The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปกวิจัยในชั้นเรียน2-ผสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phrapun, 2020-04-30 07:01:00

ปกวิจัยในชั้นเรียน2-ผสาน

ปกวิจัยในชั้นเรียน2-ผสาน

รวมบทคดั ย่อ

งานวิจยั ในชัน้ เรียน
ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒

งานประกันคณุ ภาพ
ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดลาปาง

สานกั บริหารงานการศกึ ษาพิเศษ
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ

ชอ่ื ผู้วจิ ยั นางสาวกนกวรรณ ตนั ดี (๒๕๖๒)
ชอ่ื เรอื่ ง ผลของการใช้ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเขียนชื่อ – นามสกุลของนกั เรียนทมี่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนชื่อ - นามสกุล กลุ่มเป้าหมาย คือ
นักเรียนชายที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อายุ ๑๗ ปี จานวน ๑ คน ที่รับบริการปรับบ้านเป็น
ห้องเรียนเปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู อาเภอเถิน จังหวัดลาปาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย และ ผลต่าง
ของระยะก่อนการทดลองกับระยะหลังการทดลอง นาเสนอในรูปของตาราง และการแสดงกราฟ
เปรยี บเทยี บประกอบความเรยี งเชงิ พรรณนาซงึ่ ผลการศึกษาสรุปไดด้ ังนี้
ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนชื่อ - นามสกุล นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้
ชดุ ฝึกทกั ษะการเขยี นชอ่ื - นามสกลุ ก่อนและหลังการสอนโดยใชโ้ ดยใชแ้ บบฝึกการเขียนชื่อ-นามสกุล
ดังน้ี

ระยะท่ี ๑ (A1) ระยะก่อนการทดลองมีทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล เฉลี่ยอยู่ในระดับ
๑ คะแนน

ระยะท่ี ๓ (A2) ระยะหลังการทดลองมีทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล เฉล่ียอยู่ในระดับ
๒ คะแนน

จะเห็นไดวาการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล ทาให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญามีทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล ที่เพ่ิมข้ึน ดังน้ัน ชุดฝึกทักษะการเขียนชื่อ - นามสกุล
เหมาะสาหรับนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน สาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญาในการฝึกทักษะการเขยี นช่อื – นามสกลุ

หวั ข้อวิจัย ผลการใช้เทคนคิ การเสรมิ แรงดว้ ยบตั รภาพธงอาเซียนเพ่ือลดพฤติกรรมลุกจากที่ใน
ผ้วู ิจยั เวลาเรียนของนักเรยี นออทิสตกิ ห้องเรยี นคขู่ นาน โรงเรยี นศึกษาสงเคราะหจ์ ติ ต์อารี ฯ
ภาคเรียนท่ี ๒ ประจาปกี ารศึกษา ๒๕๖๒
นางสาวกฤษฎาภรณ์ หนอ่ หล้า

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้การเสริมแรงด้วยบัตรภาพธงอาเซียน ในการลด
พฤติกรรมลุกจากท่ีในเวลาเรียนของเด็กออทิสติก ตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีคือ เด็กออทิสติกที่มี
พฤติกรรมลุกจากท่ีในเวลาเรียนจานวน ๑ คน การทดลองเป็นการศึกษารายกรณีแบบ ABA โดยแบ่ง
การทดลองออกเป็น ๓ ระยะ เป็นเวลา ๒๐ สัปดาห์ คือระยะที่ ๑ ระยะเส้นฐานเป็นเวลา ๑ สัปดาห์
ระยะท่ี ๒ ระยะทดลองใช้โปรแกรมการเสริมแรงด้วยบัตรภาพธงอาเซียน เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ ระยะท่ี
๓ ระยะติดตามผลหลงั หยดุ การใช้การเสริมแรงด้วยบัตรภาพธงอาเซียน เป็นเวลา ๒สัปดาห์ เคร่ืองมือ
ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาประกอบดว้ ย แบบสังเกตพฤติกรรมการลุกจากทีน่ ่งั ในเวลาเรียนของนักเรียนออทิสติก
ผลการวิจัยพบว่า การใช้การเสริมแรงบัตรภาพธงอาเซียน สามารถลดพฤติกรรมลุกจากที่ในเวลา
เรียนของเด็กออทิสติกได้ โดยพิจารณา จากความถ่ีของพฤติกรรมลุกจากท่ีในเวลาเรียนในระยะเส้น
ฐานที่ ๑ (A) และระยะที่ ๑ (B) โดยพบว่าระยะการปรับพฤติกรรม แสดงพฤติกรรมลุกจากท่ีในเวลา
เรียนลดลงจากระยะเส้นฐานพฤติกรรม

ชอ่ื โครงการวิจัย : การลดพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนออทิสติกโดยการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถ
กร
ผ้วู จิ ัย : นางสาวขวญั ชนก หม่นั งาน
พ.ศ : 256๒

การวิจัยคร้ังนมี้ จี ดุ มุ่งหมายเพื่อเปรยี บเทยี บพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนออทิสติกก่อน

และหลังการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร กลุ่มเป้าหมายนักเรียนที่รับบริการห้องเรียนช่วยเหลือระยะ

แรกเริ่ม (ออทิสติก) จานวน ๑ คน ในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง หน่วยบริการงาว

ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ ซงึ่ ผู้วิจัยใช้การวิจัยทางการศึกษาพิเศษในรูปแบบ Single Subject

Design ประเภท ABA ดาเนินการทดลองในขณะที่ครสู อนหรอื ทากจิ กรรมในห้องเรียนร่วมกันกับเพื่อน

ในช้ันเรียน ผวู้ ิจยั ดาเนนิ การสงั เกตและบันทึกพฤติกรรมกา้ วรา้ ว อย่างต่อเนื่องให้เด็กกลุ่มเป้าหมายใช้

เวลาในการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมวันละ ๓๐ นาที ในช่วงเวลานั้นเด็กมีพฤติกรรมซ้าๆ เกิดขึ้นก่ี

ครัง้ ใน ๓๐ นาที ในชว่ งเวลา ๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ น. สัปดาห์ละ ๔ วนั เครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวิจัย คอื แบบ

การสงั เกตและบันทกึ พฤติกรรม และชดุ การเสริมแรงด้วยเบ้ยี อรรถกร

ผลการวิจยั พบวา่ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนออทิสติกโดยการเสริมแรงด้วย
เบ้ยี อรรถกรได้สอดคล้องกับสมมุติฐานท่ีตั้งไว้คือ พฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนออทิสติก พบว่าระยะ
ที่ ๑ (A1) ระยะเส้นฐานเป็นระยะ ท่ีสังเกตพฤติกรรมโดยไม่ใช้โปรแกรมปรับพฤติกรรม ค่าเฉลี่ย
ความถี่ของพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนออทิสติกในระดับสูงสุดคือ ๓ ครั้ง และในระยะท่ี ๒ (B2)
ระยะปรับพฤติกรรม ค่าเฉล่ียเท่ากับ ๘ ครั้ง จะเห็นได้ว่านักเรียนออทิสติกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว
ลดลง ซ่ึงเน่ืองจากการใช้การเสริมแรงโดยใช้เบี้ยอรรถกร และในระยะที่ ๓ (A2) ค่าเฉล่ียความถี่ของ
พฤติกรรมก้าวร้าวยังมีอัตราต่าลงเม่ือเทียบกับระยะเส้นฐาน และระยะการลดพฤติกรรม คือ ๕ ครั้ง
คา่ เฉล่ียความถพี่ ฤติกรรมก้าวร้าว เท่ากับ ๑ ครั้ง ผวู้ จิ ยั จงึ สรปุ ไดว้ า่ พฤตกิ รรมกา้ วร้าวของนักเรียนออทิ
สติกลดลงแสดงว่าการลดพฤติกรรมก้าวร้าวโดยใช้เบ้ียอรรถกรสามารถลดพฤติกรรมก้าวร้าวของ
นกั เรียน ออทสิ ติกได้

ช่อื ผู้วิจยั นางสาวขวัญภริ มณ์ อุดบ้านไร่
ชือ่ เรื่อง การพฒั นาทกั ษะการเขียนมาตราตัวสะกด แม่ ก กา ของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย

หรือการเคลื่อนไหว หรือสขุ ภาพ โดยใช้ชดุ กิจกรรมประสมคา

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์ คือ เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด แม่ ก
กา ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมประสมคา กรกรณีศึกษา คือ เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย
หรือการเคล่ือนไหว หรือสุขภาพ คือ นักเรียนที่เข้ารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด
ลาปาง ห้องเรียนเด่นพัฒนาการ ได้รับวินิจฉัยทางการแพทย์ว่ามีความบกพร่องทางด้านร่างกาย
หรือการเคล่ือนไหว หรือสุขภาพ มีความสามารถด้านการจาพยัญชนะไทย แต่ไม่สามารเขียนตัวสะกด
ในมาตรา แม่ ก กา ได้ จานวน ๑ คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง เคร่อื งมอื การวจิ ยั คือ แผนการจัดการ
เรียนรู้การเขียนพยัญชนะไทย ใช้เวลาในการทดลอง ๒ สัปดาห์ ใน ๑ วัน ใช้เวลาทดลอง ๒ ช่วงเวลา
ช่วงเวลาละ ๑๕ นาที คือเวลา ๐๙๐๐-๐๙.๑๕ น. และ ๑๓.๓๐-๑๓.๔๕ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ
นอนพาราเมตริกแบบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed - Ranks Test.

