เปรียบเทียบการวาดภาพระบายสีเรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นางสาวศศินา ยาโย วิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ฉบับนี้เป็นหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
เปรียบเทียบการวาดภาพระบายสี เรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นางสาวศศินา ยาโย วิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ฉบับนี้เป็นหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ชื่อวิจัย เปรียบเทียบการวาดภาพระบายสี เรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสาวศศินา ยาโย อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต อาจารย์พศิน เวียงแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก สาขาวิชา ทัศนศิลป์ นายพิภพ กู่แก้ว ครูพี่เลี้ยง ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์ บัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์พศิน เวียงแก้ว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ………….. คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .......................................................................ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์พศิน เวียงแก้ว) ........................................................................กรรมการ (อาจารย์รตบงกช อิฐไธสง) ........................................................................กรรมการ (นายพิภพ กู่แก้ว) .........................................................................กรรมการ (นางจิตรยา ชื่นชม)
ก ชื่อวิจัย เปรียบเทียบการวาดภาพระบายสี เรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสาวศศินา ยาโย อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต อาจารย์พศิน เวียงแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก สาขาวิชา ทัศนศิลป์ นายพิภพ กู่แก้ว ครูพี่เลี้ยง ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงาโดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสาธิต ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพด้วย แสงเงานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบการสอนแบบสาธิต ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน(วิชาศิลปะ) รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องแสงและเงาโดยใช้รูปแบบ การสอนแบบสาธิต ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 4.42 คิดเป็นร้อยละ 44.2 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 8.5 คิดเป็นร้อยละ 85 เมื่อ เทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเรื่อง เปรียบเทียบการวาดภาพระบายสี เรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการจัด การเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด อาจารย์ประจำ สาขาทัศนศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี อาจารย์ที่ปรึกษาในการวิจัยในครั้งนี้ซึ่งได้ให้คำแนะนำระเบียบวิธีการวิจัย ให้คำปรึกษา ตรวจทาน แก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ ขอขอบพระคุณ อาจารย์ พศิน เวียงแก้ว ประธานประจำสาขาทัศนศิลป์คณะ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการประเมิน ค่าความ น่าเชื่อถือของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ และได้แนะนำปรับปรุงเครื่องมือในการวิจัย ให้มีความ เหมาะสมกับการวิจัย ขอขอบพระคุณ นายพิภพ กู่แก้ว ครูพี่เลี้ยง ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นที่ปรึกษาร่วม ใน การวิจัยในครั้งนี้ และได้ให้คำแนะนำระเบียบวิธีการวิจัย ให้คำปรึกษาตรวจทาน และประเมินค่า ความน่าเชื่อถือของชุดเครื่องมือวิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ นางจิตรยา ชื่นชม หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ที่ได้ให้ความ อนุเคราะห์ในการประเมินค่าความน่าเชื่อถือของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ และได้แนะนำ ปรับปรุงเครื่องมือในการวิจัยให้มีความเหมาะสมกับการวิจัย ขอขอบพระคุณครู อาจารย์ ทุกท่าน ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ศิษย์ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยในครั้งนี้ ศศินา ยาโย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................................ ข สารบัญ......................................................................................................................................... ค สารบัญตาราง............................................................................................................................... ฉ สารบัญรูปภาพ............................................................................................................................. ช บทที่ 1 บทนำ....................................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา...................................................................... 1 วัตุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 4 สมมติฐานการวิจัย....................................................................................................... 4 วัตุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 4 นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................ 5 ประโยชน์ที่ได้รับ ......................................................................................................... 7 2 เอกสารที่งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................................................... 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551........................................ 8 หลักสูตรสถานศึกษา................................................................................................... 8 ทักษะการวาดภาพระบายสี......................................................................................... 12 ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา.................................................................................... 14 รูปแบบการสอนแบบสาธิต.......................................................................................... 17 แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ............................................................................. 18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................... 24 วิจัยในประเทศ............................................................................................... 24 วิจัยต่างประเทศ............................................................................................. 25
2 สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 3 วิธีการดำเนินการวิจัย................................................................................................................33 การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง .........................................................33 แบบแผนการทดลอง...................................................................................................34 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................34 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................42 การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................................42 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................42 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................................44 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ......................................................................................55 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.............................................................................................55 สมสติฐานของการวิจัย................................................................................................55 ขอบเขตการวิจัย..........................................................................................................56 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................56 สรุปผลการวิจัย...........................................................................................................57 อภิปรายผล.................................................................................................................57 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................59 บรรณานุกรม................................................................................................................................60 ภาคผนวก.....................................................................................................................................64 ภาคผนวก ก. รายนามผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย........................65 ภาคผนวก ข. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาทัศนศิลป์ ที่ใช้ในงานวิจัย.............................68 ภาคผนวก ค. แบบประเมินผลงานด้านความคิดสร้างสรรค์.........................................84 ภาคผนวก ง. ตารางแสดงการหาค่า IOC ของเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย.......................93
2 สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก จ. ผลงานทัศนศิลป์ของนักเรียน.................................................................93 ภาคผนวก ฉ. บรรยากาศการจัดการเรียนรู้.................................................................104 ประวัติย่อผู้วิจัย............................................................................................................................108
ฉ สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 1 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย..............................................................................................5 ตารางที่ 2 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง วิชาศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5......................10 ตารางที่ 3 แบบแผนการทดลอง.....................................................................................................34 ตารางที่ 4 กำหนดโครงสร้างเนื้อหาในการจัดทำแผนการสอนแบบสาธิต เรื่องการวาดภาพระบายสี ด้วยแสงเงา.....................................................................................................................................35 ตารางที่ 5 เกณฑ์ประเมินทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยแสงและเงา (Rubric Score)................38 ตารางที่ 6 รายละเอียดแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ด้วยแสงและเงา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 .......................................................................................................................................................39 ตารางที่ 7 คะแนนค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของความรู้และความเข้าใจในเรื่อง ของแสงเงาก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต......................44 ตารางที่ 8 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนทักษะการไล่ค่าน้ำหนักสีด้วยสี ไม้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ สาธิต..............................................................................................................................................47 ตารางที่ 9 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนทักษะการไล่ค่าน้ำหนักแสงและ เงา ด้วยสีไม้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการ จัดการ เรียนรู้แบบสาธิต.............................................................................................................................50 ตารางที่ 10 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนทักษะการวาดภาพระบายสี ด้วยแสงเงาโดยการใช้สีไม้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดย วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต........................................................................................................52 ตารางที่ 11 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยแยกตามเกณฑ์ เปรียบเทียบคะแนนทักษะ การ วาดภาพระบายสีด้วยแสงเงาโดยใช้สีไม้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการ จัดการ เรียนรู้โดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต........................................................................................54 ตารางที่ 12 การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาทัศนศิลป์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5...........................................91
