คาํ อธิบายรายวชิ า
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 1 รหัสวชิ า ว 21101 กลมุ สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 จํานวน 1.5 หนวยกติ เวลาเรียน 60 ชัว่ โมง
ศึกษา วเิ คราะห์ ความหมายและความสําคญั ของวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทาํ งานของนักวทิ ยาศาสตร์
และทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทําความเข้าใจกระบวนการและทกั ษะที่ใช้ในการสร้างองค์ความรูท้ าง
วิทยาศาสตร์ สมบัตบิ างประการของสารบรสิ ุทธิ์ และการจําแนกองค์ประกอบของสารบริสทุ ธิ์ จดุ เดือด จดุ
หลอมเหลว และความหนาแน่นของสารบริสทุ ธแ์ิ ละสารผสม สมบตั ิทางกายภาพ บางประการของธาตโุ ลหะ
อโลหะ และกึ่งโลหะ การใชป้ ระโยชน์และผลกระทบจากการใชป้ ระโยชน์ของธาตโุ ลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และ
ธาตกุ มั มันตรงั สีทมี่ ีต่อส่งิ มชี ีวิต สิง่ แวดล้อม เศรษฐกจิ และสงั คม การใชก้ ล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง รปู ร่าง
ลกั ษณะของเซลล์ โครงสรา้ ง และหนา้ ทแ่ี ต่ละโครงสร้างของเซลล์ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งรูปร่าง ลกั ษณะกบั
หน้าท่ขี องเซลล์ และการจัดระบบของส่งิ มีชีวิต รวมทั้งกระบวนการลําเลยี งสารผ่านเซลล์ โดยการแพร่ และ
ออสโมซสิ การสืบพันธ์ุ การขยายพันธุ์ การสังเคราะห์ดว้ ยแสง ธาตอุ าหารพชื การลําเลียงนํ้าธาตอุ าหารและ
อาหารของพืช กระบวนการดํารงชวี ติ ของพชื และความสําคญั ของพชื ที่มีผลต่อมนุษย์และส่ิงแวดล้อม
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 และเทคโนโลยใี นการสํารวจตรวจสอบ
การสบื เสาะหาความรู การสบื คนขอมลู และการอภิปราย เพ่อื ใหเกดิ ความรู ความคดิ ความเขาใจ และ
ตระหนักถึงคุณคา่ ของความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ สามารถสอื่ สารส่ิงทเ่ี รยี นรู มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ นาํ
ความรูไปใชในชวี ิตประจาํ วัน มีจติ วิทยาศาสตร จริยธรรม คุณธรรม และคานยิ มท่เี หมาะสม
รหัสตวั ช้ีวดั
ว 1.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9, ม.1/10, ม.1/11,
ม.1/12, ม.1/13, ม.1/14, ม.1/15, ม.1/16, ม.1/17, ม.1/18
ว 2.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8
รวมทง้ั หมด 26 ตัวช้ีวัด
โครงสรา้ งรายวชิ า
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 1 รหัสวชิ า ว 21101 กลมุ สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกิต เวลาเรยี น 60 ชัว่ โมง
หนว่ ย ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสาํ คญั เวลา นา้ํ หนกั
ที่ การเรียนรู้ / ตัวชว้ี ัด (ชั่วโมง) (คะแนน)
1 เรียนรู้ - องค์ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์มีการ 9 7
วทิ ยาศาสตร์ พฒั นาอยา่ งต่อเน่ืองนับแต่อดีตยุคโบราณ
อย่างไร จนกระทงั่ ปัจจุบันวทิ ยาศาสตรเ์ ป็น ความรู้
เก่ยี วกับธรรมชาติ ซ่งึ สามารถอธบิ ายได้ด้วย
หลกั ฐานและความเป็นเหตุเป็นผลทาง
วทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
เปน็ กระบวนการที่กระทําเพ่ือใหไ้ ดม้ าซ่ึง
ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เปน็ กระบวนการท่ี
ประกอบดว้ ย การสงั เกตและระบุปญั หา
การตงั้ สมมติฐาน การวางแผน การสํารวจ
หรอื การทดลอง รวมทั้งการเก็บขอ้ มูล การ
วิเคราะหข์ ้อมลู และสร้างคําอธิบาย การ
สรุปผลและการส่อื สาร
