูน๎ ้ันมาพัฒนาผูเ๎ รียนใหง๎ อกงาม ทางด๎านรํางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และ
บุคลิกภาพสํงเสริมให๎เขาเติบโตข้ึนเป็นบุคคลที่มีคุณคําของสังคม ดารงชีวิตด๎วยความภาคภูมิใจใน
ตนเอง และมีความสขุ ชีวิต
3) มีความร๎ูด๎านจิตวิทยาการเรียนการสอน เข๎าใจกระบวนการเรียนร๎ูสามารถนา
ทฤษฎีการเรียนร๎ู และทฤษฎีแรงจูงใจมาประยุกต์ใช๎ได๎อยํางเหมาะสมเพื่อให๎การเรียนการสอนมี
ประสทิ ธิภาพสงู สดุ ให๎ผู๎เรยี นเรียนร๎อู ยํางมีความสขุ มีเจตคติท่ีดีตํอบทเรียน กระบวนการเรียนและมี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนทีน่ าํ พงึ พอใจ
4) มีทักษะในการติดตํอส่ือสาร เป็นผ๎ูพูดและผู๎ฟังท่ีดีสามารถส่ือสารกับผู๎อื่นให๎
เข๎าใจตรงกนั บริหารความขัดแย๎งได๎อยํางมปี ระสทิ ธิภาพ
5) มีทกั ษะในการจดั ห๎องเรยี นให๎มบี รรยากาศทเี่ อ้ือตํอการเรยี นร๎ู
6) มีมนุษยสัมพันธ์ดีเข๎าใจหลักพฤติกรรมศาสตร์ ปรับตัวและสร๎างความสัมพันธ์
อันดีกับผู๎อื่นได๎อยํางไมํมีเง่ือนไข มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีความสุขกาย และสุขภาพจิตดี มี
ความเปน็ ผูน๎ า
7) มคี ุณวฒุ ทิ างวิชาการ มีความรู๎ในวิชาท่ีสอนเป็นอยํางดี มีความใฝุร๎ู ขวนขวาย
กระตอื รอื ร๎นในการศกึ ษาหาความร๎ูเพม่ิ เติมอยํางสม่าเสมอ
149
5.2.7.2 บทบาทในชน้ั เรียนทีค่ รูพึงหลีกเล่ยี ง
ซิมเมอร์แมน และชังด์ (Zimmerman, B.J. & Schunk, D. H., 1968) อ๎างถึงใน
อัชรา เอบิ สขุ สริ ิ (2556 : 328) ไดก๎ ลาํ วถงึ บทบาทในชน้ั เรียนที่ครูพงึ หลีกเลย่ี งไว๎ 3 ประการดงั นี้
1) การใช๎ความรุนแรงแบบเผด็จการ ใช๎อานาจเกินสมควร เอาแตํใจตนเอง ขํู
กรรโชก ลงโทษแบบไมํแก๎ปัญหา แตํเป็นการเพ่ิมปัญหา เชํน ไลํออกจากโรงเรียน ให๎พักการเรียน
ท้งั ทน่ี าํ จะมวี ิธอี นื่ ทม่ี ปี ระโยชน์มากกวาํ นั้น พึงระลึกไว๎เสมอวําครูมิได๎มีหน๎าที่เฉพาะการสอนวิชาการ
เทําน้นั หากมหี น๎าทสี่ อนสร๎างเสริมความเป็น “มนุษย”์ ทสี่ มบรู ณ์ให๎แกผํ เู๎ รยี นด๎วย
2) การใหเ๎ สรีภาพมากเกนิ ไป ปลอํ ยปละละเลย นักเรียนจะเข๎าเรียนหรือไมํก็ได๎
จะสํงงานหรือไมํก็ได๎ ทาผิดก็ไมํมีการลงโทษ นักเรียนจึงไมํรู๎วําอะไรผิดอะไรถูก อะไรควรปฏิบัติ
อะไรไมํควรปฏบิ ตั ิ เสรีภาพต๎องมาคกูํ บั ความรับผดิ ชอบเสมอ
3) การเครํงครัดเข๎มงวดมากเกินไป ไมํมีการยืดหยุํน ไมํฟังเหตุผล นักเรียนจะ
เกดิ ความคับขอ๎ งใจ ขาดความมน่ั ใจ และไมํกล๎าทาอะไรนอกเหนือคาสั่งของครู ทาให๎ขาดโอกาสใน
การพัฒนาตนไปตามศักยภาพท่ีควรจะเปน็ รวมถึงการกาหนดกฎระเบียบตําง ๆ จากการใช๎ความคิด
มุมมองของครูเป็นมาตรฐาน โดยเด็กไมํมีสํวนรํวมในการแสดงเหตุผลความคิดความต๎องการของ
ตนเอง ท้ังท่ีความจริงแล๎ว ผู๎ใหญํกับเด็กมีความคิดความต๎องการท่ีแตกตํางกันมาก วิธีการท่ี
สรา๎ งสรรค์จึงควรเปน็ ทางสายกลางระหวํางความคิดเหน็ เหตุผล ความต๎องการของทั้งสองฝุายที่ตําง
ฝาุ ยตาํ งสามารถยอมรบั กันได๎
สรุปได๎วํา ลักษณะของครูท่ีดีคือ ต๎องเป็นผู๎ท่ีมีจิตวิทยา นาความรู๎ทางด๎านพัฒนาการ ความ
แตกตําง แรงจูงใจ การเรียนรู๎ และสติปัญญา ไปใช๎ประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอน ดารงตนใน
การเป็นครู ท่ีเข๎าใจ เปิดใจ และให๎การยอมรับผู๎เรียน อีกท้ังยังต๎องนาความร๎ูทางด๎าน ความถนัด
ผเ๎ู รยี น แนะแนว และการใหค๎ าปรึกษาไปประยุกต์ใช๎เพ่ือชํวยเหลือผ๎ูเรียน ในการปูองกันปัญหา แก๎ไข
ปัญหา และพัฒนาสํงเสรมิ ผู๎เรยี นให๎เต็มศกั ยภาพ
6. ลลี าการเรยี นรู้
มัณฑรา ธรรมบุศย์ (ออนไลน์ ,2559) โลกยุคน้ีเป็นยุคของความร๎ูและข๎อมูลขําวสาร ผ๎ูใดมี
ความร๎ูและข๎อมูลมากกวํายํอมได๎เปรียบกวํา โรงเรียนจึงควรเตรียมเด็ก ๆ และเยาวชนให๎รู๎จัก
แสวงหาความรู๎อยํางตํอเนื่องด๎วยตนเอง การสอนให๎เด็กเรียนร๎ูวิธีเรียนที่ถูกต๎อง (Learn how to
learn) จึงเป็นเรื่องท่ีจาเป็นอยํางย่ิง โดยครูต๎องเข๎าใจและตระหนักเป็นอันดับแรกวํา เด็กแตํละคนมี
ลลี าหรอื รปู แบบการเรียนร๎ไู มเํ หมอื นกนั ครูท่ีสามารถร๎ูวําเด็กแตํละคนในช้ันมีรูปแบบการเรียนรู๎เป็น
แบบใดจะประสบความสาเร็จในการสํงผํานความร๎ูไปยังนักเรียน ทาให๎เด็กได๎พัฒนาศักยภาพในการ
เรียนรข๎ู องตนเองได๎อยาํ งเตม็ ความสามารถมากทีส่ ดุ มกี ารแบงํ ประเภทลีลาการเรียนร๎ดู ังน้ี
150
6.1 ลีลาการเรียนรู้ท่ีแบง่ จากช่องทางในการรับร้ขู ้อมูล
นกั จิตวิทยาทีศ่ กึ ษารูปแบบการเรยี นรห๎ู รือลีลาการเรียนร๎ขู องมนุษย์ (Learning style) ได๎
พบวํา มนุษย์สามารถรับข๎อมูลโดยผํานเส๎นทางการรับรู๎ 3 ทาง คือ การรับรู๎ทางสายตาโดยการ
มองเห็น (Visual percepters) การรับร๎ูทางโสตประสาทโดยการได๎ยิน (Auditory percepters)
และ การรับรู๎ทางรํางกายโดยการเคลื่อนไหวและการร๎ูสึก (Kinesthetic percepters) ซ่ึงสามารถ
นามาจัดเป็นลลี าการเรียนร๎ูได๎ 3 ประเภท ดังน้ี
6.1.1 ผู๎ท่ีเรียนร๎ูทางสายตา (Visual learner) ผู๎เรียนที่เรียนร๎ูได๎ดีถ๎าเรียนจาก
รูปภาพ แผนภูมิ แผนผังหรือจากเน้ือหาท่ีเขียนเป็นเรื่องราว เวลาจะนึกถึงเหตุการณ์ใด ก็จะนึกถึง
ภาพเหมือนกับเวลาที่ดูภาพยนตร์คือมองเห็นเป็นภาพท่ีสามารถเคลื่อนไหวบนจอฉายหนังได๎
เน่ืองจากระบบเก็บความจาได๎จัดเก็บสิ่งที่เรียนรู๎ไว๎เป็นภาพ ลักษณะของคาพูดที่คนกลํุมน้ีชอบใช๎
เชํน “ฉันเห็น” หรอื “ฉนั เห็นเปน็ ภาพ…..”
พวก Visual learner จะเรยี นได๎ดีถ๎าครูบรรยายเป็นเร่ืองราว และทาข๎อสอบได๎ดีถ๎า
ครูออกข๎อสอบในลักษณะที่ผูกเป็นเรื่องราว Visual learner จะเป็นนักอําน เวลาอํานเนื้อหาใน
ตาราเรยี นทผ่ี เ๎ู ขียนบรรยายในลกั ษณะของความร๎ู กจ็ ะนาเรอ่ื งทอี่ าํ นมาผกู โยงเป็นเรื่องราวเพ่ือทาให๎
ตนสามารถจดจาเนือ้ หาได๎งํายขนึ้
ผูท๎ ีเ่ รียนได๎ดีทางสายตาควรเลือกเรียนทางด๎านสถาปัตยกรรม หรือด๎านการออกแบบ
และควรประกอบอาชีพมัณฑนากร วิศวกร หรือหมอผําตัด พวก Visual learner จะพบประมาณ
60-65 % ของประชากรท้ังหมด
6.1.2 ผู๎ที่เรียนร๎ูทางโสตประสาท (Auditory Learner) เป็นพวกที่เรียนรู๎ได๎ดีท่ีสุด
ถ๎าได๎ฟังหรือได๎พูด จะไมํสนใจรูปภาพ และไมํผูกเรื่องราวในสมองเป็นภาพเหมือนพวกท่ีเรียนร๎ูทาง
สายตา แตํชอบฟังเรื่องราวซ้า ๆ และชอบเลําเรื่องให๎คนอื่นฟัง คุณลักษณะพิเศษของคนกลํุมนี้
ได๎แกํ การมีทักษะในการได๎ยิน/ได๎ฟังท่ีเหนือกวําคนอื่น ดังนั้นจึงสามารถเลําเร่ืองตําง ๆ ได๎อยําง
ละเอียดละออ และรจ๎ู กั เลือกใช๎คาพูด
ผู๎เรียนท่ีเป็น Auditory learner จะจดจาความร๎ูได๎ดีถ๎าครูพูดให๎ฟัง หากครูถามให๎
ตอบ ก็จะสามารถตอบได๎ทันที แตํถ๎าครูมอบหมายให๎ไปอํานตาราลํวงหน๎าจะจาไมํได๎จนกวําจะได๎
ยินครูอธิบายให๎ฟัง เวลาทํองหนังสือก็ต๎องอํานออกเสียงดังๆ และต๎องพูดกับตนเอง ครูสามารถ
ชํวยเหลือผู๎เรียนกลุํมน้ีได๎โดยใช๎วิธีสอนแบบอภิปราย ในด๎านการคิด มักจะคิดเป็นคาพูด และชอบ
พูดวาํ “ฉนั ไดย๎ ินมาวาํ ……../ ฉันไดฟ๎ ังมาเหมอื นกับวาํ ……”
พวก Auditory learner จะพบประมาณ 30-35 % ของประชากรท้ังหมด และมัก
พบในกลุมํ ทีเ่ รยี นด๎านดนตรี กฎหมายหรือการเมือง สวํ นใหญจํ ะประกอบอาชพี เป็นนักดนตรี พิธีกร
ทางวทิ ยแุ ละโทรทศั น์ นกั จัดรายการเพลง (disc jockey) นกั จิตวิทยา นกั การเมอื ง เป็นต๎น
151
6.1.3 ผ๎ูที่เรียนร๎ูทางรํางกายและความร๎ูสึก (Kinesthetic learner) เป็นพวกที่
เรียนโดยผํานการรับรู๎ทางความร๎ูสึก การเคล่ือนไหว และรํางกาย จึงสามารถจดจาสิ่งท่ีเรียนรู๎ได๎ดี
หากได๎มีการสัมผสั และเกดิ ความร๎ูสกึ ท่ีดตี อํ ส่ิงท่ีเรียน เวลานั่งในห๎องเรียนจะนั่งแบบอยํูไมํสุข น่ังไมํ
ติดที่ ไมํสามารถทาใจให๎จดจํออยูํกับบทเรียนเป็นเวลานาน ๆ ได๎ คือให๎นั่งเพํงมองกระดาน
ตลอดเวลาแบบพวก Visual learner ไมํได๎ และฟังนาน ๆ แบบ Auditory learner ไมํได๎ครู
สามารถสังเกตบุคลิกภาพของเด็กท่ีเป็น Kinesthetic learner ได๎จากคาพูดท่ีวํา “ฉันรู๎สึกวํา……”
พวกท่ีเป็น Kinesthetic learner จึงเป็นกลุํมท่ีมีปัญหามากหากครูผู๎สอน ท่ียังนิยมใช๎วิธีสอนแบบ
เกํา ๆ อยํางเชํนใชว๎ ธิ บี รรยายตลอดช่วั โมงใหน๎ ่ังนิ่งๆ เงียบ ๆ ซ่ึงอาจเป็นเพราะวําความรู๎สึกของเด็ก
เหลํานี้ได๎ถูกนาไปผูกโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเฉพาะส่ิงที่เป็นปัจจุบันเทําน้ัน ไมํได๎ผูกโยงกับอดีต
หรือเหตุการณท์ ี่ยงั มาไมถํ ึงในอนาคต ครูจึงควรสอนโดยการลงมอื ทา ให๎แสดงออกหรือให๎ปฏิบัติจริง
เชํน ให๎เลํนละคร แสดงบทบาทสมมติ สาธิต ทาการทดลอง หรือให๎พูดประกอบการแสดงทําทาง
เป็นต๎น
พวก Kinesthetic learner จะพบในประชากรประมาณ 5-10 % เทํานั้น สาขาวิชาที่
เหมาะกับผ๎ูเรียนกลํุมนี้ได๎แกํ วิชากํอสร๎าง วิชาพลศึกษา และควรประกอบอาชีพที่เก่ียวกับงาน
กอํ สรา๎ งอาคาร หรืองานดา๎ นกีฬา เชํน เป็นนักกีฬา หรือประเภทท่ีต๎องใช๎ความคิดสร๎างสรรค์ งานท่ี
ต๎องมีการเต๎น การรา และการเคล่อื นไหว
6.2 ลลี าการเรียนรู้ทแ่ี บ่งจากการนาสภาวะของจิตเข้าร่วมดว้ ย
การแบํงลีลาการเรียนรู๎ออกเป็น 3 ประเภทดังท่ีกลําวมาแล๎วข๎างต๎น เป็นการแบํงโดย
พจิ ารณาจากชอํ งทางในการรับรู๎ขอ๎ มูล ซ่ึงมอี ยํู 3 ชอํ งทาง ได๎แกํ ทางตา ทางหู และทางรํางกาย แตํ
หากนาสภาวะของบุคคลในขณะท่ีรับร๎ูข๎อมูลซ่ึงมีอยูํ 3 สภาวะคือ สภาวะของจิตสานึก (Conscious)
จิตใต๎สานึก (Subconscious) และจิตไร๎สานึก (Unconscious) เข๎าไปรํวมพิจารณาด๎วย แล๎วนา
องค์ประกอบท้ัง 2 ด๎านคือ องค์ประกอบด๎านชํองทางการรับข๎อมูล (Perceptual pathways) กับ
