LAW FIRM
ความผิดฐานฉ้อโกง
นางสาวจุฬารักษ์ สุวรรณจ่าง รหัสนิสิต 641087011
เสนอ
อาจารย์วีณา สุวรรณโณ
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เรื่อง ความผิดฐานฉ้อโกง เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา0801241
กฎหมายอาญา 2 : ภาคความผิด จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ในการประกอบการเรียนการสอน ในรายวิชา
อาญา 2 ซึ่งผู้จัดทำได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนให้ไปศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต และแหล่ง
ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อฝึกการค้นคว้า และนำสิ่งที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า มาสร้างเป็นชิ้นงานเก็บไว้เป็นประโยชน์ต่อ
การเรียนการสอนของตนเอง นิสิตนักศึกษาและอาจารย์ต่อไป
ทั้งนี้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่นิสิต นักศึกษา
ตลอดจนผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับความผิดพลาดนั้นไว้ต่เพียงผู้
เดียว และจะนำไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ผู้จัดทำ
นางสาวจุฬารักษ์ สุวรรณจ่าง 641087011
นิสิตคณะนิติศาสตร์ ภาคสมทบ มหาวิทยาลัยทักษิณ
สารบัญ หน้า
เรื่อง 1
9
ความผิดฐานฉ้อโกง 11
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 15
ความผิดฐานฉ้อโกงแรงงาน 17
ความผิดฐานฉ้อโกงอาหาร 20
ความผิดฐานชักจูงเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น
ความผิดฐานฉ้อโกงประกันภัย
ความผิดฐานฉ้อโกง 1
ความผิดเกี่ยวกับฉ้อโกง เป็นการหลอกลวงให้หลงเชื่อโดยไม่มีการขู่เข็ญ
ประทุษร้ายหรือทำให้กลัว แต่หากเป็นการหลอกว่าจะทำร้ายโดยมิได้คิดที่จะทำร้ายจริง
เอาปืนปลอมไปขู่จนเขากลัว กลัวมอบทรัพย์ให้ เป็นกรรโชกหรือชิงทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง
2
ความผิดฐานฉ้อโกง
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ
หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไป
ซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือ
บุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3
มาตรา 341
องค์ประกอบภายนอก
(1) หลอกลวงด้วย
(ก) แสดงข้อความอันเป็นเท็จ
(ข) ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
(2) ผู้อื่น
(3) โดยการหลอกลวงดังว่านั้น
(ก) ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
(ข) ทำให้ผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ
4
อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ภ า ย ใ น
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจ ทุจริต
การฉ้อโกง จึงได้แก่ เจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ
หรือปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่ง
ทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่ 3 ทำให้ผูู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่ 3
นั้น ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิโดยมี “มูลเหตุชักจูงใจ” ทุจริต
1.1 การหลอกลวง ได้แก่ การทำให้เข้าใจผิด ซึ่งอาจทำโดย 5
(ก) แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หมายถึง ข้อความที่แสดงนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงขณะที่แสดง
จึงต้องเป็นการแสดงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วหรือมีอยู่แล้ว ก่อนหรือขณะแสดง ดังนั้นข้อเท็จจริง
อันเป็นการคาดคะเน จึงไม่อาจเป็นข้อความเท็จได้
แต่ถ้าการหลอกลวงโดยแสดงข้อความในอนาคตนั้นผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นจริงเลย อาจ
เป็นฉ้อโกงได้ เช่น หลอกว่าจะซื้อโค เมื่อรับโคไปแล้วไม่จ่ายเงินโดยขอผัดใช้เงินแล้วพาโคหนีไปเลย
หรือโดยวางแผนไม่ใช้ราคามาตั้งแต่แรก เป็นฉ้อโกง
(ข) ปกปิดข้อความจริง ซึงควรบอกให้แจ้ง หมายถึง การไม่บอกข้อความจริงเมื่อตนมีหน้าที่
ต้องเปิดเผย มิฉะนั้นผู้อื่นจะหลงผิดไปได้ เช่น ลูกค้าบอกว่าต้องการซื้อของใหม่ แต่เจ้าของ
ร้านผู้ซึ่งขายทั้งของใหม่และของที่ใช้แล้วเมื่อเห็นลูกค้าเลือกเอาของซึ่งใช้แล้วโดยไม่รู้และ
แสดงเจตนาจะซื้อเอาเจ้าของก็นั่งเฉยไม่บอกว่าเป็นของเก่าและขายในราคาของใหม่ ดังนี้
เป็นการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ในอนาคตตามปกติก็ย่อมเป็นการกล่าวเท็จยังไม่ได้ เพราะการ
กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดจะว่าเป็นเท็จในขณะที่กล่าวได้อย่างไร ฉะนั้นจึงมีหลักว่าการ
กล่าวถึงเหตุการณ์ใดว่าจะเป็นเท็จได้ต้องเป็นเหตุการณ์ในอดีตหรือที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
1.2 การได้ไปซึ่งทรัพย์สิน การหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือย 6
บุคคคลที่ 3 ถ้าเขาไม่ได้ให้เพราะถูกหลอก แต่ให้เพราะสงสารหรือให้เพื่อเป็นหลักฐานในการจับกุม
หรือรู้ทันทีก็ดีเป็นเพียงพยายามฉ้อโกง ส่วนคำว่า ทรัพย์สินนั้น ได้แก่ วัตถุที่มีรูปร่างและไม่มีรูป
ร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ เช่ สิทธิพิเศษต่างๆ ใช้บัตรทหารโดยไม่ได้เป็นทหารไปแสดงเพื่อซื้อ
ตั๋วรถไฟครึ่งราคเป็นฉ้อโกง ถ้า ก. ต้องการหลอกลวงจะเอาเงินจาก ข. ข.ไม่เชื่อ แต่ ค.ซึ่งยืนอยู่
ด้วยหลงเชื่อ จึงมอบเงินให้ ก. ไปดังนี้ ก. มีความผิดฐานพยายามฉ้อโกง ข. และฉ้อโกง ค. สำเร็จ
ถ้าไม่ได้ทรัพย์สินอะไรไปไม่เป็นฉ้อโกง หลอกเอาถและเอกสารคืนไปจากผู้ค้ำประกันไม่
เป็ยฉ้อโกง แสดงบัตรจอดรถว่ามาใช้บริการแผนกจัดเลี้ยงทำให้ได้รับบริการจอดรถโดยไม่ต้อง
เสียค่าบรริการไม่ได้ไปซึ่งทรัพย์สินใดๆ ไม่เป็นฉ้อโกง