2 สารบริสทุ ธ์ิ ว 2.1 สารบริสุทธ์ิประกอบดว้ ยสารเพียงชนิด 6 5
- สมบตั ขิ องสาร ม.1/4-6 เดยี ว สว่ นสารผสมประกอบด้วยสารต้ังแต่ 2
บรสิ ทุ ธ์ิ ชนดิ ข้นึ ไป สารบรสิ ุทธ์แิ ตล่ ะชนิดมีสมบัติ
บางประการท่ีเปน็ ค่าเฉพาะตัว มคี า่ คงท่ี
เชน่ จุดเดอื ดและจุดหลอมเหลว ความ
หนาแน่น แตส่ ารผสมมจี ดุ เดือด จดุ
หลอมเหลว และความหนาแน่นไมค่ งที่ ข้นึ อยู่
กับชนิดและสัดส่วนของสารท่ีผสมอยูด่ ว้ ยกัน
2 สารบรสิ ทุ ธิ์ ว 2.1 สารบรสิ ทุ ธ์สิ ามารถแบ่งออกเป็นธาตุ 12 8
- การจําแนกและ ม.1/1-3 และสารประกอบ ธาตมุ ีองคป์ ระกอบเพียง
องคป์ ระกอบของ ม.1/7-8 ชนดิ เดยี ว สว่ นสารประกอบมีธาตุท่ีเป็น
สารบบรสิ ุทธ์ิ องคป์ ระกอบต้งั แต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปมารวมตวั
กันทางเคมใี นอตั ราส่วนคงท่ี โดยธาตุแต่ละ
ชนดิ จะประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กทส่ี ดุ
เรยี กวา่ อะตอม
โครงสรา้ งรายวิชา (ต่อ)
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 1 รหสั วชิ า ว 21101 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกติ เวลาเรยี น 60 ช่วั โมง
หน่วย ชือ่ หน่วย
มาตรฐาน สาระสาํ คญั เวลา นาํ้ หนกั
ท่ี การเรยี นรู้ / ตวั ชว้ี ัด (ช่วั โมง) (คะแนน)
2
อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นวิ ตรอน 3 20
3 หนว่ ยพน้ื ฐาน 9 10
ของสงิ่ มชี วี ติ อิเล็กตรอน สว่ นอิเล็กตรอนเคล่ือนท่ีอยู่รอบ
- เซลล์
นิวเคลยี ส อะตอมของแต่ละธาตแุ ตกต่างกนั
ท่ีจํานวนโปรตอน
นกั วทิ ยาศาสตร์ใช้สมบตั ิทางกายภาพ
ของธาตเุ พ่ือจาํ แนกธาตุเปน็ โลหะ อโลหะ และ
กึ่งโลหะ ธาตุบางชนดิ เปน็ ธาตกุ มั มนั ตรังสี ซึ่ง
ธาตุโลหะ อโลหะ ก่งึ โลหะ และธาตุกัมมนั ตรังสี
ใชป้ ระโยชน์ได้แตกตา่ งกนั การนาํ ธาตุมาใชอ้ าจ
มผี ลกระทบต่อสิ่งมชี วี ติ สิง่ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจ
และสงั คม
สรปุ ทบทวน (สอบกลางภาค)
ว.1.2 สิ่งมชี ีวติ ทุกชนิดมีเซลล์เปน็
ม.1/1-4 สว่ นประกอบ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีขนาด
เลก็ มากจนไม่สามารถมองเห็นไดด้ ว้ ยตาเปลา่
จึงต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สงเป็นเครื่องมือ
ช่วยในการศึกษา เซลล์พืชและเซลล์สตั วม์ ี
โครงสรา้ งพนื้ ฐานเหมือนกัน คือ มีเยื่อห้มุ
เซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส ซ่งึ
โครงสร้างพน้ื ฐานนี้จะทาํ หน้าทีแ่ ตกต่างกนั ไป
แตเ่ ซลลพ์ ชื มโี ครงสร้างบางอย่างท่ีไม่พบใน
เซลลส์ ตั ว์ ได้แก่ ผนังเซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์
เซลลม์ รี ูปร่างลักษณะท่ีหลากหลายเพื่อให้
เหมาะสมกับหนา้ ทข่ี องเซลล์น้ันๆ
โดยเซลล์ชนดิ เดียวกันหรือหลายชนิด
จะทาํ งานรว่ มกันเป็นเนื้อเยื่อ เนอื้ เยื่อหลาย
ชนิดรวมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะทํางานร่วมกัน
จดั เป็นระบบอวัยวะ และระบบ อวัยวะทุก
ระบบทํางานรว่ มกันจนเป็นสิง่ มชี วี ติ
โครงสรา้ งรายวิชา (ต่อ)
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 1 รหัสวิชา ว 21101 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกติ เวลาเรียน 60 ชว่ั โมง
หน่วย ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสําคญั เวลา น้ําหนกั
ที่ การเรยี นรู้ / ตวั ชี้วดั (ชวั่ โมง) (คะแนน)
3 หน่วยพนื้ ฐาน ว.1.2 เซลล์มีกระบวนการต่างๆ ในการนําสาร 3 5
ของส่ิงมชี ีวติ ม.1/5 เขา้ และออกเซลล์ การนาํ สารเขา้ และออก
