The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-bookความสำคัญของพระพุทธศาสนา(สมบูรณ์) เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนวิชา ศาสนาเปรียบเทียบ(ส 33201 )

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by e60161556, 2021-05-27 14:07:43

ความสำคัญของพระพุทธศาสนา(สมบูรณ์)

E-bookความสำคัญของพระพุทธศาสนา(สมบูรณ์) เพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอนวิชา ศาสนาเปรียบเทียบ(ส 33201 )

ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา

ความสาคัญของพระพทุ ธศาสนา

01 พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสตรแ์ หง่ การศึกษา
02 พระพุทธศาสนาเน้นความสัมพนั ธข์ องเหตุปัจจยั และวิธกี ารแก้ปัญหา
03 พระพทุ ธศาสนาฝกึ คนไมใ่ ห้ประมาท
04 พระพุทธศาสนาม่งุ ประโยชนแ์ ละสันติภาพแกบ่ คุ คล สังคม และโลก
05 พระพุทธศาสนากบั เศรษฐกจิ พอเพียงและการพฒั นาแบบย่ังยืน

1. พระพทุ ธศาสนาเป็นศาสตร์แหง่ การศกึ ษา

การฝกึ อบรมตนใหง้ อกงามใน 4 ดา้ น
เพื่อให้มนุษยเ์ ปน็ ทงั้ คนเก่งและคนดี มใิ ช่คนดีแตโ่ ง่หรือเปน็ คนเก่งแตโ่ ง่

ขั้นตอนของการศึกษาตามแนวพระพุทธศาสนา

01 สลี สิกขา

ไตรสิกขา คือ การศึกษาในเรื่องศีล เป็นการฝึกฝนอบรมใน
ด้านความประพฤติทางกาย และวาจาให้เรียบร้อย
ก า ร ศึ ก ษ า ใ น เ ร่ื อ ง ศี ล เ ป็ น ก า ร ศึ ก ษ า ข้ั น พื้ น ฐ า น ใ น
ไตรสิกขา ศลี ในพระพุทธศาสนา

จิตตสกิ ขา

การศึกษาในเรอ่ื งจติ เป็นการฝกึ อบรมทางด้านจติ ใจ

02 โดยมุง่ พัฒนาจิตใจให้มีคณุ สมบัติท่ดี ีงาม 3 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ น
คุณภาพหรือด้านความดงี าม ด้านสมรรถภาพหรอื ดา้ น
ความสามารถ ด้านสุขภาพหรอื ด้านความสขุ

ปญั ญาสกิ ขา

03 คอื ศกึ ษาในเรือ่ งปัญญา เป็นการฝึกฝนอบรมตนในด้าน
ปญั ญา เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ความเข้าใจส่งิ ท้ังหลายตามสภาพท่ี
เปน็ จรงิ หรือรู้เทา่ ทนั ความเป็นธรรมดาของโลก และชีวติ ปฏบิ ัติ
ตนตอ่ โลกและชีวติ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม พรอ้ มทั้งทําใหจ้ ติ ใจ

บริสทุ ธผ์ิ ่องใส ไร้ทกุ ข์ เป็นอิสระ

ศลี ในพระพทุ ธศาสนา

ไดแ้ ก่ ศีล 5 และศีล 8 สาํ หรบั ชาวบา้ น ศีล 10 สาํ หรบั สามเณร
ศีล 227 สาํ หรบั พระภกิ ษุ และศีล 311 สาํ หรบั ภกิ ษุณี

คนที่มีศีลแต่ไม่มีธรรม ยังไม่ชื่อว่าเป็นคนดีโดยแท้จริง เช่น เราไม่ฆ่าสัตว์ แต่ชอบรังแกสัตว์ ด้วยการเตะ ศลี 5 เรียกวา่ เบญจศีล เป็นหลกั ปฏิบตั ขิ น้ั พนื้ ฐานของมนษุ ย์
ใชก้ ้อนหินขว้างปา จากตัวอยา่ งน้ถี ือวา่ เราเป็นคนมีศีล เพราะไม่ได้ฆ่าสัตว*์ แต่ขาด ธรรมข้อ 1 คือ มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ เพราะจะทาํ ใหม้ นษุ ยอ์ ย่รู ว่ มกนั ในสงั คมไดอ้ ย่างปกติสขุ ซง่ึ ไดแ้ ก่
อย่างนย้ี งั ไม่ถอื วา่ เป็นคนดีจรงิ คนดนี อกจากจะไมฆ่ า่ สัตวแ์ ลว้ ยังตอ้ งมีเมตตากรณุ าต่อสตั ว์ควบค่กู ันไปด้วย 1) เวน้ จากการฆา่ และทาํ รา้ ยกนั
2) เวน้ จากการลกั ขโมยและทาํ ลายทรพั ยส์ นิ ของผอู้ ่ืน
3) เวน้ จากการประพฤตผิ ดิ ในกาม
4) เวน้ จากการพดู เทจ็ โกหกหลอกลวง
5) เวน้ จากการด่ืมสรุ าและเมรยั อนั เป็นท่ีตงั้ แห่งความประมาท