ผลการวจิ ัยพบว่า
การพัฒนาทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด แม่ ก กา ของเด็กที่มีความบกพร่องทาง
รา่ งกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ โดยใช้ชุดกิจกรรมประสมคา ก่อนและหลังแตกต่างกันอย่าง
มีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .๐๕ โดยหลังการทดลองนักเรียนมีทักษะการเขียนพยัญชนะไทยเมื่อ
ประสมกับสระในมาตราแม่ ก กา สงู กว่ากอ่ นการทดลอง

ช่อื เรื่อง ผลของการใช้เบ้ียอรรถกรท่ีมีต่อพฤติกรรมการเพิกเฉยคาส่ังจากครู ของนักเรียนท่ีมีความ
บกพรอ่ งทางสติปัญญา

ผูว้ จิ ยั นางจริ ชั ยา อินนนั ชยั
ปี พ.ศ. 2562
หน่วยงาน ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง

บทคัดยอ่

การวจิ ัย ครง้ั นม้ี วี ัตถุประสงค์ คือ 1) เพ่ือเปรียบเทยี บพฤติกรรมการเพิกเฉยคาส่ังจากครู ของนักเรียนที่
มีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้เบี้ยอรรถกร 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเพิกเฉย
คาส่ังจากครูของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หลังการใช้เบี้ยอรรถกร ดาเนินการวิจัย โดยทา
การเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง ได้แก่นักเรียนนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเรียน
แสงตะวันฉาย ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง เพศชาย อายุ 6 ปี เป็นบุคคลท่ีมีปัญหา
เรื่องการเพิกเฉยต่อคาสั่งของครูผู้สอน ท่ีมารับบริการในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง
จานวน 1 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสังเกตพฤติกรรมก่อนการทดลอง 2) แบบสังเกต
พฤติกรรมระหว่างการทดลอง 3) แบบสังเกตพฤติกรรมหลังการทดลอง ดาเนินการวิจัยโดยการเก็บ
ข้อมูลด้วยการสังเกต ขณะทากิจกรรมวงกลมในตอนเช้า โดยเก็บข้อมูล 20 คร้ัง ครั้งละ 30 นาที ใช้
สถติ ิพื้นฐานร้อยละ และใช้วิธีพรรณนาข้อมูลนาเสนอโดยตาราง กราฟเสน้

ผลการวิจัย พบว่า

ระยะที่ 1 ระยะเส้นฐาน เป็นการสังเกตพฤติกรรมก่อนการใช้เบี้ยอรรถกร นักเรียนท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญา แสดงพฤติกรรมการเพิกเฉยคาสั่งจากครู จานวน 25 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ย
คือ 5.0

ระยะท่ี ๒ ระยะการทดลองใช้ส่ิงเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกรพบว่า นักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญาได้แสดงพฤติกรรมการเพิกเฉยคาส่ังจากครู จานวน 28 ครง้ั คดิ เปน็ คา่ เฉล่ีย คอื 2.8

ระยะที่ ๓ ระยะถอดถอน เป็นการหยดุ ใช้สงิ่ เสริมแรงดว้ ยเบ้ียอรรถกรพบว่า นักเรียนท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปญั ญาไดแ้ สดงพฤตกิ รรมการเพกิ เฉยคาสง่ั จากครู จานวน 13 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ย คือ
2.6

ผลการวจิ ยั สรปุ ได้ว่า การใช้เบีย้ อรรถกรสามารถลดพฤติกรรมการเพิกเฉยคาสงั่ จาก
ครขู องนักเรยี นท่ีมีความบกพร่องทางสตปิ ัญญาได้

จิราพร จรยิ ภมรกรุ (2562) การลดพฤติกรรมการลุกออกจากทีใ่ นชั้นเรียนของเด็กทีม่ ี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา โดยใชก้ จิ กรรมศลิ ปะ
สรา้ งสรรค์

บทคัดย่อ

การวจิ ัยครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาพฤตกิ รรมการลุกออกจากท่ีในชั้นเรียนของเด็กท่ี
มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการลดพฤติกรรมโดยการใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และเพื่อ
เปรียบเทียบพฤติกรรมการลุกออกจากที่ในชั้นเรียนของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ระหว่าง
ก่อน และหลงั การลดพฤติกรรมโดยการใช้กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์

พฤติกรรมการลุกออกจากที่ในชั้นเรียนของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา พบว่า
ในระยะที่ ๒ (B1) และระยะท่ี ๔ (B2) ซ่ึงเป็นระยะการเสริมแรงด้วยการใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
คา่ เฉลีย่ ร้อยละของพฤติกรรมลกุ ออกจากท่ีในชัน้ เรยี นลดลง

สรุปได้วา่ ในระยะการใชก้ ารเสรมิ แรงดว้ ยกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์
พฤติกรรมการลุกออกจากทใ่ี นชั้นเรยี นของเด็กท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปัญญาลดลง ผลการ
เปรยี บเทียบพฤติกรรมการลกุ ออกจากทใี่ นชน้ั เรยี น ในระยะท่ี ๑ กับระยะที่ ๔ พบว่า เดก็ ที่มีความ
บกพร่องทางสตปิ ัญญามีพฤติกรรมการลุกออกจากท่ีในช้ันเรียน ลดลง คิดเป็นรอ้ ยละ ๓๓.๖๐ %

ชอ่ื ผู้วิจัย นางตรีสุคนธ์ สโุ ท

ชอื่ เรอ่ื งวิจัย การพฒั นาความสามารถการจาคาศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใช้ส่ือเสมือนจริง AR ของ
นักเรยี นทมี่ ีความบกพรอ่ งทางดา้ นสุขภาพ ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒

บทคดั ยอ่

การศึกษาผ่านทางเทคโนโลยีเป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาผู้เรียน กระทรวงสาธารณสุขโดย
กรมการแพทย์ ขยายผลดาเนินการช่วยเหลือเด็กท่ีเจ็บป่วยในโรงพยาบาลภูมิภาค 60 แห่ง 55
จังหวัด ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยใน
โรงพยาบาล ตามพระราชดาริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี โดยปี 2562 ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดีเด่น โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็ก
ป่วยในโรงพยาบาล จัดทาข้ึนเพ่ือให้เด็กป่วยเรื้อรังท่ีขาดโอกาสทางการศึกษาได้มีโอกาสเรียน และ
เรียนได้ทนั เพอื่ นเมือ่ ออกจากโรงพยาบาลโดยใช้ไอทเี ป็นสือ่ ในการเรยี นรู้ ชว่ ยให้เด็กเพลิดเพลินและลด
ความวิตกกังวลจากอาการเจ็บป่วย ช่วยให้เด็กที่เจ็บป่วยในโรงพยาบาลมีโอกาสได้รับการศึกษา
ต่อเนอ่ื ง โดยใช้สื่อเทคโนโลยสี ารสนเทศชว่ ยในการพฒั นา

ผวู้ จิ ยั ไดพ้ บวา่ นักเรียนระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 นักเรยี นของศนู ยก์ ารเรยี นสาหรบั
เด็กในโรงพยาบาลไม่สามารถจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษไดท้ าใหน้ กั เรียนสามารถเรียนรู้คาศัพทซ์ ึง่ การรู้
และสามารถจาคาศัพท์ถอื เป็นพน้ื ฐานสาคัญของการเรยี นวชิ าภาษาตา่ งประเทศ ผวู้ ิจยั จึงได้ศึกษาวจิ ยั
น้ีเพือ่ แกป้ ัญหานักเรียนท่ีไม่สามารถจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใชเ้ ทคนคิ การสอนอ่านเป็นคา (Sight
Word Approach) เปน็ การสอนให้เดก็ อา่ นเปน็ คาจากนวัตกรรมสอื่ เสมือนจริง (augmented reality
หรือ AR) เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถการจาคาศัพท์ภาษาอังกฤษพ้นื ฐาน ก่อนและหลังการจดั การ
เรียนร้โู ดยใช้สือ่ เสมือนจรงิ AR สาหรับนกั เรียน เพ่ือเป็นพ้ืนฐานในการเรียนและสามารถนาไปใช้ใน
ชวี ิตประจาวันต่อไปได้

ธวัชชัย อุตสาสาร (๒๕๖๒) ผลการใช้บัตรภาพเพื่อการสื่อสารท่ีมีต่อพฤติกรรมกรีดร้องและทาร้าย
ตนเองของนกั เรียนบุคคลออทสิ ตกิ

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ ๑.เพ่ือเปรียบเทียบพฤติกรรมกรีดร้องและทาลายตนเองของ
นักเรียนบุคคลออทิสติก ก่อนและหลังการใช้บัตรภาพเพ่ือการส่ือสาร ๒.เพ่ือศึกษาพฤติกรรมกรีดร้อง
และทาลายตนเองของนกั เรียนบุคคลออทสิ ติก หลงั การใชบ้ ตั รภาพเพ่อื การสอ่ื สาร

กลุ่มเป้าหมาย คือ บุคคลออทิสติก ซ่ึงมีอายุ ๑๓ ปี เพศ ชาย จานวน ๑ คน ได้รับการวินิจฉัยจาก

แพทย์ว่าเป็นบุคคลออทิสติก ที่มีพฤติกรรมกรีดร้องและทาร้ายตนเอง ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ ท่ีมารับ

