ฟังไจ (Fungi)
ฟังไจ (Fungi)
ฟังไจ (Fungi) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งเซลล์เดียวและหลาย
เซลล์ที่ยังไม่พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ มีลักษณะแตกต่างจากยูคาริโอ
ตกลุ่ม อื่นๆในแง่ของการใช้อาหารในการดำรงชีวิต การเจริญ
เติบโตและการสืบพันธุ์ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจเรียกกัน
สั้นๆว่า "เห็ดรา" มีลักษณะเป็นเซลล์แบบยูคาริโอต ไม่มีคลอโร
ฟิลล์ ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ ต้องใช้อาหารจากสิ่งมีชิวิต
ชนิดอื่น ผนังเซลล์มีสารพวก ไคติดหรือไคตินรวมอยู่กับ
เซลลูโลส มีการสืบพันธู์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ สิ่ง
มีชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรนี้เรียกกันทั่วๆไปว่า เห็ดรา มีลักษณะ
สำคัญดังนี้ เส้นใยมีผนังกั้น (Septate hypha) คือเส้นใยที่มี
ผนังกั้นทำให้มองดูเป็นห้องที่มีไซโทพลาซึมและนิวเคลียส
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ
1. เซลล์เป็นแบบ Eucaryotic cell มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส
2. ไม่มีคลอโรฟิลล์ ดำรงชีวิตเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เน่า
เปื่ อย
3. ผนังเซลล์เป็นสารไคตินกับเซลลูโลส
4. มีทั้งเซลล์เดียวและเป็นเส้นใยเล็ก เรียกว่าไฮฟา (Hypha)
รวมกลุ่ม เรียกว่าขยุ้มรา (mycelium) ลักษณะของเส้นใยแบ่ง
ออกเป็น 2 ชนิด
4.1 เส้นใยมีผนังกั้น (Septate hypha)
4.2 เส้นใยที่ไม่มีผนังกั้น (Nonseptate hypha or
coencytic hypha)
เส้นใยของฟังไจอาจเปลี่ยนแปลงแปลงรูปร่างเพื่ อทำหน้าที่
พิเศษ ได้แก่
Haustorium เป็นเส้นใยที่ยื่นเข้าเซลล์โฮสต์ เพื่อดูดอาหาร
จากโฮสต์ พบในราที่เป็นปรสิต
Rhizoid มีลักษณะคล้ายรากพืชยื่นออกจากไมซีเลียม เพื่อ
ยึดให้ติดกับผิวอาหารและช่วยดูดซึมอาหารด้วย เช่น รา
ขนมปัง
การสืบพั นธุ์ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังไจ
1. Fragmentation เกิดจากเส้นใยหักเป็นส่วน ๆแต่ละ
ส่วนเรียก oidia สามารถเจริญเป็นเส้นใยใหม่ได้
2. Budding การแตกหน่อ เป็นการที่เซลล์แบ่งออกเป็น
หน่อขนาดเล็กและนิวเคลียสของเซลล์แม่แบ่งออกเป็นสอง
นิวเคลียส นิวเคลียสอันหนึ่งจะเคลื่อนย้ายไปเป็นนิวเคลียสของ
หน่อ เมื่อหน่อเจริญเต็มที่จะคอดเว้าขาดจากกัน หน่อที่หลุด
ออกมาจะเจริญต่อไปได้ เรียกหน่อที่ได้นี้ว่า Blastosporeพบ
การสืบพั นธุ์แบบนี้ในยีสต์ทั่วไป
3. Fission การแบ่งตัวออกเป็น 2 ส่วน แต่ละเซลล์จะคอด
เว้าตรงกลางและหลุดออกจากกันเป็น 2 เซลล์พบในยีสต์บาง
ชนิดเท่านั้น
4. การสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่มี
เพศที่พบมากที่สุด สปอร์แต่ละชนิดจะมีชื่อและวิธีสร้างที่แตก
ต่างกันไป เช่น
– condiospore หรือ conidia เป็นสปอร์ที่ไม่มีสิ่งหุ้ม เกิดที่
ปลายเส้นใยที่ทำหน้าที่ช ูสปอร์ (conidiophore) ที่ปลายของ
เส้นใยจะมีเซลล์ที่เรียกว่า sterigma ทำหน้าที่สร้าง
conidiaเช่น Aspergillus sp. และ Penicillium sp.