ช สารบัญรูปภาพ รูปภาพที่ หน้า รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................................................................7 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการสอนแบบสาธิต.......................................................................37 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยเทคนิคแสงเงา........................41
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความเป็นสำคัญของปัญหา ศิลปะหมายถึงการกระทำหรือขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานศิลปะโดยมนุษย์ คำแปลใน ภาษาอังกฤษที่ตรง ที่สุดคือ Art ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายกว้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความหมาย เกี่ยวกับการสร้างสรรค์, สุนทรียภาพ, หรือการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน ของมนุษย์ได้สัมผัสกับศิลปะทุกแขนงใน ลักษณะต่าง ๆกัน คือมนุษย์เป็นทั้งผู้สร้าง และผู้รับงาน ศิลปะ ศิลปะเป็นผลงานอันเกิดจากการพากเพียรพยายาม ของมนุษย์เพื่อสนองความต้องการของ ตนเองและสังคม รูปแบบของผลงานจึงสะท้อนถึงแนวคิด ความเชื่อ สภาพ ความเป็นอยู่ สภาพสังคม และประเพณีของคนกลุ่มนั้น ยุคนั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความมีวัฒนธรรม ด้วยการศึกษาในปัจจุบัน เน้นให้นักเรียนเป็นผู้กล้าแสดงออกทางความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์จึงจำเป็นต้องให้ ความสำคัญในเรื่องของการสอนศิลปะมากขึ้น (ลภาวัน บัวเทศ, 2561) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริมสร้างสรรค์มีจินตนาการทาง ศิลปะ ชื่นชม ความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพ ชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทาง ศิลปะช่วยพัฒนา ผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมันใน ตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพได้ ทั้งนี้ หลักสูตรได้กำหนดให้ผู้เรียนได้เรียนศิลปะ ซึ่งแบงออกเป็น 3 สาระ คือ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ สาระที่ 2 ดนตรีและสาระที่3 นาฏศิลป์ โดยในสาระที่ 1 ทัศนศิลป์มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์ตามจิตนาการ และความคิดสร้างสรรค์วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่างาน ทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552, หน้า 1) การวาดภาพระบายสีเป็นกิจกรรมซึ่งช่วยในการทำงานประสานกันระหว่างมือและตา เด็กจะ รู้จัก สีเส้น รูปทรง พื้นผิวขนาดที่จะต้องพบในชีวิตประจำวัน การให้เด็กเล่าเรื่องจากภาพที่ เด็กวาดจะ เป็นการฝึกพูดใช้ภาพในการสื่อสาร แสดงจินตนาการ และความคิดสร้างสรรคลวดลาย และเส้นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในภาพของเด็กประกอบด้วยเส้นพื้นฐานที่นำไปสู่การเขียนตัวเลข ตัวหนังสือ ทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยไม่จำเป็นต้องทำแบบฝึกหัดลีลามือขีดเส้นตั้ง เส้นนอน และอื่น ๆ
2 เพราะในการวาดภาพของเด็กจะประกอบด้วยเส้นเหล่านี้อยู่ เพียงแต่ให้เด็กวาดภาพมาก ๆนอกจาก เด็กจะสนุกสนานเพลิดเพลิน ๆ ไม่เบื่อหน่ายแล้วยังทำให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรงสามารถควบคุมการใช้ มือ และจับดินสอเขียนหนังสือได้ในนที่สุด (สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล. 2545 : 13) ครูควรให้เด็ก คุ้นเคยกับ การลากเส้น เข้าใจความหมายของเส้น โดยความเข้าใจจากภาพ เช่นวงกลม เส้นโค้ง ซึ่ง การจูงใจครูอาจให้เด็กฝึกวาดรูปหน้าคน หน้ากลมๆ ตากลมๆ จะทำให้เด็กเรียนรู้การลากเส้นตัว พยัญชนะ (นิตยา วิยาภรณ์. 2547 : 16) การแสดงออกของเด็กวัยนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด อารมณ์ ความมั่นใจ จะ แสดงออกผ่านมาทางเส้นขีดเขี่ยยิ่งขีดเขี่ยมากเท่าไร โอกาสที่เด็กจะพัฒนาในการ เรียนรู้เกี่ยวกับการ 3 ควบคุมเส้นก็มากขึ้นเท่านั้น หลังจากฝึกไปไม่นาน เด็กก็จะเริ่มควบคุม เส้นให้ เป็นรูปร่างง่าย ๆ ได้เช่น วงกลม เส้นตรง สี่เหลี่ยม การวาดเส้นของเด็กเล็กขอให้เข้าใจว่า พื้นฐาน สำคัญที่เราควรเฝ้าดูคือ ความสัมพันธ์ระหวางมือกับตาและความสามารถในการควบคุม เส้นตามต้องการได้เด็กเล็กบางคนที่ ไม่เคยฝึกการวาดเส้นมาก่อนจึงไม่สามารถจะประสานสัมพันธ์ ระหว่างประสาทตากับมือได้ดีผล ต่อเนื่องจะกระทบมาถึงเด็ก เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นใน ตนเองและมักจะแสดงอาการ ประหม่าอายอยู่เรื่อย (ชัยณรงค์เจริญพาณิชกุล. 2533 : 52) เด็กในชั้น อนุบาล ชอบที่จะแสดงออก และสนใจในสิ่งใหม่ ๆ ความสนใจนั้นมีระยะสั้น ดังนั้นในการจัดเวลา สำหรับกิจกรรมวาดภาพควรจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ให้เด็กได้แสดงสดงออกโดยที่ไม่ต้อง มีหลักเกณฑ์มุ่งให้เกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลินเป็นสำคัญ (ชวลิต ดาบแก้ว/สุดาวดีเหมทานนท์. 2525 : 28 - 29) ครูต้องให้ความเป็นอิสระในการทำงานของเด็กให้เขาใช้ความคิดและจินตนาการให้ มากที่สุด ไม่ควรวาดรูปให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือเขียนรูปให้เด็กต่อเติม ไม่ช่วยเด็กวาดภาพหรือระบายสี การให้คำแนะนำ คำชมเชย กระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากทำงาน และเกิดความภูมิใจในผลงาน ของตน ช่วยเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการวาดให้เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม จัดหาสถานที่ที่เด็กจะวาด ภาพได้โดยอิสระ แต่ไม่ใช่วาดบน ฝาผนัง เสา หรือบนพื้นห้อง คำแนะนำและแรงเสริมจากครูจะเป็น ส่วนหนึ่งที่เป็นกำลังใจในการทำงาน ของเด็กเสมอ เช่น การแนะนำถึงสิ่งที่เด็กสนใจ พูดคุยถึงรายระ เอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้น เพื่อเด็กจะได้เกิด ภาพพจน์ในการวาดง่ายขึ้น และควรแนะนำถึงสิ่งที่เด็กใกล้ชิด หรือมีความรู้ดีเกี่ยวกับสิ่งนั้น เช่นบ้าน ของฉัน พ่อแม่ พี่น้องของฉันฯลฯ อย่าแปลกใจเมื่อเด็กวาดรูป เพียง 2-3 นาทีแล้ว กระโดดไปมองออก นอกหน้าต่าง นั่งลงบนพื้นเล่นของเล่น กลับมาวาดรูปต่อสัก ครูก็ไปเปิดหนังสือดูเพราะเด็กเล็ก ๆจะนั่ง ทำงานไม่ได้ดีนาน การกระทำซึ่งแสดงออกถึงความคิด สร้างสรรค์สำคัญมากกว่าผลงานที่สำเร็จครูอาจจะแนะนำพูดคุยขณะที่เด็กทำงาน จะทำให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก เมื่อเด็กวาด เสร็จครูต้องเขียนชื่อและวันที่ของผลงานแต่ละคนให้ เด็กด้วยหากเด็กเขียนได้ก็ให้เขียนเอง(สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล. 2545 : 58 - 59) การเรียนรู้วิชาศิลปะของผู้เรียนครูผู้สอนต้องมีความรู้ ความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของ ผู้เรียนว่า สามารถเข้าใจและเรียนรู้ศิลปะได้มากน้อยเพียงใดและ ด้วยวิธีใด (ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2541)
3 ความเข้าใจนี้นำไปสู่ การจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ตาม จุดมุ่งหมายทางการศึกษา ดังที่ สุภามาลากุล ณ อยุธยา (2524) กล่าวไว้ว่า “ศิลปะเด็ก คือศิลปะที่ เด็กทำกิจกรรมให้ปรากฏเป็นผลงาน โดยเริ่มจากการรับรู้โลกภายนอกผ่านความรู้สึกนึกคิด และการ แสดงออกโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สี ดินและไม้” การจัดการเรียนการสอนวิชานี้จึงสำคัญยิ่ง อย่างไร ก็ดีวิชาศิลปะยังขาดครูที่เรียนทางด้านนี้มาโดยตรงทำให้โรงเรียนต่าง ๆต้องแก้ปัญหาโดยมอบหมาย งานการสอนให้ครูวิชาการอื่น ๆเช่นครูภาษาไทย ครูสังคมศึกษาและ จากประสบการณ์ของผู้วิจัยใน ฐานะผู้อำนวยการ โรงเรียนพบว่า โรงเรียนบางแห่งอาศัยครูพลศึกษาสอน วิชานี้ ปัญหาการเรียนการ สอนวิชาศิลปะจึงมีหลาย ประการ ได้แก่ 1) ครูผู้สอนไม่ตรงวิชาเอก และไม่มีประสบการณ์ด้านศิลปะ 2) ครูสอนโดยเน้นทฤษฎีและ การบรรยาย ขาดการฝึกปฏิบัติจริง 3)ไม่มีสื่อหรือ เครื่องมือช่วยสอน 4) ไม่มีแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะ 5)นักเรียนเรียนอยู่เฉพาะในโรงเรียน ไม่มีโอกาส เปรียบเทียบงานของ ตนกบนักเรียนในโรงเรียนอื่น รูปแบบการสอนแบบสาธิต (Demonstration Method) หมายถึงการที่ครูหรือนักเรียน คนใดคนหนึ่งแสดงบางสิ่งบางอย่างให้นักเรียนดูหรือให้เพื่อนๆดูอาจเป็นการแสดงการใช้เครื่องมือ แสดงให้เห็นกระบวนการวิธีการกลวิธีหรือการทดลองที่มีอันตรายซึ่งไม่เหมาะที่จะให้นักเรียนทำการ ทดลองการสอนวิธีนี้ช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถทำในสิ่งนั้นได้ถูกต้องและยัง เป็นการสอนให้นักเรียนได้ใช้ทักษะในการสังเกตและถือว่าเป็นการได้ประสบการณ์ตรงวิธีหนึ่งวิธีสอน แบบสาธิตจึงเป็นการสอนที่ยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลางเพราะผู้สอนเป็นผู้วางแผนดำเนินการและลงมือ ปฏิบัติผู้เรียนอาจมีส่วนร่วมบ้างเล็กน้อยวิธีสอนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับจุดประสงค์การสอนที่ต้องการ ให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอนการปฏิบัติเช่น วิชาชาพลศึกษาศิลปศึกษาอุตสาหกรรมศิลป์วิชาในกลุ่มการงาน และพื้นฐานอาชีพเป็นต้น (ทิศนาแขมมณี, 2547)การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นการวางแผนการสอนหรือการเขียนแผนการสอนของครูผู้สอนจึงมี บทบาทสำคัญเพราะจะเป็นการเตรียมการสอนเป็นนลายลักษณ์อักษรไว้ล่วงหน้าโดยมีหลักการรองรับ สนับสนุนในการนำเจตนารมณ์ของหลักสูตรมาแปลเป็นภาคปฏิบัติในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนได้อย่างเหมาะสมซึ่งจะช่วยให้การสอนมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดและทำให้ผู้สอน มีความพอใจในผลงานของตนและแผนการสอนที่เน้นกระบวนการเป็นแผนการสอนที่กำหนดนักเรียน เป็นผู้ลงมือปฏิบัติมากที่สุดโดยครูเป็นผู้ชี้นำส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมที่นักเรียนเนินการเป็นไป ตามจุดประสงค์และเป็นแผนการสอนที่มุ่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ในการทำงานเป็นกระบวนการ และนำกระบวนการไปใช่จริงเปิดโอกาสให้นักเรียนเป็นผู้หาคำตอบหรือทำสำเร็จด้วยตนเอง (กรม วิชาการ, 2547) จากสภาพปัญหาและความสำคัญ ผู้วิจัยคาดหวังว่าการนำรูปแบบการสอนแบบสาธิต มาใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยแสงเงาและเสริมด้วย
4 แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เข้ามาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมและ สนุกสนานใน กิจกรรมการเรียนการสอน มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติด้าน ทักษะอย่างเป็น ขั้นตอนได้ โดยผู้วิจัยมีคำถามการวิจัยว่า การนำรูปแบบการสอนแบบสาธิตมาใช้ใน การจัดกิจกรรมใน ห้องเรียน จะสามารถพัฒนาทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยแสง ของนักเรียนชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้หรือไม่ และสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้อย่างมีกระบวนการมากน้อย เพียงใด ซึ่งผลการวิจัย จะเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะให้มี ประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การ วาดภาพระบายสีของนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดวัตุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงาโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ รูปแบการสอนแบบสาธิต ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน(วิชาศิลปะ) รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องแสงและเงา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สมมติฐานของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัยดังนี้ 1. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต มีทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต มีทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขอบเขตการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานีเขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 40 คน
5 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการสอนแบบสาธิต 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการเชิงปฏิบัติการ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 4. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาในรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ สอดคล้องกับทักษะ การวาดภาพด้วยแสงเงาโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต จำนวน 4 แผน ดัง แสดงใน ตารางที่ 1 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย สัปดาห์ เรื่อง 1 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแสงและเงา 2 ทฤษฎีสี 3 รูปร่าง-รูปทรง 4 แสง-เงา นิยามศัพท์เฉพาะ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้คำนิยามศัพท์เฉพาะที่สำคัญ ดังนี้ 1. ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา หมายถึง กระบวนการศิลปะด้านปฏิบัติและด้านความคิด ด้านการวาดภาพด้วยแสงเงา จะเน้นทักษะการวาดเส้น และรูปร่าง รูปทรง โดยการเส้นในการ ถ่ายทอดให้ภาพมีมิติมากขึ้นด้วยแสงและเงา ภาพวาดมีปริมาณมีมิติขึ้นอยู่กับแสงสว่างและเงาของ วัตถุ เป็นการวาดเส้นที่เน้นให้ผู้วาดเห็นความจริงทางการเห็นและแปลออกมาเป็นภาพวาดด้วยแสง เงาที่มีมิติ 2. รูปแบบการสอนแบบสาธิต หมายถึง การสอนที่ครูแสดงหรือปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้ นักเรียนได้รู้จักการสังเกต การฟัง และการกระทำหรือการแสดงออก เพื่อให้นักเรียนมีประสบการณ์ ตรงในเชิงรูปธรรมและสังเกตไปแต่ละขั้นตอนและครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม แล้วลงปฏิบัติ ตามขั้นตอนที่ได้เรียนรู้
