8
บทที่ ๓
อปุ กรณแ์ ละวธิ ีการ
จากการศึกษาธรรมชาติแห่งชีวิตของมะละกอฮอลแลนด์ เป็นการศึกษาด้านรูปลักษณ์
คุณสมบัติและพฤติกรรม นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ เน่ืองจากเป็นการเรียนรู้ที่ใช้
ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ ศึกษาได้จากของจริง สัมผัสได้ ทาให้นักเรียนเรียนรู้และวิเคราะห์สรรพ
สง่ิ ไดร้ วดเร็ว ถกู ต้อง นักเรยี นมคี วามสุข เบิกบาน สนกุ สนานในการเรยี นรู้
๓.๑ อุปกรณ์
อุปกรณ์ท่ใี ช้ในการศึกษามะละกอฮอลแลนด์ จาแนกตามวิธกี ารศกึ ษาของนักเรยี น ไดด้ ังนี้
๓.๑.๑ การศึกษาข้อมูลของมะละกอฮอลแลนด์ ขืน่ ในพนื้ ที่ปลกู
อปุ กรณท์ น่ี ักเรียนใชศ้ ึกษามะละกอฮอลแลนด์ มีดงั น้ี
๑ ไม้บรรทดั
๒ เชือก/ดา้ ย
๓ ตลบั เมตร
๔ แว่นขยาย
๕ เสยี ม
๖ จอบ
๗ มีด
๘ กรรไกร
๙ กล้องถ่ายรูป
๑๐ บนั ได
๓.๑.๓ การศึกษาข้อมลู ของมะละกอฮอลแลนด์ ในห้องปฏิบตั ิการ
อปุ กรณ์ทน่ี กั เรยี นใช้ศึกษามะละกอฮอลแลนด์ มดี งั น้ี
๑. อุปกรณ์การเขยี น
๒. กล้องถ่ายรูป
๓. แว่นขยาย
๔. ไมบ้ รรทัด
๕. ใบมดี โกน
๖. เชอื ก/ดา้ ย
๗. กลอ้ งจุลทรรศน์ (Microscope)
๘. สไลดแ์ ละกระจกปิดสไลด์ (Slide And Cover Glass)
๙. จานเพาะเชอ้ื (Petri Disc)
๑๐.หลอดหยด (Dropper)
๑๑.บกิ เกอร์
๑๒.แทง่ คนสาร
9
๑๓.มดี
๑๔.พู่กนั
๑๕.น้า
สารเคมที ่ีนักเรยี นใช้ศกึ ษามะละกอฮอลแลนด์ มดี งั นี้
๑. สีซาฟรานนี
๒. กระดาษลิตมสั
๓. ยนู เิ วอซลั อินดเิ คเตอร์
๓.๒ วธิ กี าร : จดั ทาแผนการบรู ณาการการจัดการเรยี นรู้ทุกกลมุ่ สาระวชิ า และทกุ ระดับชัน้ จดั แสดง
ผังมโนทศั น์ (Mind Mapping) และใบงานของนักเรยี น
๑. แผนการบรู ณาการการจัดการเรียนรทู้ ุกกลุม่ สาระวิชา
๒. วิธกี ารแต่ละกลุ่มสาระ
แสดงผงั มโนทัศน์ของการจดั การเรยี นรูแ้ บบบูรณาการพืชศกึ ษา
มะละกอฮอลแลนด์
กลมุ่ สาระฯ กลมุ่ สาระฯ กลมุ่ สาระฯ กลมุ่ สาระฯ กลุม่ สาระฯ กลุ่มสาระฯ กลุ่มสาระฯ กลุ่มสาระฯ
วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์
10
บูรณาการสอนกล่มุ สาระวชิ าภาษาไทย
11
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 1 รายวิชาภาษาไทยพืน้ ฐาน รหัส ท23102 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรือ่ ง การเขยี นเร่ืองมะละกอ
เวลา 2 ช่วั โมง ผู้สอน นางสาวปยิ วรรณ วงษ์ปัญญา ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2560
( สอดคลอ้ งกบั องค์ประกอบที่ 2) โรงเรยี นแชแลพทิ ยานสุ รณ์ อาเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๑. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ใช้กระบวนการเขยี น เขียนส่ือสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรปู แบบต่างๆ
เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
๒. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ัด/ผลการการเรยี นรู้คาดหวัง(เฉพาะวิชาเพ่ิมเตมิ )
๒.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขยี นเขยี นส่ือสาร เขียนเรยี งความ ย่อ
ความ และเขยี นเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขยี น รายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษา
ค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
๒.๒ ตัวชว้ี ัด ม.๓/๓ การเขียนแผนภาพความคิดเพื่อใชพ้ ัฒนางานเขียน จากการเรยี นรู้ ก.
๗-๐๐๓ หนา้ ๑-๑๐ งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
๒.๓ผลการเรียนที่คาดหวัง
เขยี นแผนภาพความคดิ เพ่ือคัดแยกสาระสาคญั และจดั ใหเ้ ปน็ หมวดหมู่ พืชศกึ ษาและพืช
สนใจ จากการศึกษา หนา้ ๑-๑๐ ของก.๗-๐๐๓ จากการเรยี นร้(ู พืชศึกษาและพชื สนใจ คือ
มะละกอแขกดา ท่บี ันทึกการศึกษาไวใ้ น ก.๗-๐๐๓ หนา้ ๑-๑๐)
๓. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๓.๑ดา้ นความรู้ (Knowledge)
-นักเรยี นนาความรูเ้ รื่องการเขียน จากการศึกษาค้นคว้าใน ก.๗-๐๐๓ หนา้ ๑-๑๐ แล้ว
นามาเขยี นแผนภาพความคิดและคัดแยกสาระสาคญั และจัดใหเ้ ปน็ หมวดหมไู่ ด้
๓.๒ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process)
-นกั เรยี นมคี วามคดิ สร้างสรรค์ และสามารถคดิ อย่างเป็นระบบ
๓.๓ด้านคุณธรรมจรยิ ธรรมและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attitude)
-ใฝเ่ รยี นรู้
-ม่งุ ม่นั ในการทางาน
๔. สาระการเรยี นรู้
- สาระการเรยี นรทู้ ่ี ๒.๑ การเขยี น ม. ๓ขอ้ ๓ การเขยี นส่ือสารในรูปแบบตา่ งๆ การ
เขียนแผนภาพความคิดโดยการคัดแยกสาระสาคญั และจัดใหเ้ ป็นหมวดหมู่ โดยศึกษาขอ้ มลู พชื ศึกษา
และพชื สนใจ (ก.๗-๐๐๓ หนา้ ๑-๑๐ )
12
๕. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
กาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พ.ศ.
๒๕๕๑ของผูเ้ รยี นจากการเรียนการท่ใี หส้ อดคลอ้ งกับเนื้อหา ลกั ษณะตัวชี้วดั พฤติกรรมบ่ช้ี และ
เกณฑ์การให้คะแนนคณุ ลักษณะพึงประสงค์ ๘ ประการ ไดแ้ ก่
๑) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
๒) ซ่อื สตั ย์สจุ ริต
๓) มีวนิ ัย
๔) ใฝ่เรียนรู้
๕) อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
๖) มงุ่ ม่ันในการทางาน
๗) รกั ความเป็นไทย
๘) มีจติ สาธารณะ
การนาคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ทง้ั ๘ ประการดงั กลา่ ว ไปพัฒนาผเู้ รยี นใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและ
เกดิ ประสิทธิผลน้ัน สถานศึกษาต้องมีความเข้าใจเกีย่ วกับคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์อย่างชัดเจน
โดยพจิ ารณาจากนยิ าม ตวั ชวี้ ัด พฤติกรรมบ่งช้ี และเกณฑก์ ารให้คะแนนของคุณลกั ษณะอันพึง
ประสงค์
๖. การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และการเขียน
การพัฒนาและประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ไดก้ าหนดขอบเขตการประเมินและตัวช้วี ัดท่ีแสดงความสามารถในการ
อา่ น คดิ วเิ คราะห์
และเขยี นของผูเ้ รยี นไว้ ดงั้ นี้
ระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๓ผ้เู รยี นสามารถอา่ นจากสอ่ื ทหี่ ลากหลาย จบั ประเด็นสาคญั
ขอ้ เท็จจรงิ เปรยี บเทยี บข้อดี ขอ้ เสยี ประโยชน์ โทษ แสดงความคดิ เหน็ โดยมเี หตผุ ลประกอบ
และแสดงความรสู้ กึ จากเร่ืองทอี่ า่ น โดยการเขยี น
ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ผู้เรียนสามารถอ่านเพื่อหาขอ้ มลู สารสนเทศ จับประเด็นสาคัญ
เปรียบเทยี บ เชือ่ มโยง แสดงความคิดเหน็ และถา่ ยทอดความเขา้ ใจ ความคดิ เห็น คุณค่าจากเร่ือง
ทีอ่ ่านโดยการเขยี น
ระดับช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ – ๓ผู้เรียนสามารถคัดสรรสอื่ ที่ต้องการอา่ น จบั ประเดน็ สาคัญ
วิเคราะห์วิจารณ์ สรปุ คุณค่า แนวคดิ อภปิ ราย ขยายความ แสดความคดิ เหน็ โดยการเขียน
สื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ
ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ผู้เรยี นสามารถอ่านเพอื่ การศึกษาคน้ ควา้ เพิ่มพูนความรู้ จับ
ประเดน็ สาคัญ ลาดับเหตุการณ์ วิเคราะห์ วพิ ากษ์ วจิ ารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ ประเมินความ
น่าเชื่อถอื แนวคิดทไี่ ดจ้ ากการอา่ นอยา่ งหลากหลาย เขยี นแสดงความคิดเห็น โตแ้ ย้ง สรุปโดยมี
ข้อมูลสนับสนุนอย่างเพียงพอและสมเหตุสมผล
13
๗. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
กาหนดสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี นตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑หลงั จาก
ผ้เู รียนผา่ นการเรียนและนาความรูไ้ ปใช้ในการดารงชวี ิตในสู่สังคม ตามหลักการประเมินสมรรถนะ
ผ้เู รยี น ๕ ด้าน ไดแ้ ก่
๑) ความสามารถในการสื่อสาร
๒) ความสามารถในการคิด
๓) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
๔) ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
๕) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๘. การบูรณาการ
๘.๑ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
-
๘.๒ การบรูณาการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ในโครงการอนุรกั ษพ์ ันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี มวี ัตถุประสงคใ์ ห้เยาวชนได้มโี อกาสใกลช้ ิดกับ
พืชพรรณไม้ให้ไดเ้ รยี นรู้ถึงพืชทอ้ งถิน่ ของตน ชว่ ยกนั ดแู ลไม้ให้สญู พันธุ์ ซง่ึ จะก่อให้เกดิ จติ สานึกใน
การที่ จะอนรุ ักษส์ ืบไปการดาเนินงานประกอบดว้ ย องคป์ ระกอบที่ ๔ การรายงานผลการเรียนรู้
(เขียนแผนภาพความคิดข้อมลู พรรณไม้ที่ศึกษาในใบงานทีก่ าหนดให้ จากการเรียนรใู้ นงานสวน
พฤกษศาสตร์โรงเรยี น โดยใช้ ก. ๗-๐๐๓หน้า ๑-๑๐ โดยการคัดแยกสาระสาคัญ แลว้ นาไปจัด
หมวดหมู่)
๘.๓ การบรณู าการดา้ นอนื่ ๆ