เบญจธรรม คอยกาํ กบั อย่ดู ว้ ย ไดแ้ ก่
1) มีเมตตากรุณา (คอยกาํ กบั ศีลขอ้ 1)
2) ประกอบอาชีพท่ีสจุ รติ (คอยกาํ กบั ศีลขอ้ 2)
3) ยนิ ดีในคคู่ รองของตน (คอยกาํ กบั ศีลขอ้ 3)
4) มีสจั จะ (คอยกาํ กบั ศีลขอ้ 4)
5) มีสตสิ มั ปชญั ญะ ไม่ประมาท (คอยกาํ กบั ศีลขอ้ 5)

โดยมงุ่ พฒั นาจติ ใจให้มีคุณสมบตั ิท่ดี ีงาม 3 ดา้ น

1) ดา้ นคุณภาพ หรือด้านความดีงาม
เชน่ มเี มตตากรณุ า มคี วามกตัญญกู ตเวที มีสมั มาคารวะ

2) ดา้ นสมรรถภาพ หรอื ดา้ นความสามารถ ความแขง็ แกรง่
เช่น มีความเพียรพยายาม มีความอดทน มสี ติ มสี มาธิ

3) ดา้ นสขุ ภาพ หรอื ดา้ นความสุข ความปลอดโปรง่
เชน่ มีความสดชืน่ เบิกบาน แจ่มใส ไม่เครยี ด ไมว่ ิตกกังวล ไม่ข่นุ มัว ไมก่ ระวนกระวาย

การฝึกสมาธิ* ตามหลักพระพุทธศาสนา ถ้าจะให้เกิดผลดีต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน คือ ต้องชําระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน ดังที่
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สมาธิที่มีศีลอบรมดีแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก เพราะถ้าศีลไม่บริสุทธิ์หรือไม่มีศีลเป็นพื้นฐาน
แล้ว การฝึกสมาธิก็จะไม่เกิดผลหรือเกิดผลน้อย บางท่ีอาจกลายเป็นมิจฉาสมาธิ คือ สมาธิผิด ๆ ก็ได้ ซึ่งไม่สามารถ ทําจิตใจ
ใหส้ งบจากกิเลสได้ การฝึกสมาธเิ พือ่ ทําจติ ใจให้สงบจากกิเลส โดยเฉพาะนิวรณ์ 5

1. ความพอใจใน กามคุณ (กามฉันทะ) 2. การคดิ รา้ ยผอู้ ่ืน (พยาบาท) 3. ความหดหซู ึมเซา (ถนี มิทธะ)

นวิ รณ์ 54. ความฟ้งุ ซ่านและราํ คาญ (อทุ ธัจจกุกกุจจะ) 5. ความลังเลสงสยั (วจิ ิกิจฉา)

*การฝึกสมาธิ การบําเพ็ญสมาธิ การเจริญกรรมฐาน คาํ ทั้ง 3 น้ี เปน็ คําที่มคี วามหมายคลา้ ยกนั ใชแ้ ทนกนั ได้

การศึกษาในเรื่องปญั ญาหรือปญั ญาสิกขาเปน็ การศึกษา
ท่ตี ่อเนอื่ งจากจติ ตสกิ ขา

ซึ่งหมายถงึ การเจรญิ วปิ ัสสนากรรมฐาน
ปัญญาสกิ ขาจงึ เปน็ การศึกษาข้ันสงู สดุ ในไตรสกิ ขา

ผูท้ ่ฝี กึ ฝนอบรมตนถึงขนั้ นถ้ี ือว่าไดบ้ รรลุถงึ เปา้ หมายสงู สดุ ของชีวติ คอื เกิดปัญญารูเ้ หน็ สง่ิ ท้งั หลายตามสภาพ
ความเป็นจริง ไม่ยดึ มนั่ ถอื มั่นในสิ่งเหล่านั้น อีกท้งั เปน็ แนวทางหน่งึ ทีจ่ ะทําใหบ้ รรลุมรรคผลและนพิ พานด้วย

2. พระพุทธศาสนาเน้นความสมั พนั ธ์ของเหตปุ จั จยั และวธิ ีการแก้ปัญหา

01 • ปฏิจจสมปุ บาท 02• การแกป้ ัญหาตาม
• อรยิ สจั 4 อรยิ สัจ 4

พระพุทธศาสนาเนน้ วิธกี ารแก้ปัญหาตาม
ความสัมพันธ์ของเหตุปจั จัย แนวทางพระพทุ ธศาสนา

เหตุ ปจั จัย

01 หมายถงึ เงือ่ นไขหรือ 02 เงอื่ นไขหรอื องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ
องคป์ ระกอบที่ทําใหเ้ กดิ ผล ทีร่ วมตวั กันขึ้น ทั้งเหตแุ ละปัจจัย