6 ขั้นตอนการสอน ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมการสอน 1.1 กำหนดจุดประสงค์ในการสาธิตให้ชัดเจน 1.2 จัดลำดับเนื้อหาตามขั้นตอนให้เหมาะสม 1.3 เตรียมกิจกรรมการเรียนการสอน สิ่งที่จะให้นักเรียนปฏิบัติ ตลอดจน คำถามที่จะใช้ให้รอบคอบ 1.5 เตรียมสื่อการเรียนการสอนและเอกสารประกอบให้พร้อม 1.6 กำหนดเวลาในการสาธิตให้พอเหมาะ 1.7 กำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจน 1.8 เตรียมสภาพห้องเรียนให้เหมาะสมเพื่อให้นักเรียนมองเห็นการสาธิตให้ ทั่วถึง 1.9 ทดลองสาธิตเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดการติดขัด ขั้นที่ 2 ขั้นตอนการสาธิต 2.1 บอกจุดประสงค์การสาธิตให้นักเรียนทราบ 2.2 บอกกิจกรรมที่นักเรียนจะต้องปฏิบัติ เช่น นักเรียนจะต้องจด บันทึก สังเกตกระบวนการ สรุปขั้นตอน ตอบคำถาม เป็นต้น 2.3 ดำเนินการสาธิตตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไว้ ประกอบกับอธิบาย ตัวอย่างชัดเจน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุปและประเมินผล 3.1 ผู้สอนเป็นผู้สรุปความสำคัญ ขั้นตอนของสิ่งที่สาธิตนั้นด้วยตนเอง 3.2 ให้ผู้เรียนเป็นผู้สรุป เพื่อประเมินว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนนั้น ๆมากน้องเพียงใด 3.3 ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อ เรื่อง ขั้นตอนการสาธิตมากน้อยเพียงใด เช่น ให้ตอบคำถาม ให้เขียน รายงาน ให้แสดงสาธิตให้ดู ฯลฯ 3.4 ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็นภาย หลังจากการสาธิตแล้ว
7 ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์ ดังนี้ 1. ได้แนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาศิลปะในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพ 2. ได้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสาธิต ในการจัดกิจกรรมทักษะการวาดภาพ ด้วยแสงเงา ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ 3. ได้แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาความสามารถด้านทักษะการวาด ภาพระบายสีด้วยแสงเงา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดกนอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนการสอนแบบ สาธิต ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ใน การวิจัย และนำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2. หลักสูตรสถานศึกษา 3. ทักษะการวาดภาพระบายสี 4. ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา 5. รูปแบบการสอนแบบสาธิต 6. แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - วิจัยในประเทศ - วิจัยต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 1-5) ได้จัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ทำไมต้องเรียนศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมี ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมี ผลต่อคุณภาพ ชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจน การนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐาน ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ 2. เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจ มีทักษะวิธีการ ทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออก อย่างอิสระในศิลปะ แขนงต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระทัศนศิลป์ มีสาระสำคัญคือ นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจองค์ประกอบ ศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอผลงาน ทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดย
9 สามารถใช้อุปกรณ์ที่ เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการ ของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ ปัญญาไทยและ สากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 3.1 สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ 3.1.1 มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิด สร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะ อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3.1.2 มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ศิลป์และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล 4. คุณภาพเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4.1 รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการใช้ วัสดุอุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วน ความสมดุล น้ำหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ 2 มิติ 3 มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานภาพพิมพ์ รวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และประกอบภาพ เพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และ สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่ แตกต่างกันเข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลดและเพิ่มในงานปั้น การสื่อ ความหมายในงานทัศนศิลป์ของตนเอง รู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนรู้และเข้าใจคุณค่าของ งานทัศนศิลป์ที่มีผลต่อชีวิตของคนในสังคม 4.2 รู้แล้วเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาและวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น 4.3 รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรี และบทบาทหน้าที่ รู้ถึงการ เคลื่อนที่ขึ้นลง ของทำนองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยคและอารมณ์ ของบทเพลงที่ฟัง ร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ชายและเก็บรักษาเครื่องดนตรีอย่าง ถูกวิธี อ่าน เขียนโน๊ตไทยและสากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี แสดงความคิดเห็น
10 เกี่ยวกับองค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบจิตรกรรม ทางนาฏศิลป์และการเล่าเรื่อง 4.4 รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง่ายๆ ถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และสามารถ ออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ ประกอบการแสดงง่ายๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และบรรยาย ความรู้สึกของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์ 4.5 รู้และเข้าใจความสัมพันธ์และประโยชน์ของนาฏศิลป์และการละคร สามารถเปรียบเทียบ การแสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมประเพณี เห็น คุณค่าการรักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย สาระที่ 1 ทัศนศิลป์มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิด สร้างสรรค์วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะ อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตารางที่ 2 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง วิชาศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชั้น ตัวชี้วัด สาระแกนกลาง ป.5 1.บรรยายเกี่ยวกับจังหวะ ตำแหน่ง ของสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏใน สิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ จังหวะ ตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ใน สิ่งแวดล้อมและในงานทัศนศิลป์ 2. เปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างงานทัศนศิลป์ ที่สร้างสรรค์ และวัสดุอุปกรณ์ ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ 3. วาดภาพ โดยใช้เทคนิคของแสง เงา น้ำหนัก และวรรณะสี แสงเงา น้ำหนัก และวรรณะสี 4. สร้างสรรค์งานปั้นจากดินน้ำมัน หรือดินเหนียว โดยเน้นการถ่ายทอด จินตนาการ การสร้างงานปั้นเพื่อถ่ายทอด จินตนาการด้วยการใช้ดินน้ำมันหรือดิน เหนียว
11 ชั้น ตัวชี้วัด สาระแกนกลาง ป.5 5. สร้างสรรค์งานภาพพิมพ์ โดยเน้น การจัดวางตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆใน ภาพ การจัดภาพในงานพิมพ์ภาพ 6. ระบุปัญหาในการจัดองค์ประกอบ ศิลป์ และสื่อความหมายในงาน ทัศนศิลป์ของตนเอง และบอกวิธีการ ปรับปรุงงานให้ดีขึ้น การจัดองค์ประกอบศิลป์และการสื่อ ความหมายในงานทัศนศิลป์ 7. บรรยายประโยชน์และคุณค่าของ งานทัศนศิลป์ ที่มีผลต่อชีวิตของคน ในสังคม ประโยชน์และคุณค่าของงานทัศนศิลป์ สาระที่ 1 ทัศนศิลป์มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล ชั้น ตัวชี้วัด สาระแกนกลาง ป.5 1. ระบุและบรรยายเกี่ยวกับลักษณะ รูปแบบ ของงานทัศนศิลป์ในแหล่งเรียนรู้หรือ นิทรรศการศิลปะ ลักษณะรูปแบบของงาน ทัศนศิลป์ 2 อธิบายเกี่ยวกับงานทัศนศิลป์ ที่สะท้อน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในท้องถิ่น งานทัศนศิลป์ที่สะท้อน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาใน ท้องถิ่น
12 ทักษะการวาดภาพระบายสี การวาดภาพเป็นการแสดงหลักฐานทางภาษาภาพอย่างหนึ่ง ที่สามารถสื่อให้ทราบถึง เรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และทำหน้าที่บันทึกสภาพความเปนไปในการดำเนินชีวิต ตลอดจนความเชื่อที่มนุษย์มีจินตนาการขึ้น มนุษย์ผู้มีตามองเห็นและใช้เครื่องมือวาดเขียนได้สามารถ เขียนภาพได้ทุกคน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทางภาษา ก็อาจจะเข้าใจภาษาภาพนั้นได้ 1. ความหมายของการวาดภาพระบายสี อารีสุทธิพันธุ์. (2528: 108) การวาดภาพ (Drawing) หมายถึง การลาก ขูด ขีด เขียนด้วย วัสดุหรือเครื่องเขียนต่าง ๆ เช่น ดินสอ ปากกา ชอล์ก ฯลฯ บนระนาบรองรับซึ่งเป็นดิน โลหะ กระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ ที่มีผิวหน้า เรียบ แบน โค้ง โดยทำให้เห็นเป็นรูปร่างด้วยเส้น รูปร่างที่เกิดจาก เส้นนี้อาจเกิดจากเส้นตรง เส้นโค้ง เส้นหยัก ฯลฯ ทั้งนี้อาจมีน้ำหนักอ่อนแก่ของเส้นเท่ากันหรือไม่ เท่ากันรูปร่างที่เกิดจากเส้นนี้มีลักษณะสองมติคือ กว้าง และยาว หากผู้วาดต้องการให้มีลักษณะสาม มิติคือ กว้าง ยาว และลึก ก็การกระทำโดยการลากเส้นหลาย ๆ เส้น ตามวิธีการแรเงา ชวลติดาบแก้ว และสุภาวดีเหมทานนท์ (2525: 136) กล่าวว่า การวาดภาพระบายสีคือ การขดี เขียน ขูด และระบายด้วยวัสดุต่าง ๆ ลงบนแผ่นรองรับ เช่น กระดาษ ผ้า ไม้ หรือวัสดุต่าง ๆ วิโรจน์ชาทอง และ ทำนอง จันทิมา. (2517: 6) การระบายสี (Painting) หมายถึง การ ระบายสีลงไปในภาพให้ทั่วบริเวณที่ต้องการระบาย โดยวิธีใดก็ได้จะใช้อุปกรณ์หรือไม่ใช้ถือเป็นการ ระบายสีทั้งสิ้น กล่าวโดยสรุป การวาดภาพระบายสีคือ การลาก ขูด ขีด เขียนด้วยวัสดุหรือเครื่องเขียน ต่าง ๆ เช่น ดินสอ ปากกา ชอล์ก ฯลฯ บนระนาบรองรับซึ่งเป็นดิน โลหะ กระดาษ ผ้า ไม้ หรือวัสดุ อื่น ๆ บนระนาบรองรับซึ่งเป็นดิน โลหะ กระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ หากผู้วาดต้องการให้มีลักษณะสาม มิติคือ กว้าง ยาว และลึก ก็การทำโดยการลากเล้นหลาย ๆ เส้น ตามวิธีการแรเงา 2. แนวคิดของการวาดภาพ อารีสุทธิพันธ์. 2528: 108–109แนวคิดของการวาดภาพ มีอยู่ 3 ประการ คือ 1. เพื่อบันทึกสิ่งที่น่าสนใจรอบตัวที่มองเห็น ซึ่งอาจบันทึกทั้งหมดหรือเลือกเฉพาะบางส่วน บางตอนที่เห็นว่ามีความหมายก็ได้ภาพวาดตามแนวคิดนี้จะมีรูปร่างคล้ายของจริงตามมุมมองของ ผู้วาด ตามตำแหน่งของสิ่งที่วาดตั้งอยู่ ซึ่งอาจสูงกว่าระดับสายตา ต่ำกว่าระดับสายตา หรือตรงระดับ สายตาพอดีผู้วาดอาจจะวาดเฉพาะสิ่งที่เขาต้องการลงไปในภาพเทานั้น ภาพวาดในลักษณะนี้จะเป็น เพียงภาพที่ดูรู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไร อยู่ที่ไหน มีสัดส่วนเป็นอย่างไร
13 2. เพื่อถ่ายทอดตามสิ่งที่ผู้วาดคิดหรือจินตนาการ ภาพวาดตามแนวคิดนี้มีรูปแบบ ไม่เหมือนของจริง อาจมีขนาดสัดส่วนแตกต่างไปจากสดสัดส่วนที่เห็นจริง อาจมีลักษณะประดิษฐ์ ตกแต่ง เป็นลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากธรรมชาติหรือเป็นลวดลายเรขาคณิตอาจมีลักษณะพร้ามัว ไม่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ผู้บเห็นต้องใช้ความคิดหรือทำให้ฉงน แต่ถ้าดูมีความคิดคล้ายกับผู้วาดหรือมี จินตนาการแนวเดียวกันก็สามารถชื่นชมการเขียนภาพตามแนวก็ได้ 3. เพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน ภาพวาดตามแนวคิดนี้มีรูปแบบเรียบง่ายเด่นชัด มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ผู้ดูเข้าใจได้ทันทีหรือเห็นแล้วรู้ว่าจะต้องปฏิบัติ อย่างไร เช่น เครื่องหมายจราจร เป็นต้น การเรียกชื่อภาพจะเรียกชื่อต่างกันตามวัสดุใช้วาดด้านหน้าที่ใช้สอย หรือตามลักษณะ ภาพที่เห็น เช่น การวาดภาพร่าง ภาพคน ภาพสัตว์เป็นต้น กล่าวโดยสรุป แนวคิดของการวาดภาพ มีอยู่ 3 ประการ 1. เพื่อบันทึกสิ่งที่น่าสนใจรอบตัว ที่มองเห็น 2. เพื่อถ่ายทอดตามสิ่งที่ผู้วาดคิดหรือจินตนาการ 3. เพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน หากปฏิบัติตามนี้ก็จะสามารถวาดภาพออกมาได้สมบูรณืมากขึ้น 3.ความสำคัญของการวาดภาพระบายสี เลิศ อานันทนะ (2523 : 138) กล่าวว่า การวาดภาพระบายสีเป็นส่วนหนึ่งของวิชา ศิลปศึกษา ที่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมให้เด็กทุกเพศและวัยได้มีโอกาสแสดงออกไป ตามระดับ ความสามารถของแต่ละคน เพื่อพัฒนาการทางสุขภาพจิตและกาย ส่งเสริมให้เป็นผู้มี ระเบียบวินัย รู้จัก รักษาความสะอาดเรียบร้อย มีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ธรรมชาติ แวดล้อมและศิลปวัตถุของชาติรวมทั้งพยายามปลูกฝังให้เด็กที่กระดับสามารถปรับปรุงตน เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม รักความก้าวหน้า มีรสนิยมที่ดี วิรัตน์พิชญ ไพบูลย์(2524: 1) ให้ความเห็นว่า การวาดภาพระบายสีเป็นการแสดงออกทาง ศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์โดยใช้สื่อต่าง ๆ เพื่อแสดงความปรารถนาออกมาในรูปของ จินตนาการ ซึ่งอาจเหมือนหรือไม่เหมือนธรรมชาติก็ได้ วิรุณ ตั้งเจริญ (2526: 17) ให้ความเห็นว่า การสอนวาดภาพระบายสีต้องส่งเสริมให้เด็กได้ รู้จักแสดงออกในทางสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัยและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การกระทำสิ่งใดอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ย่อมเท่ากับปลูกฝังพฤติกรรมให้เด็กโดยตรง พฤติกรรมสร้างสรรค์ในตัวเด็กจึงเป็น เป้าหมายหนึ่งที่มีคุณค่าต่อตัวเด็กและต่อชีวิตในสังคม ฉวีวรรณ กินาวงศ์(2526: 142–143) กล่าวถึง การวาดภาพระบายสของเด็กว่าเป็นการเล่น ของเด็กชนิดหนึ่งที่ให้คุณค่ากับเด็กมาก เพราะเด็กจะวาดลงไปด้วยความรู้สึกของตัวเขาเองให้เป็น สัญลักษณ์ให้เป็นแบบ เป็นลวดลาย เป็นจังหวะ และสีสันต่าง ๆ และใช้แทนการใช้ภาษาพูด การเล่น