– sporangiospore เป็นสปอร์ที่เกิดจากปลายเส้นใยพอง
ออกเป็นกระเปาะ แล้วต่อมามีผนังกั้นเกิดขึ้นภายใน กระเปาะจะ
มีผนังหนาและเจริญเป็นอับสปอร์ (sporangium) นิวเคลียส
ภายในอับสปอร์จะมีการแบ่งตัวหลาย ๆ ครั้งโดยมีส่วนของ
โปรโตพลาสซึมและผนังหนามาหุ้มกลายเป็นสปอร์ที่เรียกว่า
sporangiospore จำนวนมากมาย
5. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ มีการผสมมกันระหว่างเซลล์
สืบพันธุ์และมีการรวมตัวของนิวเคลียส ซึ่งรวมแล้วเป็น
diploid (2n) และมีการแบ่งตัวในขั้นตอนสุดท้ายแบบ
meiosis เพื่อลดจำนวนโครโมโซมลงเป็น haploid (n) ตาม
เดิม
กรรมวิธีในการรวมของนิวเคลียสมี 3 ระยะ ดังนี้
1. plasmogamy เป็นระยะที่ไซโตพลาสซึมของทั้งสอง
เซลล์มารวมกันทำให้นิวเคลียสในแต่ละเซลล์มาอยู่รวมกันด้วย
นิวเคลียสในระยะนี้มีโครโมโซมเป็น n
2. karyogamy เป็นระยะที่นิวเคลียสทั้งสองมารวมกัน ใน
ฟังไจชั้นต่ำจะเกิดการรวมตัวของนิวเคลียสอย่างรวดเร็วใน
ทันทีที่มีนิวเคลียสทั้งสองทั้งสองอันอยู่ในเซลล์เดียวกัน ส่วน
ในฟังไจชั้นสูงจะเกิดการรวมตัวของนิวเคลียสช้ามาก ทำให้
เซลล์ระยะนี้มีสองนิวเคลียส เรียกว่า dikaryon
3. haploidization หรือไมโอซิส เป็นระยะที่นิวเคลียสซึ่งมี
โครโมโซมเป็น 2n จะแบ่งตัวแบบไมโอซิส เพื่อลดจำนวน
โครโมโซมเป็น n
รูปแบบการดํารงชีวิตของฟังไจ
1. เป็นผู้ย่อยสลาย (saprophytes) เห็ดราจะได้รับสารอาหาร
โดยการสร้างเอนไซม์แล้วปล่อยออกสู่ภายนอกเซลล์เพื่ อย่อย
สลาย สารอินทรีย์ที่เป็นซากสิ่งมีชีวิตและดูดซึมสารอาหารที่
ย่อยแล้วกลับเข้าสู่ภายในเซลล์ เนื่องจากเห็ด ราส่วน ใหญ่มีกา
รดํารงชีวิตในรูปแบบนี้ ดังนั้น เห็ดราจึงทําหน้าที่เป็นผู้ย่อย
สลายสารอินทรีย์ที่สําคัญ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการย่อยสลาย
สารลิกนินและเซลลูโลสซึ่งเป็นชีวมวลที่มีปริมาณมากที่สุด ส่ง
ผลให้เกิดการหมุนเวียน ของธาตุอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ซึ่งจะสร้างความสมดุลให้กับ
ระบบนิเวศ
2. เป็นปรสิต (parasite)
ของสิ่งมีชีวิตอื่น ในการดำรงชีวิตแบบนี้เส้นใยราจะเปลี่ยนเป็น
โครงสร้างพิเศษเรียกว่า haustorium ยื่นเข้าไปภายในเซลล์
ของสิ่งมีชีวิตที่รานั้นเกาะยึดอยู่ เพื่อดูดซับสารอาหาร
ตัวอย่างราที่ดำรงชีวิตเช่นนี้ได้แก่ ราที่ก่อโรคในใบพืช หรือราที่
ขึ้นบนแมลง เป็นต้น
3. แบบภาวะพึ่งพา (mutualism)
กับสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น การอยู่ร่วมกันของรากับรากพืชชั้นสูง
เรียกว่า ไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) ซึ่งพืชจะได้รับน้ําและแร่
ธาตุที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตจากรา ส่วนราเองจะได้รับ สาร
อาหาร จําพวกแป้ง น้ําตาล โปรตีน กรดอะมิโนและวิตามินจาก
พืชผ่านมาทางระบบราก ทํา ให้พืชที่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวมี
การเจริญเติบโตดี อีกทั้งทนต่อสภาวะเครียดต่างๆ เช่น ทน
แล้ง ทนเค็ม ทนความเป็นพิษของโลหะหนักที่เจือปนในดิน
เป็นต้น
การสืบพั นธุ์แบบมีเพศในฟังไจแต่ละชนิดจะมีโครงสร้างที่เรียก
ว่า gametangium ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศ
เมียที่เรียกว่า gamete เข้าผสมกัน นอกจากนี้ยังพบว่าฟังไจ
ที่มี gametangium สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียอยู่