ปจั จัย ตา่ งกม็ คี วามสําคัญเทา่ ๆ กนั

และอิงอาศยั กัน

ตวั อย่าง ครูพาเด็กนักเรียนไปเข้าค่ายท่ีต่างจังหวัด ตกเย็นเม่ือจะต้องทําอาหาร ทุกคนท่ีเคยรับประทานไข่เจียวฝีมือนํ้าหวาน ก็จะขอให้
นํ้าหวานทอดไข่เจียว ให้รับประทานอีก ซึ่งก็อร่อยเหมือนเดิม ท้ัง ๆ ท่ีน้ําหวานไม่ใส่ผงชูรส หลายคนจึงสอบถามนํ้าหวาน ซ่ึงก็ได้รับ
คําตอบว่า เหตุท่ีทําให้ไข่เจียวอร่อย เพราะใช้นํ้าปลาดี ใส่น้ําพอเหมาะ ตีไข่จนฟู ใช้ไฟร้อน พอประมาณ และใส่นมสดลงไปหน่อยหน่ึง
เป็นปจั จัยทชี่ ่วยใหไ้ ข่เจยี วมีรสชาติอร่อย

คือ การท่ีส่ิงทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดข้ึน เป็นกฎธรรมชาติ
ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงค้นพบ พระองคจ์ ึงไดช้ ื่อว่า พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้

กฎปฏิจจสมุปบาท เรยี กอกี อยา่ งหนึ่งวา่ กฏอทิ ัปปจั จยตา
ซึง่ ก็คือ กฎแหง่ ความเปน็ เหตผุ ลของกันและกนั นัน่ เอง

องคป์ ระกอบทัง้ 12 ประการน้ี พระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ องค์ประกอบแห่งชีวติ หรือ กระบวนการของชีวติ ซ่ึงมีความสมั พนั ธเ์ กี่ยวเนื่องกนั ทาํ นองปฏิกิริยาลูกโซ่
เป็นเหตุปัจจยั ต่อกนั โยงใยเป็นรูปวงเวยี น ไม่มีตน้ ไม่มีปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ที่เอาอวชิ ชาเป็นขอ้ ท่ี 1 น้นั กเ็ พื่อสะดวก ในการทาํ ความเขา้ ใจเท่าน้นั

กฎปฏิจจสมปุ บาท คือ กฎแหง่ เหตผุ ลทวี่ า่ เมอ่ื สง่ิ น้ีมี สงิ่ น้ีจงึ มี เพราะสง่ิ นเ้ี กิดขน้ึ สิง่ นี้จึง เกิดขึ้น เมื่อสิ่งน้ีไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะส่ิงนี้ดับไป สิ่งนี้

กด็ บั ไปดว้ ย มอี งค์ประกอบ 12 ประการ คอื

1) อวิชชา คอื ความไม่รจู้ รงิ ของชวี ิต ไมร่ ูแ้ จง้ ในอริยสัจ 4 ไมร่ ู้เทา่ ทันตามสภาพทีเ่ ป็นจรงิ

2) สังขาร คอื ความคิดปรุงแตง่ หรือเจตนาทง้ั ท่เี ปน็ กศุ ลและอกุศล กฎปฏิจจสมุปบาท
3) วญิ ญาณ คือ ความรับรอู้ ารมณต์ า่ ง ๆ เชน่ เห็น ไดย้ นิ ได้กลนิ่ รู้รส รสู้ มั ผสั
4) นามรูป คอื ความมอี ยู่ของรูปธรรมและนามธรรม ได้แก่ กายกับจติ

5) สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

6) ผัสสะ คือ การถกู ต้องสัมผัสหรือการกระทบ

7) เวทนา คอื ความรู้สกึ ว่าเปน็ สขุ ทุกข์ หรอื อุเบกขา

8) ตัณหา คือ ความทะยานอยากหรอื ความตอ้ งการในสงิ่ ทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความสขุ และ ความดนิ้ รนหลกี หนใี นสิ่งทกี่ อ่ ให้เกิดความทกุ ข์

9) อปุ าทาน คอื ความยดึ มัน่ ถอื ม่ันในตวั ตน

10) ภพ คือ พฤตกิ รรมทีแ่ สดงออกเพอ่ื สนองอปุ าทานนนั้ ๆ เพือ่ ใหไ้ ด้มาและใหเ้ ป็นไป ตามความยดึ มนั่ ถอื มั่น

11) ชาติ คอื ความเกิด

12) ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกขะ โทมนัส อปุ ายาสะ คือ ความแก่ ความตาย ความโศกเศรา้ ความคํรา่ ครวญ ความไมส่ บายกาย ความไมส่ บายใจ และความ
คบั แค้นใจหรอื ความกลัดกลมุ้ ใจ