14 วาดรูปและการระบายสีจะช่วยให้ เด็กผ่อนคลายอารมณ์ได้มาก เพราะเด็กมีโอกาสได้เป็นอิสระไม่ ต้อง อยู่ในระเบียบตลอดเวลา การที่เด็กได้วาดรูปและระบายสีเป็นการแสดงความรู้สึกในออกมา โดย ที่เด็ก ไม่เข้าใจว่าเป็นการระบายความโกรธแค้น ความกดดัน ความตื่นเต้น ความกระวนกระวายใจ ความกลัวอื่น ๆ รวมทั้งความสุข ความยินดีการเขียนภาพระบายสีของเด็กนั้นเปนการพักผ่อน และ เป็นการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วย ภาพที่เด็กวาดจะเป็นภาพที่เขาชอบและสนใจ ในขณะนั้น ๆ การที่ครูและผู้ปกครองแสดงความยินดีและชื่นชมในผลงานการวาดภาพระบายสีของ เด็กทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย กล่าวโดยสรุป ความสำคัญของการวาดภาพระบายสีคือ การวาดภาพระบายสีเป็นส่วน หนึ่งของวิชาศิลปศึกษา เป็นการแสดงออกทาง ศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักแสดงออก ในทางสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัย การเขียนภาพระบายสีของเด็กนั้นเปนการพักผ่อน พฤติกรรม สร้างสรรค์ในตัวเด็กเป็นเป้าหมายหนึ่งที่มีคุณค่าต่อตัวเด็กและต่อชีวิตในสังคม ทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา ศิลปะคือการแสดงออก ที่เน้นการปฏิบัติและการฝึกด้านความคิดจินตนาการ โดยยึด หลักการของอารณ์และความรู้สึกเป็นสิ่งผลักดันให้เกิดการแสดงออกทางศิลปะ จะต้องฝึกฝนจนทำให้ เกิดความชำนาญ ซึ่งนักศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงาไว้ดังนี้ 1 .ความหมายของทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา อภิศักดิ์ บุญเลิศ. (2541 : 125) กล่าวถึง ความหมายของการวาดภาพด้วยแสงเงาว่า แสงและเงา คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แสงสว่างจากจุดกำเนิดใด ๆ ก็ตามรูปวัตถุนั้นจะสว่าง และส่วนหนึ่งจะมืด เรียกว่า แสงและเงา เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. (2542 : 3) ได้กล่าวว่า แสงสะท้อนในงาน Drawing จัดเป็น ส่วนสำคัญที่จะทำให้ภาพมีมิติมากขึ้น เวลาจะเขียนภาพ Drawing หุ่นนิ่งเรามักจะไม่นั่งตรงข้ามกับ แสง เพราะจะทำให้มองภาพแสงสะท้อน Reflect ไม่ชัดเจน แต่ก็มีนักศึกษาที่ไม่ทราบข้อนี้ มีความ จำเป็นที่จะต้อง นั่งวาดด้านนี้ เมื่อวาดเสร็จก็จะได้ภาพที่ขาดความกลมกลืน ขาดความมีชีวิตชีว สุชาติ เถาทอง. (2536 : 217) ได้กล่าวถึง การถ่ายทอดวาดเส้นแสง-เงามีความเชื่อว่า ความจริงของการวาดเส้นอยู่ที่ปริมาณของแสงสว่าง และเงาที่ปรากฏบนวัตถุหรือบริเวณหุ่นที่เรา ต้องการเขียนนั้น “แบบฝึกหัดนี้พยายามเน้นให้ผู้วาดเส้นเห็นความจริงตามการรับรู้ทางการเห็นและ แปลเป็นความเข้าใจ” เราอาจจะมองไม่เห็นอะไรเลยในความมืด เพราะไม่มีแสงสว่าง ทั้ง ๆ ที่เรา
15 ทราบว่ามีวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งอยู่ในบริเวณความมืดนั้นแต่เราก็ไม่พยายามที่จะเขียนโดยการเดา การเดาไม่สามารถที่จะแสดงให้เห็นเป็นรูปร่างชัดเจนอย่างแท้จริงได้ ศุภพงศ์ ยืนยง. (2547 : 108) ได้กล่าวว่า แสงเงาทำให้เรามองเห็นวัตถุสิ่งของที่มี พื้นผิวสีเดียวกันมีน้ำหนักอ่อนแก่ต่างกัน เช่น วัตถุทรงกลมที่ถูกแสงจากดวงอาทิตย์หรือแสงมาจาก แหล่งกำเนิดอื่นๆ ซึ้งทำให้เกิดแสงเงาขึ้นมา เช่นเดียวกันการเขียนภาพก็เป็นการสร้างภาพให้เกิดมิติ ความลึกโดยการแทนค่าน้ำหนักความอ่อนแก่ในทางศิลปะ เรียกว่า เทคนิคการแรเงา เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. (2538 : 9) ได้กล่างถึง แสงและเงา ว่า เป็นของคู่กันมาแต่ ไหนแต่ไร และเงาตกทอดที่จัดว่างามที่สุดในแง่ศิลปะแล้ว คือเงาตกทอดจากต้นกำเนิดแสงทำมุมพื้น ราบ 45 องศา หากนักศึกษาจะเขียนหุ่นนิ่ง ควรดูด้วยว่า อยู่ฝั่งตรงข้ามแสงหรือเปล่าหรืออยู่ฝั่งแสง ส่องตกกระทบหุ่น ทั้งสองยังไม่จัดว่าเป็นมุมที่ดี เพราะจะเขียนแสงตกทอดยากมาก เขียนออกมาแล้ว ก็ไม่สวยสู้นั่งทำมุมระหว่างแสงกับเงาจะเขียนได้ง่ายกว่า วัชรพงศ์ หงษ์สุวรรณ. (2537 : 13) กล่าวว่า การวาดเส้นประกอบไปด้วยนํ้าหนักแสง เงาที่เกิดขึ้นจากการแรเงา เพื่อให้ได้ค่าของน้ำหนักเข้ม อ่อนตาม รูปทรงของวัตถุ ซึ่งให้เกิดเป็นภาพ ลวงตา แสดงให้เห็นเป็นรูปทรง สูง ต่ำ ในลักษณะที่แตกต่างกัน ออกไป ทั้งหมด เกิดจากค่าความต่าง ของแสง สมศิริ อรุโณทัย. (2558 : 275) ได้กล่าวถึง แสงและเงา ว่า หมายถึงอาทิตย์หรือแสง รากแหล่งต่าง ๆ แสง ในการวาดเส้นสร้างสรรค์ หมายถึง ความสว่างของสีและความสดของสี ความ อ่อน ความเข้มของแสง และเรามีความสัมพันธ์กันและกัน แสงยามเช้า กลางวัน เย็น และกลางคืน มี ความแตกต่างกัน การแรเงาเพื่อสร้างแสง และเงา ยอมแตกต่างกัน ส่วนเงา หมายถึง เงาที่มีอยู่ในตัว วัตถุ (hack) และเงาของวัตถุที่ตกทอดลงบนพื้น (Cast Shadow) (กำจร สุนพงษ์ศรี, 2555 - 224- 225 อนันต์ ประภาโส. (2553 : 64) ได้กล่าวถึง แสงเงาและมุมมองที่มีผลต่องานวาดเส้น ว่า ตามหลักการวาดภาพโดยทั่วไป เชื่อกันว่าแสงที่ส่องมาจากด้านซ้ายหรือด้านขวาของแบบ และ ทำมุมกับพื้นประมาณ 45 องศา จัดว่าเป็นแสงเงาที่สวยงามในแง่ของศิลปะ แต่ในการวาดภาพ บางครั้ง เราไม่สามารถกำหนดตำแหน่งและทิศทางของแสงได้ การเลือกมุมมองในการวาดภาพจึงมี ผลต่อน้ำหน้า แสงเงา และอารมณ์ของภาพ เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. (2547 : 15) กล่าวว่า แสงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการวาดภาพ แสงได้มาจากสองแหล่ง คือ 1. แหล่งจากธรรมชาติ2. แหล่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แสงที่มาจากธรรมชาติ ในช่วงระยะเวลาที่พอเหมาะ จัดได้ว่าเป็นแสงที่เหมาะแก่การวาดภาพกว่าแสงจากมนุษย์ สร้างขึ้นเอง
16 อย่างเช่นแสงจากไฟฟ้า จากแสงเทียน และจากเปลวไฟ ซึ่งให้แสงสว่างไม่สม่ำเสมอ แสง เป็นตัวบังคับให้เกิดทิศทางของเงาเฉพาะ ฉะนั้นเมื่อมีแสงก็ย่อมมีแสงเกิดขึ้น แสงและเงาจึงเป็นส่วนคู่ กัน วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งเมื่อนำมาตั้ง ก็ย่อมปรากฏด้านที่มีแสงและด้านที่มีเงา ด้านที่มีแสงเราจะรู้สึกว่า ระยะใกล้กว่า ส่วนด้านที่มีเงานั้นจะรู้สึกว่าไกลออกไป หากเราวาดภาพระยะของแสงและเงาแตกต่าง กันมาก ๆ ก็จะแสดงถึงความตื้นลึก มากขึ้น บางครั้งแสงที่ส่องทำให้เห็นภาพเงาผ่านไปตามวัตถุต่าง ๆ ก็ย่อมบ่งบอกถึงความตื้นลึกของภาพได้ด้วย สมคิด หงษ์สุวรรณ. (2545 : 14) ได้กล่าวถึง ความหมายของแสงและเงาว่า แสงและเงา (LIGHT AND SHADOW ) การวาดภาพที่มีการแสดงน้ำหนักของแสงเงาที่ ชัดเจนนั้น จะถ่ายทอดตาม สายตาที่มองเห็น เช่น ความลึก ตื้น หนา บาง นูน เรียบ โค้ง เว้า ได้ชัด เจนมากกว่าภาพที่แสดงด้วย เส้นเพียงเส้นเดียว การวาดภาพเบื้องต้นต้องฝึกหัดใช้สีเพียงสีเดียว สังเกตลักษณะของแสงเงาในวัตถุ นั้นให้ได้ กล่าวโดยสรุป แสงและเงา มีทั้งที่เกิดจากธรรมชาติที่เกิดจากแสงของดวงอาทิตย์ที่ตก กระทบมาสู่วัตถุแล้วทำให้เกิดแสงเงา และแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นเกิดจากการหลอดไฟหรือสิ่งที่ผู้วาด สามารถกำหนดทิศทางของแสงได้เอง โดยการวาดภาพด้วยแสงและเงาต้องอาศัยทักษะของมุมมอง การมองที่สายตามองเห็นถึงความลึก ตื้น หนา บาง ของวัตถุที่จะวาดให้ชัดเจนเพื่อให้ภาพดูมีมิติมาก ยิ่งขึ้น 2. ลักษณะของแสงเงา อนันต์ ประภาโส. (2537 : 34) ได้กล่าวถึง ลักษณะของแสงเงา แสงเงาแบ่งฝ่ายออกเป็น 5 ค่าใหญ่ ๆ คือ 1. แสงสว่างที่สุด (HIGHLIGHT) เป็นส่วนของวัตถุที่กระทบแสงโดยตรงทำให้บริเวณนี้มี น้ำหนัก อ่อนที่สุด ด้าน เป็นสีขาวเราอาจจะปล่อยกระทานว่างไว้โดยไม่ต้องลงเงาเลยก็ได้ 2. แสงสว่าง (LIGHT) เป็นส่วนของวัตถุที่ไม่ได้ถูกแสงโดยตรงแต่อยู่ในบริเวณที่รับอิทธิพล จากแสงนั้น การลงน้ำหนักในบริเวณนี้จะต้องทำให้มีน้ำหนักอ่อนจางแต่เป็นน้ำหนักที่แก่กว่าบริเวณ เล็กน้อย 3. WT (SHADOW) เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลของแสงน้อยมาก บริเวณที่เป็นเงานี้เราจะ แรเงา ให้มีน้ำหนักเข้มกว่าบริเวณแสงสว่างพอสมควรเพื่อแยกบริเวณแสงและเงาออกจากกัน 4. เงานิล (CORE OF SHADOW) คือส่วนของวัตถุที่ไม่ได้รับอิทธิพลของแสงเลยจึงเป็น บริเวณ ที่ ต้องแรเงาด้วยน้ำหนักที่เข้มกว่าบริเวณอื่น ๆ ของวัตถุทั้งหมด (คำว่า "เงามืด” ที่จะต้องมี
17 น้ำหนักเข้มที่สุดนี้หมายถึงน้ำหนักเข้มที่สุดของวัตถุที่เราสังเกตและ เปรียบเทียบจากบริเวณอื่น ๆ ในภาพ ไม่ใช่น้ำหนักเข้มที่สุดของดินสอดำ ผู้เขียน) 5. แสงสะท้อน (REFLECED LIGHT) คือบริเวณของวัตถุที่ไม่ได้กระทบแสงโดยตรง (อยู่ใน ด้านของ เงา) แต่เป็นบริเวณที่กระทบแสงสะท้อนจากวัตถุอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ กัน น้ำหนักบริเวณนี้จะอ่อน กว่าบริเวณ เงามืด, ค่าของแสงสะท้อนจะให้ความรู้สึกว่าวัตถุในภาพมีมิติ มีมวลสาร และมีชีวิตชีวา ถ้าเป็นภาพคน ก็จะทำให้รู้สึกว่ามีชีวิต ถ้าเป็นวัตถุ ๆ จะให้ความรู้สึกเหมือนมีอากาศอยู่โดยรอบ 6. เงาตกทอด (CAST SHADOW) คือบริเวณที่เงาของวัตถุนั้น ๆ ทอดไปตามพื้นหรือตาม วัตถุอื่น ที่รองรับ ซึ่งจะมีน้ำหนักแก่กว่าบริเวณสงสะท้อน ขนาดและรูปร่างของเงาตกทอดจะเป็นเช่น ไร ย่อมขึ้น อยู่กับรูปร่างของวัตถุและพื้นที่รองรับ เงาตกทอดที่จัดว่าสวยในแง่ของศิลปะคือเงาตก ทอดที่เกิดจากอื่น ต้นกำเนินของแสงทำมุมกับพื้นราบประมาณ 45 องศา วัชรพงศ์ หงษ์สุวรรณ. (2537 : 13) ได้กล่าวถึงลักษณะของแสงเงาว่า 1. แสงสว่างจัด (High Light) คือ บริเวณที่ถูกแสงโดยตรง เป็นจุดที่สว่างบากที่สุด 2. แสงสว่าง (Light) คือ บริเวณที่ถูกแสงพอสมควร แสงสว่างที่เกิดขึ้นจะกระจายโดยรอบวัตถุ 3. เงา (Shadow) คือ บริเวณที่อยู่ตรงข้ามแสงสว่างหรือบริเวณที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากแสงสว่างเลย 4. แสงสะท้อน (Reflect Light) คือ บริเวณที่ไม่ได้รับแสงโดยตรง แต่เป็นแสงที่เกิดจากการสะท้อน กลับของแสงจากวัตถุใกล้เคียง 5. เงาตกกระทบหรือเงาของวัตถุ (Cast Shadow) คือ บริเวณที่เป็นเงาของวัตถุตกทอดไปตามพื้น ที่ตั้งของวัตถุ สมคิด หงษ์สุวรรณ. (2545 : 17) ได้กล่าวว่า แสงและเงาช่วยให้การวาดเส้นแรเงา ดูเป็น 3 มิติ หรือเหมือนจริงมากที่สุด ดังนั้นผู้ที่ ฝึกวาดรูปจึงควรต้องศึกษาเรื่องของแสงเงาก่อน 1. แสงสว่างจัด (HIGH LIGHT) คือ บริเวณของวัตถุที่ถูกแสงสว่างโดยตรงและมาก ที่สุด การวาดถ้า เป็นวัตถุแข็งหรือเป็นเงามัน ควร ทิ้งส่วนที่แสงสว่างที่สุดให้เป็นกระดาษขาวได้เลย แต่ถ้าเป็นวัตถุที่ไม่ เป็นเงามัน หรือวัตถุที่นุ่มนวล ควรแรเงาด้วยดินสอเบาๆ ให้ซอฟไปกับตำแหน่ง แสงสว่างจะทำให้ ภาพนั้นดูนุ่มและไม่เกิดความ รู้สึกที่แข็ง 2. แสงสว่าง (LIGHT) คือ บริเวณที่ไม่ ได้ถูกแสงกระทบโดยตรง จะเป็นแสงเรื่อๆ อมเทา การวาดให้ แรเงาแบบเกลี่ยเรียบจากน้ำหนักเงามา จนถึงแสงสว่าง 3. เงา (SHADOW) คือ บริเวณที่ถูก แสงน้อยที่สุด การวาดควรเน้นส่วนที่เป็นเงาให้ เข้ม และเน้นเส้น รอบนอก (OUT LINE) ดังนั้นการ ประกอบกันระหว่างแสงสว่างจัด แสงสว่าง และ เงาจะเกิดเป็นภาพ 3 มิติหรือภาพวาดที่มีชีวิต 4. แสงสะท้อน (REFLECT LIGHT) คือ บริเวณที่มีแสงของวัตถุโดยรอบสะท้อนเข้า มาในวัตถุนั้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของแสงหรือเงา จะได้อิทธิพลของแสงสะท้อนนี้ได้เหมือนกัน