องค์ประกอบด๎านสภาวะของบุคคลขณะท่ีรับร๎ูข๎อมูล (States of consciousness) มาเชื่อมโยงเข๎า
ด๎วยกัน จะสามารถแบงํ ลีลาการเรยี นรอ๎ู อกได๎ถึง 6 แบบ ดังน้ี
6.2.1 ประเภท V-A-K เป็นผู๎ที่เรียนรู๎ได๎ดีที่สุดหากได๎อํานและได๎เลําเรื่องตําง ๆ ให๎
ผอู๎ ่ืนฟงั เป็นเด็กดีทขี่ ยันเรียนหนังสือ แตไํ มชํ อบเลํนกีฬา
6.2.2 ประเภท V-K-A เป็นผู๎ท่ีเรียนรู๎ได๎ดีที่สุดหากได๎ลงมือปฏิบัติตามแบบอยํางที่
ปรากฏอยตูํ รงหนา๎ และได๎ตัง้ คาถามถามไปเร่ือย ๆ โดยปกติจะชอบทางานเป็นกลุมํ
6.2.3 ประเภท A-K-V เป็นผู๎ท่ีเรียนรู๎ได๎ดีท่ีสุดหากได๎สอนคนอื่น ชอบขยายความ
เวลาเลําเรื่อง แตมํ กั จะมปี ัญหาเกี่ยวกบั การอาํ นและการเขียน
152
6.2.4 ประเภท A-V-K เป็นผู๎ที่มีความสามารถในการเจรจาติดตํอสื่อสารกับคนอ่ืน
พูดได๎ชัดถ๎อยชัดคา พูดจามีเหตุมีผล รักความจริง ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์ และวิชาท่ีต๎องใช๎
ความคิดทกุ ประเภท เวลาเรียนจะพยายามพูดเพอ่ื ให๎ตนเองเกิดความเขา๎ ใจ ไมํชอบเรยี นกฬี า
6.2.5 ประเภท K-V-A เป็นผู๎ที่เรียนได๎ดีท่ีสุดหากได๎ทางานที่ใช๎ความคิดในสถานท่ี
เงียบสงบ สามารถทางานที่ต๎องใช๎กาลังกายได๎เป็นอยํางดีโดยไมํต๎องให๎ครูคอยบอก หากฟังครูพูด
มาก ๆ อาจเกิดความสบั สนได๎
6.2.6 ประเภท K-A-V เปน็ ผูท๎ เ่ี รียนไดด๎ ีหากไดเ๎ คลื่อนไหวราํ งกายไปด๎วย เป็นพวกที่
ไมํชอบอยํูนิ่ง จึงถูกให๎ฉายาวําเป็นเด็กอยํูไมํสุข มักไมํคํอยชอบการอําน มีปัญหาเก่ียวกับการอําน
และการเขียน
การที่ครไู ด๎ร๎ูวําเด็กในชั้นเรียนมีลีลาการเรียนรู๎เป็นแบบใด จึงมีประโยชน์อยํางย่ิงตํอการ
จัดสภาพการเรยี นการสอน และยงั ชวํ ยใหค๎ รู
1. สามารถชํวยเหลือเด็กให๎รู๎จักคิดและเรียนรู๎สิ่งตํางๆ ให๎ดีที่สุดเทําที่เด็กจะสามารถ
ทาได๎ เขา๎ ใจพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ูของเด็กท่ีไมํเหมือนกัน
2. เข๎าใจปัญหาที่เกิดจากการเรียนร๎ูของเด็กแตํละคน เชํน หากพบวํานักเรียนมักไมํ
คอํ ยอยนํู งิ่ และนั่งฟังนานๆ ไมไํ ด๎ ครู ควรปรบั การสอน เพอ่ื ทาใหน๎ กั เรียนมีโอกาสอยํูน่ิงกับสิ่งท่ีต๎องลง
มอื ทา
3. ชํวยให๎ครูคานึงถึงการจัดการเรียนการสอนท่ีหลากหลาย เพื่อตอบลีลาการเรียนรู๎
กบั นักเรยี นทกุ ๆ คน
4. ถงึ แม๎ Kinesthetic learner อาจจะประสบปญั หามากท่สี ุดหากพบวําครูสอนแบบ
บรรยาย แตํถ๎าครูปรับรูปแบบการสอนด๎วยการเน๎นด๎วยการลงมือทา จะพบวํา กลุํมน้ีมีความจาและ
สามารถนาไปใช๎ได๎เปน็ อยาํ งดี
ลีลาการเรียนรู๎ของผู๎เรียนเป็นการบอกลักษณะที่จะสามารถเรียนรู๎ได๎ดีของนักเรียน แตํ
ไมใํ ชํสิง่ ที่บอกวาํ เด็กในลีลาการเรียนร๎ูแบบใดฉลาดกวํากัน แตํสิ่งท่ีพบในโรงเรียน คือเด็กท่ีไมํสามารถ
นั่งฟังครูบรรยาย ไมํเรียบร๎อย หรือไมํคํอยชอบการอําน จะเป็นเด็กที่ในโรงเรียนให๎การตีตราวําไมํ
ตง้ั ใจเรยี น และไมเํ อาไหน และได๎รับการเพิกเฉยหรือขาดการใสํใจไป แตํหากคุณครูได๎ลองพิจารณาดู
จะเห็นวาํ ส่ิงท่ีสะท๎อนออกมานน้ั แทจ๎ รงิ คอื “คร”ู ท่ีไมํเข๎าใจลลี าของผเ๎ู รียน และวิธีท่ีจะทาให๎เกิดการ
เรยี นรท๎ู ่ีดี
153
7. ทฤษฎกี ารเรียนรู้
กฤตวรรณ คาสม (2557 :87) สิ่งที่เกิดข้ึนโดยทั่วไปในชีวิตประจาวันของสิ่งที่มีชีวิตและไมํมี
ชีวิตท้ังหลายน้ัน สภาพที่เกิดเองตามธรรมชาติ เราเรียกวํา เป็นปรากฏการณ์ (Phenomena) เมื่อมี
ปรากฏการณ์เกดิ ขึ้นในลักษณะอยํางเดยี วกนั หรือคลา๎ ยคลงึ กันอยํูอยํางสม่าเสมอ ก็นําท่ีจะมีกฎเกณฑ์
หรอื เหตุผลบางอยํางที่ทาให๎เกิดปรากฏการณ์อันนั้น ความคิดของคนเราในการสร๎างความสัมพันธ์
บางสิ่งบางอยํางนี้ เรียกวํา เป็นการสันนิษฐาน (Assumption)
การสันนิษฐานของเรานั้น ถ๎าเรามีความประสงค์อยากจะทดสอบวํา จริงหรือไมํ หรือ
ถ๎าอยากจะทราบวํา เหตุที่เราผิดกับผลที่เห็นจากปรากฏการณ์น้ันมีความสัมพันธ์กันอยํางไร การทดสอบ
น้ันจาเป็นจะต๎องอาศัยความเข๎าใจจากประสบการณ์ และการเรียนร๎ูเข๎าชํวยด๎วย และในการทดสอบ
หรอื พิสจู น์ข๎อสนั นิษฐานนน้ั ๆ จาเป็นที่จะตอ๎ งตง้ั สมมตฐิ าน (Hypothesis) ข้นึ มา
เมื่อการทดสอบ หรือพิสูจน์ได๎วํา สมมติฐานท่ีเราตั้งนั้นเป็นจริง ในสถานการณ์ท่ัวๆ ไปใน
ท่สี ุดกเ็ กิดเปน็ ทฤษฎี (Theory) ในบทนีจ้ ะขอกลาํ วถงึ ทฤษฎกี ารเรียนร๎ดู งั ตํอไปน้ี
7.1 ทฤษฎีกฎแห่งผลกรรมของ เอด็ เวริรด์ แอล. ธอร์นไดด์
เอ็ดเวริร์ด แอล. ธอร์นไดด์ (Edward L. Thorndike, 1911)เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันมี
ชีวิตอยูํในชํวง ค.ศ. 1874-1949 มีผลงานด๎านการศึกษาและจิตวิทยามากมาย ทฤษฎีการเรียนรู๎ของ
เขาเป็นที่ยอมรับอยํางกว๎างขวางจนได๎รับการยกยํองวําเป็น “บิดาแหํงจิตวิทยาการศึกษา” เป็นนัก
ทฤษฎกี ารเรียนร๎ูคนแรกของอเมริกา ธอร์นไดค์เน๎นความสาคัญของการเช่ือมโยงระหวํางสิ่งเร๎ากับการ
ตอบสนอง คือการเรียนร๎ูจะเกิดข้ึนจากการเชื่อมโยง (connect) ส่ิงเร๎า (S) กับการตอบสนอง (R)
อยํางเหมาะสม ทฤษฎีของเขาจึงได๎ช่ือวําทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยง (Connectionism Theory)
หรอื (S-R Theory)
อัชรา เอิบสุขสิริ (2556 :113-6) ได๎กลําวถึง การทดลองของธอร์นไดด์ แนวคิด ทฤษฎี และ
กฎการเรียนร๎ูของธอรน์ ไดด์ ดังนี้
7.1.1 การทดลองของธอรน์ ไดค์
ธอรน์ ไดด์ ไดใ๎ ชแ๎ มวเปน็ สัตว์ทดลอง เขาจับแมวที่กาลังหิวใสํกรง (problem box) แล๎วนา
อาหารวางไว๎นอกกรงในระยะที่แมวไมํสามารถเอ้ือมถึง เขาสังเกตเห็นแมวพยายามตะกุยตะกายหาทาง
ออกจากกรงเพ่ือมากินอาหาร เวลาผํานไปคํอนข๎างนานและโดยบังเอิญขณะท่ีมันกาลังตะกุยตะกายอยํูนั้น
เท๎าของมันไปกดคานประตูกรงจึงเปิด แมวก็วิ่งออกมากินอาหาร การเปิดประตูกรงได๎นี้เป็นลักษณะการ
แกป๎ ญั หาแบบลองผิดลองถูก (trial and error) ซึ่งเป็นวิธีแก๎ปัญหาท่ีเกิดขึ้นบํอยคร้ังในชีวิตประจาวันของ
มนษุ ย์และสตั ว์ จากน้ัน ธอร์นไดค์ ก็ปลํอยให๎แมวหิว แล๎วจับไปขังไว๎ในกรงพร๎อมทั้งวางอาหารไว๎นอกกรง
เหมือนครั้งแรก เขาทาเชํนนี้หลายๆ ครั้งและพบวําแมวมีพฤติกรรมตะกุยตะกายเชํนเดียวกับคร้ังแรก แตํ
154
ใช๎เวลาน๎อยลงทุกที จนสุดท๎ายมันสามารถตรงไปกดคานทันทีที่ถูกจับใสํกรงแล๎วว่ิงออกมากินอาหาร น่ัน
แสดงวําแมวเกิดการเรียนรู๎วิธีเปิดประตู หลังจากการลองผิดลองถูกหลายๆ คร้ัง ซ่ึงธอร์นไดค์อธิบายวํา
จากการลองผิดลองถูกน้ี ทาให๎แมวคํอยๆ สังเกตเห็นความเชื่อมโยง (connection) ระหวํางวาน (S) กับ
การกดคานเพื่อเปิดประตู (R) ดงั แสดงในภาพท่ี 4.3
ภาพที่ 4.3 การทดลองทฤษฎกี ารเรยี นรแู๎ บบลองผิดลองถูก ของ ธอร์นไดค์
ในภาพยังแสดงถึงถึงกราฟการทดลองของแมวในการใชเ๎ วลาออกจากกลํองและจานวนครั้งของการทดลอง
ทีม่ า : http://englishdictionary.education/en/thorndikes-law-of-effect
7.1.2 แนวคดิ ทฤษฎกี ฎแหง่ ผลกรรมของธอร์นไดด์
7.1.2.1 แนวคดิ เรอ่ื งหลกั การลองผิดลองถูก
การเรียนรู๎แบบลองผิดลองถูก (Trial-Error Learning) มีใจความสาคัญวํา เม่ืออินทรีย์กระทบ
กับสิ่งเรา๎ อินทรียจ์ ะลองใช๎วิธีตอบสนองตํอส่ิงเร๎าหลายๆ วิธี จนพบกับวิธีที่เหมาะสม และถูกต๎องกับ
เหตุการณ์และสถานการณ์ เม่ือได๎รับการตอบสนองที่ถูกต๎องก็จะนาไปตํอเองเข๎ากับส่ิงเร๎านั้นๆ มีผล
ใหเ๎ กดิ การเรียนรู๎ขึน้ โดยมหี ลกั เกณฑแ์ ละลาดบั ขนั้ ทีจ่ ะนาไปสกํู ารเรยี นรู๎แบบน้ีคือ
1) มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหา เป็นสิ่งเร๎าให๎อินทรีย์แสดงการตอบสนองหรือแสดง
พฤตกิ รรมออกมา
2) อินทรีย์จะแสดงอาการตอบสนองหลายๆ อยําง เพอ่ื แก๎ปญั หาทเี่ กิดขึ้น
3) ปฏิกิรยิ าตอบสนองท่ไี มทํ าให๎เกิดความพอใจจะถกู ตัดทง้ิ ไป
155
4) เมื่อปฏิกิริยาตอบสนองที่ไมํทาให๎เกิดความพอใจจะถูกตัดทิ้งไป จนเหลือ
ปฏกิ ริ ิยาทที่ าให๎เกิดความพอใจ อินทรีย์จะถือเอากิริยาตอบสนองท่ีถูกต๎องและจะแสดงตอบสนองตํอ
สิ่งเรา๎ น้ัน มากระทบ (Interaction) อกี
สถานการณ์ R1 (ขดี ขวํ นพน้ื )
หรือส่งิ เรา้ R2 (สํงเสยี งรอ๎ งดัง)
R3 (สํงเสยี งฟุอๆ และทาตัวโกํง)
R4 (วิง่ ไปรอบๆ)
R5 (ผลกั ฝาผนังและประตู)
R6 (กดคานเปิดประตไู ด๎)
ภาพท่ี 4.4 แผนภูมแิ สดงการเรียนร๎ูแบบลองผดิ ลองถกู ของ ธอร์นไดค์
ทม่ี า : กฤตวรรณ คาสม (2557 :89)
7.1.2.2 กฎการเรียนร้ขู องธอร์นไดด์
1) กฏแห่งผล (Law of Effect)
ธอร์นไดค์อธิบายวําความสัมพันธ์เช่ือมโยงระหวําง S กับ R จะเข๎มข๎นเพียงใด
ข้ึนอยํูกับผลที่เกิดตามมา หากมีการกระทาพฤติกรรมตอบสนองสิ่งเร๎าแล๎ว ได๎รับผลที่พึงพอใจจะทา
ให๎เกิดพฤติกรรมนั้นซ้าอีก หากได๎รับผลที่ไมํพึงพอใจก็จะหยุดพฤติกรรมนั้น ในกรณีของแมวท่ีถูก
นามาทดลองนี้ แมวกดคานแล๎วได๎ออกมากินอาหารซ่ึงเป็นสิ่งที่มันพึงพอใจ ดังนั้น ทุกครั้งท่ีมันถูกจับ
ขงั ไวใ๎ นกรงมนั จะพยายามกดคานเพื่อจะไดอ๎ อกไปกินอาหาร ในทางตรงข๎ามหากมันกดคานเปิดประตู
ออกมาได๎ แล๎วถูกเฆี่ยนตีแทนการได๎กินอาหาร มันคงไมํพยายามเปิดประตูอีกตํอไป และจากผลการ
ทดลองตอํ ๆ มา ธอร์นไดคไ์ ด๎อธบิ ายเพิ่มเตมิ วาํ ผลการกระทาทีท่ าให๎ผูเ๎ รยี นเกิดความพอใจ หรือการได๎
รางวลั จากการกระทาใดๆ จะเป็นตัวกระตุ๎นให๎เกิดพฤติกรรมน้ันซ้าอีก สํวนการได๎รับผลท่ีไมํพึงพอใจ
หรือการถกู ลงโทษไมมํ ีผลตํอการเกิดพฤตกิ รรมน้ัน เขาจึงให๎ความสาคัญกับการเสริมแรงและการจูงใจ
วาํ มผี ลตํอการเรียนรูใ๎ นทางบวกมากกวาํ การลงโทษ
2) กฎแห่งการฝกึ ฝน (Law of Practice)
ธอร์นไดค์กลําววําการได๎กระทาซ้าๆ จะชํวยให๎เกิดการเรียนรู๎ที่ม่ันคงถาวร
