1
ดอกไม้ประดษิ ฐ์
นางสาว อณิชา หอมแก่นจนั ทร์
นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าบรหิ ารงานคหกรรมศาสตร์
วิทยาลัยอาชวี ศกึ ษาลาํ ปาง
2
ดอกไม้ประดษิ ฐ์
นางสาวอณชิ า หอมแกน่ จนั ทร์
64304060015
รายงานฉบับนี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของรายวิชา 30400 - 1001 สมั มนาวิชาชีพคหกรรมศาสตร์
สาขาวิชาบรหิ ารงานคหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาลาํ ปาง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
ก
คํานาํ
ดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นศาสตร์ท่ีน่าสนใจ โดยผู้ที่ศึกษานั้นจําเป็นจะต้องมีความสนใจเป็นพิเศษ
โดยแท้จริง ต้องทําการ ค้นคว้า ศึกษา หาความรู้ในด้านดอกไม้ประดิษฐ์ให้มากที่สุด ซึ่งหาสอนได้ยาก
เพราะ เป็นวิชาชีพเฉพาะ และ คนรุ่นใหม่นั้นให้ความสนใจกันน้อย แต่หากสามารถนําไปทําในข้ัน
วชิ าชพี แล้ว เปน็ งานที่รายได้ดีทีเดียว หากฝีมือดีออกแบบไดเ้ ก่ง ก็จะมคี วามสามารถมากขึ้น
ดอกไม้ประดิษฐ์เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสัมมนาวิชาชีพ รหัสวิชา 30400 -1001 สัมมนา
วิชาชีพคหกรรมศาสตร์ ผู้จัดทําได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับดอกไม้ประดิษฐ์และศึกษาเน้ือหาท่ีน่าสนใจ
และนํามาจัดเรียงให้เป็นลําดับข้ันตอนสามารถค้นคว้าได้ง่ายลักษณะของเอกสารรายงานเล่มน้ีเป็นกา
รวบรวมสาระสาํ คญั ในเร่ือดอกไม้ประดษิ ฐห์ ลายๆอย่าง
ขอขอบคุณอาจารย์ฉันทนา หอมขจร ผู้ให้คําปรึกษาช้ีแนะและตรวจแก้ไขรายงานเล่มนี้
ตลอดจนทําให้รายงานนี้สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้จัดทําหวังเป็นอย่างย่ิงว่ารายงานเล่มนี้จะมีประโยชน์
แก่ผู้อ่านและผู้ท่ีมีความสนใจในงานดอกไม้ประดิษฐ์ หากรายงานเล่มน้ีมีข้อผิดพลาดประการใด
ผจู้ ัดทําต้องขออภยั ณ มาทนี ี้ดว้ ย
ข
สารบัญ หน้า
คํานาํ ........................................................................................................................................................................ก
สารบญั ......................................................................................................................................................................ข
บทนาํ .......................................................................................................................................................................1
บทที่ 1 ความรเู้ ก่ยี วกับดอกไมป้ ระดิษฐ์...................................................................................................................2
ความเปน็ มาของดอกไมร้ ะดิษฐ์..................................................................................................................2
ความสําคัญของดกิ ไม้ประดษิ ฐ.์ .............................................................................................................2 -3
ลกั ษณะชองดอกไม้ประดิษฐ์.......................................................................................................................3
ประโยชน์ /หนา้ ท่ี.......................................................................................................................................3
การเกบ็ รักษา / การดแู ล........................................................................................................................3-4
การเลอื กใช้ดอกไมป้ ระดิษฐ์....................................................................................................................4-5
บทท่ี 2 ประเภท / วัสดุและอปุ กรณ์ ของดอกไมป้ ระดิษฐ์...................................................................………...........6
ประเภทของดอกไมป้ ระดษิ ฐจ์ ากวัสดธุ รมมชาติ.........................................................................................6
ประเภทของดอกมป้ ระดษิ ฐ์จากวสั ดแุ ปรรปู ...............................................................................................6
วสั ดุ - อปุ กรณ์............................................................................................................................................7
บทที่ 3 เทคนิคการประดิษฐ์...................................................................................………....................................24
องคป์ ระกอบศิลป์....................................................................................................................................24
การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์..........................................................................................................................34
บทที่ 4 วธิ กี ารประดษิ ฐด์ อกไม้.............................................................................................................................39
ขนั้ ตอนการประดษิ ฐด์ อกไม.้ ........................……………………….........................................................39-
1
บทนํา
การทําสัมมนาผู้จัดทําได้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาออกแบบดอกไม้ชนิดต่างๆวิธีดําเนิน
การศึกษาจากแบบดอกไม้ที่มีอยู่ตามท้องถิ่นและชุมชนและดอกไม้ประดิษฐ์อ่ืนๆโดยดอกไม้ประดิษฐ์
ในปัจจุบันท่ีพบเห็นท่ัวไป จะมีลักษณะต่าง ๆ แตกต่างกันไป ดังน้ันผู้จัดทําจึงออกแบบดอกไม้
ประดิษฐ์เป็นลักษณะต่าง ๆ พร้อมท้ังให้ความรู้ในด้านต่างๆและ เป็นการฝึกให้ผู้เรียน ได้เกิดทักษะ
การคิดสร้างสรรค์ คิดบูรณาการ คิดประยุกต์ และประโยชน์อย่างอื่นและดอกไม้ประดิษฐ์สามารถ
เป็นนําไปใช้ในโอกาสต่างๆ ตามความเหมาะสมได้ เช่น ดอกกุหลาบสามารถให้เป็นของขวัญ และใช้
เป็นส่ือแทนใจได้ และดอกไม้ประดิษฐ์ยังสามารถทําเป็นอาชีพเสริมได้ ใช้ให้เรามีรายได้ และใช้เวลา
ว่างให้เป็นประโยชน์ซึงถือว่าดอกไม้ประดิษฐ์จากกระดาษน้ันมีประโยชน์และการทําดอกไม้
ประดิษฐ์ น้ันต้องมีฝีมือหรือพัฒนา ซ่ึงจะทําให้เกิดความสวยงามถึงขีดสุด ในปัจจุบันน้ีคนรุ่นหลัง
ได้รับการสืบทอดการทําดอกไม้ประดิษฐ์มาจากรุ่นบรรพบุรุษ ซ่ึงสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน หัว
ดอกไม้ต่างๆท่ีประดิษฐ์ข้ึนมาทําให้เกิดธุรกิจขายส่งดอกไม้ประดิษฐ์หลายเจ้า ซ่ึงความเก่าแก่ยาวนาน
และ เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยผู้ที่ศึกษาน้ันจําเป็นจะต้องมีความสนใจเป็นพิเศษโดยแท้จริง ต้องทํา
การ ค้นคว้า ศึกษา หาความรู้ในด้านดอกไม้ประดิษฐ์ให้มากที่สุด ซ่ึงหาสอนได้ยาก เพราะ เป็นวิชาชีพ
เฉพาะ และ คนรุ่นใหม่นั้นให้ความสนใจกันน้อย แต่หากสามารถนําไปทําในขั้นวิชาชีพแล้ว เป็นงานที่
รายได้ดีทีเดียว หากฝีมือดีออกแบบได้เก่ง โอกาศรวยก็มาก ซ่ึงข้ันตอนการทําดอกไม้ประดิษฐ์น้ันก็มี
หลากหลายข้ันตอนมาก แต่ละสํานักก็สอนไม่เหมือนกัน หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการทําสัมมนา
เพอ่ื นําไปประกอบอาชพี ในอนาคต หรือทาํ เปน็ อาชีพเสริม และสามารถนําไปใช้งานในโอกาสต่างๆ
2
บทที่ 1
ความรูเ้ ก่ียวกบั งานดอกไมป้ ระดษิ ฐ์
1.1 ความเปน็ มาของดอกไมป้ ระดิษฐ์
ดอกไม้ประดิษฐ์มีความหมายว่า สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่ประดิษฐ์ข้ึนด้วยฝีมือ โดยเคร่ืองจักรและอุปกรณ์
ที่ทันสมัย และ เทคนิคต่างๆ โดยได้นําวัตถุดิบท่ีนํามาจากธรรมชาติ ซ่ึงนํามาสังเคราะห์ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น
อบแห้ง เผา ย้อม เคลือบสีต่างๆ รวมไปถึงการใช้สารเคมีต่างๆท่ีช่วยให้ ดอกไม้ประดิษฐ์มีความสมจริงคล้ายกับ
ดอกไม้จริงมากท่ีสุด ซึ่งมนุษย์นั้นจะนําไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ และการประดิษฐ์ดอกไม้ด้วยฝีมือมนุษย์เป็น
ศิลปะที่มีความละเอียดอ่อน มุ่งหวังท่ีจะดํารงความงดงามตามธรรมชาติของดอกไม้ให้คงอยู่ ไม่ร่วงโรย เหี่ยวเฉา
การทําดอกไม้ประดิษฐ์ จึงเริ่มต้นท่ีการใช้ความสังเกต ศึกษา ค้นคว้า รูปลักษณะ สีสันตามธรรมชาติ ของดอกไม้
แต่ละชนิด แต่ละประเภท แล้วถ่ายทอดการทําออกมาเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ประดิษฐ์ อาจถือได้ว่าเป็นมรดก
ทางวัฒนธรรมของบางชนชาติ ท่ีมีการสืบทอดการประดิษฐ์ดอกไม้มายาวนาน สร้างสรรค์ข้ึนจากวัสดุต่าง ๆ เช่น
ผ้า หรือกระดาษ ถูกสร้างข้ึนโดยการนําความงามที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้มีรูปร่าง ลักษณะ สีสันเหมือนดอกไม้จริง
ทุกประการ หรือสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยการผสมผสานเข้ากับงานศิลปะ สร้างสรรค์ผลงานออกมาให้มี
ความสวย แปลกตาดอกไม้ประดิษฐ์จึงนับเป็นงานศิลปะท่ีถูกสร้างสรรค์เพ่ือให้มีความสวยงาม และใช้เป็น
ประโยชน์ในวาระโอกาสตา่ ง ๆ
ดอกไม้ประดิษฐ์ นั้นต้องทําโดยมือคน 100% ซ่ึงจะทําให้เกิดความสวยงามถึงขีดสุด ในปัจจุบันน้ีคนรุ่น
หลังได้รับการสืบทอดการทําดอกไม้ประดิษฐ์มาจากรุ่นบรรพบุรุษ ซึ่งสืบทอดต่อกันมาหลายช่ัวอายุคน หัวดอกไม้
ต่างๆท่ีประดิษฐ์ข้ึนมาทําให้เกิดธุรกิจขายส่งดอกไม้ประดิษฐ์หลายเจ้า ซึ่งความเก่าแก่ยาวนาน และ เป็นศาสตร์ท่ี
น่าสนใจ โดยผู้ท่ีศึกษาน้ันจําเป็นจะต้องมีความสนใจเป็นพิเศษโดยแท้จริง ต้องทําการ ค้นคว้า ศึกษา หาความรู้ใน
