ภาษานอกจากจะเป็ นเคร่ื องแสดงวฒั นธรรม แสดงความเป็ นชาติ
และเป็ นเครื่องมือสื่อสารในชีวิตประจาํ วนั ของมนุษยแ์ ลว้ ยงั เป็ นเคร่ืองมือที่
สําคัญยิ่งในการศึกษาหาความรู้และแสดงความรู้ เราเรียนรู้ภาษาเพื่อรับ
ความรู้สึก ความคิด ความรู้จากผูอ้ ื่น และใช้ภาษาสื่อความรู้สึกความคิดและ
ความรู้ไปยงั ผูอ้ ่ืนเช่นกนั ผูท้ ี่มีทกั ษะในการใชภ้ าษาดี รู้หลกั การใชภ้ าษาอย่าง
ถ่องแท้ ย่อมสามารถใชภ้ าษาไทยส่ือสารในชีวิตประจาํ วนั และในงานอาชีพ
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง มีศิลปะและสุนทรียภาพ
๑ การเขยี นสะกดคาํ และออกเสียงคาํ ให้ถูกต้อง
คาํ ทอ่ี อกเสียง /อะ/ เขียนได้ท้งั แบบประวสิ รรชนีย์และไม่ประวสิ รรชนีย์ ดงั นี้
คาํ ที่ประวสิ รรชนีย์ ไดแ้ ก่
คาํ ไทยแท้ทอี่ อกเสียง /อะ/ ท้งั เต็มมาตราและไม่เต็มมาตรา
กระจง ตะขาบ มะนาว กระดาก
กะทิ ตะกร้า ทระนง ขะมุกขะมอม
กระดาน มะยม ละมงั่ ทะมดั ทะแมง
คะมาํ มะขาม ละลาย ตะกกุ ตะกกั
ชะลอม มะดนั สะพาย สะอิดสะเอียน
คาํ ทเ่ี กดิ จากการก่อนเสียงเป็ น /อะ/ ตะปู (ตาปู)
มะม่วง (หมากม่วง) ตะวนั (ตาวนั ) มะเฟื อง (หมากเฟื อง) ตะกวด (ตวั กวด)
สะใภ้ (สาวใภ)้
มะพร้าว (หมากพร้าว) สะดือ (สายดือ) ตะไคร้ (ตน้ ไคร้)
ตะเข้ (ตวั เข)้ ฉะน้นั (ฉนั น้นั ) ตะเคียน (ตน้ เคียน)
คาํ ทม่ี าจากภาษาบาลี สันสกฤตทพี่ ยางค์ท้ายออกเสียง /อะ/
และพยางค์หน้าออกเสียง กระ ตระ ประ
พละ ภาชนะ สมั ปชญั ญะ กระษยั
ลกั ษณะ ศิลปะ ชาตะ ตระกลู
ขณะ ศีรษะ อาสนะ ประโยชน์
ทกั ษะ สาธารณะ อิสระ ประวตั ิ
ธุระ สรณะ อกั ขระ ประสาท
คาํ ทม่ี าจากภาษาตะวนั ออกอ่ืนๆ ทไ่ี ม่ใช่ภาษาบาลี สันสกฤต
จีน : บะหมี่ แป๊ ะซะ กะหล่าํ กระดาก
ญ่ีป่ ุน : ซากรุ ะ กลู ิโกะ คาราโอเกะ ขะมุกขะมอม
เขมร : กระจาย ชาํ ระ ตะแลงแกง ทะมดั ทะแมง
พม่า : องั วะ มะริด มณั ฑะเลย์ ตะกกุ ตะกกั
มอญ : กระแจะ ฝาละมี ตะละแม่ สะอิดสะเอียน
ชวา-มลายู : กระดงั งา ตะเบะ๊ มะงุมมะงาหรา