ในไมซิเลียมเดียวกันและสามารถผสมพั นธุ์กันได้เรียกว่า
monoecious แต่ฟังไจที่มี gametangium สร้างเซลล์
สืบพันธุ์เพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างไมซีเลียมกัน แต่ละไมซีเลียม
เรียกว่า dioecious ในการสืบพันธุ์แบบมีเพศของฟังไจต่าง
ๆ นี้ จะมีการสร้างสปอร์เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน สปอร์ที่ได้จากการ
สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมีขนาดเล็กและจำนวนน้อยกว่า เช่น
ascospore basidiospore zygospore และ oospore
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้แบ่งเป็น 4 ไฟลัมคือ
1. ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
2. ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)
3. ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
4. ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
สิ่งมีชีวิตในกลุ่มฟังไจมีลักษณะร่วมกันคือ ผนังเซลล์ มีสารไค
ตินเป็นองค์ประกอบ มีการดำรงชีวิตแบบภาวะย่อยสลาย และ
บางชนิดเป็นปรสิตของสิ่งมีชีวิตอื่น ฟังไจส่วนใหญ่มีเส้นใย
ขนาดเล็ก เรียกว่า ไฮฟา (Hypha) ซึ่งอาจมีหรือไม่มีเยื่อกั้น
เซลล์ กลุ่มของเส้นใยไฮฟาเรียกว่า ไมซีเลียม (Mycelium) ทำ
หน้าที่ยึดเกาะอาหารและส่งเอนไซม์ไปสลายอาหารภายนอกเซลล์
และดูดซับอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่เซลล์ โดยทั่วไปส่วนของไมซี
เลียมจะแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้างอยู่ใต้ดิน ไมซีเลียมในฟัง
ไจบางชนิดจะพัฒนาเป็นโครงสร้างที่โผล่พ้นดินเรียกว่า ฟรุต
ติงบอดี (Fruiting Body) ทำหน้าที่สร้างสปอร์ที่ได้จากการ
สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และฟังไจบางชนิดที่ดำรงชีวิตแบบ
ปรสิต เส้นใยจะเปลี่ยนแปลงเป็นโครงสร้างที่สามารถดูดซับ
สารอาหารจากเซลล์ของโฮสต์ได้
1. ไฟลัมไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
ลักษณะ
1. เซลล์เดี่ยวเจริญอยู่ในน้ำ บนบก และซากพืชซากสัตว์
2. เส้นใยชนิดไม่มีผนังกั้น
3. ต้องการความชื้น
4. ดำรงชีวิตแบบปรสิต(Parasite) และผู้ย่อยสลาย
(saprophyte)
5. การสืบพันธุ์
– แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า sporangiospore
– แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า zygospore
ประโยชน์
1. Rhizopus oryzae ผลิตแอลกอฮอล์
2. R. nigricans ผลิตกรดฟู ตริก
โทษ
1.ทำให้เกิดโรคในพื ชและสัตว์
กลุ่มไคทริด (Chytrid)
1. มีไฮฟาแบบไม่มีผนังกั้น ผนังเซลล์ประกอบด้วยไคทินและ
กลูโคส
2. สปอร์มีแฟลเจลลาเส้นเดียว (zoospore) ใช้เคลื่อนที่จึง
เชื่อว่าเป็นฟังไจกลุ่มแรกที่มี วิวัฒนาการมาจากโพรทิสต์
3. เป็นปรสิตในโพรทิสต์ พืชและสัตว์น้ํา เช่น ปลา และเชื่อว่า
เป็นพวกที่ทําให้สัตว์สะเทินน้ํา สะเทินบกลดลง
4. ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ํา (water molds)
5. เป็นกลุ่มของเชื้อราที่โบราณ (primitive) กว่าราในกลุ่มอื่นๆ
กลุ่มไซโกสปอร์
1. พวกที่เป็นเซลล์เดียวเจริญอยู่ในน้ํา พวกที่เป็นเส้นใยเป็น
เส้นใยชนิดที่ไม่มีผนังกั้นและคล้าย สาหร่าย
2. สร้างสปอร์ภายในอับสปอร์ และมีจํานวนไม่จํากัด 3.โดย
ทั่วไปแล้วต้องการความชื้นสูงในการเจริญ ยกเว้นบางชนิด
เท่านั้น
4. การดํารงชีวิตมีทั้งชนิดที่เป็นปรสิต และผู้ย่อยสลาย
5. การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ เรียกว่า