บรกิ ารโครงการปรับบ้านเป็นหอ้ งเรียนเปล่ียนพอ่ แม่เปน็ ครู อาเภอเมอื งปาน ศูนย์

การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง เคร่ืองมือการวิจัยคือ๑. แบบการวิเคราะห์พฤติกรรม พฤติกรรม

กรีดร้องและทาร้ายตนเอง ๒. แผนการใช้บัตรภาพเพื่อการส่ือสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ

และค่าเฉล่ีย นาเสนอในรูปของตาราง และการแสดงกราฟเปรียบเทียบประกอบความเรียงเชิง

พรรณนา ซึ่งผู้วิจัยใช้การวิจัยทางการศึกษาพิเศษในรูปแบบ Single Subject Design ประเภทการ

ทดลองแบบ ABA วิธีการทดลองแบบสลับ ประกอบด้วยการทดลอง ๓ ระยะ

ดงั น้ี

ในระยะท่ี ๑ ระยะที่ ๑ (A1) ระยะกอ่ นการทดลอง เป็นระยะท่ีครูผู้สอนสอนนักเรียนใน
ช้ันเรียนโดยยังไม่ใช้บัตรภาพเพ่ือการสื่อสาร ผู้วิจัยสังเกตและบันทึกกรีดร้องและทาร้ายตนเอง ซึ่ง
ศึกษาวันที่ ๑๓ – ๑๗ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ จานวน ๕ คร้ัง ค่าเฉล่ียของพฤติกรรมกรีดร้อง
และทาร้ายตนเอง หลงั อาหาร ๑.๘ ครง้ั

ระยะท่ี ๒ (B) ระยะการทดลอง เป็นระยะที่ครูผู้สอนใช้ บัตรภาพเพื่อการสื่อสาร เพื่อลด
พฤติกรรมกรีดร้องและทาร้ายตนเอง ต้ังแต่วันท่ี ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ จานวน ๒๐ ครั้ง ค่าเฉล่ีย
ของพฤติกรรมไมใ่ ห้ความร่วมมือครใู นการทากจิ กรรมในห้องเรยี น ๑.๓ ครงั้

ระยะที่ ๓ (A2) ระยะถอดถอนหรอื หลังการทดลอง เปน็ ระยะที่กลับไปใช้
กระบวนการระยะท่ี ๑ (A1) คือ ถอดถอนแรงเสริมออกต่อพฤติกรรมกรดี ร้องและทารา้ ยตนเอง ของ
นักเรียนโดยศึกษา วนั ที่๒๙กุมภาพนั ธ์ – ๓ มนี าคม ๒๕๖๓ คา่ เฉลีย่ พฤติกรรมกรดี ร้องและทาร้าย
ตนเอง ของนักเรียนนักเรียนโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนเปน็ พอ่ แม่เป็นครู อาเภอเมืองปานปีลดลง
เทา่ กับ ๐.๖ ครัง้

ชอ่ื เรอ่ื ง การพฒั นาทกั ษะการสอื่ สารของบคุ คลออทิสตกิ โดยใชส้ ื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ผวู้ ิจยั นายนภสินธ์ุ ดวงประภา

ปี พ.ศ. ๒๕๖๒

หนว่ ยงาน ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวดั ลาปาง

บทคดั ย่อ

งานวจิ ยั เรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารของบุคคลออทิสติกโดยใช้ส่ือคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการส่ือสารของนักเรียนออทิสติก ก่อน
และหลังการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ๒) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของส่ือคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน
การพัฒนาทักษะการส่ือสารของนักเรียนออทิสติก ผู้วิจัยดาเนินการวิจัย โดยเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบ
เจาะจงเป็นนักเรียนออทิสติกท่ีมารับบริการในห้องเรียนวาจาส่ือสาร ซึ่งเป็นห้องเรียนสาหรับบุคคล
ออทิสติกในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง จานวน ๒ คน ใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แผนการสอนเฉพาะบุคคล แบบบันทึกผลการเรียนรู้ และ
ส่ื อ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ช่ ว ย ส อ น ผู้ วิ จั ย เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล ด้ ว ย ต น เ อ ง ต า ม ล า ดั บ ดั ง นี้
๑) ขนั้ กอ่ นการทดลอง ผูว้ จิ ัยอธิบายชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ บอกจุดประสงค์การทดลอง เก่ียวกับการ
ดาเนินการทดลองและส่ิงที่ต้องกระทาร่วมกันให้พ่ีเลี้ยงเด็กพิการในห้องเรียนที่เลือกมาเป็นตัวอย่างที่
ใช้ศึกษ า เกิ ดคว า มคว า มเข้าใ จตรง กัน แ ละสา รว จตั ว เสริม แรง ๒) ข้ั นการ ทดลอ ง
การวิ จั ยค ร้ั งนี้ ใ ช้ ผู้ วิ จั ย ด า เ นิ น ก า ร ท ด ล อ ง ต า ม แ บ บ แ ผ น ก า ร วิ จั ย แ บ บ ก ลุ่ ม เ ดี ย ว
มีการทดสอบก่อน สอบหลัง (One group Pretest - Posttest Design) ผู้วิจัยทาการทดลองกับกลุ่ม
ตัวอย่างท่ีได้คัดเลือกมา ๒ คน ทาการทดลองวันละ ๑๕ นาที ต่อเด็ก ๑ คน ทุกวันจันทร์ ถึง วันศุกร์
โดยใช้สถิติพื้นฐานร้อยละ คา่ เฉลยี่ และใช้วิธพี รรณนาข้อมูลนาเสนอโดยตาราง และใช้กราฟเส้นแสดง
พัฒนาการความก้าวหน้าจากการฝึก และแสดงการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการ ใช้
สอ่ื คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน

ผลการวิจยั พบวา่ ทกั ษะการสื่อสารของนกั เรยี นออทสิ ตกิ ก่อนและหลงั การใช้
สอื่ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน พบว่าทกั ษะการส่ือสารของนกั เรียนออทสิ ติก หลงั การใช้สื่อคอมพิวเตอรช์ ว่ ย
สอน สงู ข้นึ กวา่ ก่อนใช้สอ่ื คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน

ช่ือผู้วิจัย นางสาวนนั ทิชา กะริโส (๒๕๖๒)
ชอ่ื เรื่อง ผลการใชช้ ดุ กจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ในการกระตุน้ ความสนใจในการทางานของนกั เรียนท่ีมี

ความบกพรอ่ งทางสติปญั ญาภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์ คือ ๑. เพ่ือศึกษาการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการกระตุ้นความ
สนใจในการทางานของนักเรยี นท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ๒. เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ในการกระตุ้นความสนใจในการทางานของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะ
สรา้ งสรรค์ในการกระตนุ้ ความสนใจในการทางาน กอ่ นและหลงั ชดุ กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ในการกระตุ้นความสนใจในการ
ทางาน นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง ภาคเรียนที่ ๒ ปี
การศึกษา ๒๕๖๒ จานวน ๑ คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ีย และผลต่างของระยะก่อนการทดลองกับระยะหลัง
การทดลอง นาเสนอในรูปของตาราง และการแสดงกราฟเปรียบเทียบประกอบความเรียงเชิงพรรณนา ซ่ึงผล
การศึกษาสรุปคือ ผลการศกึ ษาระยะท่ี คือ ระยะกอ่ นการทดลองในช่วงเวลารบั นักเรียน มคี ่าความแตกต่างของระดับ
คะแนนของช่วงเวลารับนักเรียน มีระดับคะแนนเท่ากับ ๐ คะแนน ระยะหลังการทดสอบการใช้ชุดฝึกการเล่านิทาน
ประกอบการปฏิบัติจริง มีระดับคะแนนเท่ากับ ๑ มีความแตกต่างเท่ากับ ๑ คะแนนระยะก่อนการทดลองการใช้ชุด
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการกระตุ้นความสนใจในการทางานวันอังคาร มีระดับคะแนนเท่ากับ ๒ คะแนน ระยะหลัง
การทดสอบชุดกิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรคใ์ นการกระตุ้นความสนใจในการทางาน มีระดับคะแนนเท่ากับ ๒ คะแนนมีความ
แตกตา่ งเทา่ กบั ๐ คะแนน ระยะกอ่ นการทดลองชดุ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรคใ์ นการกระตนุ้ ความสนใจในการทางาน วัน
พุธ มีค่าความแตกต่างของระดับคะแนนของวันพุธ มีระดับคะแนนเท่ากับ ๑ คะแนน ระยะหลังการทดสอบชุด
กจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ในการกระตนุ้ ความสนใจในการทางาน มรี ะดบั คะแนนเทา่ กบั ๓ คะแนนมคี วามแตกต่างเท่ากับ
๒ คะแนน ระยะก่อนการทดลองในวันพุธ มีค่าความแตกต่างของระดับคะแนนเท่ากับ ๒ คะแนน ระยะหลังการ
ทดสอบชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการกระตุ้นความสนใจในการทางาน ในวันพฤหัสบดี ระดับคะแนนเท่ากับ ๓
คะแนนมีความแตกต่างเท่ากับ ๑ คะแนน ระยะก่อนการทดลองวันศุกร์ มีค่าความแตกต่างของระดับคะแนนของ
ชว่ งเวลาส่งนักเรยี น มีระดับคะแนนเท่ากับ ๑ คะแนน ระยะหลังชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในการกระตุ้นความสนใจ
ในการทางาน ในวนั ศุกร์ มีระดับคะแนนเท่ากบั ๒ คะแนนมคี วามแตกตา่ งเท่ากบั ๑ คะแนน