ด้านดอกไม้ประดิษฐ์ให้มากที่สุด ซ่ึงหาสอนได้ยาก เพราะ เป็นวิชาชีพเฉพาะ และ คนรุ่นใมมนั้นให้ความสนใจกัน
น้อย แต่หากสามารถนําไปทําในข้ันวิชาชีพแล้ว เป็นงานท่ีรายได้ดีทีเดียว หากฝีมือดีออกแบบได้เก่ง โอกาศรวยก็
มาก ซ่ึงข้ันตอนการทําดอกไม้ประดิษฐ์น้ันก็มีหลากหลายข้ันตอนมาก แต่ละสํานักก็สอนไม่เหมือนกัน ทําให้เป็น
เสน่ห์อย่างมากของวงการน้ี รวมไปถึงวัตถุดิบที่แต่ละโรงงานก็ต่างกัน ดีไม่เหมือนกัน ขายส่งดอกไม้ประดิษฐ์เป็น
ธุรกจิ ใหญใ่ นปัจจบุ นั
1.2 ความสําคัญของดอกไม้ประดษิ ฐ์
3
ดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นส่ิงที่มนุษย์สร้างขึ้น เพ่ือทดแทนดอกไม้สด หรือ ดอกไม้จริง ซึ่งจะสร้างมาให้
คล้ายคลึงกับดอกไม้จริงมากที่สุด ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้นั้น มีทั้ง ย้อย อบ ดับแปลสี ทั้งจากผ้า หรือ ดอกไม้จริง ซ่ึงมา
หลากหลายวิธีมาก ซ่ึงเอกลักษณ์ที่เด่นชัดของมันคือ มีความคงทน ถาวร ไม่เสีย หรือ เน่า น้ันเอง ทําให้เหมาะกับ
นําไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ดอกไม้ประดิษฐ์น้ันสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งมนุษย์น้ันได้เร่ิมค้นคว้า
ดัดแปลง พัฒนามาโดยตลอด เพื่อเป็นแนวทางอาชีพแก่คนรุ่นต่อๆไป รวมท้ังธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์น้ันเริ่มเติบโต
ข้ึน ทําให้เกิดการขายส่งเป็นโรงงานใหญ่โต ซึ่งได้พัฒนาประยุกต์ไปถึง การผลิตหัวดอกไม้ เพื่อการใช้งานใน
รูปแบบต่างๆดั่งเช่นท่ีเราจะเห็นได้ง่ายๆคือ พวงหรีดตามงานศพ จะใช้ดอกไม้ประดิษฐ์กันมากขึ้น เพราะ ใช้งาน
ง่าย ไม่เห่ียวเฉา รวมถึงไม่มีแมลงมาเกาะให้รําคาญ รวมไปถึงหัวดอกไม้ต่างๆ ที่มักจะนิยมเอาไปประดับบน
ร่างกายของคนเรา หรอื สิ่งของ สามารถนาํ ไปตกแต่ง งานสงั สรรค์ หรืองานอนื่ ๆได้
ดอกไม้ประดิษฐ์ หมายถึง ส่ิงประดิษฐ์ข้ึนจากวัสดุมีลักษณะคล้ายรูปร่างดอกไม้ ที่ถูกผลิตขึ้นมาจาก
แรงงานฝีมือมนุษย์ เคร่ืองจักร หรืออุปกรณ์การผลิต โดยมีการใช้วัตถุดิบการผลิตจากธรรมชาติ หรือวัตถุดิบท่ีเกิด
จากการสังเคราะห์มาผลิตโดยผ่านข้ันตอนการประดิษฐ์ ดัดแปลง อบ ย้อม เผา เคลือบสารเคมี รวมท้ังทําการ
ตกแต่งตัดต่อเติม เพ่ือก่อให้เกิดความสวยงาม โดยดอกไม้ท่ีประดิษฐ์ข้ึนมาอาจจะมีความเหมือนหรือไม่เหมือน
ธรรมชาติก็ได้ขึ้นกับวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยคุณสมบัติของดอกไม้ประดิษฐ์ที่สําคัญคือ มีความคงทน ง่ายต่อ
การเคลอ่ื นยา้ ยและดูแลรักษา มีความสวยงาม สามารถนาํ ไปใชใ้ นการประดบั ในโอกาสต่างๆ
การประดิษฐ์ดอกไม้ด้วยฝีมือมนุษย์เป็นศิลปะที่มีความละเอียดอ่อน มุ่งหวังท่ีจะดํารงความงดงามตาม
ธรรมชาติของดอกไม้ให้คงอยู่ ไม่ร่วงโรย เห่ียวเฉา การทําดอกไม้ประดิษฐ์ จึงเริ่มต้นที่การใช้ความสังเกต ศึกษา
ค้นคว้า รูปลักษณะ สีสันตามธรรมชาติ ของดอกไม้แต่ละชนิด แต่ละประเภท แล้วถ่ายทอดการทําออกมาเป็น
ดอกไม้ประดิษฐ์ ดอกไม้ประดิษฐ์ อาจถือได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบางชนชาติ ท่ีมีการสืบทอดการ
ประดษิ ฐ์ดอกไมม้ ายาวนาน
1.3 ลกั ษณะของดอกไม้ประดษิ ฐ์
เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่มีลักษณะที่ทํามาจากผ้าใยบัว ผ้าต่างๆ หรือทํามาจากเศษกระดาษ ซ่ึงจะเป็นดอกที่
มีความสวยงามสามารถนําเอามาแต่งเส้ือผ้ากระเป๋าต่างๆได้ เพื่อท่ีจําให้เกิดลวดลายความสวยงามของงานน้ันๆ
ลกั ษณะดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ จะดเู หมอื นดอกไมจ้ รงิ และควรให้มีรูปแบบและสดั สว่ นใหเ้ หมาะสมของงาน
ดอกไม้ประดิษฐ์เป็นงานประดิษฐ์ท่ัวไป เป็นงานท่ีบุคคลสร้างข้ึนมาจากความคิดของตนเองโดยอาศัยการ
เรียนร้จู ากสิง่ รอบๆ ตวั นํามาดัดแปลง หรือเรยี นรจู้ ากตาํ รา
1.4 ประโยชนข์ องดอกไมป้ ระดิษฐ์ / หนา้ ที่
1. ใช้ทําเปน็ เครื่องประดับตกแตง่ เสือ้ ผ้า
4
2. ใชท้ าํ เป็นเครอ่ื งประดับตกแตง่ บา้ นเรอื นและสถานท่ใี ห้สวยงาม
3. จัดเปน็ กระเช้าอวยพรในโอกาสพเิ ศษ เช่น วนั ปใี หม่ วันเกิด
4. เปน็ การนําวสั ดเุ หลอื ใช้มาทาํ ให้มีคุณคา่ และมมี ลู ค่าเพม่ิ เติม
1.5 การเก็บรกั ษา / การดูแล
ดอกไม้ประดิษฐ์ ท่ีเราจัดวางไว้ในสถานที่ต่างๆ มักวางในท่ีโล่งแจ้ง ซ่ึงมักจะสัมผัสกับอากาศ ฝุ่นละออง
และความช้ืน อาจทําให้เกิดความเสียหายกับแจกันดอกไม้ประดิษฐ์ที่เราตั้งเอาไว้ การดูแลรักษาตามสมควรจะช่วย
ยืดอายุการใช้งานของแจกันดอกไม้ประดิษฐ์ เช่น การทําความสะอาดฝุ่นละอองที่จับอยู่ตามดอกไม้ประดิษฐ์ ควร
นําถุงกระดาษขนาดใหญ่กว่าช่อดอกไม้ประดิษฐ์ ใส่เกลือลงไปที่ก้นถุงประมาณ 5 ช้อนโต๊ะคว่ําดอกไม้ประดิษฐ์ลง
ในถุงกระดาษที่เตรียมไว้ รวบปากถุงกระดาษและก้านดอกไม้ประดิษฐ์ให้แน่น เขย่าในแนวข้ึนลง หลายๆครั้ง
เพื่อให้เกลือช่วยกําจัดฝุ่นละอองที่อยู่ตามกลีบ ของดอกไม้ประดิษฐ์ให้หมดไป การทําความสะอาดแจกันดอกไม้
ประดิษฐ์ ทําได้โดยใช้น้ําสบู่ชุบฟองนํ้าเช็ดคราบฝุ่น สิ่งสกปรกต่างๆออก และใช้ผ้าแห้งเช็ดซํ้าอีกคร้ัง ตรวจสอบ
ความแข็งแรงของก้านของดอกไม้ประดิษฐ์ ว่ายังยึดติดแน่นอยู่กับวัสดุปักดอกไม้ประดิษฐ์หรือไม่ หากหลวมให้ปัก
ให้แน่น นําแจกันไป วางไว้ในบริเวณท่ีอากาศถ่ายเทสะดวก เพ่ือป้องกันความชื้นและเช้ือรากรณีที่มีเช้ือราจับที่
แจกันดอกไม้ประดิษฐ์ อาจใช้นํ้าผสมน้ําสมสายชูอย่างละเท่าๆกัน เช็ดตามใบ ตามกลีบดอกของดอกไม้ประดิษฐ์
ตามกา้ นใบ เพื่อกําจัดเชือ้ ราและป้องกนั ไมใ่ ห้เช้อื รามาจบั ทก่ี ลบี ดอกและใบนําไปตากแดดให้แห้ง
1.6 การเลอื กใช้
ดอกไม้ประดิษฐ์ คือดอกไม้ท่ีทําข้ึนจากวัสดุต่าง ๆ เช่น พลาสติก ผ้า หรือกระดาษ เป็นงานฝีมือท่ีมนุษย์
คิดค้นและออกแบบขึ้นมาเพ่ือใช้งานแทนดอกไม้แห้ง และดอกไม้สดจริง ๆ ซึ่งหลายงานแต่งงาน งานพิธีการ
รวมถึงร้านขายอุปกรณ์ร้านดอกไม้ต่างก็หันมาเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์ในการตกแต่งสถานที่ จัดเป็นกระเช้าอวยพร
และช่อกระดาษหอ่ ดอกไม้แสดงความยินดี ทดแทนการใชด้ อกไมส้ ดมากขึน้ ในทกุ ๆ ปี มขี ้อดีดงั นี้
1. อายกุ ารใชง้ านยาวนาน
แน่นอนว่าอายุการใช้งานของดอกไม้แต่ละประเภทนั้นไม่เท่ากัน แต่หากต้องเปรียบเทียบกันแล้ว
ดอกไม้ประดิษฐ์นั้นถือเป็นดอกไม้ที่มีอายุยาวนานมากที่สุด เพราะวัสดุที่ใช้ผลิตน้ันเป็นวัสดุสังเคราะห์ หรือวัสดุที่
ไม่ใช่ของสด เช่น พลาสติก ผ้า และกระดาษ ยิ่งเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพมากเท่าไร อายุการใช้งานก็ย่ิงยืนยาวข้ึนไป
อกี ซง่ึ แตกตา่ งกับดอกไม้สดที่จะเห่ียวและหมองคลํา้ ได้งา่ ยตามกาลเวลานน่ั เอง
2. มีราคาถกู และหาไดง้ า่ ย
เมอ่ื นําดอกไม้ประดษิ ฐ์ มาเปรียบเทยี บกับดอกไม้แห้ง และดอกไม้สดแลว้ ดอกไม้ประดษิ ฐถ์ ือว่า
มีราคาทถี่ ูกและหาซื้อได้ง่ายกวา่ มาก เพราะดอกไมป้ ระดษิ ฐส์ ามารถผลติ ขึ้นมาได้เองโดยใชฝ้ มี ือและทกั ษะจาก
5
ช่างฝีมอื อกี ทั้งวสั ดใุ นการผลิตก็มรี าคาถกู และจดั หาไดง้ า่ ยมาก แตกต่างกับดอกไมส้ ดที่ต้องมีการคดั เลือกดอกไมท้ ่ี
มสี ภาพสมบรู ณ์ ไมเ่ หย่ี ว ไม่ดาํ คลาํ้ รวมถึงขนาดก็ต้องสม่ําเสมอจึงจะสวยงาม
3. ใช้งานไดห้ ลากหลาย
ดอกไม้ประดษิ ฐ์สามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายงาน ใช้ทําเป็นเครอ่ื งประดับตกแตง่
ร่างกายและเสื้อผ้า ใช้ทําเป็นของตกแต่งบ้าน สามารถจดั ตกแตง่ ลงในแจกนั หรอื จะหอ่ กระดาษห่อดอกไม้ เพื่อ
เปน็ ช่อดอกไมอ้ วยพรในงานเทศกาลต่าง ๆ ก็สามารถทําได้ ไม่เวน้ แม้กระท่งั การจัดงานอเี วนต์ ร้านขายดอกไม้และ
อุปกรณร์ า้ นดอกไม้ต่างก็หนั มาเลอื กใชด้ อกไมป้ ระดษิ ฐ์ในการตกแต่งสถานทด่ี ว้ ยเช่นกนั เพราะในบางครง้ั การ
จัดหาดอกไมส้ ด
๔. มีหลายประเภทให้เลอื ก
ไม่เพยี งแตด่ อกไม้สดและดอกไมแ้ ห้งเท่านน้ั แตด่ อกไม้ประดิษฐ์ก็มีหลายประเภทใหเ้ ลือกซื้อ
เช่นกนั ไม่ว่าคุณจะช่นื ชอบดอกไม้ประดิษฐโ์ ทนสีไหน จัดตกแตง่ ลงในภาชนะและบรรจภุ ณั ฑ์ประเภทใด หากไป
รา้ นขายอปุ กรณ์รา้ นดอกไม้ทีม่ คี ณุ ภาพ รบั รองคณุ กจ็ ะสามารถเลอื กซื้อดอกไมป้ ระดษิ ฐไ์ ด้ตามต้องการ มใี หเ้ ลอื ก
หลายประเภทจนคณุ ต้องตะลึงตกใจ ต้องขอคําแนะนําจากผู้เชย่ี วชาญแน่นอน
๕. คุณค่าของงานประดษิ ฐ์แฮนด์เมด
ดอกไมป้ ระดษิ ฐแ์ ฮนด์เมดเปน็ งานศลิ ปะท่ลี ะเอียดอ่อน ต้องใช้ความชาํ นาญและทกั ษะทีด่ ีของ
ชา่ งฝีมือในการผลติ เพือ่ ให้ไดซ้ ่งึ ดอกไม้ประดิษฐ์ที่มีความสวยงามใกลเ้ คยี งกบั ดอกไม้สดธรรมชาติมากที่สุด โดย
ชา่ งฝมี อื จําเป็นตอ้ งสังเกตรปู ลกั ษณ์ สสี นั ตามธรรมชาติของดอกไม้แตล่ ะชนดิ แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นดอกไม้
ประดษิ ฐแ์ ตล่ ะดอก ก่อนนําจดั ตกแต่งเปน็ ช่อด้วยกระดาษห่อดอกไม้ทีเ่ ข้ากับธีม ถือเป็นงานศิลปะที่มคี ณุ คา่ ในตวั
ของมันเอง
6
บทท่ี 2
ประเภท / วัสดุและอุปกรณ์ ของดอกไมป้ ระดษิ ฐ์
ประเภทของดอกไม้ประดษิ ฐ์ แบ่งเปน็ 2 ประเภท คือ
1. ดอกไม้ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทํามาจากวัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก ดอกไม้
ประดิษฐ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้วัสดุธรรมชาติ จะใช้ตกแตง่ กับชิ้นงานเพ่ือใหเ้ กิดความสวยงาม สามารถนํา
มาทาํ ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ได้ 15 ประเภท ดังน้ี
1. ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบยางพารา
2. ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากรังไหม
3. ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากเกลด็ ปลา
4. ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากต้นโสน
5. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากผกั ตบชวา
6. ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากใบลาน
7. ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากกาบหมาก
8. ดอกไม้ประดิษฐ์จากใยบัว
9. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากเปลอื กข้าวโพด
10. ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากรากมะพร้าว
11. ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบกล้วย
12. ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากฝักประดู่
13. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากหนังแท้
14. ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากดอกไม้แห้งหรือใบไมแ้ หง้ หรือส่วนใดส่วนหนึง่ ของตน้ ไมท้ ุกชนิด
15. ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากธรรมชาติอืน่
๒. ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากวัสดแุ ปรรูป มีวสั ดแุ ปรรูปทสี่ ามารถนามาผลิตดอกไมป้ ระดิษฐ์ได้ เช่น ผ้าฝา้ ย
กระดาษต่างๆ จะทาํ ใหเ้ กิดความลวดลายและความสวยงามของงาน มี 8 ประเภทดังนี้
1. ดอกไม้ประดิษฐ์จากกระดาษสาหรือกระดาษอ่นื ๆ
2. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากผา้ ชนิดต่างๆ เช่น ผา้ ไหม ผ้าฝา้ ย ผา้ โพลเี อสเตอร์
3. ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากดินผสม
4. ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากเซรามิค
7
5. ดอกไมป้ ระดษิ ฐจ์ ากโลหะ
6. ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากแกว้
7. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากหนังเทยี ม
8. ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากเมด็ พลาสตกิ
วัสดุ- อปุ กรณใ์ นการทําดอกไม้ประดิษฐ์ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท
1. ผ้าชนดิ ตา่ ง ๆ
1.1 ผ้าออร์แกนซา
1.2 ผ้าแพรเยอื่ ไม้
1.3 ผ้าป๊อบปล้ิน
1.4 ผ้ากํามะหยี่
1.5 ผ้าสักหลาด
1.6 ผา้ มสั ลนิ
1.7 ผา้ คอตตอน หรอื ผ้าฝ้าย
1.8 ผ้าไนลอน
1.9 ผา้ ลินิน
2. กระดาษชนดิ ตา่ ง ๆ
2.1 กระดาษย่น
2.2 กระดาษสา
1. ประเภทของดอกไมป้ ระดษิ ฐ์
ดอกไม้ประดิษฐ์จากวสั ดุธรรมชาติ
1.1 ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากใบยางพารา
ดอกไม้ยางพารา มีเอกลักษณ์สวยงามให้ความรู้สึกร่มรื่นมีชีวิตชีวาไม่แพ้ดอกไม้จริง และท่ีสําคัญ มี
คุณสมบัติเด่นคืนรูปได้เพียงแค่ฉีดพ่นน้ําลงไป โดยทดลองขย้ีดอกไม้ประดิษฐ์ยางพารา จนเหี่ยวยับย่น แล้วฉีดนํ้า
ไปท่ีดอก เมื่อโดนนํ้าดอกก็จะคลายตัวคืนรูป และดอกมีสีสดมากขึ้น ดอกไม้ท่ีประดิษฐ์ยางพารา เหมาะเป็นของ
ตกแต่งที่อยู่อาศัย และสํานักงาน เพราะทนทาน อายุการใช้งานนาน ไม่น้อยกว่า 1 ปี ไม่ต้องทะนุถนอมมากนัก
เพยี งแค่พ่นละอองน้ําเข้าไป ดอกไมจ้ ะกลบั มามสี สี นั สดใส และคนื รปู ทรงสวยงามด่ังเดิมเสมอ
8
1.2 ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากรังไหม
ดอกไม้ไหม เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ทําจาก รังไหม รังไหม เกิดจากแมลงชนิดหนึ่ง เมื่อผสมพันธ์ุกันแล้ว ตัว
เมียจะวางไข่เป็นร้อยเป็นพันฟอง แล้วฟักตัวอยู่ระยะหน่ึงก็เกิดเป็นตัวหนอน ตัวหนอนนี้เมื่อแก่ตัวจะทํารังห่อหุ้ม
ตัวหนอนในรังไหมตัวหนอนระยะสุดท้ายจะกลายเป็นตัวดักแด้เตรียมพร้อมจะกลายเป็นตัวแมลงพ่อพันธ์ุ แม่พันธุ์
ต่อไป แต่จะเอาเฉพาะระยะที่เป็นดักแด้ ผ่าเอาตัวดักแด้ออกจากรังไหม เพื่อท่ีจะเอารังไหมมาทําดอกไม้ สี
ธรรมชาติของไหมมี 3 สี คือ สีขาว สีเหลือง และสีนํ้าตาล การทําดอกไม้ไหม เอารังไหมมาย้อมสี ซ่ึงเป็นสีสําหรับ
ย้อมไหมโดยเฉพาะ สําหรับสีเหลืองธรรมชาติต้องนํามาย้อมอีก เพราะสีธรรมชาติ จะเปล่ียนสีกลายเป็นไม่มีสีเลย
จะไม่สวย สีที่ย้อมมีหลายสี เช่น สีแดง เหลืองอ่อน ชมพู ส้ม แสด ม่วงอมแดง เม่ือย้อมเสร็จแล้ว นํามาตากให้แห้ง
แล้วนาํ มาทําดอกไมป้ ระดิษฐ์ได้
1.3 ดอกไม้ประดิษฐ์จากเกลด็ ปลา
การประดิษฐ์ดอกไม้จากเกล็ดปลา เป็นส่ิงท่ีจะช่วยให้เกิดรายได้กับผู้ที่ต้องการหาอาชีพเสริม หรือใช้เวลา
ว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นการนําส่ิงท่ีเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ มี
ความละเอียด และใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เนื่องจากสภาพพื้นท่ีอําเภอวังม่วงอยู่ใกล้เข่ือนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเป็นแหล่ง
เพาะพันธุ์ปลาน้ําจืด
9
1.4 ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากตน้ โสน
ดอกไม้จากต้นโสนหางไก่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยโบราณ ชาวอยุธยามีอาชีพทํานาเป็น
ส่วนใหญ่ ซ่ึงในนามักมีวัชพืชที่มาแย่งอาหารจากต้นข้าว คือ ต้นโสนหางไก่ ชาวนาจึงถอนท้ิงแต่ด้วยภูมิปัญญาของ
ชาวนา จึงคิดเอาวัชพืชชนิดน้ีมาทําประโยชน์ คือ นํามาทําดอกไม้ ซ่ึงมีความสวยงาม ซ่ึงต่อมาได้พัฒนาเป็นสินค้ามี
ช่ือของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพราะเป็นสินค้าท่ีประณีต
สวยงามและทําด้วยมือ และมีท่ีทําท่ีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจังหวัดเดียว ซ่ึงภูมิปัญญานี้ได้ทํารายได้ให้กับชุมชน
ในจงั หวัดเป็นจาํ นวนมาก ทําให้ประชาชนในจงั หวัดมรี ายได้เพ่ิมมากขน้ึ
1.5 ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากผักตบชวา
10
1.6 ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากใบลาน
เป็นการนําสิ่งของที่อยู่ในชุมชน มาทําให้เกิดมูลค่าและทําให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชน สามารถส่ังทําได้
หลากหลายขนาดและมีความสวยงามที่แตกตา่ งกนั ไป
1.7 ดอกไม้ประดิษฐ์จากกาบหมาก
ผลิตภัณฑ์จานภาชนะจากธรรมชาติ ทําจากวัสดุธรรมชาติ 100% เหมาะกับการจัดงาน เลี้ยงงาน
สงั สรรค์ทั่วไป ใช้แทนโฟมโดยสามารถยอ่ ยสลายไดด้ ้วยวิธธี รรมชาติ
1.8 ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากใยบัว
11
ผ้าใยบัว หรือที่เรียกกันท่ัวไปว่า “ผ้าเชอรี่ล่อน” ถือเป็นวัสดุแปรรูปซึ่งปัจจุบันมีความสําคัญเป็นอย่างมาก
ต่อผู้ประกอบวิชาชีพการทําดอกไม้ประดิษฐ์ เพ่ือใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้าน หรือ สํานักงาน รวมถึงการนําไป
เป็นของขวัญของฝากให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในเทศกาลสําคัญๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ ฯลฯ การประดิษฐ์ดอกไม้จากผ้า
ใยบัวเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ท่ีมีความสวยงาม และหลากหลายรูปแบบ เช่น ดอกไม้ หรือตุ๊กตา ของชําร่วยต่าง ๆ
ในที่นจ้ี ะเนน้ เฉพาะในรปู แบบการประดษิ ฐ์ดอกไม้ชนดิ ตา่ ง ๆ
1.9 ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากเปลือกข้าวโพด
ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด เป็นการนําวัสดุเหลือใช้ที่ได้จากธรรมชาติมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ การ
ประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพดถือว่ามีต้นทุนการผลิตท่ีตํ่าแต่สินค้าที่ได้มีความสวยงามอ่อนช้อยทั้งนี้การทํา
ดอกไม้ประดิษฐ์จากเปลือกข้าวโพดนั้นอาจจะแตกต่างจากวัสดุอื่นท่ีจําเป็นต้องมีการฟอกย้อมก่อนเพ่ือให้ได้เปลือก
ขา้ วโพดทขี่ าวสะอาดพร้อมสาํ หรับการลงสีเปน็ ดอกไม้ต่างๆ
1.10 ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากใบมะพร้าว
การสานใบมะพร้าว เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในสมัยก่อนสานใบมะพร้าว
เปน็ รปู แบบต่างๆ เช่น รปู นก รปู ตะกร้อ รูปดอกกหุ ลาบ เพ่ือใชเ้ ป็นของเลน่ เดก็ และเพ่ือกล่อมเด็กนอน
12
1.11 ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบกล้วย
ดอกไม้ประดิษฐ์จากต้นกล้วย เกิดจากการรวมกลุ่มกันในชุมชนท่ีต้องการมีรายได้เสริม และ ในบริเวณ
หมู่บ้านมีต้นกล้วยจํานวนมาก จึงมีแนวคิดในการนําวัสดุธรรมชาติท่ีหาได้ง่ายในหมู่บ้านมาเป็นวัตถุดิบท่ีสําคัญใน
การเพม่ิ รายได้ และเป็นการใชเ้ วลาวา่ งให้เกดิ ประโยชน์
1.12 ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากเมลด็ ประดู่
ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากเมล็ดประดู่ สามารถนาํ มาทาํ เป็นดอกไมป้ ระดษิ ฐไ์ ด้เพอื่ ที่จะใหเ้ กิดลวดลายและนาํ ลวด
มามัดกบั เกสรท่ีเตรยี มไว้แลว้ นําเมล็ดประดเู่ รยี งซ้อนไปทลี ะกลบี เหมือนทําดอกกหุ ลาบเพ่ือใหเ้ กดิ ผลงานทีดี และ
พนั กา้ นใสใ่ บเป็นเสรจ็ จดั ใสแ่ จกันนําไปตกแตง่ ใหส้ วยงาม
13
1.13 ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากหนังแท้
ดอกไม้สวยๆทําจากหนังวัวแท้คุณภาพดี สามารถทําเครื่องประดับได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด
ทค่ี าดผม กบิ๊ ตดิ ผม ทีต่ ดิ รองเท้า เป็นต้น สามารถนาํ ไป DIY รปู แบบอื่นๆได้
1.14 ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากดอกไมแ้ หง้ หรือใบไม้แหง้ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของตน้ ไมท้ ุกชนดิ
เปน็ ดอกไมส้ ดชนดิ ทสี่ ามารถปลอ่ ยใหแ้ ห้งโดยธรรมชาติได้ โดยหลังจากแห้งแลว้ สามารถนํามาย้อม
สี ทําสไี ด้ อย่างไรก็ตามดอกไมแ้ หง้ สามารถเกบ็ ไดแ้ ค่ชว่ งระยะเวลาหน่งึ เท่าน้นั เพราะกงิ่ ก้าน ลําต้นจะมีสที ่ีค่อยๆ
จางลงโดยกลีบอาจร่วงหลน่ หรอื แตกหกั ทเี่ ราเหน็ กันบ่อยๆจะมดี อกสแตติส(Statice) ดอกแคสเปีย (Caspia) หญา้
หางกระต่าย ดอกส่ยุ เปน็ ต้น
14
1.15 ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากธรรมชาตอิ ื่น
ดอกไม้ประดิษฐ์ หมายถึง ส่ิงประดิษฐ์ข้ึนจากวัสดุมีลักษณะคล้ายรูปร่างดอกไม้ ท่ีถูกผลิตขึ้นมาจาก
