58
บทปฏบิ ัตกิ ารที่ 2 ลาต้น
ช่ือ..........................................สกุล...........................................ห้อง..................เลขท่ี...................
วันท่ี...................เดอื น..........................พ.ศ. ...............................................................................
บทปฏบิ ัตกิ ารท่ี 2
ลาต้น (Stem)
ลาต้น ( stem ) คือ สว่ นของพชื ที่สว่ นใหญแ่ ล้วเจริญข้ึนมาเหนอื ดินในทิศทางท่ีตา้ นกับแรงโนม้
ถ่วงของโลก ( negative geotropism ) อนั เปน็ ทิศทางที่ตรงกันขา้ มกบั ราก และมีลักษณะที่
แตกต่างจากราก คอื มีขอ้ ปล้อง ตา ซงึ่ เปน็ ที่เกิดของกิง่ ใบ ดอก และผล
• ลาต้นมหี นา้ ทส่ี าคัญ 2 อย่าง คือ
– เปน็ แกนสาหรับช่วยพยงุ ( supporting ) กงิ่ ก้านสาขา ใบ และดอก โดยเฉพาะ
อย่างยิง่ ช่วยให้ใบกางออกรับแสงแดดมากทีส่ ุดเท่าที่จะทาได้
– เปน็ ตวั กลางสาหรับลาเลียง ( transportation ) นา้ เกลอื แร่ และอาหาร สง่ ผา่ น
ไปยังสว่ นตา่ งๆของพืช
นอกจากน้ลี าตน้ ยังมหี น้าท่ีพเิ ศษอน่ื ๆอีกหลายอย่าง เชน่ สะสมอาหาร แพร่พนั ธ์ุ
สังเคราะห์แสง เป็นตน้
ลาตน้ ประกอบด้วยสว่ นทีส่ าคญั 2 ส่วน คือ ข้อ ( node ) และ ปล้อง ( internode )
1. ขอ้ ( node ) เปน็ ส่วนของลาต้นตรงทม่ี ใี บหรือกงิ่ หรอื ตางอกออกมา บางทตี รงขอ้ นก้ี ็
อาจมีดอกงอกออกมาแทนกง่ิ หรือมหี นามงอกออกมาแทนกิ่งหรอื ใบก็ได้ ทีเ่ ปน็ เช่นนี้กเ็ พราะ
ส่วนเหลา่ น้ีเป็นกง่ิ หรือใบท่เี ปลยี่ นแปลงไปนน่ั เอง ตามปกติข้อมักจะพองโตกว่าสว่ นอืน่ ๆของลา
ตน้
2. ปลอ้ ง ( internode ) เป็นสว่ นของลาตน้ ท่ีอยูร่ ะหวา่ งข้อหน่ึงกับอีกข้อหน่ึง ในพืชใบ
เลี้ยงเด่ียวมักจะเห็นขอ้ และปลอ้ งไดช้ ดั เจนตลอดชีวิต เชน่ ออ้ ย ข้าว ข้าวโพด ไผ่ ในพืชใบเล้ียง
คู่ท่เี ป็นไมล้ ้มลกุ กม็ ักจะเห็นข้อและปล้องชัดเจนเหมือนกัน เชน่ ตน้ ฟกั ทอง และ ผักบ้งุ สว่ น
พชื ใบเลยี้ งคทู่ ีเ่ ป็นไมย้ ืนตน้ มกั จะเห็นข้อไม่ชดั เพราะมี cork มาหมุ้ โดยรอบ แต่ถ้าเป็นก่ิงออ่ นๆที่
แตกออกมาใหมๆ่ ก็ยังคงเห็นขอ้ และปลอ้ งชดั เจน
• ลาต้นเหนอื ดนิ “Aerial Stem”
– ลาต้นเล้อื ยขนาน “Prostrate / creeping stem” > Stolon stem เช่น ผกั
ตบ จอก
– ลาต้นพนั หลัก “Climbing stem” เกาะไต่ไปที่สูง
• ลาตน้ พันหลักเปน็ เกลียว “Twining stem” เช่น ผกั บุง้ ฝรั่ง ฝอยทอง ขจร
• ลาต้นมอื เกาะ “Stem tendril” เชน่ ฝกั ทอง อง่นุ ตาลงึ
– ธอร์น “Thorn” ดัดแปลงเป็นหนาม เช่น หนามตะขบ หนามสะแก
– พรคิ เคิล “Prickle” เปลีย่ นมาจากผิวลาต้น เชน่ กหุ ลาบ มะเขือ
59
– cladode , cladophyll ลาต้นคล้ายใบ เช่น กระบองเพชร
รปู แสดงลกั ษณะหนามทเี่ กดิ จากลาต้นและผิวของลาตน้
• ลาตน้ ใตด้ นิ “Underground stem”
– Rhizome : ขนานกับผวิ ดิน ทาหนา้ ที่ สะสมอาหาร ขยายพันธ์ุ เช่น ขงิ ขา่ ขมิน้
– Tuber : อวบอว้ นสะสมอาหาร เชน่ มนั ฝร่งั มันมือเสือ
– Corm : ตัง้ ตรงอวบอ้วน เชน่ เผือก แห้ว
– Bulb : ตงั้ ตรง มีใบเรียงตามข้อสะสมอาหาร “เกล็ด”เชน่ หอม กระเทียม
ลาต้นและรากมีลักษณะท้งั ภายนอกและภายในคล้ายคลงึ กันเปน็ สว่ นใหญ่ เช่นมีรปู รา่ งเปน็
ทรงกระบอกกลม มสี ีสนั ภายนอกคล้ายคลึงกนั และเปน็ ส่วนท่ีติดเชอ่ื มกนั ทาให้บางครั้งแยกได้ยาก
ว่าเปน็ ส่วนของลาตน้ หรือราก เรามวี ิธสี ังเกตลักษณะภายนอกของลาต้นทแี่ ตกตา่ งกบั รากได้ โดย
สังเกต ส่ิงท่ลี าตน้ มีแตร่ ากไม่มี 3 สว่ น คอื ข้อ (node) ปลอ้ ง (internode) และรอยแผลเป็น (scar)
บริเวณข้อของลาต้นมักจะเป็นรอยนูนและมีตา(bud) ซ่ึงเป็นหน่อ (shoot = young stem and
leaf) ทเ่ี จริญเป็นลาต้นหรอื ใบต่อไป ปลอ้ ง (internode)อยู่ระหว่างข้อ ส่วนรอยแผลเปน็ (scar) เป็น
รอยท่กี า้ นใบ หรือก้านดอก หรือก้านผล หรือกิ่งของลาตน้ หลุดลว่ งออกไปโดยธรรมชาติ นอกจากนี้
ถา้ เน้อื เย่ือผวิ ภายนอกของลาต้นเปน็ เน้อื เยื่อcork จะสงั เกตพบรูหรอื ชอ่ งทีม่ ลี ักษณะยาวรคี ล้ายเลนส์
ซึ่งเรียกวา่ Lenticel
โครงสร้างภายในของลาต้น
60
1.โครงสร้างภายในของปลายยอดพชื
บริเวณปลายยอดพืชสามารถแบ่งออกเปน็ บริเวณ (region/zone) ได้ท้ังหมด 3 บริเวณด้วยกนั คอื
1.บรเิ วณเซลลแ์ บ่งตวั (region of cell division)
2.บริเวณเซลลย์ ดื ตวั (region of cell elongation)
3.บรเิ วณเซลล์เจริญเตม็ ที่ (region of maturation)
2.โครงสรา้ งภายในของลาตน้ ทีต่ ดั ตามขวาง
เมือ่ นาปลายยอดของพืชมาตัดตามขวางบริเวณเซลลเ์ จริญเตม็ ท่จี ะพบว่าโครงสรา้ งภายใน
ประกอบด้วยเนอ้ื เย่ือชนิดต่างๆตามแตช่ นดิ ของพชื โดยแบ่งไดด้ ังน้ี
2.1.โครงสร้างภายในของลาต้นพืชใบเลยี้ งคู่
epidermis เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสดุ ทาหน้าที่ป้องกนั อันตรายให้แก่เนื้อเย่ือภายในของ
ลาต้น ส่วนใหญเ่ ซลลเ์ รยี งตวั เพยี งชน้ั เดยี ว พืชบางชนดิ epidermis มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสว่ น
ของ trichome / hair และ guard cell ในตน้ พชื ทีอ่ ายุมากสว่ นใหญแ่ ลว้ ส่วนของ epidermis จะ
หลดุ หายไปเพราะถูกแทนท่ดี ้วยส่วนของคอร์ก
cortex (คอรเ์ ทกซ)์ คอร์เทกซ์เป็นชน้ั ของลาตน้ ทีม่ ีอาณาเขตต้ังแต่ใต้ epidermis เข้ามา
จนถงึ เน้ือเยื่อเอนโดเดอมสิ (endodermis) ดังนนั้ ในช้นั คอร์เทกซจ์ งึ ประกอบด้วยเน้อื เย่ือชนิดตา่ งๆ
ไดแ้ ก่
ชนิด รายละเอียด และ หนา้ ที่
parenchyma เป็นเนือ้ เยือ่ สว่ นใหญ่ทีพ่ บภายในลาต้น
chlorenchyma ทาหนา้ ทช่ี ่วยในกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง
aerenchyma ทาหน้าทเี่ กยี่ วข้องกับการสะสมอากาศ โดยเฉพาะพชื น้า
collenchyma เพ่ิมความแขง็ แรงให้แกล่ าต้น
sclerenchyma(fiber) ให้ความแขง็ แรงแกล่ าต้น
stele (สตีล)
สตลี เปน็ ชน้ั ท่ถี ดั เข้ามาจากช้ันคอรเ์ ทกซ์ โดยมีอาณาเขตต้ังแต่ใต้ endodermis เข้ามา
จนถึงใจกลางของลาตน้ แต่เนอื่ งจากในลาต้นเนอื้ เย่ือ endodermis ส่วนใหญ่เหน็ ได้ไมช่ ดั เจนหรอื
หนงั สือบางเลม่ ก็กลา่ วว่าในลาต้นจะไมม่ เี น้ือเยื่อ endodermis ทาใหช้ น้ั สตีลในลาต้นแบง่ แยกออก
จากชั้นคอร์เทกซ์ไดไ้ ม่ชดั เจนเหมอื นในสว่ นของรากพชื ภายในชน้ั สตลี จะประกอบดว้ ยเนอ้ื เย่ือท่ี
สาคัญคือ
vascular bundle หมายถงึ กลุม่ ของเน้อื เย่อื ท่ที าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลาเลยี ง
ภายในเนอื้ เยอื่ vascular bundle ของพชื ใบเล้ยี งคู่ประกอบด้วย กลุ่มเน้ือเยื่อลาเลยี งอาหาร
(phloem)เรียงตัวอยู่ทางดา้ นนอกและกลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงนา้ (xylem)เรียงตวั อยู่ทางดา้ นในหรอื ด้าน
ที่ตดิ กับ pith ระหวา่ ง xylem กับ phloem จะมเี น้ือเย่ือเจริญทเ่ี รียกว่า vascular cambium
คั่นกลางอยทู่ าหน้าที่แบ่งเซลลเ์ พื่อให้กาเนดิ xylem และ phloem
pith เป็นเนอื้ เยอ่ื ท่ีอยู่สว่ นกลางของลาต้น สว่ นใหญเ่ ปน็ เน้ือเยือ่ ประเภท
parenchyma จงึ ทาหน้าท่ีในการสะสมสารต่างๆ ลาต้นของพชื ใบเลี้ยงคบู่ างชนดิ เนอ้ื เย่ือ
61
ในสว่ นนี้อาจสลายไปกลายเป็นชอ่ งกลวงกลางลาตน้ เรยี กช่องนีว้ ่า pith cavity
2.2โครงสรา้ งภายในของลาตน้ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
epidermisเป็นเนอื้ เยื่อท่ีอยู่ช้ันนอกสดุ ทาหนา้ ที่ป้องกนั อันตรายใหแ้ กเ่ นื้อเย่ือภาย ในของ
ลาต้น ส่วนใหญเ่ ซลล์เรียงตัวเพยี งชั้นเดยี วและมีอยู่ตลอดไป ยกเวน้ ใน ต้นพืชตระกลู ปาล์มจะมี
เฉพาะในปีแรกเท่านัน้ เพราะต่อมาจะมีเนื้อเยื่อคอร์ก (cork) มาแทน
cortex มเี น้อื เย่ือบางๆ1-2 ชัน้ ส่วนใหญ่เป็นเน้อื เย่ือชนิด parenchyma และส่วนใหญไ่ ม่
พบ endodermis ทาให้อาณาเขตแบ่งได้ไม่ชดั เจน
stele
vascular bundle กลุ่มของเน้ือเย่อื ลาเลียงของพืชใบเลยี้ งเดีย่ ว สว่ นของ xylem, phloem
จะเรียงตัวกนั มองคลา้ ยๆใบหน้าคน มีสว่ นของ vessel อยูบ่ ริเวณคล้ายดวงตา สว่ น phloem อยู่
บริเวณคลา้ ยหน้าผาก xylem และ phloem จะถูกลอ้ มรอบดว้ ยเนอื้ เย่ือ parenchyma หรืออาจเป็น
sclerenchyma และเรียกเซลลท์ ่ีมาล้อมรอบนวี้ า่ bundle sheath vascular bundle ของพืชใบ
เลยี้ งเดย่ี วส่วนใหญไ่ ม่พบเนื้อเย่อื เจริญ vascular cambium ยกเว้นหมากผหู้ มากเมีย และพืชตระกลู
ปาล์ม
pith เปน็ เน้ือเย่ือที่อยู่ส่วนกลางของลาตน้ สว่ นใหญ่เป็นเน้อื เยือ่ ประเภท parenchyma พชื
ใบเล้ยี งเด่ยี วบางชนดิ เชน่ ข้าวโพด ในเนอื้ เยอ่ื ของ pith น้ีจะพบ vascular bundle กระจายอยู่
เต็ม นอกจากนพี้ ืชบางชนิดเน้ือเยื่อในสว่ นนอ้ี าจสลายไปกลายเปน็ ชอ่ งกลวงกลางลาตน้ เรียกวา่ pith
cavity เช่นต้นไผ่ ตน้ ข้าวเป็นตน้
62
ใบงานที่ 2 โครงสรา้ งแลหน้าที่ของลาตน้
วัสดุอปุ กรณ์
6. พชื ตัวอยา่ ง(มะละกอฮอลแลนด์) ทง้ั สว่ นของลาตน้
7. คูม่ อื ที่ใชใ้ นการศึกษาลกั ษณะของพืช
8. ใบมีดโกน
9. กลอ้ งจุลทรรศน์
10.สีซาฟานนิ
วธิ ปี ฏิบัตกิ าร
1. ศกึ ษาโครงสรา้ งภายนอกของลาตน้ พร้อมวาดภาพประกอบ
2.ศกึ ษาโครงสรา้ งภายในโดยการใชม้ ีดผ่าดู ลาต้น เปรยี บเทยี บขอ้ แตกต่าง
3.ศึกษาลกั ษณะของลาต้น ที่เปล่ยี นแปลงไปทาหนา้ ทพ่ี ิเศษ
ผลการทดลอง
ลกั ษณะภายนอกของลาตน้
63
โครงสร้างภายในของลาตน้
สรปุ ผล
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................. ...