ชอื่ ผู้วิจัย นางสาวบษุ กร สนั เทพ (๒๕๖๒)

เร่อื ง ผลการศกึ ษาการใชถ้ ุงทรายถว่ งนา้ หนกั ทม่ี ตี อ่ การใชม้ ือทา้ กิจกรรมของนกั เรยี นที่
มีความบกพรอ่ งทางการเคล่อื นไหว

ภาคเรยี นที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒

บทคัดยอ่

การใช้มือในเด็กที่มีบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว ทาให้สามารถทากิจกรรม
เบ้ืองต้นได้ และสามารถฝึกการใช้มือเพื่อทากิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจาวัน เพื่อให้นักเรียนมี
พฒั นาการการใช้มือทากิจกรรมท่ีดีข้ึน อาจพัฒนาถึงขั้นใช้มือเพื่อทากิจวัตรประจาวันข้ันสูงต่อไป โดย
ใช้ชุดกิจกรรมถุงทรายถ่วงน้าหนัก คือ การใช้ถุงทรายประกอบการฝึกกิจกรรมท่ีบ้านเป็นเวลา ๓
สปั ดาห์ สัปดาห์ละ ๕ วนั วันละ ๒ รอบ ในช่วงเช้า รอบละ ๑๐ คร้ัง โดยแต่ละรอบ มีเวลาพักห่างกัน
๕ นาที การวางถาดหรือตะกร้า ให้วางไว้กับพ้ืนบริเวณใกล้กับเข่าของนักเรียนทั้งสองข้าง ให้ห่างจาก
เข่าไม่เกนิ ๑๐ เซนตเิ มตร โดยตดิ ถุงทรายหนกั ๓๐๐ กรัม ๑ สัปดาห์ ๕๐๐ กรัม ๑ สัปดาห์ และ ๗๐๐
กรัม ๑ สัปดาห์ พบว่า จากค่าเฉลี่ย ( ̅ ) คะแนนเปรียบเทียบการประเมินก่อนและหลังของ
ความสามารถ ค่าเฉลี่ยก่อนการการใช้ถุงทรายถ่วงน้าหนักเท่ากับ ๔.๒๓ และหลังการใช้ถุงทรายถ่วง
น้าหนักท่ากับ ๓.๔๓ โดยสรุปได้ว่า การใช้ถุงทรายถ่วงน้าหนักขณะใช้มือทากิจกรรมเพ่ือพัฒนา
กล้ามเนื้อมือ ลดอาการส่ันและเพิ่มการเคลื่อนไหวให้ตรงเป้าหมาย มีผลต่อการพัฒนาของนักเรียน
บกพรอ่ งทางร่างกายใหด้ ีขน้ึ ได้

เร่ือง ผลของการใช้เบีย้ อรรถกรทมี่ ีตอ่ พฤติกรรมการทากิจกรรมกลุ่มของเดก็ ท่ีมคี วามบกพร่อง
ทางสตปิ ญั ญา

ชื่อผู้วิจัย นางปัทมา ยะหนัก
ต้าแหน่ง ครู
ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ภาคเรยี นท่ี ๒

บทคดั ยอ่

การศกึ ษาเรื่อง ผลของการใช้เบยี้ อรรถกรท่ีมีต่อพฤติกรรมการทากิจกรรมกลุ่มของเด็กที่มคี วาม
บกพร่องทางสติปญั ญาผศู้ ึกษาได้สรุปผลดงั น้ี

ระยะท่ี ๑ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่เข้าร่วมทากิจกรรมกลุ่ม จานวน
๒๐ คร้ัง เท่ากับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่เข้าร่วมทากิจกรรมกลุ่มจานวน ร้อยละ
๑๐๐

ระยะท่ี ๒ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่เข้าร่วมทากิจกรรมกลุ่ม จานวน ๘
ครั้ง เท่ากับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่เข้าร่วมทากิจกรรมกลุ่มจานวน ร้อยละ ๔๐
ระยะท่ี ๓ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาไม่เข้าร่วมทากิจกรรมกลุ่ม จานวน ๗ ครั้ง เท่ากับ
นักเรยี นท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญาไม่เขา้ รว่ มทากิจกรรมกลมุ่ จานวน ร้อยละ ๓๕

การศึกษาครั้งน้ีผลการวิจัยพบว่าการใช้เบ้ียอรรถกรสามารถลดพฤติกรรมไม่การเข้า
ร่วมทากิจกรรมกลุ่มของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จากการทดลอง ผู้วิจัยสังเกตพบว่า
การใช้เบี้ยอรรถกรเป็นสิ่งเสริมแรงท่ีมีประสิทธิภาพ ในการปรับพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์เปล่ียนเป็น
พฤติกรรมทพี่ ึงประสงค์ได้

ชอ่ื ผู้วิจยั นางสาวปยิ ะนุช ติ๊บวงศ์ (๒๕๖๒)
ชื่อเรื่อง ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนชื่อ - นามสกุลของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ เพ่ือเปรียบเทียบทักษะการเขียนของนักเรียนท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล กลุ่มเป้าหมาย คือ
นักเรียนชายท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา อายุ ๑๕ ปี จานวน ๑ คน ท่ีรับบริการปรับบ้านเป็น
ห้องเรียนเปลยี่ นพอ่ แมเ่ ปน็ ครู อาเภอแมท่ ะ จงั หวดั ลาปาง วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ค่าเฉล่ีย และ ผลต่าง
ของระยะก่อนการทดลองกับระยะหลังการทดลอง นาเสนอในรูปของตาราง และการแสดงกราฟ
เปรียบเทียบประกอบความเรยี งเชงิ พรรณนาซึ่งผลการศกึ ษาสรุปไดด้ ังนี้
ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้
ชุดฝึกทักษะการเขียนชื่อ - นามสกลุ ก่อนและหลงั การสอนโดยใช้โดยใช้แบบฝกึ การเขยี นช่อื -นามสกุล
ดังนี้

ระยะที่ ๑ (A1) ระยะก่อนการทดลองมีทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล เฉลี่ยอยู่ในระดับ
๑ คะแนน

ระยะท่ี ๓ (A2) ระยะหลังการทดลองมีทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล เฉล่ียอยู่ในระดับ
๒ คะแนน

จะเห็นไดวาการใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนช่ือ - นามสกุล ทาให้นักเรียนท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญามีทักษะการเขียนชื่อ - นามสกุล ท่ีเพ่ิมข้ึน ดังนั้น ชุดฝึกทักษะการเขียนชื่อ -
นามสกุล เหมาะสาหรับนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน สาหรับนักเรียนที่มีความ
บกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาในการฝกึ ทกั ษะการเขียนช่ือ – นามสกลุ

ชอื่ ผู้วิจยั นางสาวปุณยนชุ คาจติ แจม่
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนชื่อ-สกุลตามแบบของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทาง

สติปญั ญาโดยใชช้ ดุ กิจกรรมเสริมประสบการณ์

บทคดั ย่อ

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์ เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนช่ือ-สกุล
ตามแบบของนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา เพศหญิง อายุ ๑๗ ปี โครงการปรับบ้านเป็น
ห้องเรียนเปล่ียนพ่อแม่เป็นครู อาเภอแม่เมาะ จังหวัดลาปาง ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด
ลาปาง จากการประเมินความสามารถพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทักษะวิชาการใน
การดารงชีวิต พบว่านักเรียนสามารถเขียนช่ือ-สกุลของตนเองตามรอยประ แต่ไม่สามารถเขียนชื่อ-
สกุลของตนเองตามแบบได้ เคร่ืองมือการวิจัย คือ ๑) กิจกรรมปั้นดินน้ามันเป็นตัวอักษรช่ือและ
นามสกุลของตนเองตามร่องตัวอักษร ๒) กิจกรรมใช้สีเป็นรหัส ๓) กิจกรรมฝึกเขียน และ ๔) แบบ
บันทึกการให้คะแนนการเขียนช่ือ-สกุลตามแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยกราฟแท่ง การพรรณนา และ
ค่าร้อยละ ซง่ึ ผลการศกึ ษา สรปุ ไดด้ ังน้ี

ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร เ ขี ย น ช่ื อ -ส กุ ล ต า ม แ บ บ ข อ ง นั ก เ รี ย น ท่ี มี
ความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ พบว่า ก่อนใช้
ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ไม่สามารถเขียนชื่อ-สกุล
ตามแบบได้ คิดเป็นร้อยละ ๕๐ และหลังใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ นักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางสติปญั ญา มีความสามารถในการเขียนชือ่ -สกุลตามแบบได้ คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๔๕ แสดงให้เห็นว่า
ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนช่ือ-สกุลตามแบบของนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ พบว่านักเรียนได้รับการพัฒนา โดย
ความสามารถในการเขียนชื่อ-สกุลตามแบบเพิ่มข้ึนอย่างเห็นได้ชัด จากการเปรียบเทียบก่อนและหลัง
การใช้ชดุ กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ เพิม่ ข้นึ ร้อยละ ๔๕.๔๕

ช่อื ผู้วิจัย นางสาวพชั รนนั ท์ ไชยวงศ์ (๒๕๖๒)
ชื่อเรื่อง ผลของการใช้เบ้ียอรรถกรท่ีมีต่อพฤติกรรมการดึงชายเส้ือออกนอกกางเกงของเด็กที่มีความ

บ ก พ ร่ อ ง ท า ง ส ติ ปั ญ ญ า ใ น ศู น ย์ ก า ร ศึ ก ษ า พิ เ ศ ษ ป ร ะ จ า จั ง ห วั ด ล า ป า ง
ภาคเรียนที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒

บทคดั ย่อ

การวิจัยในคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาผลการใช้เบี้ยอรรถกรในการลดพฤติกรรม
การดึงช ายเส้ือออกนอกกางเกงของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบผ ล
การลดพฤติกรรมการดงึ ชายเส้ือออกนอกกางเกงของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลัง
การใช้เบีย้ อรรถกรของนักเรียนทมี่ ีความบกพร่องทางสติปัญญา ในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด
ลาปาง ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จานวน ๑ คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ียของแบบ
สังเกตและบันทึกพฤติกรรมระยะก่อนการทดลอง พฤติกรรมระยะระหว่างการทดลองและระยะหลัง
การทดลอง นาเสนอในรูปของตาราง และการแสดงกราฟเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ว่า
การใชเ้ บยี้ อรรถกรสามารถลดพฤติกรรมการดึงชายเสื้อออกนอกกางเกงของเด็กท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปญั ญาได้

ช่ือเรื่อง ผลการใชเ้ บยี้ อรรถกรทีม่ ีต่อการลดพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารของเด็กออทิสตกิ
ชื่อผู้วิจัย นายมงคล วิทยารัตน์
ตา้ แหน่ง ครผู ู้ช่วย
ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ภาคเรยี นที่ ๑

ผู้ศึกษาไดส้ รปุ ผลดงั นี้

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาผลการใช้เบี้ยอรรถกรที่มีต่อการลดพฤติกรรมเลือก
รับประทานอาหารของเด็กออทิสติก ซึ่งมีอายุ ๑๑ ปี มีเม่ือนักเรียนรับประทานอาหารกลางวันท่ีศูนย์
การศึกษาพิเศษประจาจังหวดั ลาปาง หนว่ ยบริการอาเภอเถนิ ขณะรับประทานอาหารนักเรียนจะเลือก
ทานเฉพาะหมู หรอื ไก่ จะไม่ยอมทานข้าว มีพฤติกรรมเขี่ย หรือเลือก หรือตักจับทานเฉพาะหมูหรือไก่
จึงได้นามาศกึ ษากอ่ นเรียนและหลังเรยี นโดยใชเ้ บีย้ อรรถกรเพื่อนาผลไปวเิ คราะห์ข้อมลู

ผลการศึกษาวจิ ัยพบวา่
ผลการใชเ้ บีย้ อรรถกรมีผลตอ่ การลดพฤตกิ รรมเลอื กรบั ประทานอาหารของเด็กออทสิ ติก
มีระดับพฤติกรรมที่ลดลงซึ่งจะเห็นได้ว่าคะแนนก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง จะมีจานวนร้อย
ละท่ลี ดลงซ่งึ มีรายละเอยี ดดงั นี้

ระยะท่ี ๑ ก่อนการทดลอง การใชเ้ บยี้ อรรถกรมีผลตอ่ การลดพฤติกรรมเลือกรับประทาน
อาหารของเด็กออทิสติก คา่ เฉลย่ี เสน้ ฐานของกลมุ่ ตัวอย่าง A1 ได้เทา่ กบั ๓.๘ คิดเปน็ ร้อยละของค่า
ระยะเสน้ ฐาน A1 ไดร้ ้อยละ ๑๐๐.๐๐

ระยะท่ี ๒ หลังการทดลอง การใช้เบ้ียอรรถกรมีผลต่อการลดพฤติกรรมเลือกรับประทาน
อาหารของเด็กออทิสติก ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง B1 ได้เท่ากับ ๑.๙ คิดเป็นร้อยละค่าเฉล่ียของกลุ่ม
ตัวอย่าง B1 ได้ร้อยละ ๕๐.๐๐ แสดงให้เห็นว่าหลังการใช้เบี้ยอรรถกรมีผลต่อการลดพฤติกรรมเลือก
รบั ประทานอาหารของเดก็ ออทสิ ติก ลดลงร้อยละ ๕๐.๐๐

หากพฤติกรรม ลดลงจากระยะเสน้ ฐานร้อยละ ๕๐ ขันไป ถือว่าอยใู่ นระดับดี

ระยะท่ี ๓ ก่อนการทดลอง การใชเ้ บีย้ อรรถกรมผี ลตอ่ การลดพฤติกรรมเลือกรับประทาน
อาหารของเด็กออทสิ ติก ค่าเฉลย่ี เสน้ ฐานของกลุ่มตัวอยา่ ง A2 ได้เทา่ กบั ๔.๕ คดิ เป็นรอ้ ยละของค่า
ระยะเสน้ ฐาน A2 ได้ร้อยละ ๑๐๐.๐๐

ระยะที่ ๔ หลังการทดลอง การใช้เบ้ียอรรถกรมีผลต่อการลดพฤติกรรมเลือกรับประทาน
อาหารของเด็กออทิสติก ค่าเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่าง B2 ได้เท่ากับ ๒.๕ คิดเป็นร้อยละค่าเฉล่ียของกลุ่ม
ตัวอย่าง B2 ได้ร้อยละ ๕๘.๘๘ แสดงให้เห็นว่าหลังการใช้เบ้ียอรรถกรมีผลต่อการลดพฤติกรรมเลือก
รับประทานอาหารของเด็กออทิสติก ลดลงรอ้ ยละ ๔๑.๑๒

หากพฤติกรรม ลดลงจากระยะเสน้ ฐานรอ้ ยละ ๓๕ ขันไป ถือวา่ อยใู่ นระดับปานกลาง

แสดงให้เห็นว่า ผลการใช้เบ้ียอรรถกรมีผลต่อการลดพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหาร
ของเด็กออทสิ ติก มีพฤติกรรมทลี่ ดลงอย่างเหน็ ไดช้ ัดเจน สามารถปรับพฤตกิ รรมได้ดตี ามลาดบั

ชื่อเร่อื ง ผลของการใช้ชุดฝกึ C2 โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ท่ีมีต่อความสามารถในการล้างภาชนะและ
ผู้วิจัย อปุ กรณ์ในการรบั ประทานอาหารของ
ภาคเรยี นที่ เดก็ ทีม่ ีความบกพร่องทางสติปญั ญาระดับปานกลาง
ปีการศกึ ษา มานะ บุญทวี
2
2562

การวิจัยในครั้งน้ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการการทางานบ้าน ด้านการ
ล้างภาชนะและอุปกรณ์รับประทานอาหาร ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลางที่
ได้รบั การสอนโดย ชดุ ฝกึ C2 โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัยเป็นเด็กท่ี
มคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาระดับปานกลาง อายุ 18 ปี กาลงั ศึกษาอยใู่ นระดับชั้นเตรียมความพร้อม
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง ท่ีรับบริการตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนเปล่ียนพ่อ
แม่เป็นครู อาเภอห้างฉัตร เครื่องมือท่ีใช้ ในการวิจัยในคร้ังนี้ ประกอบด้วย 1) ชุดฝึก C2 โดยการมี
สว่ นรว่ มของผู้ปกครอง 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง การล้างภาชนะและอุปกรณ์รับประทานอาหาร
3) แบบประเมินทักษะการดารงชีวิตประจาวัน (Daily life skills) ด้านความสามารถในการเลือกและ
จดั การงานบา้ น (Selecting and managing a household): การลา้ งภาชนะและอุปกรณ์รับประทาน
อาหาร และ 4) แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย
และค่าร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis)
ผลการวจิ ัยพบว่า ทักษะการดารงชวี ติ ประจาวัน (Daily life skills) ดา้ นความสามารถในการเลือกและ
จัดการงานบา้ น (Selecting and managing a household): การล้างภาชนะและอปุ กรณ์รับประทาน
อาหาร ของเด็กทมี่ คี วามบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลางหลังการสอนโดยใช้ชุดฝึก C2 โดยการ
มสี ่วนรว่ มของผู้ปกครองสงู กวา่ ก่อนไดร้ ับการสอนโดยใชช้ ุดฝึก C2 โดยการมสี ว่ นร่วมของผปู้ กครอง

ค้าส้าคัญ: เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง, ทักษะการดารงชีวิต
ประจาวัน, ความสามารถในการเลือกและจัดการงานบ้าน, การล้างภาชนะและอุปกรณ์รับประทาน
อาหาร, ชดุ ฝกึ C2, การมสี ว่ นร่วมของผปู้ กครอง

ชื่อวิจัย ผลการใช้การเสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ ที่มีต่อการลดพฤติกรรมไม่จดจ่อในการทา
กิจกรรมของเดก็ ออทสิ ติกท่ีรบั บรกิ ารในหน่วยบรกิ ารอาเภอเสรมิ งาม

ผ้วู ิจยั นางสาวรกั ศธิ ร ศรแก้ว

บทคัดยอ่

การศึกษาผลการใช้การเสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ ที่มีต่อการลดพฤติกรรมไม่จดจ่อในการทา

กิจกรรมของเด็กออทิสติกท่ีรับบริการในหน่วยบริการอาเภอเสริมงาม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนออทิสติก ที่รับ

บรกิ ารในศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดลาปางหน่วยบริการอาเภอเสริมงาม เพศ ชาย อายุ ๘ ปี จานวน ๑ คน