คาํ ที่ไม่ประวสิ รรชนีย์ ไดแ้ ก่
คาํ ทอ่ี อกเสียง อะ กง่ี เสียง และคาํ อกั ษรนํา
กนก ถล่ม เผชิญ
ขนาด ชนิด ผดุง
ขยาย ชนกั สงวน
จรัส ตลิ่ง สบาย
ฉลาด ผนวช สบู่
เฉพาะ ผนึก อร่อย
คาํ ทอ่ี อกเสียง อะ กง่ี เสียง และคาํ อกั ษรนํา
ณ (ใน) เช่น ณ ท่ีน้ี พนกั งาน (พอ่ นกั งาน, ผนู้ กั งาน)
ธ (ท่าน, เธอ) เช่น ธ ประสงคส์ ่ิงใด พยาน (ผญู้ าณ)
ทนาย (ท่านนาย, แทนนาย) ฯพณฯ (พอ่ เหนือหวั เจา้ ท่าน, พระเดชพระคุณ)
คาํ ทมี่ าจากภาษาบาลี สันสกฤตทพี่ ยางค์ท้ายออกเสียง /อะ/ ในพยางค์อื่น ๆ
ซึ่งมใิ ช่พยางค์ท้ายคาํ และคาํ สมาส
กรณี มาตรฐาน วรี ชน พลศึกษา
กิจกรรม นภา สรณะ มนุษยสัมพนั ธ์
คณบดี มติ สดุดี ศิลปศึกษา
ธุรกิจ อวตาร อรหนั ต์ อิสรภาพ
คาํ ทม่ี าจากภาษาเขมร
กบาล ฉงน ถนน ผาก สงบ
ขจี ฉบบั โฉนด ผสม สงดั
สดบั
ขนุน ถนอม ทลาย ลออ
คาํ ทม่ี าจากภาษาเขมร
เขนย (เกย) ขนาน (ขาน) เผดิม (เดิม) ผนวก (บวก)
ขนด (ขด) เสนียด (เสียด)
แผนก (แผก) ผนวช (บวช)
การเขยี นคาํ ทใ่ี ช้สระ ใ, ไ และ อยั ไอย มดี งั นี้
คาํ ท่ีใชส้ ระ ใ (ไมม้ ว้ น)
พระยาผดุงวิทยาเสริม (กาํ จดั พลางกรู ) ผเู้ รียบเรียงแบบเรียนเร็วใหม่ ก ข ก กา ได้
แต่งเป็นกาพยไ์ วม้ ี ๒o คาํ คือ
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูนํา้ ใสและปลาปู
ส่ิงใดอยู่ในตู้ มใิ ช่อยู่ใต้ต่ังเตยี ง
บ้าใบ้ถือใยบวั หูตามวั มาใกล้เคยี ง
เล่าท่องอย่าละเลยี่ ง ยส่ี ิบม้วนจําจงดี
คาํ ที่ใชส้ ระ ไ (ไมม้ ลาย)
นอกเหนื อจากคําท่ี ใช้ไม้ม้วน ๒๐ คํา คําอ่ื น ๆ และคําที่ รับมาจาก
ภาษาต่างประเทศใช้สระไอ เช่น ร้องไห้ ไหล ตะไคร่ ไส ไน ไย ไผท ไพรี ไพโรจน์ ไศล
อุปไมย ไต้หวนั ไทเป ไต้ก๋ง ซามูไร อะไหล่ ไลฟ์ ไวตามิน แม่น้ําไนล์ ไมโครโฟน
ไดโนเสาร์ ฯลฯ
คาํ ที่ใช้ อยั จากคาํ บาลี สนั สกฤต
เช่น วนิ ิจฉยั อาลยั วนิ ยั สงสยั อยั การ หทยั ภยั นิสยั ปัจจยั ปราศรัย ฯลฯ
คาํ ท่ีใช้ ไอย จากคาํ บาลี สนั สกฤต
เช่น ประชาธิปไตย ไวยากรณ์ อสงไขย ไทยทาน