แรงงานฝีมอื มนษุ ย์ เครื่องจักร หรอื อุปกรณ์การผลิต โดยมีการใช้วตั ถุดิบการผลิตจากธรรมชาติ
2. ประเภทของดอกไม้ประดษิ ฐ์
ดอกไม้ประดิษฐ์จากวสั ดแุ ปรรูป
2.1 ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากกระดาษสาหรือกระดาษอน่ื ๆ
ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากกระดาษสาหรือกระดาษอ่ืนๆ เปน็ ดอกไม้ประดษิ ฐท์ ่สี ามารถทาํ ไดห้ ลายรูปแบบและ
มลี ักษณะใหเ้ ลอื ก เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ท่ีเหมือนจริง สามารถนําไปตกแต่งแจกัน เพื่อใหเ้ กิดความสวยงาม
2.2 ดอกไมป้ ระดษิ ฐจ์ ากผา้ ชนดิ ตา่ งๆ เช่น ผา้ ไหม ผา้ ฝ้าย ผา้ โพลเี อสเตอร์
ดอกไม้ประดิษฐ์จากผ้าไหม มีหลายรูปแบบ มีแบบกระเช้าเล็ก-ใหญ่ตามขนาดความต้องการและมีแบบ
แจกัน ดัดแปลงมาเป็นหรีดจากดอกไมผ้ ้าไหม สามารถนํามาตกแต่งแต่งเพือ่ ใหเ้ กิดความสวยงามได้
15
2.3 ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากดนิ ผสม
ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทยผสม เป็นงานเลียนแบบดอกไม้ในธรรมชาติให้เหมือนจริงมากที่สุดและ
สามารถ ได้สร้างสรรค์กล้วยไม้นานาพรรณ ไม้ประดับ ไม้มงคล ต้นไม้มงคล ดอกบัวตูม บัวบาน ดอกบัวพับ บูชา
พระ และดอกไม้อีกมากมาย
2.4 ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากเซรามคิ
ดอกไม้เซรามิกเป็นผลิตภัณฑ์ดอกไม้ท่ีทําจากเนื้อดินโบนไชน่ามีความสวยงามและมีสีสันเหมือนดอกไม้
ธรรมชาติ เนื่องจากเนื้อดินโบนไชน่าเมื่อผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง จะได้ผลิตภัณฑ์ท่ีมีความแข็งแกร่ง เนื้อสี
ขาว โปร่งแสง ผลิตภัณฑ์ที่ทําจากเน้ือดินโบนไชน่าจะมีความสวยงาม และดูมีคุณค่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ
ได้ทําการศึกษาวิจัยและพัฒนาการทําดอกไม้เซรามิกชนิดต่างๆ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกกล้วยไม้ ดอกบัวพันธุ์
ตา่ งๆ ดอกไมป้ า่ ดอกหนา้ วัว และดอกเบญจมาศ เป็นต้น
16
2.5 ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากโลหะ
ดอกไม้ประดิษฐ์ทาํ จากโลหะ เพ่อื เปน็ การตกแต่งภายในห้องและสามารถนาํ ไป DIY มใี หเ้ ลือกได้หลากหลาย
รูปแบบ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความสวยงามของงานและเปน็ ดอกไมป้ ระดษิ ฐท์ ม่ี คี วามหรหู รา
2.6 ดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากแก้ว
ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากแก้ว เป็นการนาํ ดอกไม้ประดษิ ฐม์ าตกแตง่ ใส่แจกันเล็กๆเพอ่ื นาํ ไปตกแต่งโตะ๊ อาหาร
โต๊ะทาํ งาน โต๊ะกาแฟ เป็นต้น เพ่อื ให้เกดิ ความสวยงามและความสนใจของผคู้ น
17
2.7 ดอกไม้ประดิษฐจ์ ากหนงั เทียม
ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากหนงั เทยี ม หนงั เทียมไมเ่ พยี งใชส้ าํ หรบั การตดั เย็บเส้อื ผา้ และเครือ่ งประดับเทา่ นน้ั แต่
ยังใช้สาํ หรับทาํ ดอกไมท้ ีส่ วยงามอกี ดว้ ย และนําไปตกแต่งให้เกดิ ความสวยงาม
2.8 ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากเม็ดพลาสติก
ดอกไม้ประดิษฐ์ หรือ ดอกไม้พลาสติก ถูกสร้างข้ึนมา เพราะสามารถใช้แทนดอกไม้ท่ีเป็นธรรมชาติได้
อย่างแนบเนียนและสมจริง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงหรือสีสันของดอกไม้ โดยท่ัวไปมักใช้เพื่อตกแต่งพ้ืนที่สําหรับธุรกิจ
และท่ีอยู่อาศัย ดอกไม้พลาสติกมีความยืดหยุ่นและมีอายุการใช้งานท่ียาวนาน คุณสามารถซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ต่าง
ฤดูมาตกแต่งบ้านได้
18
วัสดุ- อปุ กรณใ์ นการทําดอกไมป้ ระดิษฐ์
1. ผา้ ชนิดต่าง ๆ
ผา้ (Fabric) คือ สง่ิ ที่ได้จากการนําวัสดธุ รรมชาตหิ รือวัสดุทส่ี ังเคราะห์ ผา่ นกระบวนการผลติ จน
ได้เป็นเส้นด้าย และผา่ นกรรมวิธีผลติ ผสมผสานหรอื ถกั ทอจนได้เปน็ ผืนผ้า เช่น ฝ้าย ใยไหม ไนลอน เปน็ ต้น
1.1 ผา้ ออร์แกนซา
19
ผ้าออร์แกนซ่า (Organza) เปน็ ผ้าทอเน้อื โปร่ง บางใส ตกแต่งความกรอบแข็งแรงทนทาน มีความ
เหนียวเน่อื งจากใชเ้ ส้นด้ายเกลยี วแนน่ ส่วนมากจะนิยมใช้ สาํ หรับเป็นผ้าตกแตง่
1.2 ผ้าแพรเย่ือไม้
ผ้าแพร(Charmeuse) เป็นผา้ ทมี่ ลี กั ษณะของเนอ้ื ผา้ นมุ่ บางและโปรง่ ซง่ึ ผา้ แพรทท่ี างเราจดั
จาํ หนา่ ยคือ ผา้ แพรเยือ่ ไม้ ซง่ึ มีลกั ษณะของผา้ คลา้ ยกระดาษ มีความโปรง่ และบาง เหมาะสําหรบั ทาํ ชดุ แฟช่ัน
1.3.ผา้ ป๊อปปลน้ิ
เปน็ ผา้ ทอลายขัด มเี นอ้ื แน่น นุม่ และคงทน น้าํ หนักปานกลาง ไมห่ นักเกินไปแต่ก็ไมเ่ บาจนเกนิ ไป
ชว่ งท่ีได้รบั ความนิยมใหม่ๆ มกั จะผลิตจากเสน้ ใยหลายๆ ชนิดรวมกนั ไดแ้ ก่ ผ้าฝ้าย ใยไหม ขนสัตว์ เรยอน รวมถึง
ส่วนผสมของผ้าใยสังเคราะหอ์ ย่างผา้ โพลีเอสเตอร์ เปน็ ตน้
20
1.4 ผ้ากาํ มะหยี่
เปน็ ผ้าทอแบบเป็นกระจกุ ชนิดหน่งึ ที่เยบ็ ดว้ ยดา้ ยเย็บผ้าโดยกระจายแบบเท่า ๆ กนั ด้วยขนกาํ มะหยี่
แบบบาง ทาํ ให้เกดิ สัมผสั ทเี่ ดน่ ชัด ผ้ากาํ มะหยอ่ี าจทําจากใยสังเคราะหห์ รอื ใยธรรมชาติก็ได้
1.5 ผา้ สกั หลาด
ผ้าสักหลาดเป็นนุ่มทอ ผ้าของความวิจติ รต่างๆ สักหลาดถกู สร้างข้นึ มาจากเดิมปลิวว่อน ขน
สัตวห์ รือเน้อื ละเอยี ดเสน้ ด้ายแตข่ ณะนีม้ ักจะทาํ จากขนสัตวท์ ง้ั ผ้าฝา้ ยหรือเส้นใยสงั เคราะห์
1.6 ผา้ มัสลิน
เป็นผ้ามัสลนิ ผลิตจากใยผา้ ฝ้าย 100 % ที่เปน็ ชื่อเรียกของกลมุ่ ผา้ ฝ้ายลายขัดกลุ่มใหญ่ๆผา้ มัสลิน
จะโดดเด่นในดา้ นผ้าเนือ้ ละเอยี ด ระบาย อากาศได้ดี เเห้งเร็ว เเละมีนาํ้ หนกั เบาตัวผา้ เปน็ เส้นใยธรรมชาติ100%
ซึง่ ทําใหไ้ ม่ระคายเคอื งต่อผวิ หนงั ให้ความความรสู้ ึกสบาย
21
1.7 ผ้าคอตตอน หรือ ผา้ ฝ้าย
ผ้าคอตตอนหรือผา้ ฝา้ ย ผลติ มาจากเสน้ ใยฝา้ ย (Cotton) ซง่ึ ได้มาจากการนําเสน้ ใยของปยุ ฝ้าย
มาป่นั จนเกิดเปน็ เส้นด้าย แลว้ จึงนํามาถักทอไดเ้ ป็นผืนผ้า ซง่ึ คุณภาพของผ้าที่ได้กจ็ ะแตกต่างกนั ออกไป ขน้ึ อยกู่ ับ
การเรียงตวั กนั ของเสน้ ด้าย ความหนาของเส้นด้าย และอาจจะเกี่ยวกับความบรสิ ุทธขิ์ องเสน้ ดา้ ยด้วย ลกั ษณะของ
ผ้าคอตตอน คอื จะมีความน่มุ ไม่กระดา้ ง สามารถระบายอากาศไดด้ ีเย่ยี ม
1.8 ผ้าไนลอน
เป็นผ้าใยสังเคราะห์ 100% เส้นใยไนลอนจะเรียบและเป็นมัน คุณสมบัติคือ จะให้ความรู้สึก
สัมผัสท่ีนุ่มลื่นและดูธรรมชาติ ผ้าไนล่อนดูเผินจะมีเน้ือผ้าคล้ายกับ ผ้า 420 D หรือ ผ้า 210 D ความนิยมของผ้า
ไนล่อน นอกจากใช้เป็นเน้ือผ้าทําร่มกันแดด ผ้าทําเต้น หรือใช้ทําเส้ือคลุมกันฝน ซึ่งในวงการทํากระเป๋าผ้า นิยมนิ
มาทาํ เป็น กระเปา๋ เดนิ ทาง ทั้งแบบกระเปา๋ ผา้ หรู ดู กนั นํา้ กระเป๋าสะพาย มซี ปิ รดู ที่เปน็ เกรดพรีเม่ียม
1.9 ผา้ ลนิ นิ
ผ้าลินินทํามาจากเส้นใยของพืชชนดิ หนงึ่ ทเี่ รียกวา่ “แฟลกซ์” (Flax) พืชชนดิ นสี้ ่วนมากจะนิยม
ปลูกกันในแถบยุโรป เช่น เบลเย่ียม ไอรแ์ ลนด์ รัสเซยี เปน็ ต้น เสน้ ใยจากตน้ แฟลกซน์ ิยมนาํ มาทาํ เสน้ ใยผ้า
22
2.กระดาษชนิดตา่ ง ๆ
2.1 กระดาษย่น
กระดาษย่น กระดาษย่นทีใ่ ช้สําหรบั ประดษิ ฐด์ อกไมม้ ีคุณสมบตั คิ อื สามารถดงึ ใหย้ ืดจากเดิมได้เทา่
ขนาดทีย่ ่นไว้
2.2 กระดาษสา
กระดาษสา เปน็ กระดาษชนดิ หน่ึง ทีท่ าํ มาจากตน้ ปอสา ซ่งึ เปน็ พชื เส้นใยในตระกลู เดียวกับ
หม่อนและขนุน มีหลายชือ่ แตกต่างกนั ไปในแต่ละทอ้ งถน่ิ เชน่ ภาคเหนือเรยี กปอสา เป็นต้น
23
บทที่ 3
เทคนิคการประดษิ ฐ์
24
การประดิษฐ์ หมายถึง เป็นอุปกรณ์ วิธีการ องค์ประกอบหรือกระบวนการท่ีไม่เหมือนอย่างอ่ืน
หรือแปลกใหม่กระบวนการสิ่งประดิษฐ์เป็นกระบวนการภายในกระบวนการวิศวกรรมโดยรวมและการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์การเป็นการปรับปรุงเคร่ืองจักรหรือผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่สําหรับการสร้างวัตถุหรือ
ผลลัพธ์อย่างหน่ึงก็ได้งานดังกล่าวเป็นส่ิงใหม่และไม่ชัดเจนแก่ผู้อื่นที่มีทักษะในสาขาเดียวกันผู้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์
เรียกว่า นักประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวสามารถจดสิทธิบัตรได้ สิทธิบัตรเป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทาง
ปัญญาของนักประดิษฐ์ตามกฎหมาย และรับรองว่าส่ิงประดิษฐ์ตามอ้างนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์จริงตามกฎหมาย กฎ
และข้อกําหนดสําหรับการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์แตกต่างกันได้ตามประเทศ และกระบวนการได้มาซ่ึงสิทธิบัตร
นั้นมักมีค่าใช้จ่ายสูง อีกความหมายหนึ่งของส่ิงประดิษฐ์ คือ ส่ิงประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นชุดพฤติกรรมทาง
สังคมท่ีเป็นประโยชน์อย่างนวัตกรรมท่ีบุคคลรับมาและส่งต่อให้ผู้อื่นส่ิงประดิษฐ์มักเป็นองค์ประกอบสําคัญของ
ความคดิ สร้างสรรคท์ างศลิ ปะและการออกแบบ
3.1 องคป์ ระกอบศิลป์
การจัดองค์ประกอบทางศิลปะ เป็น หลักสําคัญสําหรับผู้สร้างสรรค์ และผู้ศึกษางานศิลปะ เนื่องจาก
ผลงานศิลปะใด ๆ ก็ตาม ล้วนมีคุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรง และ คุณค่าทางด้านเร่ืองราว
คุณค่าทางด้านรูปทรง เกิดจากการนําเอา องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ศิลปะ อันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง
รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพ่ือให้เกิดความงาม ซ่ึงแนวทางในการนําองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดรวมกัน
น้ัน เรียกว่า การจัดองค์ ประกอบศิลป์ (Art Composition) โดยมีหลักการจัดตามท่ีจะกล่าวต่อไปอีกคุณค่าหน่ึง
ของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางด้านเน้ือหา เป็นเร่ืองราว หรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้าง สรรค์ต้องการท่ีจะ
แสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะท่ีเกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์นั่นเองหรืออาจกล่าวได้
ว่า ศิลปิน นําเสนอเน้ือหาเร่ืองราวผ่านรูปลักษณะท่ีเกิดจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ถ้าองค์ประกอบที่จัด
ข้ึน ไม่สัมพันธ์กับเน้ือหาเรื่องราวที่นําเสนอ งานศิลปะน้ันก็จะขาดคุณค่าทางความงามไป ดังนั้นการจัด
องค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสําคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทําให้งานศิลปะทรงคุณค่า
ทางความงามอยา่ งสมบูรณ์
การจัดองคป์ ระกอบของศลิ ปะมีหลกั ท่คี วรคาํ นงึ อยู่5ประการคือ
1. สัดส่วน(Proportion)
2. ความสมดลุ (Balance)
3. จงั หวะลลี า(Rhythm)
4.การเน้น(Emphasis)
5. เอกภาพ (Unity
1. สัดสว่ น (Proportion)
สัดส่วน (Proportion) หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่างขนาดของ องค์ประกอบท่ี
แตกต่างกัน ทั้งขนาดที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึง ความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่าง
25
องค์ประกอบท้ังหลายด้วย ซ่ึงเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่ มากไม่น้อย ขององค์ประกอบท้ังหลายที่นํามาจัดรวมกัน
ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจ พิจารณาจากคณุ ลกั ษณะดังต่อไปนี้
1 สัดส่วนท่ีเป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาต ของ คน สัตว์ พืช ซึ่งโดยทั่วไป ถือว่า สัดส่วน
ตามธรรมชาติ จะมีความงามท่ีเหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการ สร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold
section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า “ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนท่ีใหญ่กว่า
สมั พนั ธ์กับส่วนรวม” ทําให้สง่ิ ต่าง ๆ ทส่ี รา้ งขึน้ มสี ดั สว่ นทสี่ มั พันธ์กับทุกสงิ่ อย่างลงตวั
2 สัดส่วนจากความรู้สึก โดยที่ศิลปะนั้นไม่ได้สร้างข้ึนเพื่อความงามของรูปทรงเพียง อย่างเดียว แต่ยัง
สร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง เน้ือหา เร่ืองราว ความรู้สึกด้วย สัดส่วนจะช่วย เน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตาม
เจตนารมณ์ และเร่ืองราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่นน้ี ทําให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกัน
เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และ ความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยมในความงามตาม
ธรรมชาติเป็น อุดมคติ เน้นความงามท่ีเกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดงถึงความเหมือน จริงตาม
ธรรมชาติ ส่วนศิลปะแอฟริกันด้ังเดิม เน้นท่ีความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้น รูปลักษณะจึงมีสัดส่วนท่ีผิดแผก
แตกต่างไปจากธรรมชาตทิ ั่วไป
2. ความสมดุล (Balance)
ความสมดลุ หรอื ดุลยภาพ (Balance) หมายถึง นา้ํ หนกั ท่ีเทา่ กนั ขององคป์ ระกอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใด
ข้างหน่งึ ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนตา่ ง ๆ ในรปู ทรงหนง่ึ หรือ
งานศิลปะชนิ้ หนึง่ การจดั วางองค์ประกอบต่าง ๆ ลงใน งานศลิ ปกรรมน้ันจะตอ้ งคาํ นึงถึงจดุ ศนู ยถ์ ว่ ง ในธรรมชาติ
นน้ั ทกุ สิ่งสิ่งที่ทรงตวั อยไู่ ด้โดยไม่ลม้ เพราะมีน้ําหนกั เฉล่ยี เทา่ กนั ทกุ ดา้ น ฉะน้นั ในงานศิลปะถา้ มองดู
๓. จังหวะลลี า(Rhythm)
จงั หวะลีลา (Rhythm) หมายถงึ การเคล่ือนไหวท่ีเกดิ จาการซํ้ากนั ขององคป์ ระกอบ เป็นการซาํ้ ท่ีเปน็
ระเบยี บ จากระเบียบธรรมดาที่มชี ว่ งห่างเท่าๆ กนั มาเป็นระเบยี บท่ีสูงข้นึ ซับซ้อนขนึ้ จนถึงข้ันเกดิ เป็นรปู ลกั ษณะ
ของศลิ ปะ โดยเกดิ จาก การซา้ํ ของหน่วย หรือการสลบั กนั ของหน่วยกบั ชอ่ งไฟหรือเกดิ จาก การเลือ่ นไหล
ต่อเนื่องกันของเสน้ สี รปู ทรง หรอื น้าํ หนกั รปู แบบๆ หนง่ึ อาจเรียกว่าแม่ลาย การนําแมล่ ายมาจดั วางซา้ํ ๆ กัน
ทําใหเ้ กดิ จังหวะ และถ้าจัดจงั หวะใหแ้ ตกต่างกันออกไป ดว้ ยการเวน้ ชว่ ง หรอื สลบั ช่วง ก็จะเกิดลวดลาย ท่ีแตก
ต่างกันออกไป ได้อย่างมากมาย แตจ่ ังหวะของลายเปน็ จังหวะอย่างง่าย ให้ความรูส้ กึ เพียงผิวเผิน และเบือ่ งา่ ย
เน่อื งจากขาดความหมาย เป็นการรวมตวั ของส่งิ ท่ีเหมือนกัน แตไ่ มม่ ีความหมายในตวั เอง จงั หวะที่นา่ สนใจและมี
ชวี ติ ไดแ้ ก่ การเคลื่อนไหวของ คน สตั ว์ การเติบโตของพืช การเต้นราํ เปน็ การเคลื่อนไหวของโครงสร้างท่ีใหค้ วาม
บนั ดาล ใจในการสรา้ งรปู ทรงท่มี ีความหมายเนอื่ งจากจงั หวะของลายนน้ั ซาํ้ ตวั เองอยู่ตลอดไปไมม่ วี นั จบ และมี
แบบรปู ของการซ้าํ ทตี่ ายตวั แตง่ านศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ และมคี วามหมายในตัว งาน ศลิ ปะ
ทกุ ชิน้ มกี ฎเกณฑแ์ ละระเบยี บที่ซอ่ นลกึ อยู่ภายใน ไมส่ ามารถมองเห็นไดช้ ัดเจน งานช้ินใดท่ีแสดงระเบยี บกฎเกณฑ์
ทีช่ ดั เจนเกินไป งานชนิ้ นั้นก็จะจาํ กัดตัวเอง ไมต่ า่ ง อะไรกับลวดลายทมี่ องเห็นไดง้ ่าย ไม่มีความหมาย ใหผ้ ลเพยี ง
ความเพลิดเพลนิ สบายตาแก่ผชู้ ม
26
4. การเนน้ (Emphasis)
การเน้น (Emphasis) หมายถึง การกระทําให้เด่นเป็นพิเศษกว่าธรรมดา ในงานศิลปะจะต้องมี ส่วนใด
ส่วนหน่ึง หรือจุดใดจุดหน่ึง ท่ีมีความสําคัญกว่าส่วนอ่ืน ๆ เป็นประธานอยู่ ถ้าส่วนนั้นๆ อยู่ปะปนกับส่วนอ่ืน ๆ
และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ก็อาจถูกกลืน หรือ ถูกส่วนอื่นๆที่มีความสําคัญน้อยกว่าบดบัง หรือแย่งความสําคัญ
ความน่าสนใจไปเสีย งานท่ีไม่มีจุดสนใจ หรือประธาน จะทําให้ดูน่าเบ่ือ เหมือนกับลวดลายที่ถูกจัดวางซํ้ากันโดย
ปราศจากความหมาย หรือเรื่องราวท่ีน่าสนใจดังนั้น ส่วนนั้นจึงต้องถูกเน้น ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เป็นพิเศษกว่าส่วน
อน่ื ๆ ซึง่ จะทาํ ใหผ้ ลงานมคี วามงาม สมบรู ณ์ ลงตวั และนา่ สนใจมากขึ้น การเนน้ จุดสนใจสามารถทาํ ได้ 3 วธิ ี คือ
1. การเน้นด้วยการใช้องค์ประกอบท่ีตัดกัน (Emphasis by Contrast) สิ่งที่แปลกแตก ต่างไปจาก
ส่วนอื่นๆ ของงาน จะเป็นจุดสนใจ ดังน้ัน การใช้องค์ประกอบท่ีมีลักษณะ แตกต่าง หรือขัดแย้ง กับส่วนอ่ืน ก็จะ
ทําให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานได้ แต่ท้ังนี้ต้อง พิจารณาลักษณะความแตกต่างที่นํามาใช้ด้วยว่า ก่อให้เกิดความ
ขัดแย้งกันในส่วนรวม และทําให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยต้องคํานึงว่า แม้มีความขัดแย้ง แตก ต่างกัน
ในบางส่วน และในส่วนรวมยงั มีความกลมกลืนเปน็ เอกภาพเดียวกนั
2. การเน้นด้วยการด้วยการอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) เมื่อส่ิงหน่ึงถูกแยก ออกไปจาก
ส่วนอื่น ๆ ของภาพ หรือกลุ่มของมัน สิ่งน้ันก็จะเป็นจุดสนใจ เพราะเมื่อ แยกออกไปแล้วก็จะเกิดความสําคัญ
ขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่าง ที่ไม่ใช่แตก ต่างด้วยรูปลักษณะ แต่เป็นเร่ืองของตําแหน่งที่จัดวาง ซึ่งในกรณีน้ี
รูปลักษณะนั้นไม่ จําเป็นต้องแตกต่างจากรูปอื่น แต่ตําแหน่งของมันได้ดึงสายตาออกไป จึงกลายเป็น จุดสนใจ
ขนึ้ มา
3. การเน้นด้วยการจัดวางตําแหน่ง (Emphasis by Placement) เม่ือองค์ประกอบอ่ืน ๆ ช้ีนํามายัง
จุดใด ๆ จุดน้ันก็จะเป็นจุดสนใจท่ีถูกเน้นข้ึนมา และการจัดวางตําแหน่งท่ี เหมาะสม ก็สามารถทําให้จุดนั้นเป็น
จุดสําคัญข้ึนมาได้เช่นกันพึงเข้าใจว่า การเน้น ไม่จําเป็นจะต้องช้ีแนะให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป สิ่งท่ีจะต้อง ระลึกถึง
อยู่เสมอ คือ เมื่อจัดวางจุดสนใจแล้ว จะต้องพยายามหลีกเล่ียงไม่ให้สิ่งอ่ืนมา ดึงความสนใจออกไป จนทําให้เกิด
ความสับสน การเน้น สามารถกระทําได้ด้วยองค์ ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น เส้น สี แสง-เงา รูปร่าง
รปู ทรง หรอื พื้นผวิ ทงั้ น้ีขึน้ อยคู่ วามตอ้ งการในการนาํ เสนอของศิลปนิ ผู้สร้างสรรค์
5. เอกภาพ (Unity)
เอกภาพ (Unity) หมายถึง ความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันขององค์ประกอบศิลป์ท้ังด้านรูปลักษณะและ
ด้านเนื้อหาเร่ืองราว เป็นการประสานหรือจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆให้เกิดความเป็น หน่ึงเดียว เพ่ือผลรวมอันไม่
อาจแบ่งแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป การสร้างงานศิลปะ คือ การสร้างเอกภาพขึ้นจากความสับสน ความยุ่งเหยิง
27
เป็นการจัดระเบียบ และดุลยภาพ ให้แก่ส่ิงที่ขัดแย้งกันเพ่ือให้รวมตัวกันได้ โดยการเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆให้สัมพันธ์
กนั เอกภาพของงานศิลปะ มอี ยู่ 2 ประการ คอื
1. เอกภาพของการแสดงออก หมายถงึ การแสดงออกทีมีจุดมงุ่ หมายเดยี ว แนน่ อน และมี ความเรียบ
ง่าย งานชน้ิ เดียวจะแสดงออกหลายความคดิ หลายอารมณไ์ มไ่ ด้ จะทําใหส้ ับสน ขาดเอกภาพ และการแสดงออก
ดว้ ยลักษณะเฉพาตวั ของศลิ ปินแตล่ ะคนก็สามารถทาํ ใหเ้ กิดเอกภาพแก่ผลงานได้
2. เอกภาพของรปู ทรง คือ การรวมตวั กันอย่างมีดลุ ยภาพ และมรี ะเบยี บขององค์ประกอบ ทางศิลปะ
เพ่ือใหเ้ กิดเป็นรปู ทรงหนง่ึ ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรอื อารมณข์ องศลิ ปิน ออกได้อยา่ งชดั เจน เอกภาพของ
รปู ทรงเปน็ สิง่ ทส่ี ําคญั ที่สุดต่อความงามของผลงานศิลปะเพราะเป็นสิ่งทศี่ ิลปินใชเ้ ปน็ ส่ือในการแสดงออกถึง
เร่อื งราวความคดิ และอารมณ์ ดงั นัน้ กฎเกณฑใ์ นการสรา้ งเอกภาพในงานศิลปะเปน็ กฎเกณฑ์เดยี วกันกบั ธรรมชาติ