17 5. เงาตกกระทบหรือเงาของวัตถุ (CASTSHADOW) จะอยู่ด้านเงามืดของวัตถุเสมอ เป็นเงาของวัตถุ ที่ตกกระทบพื้น เงาของวัตถุจะ เป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับรูปทรงของวัตถุและมุมของแสง ที่มากระทบ กล่าวโดยสรุป ลักษณะของแสงเงาจะมี 5 ลักษณะ 1.แสงสว่างจัด คือ บริเวณของวัตถุที่ถูก แสงโดยตรงสว่างมากที่สุดบนวัตถุ 2. แสงสว่าง คือ บริเวณที่ไม่ได้ถูกแสงกระทบโดยตรง จะแสงจะมี ความอมเทา 3. เงา คือ บริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับแสง หรือบริเวณที่ไม่มีแสงจึงทำใหเกิดเป็นงาม โดยจะ ออกจะลักษณะเป็นสีดำ 4. แสงสะท้อน คือ แสงที่เกิดจากการสะท้อนกลับของวัตถุใกล้เคียง 5. เงาตกกระทบหรือเงาของวัตถุ คือ บริเวณที่เงาตกทอดไปตามพื้นที่ตั้งของวัตถุ รูปแบบการสอนแบบสาธิต 1. ความหมายของรูปแบบการสอนแบบสาธิต มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของการสอนแบบสาธิตไว้หลายความหมาย ดังนี้ อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550 : 142) ได้กล่าวว่า วิธีสอนแบบสาธิต หมายถึง วิธีสอนที่ ผู้สอนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (อาจเป็นวิทยากร ที่ผู้สอนเชิญมา) แสดงหรือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่าง พร้อม ๆ กับการบอก อธิบาย เพื่อให้ผู้เรียน ได้ประสบการณ์ตรงในเชิงรูปธรรม ผู้เรียนจะเกิดการ เรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอน การสาธิตนั้น ๆ วิธีสอนแบบสาธิตจึงเป็นการสอนที่ยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้สอนเป็นผู้วางแผน ดำเนินการ และลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย วิธีสอน แบบนี้จึงเหมาะ สำหรับจุดประสงค์การสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอนการปฏิบัติ เช่น วิชา พลศึกษา อุตสาหกรรมศิลป์ นาฏศิลป์ วิชาในกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นต้น สุพิน บุญชูวงศ์. (2544 : 52) วิธีสอนที่ครูมีหน้าที่ในการวางแผนการเรียนการสอน เป็นส่วนใหญ่ โดยมีการแสดงหรือการกระทำให้ดูเป็นตัวอย่าง นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการ สังเกต การฟัง การกระทำ หรือการแสดง และอาจเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมบ้าง เสริมศรี ลักษณศิริ. (2540 : 273) ได้กล่าวถึงการสอนแบบสาธิตว่า เป็นการสอนที่ครู แสดงหรือลงมือปฏิบัติให้นักเรียนดูด้วยตนเอง กิจกรรมการสาธิตจะ ต่างไปตามลักษณะของหัวข้อ หรือเนื้อหาที่นำมาเสมอ หรือจะต่างไปตามลักษณะของการจัด ประสบการณ์ให้แก่นักเรียน การสาธิต เป็นกิจกรรมการสอนที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ได้ดีขึ้น การสาธิตอาจนำมาใช้ก่อน ใช้เสริม หรือใช้ภายหลังการปฏิบัติการก็ได้เพื่อกระตุ้น ให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการอย่างเต็มที่ กล่าวโดยสรุป รูปแบบการสอนแบบสาธิต คือ วิธีสอนที่ผู้สอนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ครูแสดงหรือลงมือปฏิบัติให้นักเรียนดูด้วยตนเอง ครูมีหน้าที่ในการวางแผนการเรียนการสอนเป็น ส่วนใหญ่ การสาธิตอาจนำมาใช้ก่อน ใช้เสริมหรือใช้ภายหลังการปฏิบัติการก็ได้เพื่อกระตุ้น ให้ผู้เรียน ได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติการอย่างเต็มที่
17 2. ขั้นตอนของรูปแบบการสอนแบบสาธิต จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสาธิต ได้มีนักการศึกษาได้กล่าวถึง ขั้นตอนของรูปแบบการสอนแบบสาธิตไว้ ดังนี้ สุพิน บุญชูวงศ์. (2544 : 56) ได้เสนอรูปแบบการสอนแบบสาธิต ไว้ 8 ขั้น ดังนี้ 1.กำหนดจุดมุ่งหมายของการสาธิตให้ชัดเจน และต้องสาธิตให้เหมาะสม 2. เตรียมอุปกรณ์ในการสาธิตให้พร้อม และตรวจสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ 3.เตรียมกระบวนการสาธิต เช่น กำหนดเวลาและขั้นตอน จะเริ่มดำเนินการ และจบลง อย่างไร ผู้สาธิตต้องเข้าใจในขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง 4. ทดลองสาธิตก่อนสอน ควรทดลองสาธิตเพื่อตรวจสอบความพร้อมตลอดจนผล ที่จะเกิดขึ้น เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในเวลาสอน 5. ต้องจัดทำคู่มือคำแนะนำหรือข้อสังเกตในการสาธิต ประกอบในขณะที่มีการสาธิต เพื่อที่ นักเรียนจะใช้ 6. เมื่อการสาธิตเสร็จสิ้นแล้ว นักเรียนควรได้ทำการสาธิตซ้ำอีก เพื่อเน้นให้ เกิดความเข้าใจ ดีขึ้น 7.จัดเตรียมกิจกรรมหลังจากการสาธิต เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของการ สาธิตนั้น ๆ 8. ประเมินผลการสาธิต โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของนักเรียนและผลของ การเรียนรู้ การประเมินผลควรมีกิจกรรมหรือเครื่องมือ เช่น การทดสอบ การให้แสดงความคิดเห็น หรือการ อภิปรายประกอบ เสริมศรี ลักษณศิริ. (2540 : 273) ได้เสนอรูปแบบการสอนแบบสาธิต ไว้ 4 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสังเกต ครูจัดกิจกรรมหรือสาธิตการทดลองให้นักเรียนสังเกตแล้วเกิดความ อยากรู้ หรือซักถามปัญหา 2. ขั้นอธิบาย ครูปฏิบัติหรือทดลองต่อไปให้นักเรียนสังเกตเพื่ออธิบายที่มาของปัญหา หรือตั้งสมมุติฐานขึ้นอธิบายปัญหานั้น โดยครูช่วยแนะนำเพียงเล็กน้อย 3. ขั้นทำนาย เมื่อนักเรียนได้สมมุติฐานแล้วจะคาดการณ์ล่วงหน้า โดยการน่า ความรู้ที่ได้ไป ทำนายปรากฏการณ์อื่น ๆ 4. ขั้นควบคุมและสร้างสรรค์ ครูกระตุ้นให้นักเรียนพยายามนำความรู้หรือกฎเกณฑ์ สัมพันธ์ ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ค้นพบจากการอธิบายและทำนายมาใช้เพื่อแก้ปัญหา อธิบาย สถานการณ์ ใหม่ ๆ หรือวางแผนเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งขึ้น อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550 : 143) ได้เสนอรูปแบบการสอนแบบสาธิต ไว้ 3 ขั้น ดังนี้ 1.ชั้นเตรียมการสอน
17 1.1 กำหนดจุดประสงค์ในการสาธิตให้ชัดเจน 1.2 จัดลำดับเนื้อหาตามขั้นตอนให้เหมาะสม 1.3 เตรียมกิจกรรมการเรียนการสอน สิ่งที่จะให้นักเรียนปฏิบัติ ตลอดจนคำถาม จะใช้ ให้รอบคอบ 1.4 เตรียมสื่อการเรียนการสอนและเอกสารประกอบให้พร้อม 1.5. กำหนดเวลาในการสาธิตให้พอเหมาะ 1.6 กำาหนดวิธีการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจน 1.7. เตรียมสภาพห้องเรียนให้เหมาะสมเพื่อให้นักเรียนมองเห็นการสาธิต 1.8 ทดลองสาธิตเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดการติดขัด 2. ชั้นการสาธิต 2.1 บอกจุดประสงค์การสาธิตให้นักเรียนทราบ 2.2 บอกกิจกรรมที่นักเรียนจะต้องปฏิบัติ เช่น นักเรียนจะต้องจดบันทึก สังเกต สรุป ขั้นตอน ตอบคำถาม เป็นต้น 2.3 ดำเนินการสาธิตตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไว้ ประกอบกับการอธิบายอย่าง 3. ขั้นสรุปประเมินผล 3.1 ผู้สอนเป็นผู้สรุปความสำคัญ ขั้นตอนของสิ่งที่สาธิตนั้นด้วยตนเอง 3.2 ให้ผู้เรียนเป็นผู้สรุป เพื่อประเมินว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนนั้น ๆ มากน้อย เพียงใด 3.3 ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอนการ สาธิต มากน้อยเพียงใด เช่น ให้ตอบคำถาม ให้เขียนรายงาน ให้แสดงการสาธิตให้ดู ฯลฯ 3.4 ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็นภายหลังการสาธิต แล้ว กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนของรูปแบบการสอนแบบสาธิตมี8 ขั้น 1.กำหนดจุดมุ่งหมายของการ สาธิตให้ชัดเจน 2. เตรียมอุปกรณ์ในการสาธิตให้พร้อม 3.เตรียมกระบวนการสาธิต 4. ทดลองสาธิต ก่อนสอน 5. ต้องจัดทำคู่มือคำแนะนำหรือข้อสังเกตในการสาธิต 6. เมื่อการสาธิตเสร็จสิ้นแล้ว 7. จัดเตรียมกิจกรรมหลังจากการสาธิต 8. ประเมินผลการสาธิต 3.จุดมุ่งหมายของการสอนรูปแบบสาธิต จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสาธิต ได้มีนักการศึกษาได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของการสอนรูปแบบสาธิตไว้ ดังนี้
17 อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550 : 143) ได้กล่าวว่า เพื่อแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นขั้นตอนการ ปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ได้อย่างแจ่มแจ้ง และสามารถปฏิบัติตามได้ เสริมศรี ลักษณศิริ. (2540 : 273) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการสอนในรูปแบบ สาธิตว่า มีทั้งหมด 8 ข้อ ดังนี้ 1. เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 2. เพื่อเน้นคำถามหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ 3. เพื่ออธิบายหลักการ 4. เพื่อพัฒนาการฟังและการสังเกตอย่างใช้ความคิดของผู้เรียน 5. เพื่อแสดงเทคนิควิธีการ 6. เพื่อสรุปความเข้าใจ 7. เพื่อแสดงวิธีใช้หลักการ 8. เพื่อการทบทวน กล่าวโดยสรุป จุดมุ่งหมายของการสอนรูปแบบสาธิต คือ เพื่อแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นขั้นตอน การปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ได้อย่างแจ่มแจ้ง และสามารถปฏิบัติตามได้ เพื่อ พัฒนาการฟังและการสังเกตอย่างใช้ความคิดของผู้เรียน เพื่อสรุปความเข้าใจ เพื่อแสดงวิธีใช้หลักการ และเพื่อการทบทวน 4. ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการสอนแบบสาธิต จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับรูปแบบการสอนแบบสาธิต ได้มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงข้อดี และข้อจำกัดของวิธีการสอนแบบสาธิตไว้ ดังนี้ อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550 : 144-145) ได้กล่าวถึงข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการสอนแบบ สาธิตว่า ข้อดี 1. ประหยัดเวลาการลองผิดลองถูกของนักเรียน และประหยัดวัสดุในการสอนเมื่อสาธิตให้ดู เป็นหมู่หรือทั้งชั้น 2. นักเรียนสามารถเข้าใจวิธีปฏิบัติได้ดี เพราะเป็นประสบการณ์ตรง มีตัวอย่างให้ดูจับต้อง ได้ และเห็นขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างชัดเจน 3. เป็นการกระตุ้นการเรียนการสอน เพราะเปิดโอกาสให้นักเรียนร่วมกิจกรรม 4. เป็นการฝึกนักเรียนให้รู้จักสังเกต หาเหตุผล และสรุปหลักเกณฑ์ได้ ข้อจํากัด
18 1. ครูควรจะได้ศึกษาภูมิหลังของนักเรียน และเมื่อมีความจำเป็นควรให้ความรู้พื้น ฐานแก่ นักเรียนก่อนดำเนินการสาธิต 2. การสาธิตถ้าใช้กับนักเรียนกลุ่มใหญ่เกินไป ครูควรจะต้องให้แน่ใจว่านักเรียนเห็น การสาธิตทั่วถึง 3. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมการสาธิตเท่าที่จะทำได้ เช่น การเตรียม วัสดุ หรือแม้แต่การช่วยในการแสดงการสาธิตในส่วนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน 4. การสาธิตที่ติดขัด บกพร่อง หรือมีอุบัติเหตุ จะไม่เป็นผลดีหรืออาจเป็นผลเสียโดย ตรงต่อ การเรียนการสอนฉะนั้นครูควรจะได้เตรียมและฝึกทักษะในการแสดงเรื่องที่จะสาธิตให้พร้อม 5. โดยปกติการสาธิตจะใช้ควบคู่กับการบรรยายหรืออภิปราย ฉะนั้นครูควรจัดให้คำ บรรยาย พอเหมาะและเปิดโอกาสให้นักเรียนอภิปราย หรือซักถามข้อข้องใจได้เต็มที่ เสริมศรี ลักษณศิริ. (2540 : 273) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของวิธีการสอนแบบสาธิตว่า 1. นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง 2. ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการสังเกตอย่างมีเหตุผล 3. เป็นการเร้าความสนใจได้ดี การสาธิตการสอนบางครั้งก็มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลายสิ่งหลายอย่าง ในชีวิตของ คนเราเรียนรู้โดยวิธีเลียนแบบหรือเอาอย่าง ในสภาพที่โรงเรียนขาดสื่อการเรีย การสอนต่าง ๆ เพราะข้อจำกัดทางด้านนงบประมาณครูอาจนำเอาการสาธิตเข้ามาทดแทน การปฏิบัติการได้ ดีกว่า ไม่มีเสียเลย กล่าวโดยสรุป ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการสอนแบบสาธิต คือ ประหยัดเวลา สามารถใช้ วิธีการสอนนี้ในนักเรียนกลุ่มใหญ่ได้ นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ตรง ทำให้นักเรียนรู้จักการสังเกต และเป็นการเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนมากขึ้น แนวคิดเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ 1. ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะเป็นนวัตกรรมหรือสื่อการสอนชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ หลาย ชื่อ เช่น แบบฝึก แบบฝึกทักษะ แบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกหัด และได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของ คา เหล่านี้ไว้ด้งนี้
19 ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2542 : 375) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึงแบบ ฝึกเสริมทักษะที่ใช้ฝึกความเข้าใจฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของผู้เรียน ตามบทเรียน ที่ครูสอนว่าผู้เรียนเข้าใจและสามารถนา ไปใช้ได้ม้ากน้อยเพียงใด นันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกหรือ แบบฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียน จบเนื้อหาใน ช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างกว้างขวาง มากขึ้น ราชบัณฑิตยสถาน (2546: 641) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกหัดว่า หมายถึงแบบตัวอย่าง ปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อใหนักเรียนฝึกตอบจากความหมายและความสำคัญ ของแบบฝึกที่กล่าว มาข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่ครูนำมาใช้กับ นักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้แก่ นักเรียนทำให้ ผู้เรียนเกิดทักษะและเพิ่มทักษะ ซึ่งสามารถนำไปแก้ปัญหาได้ กล่าวโดยสรุป ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ คือ แบบฝึกเสริมทักษะที่ใช้ ฝึกความเข้าใจฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของผู้เรียน ตามบทเรียน ที่ใช้ฝึกทักษะ ให้กับผู้เรียน หลังจากเรียน จบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น 2 ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ สมเดช สีแสง และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2543อ้างถึงใน กรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์, 2553: 15) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของแบบฝึกหรือแบบฝึกหัด มีดังนี้ 1. คู่มือการใช้เป็นเอกสารประกอบการใช้แบบฝึกว่าใช้เพื่ออะไร และมีวิธิีการใช้ อย่างไรเช่น เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริม ประกอบด้วย 1.1 ส่วนประกอบของแบบฝึกระบุว่า ในแบบฝึกชุดนี้มีทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอื่น ๆ หรือไม่ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน 1.2 สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือ นักเรียน เตรียมตัวใหพร้อมล่วงหนา้ก่อนเรียน 1.3 จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก 1.4 ขั้นตอนในการใช้แบบฝึก 1.5 เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 2. แบบฝึกเพื่อฝึกทักษะให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวร ประกอบด้วย 2.1 ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย
20 2.2 จุดประสงค์ 2.3 คำสั่ง 2.4 ตัวอย่าง 2.5 ชุดฝึก กล่าวโดยสรุป ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ มี 2 ข้อ คือ 1. คู่มือการใช้เป็นเอกสาร ประกอบการใช้แบบฝึกว่าใช้เพื่ออะไร และมีวิธีการใช้อย่างไร 2. แบบฝึกเพื่อฝึกทักษะให้เกิดการ เรียนรู้ที่ถาวร 3. ลักษณะแบบฝึกที่ดี แบบฝึกเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียน การสร้างแบบฝึก ให้มีประสิทธิภาพ จึงจำ เป็นต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึกเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม กับ ระดับความสามารถของนักเรียน ไพรัตน์ สุวรรณแสน ( 2517อ้างถึงใน จิรพา จันทะเวียง, 2542 : 43) กล่าวถึง ลักษณะของ แบบฝึกที่ดีไวดังนี้ 1. เกี่ยวกับบทเรียนที่ได้เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยและความสามารถของเด็ก 3. มีคำชี้แจงสั้นๆ ที่จะทำให้เด็กเข้าใจคำชี้แจงหรือคำสั่งต้องกะทัดรัด 4. ใช้เวลาเหมาะสม คือ ไม่ให้เวลานานหรือเร็วเกินไปเป็นที่น่าสนใจและท้าทาย ความสามารถ สุพรรณี ไชยเทพ (2544 : 19) ไดก้ล่าวถึงลกัษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1. ต้องมีความชัดเจน ทั้งคำชี้แจ้งคำสั่ง ง่ายต่อการเขา้ใจ 2. ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัด 3. มีภาษาและรูปภาพที่ดึงดูดความสนใจของนกัเรียนและเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน 4. แบบฝึกแต่ละเรื่องไม่ควรยาวมากจนเกินไป 5. ควรมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนไม่เบื่อ 6. ควรตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน สร้างความ สนุกสนาน เพลิดเพลินขณะทำแบบฝึก 7. มีคำตอบที่ชัดเจน 8. แบบฝึกที่ดีสามารถประเมินความก้าวหน้า และความรู้ของนักเรียนได้
21 กล่าวโดยสรุป ลักษณะแบบฝึกที่ดีต้องเกี่ยวกับบทเรียนที่ได้เรียนมาแล้ว ตรงกับ จุดประสงค์มีคำชี้แจงสั้นๆ แบบฝึกแต่ละเรื่องไม่ควรยาวมากจนเกินไป ควรมีกิจกรรมหลากหลาย รูปแบบทำให้นักเรียนไม่เบื่อ และใช้เวลาเหมาะสม คือ ไม่ให้เวลานานหรือเร็วเกินไปเป็นที่น่าสนใจ และท้าทายความสามารถ 4 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544 : 2) ไดก้ล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไวดังนี้ 1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น เพราะเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์ในการเรียนรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน 3. ฝึกให้เด็กมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลตนเองได้ เพรตตี้(Pretty, อ้างถึงใน สุนันทา สุนทรประเสริฐ, 2544: 3) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ แบบฝึกไวดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การ สอนที่ ช่วยลดภาระครูได้มากเพราะแบบฝึกเป็นเรื่องที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบและมีระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะแบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะแต่ทั้งนี้จะต้อง อาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากเด็กมีความสามารถทาง ภาษา แตกต่างกัน การให้เด็กทำ แบบฝึกหัด ที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบ ผลสำเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้แก่เด็กบทต่อบท หรือหน้า ต่อหน้า แต่เป็นแหล่งประสบการณ์เฉพาะสำหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษและเป็น เครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่จะสนองความต้องการเป็นรายบุคคลในชั้น 4. แบบฝึกหัดช่วยเสริมให้ทักษะคงทน ลักษณะการฝึกเพื่อให้เกิดผลดังกล่าว นั้น ได้แก่ 1) ฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ 2) ฝึกซ้ำหลายๆ ครั้ง 3) เน้นเฉพาะในเรื่องที่ผิด 5. แบบฝึกหัดที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกหดั ที่จัดทำขึ้นเป็นรูปเล่มเด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใ้ช้เป็นแนวทางเพื่อ ทบทวนด้วยตนเองได้ต่อไป 7. การให้เด็กทำแบบฝึกหัด ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที
22 8. แบบฝึกหัดที่จัดทำขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียนจะช่วยให้เด็กได้ฝึกฝน อย่างเต็มที่ 9. แบบฝึกหัดที่จัด พิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและ เวลาใน การที่จะต้องเตรียมสร้างแบบฝึกอยู่เสมอ ในด้านผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาในการลอก แบบฝึกหัดจาก ตาราเรียนหรือกระดานดำทำใหม่เวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มากขึ้น 10. แบบฝึกหัดช่วยประหยดัค่าใช้จ่าย เพราะการจัด พิมพ์ขึ้นนเป็นรูปเล่มที่ แน่นอน ย่อมลงทุนต่ำกว่า ที่จะใช้วิธีพิมพ์ลงกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการที่ ผู้เรียน สามารถบันทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ กล่าวโดยสรุป ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ คือ เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนใน การเรียนทักษะ ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเนื่องจากเด็กมีความสามารถทาง ภาษา แตกต่างกัน แบบฝึกหัดช่วยประหยดัค่าใช้จ่ายการให้เด็กทำแบบฝึกหัด และช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่น หรือปัญหาต่าง ๆ 5 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ ในการสร้างแบบฝึก เป็นสิ่งจำเป็นในการสอน เพราะการฝึกฝนบ่อย ๆ และหลาย ๆ ครั้งย่อมทำให้เกิดความชำนาญ คล่องแคล่วควรมีวิธีในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 14) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น 1.1 ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะทำการสอน 1.2 ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน 1.3 ผลการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 1.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์และกิจกรรม 3. พิจารณาแนวทางแกปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึกและเลือก เนื้อหาในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้นว่า จะทำเรื่องใดบ้างกำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึก 5. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดใหม่รูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ 6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. ส่งใหผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. นำไปทดลองใช้แล้วบันทึกผลเพื่อนามาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
23 9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป กุศยา แสงเดช (2545: 6-7) ไดก้ล่าวแนะนา ผู้สร้างแบบฝึกให้ยึดลักษณะแบบฝึกที่ดีดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำคำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ ควรยากเกินไป เพราะจะทำความเขา้ใจยากควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้เพื่อนกันเรียน สามารถเรียนด้วยตนเองได้ 2. แบบฝึกที่ดีมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดหมายของการฝึกลงทุนน้อย ใช้ได้นาน ทันสมัย 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมีกิจกรรม หลายแบบเพื่อเร้าความสนใจและไม่น่าเบื่อในการทำแบบฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีมีทั้งแบบกำหนดคำตอบในแบบและให้ตอบโดยเสรีการเลือกใช้คำ ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน ก่อให้เกิด ความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ว่า นักเรียนจะเรียนได้เร็วใน การกระทำที่ ทำให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้ารวบรวม สิ่งที่ พบเห็นบ่อย ๆ หรือที่ตัวเองเคยใช้จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆมากยิ่งขึ้นไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างถูกต้อง มีหลกัเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่ได้ฝึกนั้น มีความหมายจ่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ดีควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกันในหลายๆด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และ ประสบการณ์เป็นต้นฉะนั้น การทำแบบฝึกแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับ ค่อนข้างยาก เพื่อว่านักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนจะได้เลือกทา ได้ตาม ความสามารถทั้งนี้เพื่อใหนักเรียนทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก 8. แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่มนักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อ ทบทวน ด้วยตนเองต่อไป 9. การที่นักเรียนได้ทำแบบฝึกช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆของนักเรียน ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ครูดำเนินการปรับปรุงแก้ปัญหานั้น ๆทันท่วงที 10. แบบฝึกที่จัดขึ้น นอกจากมีในหนังสือเรียนแล้ว จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝน อย่างเต็มที่
24 11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาใน การที่ จะต้องเตรียมแบบฝึกอยู่เสมอในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกจากตำราเรียน หรือ กระดานดำทำใหม่เวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆได้มากขึ้น 12. แบบฝึกช่วยประหยดัค่าใช้จ่าย เพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มที่แน่นอนลงทุนต่ำการที่ ใช้พิมพ์ลงกระกระดาษไขทุกครั้งไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่ผู้เรียนสามารถบันทึกและ มองเห็น ความก้าวหน้าของตนไดอ้ย่างมีระบบและมีระเบียบ กล่าวโดยสรุป หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ คือ แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและ วิธีทำ และตรงตามจุดหมายของการฝึกลงทุนน้อยใช้ได้นาน ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกเหมาะสม กับวัย แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้ารวบรวม สิ่งที่พบเห็น บ่อย ๆ และช่วยประหยดัค่าใช้จ่าย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการวาดภาพด้วยแสงเงา 1.1 งานวิจัยในประเทศ รุ่งทิวา พงษ์จำปา. (2561) ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการวาดภาพระบายสีด้วยการใช้น้ำหนักแสง เงาตามวงจรสี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์( = 17.00 , S.D. = 1.58) ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องทั้งการวาดภาพระบายสีโดยใช้น้ำหนักแสงเงา ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หทัยรัตน์ กลีบกมล. (2562) ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการวาดภาพระบายสีด้วยการใช้ น้ำหนักแสงเงาตามวงจรสี โดยใช้แบบ ฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ ( = 17.00 , S.D. = 1.58) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง การวาดภาพระบายสีโดยใช้น้ำหนักแสงเงา ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วชิรวิทย์ ชุติมาวงศ์สกุล. (2565) ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนเรื่อง การวาดภาพด้วยการใช้ค่าน้ำหนักแสงเงา (Value) โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะอยู่ใน ระดับผ่านเกณฑ์ ( = 18.7 , S.D. = 1.41) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง การวาดภาพด้วยการใช้ค่าน้ำหนักแสงเงา (Value) โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพบว่า ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 65.78