การเขียนคาํ ทใ่ี ช้สระ อาํ ใช้กบั คาํ ลกั ษณะดงั นี้
คาํ ไทยทว่ั ไป เช่น จาํ ขาํ ราํ ลาํ ไย ฯลฯ
คาํ บาลี สันสฤต ที่คาํ เดิมมีเสียง /อะ/ แลว้ มี /ม/ ตาม เช่น อาํ มาตย์ (อมาตย)์ อาํ มหิต (อมหิต)
อาํ มฤต (อมฤต)
คาํ ทแี่ ผลงมาจากคาํ อื่น เช่น
กาํ ไร - ไกร จาํ รูญ - จรูญ ชํานาญ - ชาญ ทาํ เนียบ - เทียบ
กาํ ราบ - กราบ จาํ แนก - แจก ดาํ เนิน - เดิน ทาํ นาย - ทาย
กาํ เนิด - เกิด จาํ นาํ - จาํ ตาํ แหน่ง - แต่ง สาํ แดง - แสดง
คาํ รบ – ครบ จาํ นอง - จอง ตาํ รวจ – ตรวจ ตรา - ตาํ รา
สาํ ราญ - สราญ
คาํ ทมี่ าจากภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาบาลี สันสกฤตและภาษาองั กฤษ
เช่น กาํ มะหยี่ สาํ เภา กาํ มะลอ กาํ ยาน กาํ มะถนั ราํ มะนา กาํ จร สาํ ป้ัน กาํ ธร
การเขียนคาํ ทใ่ี ช้ อมั (อะ + ม)
ใชเ้ ขียนคาํ ท่ีมาจากภาษาบาลี สนั สกฤต ซ่ึงเดิมเป็นเสียง /อะ/ มี /ม/ สะกด
หรือคาํ ท่ีนฤคหิต ( ° ) สนธิกบั พยญั ชนะวรรค ปะ (ป ผ พ ภ ม) เช่น
คมั ภรี ์ (คมฺภรี ) สัมฤทธ์ิ (สมฺฤทธิ) สัมมนา (สํ + มน) สัมผสั (สํ + ผสฺส)
อมั พาต (อมฺพาต) อุปถัมภ์ (อุปถมฺภ) สัมพนั ธ์ (สํ + พนฺธ) สัมภาษณ์ (สํ + ภาษณ)
การเขียนคาํ ทใี่ ช้ อมั (การเขยี นคาํ ทใ่ี ช้ ทร, ซ ให้สังเกตความหมายของคาํ เป็ นสําคญั ได้แก่
คาํ ทใ่ี ช้ ทร มกั จะอ่านออกเสียงเป็ น /ซ/ มดี งั นี้
คาํ ทใี่ ช้ ซ มที ้งั ทเี่ ป็ นคาํ ไทยแท้และคาํ ทรี่ ับมาจากภาษาอ่ืน เช่น
�â â �ff â� â êč �â �â č� â ęē
âę� âęč â ǽ��â đ�ê â �ĕðďfig â �ďč b � â �fi�â ��
â ęďâ ę� �â � â čfi�ē ffiâ ǽ� âffi�� ðē
â ċff�č â �� â â�ģêģff �â b â ę�b��êð�
การเขียนคาํ ทม่ี รี ูปวรรณยุกต์ มขี ้อควรสังเกตดงั นี้
คาํ ทมี่ พี ยญั ชนะต้นเป็ นอกั ษรกลาง
คาํ เป็น พ้ืนเสียง๑ เป็นเสียงสามญั รูปและเสียงวรรณยกุ ตจ์ ะตรงกนั เช่น กา ดิน ก่ิง ป้าย แกว้ บ๊วย
ตุ๊ต๊ะ ป๋ ุย ก๋วยเต๋ียว ฯลฯ
๑ พ้นื เสียง คือ คาํ ท่ีไม่มีรูปวรรณยกุ ตก์ าํ กบั เช่น กิน ของ โทน
คาํ ทม่ี พี ยญั ชนะต้นเป็ นอกั ษรกลาง