- การลาํ เลยี งสาร จากเซลลม์ ีหลายวิธี เช่น การแพร่เปน็ วธิ ีการ
เขา้ ออกเซลล์ ทีส่ ารจะเคลื่อนทจี่ ากบริเวณท่ีมคี วามเข้มขน้
ของสารมากไปสู่บริเวณทมี่ ีความเขม้ ข้นของ
สารน้อย สว่ นการออสโมซสิ เป็นการ
เคลอ่ื นท่ีของนํ้าผา่ นเยอื่ หมุ้ เซลล์จากด้านทีม่ ี
ความเข้มข้นของสารละลายตํ่าไปยังดา้ นทม่ี ี
ความเข้มขน้ ของสารละลายสูงกว่า
4 การดํารงชวี ิต ว.1.2 การสืบพนั ธุแ์ บบอาศัยเพศของพชื ดอก 6 5
ของพชื ม.1/11-13 เกิดขึน้ ท่ีดอก เปน็ การผสมกนั ของสเปริ ์มกบั
- การสืบพนั ธแุ์ ละ ม.1/16-18 เซลลไ์ ข่ การสบื พนั ธ์ุแบบไม่อาศยั เพศ เกิด
การขยายพันธพ์ุ ืช จากสว่ นตา่ งๆ ของพืช เชน่ ราก ลําตน้ ใบ
ดอก เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือช่วยให้เกิด
การอนรุ ักษ์และปรับปรุงพนั ธุกรรมพืช
4 การดาํ รงชีวิต ว.1.2 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชเกิดขึน้ 6 5
ของพชื ม.1/6-8 ในคลอโรพลาสต์ เปน็ กระบวนการทนี่ าํ
- การสังเคราะห์ พลังงานแสงมาเปล่ียนแกส๊
ด้วยแสง คาร์บอนไดออกไซด์และนํ้าให้เป็นนํา้ ตาล
พืชจะเปลยี่ นนํา้ ตาลเปน็ สารประกอบ
อินทรยี อ์ ่นื ๆ และเก็บสะสมในโครงสร้าง
ตา่ งๆของพชื พชื จงึ เป็นแหล่งอาหารและ
พลังงานทสี่ าํ คญั ของสิ่งมชี ีวิตชนดิ อน่ื ๆ
นอกจากนกี้ ารสงั เคราะห์ดว้ ยแสงยงั เปน็
กระบวนการผลิตแกส๊ ออกซิเจนออกสู่
บรรยากาศ เพ่อื ให้สง่ิ มชี วี ิตชนิดอืน่ นาํ ไปใช้
ในกระบวนการหายใจ
โครงสรา้ งรายวิชา (ต่อ)
รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 รหสั วชิ า ว 21101 กลมุ สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 จํานวน 1.5 หนวยกติ เวลาเรยี น 60 ชั่วโมง
หน่วย ชือ่ หน่วย มาตรฐาน สาระสําคญั เวลา นาํ้ หนกั
ที่ การเรียนรู้ / ตัวชี้วดั (ชว่ั โมง) (คะแนน)
4 การดาํ รงชีวิต
ของพชื ว.1.2 พชื ต้องการอากาศ น้าํ แสง และธาตุ 3 5
- การลําเลียงนํ้า
ธาตุอาหาร และ ม.1/9-10 อาหารในการเจรญิ เติบโตและการดํารงชีวติ 3 30
อาหารของพืช 60 100
ม.1/14-15 พืชดูดนาํ้ และธาตุอาหารจากดนิ เขา้ สูร่ าก
และลําเลียงผา่ นทางไซเล็มไปสลู่ าํ ตน้ ใบ
และสว่ นอืน่ ๆ ของพืช เพือ่ ใชใ้ นการ
สังเคราะห์ด้วยแสงรวมถึงกระบวนการอื่นๆ
และมีโฟลเอ็มลําเลยี งอาหารท่ีไดจ้ ากการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสงไปส่สู ่วนต่างๆของพืช
ส่วนไซเลม็ ทําหน้าที่ลําเลียงน้ําและธาตุ
อาหาร
สรุปทบทวน (สอบปลายภาค)
รวมท้ังสิน้
กําหนดการจัดการเรยี นรู้
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 1 รหสั วิชา ว 21101 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 1
ภาคเรยี นที่ 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกิต เวลาเรียน 60 ชว่ั โมง
สปั ดาห์ วนั เดือน ปี หน่วยการเรยี นร้/ู มาตรฐาน/ เวลา นํ้าหนัก
(คาบ) คะแนน
ท่ี สาระการเรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั
97
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์อย่างไร - 3
1 1 - 3 ก.ค. 63 - ปฐมนเิ ทศ 3
- ความสําคญั /ความหมาย 3
ของวิทยาศาสตร์ 18 13
3
2 6 - 10 ก.ค. 63 - กระบวนการทํางาน
2
ของนักวิทยาศาสตร์ 1
3 13 - 17 ก.ค. 63 - ทกั ษะกระบวนการ 3
ทางวิทยาศาสตร์ 6
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 สารบริสุทธิ์ ว 2.1 ม.1/1 - ม.1/8 2
4 20 - 24 ก.ค. 63 สมบัติของสารบริสุทธ์ิ ว 2.1 ม.1/4 - ม.1/6 1
3 20
- จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลว
5 27 - 31 ก.ค. 63 - ความหนาแนน่
5 27 - 31 ก.ค. 63 - กิจกรรมทา้ ยบทเรียน ทราบ
ประเภทของพลาสติกได้อยา่ งไร
6 3 - 7 ส.ค. 63 การจาํ แนกและองค์ประกอบ ว 2.1 ม.1/1 - ม.1/3
ของสารบริสทุ ธิ์ ว 2.1 ม.1/7 - ม.1/8
- การจาํ แนกสารบรสิ ทุ ธ์ิ
7-8 10 - 14 ส.ค. 63 - โครงสร้างอะตอม
17 - 21 ส.ค. 63
9 24 - 28 ส.ค. 63 - การจาํ แนกธาตุและการใช้
ประโยชน์
9 24 - 28 ส.ค. 63 - ทบทวนเนือ้ หา
10 31 ส.ค. สอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 1/2563
- 4 ก.ย. 63
กาํ หนดการจดั การเรยี นรู้ (ต่อ)
รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 รหสั วิชา ว 21101 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 1
ภาคเรยี นที่ 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกิต เวลาเรยี น 60 ช่วั โมง
สปั ดาห์ วนั เดือน ปี หนว่ ยการเรยี นร/ู้ มาตรฐาน/ เวลา นาํ้ หนัก
ที่ สาระการเรียนรู้ ตวั ชว้ี ดั (คาบ) คะแนน
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 หนว่ ยพน้ื ฐานของสง่ิ มีชีวติ ว 1.2 ม.1/1 - ม.1/5 12 15
11 7 - 11 ก.ย. 63 เซลล์ ว 1.2 ม.1/1 - ม.1/4 3
- การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกล้อง
12 14 - 18 ก.ย. 63 เซลล์ 3
- การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ ง
จลุ ทรรศน์
13 21 - 25 ก.ย. 63 - โครงสรา้ งและหน้าทีข่ อง 3
เซลล์
14 28 ก.ย. การลาํ เลยี งสารเข้า-ออกเซลล์ ว 1.2 ม.1/5 1
- 2 ต.ค. 63 - การแพร่
14 28 ก.ย.- 2 ต.ค. 63 - ออสโมซสิ 1
14 28 ก.ย.- 2 ต.ค. 63 - ทบทวนเนื้อหา 1
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 การดํารงชวี ิตของพืช ว 1.2 ม.1/6 - ม.1/18 15 15
15 5 - 9 ต.ค. 63 การสืบพันธุ์และการ ว 1.2 ม.1/11 - ม.1/13 3
ขยายพนั ธุพ์ ืชดอก ว 1.2 ม.1/16 - ม.1/18
- การสืบพันธุ์แบบอาศยั เพศ
และไม่อาศยั เพศของพชื ดอก
16 12 - 16 ต.ค. 63 - การขยายพันธุ์พชื ดอก 3
17-18 19 – 30 ต.ค. 63 การสงั เคราะหด์ ้วยแสง ว 1.2 ม.1/6 - ม.1/8 6
- ปัจจัยและผลผลติ ของการ
สังเคราะห์ด้วยแสง
19 2 – 6 พ.ย. 63 การลําเลียงน้ํา ธาตุ อาหาร ว 1.2 ม.1/9 - ม.1/10 1
และอาหารของพืช ว 1.2 ม.1/14 - ม.1/15
- ธาตอุ าหารของพชื
19 2 – 6 พ.ย. 63 - การลาํ เลียงในพืช 1
19 2 – 6 พ.ย. 63 ทบทวนบทเรียน 1
20 9 – 13 พ.ย. 63 สอบปลายภาค ภาคเรียนท่ี 1/2563 3 30
รวม 60 100
มาตรฐานและตวั ชวี้ ดั สาระแกนกลาง
รายวิชาวิทยาศาสตร์ 1 รหสั วิชา ว 21101 กลมุ สาระการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 1
ภาคเรยี นท่ี 1 จาํ นวน 1.5 หนวยกิต เวลาเรยี น 60 ชัว่ โมง
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตขิ องส่ิงมชี วี ิต หน่วยพ้นื ฐานของสิ่งมชี ีวติ การลําเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องระบบต่างๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ท่ที ํางานสัมพันธ์กัน
ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ขี องอวยั วะต่าง ๆ ของพืชท่ีทาํ งานสัมพนั ธก์ นั รวมทั้งนาํ ความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ชน้ั ตวั ชวี้ ดั สาระแกนกลาง
ม.1 1. เปรียบเทยี บรูปร่าง ลักษณะและโครงสรา้ ง • เซลลเ์ ป็นหนว่ ยพ้ืนฐานของสิ่งมชี ีวติ สิ่งมีชีวิต
ของเซลล์พชื และเซลล์สตั ว์รวมทั้งบรรยาย บางชนิดมีเซลลเ์ พียงเซลลเ์ ดียว เช่น อะมีบา
หนา้ ที่ของผนงั เซลลเ์ ยอื่ หุ้มเซลลไ์ ซโทพลาซมึ พารามเี ซียม ยสี ตบ์ างชนิดมหี ลายเซลล์เชน่ พืช สัตว์