สวํ นการกระทาท่ไี มเํ กดิ ข้นึ อยํางตอํ เนื่องจะทาใหไ๎ มํเกดิ การเรียนร๎ูท่ีถาวร (การเช่ือมโยงระหวําง S กับ
R ไมเํ ขม๎ ขน๎ ) เชํน การทดลองของธอร์นไดค์คร้ังน้ีหากแมวใช๎วิธีลองผิดลองถูกจนเปิดประตูออกมากิน
อาหารได๎ แล๎วเลิกการทดลองไปเลยแมวจะไมํสามารถเรียนรู๎วิธีเปิดประตูกรงได๎ แตํการที่มันได๎
156
กระทาซา้ ๆ ทาให๎เกิดการเรยี นร๎ูวิธเี ปิดประตูกรงไดใ๎ นทีส่ ุด ทงั้ นี้มีขอ๎ สังเกตวาํ การฝกึ ฝนจะมีประโยชน์
ตํอการเรียนร๎ูตํอเมื่อผลการเรียนร๎ูหรือการกระทาน้ันทาให๎บุคคลเกิดความพอใจ แตํถ๎าการเรียนร๎ูนั้น
ไมํทาให๎บุคคลพึงพอใจหรือไมํมีแรงจูงในท่ีจะกระทา การทาซ้าๆ ก็ไมํกํอให๎เกิดประโยชน์ตํอการ
เรยี นร๎ูแตอํ ยํางใด
3) กฎแหง่ ความพร้อม (Law of Readiness)
ในการทดลองของธอร์นไดค์ เขาทดลองในชํวงท่ีแมวกาลังหิวแล๎วมีอาหารวาง
ลํอใจอยูํนอกกรง แมวจึงพยายามเปิดประตูกรงให๎ได๎เพื่อจะได๎กินอาหาร น่ันคือแมวอยํูในภาวะที่
พร๎อมจะเรียนร๎ู แตํถ๎าแมวได๎กินอาหารจนอ่ิมเต็มที่แล๎ว มันอาจไมํมีความพยายามท่ีจะเปิดประตูกรง
มากนัก ซ่ึงก็จะทาให๎ไมํเกิดการเรียนรู๎ สาหรับเรื่องความพร๎อมนี้ หมายถึง ความพร๎อมทุกด๎านของ
ผ๎ูเรียน ทั้งความพร๎อมด๎านรํางกาย อารมณ์ สติปัญญา รวมถึงสภาพแวดล๎อมท่ีกํอให๎เกิดแรงจูงใจใน
การเรียนรู๎ดว๎ ย
7.1.2.3 แนวคดิ เรือ่ งองค์ประกอบในการเรยี นรขู้ องธอรน์ ไดค์
ธอร์นไดค์ ไดก๎ ลาํ วถึง องค์ประกอบในการเรยี นรู๎ไว๎ 6 ประการด๎วยกนั ดังน้ี
1) สมรรถภาพ (Capacity) สมรรถภาพในการเรียนร๎ูข้ึนอยูํกับจานวนของ
“Bonds” (ความเชื่อมโยง, ความสัมพันธ์) ถ๎ามี Bonds มากก็มีสมรรถภาพในการเรียนรู๎มาก
ความแตกตํางระหวํางความเฉียวฉลาด และความทึบ (Bright and Dull) ข้ึนอยํูกับปริมาณมากกวํา
คุณภาพ แม๎จะเช่ือวําสตปิ ญั ญาน้ันมีขอบเขตทั้งความกว๎างขวางและความลกึ ซ้ึงกต็ าม
2) การฝึกฝน (Practice) การกระทาซ้าๆ กันหรือการฝึกหัดจะไมํชํวยให๎เกิดการ
เชื่อมโยงเสมอไป แตถํ า๎ การกระทานนั้ มีรางวลั จะทาให๎สายใยของการเช่ือมโยงน้ันแข็งข้ึน กลําวอีกนัย
หน่ึงกค็ ือ ถา๎ ผ๎ูทาเหน็ ผลของการกระทา จงึ จะชวํ ยใหก๎ ารฝึกฝนได๎ดี
3) การจูงใจ (Motivation) ได๎แกํ การให๎รางวัลและการทาโทษ ธอร์นไดค์
เช่ือวํา รางวัลหรือความสาเร็จ ยํอมกํอให๎เกิดการเรียนรู๎ในเร่ืองน้ันๆ ได๎ดียิ่งขึ้น สํวนการทาโทษหรือ
การประสบความผดิ หวังยอํ มทาใหเ๎ กิดการกระทาท่ถี ดถอย คอื ไมอํ ยากมพี ฤติกรรมอยาํ งนน้ั ๆ ซ้าอีก
4) ความเข๎าใจ (Understanding) หมายถึง การสร๎างความเชื่อมโยงที่เหมาะสม
เก่ียวกับความเข๎าใจนั้นๆ โดยอาศัยหลักของการถํายโยงการเรียนร๎ู ซ่ึงถือวํา เราจะเข๎าใจสถานการณ์นั้น
ได๎ดขี ้นึ ถา๎ สถานการณ์ใหมมํ ีส่ิงคล๎ายคลงึ กับสถานการณ์เดิม
5) การถํายโยง (Transfer) การถํายโยงจะเกิดขึ้นถ๎าสถานการณ์ใหมํมีส่ิงคล๎ายคลึงกับ
สถานการณเ์ ดิม เราจะสามารถเรียนสถานการณ์ใหมไํ ดด๎ ี และเรว็ ข้ึน
6) การลืม (Forgetting หรือ Law of Disuse) การลืมจะเกิดข้ึน เมื่อไมํมีการ
ฝึกฝน ฝกึ หัด หรือปฏบิ ตั บิ อํ ยๆ หรอื ไมํได๎ใชป๎ ระโยชน์จากสิ่งน้นั ๆ ซึ่งตาํ งจากของ ฟรอยด์ ซึ่งกลําววํา
การลมื เกิดจากการท่ี เจ๎าตวั ตอ๎ งการจะลมื จึงได๎เก็บกดเรอื่ งนั้นลงไปสจํู ติ ไรส๎ านึก
157
7.1.3 การประยกุ ต์ทฤษฎี ธอร์นไดด์ ในการจดั การเรียนการสอน
เมธาวี อุดมธรรมานภุ าพ และภักดี ปรีวรรณ (2554 :134-135)ได๎เสนอแนวความคิด
ทฤษฏขี องธอรน์ ไดคม์ าประยกุ ตใช๎ในการเรยี นรู๎ ดงั นี้
7.1.3.1 การนาหลักการเกี่ยวกับกฎแหํงความพร๎อมมาใช๎ ควรเริ่มจากการสารวจวุฒิ
ภาวะ ความพร๎อมทางกาย และความพร๎อมของผ๎ูเรียนด๎านจิตใจ และกํอนการจัดการเรียนร๎ู ผ๎ูสอน
ควรเตรียมความพร๎อมของทั้งผู๎เรียนและผ๎ูสอน การจัดการเรียนการรู๎ ผ๎ูสอนควรทดสอบความรู๎กํอน
เรียน นาเขา๎ สํบู ทเรยี นกอํ นการเรยี นเน้ือหาวชิ า บอกความสาคัญของสิ่งที่จะเรียนและสร๎างเจตคติที่ดี
ตอํ การเรยี นร๎ู หลกั ความพร๎อม 3 ขอ๎ คือ
1) เม่อื หนํวยของการกระทา พร๎อมท่ีจะแสดงออก แล๎วได๎แสดงออก ผ๎ูกระทาจะทา
ด๎วยความสบายหรอื พอใจ
2) ถ๎าหนํวยของการกระทาพร๎อมที่จะแสดงออก แตํไมํได๎แสดงจะทาให๎เกิดความ
ไมํสบายใจ และกระต๎ุนให๎ความสัมพันธ์ระหวํางการกระทาและสิ่งเร๎าแยกออกจากกันด๎วยความไมํ
สบายใจนัน้
3) ถ๎าหนํวยของการกระทายังไมํพร๎อมที่จะแสดงออก แตํจาเป็นต๎องแสดงออก การ
แสดงออกนัน้ ๆ กจ็ ะทาให๎แสดงออกดว๎ ยความไมสํ บายใจไมพํ อใจเชนํ กนั
7.1.3.2 การนาหลักการเก่ียวกับกฎแหํงการฝึกหัดมาใช๎ ควรให๎ผู๎เรียนได๎ฝึกฝนให๎
ประสบการณ์จากการเรียนร๎ูถาวรเพราะผ๎ูเรียนที่ทาแบบฝึกหัดซ้าๆ ยํอมมีความชานาญ คลํองแคลํว
วํองไวกวําผู๎ที่ไมํได๎มีโอกาสฝึกฝนการเรียนร๎ูเพ่ิมหรือเรียนรู๎ซ้าๆ เพ่ือสร๎างเสริมความเข๎าใจให๎ชัดเจน
สามารถเรียกความร๎ูที่ได๎เรียนแล๎วมาใช๎ได๎อยํางคลํองแคลํว ตัวอยํางที่เห็นได๎ชัดเจนคือ การเลํนกีฬา
การทํองสตู รคูณ การเลํนดนตรี เป็นต๎น
7.1.3.3 การนาหลักการเกี่ยวกับกฎแหํงผลมาใช๎ สร๎างแรงจูงใจในการเรียนร๎ู ผลของ
การกระทาชํวยทาใหท๎ ราบวําการกระทานัน้ เปน็ อยาํ งไรมีผลอะไรเกิดข้ึนตามมา มีข๎อบกพรํองอยํางไร
การให๎ข๎อมูลยอ๎ นกลับเพอื่ ให๎ผูเ๎ รียนทราบผลของการกระทาซ่ึงชวํ ยสงํ เสริมการเรยี นเป็นอยํางดี
7.1.3.4 การนาหลกั การเกี่ยวกับเจตคติมาใช๎ ควรสร๎างความพึงพอใจให๎ผู๎เรียน ดังนั้น
ถ๎าผ๎ูเรียนเกิดความพอใจยํอมทาให๎ผู๎เรียนอยากเรียน การให๎แรงเสริมกับพฤติกรรมที่เหมาะสมชํวย
สนับสนุนการกระทาทดี่ ี คนท่ที าความดียํอมเกดิ ขวัญและกาลังใจท่จี ะทาความดีตํอไป สนับสนุนให๎คน
ทาดีไดร๎ บั ผลดี
เม่อื พิจารณาอยาํ งละเอยี ดแลว๎ จะเหน็ ไดว๎ ําบรรยากาศของสถานศึกษา ฯลฯ ล๎วนมี
ความสาคัญตํอการเรียนร๎ูโดยเฉพาะอยํางย่ิงคือผ๎ูสอน เพราะครูคือคนสาคัญที่จะเป็นผู๎สร๎าง
บรรยากาศการเรยี นรทู๎ ีด่ ี บรรยากาศของความสขุ ความอบอํุนใจ ท่ีจะกํอใหเ๎ กดิ การเชื่อมโยงระหวําง
ผู๎เรยี นไปยังการเรียนรูใ๎ นทุกๆ ดา๎ น ท้ังทางดา๎ นพทุ ธิพสิ ยั และดา๎ นจิตพิสัยรวมทั้งดา๎ นทักษะพิสัย
158
7.2 การเรียนรู้เงื่อนไขของส่ิงเร้าโดย อีแวน แพรโทวิช พาฟลอฟ (Ivan Pretovich Pavlov,
1927)
พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียท่ีมีช่ือเสียง ซึ่งมีชีวิตอยูํ
ระหวําง ปี ค.ศ. 1849 – 1936 และถึงแกํกรรมเม่ืออายุประมาณ 87 ปี
พาฟลอฟเป็นนกั วิทยาศาสตร์ สนใจศึกษาระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบหัวใจ และได๎หันไป
สนใจศกึ ษาเกย่ี วกับระบบยํอยอาหาร จนทาให๎เขาได๎รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยา ในปี ค.ศ. 1904 จาก
การวิจยั เรอื่ ง สรีรวทิ ยาของการยํอยอาหาร
ในการวิจัยเกี่ยวกับการยํอยอาหารของสุนัข (ค.ศ. 1904) พาฟลอฟสังเกตวํา สุนัขมีน้าลาย
ไหลออกมา เม่ือเห็นผู๎ทดลองนาอาหารมาให๎ พาฟลอฟจึงสนใจในพฤติกรรมน้าลายไหลของสุนัขกํอนท่ี
ได๎รับอาหารมาก และได๎ทาการศกึ ษาเรื่องนี้อยํางมีระเบียบและการทาการวิจัยเรื่องน้ีอยํางละเอียด ซ่ึงการ
ทดลองของพาฟลอฟเป็นตัวอยํางท่ีดีของการใช๎วีธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาพฤติกรรม เพราะเป็นการ
ทดลองที่ใช๎การควบคุมท่ีดีมาก ทาให๎พาฟลอฟได๎ค๎นพบหลักการท่ีเรียกวํา Classic Conditioning ดังท่ี
แสดงการทดลองของพาฟลอฟ (ภาพท่ี 4.6)
ภาพที่ 4.5 การทดลองของ พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov)
ท่ีมา : http://fineartamerica.com/featured/ivan-petrovich-pavlov-granger.html
7.2.1 การทดลองของพาฟลอฟ
พาฟลอฟ เร่ิมทาการทดลองโดยให๎สุนัขที่หิวยืนบนแทํนในห๎องเก็บเสียง มีเครื่องรั้ง
พอสมควรไมํให๎สุนัขเคล่ือนที่ เขาเจาะรูเล็ก ๆ ที่แก๎มสุนัขแล๎วเอาหลอดยางใสํเข๎าไปเช่ือมตํอมน้าลาย
เมื่อสุนัขน้าลายไหล น้าลายจะไหลไปตามทํอสูํกระบอกเก็บน้าลาย ทาให๎เขาสามารถทราบได๎วํา สุนัข
น้าลายไหลหรือไมํ และถา๎ ไหลมีปริมาณมากน๎อยเพียงไร ดงั แสดงในภาพท่ี 4.6
159
ภาพที่ 4.6 แสดงให๎เห็นเครอื่ งมอื การทดลองของพาฟลอฟ
ทมี่ า : http://oscareducation.blogspot.in/2013/01/classical-conditioning-theory.html
การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมโดยวางเงื่อนไข แบํงออกเปน็
UCS Unconditioning Stimulus สง่ิ เรา๎ ทไ่ี มํตอ๎ งวางเง่ือนไข
UCR Unconditioning Response การตอบสนองท่ีไมตํ อ๎ งวางเงอื่ นไข
CS Conditioning Stimulus ส่ิงเรา๎ ทต่ี ๎องวางเงือ่ นไข
CR Conditioning Response การตอบสนองที่ตอ๎ งวางเงอ่ื นไข
กํอนการวางเง่ือนไข ได๎มีการทดสอบบางประการ โดยการสั่นกระดิ่งเพ่ือกํอให๎เกิด
ส่งิ เรา๎ ขึ้น สนุ ัขจะไมํมอี าการนา้ ลายไหล หลังจากนั้น 2-3 นาที ก็สงํ เนอื้ บดมาใหส๎ นุ ขั เห็น สุนัขกาลัง
หิวจะเริ่มน้าลายไหลทันที ข้ันทาการทดลอง ได๎ทาการสั่นกระดิ่งแล๎วให๎เนื้อบดควบคูํไป ทาแบบน้ี
หลายๆ ครั้ง หลังจากนั้นสั่นกระดิ่งอยํางเดียวโดยไมํต๎องให๎เน้ือบด ปรากฏวํา สุนัขจะมีน้าลายไหล
แสดงวํา กระดิ่งมีความสามารถที่จะดึงการตอบสนองได๎ นั่นคือ สุนัขได๎ถูกวางเงื่อนไข (ได๎เรียนร๎ู) ให๎
น้าลายไหลจากกระดิง่ แล๎ว ความสมั พันธ์ทีเ่ กดิ ขนึ้ ดังแสดงในภาพท่ี 4.7
160
ภาพท่ี 4.7 แสดงใหเ๎ ห็นถงึ ข้ันตอนการทดลองของพาฟลอฟ
ท่มี า : http://oscareducation.blogspot.in/2013/01/classical-conditioning-theory.html
ในที่น้ี เนื้อบด คือ สิ่งเร๎าท่ีไมํต๎องวางเง่ือนไข (Unconditioned Stimulus) เขียนยํอ
U.S.