คาํ ตาย พ้ืนเสียงเป็นเสียงเอก เช่น กกั กลบั กระตุก ตุกติก ดบั สะดุด ฯลฯ
คาํ ทมี่ พี ยญั ชนะต้นเป็ นอกั ษรตาํ่
คาํ ตาย ประสมดว้ ยสระเสียงส้นั พ้นื เสียงเป็นเสียงตรี เช่น นะ คะ ซกั ซุบซิบ วบิ วบั ยกุ ยกิ รับ
ครับ ยกั ษ์ ฯลฯ
คาํ ทม่ี พี ยญั ชนะต้นเป็ นอกั ษรต่ํา
คาํ เป็น หรืออกั ษรต่าํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงยาว ท้งั คาํ เป็ นและคาํ ตายผนั ดว้ ยวรรณยกุ ตโ์ ทจะเป็ น
เสียงตรี การเขียนจะใชร้ ูปวรรณยกุ ตโ์ ทเสมอ เช่น คลุง้ คร้ึม ฟุ้งเฟ้อ ฟ้า ฟ้อน นอ้ ม น้ี โวย้ เฮย้ เชิ้ต
ร้อง โนต้ พร้อม แงม้ พ้นื โพลเ้ พล้ ฮา้ ไฮ้ ฯลฯ
คาํ ทมี่ ตี วั การันต์
หมายถึง คาํ ท่ีมีพยญั ชนะและเคร่ืองหมายทณั ฑฆาต ( ) กาํ กบั หรือคาํ ท่ีมีพยญั ชนะ
และสระ แลว้ มีเคร่ืองหมายทณั ฑฆาต ( ) กาํ กบั อาจจะอยทู่ า้ ยคาํ หรือกลางคาํ กไ็ ด้ เช่น
กาญจน์ โทรศพั ท์ ภาพยนตร์ กอลฟ์ ฟิ ลม์
ลกั ษณ์ บริ สุทธ์ ิ สญั ลกั ษณ์ คอนเสิร์ต เฟิ ร์น
คมั ภีร์ ผสมพนั ธุ์ สร้างสรรค์ ชอลก์ มอเตอร์ไซค์
สตางค์ ผลลพั ธ์ สมั ฤทธ์ิ เปอร์เซ็นต์
ชนม์ พกั ตร์ อตุ ส่าห์ เคานเ์ ตอร์ แทรกเตอร์
เสิร์ฟ
การเขียนคาํ พ้องเสียง
ตอ้ งพจิ ารณาความหมายของคาํ จากบริบทในประโยค เช่น
การเขยี นคาํ สมาส
นอกจากการเขียนสะกดคําให้ถูกต้องแล้ว การออกเสี ยงคําให้ถูกต้อง
ก็มีความสาํ คญั ต่อการสื่อสารเช่นเดียวกนั ผูส้ ่ือสารตอ้ งออกเสียงคาํ ใหช้ ดั เจน ถูกตอ้ ง
ตามอักขรวิธีและความนิยม ออกเสียงควบกล้าํ ร ล ได้ชัดเจน อ่านคาํ สมาส
คาํ ยอ่ ต่าง ๆ ถูกตอ้ ง โดยศึกษาคาํ อ่านจากพจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานเป็นหลกั
๒ การใช้คาํ ให้ตรงความหมาย
คาํ มคี วามหมายหลายอย่าง คาํ บางคาํ มหี ลายความหมาย
การใชค้ าํ จึงตอ้ งคาํ นึงถึงบริบท หรือถอ้ ยคาํ ท่ีแวดลอ้ มเพือ่ ใหเ้ กิดความแจ่มชดั ไม่กาํ กวม เช่น
ขดั หมายความว่า ๑. ฝ่ าฝื น เช่น ขดั คาํ สัง่
๒. ไม่คล่อง เช่น หายใจขดั