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ปญั หาและข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................. ...
64
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3
รายวิชาชวี วิทยาพน้ื ฐาน รหสั ว30243 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์หน่วย
การเรยี นรทู้ ี่ 12 โครงสร้างและหน้าท่ีของพชื ดอก เรื่อง โครงสร้างและหนา้ ที่ของใบ เวลา 2 ช่วั โมง
ผสู้ อน นายบุญรัง จาปา สอนวนั ที่ 2 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2560 (สอดคล้องกับองค์ประกอบท่ี 3)
โรงเรยี นแชแลพิทยานุสรณ์ อาเภอกมุ ภวาปี จงั หวดั อดุ รธานี
......................................................................................................................................
1. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ใบ (Leaf) เปน็ อวยั วะหรือส่วนของพชื ทเ่ี จริญเตบิ โตยืน่ ออกมาจากดา้ นข้างของลาตน้ บริเวณ
ขอ้ และมกั มีตาอยู่บรเิ วณซอกใบ (Leaf axil) ท่ีอยรู่ ะหว่างใบกบั ลาต้น (หรือกิ่ง) ใบทาหน้าท่ี
สังเคราะห์อาหาร หนา้ ทีข่ องใบทส่ี าคัญมี 3 ประการคือ สรา้ งอาหารดว้ ยกระบวนการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสง หายใจ (Respiration) คายน้า (Transpiration)
2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชีว้ ัด/ผลการการเรียนรคู้ าดหวัง
สาระที่ 2 ชวี ติ กับสิ่งแวดล้อม
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจหนว่ ยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวติ ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบ
ต่างๆ ของส่ิงมีชีวิตท่ีทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้และนา
ความร้ไู ปใช้ในการดารงชวี ติ ของตนเองและดูแลสง่ิ มีชีวติ
ตวั ช้ีวดั
ว 1.1 ม.5/1 สืบคน้ ขอ้ มลู และอธิบายลักษณะโครงสรา้ งและหน้าทขี่ องราก ลาตน้ ใบ
ว 1.1 ม.5/3 สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายในตดั ตามขวาง ของราก ลาตน้ ใบ
3.จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรยี นสามารถ
3.1 ความรู้
1. สารวจตรวจสอบโครงสร้างภายนอกและภายในของใบพืชใบเลยี้ งเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่
3.2 ทกั ษะกระบวนการ
1. สืบคน้ อภิปราย และอธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของใบ
3.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. เขา้ เรยี น ปฏิบัตกิ จิ กรรม และสง่ งานตรงเวลา
2.ร่วมมอื ในการเรยี น แสวงหาความรู้ ตอบคาถาม ยอมรับความคดิ เหน็ ของผู้อน่ื และแสดง
ความคดิ เห็นอย่างมีเหตุผล
3. บนั ทกึ ข้อมลู จากการปฏิบัติกจิ กรรม
4. รักษาความสะอาดของผลงาน ห้องเรียนและสถานทป่ี ฏิบตั กิ จิ กรรม
65
4. สาระการเรยี นรู้
ใบ (Leaf) เป็นอวัยวะหรอื สว่ นของพืชทีเ่ จรญิ เติบโตย่นื ออกมาจากด้านข้างของลาตน้ บริเวณ
ข้อ และมกั มีตาอยู่บรเิ วณซอกใบ (Leaf axil) ทีอ่ ย่รู ะหว่างใบกับลาตน้ (หรือก่งิ ) ใบทาหนา้ ที่
สงั เคราะห์อาหาร หน้าท่ขี องใบทส่ี าคญั มี 3 ประการคือ สร้างอาหารดว้ ยกระบวนการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสง หายใจ (Respiration) คายนา้ (Transpiration)
5. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ข้อที่ 1 รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
ขอ้ ท่ี 2 ซื่อสตั ยส์ ุจรติ
ขอ้ ท่ี 3 มีวนิ ยั
ข้อที่ 4 ใฝ่รู้ใฝเ่ รยี น
ข้อท่ี 5 อยู่อยา่ งพอเพยี ง
ขอ้ ที่ 6 มุ่งม่ันในการทางาน
ข้อท่ี 7 รกั ความเปน็ ไทย
ข้อที่ 8 มีจิตสาธารณะ
6. การอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขยี น
การพฒั นาและประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ได้กาหนดขอบเขตการประเมินและตัวช้ีวัดท่ีแสดงความสามารถใน
การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี นของผู้เรียน ดังนี้
ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 – 6 ผู้เรียนสามรถอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มพูนความรู้
จับประเด็นสาคัญ ลาดับเหตุการณ์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ ประเมินความ
น่าเชื่อถือ แนวคิดท่ีได้จากการอ่านอย่างหลากหลาย เขียนแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง สรุปโดยมี
ข้อมลู สนับสนุนอย่างเพยี งพอและสมเหตสุ มผล
7. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
กาหนดสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี นตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551
หลังจากผู้เรียนผ่านการเรียนและนาความรู้ไปใช้ในการดารงชีวิตในสู่สังคม ตามหลักการประเมิน
สมรรถนะผเู้ รยี น 5 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคดิ
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
66
8. การบรู ณาการ
8.1 การบูรณาการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น
งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ในโครงการอนุรกั ษพ์ นั ธุกรรมพชื อันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพืชพรรณ
ไม้ ได้เรียนรู้ถึงพืชท้องถิ่นของตน ช่วยกันดูแลไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งจะก่อให้เกิดจิตสานึกในการท่ีจะ
อนุรักษ์สืบไป การดาเนินงานประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ และ 4 สาระการเรียนรู้และฐาน
ทรัพยากรทอ้ งถิน่
บูรณาการงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน : องคป์ ระกอบที่ 3
องค์ประกอบท่ี 3 การศกึ ษาขอ้ มูลด้านต่างๆ โดยมีหลักการ คือ รู้การวิเคราะห์ เห็นความต่าง รู้ความ
หลายหลาก และสาระการเรียนรู้ท่ีศึกษาดังน้ี การนาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นปัจจัยในการเรียนรู้
โดยการใช้ปัจจยั หลายปจั จัยในชนิดเดยี วกนั หรือตา่ งชนดิ กัน เพ่อื ให้เหน็ ความตา่ ง เมอ่ื เหน็ ความต่าง ก็
จะเกดิ จนิ ตนาการอันจะนาไปสกู่ ารใชป้ ระโยชนใ์ นงานแต่ละด้าน
ลาดบั การเรียนรู้ การศึกษาพรรณไม้ที่สนใจ
9.กระบวนการจดั การเรียนรู้
การจดั การเรียนรตู้ ามแผนการเรยี นรู้ใชก้ ระบวนการเรยี นรู้แบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(Inquiry Process) 5 ขน้ั ตอน ดงั นี้
ชวั่ โมงที่ 1
1. ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูใหน้ กั เรียนนาใบไมม้ าสังเกต แล้วทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนโดยใช้
คาถามนาเข้าสูก่ ารอภปิ รายว่า “ ใบมีความเหมาะสมต่อหน้าทข่ี องพชื อย่างไร” เพ่ือเปิดโอกาสให้
นักเรยี นแสดงความคิดเหน็ ซึ่งจะไดส้ ารวจตรวจสอบ และสืบค้นตอ่ ไป
1.2 ครูใหน้ ักเรยี นสังเกตใบพืชที่นามาศกึ ษามีทั้งใบเล้ยี งเด่ียวและใบเลี้ยงคู่ ใบ
เด่ยี วและใบประกอบ แลว้ ให้นกั เรียนบอกส่วนประกอบภายนอกของใบ จากการสงั เกตและการ
สืบค้นโครงสร้างภายนอกของใบ นักเรยี นควรบอกได้ว่า โครงสรา้ งภายนอกของใบประกอบดว้ ย แผน่
ใบ ก้านใบ หรือบางชนดิ อาจมีหูใบ
2. ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครตู ัง้ คาถามเพ่มิ เติมเพ่ือนาไปสูการอภปิ ราย ดงั น้ี
- ใบไม้ทีน่ กั เรยี นสังเกตเป็นพืชใบเล้ยี งเดีย่ ว หรอื พืชใบเลยี้ งคู
- ใบของพืชชนดิ ใดเปน็ ใบประกอบ ใบของพืชชนดิ ใดเป็นใบเดย่ี ว และทราบได้อยา่ งไร
จากการสังเกตและการสบื คน้ นกั เรียนควรบอกความแตกตา่ งของใบพืชใบเลยี้ ง
เดี่ยวและพชื ใบเลี้ยงคู่ ใบเดย่ี วและใบประกอบ พร้อมทง้ั ยกตวั อย่างได้ ครอู าจใหห้ ลักสังเกตใบ
ประกอบเพิ่มเติม คือ ใบประกอบจะมใี บย่อยหลายใบเรยี งอยบู่ นก้านใบเดยี วกัน โดยแต่ละใบย่อยๆ