กระด่ิง คือ สิง่ เร๎าที่ถูกวางเง่อื นไข (Conditioned Stimulus) เขยี นยอํ C.S.
สุนัขน้าลายไหลเม่ือเห็นเน้ือบด เป็นการตอบสนองที่ไมํได๎วางเงื่อนไข (Unconditioned
Response) เขียนยํอ U.R.
สุนัขน้าลายไหลเมื่อได๎ยินเสียงกระด่ิง เป็นการตอบสนองท่ีถูกวางเงื่อนไข
(Conditioned Response) เขยี นยํอ C.R.
7.2.2 แนวคิดทฤษฎกี ารเรยี นรู้เงื่อนไขของสงิ่ เร้า ของพาฟลอฟ
จากการทดลอง ของพาฟลอฟ ได๎กฎแหํงการเรียนร๎ู (กมลรัตน์ หล๎าสุวงษ์. 2523 : 151 -
152) ดงั น้ี
7.2.2.1 กฎแหํงการลดภาวะ (Law of extinction) คือ ความเข๎มข๎นของการ
ตอบสนอง จะลดน๎อยลงเร่ือย ๆ ถ๎าอินทรีย์ได๎รับส่ิงเร๎าท่ีวางเงื่อนไขเพียงอยํางเดียว หรือความ มีสัมพันธ์
ระหวํางส่ิงเร๎าท่ีวางเง่ือนไขกับสิ่งเร๎าที่ไมํวางเง่ือนไขหํางออกไปมากข้ึน เชํน การให๎แตํเสียงกระด่ิงอยําง
เดียว โดยไมํใหผ๎ งเน้ือบดตามมา จะทาใหส๎ นุ ขั เกิดปฏิกิริยาน้าลายไหลลดลงเรื่อย ๆ
7.2.2.2 กฎแหํงการฟ้ืนคืนสภาพ (Law of spontaneous recovery) คือ การ
ตอบสนอง ท่ีเกิดจากการวางเง่ือนไขท่ีลดลงเพราะได๎รับแตํสิ่งเร๎าท่ีวางเง่ือนไขเพียงอยํางเดียว จะกลับ
ปรากฎข้ึนอีกและเพ่ิมมากขึ้น ๆ ถ๎าอินทรีย์มีการเรียนร๎ูอยํางแท๎จริง โดยไมํต๎องมีสิ่งเร๎าท่ีไมํวางเง่ือนไขมา
เข๎าคชํู ํวย
161
7.2.2.3 กฎแหํงสรุปกฏเกณฑ์โดยทั่วไป (Law of generalization) คือ ถ๎าอินทรีย์มีการ
เรยี นร๎ู โดยการแสดงอาการตอบสนองจากการวางเง่ือนไขตํอส่ิงเร๎าที่วางเง่ือนไขหน่ึงแล๎ว ถ๎ามีสิ่งเร๎าอ่ืนท่ีมี
คุณสมบตั คิ ลา๎ ยคลึงกับสิ่งเร๎าท่ีวางเงื่อนไขเดิม อินทรีย์จะตอบสนองเหมือนกับส่ิงเร๎าที่วางเงื่อนไขน้ัน เชํน
ถ๎าสนุ ขั มีอาการน้าลายไหลจากการสัน่ กระดิ่งแล๎ว เมื่อสุนัขตัวนั้นได๎ยินเสียงระฆังหรือเสียงฉาบจะมีอาการ
นา้ ลายไหลทันที
7.2.2.4 กฎแหํงความแตกตําง (Law of discrimination) คือ ถ๎าอินทรีย์มีการ
เรียนรู๎ โดยการตอบสนองจากการวางเง่ือนไขตํอสิ่งเร๎าท่ีวางเง่ือนไขแล๎ว ถ๎าส่ิงเร๎าอ่ืนท่ีมีคุณสมบัติ
แตกตํางจากสิ่งเร๎าท่ีวางเง่ือนไขเดิม อินทรีย์จะตอบสนองแตกตํางไปจาก สิ่งเร๎าท่ีวางเง่ือนไขนั้น เชํน ถ๎า
สุนัขมีอาการน้าลายไหลจากการส่ันกระด่ิงแล๎ว เมื่อสุนัขตัวน้ันได๎ยินเสียงประทัดหรือเสียงปืนจะไมํมี
อาการนา้ ลายไหล
7.2.3 การประยุกตท์ ฤษฎี พาฟลอฟ ในการจดั การเรยี นการสอน
7.2.3.1 ประยกุ ต์ใช๎ในการปรบั พฤติกรรมทเ่ี ปน็ ปญั หา
1) ใชศ๎ ึกษาความสามารถในการสัมผัสและการรับรู๎ของทารก เด็กปัญญาอํอน เด็ก
พิการ ตลอดจนสัตว์อื่นๆ ตัวอยํางเชํน มีทารกคนหน่ึงไมํตอบสนองตํอเสียงใดๆ เราจะทดสอบวํา ทารกนี้
หูหนวกหรือไมกํ ็โดยใชว๎ ิธีการวางเงอื่ นไขดงั ตอํ ไปน้ี
ในตอนแรกใช๎เข็มแทงที่เท๎า (UCS) ของทารกเบาๆ ปรากฏวําทารกจะกระตุก
เท๎าหนี (UCR) ตํอมาก็เร่ิมวางเง่ือนไขโดยส่ันกระด่ิง (CS) ทุกคร้ังกํอนท่ีจะใช๎เข็มแทงท่ีเท๎าของทารก
ทาเชํนนเ้ี ร่ือยๆ ไปจนกระท่ัง ถ๎าปรากฏวาํ ทารกชักเทา๎ หนี (CR) ทกุ ครั้งทไ่ี ด๎ยนิ เสยี งกระด่ิง ท้ังๆ ที่ยัง
ไมํไดแ๎ ทงเขม็ แสดงวําทารกนนั้ หไู มํหนวก
2) ใช๎ในการแก๎พฤติกรรมของเด็กท่ีมีปัญหา เด็กท่ีชอบปัสสาวะรดท่ีนอน อาจจะ
แก๎ได๎โดยให๎การปวดปัสสาวะเป็น CS (สิ่งเร๎าท่ีวางเงื่อนไข) และให๎เสียงกระด่ิง ซึ่งดังพอจะทาให๎เด็ก
ตกใจต่ืน เป็น UCS (ส่ิงเร๎าที่ไมํต๎องวางเง่ือนไข) กระด่ิงนี้จะมีวงจรตํอไปยังฟูกที่นอน ซ่ึงถ๎าเด็ก
ปัสสาวะลงมาบนฟูกจะมผี ลให๎กระด่งิ ส่นั เกิดเสยี งขน้ึ มาได๎
ในระยะแรกการปวดปัสสาวะ เด็กจะไมํร๎ูสึกตัวตื่นข้ึนมา ตํอเมื่อเขาถูกวาง
เงอื่ นไขโดยท่เี ม่ือปัสสาวะรดท่ีนอนเมือ่ ใด กจ็ ะเกดิ เสียงกระด่ิงดังขึ้น ทาให๎เด็กตกใจตื่นทุกครั้ง ถ๎าวาง
เง่ือนไขเชํนนี้ไปเร่ือยๆ ตํอมาเพียงแตํเด็กปวดปัสสาวะ (CS) ก็จะมีผลให๎เขาตกใจต่ืนข้ึนมาได๎ (CR)
และจะสามารถแกก๎ ารปสั สาวะรดที่นอนไดใ๎ นทีส่ ดุ
3) ใช๎ในการปลูกฝังด๎านทัศนคติและอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์กลัว ทัศนคติ
ความชอบ หรอื ไมํชอบในสง่ิ ตํางๆ
162
7.2.3.2 ประยุกต์ใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน
1) การวางเง่ือนไข ในเรื่องที่เก่ียวกับพฤติกรรมทางด๎านอารมณ์ แม๎วํามนุษย์มี
อารมณ์ความรู๎สึกติดตัวมาตามธรรมชาติ แตํการรักหรือกลัวส่ิงหน่ึงสิ่งใดท่ีมีลักษณะเป็นกลาง
หมายถึงเราเคยได๎เรียนรู๎ส่ิงที่เป็นกลางน้ัน ด๎วยการเชื่อมโยงกับความร๎ูสึกทาให๎รักหรือกลัวมาแล๎ว
เด็กอาจเริม่ ต๎นดว๎ ยความรู๎สึกตอํ วิชาเรียนอยํางเป็นกลาง ไมํบวกไมํลบ ครูควรวางเง่ือนไขส่ิงเร๎าท่ีเป็น
กลางกับส่ิงเร๎าท่ีทาให๎เกิดความสุข เชํน ครูท่ีให๎ความรักความอบอุํน สอนสนุก มีรูปแบบการสอนท่ี
หลากหลาย สอนเข๎าใจ เม่ือผ๎ูเรียนมีความสุขยํอมสํงผลตํอ การเอาใจใสํในการเรียนและผลการเรียน
รวมไปถึงการให๎ความรํวมมือในกิจกรรมที่เกิดข้ึนในชั้นเรียน ควรจัดมุมหนังสือและกิจกรรมสาหรับ
ผเู๎ รยี นได๎เรียนร๎ู ตามความถนัดในบรรยากาศสบายๆ สร๎างเสริมการเรยี นร๎อู ยํางมีความสขุ
2) การลบพฤติกรรมทวี่ างเงอ่ื นไข ผเู๎ รยี นทีถ่ ูกวางเงื่อนไขให๎กลัวผ๎ูสอน ไมํชอบวิชา
ทเ่ี รียน เราอาจชํวยไดโ๎ ดยปูองกนั ไมใํ ห๎ผ๎ูสอนทาโทษเขา และวางเง่ือนไขพฤติกรรมกับวิชาที่เรียนใหมํ
เพอ่ื ลบพฤตกิ รรมที่ถกู วางเงื่อนไขอนั กํอน
3) การสรุปความเหมือนและการแยกความแตกตาํ ง เชนํ การอํานและการสะกดคา
ผ๎ูเรียนที่สามารถสะกดคาวํา "round" เขาก็ควรจะเรียนคาทุกคาท่ีออกเสียง o-u-n-d ไปใน
ขณะเดียวกันได๎ เชํนคาวํา found, bound, sound, ground, แตํคาวํา wound (บาดแผล) น้ันไมํ
ควรเอาเขา๎ มารวมกบั คาทอ่ี อกเสียง o - u - n - d และควรฝกึ ใหร๎ ๎ูจกั แยกคานอ้ี อกจากกลํุม
7.3 การเรยี นรู้เง่ือนไขของผลกรรมโดย บ.ี เอฟ.สกนิ เนอร์ (B.F.Skinner, 1938)
อัชรา เอิบสุขสิริ (2557 :117-118) สกินเนอร์ป็นนักจิตวิทยาขาวอเมริกัน มีชีวิตอยํู
ในชํวง ค.ศ. 1904-1990 ได๎ทาการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนร๎ูเป็นเวลาหลายปี และเป็น
ผูส๎ อนจิตวิทยาท่ีมหาวิทยาลยั มนิ นโิ ซตา มหาวิทยาลัยอินดีแอนา และเป็นศาสตราจารย์สอนจิตวิทยา
ท่ีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได๎วิเคราะห์การทดลองของพาฟลอฟและธอร์นไดค์ กํอนท่ีจะทาการ
ทดลองทฤษฎีของเขา เขาให๎ความสาคัญกับการเสริมแรงในการเรียนรู๎เชํนเดียวกับธอร์นไดค์ แตํเขา
เห็นวําการเชื่อมโยงเกิดข้ึนระหวํางรางวัลกับการตอบสนอง (reward and response) ในขณะ
ท่ีธอร์นไดค์เห็นวําการเชื่อมโยงเกิดข้ึนระหวําง ส่ิงเร๎ากับการตอบสนอง (stimulus and response)
การทดลองของสกินเนอร์เป็นการอธิบายการวางเง่ือนไขแบบผ๎ูเรียนเป็นผ๎ูกระทา ( operant
conditioning) ซึ่งเขาเชื่อวําพฤติกรรมสํวนใหญํของมนุษย์ มีลักษณะเป็นการวางเงื่อนไขแบบผ๎ูเรียน
เป็นผู๎กระทา เชํน เด็กเล็กต๎องการให๎ผ๎ูใหญํอุ๎ม เขาจะร๎องไห๎เสียงดัง ผ๎ูใหญํก็จะอ๎ุมและปลอบโยนเขา
เราต๎องการนอนหลบั พกั ผอํ นเพราะอํอนเพลยี งวํ ง มใิ ชนํ อนเฉพาะเวลาท่เี ราเหน็ ท่ีนอน
ตํอมาปี ค.ศ. 1950 ในวงการศึกษาสหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤติการณ์ข้ึนประการหนึ่งคือการ
ขาดแคลนครูที่มีประสิทธิภาพเน่ืองจากการฝึกหัดครูมีการจัดระบบการศึกษาไมํดีเทําที่ควรทาให๎
ระบบการเรียนการสอนด๎อยประสิทธิภาพสกินเนอร์จึงได๎พยายามคิดเครื่องมือชํ วยสอนขึ้นมาเพ่ือ
163
ปรับปรุงระบบการศึกษามีประสิทธิภาพเคร่ืองมือที่เขาคิดข้ึนมาสาเร็จเรียกวําบทเรียนสาเร็จรูปหรือ
การสอนแบบโปรแกรม (Program instruction or Program Learning) และเครื่องมือชํวยในการ
สอน (Teaching machine)ซ่ึงได๎รับความสาเร็จอยํางดียิ่งเพราะเป็นที่นิยมใช๎แพรํหลายอยําง
กวา๎ งขวางในวงการศกึ ษาตําง ๆ ท่ัวไปต้ังแตํปี ค.ศ. 1950 เป็นต๎นมาจนถึงปัจจุบัน (นพสิทธ์ิ ไตรสิทธิ
วฒั น์, ออนไลน์ :2557)
ทฤษฎีน้ีชื่อวําการวางเงื่อนไขแบบอาการกระทาดังน้ันจึงเน๎นการกระทาของผู๎รับการ
ทดลอง หรอื ผ๎ทู ่ีเรียนรู๎มากกวําส่ิงเรา๎ ท่ีผูท๎ ดลองหรอื ผ๎ูสอนกาหนด กลําวคือเมื่อต๎องการให๎อินทรีย์เกิด
การเรียนรู๎จากส่ิงเร๎าใดส่ิงเร๎าหนึ่งเราจะปลํอยให๎ผ๎ูเรียนรู๎เลือกแสดงพฤติกรรมเองโดยเราไมํบังคับ
หรือไมํบอกแนวทางการเรียนร๎ูแตํคร้ันเมื่อผู๎เรียนรู๎แสดงพฤติกรรมการเรียนร๎ูเองแล๎ว เราจึง
“เสรมิ แรง”พฤติกรรมนนั้ ๆ ทนั ทีเพ่ือให๎เรียนร๎ูวําพฤติกรรมที่เขาแสดงนั้นเป็นพฤติกรรมการเรียนร๎ูท่ี
ถูกต๎องหรอื เปน็ การแกป๎ ัญหาท่ีถูกต๎องนนั่ เอง
ถ๎ากาหนดให๎ S1 เปน็ สิ่งเร๎าท่ีต๎องการให๎ผ๎ูเรยี นร๎เู กิดการเรียนรู๎
S2 เปน็ ตวั เสรมิ แรงหลงั จากผ๎ูเรียนแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นรูท๎ ่ถี กู ต๎อง