๓. ไม่ลงรอยกนั เช่น สองคนน้ีขดั กนั อยเู่ ร่ือย
คาํ บางคาํ มคี าํ มีความหมายใกล้เคยี งกนั คาํ บางคาํ มีความหมายเหมือนกนั
หรือใกลเ้ คียงกนั แต่ไม่อาจใชแ้ ทนกนั ไดเ้ สมอไป
คาํ เหล่าน้ีมกั มีความแตกต่างกนั ไม่อยา่ งใดกอ็ ยา่ งหน่ึง เช่น
คาํ มคี วามหมายแฝง
คาํ บางคาํ นอกจากมีความหมายตามตวั แลว้ ยงั มีความหมายแฝงท่ีตอ้ ง
ตีความ อาจมีความหมายเชิงอุปมา หรือความหมายโดยนยั เช่น
à ffč á ęċ ǽę� ĕä �� ĕď�đ ǽę��ď�(� ê�ďĕď�đb�ďbêff)
à ffč�ď�á ǽ�ę� ĕä �� c ��
ĕď�đ ĕä �fi��b��g�bę�đ (� ê�ďĕď�đ���)
c ��
č ę��á ęċ ê�ǽd�� ĕď�đ ǽê�ǽ�êèę�ďðęċ ǽê��ǽę�č ċ č ć ę�����
ǽ�êèę�ď�ǽę�č c �� (� ê�ďĕď�đb�ďbêff)
� èď����č � èċffđč�èę�ď ĕď�đ � č ć �gç�č ċ ðêfi�ðċ ��� èć �gǽč�ć ē�gǽ� æ ć č�gffģč
�� ��ĕďę�č ǽ�êèę�ď�ǽę�č
คาํ มคี วามหมายแคบ – กว้างต่างกนั
คาํ บางคาํ มีความหมายเฉพาะเจาะจง คาํ บางคาํ มีความหมายโดยรวม
การเลือกใชค้ าํ ควรพิจารณาใชใ้ หถ้ ูกตอ้ งตรงตามความหมาย ตวั อยา่ งคาํ ที่มี
ความหมายแคบ - กวา้ งต่างกนั ต่อไปน้ี เรียงลาํ ดบั จากคอลมั น์ท่ี ๑ เป็นคาํ ท่ี
มีความหมายกวา้ งท่ีสุดในกลุ่ม ถึงคอลมั น์ที่ ๔ เป็ นคาํ ที่มีความหมายแคบ
ท่ีสุด เช่น
๓ การใช้คาํ ให้ถูกต้องตามหน้าทขี่ องคาํ
คาํ ในภาษาไทยจะมหี น้าทใี่ นรูปประโยคแตกต่างกนั ไป
การใช้คาํ นาม
ผใู้ ชภ้ าษาบางคนนิยมทาํ คาํ กริยา
ใหเ้ ป็นคาํ นาม (อาการนาม) ใน
บทท่ีควรจะใช้คํากริ ยา ทําให้
ภาษาไม่ถูกต้อง ไม่สละสลวย
เช่น
การใช้คาํ นาม
โดยปกติคาํ ลักษณนามจะอยู่หลงั คาํ บอกจาํ นวน ยกเวน้ เป็ นคาํ ช้ีเฉพาะ คาํ ที่บ่งบอกจาํ นวน
“หน่ึง” คาํ บอกลาํ ดบั ท่ีและคาํ วิเศษณ์ขยายคาํ นามจึงจะนาํ คาํ ลกั ษณนามน้นั มาไวข้ า้ งหนา้ เช่น ของชิ้นน้นั
บา้ นหลงั โน้น รถคนั แรก นกตวั ใหญ่ ในภาษาพูดเราอาจละคาํ ลกั ษณนามไดบ้ า้ ง แต่ภาษาเขียนตอ้ งใช้
คาํ ลกั ษณนามใหถ้ ูกตอ้ ง เช่น
การใช้คาํ บุพบท