ส่วนการทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่ 3 ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ไม่ว่า
เอกสารสิทธิจะเป็นของใคร เช่น หลอกภริยาของเจ้าหนี้ว่าตนเองได้ชำระหนี้แล้ว ขอให้ทำลาย
สัญญากู้เสีย การปลอมตั๋วเครื่องบินเพื่อนำไปใช้เดินทางเป็นการหลอกลวงเจ้าของสายการบินว่า
ตั๋วได้ชำระราคาแล้วอันเป็นความเท็จทำให้ผู้ทีชื่อในตั๋วมีสิทธิเดินทางได้โดยไม่ต้องชำระเงิน มีความ
ผิดฐานฉ้อโกงเจ้าของสายการบิน (คำพิพากษาศาลฎีกา 1508/2538 ฎส. 5 น. 159)
7
1.3 องค์ปะกอบภายใน ได้แก่ เจตนา หมายความว่าหลอกผู้อื่นโดยรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่หลอกนั้น
ดังนั้น ถ้าแดงเอาพระวัดปากน้ำ รุ่น 1 ที่ตนมีอยู่เอาไปขายให้ดำ ดำเชื่อจึงรับซื้อไว้ แต่ที่แท้จริงเป็นพระทำ
เรียนแบบขึ้นซึ่งแดงเองก็ไม่รู้มาก่อน เพราะได้รับตกทอดมาดังนี้ แดงไม่มีเจตนาหลอกดำ นอกจากนี้ผู้
กระทำต้องมี “มูลเหตุจูงใจ” โดยทุจริตด้วย ถ้าไม่ได้หวังประโยชน์เพียงแต่ต้้องการล้อเล่นกับเพื่อน ไม่ได้
ตองการทรัพย์นั้น แต่เมื่อหลอกได้ทรัพย์มาแล้ว จึงเกิดเจตนาทุจริตขึ้นภายหลังเอาทรัพย์นั้นไว้ก็ไม่เป็น
ฉ้อโกง (แต่อาจเป็นยักยอก)
เหตุเพิ่มโทษ (มาตรา342)
มาตรา 342 ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ
(1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ
(2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็น เด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอก
ลวง
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
8
มาตรา 342 ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษหนักขึ้น ถ้าได้กระทำการฉ้อโกงโดย
1) แสดงตนเป็นคนอื่น คือ แสดงเป็นอีกคนหนึ่งเลยทีเดียวแม่บุคคลนั้นจะไม่มีตัวตนอยู่จริงก็ตาม เช่น หลอก
ว่าเป็น ร.ต.ท. จำลอง ซึ่งไม่มีตัวตนอยู่จริง(คำพิพากษาฎีกาที่ 1784/2493 น. 1735)
แสดงบัตรประชาชาชนของผู้อื่นโดยหลอกว่าเป็นของตนเองแล้วหรอกขายรถยต์ (คำพิพากษาฎีกาที่
2239/2522)
แต่ถ้าหลอกเพียงฐานะของตนเท่านั้น เช่น ใช้ชื่อจริงออกเช็คในชื่อตนเอง แต่หลอกว่าตนเป็นผู้แทนบริษัท
เป็นการแสดงฐานะเท็จ มิใช่แสดงตนเป็นบุคคลอื่น ไม่เป็นเหตุเพิ่มโทษตามข้อนี้
(2) อาศัยความเบาปัญญของผู้ถูกหลอกลวง ซึ่งเป็นเด็กหรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
คำว่า ‘’เด็ก’’ ถ้าถือตามประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดอายุของเด็กไว้ไม่เกิน 15 ปี ซึ่งต้องอาศัยความ
“ปัญญา” คือ ความรู้เท่าไม่ถึงการ หรือ “ความอ่อนแอแห่งจิต“ โดยไม่ถึงกับต้องวิกลจริต เช่น เห็นเด็กใส่
แหวนทองคำ จึงพูดชักจูงว่าการใสแหวนรอบนิ้วอาจทำให้นิ้วเน่า เพราะ นิ้วส่วนนั้นไม่ได้ถูกแสงแดดควรถอด
แหวนนั้นทิ้งไปสีย เด็กหลงเชื่อจึงถอดแหวนให้แก่ผู้กระทำ เปT็นhตe้นlaw must be
enforced fairly
and firmly.
ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน 9
มาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อ
ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342
อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่ง
หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
10
มาตรา 343
องค์ประกอบภายนอก
(1) กระทำความผิดตามมาตรา 341 ซึ่งหมายความว่าการกระทำต้องเข้าองค์ประกอบภายนอกของความผิด
มาตรา 341 ทุกข้อ
(2) ได้กระทำโดยวิธีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือ
(ข) ด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน
องค์ประกอบภายใน เหมือนมาตรา 341 คือ
แจ้งแก่ประชาชน คำว่า “ประชาชน” ได้แก่บุคคลทั่วไป ไม่จำกัด ไม่ว่าจะจำนวนเท่าใด ดังนั้น แม้หลอกคน
จำนวนมากเฉพาะกลุ่มแต่ไม่ใช่แสดงการหลอกลวงคนทั่วไป เช่น หลอกเจ้าหนี้ 30 คน ไม่เป็นการหลอกลวง
ประชาชน หรือหลอกขายข้อสอบให้นักศึกษาอ้างว่าเป็นข้อสอบจริง ไม่ป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไป ไม่
ผิดมาตรานี้ คงผิดเฉพาะมาตรา 341 ทำนองกลับกันถ้าแสดงข้อความเท็จแก่ประชาชนแล้ว แม้จะมีคนทราบ
หรือหลงเชื่อแม้แตคนเดียวก็มีความผิดแล้ว เช่น ประกาศทั่วไปให้ฝากเงิไว้กับบริษัทจำเลย แม้มีผู้เสียหายราย
เดียว ก็ผิดมาตรา 343 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1867/2523 น. 1291) มีพระเครื่องปลอมแต่ไม่ปรากฎว่าจำเลย
โฆษณาให้ประชาชนทราบถึงการให้เช่าพระเครื่อง แต่ผู้เสียหายทราบข่าวแล้วขอมาติดต่อเช่าพระเครื่องกับ
จำเลยเอง ดังนี้จำเลยผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 เท่านั้น ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
แต่หากจำเลยแสดงข้อความเท็จจริงแก่ผู้เสียหายบางคนด้วยการโฆษณาชักชวนเรื่องการจัดหางาน
แม้มีการบอกต่อกันเป็นทอด ๆ เมื่อมีการสอบถาม จำเลยก็ได้ยีนยันข้อความเท็จจริงนั้นและได้ติดต่อที่
แฟลต อันถือเป็นสำนักงานของจำเลยกับพวก เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบค่าบริการให้จำเลย แม้จะไม่มี
การประกาศรับสมัครปิดไว้ก็ตาม การกระทำดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว
เหตุเพิ่มโทษ
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้นถ้ากระทำโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรืออาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูก
หลอกลวงซึ่งเป็นเด็กหรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
ความผิดฐานนี้ ยอมความไม่ได้ แม้มีการถอนคำร้องทุกข์ความผิดก็ไม่ระงับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2518
จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ได้จัดสรรที่ดินในนามของจำเลยที่ 2 ให้ประชาชนเช่าซื้อ แต่ที่ดินนั้น
มิใช่ที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ตามที่จำเลยโฆษณาชี้ชวนแก่ประชาชน และจำเลยไม่สามารถจะโอนขายที่ดินนั้น
ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชนโดยเจตนาทุจริตผู้เสีย
หายทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินผ่อนไปบ้างแล้วบริษัทจำเลยที่ 2 ก็ปิดที่ทำการไม่มีคนมา
ทำงาน แม้จะได้ความว่ามีผู้สั่งจองโดยยังไม่ชำระเงินราว 10 ราย มีผู้ซื้อที่ดินเพียง 2 ราย คือ อ. กับผู้เสียหาย
และมีแต่ผู้เสียหายเพียงรายเดียวที่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343
11
ความผิดฐานฉ้อโกงแรงงาน
มาตรา 344 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงานอย่างใด ๆ ให้แก่ตน
หรือให้แก่บุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่า
จ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 344 12
องค์ประกอบภายนอก
(1) หลอกลวงโดย
(ก) จะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือ
(ข) จะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ได้ตกลงกัน
(2) บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
(3) ให้ประกอบการงานอย่างใด ๆ