เปน็ พฤติกรรมการเรียนร๎ู
R1
7.3.1 การทดลองของทฤษฎี
การทดลองนส้ี งิ่ ทใ่ี ชท๎ ดลองคือกลอํ งสกนิ เนอร์ (Skinner’s box) กับหนูลักษณะสาคัญ
ของกลอํ งสกนิ เนอร์ คือ
7.3.1.1 มีท่ซี ํอนอาหารไมใํ หห๎ นเู ห็นอาหารในทีน่ คี้ ือS2
7.3.1.2 มีกลไกสาหรับคอยควบคมุ หรือปลอํ ยสิ่งเรา๎ ให๎ออกมาตามปรมิ าณท่ีต๎องการ
ขั้นที่ 1 ข้ันเตรียมการทดลอง ทาให๎หนูหิวมากๆเพ่ือสร๎างแรงขับ(Drive)ให๎
เกิดขึน้ อันเป็นแนวทางท่ีจะผลักดันให๎แสดงพฤติกรรมการเรียนรู๎ได๎เร็วย่ิงขึ้นและต๎องทาให๎หนูค๎ุนเคย
กบั กลอํ งสกนิ เนอร์
ขั้นที่ 2 ข้ันทดลอง เม่ือหนูหิวมาก ๆ สกินเนอร์ปลํอยหนูเข๎าไปในกลํองสกิน
เนอร์ หนูจะว่ิงเปะปะและแสดงพฤติกรรมตําง ๆ เชํน การวิ่งไปรอบ ๆ กลํองการกัดแทะสิ่งตําง ๆ ที่
อยํูในกลํองในที่สุดบังเอิญเท๎าหนูแตะลงที่บนคาน (ซ่ึงเป็น S1) สกินเนอร์จะปลํอยอาหารจากที่ซํอน
(ซ่ึงหมายถึงS2) ลงไปในถาดอาหารซ่ึงอยํูในสกินเนอร์ทันทีหนูก็จะกินอาหารจนอิ่มและสกินเนอร์
สังเกตวาํ ทุกครั้งทหี่ นหู ิวจะใช๎เท๎าหน๎ากดลงไปบนคาน(ซงึ่ เป็นR1)เสมอ
ขั้นท่ี 3 ข้ันทดลองการเรียนร๎ู จับหนูเข๎าไปในกลํองสกินเนอร์อีกหนูจะแสดง
อาการกดคานทนั ทแี สดงวาํ หนเู รยี นร๎ูแล๎ววําการกดคานจะทาใหไ๎ ด๎กนิ อาหาร
164
สรปุ ผลการทดลอง แสดงวําการเรียนรท๎ู ่ีดีจะต๎องมกี ารเสรมิ แรงนัน่ เอง
ภาพท่ี 4.8 การทดลองการเรยี นรแ๎ู บบวางเงื่อนไขของ สกินเนอร์
ท่มี า : http://www.simplypsychology.org/operant-conditioning.html
7.3.2 แนวคดิ ของทฤษฎี
7.3.2.1 การเสริมแรง
1) ความหมายการเสริมแรง
การเสริมแรง (Reinforcement) คือ การให๎ หรือถอดถอนอะไรบางอยํางแกํ
อินทรีย์ หลังจากอินทรีย์แสดงพฤติกรรมใด ๆ แล๎ว มีผลทาให๎พฤติกรรมที่ต๎องการนั้น ถี่ขึ้น บํอยข้ึน
ตํอไปเรื่อย ๆ การเสรมิ แรง (Reinforcement) แบํงเปน็ 2 ประเภท คือ
1.1) การเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) คือ หลังจากท่ีอินทรีย์
แสดงพฤติกรรมใดแล๎ว ไดร๎ บั สิ่งท่ีทาให๎เกิดความพึงพอใจ เชํนรางวัล คาชมเชย การได๎รับการยอมรับ
ฯลฯ แล๎วมีผลทาให๎พฤติกรรมท่ีต๎องการ ถี่ข้ึน บํอยขึ้น เชํน นักเรียนชํวยเพื่อนถือของ แล๎วครูชม
นักเรยี นก็จะมพี ฤตกิ รรมชอบชํวยเหลือผู๎อื่น บํอยขน้ึ เพราะรูส๎ กึ พึงพอใจท่ีมคี นให๎การยอมรับ
1.2) การเสริมแรงทางลบ (Negative reinforcement) คือ หลังจากท่ีอินทรีย์
แสดงพฤติกรรมใดแล๎ว ถูกนาสิ่งที่ไมํพอใจออกไป เชํน เสียงดัง ความไมํเข๎าใจ ความไมํสบาย ฯลฯ
แล๎วมผี ลทาใหม๎ ีพฤติกรรมท่ีต๎องการถี่ขึ้น บํอยขึ้น เชํน นักเรียนไมํทาการบ๎านมา เพราะไมํเข๎าใจสิ่งที่
ครสู อน ครจู ึงเอาความไมํเข๎าใจออกจากนักเรียน แล๎วมีผลทาให๎นักเรียนทาการบ๎านสํงมามากข้ึนกวํา
แตํกอํ น
165
7.3.2.2 ตารางกาหนดการเสรมิ แรง
นพสทิ ธิ์ ไตรสิทธิวฒั น์ (ออนไลน์ :2557) กลาํ วถึง ตารางการเสริมแรง ดงั น้ี
1) การเสริมแรงทันทีทันใดหรือการเสริมแรงแบบตํอเน่ือง (Immediately or
Continuous Reinforcement) หมายถึงการเสริมแรงทุกคร้ังเมื่ออินทรีย์แสดงพฤติกรรมการเรียนรู๎
นัน่ คือเปน็ อตั ราสวํ น1:1 เสมอหมายความวํา ถ๎าแสดงพฤติกรรมการเรียนร๎ู 1 คร้ัง ก็จะเสริมแรง 1
คร้ัง เรื่อย ๆ ไป เป็นการเสริมแรงอยํางสม่าเสมอการเสริมแรงเชํนนี้จะใช๎เม่ือต๎องการให๎อินทรีย์เกิด
การเรียนร๎ูอยํางรวดเรว็
2) การเสริมแรงเป็นคร้ังคราว (Partially reinforcement) หมายถึงการ
เสริมแรงท่ีไมํสม่าเสมอ กลําวคืออาจเสริมแรงบางครั้งที่แสดงพฤติกรรมการเรียนร๎ู หรืออาจไมํ
เสรมิ แรงบางครงั้ ท่ีแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู สลบั กนั ไป ทั้งน้ี เพราะการเสรมิ แรงเชํนนี้จะใช๎ตํอเมื่อ
อินทรีย์เกิดการเรียนรู๎จากวิธีการเสริมแรงแบบที่ 1 แล๎ว เพ่ือปูองกันมิให๎เกิดความเบื่อหนําย
ซ้าซาก จาเจ แตํจะทาให๎พฤติกรรมการเรียนรู๎นานคงทนถาวรไปเร่ือย ๆ เพราะครั้งใดก็ตามท่ีไมํได๎
รับการเสริมแรงก็ยังคาดหวังวําจะได๎รับการเสริมแรงบ๎าง พฤติกรรมการเรียนร๎ูจึงยังไมํหยุดชะงัก
ทนั ทีทันใด และเมือ่ ทาทําจะหยดุ ชะงักลงกย็ งั ไดร๎ บั การเสริมแรงอีกการเสริมแรงวิธีน้ี แบํงเป็น 4 วิธี
ดงั น้ี
2.1 การเสริมแรงโดยใช๎เวลากาหนดแบบตายตัว (Fixed Interval) เป็นวิธีที่ใช๎
เวลาท่ีคงท่ีกาหนดเป็นมาจรฐานวําจะให๎การเสริมแรงทุก3 นาที, 6 นาที, 9 นาที, 12นาที…ฯลฯ
เขียนเป็นอัตราสํวนได๎ดังนี้ 3:1, 6:1, 9:1, 12:1 กลําวคือ ถ๎าแสดงพฤติกรรมการเรียนรู๎ทุก 3 นาที
จะได๎การเสริมแรง 1 คร้ัง แสดงอัตราการตอบสนองของหนู เมื่อใช๎เวลากาหนดตายตัว (Fixed
Interval เขียนยํอวํา F.I.) จะเห็นวํา การใช๎กาหนดเวลาในชํวงส้ัน ๆ จะได๎ผลดีกวํา การใช๎
กาหนดเวลาในชํวงยาว ๆ คือมอี ตั ราการตอบสนองสงู กวํา
2.2 การเสริมแรงโดยใช๎ผลงานหรือพฤติกรรมกาหนดแบบตายตัว (Fixed
Ratio) เป็นวิธีท่ีใช๎ผลงานหรือพฤติกรรมการตอบสนองท่ีคงท่ีเป็นเกณฑ์วําจะให๎การตอบสนองเกิดก่ี
ครงั้ จงึ จะให๎การเสริมแรงหนึ่งครั้ง เชํน กาหนดวํา ถ๎าหนูกดคานทุก 5 ครั้ง, 20 คร้ังหรือ 100 ครั้ง
จะให๎อาหารเป็นตัวเสริมแรง 1 ครั้ง ซึ่งเขียนเป็นอัตราสํวนได๎ดังน้ี 5:1, 20:1หรือ 100:1 เป็นการ
แสดงอัตราการตอบสนองจากการกาหนดพฤติกรรมการกดคานของหนูเป็นเกณฑ์แบบตายตัว (Fixed
Ratio เขียนยอํ วํา FR) จะเหน็ วาํ ยงิ่ ชวํ งของพฤติกรรมหํางมากเทําใด อัตราการตอบสนองยิ่งสูงขึ้น
เทํานั้น นั่นคือการกาหนดพฤตกิ รรมมากมีผลดีกวําการกาหนดพฤติกรรมน๎อย
2.3 การเสริมแรงโดยใช๎ชํวงเวลาไมํตายตัว (Random or Variable
Interval) เป็นวธิ ีท่ใี ช๎ชวํ งของเวลา กาหนดเปน็ เกณฑ์ในการใหก๎ ารเสรมิ แรงแตํละครั้ง เชํน ถ๎าหนูกด
คานในชํวงเวลา 2-5 นาที จะให๎การเสริมแรงหนึ่งคร้ัง กลําวคือเมื่อเวลาผํานไป 2 นาทีในการ
166
เสริมแรง 1 ครง้ั หรือเวลาผาํ นไป 3 นาที ให๎การเสริมแรง 1 คร้ัง หรือเวลาผํานไป 5 นาทีจะให๎การ
เสริมแรง 1 คร้ัง ทั้งนี้อาจอยูํในชํวงใดชํวงหน่ึงตั้งแตํ 2 ถึง5 นาที ไมํกาหนดเวลาแนํนอนลงไปตําง
จากวิธีท่ี 2.1 ซึ่งกาหนดเวลาแนํนอน วิธีน้ีจะทาให๎พฤติกรรมการเรียนรู๎เกิดข้ึนนานคงทนกวํา 2 วิธี
แรก เพราะบางทีก็ได๎รับการเสริมแรง บางทีก็ไมํได๎รับการเสริมแรง และถ๎าหยุดแสดงพฤติกรรม
เม่ือใด ก็ยังคาดหวังวําจะได๎รับการเสริมแรงอีกพฤติกรรมการเรียนร๎ูจึงหยุดช๎าลง ทาให๎พฤติกรรม
การเรยี นรนู๎ นั้ นานคงทนถาวรไปเร่ือยๆ
2.4 การเสริมแรงโดยใช๎ชํวงของพฤติกรรมแบบไมํตายตัว (Random or
Variable Ratio) เป็นวิธีที่ใช๎ชํวงของพฤติกรรมกาหนดเป็นเกณฑ์ในการให๎การเสริมแรงแตํละคร้ัง
เชํน ถ๎าหนูกดคานในชํวง 3-5 ครั้ง จะได๎รับการเสริมแรงคืออาหาร 1 ครั้ง บางคร้ังหนูกดคาน 3
คร้งั ก็ได๎อาหาร 1 ครั้ง บางครัง้ หนูกดคาน 3 ครั้งก็ยังไมํได๎อาหาร ต๎องกดคานถึง5 คร้ังจึงจะได๎อาหาร
1 คร้งั ถ๎าหนูหยุดกดคานก็ไมแํ นํใจวําจะได๎อาหารอีกหรือไมํและถ๎ากดคานไปเร่ือย ๆ ยังคาดวําจะได๎
อาหารอีก ดังนนั้ พฤติกรรมการกดคานของหนูจึงหยุดชา๎ ลงและจากผลการทดลอง
สกนิ เนอร์ พบวาํ วธิ ีที่ 2.4 ทาให๎เกดิ พฤตกิ รรมการเรยี นรูน๎ านทส่ี ุด
7.3.2.3 การลงโทษ (Punishment)
สกินเนอร์ กลําววํา การลงโทษเป็นการหยุดย้ังพฤติกรรมเพียงช่ัวคราว แตํไมํทา
ให๎เกิดการเรียนรู๎ ในทฤษฎีของสกินเนอร์จึงไมํนิยมใช๎การลงโทษใช๎เพียงแตํการเพิกเฉย (Ignor-
ance) เม่อื เกดิ พฤตกิ รรมท่ีไมํพึงปรารถนา
การลงโทษแบงํ ออกเปน็ 2 ประการคอื
1) การลงโทษที่เกิดจากการได๎รับสิ่งที่ไมํพอใจ เชํน คาตาหนิ ตี ให๎ทางาน
แบบ Over กักบริเวณ ฯลฯ เชนํ นักเรียนไมํสํงการบ๎าน แล๎วครตู ี
2) การลงโทษท่ีเกิดจากการนาส่ิงที่พอใจออกไปจากอินทรีย์ เชํน ชํวงเวลา
พัก คะแนน ได๎ทาสิ่งท่ีรัก ฯลฯ เชํน นักเรียนไมํทาความสะอาดตามที่ได๎รับผิดชอบ ก็ให๎ทาความ
สะอาดชํวงเวลาท่ีต๎องได๎เลํน,พกั ผอํ น หรือ หักคะแนน
167
7.3.3 การประยกุ ต์ทฤษฎี สกนิ เนอร์ ในการจัดการเรยี นการสอน
7.3.3.1 การนาทฤษฎีการเสริมแรงไปประยกุ ต์ใช๎ในการเรียนการสอน
นพสิทธิ์ ไตรสิทธิวัฒน์. (ออนไลน์,2557) กลําววํา การนาทฤษฎีการเสริมแรงไป
ประยุกต์ใชใ๎ นการเรียนการสอน ไว๎ 3 ประการ ดังนี้
1) โปรแกรมการเรียนรู๎แบบสาเร็จรูปซ่ึงเน๎นให๎ผ๎ูเรียน เรียนด๎วยตนเอง โดยมี
คาตอบที่ถูกต๎องไว๎เป็นการเสริมแรง ทั้งน้ีเป็นการนาหลักของสกินเนอร์ซ่ึงประดิษฐ์เป็นเคร่ืองชํวย
สอนขนึ้ ในปี ค.ศ. 1954 มาใช๎ ซึง่ ครั้งแรก สกินเนอร์ประดิษฐ์ข้ึนมาเพื่อชํวยสอนวิชาเลขคณิตและตํอ
ๆ มาได๎ใช๎ชวํ ยสอนวิชาอื่น ๆ ด๎วย
2) ใช๎ดดั แปลงพฤติกรรมทีต่ อ๎ งการโดยใช๎การเสริมแรงที่อินทรีย์พอใจ เชํน สอน
ให๎เด็กขยันทาการบ๎านโดยการเขียนช่ือผู๎สํงการบ๎านติดไว๎บนบอร์ดให๎บุคคลท่ัวไปมองเห็น เพ่ือยก