zygospore
2. ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)
ลักษณะ
1. เซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์ นอกนั้นเป็นพวกมีเส้นใยมีผนังกั้น
และเป็นราคล้ายถ้วย (cup fungi)
2. ดำรงชีวิตบนบก
3. การสืบพันธุ์
– แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า conidia ที่ปลายไฮฟา
ส่วนยีสต์จะแตกหน่อ
– แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ ที่มีชื่อว่า ascospore อยู่ในถุง
เรียกว่า ascus
ประโยชน์
1. Saccharomyces cerevisiae ใช้ผลิตแอลกอฮอล์ และมี
โปรตีนสูง
2. Monascus sp. ใช้ผลิตข้าวแดงและเต้าหู้ยี้
โทษ
1.เกิดโรคกับคนและสัตว์
กลุ่มแอสโคสปอร์
เซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์ นอกนั้นเป็นพวกมีเส้นใยมีผนังกั้น และ
เป็นราคล้ายถ้วย (cup fungi) - ดำรงชีวิตบนบก - -
การสืบพันธุ์ - แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า conidia
ที่ปลาย ไฮฟา ส่วนยีสต์จะแตกหน่อ - แบบอาศัยเพศ สร้างส
ปอร์ ที่มีชื่อว่า ascospore
3. ไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
ลักษณะ
1. เส้นใยมีผนังกั้นและรวมตัวอัดแน่นเป็นแท่งคล้ายลำต้น เช่น
ดอกเห็ด
2. การสืบพันธุ์
– แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอร์เรียกว่า codiospore ใน
conidia
– แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ที่สร้างโดยอาศัยเพศสร้างบน
อวัยวะคล้ายกระบองหรือเบสิเดียม (basidium) เรียกว่า แบสิ
ดิโอสปอร์ (basidiospore)
ประโยชน์
1.ใช้เป็นแหล่งอาหาร
โทษ
1. ทำให้เกิดโรคในพืช เช่น ราสนิม ราเขม่า
2. เห็ดรา มีสารพิษเข้าทำลายระบบประสาท ทางเดินอาหาร ตับ
หัวใจ
4. ไฟลัมดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
ลักษณะ
1. เส้นใยมีผนังกั้น
2. สืบพันธุ์ไม่แบบอาศัยเพศเท่านั้น โดยสร้างสปอร์ที่เรียกว่า
โคนิเดีย (conidia) จึงเรียกราในกลุ่มนี้ว่า Fungi Imperfecti
3. แต่หากเมื่อใดมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะไปอยู่ใน
Ascomycetes และ Basidiomycetes
ประโยชน์
1. Penicillium chrysogernum ใช้ผลิตยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน
2. Aspergillus wendtii ใช้ผลิตเต้าเจี้ยว
3. A. oryzae ใช้ผลิตเหล้าสาเก
โทษ
1. ทำให้เกิดโรคในพืช
2. สร้างสารพิษ ทำให้เกิดโรค
3. ทำให้เกิดโรคในคน เช่น กลาก เกลื้อน โรคเท้าเปื่ อยหรือ
ฮ่องกงฟุ ต
ด้านอุตสาหกรรม นำยีสต์มาผลิตขนมปังและผลิตเครื่อง
ดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์และไวน์ รวมทั้ง การผลิตอาหาร
เสริม B และผลิตกรดจากรา Aspergillusniger
ด้านการแพทย์ แพทย์ได้นำราเพนิซิลเลียม
(Penicillium sp.) มาผลิตยาปฏิชีวนะเพนิซิลลิน เพื่อใช้
รักษาโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
ฟังใจยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ ในพืช เช่น โรคใบไหม้ในมัน
ฝรั่ง โรคราน้ำคางใน องุ่น โรคราสนิม เป็นต้น ราแอสเพอ
จิลลัส (ASPERGILLUS FLAVUS )ที่พบในเมล็ดถั่วและ
ธัญพืชจะ สร้างสารพิษอะฟลาทอกซิน(aflatoxin)ซึ่งเป็น
สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ฟังใจบางชนิด สามารถนำสารพิษ
ทอกซอยด์ (toxoid)ใช้ในการรักษาโรคความดันสูง
ความสัมพั นธ์ของรากับสิ่งมชีวิตอื่น
ไลเคน Lichens