๙. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันที่๑ขนั้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
ครนู าทบทวนเร่ืองการเขียนแผนภาพโครงเร่ืองท่ีเคยเรยี นในชั่วโมงท่ีแล้ว
ครสู นทนากบั นักเรยี นเกีย่ วกับการเขยี นแผนภาพโครงเรือ่ งและแผนภาพความคิดวา่ มี
องคป์ ระกอบอยา่ งไรบ้างมีความเหมือนและแตกตา่ งกนั อย่างไรโดยให้นักเรยี นดูตวั อยา่ ง
ในใบความรู้
- การกาหนดหวั ข้อ
- แผนผงั ชนดิ ตา่ งๆ
- ความร้จู ากการศึกษาพรรณไม้ ใน ก.๗-๐๐๓ หรอื จากการศกึ ษาความรู้จากส่ือต่างๆ
- การเชอื่ มโยง
- รายละเอียดของข้อมูลและวิธีการที่ต้องนาไปเขียนในแผนภาพความคิด
ขั้นที่๒ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน (ฝกึ การคดิ แบบทักษะการคดิ วเิ คราะห์ ทกั ษะ
การคานวณ)
14
ครใู ห้นักเรียนออกแบบแผนภาพความคิด โดยการกาหนดกรอบหรือขอบเขตของเร่อื งท่ีจะ
จัดทาแผนภาพใหช้ ดั เจนครูตรวจสอบความถกู ต้อง
ครูให้นกั เรียนเข้ากลมุ่ ๖ กลุ่ม กลุม่ ละ ๕ คน ศกึ ษาพรรณไมพ้ ชื ศึกษาและพืชสนใจท่ี
มีในบรเิ วณโรงเรียนตามใบงานที่ ๑ โดยใช้ ก.๗-๐๐๓ หนา้ ๑-๑๐ แล้วให้นักเรยี นนา
ความร้ทู ่ไี ด้บนั ทกึ ไว้ มาทากิจกรรมดังนี้
- คดั แยกสาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
๑.ภาษาไทย การเขียนบันทึก การเขยี นเรียงความ
๒.คณิตศาสตร์ การคานวณ การใช้อตั ราส่วน รอ้ ยละ
๓.ภาษาอังกฤษ ชือ่ พืช ชื่อส่วนตา่ งๆของพืชเป็นภาษาองั กฤษ
๔.วิทยาศาสตร์ ช่ือวงศ์ ช่อื วทิ ยาศาสตร์
๕.สังคม ความเชือ่ การนาไปใช้ในวถิ ีชีวิต
๖.สุขศึกษา ประโยชน์ด้านอาหาร เครอื่ งน่งุ ห่ม ยารักษาโรค
๗.ศิลปะ การวาดภาพ การระบายสี
๘.การงานอาชีพและเทคโนโลยี การสบื ค้นขอ้ มลู การขยายพันธุ์
- นาข้อมูลทแี่ ยกไวเ้ ปน็ หมวดหมูเ่ ขียนแผนภาพความคดิ ของพชื ศกึ ษาหรอื พชื สนใจ
เชน่ สอ่ งฟ้า ฟักทอง พรกิ ช้ฟี ้า มานาเสนอหน้าช้นั
นักเรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอแผนภาพความคิดจากการศกึ ษาพรรณไม้ท่ีครกู าหนดให้ โดยให้
เพ่อื นแตล่ ะกลมุ่ บันทึกข้อมลู ความรู้ในสมุดบนั ทึกของแตล่ ะคน
ข้นั ท่ี ๓ ข้ันสรุปและประเมนิ ผล(ฝกึ การคิดแบบทักษะการคิดวเิ คราะห์ ทักษะการคานวณ)
ครูกับนกั เรียนร่วมกนั สรุปความร้เู กีย่ วกบั พรรณไมท้ ่ีศกึ ษาคอื สอ่ งฟ้า ฟักทอง พริกช้ฟี ้า ในบริเวณ
โรงเรียนโคกคอนวทิ ยาคม จังหวดั หนองคาย โดยครูและเพ่ือนๆช่วยกนั วิจารณ์และสนับสนนุ ใหก้ าลงั ใจ
๑๐. สื่ออปุ กรณ์และแหล่งเรียนรู้
๑๐.๑สื่ออุปกรณ์
๑๐.๑.๑ ใบงาน
๑๐.๑.๒ ใบความรู้เร่ืองการเขยี นแผนภาพความคดิ
๑๐.๑.๓ หนงั สือเรียนการเขียนในชีวติ ประจาวนั
๑๐.๑.๔ ตัวอย่างช้นิ งาน
๑๐.๑๕ ก.๗-๐๐๓ พืชศึกษาและพืชสนใจ
๑๐.๒. แหลง่ เรียนรู้
๑๐.๒.๑ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
๑๐.๒.๒ ห้องสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น
๑๐.๒.๓ เวบ็ ไซดท์ ่เี กยี่ วกับงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
๑๐.๒.๔ ครภู ูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน
15
๑๑. การวดั และประเมนิ ผล เครื่องมือ เกณฑ์
วธิ ีการ แบบทดสอบก่อนเรยี น (ประเมนิ ตามสภาพจริง)
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๒
ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน ใบงานที่ ๒ ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน ระดับคุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบงานที่ ๒ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางาน ระดบั คุณภาพ ๒ ผ่านเกณฑ์
ประเมินการนาเสนอผลงาน รายบุคคล
สังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุม่ ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์
แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ระดบั คุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์
สังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่
สงั เกตความมีวินัย ใฝเ่ รยี นรู้ และมงุ่ ม่นั
ในการทางาน
12. ขอ้ เสนอแนะ
มีการวิเคราะหห์ ลกั สตู รสู่หน่วยการเรยี นรู้
จุดประสงค์การเรียนรพู้ ัฒนานกั เรยี นทุกด้าน (K , P , A )
มกี ารใช้สอื่ /นวตั กรรม/เทคโนโลยใี นกจิ กรรมการสอน
จดั กจิ กรรมเหมาะสมกับผเู้ รียน
มกี ารใชส้ อ่ื และแหล่งการเรียนรเู้ หมาะสมกบั เน้อื หา
มกี ารบรู ณาการที่สอดคล้องกบั งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น
มกี ารวัดและประเมินผลท่สี อดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
มีการวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง
อื่นๆ
............................................................................................................................. .............
.................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
ลงชื่อ………………………………………….
( นางสาวปิยวรรณ วงษป์ ญั ญา )
ผู้เขยี นแผนจัดการการเรียนรู้
16
ลงชอ่ื ………………………………………….
( นางรณิชา จิตธรรมมา )
หัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ลงชอ่ื ………………………………………….
( นางพรรณนิภา พร้อมเพียง )
หวั หน้าฝ่ายวิชาการ
ลงช่ือ……………………………….
( นายบญุ เจรญิ สขุ สกุล )
รองผูอ้ านวยการ รักษาราชการแทน
ผู้อานวยการโรงเรียนแชแลพิทยานุสรณ์
17
13. บนั ทกึ หลังสอน
ผลการจัด ผลการประเมิน ปญั หา แนวทางแกไ้ ข
กจิ กรรมการ ...........................................
...........................................
เรยี นรู้ ...........................................
...........................................
ดา้ นความรู(้ K) ..................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
....................................................... ...........................................
ดา้ นกระบวนการ ..................................................... ...........................................
(P) ....................................................... ...........................................
..................................................... ...........................................
....................................................... ...........................................
..................................................... ...........................................
....................................................... ...........................................
..................................................... ...........................................
ดา้ นคุณธรรมฯ (A) ..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
ลงช่อื ………………………………………….
( นางสาวปิยวรรณ วงษป์ ญั ญา)
วัน ........เดอื น................ป.ี ..............
18
ภาคผนวก
19
ใบงานท่ี1
ให้ศกึ ษาคณุ และสุนทรยี ภาพพรรณไมท้ ี่ปลกู (มะละกอ)
วิธีการ ใหเ้ ลือกพรรณไม้ที่นาเข้ามาปลูกจานวน 1 ต้น ใหเ้ หตุผลประกอบการเลือกพืช
แลว้ ศึกษาคุณท่เี กดิ แกส่ รรพสัตว์ คุณทเ่ี กดิ แก่คน คุณท่เี กิดแกส่ ถานท่ีศกึ ษา
(ช่ือพชื ศึกษา)(มะละกอ) .........................................รหัสพรรณไม้ 7-.................................................
เหตุผลที่เลือกศึกษาพืช (อาจเปน็ ความประทบั ใจ หรอื ความต้องการใชป้ ระโยชน)์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….……………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เกดิ สุนทรยี ภาพดา้ นใดมากท่ีสดุ (ตัวอย่าง เช่น การสัมผสั ด้วย ตา แลว้ เหน็ ความสวยงามของการ
เรยี งตัวของใบ)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………..………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
คุณที่เกิดแก่สรรพสตั ว์
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
20
การบรู ณาการสอนกล่มุ สาระวิชาคณติ ศาสตร์
21
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3
รายวชิ า คณิตศาสตร์ รหัส ค32101 ช้ัน มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เรือ่ ง อตั รส่วนตรีโกณมิติ เวลา 2 ชัว่ โมง
ผสู้ อน นายธาวิน มาสขุ สอน วันท่ี 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ( สอดคล้องกบั องคป์ ระกอบท่ี 3 )
โรงเรียนแชแลพทิ ยานสุ รณ์ อาเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
…………….......................................................................................................... ………………………..