จะคลี่เจรญิ ออกมาพรอ้ มๆ กัน และตรวจซอกใบย่อยๆ จะไม่มีตา
67
2.2 ครูและนกั เรยี นช่วยกนั ยกตัวอยา่ งใบประกอบทค่ี นุ้ เคย และพบเหน็ ได้บอ่ ยๆ
เชน่ ใบแค ใบอญั ชนั ใบถ่ัว เปรียบเทียบกบั ใบมะยมซ่งึ หลายคนเขา้ ใจผิดว่าใบมะยมเปน็ ใบ
ประกอบ ครชู ีใ้ ห้เหน็ วา่ ใบมะยมใบย่อยเจริญไม่พรอ้ มกันตรงสว่ นปลายยอดสดุ จะเห็นใบยอ่ ยๆ เป็น
ใบอ่อนสคี อ่ นขา้ งแดง ซงึ่ แตกตา่ งจากใบแก่ท่โี คนก้านใบ แสดงวา่ ใบย่อยๆ จะคล่ีออกมาไม่พร้อมกัน
จงึ ไมใ่ ชใ่ บประกอบ
2.3 ครูอาจมตี ัวอย่างพชื ลม้ ลกุ ลกู ตน้ ใบมาให้นกั เรยี นสงั เกตวา่ เป็นใบประเภทใด
ซ่ึงนกั เรยี นควรจะตอบได้วา่ เป็นใบเด่ยี ว เพราะจะเห็นวา่ ได้ใบมีลูกเล็กๆ ตรงซอกใบ ซึ่งลกู เล็กๆ นี้
เจรญิ มาจากดอกซึ่งเกิดจากตาแสดงว่าเป็นใบเด่ียว และนานักเรยี นเขา้ สเู่ ร่ือง โครงสรา้ งภายนอกของ
ใบ
2.4 ครูอาจนากงิ่ ที่มีใบพชื มาให้นกั เรียนสังเกตโครงสร้างภายนอกของใบ การแตก
ออกจากลาต้น และหใู บ (ถ้ามี) หลงั จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นอภิปรายรว่ มกันถึงโครงสร้างภายนอกของใบที่
เหมาะสมกับการทาหนา้ ที่ของใบอยา่ งไร จากน้ันใหต้ อบคาถามในหนังสือเรยี น
คาถาม การทใ่ี บของพืชเป็นแผ่นแบนเหมาะสมตอ่ การสร้างอาหารของพืชอย่างไร
คาตอบ เพ่ือเพม่ิ พนื้ ที่ผวิ ตอ่ การรับแสง ซงึ่ จะมผี ลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื
คาถาม นอกจากใบท่ีกลา่ วมาแล้วข้างต้นมีพชื ชนิดใดบา้ งทีม่ ีใบเป็นใบเดยี่ ว และพชื ชนิด
ใดบา้ ง ทีเ่ ปน็ ใบประกอบ
คาตอบ การตอบขนึ้ อยู่กบั ประสบการณ์ของนักเรียน
2.5 ครูใชค้ าถามเพ่ิมเติมเกย่ี วกบั กรณีของใบที่มีลักษณะเปน็ แผ่นแบน เชน่
คาถาม ใบพืชท่มี ีลกั ษณะกลม เช่น ใบหอมปรือใบว่านงวงชา้ งวา่ จะเหมาะสมตอ่
การสร้างอาหารของพชื หรือไม่ อย่างไร
คาตอบ พชื ทมี่ ีใบกลมเปน็ ท่อยาว เชน่ ใบหอม ใบว่านงวงช้าง ใบประเภทน้ีจะไม่
แผอ่ อกด้านข้างแต่จะชูยาวขึ้นสขู่ า้ งบน เพ่ือใหท้ ุกๆ สว่ นของใบสามารถรับแสงไดท้ วั่ ถึงทกุ ด้าน
ดังน้นั ใบพืชประเภทน้จี ะไม่มีผิวใบด้านบนหรอื ผวิ ใบดา้ นล่าง เพราะชูข้ึนรับแสงแดดได้ทุกส่วนก็
เหมาะสมเพราะทุกสว่ นของใบสามารถรบั แสง เพ่อื มาใชใ้ นกระบวนการสงั เคราะห์แสงได้ท้ังใบ
3. อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
3.1 ครนู านักเรยี นเข้าสูเ่ รอื่ ง โครงสรา้ งภายในของใบ โดยตงั้ คาถามเพื่อนาไปส่กู าร
อภปิ รายในประเด็น ดงั น้ี
จากการสงั เกตวามเข้มขน้ ของผวิ ใบทั้งด้านบนและดา้ นลา่ ง ความเข้มของสีใบ
เหมอื นหรอื แตกต่างกันอย่างไร โครงสร้างภายในของใบควรมีลกั ษณะอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับ
หน้าทข่ี องใบเก่ยี วกบั การสังเคราะห์ด้วยแสง” โดยครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นคิดหาเหตุผลมา
ประกอบการอภปิ ราย จากนั้นให้นกั เรยี นตรวจสอบความเหน็ ของนักเรียนจากการสืบค้น และจากการ
สารวจตรวจสอบในกจิ กรรมที่ 3
68
3.2 ครใู ห้นกั เรียนทากจิ กรรมท่ี 3
กิจกรรมท่ี 3 โครงสรา้ งภายนอกและภายในของใบ
จดุ ประสงค์ของกิจกรรม เพื่อใหน้ กั เรียนสามารถ
1. เตรยี มเนอ้ื เย่ือใบตัดตามขวาง เพื่อศึกษาดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์
2. สารวจตรวจสอบ สบื ค้น และอธิบายโครงสร้างภายในของใบทีต่ ัดตามขวาง
3. สบื คน้ อธิบายลักษณะโครงสร้างภายในของใบทส่ี มั พนั ธ์กับหนา้ ที่ของใบ
การทากจิ กรรมเร่ืองนี้ แบ่งเป็น 2 ข้ันตอน คือ ตอนที่ 1 ศึกษาโครงสร้างภายนอกของใบไม้
ชนิดต่างๆ และตอนที่ 2 ศึกษาโครงสรา้ งภายในของใบพชื
3.3 การทากิจกรรมตอนที่ 1 ครนู าอภิปรายเกย่ี วกับลักษณะใบพืช ใช้คาถามให้
นักเรียนสงั เกตรูปร่างขนาดของใบ ลักษณะเส้นใบ โดยใชค้ าถามท้ายกจิ กรรรมท่ี 12.4 ตอนที่ 1
ดังน้ี
คาถาม ลักษณะใบไมแ้ ตล่ ะชนิดเหมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร
คาตอบ ตวั ใบสว่ นใหญม่ ีลักษณะเป็นแผน่ บางเหมือนกัน ต่างกันทีข่ นาดของใบ
รปู รา่ งของใบ ความเข้มของสใี บด้านบนและด้านล่างไม่เท่ากัน ผวิ ใบด้านบนสเี ข้มกว่าผิวใบด้านล่าง
และผิวใบดา้ นบนจะมนั กว่าผิวใบดา้ นลา่ ง อาจมีก้านใบหรือไม่มีก็ได้ ขอบใบ ปลายใบ อาจมี
ลักษณะแตกต่างกันไป ผิวใบบางชนดิ อาจมีขนอยู่ด้วย ลกั ษณะการเรยี งตวั ของเส้นใบแตกต่างกัน
คาถาม รปู รา่ งของใบมสี ่วนสัมพนั ธ์กับการสรา้ งอาหารแหลง่ ท่อี ยขู่ องพชื อย่างไร
คาตอบ ใบพืชทบ่ี างและมีขนาดกวา้ งช่วยเพิม่ พ้นื ที่ผิวทาให้เกดิ กระบวนการ
สังเคราะห์ดว้ ยแสงได้มากกว่าใบแคบๆ พชื ท่ขี ้นึ ในทแี่ หง้ แล้งใบมีลักษณะอวบหนา หรือใบขนาดเลก็
กว่าใบพืชท่ีขน้ึ อยู่ในแหลง่ น้าทีอ่ ดุ มสมบูรณ์เพราะต้องเก็บนา้ ไว้ใช้หรือลดพื้นท่กี ารคายน้า
3.4 การทากจิ กรรมตอนที่ 2 ครคู วรสาธิตการม้วนใบไม้ให้นกั เรียนดปู ระกอบกบั
ภาพท่ีแสดงไวใ้ นหนงั สอื ถา้ ใบท่ใี ช้มว้ นกวา้ งเกนิ ไปให้ตดั ขอบใบท้ังสองขา้ งออกบา้ ง เพื่อสะดวกใน
การมว้ นให้แน่น เมื่อใชใ้ บมีดโกนตัดจะตัดได้ง่าย วิธตี ัดใหใ้ ช้มอื จบั ใบท่ีม้วนจนแนน่ ใหอ้ ยู่ระดบั ใกล้
ตา ตัดปลายใบออกแลว้ จึงตัดตามขวาง การตัดควรตัดหลายๆ ครงั้ เพื่อจะไดช้ ้ินส่วนพืชทีต่ ดั คร้งั
หลังบางลง นาช้นิ สว่ นทต่ี ดั ได้แชน่ ้าแลว้ เลอื กชน้ิ สว่ นทบี่ างท่ีสุดวางบนแผ่นสไลด์ปดิ ดว้ ยกระจกปิด
สไลด์
ถ้ากรณีท่ีใบตดั หนา เชน่ ใบลนั่ ทม ชวนชม ยี่โถ ราเพย วา่ นกาบหอย หรอื หวั ใจสีม่วง
ไม่ต้องม้วนใบเพราะใบจะแตกเนอื่ งจากเป็นใบท่ีอวบนา้ ใหต้ ัดขอบใบทัง้ 2 ข้างออกเท่าๆ กนั เหลือ
เน้ือทห่ี า่ งจากเส้นกลางใบท้งั สองข้างพอทจ่ี าใชม้ ือจับได้ถนัด แล้วใช้ใบมดี โกนตัดตามขวางแบบ
เดียวกับวิธมี ว้ นใบ
3.5 เมอื่ นกั เรียนดภู าพใบไม้ที่ตัดตามกล้องจุลทรรศน์ คงยังตอบไมไ่ ดว้ า่ เหน็ สว่ น
ใดบา้ ง ครูต้องแนะให้นักเรียนสงั เกตภาพจากกล้องจุลทรรศน์ เพือ่ มาเปรยี บเทยี บกับภาพในหนังสอื
เรียน เพ่อื นักเรยี นจะได้ทราบว่าเซลล์ที่ตัดกบั เอพเิ ดอร์มสิ ด้านบนแตกตา่ งจาดเซลลท์ ต่ี ิดอยกู่ ับเอพิ
เดอรม์ ิสด้านลา่ ง คอื เซลล์มีรูปรา่ งยาวเป็นแท่งคล้ายเสารว้ั ส่วนเซลลท์ ี่ตดิ กับเอพิเดมิสดา้ นล่างไม่
เปน็ เช่นน้นั นักเรยี นจะได้รจู้ ักการสงั เกตดา้ นใดเป็นเอพิเดอรม์ สิ ด้านบน และด้านใดเป็นเอพเิ ดอร์มิ
สดา้ นลา่ ง
69
3.6 หลังจากทาปฏิบัติการเรื่องนี้จบแล้ว ครูใชค้ าถาม ถามนกั เรยี นดังนี้
คาถาม ไซเลม และโฟลเอ็ม ในเส้นใบมีการเรยี งตวั แตกต่างจากราก และลาตน้ อย่างไร
คาตอบ การเรียงตวั ของมัดท่อลาเลียงไซเลมและโฟลเอม็ ในเส้นใบ จะแตกต่างจาก
ลาต้น คอื มดั ท่อลาเลียงท่ีเป็นกลุม่ เนอื้ เย่ือไซเลมจะอย่ทู างเอพิเดอร์มิสดา้ นบนใกล้กบั แพลิเซดมโี ว
ฟิลล์ สว่ นเน้อื เยื่อโพลเอ็มจะอย่ใู กล้เอเดอร์มสิ ดา้ นลา่ ง และระหว่างไซเลมกับโฟลเอม็ ไม่มีแคมเบีย
มค่ันกลาง
คาถาม โครงสร้างและการเรียงตัวของเซลล์เนื้อเยื่อชนดิ ต่างๆ สัมพันธก์ บั หนา้ ท่ีของใบ
อย่างไร
คาตอบ ชัน้ นอกสุดเปน็ เซลล์เรยี งชน้ั เดยี วเปน็ เนอื้ เย่อื เอพเิ ดอร์มิส มีเซลล์บาง
เซลลเ์ ปล่ยี นรูปไปเปน็ เซลล์คุม ในเซลล์คมุ พบวา่ มีคลอโรพลาสช่วยในการสังเคราะหด์ ้วยแสง เซลล์
เอพิเดอร์มสิ บางเซลลอ์ าจเปลี่ยนไปเป็นขนเพื่อปกป้องผิวใบช้ัน ถดั จากเอพเิ ดอร์มสิ ดา้ นบนลงมาเปน็
เซลลร์ ูปร่างยาวเรียงชดิ กันเรียกวา่ แพลิเซดโซฟิลล์ไม่มีช่องวา่ งระหว่างเซลล์ แต่ละเซลล์จะมีคลอ
โรพลาสต์อยอู่ ย่างหนาแน่น จึงเหน็ ผิวใบ ด้านบนมสี เี ขียวเข้มกว่าผิวใบดา้ นล่าง ซึ่งเป็นประโยชนใ์ น
การดึงพลงั งานแสงมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ช้ันถดั จากแพลเิ ซดมโี ซฟลิ ล์ลงมาเปน็