คาํ บุพบทใชเ้ ชื่อมคาํ หรือกลุ่มคาํ เขา้ กบั คาํ หรือกลุ่มคาํ อ่ืนในประโยค ถา้ ใชค้ าํ บุพบทต่างกนั จะทาํ
ใหค้ วามหมายของประโยคแตกต่างกนั เช่น
� �ð�á ����ċ ��ċ ć � ê�ďĕ ď�đ
ĕďê��ċ č �ģĕď��� ċff�ĉę �ǽ��č �ǽ�ęǽ�ðç�ć ð��ĕď��ēď
ċ ��č ĕè�ffč �ģĕď���� ��ðęċ � ðêff�ð� � êð�� å��č �
č ff� ě��ë�bę��đč�g� ��ðę��bę���č � bǽfibę�
ć ��ċ đ�č č ff� ě��ë��� đ�č � ��ðę��đč�g�� � �ēǽ�ę�� �ð�ĕ �
��č � ć ��ċกđ�าčรใชค้ าํ บุพบทไม่ถูกตอ้ งจะทาํ ใหส้ ื่อความหมายผดิ พลาด เช่น
� ��ċ ��ċ ć ć ��gá �ǽfi � ��ċ ��ċ ć ć �g
c � b �
�ę��ď�ď��ê�ďē��� äff bę�è��
ç ffaaċ�čffá ���ć � č fi� đ�ff�ď���đ���ębę�� ê�ďbę��� �ð ē��ĕ ðċff
� ę�bè�ǽ�ð���č � ċff
� č�ć đē��ē�fig� ę��ç ċ ðafi���ĕ��ċff��ç�ð�ēċ dđff �� �
การใช้คาํ เช่ือม
คาํ เช่ือมทาํ หน้าท่ีเชื่อมคาํ กลุ่มคาํ หรือประโยคให้ติดต่อเป็ นเรื่องเดียวกัน คาํ เช่ือมมีหลาย
ประเภท ผูใ้ ช้ภาษาตอ้ งเลือกใช้คาํ เชื่อมให้ถูกตอ้ งสอดคลอ้ งกับความหมายของขอ้ ความ มิฉะน้ันอาจ
ส่ือความหมายผดิ พลาดได้ ลกั ษณะการเชื่อมความของคาํ เช่ือม มีดงั น้ี
ตัวอย่างประโยคทใ่ี ช้คาํ เชื่อมผดิ
นุดีเห็นเพือ่ นมีเคร่ืองใชห้ รูหรา แต่ราคาแพงกอ็ ยากไดบ้ า้ ง
(ควรใช้ และ เพราะเช่ือมความท่ีสอดคลอ้ งกนั )
ส่วนการเรียนการสอนตามปกติ วทิ ยาลยั ยงั ไดท้ าํ กิจกรรมร่วมกบั จงั หวดั ดว้ ย
(ควรใช้ นอกจาก เพราะเช่ือมความท่ีสอดคลอ้ งกนั )
หลายวนั ต่อมาแผน่ ดินไหวจึงสงบลง
(ควรใช้ ก็ เพราะไม่ไดเ้ ช่ือมความท่ีเป็นเหตุเป็นผลกนั )
๔ การใช้ภาษาให้ถูกระดบั
๑.ระดบั ภาษาเป็ น ๒ ระดบั คือ
๒. ภาษาแบบเป็ นทางการ
ภาษาแบบไม่เป็ นทางการ
๑. ภาษาแบบเป็ นทางการ
แบ่งเป็ น ๒ ระดบั
๑. ภาษาระดบั พธิ ีการ ๒. ภาษาระดบั ทางการ
ภาษาระดับพิธีการมีลักษณะเป็ น มีลกั ษณะเป็นแบบแผน ตรงไปตรงมา
ภาษาที่สมบูรณ์แบบ ใชถ้ อ้ ยคาํ ระดบั สูงท่ี กะทดั รัด สละสลวย ใช้คาํ ส้ันแต่ได้
ไพเราะสละสลวย เรียบเรียงอยา่ งประณีต ใจความชดั เจน
ภาษาแบบไม่เป็ นทางการ ๒.