ยอํ งชมเชย เป็นตน๎ เป็นการดดั แปลงพฤตกิ รรมใหม๎ นษุ ยเ์ กดิ การเรียนรู๎ โดยการเสรมิ แรง
3.) การใชก๎ ฎการเรียนร๎ูทง้ั สองกฎในการสร๎างการเรยี นร๎ู
กฎที่ 1 คือกฎการเสริมแรงทันทีทันใด มักใช๎เม่ือต๎องการให๎ผู๎เรียนเกิดการ
เรยี นรูอ๎ ยาํ งรวดเรว็ เชนํ ทุกครงั้ ท่ีเด็กตอบคาถามถกู เราจะรีบเสรมิ แรงทนั ที ได๎แกํการกลําวชม หรือ
ไดร๎ างวัลเปน็ สิ่งของ
กฎท่ี 2 คอื การเสรมิ แรงเปน็ ครั้งเป็นคราว มกั ใช๎เม่ือตอ๎ งการให๎ผู๎เรียนเกิดการ
เรยี นรู๎นานตอํ ไปเรื่อย ๆ โดยอาจใช๎วธิ ีใดวธิ หี นึ่งใน 4 วธิ ี แลว๎ แตํความเหมาะสมของผ๎ูเรียนและโอกาส
ทจ่ี ะใช๎
7.3.3.2 การนาการลงโทษไปประยกุ ต์ใช๎ในการเรียนการสอน
เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ และภกั ดี ปรีวรรณ. (2554 :139) กํอนใชว๎ ธิ ีการ
ลงโทษน้นั ครูควรตระหนักวํามีผลให๎พฤติกรรมยุติลง แตํไมํสามารถสร๎างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ การ
ลงโทษทาใหเ๎ กิดผลตามมาดงั นี้
1) การเรียนรู๎ผํานตัวแบบและผู๎ถูกลงโทษจะเลียนแบบพฤติกรรมนั้น และทากับ
คนอืน่ เชนํ ท่ีตนถูกกระทา เด็กท่ีถกู ลงโทษมกั แสดงพฤตกิ รรมกา๎ วรา๎ ว
2) ผถู๎ ูกลงโทษจะเชอ่ื มโยงความไมพํ อใจจากการลงโทษกับบุคคลท่ีลงโทษเขา หรือ
สถานท่ีนั้น ผ๎ูถูกลงโทษสูญเลียความร๎ูสึกภาคภูมิใจในตนเอง ไมํพอใจตนเอง เกิดปัญหาทางอารมณ์
ย่ิงในกรณีทผ่ี ๎ทู ถ่ี ูกลงโทษไมํเหน็ ดว๎ ยกบั การลงโทษหรือมีความคิดวําตนเองไมํผิดยํอมเกิดความคับข๎อง
ใจและอาจแสดงพฤติกรรมการตํอต๎านการลงโทษ หรือพยายามเลี่ยงจากสถานการณ์นั้นด๎วยการพูด
ปด หรือหนีโรงเรียน เชํน ไปอยูํท่ีบ๎านเพื่อน เดินเที่ยวในห๎างสรรพสินค๎า ดังนั้นครูควรใช๎การลงโทษ
ให๎น๎อยทีส่ ุดและดาเนนิ การอยาํ งระมัดระวัง การลงโทษ ควรใช๎ในกรณีจาเป็นที่ทาพฤติกรรมอันตราย
การลงโทษทนั ทหี ลงั จากเกิดพฤติกรรมเพ่ือให๎ผถู๎ ูกลงโทษเชอื่ มโยงระหวํางพฤติกรรมท่ีไมํเหมาะสมกับ
168
การลงโทษ ควรกาหนดให๎เหมาะสมไมํมากเกินไปหรือน๎อยเกินไป นอกจากนี้ควรอธิบายเหตุผลกํอน
ลงโทษ ไมํควรลงโทษโดยใช๎อารมณ์ ควรใช๎การลงโทษลดพฤติกรรมที่ไมํเหมาะสมคํูกับการเสริมแรง
พฤติกรรมทเ่ี หมาะสม เชํน ใช๎การลงโทษเพ่อื ระงบั การแกล๎งผ๎ูอ่ืน และการเสริมแรงเพื่อเพ่ิมพฤติกรรม
การชํวยเหลือผู๎อ่ืน เป็นต๎น และที่สาคัญอีกประการหน่ึง ครูที่ใช๎การลงโทษต๎องเป็นแบบอยํางของ
พฤติกรรมทดี่ ี
7.4 ทฤษฎกี ารเรยี นรตู้ ามแนวคิดของกลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Learning Theories)
กลํุมจิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt) เริ่มกํอต้ังขึ้นในประเทศเยอรมัน เม่ือราว ๆ ค.ศ. 1912
โดยคณาจารย์ผ๎ูสอนวิชาจิตวิทยาแหํงมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน โดยมี แม็กซ์ เวอร์ไทเมอร์ ( Max
Wertheimer) เป็นผู๎นากลุํม คาวําเกสตัลท์ “Gestalt” เป็นคาในภาษาเยอรมัน หมายความวํา
โครงรําง รูปรําง รูปแบบ Configuration หรือ Organization) สํวนรวมท้ังหมดหรือโครงสร๎าง
ทั้งหมด (The Totality or Configuration) ซึ่งตํอมาแนวคิดของกลุํมนี้ได๎ไปเผยแพรํในประเทศ
สหรัฐอเมริกา โดยวูลฟ์แกง โคห์เลอร์ (Wolfgang Kohler) และ เคริท คอฟกา (Kurt Koffka,
1886)
7.4.1 การทดลองของทฤษฎี
อัชรา เอบิ สขุ สริ ิ (2557 :126-127) โคห์เลอร์ ได๎ทาการทดลองเพื่ออธิบายให๎เห็นถึง
กระบวนการเกิดการหยั่งร๎ูโดยใช๎ลิงชิมแปนซีช่ือ “สุลตําน” เป็นสัตว์ทดลอง เขาจับสุลตํานขังไว๎ใน
กรงซ่ึงมีของเลํนตํางๆ หลายอยําง พร๎อมกับไม๎ส้ันๆ ทํอนหนึ่ง ซ่ึงโดยธรรมชาติของลิงมักจะไมํอยํู
เฉยๆ สลุ ตาํ นจึงเลํนของเลํนท่ีมีอยูํในกรง ของช้ินใดอยูํไกลมันก็จะใช๎ไม๎เข่ียมาเลํน ตํอมาโคห์เลอร์นา
กล๎วยมาวางไว๎นอกกรงในระยะที่สุลตํานไมํสามารถใช๎ไม๎ทํอนส้ันท่ีเคยใช๎ประจาเข่ียได๎ โดยโคห์เลอร์
ได๎วางไม๎ทํอนยาวท่ีสุลตํานสามารถใช๎เขี่ยกล๎วยได๎ถึง แตํเขาก็วางไม๎ทํอนยาวไว๎ในระยะที่สุลตํานต๎อง
ใช๎ไม๎ทํอนส้ันเข่ียจึงจะหยิบไม๎ทํอนยาวได๎ เม่ือเขานาสุลตํานมาไว๎ในกรง เขาสังเกตวําครั้งน้ีสุลตํานไมํ
สนใจของเลํน แตํพยายามใช๎ไม๎ทํอนส้ันท่ีเคยใช๎ประจาเขี่ยกล๎วยแตํก็เข่ียไมํถึง สุลตํานจึงท้ิงไม๎แล๎วไป
น่ังท่ีมุมกรง มันนั่งมองส่ิงตํางๆ รอบตัว สักพักหนึ่งโคห์เลอร์เห็นสุลตํานลุกพรวดพราดข้ึนมาคว๎าไม๎
ทํอนส้นั ไปเขีย่ ไม๎ทํอนยาวแลว๎ นาไม๎ทอํ นยาวมาเขย่ี กลว๎ ย การทดลองน้ีแสดงให๎เห็นวําสุลตํานมองเห็น
ความสัมพันธ์ของส่ิงเร๎าตํางๆ ในปัญหา โดยนาประสบการณ์เดิมที่เคยใช๎ไม๎ทํอนส้ันเขี่ยกล๎วยมา
สัมพันธ์กับสถานการณ์ใหมํ เกิดความกระจํางในวิธีแก๎ปัญหาจึงลุกพรวดพราดมาใช๎ไม๎ทํอนสั้นเข่ียไม๎
ทํอนยาวแล๎วเขี่ยกล๎วยมากินได๎ทันที ซ่ึงเป็นลักษณะการแก๎ปัญหาท่ีตํางจากกลุํมพฤติกรรมนิยมที่มัก
ใช๎วิธีลองผิดลองถกู และการวางเงอื่ นไข โดยไมสํ นใจกลไกทางสมอง
169
ภาพที่ 4.9 การทดลองของโคห์เลอร์
ทม่ี า : http://edufocus.blogspot.com/2012/03/theinsight-learning-theory-theoryof.html
จากการทดลองนี้ Kohler แปลความหมายพฤติกรรมของลิงวําเป็นความพยายามใน
การแก๎ปัญหาอยํางฉลาด เมื่อมันประสบปัญหาลิงก็จะทาการสารวจสถานการณ์ท่ีเก่ียวข๎องหรืออาจ
คิดเห็นทะลุปรุโปรํงถึงความเป็นไปได๎ หรือโอกาสในการประสบความสาเร็จของกิจกรรมแล๎วจึงทา
การทดสอบเพื่อดูวําวิธีการแก๎ปัญหาที่คิดได๎นั้นจะประสบความสาเร็จหรือไมํ จากการทดลองทานองนี้
หลายๆ ครั้ง Kohler มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับวิธีการที่ลิงอาจจะ “เห็น” คุณคําของ
เครื่องมือซึ่งเป็นสิ่งเร๎าอันหนึ่งที่ลิงสามารถนามาใช๎ประโยชน์ในการแก๎ปัญหาได๎ การที่ลิงมองเห็น
ความสัมพนั ธข์ องส่ิงเรา๎ ตํางๆ เหลาํ น้ี เรยี กวําได๎เกิด “การหยั่งเห็น” ขึ้น และการได๎กระทาพฤติกรรม
ท่ีได๎รบั ความสาเรจ็ นซี้ า้ ๆ หลงั จากที่ได๎เกดิ การหยัง่ เห็นขน้ึ จึงเรียกไดว๎ าํ เป็นการเรียนร๎ูโดยการหย่ังเห็น
(Insight Learning) (กฤตวรรณ คาสม, 2557 :98-99)
7.4.2 แนวคดิ ของทฤษฎี
7.4.2.1 การเรียนรูเ๎ ป็นกระบวนการทางความคดิ ซ่งึ เปน็ กระบวนการภายในตวั มนุษย์
7.4.2.2 บุคคลจะเรยี นรจ๎ู ากส่ิงเร๎าทีเ่ ปน็ สํวนรวมได๎ดีกวาํ สํวนยํอย
7.4.2.3 การเรยี นรเ๎ู กิดขน้ึ ได๎ 2 ลกั ษณะ คอื
1) การหย่งั ร๎ู หมายถึง การท่บี ุคคลมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งเร๎า หรือเหตุการณ์
ท่ีเป็นปัญหาได๎กระจําง ชัดเจน และมองเห็นวิธีแก๎ปัญหาแวบขึ้นมาทันที เชํน เรากาลังจะนาเอกสาร
สาคญั ไปสํงอาจารย์ ระหวาํ งท่ีเดินไปใกล๎จะถึงตกึ ทอี่ าจารย์ เกดิ มฝี นตกลงมาแบบไมํมีปี่ไมํมีขลํุย ด๎วย
ความกลวั วําเอกสารจะเปียกฝนเราจึงรีบคิดหาวิธีไมํให๎เอกสารเปียก เม่ือหาท่ีบังฝนไมได๎ แตํนึกได๎วํา
170
แจ็กเก็ตท่ีเราสวมอยํูเป็นผ๎ารํมไมํเปียกน้า เราจึงม๎วนเอกสารสอดไว๎ในเสื้อแจ็กเก็ต ทาให๎เอกสารไมํ
เสยี หาย สามารถนาไปสํงอาจารย์ได๎โดยเรียบรอ๎ ย การแกป๎ ญั หาท่ี “แวบ” ข้นึ มาน้ีเรยี กวํา การหยงั่ รู๎
2) การรับรู๎ หมายถึง การที่บคุ คลสมั ผสั สิง่ เรา๎ แลว๎ ใช๎ประสบการณ์เดิมแปล
ความหมายของส่งิ ที่สัมผสั เชนํ เราไดย๎ นิ เสียงเคร่อื งบนิ บินผาํ นหลงั คาบ๎านเราสามารถรับร๎ูได๎ทันทีวํา
เสียงท่ีได๎ยินคือเสียงเคร่ืองบินโดยไมํต๎องลุกไปดู ท้ังนี้เน่ืองจากเรามีข๎อมูลจากประสบการณ์เดิมวํา
เสียงเคร่ืองบินเป็นอยํางไรจึงสามารถแปลความหมายได๎ นอกจากนี้นักจิตวิทยากลุํมเกสตอลท์ยังได๎
อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ การรับร๎ูของมนุษย์วําในการรับร๎ูสิ่งเร๎าตํางๆ มนุษย์มีแนวโน๎มที่จะจัด
หมวดหมูํของส่ิงเร๎าให๎เป็นภาพที่มีความหมาย มีความสมบูรณ์ในตัว แม๎ภาพในความเป็นจริงอาจจะ
ยังไมํสมบูรณ์กต็ าม กฎการรบั รขู๎ องเกสตัลท์ มดี ังนี้
2.1) กฎแหํงความแนํนอนหรือชดั เจน (Law of Pragnanz) ประสบการณ์เดิมมี
อิทธิพลตํอการรับรู๎ของบุคคล การรับร๎ูของบุคคลตํอสิ่งเร๎าเดียวกันอาจแตกตํางกันได๎เพราะใช๎
ประสบการณ์เดิมของตนมารับร๎ูสํวนรวมและสํวนยํอย ซ่ึงแตกตํางกันเมื่อต๎องการให๎บุคคลเกิดการ
รับร๎ู ในสิ่งเดียวกัน ต๎องกาหนดองค์ประกอบข้ึน 2 สํวน คือ ภาพ หรือข๎อมูลที่ต๎องการให๎สนใจเพ่ือ
เกิดการเรยี นรูใ๎ นขณะนนั้ (Figure) และสํวนประกอบหรือพื้นฐานของการรับร๎ู (Background) ซ่ึงเป็น
สิง่ แวดล๎อมท่ีประกอบอยํูในการเรียนร๎ูน้ัน ๆ ท่ีผ๎ูสอนยังไมํต๎องการให๎ผ๎ูเรียนสนใจในขณะน้ัน ปรากฏ
วําเป็นวิธีการแก๎ปัญหาโดยกาหนด Figure และ Background ของเกสตัลท์ได๎ผลเป็นที่นําพอใจ
เพราะสามารถทาใหม๎ นษุ ยเ์ กดิ การเรียนรด๎ู ๎วยการรับรู๎อยํางเดยี วกนั ได๎