มีปญั หาเรอื่ งการจดจอ่ ในการทากิจกรรม โดยการนาการเสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ นามาใช้ในการพัฒนา
ผู้เรียน เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมไม่จดจ่อในการทากิจกรรมของนักเรียนออทิสติก ท่ีรับบริการในหน่วยบริการ
อาเภอเสรมิ งามกอ่ นและหลังการเสรมิ แรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ โดยคดั เลอื กกลมุ่ ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive Sampling) รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว (single subject design) แบบ
ABA ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียใพฤติกรรมการไม่จดจ่อ ก่อนและหลังการใช้ โปรแกรมการ
เสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ นักเรียนมีค่าเฉล่ียความถ่ีของพฤติกรรมการไม่จดจ่อลดลงในระยะท่ี
๒ แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการเสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ สามารถลดพฤติกรรมการไม่จดจ่อ
ของนักเรียนได้ เม่ือเปรียบเทียใพฤติกรรมการไม่จดจ่อ ก่อนและหลังการใช้ โปรแกรมการเสริมแรง
พฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ นักเรียนมีค่าเฉล่ียความถี่ของพฤติกรรมการไม่จดจ่อลดลงในระยะท่ี ๒ แสดง
ให้เห็นว่า โปรแกรมการเสริมแรงพฤติกรรมแบบดีอาร์ไอ สามารถลดพฤติกรรมการไม่จดจ่อของ
นักเรียนได้ แต่พฤติกรรมน้ันยังคงอยู่และไม่หมดไปซึ่งอาจมีบางครั้งท่ีพฤติกรรมอาจเพิ่มขึ้นจนถึงใน
ระดับคงเดิม เม่ือไม่มีสิ่งเสริมแรงซึ่งอาจเป็นผลมาจากระดับการรับรู้และสติปัญญา ของเด็กออทิสติก
ซ่ึงอาจหลงลืมหรือข้อจากัดในด้านสมาธิความจาและการจดจ่อในการทากิจกรรม หรือหากผู้สอน
ละเลยข้อตกลงจากการปล่อยท้งิ ไว้เป็นเวลานาน ดังนั้น จาเป็นต้องเน้นย้าหรือทบทวนข้อตกลงใหม่ทุก
ครงั้ และใชโ้ ปรแกรมอย่างสมา่ เสมอ

คำสำคญั การเสรมิ แรงพฤตกิ รรมแบบดีอารไ์ อ

ชื่องานวจิ ยั ในชัน้ เรียน ผลการใช้ส่ือตารางกิจวัตรประจาวันร่วมกับการใช้เบ้ียอรรถกรเพ่ือลด
พฤติกรรมอาละวาดของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ
ชอื่ ผ้วู จิ ยั เคลอ่ื นไหวหรือสขุ ภาพ
ภาคเรียนที่
ปีการศึกษา นางสาววชิ สุดา มงิ่ ปรชี า



๒๕๖๒

การวจิ ัยในคร้ังน้ีมีวัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ศึกษาผลการใช้สอื่ ตารางกิจวตั รประจาวันร่วมกบั เบี้ย
อรรถกรในการลดพฤติกรรมอาละวาดของเดก็ ทมี่ คี วามบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลอ่ื นไหวหรอื
สขุ ภาพ และเพ่อื เปรียบเทียบพฤติกรรมอาละวาดของเด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรอื การ
เคล่อื นไหวหรอื สุขภาพกอ่ นและหลังการใช้ส่ือการสอนทางสายตารว่ มกับเบย้ี อรรถกร กรณีศกึ ษา เพศ
ชาย อายุ ๗ ปี กาลงั ศกึ ษาระดบั ช้ันเตรยี มความพร้อม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ ศูนย์
การศกึ ษาพิเศษประจาจังหวดั ลาปาง หนว่ ยบริการอาเภอห้างฉัตร

การดาเนินการวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบการวิจัยสลับกลับ (ABA design) โดย

แบ่งการทดลองออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะท่ี ๑ ระยะเส้นฐาน เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ ระยะที่ ๒ ระยะ

ทดลองใชโ้ ปรแกรมการใช้เบยี้ อรรถกร เป็นเวลา ๔ สัปดาห์ ระยะท่ี ๓ ระยะติดตามผลหลังหยุดการใช้

เบี้ยอรรถกร เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ ทาการสังเกตและทดลอง เวลาทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา

๐๙.๐๐ น. – ๑๔.๐๐ น. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการศึกษาเฉพาะ

บุคคล (IEP) (IIP) ๒) สื่อทางสายตาภาพตารางกิจกรรมประจาวัน ๓) เบี้ยอรรถกร ๔) แบบบันทึก

พฤติกรรมอาละวาด

ผลการวิจัยพบว่า ผลการใช้ส่ือการสอนทางสายตาร่วมกับการใช้เบ้ียอรรถกรเพ่ือลด
พฤติกรรมอาละวาดของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ื อนไหวหรือสุขภาพได้โดยมี
ค่าเฉล่ียพฤติกรรมอาละวาด ในระยะเส้นฐาน (X = ๗.๖๗) สูงกว่าในระยะทดลอง (X= ๑.๖๗) และ
หลงั การทดลอง (X= ๐.๖๗)

ช่อื ผวู้ ิจัย นายสราวธุ แก้วมณวี รรณ

ชอ่ื เรอื่ งวจิ ัย ผลการใช้สอ่ื แอพพลเิ คชั่นทม่ี ตี ่อความสามารถในการอา่ นคาในชวี ิตประจาวัน ของ

นักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา

บทคดั ย่อ

การค้นคว้าแบบอิสระในคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคาใน
ชีวิตประจาวัน และพัฒนาแอพพลิเคช่ันการอ่านคาในชีวิตประจาวัน ของนักเรียนท่ีบกพร่องทาง
สติปัญญา และเปรียบเทียบความสามารถการอ่านคาในชีวิตประจาวัน ของนักเรียนท่ีมีความบกพรอง
ทางสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ แอพพลิเคชั่น กรณีศึกษา คือนักเรียนที่มีความบกพร อง
ทางสติปัญญา อายุ 12 ปี รับบริการท่ีบ้าน ตามโครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียนเปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู
อาเภอเมืองลาปาง จานวน 1 คน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2562 การวิจัยในครั้งน้ีเป็นการวิจัยใน
รูปแบบ แบบ One Group Pretest – Posttest Design โดยมีเครื่องมือท่ีใช้ในการศึกษาไดแก
แอพพลิเคช่ัน แผนการสอนเฉพาะบุคคล โดยใช้ แอพพลิเคชั่น จานวน 1 แผน แบบทดสอบ
วัด ความสามารถการอ่านคาในชีวิตประจาวัน ก่อน-หลังเรียน ด้วยแอพพลิเคชั่น จานวน 4 ชุด
โดยข้อมูลที่ไดจากการศึกษานามาวิเคราะห์ หาค่าเฉล่ีย ค่าร้อยละ และวิธีการพรรณนาเชิง
วิเคราะห์

ผลการศกึ ษาวจิ ัยสรปุ ได้ดงั น้ี

1. ไดแอพพลิเคชั่น สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร องทางสติปัญญา ด้านการอ่านคา
ในชีวิตประจาวัน แสดงผลทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบที่สร้างความสนใจ
โดยมีประสิทธิภาพ 75.00/85.00 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 75/75 ปรากฏว่าแอพพลิเคชั่นมีประสิทธิภาพ
และสามารถนามาใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคาในชีวิตประจาวัน สาหรับนักเรียนที่มี
ความบกพรองทางสตปิ ญั ญาได้

2. กรณีศึกษามีความสามารถการอ่านคาในชีวิตประจาวัน โดยใช้แอพพลิเคชั่น พบว่ามี
พัฒนาการสูงข้นึ โดยภาพรวมมีค่าเฉลยี่ ร้อยละ 55.00

ช่ือผู้วิจยั นางสาวสุพตั รา นามวงค์ (2562)

ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะความสนใจของเด็กท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
โดยใชภ้ าพประกอบรว่ มกับการลดความช่วยเหลือลงตามลาดับ

บทคัดย่อ

การวิจัยคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาทักษะความสนใจของเด็กท่ีมีความ
บกพร่องทางสติปัญญาหลังการใช้ภาพประกอบร่วมกับการลดความช่วยเหลือลงตามลาดับ 2) เพ่ือ
เปรียบเทียบทักษะความสนใจของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังการใช้
ภาพประกอบร่วมกับการลดความช่วยเหลือลงตามลาดับ ประชากร เด็กท่ีมีความบกพร่องทาง
สติปญั ญาเพศชาย อายุ ๖ ปี จานวน ๑ คน รับบริการท่ีหน่วยบริการประจาอาเภองาว จังหวัดลาปาง
ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง จากการประเมินความสามารถพ้ืนฐาน แบบประเมิน
ความสามารถพ้ืนฐานตามหลักสูตรสถานศึกษาสาหรับเด็กที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษระย ะแรกเริ่ม
ของศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๒ พบว่าความสามาใน
กลุ่มทักษะ ด้านสังคม ทักษะ การเล่น ทักษะย่อย : การเล่นเป็นกลุ่มสามารถปฏิบัติตามกฎหรือกติกา
โดยเลียนแบบเด็กอ่นื * ไมส่ ามารถสนใจฟงั นิทานหรอื เพลงนานติดต่อกัน ๕ – ๑๐ นาที* เคร่ืองมือการ
วิจัย คือ ภาพประกอบร่วมกับการลดความช่วยเหลือลงตามลาดับวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉล่ียในแต่
ละระยะท่ีมีทักษะความสนใจ ผลต่างขอระยะก่อนการทดลอง กับระยะหลังการทดลอง และการ
เปรียบเทียบวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการพิจารณาจากแผนภูมิกราฟ ซ่ึงเป็น
การวิเคราะห์ทางสายตา (Visual Inspection) (Tawney; & Gast. 1๙84 อ้างถึงใน (สมพร หวาน
เสร็จ, มปป ซึ่งไม่สามารถสรุปผลการศึกษาสรุปได้เนื่องจากในช่วงเก็บข้อมูล ได้มีประกาศศูนย์
การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง เร่ืองปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ตั่งแต่วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓
เป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงจากระทรวงศึกษาธิการ (ภาคผนวก ง) จึงไม่สามารถเก็บ
ขอ้ มูลตอ่ ได้