ซ่ึงมอี ยู่ 2หวั ข้อ
1.กฎเกณฑข์ องการขดั แยง้ (Opposition)มีอย4ู่ ลักษณะคือ
1.1 การขดั แยง้ ขององค์ประกอบทางศลิ ปะแต่ละชนดิ และรวมถึงการขัดแย้งกันขององคป์ ระกอบตา่ งชนดิ
กนั ดว้ ย
1.2 การขดั แยง้ ของขนาด
1.3 การขัดแย้งของทิศทาง
1.4 การขัดแย้งของทวี่ า่ งหรือ จังหวะ
2. กฎเกณฑข์ องการประสาน (Transition) คอื การทาํ ให้เกิดความกลมกลนื ให้สงิ่ ตา่ ง ๆ เข้ากนั ด้อยา่ งสนทิ
เปน็ การสร้างเอกภาพจากการรวมตวั ของสิง่ ทเ่ี หมอื นกนั เข้าด้วยกันการประสานมอี ยู่2วธิ คี ือ
2.1 การเปน็ ตวั กลาง (Transition) คอื การทําสิ่งที่ขัดแย้งกันใหก้ ลมกลืนกนั ดว้ ยการ ใช้ตัวกลางเขา้ ไป
ประสาน เชน่ สขี าว กับสีดาํ ซึ่งมคี วามแตกต่าง ขัดแยง้ กันสามารถทาํ ให้อยูร่ ว่ มกนั ไดอ้ ย่างมเี อกภาพ ด้วยการใชส้ ี
เทาเข้าไปประสานทาํ ใหเ้ กิดความกลมกลนื กนั มากขนึ้
2.2 การซ้ํา(Repetition) คอื การจัดวางหนว่ ยทีเ่ หมอื นกันต้งั แต่ 2 หน่วยขึน้ ไป เปน็ การสรา้ งเอกภาพ
ที่งา่ ยท่ีสุดแตก่ ็ทําให้ดูจืดชืด น่าเบอื่ ที่สดุ นอกเหนือจากกฎเกณฑห์ ลักคอื ยังมีกฎเกณฑ์รองอกี 2 ขอ้ คอื
1.ความเป็นเด่น(Dominance)ซ่ึงมี 2 ลกั ษณะคือ
- ความเปน็ เด่นท่เี กิดจากการขัดแย้ง ด้วยการเพม่ิ หรอื ลดความสาํ คญั ความน่าสนใจในหนว่ ยใด
หนว่ ยหนง่ึ ของค่ทู ่ีขัดแยง้ กนั
- ความเป็นเด่นที่เกดิ จากการประสาน
2. การเปล่ยี นแปร (Variation) คอื การเพิ่มความขัดแยง้ ลงในหน่วยท่ซี ํ้ากัน เพื่อปอ้ งกัน ความจืดชดื น่า
เบื่อซ่ึงจะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขน้ึ การเปลีย่ นแปรม4ี ลักษณะคอื
-การปลีย่ นแปรของรูปลักษณะ
-การปลี่ยนแปรของขนาด
28
-การปลยี่ นแปรของทิศทาง
- การปลย่ี นแปรของจงั หวะ
การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคณุ ลกั ษณะของการซํา้ ไว้ ถา้ รูปมีการเปลีย่ น แปรไปมาก การซาํ้ ก็
จะหมดไป กลายเป็นการขดั แย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหนว่ ยหน่งึ มีการ เปล่ียนแปรอย่างรวดเร็ว มคี วามแตกตา่ งจาก
หนว่ ยอ่ืน ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่นเปน็ การสรา้ งเอกภาพดว้ ยความขัดแยง้
3. ทฤษฎสี ี
ความหมายทฤษฎีสี
ทฤษฎี หมายถึง ความจริงทไี่ ดพ้ สิ จู น์แล้ว หรอื หลกั วชิ า
สี หมายถึง แสงที่มากระทบวตั ถแุ ลว้ สะท้อนเข้าตาเรา ทาํ ให้เห็นเป็นสตี ่างๆ
ทฤษฎีสี หมายถึง หลกั วชิ าเก่ียวกับสีทีส่ ามารถมองเห็นได้ดว้ ยสายตา
ความสมั พนั ธข์ องมนษุ ยก์ ับสี
สรรพสิ่งท้ังหมายในจักรวาลประกอบไปด้วยสี ดังน้ันสิ่งแวดล้อมรอบตัวมนุษย์จึงประกอบไปด้วยสี สี
จําแนกออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. สที เ่ี กิดจากปรากฏการณต์ ามธรรมชาติ เชน่ สขี องแสง สผี ิวของวัตถตุ ามธรรมชาติ
2. สที ่เี กิดจากการสร้างสรรค์ของมนษุ ย์ เช่น สขี องแสงไฟฟา้ สขี องพลุ สีทใ่ี ช้เขยี นภาพ และย้อมสวี ัสดุ
ต่างๆ
เหตุท่ีมนุษย์รู้จักใช้สี เพราะมนุษย์มีธรรมชาติรักสวยรักงาม เมื่อเห็นความงามตามธรรมชาติ เช่น ดอกไม้
ใบไม้ สัตว์ วัตถุตลอดจนทิวทัศน์ที่งดงาม มนุษย์ก็อยากจะเก็บความงามเอาไว้ จึงได้นําเอาใบไม้ หินสี เปลือกหอย
ฯลฯ มาประดับร่างกายและยังรู้จักเอาดินสีและเขม่ามาทาตัว หรือขีดเขียนส่วนที่ต้องการให้งาม รวมทั้งการเขียน
ภาพตามผนงั ถํา้ อกี ดว้ ยสาํ หรบั ในปัจจบุ ันได้มกี ารสังเคราะหส์ จี ากวัตถุข้ึนมาใชใ้ นงานต่างๆ อย่างกว้างขวางทัว่ ไป
จติ วทิ ยาแห่งสี (psychology of colors)
การใช้สีให้สอดคล้องับหลักจิตวิทยา จะต้องเข้าใจว่าสีใดให้ความรู้สึกต่อมนุษย์อย่างไรจึงจะใช้ได้อย่าง
เหมาะสม ความรูส้ ึกเกย่ี วกบั สี สามารถจาํ แนกออกได้ดงั น้ี
29
สแี ดง ให้ความร้สู กึ อนั ตราย เร่าร้อน รนุ แรง มัน่ คง อุดมสมบรู ณ์
สสี ม้ ให้ความรู้สึกสวา่ ง เร่ารอ้ น ฉดู ฉาด
สีเขยี ว ให้ความรสู้ ึกงอกงาม พักผ่อน สดชน่ื
สนี าํ้ เงนิ ใหค้ วามรู้สกึ สงบ ผอ่ นคลาย สง่างาม ทมึ
สมี ว่ ง ใหค้ วามรูส้ กึ หนัก สงบ มีเลศนยั
สนี ํ้าตาล ให้ความรูส้ กึ เกา่ หนัก สงบเงยี บ
สีขาว ใหค้ วามรู้สึกบริสุทธ์ิ สะอาด ใหม่ สดใส
สดี ํา ให้ความรสู้ ึกหนัก หดหู่ เศรา้ ใจ ทึบตนั
การใช้สีตามหลกั จิตวิทยา สามารถก่อให้เกดิ ประโยชน์ได้หลายประการ ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับ
ลักษณะการใช้งานประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั น้ัน สามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี
1. ประโยชนใ์ นด้านแสดงเวลาของบรรยากาศในภาพเขียน เพราะสีบรรยากาศในภาพเขยี นนน้ั
จะแสดงให้รู้วา่ เป็นภาพตอนเช้า ตอนกลางวันหรือตอนบ่าย เปน็ ต้น
2. ประโยชน์ในด้านการค้า คือ ทําให้สินค้าสวยงาม น่าซื้อหา นอกจากนี้ยังใช้กับงานโฆษณ เช่น
โปสเตอรต์ ่างๆ ช่วยใหจ้ าํ หนา่ ยสนิ ค้าได้มากข้นึ
3. ประโยชน์ในดา้ นประสิทธภิ าพของการทํางาน เชน่ โรงงานอุตสาหกรรม
4. ประโยชน์ในด้านการตกแต่ง สีของหอ้ ง และสีของเฟอรน์ ิเจอร์ ชว่ ยแก้ปัญหาเร่อื งความสวา่ งของห้อง
แม่สีของวัตถธุ าตุ
แมส่ ขี องวัตถุธาตสุ ังเคราะห์มาจากวตั ถโุ ดยนกั เคมี ซงึ่ นํามาใช้กับวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม โดย
กาํ หนดแม่สีไว้ 3 สี คอื
30
ส สแี ดง (red)
สีนํ้าเงนิ (blue)
สเี หลอื ง (yellow)
วงจรสีหรอื แม่สี
สีขนั้ ที 1
สแี ดง (red)
สนี ํ้าเงิน (blue)
สเี หลือง (yellow)
สขี ้ันที่ 2 เกดิ จากการผสมกันระหว่างสขี องแมส่ ี จะเกิดสีขน้ึ 3 สี คอื
สีม่วง (violet) เกดิ จาก สีแดงผสมสีน้าํ เงนิ
สีเขยี ว (green) เกดิ จาก สนี ้ําเงนิ ผสมสเี หลือง
สสี ้ม (orange) เกดิ จาก สเี หลืองผสมสีแดง
สีขนั้ ท่ี 3 เกดิ จากการผสมกนั ระหวา่ งสีของแม่สกี บั สีขน้ั ท่ี 2 จะเกดิ สขี ้นึ 6 สี คอื
สีน้ําเงินมว่ ง (violet-blue) เกิดจาก สีนํา้ เงินผสมสมี ่วง
สีเขยี วน้าํ เงนิ (blue-green) เกิดจาก สีน้ําเงินผสมสีเขียว
สีเหลอื งเขียว (green-yellow) เกดิ จาก สเี หลืองผสมสเี ขยี ว
สสี ้มเหลอื ง (yellow-orange) เกิดจาก สเี หลอื งผสมสสี ้ม
สแี ดงส้ม (orange-red) เกดิ จาก สีแดงผสมสสี ม้
สีม่วงแดง (red-violet) เกดิ จาก สีแดงผสมสมี ่วง
การใช้สสี ําหรับการออกแบบ จะใช้ใหเ้ กดิ ความสวยงามตรงตามจดุ ประสงค์ มีหลักในการ
ใช้อย่างกวา้ งๆ 2 ประการ คอื
31
การใช้สีให้กลมกลืนกัน และการใช้สีให้ตัดกัน ในงานหนึ่งๆ อาจจะใช้สีให้กลมกลืนกันหรือตัดกเพียงอย่าง
ใดอยา่ งหน่ึง หรืออาจจะใช้พร้อมกนั ทั้ง 2 อย่าง ทงั้ น้แี ลว้ แตค่ วามประสงค์ของนกั ออกแบบ
การใช้สีให้กลมกลืนกัน เป็นการใช้สีหรือน้ําหนักของสีให้ใกล้เคียงกันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น การใช้สีแบบ
เอกรงค์ (monochrome) เป็นการใช้สีสีเดียวท่ีมีน้ําหนักอ่อนแก่หลายลําดับ การใช้สีข้างเคียง (adjacent colors)
เปน็ การใชส้ ีที่เคียงกนั 2 – 3สี ในวงสี เชน่ สแี ดง สีสม้ แดง และสมี ว่ งแดง
การใช้สีใกล้เคียง (analogous colors) เป็นการใช้สีท่ีอยู่เรียงกันในวงสีไม่เกิน 5 สี ตลอดจนการใช้สี
วรรณะร้อนและวรรณะเย็น (warm tone colors and cool tone colors) โดยการแบ่งคร่ึงวงสี ผ่ากลางสีเหลือง
และสีม่วง เพอ่ื แยกออกเป็นสองซกี ซีกทม่ี สี ีแดงเปน็ วรรณะร้อน ซีกทมี่ ีสเี ขยี วเปน็ วรรณะเย็น
การใช้สใี ห้ตดั กนั เปน็ การใชส้ หี รอื นํา้ หนักของสใี ห้แตกตา่ งหรอื ตรงกันข้าม เช่น
การใช้สีตรงข้าม (complementary colors) เป็นคู่สีที่ตรงข้ามกันในวงสีซ่ึงเป็นสีท่ีตัดกันอย่างแท้จริง
เชน่ แดง/เขยี ว
การใช้สีเกือบตรงข้าม (split complementary colors) เป็นสีที่อยู่เกือบตรงข้ามกันในวงสี เช่น สีเหลือง
เกือบตรงข้ามกับสีม่วงแดงและสีม่วงน้ําเงิน ใช้รวมกันทั้ง 3 สี การใช้สีตรงข้าม 2 คู่ที่อยู่เคียงกัน (double
complementary colors) เชน่ สีเหลอื งตรงขา้ มกับสมี ว่ ง และสมี ว่ งแดงตรงข้ามกับสีเขียวเหลือง
การใชส้ สี ามเสา้ (triad colors) เป็นสี 3 สีท่มี ีระยะหา่ งเท่าๆ กนั ในวงสี และการใชส้ สี เี่ สา้
(square colors) เปน็ สี 4 สที ี่มรี ะยะห่างเทา่ ๆ กันในวงสี
การใช้สีตัดกัน ควรคํานึงถึงความเป็นเอกภาพด้วย วิธีการใช้มีหลายวิธี เช่น ใช้สีให้มีปริมาณต่างกัน เช่น
ใช้สีแดง 20 % สีเขียว 80% หรือใช้เนื้อสีผสมในกันและกัน หรือใช้สีหน่ึงสีใดผสมกับสีคู่ที่ตัดกัน รวมท้ังการเอาสี
ทตี่ ดั กนั มาทําใหเ้ ปน็ ลวดลายเล็ก ๆ สลบั กนั
หลกั การใช้สี
การใชส้ ีกบั งานออกมานน้ั อย่ทู น่ี กั ออกแบบมจี ดุ มงุ่ หมายใด ท่จี ะสร้างความสนใจ ความเรา้ ใจตอ่ ผดู้ ู
เพือ่ ให้เขา้ ถงึ จุดหมายทีต่ นต้องการ หลกั ของการใชม้ ีดงั น้ี
1. การใชส้ ีวรรณะเดยี ว
ความหมายของสวี รรณะเดยี ว(tone)คือกลมุ่ สีทแ่ี บง่ ออกเปน็ วงลอ้ ของสเี ปน็ 2วรรณะคือ
วรรณะร้อน(warmtone)ซึ่งประกอบด้วยสีเหลืองสสี ้มสแี ดงสีมว่ งสีเหลา่ นีใ้ ห้อทิ ธพิ ลตอ่ ความรูส้ ึก ต่นื เตน้
เรา้ ใจกระฉับกระเฉงถือวา่ เป็นวรรณะรอ้ นวรรณะเยน็ (cool tone) ประกอบดว้ ย สเี หลือง สเี ขยี ว สนี ํา้ เงนิ สีม่วง
สเี หล่านด้ี เู ยน็ ตาให้ความร้สู ึกสงบสดชนื่ (สเี หลอื งกับสีม่วงอยไู่ ด้ทงั้ สองวรรณะ)การใชส้ แี ตล่ ะครัง้ ควรใช้สีวรรณะ
32
เดยี วในภาพท้งั หมดเพราะจะทาํ ใหภ้ าพความเป็นอนั หนึ่งอนั เดียวกัน
(เอกภาพ) กลมกลืน มีแรงจูงใจใหค้ ล้อยตามไดม้ าก
2. การใช้สีต่างวรรณะ
หลักการทัว่ ไป ใช้อัตราส่วน 80% ต่อ 20% ของวรรณะสี คอื ถา้ ใช้สีวรรณะรอ้ น 80% สวี รรณะเย็น
ก็ 20%เปน็ ต้น ซ่งึ การใช้แบบนส้ี รา้ งจดุ สนใจของผู้ดู ไม่ควรใชอ้ ัตราสว่ นที่เท่ากนั เพราะจะทําใหไ้ มม่ ีสีใดเด่น ไม่
น่าสนใจ
3. การใช้สีตรงกนั ขา้ ม