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 2 การวดั
มาตรฐาน ค 2.1 เขา้ ใจพนื้ ฐานเก่ยี วกบั การวดั วดั และคาดคะเนขนาดของส่ิงท่ตี ้องการวดั
ตวั ช้ีวดั ค 2.1 ม 4-6 /1 ใชค้ วามรู้เรอื่ งอัตราสว่ นตรโี กณมิตขิ องมมุ ในการ
คาดคะเนระยะทางและความสูงแกป้ ญั หา
มาตรฐาน ค. 2.2 แก้ปญั หาเกย่ี วกับการวัด
ตวั ชี้วดั ค 2.2 ม 4-6 /1 แก้โจทย์ปัญหาเก่ยี วกบั ระยะทางและความสูงโดยใช้
อัตราส่วนตรีโกณมติ ิ
2. สาระสาคัญ
อตั ราส่วนตรโี กณมิติของมมุ มีประโยชนใ์ นการคาดคะเนหาระยะทางและความสงู ของส่ิง
ตา่ ง ๆ การนาความร้เู ร่ืองอัตราสว่ นตรีโกณมิติ ไปประยกุ ต์ใชใ้ นการคานวณระยะทางและความสูง
จะตอ้ งอาศยั ความรอบคอบ ไม่ประมาท ไม่เกิดความเสย่ี ง ไมท่ าลายสงิ่ แวดล้อมและคณุ ค่าทาง
วฒั นธรรม
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (Knowledge)
1. เขา้ ใจพ้นื ฐานเกย่ี วกับการวดั และคาดคะเนในการหาระยะทางและความสูง (K)
2. ใชค้ วามร้เู รอ่ื งอัตราสว่ นตรีโกณมติ ิของมุมในการคาดคะเนระยะทางและความสงู (K)
3. แกโ้ จทย์ปัญหาเก่ียวกับระยะทางและความสงู โดยใชอ้ ัตราส่วนตรีโกณมิติ (K)
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
1. ทักษะการคิด (P)
2. ทักษะการแก้ปญั หา (P)
3. ทกั ษะการให้เหตผุ ล (P)
4. ทักษะการส่ือสารและการนาเสนอ (P)
22
3.3 ด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (Attitude)
1. เพอื่ ใหน้ ักเรยี นไดส้ ัมผสั ใกล้ชิด และเกดิ ความรกั ต่อพชื พรรณ มจี ติ สานึกเห็นคณุ ค่า
ประโยชน์ของพชื พรรณไม้ไม่คิดทาลายและมีแนวคิดท่จี ะอนุรกั ษ์สบื ตอ่ ไป
2. เพอื่ ใหน้ ักเรียนมีคุณธรรมและจรยิ ธรรม ได้แก่ มคี วามรับผิดชอบ มคี วามซ่ือตรง มี
ความอดทน มคี วามเพยี ร มีความสามคั คี มีความเอ้อื อาทร เกื้อหนนุ มีความเมตตา กรุณา การ
ดแู ล และ รักษาสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ห้องสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน วสั ดอุ ปุ กรณ์
4. สาระการเรียนรู้
1. การประยุกตข์ องอัตราส่วนตรีโกณมิติ
5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ขอ้ ที่ 1 รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
ข้อที่ 2 ซ่อื สตั ย์สจุ ริต
ข้อท่ี 3 มีวินยั
ข้อที่ 4 ใฝ่รูใ้ ฝเ่ รียน
ขอ้ ท่ี 5 อยอู่ ย่างพอเพียง
ขอ้ ท่ี 6 มงุ่ ม่ันในการทางาน
ขอ้ ที่ 7 รกั ความเป็นไทย
ข้อท่ี 8 มจี ติ สาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการคิด
2. ความสามารถในการแก้ปัญหา
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
4. ความสามารถในการสื่อสาร
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. การบรู ณาการ
7.1 การบรณู าการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น
นักเรียนไปเรียนในสนามในสวนทร่ี ่มร่นื และใช้ส่อื จากธรรมชาติทาใหเ้ ด็กเกิดอสิ ระในการคดิ
และทส่ี าคัญนักเรียนจะได้สัมผสั กับความจรงิ และคณุ ค่าของธรรมชาติ จากต้นไมน้ านาพรรณ ซง่ึ จะ
ก่อให้เกิดจิตสานกึ ในการท่ีจะอนุรักษ์พรรณไม้ การดาเนนิ งานประกอบด้วยองค์ประกอบท่ี 1 การ
จดั ทาปา้ ยชอ่ื พรรณไม้ ( การจัดทาเลม่ ก.7-003) และองค์ประกอบที่ 3 การศกึ ษาข้อมลู ต่างๆ (
การศึกษาพรรณไมใ้ นสวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรยี น ก.7-003 )
23
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ช่ัวโมงท่ี 1
ข้นั นาเขา้ ส่บู ทเรียน
1. ครสู นทนากบั นักเรยี นโดยใชค้ าถามยั่วยใุ ห้นักเรียนคดิ เพ่ือเป็นการเตรยี มความพรอ้ ม
ในการเรียนของนักเรียน
คร:ู นักเรียนทายซิว่าครสู ูงเท่าไร ใครทายถูกมรี างวัล
คร:ู ความสงู ที่นกั เรียนตอบเปน็ ความสงู ทแี่ ทจ้ รงิ ของครหู รอื ไม่
คร:ู ความสูงทนี่ กั เรียนตอบเปน็ ความสงู ทแ่ี ทจ้ ริงของครูหรอื เปน็ การคาดคะเน
คร:ู ความสงู ทแี่ ทจ้ รงิ ต้องใชเ้ ครอ่ื งมืออะไรวัดได้บา้ ง
คร:ู ถา้ ไมม่ เี ครอื่ งวดั นักเรยี นจะวัดอยา่ งไร (เพ่ือใหเ้ กิดทักษะการสือ่ สารและ
สอื่ ความหมาย ครูต้องวางแผนกระตนุ้ ให้ผู้เรียนพดู เพ่ือให้ไดข้ อ้ มูลจากนักเรียนในการเชื่อมโยง
สกู่ ารสอน)
2. ครูแจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ในการหาระยะทางและความสูงนั้นเราอาจนาความรู้
เร่อื งอัตราส่วนตรโี กณมติ ิของมุมมาใช้ในการคาดคะเนได้
ขนั้ กิจกรรมการเรยี นการสอน
ครู : คนสมยั กอ่ นอาจนาสงิ่ ท่ีอยใู่ กล้ตวั เรา หรือใชส้ ว่ นต่าง ๆ ในตัวเราเปน็ เครือ่ งมือที่
ใช้ในการวัด เช่น การคืบ การวดั ศอก การกา้ วเท้า ในปจั จุบันนีก้ ารนาภมู ิปญั ญาท้องถ่ินมาใชเ้ ป็น
เครอ่ื งมือในการวัดทเี่ ห็นงา่ ย ๆ เราจะสังเกตเห็นเวลานกั เรียนไปซ้ือกระโปรงหรือกางเกง ถา้ ไม่มสี าย
วัด นักเรียนแกป้ ัญหาอย่างไร
(นกั เรียน : นากางเกงวัดทร่ี อบคอของตนเองถา้ วัดไดโ้ ดยรอบเป็นการคาดคะเนวา่ น่าจะใส่
ได้)
ครู : เราอาจมากาหนดเปน็ หน่วยวัดได้ คือ 1 รอบเอว เทา่ กับ 2 รอบคอ ซึง่ เป็นการหา
ความยาวโดยการคาดคะเนน่ันเอง
ครู : ในการหาระยะทางและความสงู ของสิง่ ต่าง ๆ ในบางครัง้ เราต้องการความยาวโดย
ละเอยี ด ในบางครั้งเราอาจหาความยาวด้วยการคาดคะเนก็ได้ นักเรียนคดิ วา่ งานที่เราจาเปน็ จะต้อง
ใช้ความยาวโดยละเอยี ดไดแ้ ก่ งานใดบา้ งและงานใดเราอาจใชก้ ารคาดคะเน (ครเู ช่ือมโยงหลกั คดิ ให้
นกั เรยี นได้วิเคราะห์ความสมเหตุสมผล)
ครกู ลา่ วถงึ ในการหาความสงู ของโบราณสถาน หรือความสงู ของอาคารบ้านเรือน หรือเสา
ธง เราก็สามารถคาดคะเนได้ โดยใชค้ วามรเู้ รอื่ งอตั ราส่วนตรีโกณมิตขิ องมุม
3. ครทู บทวนความรเู้ ร่ืองอตั ราส่วนตรโี กณมิติ โดยใช้ชดุ คาถาม
ครู : นกั เรยี นนึกถึงอะไร เมื่อครพู ูดถึงตรโี กณมิติ
นกั เรียน : จะต้องชว่ ยกนั หาคาตอบ (สามเหลี่ยม สามเหลีย่ มมุมฉาก ความยาวของด้าน
ระยะทาง มมุ ก้ม มุมเงย ค่าของ sin cos tan เปน็ ตน้ )
4. ครูยกตัวอย่าง การหาระยะทางและความสงู โดยการประยุกต์ใช้อตั ราส่วน
ตรีโกณมติ ิ ตามใบความรู้ที่ 1 นักเรยี นอภิปรายซกั ถามปัญหา ครใู ห้คาแนะนา
24
ขัน้ สรปุ และประเมินผล
5. ครแู ละนักเรยี นร่วกันอภปิ รายสรปุ ไดด้ ังน้ี
เสน้ ระดบั สายตา คือเส้นตรงทข่ี นานกบั ผิวนา้ ทะเล หรอื ขนานกับพืน้ ราบ
มมุ กม้ (Angle of depression) คอื มมุ ท่เี กิดจากเสน้ การมองตา่ กวา่ ระดบั
สายตา โดยมตี าแหนง่ ของการสังเกตเปน็ จดุ ยอดมมุ
มุมเงย (angle of elevation) คือมุมทเี่ กิดจากเส้นของการมองเหนือระดบั
สายตา โดยมีตาแหนง่ การสังเกตเปน็ จุดยอดมมุ ดงั รปู
วตั ถุ
ช่ัวโมงท่ี ๒
ข้ันนาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. ครูทบทวนความรู้เร่ืองอตั ราส่วนตรีโกณมติ ิจากชว่ั โมงท่ี 1
ขั้นกจิ กรรมการเรยี นการสอน
2. ครแู จกเอกสารใบความรทู้ ี่ 2 ตวั อยา่ งการหาระยะทางและความสูง เพื่อให้
นกั เรียน ได้ใช้เปน็ แหลง่ เรียนรู้ศึกษาดว้ ยตนเองในการการปฏิบัตกิ ิจกรรมในภาระงานท่ีครูกาหนด
3. ครนู านกั เรียนสูภ่ าคสนามและสนทนาถึงในสมยั ก่อนเรายังไมม่ ีเครือ่ งมอื วดั ที่มี
มาตรฐาน
สาหรับการหาความยาวของสิ่งตา่ ง ๆ ในบางครัง้ เราอาจใชเ้ ชอื กขึงวดั ให้ตึง แตใ่ นชีวิตจริงสถานทีบ่ าง
ที่เราอาจใช้ การเดินก้าวหรือการนบั จานวนกา้ วการเดินแต่ละก้าวเมื่อรวู้ า่ ขนาดของการก้าวเทา้ ในแต่
ละกา้ วมคี วามยาวเท่าไร การหาดว้ ยระยะทางและความสงู ในลักษณะเชน่ นเี้ ราเรียกวา่ “การ
ประมาณหรือการคาดคะเน” เราอาจใช้การคาดคะเนหา ความสูงของเสาธง ความสงู ของอาคารเรียน
ความกวา้ งของลาคลอง(สาหรับโรงเรยี นที่มีคลองอย่ใู นโรงเรยี น) เป็นต้น ดงั น้ันการคาดคะเนจึง
ไม่ใชค่ วามยาวจรงิ แต่จะคาดคะเนให้ใกลเ้ คยี งความยาวจริงใหม้ ากทีส่ ุด ซึ่งครูจะให้นกั เรียนแต่ละ
กลมุ่ เลอื กหาความสูงของต้นไม้ในพืน้ ทีศ่ กึ ษาท่ี 1 ลานพระพทุ ธรปู ในใบกิจกรรมท่ี 1
4. ครูแจกอุปกรณว์ ดั มุมให้กับนักเรียนโดยมคี ร่ึงวงกลม ปากกาเลเซอรแ์ ละตลับเมตร
ใหต้ ัวแทนอาสาออกมารับอุปกรณ์ และใหท้ กุ กลมุ่ ปฏิบตั ิกจิ กรรมหาระยะทางและความสงู ของต้นไม้
ในพื้นที่ศึกษาที่ 1 ลานพระพุทธรปู ท่ีกลมุ่ สนใจ
25
5. เม่อื นกั เรยี นปฏิบตั ิกิจกรรมเรียบร้อยแลว้ ให้ตวั แทนนกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอผลงาน
และ
บอกถงึ ปัญหาอุปสรรคท์ ่ีพบ หรือวิธีทที่ าใหผ้ ลงานสาเร็จถูกตอ้ งและรวดเรว็ ครตู รวจสอบความ
ถูกต้อง
ข้นั สรุปและประเมินผล
6. ครแู ละนักเรียนสรปุ หลกั การนาอตั ราส่วนตรีโกณมติ ิของมุมในการคาดคะเนหา
ระยะทางและ
ความสงู
9. สอื่ อุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้
9.1 สื่ออุปกรณ์
1) เอกสารประกอบการศึกษาคน้ ควา้ เร่ือง อัตราส่วนตรโี กณมติ ิ
2) ใบกจิ กรรมที่ 1
3) ตลับเมตร
4) คร่ึงวงกลม
5) ปากกาเลเซอร์
9.2 แหล่งเรียนรู้
1) หอ้ งเรียนคณติ ศาสตร์
2) พ้นื ท่ีศกึ ษาท่ี 2 บรเิ วณสวนหยอ่ มหน้าอาคาร 1
10. การวัดและประเมินผล เครอ่ื งมอื เกณฑ์
วิธีการ ใบกิจกรรมที่ 1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 1
เกณฑก์ ารประเมิน
4 ระดับ ดีมาก
3 ระดับ ดี
2 ระดับ พอใช้
1 ระดับ ปรับปรุง
11. ผูป้ ระเมนิ
1. ครผู ู้สอนผู้ประเมินนักเรยี น
2. นกั เรียนประเมินเพื่อน
26
บนั ทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………….……………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………………………..………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปญั หา / อปุ สรรค
……………………………………...………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………………………..………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อเสนอแนะ / แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………...………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………………………..………………………
(ลงชอื่ ) …...………..............…………….. ผู้สอน
(นายธาวิน มาสุข)
วันท.ี่ .......เดอื น....................พ.ศ. ..............
ความคดิ เหน็ ของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้
…………………………………………………………….……………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………….……………………………..…………………………………………………
(ลงช่ือ)……………………………………
(นายบญุ ถม วรรณทอง)
ตาแหน่ง หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
วนั ท.่ี ........เดือน.......................พ.ศ. ............
27
ความคดิ เห็นของฝา่ ยวิชาการ
…………………………………………………………….……………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………………………..………………………
(ลงชือ่ )……………………………………
(นางพรรณนิภา พรอ้ มเพียง)
ตาแหนง่ หัวหนา้ ฝ่ายวิชาการ
วนั ที.่ ........เดือน...................พ.ศ. ............