คาสาคญั : ทักษะความสนใจ

ชอื่ เรือ่ ง การศึกษาพฤติกรรมการไหว้ของเด็กออทสิ ตกิ โดยการสอนด้วยเรอ่ื งราวทางสงั คม
ผูว้ จิ ัย นางสาวสวุ ิมล ใจมา
ปี พ.ศ. ๒๕๖๒
หน่วยงาน ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดลาปาง

งานวิจัยเร่ือง การศึกษาพฤติกรรมการไหว้ของเด็กออทิสติกโดยการสอนด้วยเร่ืองราว
ทางสังคม ท่ีมารับบริการในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง มีวัตถุประสงค์เพ่ือเปรียบเทียบ
พฤตกิ รรมการไหว้ของเดก็ ออทิสติกกอ่ นและหลงั การสอนด้วยเรื่องราวทางสังคม ดาเนินการวิจัย โดย
เลือกกลุ่มเป้าหมายท่ีศึกษาเป็นเด็กออทิสติก อายุระหว่าง ๔- 1๔ ปี จานวน ๓ คน
โดยมีระดับความสามารถแตกต่างกันแต่มีปัญหาเดียวกันคือมีพฤติกรรมไม่ยกมือไหว้สวัสดีครูก่อน
ใช้เคร่ืองมือในการวิจัย คือหนังสือภาพเรื่องราวทางสังคม แผนการสอนเร่ืองราวทางสังคม
แบบบันทึกพฤติกรรมการไหว้ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองตามลาดับดังนี้ ๑) ข้ันก่อนการทดลอง
ผู้วิจัยขอหนังสือเชิญผู้เชียวชาญด้านการศึกษาพิเศษเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของ
เร่ืองราวทางสังคม และตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของแบบบันทึกพฤติกรรม ขออนุญาต
ผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมายเพ่ือสังเกตพฤติกรรม และทาการทดลอง และเลือกผู้ช่วยวิจัย 1 คน เพ่ือร่วม
ทาการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม โดยผู้วิจัย และผู้ช่วยวิจัยทาความเข้าใจกับนิยามศัพท์ของ
พฤติกรรมที่ต้องสังเกตเพื่อให้เข้าใจตรงกันจากนั้น๒) ข้ันการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ ใช้รูปแบบการวิจัย
แบบกลุ่มตัวอย่างเดียว (Single subject design) แบบหลายเส้นฐานต่างบุคคล (The multiple
Baseline Design across Subjects) ผูว้ จิ ยั ทาการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างท่ีได้คัดเลือกมา ๓ คน ดังน้ี
ระยะที่ ๑ (A1) ระยะเส้นฐานผู้วิจัย และผู้ช่วยวิจัยสังเกตพฤติกรรมการไหว้ของเด็กทั้งสองคนโดย
สังเกตทลี ะคน แตย่ งั ไม่มีการจดั กระทาใดๆ และให้เป็นไปตามกิจวัตรประจาวันของเด็กผู้วิจัยและผู้ร่วม
สงั เกต บนั ทึกการเกิดพฤติกรรมลงในแบบบันทึกพฤติกรรมการ ในช่วงเวลาหนึ่งจนกว่าข้อมูลเส้นฐาน
พฤติกรรมของเด็กแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะคงที่ ระยะท่ี ๒ (B) ระยะทดลอง เป็นการใช้ (Treatment)
เป็นระยะทเ่ี ริ่มทาการทดลองโดยนาเร่อื งราวทางสังคมในการสอนทักษะการไหว้มาใช้กับเด็กท่ีเป็นกลุ่ม
ตัวอย่างท้ังสองคน โดยอ่านเร่ืองราวทางสังคมให้เด็กฟัง และนาเด็กไปสู่สถานการณ์จริง และบันทึก
พฤติกรรมคือ การไหว้สวัสดีครูท่ีหน้าประตู ผู้วิจัยนามาพบครู ๒ ห้องเรียน คือห้องเด่นพัฒนาการ
และหอ้ งวาจาส่ือสาร ระยะท่ี ๓ (A2) เปน็ ระยะตดิ ตามผล ระยะน้ีเปน็ การติดตามผลหลังจากหยุดการ
ใช้เรื่องราวทางสังคม เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ เพื่อดูความคงท่ีของพฤติกรรมท่ีต้องการให้เปล่ียนแปลงไป
ในทศิ ทางท่ีพึงประสงค์

ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการไหว้ของเด็กออทิสติก ก่อนและหลังการสอนด้วยเรื่องราวทางสังคม
พบว่าพฤติกรรมการไหว้ของเด็กออทิสติก หลังการใช้การสอนด้วยเร่ืองราวทางสังคม
มีพฤตกิ รรมการไหว้เพม่ิ ข้นึ กว่าก่อนการสอนด้วยเรือ่ งราวทางสงั คม

ชอ่ื โครงการวจิ ัย : ผลการใช้บตั รภาพส่ือสารท่ีมีผลต่อความสามารถในการสื่อสารของเด็กบกพร่อง
ทางสติปัญญา
ผู้วจิ ัย :
พ.ศ : นางสาวเสาวลักษณ์ ทิพย์ชะ
256๒

การวิจัยครง้ั น้มี จี ุดมุ่งหมายเพ่อื เปรยี บเทียบทักษะการสื่อสารของนักเรียนสติปัญญาก่อน
และหลังการส่ือสารด้วยบัตรภาพ กลุ่มเป้าหมายนักเรียนท่ีรับบริการห้องเรียนช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม
(บกพร่องทางสติปัญญา) จานวน ๑ คน ในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง หน่วยบริการ
อาเภอแจ้ห่ม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ ซึ่งผู้วิจัยใช้การวิจัยทางการศึกษาพิเศษในรูปแบบ
Single Subject Design ประเภท ABA ดาเนินการทดลองในขณะที่นักเรียนทากิจกรรมในห้องเรียน
รว่ มกนั กบั เพ่ือนในช้ันเรียนและเรียนอยู่ที่บ้านกับผู้ปกครอง ผู้วิจัย ดาเนินการสังเกตและบันทึกทักษะ
การส่ือสาร อย่างต่อเนื่องให้เด็กกลุ่มเป้าหมายใช้เวลาในการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม ในช่วงเวลา
๘.๐๐ – ๑๓.๓๐ น. สัปดาห์ละ ๗ วันเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบการสังเกตและบันทึก

พฤตกิ รรม และชุดบตั รภาพส่อื สาร

ผลการวิจัย ผลการใช้บัตรภาพสื่อสารท่ีมีผลต่อความสามารถในการส่ือสารของเด็กบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญา

สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ต้ังไว้คือ ความสามารถในการส่ือสารของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาสูงข้ึน
หลังจากการใช้บัตรภาพสื่อสารร่วมกบั เบ้ยี อรรถกร ผลหลงั จากใช้คาชมและการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถ
กร ปรับพฤติกรรมท่ีประสงค์ ของนักเรียนบกพร่องทางสตปิ ญั ญาอายุ ๑๗ ปี จานวน ๑ คน โดยใช้บัตร
ภาพสื่อสาร คาชมร่วมกับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร ผลปรากฏว่ากลุ่มทดลองมีพฤติกรรมเพ่ิมข้ึน
กวา่ การทดลอง

ช่อื ผูว้ ิจยั นางสาวอรทยั อามาตย์

ชอ่ื เรอ่ื ง การศึกษาผลของการใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรท่ีมีต่อพฤติกรรมการพูดคุย
ระหว่างท่คี รูกาลงั สอน ของเดก็ ทีม่ คี วามบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลอ่ื นไหว

บทคดั ย่อ

การวิจัย การศึกษาผลของการใช้การเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกรที่มีต่อพฤติกรรม
การพูดคุยระหว่างที่ครูกาลังสอน ของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหว ท่ีรับ
บริการในศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง ห้องเรียนเด่นพัฒนาการ ภาคเรียนท่ี ๒ ปี
การศึกษา ๒๕๖๒ มีวตั ถุประสงค์ คอื เพ่ือเปรยี บเทียบพฤติกรรมการพูดคุยระหว่างที่ครูกาลังสอน ของ
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหว ก่อนและหลังการใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ย
อรรถกร โดยกลุ่มเปา้ หมาย คือ เด็กมีความบกพรอ่ งทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว จานวน ๑ คน รับ
บรกิ าร ในศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษประจาจังหวดั ลาปาง ซ่ึงผลการศึกษาสรุปได้ดงั น้ี