ภาพที่ 4.10 ภาพท่ีอธิบายกฎแหงํ ความแนํนอนหรอื ชัดเจน (Law of Pragnanz)
ที่มา : http://braungardt.trialectics.com/sciences/psychology/gestalt-psychology-2/
2.2) กฎแหงํ ความคลา๎ ยคลึง (Law of Similarity) ส่ิงเร๎าใดที่มีลกั ษณะกันหรือ
คล๎ายคลึงกัน บุคคลมักรับร๎ูเป็นพวกเดียวกันโดยใช๎เป็นหลักการในการวางรูปกลํุมของการรับรู๎ เชํน
กลุํมของเส๎นหรือสีท่ีคล๎ายคลึงกันท่ีเป็นสิ่งเร๎าใด ๆ ก็ตามท่ีมีรูปรําง ขนาด หรือสีท่ีคล๎ายกันคนเรา
มักจะรับรว๎ู ําเป็นสิง่ เดยี วกันหรือพวกเดียวกนั
171
ภาพท่ี 4.11 ภาพท่ีอธิบายกฎแหํงความคลา๎ ยคลึง (Law of Similarity)
ทีม่ า : http://www.theinspiredeye.net/how-to-use-the-law-of
-similarity-in-photography/
2.3) กฎแหํงความใกล๎เคียง (Law of Proximity) สิ่งเร๎าท่ีมีความใกล๎เคียงกัน
บุคคลมักรับร๎ูวําเป็นพวกเดียวกัน สาระสาคัญคือ ถ๎าสิ่งใดหรือสถานการณ์ใดที่เกิดขึ้นในเวลา
ตอํ เนอ่ื งกนั หรือในเวลาเดียวกนั อนิ ทรยี จ์ ะเรยี นร๎ูวําเปน็ เหตุและผลกนั หรือส่ิงเร๎าใด ๆ ที่อยูํใกล๎ชิดกัน
บุคคลมแี นวโนม๎ ทจ่ี ะรับร๎ูสิ่งตําง ๆ ทอี่ ยใูํ กล๎ชดิ กนั เป็นพวกเดยี วกัน เป็นหมวดหมูํเดยี วกนั
ภาพท่ี 4.12 ภาพท่ีอธิบายกฎแหงํ ความใกล๎เคยี ง (Law of Proximity)
ที่มา : http://jeffbrew.com/2012/02/26/howto-gestalt-principles-and-photography/
2.4) กฎแหํงความสมบูรณ์ (Law of Closure) ส่งิ เรา๎ ทีบ่ ุคลรับร๎ูจะยังไมํ
สมบรู ณ์แตบํ ุคคลสามารถรับรู๎ในลักษณะสมบูรณ์ได๎ ถ๎าบคุ คลมีประสบการณ์เดิมในส่งิ เร๎าน้ัน
สาระสาคญั คือ ถึงแมว๎ าํ สถานการณ์หรอื ปัญหายงั ไมสํ มบรู ณ์ อินทรยี ์ก็จะเกดิ การเรยี นร๎ูไดจ๎ าก
ประสบการณเ์ ดิมตํอสถานการณ์น้นั สรุปวําแมม๎ ีส่ิงเร๎าบางสํวนขาดหายไป ผู๎เรยี นก็ยงั สามารถรับร๎สู ง่ิ
เรา๎ นั้นให๎เป็นภาพสมบูรณ์ไดโ๎ ดยอาศยั ประสบการณ์เดิม
ภาพท่ี 4.13 ภาพที่อธบิ ายกฎแหํงความสมบูรณ์ (Law of Closure)
ที่มา : http://www.doctordisruption.com/design/
princples-of-design-44-law-of-pragnanz/
172
2.5) กฎแหํงความตํอเนื่อง (Law of Continuity) ส่ิงเร๎าที่มีความตํอเนื่องกัน
หรือมีทิศทางไปในทางเดียวกัน บุคคลมักรับรู๎เป็นพวกเดียวกัน หรือเร่ืองเดียวกัน หรือเป็นเหตุผล
เดยี วกนั สรุปวําเมื่อสิง่ เรา๎ มที ิศทางในแนวทางเดยี วกนั ผ๎เู รยี นกจ็ ะรบั ร๎ไู ด๎วําเป็นพวกเดยี วกนั
ภาพท่ี 4.14 ภาพทีที่อธบิ ายกฎแหงํ ความตํอเนื่อง (Law of Continuity)
ที่มา : http://www.doctordisruption.com/design/princples-of
-design-44-law-of-pragnanz/
2.6) กฎแหํงความคงท่ี (Low of Stability) ในความหมายของสิ่งที่รับรู๎ตาม
ความเป็นจริงคือ เม่ือบุคคลรับร๎ูสิ่งเร๎าในภาพรวมและจะมีความคงที่ในการรับรู๎ในส่ิงน้ันในลักษณะ
เป็นภาพรวมดังกลาํ ว ถึงแมว๎ ําส่งิ เร๎านั้นจะเปลี่ยนแปรไปเมื่อรับรใู๎ นแงมํ มุ อืน่
ภาพที่ 4.15 ภาพท่ีอธบิ ายกฎแหงํ ความคงที่ (Low of Stability)
ที่มา : https://designmodo.com/use-gestalt-laws-to-improve-your-ux/
2.7) การรับรู๎ของบคุ คลอาจผิดพลาด บดิ เบือนไปจากความเปน็ จรงิ ได๎
เนอื่ งมาจากการจัดกลํุมลกั ษณะส่งิ เร๎าที่ทาใหเ๎ กดิ ภาพลวงตา เชนํ การไปอยูํทาํ มกลางคนผอมกวาํ ทา
ให๎เราดทู ๎วม หรือเม่อื ไปอยูํทาํ มกลางคนอ๎วนกวาํ ทาให๎เราดูผอม เปน็ ต๎น
7.4.3 การนาทฤษฎไี ปประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
ลักขณา สริวัฒน์ (2557 :175-177) กลําวถึง การนาทฤษฎีไปประยุกต์ใช๎ในการ
จดั การเรียนการสอน ดงั น้ี
7.4.3.1. ผูส๎ อนควรสงํ เสริมกระบวนการคดิ ใหแ๎ กํผูเ๎ รยี นโดยใหท๎ ากิจกรรมจากงําย
และยากหรือซับซ๎อนมากข้ึนตามลาดบั
173
7.4.3.2. ผูส๎ อนควรสอนโดยการเสนอภาพรวมให๎ผเู๎ รียนเห็นและเข๎าใจกํอนการเสนอ
สํวนยอํ ย
7.4.3.3. ผ๎ูสอนควรสงํ เสริมใหผ๎ เ๎ู รียนมปี ระสบการณม์ าก ๆ เพื่อใหไ๎ ด๎รบั ประสบการณ์
ทห่ี ลากหลาย จะทาใหเ๎ กิดการเรยี นรแู๎ บบหยง่ั เห็นไดม๎ ากข้ึน
7.4.3.4. ผ๎สู อนควรจดั ประสบการณใ์ หมใํ หม๎ ีความสมั พันธ์กบั ประสบการณ์เดิม
7.4.3.5. ผู๎สอนควรมกี ารจัดระเบียบสง่ิ เรา๎ ท่ีต๎องการใหผ๎ เู๎ รียนเกดิ การเรยี นรู๎ไดด๎ ี
7.4.3.6. ผ๎สู อนไมํจาเปน็ ตอ๎ งนาเสนอเนอื้ หาท้งั หมดทสี่ มบูรณแ์ กํผ๎เู รียน ควรนาเสนอ
เฉพาะเน้อื หาทีส่ าคญั บางสวํ นซ่งึ ผเู๎ รยี นสามารถใชป๎ ระสบการณ์เดิมมาเติมใหส๎ มบูรณ์ได๎
7.4.3.7. ผสู๎ อนควรเสนอบทเรยี นหรอื จดั เนอ้ื หาใหม๎ ีความตํอเนือ่ งกนั
8. ระบบ และปจั จัยท่สี ่งเสรมิ การจดั การเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21
ไสว ฟกั ขาว (2559 :6-8) การพัฒนากรอบความคิดที่ครอบคลุมเพื่อการเรียนรู๎ในศตวรรษท่ี
21 นั้นจาเป็นต๎องจะต๎องสร๎างระบบสํงเสริมเพ่ิมข้ึนจาก ทักษะเฉพาะด๎าน องค์ความรู๎ ความชานาญ
การและความสามารถในการเรียนรู๎ด๎านตํางๆ เพื่อชํวยให๎นักเรียนรอบร๎ู มีความสามารถที่จาเป็นและ
หลากหลาย ระบบสงํ เสรมิ ให๎นกั เรยี นได๎รอบร๎ูทักษะการเรียนร๎ูที่สาคัญ ในศตวรรษท่ี 21 ไว๎ด๎วยกัน 5
ระบบ ดังนี้
8.1 ระบบสํงเสริมการจัดการเรยี นร๎ู ในศตวรรษที่ 21
8.1.1 มาตรฐานในการเรียนร๎ู
8.1.1.1 เน๎นทกั ษะ ความร๎ูและความเชีย่ วชาญที่เกิดกับผ๎เู รยี น
8.1.1.2 สร๎างความร๎ูความเขา๎ ใจในการเรยี นในเชิงสหวิทยาการระหวํางวิชาหลักที่เป็น
จดุ เนน๎
8.1.1.3 มุํงเน๎นการสร๎างความรู๎และเข๎าใจในเชิงลึกมากกวําการสร๎างความร๎ูแบบผิว
เผนิ
8.1.1.4 ยกระดับความสามารถผ๎ูเรียนด๎วยการให๎ข๎อมูลท่ีเป็นจริง การใช๎ส่ือหรือ
เครื่องมือท่ีมีคุณภาพจากการเรียนร๎ูในสถานศึกษา การทางานและในการดารงชีวิตประจาวัน ผู๎เรียน
ได๎เรียนรู๎อยาํ งมีความหมายและสามารถแกไ๎ ขปญั หาที่เกดิ ข้ึนได๎
8.1.1.5 ใช๎หลักการวัดประเมนิ ผลที่มคี ณุ ภาพระดบั สูง
8.1.2 การประเมินผล
8.1.2.1 สร๎างความสมดุลในการประเมินผลเชิงคุณภาพ โดยการใช๎แบบทดสอบ
มาตรฐานสาหรบั การทดสอบยอํ ยและทดสอบรวมสาหรบั การประเมนิ ผลในชัน้ เรยี น
174
8.1.2.2 เน๎นการนาประโยชน์ของผลสะท๎อนจากการปฏิบัติของผ๎ูเรียนมาปรับปรุง
แก๎ไขงาน
8.1.2.3 ใช๎เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทดสอบวัดและประเมินผลให๎เกิดประสิทธิภาพ
สูงสดุ
8.1.2.4 สร๎างและพัฒนาระบบแฟูมสะสมงาน (Portfolios) ของผู๎เรียนให๎เป็น
มาตรฐานและมีคุณภาพ
8.1.3 หลักสตู รและการสอน
8. 1. 3. 1 การ สอนใ ห๎เกิ ดทักษ ะกา รเรีย นในศ ตว ร รษที่ 21 มํุงเน๎ นเชิ ง
สหวทิ ยาการของวิชาแกนหลกั
8.1.3.2 สร๎างโอกาสท่ีจะประยุกต์ทักษะเชิงบูรณาการข๎ามสาระเน้ือหา และสร๎าง
ระบบการเรยี นรู๎ท่เี น๎นสมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based)
8.1.3.3 สร๎างนวัตกรรมและวิธีการเรียนรู๎ในเชิงบูรณาการท่ีมีเทคโนโลยีเป็นตัว
เกื้อหนุน การเรียนรู๎แบบสืบค๎น และวิธีการเรียนจากการใช๎ปัญหาเป็นฐาน ( Problem-based
Learning) เพอื่ การสรา๎ งทักษะขั้นสงู ทางการคดิ
8.1.4 การพฒั นาทางวชิ าชพี
8.1.4.1 จุดมุํงหมายสาคัญเพ่ือการสร๎างครูให๎เป็นผ๎ูที่มีทักษะความรู๎ความสามารถใน
เชิงบูรณาการ การใช๎เคร่ืองมือและกาหนดยุทธศาสตร์สูํการปฏิบัติในช้ันเรียน และสร๎างให๎ครูมี
ความสามารถในการวิเคราะหแ์ ละกาหนดกิจกรรมการเรยี นรไู๎ ดเ๎ หมาะสม
8.1.4.2 สร๎างความสมบูรณ์แบบในมิติของการสอนด๎วยเทคนิควิธีการสอนที่
หลากหลาย
8.1.4.3 สร๎างให๎ครูเป็นผ๎ูมีทักษะความรู๎ความสามารถในเชิงลึกเก่ียวกับการแก๎ปัญหา
การคิดแบบวิจารณญาณ และทักษะดา๎ นอ่ืนๆท่ีสาคญั ตํอวชิ าชพี
8.1.4.4 เป็นยุคแหํงการสร๎างสมรรถนะทางวิชาชีพให๎เกิดขึ้นกับครูเพื่อเป็นตัวแบบ
(Model) แหํงการเรียนรู๎ของช้ันเรียนท่ีจะนาไปสูํการสร๎างทักษะการเรียนรู๎ให๎เกิดขึ้นกับผ๎ูเรียนได๎
อยํางมีคณุ ภาพ
8.1.4.5 สร๎างให๎ครูเป็นผู๎ที่มีความสามารถวิเคราะห์ผู๎เรียนได๎ทั้งรูปแบบการเรียน
สตปิ ญั ญา จุดออํ นจุดแข็งในตัวผเู๎ รยี น เหลําน้ีเปน็ ตน๎
8.1.4.6 ชํวยให๎ครูได๎เกิดการพัฒนาความสามารถให๎สูงขึ้นเพ่ือนาไปใช๎สาหรับการ
กาหนดกลยทุ ธท์ างการสอนและจัดประสบการณท์ างการเรียนได๎เหมาะสมกับบริบททางการเรยี นรู๎
8.1.4.7 สนับสนุนใหเ๎ กิดการประเมินผเ๎ู รยี นอยาํ งตํอเนื่องเพ่ือสร๎างทักษะและเกิด การ
พฒั นาการเรยี นร๎ู
175
8.1.4.8 แบงํ ปันความร๎ูระหวํางชุมชนทางการเรียนร๎ูโดยใช๎ชํองทางหลากหลายในการ
สือ่ สารใหเ๎ กดิ ขน้ึ
8.1.4.9 สรา๎ งให๎เกิดตัวแบบทม่ี ีการพัฒนาทางวิชาชพี ไดอ๎ ยาํ งม่นั คงและยง่ั ยืน
8.1.5 สภาพแวดล๎อมทางการเรียนร๎ู
8.1.5.1 สร๎างสรรค์แนวปฏิบัติทางการเรียน การรับการสนับสนุนจากบุคลากรและ