กล่าวคอื กฎปฏจิ จสมุปบาท เพราะ อวิชชา ดบั สังขาร จงึ ดับ
เพราะมี อวชิ ชา จึงมี สังขาร เพราะ สังขาร ดบั วิญญาณ จึงดับ
เพราะมี สงั ขาร จึงมี วิญญาณ องค์ประกอบแห่งชีวิตตามกฎปฏิจจสมุปบาทดังกล่าวน้ีเป็น เพราะ วิญญาณ ดบั นามรูป จงึ ดบั
เพราะมี วิญญาณ จึงมี นามรูป สายเกิด เรียกว่า สมุทัยวาร ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้เท่าทัน เพราะ นามรูป ดบั สฬายตนะ จงึ ดบั
เพราะมี นามรูป จงึ มี สฬายตนะ กระบวนการของชีวิตและกําจัดเหตุเสียได้ ผลก็ย่อมสิ้นสุดลง เพราะ สฬายตนะ ดบั ผสั สะ จึงดบั
เพราะมี สฬายตนะ จึงมี ผสั สะ กฎปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นสายดบั เรียกวา่ นิโรธวาร ซึ่งมีลําดับความ เพราะ ผสั สะ ดบั เวทนา จึงดับ
เพราะมี ผัสสะ จงึ มี เวทนา เป็นเหตเุ ป็นผลของกนั และกัน เพราะ เวทนา ดบั ตัณหา จึงดับ
เพราะมี เวทนา จงึ มี ตณั หา เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จงึ ดบั
เพราะมี ตณั หา จึงมี อุปาทาน จะเห็นชัดว่า ท้ังสายเกิดและสายดับ ทุกสิ่งทุกอย่าง (สภาวธรรม) จะมี เพราะ อปุ าทาน ดับ ภพ จึงดบั
เพราะมี อปุ าทาน จงึ มี ภพ อวิชชาเป็นเหตุสําคัญ กล่าวคือ เพราะมีอวิชชา ทุกสิ่งทุกอย่างจึงมี และเพราะ เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดบั
เพราะมี ภพ จงึ มี ชาติ อวชิ ชาดบั คือ สน้ิ สดุ ลง ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ย่อมดบั ลงด้วย เพราะ ชาติ ดบั ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ
เพราะมี ชาติ จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ทกุ ขะ โทมนสั อุปายาสะ จงึ ดบั

ปริเทวะ ทกุ ขะ โทมนัส
อปุ ายาสะ

ปฏจิ จสมปุ บาท

คือ หลักความจริงอันประเสริฐหรือหลักความจริงท่ีทําให้ผู้
เขา้ ถงึ เปน็ ผปู้ ระเสริฐมี 4 ประการ

สาเหตุท่ีทําใหเ้ กดิ ทุกข์ ได้แก่ ตณั หา 3 ประการ ความดับทุกข์ หรือสภาวะที่ปราศจากทุกข์ เป็น
คือ กามตณั หา ภวตณั หา และวภิ วตณั หา สมทุ ยั เป็น สภาวะ ท่คี วรบรรลุหรือทําความเขา้ ใจให้แจง้ ชัด
สภาวะท่ีควรละหรือกําจัดใหห้ มดไป

ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ทางดับทุกข์ หรอื ข้อปฏบิ ัตทิ ่ีเป็นเหตุให้
หรือสภาพที่บีบค้ันจิตใจให้ทน ได้ยาก ทุกข์ ถงึ ความดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ มัชฌิมาปฏปิ ทา หรือ
เป็นสภาวะท่คี วรกําหนดรู้ อรยิ มรรคมีองค์ 8 ซงึ่ สรปุ ลงในไตรสิกขา คือ ศลี
สมาธิ ปญั ญา มรรคเป็นสภาวะทคี่ วรเจรญิ หรือ
ลงมอื ปฏบิ ตั ิด้วยตนเองจึงจะไปสู่ความดบั ทกุ ข์ได้

ความจรงิ อันประเสรฐิ 4 ประการ

มชั ฌมิ าปฏปิ ทา หรอื อริยมรรคมีองค์ 8 ไตรสกิ ขา
ปัญญา
1. สมั มาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ คอื ความเข้าใจถูกต้อง
2. สัมมาสังกปั ปะ ความดาํ ริชอบ คือ ความใฝใ่ จถูกต้อง ศีล

3. สมั มาวาจา การพดู ชอบ คอื การพูดจาถกู ตอ้ ง สมาธิ
4. สมั มากัมมันตะ การทํางานชอบ คือ การกระทําถกู ต้อง
5. สัมมาอาชวี ะ การเล้ยี งชพี ชอบ คือ การดาํ รงชพี ถกู ตอ้ ง

6. สัมมาวายามะ ความพากเพยี รชอบ คือ ความพากเพยี รถกู ตอ้ ง
7. สมั มาสติ
8. สัมมาสมาธิ ความระลึกชอบ คือ การระลกึ ประจําใจถูกต้อง

ความตั้งใจชอบ คอื การต้งั ใจมั่นถูกตอ้ ง

อรยิ สจั 4

ถ้าวเิ คราะห์กนั ในเชงิ
วทิ ยาการสมัยใหม่
เรยี กว่าเป็นศาสตรแ์ หง่
เหตุผล เพราะอรยิ สจั 4
จัดไดเ้ ปน็ 2 คู่ แต่ละคู่
เปน็ เหตเุ ปน็ ผลของกัน
และกนั ดังรูปภาพ

อริยสจั 4

เม่อื วิเคราะหใ์ นทาง
กลับกัน จากกฎท่วี า่ เม่ือมี
ทกุ ข์ ก็ต้องมคี วามดับทุกข์
ดังน้ันอรยิ สจั คทู่ ่ี 2 (นิโรธ
และมรรค) กลายเปน็ เหตุ
ทีน่ ําไปสู่ผล คือ การดับ