ระยะที่ ๑ (A๑) หรือระยะก่อนการทดลอง มีจานวนความถ่ีท่ีมีพฤติกรรมการพูดคุยระหว่างที่
ครูกาลังสอน เท่ากับ ๔๖ ครั้ง มีค่าเฉล่ียของพฤติกรรมการพูดคุยระหว่างท่ีครูกาลังสอน ๙.๒ ระยะท่ี
๒ (B๑) หรือระยะการทดลอง มีจานวนความถ่ีท่ีมีพฤติกรรมการพูดคุยระหว่างที่ครูกาลังสอนเท่ากับ
๒๖ ครั้ง มีคา่ เฉล่ียของพฤตกิ รรมการพูดคุยระหว่างที่ครูกาลังสอน ๒.๖ และระยะท่ี ๓ (A๒) หรือระยะ
ถอดถอนการทดลอง มีจานวนความถที่ ่มี พี ฤติกรรมการพูดคยุ ระหว่างท่ีครูกาลังสอนเท่ากับ ๑๘ ครั้ง มี
คา่ เฉล่ียของพฤติกรรมการพูดคยุ ระหวา่ งท่ีครกู าลังสอน ๓.๖

หัวข้อวิจัย ผลการใช้จ๊กิ ซอวท์ ่ีมีต่อพฤติกรรมการอยู่ไมน่ ่ิงของนกั เรยี นทมี่ ีความบกพร่องทาง
สตปิ ญั ญา ภาคเรียนท่ี ๒ ประจาปกี ารศึกษา ๒๕๖๒

ผ้วู จิ ยั นายอุเทน ขอน้อย

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมเพ่ือศึกษา
พฤติกรรมอย่ไู มน่ ิง่ ของนักเรียนสติปัญญา หลังการใช้การเสริมแรงทางบวกด้วยจ๊ิกซอว์กลุ่มตัวอย่างที่
ใช้ในการทดลองคร้ังนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง อาเภอเมือง จังหวัดลาปาง จานวน
๑ คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการดาเนินการวิจัย ๓๐ ครั้ง
คร้ังละ ๖๐ นาที เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคือ ๑). แบบสังเกตและบันทึกพฤติกรรมซึ่งใช้สังเกตและ
บันทึกพฤติกรรม ๓ ระยะ คือ ก่อนใช้แรงเสริมด้วยกระดานสะสมแต้มรางวัล ช่วงท่ีใช้แรงเสริงบวก
ทางบวกดว้ ยจก๊ิ ซอว์ และหลงั จากการใชแ้ รงเสรมิ ทางบวกด้วยจก๊ิ ซอว์ ๒). แบบสารวจส่ิงเสริมแรง ๓).
ตารางสรปุ บันทึกพฤติกรรม เป็นรางวัลจากการสารวจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉล่ียค่า
รอ้ ยละนาเสนอขอ้ มูลโดยกราฟเสน้ ประกอบคาบรรยาย ซ่ึงผลการศกึ ษาสรปุ ได้ดงั นี้

๑. ขั้นเส้นฐาน (Baseline Phase หรือ A1 Phase) ระยะเส้นฐาน ก่อนใช้เทคนิค
การเสริมแรงทางบวกด้วยจ๊ิกซอว์ข้ันน้ีเป็นข้ันท่ีผู้วิจัย สังเกตและบันทึกความถ่ีของอยู่ไม่น่ิง ใช้
ระยะเวลา ๒ สัปดาห์ คือ สัปดาห์ที่ ๑ และสัปดาห์ที่ ๒ สังเกตและบันทึกความถ่ีของพฤติกรรมอยู่
ไม่นิ่ง ขณะช่วงเวลาทากิจกรรมกลุ่ม ในสภาพการณ์ปกติก่อนการวางเงื่อนไข คือ ก่อนการใช้จิ๊ก
ซอว์เป็นตัวเสริมแรง และได้สรุปจากการสังเกตพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ในสัปดาห์แรกรวมจานวนความถ่ี
พฤติกรรมท่เี กดิ ขึน้ ในสปั ดาห์ ท่ี 1 รวมความถ่ขี องพฤติกรรมอยูไ่ มน่ ง่ิ ทั้งหมด 20 ครั้ง และสัปดาห์
ท่ี 2 รวมความถีข่ องพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ท้ังหมด 19 ครั้ง รวมการเกิดพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ในระยะเส้น
ฐาน ก่อนใช้จิ๊กซอว์ เป็นตัวเสรมิ แรงจานวน 39 ครง้ั ซึง่ ได้ค่าเฉลย่ี ของพฤติกรรมอยูไ่ มน่ ่งิ 3.9

2. ขั้นใช้วิธีการปรับพฤติกรรม (Treatment Phase หรือ B1 Phase) ระยะท่ีใช้แรง
เสริมทางบวกแรงทางบวกด้วยจิ๊กซอว์ข้ันนี้เป็นข้ันที่ผู้วิจัยดาเนินการปรับพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง โดย
วิธีการให้แรงเสริมทางบวกเป็นจ๊ิกซอว์เพ่ือศึกษาผลของวิธีการดังกล่าวที่มีต่อพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ของ
กรณศี กึ ษาการสังเกตและบนั ทึกพฤติกรรมนี้ใช้เวลาระยะเวลา 2 สัปดาห์ และได้สรุปจากการสังเกต
พฤตกิ รรมอยไู่ ม่นิ่ง ในสัปดาห์ท่ี 3 รวมจานวน 15 ครง้ั และสปั ดาห์ที่ 4 จานวน 8 ครงั้ รวมการเกิด
พฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ในระยะ ปรับพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง โดยใช้จ๊ิกซอว์เป็นตัวเสริมแรง ระยะน้ีมีความถ่ี
ของพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ลดลงเป็นจานวนความถ่ีของพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง จานวน 23 ครั้ง ซึ่งได้
ค่าเฉล่ียของพฤตกิ รรมการท้งิ ตวั ลงพ้ืนเวลาถูกขัดใจ 2.3
3. ขัน้ สลบั กลับ (Reversal Phase หรือ A2 Phase) ระยะทง่ี ดการใช้แรงเสริมทางบวกด้วยจิ๊กซอว์
เป็นข้ันท่ีผู้วิจัยหยุดใช้วิธีการให้แรงเสริมทางบวกทางบวกด้วยจิ๊กซอว์ในการปรับพฤติกรรม อยู่ไม่น่ิง
แล้วบันทึกความเปล่ียนแปลงของพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ของกรณีศึกษา และผู้ศึกษาสังเกตบันทึกและ
สรุปผล ของกรณีศึกษาดังนี้ การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมระยะนี้ใช้ระยะเวลา 2 สัปดาห์ และได้
สรุปจากการสังเกตพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ในสัปดาห์ที่ 5 รวมความถี่ของพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง ทั้งหมด 9
คร้ัง และสัปดาห์ที่ 6 จานวน 5 คร้ัง รวมการเกิดพฤติกรรมอยู่ไม่น่ิง ในระยะงดใช้กระดานสะสม
แต้มรางวัล เป็นตวั เสรมิ แรงจานวน 14 ครัง้ ซึ่งไดค้ า่ เฉลี่ยของพฤตกิ รรมอยู่ไมน่ ่งิ 1.4

ชื่องำนวิจัยในชน้ั เรยี น ผลของกิจกรรมนันทนาการที่มีตอ่ ทักษะกล้ามเนอื้ มดั ใหญ่ของกรณศี กึ ษา
ที่มีความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญา นกั เรียนห้องเรียนเตรียมความพร้อมและรับ
บริการทีบ่ ้านอาเภองาว

ชอ่ื ผู้วิจยั นายเอกนรนิ ทร์ สว่างกาย

ภำคเรียนท่ี 2

ปกี ำรศึกษำ 2562

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบผลของกิจกรรมนันทนาการ
ที่มีผลต่อทักษะกล้ามเน้ือมัดใหญ่ของกรณีศึกษาท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา นักเรียนห้องเรียน
เตรียมความพร้อมและรับบริการท่ีบ้านอาเภองาว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นโปรแกรมการฝึก
กิจกรรมนันทนาการ และแบบประเมินทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ที่พัฒนามาจากแบบประเมิน
พัฒนาการสาหรับเด็กร่างกายพิการเนื่องจากสมอง และเด็กท่ีบกพร่องทางสติปัญญา ของหน่วย
ศึกษานิเทศก์ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการและแบบประเมิน
ด้านการเคลื่อนไหวของคู่มือฝึกเด็กในการดารงชีวิตประจาวัน และคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การ
ทดสอบและฝกึ ทักษะของสถาบนั ราชานุกูล กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ

ผลการวิจัยพบว่า กรณีศึกษาที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา อายุ 17 ปี เพศหญิง
นักเรียนห้องเรียนเตรียมความพร้อมและรับบริการที่บ้านอาเภองาว ปีการศึกษา 2562
หลังจากได้รับกิจกรรมนันทนาการมีความสามารถในการใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่สูงขึ้น และความสามารถ
ใ น ก า ร ใ ช้ ก ล้ า ม เ น้ื อ มั ด ใ ห ญ่ ห ลั ง จ า ก ไ ด้ รั บ กิ จ ก ร ร ม นั น ท น า ก า ร สู ง ก ว่ า ร ะ ดั บ ค ว า ม ส า ม า ร ถ
ในการใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่ก่อนได้รับการจัดกิจกรรมนันทนาการ สรุปได้ว่าโปรแกรมการฝึก
กจิ กรรมนันทนาการท่ผี วู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษามา มคี วามเหมาะสมที่จะนาไปพัฒนาทักษะทางกลไกกล้ามเน้ือมัด
ใหญข่ องเด็กทีม่ ีความบกพรอ่ งทางสติปญั ญา


















Click to View FlipBook Version