สภาพ แวดล๎อมทางกายภาพทเ่ี กอ้ื หนุน เพือ่ ชวํ ยใหก๎ ารเรยี นการสอนบรรลผุ ล
8.1.5.2 สนับสนุนทางวิชาชีพแกํชุมชนท้ังในด๎านการให๎การศึกษาการมีสํวนรํวม การ
แบํงปันสิ่งปฏิบัติท่ีเป็นเลิศระหวํางกันรวมทั้งการบูรณาการหลอมรวมทักษะหลากหลายสํูการปฏิบัติ
ในชัน้ เรยี น
8.1.5.3 สรา๎ งผ๎เู รียนเกิดการเรียนรู๎จากสิ่งท่ีปฏิบัติจริงตามบริบท โดยเฉพาะการเรียน
แบบโครงงาน
8.1.5.4 สร๎างโอกาสในการเข๎าถึงส่ือเทคโนโลยี เคร่ืองมือหรือแหลํงการเรียนร๎ูที่มี
คณุ ภาพ
8.1.5.5 ออกแบบระบบการเรียนร๎ทู ี่เหมาะสมทงั้ การเรียนเป็นกลุํมหรือการเรียน
รายบคุ คล
8.1.5.6 นาไปสูํการพัฒนาและขยายผลสํูชมุ ชนทั้งในรูปแบบการเผชิญหนา๎ หรือ ระบบ
ออนไลน์
8.2 ปจั จัยสนับสนุนการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21
วจิ ารณ์ พานิช (ออนไลน์ :2556) กลําวถึง ปัจจัยสาคัญด๎านการเรียนรู๎ใน ศตวรรษท่ี 21
ไว๎ 5 ประการคอื
8.2.1 Authentic learning การเรียนร๎ูที่แท๎จริงอยํูในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียน
วิชาในห๎องเรียน ยังไมํใชํการเรียนร๎ูท่ีแท๎จริง ยังเป็นการเรียนแบบสมมติ ดังน้ัน ครูเพื่อศิษย์ จึงต๎อง
ออกแบบการเรียนร๎ูให๎ศิษย์ได๎เรียนในสภาพที่ใกล๎เคียงชีวิตจริงที่สุด กลําวในเชิงทฤษฎีได๎วํา การ
เรียนรู๎ข้ึนอยํูกับบริบทหรือสภาพแวดล๎อม ในขณะเรียนร๎ู ห๎องเรียนไมํใชํบริบทท่ีจะทาให๎เกิดการ
เรยี นร๎ใู นมิตทิ ล่ี กึ เพราะห๎องเรยี นไมํเหมอื นสภาพในชีวิตจริง การสมมติโจทยท์ ่ีคลา๎ ยจะเกดิ ในชีวิตจริง
กไ็ ด๎ความสมจรงิ เพียงบางสวํ น แตํหากไปเรยี นในสภาพจริงกจ็ ะได๎การเรียนร๎ูในมิติท่ีลึกและกว๎างขวาง
กวําสภาพสมมติ การออกแบบการเรียนร๎ูให๎ศิษย์เกิด “การเรียนร๎ูที่แท๎” (authentic learning) เป็น
ความท๎าทายตอํ ครูเพื่อศิษย์ ในสภาพท่ีมีข๎อจากัดด๎านเวลา และทรัพยากรอ่ืนๆ รวมท้ังจากความเป็น
จริงวํา เด็กนกั เรยี นในเมอื งกับในชนบทมสี ภาพแวดล๎อมและชีวิตจรงิ ที่แตกตาํ งกันมาก
176
8.2.2 Mental Model Building การเรียนรใ๎ู นระดับสร๎างกระบวนทัศน์ อาจมองอีกมุม
หนึ่งวําเป็น authentic learning แนวหน่ึง ซึ่งหมายถึงการอบรมบํมนิสัย หรือการปลูกฝังความเช่ือ
หรอื คํานยิ มในถอ๎ ยคาเดิมของเรา แตใํ นความหมาย ข๎อน้ีเป็นการเรียนร๎ูวิธีการนาเอาประสบการณ์มา
ส่ังสมจนเกิดเป็นกระบวนทัศน์ (หรือความเช่ือ คํานิยม) และที่สาคัญกวําน้ันคือ ส่ังสมประสบการณ์
ใหมํ เอามาโต๎แย๎งความเชื่อหรือคํานิยมเดิม ทาให๎ละจากความเช่ือเดิม หันมายึดถือความเชื่อหรือ
กระบวนทัศน์ใหมํน่ันคือ เป็นการเรียนร๎ู (how to learn, how to unlearn/ delearn, how to
relean) ไปพร๎อมๆ กัน ทาให๎เป็นคนท่ีมีความคิดเชิงกระบวนทัศน์ ชัดเจน และเกิดการเรียนร๎ูเชิง
กระบวนทัศน์ใหมํได๎ แตํการจะมีทักษะหรือ ความสามารถขนาดน้ี จาต๎องมีความสามารถรับรู๎ข๎อมูล
หลกั ฐานใหมๆํ และนามาสังเคราะหเ์ ปน็ ความร๎เู ชงิ กระบวนทัศน์ใหมไํ ด๎
8.2.3 Internal Motivation การเรยี นร๎ทู ีแ่ ทจ๎ ริงขับดนั ดว๎ ยฉนั ทะ ซึ่งเป็นส่ิงท่ีอยํูภายใน
ตวั คน ไมํใชขํ บั ดนั ด๎วยอานาจของครูหรือพํอแมํ เด็กท่ีเรียนเพราะไมํอยากขัดใจครูหรือพํอแมํจะเรียน
ได๎ไมํดีเทําเด็กที่เรียนเพราะอยากเรียน เม่ือเด็กมีฉันทะและได๎รับการสํงเสริมที่ถูกต๎องจากครู วิริยะ
จิตตะ และวมิ ังสา (อทิ ธิบาทส่ี) ก็จะตามมา ทาให๎เกดิ การเรยี นร๎ใู นมิตทิ ี่ลกึ ซ้ึง และเชอ่ื มโยง
8.2.4 Multiple Intelligence เวลานี้เป็นท่ีเช่ือกันทั่วไปแล๎ววํา มนุษย์เรามีพหุปัญญา
(Multiple Intelligence) และเด็กแตํละคนมีความถนัดหรือปัญญาที่ติดตัว มาแตํกาเนิดตํางกัน
รวมทั้งสไตล์การเรียนรู๎ก็ตํางกัน ดังนั้น จึงเป็นความท๎าทายตํอครูเพ่ือศิษย์ในการจัดการเรียนร๎ูโดย
คานึงถึงความแตกตํางของเด็กแตํละคน และจัดให๎การเรียนร๎ูสํวนหน่ึงเป็นการเรียนรู๎เฉพาะตัว
(personalized learning) เร่ืองนี้มีการวิจัยและการออกแบบการเรียนรู๎ได๎ มากมาย ดังตัวอยําง
Universal Design for Learning ซ่ึงก็คือ เครื่องมือ สร๎างความยืดหยํุนหลากหลายในการออกแบบ
การเรยี นร๎ูน่นั เอง
8.2.5 Social Learning การเรียนรู๎เป็นกิจกรรมทางสังคม หากยึดหลักการน้ี ครูเพ่ือ
ศิษย์ก็ จะสามารถออกแบบกระบวนการทางสังคมเพื่อให๎ศิษย์เรียนสนุก และเกิด นิสัยรักการเรียน
เพราะการเรียนจะไมํใชํกิจกรรมสํวนบุคคลที่หงอยเหงา เช่ือตามหนังสือจนเกินไป จนไมํกล๎าทดลอง
วิธีคิดใหมํๆ ที่อาจจะเหมาะสมตํอศิษย์ของเรามากกวํา แนวคิดแบบฝรั่ง เราอาจคิดหลักการเรียนร๎ู
ตามแบบของเราทีเ่ หมาะสมตอํ บริบทสังคมไทยข้ึนมาใชเ๎ องก็ได๎
177
สรปุ
การเรียนรู๎ท่ีแท๎จริงคือ ผู๎เรียน มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมท่ีคํอนข๎างถาวร โดยผู๎จัดการ
เรียนรู๎ ทาให๎การจัดการเรียนการสอนเป็นทั้งประสบการณ์ตรง และทางอ๎อม และมีวิธีวัดผลการ
เรียนรทู๎ ี่เกิดขึ้นได๎อยาํ งดี มองเห็นถึงเปูาหมายการปรับเปล่ียนพฤติกรรมวํา ต๎องเปล่ียนท้ังด๎านความรู๎
ความเข๎าใจ ทัศนะ ความรู๎สึก และทักษะ จะเห็นวํา “ครู” จึงกลายเป็นผู๎กระตุ๎นให๎ผู๎เรียนลงมือทา
ด๎วยตนเอง ด๎วยวิธีการลองผิดลองถูกหรือเรียนรู๎ด๎วยการจัดการกับส่ิงท่ีเป็นปัญหา และสนับสนุน
พฤติกรรมนั้น ๆ ให๎คงทนถาวร และมีโอกาสกระทาขึ้นอีกด๎วยการให๎แรงเสริม บทบาทของ ครู อีก
อยาํ งทสี าคญั ก็คือ การเปน็ ผจู๎ ัดบรรยากาศทีด่ ี และเอื้อตํอการเกิดการเรียนร๎ูให๎กับผ๎ูเรียน ความเข๎าใจ
ถึงความแตกตํางในลีลาการเรียนร๎ูของผ๎ูเรียน ก็จะสํงผลให๎ครูออกแบบกระบวนการเรียนร๎ูท่ี
หลากหลาย ท๎าทาย และนําสนใจข้ึน และท๎ายที่สุดแล๎ว ความร๎ูสึกของผู๎เรียนก็เป็นการขับเคล่ือนท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพตํอการเรยี นร๎ูเชํนกัน การสรา๎ งใหผ๎ ๎ูเรยี น รัก ร๎สู ึกดตี อํ ตัวครู รายวิชา และโรงเรียน กลับ
จะได๎ผลดีอยํางมหาศาล และมีประสิทธิภาพมากกวําการลงโทษ อยํางเห็นได๎ชัดเจน ส่ิงเหลําน้ีล๎วน
เปน็ ปจั จยั ทีส่ งํ เสรมิ การเรยี นรใ๎ู นศตวรรษที่ 21 ทคี่ รูตอ๎ งใหค๎ วามใสํใจ
178
ใบกจิ กรรม
คาช้ีแจง ใหน๎ ักศึกษาอาํ นข๎อความในกรอบ และใช๎การวงกลม หรือขดี เสน๎ ใต๎ ข๎อความท่ีตรงกับ
วธิ ีการเรียนร๎ขู องตน จากสไตลก์ ารเรียนรู๎ 3 แบบ
Visual : เรียนรู้จากการเห็นชอบการนาเสนอทเี่ ป็นภาพหรอื แผนผงั การสาธิตใหเ้ หน็ และการดู
VDO/ VCD
มีความสุขกับการอําน ดูโทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ จะเลือกอํานเองมากกวําการมีคนอํานให๎ฟัง จาผ๎คู นไดจ๎ าก
การมองเห็น และจะไมลํ ืมหน๎าตาคนที่รจ๎ู ัก แสดงอารมณ์ความรสู๎ ึกผาํ นสีหนา๎ เปน็ คนวางแผนลํวงหนา๎ และ
ชอบมองเห็นภาพใหญ/ํ ภาพรวม ใชส๎ ายตาในการสือ่ สาร สบตาคูสํ นทนา ชอบการแสดงให๎เหน็ หรอื ทาใหด๎ ู
มากกวาํ การบอกให๎ฟงั มักจะเป็นคนท่สี ะกดคาเกํง หากเป็นเรือ่ งบอกทาง ต๎องการให๎เขียนเส๎นทางให๎
ชัดเจน มกั จะนง่ั ตรงกลาง ชอบจดบันทกึ และใชบ๎ นั ทึกท่ีจด
“I SEE what you mean”
Auditory : เรยี นรู้จากการฟงั ชอบฟังการอภปิ ราย ฟงั เทป ฟังการบรรยาย การแลกเปลย่ี น
ถกเถียง และการอธบิ ายขน้ั ตอนใหฟ้ งั
มีความสขุ กับการฟงั วทิ ยุ ดนตรี การอภิปรายถกเถยี ง จาชื่อคน และเร่อื งราวตาํ งๆ ได๎ มีคลงั ศัพทม์ าก บอก
ทางดว๎ ยวาจา (เชนํ เดนิ ผํานไป ๒ แยก แล๎วเลี้ยวซา๎ ย) แสดงอารมณ์ ความรส๎ู กึ ผํานทางน้าเสียง
ตอบรับกบั การไดย๎ นิ ข๎อมูลตาํ งๆ มากกวาํ จากการอาํ น มักพูดกบั ตวั เองเสยี งดังเวลาคิด ชอบทจ่ี ะบอก
มากกวาํ เขยี นให๎ เป็นนกั พดู ท่ีดี ชอบการแลกเปล่ยี นถกเถยี ง มกั เปน็ คนนั่งหนา๎ เปน็ คนไมํชอบจดบนั ทึก
เพราะเป็นการรบกวนการฟัง ชอบเรียนรจู๎ ากการฟัง
“I HEAR what you mean”
Kinesthetic : เรียนรู้จากกิจกรรมทีใ่ ช้ประสาทสัมผัสทางร่างกาย และการมีส่วนร่วมโดยตรง
ชอบงานท่ีได้ลงมือทา การเคล่ือนไหว การสัมผสั และมปี ระสบการณต์ รง
179
มคี วามสขุ กับการทากิจกรรมตํางๆ เชํน การปีนเขา การเต๎นรา การปน่ั จกั รยาน จาส่ิงทเ่ี กดิ ข้นึ แล๎ว จะบอก
ทางดว๎ ยการนาไป แสดงอารมณค์ วามร๎สู ึกผาํ นภาษาทาํ ทาง เรียนรูไ๎ ดด๎ จี ากการจับต๎องสิ่งของ ใชค๎ วามร๎สู ึก
ในการรบั รส๎ู ่ิงตํางๆ มักใช๎สญั ชาตญาณ เปน็ คนทย่ี ากจะนัง่ อยูํกบั ท่ี มักนง่ั กดปากกา หรือกระดิกเทา๎ เวลานง่ั
ฟงั มกั นั่งอยูดํ ๎านหลงั เพ่ือจะหลบออกไปได๎ หรือไมํต๎องน่งั น่ิงๆ จะจดบันทึกในการทาอะไร แตอํ าจจะใช๎
หรือไมํใชบ๎ นั ทึกนัน้ ก็ได๎ เปน็ คนรับรค๎ู วามรู๎สกึ ไวในการสัมผัสสิ่งตาํ งๆ เชนํ เส้อื ผา๎ ท่ีใสํ เก๎าอี้ท่ีนั่ง เปน็ ตน๎
“I can FEEL what you pursuit mean”
(ที่มา : Learning to Listen, Learning to Teach, Global Learning Partners, 2008)