ความคิดเหน็ ของผอู้ านวยการ
…………………………………………………………….……………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………….……………………………..………………………
(ลงชอื่ )……………………………………………….
(นายบุญเจรญิ สุขสกลุ )
รองผ้อู านวยการ รกั ษาราชการทน
ผู้อานวยการโรงเรยี นแชแลพิทยานสุ รณ์
วันที่.........เดือน.......................พ.ศ. .............
28
ใบความรู้ท่ี 1
การประยุกตข์ องอัตราส่วนตรีโกณมติ ิ
การนาความรู้เร่ืองอตั ราส่วนตรโี กณมติ ิไปใช้ในการหาระยะทางและความสงู ของ
สงิ่ ต่าง ๆ ควรมคี วามรูเ้ ร่ืองเส้นระดบั สายตา มมุ กม้ และมุมเงย
1. เสน้ ระดับสายตา คือเสน้ ตรงท่ีขนานกับผวิ น้าทะเล หรอื ขนานกับพื้นราบ
2. มุมก้ม (Angle of depression) คือมุมท่ีเกิดจากเสน้ การมองต่ากว่าระดบั สายตา โดยมี
ตาแหน่งของการสังเกตเป็นจุดยอดมุม
3. มุมเงย (angle of elevation) คือมมุ ท่เี กิดจากเส้นของการมองเหนือระดบั สายตา โดยมี
ตาแหนง่ การสงั เกตเป็นจดุ ยอดมมุ ดงั รูป
ตัวอย่างที่ 1 สุทธมิ องเหน็ ลกู นกหลน่ อยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อมองข้ึนไปเห็นรังนกจึงคิดว่าลกู นกคงซกุ ซนหล่น
ลงขณะท่แี ม่นกออกไปหาอาหารน่ันเอง จงึ คิดจะชว่ ยนาลูกนกไปไว้ในรงั ของมัน เขาอยากรวู้ ่ารักนก
น้นั อยู่สงู จากโคนต้นไมเ้ ทา่ ไร เพ่ือจะหาบนั ไดใหย้ าวพอท่จี ะปนี ขึ้นไป เม่ือเขาอยู่ห่างจากต้นไม้ 3
เมตร และเม่ือเขามองไปยังรงั นกเปน็ มมุ เงยเท่ากบั 60
วธิ ที า ให้ BC แทนความสงู ของรักนกจากโคนตน้ ไม้
C จากรูป BC tan 60
60 AB
A 3 เมตร B
BC = AB tan 60
= 3 3
31.732 5.196
รังนกอยู่สูงจากโคนต้นไม้ประมาณ 5 เมตร ตอบใบกจิ กรรม
ที่ 1
29
ตวั อย่างที่ 2 ชายคนหนึ่งมาพักตากอากาศบนหนา้ ผาริมทะเลซง่ึ สงู จากระดบั นา้ ทะเล 12 เมตร เขา
พบว่าเขาสามารถมองเหน็ รถของเขาเปน็ มุมก้ม 30 จงหาชายคนนี้จอดรถห่างจากหนา้ ผาประมาณก่ี
เมตร
วิธีทา ให้ AB แทน ระยะทางท่รี ถอยูห่ ่างจากหนา้ ผา
BC แทน ความสูงของหน้าผาที่ชายผ้นู ั้นอยสู่ งู จากระดบั น้าทะเล 12 เมตร
DC
30
A 30 12 ม.
B
เน่ืองจาก CD // AB
DAˆC CAˆB 30o มุมท่ีมองเห็นรถ
จากรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ABC จะได้
BC tan 30o
AB
AB BC
tan 30o
= 12 3
12 1.732
20.78
21
ดงั นนั้ รถของชายผนู้ ี้จอดอย่หู ่างจากหนา้ ผาประมาณ 21 เมตร ตอบ
30
ใบความรูท้ ่ี 2
การประยุกต์ของอตั ราสว่ นตรีโกณมติ ิ
เอกสารประกอบการศึกษาค้นควา้ เรอื่ งการประยุกตข์ องอัตราส่วนตรโี กณมติ ิ ในการ
คาดคะเนระยะทางและความสงู ของสิง่ ต่าง ๆ
ตัวอยา่ ง นายสภุ าพ เดนิ ทางมาโรงเรียนพบแมวตวั หน่ึงตดิ อยู่บนตึกแห่งหน่งึ ซง่ึ เขายนื อยู่
หา่ งจากตึก 150 เมตร เมื่อเขามองขนึ้ ไปทามมุ เงย 36 องศา เขาต้องการชว่ ยเหลือแมวตวั นม้ี าก
จึงตัง้ คาถามกับตวั เขาเองวา่ ตึกนม้ี ีความสูงเทา่ ไรและเขา้ จะหาวธิ ีการชว่ ยเหลือแมวตัวนไ้ี ด้อย่างไร
ทง้ั ตัวเขาและแมวถึงจะปลอดภยั
วิธที า
h แทนความสูงของตึก
จากรูป tan36 h
150
h 150 tan36
150 0.727
109
ตึงสูงประมาณ 109 เมตร
ถา้ เขาจะชว่ ยแมวที่ตดิ อยบู่ นตกึ เขาจะตอ้ งหาบันได มาพาด แตบ่ นั ไดนน้ั ต้องยาว
ประมาณ 109 เมตร
31
ใบความรูท้ ี่ 3
การหาพน้ื ทผ่ี ิวและปริมาตร
ปริมาตรของทรงกระบอก = พื้นท่ีฐาน สูง
= r2h
เมอื่ r แทนรัศมขี องวงกลมท่ีเปน็ ฐาน
h แทนความสูงของทรงกระบอก
22 หรือ 3.14
7
ตวั อยา่ งที่ 1 จงหาปริมาตรของทรงกระบอก สูง 5 เซนตเิ มตร มเี สน้ ผ่านศูนยก์ ลาง 14
เซนติเมตร ดังรปู (กาหนดให้ 22 )
7
จาก ปรมิ าตรของทรงกระบอก = r2h
แทนค่า ปริมาตรของทรงกระบอก
= 22 72 5
ตอบ ปริมาตรของทรงกระบอก คอื
7
= 770 ลกู บาศก์เซนติเมตร
770 ลูกบาศก์เซนติเมตร
32
ตัวอย่างที่ 2 สระน้าพุกลางสวนสาธารณะแห่งหนึง่ มีลกั ษณะเปน็ ทรงกระบอก วัดเสน้ ผา่ น
ศนู ย์กลางภายในได้ 4 เมตร และวดั ความลกึ จากกน้ สระถึงขอบสระได้ 80 เซนติเมตร สระ
นา้ นจี้ ะจนุ ้าเต็มทีใ่ นวนั ฝนตกหนกั ได้เท่าใด (กาหนดให้ 3.14 )
วิธีทา สระนา้ พมุ รี ัศมีเท่ากบั 4 2 เมตร ( รศั มี ยาวเป็นคร่ึงหนึ่งของเสน้ ผา่ น
2
ศนู ย์กลาง )
สระน้าลกึ 80 เซนตเิ มตร หรอื 0.8 เมตร
เน่อื งจาก ปริมาตรของทรงกระบอก = พนื้ ทฐ่ี าน ความสูง
เท่ากับ (2)2 0.8
ดงั นน้ั ปริมาตรของน้าพุ 3.14 22 0.8
10.05 ลูกบาศก์เมตร
นั่นคอื สระนจี้ ุน้าไดเ้ ต็มทป่ี ระมาณ 10.05 ลกู บาศกเ์ มตร
ตอบ ประมาณ 10.05 ลูกบาศกเ์ มตร
33
ใบกิจกรรมท่ี 1
เรื่อง การหาความสูงของตน้ ไม้โดยใช้อตั ราสว่ นตรีโกณมิติ
ชือ่ -สกุล...........................................................................................ชน้ั ................เลขที่...............
ชื่อ-สกุล...........................................................................................ชนั้ ................เลขท.ี่ ..............
ชือ่ -สกลุ ...........................................................................................ชั้น................เลขที่...............
ชอ่ื -สกลุ ...........................................................................................ชั้น................เลขท.่ี ..............
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นหาความสูงของต้นไมโ้ ดยใช้อัตราส่วนตรีโกณมติ ิทีน่ ักเรียนสนใจในพ้นื ท่ี
ศึกษาท่ี 2 บรเิ วณหอ้ งสมุดมีชีวติ พร้อมแสดงวิธีทา
มาตราสว่ น..........................................
พนื้ ที่ศึกษา.................................................................................................................
อุปกรณ์………………………………………………………………………………………………………..
ช่ือต้นไม้ทสี่ นใจ.........................................................................................................
34
ตารางค่าอตั ราส่วนตรีโกณมิติ
35
ใบกิจกรรมท่ี 2
เรื่อง วาดภาพลักษณะของตน้ มะละกอ
ชอ่ื -สกุล...........................................................................................ชัน้ ................เลขที่...............
ชื่อ-สกุล...........................................................................................ช้นั ................เลขท.่ี ..............
ชอ่ื -สกลุ ...........................................................................................ชั้น................เลขท.ี่ ..............
ชอ่ื -สกลุ ...........................................................................................ชนั้ ................เลขท่ี...............
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนวาดภาพของตน้ มะละกอพันธ์ุฮอลแลน
มาตราส่วน..........................................
พนื้ ทศี่ ึกษา.................................................................................................................
อปุ กรณ์………………………………………………………………………………………………………..
ชอ่ื ต้นไม้ทส่ี นใจ.........................................................................................................
36
การบรู ณาการสอนกลมุ่ สาระวิชาวิทยาศาสตร์
37
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1
รายวิชาชีววทิ ยาพื้นฐาน รหสั ว30243 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรห์ น่วย
การเรยี นร้ทู ่ี 12 โครงสร้างและหน้าท่ขี องพชื ดอก เรอื่ ง โครงสรา้ งและหน้าท่ีของราก เวลา 2 ช่ัวโมง
ผสู้ อน นายบญุ รัง จาปา สอนวนั ที่ 2 เดอื น พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2560 (สอดคลอ้ งกบั องคป์ ระกอบท่ี 3)
โรงเรยี นแชแลพทิ ยานุสรณ์ อาเภอกุมภวาปี จังหวดั อุดรธานี
......................................................................................................................................
1. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
โครงสร้างของพืชดอก อาจแบ่งออกเป็นบริเวณต่าง ๆ ตามลักษณะที่เห็นเรียงลาดับจาก
ปลายสดุ ของรากได้ดังน้ี บริเวณหมวกไต (root cap) บริเวณเซลล์กาลังแบ่งตัว (region of cell
division) บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาว (region of cell elongation) และบริเวณมีการ
เปล่ียนแปลงไปทาหน้าที่เฉพาะและเจริญเติบโตเต็มท่ี (region of cell differentiation and
maturation)
2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ัด/ผลการการเรยี นรคู้ าดหวงั
สาระที่ 2 ชวี ติ กับสิง่ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหนว่ ยพื้นฐานของส่ิงมีชีวติ ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบ
ต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้และนา
ความรู้ไปใช้ในการดารงชวี ติ ของตนเองและดูแลสงิ่ มีชีวติ
ตัวช้วี ัด
ว 1.1 ม.5/1 สบื ค้นขอ้ มลู และอธบิ ายลกั ษณะโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของราก ลาต้น ใบ
ว 1.1 ม.5/3 สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายในตดั ตามขวาง ของราก ลาต้น ใบ
3.จุดประสงค์การเรียนรู้ นกั เรียนสามารถ
3.1 ความรู้
1. สารวจตรวจสอบโครงสรา้ งภายนอกและภายในของรากใบเลย้ี งเดยี่ ว และพืชใบเล้ียงคู่
3.2 ทักษะกระบวนการ
1. สบื คน้ อภปิ ราย และอธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของราก
3.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. เข้าเรยี น ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม และส่งงานตรงเวลา
2. รว่ มมือในการเรียน แสวงหาความรู้ ตอบคาถาม ยอมรับความคิดเห็นของผู้อ่นื
และแสดงความคดิ เหน็ อย่างมีเหตุผล
3. บนั ทกึ ข้อมลู จากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม
4. รักษาความสะอาดของผลงาน ห้องเรยี นและสถานทป่ี ฏิบตั ิกจิ กรรม
38
4. สาระการเรยี นรู้
โครงสรา้ งของพชื ดอก อาจแบ่งออกเปน็ บรเิ วณต่าง ๆ ตามลักษณะทเี่ หน็ เรียงลาดบั จาก
ปลายสุดของรากได้ดังน้ี บรเิ วณหมวกไต (root cap) บริเวณเซลลก์ าลังแบง่ ตัว (region of cell
division) บริเวณเซลลข์ ยายตวั ตามยาว (region of cell elongation) และบรเิ วณมีการ
เปล่ยี นแปลงไปทาหน้าท่เี ฉพาะและเจรญิ เติบโตเต็มท่ี (region of cell differentiation and
maturation)
5. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ขอ้ ที่ 1 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
ขอ้ ที่ 2 ซ่ือสัตย์สุจริต
ข้อที่ 3 มวี ินัย
ข้อท่ี 4 ใฝร่ ใู้ ฝ่เรยี น
ข้อที่ 5 อยู่อย่างพอเพยี ง
ข้อท่ี 6 มุ่งมนั่ ในการทางาน
ขอ้ ที่ 7 รกั ความเปน็ ไทย
ขอ้ ท่ี 8 มจี ิตสาธารณะ
6. การอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน
การพฒั นาและประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ไดก้ าหนดขอบเขตการประเมินและตัวชี้วัดที่แสดงความสามารถใน
การอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนของผ้เู รยี น ดังน้ี
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ผู้เรียนสามรถอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า เพ่ิมพูนความรู้
จับประเด็นสาคัญ ลาดับเหตุการณ์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ ประเมินความ
น่าเชื่อถือ แนวคิดที่ได้จากการอ่านอย่างหลากหลาย เขียนแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง สรุปโดยมี
ขอ้ มูลสนบั สนุนอยา่ งเพยี งพอและสมเหตุสมผล
7. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
กาหนดสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี นตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551
หลังจากผู้เรียนผ่านการเรียนและนาความรู้ไปใช้ในการดารงชีวิตในสู่สังคม ตามหลักการประเมิน
สมรรถนะผูเ้ รียน 5 ด้าน ไดแ้ ก่
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
39
8. การบรู ณาการ
8.1 การบรู ณาการงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น ในโครงการอนรุ กั ษ์พันธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดาริสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพืชพรรณ
ไม้ ได้เรียนรู้ถึงพืชท้องถิ่นของตน ช่วยกันดูแลไม่ให้สูญพันธ์ุ ซึ่งจะก่อให้เกิดจิตสานึกในการท่ีจะ
อนุรักษ์สืบไป การดาเนินงานประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ และ 4 สาระการเรียนรู้และฐาน
ทรพั ยากรทอ้ งถิน่
บรู ณาการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน : องคป์ ระกอบท่ี 3
องคป์ ระกอบที่ 3 การศึกษาข้อมลู ด้านต่างๆ โดยมีหลักการ คือ รู้การวิเคราะห์ เห็นความต่าง รู้ความ
หลายหลาก และสาระการเรียนรู้ที่ศึกษาดังน้ี การนาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นปัจจัยในการเรียนรู้
โดยการใชป้ จั จยั หลายปัจจัยในชนดิ
เดียวกันหรือต่างชนิดกัน เพื่อให้เห็นความต่าง เม่ือเห็นความต่าง ก็จะเกิดจินตนาการอันจะน าไปสู่
การใช้ประโยชน์ในงานแตล่ ะด้าน
ลาดบั การเรียนรู้ การศึกษาพรรณไมท้ ส่ี นใจ
9.กระบวนการจดั การเรียนรู้
การจดั การเรยี นรู้ตามแผนการเรยี นรใู้ ช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry
Process) 5 ขนั้ ตอน ดังนี้
ชว่ั โมงท่ี 1
1. ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูถามกระตุ้นนักเรียนให้เกิดความสนใจ โดยให้นักเรียนเปรียบเทียบว่าพืชกับ
สัตวเ์ หมอื นหรอื แตกตา่ งกันอย่างไร
1.2 ครูนาอภิปรายเพ่ือทบทวนความรู้เร่ืองเซลล์และเน้ือเยื่อของส่ิงมีชีวิต เพื่อให้
นักเรียนได้เห็นความแตกต่างระหว่างเซลล์พืช และเซลล์สัตว์ และสรุปได้ถึงโครงสร้างบางอย่างของ
เซลล์ที่พบเฉพาะในเซลล์พืช เช่น ผนังเซลล์ คลอโรพลาสต์ และให้นักเรียนลองคิดต่อไปว่า การที่มี
โครงสร้างบางชนิดแตกต่างจากสัตว์ โครงสร้างดังกล่าวมีความสาคัญต่อพืชอย่างไร เพ่ือเป็นการ
กร ะตุ้ น ให้ นั กเรี ย น ได้ เ ห็ น คว า มส า คัญ ของ ห น้ า ที่ของ โคร ง ส ร้ า ง ท้ังส อง ที่ทา ให้ พืช มีลั กษณะเ ป็ น
เอกลกั ษณ์ทีแ่ ตกตา่ งไปจากสงิ่ มชี ีวิตอน่ื ๆ
2. สารวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูให้นักเรียนช่วยกันสรุปประโยชน์ของพืช โดยใช้คาถามนาจนได้ข้อสรุปที่
สาคัญ คือ พืช เป็นปัจจัย 4 ในการดารงชีวิตของคน (คือ อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่
อาศัย) เพ่ือให้นักเรียนได้ประจักษ์ว่าการท่ีนักเรียนมาศึกษาเก่ียวกับพืช เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีใกล้ตัว
เรา และยังเป็นประโยชน์ต่อสรรพสิ่งมีชีวิตท้ังหลาย ถ้าขาดส่ิงมีชีวิตทั้งหลายจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่
ตอ่ ไปได้
22. ครูทบทวนโครงสร้างส่วนต่างๆ เช่น ราก ใบ ลาต้น ซ่ึงนักเรียนได้เรียน
มาแล้วในชว่ งชนั้ ที่ 2 และ 3 แลว้ นักเรียนศึกษาภาพนาบท และอภปิ รายในประเดน็ ต่อไปน้ี
40
2.3 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแลกเปล่ียนความคิดเห็น และแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5
คนแลว้ จึงนาเขา้ สู่กิจกรรมที่ 12.1 (อาจแบ่งกลุ่มล่วงหน้าในคาบปฐมนเิ ทศ)
กิจกรรมที่ 1 โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องราก
จดุ ประสงค์ของกิจกรรม เพ่อื ใหน้ กั เรยี นสามารถ
1. สารวจตรวจสอบ อภิปราย และบันทกึ เกยี่ วกับลกั ษณะของราก
2. ตง้ั คาถามเกี่ยวกบั ส่ิงมชี วี ติ ท่นี ักเรยี นสงั เกต
3. เปรยี บเทยี บการงอกของรากของพืชใบเล้ียงคู่และพชื ใบเลี้ยงเดี่ยว
4. ในการทากิจกรรมท่ี 1 (ควรเตรยี มการลว่ งหน้า)
3. อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1 นกั เรียนจะสรปุ การศึกษาครงั้ น้อี ยา่ งไร
การท่ีรากมีการเจริญเติบโตยืดยาวออกไปได้ เนื่องจากเซลล์ที่อยู่ถัดจากหมวกราก
ข้ึนมาแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสเพิ่มจานวนเซลล์ เซลล์ที่ได้รับจากการแบ่งเซลล์มีการเจริญเติบโตและ
เพ่ิมขนาดและมีการเปล่ียนแปลงรูปร่างไปทาหน้าที่ต่างๆ เช่น เซลล์ชั้นนอกสุดจะมีขนรากยืนยาว
ออกไป เซลล์ท่ีอยู่ถดั เข้ามาขา้ งในจะเปล่ียนแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อชั้นคอร์เทกซ์ มัดท่อลาเลียง ซ่ึงทา
หน้าท่ีลาเลียงน้าและสารอาหาร นอกจากนี้ยังพบมีรากแขนงแตกออกมาจากรากเดิมในรากพืชใบ
เลย้ี งคู่ ส่วนในพชื ใบเลย้ี งเด่ยี วระยะนี้ยังไมร่ ากใหม่แตกเพมิ่ ข้นึ จากขนราก
4. ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูนาอภิปรายและให้ความรู้ เก่ียวกับเนื้อเย่ือเจริญและเนื้อเยื่อถาวร
โครงสร้างและหน้าท่ีของราก ตามรายละเอียดในใบความรู้ท่ี 1
4.2 ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้ือหา เร่ือง โครงสรา้ งและหน้าท่ีของราก
และการทากิจกรรมที่ 12.1 ว่ามีสว่ นไหนทีไ่ มเ่ ขา้ ใจและให้ความร้เู พ่มิ เตมิ ในสว่ นนั้น
5. ประเมิน (Evaluation)
เปน็ การประเมินการเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการต่าง ๆ วา่ ผูเ้ รยี นมีความร้อู ะไรบา้ งและมากนอ้ ยเพยี งใด
จากข้ันน้ีจะนาไปสู่การนาความรูไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นเรือ่ งอ่นื ๆ เชน่
5.1 ประเมนิ จากใบงานรายบคุ คล
10. ส่ือและแหลง่ เรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี นวิชาชวี วิทยาพน้ื ฐาน ของ สสวท.
2. ใบงานและใบความรู้องค์ประกอบที่ 3 งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนแชแลพิทยา
นสุ รณ์
3. เอกสาร ก.7-003 จากงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น โรงเรียนแชแลพทิ ยานสุ รณ์
4. สอื่ อนิ เตอร์เนต็
5 มะละกอฮอลแลนด์
41
11. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
สิ่ ง ที่ ต้ อ ง ก า ร วั ด แ ล ะ วิธีการวัดและประเมิน เครอ่ื งมือวดั ผล เกณฑ์การประเมิน
ประเมนิ
1. ความรคู้ วามเขา้ ใจ - การตอบคาถาม - ใบงาน / ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
- การทาใบงาน แบบทดสอบ 80
- การทาแบบทดสอบก่อน - แบบทดสอบ
และหลงั เรียน
2. การมีส่วนร่วมใน - การสังเกต - แบบประเมินการ ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
การทากิจกรรมกล่มุ ทางานกลุ่ม 80
3. ทักษะกระบวนการ - ประเมินการปฏิบัติงาน - แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
ทางวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรียน ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด้ า น 80
วทิ ยาศาสตร์
12. ขอ้ เสนอแนะ
มีการวเิ คราะหห์ ลกั สูตรส่หู นว่ ยการเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้พัฒนานกั เรยี นทุกด้าน (K , P , A )
มีการใชส้ ือ่ /นวัตกรรม/เทคโนโลยใี นกจิ กรรมการสอน
จดั กจิ กรรมเหมาะสมกบั ผเู้ รียน
มกี ารใชส้ อ่ื และแหล่งการเรยี นรเู้ หมาะสมกบั เน้อื หา
มกี ารบรู ณาการท่สี อดคล้องกบั งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น
มีการวดั และประเมินผลที่สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้
มกี ารวดั และประเมินผลตามสภาพจริง
อื่นๆ ..........................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ลงชือ่ ………………………………………….
( นางพรรณนิภา พรอ้ มเพียง )
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
42
ลงชือ่ ………………………………………….
( นางพรรณนภิ า พรอ้ มเพียง )
หวั หนา้ ฝา่ ยวชิ าการ
ลงช่ือ……………………………….……….
( นายบญุ เจริญ สุขสกุล )
รองผอู้ านวยการ รักษาราชการแทน
ผู้อานวยการโรงเรียนแชแลพิทยานุสรณ์
43
12. บนั ทึกหลังสอน
ผลการจัด ผลการประเมนิ ปญั หา แนวทางแก้ไข
กิจกรรมการ
เรียนรู้
ด้านความรู้(K) ................................................... ................................................... ...................................................