เป็นภาษาท่ีใชส้ ื่อสารกนั โดยทวั่ ไปในชีวติ ประจาํ วนั แบ่งไดเ้ ป็น ๓ ระดบั คือ
ภาษาระดบั กงึ่ ทางการ ภาษาระดบั สนทนา และภาษาระดบั กนั เองหรือภาษาปาก
๑. ภาษาระดบั กง่ึ ทางการ ๒. ภาษาระดบั สนทนา
มีลกั ษณะไม่ซับซ้อน ใช้ถอ้ ยคาํ สํานวนที่ มีลกั ษณะไม่ซับซ้อน มกั มีคาํ สแลง คาํ ตดั
ทาํ ให้รู้สึกคุน้ เคยมากกว่าภาษาระดบั ทางการ (คาํ ท่ีตัดออกมาจากคําเต็ม) ปะปนอยู่
อาจใช้ศพั ท์ทางวิชาการบา้ ง เน้ือหาของสาร อาจมีถอ้ ยคาํ ท่ีใช้กนั เฉพาะกลุ่ม เน้ือหาของ
อาจเป็นเรื่องท่ีเก่ียวกบั ความรู้ทว่ั ไป สารเป็นเร่ืองทว่ั ๆ ไปในชีวติ ประจาํ วนั
๓. ภาษาระดบั กนั เอง
มีลกั ษณะเป็ นภาษาพูดเท่าน้ัน ไม่นิยมบนั ทึกเป็ นลายลกั ษณ์
อกั ษร อาจใช้ประโยคไม่สมบูรณ์ ไม่คาํ นึงถึงหลกั การใช้ภาษาท่ี
ถูกตอ้ ง อาจมีคาํ สแลง คาํ ตดั คาํ ภาษาถิ่น หรือคาํ หยาบปะปนอยดู่ ว้ ย
เน้ือหาของสารเช่นเดียวกบั ระดบั สนทนา
๕ การใช้ภาษาให้เหมาะสมแก่ฐานะของบุคคล
ภาษาไทยมีคาํ ที่ใชก้ บั บุคคลที่มีฐานะแตกต่างกนั เพราะคนไทยนิยมใชค้ าํ ยกยอ่ งบุคคลท่ีมี
ระดบั ทางสังคมที่สูงกวา่ เพ่ือแสดงความเคารพนบั ถือ และเป็ นการแสดงถึงความมีวฒั นธรรม
ของผใู้ ชด้ ว้ ย ดงั น้ี
ระดบั ฐานะของบุคคล การใช้ภาษา
fl. ēc �ċ čffě�ēč �- �ð�ē�� �(�ð�ðbffč bðđff) ě�ffć ē���ĕðċff�ð�ē�� �(d�fië�ě�ffć )�
� . ēc �ċ čff�ð�ďĕ�� ëbffðđfi� � ��ð�á �ě�ffć �
�. ä �b�fi���ĕä �ċ ǽfi�ď�ðǽ�� ðę��a�ðđ � � ��ēd���ęđ��ē��
๔. ผเู้ ป็นท่ียอมรับนบั ถือ เช่น ผมู้ ีอาวโุ สสูงกวา่ ผมู้ ีพระคุณ � ��ēd���ęđ���ç�č ć ��� �ð
ผมู้ ีคุณธรรม ฯลฯ
คาํ สุภาพอยา่ งก่ึงทางการและอยา่ งเป็นกนั เอง
๕. ผมู้ ีฐานะเท่าเทียมกนั เช่น เพื่อน ผมู้ ีวยั วฒุ ิ ตามความสนิทสนม
คุณวฒุ ิระดบั เดียวกนั ฯลฯ คาํ สุภาพ
๖. ผมู้ ีอาวโุ สนอ้ ยกวา่ เช่น นอ้ ง หลาน ผมู้ ีวยั วฒุ ิ
คุณวฒุ ินอ้ ยกวา่
๖ การใช้คาํ ให้เหมาะสมกบั กาลเทศะ
การเลือกใชภ้ าษาเพอ่ื การส่ือสารนอกจากความถูกตอ้ งแลว้ ยงั ตอ้ งคาํ นึงถึงความเหมาะสมวา่
ส่ือสารกบั ใคร สถานท่ี เวลา และโอกาสใด เพราะการสื่อสารกบั บุคคลต่างกลุ่ม ต่างกาลเทศะ
ยอ่ มใชภ้ าษาแตกต่างกนั ไปถึงแมจ้ ะเป็นการส่ือสารในเรื่องเดียวกนั กต็ าม เช่น
๗ การใช้คาํ ให้เหมาะสมกบั กาลเทศะ