เซลล์ขนาดเล็กกระจายอยูท่ ่ัวไป เรียงกันอยา่ งหลวมๆ จึงจะมีชอ่ งวางระหวา่ งเซลล์เปน็ บริเวณท่ีมกี าร
แลกเปลี่ยนแกส๊ และไอนา้ ระหวา่ งใบกับบรรยากาศเรยี กกลมุ่ เซลล์เหล่าน้ีวา่ สปันจีมีโซฟิลล์ ภายใน
เซลล์มคี ลอโรพลาสตแ์ ต่ไมห่ นาแน่นเหมอื นแพลิเซดมโี ซฟิลลแ์ ละในเน้อื เยื่อชั้นนจ้ี ะมมี ัดทอ่ ลาเลียง
แทรกอยู่ มัดทีใ่ หญ่ท่ีสดุ คือที่เสน้ กลางใบ ถ้าเปน็ เสน้ ใบท่ีกระจายตามแผน่ ใบมัดท่อลาเลยี งจะเล็ก
กว่า ทอ่ ลาเลยี งไซเลมจะนานา้ และธาตอุ าหารต่างๆ จากรากมาสูใ่ บ ท่อลาเลียงโฟลเอ็มทาหนา้ ที่
ลาเลยี งสารอาหารที่ไดจ้ ากการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงไปยงั สว่ นลาตน้ ราก ดังน้นั ท่อลาเลยี งน้าและท่อ
ลาเลียงอาหารในใบจะเชื่อมต่อกับส่วนลาตน้ และราก ทาใหน้ ้าและสารตา่ งๆ สมารถเคล่อื นย้ายไป
ทกุ ๆ สว่ นของลาตน้ พชื ได้
คาถาม เพราะเหตุใดทางด้านบนของใบจงึ มสี ีเขียวเข้มกว่าทางด้านลา่ งของใบและ
เปน็ ประโยชนต์ ่อการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงอยา่ งไร
คาตอบ ผิวใบดา้ นบนเป็นเนื้อเยอ่ื แพลเิ ซดมีโซฟิลล์ มีคลอโร พลาสอย่กู ันหนาแน่น
มากกว่าผิวใบดา้ นล่างจึงสามารถรับพลังงานแสงแดดไดม้ าก การสังเคราะหด์ ้วยแสงจึงเกิดมาก พชื บาง
ชนดิ ผิวใบด้านบนอาจมชี น้ั แพลิเซดมโี ซฟิลล์ 2 ชน้ั จงึ มสี เี ขยี วเข้มและเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการรับพลังงาน
แสง
3.7 ครูทบทวนเกี่ยวกับหนา้ ทที่ ่ีสาคัญของใบจากความรเู้ ดิมในชว่ งชัน้ ท่ี 3 นกั เรยี น
ควรตอบได้ว่า หน้าทใี่ บ คือ ผลิตสารอาหาร หายใจ และการคายนา้ แลว้ อภิปรายต่อถงึ หน้าท่ีพเิ ศษ
ของใบนอกจากหน้าที่สาคัญดังกล่าวแลว้ มอี ะไรบา้ ง โดยให้พจิ ารณาจากภาพท่ี 12-16 ในหนังสือ
เรยี นแลว้ จงึ ให้ตอบคาถามในหนงั สอื เรียนเพื่อให้นักเรยี นเข้าใจได้มากขน้ึ ดังนี้
คาถาม นกั เรียนรูจ้ กั ใบของพชื ชนดิ ใดอีกบา้ งทีเ่ ปลย่ี นแปลงไปเปน็ ถงุ ดักจบั แมลง
และใบของพืชชนิดใดอีกบ้างทีเ่ ปลี่ยนไปเปน็ มือเกาะ
70
คาตอบ ใบของพืชทเ่ี ปลยี่ นไปเป็นถุงดกั จบั เชน่ ต้นหยาดนา้ คา้ ง กาบหอยแครง
สาหร่ายขา้ วเหนียว ดุสติ า มณีเทวา (2 ชนิดหลงั เป็นวัชพชื ทพี่ บในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื แถวภู
หลวง ภูกระดึง ในจงั หวดั เลย
คาถาม นอกจากใบที่ทาหนา้ ที่พเิ ศษจากทก่ี ล่าวมาแล้ว ยังมีใบที่ทาหน้าที่พเิ ศษอะไรได้อีก
บ้าง
คาตอบ แพร่พนั ธ์ุ ได้แก่ ใบวา่ นหางจระเข้ กลีบหัวหอม กาบกลว้ ย / สะสม
อาหารและน้า ไดแ้ ก่ ใบว่านหางจระเข้ กลีบหวั หอม กาบกลว้ ย / ใบเกลด็ หุ้มตาเม่ือยอดยังอ่อน
ไดแ้ ก่ ใบเกล็ดหุ้มตายอดสาเก จาปี / ใบประดับหรอื ใบดอกช่วยลอ่ แมลงใหม้ าผสมพนั ธุ์ ได้แก่
เฟอ่ื งฟา้ หนา้ วัว เดหลีใบกลว้ ย ครีสตม์ าส
4. ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครนู าอภปิ รายและใหค้ วามรู้ เก่ยี วกับ โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของใบ และการ
แลกเปลีย่ นก๊าซของพชื (เพม่ิ เตมิ ) ตามรายละเอยี ดในใบความรู้ที่ 4
4.2 ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเน้ือหา เรื่อง โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของใบ และการ
แลกเปลยี่ นก๊าซของพืช และการทากิจกรรมท่ี 12.4 ว่ามสี ่วนไหนทไี่ ม่เขา้ ใจและใหค้ วามรูเ้ พิ่มเติมในส่วน
นน้ั
5. ประเมิน (Evaluation)
เปน็ การประเมินการเรียนรดู้ ้วยกระบวนการต่าง ๆ วา่ ผู้เรียนมีความรอู้ ะไรบ้างและมากน้อย
เพียงใด จากข้ันน้จี ะนาไปสู่การนาความรู้ไปประยกุ ต์ใช้ในเร่ืองอ่ืน ๆ
10. ส่ือและแหล่งเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี นวชิ าชวี วทิ ยาพ้นื ฐาน ของ สสวท.
2. ใบงานและใบความรูอ้ งค์ประกอบที่ 3 งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น โรงเรียนแชแลพิทยา
นุสรณ์
3. เอกสาร ก.7-003 จากงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น โรงเรียนแชแลพทิ ยานุสรณ์
4. สือ่ อินเตอรเ์ น็ต
5 มะละกอฮอลแลนด์
71
11. การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
สง่ิ ทีต่ ้องการวดั และ วิธีการวดั และประเมนิ เครือ่ งมือวัดผล เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเมนิ
-ใบงาน/ ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ
- การตอบคาถาม แบบทดสอบ 80
- แบบทดสอบ
1. ความรคู้ วามเข้าใจ - การทาใบงาน ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ
- การทาแบบทดสอบก่อน - แบบประเมนิ การ 80
ทางานกลุ่ม
และหลังเรียน
2. การมีส่วนร่วมใน - การสังเกต
การทากิจกรรมกลุ่ม
3. ทักษะกระบวนการ - ประเมินการปฏิบตั ิงาน - แบบประเมนิ ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ
ความสามารถดา้ น 80
ทางวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรียน
วทิ ยาศาสตร์
12. ข้อเสนอแนะ
มกี ารวิเคราะห์หลกั สูตรสหู่ นว่ ยการเรยี นรู้
จุดประสงค์การเรียนรพู้ ัฒนานักเรยี นทกุ ด้าน (K , P , A )
มกี ารใช้ส่อื /นวัตกรรม/เทคโนโลยีในกิจกรรมการสอน
จดั กิจกรรมเหมาะสมกับผเู้ รียน
มกี ารใชส้ ่ือและแหลง่ การเรยี นรู้เหมาะสมกบั เน้อื หา
มีการบูรณาการทสี่ อดคลอ้ งกบั งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
มกี ารวดั และประเมินผลท่สี อดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
มีการวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง
อ่นื ๆ ..........................................................................................................................................
ลงชื่อ………………………………………….
( นางพรรณนภิ า พร้อมเพียง )
หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์
ลงชอื่ ………………………………………….
( นางพรรณนภิ า พร้อมเพยี ง )
หัวหนา้ ฝา่ ยวิชาการ
72
ลงชื่อ……………………………….……….
( นายบญุ เจรญิ สขุ สกลุ )
รองผู้อานวยการ รกั ษาราชการแทน
ผู้อานวยการโรงเรยี นแชแลพิทยานุสรณ์
12. บนั ทึกหลังสอน
ผลการจดั ผลการประเมนิ ปญั หา แนวทางแกไ้ ข
กจิ กรรมการ
เรยี นรู้
ด้านความรู้(K) ................................................... ................................................... ...................................................
.................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านกระบวนการ ................................................... ................................................... ...................................................
(P) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ด้านคุณธรรมฯ ................................................... ................................................... ...................................................
(A) .................................................. .................................................. ..................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
................................................... ................................................... ...................................................
ลงชอ่ื ………………………………………….
( นายบุญรัง จาปา)
73
บทปฏิบัติการท่ี 3 ใบ
ช่ือ..........................................สกุล...........................................หอ้ ง..................เลขท่ี...................
วนั ท.ี่ ..................เดือน..........................พ.ศ. ................................................................................