สตี รงขา้ มจะทาํ ให้ความรสู้ ึกท่ตี ัดกันรุนแรง สรา้ งความเด่น และเร้าใจไดม้ ากแต่หากใชไ้ ม่ถกู หลกั หรือ ไม่
เหมาะสม หรอื ใชจ้ าํ นวนสีมากสจี นเกนิ ไป ก็จะทาํ ใหค้ วามรสุ้ ึกพรา่ มวั ลายตา ขัดแยง้ ควรใช้สตี รงขา้ ม ใน
อัตราสว่ น 80% ตอ่ 20% หรอื หากมีพ้ืนทเ่ี ทา่ กนั ทจี่ าํ เปน็ ต้องใช้ ควรนําสขี าว หรอื สดี ํา เขา้ มาเสรมิ เพือ่ ตดั เสน้
ใหแ้ ยกออก จาก กันหรอื อกี วิธีหนึ่งคือการลดความสดของสตี รงข้ามใหห้ มน่ ลงไป
คณุ ลักษณะของส(ี Characteristics of Colours)
ในงานศลิ ปะ สี นบั เป็นองค์ประกอบพ้ืนฐานทมี่ คี วามสําคญั มาก โดยเฉพาะในงานจติ รกรรม สถี ือเป็น
ปัจจยั สําคญั ท่ชี ่วยใหศ้ ิลปิน สามารถสร้างสรรคผ์ ลงานได้ตามเจตนารมณ์
ซงึ่ คณุ ลักษณะของสีในงานศลิ ปะทีต่ ้องนาํ มาพจิ ารณามอี ยู่ 3 ประการ คือ
1. สีแท้ (Hue) หมายถึง ความเป็นสีน้ันๆ ท่ีมิได้มีการผสมให้เข้มข้ึน หรือจางลง สีแท้เป็นสีในวงจรสี เช่น
สีแดง นาํ้ เงิน เหลือง ส้ม เขยี ว มว่ ง ฯลฯ
2.นํ้าหนักของสี ( Value) หมายถึง ค่าความอ่อนแก่ หรือ ความสว่างและความมืด ของสี โดยแบ่งเป็น 2
ลักษณะคือ
2.1 สแี ท้ถูกทาํ ให้อ่อนลงโดยผสมสีขาว เรยี กวา่ สีนวล (Tint)
2.2 สแี ท้ถูกทาํ ให้เขม้ ขึ้นโดยผสมสดี าํ เรยี กว่า สีคลํา้ (Shade)
3. ความจัด หรือความเข้มของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรือความบริสุทธ์ิของสีๆหน่ึง ที่มิได้ถูก
ผสมให้สีหม่นหรืออ่อนลง หากสีนั้นอยู่ท่ามกลางสีท่ีมีน้ําหนักต่างค่ากันจะเห็นสภาพสีแท้สดใสมากข้ึน เช่น วงกลม
สีแดง บนพน้ื สีนํ้าเงินอมเทา
4. ค่าความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทําให้สีแท้ที่มีความเข้มของสีนั้นหม่นลง โดยการผสมสี
ตรงข้าม เรียกว่า การเบรกสี เช่น สีแดงผสมกับสีเขียว หรือผสมด้วยสีท่ีเป็นกลาง เช่น สีเทา สีนํ้าตาลอ่อน สีครีม
และขาว เพ่อื ลดความสดของสแี ท้ลง
คําจํากดั ความของ
1. แสงท่มี คี วามถ่ขี องคล่นื ในขนาดท่ตี ามนษุ ยส์ ามารถรบั สมั ผัสได้
33
2. แมส่ ีท่เี ปน็ วัตถุ (PIGMENTARY PRIMARY) ประกอบดว้ ย แดง เหลอื ง นา้ํ เงิน
3. สที ี่เกดิ จากการผสมของแมส่ ี
ประวตั คิ วามเป็นมาของสี
มนษุ ยเ์ ร่มิ มกี ารใช้สีตง้ั แต่สมัยกอ่ นประวตั ิศาสตร์ มที ั้งการเขยี นสีลงบนผนังถ้ํา ผนงั หิน บนพน้ื ผิว
เครือ่ งปั้นดนิ เผา และท่ีอ่นื ๆภาพเขียนสีบนผนงั ถาํ้ (ROCK PAINTING) เรมิ่ ทําต้งั แตส่ มัยกอ่ นประวัติศาสตรใ์ นทวีป
ยุโรป โดยคนกอ่ นสมยั ประวตั ศิ าสตร์ในสมยั หินเก่าตอนปลาย ภาพเขียนสที มี่ ีชื่อเสียงในยคุ นพ้ี บทป่ี ระเทศฝรงั่ เศษ
และประเทศสเปนในประเทศ ไทย กรมศลิ ปากรไดส้ ํารวจพบภาพเขียนสีสมยั กอ่ นประวัติศาสตรบ์ นผนังถํา้ และ
เพงิ หินในทตี่ ่างๆ จะมอี ายุระหวา่ ง 1500-4000 ปี เปน็ สมัยหนิ ใหมแ่ ละยุคโลหะไดค้ ้นพบตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2465
ครัง้ แรกพบบนผนังถาํ้ ในอ่าวพังงา ต่อมากค็ น้ พบอีกซ่ึงมีอยูท่ ั่วไป เช่น จงั หวดั กาญจนบุรี อทุ ยั ธานี เป็นต้นสที ่ีเขียน
บนผนงั ถา้ํ ส่วนใหญ่เป็นสีแดง นอกน้นั จะมีสีส้ม สเี ลือดหมู สีเหลือง สนี ํ้าตาล และสดี าํ สีบนเครอื่ งป้นั ดินเผา ได้
ค้นพบการเขียนลายครง้ั แรกทบ่ี ้านเชยี งจงั หวดั อดุ รธานีเม่อื ปี พ.ศ.2510 สที เี่ ขยี นเป็นสแี ดงเปน็ รูปลายกา้ นขดจิต
กรรมฝาผนงั ตามวดั ตา่ งๆสมัยสโุ ขทัยและอยธุ ยามหี ลักฐานวา่ ใชส้ ใี นการเขยี นภาพหลายสี แตก่ อ็ ยูใ่ นวงจาํ กัดเพียง
4 สี คือ สดี ํา สีขาว สีดินแดง และสเี หลืองในสมัยโบราณน้นั ชา่ งเขียนจะเอาวตั ถุตา่ งๆในธรรมชาติมาใช้เป็นสี
สาํ หรับเขยี นภาพ เช่น ดินหรอื หนิ ขาวใช้ทาํ สขี าว สีดําก็เอามาจากเขมา่ ไฟ หรือจากตวั หมกึ จีน เปน็ ชาติแรกที่
พยายามค้นควา้ เร่ืองสีธรรมชาติไดม้ ากกว่าชาติอน่ื ๆ คือ ใช้หินนํามาบดเปน็ สีตา่ งๆ สเี หลืองนาํ มาจากยางไม้ รง
หรอื รงทอง สคี รามก็นาํ มาจากตน้ ไมส้ ่วนใหญ่แลว้ การค้นคว้าเร่ืองสกี เ็ พอื่ ที่จะนาํ มาใช้ ยอ้ มผา้ ตา่ งๆ ไมน่ ยิ มเขยี น
ภาพเพราะจนี มคี ติในการเขียนภาพเพยี งสีเดยี ว คือ สดี าํ โดยใช้หมกึ จีนเขยี น
ทฤษฎสี ี
สี(COLOUR) หมายถึง ลักษณะกระทบต่อสายตาให้เห็นเป็นสีมีผลถึงจิตวิทยา คือมีอํานาจให้เกิดความ
เข้มของแสงท่ีอารมณ์และความรู้สึกได้ การที่ได้เห็นสีจากสายตาสายตาจะส่งความรู้สึกไปยังสมองทําให้เกิด
ความรู้สึก ต่างๆตามอิทธิพลของสี เช่น สดชื่น ร้อน ต่ืนเต้น เศร้า สีมีความหมายอย่างมากเพราะศิลปินต้องการใช้
สีเป็นสื่อสร้างความประทับใจในผลงานของศิลปะและสะท้อนความประทับใจน้ันให้บังเกิดแก่ผู้ดูมนุษย์เก่ียวข้อง
กับสีต่างๆ อยู่ตลอดเวลาเพราะทุกสิ่งท่ีอยู่รอบตัวนั้นล้วนแต่มีสีสันแตกต่างกันมากมาย สีเป็นส่ิงท่ีควรศึกษาเพ่ือ
ประโยชน์กับตนเองและ ผู้สร้างงานจิตรกรรมเพราะ เรื่องราวองสีน้ันมีหลักวิชาเป็นวิทยาศาสตร์จึงควรทําความ
เข้าใจวิทยาศาสตร์ ของสีจะบรรลุผลสําเร็จในงานมากข้ึน ถ้าไม่เข้าใจเร่ืองสีดีพอสมควร ถ้าได้ศึกษาเร่ืองสีดีพอแล้ว
งานศลิ ปะก็จะประสบความสมบูรณ์เป็นอยา่ งย่ิง
2. การเลือกใช้วสั ดุอปุ กรณ์
34
การประดษิ ฐด์ อกไมจ้ ากสงิ่ ต่างๆจําเปน็ ตอ้ งมกี ารเลือกใชว้ สั ดอุ ปุ กรณ์ ดังนัน้ ควรศกึ ษาการเลือกใชว้ สั ดุ
อุปกรณต์ า่ งๆและใฃ้อปุ กรณใ์ ห้ถกู วิธี เพอื่ ใหเ้ กิดความสวยงามและความปลอดภยั ใหม้ ีประสิทธิภาพ
1.การเลือกใช้วสั ดใุ นการประดษิ ฐด์ อกไม้
1.1 ผ้า คือ ส่ิงท่ีได้จากการนําวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุท่ีสังเคราะห์ข้ึนมาสานหรือท่ีทอด้วยเส้น
ใยใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เพราะฉะน้ันเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายจึง หมายถึง การทอจนเป็นเน้ือเดียวกัน เช่น ฝ้าย
ใยไหม ไนลอน เปน็ ตน้ มาผลิตเปน็ รูปแบบต่างๆตามความต้องการ
1.1.1 ผ้าออร์แกนซ่า (Organza) เป็นผ้าทอเน้ือโปร่ง บางใส ตกแต่งความกรอบแข็งแรงทนทาน
มีความเหนียวเนื่องจากใช้เส้นด้ายเกลียวแน่นส่วนมากจะนิยมใช้ สําหรับเป็นผ้าตกแต่งสามารถนํามาเป็น
ดอกไมป้ ระดิษฐ์
1.1.2 ผ้าใยบวั หรือท่เี รยี กกันทวั่ ไปวา่ “ผ้าเชอร่ีล่อน” ถอื เปน็ วัสดแุ ปรรปู ซง่ึ ปัจจุบันมี
ความสาํ คญั เป็นอย่างมากต่อผปู้ ระกอบวชิ าชพี การทําดอกไม้ประดิษฐ์
1.1.3 ผา้ แพรเยือ่ ไม้ (Charmeuse) เป็นผ้าท่มี ลี ักษณะของเนอ้ื ผา้ นุม่ บางและโปร่ง ซึ่งผา้ แพรท่ีทางเรา
จัดจําหนา่ ยคอื ผา้ แพรเย่อื ไม้ ซง่ึ มีลักษณะของผ้าคลา้ ยกระดาษ มีความโปร่งและบาง เหมาะสําหรบั ทาํ ชุดแฟช่นั
หรือประดษิ ฐด์ อกไม้กระดาษ
35
1.1.4 ผ้าสกั หลาด ผ้าสกั หลาดเปน็ นุ่มทอ ผ้าของความวิจิตรต่างๆ สักหลาดถกู สรา้ งข้ึนมาจากเดมิ ปลวิ
วอ่ น ขนสตั ว์หรอื ผ้าเนื้อละเอียดเส้นด้าย แต่ขณะนม้ี ักจะทาํ จากขนสตั วท์ ั้งผา้ ฝา้ ยหรอื เส้นใยสังเคราะห์
1.1.5 ผ้ากาํ มะหยี่ เป็นผ้าทอแบบเปน็ กระจกุ ชนิดหน่ึงที่เยบ็ ดว้ ยดา้ ยเยบ็ ผา้ โดยกระจายแบบเท่า ๆ กันด้วย
ขนกาํ มะหยแ่ี บบบาง ๆ ทําให้เกดิ สมั ผัสที่เดน่ ชดั ผา้ กาํ มะหย่ีอาจทําจากใยสงั เคราะหห์ รอื ใยธรรมชาติกไ็ ด้
1.1.6 กระดาษย่น กระดาษยน่ ทใ่ี ช้สําหรบั ประดิษฐ์ดอกไม้มคี ณุ สมบตั ิคือ สามารถดงึ ใหย้ ดื จากเดมิ ได้
เท่าขนาดทยี่ น่ ไว้ มีจําหนา่ ยท่ัวไปในท้องตลาด
36
1.1.7 กระดาษสา เป็นกระดาษชนดิ หนึง่ ที่ทํามาจากตน้ ปอสา ซง่ึ เปน็ พชื เสน้ ใยในตระกลู เดยี วกับหม่อน
และขนุน มีหลายชอ่ื แตกต่างกนั ไปในแต่ละท้องถ่นิ เชน่ ภาคเหนือเรยี กปอสา ภาคอีสานเรียก ปอกะสา หรือปอสา
ภาคตะวนั ตกเรียกหมกพี หรือหมอพี ส่วนภาคใต้เรียกปอฝา้ ย
2.อุปกรณใ์ นการประดิษฐ์ดอกไม้
2.1 กรรไกร ควรเลือกใช้กรรท่ีใช้สําหรับตัดกระดาษป็นเคร่ืองมือที่ใช้สําหรับตัดวัสดุบาง ๆ โดยใช้แรงกด
เลก็ น้อย
2.2 คีมตัดลวด คอื เครอื่ งมือตัดท่ีมีลักษณะรูปทรงคลา้ ยกับกรรไกร แต่ปากคีมจะมรี ูปทรงสัน้ กวา่ ใบบีด
ของกรรไกร และผลติ จากวสั ดเุ หล็กกล้าคารบ์ อนท่ีมีความแข็งสงู คมตัดแข็งแรงทนทาน ยากตอ่ การบน่ิ
37
ด้ามจบั คีมถกู หมุ้ ดว้ ยวสั ดฉุ นวน ชว่ ยให้จับกระชับมือและกนั ลน่ื ไดด้ ี ทาํ ใหค้ ีมตัดลวดสามารถตดั เสน้ ลวด
โลหะใหข้ าดออกจากกนั ไดง้ ่าย สะดวกรวดเรว็
2.3 ลวด จะใช้สําหรับงานในการดอกไม้ประดิษฐ์ งานตกแตง่ ดอกไมส้ ด หรอื ตกแตง่ งานดา้ นอื่นๆ
2.4 ฟลอรา่ เทป เป็นกาวชนิดพเิ ศษไม่เหนยี วตดิ มอื ใช้สาํ หรับการสร้างสรรคง์ านศลิ ป์ทํามือและการทาํ
ดอกไม้ไดเ้ ป็นอย่างดี ใช้พันหรือประกบกา้ นกิ่งเข้าดว้ ยกนั เป็นเทปยืดทีใ่ ช้พนั รอบกา้ น
2.5 ไม้เสียบลกู ชนิ้ จะใชส้ าํ หรับต่อก้านดอกไม้ประดษิ ฐ์ เพ่อื ทจ่ี ะให้ดอกไม้ประดิษฐ์นนั้ มคี วามสูง
บทที่ 4
การประดษิ ฐ์ดอกไม้
38
1. ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากยางพารา
วัสด/ุ อปุ กรณ์
1. กระสอบป่าน หรือ ผา้ แสลน
2. ถงั
3. แปรง
4. น้าํ ยาฟอกขาว
5. กาว
6. ลวด
7. ด้าย
8. เทปพนั ก้าน
ข้นั ตอน/วิธที าํ
นาํ ใบยางสดใส่กระสอบป่านปดิ ปากถุงนําไปแชน่ าํ้ ทมี่ ีนาํ้ ไหลผ่านหรอื ในหนองนํา้ ใช้เวลาหมักประมาณ
30-45 วันเนอ้ื เยื่อใบกจ็ ะเป่อื ย แลว้ ใชแ้ ปรงใบยางพาราจนเนอ้ื เยอ่ื หลดุ หมด เหลอื แตโ่ ครงร่างใบ ลา้ งนา้ํ ให้
สะอาด นําไปผง่ึ ให้แหง้ และฟอกสีตามต้องการ
การฟอกสใี บยางมีขน้ั ตอน ดังน้ี
1. ใช้ใบยางพาราทเ่ี ตรียมไว้ จํานวน 300-450 ใบ
2. ใช้นํ้ายาฟอกขาวไฮเตอร์ 1.5 ลิตร ผสมนาํ้ สะอาด จาํ นวน 9 ลติ ร
3. แช่ใบยางพารา โดยใส่ใหก้ ระจายทั่วๆไม่ซอ้ นทับกันจนแน่นเกนิ ไป นาน 3-4 ช่วั โมง สงั เกตดวู ่าเสน้ ใบ
ยางพาราขาวดแี ลว้ นาํ มาลา้ งดว้ ยน้าํ สะอาด 3-4 คร้ัง
39
4. นาํ ใบยางพาราที่ไดจ้ ากข้อท่ี 3 ไปผงึ่ ใหแ้ หง้