25 นายธนกฤต แสงอุทัย , นางสาวอุไรวรรณ สุขขา. (2565) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ทัศนธาตุและการวาดภาพระบายสีด้วยการใช้น้ำ หนักแสง เงาตามวงจรสี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์( ̅ = 17.00 , S.D. = 1.58) และผล การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ทั้งการวาดภาพระบายสีโดย ใช้น้ำหนัก แสงเงา ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นรินรัตน์ เขียวคล้ำ , วีระ วงศ์สรรค์, รสรินทร์อรอมรรัตน์ (2565) ผลของการ วิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่องการระบายสีมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.40/86.93 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 ดัชนีประสิทธิผล ผลของแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะเรื่องการระบายสี มีค่าเท่ากับ 0.6678 ซึ่งสามารถพัฒนา ทักษะทางการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 66.78 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ เรื่องการระบายสี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการสอนแบบสาธิต 2.1 งานวิจัยในประเทศ วรวัฒน์ พรมเด่น. (2561) จากการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยการสอนแบบสาธิตการปฏิบัติการ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทาง เคมี ในแต่ละกลุ่มพบว่า นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะ ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนได้ รวมทั้งสามารถ พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ได้ ซึ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยของ จารุวรรณ ทูลธรรม และคณะ(2559) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการปฏิบัติของนักศึกษา โดยใช้การ จัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสาธิต เรื่องการใช้งานออสซิลโลสโคปกับเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่าคะแนน เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการปฏิบัติของนักศึกษา สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะครุศาสตร์ อุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสาธิตในเรื่องการใช้งาน ออสซิลโลสโคป คิดเป็นร้อยละ 90.65 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ ริปอง กัลป์ติวาณิชย์ (2556) ได้ศึกษาผลของการปฏิบัติงานการ สร้าง ภาพเคลื่อนไหว โดยการจัดการเรียนแบบ ผสมผสาน ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต เพื่อการฝึก ทักษะปฏิบัติ เรื่อง การสร้างภาพเคลื่อนไหว วิชา คอมพิวเตอร์กราฟิกพบว่า การปฏิบัติงานการสร้าง ภาพเคลื่อนไหว โดยการ จัดการเรียนแบบผสมผสาน ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต เพื่อการฝึกทักษะ ปฏิบัติ คะแนนผลของการปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 82.33 และยังมีงานวิจัยของ ธนกร สิริกุล และ คณะ (2559) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความรู้ทักษะ และความสามารถในการแก้ ปัญหาในการดูแล รักษาด้านปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ ก่อนและหลังการ จัดการเรียนการสอน พบว่าทักษะ ก่อนเรียน และหลังเรียนของนักศึกษา ในการดูแลรักษาด้านปฏิบัติการ ฉุกเฉินการแพทย์ แตกต่างกันอย่าง
26 มีนัยยะสำคัญทางสถิต (p=0.001) โดยทักษะหลังเรียนของนักศึกษาในการ ดูแลรักษาด้าน ปฏิบัติการฉุกเฉิน การแพทย์โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสาธิตร่วมกับสถานการณ์จำลอง และ กระบวนการกลุ่ม (SD=3.49,SD=0.29) สูงกว่าก่อนเรียน (SD=0.58,SD=0.26) อย่างมีนัยยะสำคัญ ทางสถิต จึง สามารถสรุปได้ว่าผลจากการนำการจัดการเรียนรู้โดยการสอนแบบสาธิตการปฏิบัติการ สามารถพัฒนาทักษะที่ จำเป็นสำหรับนักเรียนได้ รวมทั้งทำให้นักเรียนมีทักษะที่สำคัญ ที่ผู้เรียนในยุค ศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องมีด้วย ภูมิสิทธิ์ สัจจหทยาศรม. (2561)จากการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสาธิต และการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่มีต่อความรู้และทักษะการ รํากระบี่กระบอง พบว่า เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของวิธีการจัดการ 1117 เรียนรู้แบบสาธิต และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสาธิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยแยกเป็นด้านความรู้ พบว่า ไม่แตกต่างกันอยู่ในระดับปานกลางเหมือนกัน และด้านทักษะการรํากระบี่กระบอง มามีความ แตกต่างกันอยู่ในระดับดีอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจากผลการวิจัยแล้ว การใช้การจัดการเรียนรู้ทั้งสองแบบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 แต่การ จัดการเรียนรู้แบบสาธิตร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือในด้านทักษะการรํากระบี่กระบองสูงกว่า การจัดการเรียนรู้แบบสาธิตเพียงอย่างเดียว เป็นแนวโน้มที่ดี สอดคล้องกับงานวิจัยของ (ศลิษา วรรณสุวรรณ์, 2551.) การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบบุคลิกภาพใน การทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อน และหลังเรียน จากการใช้วิธีสอนแบบสาธิตร่วมกับ การเรียนแบบร่วมมือเทคนิควงกลมการเรียนรู้2) เพื่อเปรียบเทียบ มนุษย์สัมพันธ์ในการทำงานของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน จากการใช้วิธีสอนแบบสาธิตร่วมกับ การเรียน แบบร่วมมือเทคนิควงกลมการเรียนรู้3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ และมนุษย์ สัมพันธ์ในการ ทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อวิธีสอนแบบ สาธิตร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิควงกลมการเรียนรู้กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2551 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา กำหนดเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอยู่ วางแบบกลุ่มจำนวน 1 กลุ่ม รวม 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้2) แบบประเมินบุคลิกภาพในการทำงาน 3) แบบประเมินมนุษย์สัมพันธ์ใน การ ทำงาน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อวิธีสอนแบบสาธิตร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค วงกลมการเรียนรู้ วรวัฒน์ พรมเด่น. (2561) จากการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการ สอนแบบสาธิตการปฏิบัติการ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
27 ในแต่ละกลุ่มพบว่า นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะ ที่จำเป็นสำหรับนักเรียนได้ รวมทั้งสามารถพัฒนา ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ได้ ซึ่ง สอดคล้องกับงานวิจัยของ จารุวรรณ ทูลธรรม และคณะ(2559) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการปฏิบัติของนักศึกษา โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการสาธิต เรื่องการใช้งานออสซิลโลสโคปกับเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่าคะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะการปฏิบัติของนักศึกษา สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะ ครุศาสตร์ อุตสาหกรรม ชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสาธิตในเรื่องการใช้งาน ออสซิลโลสโคป คิดเป็นร้อยละ 90.65 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซารีนา อาแว. (2563) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้แบบสาธิต สาระการเรียนรู้อัลฟิกฮุ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 พบว่า คะแนนสอบระหว่างใช้แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสาธิต สาระการเรียนรู้อัลฟิกฮุ์มีค่าเป็นร้อยละ 80.86 และคะแนนจากการท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หลังเรียนมีค่าเป็นร้อยละ 83.83 ดังนั้นแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสาธิต สาระการเรียนรู้อัลฟิกฮุ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.86/83.83 เนื่องมาจากผู้สอนได้สร้างและพัฒนาโดยมีจำนวน 6 แผน แต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้1. มาตรฐาน การเรียนรู้2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ 4. จุดประสงค์การเรียนรู้5. สาระการเรียนรู้ 6. สมรรถนะที่ สำคัญ 7. คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ 8. กิจกรรมการเรียนรู้ 9. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 10. ภาระ งาน/ชิ้นงาน 11. การวัดและประเมินผล ซึ่งสอดคล้องกับ กระทรวงศึกษาธิการ (2553) อย่างเป็น ระบบ สุววิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2552) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบสาธิตเป็นวิธีจัดการ เรียนการสอนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็ว โดยได้เห็น ขั้นตอนต่าง ๆ จากการแสดงหรือ ปฏิบัติจริงให้ดูและสามารถปฏิบัติตามได้ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบสาธิต คือ เรื่อง หรือสิ่งที่จะสาธิต การสาธิต และผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เกิดจากการสาธิต ” ซึ่งสอดคล้อง กับงานวิจัยของ ณัฐภูมิ จาระธรรม (2558) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาผลการเรียนรู้การใช้วิธีสอน แบบสาธิต กันติชา แพงโสดา , สมทรง สิทธ. (2565) ความสามารถการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย วิธีการสอนแบบสาธิตร่วมกับบทเรียนออนไลน์ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.6คิดเป็นร้อยละ78.00 และมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ70จำนวน 14คน คิดเป็นร้อยละ93.33ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งนี้ เนื่องจากวิธีการสอนแบบสาธิตร่วมกับบทเรียนออนไลน์จะช่วย พัฒนาความสามารถการออกแบบสื่อ สิ่งพิมพ์และสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ยังส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนโดยเปิดโอกาส ให้นักศึกษาได้พัฒนาความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีในระหว่าง เรียน โดยเห็นได้จากในขณะที่
28 ดำเนินกิจกรรมการเรียน นักศึกษาจะมีการทำงานด้วยการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ หรือใช้ในการ ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์บทเรียนออนไลน์ในชีวิตประจำวัน มีความเชื่อมั่นในตนเองต่อการใช้เทคโนโลยี ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการสอนด้วยวิธีการสอนแบบสาธิตร่วมกับบทเรียนออนไลน์การ สาธิต ในเรื่องที่แปลกใหม่ น่าสนใจ จะเน้นให้นักเรียนเห็นกระบวนการอย่างชัดเจน โดยมีส่วนร่วมในการ สาธิตตั้งคำถาม ซึ่งช่วยในการสอนแบบสาธิตได้ผลดียิ่งขึ้น (ชูศรีสนิทประชากร,2534) เทคนิคการ สาธิต พัฒนาให้นักศึกษามีความสามารถในการการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ แล้วนำสื่อการสอนที่สร้างขึ้น ไปใช้ประโยชน์ในการสอนร่วมกับวิธีการสอนแบบสาธิตซึ่งสามารถนำไปใช้ในการสอนได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งการ สอนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับคูรูเบเคแคค และแอลตินพูลลัค (Kurubacak & Altinpulluk, 2017) ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของตะวัน คำบก (2563) ได้ศึกษา การพัฒนาบทเรียน ออนไลน์เรื่องผลกระทบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศวิชาคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่องาน อาชีพ การวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับประกาศบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2563 2.2 งานวิจัยต่างประเทศ กู๊ดแมน (Goodman 1990 : 52) ศึกษา ผลกระทบของการสาธิตการสอนทางเคมี ใน กลุ่มของผู้เป็นครูที่มีประสบการณ์กับครูผู้ที่เริ่มฝึกหัดการสอน พบว่าก่อนการทดลองการสาธิตการ สอนทางเคมีวิทยา ในกลุ่มของผู้เป็นครูที่มีประสบการณ์ในเรื่องของความรู้ทางครูในการแสดง แนวคิด พื้นฐานทางเคมีมากกว่าครูที่เริ่มฝึกหัดแต่ภายหลังจากการทดลองครูที่เริ่มฝึกหัดการสอน เริ่มที่จะรับ เอาแนวทางสาธิตการสอนเคมีมาประยุกต์ใช้กับแนวคิดเป้าหมายของตน เริ่มที่จะมีคุณสมบัติของการ เป็นครูที่มีประสบการสอนเพิ่มมากขึ้น บิงแฮม (Bingham 2002 : 1222-4) ศึกษาผลการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วย สอนกับการเรียนแบบดั้งเดิม สำหรับนักเรียนผู้ใหญ่ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา ผู้ใหญ่ที่เรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักศึกษาที่เรียน ด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและกลุ่มควบคุม ได้แก่ นักศึกษาที่เรียนด้วยวิชาการสอนแบบ ดั้งเดิม โดยทั้ง 2 กลุ่ม ใช้เวลาในการเรียน 20 ชั่วโมง มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแล้วนำผล มาเปรียบเทียบกัน พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน แสดงว่าวิธี การ สอนทั้ง 2 วิธีมีผลต่อประสิทธิภาพของนักศึกษาเท่ากัน Ritchie and Hoffman (1997, pp. 32-40) ที่กล่าวไว้ว่าในการออกแบบการเรียนเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ควรอาศัยกระบวนการการเรียนการสอนและสื่อที่สร้างแรงจูงใจ (Motivating the Learned) นำเสนอเนื้อหาที่มีความน่าสนใจ มีการนำเสนอที่เร้าใจ โดยที่ ภานุวัฒน์ ศรีไชยเลิศ