อรยิ สจั คู่ท่ี 1 (ทกุ ขแ์ ละ
สมทุ ัย) อนั เปน็ การย้อน
ศรอกี รอบหน่ึง ดงั รูปภาพ

จากแผนภูมิท้ังสองจะเห็นว่า อริยสัจ 4 เป็นกระบวนการที่เก่ียวเน่ืองกัน เป็นระบบเหตุผล คือ
เมื่อมสี าเหตเุ กิดแห่งทุกข์ (สมทุ ยั ) กจ็ ะทาํ ใหเ้ กดิ ความทกุ ข์ (ทกุ ข์)

ในขณะเดียวกัน หากต้องการ สภาวะหมดทุกข์ (นิโรธ) ก็ต้องกําจัดสาเหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ
ตัณหา ดว้ ยการปฏิบัตติ ามมรรคมีองค์ 4 (มรรค)

ทกุ ข์

เป็นตัวปัญหาในฐานะท่ีเป็นสภาพบีบค้ัน ขัดขวางจิตใจและร่างกาย เม่ือ
ปญั หาเกดิ ขึน้ กจ็ ะตอ้ งกําหนดรใู้ หไ้ ด้ว่า ปัญหานน้ั คืออะไร มสี ภาพเชน่ ไร

สมทุ ัย

เปน็ ขน้ั ตอนของการพยายามแสวงหาว่า ปัญหาท่ีเกิดข้ึนมีสาเหตุมาจาก อะไร ปัญหาทุกปัญหาย่อม
มีสาเหตุ แต่ในบางครั้งเราไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานั้น ได้ จึงแก้ปัญหาไม่สําเร็จ การจะ
แก้ปัญหาให้สําเร็จได้น้ันจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ มิใช่แก้ที่ตัวปัญหา ด้วยเหตุน้ีสาเหตุของปัญหาจึงเป็นส่ิงที่ต้อง
ละหรือกําจัด

นิโรธ

เป็นขั้นตอนกําหนดเป้าหมาย คือ ความหมดสิ้นปัญหา ซ่ึงเราจะต้อง ทําความเข้าใจให้ชัดเจนว่า
เปน็ ความหมดสิน้ ปญั หาท่ีแทจ้ รงิ หรือไม่

มรรค

เป็นขั้นลงมือปฏิบัติตามกรรมวิธีท่ีได้วางไว้ กรรมวิธีหรือวิถีทางที่จะ นําไปสู่ความหมดส้ินปัญหา
อย่างแท้จริงตามหลักพระพุทธศาสนา คือ มรรคมีองค์ 8 มีสมั มาทิฏฐิ เป็นตน้ รวมเรียกว่า ทางสายกลาง
หรือมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายเดียวเท่าน้ันท่ีจะนาํ ไปสู่ความ หมดสิน้ ปัญหาได้ มรรคมีองค์ 8 นี้
จะตอ้ งปฏบิ ตั ใิ หเ้ กิดมีขนึ้ ในตนใหค้ รบทง้ั 4 ประการ จงึ จะกาํ จดั ปัญหาใหห้ มดไปได้

การแกป้ ัญหาตามหลกั อรยิ สจั 4

สามารถสรุปเป็นข้ันตอนได้ ดงั น้ี

ขน้ั ที่ อริยสจั สิ่งทีจ่ ะต้องทา กรณีตวั อย่าง
1 ทุกข์ (ผล)
2 สมทุ ัย (เหตุ) กําหนดรู้ ความเสียใจท่เี กิดจากการสอบตก
3 นิโรธ (ผล)
ละ, กําจดั ความอยากสอบได้

ทําความเข้าใจให้แจ้งชัด, ชัดเจน, สภาพหมดความเศรา้ โศกเสียใจ
บรรลุ

4 มรรค (เหตุ) ทําใหม้ ขี ึ้นในตนเจริญ การปรับปรุงตนเอง, การเพ่มิ ความขยนั

วิธีการแก้ปัญญาตามแนวพระพุทธศาสนาหรือหลักอริยสัจ 4 เป็นการแก้ปัญหาที่ วธิ ีการแก้ปญั หาตามวธิ กี ารทางวิทยาศาสตรม์ ี 5 ขน้ั ตอน ดงั นี้
เด็ดขาด มิใช่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 1. ขน้ั กําหนดปญั หา 2. ข้นั ตัง้ สมมติฐาน
และหากศึกษาวิเคราะห์ให้ละเอียดจะพบว่าวิธีการแก้ปัญญาหาตามวิธีวิทยาศาสตร์
(The Scientific Method) มคี วามสอดคลอ้ งกับวธิ ีการแกป้ ญั หาตามหลกั อรยิ สจั 4 3. ขั้นทดลองและเก็บขอ้ มูล 4. ขน้ั วิเคราะห์ขอ้ มลู 5. ขนั้ สรุปผลขอ้ มลู

วธิ กี ารแกป้ ัญหาตามหลักอริยสัจ 4 กับวธิ ีการแก้ปญั หาตามวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์