นวิ เคลยี ส แวควิ โอล ไมโทคอนเดรีย • โครงสร้างพ้นื ฐานท่พี บทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์
และคลอโรพลาสต์ และสามารถสงั เกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
2. ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนใ์ ชแ้ สงศึกษาเซลล์ ไดแ้ ก่ เยื่อหุม้ เซลล์ไซโทพลาซึม และนวิ เคลยี ส
และโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ โครงสรา้ งทพ่ี บในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์
ไดแ้ ก่ ผนงั เซลล์และคลอโรพลาสต์
• โครงสรา้ งตา่ งๆ ของเซลลม์ ีหนา้ ทแ่ี ตกต่างกนั
- ผนังเซลลท์ าํ หน้าที่ใหค้ วามแขง็ แรงแก่เซลล์
- เยอื่ หมุ้ เซลล์ทําหนา้ ทหี่ ่อหุม้ เซลลแ์ ละควบคมุ
การลําเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์
- นวิ เคลยี ส ทาํ หนา้ ทค่ี วบคมุ การทาํ งานของเซลล์
- ไซโทพลาซมึ มอี อร์แกเนลลท์ ท่ี ําหน้าทแ่ี ตกต่างกัน
- แวควิ โอล ทาํ หนา้ ท่ีเกบ็ นํ้าและสารต่าง ๆ
- ไมโทคอนเดรีย ทําหน้าที่เก่ียวกบั การสลายสาร
อาหารเพ่ือให้ไดพ้ ลังงานแกเ่ ซลล์
- คลอโรพลาสต์เปน็ แหล่งท่ีเกิดการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
3. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างรูปรา่ งกบั การ • เซลล์ของส่ิงมชี วี ติ มรี ูปร่าง ลกั ษณะ ที่หลากหลาย
ทาํ หน้าทีข่ องเซลล์ และมีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเซลลน์ ั้น เช่น
เซลล์ประสาทสว่ นใหญ่มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาว
นาํ กระแสประสาทไปยังเซลลอ์ ่ืนๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์
ขนราก เป็นเซลล์ผวิ ของรากที่มผี นงั เซลล์และเย่ือหุ้ม
เซลลย์ ืน่ ยาวออกมา ลักษณะคลา้ ยขนเสน้ เลก็ ๆ เพื่อเพ่ิม
พืน้ ท่ีผิวในการดดู น้ําและธาตุอาหาร
ช้นั ตัวชี้วดั สาระแกนกลาง
4. อธิบายการจดั ระบบของส่งิ มชี ีวติ โดยเรม่ิ • พืชและสตั ว์เปน็ สิ่งมชี ีวติ หลายเซลล์มกี ารจัดระบบ
จากเซลล์เน้อื เย่ือ อวยั วะ ระบบอวยั วะ จน โดยเริ่มจากเซลลไ์ ปเป็นเนื้อเย่ือ อวัยวะ ระบบอวัยวะ
เป็นสง่ิ มีชวี ิต และสิ่งมชี วี ิตตามลําดบั เซลล์หลายเซลลม์ ารวมกันเป็น
เนอ้ื เยื่อ เน้ือเย่ือหลายชนิดมารวมกันและทํางานรว่ มกัน
เป็นอวัยวะอวยั วะต่างๆทํางานรว่ มกันเปน็ ระบบอวัยวะ
ระบบอวัยวะทุกระบบทํางานร่วมกันเป็นสงิ่ มีชีวิต
5. อธบิ ายกระบวนการแพร่และออสโมซิส • เซลลม์ กี ารนาํ สารเขา้ สเู่ ซลล์เพ่อื ใช้ในกระบวนการ
จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์และยกตวั อย่างการ ตา่ ง ๆ ของเซลลแ์ ละมีการขจัดสารบางอยา่ งทเี่ ซลลไ์ ม่
แพร่และออสโมซสิ ในชีวิตประจาํ วัน ต้องการออกนอกเซลล์การนาํ สารเขา้ และออกจากเซลล์
มหี ลายวิธีเชน่ การแพร่ เปน็ การเคล่อื นท่ีของสารจาก
บรเิ วณที่มีความเขม้ ข้นของสารสงู ไปสู่ บรเิ วณทีม่ คี วาม
เข้มข้นของสารต่ํา สว่ นออสโมซสิ เปน็ การแพร่ของนาํ้
ผ่านเย่อื หมุ้ เซลล์จากด้านทมี่ ีความเขม้ ข้นของ
สารละลายตาํ่ ไปยงั ด้านท่มี ีความเข้มข้นของสารละลาย
สูงกว่า
6. ระบุปจั จัยที่จําเป็นในการสังเคราะหด์ ้วย • กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืชทีเ่ กิดขน้ึ
แสงและผลผลติ ท่เี กดิ ขน้ึ จากการสงั เคราะห์ ในคลอโรพลาสตจ์ าํ เปน็ ต้องใช้ แสง แกส๊ คารบ์ อนได-
ด้วยแสงโดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ออกไซด์ คลอโรฟิลล์ และน้ํา ผลผลติ ทไ่ี ดจ้ ากการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง ไดแ้ ก่ น้าํ ตาลและแกส๊ ออกซิเจน