ประกอบด้วยสาหร่ายและราอาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่ งพา
อาศัยซึ่งกันและกัน โดยต่างฝ่าย ต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน
สาหร่ายสีเขียวจึงสามารถสังเคราะห์แสง โดยได้รับความชุ่มชื้น
และ CO2 จากไมซีเลียมของ ราที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก สาหร่ายที่
พบส่วนมากเป็น สาหร่ายสีเขียวเซลล์ เดียวหรือสาหร่ายสีเขียว
แกมน้ําเงิน ส่วนรามักเป็นพวก Division Ascomycota แต่ก็
มีราใน Division Basidiomycota บ้างจากการศึกษาลักษณะ
โครงสร้างภายในของไลเคนส์พบว่า การอยู่ร่วมกันระหว่าง
สาหร่ายและรามี 2 แบบคือ
ก.) Unstratified thallus สาหร่ายกระจัดกระจายทั่ว ไปอย่าง
ไม่มีระเบียบและมีไมซี เลี่ยมของราห่อหุ้ม ไว้เป็นแบบไม่ซ้อนกัน
เป็นชั้น
ข.) Stratified thallus สาหร่ายอยู่เรียงตัวกันเป็นระเบียบทาง
ด้านบนของ thallus และมีไมซีเลี่ยมของราห่อหุ้มไว้เป็นแบบ
ซ้อนกันเป็นชั้น
Lichens จําแนกตามรูปร่างที่ปรากฎได้เป็น 3 ชนิด คือ
1. Crustose form รูปร่างเป็นแผ่นแบนบาง เกาะติดแน่นอยู่
ตามก้อนหิน หรือเปลือกไม้จะเกิดเป็นพวกแรกก่อน
2. Foliose form เป็นแผ่นแบนบางคล้ายใบไม้มีเพียง บาง
ส่วนของ thallus เกาะอยู่ตามก้อนหินหรือเปลือกไม้ จึง
สามารถหลุดออกจากที่ยึดเกาะได้ง่าย
3. Fruticose form หรือ ฝอยลม ลักษณะเป็นเส้นแตกกิ่ง
ก้านคล้ายพุ่ม ไม้เตี้ยๆ ขนาดเล็ก เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ใน ลักษณะ
ที่ห้อยแกว่งไปมาได้ บางชนิด เช่น
Usmea longissima มีความยาวประมาณ 6 เมตร
Lichens
• ไลเคนส์ขึ้นได้ทั่วไปโดยไม่จํากัดอุณหภูมิ และต้องการ
ความชุ่มชื้นเพียงเล็กน้อยก็เจริญได้ พวก Crustose ที่เกาะ
อยู่ตามก้อนหินสามารถผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกรดมา
กัดกร่อน ทําให้หินสลายตัวได้ Lichens มีประโยชน์หลายอย่าง
เช่น ในสมัยโบราณใช้ในการทําสีย้อม และยาที่ใช้ในการรักษา
บาดแผลที่ถูกไฟลวก ใช้เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงในแถบ
อาร์กติก ใช้ เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงมลพิษของอากาศ (
Bioindicators of air quality ) โดย Lichens ที่ เกาะ อยู่
ตามเปลือกต้นไม้ริมถนนหรือบริเวณใกล้เคียง จะดูด ซึมสารที่
เป็นพิษจากอากาศ เข้าไป
• สะสมอยู่จนถึง ปริมาณหนี่งซึ่งทําให้ Lichens ตายได้ ดัง
นั้น หากจะได้มีการสํารวจ ปริมาณสารพิษ ใน Lichens ที่ เกาะ
อยู่ตามเปลือกไม้ก็พอจะทราบได้ว่ามลพิ ษของ
อากาศในขณะนั้นมีมากน้อยเพียงไร? Lichens เคยถูกใช้
ประเมิน มลภาวะของ radionuclides วึ่งเกิดใกล้ๆ กับ
เหมือง uranium, crashed satellites , ประเมิน การสลาย
ตัว ของ radioactive โดย arctic lichens จาก ระเบิด
nuclear ที่ เมือง Chernobyl ( 1985 ) ซึ่งทําให้กวาง
reindeer ที่กิน Lichens แถบนั้นตาย.
อ้างอิง
1.scimath.(2564).อาณษจักรฟังไจ,สืบค้นเมื่อ 4 มกราคม
2566.จาก.https://www.scimath.org/lesson-
biology/item/11312-2020-02-18-04-05-10
2. digitalschool.club.(2565).อาณาจักรฟังไจ,สืบค้นเมื่อ
4 มกราคม 2566.จาก.
http://www.digitalschool.club/digitalschool/scie
nce1_2_2/science17_1/more/fungi_2.php
3.tuemaster.(2564).อาณาจักรฟังไจ,สืบค้นเมื่อ 4
มกราคม 2566.จาก.https://tuemaster.com/blog/
อาณาจักรฟังไจ-kingdom-fungi-ชีววิทยา/