.................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านกระบวนการ ................................................... ................................................... ...................................................
(P) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านคุณธรรมฯ ................................................... ................................................... ...................................................
(A) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ลงชื่อ………………………………………….
( นายบุญ รงั จาปา)
44
บทปฏิบตั กิ ารท่ี 1 ราก
ชือ่ ..........................................สกลุ ...........................................ห้อง..................เลขที่...................
วนั ท่.ี ..................เดอื น..........................พ.ศ. ..............................................................................
บทปฏิบตั กิ ารท่ี 1
ราก (Root)
ราก (root) เปน็ สว่ นประกอบของพืชท่ีเจริญเตบิ โตลงสดู่ ินตามแรงโน้มถว่ งของโลก เพอื่ ช่วย
ยึดลาต้นใหต้ ดิ กับพ้ืนดนิ รากส่วนใหญ่ไมม่ คี ลอโรฟิลล์ ระบบรากของพชื มี 2 ระบบ คือ
1. ระบบรากแกว้ มีรากแก้วเป็นรากหลัก ซึ่งมีขนาดใหญก่ ว่ารากอนื่ ๆ และมรี ากแขนงแตก
ออกมา พบในพชื ใบเลี้ยงคู่เป็นสว่ นใหญ่
2. ระบบรากฝอย รากฝอย เปน็ รากเส้นเลก็ ๆ จานวนมาก ขนาดสม่าเสมอตลอดความยาวของ
ราก งอกจากรอบ ๆ โคนตน้ แทนรากแก้วท่ฝี ่อไป พบในพชื ใบเล้ียงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่
รปู แสดงระบบรากของพชื
หนา้ ที่ของราก
• ดดู ( absorption ) น้าและแร่ธาตทุ ่ีละลายน้าจากดนิ เข้าไปในลาตน้
• ลาเลยี ง ( conduction ) นา้ และแรธ่ าตรุ วมทง้ั อาหารซึ่งพืชสะสมไว้ในรากขน้ึ สสู่ ว่ นต่างๆ
ของลาต้น
• ยึด ( anchorage ) ลาตน้ ให้ติดกบั พนื้ ดนิ ทาหนา้ ท่ีพเิ ศษอน่ื ๆ
• แหล่งสรา้ งฮอร์โมน ( producing hormones ) รากเป็นแหล่งสาคญั ในการผลิตฮอรโ์ มน
พชื หลายชนิด
• ทาหนา้ ทพี่ ิเศษอื่นๆ เชน่ สะสมอาหาร สังเคราะหแ์ สง ค้าจนุ ยดึ เกาะ หายใจ
เมื่อจาแนกชนดิ ของรากตามการกาเนดิ จะจาแนกออกได้เปน็ 3 ชนดิ คือ
45
1. primary root เป็นรากที่มีกาเนดิ และเจริญเติบโตมาจาก radicle รากชนิดน้ี
ตอนโคนจะโตแล้วค่อยๆเรียวเลก็ ลง เร่อื ยๆจนถึงปลาย รากแกว้ ( tap root )
2. secondary root เป็นรากทม่ี กี าเนดิ และเจรญิ เตบิ โตออกมาจาก primary
root เรียกว่า รากแขนง ( lateral root ) และแขนงตา่ งๆท่ีแยกออกไปเป็น
ทอดๆนัน้ ต่างมีกาเนิดมาจากเนือ้ เย่ือ pericycle ในรากเดิมท้ังส้นิ
3. adventitious root รากพิเศษ หรือ รากวสิ ามัญ เปน็ รากทไ่ี ม่ได้มีกาเนิดมาจาก
radical และก็ไม่เป็นแขนงของ primary root จาแนกเป็นชนิดย่อยๆลงไปอกี ตาม
รูปร่างและหนา้ ท่ีของมัน
ชนิดของรากพเิ ศษ
- รากฝอย ( fibrous root ) เป็นรากเสน้ เล็กๆมากมายขนาดสม่าเสมอตลอดความยาวของ
ราก งอกออกจากรอบๆโคนต้นแทนรากแกว้ ท่ฝี อ่ ไป พบในพืชใบเล้ยี งเด่ียวเปน็ สว่ น
ใหญ่ เชน่ ขา้ ว ข้าวโพด หญ้า หมาก มะพรา้ ว ตาล กระชาย และพบในพชื ใบเลี้ยงคบู่ าง
ชนิด เช่น รากต้อยติ่ง มันเทศ มันแกว
- รากค้าจนุ ( prop root ) เปน็ รากท่ีแตกออกจากข้อของลาตน้ ทอ่ี ยใู่ ตด้ นิ และเหนอื ดนิ
เลก็ น้อย แลว้ พุ่งทแยง ลงไปในดนิ เพื่อชว่ ยพยุงและค้าจุนลาตน้ ไดแ้ ก่ ราก
เตย ลาเจียก ข้าวโพด ยางอนิ เดีย โกงกาง และไทรยอ้ ย เป็นต้น
- รากสะสมอาหาร ( storage root ) ทาหน้าทสี่ ะสมอาหารพวกแปง้ ไขมนั และโปรตีน
เช่น รากกระชาย มนั เทศ มันแกว มนั สาปะหลงั เป็นตน้
- รากสังเคราะห์แสง ( photosynthetic root ) เป็นรากท่ีแตกออกจากข้อของลาต้นหรือ
กิง่ แลว้ หอ้ ยลงมาในอากาศ มีสเี ขียวของคลอโรฟิลลจ์ งึ สงั เคราะหแ์ สงได้ ไดแ้ ก่ ราก
กล้วยไม้ ไทร โกงกาง ซ่ึงจะมสี เี ขียวเฉพาะตรงทห่ี ้อยอยใู่ นอากาศเทา่ นั้น รากกลว้ ยไม้นอกจาก
จะมีสเี ขียวและช่วยในการสังเคราะห์แสงแลว้ พบว่ามีเย่อื พิเศษลักษณะนุ่มคล้ายฟองน้า เป็น
เซลลพ์ วกพาเรงคมิ าเรียงตัวกันอย่างหลวมๆ โดยมีชอ่ งวา่ งระหวา่ งเซลล์มากเรยี ก นวม (
velamen ) หุม้ อยตู่ ามขอบนอกของรากชว่ ยดูดนา้ รกั ษาความชืน้ ใหแ้ ก่ราก ตลอดทงั้ ชว่ ยใน
การหายใจด้วย
- รากกาฝาก ( parasitic root ) เป็นรากของพืชท่ีไปเกาะตน้ พชื ชนิดอืน่ แลว้ มีรากเลก็ ๆ
แตกออกมาเปน็ กระจุกแทงลงไปในลาต้นจนถงึ ท่อลาเลยี งเพือ่ แย่งอาหาร ได้แก่ ราก
ฝอยทอง กาฝาก เป็นต้น
- รากหายใจ ( respiratory root or aerating root ) เปน็ รากที่ชูปลายรากข้นึ มาเหนือ
พืน้ ดินบางทีกล็ อยตามผิวน้า เพือ่ ช่วยในการหายใจได้มากเป็นพิเศษกว่ารากปกตทิ ั่วๆไป ทงั้ นี้
เพราะโครงสร้างของรากประกอบด้วยเซลลพ์ าเรงคิมาซง่ึ เรียงตัวอย่างหลวมๆ มีชอ่ งวา่ งระหวา่ ง
เซลล์มาก ทาให้อากาศผ่านเข้าส่เู ซลลช์ ั้นในของรากไดง้ ่าย เรยี กวา่ รากท่นุ ลอย
(pneumatophore) ไดแ้ ก่ ลาพู
- รากเกาะ ( climbing root ) เป็นรากท่ีแตกออกมาจากส่วนข้อของลาต้น แลว้ เกาะติดกับ
สิ่งยดึ เกาะ เช่น เสาหรอื หลกั เพือ่ พยุงลาตน้ ใหต้ ิดแน่นและชสู ว่ นของลาตน้ ใหส้ งู ขึ้นไป และให้
ส่วนต่างๆของพชื ได้รับแสงมากขนึ้ ได้แก่ พลู พลดู ่าง พริกไทย และกลว้ ยไม้ เป็นตน้
46
- รากหนาม ( root thorn ) เปน็ รากที่มีลักษณะเป็นหนามงอกมาจากบริเวณโคนต้น ตอน
งอกใหมๆ่ เปน็ รากปกติแต่ต่อมาเกิดเปลือกแขง็ ทาให้มีลกั ษณะคล้ายหนามแข็ง ช่วยป้องกันโคน
ตน้ ได้ เช่น ปาล์ม
รากสงั เคราะห์แสง รากคา้ จุน
โครงสร้างภายในของราก
เนือ้ เยอ่ื ของรากท้ังพืชใบเลยี้ งคู่และพืชใบเลี้ยงเด่ยี วทต่ี ัดตามขวางตรงบริเวณทเี่ ซลล์เจริญเตบิ โตเต็มท่ี
จะพบว่าเนื้อเยื่อของรากแบ่งออกเปน็ ชนั้ ๆเรียงจากภายนอกเข้าไปตามลาดบั ดังน้ี
1. epidermis เปน็ เน้ือเยอ่ื ชัน้ นอกสุดมเี ซลล์ที่เรียงตวั กันเพยี งช้นั เดียวและผนังเซลล์
บาง ไม่มีคลอโรพลาสต์ บางเซลลจ์ ะเปล่ยี นแปลงไปเปน็ ขนราก
2. cortex เปน็ อาณาเขตระหว่างชน้ั epidermis และ stele ประกอบด้วยเนอ้ื เยอ่ื พาเรงคิ
มาท่ีทาหนา้ ทีส่ ะสมน้าและอาหารเป็นสว่ นใหญ่ ช้ันในสดุ ของ cortex จะเปน็ เซลลแ์ ถวเดียว
เรยี ก endodermis ในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นชดั เจนเซลลใ์ นชัน้ นเ้ี มื่อมีอายมุ ากขึ้นจะมผี นงั หนา
เพราะมสี ารซูเบอรนิ หรือลิกนินสะสมอยู่ แตจ่ ะมชี ว่ งทม่ี เี ซลล์ผนงั บางแทรกอยู่ในช้นั นี้และอยู่ตรงกบั
แนวของไซเลม
3. stele เป็นบริเวณท่อี ยู่ถดั จากชัน้ endodermisเขา้ ไป พบวา่ stele ในรากจะแคบกวา่ ช้ัน
cortex ประกอบดว้ ยชนั้ ตา่ งๆดังนี้
47
3.1 pericycle เปน็ เซลล์ผนังบางขนาดเลก็ มี 1-2 แถว พบเฉพาะในรากเท่านั้น เปน็
แหลง่ กาเนดิ ของรากแขนง ( secondary root )
3.2 vascular bundle ประกอบด้วย xylem อยตู่ รงใจกลางเรียงเป็นแฉกโดยมี
phloem อยูร่ ะหว่างแฉก สาหรับพืช
ใบเลย้ี งค่ตู ่อมาจะเกดิ เน้ือเย่ือเจริญ vascular cambium คั่นระหวา่ ง xylem กับ phloem ในราก
ของพชื ใบเลย้ี งคู่มีจานวนแฉกนอ้ ยประมาณ 1-6 แฉก โดยมากมักมี 4 แฉก สว่ นรากของพชื ใบเลยี้ ง
เดย่ี วมกั มีจานวนแฉกมากกวา่
3.3 pith เป็นบรเิ วณตรงกลางรากหรือไส้ในของรากเห็นได้ชัดเจนในรากพืชใบเล้ียง
เดยี่ ว ส่วนใหญ่เป็นเน้ือเยื่อพาเรงคิมา สว่ นรากพชื ใบเล้ยี งค่ตู รงกลางมกั เปน็ xylem
ใบงานที่ 2 โครงสรา้ งแลหน้าทีข่ องลาตน้
วสั ดุอปุ กรณ์
1. พชื ตัวอย่าง(มะละกอฮอลแลนด)์ ทั้งสว่ นของลาตน้
2. ค่มู อื ท่ใี ช้ในการศึกษาลักษณะของพชื
3. ใบมดี โกน
4. กล้องจลุ ทรรศน์
5. สซี าฟานนิ
วธิ ีปฏบิ ตั กิ าร
1. ศกึ ษาโครงสร้างภายนอกของลาตน้ พรอ้ มวาดภาพประกอบ
2.ศึกษาโครงสรา้ งภายในโดยการใช้มดี ผา่ ดู ลาต้น เปรยี บเทยี บข้อแตกต่าง
3.ศึกษาลกั ษณะของลาต้น ท่ีเปลี่ยนแปลงไปทาหนา้ ท่ีพิเศษ
48
ผลการทดลอง
ลักษณะภายนอกของลาตน้
49
โครงสร้างภายในของลาตน้
สรุปผล
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
......................................................................................................................................... .......................