7. อธิบายความสําคัญของการสังเคราะห์ดว้ ย • การสังเคราะหด์ ้วยแสง เปน็ กระบวนการทีส่ ําคญั
แสงของพชื ตอ่ สิ่งมีชีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม ต่อสงิ่ มชี ีวติ เพราะเปน็ กระบวนการเดียวท่สี ามารถนาํ
8. ตระหนกั ในคุณคา่ ของพชื ท่ีมีต่อสงิ่ มชี ีวติ พลงั งานแสงมาเปล่ยี นเป็นพลังงานในรูปสารประกอบ
และสิ่งแวดลอ้ ม โดยการร่วมกันปลูกและดแู ล อนิ ทรียแ์ ละเกบ็ สะสมในรปู แบบตา่ ง ๆ ในโครงสร้างของ
รกั ษาตน้ ไม้ในโรงเรียนและชมุ ชน พืช พชื จึงเป็นแหลง่ อาหารและพลังงานท่สี ําคญั ของ
สงิ่ มีชวี ิตอื่น นอกจากนกี้ ระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
ยังเปน็ กระบวนการหลกั ในการสร้างแก๊สออกซิเจนใหก้ ับ
บรรยากาศเพ่ือให้สง่ิ มีชวี ติ อ่นื ใช้ในกระบวนการหายใจ
9. บรรยายลักษณะและหน้าท่ีของไซเลม็ • พืชมไี ซเล็มและโฟลเอม็ ซึง่ เปน็ เนื้อเยอื่ มีลกั ษณะ
และโฟลเอ็ม คลา้ ยทอ่ เรยี งตวั กนั เปน็ กลุ่มเฉพาะท่ีโดยไซเล็มทําหน้าที่
10. เขยี นแผนภาพที่บรรยายทศิ ทางการ ลาํ เลยี งนาํ้ และธาตอุ าหารมที ิศทางลาํ เลียงจากรากไปสู่
ลําเลยี งสารในไซเล็มและโฟลเอม็ ของพืช ลาํ ต้น ใบ และสว่ นตา่ งๆของพืชเพ่ือใช้ในการสังเคราะห์
ดว้ ยแสงรวมถึงกระบวนการอื่นๆ
ส่วนโฟลเอม็ ทําหนา้ ทลี่ ําเลยี งอาหารที่ได้จากการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสงมที ศิ ทางลําเลยี งจากบริเวณท่ีมกี าร
สังเคราะห์ด้วยแสงไปสสู่ ว่ นต่าง ๆ ของพชื
ช้นั ตวั ช้วี ดั สาระแกนกลาง
11. อธบิ ายการสบื พนั ธุ์แบบอาศยั เพศ • พชื ดอกทุกชนดิ สามารถสบื พันธแุ์ บบอาศัยเพศได้
และไม่อาศยั เพศของพืชดอก และบางชนดิ สามารถสืบพันธ์ุแบบไม่อาศยั เพศได้
12. อธิบายลกั ษณะโครงสรา้ งของดอกท่ีมี • การสืบพนั ธ์ุแบบอาศยั เพศเป็นการสืบพนั ธุ์ท่มี ี
ส่วนทําใหเ้ กดิ การถ่ายเรณูรวมทัง้ บรรยาย การผสมกนั ของสเปริ ์มกบั เซลลไ์ ขก่ ารสืบพันธ์ุ
การปฏิสนธขิ องพชื ดอก การเกดิ ผลและเมล็ด แบบอาศยั เพศของพชื ดอกเกิดขึน้ ท่ีดอกโดยภายใน
การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด อบั เรณูของสว่ นเกสรเพศผู้มเี รณูซ่ึงทาํ หน้าที่
13. ตระหนกั ถึงความสาํ คัญของสตั วท์ ช่ี ่วย สร้างสเปริ ม์ ภายในออวลุ ของส่วนเกสรเพศเมีย
ในการถ่ายเรณูของพชื ดอก โดยการไมท่ าํ ลาย มถี งุ เอม็ บรโิ อ ทาํ หน้าทส่ี ร้างเซลล์ไข่
ชวี ติ ของสัตว์ทช่ี ว่ ยในการถา่ ยเรณู • การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเปน็ การสบื พนั ธุ์ทพ่ี ืช
ตน้ ใหมไ่ มไ่ ดเ้ กิดจากการปฏสิ นธิระหวา่ งสเปริ ม์
กับเซลล์ไข่แตเ่ กิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เชน่ ราก
ลําตน้ ใบ มกี ารเจริญเตบิ โตและพฒั นาข้ึนมา
เปน็ ตน้ ใหม่ได้
• การถา่ ยเรณูคือ การเคล่ือนยา้ ยของเรณจู าก
อบั เรณูไปยงั ยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งเกย่ี วขอ้ งกบั
ลักษณะและโครงสรา้ งของดอก เช่น สีของกลีบดอก
ตําแหน่งของเกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมยี โดยมีสิ่งทช่ี ว่ ย
ในการถ่ายเรณูเช่น แมลง ลม
• การถ่ายเรณูจะนาํ ไปสู่การปฏิสนธซิ ่ึงจะเกดิ ขึน้ ท่ี
ถุงเอ็มบรโิ อภายในออวุล หลังการปฏสิ นธจิ ะได้
ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซโกตจะพัฒนาต่อไป
เปน็ เอม็ บรโิ อ ออวลุ พัฒนาไปเป็นเมลด็ และรงั ไข่
พัฒนาไปเป็นผล
• ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากตน้ เดิม โดย
วิธีการต่าง ๆ เมอ่ื เมล็ดไปตกในสภาพแวดล้อม
ทีเ่ หมาะสมจะเกิดการงอกของเมล็ด โดยเอ็มบรโิ อ
ภายในเมล็ดจะเจรญิ ออกมา โดยระยะแรกจะอาศัยอาหาร
ทีส่ ะสมภายในเมลด็ จนกระทงั่ ใบแท้พฒั นา จนสามารถ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้เตม็ ทแี่ ละสร้างอาหารไดเ้ องตามปกติ
14. อธิบายความสําคัญของธาตอุ าหาร • พชื ตอ้ งการธาตอุ าหารท่จี ําเปน็ หลายชนดิ ในการ
บางชนดิ ทีม่ ผี ลต่อการเจรญิ เติบโต และการ เจริญเตบิ โตและการดาํ รงชวี ิต
ดาํ รงชวี ิตของพชื • พชื ต้องการธาตุอาหารบางชนดิ ในปริมาณมากไดแ้ ก่
15. เลอื กใชป้ ุ๋ยที่มีธาตอุ าหารเหมาะสมกับพืช ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยี ม แคลเซยี ม
ในสถานการณ์ท่ีกําหนด แมกนีเซยี มและกาํ มะถนั ซง่ึ ในดนิ อาจมไี ม่เพยี งพอ
สาํ หรบั การเจริญเติบโตของพชื จงึ ตอ้ งมกี ารให้
ธาตุอาหารในรูปของปุย๋ กับพชื อย่างเหมาะสม
ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระแกนกลาง
16. เลือกวิธกี ารขยายพนั ธุพ์ ืชใหเ้ หมาะสมกับ • มนษุ ยส์ ามารถนําความรเู้ รอ่ื งการสบื พันธ์ุ
ความต้องการของมนษุ ยโ์ ดยใช้ความรู้ แบบอาศยั เพศและไม่อาศัยเพศ มาใชใ้ นการขยายพันธุ์
เก่ยี วกบั การสบื พันธข์ุ องพชื เพอื่ เพิ่มจํานวนพชื เช่น การใชเ้ มลด็
17. อธิบายความสําคัญของเทคโนโลยี ที่ได้จากการสืบพนั ธแุ์ บบอาศัยเพศมาเพาะเลย้ี ง
การเพาะเลี้ยงเน้ือเยอื่ พชื ในการใช้ประโยชน์ วิธีการนจี้ ะได้พชื ในปริมาณมาก แต่อาจมลี ักษณะ
ดา้ นต่างๆ ทีแ่ ตกตา่ งไปจากพ่อแม่ส่วนการตอนกิ่ง การปกั ชํา
18. ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องการขยายพนั ธ์ุ การตอ่ กงิ่ การติดตา การทาบกิง่ การเพาะเล้ยี ง
พชื โดยการนาํ ความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจําวัน เนอื้ เยอ่ื เปน็ การนําความรู้เรอื่ งการสบื พันธ์ุแบบ
ไมอ่ าศัยเพศของพืชมาใชใ้ นการขยายพนั ธ์ุ เพอ่ื ให้ได้พชื
ที่มลี กั ษณะเหมอื นต้นเดิมซง่ึ การขยายพนั ธุ์แตล่ ะวธิ ีมี
ข้ันตอนแตกตา่ งกัน จงึ ควรเลือกใหเ้ หมาะสม
กบั ความต้องการของมนุษย์ โดยต้องคํานงึ ถงึ ชนดิ ของ
พชื และลักษณะการสบื พนั ธ์ุของพืช
• เทคโนโลยีการเพาะเลยี้ งเน้ือเยอ่ื พชื เปน็ การนําความรู้
เกี่ยวกับปัจจัยที่จําเป็นต่อการเจริญเตบิ โตของพืชมาใช้ใน
การเพ่ิมจํานวนพืช และทําให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ใน
หลอดทดลอง ซ่ึงจะได้พชื จาํ นวนมากในระยะเวลาสั้น และ
สามารถนาํ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือมาประยุกต์
เพ่ือการอนุรักษ์พันธุกรรมพชื ปรบั ปรุงพันธ์ุพืชท่ีมี
ความสาํ คัญทางเศรษฐกจิ การผลิตยาและสารสําคัญในพชื
และอืน่ ๆ
สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัตขิ องสสาร
กบั โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
ช้ัน ตวั ชว้ี ดั สาระแกนกลาง
ม.1 1. อธิบายสมบัติทางกายภาพบางประการของ • ธาตแุ ตล่ ะชนิดมีสมบัตเิ ฉพาะตวั และมีสมบัติ
ธาตโุ ลหะ อโลหะ และกงึ่ โลหะ โดยใช้ ทางกายภาพบางประการเหมือนกันและบางประการ
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ทไี่ ด้จากการสงั เกต ตา่ งกนั ซึ่งสามารถนาํ มาจดั กลุ่มธาตเุ ป็นโลหะอโลหะ
และการทดสอบและใชส้ ารสนเทศที่ได้จาก และก่งึ โลหะธาตุโลหะมจี ดุ เดือดจดุ หลอมเหลวสูง
แหลง่ ขอ้ มลู ตา่ งๆ รวมทง้ั จัดกลมุ่ ธาตุเปน็ มผี วิ มนั วาว นําความร้อน นําไฟฟ้า ดงึ เป็นเส้นหรอื ตี
โลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ เปน็ แผน่ บางๆได้และมีความหนาแนน่ ทงั้ สงู และตํา่
ธาตอุ โลหะมีจุดเดือด จดุ หลอมเหลวตา่ํ มผี ิวไมม่ นั
วาว ไม่นาํ ความร้อน ไมน่ ําไฟฟ้า เปราะ แตกหกั งา่ ย
และมีความหนาแนน่ ต่ํา ธาตุกง่ึ โลหะมีสมบัติ
บางประการเหมอื นโลหะ และสมบตั ิบางประการ
เหมือนอโลหะ
2. วเิ คราะห์ผลจากการใชธ้ าตุโลหะ อโลหะ • ธาตุโลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ ทสี่ ามารถแผ่รงั สไี ด้
กง่ึ โลหะและธาตุกัมมนั ตรังสที ี่มีตอ่ สิง่ มีชีวิต จัดเป็นธาตุกมั มันตรังสี
สง่ิ แวดลอ้ มเศรษฐกิจและสงั คมจากข้อมูล • ธาตมุ ีท้ังประโยชน์และโทษ การใชธ้ าตุโลหะ
ท่ีรวบรวมได้ อโลหะ กงึ่ โลหะ ธาตกุ ัมมันตรังสี ควรคํานึงถงึ
3. ตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของการใชธ้ าตุโลหะ ผลกระทบต่อสง่ิ มีชีวติ สิง่ แวดล้อม เศรษฐกจิ
อโลหะกึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสีโดยเสนอ และสงั คม
แนวทางการใช้ธาตุอย่างปลอดภยั ค้มุ ค่า
4. เปรยี บเทียบจุดเดอื ดจุดหลอมเหลวของ • สารบริสุทธิ์ประกอบดว้ ยสารเพียงชนิดเดียว
สารบรสิ ทุ ธ์ิและสารผสม โดยการวดั อณุ หภูมิ ส่วนสารผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
เขยี นกราฟแปลความหมายข้อมลู จากกราฟ สารบรสิ ทุ ธ์แิ ต่ละชนิดมสี มบัติบางประการทเี่ ป็นค่า
หรอื สารสนเทศ เฉพาะตัว เช่น จุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวคงท่ีแต่
สารผสมมีจดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวไม่คงที่ขึ้นอยู่
กับชนดิ และสัดสว่ นของสารท่ีผสมอยดู่ ้วยกนั
5. อธบิ ายและเปรียบเทยี บความหนาแน่น • สารบรสิ ุทธิแ์ ตล่ ะชนดิ มีความหนาแน่น หรอื
ของสารบริสุทธแ์ิ ละสารผสม มวลต่อหนง่ึ หนว่ ยปรมิ าตรคงท่ี เปน็ คา่ เฉพาะของ
6. ใชเ้ ครอื่ งมือเพื่อวดั มวลและปริมาตรของ สารน้ัน ณ สถานะและอุณหภมู หิ น่งึ แตส่ ารผสมมี
สารบรสิ ุทธ์แิ ละสารผสม ความหนาแนน่ ไม่คงทีข่ น้ึ อยกู่ ับชนดิ และสัดสว่ นของ
สารทผี่ สมอยดู่ ว้ ยกนั
ช้นั ตัวช้วี ัด สาระแกนกลาง
7. อธบิ ายเกย่ี วกบั ความสัมพันธ์ระหว่าง • สารบริสุทธแ์ิ บ่งออกเปน็ ธาตแุ ละสารประกอบ
อะตอมธาตุและสารประกอบ โดยใช้ ธาตุประกอบด้วยอนุภาคทเ่ี ล็กท่สี ุดท่ยี ังแสดงสมบตั ิ
แบบจําลองและสารสนเทศ ของธาตุนัน้ เรียกว่า อะตอม ธาตุแตล่ ะชนิด
ประกอบดว้ ยอะตอมเพยี งชนิดเดียวและไม่สามารถ
แยกสลายเป็นสารอ่นื ได้ดว้ ยวิธที างเคมี
ธาตุเขยี นแทนด้วยสญั ลักษณ์ธาตุสารประกอบ
เกดิ จากอะตอมของธาตุต้ังแต่ 2 ชนิดข้ึนไป รวมตัว
กนั ทางเคมใี นอัตราส่วนคงที่มีสมบตั แิ ตกต่างจากธาตุ
ท่เี ปน็ องคป์ ระกอบ สามารถแยกเปน็ ธาตุไดด้ ้วยวิธี
ทางเคมีธาตุและสารประกอบสามารถเขยี นแทนได้
ดว้ ยสตู รเคมี
8. อธบิ ายโครงสร้างอะตอมท่ีประกอบด้วย • อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นวิ ตรอน และ
โปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอน โดยใช้ อเิ ลก็ ตรอน โปรตอนมปี ระจไุ ฟฟ้าบวก ธาตุ
แบบจาํ ลอง ชนิดเดียวกนั มจี าํ นวนโปรตอนเทา่ กันและเปน็
ค่าเฉพาะของธาตุน้นั นวิ ตรอนเปน็ กลางทางไฟฟ้า
สว่ นอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ เม่อื อะตอม
มจี าํ นวนโปรตอนเท่ากับจาํ นวนอเิ ล็กตรอน
จะเป็นกลางทางไฟฟา้ โปรตอนและนิวตรอน
รวมกันตรงกลางอะตอมเรยี กว่า นวิ เคลียส
ส่วนอิเลก็ ตรอนเคลือ่ นที่อยใู่ นที่วา่ งรอบนิวเคลยี ส