บทปฏิบัติการที่ 6
ใบ (Leaf)
ใบ คือส่วนท่เี จรญิ ออกทางด้านขา้ งของลาตน้ มีก้านและแผน่ ใบติดอยู่ ใบพืชจะมีสาร
คลอโรฟลิ ล์ ชว่ ยทาหนา้ ทสี่ ังเคราะห์แสง นอกจากนนั้ ใบยังมีหนา้ ทีแ่ ลกเปลยี่ นแกส๊ คายน้า และ
เปล่ียนแปลงไปทาหน้าทพ่ี ิเศษ
ใบพชื โดยทั่วไปประกอบด้วย แผน่ ใบ(lamina หรือ blade) และก้านใบ(petiole) กา้ นใบมี
ส่วนติดตอ่ เขา้ ไปในแผน่ ใบคือเส้นกลางใบ(mid rib)และแตกแขนงไปตามสว่ นตา่ งๆของแผ่นใบ
เรยี กวา่ เสน้ ใบ vein) นอกจากน้ยี ังมีส่วนสาคัญหนง่ึ คือหูใบ(stipule) พบทใ่ี บถวั่ ใบกุหลาบ ถา้ ใบมี
ครบ 3 สว่ นเรยี กว่า (complete leaf)
ชนดิ ของใบ “หน้าที่ รูปร่างและโครงสร้างภายนอก
- ใบแท้ “Foliage leaf” ใบสีเขยี ว สังเคราะหแ์ สง หายใจ คายน้า
- ใบดอก “Floral leaf” ใบท่เี ปลี่ยนแปลงไปเปน็ ส่วนของดอก เสริมใน
การสบื พนั ธุ์
- ใบเล้ยี ง “Cotyledon” ใบของตน้ อ่อนอย่ใู นเมล็ด เกิดข้นึ คร้ังแรก
สะสมอาหาร
- ใบเกล็ด “Scale leaf/cataphyll” ใบที่ตดิ ตามสว่ นล่างของลาต้น
ขนาดเล็ก ปอ้ งกนั ตา,ใบอ่อน/สะสมอาหาร
74
- ร้ิวประดับ “Bract/Hypsophyll” ใบท่ีจดั อยู่ในระดบั สูงของลาต้น
เปลยี่ นไปเปน็ ส่วนประกอบของดอกไม้บางชนิด
- ใบพเิ ศษ “Modified“ใบท่ีเปล่ียนแปลงไปทาหนา้ ท่ีพเิ ศษ
ชนดิ ของใบแท้
- ใบเดยี่ ว “Simple leaf” ใบทมี่ ีตัวใบเพียงใบเดยี ว กลว้ ย อ้อย
- ใบประกอบ “Compound leaf” ใบรวม ประกอบด้วยใบย่อมหลายใบ ใบมะพร้าว
มะยม
ใบประกอบ
- แบบขนนก “Pinnate” มใี บย่อยแตกออกจากกา้ นใบครงั้ เดียว
- แบบขนนกปลายค่ี “Odd-Pinnate” มีใบยอ่ ยจานวนคี่ ปลายใบมใี บย่อยใบเดยี ว กุหลาบ
อัญชัน
- แบบขนนกปลายคู่ “Even pinnate” มใี บย่อยจานวนคู่ ปลายใบมใี บยอ่ ยเป็นคู่ มะขาม
ขเี้ หล็ก ชุมเหด็ เทศ
- แบบขนนกสองชน้ั “Bipinnate” มกี ้านแกนกลางเปน็ ครงั้ ท่ี 2 จึงมีใบย่อย กา้ มปู หาง
นกยุง กระถนิ
- แบบขนนกสามช้ัน “Tripinnate” มีกา้ นแกนกลางแตกเป็นคร้ังท่ี 3 จึงมีใบย่อย มะรมุ
เพกา มะเขือเทศบางชนิด
- ใบประกอบแบบนวิ้ มือ “Palmately compound leaf” มีลกั ษณะคลา้ ยนว้ิ มอื มใี บย่อยแยกจาก
กา้ นใบตรงจดุ รวมเดียวกัน ชมพูพันธทุ์ พิ ย์
- แบบมีสองใบย่อย “Bifoliate” ใบยอ่ ยแตกจากจดุ เดียวกนั 2 ใบ มะขามเทศ
- แบบมีสามใบย่อย “Trifoliate” ใบยอ่ ยแตกจากจุดเดียวกนั 3 ใบ ถ่วั ยางพารา
- แบบมสี ่ใี บยอ่ ย “Quadrifoliate” ใบยอ่ ยแตกจากจดุ เดียวกัน 4 ใบ ผักแวน่ ผเี ส้ือราตรี
- แบบมี 5 – 6 ใบข้ึนไป “Multifoliate” ใบย่อยแตกจากจดุ เดียวกัน 5-6 ใบขึน้ ไป ชมพู
พนั ธุท์ พิ ย์ หนวดปลาหมึก น่นุ หนมุ านประสานกาย
- ใบประกอบแบบมีหนึ่งใบยอ่ ย”Unifoliate” ประกอบดว้ ยใบย่อยใบเดยี ว พชื ตระกลู สม้
การจดั เรยี งตัวของเสน้ ใบ มี 2 แบบ คือ
1.การจัดเรียงตัวแบบร่างแห (reticulate venation หรือ netted venation) พบในพืชใบเลีย้ งคู่
- เสน้ ใบแบบขนนก “Pinnately netted” : มีเสน้ กลางใบ 1 เส้นขนาดใหญ่ทสี่ ุดมีเสน้ ใบ
แยกออกจากเสน้ กลางใบ มะมว่ ง นนทรี
- เสน้ ใบรูปฝ่ามือ “Palmately netted venetion” เสน้ ใบมีขนาดใกลเ้ คยี งกัน เรยี งออก
จากโคนใบคลา้ ยนิ้วมือแยกจากฝ่ามือ มะละกอ ตาลึง
2.การจัดเรียงตัวแบบขนาน(parallel venation) พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
- เบซลั พาราลเลล “Basal Parallel venation” : เส้นใบขนาดทุกเส้นจากโคนถึงปลาย
หญ้า ขา้ วโพด ออ้ ย
75
- คอสตัส พาราลเลล “Costal parallel” : มเี สน้ กลางใบ 1 เส้น เสน้ ใบขนานกับเส้นกลางใบ
กลว้ ย ขิง ขา
การจดั ระเบยี บของใบบนกิง่ (leaf arrangement)
แบบสลับ(alternate)คือแต่ละข้อมีใบแตกออกมา 1 ใบ สลบั กันไปเร่ือย ๆ
แบบเรียงเปน็ เกลยี ว (spiral) คือทขี่ ้อใบออกมาใบเดยี วแตเ่ รยี งเย้ืองกันทาให้ดูเปน็ เกลียว
แบบตรงข้าม(opposite) คอื ท่ขี ้อมีใบแตกออกมา 2 ใบโดยอยู่ตรงกันขา้ ม
แบบเรยี งรอบขอ้ (whorled)คอื ท่ีข้อแต่ละข้อมีใบมากกว่า2 ใบข้ึนไป
โครงสรา้ งภายในของใบ
สว่ นประกอบของใบมี 3 ส่วนคอื แผน่ ใบ ( blade หรอื lamina ) ก้านใบ ( petiole ) และหใู บ (
stipule )
1 ชน้ั เอพิเดอร์มิส (Epidermis) มี 2 ด้านคือเอพเิ ดอร์มิสดา้ นบน(Upper epidermis) กบั เอพิ
เดอรม์ สิ ดา้ นลา่ ง (Lower epidermis)
2 ชัน้ มโี ซฟีลล์ (Mesophyll) แบง่ ออกเปน็ 2 ช้ันย่อยคือ พาลเิ สดมโี ซฟลี ล์(Palisade mesophyll)
และ สปองจมี ีโซฟีลล์ (Spongy mesophyll)
3 มัดท่อลาเลยี ง (Vascular bundle) ประกอบด้วย Xylem กบั Phloem โดยไซเลม็ จะอยู่ด้านบน
สว่ น Phloem จะอยู่ดา้ นล่างโดยมีบัลเดิลชีทลอ้ มรอบ
76
ใบงานท่ี 3 โครงสร้างแลหน้าทีข่ องใบ
วสั ดอุ ปุ กรณ์
1. พืชตัวอยา่ ง(มะละกอฮอลแลนด)์ ทง้ั ส่วนของใบ
2. คูม่ อื ท่ใี ช้ในการศึกษาลักษณะของพืช
3. ใบมดี โกน
4. กล้องจุลทรรศน์
5. สซี าฟานิน
วิธีปฏิบัติการ
1. ศกึ ษาโครงสร้างภายนอกของใบ พรอ้ มวาดภาพประกอบ
2.ศึกษาโครงสร้างภายในโดยการใชม้ ีดผา่ ดู ใบ เปรยี บเทียบขอ้ แตกต่าง
3.ศกึ ษาลกั ษณะของใบ ท่เี ปล่ียนแปลงไปทาหน้าที่พิเศษ
ผลการทดลอง
ลกั ษณะภายนอกของใบ
77
โครงสรา้ งภายในของใบ
สรุปผล
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................................................. ...
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ปญั หาและข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
78
การบรู ณาการสอนกลมุ่ สาระวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
79
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เครื่องมือในการศกึ ษาภูมิศาสตร์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวชิ า ส33101 สงั คมศึกษา
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 เวลา 1 ช่วั โมง
ผู้สอน นางสาวผาแก้ว ชมุ พร ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2560
โรงเรียนแชแลพิทยานสุ รณ์ อาเภอกมุ ภวาปี จังหวัดอดุ รธานี
สาระสาคญั
เทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษาทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือท่ีช่วยในการศึกษา
รวบรวม วเิ คราะห์ และนาเสนอขอ้ มลู ทางภมู ิศาสตรไ์ ดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ถกู ตอ้ ง และทันสมัย
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรทู้ ่ี มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของ
สรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกันและกัน ในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนท่ีและเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์ในการ
คน้ หา วเิ คราะห์ สรปุ และใช้ขอ้ มูลภมู ิสารสนเทศอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ตัวชว้ี ัดช่วงช้นั ปี
ใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการรวบรวม วิเคราะห์ และนาเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ
อย่างมีประสทิ ธิภาพ (ส 5.1 ม. 4–6/1)
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายประโยชนแ์ ละการใชง้ านเก่ียวกบั เทคโนโลยแี ละสารสนเทศในการศึกษาภูมิศาสตร์
ได้ (K, A)
2. เลือกใชเ้ ทคโนโลยีและสารสนเทศในการศกึ ษาภูมิศาสตร์ได้เหมาะสม(P, K)
3. นาเทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษาภูมิศาสตร์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้
(K)
การบรู ณาการงานสวนพฤกษศาสตร์
สาระการเรยี นรู้
เรียนรู้พืชพรรณ และสภาพพ้ืนที่ พิจารณาคุณค่า และสุนทรียภาพพรรณไม้ ทาผังภูมิทัศน์
จัดหาพรรณไม้ ปลูก ดูแลรักษา และออกแบบบันทึกการเปล่ียนแปลง เพ่ือให้เห็นคุณ รู้ค่า ของพืช
พรรณ
พฤตกิ รรมบ่งชี้
สารวจ ศกึ ษาวเิ คราะห์สภาพพืน้ ทเ่ี พ่อื ประกอบการวางแผนพฒั นาพืน้ ทีไ่ ด้
หลกั ฐาน/ผลงาน/การปฏิบตั งิ าน
ใบงานรายงานสารวจสภาพภมู ศิ าสตรข์ องพืน้ ที่ศึกษา
80
การวัดผลประเมนิ ผล
พฤติกรรมบง่ ช้ี วธิ ีวดั ผล เครือ่ งมือ การประเมินผล
สารวจ ศกึ ษา ตรวจ แบบบันทึก รายการประเมิน
การตรวจใบ - มีการจดั หาวสั ดุและอปุ กรณ์
วเิ คราะหส์ ภาพ ใบงาน - มกี ารระบุข้อมลู ทางกายภาพของพืน้ ท่ี
งาน - มีการระบขุ ้อมูลทางชีวภาพทอ่ี ยู่ในพื้นท่ี
พื้นท่ีเพ่อื - มกี ารเขยี นสง่ิ ท่ีได้รับจากการศึกษา
- มีสว่ นร่วมในการแกป้ ัญหาและการดาเนนิ ชวี ิตตาม
ประกอบการ แนวทางการอนุรักษท์ รพั ยากรและส่ิงแวดล้อมเพื่อการ
พัฒนาทยี่ ัง่ ยนื
วางแผนพฒั นา
พื้นทไ่ี ด้
สาระการเรียนรู้
เทคโนโลยีและสารสนเทศในการศกึ ษาภมู ศิ าสตร์
1. การรบั ร้จู ากระยะไกล
2. ชนิดของขอ้ มลู การรบั รจู้ ากระยะไกล
2.1 รปู ถ่ายทางอากาศ
2.2 ภาพจากดาวเทียม
3. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
4. ระบบกาหนดตาแหน่งบนพ้นื โลก
5. อนิ เทอร์เนต็
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1.ความสามารถในการส่ือสาร
2.ความสามารถในการคดิ
3.ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คณุ ลักษณะอันพง่ึ ประสงค์
1.มีวินยั 2.ใฝเ่ รียนรู้
3.มงุ่ มนั่ ในการทางาน 4.มจี ติ สาธารณะ
กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขนั้ ที่ 1 นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. ครูแจง้ ตวั ชีว้ ัดช่วงช้ันและจุดประสงคก์ ารเรยี นร้ใู ห้นกั เรยี นทราบ
2. ครใู หน้ ักเรียนดูภาพจากดาวเทยี มแลว้ สนทนากับนักเรียนเก่ยี วกบั ภาพจากดาวเทียม
ข้นั ท่ี 2 กิจกรรมการเรยี นรู้
81
3. ครใู ห้นักเรียนแบ่งเป็นกล่มุ 5 กลุ่ม ศึกษาค้นคว้าข้อมลู เกีย่ วกบั เทคโนโลยีและสารสนเทศ
ในการศึกษาภูมิศาสตร์ท่ีกาหนด โดยให้นักเรียนค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต แล้วบันทึกลงในแบบ
บนั ทึกกิจกรรมเร่ือง เทคโนโลยีและสารสนเทศในการศกึ ษาทางภมู ศิ าสตร์
กลุ่มที่ 1 ศึกษาเรื่อง การรับรจู้ ากระยะไกล
กลมุ่ ที่ 2 ศกึ ษาเรอื่ ง รูปถ่ายทางอากาศ
กลุ่มท่ี 3 ศกึ ษาเร่ือง ภาพจากดาวเทยี ม
กล่มุ ท่ี 4 ศึกษาเรอ่ื ง ระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์
กลุ่มที่ 5 ศกึ ษาเรอื่ ง ระบบกาหนดตาแหน่งบนพ้นื โลก
(ในกลุ่มที่ 1 ให้นักเรียนภายในกลุ่มศึกษาข้อมูลเก่ียวกับการใช้ระบบการรับรู้จาก
ระยะไกลของประเทศสมาชิกอาเซยี น กลมุ่ ท่ี 2–3 ใหน้ กั เรยี นภายในกลุ่มสืบค้นรูปถ่ายทางอากาศ
หรอื ภาพจากดาวเทยี มท่เี กีย่ วกับประเทศสมาชิกอาเซียน กลุ่มละ 1–2 ภาพ นามาติดลงกระดาษ
แลว้ สรุปวา่ เป็นภาพเกี่ยวกับอะไร ให้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน และมีประโยชน์
ต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างไร และกลุ่มท่ี 4–5 ให้นักเรียนภายใน
กลมุ่ ศึกษาข้อมลู เก่ยี วกับการใชร้ ะบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือระบบกาหนดตาแหน่งบนพื้น
โลกของประเทศสมาชิกอาเซยี น)
4. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น ใช้โปรแกรม Power Point ป้ายนิเทศ ครทู าหน้าที่เสรมิ ความรใู้ หน้ กั เรยี นใหส้ มบรู ณ์
5. ครูใหน้ กั เรยี นตวั แทนกลุ่มออกมาแสดงความคิดเห็นข้อดีและข้อเสียเก่ียวกับการหาข้อมูล
ภูมิศาสตร์จากเว็บไซตต์ ่าง ๆ
6. ครูมอบหมายงาน โดยให้นักเรียนจับคู่และสืบค้นภาพรูปถ่ายทางอากาศและภาพจาก
ดาวเทยี มของประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความเก่ียวข้องกับการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการทา
เกษตรกรรม แล้วนามาช่วยกันวิเคราะห์ว่าจากภาพการประกอบอาชีพดังกล่าวน้ัน ๆ มีลักษณะท่ี
คล้ายคลงึ กับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงหรอื ไม่ อยา่ งไร สรุปเป็นความเรยี งส่งครู
ข้ันที่ 3 ฝึกฝนผู้เรียน
7. ครูให้นกั เรยี นทากิจกรรมทีเ่ กย่ี วกบั เทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษาภูมิศาสตร์ และ
แบบทดสอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ประจาหน่วยการเรียนรู้ ในแบบฝึกทักษะ รายวิชา
พ้นื ฐาน ภูมิศาสตร์ ม. 4–6 จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั เฉลยกจิ กรรมและแบบทดสอบ
ขั้นที่ 4 นาไปใช้
8. ครูแจกใบงานรายงานสารวจสภาพภูมศิ าสตรข์ องพ้ืนที่ศึกษา
9. ครูชแ้ี จงการศึกษาตามใบงานฯ ดงั น้ี
9.1ใหน้ ักเรยี นกาหนดพน้ื ทีศ่ ึกษา และระบุปกี ารศกึ ษาที่ทาการศึกษา
9.2 ทาการสารวจขอ้ มูลทางกายภาพและชวี ภาพของพนื้ ที่แลว้ บนั ทกึ รายละเอียดลงในใบ
งาน
9.3 วาดภาพผังพรรณไม้เดิมในกระดาษท่ีครูเตรยี มให้
82
9.4 ระบุความร้ทู างวชิ าการและคุณธรรมที่นกั เรียนไดร้ ับในการทาการศกึ ษาและลงมือ
ทางานตามสภาพจรงิ
9.5 ระบชุ อ่ื ผูท้ ่ีรว่ มศึกษา
10. นกั เรียนลงมือศึกษาตามใบงานที่ให้
11. ครใู ห้คาแนะนาขณะปฏิบตั งิ าน