สามารถศกึ ษาเปรียบเทยี บกนั ได้ ดงั น้ี

วธิ กี ารแกป้ ญั หาตามหลกั อรยิ สจั 4 วิธีการแกป้ ญั หาตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
1. ข้ันกาํ หนดทุกข์/ปัญหา 1. ขัน้ กาํ หนดปญั หา
- ปญั หาคอื อะไร - ปญั หาท่ีเกิดข้นึ คอื อะไร
- มีขอบเขตแคไ่ หน - มขี อบเขตแค่ไหน
2. ข้ันคน้ หาสมุทัย/เหตขุ องปญั หา - มีสาเหตมุ าจากอะไร
- ปัญหามสี าเหตุมาจากอะไร 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน
3. ขัน้ เก็งนิโรธ/กําหนดเป้าหมาย - สาํ รวจแนวทางและวิธีการแกป้ ัญหาหลาย ๆ ทาง
- เป้าหมายของปญั หาคอื อะไร 3. ข้นั พสิ ูจน์และทดลอง
4. ขน้ั ปฏบิ ัติตามมรรค/กรรมวิธแี ละข้ันตอนการแกป้ ญั หา - นําแนวทางและวธิ ีการแกป้ ัญหามาทดลองปฏิบัติ
- ขน้ั ตอนการปฏบิ ัติมีอะไรบา้ ง 4. ขน้ั วเิ คราะห์ขอ้ มูล
- ทดลองปฏบิ ตั ิ - แยกแยะข้อมูลท่ีได้
- เลอื กกรรมวิธที ่ีถกู ต้องและแก้ปัญหาได้ อยา่ งแทจ้ รงิ 5. ข้ันสรปุ ขอ้ มลู ทีใ่ ชไ้ ด้
- เลือกขอ้ มูลที่ใชไ้ ด,้ ขจดั ขอ้ มลู ที่ผิด/ใชไ้ มไ่ ด้ทง้ิ

3. พระพทุ ธศาสนาฝึกคนไมใ่ หป้ ระมาท

• คืนสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรียกพระสงฆ์สาวกให้มา
ประชุมพร้อมกันแล้วได้ประทานโอวาท “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอ
ทั้งหลายว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอท้ังหลายจงยังประโยชน์
ของตนและประโยชน์เพื่อผู้อื่น ให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยความไม่ประมาทเถดิ ”

• โอวาทครั้งสุดท้ายนี้เรียกว่า ปัจฉิมโอวาท ซึ่งถือว่าเป้นเสมือนพินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่
พระพุทธองคไ์ ด้ประทานให้แกพ่ ระสงฆ์สาวกและเหล่าพุทธบริษทั อืน่ ๆ

ความไมป่ ระมาท

คือ ความเป็นผู้มสี ติอยตู่ ลอดเวลา หมายถึง
การมสี ติคอยกากบั การกระทา การพดู และการคิด

ตลอดเวลา ไม่เลินเล่อและเผลอสติ

สติ

คือ ความรูส้ ึกตัว หมายถงึ รู้สึกตัวทั้งในเวลา
กอ่ นทีจ่ ะทา กอ่ นทีจ่ ะพูด กอ่ นทีจ่ ะคดิ และในขณะที่
กาลังทา กาลงั พูด กาลงั คิด จะเห็นว่า สติเป็นสิง่ ทีท่ กุ คน
ควรจะต้องมอี ยู่ตลอดเวลาเพราะคนทีม่ ีสติอยกู่ บั ตัวจะ
ทา จะพดู และจะคิดอะไร ย่อมทา พูด และคิดด้วย
ความรอบคอบจนประสบความสาเร็จและปลอดภยั



พระพุทธเจา้ ตรัสสอน ไว้วา่

อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจจฺ ุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา

ความไม่ประมาทเป็นหนทางของความไม่ตาย ความประมาท เป็นบ่อเกิดแหง่ ความตาย

ผทู้ ี่ไม่ประมาท ยอ่ มไม่ตาย ผทู้ ีป่ ระมาทถงึ มชี ีวติ ิอยกู่ เ็ หมือนคนตายแลว้

สิ่งท่ีทำใหค้ นประมำท ขำดสติ สง่ ผลทำใหช้ วี ิตประสบแต่
ควำมหำยนะ เสอ่ื มเกียรตยิ ศ
ควำมโลภ ควำมโกรธ และควำมหลง ชอ่ื เสยี ง เงนิ ทอง และชวี ิต
ซึ่งเรียกวำ่ อกศุ ลมลู
สงิ่ ท่ีทำใหป้ ระมำท
สงิ่ เสพติด หรอื ขำดสติ

สรุ ำ หรือของมึนเมำ กญั ชำ เฮโรอีน สง่ิ เสพตดิ อ่ืน ๆ

ควำมประมำท ขำดสติ

ทำควำมชวั่ หรือควำมผดิ ตำ่ ง ๆ ทงั้
ทำงกฎหมำยและศีลธรรม

ทำควำมชวั่ หรอื ควำมผิด

เชน่ ฆำ่ คน ลกั ทรพั ย์ ขม่ ขนื อนำจำร

ตวั อยา่ ง

ดา้ นการศกึ ษา ดา้ นการทางาน

หากนักเรยี นมีสตอิ ยู่ตลอดเวลา ในการตัง้ ใจฟงั สิ่งท่คี รู ถา้ ผู้มีสติ ตั้งอยู่ในความไมป่ ระมาท ทําด้วยความ
แนะนาํ สัง่ สอน จะเข้าใจในสง่ิ นั้น รอบคอบ การงานทีท่ าํ ก็จะไมผ่ ดิ พลาดเสยี หาย