29 (2555, น. 311) ได้พัฒนาบทเรียนอีเลิร์นนิ่งแบบผสมผสานแบบสาธิต เรื่องการซ่อมและประกอบ คอมพิวเตอร์ สาหรับนักศึกษาโปรแกรมเทคโนโลยีและการสื่อสารพบว่าความพึงพอใจในด้านการ ออกแบบหน้าจอ และเทคนิคผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับพึงพอใจมากที่สุดเช่นกัน Timothy and Karen (2002, p. 13) ได้ศึกษาผลจากการสอนบรรยายแบบ สาธิตเชิง ปฏิสัมพันธ์ที่มี การลดขั้น ดขั้นตอนการสอน โดยกลุ่มตัวอย่างการวิจัยเป็นผู้เรียนที่เรียนฟิสิกส์ 1 แบบ Studio Physics จากสถาบัน Rennsselaer Polytechnic Institute (RPI) ซึ่งผู้เรียนเหล่านี้จะถูก แบ่ง ออกเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มได้รับการสอนแบบ ILD ในเรื่องกฎข้อสามของนิวตันเหมือนกัน แต่กลุ่ม แรกจะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเพียงสามขั้นตอนเท่านั้น คือ ขั้นตอนที่ 1 ผู้สอนอธิบายวิธีการสาธิต ขั้นตอนที่ 2 ผู้เรียนทำการทำนายผล และขั้นตอนที่ 6 ผู้เรียนสังเกตผลการสาธิต ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะ ถูกกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนทั้งแปดขั้นตอนของ ILD และทั้งสองกลุ่มจะถูกวัดความรู้ ความเข้าใจด้วยแบบทดสอบแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์มาตรฐานในเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ (FMCE) ผลการวิจัยพบว่า การสอนบรรยายแบบสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ที่มีการลดขั้นตอน มีค่า Normalized gain เท่ากับ 0.76 และการสอนบรรยายแบบสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ที่มีครบทุกขั้นตอนมีค่า Normalized gain เท่ากับ 0.67 จึงทำให้ Timothy French และ Karen Cummings ได้ผลสรุปว่า การสอนแบบสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์ที่มีการลดขั้นตอนไม่มีผลกระทบต่อความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎข้อ สามของนิวตัน Breyfogle (2006, p. 85) เพื่อเปลี่ยนแปลงแนวความคิดที่คลาดเคลื่อนในวิชาเคมี เรื่อง อัตราส่วนโมลิกุลและสารกำหนดปริมาณ โดยนักเรียนตั้งคำถามในทั้งสองเรื่องที่จะสาธิตไว้ใน ระบบ Electronic keypad คำถามจะถูกถามขึ้นระหว่างการสาธิตการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมี แนวคิดที่คลาดเคลื่อนในเรื่องอัตราส่วนโมลิกุลและสารกำหนดปริมาณลดลงและมีแนวคิด เชิงบวกต่อ การเรียนวิชานี้มากขึ้น จากการทำแบบทดสอบแบบตัวเลือกนักเรียนมีผลการเรียนหลัง เรียนสูงกว่า ก่อนเรียน และยังมีความเข้าใจในเรื่องปริมาณสัมพันธ์มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากการสอน แบบสาธิตเชิง ปฏิสัมพันธ์ ที่มีการตั้งคำถามผ่านระบบ Electronic keypad ที่หลากหลายจะช่วย แก้ปัญหาในเรื่อง ของนักเรียนที่ไม่กล้าถามคำถามที่ตนเองสงสัย และคำถามเหล่านี้ยังสามารถศึกษา ผ่านระบบ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ สำหรับงานวิจัยในรายวิชาฟิสิกส์เป็นการวิจัยเปรียบเทียบการ สอนบรรยาย แบบสาธิตเชิงปฏิสัมพันธ์กับการสอนแบบบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า การสอนบรรยาย แบบสาธิตเชิง ปฏิสัมพันธ์ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าการสอนแบบบรรยาย เพราะ การใช้ชุดการ สาธิตทำให้ผู้เรียนมองภาพในเรื่องของแสงได้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความ เข้าใจในเนื้อหาที่ เรียน ส่งผลให้นักเรียนทำแบบทดสอบได้
30 3. งานวิจัยที่เกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะ 3.1 งานวิจัยในประเทศ อมรา เชิญรัมย์. (2560) ผลการศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถในแบบฝึกทักษะ เรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่2โดยใช้แบบฝึกทักษะ สรุปผลได้ดังนี้แบบฝึกเสริม ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.54/84.38 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนดคือ 75/75 ความสามารถในแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่2 โรงเรียนบ้านแกงขี้เหล็ก หลงัเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณอยู่ในระดับมาก เบญจวรรณ เหลี่ยมจินดา. (2560) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลงัเรียน และความพึงพอใจของนกัศึกษาที่ได้รับการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ วิชาการ บัญชีต้นทุน 1ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่2 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัย เทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ พบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงัเรียนสูงกวา่ ก่อน เรียนอยา่ งมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และนักศึกษามีความ พึงพอใจที่ได้รับการจัดการเรียน การสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะโดยมีภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด วันนิสา คลังคนเก่า. (2563) ผลการวิจัยในครั้งนี้ปรากฏว่าเมื่อนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เรื่อง การคูณ ผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการใช้ชุดฝึกสูงกว่าผล การเรียนรู้ของนักเรียนก่อนการใช้ชุดฝึก เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไวจ้ากการศึกษาและวิเคราะห์ ข้อมูลผลการทดสอบก่อนเรียนจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 12 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 6.89 คิดเป็นร้อยละ 60 ผลการทดสอบหลังเรียนจาก คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนน เฉลี่ย 14.81 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 9.49 คิดเป็นร้อยละ 74.09 เพิ่มขึ้นน ร้อยละ14.09 ซึ่งพบวา่ ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกวา่ ผลการเรียนรู้ก่อนเรียน อังคาร สุริยนต์. (2563) การสอนคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ใช้ทักษะของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าในการใช้แบบฝึกดังกล่าวท าให้ผู้เรียนได้ ทบทวนและเสริมทักษะและนักเรียนมีความ สนใจ ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมี ความเข้าใจในบทเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้นจากการทดสอบก่อนเรียน นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 32.73 หลังจากที่นักเรียนได้ใช้แบบฝึกเสริมทักษะนักเรียน มีทักษะการคิดคำนวณมากขึ้นเมื่อมาถึงทดสอบหลังเรียน ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ร้อยละ 56.97 ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น
31 บุญเชิด ชุมพล. (2563)ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ก่อนและหลังใช้แบบฝึก เสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว พบว่าหลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้นอกจากนี้ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับงานวิจัยของศิริลักษณ์ พุ่มกำพล (2546 , หน้า 68-76) ที่ ได้สร้างแบบฝึกเรื่องเศษส่วนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังฝึกด้วยแบบฝึกเรื่องเศษส่วนสูงกว่าก่อนฝึกอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว ที่ ผู้รายงานสร้างขึ้น นั้น ได้รับการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนอย่างมีระบบ มีการทดลองหาข้อบกพร่อง และได้ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนด และจากการสังเกตพบว่านักเรียนที่เรียนด้วยแบบ ฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริมาตรและ พื้นที่ผิว มีความตั้งใจในการเรียนและให้ความร่วมมือ ในการเรียนการสอนเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นเด็กห้องเรียน พิเศษที่มีความพร้อมในทุกด้าน นอกจากนี้ ข้อดีที่พบอีกประการหนึ่งคือผู้เรียนสามารถที่จะกลับมาทบทวนซ้ำใน กรณีพบข้อผิดพลาดได้อีกจน เกิดความเข้าใจ ดังนั้นการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องปริมาตรและพื้นที่ผิว จึงเป็นวิธีที่ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ดียิ่งขึ้นและส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนสูงขึ้นหลังจากใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ปริมาตรและพื้นที่ผิว 3.2 งานวิจัยต่างประเทศ Gay & Gallagher (2001 : 51-56) ได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวิธีการสอนโดยให้ นักเรียนท าแบบฝึกหัดอย่างสม่ าเสมอในช่วงเวลาของการเรียนการสอนในเรื่องเดียวกัน ปรากฏว่า กลุ่มนักเรียนที่เรียนโดยมีการทดสอบย่อยขณะเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มนักเรียน ที่เรียน โดยฝึกทักษะด้วยการท าแบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียว McPeake (2001 : 1799-A) ได้ท าการวิจัยในเรื่องผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็น ระบบ เพศของนักเรียนส่งผลต่อความสามารถในการอ่านและสะกดค่าผลการวิจัยพบว่า การใช้แบบ ฝึกมีส่วนช่วยในการส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน การสะกดค่าของนักเรียนทุกกลุ่ม นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ในการสะกดค่าสูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ยังพบว่าการอ่านยังมีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการสะกดค าของนักเรียน Lavelle (2002 : 130) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1 ถึงระดับ 3 จำนวน 87 คน พบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนนทดสอบ หลังการทำแบบฝึกมากกว่าคะแนนทดสอบก่อนการทำแบบฝึก
32 Chen (2003 : 64-06-A) ได้ศึกษาผลการใช้แบบฝึกของครูและการสอนในขั้นก่อนอ่าน ที่เหมาะสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษ โดยการสอนในขั้นการอ่านถูกแบบเพื่อเร้าความสนใจ สร้างพื้นฐานความรู้ ทำให้ทราบเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนและประสบการณ์ก่อนการทำงาน ในการศึกษา ครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต บทเรียนจากเทป การสัมภาษณ์ และการอ่าน ผลการวิจัย ที่เกี่ยวข้อง พบว่า การเร้าความสนใจการสร้างความรู้ในขั้นก่อนอ่าน โดยการเรียงลำดับก่อนหลัง ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างหนังสือและประสบการณ์ของผู้เรียน การใช้แบบฝึกขั้นก่อนการอ่าน โดยการ ตั้งวัตถุประสงค์ของการอ่าน ช่วยให้นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเข้าใจมากยิ่งขึ้น และทให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านดีขึ้น Willson (2003 : 1573-A) ได้ท าแบบฝึกเพื่อส่งเสริมการทำโครงงานคณิตศาสตร์ มีกิจกรรม 20 กิจกรรม ซึ่งเสนอแนวทางหรือแนวคิดให้กับการเรียนในลักษณะที่เป็นปัญหาที่ สามารถ แก้ไขได้ฝึกให้นักเรียนออกแบบการทดลอง ค้นคว้าและบันทึกข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กับ ปัญหาและ สร้างข้อมูลเพื่อค้นคว้าหาคำตอบให้กับปัญหาผลการใช้กิจกรรม พบว่า ทำให้นักเรียน ได้ฝึกคิด แก้ปัญหาและสามารถแก้ปัญหาได้ดี
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการวาดภาพระบายสี ด้วยแสงเงา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบสาธิตและเสริมด้วย แบบฝึกทักษะ ซึ่งในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1.การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2.แบบแผนการทดลอง 3.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.การวิเคราะห์ข้อมูล 6.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1 จำนวน 12 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 530 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 40 คน เป็นกลุ่มทดลองซึ่งได้มาจากการเลือกอย่าง เจาะจง (Purposive sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง เรียนด้วยวิธีการสอนแบบสาธิต (One Group Pretest-Posttest Design) ดังตารางที่ 3
34 ตารางที่ 3 แบบแผนการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1แทน การทดสอบก่อนการจัดการเรียนการสอนแบบสาธิต X แทน การสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบสาธิต T2แทน การทดสอบหลังการจัดการเรียนการสอนแบบสาธิตด้วยแบบฝึก ทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาและสร้างเครื่องมือที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1.1 แผนการสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบทางตรง จำนวน 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 1.2 แบบประเมินทักษะ เรื่องทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยแสงเงาของนักเรียนชั้น ประถมศึกษา ปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมิน ทักษะการวาดภาพระบายสีด้วยแสงเงา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1.3 แบบฝึกทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบทางตรง ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้างและพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนการ สอนขั้นตอนการสอนทางตรง และการจัดทำแบบฝึกทักษะ 2.1.2 กำหนดโครงสร้างการสอน เนื้อหา เวลา ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน เป็น 4 แผน โดยแบ่งเป็น 2 วงจรปฏิบัติการ ดังตารางที่ 4
35 ตารางที่ 4 กำหนดโครงสร้างเนื้อหาในการจัดทำแผนการสอนแบบสาธิต เรื่องการ วาดภาพระบายสีด้วยแสงเงา แผนการจัดการเรียนการสอน เรื่อง เวลา 1 2 วงจรปฏิบัติที่ 1 เส้น รูปร่าง-รูปทรง 2 2 3 4 วงจรปฏิบัติที่ 2 แสง-เงา ทฤษฎีสี 2 2 รวม 8 2.1.3 เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ สาธิต 2.1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่าน พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและให้ข้อเสนอแนะ 2.1.5 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำนวน 3 ท่านพิจารณา เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการสอน โดย พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence :IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการสอนมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการสอนมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้มี ความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน
36 แล้วนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาดัชนี (Index of item objective congruence :IOC) ได้ดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 2.1.6 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (Try out) จำนวน 60 คน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ ความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) 2.1.7 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทีปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปใช้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน ต่อไป โดยขั้นตอนการสร้างแผนการสอนแบบทางตรง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับ ดังแสดงใน ภาพที่ 2