ข้นั ท่ี 5 สรปุ
12. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษา
ภมู ิศาสตร์โดยให้นักเรียนสรุปเป็นแผนท่ีความคดิ
13. ครูใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียนและชว่ ยกันเฉลยคาตอบ
10. กจิ กรรมเสนอแนะ
ครูให้นักเรียนค้นคว้าข้อมูลเก่ียวกับการนาเทคโนโลยีและสารสนเทศในการศึกษาภูมิศาสตร์
มาใชใ้ นการพฒั นาประเทศ
สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้
1. ภาพจากดาวเทียม
2. แบบบันทกึ กิจกรรมเร่ือง เทคโนโลยีและสารสนเทศในการศกึ ษาภูมศิ าสตร์
3. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน ภมู ิศาสตร์ ม. 4–6 บรษิ ัท สานกั พิมพว์ ัฒนาพานิช จากดั
4. แบบฝกึ ทกั ษะ รายวิชาพ้นื ฐาน ภูมศิ าสตร์ ม. 4–6 บรษิ ัท สานักพิมพว์ ฒั นาพานิช จากัด
สอ่ื -อุปกรณ์
1. อุปกรณ์ทนี่ ักเรยี นต้องเตรยี ม เพ่อื ทาการศึกษา
1.1 สมุด 1.2 ปากกา 1.3 ดินสอ
1.4. ยางลบ 1.5 ไมบ้ รรทัด
2. วสั ดอุ ปุ กรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ที่ต้องใช้ และนักเรียนสามารถเบกิ ยืมได้
2.1 สีไม้
2.2 เทปวดั
2.3 กระดาษ
2.4 Lux meter ( เคร่ืองวัดความเขม้ ของแสง )
2.5 Hygro meter & Thermometer ( เคร่ืองวดั ความชน้ื และ อุณหภูมิ )
2.6 pH meter ( เครอ่ื งวัดความเป็นกรด – เบส )
แหล่งเรียนรู้-สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น
83
13. ข้อเสนอแนะ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
ลงชื่อ......................................................
(นางสาวบุษบง สรวงสริ )ิ
หัวหน้ากลุม่ สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
ลงชือ่ ......................................................
(นายบุญเจรญิ สขุ สกุล)
รองผูอ้ านายการ
รกั ษาราชการ แทนผูอ้ านวยการ โรงเรียนแชแลพทิ ยานุสรณ์
14. บนั ทึกหลังการสอน ปญั หา/อปุ สรรค แนวทางการแก้ไข วิจยั
ดา้ น ผลการสอน ในชนั้ เรียน/สอนเสรมิ /
………………………... ตดิ ตามพฤติกรรม(อื่น)
K ……………………………………………… …………………………
……………………………………………… ………………………... ………………………..
……………………………………………… ………………………... ………………………..
………………………… ………………………..
P ……………………………………………… ………………………...
……………………………………………… ………………………... ………………………..
……………………………………………… ………………………… ………………………..
………………………... ………………………..
A ………………………………………………
……………………………………………… ………………………..
……………………………………………… ………………………..
……………………….
ลงชื่อ.....................................................................
(นางสาวผกาแกว้ ชมุ พร)
วันที.่ ......เดือน........................ พ.ศ. ..................
84
ใบงานเรอ่ื ง ผังภมู ิศา
คาชีแ้ จง: ใหน้ กั เรยี นวาดผงั สภาพภูมิศาสตรด์ ินและน้าให้ถูกตอ้ งตามมาตรตราสว่
ไหลของผวิ ดินให้ถูกต้อง
สญั ลกั ษณ์
78
าสตร์ ดิน และน้า
วนมีการกาหนดทิศทางกาหนดสัญลกั ษณ์ แสดงความลาดเอียงของดนิ การ
สภาพภูมิศาสตร์และลกั ษณะดิน
.......................................................................................................
N .......................................................................................................
.......................................................................................................
.....................................................................
ความชื่นของดิน ณ จุดต่างกนั
.......................................................................................................
.......................................................................................................
.......................................................................................................
.....................................................................
น้า สี ผงั ภมู ิศาสตร์ ดิน และ น้า
........................................................................................................................
.........
พ้นื ท่ีศึกษา..........................................................................................
มาตราส่วน.................................................................................................
วนั ท่ี..............................................................................................................
ผศู้ ึกษา
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
...........................................................................................................................
..............
ใบงานเรื่อง ผงั ภมู ิศาส
คาชี้แจง: ให้นกั เรยี นวาดผงั สภาพภูมิศาสตรด์ นิ และนา้ ใหถ้ ูกต้องตามมาตรตราส่ว
ทศิ ทางของกระแสลมใหถ้ ูกต้อง
การบรู ณาการสอนกล่มุ สาระวชิ าสขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
แผนการจัดก
รายวิชา สุขศ
สัญลกั ษณ์
79
สตร์ แสง และลม
วนมกี ารกาหนดทศิ ทางกาหนดสญั ลักษณแ์ สดงปริมาณแสงในพน้ื ที่และ
ทิศทางลม
ลมพดั จากทิศ.......................................................ไปยงั ทิศ
.............................................
N ลกั ษณะของลม (ความเร็ว/ชา้ ของลม)
.......................................................................................................
.......................................................................................................
.......................................................................................................
.....................................................................
ณ เวลา
.......................................................................................................
.......................
การเรยี นรู้ ผงั ภมู ิศาสตร์ แสง และ ลม
ศกึ ษาและ
พ้ืนท่ีศึกษา..........................................................................................
มาตราส่วน.................................................................................................
วนั ที่..............................................................................................................
ผศู้ ึกษา
............................................................................................................................. ...
................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..
80
การบูรณาการสอนกล่มุ สาระวชิ าสขุ ศึกษาพละศึกษา
81
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ ขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
โรงเรียนแชแลพทิ ยานุสรณ์ อาเภอกมุ ภวาปี จังหวดั อุดรธานี
วิชา สุขศึกษารหสั พ๒๓๑๐๑
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖0
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๕อาหารท่ีเหมาะสมกับวัย เวลา ๔ ชั่วโมง
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒ การกาหนดรายการอาหารทเี่ หมาะสมกับวัยเวลา ๒ชั่วโมง
บูรณาการ งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผสู้ อน นางสาวจริ าภรณ์ วงศส์ นทิ ใชส้ อนวนั ที่..............................................................
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
การกาหนดรายการอาหารท่เี หมาะสมกับวยั ต่างๆ ควรคานงึ ถึงความประหยัดและคุณค่าทาง
โภชนาการ
งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ในโครงการอนรุ ักษ์พนั ธกุ รรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดาริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี มีวตั ถุประสงค์ใหเ้ ยาวชนได้มีโอกาสใกลช้ ิดกบั พืช
พรรณไม้ ไดเ้ รียนรู้ถึงพืชท้องถ่ินของตน ช่วยกนั ดแู ลไม่ให้สญู พันธุ์ ซึ่งจะก่อให้เกดิ จิตสานึกในการท่ี
จะอนุรักษส์ ืบไป การดาเนินงานประกอบด้วย
๕องค์ประกอบ และ ๓สาระการเรียนรู้
องค์ประกอบท่ี ๓ การศึกษาข้อมลู ด้านต่าง ๆ โดยมีหลักการ คอื รู้การวเิ คราะห์ เห็น
ความต่าง รคู้ วามหลายหลาก และสาระการเรยี นรู้ที่ศึกษา ดังน้ี การนาทรพั ยากรธรรมชาตมิ าเป็น
ปัจจัยในการเรยี นรู้ โดยการใช้ปัจจยั หลายปจั จยั ในชนดิ เดยี วกันหรือตา่ งชนดิ กนั เพ่ือให้เห็นความ
ตา่ ง เมอ่ื เห็นความตา่ ง กจ็ ะเกิดจนิ ตนาการอนั จะนาไปสูก่ ารใชป้ ระโยชน์ในงานแต่ละด้าน
การศกึ ษาพรรณไม้ในสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ตามทะเบยี นพรรณไม้ คือ การ
ตรวจสอบการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ จากการศึกษาพรรณไม้ในโรงเรยี นโดยใช้เอกสารให้ถูกตอ้ งสมบูรณ์
การเผยแพร่องค์ความรู้และการใช้สวนพฤกษศาสตร์เปน็ แหลง่ เรียนรู้คอื การนาผลการเรียนรู้
ท่ไี ด้รบั จากการบูรณาการไปสู่ผูอ้ ่ืน เพ่ือให้รู้ถงึ ผลดแี ละเป็นประโยชนต์ ่อการศึกษาโดยการรวบรวม
จัดเก็บผลงานจากการเรียนการสอนเพื่อใช้ในการอ้างองิ ทางการศึกษาและจดั แสดงผลการเรยี นรู้
๒. มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด
๒.๑ ตวั ชีว้ ดั
พ ๔.๑ ม.๓/๑ กาหนดรายการอาหารทเ่ี หมาะสมกับวัยต่างๆ โดยคานงึ ถึงความประหยัด
และคณุ ค่าทางโภชนาการ
๓.จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๑)บอกหลักการกาหนดรายการอาหารทเี่ หมาะสมกับวยั ต่างๆ ได้
๒) กาหนดรายการอาหารทเี่ หมาะสมกบั วยั ต่างๆ โดยคานงึ ถึงความประหยดั และคุณค่าทาง
โภชนาการได้
82
งานสวนพฤกษศาสตร์
ดา้ นความรู้(Knowledge)
๑. บอกชอื่ และสรรพคุณของสมุนไพรได้
๒. วิเคราะหแ์ ละจาแนกสรรพคุณของสมุนไพร เป็นหมวดหมไู่ ด้
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (Process)
๑. จาแนกชนิดของสมุนไพรทน่ี ามาใชใ้ นการประกอบอาหารได้
๒. นาสมนุ ไพรไปประกอบอาหารได้
๓. นาพชื สมนุ ไพรไปเพาะปลูกและขยายพันธุ์ได้
ดา้ นคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอนั พึงประสงค(์ Attitude)
๑. เพ่ือให้นกั เรยี นได้สัมผัส ใกลช้ ิด และเกดิ ความรกั ต่อพชื พรรณ มจี ิตสานึกเห็นคุณค่า
ประโยชน์ของพชื พรรณไม้ไม่คิดทาลายและมแี นวคดิ ทจ่ี ะอนุรกั ษ์สบื ตอ่ ไป
๒. เพือ่ ใหน้ ักเรยี นมีคุณธรรมและจรยิ ธรรม ได้แก่ มีความรับผดิ ชอบ มีความซื่อตรง มี
ความอดทน มีความเพียร มีความสามคั คี มีความเอ้อื อาทร เกื้อหนนุ มีความเมตตา กรณุ าการดูแล
และรักษาสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น หอ้ งสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน วัสดอุ ปุ กรณ์
๓. เพื่อใหน้ ักเรยี นมลี ักษณะอันพงึ ประสงค์ ไดแ้ ก่ รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สจุ ริตมี
วินัย ใฝเ่ รยี นรู้ อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มุง่ มนั่ ในการทางาน รกั ความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ
๔.สาระการเรยี นรู้
๔.๑ สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
การกาหนดรายการอาหารทีเ่ หมาะสมกบั วัยตา่ งๆ
- วัยทารก วยั เด็ก (วัยก่อนเรียน วยั เรียน) วยั รุน่ วยั ผ้ใู หญ่ วยั สูงอายุ โดยคานึงถึงความ
ประหยัด
และคณุ คา่ ทางโภชนาการ
๕.คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
ขอ้ ท่ี ๑รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ขอ้ ที่ ๒ ซ่ือสัตย์สุจริต
ข้อที่ ๓มีวนิ ยั
ข้อที่ ๔ ใฝเ่ รียนรู้
ข้อท่ี ๕ อยู่อย่างพอเพียง
ข้อท่ี ๖ มุ่งม่นั ในการทางาน
ข้อท่ี ๗รกั ความเป็นไทย
ขอ้ ที่ ๘ มจี ิตสาธารณะ
๖.การอา่ น คิดวเิ คราะห์ และการเขยี น
การพัฒนาและการประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์ และการเขยี น หลักสูตรสถานศกึ ษาตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ได้กาหนดขอบเขตการประเมนิ และตัวชวี้ ัดท่ี
แสดงความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียนของผเู้ รียนไว้ดงั นี้
83
ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี๑-๓ ผู้เรียนสามารถคัดสรรสอ่ื จากเร่ืองท่อี ่าน จบั ประเดน็ วเิ คราะห์
วิจารณ์ สรปุ คณุ ค่าแนวคิด อภปิ ราย ขยายความ แสดงความคดิ เหน็ โดยการเขยี นสื่อสารในรูปแบบ
ต่างๆ
๗.สมรรถนะของผูเ้ รียน
กาหนดสมรรถนะของผเู้ รียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑
หลังจากผู้เรยี นผ่านการเรยี นรู้และนาไปใชใ้ นชีวิตสูส่ งั คม ตามสมรรถนะผ้เู รยี น ๕ ดา้ น ๑.