(4) ให้แก่ตนหรือแก่บุคคลที่สาม
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุจูงใจโดยทุจริต
การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงแรงงานได้ ต้องเป็นการหลอกลวงให้คนทำงานให้ตั้งแต่สิบคนขึ้นไป แต่
หากผู้ถูกหลอกลวงมีจำนวนรวมกันไม่ถึง ก็เป็นเรื่องของการจ่ายค่าแรงล่าช้า ซึ่งบรรดาลูกจ้างก็มีสิทธิร้องเรียนให้
หน่วยงานด้านคุ้มครองแรงงานดำเนินการต่อไปได้
ส่วนการตกลงจ้างแรงงานกันมาตั้งแต่ต้น แต่ภายหลังนายจ้างไม่จ่าย หรือจ่ายค่าแรงล่าช้า ไม่ใช่การฉ้อโกง
แรงงาน
13
การกระทำได้แก่ การหลอกลวงบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้ประกอบการงานอย่างใด ๆ ให้แก่ตน
หรือให้แก่บุคคลที่ 3 โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นหรือโดยจะใช้ค่าแรงงานหรือ
ค่าจ้างบุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกันดังนี้ ถ้าการหลอกเอาเงินแต่ไม่มีงานให้ทำไม่ผิดตามมาตรานี้
ทั้งนี้ผู้กระทำต้องมี เจตนา โดยมีมูลเหตุจูงใจ “โดยทุจริต“ แต่ถ้าหากไม่จ่ายค่าจ้างให้เพราะมีเหตุ
ขัดของในภายหลัง ไม่ได้ตั้งใจจะไม่จ่ายตั้งแต่แรกไม่ผิดมาตรานี้
ความผิดมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 348)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2506
ความผิดฐานฉ้อโกงค่าจ้างแรงงานตามประมวลกฎมายอาญามาตรา 344 นั้นจะต้องได้ความว่า
จำเลยมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายในขณะที่ตกลงจะให้ผู้เสียหายประกอบการงานให้แก่ตนโดย
เจตนาจะไม่ใช่ค่าแรงงาน หรือค่าจ้างหรือจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างต่ำกว่าที่ตกลง จึงจะเป็นความผิด
ได้ ถ้าหากไม่ได้ความว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเช่นนั้นในขณะที่จะตกลงกัน แต่เป็นเรื่องตกลงกันมาแล้ว
จึงมีเหตุขัดข้องเกิดขึ้นแก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่อาจใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างได้ตามที่ตกลงกันไว้ ก็
เป็นเพียงการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น จะปรับบทเป็นความผิดทางอาญาหาได้ไม่
14
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2510
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 344 ผู้หลอกลวงต้องประสงค์ต่อผล คือ การทำงานของผู้ที่
ถูกหลอกให้ประกอบการงานให้แก่ตนหรือบุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงาน ฯลฯ
เมื่อคดีได้ความว่าจำเลยหลอกเพื่อให้ส่งเงินเท่านั้น ไม่ได้หลอกให้ทำงาน เพราะไม่มีงานให้ทำ จึงไม่ใช่
เป็นการกระทำเพื่อประสงค์ต่อผลตามมาตรา 344 จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรานี้
15
ความผิดฐานฉ้อโกงค่าอาหาร
มาตรา 345 ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรม โดยรู้ว่าตนไม่สามารถ
ชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ
ปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภายนอก
(1) การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(ก) สั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือสั่งซื้อและบริโภคเครื่องดื่ม หรือ
(ข) เข้าอยู่ในโรงแรม
(2) โดยรู้ว่าตนไม่สารมารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มหรือค่าอยู่ในโรงแรมได้
องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
การกระทำ ได้แก่ การสั่งซื้อและบรืโภคอาหารและเครื่องดื่มหรือเข้าอยู่ในโรงแรมโดยรู้ว่าตนไม่
สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มหรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ความผิดนี้มุ้งคุ้มครองคนขายอาหาร
หรือเครื่องดื่มและโรงแรม โดยผู้กระทำมีเจตนา จะไม่จ่ายมาตั้งแต่แรก
ความผิดฐานนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 348)
16
คำพิพากษาศาลฎีกา 1686/2505
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 345 เป็นเรื่องสั่งซื้ออาหารและบริโภคด้วย อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันใน
เวลานั้น ซึ่งตามปกติก็บริโภคกันที่ร้านขายอาหารนั่นเอง โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าผู้สั่งซื้อสามารถจะชำระค่าอาหารได้
จำเลยจะแต่งงานบุตรสาวจึงไปติดต่อสั่งอาหารล่วงหน้า 18 โต๊ะ ๆ ละ 200 บาท และให้นำไปเลี้ยงกันในสถานที่
อีกแห่งหนึ่ง ดังนี้ มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างเหมา เมื่อจำเลยไม่ชำระราคาก็เป็นผิดสัญญาทางแพ่ง หาผิดอาญาไม่
คำพิพากษาศาลฎีกา 1077/2511
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 345 หมายความว่า การสั่งซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มมาบริโภคนั้น เป็นที่
เข้าใจกันว่าจะชำระราคาให้เมื่อได้บริโภคเสร็จแล้วในเวลาและในสถานการค้าของผู้ขาย จำเลยให้คนไปเอาสุราที่ร้าน
ผู้เสียหาย โดยให้บอกแก่ผู้เสียหายว่า จะนำเงินไปชำระให้ภายหลัง แล้วในวันรุ่งขึ้นได้ให้คนไปเอามาอีกซึ่งผู้เสียหาย
ก็ยอมมอบให้มา เช่นนี้ เป็นเรื่องผู้เสียหายตกลงให้จำเลยซื้อของเชื่อ กรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
345
17
ความผิดฐานชักจูงเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น
มาตรา 346 ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดย
เสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญา และไม่สามารถเข้าใจ
ตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
18
มาตรา 346
องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน
(3) โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญา และไม่สามารถเข้าใจ
ตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน
(4) ผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) เพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม (เจตนาพิเศษ)
ส่วนของการกระทำ ได้แก่ การชักจูงและการจำหน่าย
การชักจูง คือ ชวน แนะนำ ยุยง ส่งเสริม หรือมีส่วนในการตัดสินใจ
การจำหน่าย คือ การโอนกรรมสิทธิ์
19
การกระทำได้แก่ การชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยเสียเปรียบ โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิต
อ่อนแอหรือเป็นเด็กเบาปัญญาและไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตนจนผู้ถูก
ชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น โดยผู้กระทำมี “ มูลเหตุชักจูงใจ “ เพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตน
หรือของบุคคลที่ 3 ความผิดนี้อาจไม่ถึงกับมีการหลอกลวง เช่น เห็นเด็กใส่สร้อยคอทองคำ จึงขอเอา
ลูกโป่งไปแลก เด็กอยากได้ลูกโป่งจึงยอมแลก หรือหลอกซื้อของเด็กในราคาถูก เป็นต้น
20
ความผิดฐานฉ้อโกงประกันภัย
มาตรา 347 ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่
ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
21
มาตรา 347
องค์ประกอบภายนอก
(1) แกล้งทำให้เกิดความเสียหาย
(2) แก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่ประกันภัย
องค์ประกอบภายนอก
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย
การกระทำได้แก่ การแกล้งให้เกิดความเสียหาย คือ เจตนาทำให้เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอา
ประกันภัยโดยมี “ มูลเหตุจูงใจ “ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย เช่น เผา
บ้านที่ประกันภัยไว้เพื่อเอาประกัน ถ้ามีชาวบ้านช่วยกันดับทันก็เป็นพยายาามฉ้อโกงตามมาตรานี้ แต่ถ้า
ทรัพย์นั้นถูกเผาไหม้ไปบางส่วน ซึ่งสามารถเรียกค่าประกันได้แล้วก็เป็นความสำเร็จ แต่หากกระทำแล้วไม่
คิดว่าจะได้ประโยชน์ เช่น ประกันรถไว้ แล้วตั้งใจจะฆ่าตนเอง จึงขับรถชนต้นไม่แต่ไม่ตายจึงนำมาเรียก
ร้องค่าประกันรถ ดังนั้นไม่ผิดมาตรานี้ เพราะขาดมูลเหตุชักจูงใจ ขณะขับรถชนต้นไม้
ความผิดฐานนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ (มาตรา 348)
บรรณานุกรม
ทวีเกียรติ มีนะกษิษฐ. คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดลหุโทษ. พิมพ์ครั้งที่ 19. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2565.