ปัญหาและข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................. ...
50
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 2
รายวชิ าชวี วทิ ยาพื้นฐาน รหสั ว30243 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์หนว่ ย
การเรียนรู้ที่ 12 โครงสร้างและหนา้ ทีข่ องพชื ดอก เรือ่ ง โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น เวลา 2 ชว่ั โมง
ผสู้ อน นายบญุ รัง จาปา สอนวนั ที่ 2 เดอื น พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2560 (สอดคลอ้ งกับองคป์ ระกอบที่ 3)
โรงเรยี นแชแลพิทยานสุ รณ์ อาเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
......................................................................................................................................
1. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
หนา้ ทขี่ องลาตน้ ทส่ี าคัญคือ เปน็ แกนสาหรบั พยุง (Support) เปน็ ตัวกลางในการลาเลียง
(Transport) นอกจากนี้ ลาต้นยงั ทาหนา้ ท่ตี า่ ง ๆ เพมิ่ อีกหลายอยา่ งได้แก่ สะสมอาหาร แพรพ่ ันธุ์
สงั เคราะหด์ ้วยแสง และยังอาจเปลี่ยนแปลงรปู รา่ งไปทาหนา้ ทอ่ี ่นื เชน่ เปลยี่ นเปน็ มือเกาะ
(Tendril) หรอื เปล่ยี นแปลงเป็นหนาม (Spine) ยาง ลาเทกซ์ แทนนิน เปน็ ต้น
2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั /ผลการการเรียนรู้คาดหวงั
สาระที่ 2 ชีวติ กบั ส่งิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพ้นื ฐานของสง่ิ มีชีวติ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบ
ต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตท่ีทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ส่ือสารสิ่งที่เรียนรู้และนา
ความรู้ไปใช้ในการดารงชีวติ ของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวติ
ตวั ช้วี ัด
ว 1.1 ม.5/1 สบื คน้ ขอ้ มลู และอธบิ ายลกั ษณะโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องราก ลาต้น ใบ
ว 1.1 ม.5/3 สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายในตัดตามขวาง ของราก ลาตน้ ใบ
3.จุดประสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนสามารถ
3.1 ความรู้
1. สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายนอกและภายในของลาต้นใบเล้ียงเดีย่ ว และพชื ใบเล้ียงคู่
3.2 ทกั ษะกระบวนการ
1. สบื ค้น อภิปราย และอธิบายโครงสรา้ งและหน้าที่ของลาตน้
3.3 คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. เข้าเรียน ปฏิบัติกิจกรรม และส่งงานตรงเวลา
2. รว่ มมือในการเรียน แสวงหาความรู้ ตอบคาถาม ยอมรับความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
และแสดงความคดิ เห็นอย่างมีเหตผุ ล
3. บนั ทกึ ข้อมูลจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม
4. รักษาความสะอาดของผลงาน ห้องเรยี นและสถานทีป่ ฏิบัติกิจกรรม
51
4. สาระการเรยี นรู้
หน้าที่ของลาต้นท่สี าคัญคือ เปน็ แกนสาหรับพยุง (Support) เปน็ ตวั กลางในการลาเลียง
(Transport) นอกจากน้ี ลาต้นยังทาหน้าที่ตา่ ง ๆ เพิม่ อกี หลายอย่างได้แก่ สะสมอาหาร แพร่พนั ธ์ุ
สังเคราะห์ดว้ ยแสง และยังอาจเปลย่ี นแปลงรปู ร่างไปทาหน้าทอี่ ืน่ เชน่ เปลีย่ นเปน็ มอื เกาะ
(Tendril) หรือเปล่ียนแปลงเปน็ หนาม (Spine) ยาง ลาเทกซ์ แทนนนิ เป็นต้น
5. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ข้อท่ี 1 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
ข้อท่ี 2 ซ่ือสตั ย์สจุ ริต
ขอ้ ท่ี 3 มีวนิ ยั
ขอ้ ท่ี 4 ใฝร่ ู้ใฝ่เรยี น
ขอ้ ท่ี 5 อยู่อย่างพอเพยี ง
ขอ้ ที่ 6 ม่งุ ม่ันในการทางาน
ข้อท่ี 7 รกั ความเปน็ ไทย
ข้อที่ 8 มีจิตสาธารณะ
6. การอ่าน คดิ วิเคราะห์ และการเขียน
การพฒั นาและประเมนิ การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดขอบเขตการประเมินและตัวชี้วัดท่ีแสดงความสามารถใน
การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนของผเู้ รยี น ดังน้ี
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 – 6 ผู้เรียนสามรถอ่านเพ่ือการศึกษาค้นคว้า เพ่ิมพูนความรู้
จับประเด็นสาคัญ ลาดับเหตุการณ์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ ประเมินความ
น่าเชื่อถือ แนวคิดที่ได้จากการอ่านอย่างหลากหลาย เขียนแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง สรุปโดยมี
ขอ้ มลู สนับสนุนอย่างเพียงพอและสมเหตุสมผล
7. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
กาหนดสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551
หลังจากผู้เรียนผ่านการเรียนและนาความรู้ไปใช้ในการดารงชีวิตในสู่สังคม ตามหลักการประเมิน
สมรรถนะผู้เรยี น 5 ด้าน ได้แก่
1) ความสามารถในการสือ่ สาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
52
8. การบูรณาการ
8.1 การบรู ณาการงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ในโครงการอนุรกั ษพ์ ันธกุ รรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดาริสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพืชพรรณ
ไม้ ได้เรียนรู้ถึงพืชท้องถิ่นของตน ช่วยกันดูแลไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดจิตสานึกในการท่ีจะ
อนุรักษ์สืบไป การดาเนินงานประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ และ 4 สาระการเรียนรู้และฐาน
ทรพั ยากรทอ้ งถ่นิ
บรู ณาการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น : องค์ประกอบท่ี 3
องค์ประกอบที่ 3 การศึกษาข้อมลู ด้านต่างๆ โดยมีหลักการ คือ รู้การวิเคราะห์ เห็นความต่าง รู้ความ
หลายหลาก และสาระการเรียนรู้ที่ศึกษาดังน้ี การนาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นปัจจัยในการเรียนรู้
โดยการใชป้ จั จยั หลายปจั จัยในชนิด
เดียวกันหรือต่างชนิดกัน เพ่ือให้เห็นความต่าง เมื่อเห็นความต่าง ก็จะเกิดจินตนาการอันจะน าไปสู่
การใช้
ประโยชนใ์ นงานแต่ละดา้ น
ลาดบั การเรยี นรู้ การศกึ ษาพรรณไมท้ สี่ นใจ
9.กระบวนการจัดการเรียนรู้
การจดั การเรยี นรู้ตามแผนการเรยี นรใู้ ช้กระบวนการเรยี นร้แู บบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry
Process) 5 ขัน้ ตอน ดังนี้
ช่ัวโมงที่ 1
1. ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
ครูกระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี นโดยนาพืชต้นเล็กๆ เชน่ ต้นต้อยตง่ิ ต้นเทียน มาใหน้ กั เรยี นศกึ ษา
แลว้ ต้ังคาถามนาไปสกู่ ารอภปิ รายวา่ “นักเรียนจะสังเกตไดอ้ ย่างไรวา่ บริเวณใดเปน็ ลาต้นหรอื ราก” (ขอ้ สงั เกต
ว่าบรเิ วณทเ่ี ปน็ รากจะมีรากแขนงแตกออกมา ส่วนบรเิ วณลาตน้ ไมม่ )ี
2. สารวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครูทบทวนความรูเ้ ดมิ ทน่ี กั เรยี นไดเ้ รยี นรมู้ าแลว้ เกย่ี วกับเนื้อเยื่อท่ีอยู่ส่วนปลาย
ราก เพื่อโยงเข้าสู่เน้อื เยอื่ ส่วนปลายยอด
2.2 ครูต้ังคาถามเพ่ือนาเข้าสู่การอภิปรายว่า “เน้ือเย่ือปลายยอดพืชเหมือนหรือ
แตกตา่ งจากเนอ้ื เยือ่ ปลายราก และหน้าทส่ี าคญั ของเนื้อเยอื่ ชนิดนี้ คืออะไร”
2.3 นกั เรียนเรียนเรอื่ งรากมาแลว้ น่าจะเช่ือมโยงนามาตอบคาถามเกี่ยวกับเน้ือเย่ือ
ที่ปลายยอดได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อเจริญเช่นกัน และทาหน้าท่ีอย่างเดียวกัน คือ เป็นบริเวณที่มีการแบ่ง
เซลล์ เพิ่มจานวนเซลล์ เพื่อเจริญไปเป็นเน้ือเย่ือต่างๆ เหมือนเนื้อเยื่อปลายรากในกิจกรรมที่ 12.1
ตอนท่ี 2 ส่วนเน้ือเยื่อที่ปลายยอด มีเนื้อเย่ือเจริญท่ีปลายยอด ใบเริ่มเกิด ใบอ่อนและลาต้นอ่อน
นักเรยี นสรปุ ไดว้ ่าเนือ้ เยือ่ ปลายยอดท่ศี ึกษานี้จัดอยูใ่ นระยะการเจรญิ เติบโตข้นั แรก
2.4 ครูให้นักเรียนตอบคาถามในหนงั สอื เรยี น ซึง่ มีแนวคาตอบดงั น้ี
53
กจิ กรรมท่ี 1 โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องลาต้น
จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรม เพ่ือให้นกั เรียนสามารถ
1. สารวจตรวจสอบ อภปิ ราย และบันทึกเกี่ยวกับลักษณะของลาตน้
2. ต้งั คาถามเกยี่ วกบั สง่ิ มชี ีวิตทน่ี ักเรียนสงั เกต
3. เปรียบเทยี บการงอกของลาตน้ ของพืชใบเลยี้ งคู่และพืชใบเลย้ี งเดีย่ ว
4. ในการทากิจกรรมท่ี 1 (ควรเตรียมการล่วงหน้า)
3. อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
3.1 นักเรยี นจะสรปุ การศึกษาครง้ั นอ้ี ยา่ งไร
การท่ีรากมีการเจริญเติบโตยืดยาวออกไปได้ เนื่องจากเซลล์ที่อยู่ถัดจากหมวกราก
ข้ึนมาแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสเพ่ิมจานวนเซลล์ เซลล์ที่ได้รับจากการแบ่งเซลล์มีการเจริญเติบโตและ
เพ่ิมขนาดและมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทาหน้าที่ต่างๆ เช่น เซลล์ช้ันนอกสุดจะมีขนรากยืนยาว
ออกไป เซลล์ทีอ่ ย่ถู ดั เข้ามาขา้ งในจะเปลยี่ นแปลงไปเป็นเนื้อเยื่อช้ันคอร์เทกซ์ มัดท่อลาเลียง ซ่ึงทา
หน้าที่ลาเลียงน้าและสารอาหาร นอกจากน้ียังพบมีรากแขนงแตกออกมาจากรากเดิมในรากพืชใบ