นอกจากจะทําใหเ้ ปน็ ผ้ทู ี่มีความรคู้ วามเข้าใจท่แี ตกฉาน ก็จะไมท่ าํ ให้เกิดอุบตั เิ หตุ
ในเร่อื งนั้นแลว้ ยงั ทาํ ให้ไดร้ ับคะแนนสอบสูง หรอื อันตรายต่อชวี ิตและทรัพย์สนิ

4. พระพุทธศาสนามุ่งประโยชน์และสันตภิ าพแกบ่ คุ คล สังคม และโลก

พระพทุ ธศาสนา คอื คาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ มคี วามหมาย 2 ลักษณะ

ลกั ษณะท่ีเป็นคาสั่ง ลักษณะที่เปน็ คาสอน

หมายถงึ ขอ้ หา้ มไมใ่ ห้ทาทเี่ รยี กวา่ วินยั หรอื ศีล หมายถึง คาแนะนาให้กระทาหรือให้เว้นทีเ่ รยี กวา่
เชน่ ศีลพระภกิ ษุ 227 ข้อ ศีลของสามเณร 10 ข้อ ธรรม ธรรมทีส่ าคัญและเปน็ หวั ใจของ

ศลี ของอุบาสกและอบุ าสกิ า 5 ข้อ พระพุทธศาสนา ได้แก่ โอวาท 3 ประการ คอื
ทาความดี ละเวน้ ความชัว่ และทาจิตใจให้บริสุทธ์ิ

หลักคำสอนที่มงุ่ ประโยชน์สขุ แกบ่ ุคคล

ทิฏฐธมั มกิ ตั ถะ ปรมตั ถะ

สัมปรำยกิ ัตถะ

การรกั ษาทรพั ยท์ ีห่ ามาได้ด้วยความขยนั หมั่นเพยี รนัน้ ไว้ การคบเพื่อนที่ดี กล่าวคือ คบมิตรแท้ ไม่คบ
เป็นอยา่ งดีไม่ใหเ้ ป็นอนั ตราย ไม่ใชจ้ า่ ยจนหมดส้นิ มติ รเทยี มเิ พราะมิตรเทยี มมักชกั จูงไปแต่ในทางอบายมขุ

การมีความขยันหม่ันเพียรอย่างเต็มที่ การเลยี้ งชวี ติ ตามสมควรแกก่ าํ ลงั
ในการทํางานทส่ี ุจรติ เพื่อหาทรพั ย์ ทรพั ย์ทหี่ ามาได้

คอื ประโยชน์ในปจั จุบัน ได้แก่ การตงั้ ตวั ได้อย่างมนั่ คง มีทรัพย์ใชจ้ ่ายไม่ขดั สน

ขยนั ทาํ งาน เกบ็ ทรพั ยร์ ักษา
เล้ียงชีวิตเหมาะสม คบเพื่อนทีด่ ี

การมีศลี บรสิ ทุ ธ์ ผมู้ ีศลี บรสิ ทุ ธ์ย่อมไดร้ บั อานสิ งส์ของศลี คือ การทําการบริจาคอย่างสมบูรณ์ มีท้ังการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน การ
สมบูรณ์พร้อมทรัพยส์ มบัติ ไปส่สู คุ ติ สามารถบรรลนุ พิ พานได้ ใหค้ าํ แนะนาํ สั่งสอน การเสียสละเวลา กําลังกาย กําลังความคิด กําลังปัญญา
เพอ่ื ผอู้ น่ื และขจดั กเิ ลสซ่งึ เปน็ ส่ิงท่ีทาํ ให้จิตใจใหเ้ ศรา้ หมองใหห้ มดไป
การมีศรัทธาความเชื่อ ท่ีถูกต้อง
กลา่ วคือ เช่ือกรรม เชื่อผลของกรรมว่ามีจริง การมีปัญญาเพียบพร้อม รู้จักบาป
เช่ือว่าสัตว์ท้ังหลายได้รับผลดีหรือผลช่ัวเป็น บุญ คุณโทษ ประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์
เพราะการกระทําของตน และเช่ือการตรัสรู้ รู้จักบาป บําเพ็ญบุญ เว้นส่ิงท่ีไม่เป็น
ของพระพุทธเจ้า ประโยชน์ กระทาํ แต่ส่ิงที่เป็นประโยชน์

คือ ประโยชนใ์ นภายหนา้ ไดแ้ ก่ ประโยชน์ท่ีจะได้รับในอนาคตและชาติตอ่ ๆ ไป

คอื ประโยชนอ์ ยา่ งย่งิ ได้แก่ นพิ พาน ความดบั กเิ ลสและความดบั ทุกข์
ไดส้ ้นิ เชิง ซ่ึงบรรลุได้ด้วยการดําเนนิ ตามอรยิ มรรคมอี งค์ 8