5. นําใบยางพาราท่ีแห้งดแี ล้วไปประดิษฐ์เปน็ ดอกไม้ชนิดต่างๆ ไดต้ ามตอ้ งการ
ใชเ้ วลาในการทํา
- แชใ่ บยางพารา 45 วนั
- ผึง่ ใบยางพาราใหแ้ ห้ง 1 วนั
- ในการทาํ ดอกไม้แต่ละดอก ใชเ้ วลาทําเฉลีย่ ดอกละประมาณ 2 นาที
2. ดอกไม้ประดษิ ฐ์จากเกลด็ ปลา
วัสดุ-อุปกรณ์
สว่ นใหญ่เป็นวัสดุทหี่ าไดจ้ ากทอ้ งถ่นิ สว่ นเกลด็ ปลานน้ั ก็หาได้จากแมค่ า้ ในตลาด การลงทุนเบ้อื งต้นใช้
งบประมาณ 1,500 บาท กบั อปุ กรณ์ทั่วไปเช่นสีย้อมผา้ หรอื สยี อ้ มกระดาษ (สีชมพู สีเหลือง สสี ม้ สมี ่วง สีฟ้า)
เกสรสีเหลอื ง ลวดพนั กระดาษสีขาว 2 กา้ น ปนื ยงิ กาว กาวลาเท็กซ์ กระดาษย่นหนา้ เดียวสีเขียว ใบทวิ ลปิ ทํา
จากผ้า กระถางแบบแขวนกรุข้างในดว้ ยโฟมซ่งึ ห่อด้วยกระดาษย่นสเี ขยี ว กาวแท่ง
วิธกี ารล้างเกลด็ ปลา
จัดหาเกล็ดปลาสดขนาดต่าง ๆ ตามความต้องการ นําเกลด็ ปลามาแช่ในอา่ ง ใสผ่ งซกั ฟอกแช่ไว้
ประมาณ 1 ชว่ั โมง จากนัน้ เปลย่ี นนํ้าใหม่ เติมผงซักฟอกอกี ล้างให้หมดเมอื กและสิง่ สกปรก แชท่ ง้ิ ไวอ้ กี 1 ชัว่ โมง
เทนาํ้ ทิ้ง เติมน้าํ เปลา่ แช่ท้งิ ไวท้ ั้งวัน วนั ตอ่ มาเปลี่ยนนํ้าอีก ไม่ตอ้ งใสผ่ งซกั ฟอก แชท่ ิ้งไวอ้ ีก 1 วัน เพ่อื เกล็ดปลาจะ
ไดน้ ่มิ ขน้ึ งา่ ยตอ่ การประดษิ ฐแ์ ละตกแต่ง นําเกล็ดปลาข้นึ จากน้ํา ตากบนตะแกรง โดยเกล่ียใหท้ ั่วจะไดแ้ ห้งเรว็ ข้นึ
หลังจากนําไปยอ้ มสามท่ฃี อบ
วิธีการยอ้ มเกลด็ ปลา
1. ใชส้ ยี ้อมผา้ หรอื สยี อ้ มกระดาษผสมกบั นาํ้ ธรรมดา ใส่สีทลี ะนอ้ ยจะไดส้ ตี ามต้องการถ้าต้องการเข้มกใ็ ห้
เพ่ิมสีข้นึ
40
๒. ใส่เกลด็ ปลาในสีที่ผสมไวแ้ ช่ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 20 นาที จากน้ันคีบเกล็ดปลาขึ้นมาดู ถ้าสอี ่อนไปให้แชน่ าํ้
ใหน้ านข้นึ หรือเพม่ิ สีลงไปในนํ้ายอ้ ม นาํ เกล็ดปลาทย่ี ้อมไวไ้ ปตากให้แห้งจะได้เกลด็ ปลาทีส่ วยงามตาม
ความต้องการ
วธิ ีการนําเกล็ดปลามาทําเปน็ ดอกไม้
1. ใช้เกสรสเี หลอื ง 3 อนั ยงิ กาวติดบนเกลด็ ปลาขนาดเล็กแต่แบน ใชม้ ือบบี โคนของเกล็ดปลาใหห้ ่อเขา้
หากนั ใชเ้ กล็ดปลา 3 เกลด็ ต่อ 1 ดอก เขา้ รอบเกสร พันก้านด้วยกระดาษยน่ สขี าว
2. ทาํ ดอกวอลล์ ฟลาวเวอร์ สลี ะ 21 ดอก ต่อ 1 ชอ่ ทาํ ท้งั หมด 5 สี จัดแยกไวเ้ ป็นกลมุ่
3. ใช้ก้านลวดพนั กระดาษยน่ สเี ขียว (ลวดสาํ เร็จเบอร์ 26)
4. ดอกแรกทากาวพันด้วยกระดาษย่นสเี ขียวติดกับลวดท่ีเตรยี มไวโ้ ดยเขา้ ดอกห่างกันดอกละ
1 เซนติเมตร จนครบ 21 ดอก จะได้ 1 ชอ่ ทําจนครบทุกชอ่
5. จดั ชอ่ ดอก และใบไม้ผ้าลงในกระถางใหส้ วยงาม ใชเ้ กลด็ ปลาขนาดเล็ก 3 กลบี /ดอกเกสร 3 อัน ยิง
กาวทโี่ คนดอก
วิธกี ารเขา้ ชอ่ ดอกไมจ้ ากเกล็ดปลา
นําดอกไมแ้ ตล่ ะกา้ นที่ทําเสร็จแล้วมารวมกลุ่มจัดใสแ่ จกันโดยอาจตกแตง่ ดว้ ยการใชใ้ บไมเ้ ข้ามาช่วยเสริม
ในท่ีนม้ี ีทงั้ การจัดเปน็ แจกัน จดั เป็นตะกร้า หรอื อาจจะนาํ ไปประดบั ตกแต่งกบั ผลติ ภัณฑ์อ่ืนๆไดต้ ามความ
เหมาะสม หรือถ้าตอ้ งการให้สวยคงทนมากกว่าเดิมอาจใชส้ ีเคลอื บนาํ้ ยาทาเล็บเพื่อให้ดอกไมม้ ีสสี นั สวยงาม คงทน
มากขน้ึ
3. ดอกไมป้ ระดิษฐ์จากใยบัว
41
วัสดอุ ุปกรณ์
1. ผา้ ใยบัวสีต่าง ๆ
2. ก้านสาํ เร็จ
3. ด้าย
4. กาว
5. กรรไกร
6. คีมตดั ลวด
7. Flora Tape สีเขียว
8. กระดาษทิชชู
9. ใบสาํ เร็จ/ทําเอง
10. เกสรสําเร็จ
11. ภาชนะสาํ หรบั จดั
12. ท่อ PVCขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง ขนาดต่างๆ
วิธกี ารทํา
1. นาํ ลวดมาพนั กบั ทอ่ PVCเก็บปลายใหเ้ รียบร้อย หรือมดั ลวดสองเส้นตรงกลาง ใชด้ ินสอพนั ปลายท้งั
สองด้านแลว้ จบั ปลายทง้ั สองด้านเขา้ หากนั เป็นกลบี ดอก
2. ดัดลวดทป่ี ลายกลบี ให้หยกั พลว้ิ
3. หุ้มดว้ ยผา้ สีใยบัวตามต้องการ
4. นาํ ด้ายมามัดท่กี ลีบดอก
5. นาํ กาวมาทาตรงปลายกา้ น แลว้ นาํ เกสรตดิ กับกา้ นนําดา้ ยมามดั ติดเข้าดว้ ยกัน
6. ติดกลบี 6 กลบี ติดใหส้ ลบั หวา่ งกัน มดั ดว้ ยดา้ ยใหแ้ นน่
7. ใชค้ มี หนีบตรงโคนดอกให้เรยี บกอ่ นแล้วใชก้ ระดาษทิชชพู่ นั ตรงปมกา้ น
8. พนั Flora Tape สเี ขยี วกา้ นให้เรยี บร้อย
9. ใช้มือดัดกลบี ดอก ใหเ้ หมือนธรรมชาติ และจดั ลงภาชนะใหส้ วยงาม
42
4. ดอกไมป้ ระดษิ ฐจ์ ากเปลือกข้าวโพด
วสั ดุ-อปุ กรณ์
1. เปลือกข้าวโพดเลอื กแตเ่ ปลือกใน ยังไม่ฟอกสี
2. สียอ้ มผ้าสมนึก สีชมพู เขยี ว สลี ะ 1 กลอ่ ง
3. เกลือแกง 1 ถงุ
4. เกสรสขี าวตมุ่ เล็ก 5 มดั ด้ายหลอด 1 หลอด
5. ฟลอร่าเทปสีเขยี ว 1 ม้วน
6. กรรไกร
7. กะละมงั ใบเล็ก ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง 12 นิ้ว 1 ใบ ไม้พาย 1 อนั
8. ลวดดามกลีบดอกไม้ เบอร์ 30 สีขาวและเขียว สลี ะ 1 มดั
9. เม็ดโฟมจิว๋ สเี หลืองอ่อน
วิธีการทํา
1. แบง่ เปลอื กขา้ วโพดออก เปน็ 3 ส่วน โดยใชย้ ้อมสชี มพู 2 สว่ น (จะได้เปลือกขา้ วโพดสีโอโรส) และสี1
ส่วน นําไปผ่งึ แดดใหแ้ หง้ สนิท แล้วจึงนํามารีดใหเ้ รยี บดว้ ยเตารีด
2. ตัดเปลือกข้าวโพดสโี อโรส เป็นกลบี ดอก 54 ชน้ิ ตดั เปลอื กขา้ วโพดสีเขียว เป็นใบเล็ก 12 ช้นิ และใบ
ใหญ่ 7 ช้ิน
3. ตดั ลวดดามกลีบเบอร์ 30 สขี าวยาว 3 ½ นวิ้ จาํ นวน 54 เส้น ยอ้ มสชี มพทู ่ีเหลอื จากการยอ้ มเปลือก
ข้าวโพด ผ่งึ ใหแ้ หง้ แล้วนํามาทากาว ตดิ กลางกลีบดอกตามความยาวของกลีบ
4. ตดั ลวดสีเขียวเบอร์ 30 ยาว 4 ½ นิ้ว จาํ นวน 12 เส้น ทากาวตามกลบี ใบ (ใบเล็ก) และนาํ ลวดสเี ขยี ว
ทีย่ ังไมต่ ัด (ใช้ทงั้ เส้น) จาํ นวน 7 เส้น ดามกลบี ใบใหญ่
5. ตัดลวดสีขาวเบอร์ 30 ยาว 7 นวิ้ จาํ นวน 9 เส้น ย้อมสีชมพู ผง่ึ ใหแ้ หง้ นาํ ไปขด กบั พกู่ ันเบอร์ 0
แล้วรูดออกจากพู่กัน จากนั้นทากาวทีป่ ลายลวดข้างหนึ่ง นาํ ไปจ่มุ กบั เมด็ โฟมจ๋ิวสเี หลืองอ่อน ทาํ เปน็ ไส้ กลาง
เกสร
43
6. นาํ เกสรสขี าวตมุ่ เลก็ ทัง้ มดั มาตัดแบง่ ครึ่ง แลว้ มดั เข้ากับลวดเบอร์ 30 โดยนาํ ไส้กลางเกสรมาเขา้ ไว้ตรง
กลางของเกสรตุม่ เลก็ แล้วใช้ด้ายมัดใหแ้ น่น
7. นาํ กลีบดอกทด่ี ามลวดแล้ว 3 กลบี เขา้ กลบี ดอกรอบเกสร จากน้ันเข้ากลีบดอกสับหว่างกับกลบี ช้นั ที่
1 อีก 3 กลบี ใชด้ ้ายมดั ใหแ้ นน่ ใช้ฟลอรา่ เทปพนั ลวดต้ังแต่ โคนก้านดอกยาวลงมาตลอดเส้นลวด
8. นําใบเลก็ ทด่ี ามลวดแล้วมาเขา้ กบั ก้านของใบใหญ่ขนาบซา้ ย-ขวา โดยวดั จากโคนใบใหญ่ลงมา 1 นวิ้
จากน้นั เข้าใบเลก็ อกี 1 คู่ โดยวัดจากโคนใบคูแ่ รกลงมา 1 นิว้ เชน่ กนั
9. นาํ ช่อใบพันเข้ารวมกบั ดอกดว้ ยฟลอรา่ เทป โดยวดั จากโคนดอกลงมา 1 ½ นิ้ว จึงเขา้ ชอ่ ใบ จากนน้ั
นาํ มาเขา้ ชอ่ รวมกลุม่ ดอก-ใบ ตามตอ้ งการ
วธิ ีการฟอกสี
1. ใส่ถงุ มอื ยางปิดจมกู และปากใหม้ ดิ ชดิ เพื่อป้องกันอันตรายจากสารเคมที ี่ใช้ฟอกสี.
2. เทน้ําลงในอ่างพลาสตกิ ประมาณ ¾ สว่ น
3. ใสผ่ งฟอกสี (แคลเซยี มไฮโปรคลอไรด์) ประมาณ 0.5 กโิ ลกรัม ลงในอา่ งน้ําท่ีเตรยี มไวแ้ ล้วคน ให้
ละลายจนเข้ากนั ดี
4. ใสเ่ ปลอื กข้าวโพดท่ตี ้องการฟอกสีลงไป แลว้ ใช้ไมก้ ดเปลอื กขา้ วโพดให้จมอยใู่ นนา้ํ ปดิ ฝาอ่าง
พลาสติก แช่ทงิ้ ไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง
5. นําเปลอื กขา้ วโพดออกจากอ่างพลาสตกิ ลา้ งด้วยนาํ้ เปล่าหลาย ๆ ครัง้ นําไปผึง่ แดดจดั ๆบน ลวดตา
ข่ายใหแ้ ห้งสนิทประมาณ 3-4 วัน
6. นาํ เปลอื กข้าวโพดทีฟ่ อกสีแลว้ มาย้อมสีตามตอ้ งการ
การยอ้ มสี
1. เทนํ้าใสก่ ะละมงั ประมาณ ¾ ส่วน นาํ ข้ึนตม้ จนน้าํ เดอื ด เทสลี งไป คนจนสีละลายดี ใสเ่ กลือ ½
ถุงลงไป คนใหเ้ กลือละลาย
2. นาํ เปลือกข้าวโพดตามจํานวนที่ตอ้ งการลงยอ้ ม ต้มตอ่ ไปประมาณครงึ่ ชั่วโมง 23.10 ดวู า่ สีตดิ เปลอื ก
ข้าวโพดแล้ว
3. นาํ เปลอื กข้าวโพดทต่ี ดิ สดี แี ลว้ ออกผึง่ แดดใหแ้ หง้ สนทิ เพือ่ นําไปทําผลติ ภณั ฑ์ตอ่ ไป การประดษิ ฐ์
ดอกไมจ้ ากเปลือกข้าวโพด(ในทน่ี จ้ี ะทาํ เป็นดอกวา่ น)
4. ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากรงั ไหม
44
วสั ดุ-อปุ กรณ์
1. รังไหม
2. เกสรดอกไม้
3. ใบไมพ้ ลาสติก
4. ลวด
5. กระดาษกาวสีเขียว
6. ดา้ ยและเขม็
7. กรรไกร
8. ก้านดอก
9. มีด
10. กาว
วิธกี ารทํา
1. เตรียมอปุ กรณใ์ นการทําดอกไมจ้ ากรังไหม เชน่ รังไหม ด้าย เข็ม ลวด เปน็ ตน้
2. นํารังไหมมาตดั เป็นกลบี ดอก 3-4 กลีบ แลว้ เจาะรูตรงกลางของรงั ไหม
3. นาํ เกสรท่เี ตรยี มไว้มามัดรวมกับลวดและนาํ มารวมกับกลีบดอกทีเ่ จาะรูไวแ้ ล้ว โดยใช้ด้ายมัดให้แนน่
4. นําดอกไม้ทไี่ ด้มดั แลว้ นาํ มาประกอบใสก่ า้ น พร้อมทัง้ ใบด้วย จากนั้นใชก้ ระดาษกาวสเี ขียวพันใหต้ ดิ กบั
ก้านทีเ่ ตรยี มไว้
5. จดั ดอกและใบใหส้ วยงามเปน็ ระเบยี บ
6. ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากตน้ โสน
45
วสั ดุ-อปุ กรณ์
1. ต้นโสนหางไก่
2. เชอื ก
3. กรรไกร
4. กาว
5. สี
วิธีการทาํ
1. นาํ ตน้ โสนหางไก่มาตากแดดให้แห้ง
2. คว่ันโสนออกเป็นท่อนตามขนาดต้องการ
3. ปอกเปลอื กออกจากต้นโสน
4. ฝานโสนออกเป็นแผน่ บาง ๆ
5. นําโสนแผน่ มาตัดเปน็ กลบี
6. นํากลีบโสนมาเขา้ ดอก
7. ถ้าตอ้ งการสใี หน้ าํ มายอ้ มสี
7. ดอกไมป้ ระดิษฐจ์ ากใบลาน
https://www.youtube.com/watch?v=TvmSZdIw_dk
8. ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากผักตบชวา
46
https://www.pinterest.com/pin/228417012336611603/
9. ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์จากใบกล้วย
วสั ดุ-อุปกรณ์
1.ต้นกลว้ ย กาบกลว้ ย
2. ลวดเบอร์26×3 นว้ิ
3. สีย้อมผ้าใหม่
4. ภาชนะสาํ หรับใสด่ อกไม้ เช่น แจกนั กระถาง
5. ถังสาํ หรบั ใส่สี
วธิ กี ารทาํ
1. เตรียมวตั ถุดิบ และปลอกกาบกลว้ ยโดยใช้มีดกรีดแยกกาบขาวด้านในจากกาบแข็งออกจากกนั
2. นาํ กาบกล้วยทีป่ อกแลว้ มาตากแดดจดั ๆ ใน 1 วนั ให้แหง้
3. นํากาบกล้วยทีต่ าบแลว้ มายอ้ มสี
4. ตากกาบกล้วยทยี่ อ้ มสีแล้ว