เลีย้ งคู่ สว่ นในพืชใบเล้ยี งเดย่ี วระยะนี้ยงั ไมร่ ากใหม่แตกเพิ่มขน้ึ จากขนราก
4. ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครูนาอภิปรายและให้ความรู้ เก่ียวกับเน้ือเย่ือเจริญและเน้ือเยื่อถาวร
โครงสร้างและหน้าท่ขี องราก ตามรายละเอยี ดในใบความรทู้ ี่ 1
4.2 ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนื้อหา เร่ือง โครงสร้างและหนา้ ท่ีของราก
และการทากิจกรรมที่ 12.1 ว่ามสี ว่ นไหนทไี่ มเ่ ข้าใจและให้ความรเู้ พิม่ เติมในสว่ นน้นั
5. ประเมนิ (Evaluation)
เปน็ การประเมินการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ว่าผู้เรยี นมคี วามรู้อะไรบ้างและมากนอ้ ยเพียงใด
จากขนั้ นจี้ ะนาไปสูก่ ารนาความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ในเร่อื งอ่ืน ๆ เชน่
5.1 ประเมนิ จากใบงานรายบุคคล
กิจกรรมที่ 2 โครงสร้างภายในของลาตน้ พืช
จุดประสงคข์ องกจิ กรรม เพื่อให้นกั เรียนสามารถ
1. สารวจ ตรวจสอบ อภปิ ราย และอธิบายโครงสร้างภายในของลาตน้ ทตี่ ดั ตามขวางโดยเรยี ง
จากเน้อื เย่ือชั้นนอกสุดจนถึงช้ันในสุด
2. สืบคน้ อภปิ ราย และเปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างภายในของลาต้นพชื ใบเล้ียงคู่และพชื ใบ
เลยี้ งเดี่ยว
3. สืบคน้ อภปิ ราย และเปรียบเทยี บเน้ือเย่ือช้ันตา่ งๆ ระยะรากและลาต้น
4. เตรยี มเนอื้ เยอ่ื รากตัดตามขวางเพอื่ ศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์
3.3 ครแู นะวิธีเลอื กลาต้นทจี่ ะตัดไมค่ วรใช้ปลายยอด เพราะวา่ ถึงแม้จะตัดงา่ ยเพราะ
เนอ้ื เยื่ออ่อนมากแตจ่ ะมปี ญั หาการยอ้ มสไี ม่ค่อยติด เน่ืองจากผนงั เซลลย์ ังไม่มีสารลิกนนิ มาสะสม
54
แต่ถา้ เลอื กบริเวณท่ีแข็งมากๆ กจ็ ะตัดให้เน้ือเย่ือเปน็ ช้นิ บางๆ ได้ยาก ดงั นน้ั ควรเลือกบรเิ วณที่แขง็
พอสมควรพอทจี่ ะใช้มดี ตดั ได้ การเลือกเน้ือเยือ่ บรเิ วณนตี้ ้องดปู ลายยอดของตน้ พืชทเ่ี หี่ยวและโค้งลง
มา ใหเ้ ลือกตดั เนอ้ื เยื่อทต่ี ่ากว่ารอยโครงของยอดลงมา ซ่ึงเมื่อย้อมสจี ะตดิ สีดี สว่ นวิธกี ารตัด
ลาตน้ ใหด้ าเนินการเช่นเดยี วกับการตัดรากพชื ท่ีเคยทากจิ กรรมท่ีผา่ นมาแล้ว
3.4 นักเรียนออกแบบการทดลองและทากิจกรรมท่ี 12.3 ตามรายละเอียดใน
หนงั สอื เรยี นและบนั ทกึ ผลการทดลอง
3.5 หลงั จากทาปฏิบตั ิการเรื่องนี้จบแลว้ ครูควรใช้คาถามเพ่ือนาไปส่กู ารศึกษาเพิ่มเติมว่า
“โครงสร้างภายในของพชื ใบเล้ยี งคู่และพืชใบเลีย้ งเดี่ยวชนดิ อ่ืนๆ จะมลี ักษณะเน้ือเยื่อเหมือนพชื
ใบเลี้ยงคู่ และพืชใบเลย้ี งเดยี่ วที่ศกึ ษาหรือไม่อย่างไร” เพื่อกระตุ้นใหน้ ักเรียนสนใจศึกษาพืชชนิด
อื่นๆ นอกเหนอื จากท่ีทากิจกรรมไปแลว้ และตอบคาถามต่อไปน้ี
คาถาม เนือ้ เยอ่ื ชน้ั ตา่ งๆ และการจดั เรียงตัวของมัดท่อลาเลียงในลาตน้
พชื ใบเล้ยี งคแู่ ละพชื ใบเลย้ี งเด่ียวเหมอื นหรอื แตกต่างกันอย่างไร
คาตอบ ลาต้นใบเล้ียงคู่มีมัดท่อลาเลียงเรยี งเปน็ ระเบยี บเปน็ วงโดยมวี าร์
คิวลารแ์ คมเบียมอยรู่ ะหวา่ ไซเลม และโฟลเอ็ม ส่วนลาต้นพืชใบเลย้ี งเด่ยี ว คอร์แทกซม์ ีอาณาเขต
แคบมากแบ่งไม่ชดั เจนเพราะมดั ทอ่ ลาเลียงกระจายทัว่ ไป และไมม่ ีวาสควิ ลารค์ ั่นระหว่างไซเลม
และโฟลเอ็ม
เปรยี บเทยี บเนือ้ เยอื่ ชนั้ ต่างๆ ของรากและลาต้นวา่ เหมือนหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไรการ
เปรยี บเทยี บอาจเปน็ ดังตาราง
ขอ้ เปรียบเทยี บ ราก ลาตน้
1.เอพเิ ดอรม์ สิ 1. มขี นราก 1.อาจมขี น หรือเปล่ยี นแปลงเป็นหนามหรอื ต่อม
2.คอรเ์ ทกซ์ 2.กว้าง 2.แคบ
3.สตีล 3.แคบ 3.กวา้ ง
4.มัดทอ่ ลาเลียง 4.ไซเลมและโฟลเอ็ม อยสู่ ลบั กนั 4.โฟลเอ็มอยู่ดา้ นนอก ไซเลม อย่ดู ้านในแนวรัศมี
ตามแนวรศั มี เดียวกนั
5.เอนโดเดอร์มิส 5.มีเห็นได้ชดั เจน 5.ส่วนใหญ่ไม่มี ถ้ามีเหน็ ได้ไม่ชัดเจน เช่นตน้
หมอนอ้ ย
6.เพริไซเคิล 6.มี 6.ไมม่ ี
7.พืช 7.มีในรากพชื ใบเล้ยี งเดีย่ วใบเลี้ยงคู่ 7.มที ัง้ ในใบเล้ยี งเดี่ยวและใบเลี้ยงคแู่ ต่ในใบเลีย้ ง
ไมม่ ี เดี่ยวพิธอาจสลายกลายเป็นช่องพิธ
8.จุดกาเนิดของแขนง 8.แตกออกมาจากสว่ นเพริไซเคิล 8.อาจแตกออกมาจากคอรเ์ ทกซ์
คาถาม ทราบได้อยา่ งไรว่า โครงสร้างตัดตามขวางทเี่ หน็ ในกลอ้ งจุลทรรศน์เป็นส่วน
ของลาตน้ ใกล้ยอดหรือใกลโ้ คนลาตน้
55
คาตอบ เนื้อเย่อื ปลายยอดของใบเลีย้ งคู่ตดั ตามขวาง จะเหน็ มดั ทอ่ ลาเลียง
เป็นกลมๆ เรยี งเป็นระเบียบรอบ ลาต้น แตต่ ดิ สีย้อมไมช่ ัดเจน สาหรับเนอ้ื เยือ่ ส่วนที่อยู่ทางดา้ นโคน
ตน้ จะเหน็ มัดท่อลาเลยี งเรียงเป็นระเบียบและตดิ สีเหน็ ได้ชัดเจนมาก เน่อื งจากเนื้อเยือ่ ส่วนน้ีมีอายุ
นานกว่าเนือ้ เย่ือส่วนยอดซง่ึ มีสารลิกนินมาพอก เม่ือย้อมสีลิกนินจะตดิ สีไดช้ ดั เจนกวา่ เนื้อเยอ่ื สว่ น
นอกที่ไม่มสี ารลกิ นนิ มาพอก
คาถาม จานวนวงปขี องตน้ ไมพ้ อจะบอกอะไรแกเ่ ราบา้ ง
คาตอบ คาดคะเนอายุของต้นไมจ้ ากจานวนของวงปีท่ีเห็น
4. ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครนู าอภปิ รายและให้ความรู้ เก่ียวกบั โครงสร้างของลาตน้ (เพมิ่ เติม) ตาม
รายละเอยี ดในใบความรู้ท่ี 2
4 2 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้ือหา เรื่อง โครงสร้างของลา และการทา
กิจกรรมท่ี 12.3 วา่ มีส่วนไหนท่ไี ม่เข้าใจและใหค้ วามรเู้ พมิ่ เติมในส่วนน้ัน
5. ประเมิน (Evaluation)
เป็นการประเมนิ การเรียนร้ดู ้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่าผเู้ รียนมีความรอู้ ะไรบ้างและมากน้อย
เพียงใด จากขน้ั น้ีจะนาไปสู่การนาความร้ไู ปประยุกต์ใชใ้ นเร่ืองอ่ืน ๆ เชน่
5.1 ประเมนิ จากใบงานรายบคุ คล
10. สอ่ื และแหล่งเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี นวชิ าชวี วิทยาพืน้ ฐาน ของ สสวท.
2. ใบงานและใบความรอู้ งค์ประกอบที่ 3 งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น โรงเรียนแชแลพิทยา
นุสรณ์
3. เอกสาร ก.7-003 จากงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น โรงเรยี นแชแลพิทยานุสรณ์
4. สือ่ อินเตอร์เนต็
5 มะละกอฮอลแลนด์
11. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
ส่ิ ง ท่ี ต้ อ ง ก า ร วั ด แ ล ะ วธิ กี ารวดั และประเมนิ เครอ่ื งมอื วดั ผล เกณฑ์การประเมนิ
ประเมิน
- การตอบคาถาม
1. ความรู้ความเข้าใจ - การทาใบงาน -ใบงาน / แบบทดสอบ ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
- การทาแบบทดสอบก่อน - แบบทดสอบ 80
และหลังเรยี น
2. การมีส่วนร่วมใน - การสงั เกต - แบบประเมิน การ ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
การทากจิ กรรมกลมุ่ ทางานกลมุ่ 80
3. ทักษะกระบวนการ - ประเมินการปฏิบัติงาน - แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ผ่าน เก ณ ฑ์ ร้อ ยล ะ
ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรยี น ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด้ า น 80
วทิ ยาศาสตร์
56
12. ข้อเสนอแนะ
มีการวเิ คราะหห์ ลักสตู รส่หู นว่ ยการเรยี นรู้
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรูพ้ ฒั นานกั เรียนทกุ ดา้ น (K , P , A )
มีการใช้ส่อื /นวัตกรรม/เทคโนโลยใี นกจิ กรรมการสอน
จัดกิจกรรมเหมาะสมกับผู้เรียน
มีการใชส้ ่อื และแหลง่ การเรยี นรู้เหมาะสมกบั เนื้อหา
มกี ารบูรณาการที่สอดคลอ้ งกับงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น
มกี ารวัดและประเมนิ ผลที่สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
มีการวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง
อ่นื ๆ ..........................................................................................................................................
ลงชอ่ื ………………………………………….
( นางพรรณนิภา พร้อมเพียง )
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์
ลงชอื่ ………………………………………….
( นางพรรณนิภา พร้อมเพียง )
หวั หนา้ ฝา่ ยวิชาการ
ลงชอ่ื ……………………………….……….
( นายบญุ เจรญิ สุขสกุล )
รองผู้อานวยการ รกั ษาราชการแทน
ผู้อานวยการโรงเรยี นแชแลพิทยานุสรณ์
57
12. บนั ทึกหลังสอน
ผลการจดั ผลการประเมนิ ปัญหา แนวทางแก้ไข
กิจกรรมการ
เรยี นรู้
ด้านความร้(ู K) ................................................... ................................................... ...................................................
.................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านกระบวนการ ................................................... ................................................... ...................................................
(P) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านคุณธรรมฯ ................................................... ................................................... ...................................................
(A) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ลงชอ่ื ………………………………………….
( นายบญุ รงั จาปา)