1. สมั มาทิฏฐิ ความเหน็ ชอบ คือ ความเข้าใจถกู ตอ้ ง
2. สมั มาสังกัปปะ ความดาํ ริชอบ คอื ความใฝ่ใจถกู ตอ้ ง

3. สมั มาวาจา การพูดชอบ คือ การพดู จาถูกต้อง
4. สมั มากัมมันตะ การทํางานชอบ คอื การกระทําถูกตอ้ ง
5. สมั มาอาชวี ะ การเล้ยี งชพี ชอบ คือ การดํารงชีพถกู ต้อง

6. สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ คือ ความพากเพียรถกู ตอ้ ง
7. สมั มาสติ ความระลกึ ชอบ คอื การระลึกประจําใจถูกตอ้ ง
8. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ คอื การตง้ั ใจมั่นถูกต้อง

หลกั คำสอนทม่ี ุง่ ประโยชน์สุขสังคมและโลก

สงั คหวัตถุ พรหมวิหำร

การพูดจาไพเราะ ออ่ นหวาน นา่ รกั พดู ด้วยความจริงใจ มีประโยชน์ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อกัน โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอร้องเต็ม
เหมาะสมกับเวลา หลกี เลี่ยงการพดู โกหก พดู หยาบคาย เสยี ดสี และเย้ย ใจช่วยอย่างเตม็ ที่
หยัน

การรจู้ ักให้ รจู้ กั เอ้อื เฟ้ือเผ่ือแผ่แบ่งปัน การรู้จักวางตัวตนเสมอต้นเสมอ
กัน ไม่ว่าสิ่งท่ีให้นั้นจะเป็นวัตถุส่ิงของ วิชา ปลาย ทําให้เข้ากับผู้อื่นได้โดยไม่ถือตัว ได้ดี
ความรู้ หรือแม้กระท่ังการให้อภัยเม่ือคนอ่ืน แลว้ ไมเ่ ย่อหย่ิง
ทําผิดหรือทําใหเ้ ราเดอื ดร้อน

คือ คณุ ธรรมทเ่ี ป็นเครือ่ งยึดเหนี่ยวใจผูอ้ ืน่ ไว้ หลักในการสงเคราะห์ช่วยเหลอื ผู้อ่ืน

ทาน ปยิ วาจา
อัตถจรยิ า สมานัตตตา

ความสงสารคิดจะชว่ ยผอู้ น่ื ให้พน้ ทกุ ข์ ความหวัน่ ใจเมื่อเหน็ ผอู้ ืน่ ท่มี ี ความพลอยยินดีชื่นชมยินดีเม่ือเห็นผู้อื่นได้ดี มีความสุข ประสบ
ความทกุ ข์ คดิ หาทางช่วยเหลือผู้อืน่ ให้พน้ จากความทุกข์ ความสาํ เรจ็ และเจรญิ ก้าวหนา้

ความรักและความปรารถนาดี อยาก ความวางใจเปน็ กลางปราศจากความ
ให้ผู้อื่นมีความสุข ความมีไมตรีจิต คิดจะให้ ลําเอียง การรู้จักวางเฉย สงบใจมองดูเม่ือ
สรรพสัตวเ์ ป็นสุขท่ัวหน้า เหน็ ผ้อู ืน่ รบั ผิดชอบตวั เองได้

คือ คณุ ธรรมประจาใจอันประเสรญิ ของบคุ คลผ้มู คี ณุ ความดีอันยง่ิ ใหญ่

เมตตา กรณุ า
มุทิตา อเุ บกตา

5. พระพทุ ธศาสนากบั เศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาแบบยง่ั ยืน

เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกจิ แบบพอมพี อกิน สามารถอ้มุ ชตู วั เองได้ ให้มพี อเพยี งกบั ตวั เอง

จึงเป็นแทนวทางในการดาเนนิ ชวี ิตอยู่ของประชาชนทกุ ระดบั ต้งั แต่ระดบั ครอบครวั
ระดับชุมชน จนถึงระดบั ประเทศ มีแนวทาง 5 ประการ ดังนี้

1. ยดึ ทางสายกลาง 2. เน้นความสมดุลและความยัง่ ยนื
3. ร้จู ักพอประมาณอย่างมเี หตุผล 4. เสริมภมู ิคุ้มกันและรูเ้ ท่าทันโลก

4. เสรมิ สร้างคุณภาพคน

พระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพล
อดลุ ยเดช บรมนาถบพติ ร

โภควิภาค 4

วิธีการจัดสรรทรพั ยท์ ีห่ ามาไดใ้ นการใช้จา่ ย โดยแบ่งทรพั ย์ออกเปน็ 4 สว่ น

25% ส่วนท่ี 1
ใชจ้ ่ายเพ่ือเลย้ี งตนเอง

สว่ นที่ 4 25%
เก็บไว้ยามจาํ เปน็

50% สว่ นที่ 2-3

ใช้ลงทุนประกอบการงาน


Click to View FlipBook Version