ความสามารถในการสื่อสาร ๒.ความสามารถในการคิด ๓.ความสามารถในการแก้ไขปัญหา ๔.
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต ๕.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
๘.การบรู ณาการ
๘.๑ การบูรณาการงานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี นในโครงการอนรุ ักษ์พันธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดารสิ มเดจ็
พระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกมุ ารี มวี ตั ถปุ ระสงค์ใหเ้ ยาวชนไดม้ ีโอกาสใกลช้ ดิ กับพชื พรรณไม้
ไดเ้ รยี นรู้ถึงทอ้ งถิ่นของตนเอง ช่วยกันดูแลไมใ่ หส้ ญู พนั ธุ์ ซ่งึ จะก่อใหเ้ กิดจติ สานกึ ในการที่จะอนรุ ักษ์
สบื ไป
๙.กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method : ๕E)
๑. ครแู จ้งจุดประสงค์การเรียนรู้
ขั้นที่ ๑ กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
๑. ครูนารูปภาพอาหารและพืชท่ีจะนามาใชใ้ นการประกอบอาหารให้นักเรียนดู
๒. นกั เรยี นช่วยกนั อธบิ ายความเชื่อมโยงระหวา่ งรูปภาพรายการอาหารและรปู ภาพพืชท่ี
นามาใชป้ ระกอบอาหาร
ขั้นท่ี ๒ สารวจคน้ หา (Explore)
๑. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน ตามความสมัครใจ ใหแ้ ต่ละกลุ่มรว่ มกนั สืบคน้ ขอ้ มลู การใช้
ประโยชนข์ องพืชในท้องถนิ่
๒. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันศกึ ษาใบงานท่ี ๑ เรื่อง การกาหนดรายการอาหารท่เี หมาะสม
กบั วัย
๓. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะห์เนือ้ หาในใบงานร่วมกันแสดงความคิดเหน็
๔. นักเรยี นบนั ทึกผลที่ได้จากการแสดงความคดิ เห็น
ขนั้ ที่ ๓ อธบิ ายความรู้(Explain)
๑. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาความรู้ท่ีได้ศึกษามาเป็นพนื้ ฐานในการทาใบงาน
๒. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรุปประเด็นสาคัญของข้อมลู พ้ืนฐาน
ข้ันที่ ๔ ขยายความเข้าใจ(Expand)
๑. ครูใหน้ กั เรียนนาความรูท้ ่ีได้ศึกษามาเป็นพืน้ ฐานในการวิเคราะหค์ วามสาคัญของพชื
๒. นกั เรียนเขยี นบนั ทกึ การศึกษาคน้ ควา้
ขน้ั ที่ ๕ ตรวจสอบผล(Evaluate)
๑. ครูใหน้ กั เรยี นช่วยกันตอบคาถามเกยี่ วกับข้อมูลการใช้ประโยชนข์ องพืช
84
๒. ครมู อบหมายให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มชว่ ยกันบันทึกข้อมูลการใชป้ ระโยชน์ของพชื
๓.ก่อนหมดเวลาสอดแทรกคณุ ธรรมจริยธรรม และการคิดตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง
๑๐.สอื่ อุปกรณ์และ แหลง่ เรียนรู้
๑. สื่ออุปกรณ์
๑) ใบความรู้ (บตั รภาพ)
๒) ใบงานที่ ๑ เรอื่ ง การกาหนดอาหารทีเ่ หมาะสมกบั วัย
๓) ใบงาน ดินสอ สี
๒. แหลง่ เรยี นรู้
๑) สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนแชแลพิทยานุสรณ์
๒)ห้องสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนแชแลพทิ ยานุสรณ์
๓) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศค้นคว้าขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ ได้ท่ี
www.samunpri.com/modules.php?name=Food
www.besthardwares.com › รายการทาอาหาร ประโยชนส์ มนุ ไพร
๑๑.การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
การประเมิน คะแนน เครอื่ งมือประเมนิ เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพงาน
(สิ่งท่ีต้องการวดั ) (๒๕) วิธีการประเมนิ ผา่ นเกณฑ์ ๗๐ %ขึ้นไป
- บัตรภาพ
๑. ด้านความรู้ ๑๐ - ทาใบงาน -ใบงาน
(Knowledge)
๒. ดา้ นทักษะ/ ๑๐ - การสงั เกต -แบบสังเกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ ๗๐ %ขน้ึ ไป
กระบวนการ พฤติกรรมการ การปฏิบตั งิ าน
ปฏิบัติงาน มพี ฤติกรรม
(Process) ดีระดับ ๓
๕ - การประเมนิ -แบบประเมิน
๓. ด้านคณุ ลักษณะ
อนั พึงประสงค์ คณุ ลกั ษณะอนั พึง คุณลกั ษณะอันพึง
(Attitude) ประสงค์ ประสงค์
๑๒.กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
............................................................................................................................. ...................................
85
๑๓.บันทึกการจัดการเรียนรู้
๑๓.๑) ผลการจดั การเรยี นรู้
.................................................................................................................... ............................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
๑๓.๒)ปญั หา/อุปสรรค
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
๑๓.๓)ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ....………………………………………
(นางสาวจริ าภรณ์ วงศส์ นิท)
ครูผู้สอน
ขอ้ เสนอแนะหัวหนา้ ฝา่ ยวิชาการ
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ................................................................
ลงช่อื .......................................................
(นางพรรณนภิ า พร้อมเพยี ง)
หวั หน้าฝา่ ยวิชาการ
ขอ้ เสนอแนะผ้บู รหิ าร
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................................
(นายบุญเจริญ สขุ สกลุ )
รองผู้อานวยการ รกั ษาราชการแทน
ผ้อู านวยการโรงเรียนแชแลพทิ ยานสุ รณ์
บตั รภาพ
86
อาหาร
ภาพที่ 1 ภาพท่ี 2
ภาพท่ี 3 ภาพท่ี 4
ภาพท่ี 5
บัตรภาพ ภาพที่ 6
87
สมุนไพร
ภาพท่ี 1 ภาพท่ี 2
ภาพที่ 3 ภาพท่ี 4
ภาพท่ี 5 ภาพที่ 6
88
ใบงานที่ 1 เร่อื ง การกาหนดรายการอาหารที่เหมาะสมกบั วัย
คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลุ่มเลือกกาหนดรายการอาหารทเี่ หมาะสมกับวยั 1 วยั
รายการอาหารที่เหมาะสมกับวัย พ.ศ.
วันที่ เดือน
มื้ออาหาร รายการอาหาร
มอ้ื เช้า
อาหารว่าง
มอ้ื กลางวัน
มอื้ เยน็
กอ่ นนอน
สมาชิกกลมุ่ .................................................................................. ชั้น ม. ..............................
1.................................................................................
2.................................................................................
3..................................................................................
4..................................................................................
5..................................................................................
6...................................................................................
89
การบรู ณาการสอนกล่มุ สาระวิชาศิลปศกึ ษา
90
แผนการจดั การเรียนรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปศึกษา
วิชา ศลิ ปะ รหัส ศ ๒1๑๐1
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖0
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอื่ งบรรยายความแตกตา่ งและความคลา้ ยคลงึ กันของงานทัศนศิลป์ และ
ส่ิงแวดล้อมโดย ใชค้ วามรูเ้ รื่องทศั นธาตุ เวลา ๘ ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑ เรอ่ื ง ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของทัศนธาตุในงาน
ทศั นศลิ ป์ และ สง่ิ แวดล้อม เวลา ๔ ช่วั โมง
หลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ บูรณาการ
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง √ งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน วิถีพุทธ
๑. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
มีความรคู้ วามเข้าใจองค์ประกอบศลิ ป์ ทัศนธาตุ สร้างและนาเสนอผลงาน ทางทศั นศิลป์
จากจินตนาการ งานทศั นศลิ ป์ เหน็ คุณคา่ งานศลิ ปะทีเ่ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน ภมู ิ
ปัญญาไทยและสากล ช่ืนชม ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
๒. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวดั /ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวัง
สาระท่ี ๑ ทัศนศลิ ป์
มาตรฐาน ศ ๑.๑ สรา้ งสรรค์งานทัศนศิลปต์ ามจินตนาการ และความคิดสรา้ งสรรค์ วเิ คราะห์
วิพากษ์วจิ ารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรูส้ ึก ความคดิ ต่องานศลิ ปะอย่างอิสระ ช่ืนชม และ
ประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน
๓. ตวั ชีว้ ดั ชัน้ ปี
ศ ๑.๑ ม. ๓/๑ บรรยายสิง่ แวดลอ้ มและงานทศั นศลิ ปท์ ี่เลือกมาโดยใชค้ วามรเู้ รื่องทัศนธาตุและหลักการ
ออกแบบ
๒. สาระสาคัญ
ทัศนธาตุในส่งิ แวดล้อมและงานทศั นศิลป์ได้แก่ จดุ (Dot) เสน้ (Line) รปู ร่างและรปู ทรง (Shape-Form)
ขนาด
สัดสว่ น (Size-Proportion) แสงเงา (Light-Shade) ส(ี Color) บริเวณวา่ ง (Space) ลกั ษณะผิว (Texture)
๓. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๓.๑ ความรู้
๑. สามารถบรรยายสิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลปเ์ กยี่ วกบั พรรณไมท้ เ่ี ลือกมาโดยใชค้ วามรูเ้ รอ่ื งทัศนธาตุได้
๓.๒ ทักษะกระบวนการ
1. บรรยายส่งิ แวดล้อมและงานทัศนศิลป์ที่เก่ยี วกบั พรรณไม้ท่ีเลอื กมาโดยใช้ความรเู้ ร่ืองทัศนธาตุ
91
2. เหน็ ความสาคญั ในพรรณไม้ ส่งิ แวดล้อมและงานทัศนศิลป์ท่ีเลือกมาโดยใช้ความรู้เรอื่ งทัศนธาตุ
3. วาดภาพพรรณไม้ สิง่ แวดลอ้ ม และงานทศั นศิลป์ทีเ่ ลือกมาโดยใชค้ วามรเู้ ร่ืองทัศนธาตไุ ด้
๓.๓ คณุ ลักษะณะอันพึงประสงค์
1. มีวินัยเขา้ เรียน ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมและสง่ งานตรงเวลา
2. ใฝเ่ รียนรู้ และแสวงหาความรู้
3. บนั ทกึ ข้อมลู จากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม
๔. มุง่ มนั่ ในการทางาน รกั ษาความสะอาดของผลงาน ห้องเรยี นและสถานทปี่ ฏิบตั กิ ิจกรรม
๔. สาระการเรยี นรู้
ศิลปะเปน็ การแสดงท่ีมีหลกั การและวิธกี ารสรา้ งสรรค์บูรณาการกบั ศลิ ปะแขนงอื่น และเช่อื มโยงการเรยี นรูก้ ับ
สาระการเรยี นรู้อน่ื ๆได้
ข้อท่ี ๑ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ขอ้ ท่ี ๒ ซื่อสตั ย์สุจรติ
ข้อที่ ๓ มีวินัย
ขอ้ ที่ ๔ ใฝร่ ใู้ ฝ่เรียน
ข้อที่ ๕ อยู่อย่างพอเพยี ง
ข้อที่ ๖ มงุ่ ม่ันในการทางาน
ข้อที่ ๗ รกั ความเป็นไทย
ข้อที่ ๘ มจี ติ สาธารณะ
๕. แนวทางบูรณาการ
โดยพจิ ารณาเกย่ี วกับความสอดคล้องและความเหมาะสม เช่น การเชือ่ มโยงกับวิชาตา่ ง ๆ
ดังนภ้ี าษาไทย เกย่ี วกบั การอ่าน การเขยี น การสรุป การบันทึกข้อมลู และการบรรยายคณติ ศาสตร์
เกยี่ วกับการจาแนกทัศนธาตใุ นสง่ิ แวดล้อมและงานทัศนศลิ ปว์ ทิ ยาศาสตร์ เกี่ยวกับการสังเกต
ส่งิ แวดล้อมและงานทัศนศลิ ป์สังคมศึกษาฯ
เก่ียวกับการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมเป็นกลุ่มการงานอาชีพฯ เก่ียวกับการจัดเตรียมและดูแลรักษาวสั ดุ
อุปกรณ์ภาษาตา่ งประเทศ เก่ียวกบั การอ่าน การเขียนคาศัพทท์ ัศนศิลป์
๖. กระบวนการจัดการเรียนรู้
ข้ันท่ี ๑ ข้ันนาเข้าส่บู ทเรียน
๑. ใหน้ กั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเพ่อื ประเมนิ ความรู้
๒. ครใู หน้ กั เรยี นสงั เกตสิ่งแวดลอ้ มรอบตัววา่ มที ัศนธาตุอะไรบ้างหรือไม่
๓. ครูสนทนากับนักเรยี นเพื่อเช่ือมโยงความรู้เกย่ี วกับส่ิงแวดล้อมและงานทัศนศลิ ปท์ ี่ประกอบไปด้วย
ทศั นธาตุตา่ ง ๆ
92
ขน้ั ที่ ๒ ขั้นสอน
๑. ครูนาตัวอย่างภาพสงิ่ แวดลอ้ มและผลงานทัศนศลิ ป์ที่แสดงใหเ้ หน็ ทศั นธาตุใหน้ ักเรียนสงั เกต โดย
ครชู ใ้ี หเ้ หน็ ทัศนธาตุทปี่ รากฏใน (ตัวอย่างภาพ) ส่ิงแวดล้อมและงานทศั นศิลป์
๒. แบง่ นกั เรียนเปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละ ๕–๖คน ร่วมกนั ศึกษาคน้ คว้าความหมาย และส่วนประกอบของ
ทศั นธาตุที่ มีความเก่ียวข้องกับงานทัศนศลิ ป์ลงในแบบจดบันทึกและวาดภาพประกอบ
๓. แตล่ ะกลมุ่ ออกมาบรรยายผลการศึกษาความหมายและส่วนประกอบของทศั นธาตุ พร้อมทงั้
จาแนกทัศนธาตุในส่งิ แวดล้อมและงานทัศนศิลป์ โดยครคู อยรว่ มบรรยายเสริมในส่วนที่นกั เรียนไม่
เข้าใจหรอื บรรยายไม่ถกู ต้อง
ขน้ั ที่ ๓ ขน้ั สรุป
ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั บรรยายสรุปเรอ่ื ง ทัศนธาตใุ นสิ่งแวดล้อมและงานทัศนศลิ ป์โดยใชค้ วามรเู้ รือ่ ง
ทัศนธาตุทีม่ ีอยูใ่ นส่งิ แวดลอ้ มและงานทัศนศลิ ป์ ซ่งึ มคี วามสาคญั ตอ่ การถา่ ยทอดความคิดจินตนาการ
ในรูปแบบตา่ งๆ ของผลงานทัศนศลิ ปโดยครูคอยให้ความรูเ้ สริมในส่วนทีน่ กั เรียนไมเ่ ข้าใจหรือสรุปไม่
ตรงกับเนือ้ หา
ข้ันท่ี ๔ ฝึกฝนนักเรยี น
๑. นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ ๕–๖ คน ศกึ ษาทัศนธาตุท่ปี รากฏในงานทัศนศิลป์ของศลิ ปินท่ีชื่นชอบ
จดั ทาเปน็ รายงาน แล้วนามาบรรยายใหค้ รูและเพื่อน ๆ ฟัง เกีย่ วกบั ความสาคัญและคณุ ค่าของ
ทศั นธาตุว่ามคี วามสาคัญต่องานทศั นศลิ ป์อยา่ งไรบา้ ง
๒. นักเรยี นสร้างสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์โดยนาความรเู้ รื่องทัศนธาตุมาใชใ้ นการวาดภาพพรรณไมต้ า่ งๆ
ในโรงเรียน
ข้ันที่ ๕ การนาไปใช้
นกั เรียนนาความรเู้ รื่อง ทัศนธาตใุ นสิง่ แวดลอ้ มและงานทศั นศิลป์มาใช้กับผลงานทัศนศลิ ปข์ องตนเอง
และการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวนั
๗. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
๑. หอ้ งสมุด
๒. ตัวอยา่ งภาพสิ่งแวดลอ้ มและผลงานทัศนศลิ ปท์ ่แี สดงให้เห็นทัศนธาตุ
๓. วัสดุ อุปกรณ์ในการสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ป์
๔. หนงั สอื เรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ทัศนศิลป์ ชั้น ม.๓ บริษัท สานักพมิ พ์วฒั นาพานิช จากัด
๕. แบบฝกึ ทกั ษะ รายวิชาพ้นื ฐาน ทัศนศิลป์ ชัน้ ม.๓ บริษัท สานักพมิ พ์วฒั นาพานิช จากัด
๘. แหล่งเรยี นรู้
- หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
- พืน้ ท่ศี ึกษาสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น
93
๙. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
วิธีการ เคร่ืองมือ เกณฑ์
รอ้ ยละ๗๐ ผ่านเกณฑ์
ตรวจใบงาน ใบงานองคป์ ระกอบท่ี ๑ ผา่ นเกณฑ์ระดับคณุ ภาพ ๒
ผ่านเกณฑร์ ะดับคณุ ภาพ ๒
ประเมินการนาเสนอผลงาน แบบประเมินการนาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ ๒
สังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่
สงั เกตความมีวินยั ใฝเ่ รียนรูแ้ ละมุ่งมั่นใน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
การทางาน
๑๐. ข้อเสนอแนะ
มกี ารวเิ คราะห์หลักสูตรสหู่ น่วยการเรียนรู้
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้พัฒนานักเรยี นทุกดา้ น (K , P , A )
มีการใชส้ ื่อ/นวตั กรรม/เทคโนโลยีในกจิ กรรมการสอน
จัดกิจกรรมเหมาะสมกับผเู้ รยี น
มีการใช้สอื่ และแหล่งการเรียนรเู้ หมาะสมกับเน้ือหา
มีการบูรณาการที่สอดคล้องกบั งานสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
มีการวัดและประเมนิ ผลท่ีสอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
มีการวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง
อ่นื ๆ
............................................................................................................................. .............
..................................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. .............
ลงช่ือ
(นางสาวเพาพงา วาทโยธา )
หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปศกึ ษา
94
ลงช่ือ
( นางพรรณนิภา พร้อมเพียง )
หวั หนา้ ฝา่ ยวชิ าการ
ลงชือ่
( นายบญุ เจริญ สขุ สกลุ )
รองผ้อู านวยการ รกั ษาราชการแทน
ผูอ้ านวยการโรงเรียนแชแลพิทยานุสรณ์
95
1๑. บนั ทกึ หลังสอน ผลการประเมนิ ปัญหา แนวทางแก้ไข
ผลการจัดกิจกรรม
..................................................... ........................................... ...........................................
การเรยี นรู้ ....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
ด้านความร(ู้ K) ....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
ดา้ นกระบวนการ(P) ....................................................... ........................................... ...........................................
...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
ด้านคุณธรรมฯ (A) ..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
....................................................... ........................................... ...........................................
..................................................... ........................................... ...........................................
ลงช่ือ………………………………………….
( นางสาวเพาพงา วาทโยธา )
วัน ...........เดือน..............ป.ี ..............
96
ภาคผนวก
97
ใบความรู้
ทัศนะ หมายถงึ การเห็น ส่ิงทมี่ องเหน็ ธาตุ หมายถงึ สง่ิ ท่ถี ือวา่ เปน็ ส่วนส าคัญท่รี วมกัน เปน็
รปู รา่ งของส่งิ ทงั้ หลาย ทศั นธาตุ หมายถึง ส่วนส าคัญทีร่ วมกันเป็นรูปร่างของสิง่ ทัง้ หลายตามทต่ี า
มองเห็น ทัศนธาตุได้แก่
๑. จุด (Dot)
๒. เส้น (Line)
๓. ส(ี Color)
๔. รูปร่างและรปู ทรง (Shape and Form)
๕. น้ าหนกั (Value)
๖. บรเิ วณวา่ ง (Space)
๗. ลักษณะผิว (Texture)
๑. จุด (Dot) จุด หมายถงึ รอยหรอื แตม้ ท่ีมลี กั ษณะกลมๆ ปรากฏท่ผี วิ พืน้ ไม่มขี นาด ความกว้าง
ความยาว ความหนา เปน็ สิ่งท
เลก็ ทีส่ ุดและเปน็ ธาตุเร่ิมแรกท่ีท าใหเ้ กิดธาตุอนื่ ๆ ขน้ึ
๒.เสน้ (Line) เส้น คือ จุดหลาย ๆ จุดตอ่ กนั เปน็ สาย เป็นแถวแนวไปในทิศทางใดทศิ ทางหนึง่ เปน็ ทาง
ยาวหรือจดุ ทีเ่ คลื่อนท่ไี ป ในทิศทางใดทศิ ทางหน่งึ ดว้ ยแรงผลกั ดนั หรือรอยขดู ขดี เขียนของวตั ถุเป็น
รอยยาว เสน้ แบ่งเปน็ ลักษณะใหญ่ ๆ 2 ลักษณะ ดังน้ี
๑. เสน้ ตรง
๑.๑ เสน้ ดิ่ง คอื เส้นตรงทต่ี ง้ั ฉากกบั พืน้ ระดบั ให้ความร้สู ึกมั่นคง แข็งแรง สงา่ รุ่งเรือง สมดลุ พุง่ ข้นึ
98
๑.๒ เสน้ นอน คือ เส้นตรงทน่ี อนราบไปกับพ้ืนระดบั ให้ความรสู้ ึกกว้างขวาง สงบเงียบ เยือกเยน็
ผ่อนคลาย
๑.๓ เสน้ เฉียง คอื เส้นตรงเอนไมต่ ง้ั ฉากกับพ้ืนระดบั ให้ความรู้สึกไม่มัน่ คง เคลอื่ นไหว แปรปรวนไม่
สมบรู ณ