การใชภ้ าษาในการเขียนร้อยแกว้ และร้อยกรองมีลกั ษณะแตกต่างกนั คาํ บางคาํ มีความหมายเหมือนกนั
แต่นาํ มาใชใ้ นรูปแบบท่ีต่างกนั คาํ บางคาํ เหมาะสําหรับใชเ้ ขียนขอ้ ความท่ีเป็ นร้อยแกว้ ทวั่ ไป แต่คาํ บางคาํ
เหมาะสําหรับการเขียนร้อยกรอง ผูเ้ ขียนจึงตอ้ งมีความรู้เร่ืองคาํ รู้จกั สรรหาถอ้ ยคาํ ที่เหมาะสมมาใชใ้ นการ
เขียนจึงจะส่งสารไดอ้ ยา่ งชดั เจน ตรงตามความตอ้ งการ ดงั ตวั อยา่ ง
ผู้หญงิ ทองคาํ ดอกบวั ฟ้า ช้าง
กญั ญา, กนั ยา กนก กมุท, กมุ ุท, โกมุท อมั พร กญุ ชร
กลั ยาณี กาญจน,์ จงกล, บงกช หาว คช, คชาธาร
กานดา, แกว้ ตา กาญจนา นิลบุ ล, ปทุม, ปทุมา เวหา, เวหาส คชินทร์, คเชนทร์
พธู, อิตถี, ยวุ ดี จามีกร มาศ , ปัทมา, บุษกร โพยม กรี, กรินทร์
นงคราญ, นงเยาว์ เหม ชมพนู ุท บุณฑริก นภา, นภาลยั , ดาํ รี, ดาํ ไร, ดมไร
นงพะงา, นงลกั ษณ์ สุพรรณ, สาโรช นภดลทิฆมั พร หตั ถี
บงั อร, นารี, ดรุณี สุวรรณ สัตตบรรณ คคนางค์ หสั ดี, หสั ดินไอยรา
สตรี, สตั รี, อิสตรี หิรัณย์ อุบล อากาศ สาร
วนิดา, พนิดา, สุดา อุไร
การนาํ คาํ ไปใชต้ อ้ งเลือกใหเ้ หมาะสมกบั รูปแบบของการสื่อสาร คาํ ท่ีใชใ้ นบทร้อยกรอง
หากนาํ ไปใชใ้ นร้อยแกว้ จะทาํ ใหข้ อ้ ความน้นั ไม่สมจริงและไม่ราบร่ืน เช่น
เปิ ดเทอมน้ีมีอิสตรีมาเรียนในแผนกของเราหลายนาง
เม่ือป่ าปิ ดเพราะโควดิ เหล่าคชสารกพ็ ากนั จรลีมาเตม็ ถนนไปหมด
ปี น้ีเกิดสุริยคราสวงแหวนเพราะรัชนีกรอยหู่ ่างโลกจนมีขนาดปรากฏเลก็ กวา่ สุริยนั
๘ การใช้คาํ ยืม
คาํ ภาษาต่างประเทศที่ไทยรับเขา้ มาใชใ้ นภาษาไทยน้นั มี ๒ รูปแบบ คือ ศัพท์บญั ญตั ิ และคาํ ทบั ศัพท์
๑. ศัพท์บัญญตั ิ
การบัญญัติศัพท์เป็ นวิธีการนํา
ภาษาต่างประเทศมาใชโ้ ดยกาํ หนดคาํ
ในภาษาไทยให้มีความหมายตรงกบั
ภาษาน้ัน ๆ เพื่อใช้เป็ นมาตรฐานใน
การเขียนอย่างเป็ นทางการ ศัพท์
บัญญัติจึงเป็ นการสร้างคําข้ึนใหม่
เพ่ือใช้ในวงการต่าง ๆ โดยผูท้ ่ีอยู่ใน
วงการน้ัน หรื อจากหน่วยงานท่ีมี
หนา้ ท่ีบญั ญตั ิศพั ทโ์ ดยตรง
๒. คาํ ทบั ศัพท์
การทับศัพท์ คือการถ่ายเสียงคาํ ในภาษาเดิมให้ออกมาเป็ นเสียงของคาํ ในภาษาไทย การทบั ศพั ท์จะใช้
ต่อเม่ือไม่สามารถหาคาํ มาบญั ญตั ิศัพท์ได้ หรือในกรณีท่ีศัพท์น้ันใช้กันแพร่หลายจนเป็ นท่ีเข้าใจกัน
ในหมู่ผูใ้ ชแ้ ลว้ หรือเป็ นศพั ทเ์ ฉพาะที่รู้จกั กนั ทว่ั ไปในภาษาไทย เช่น ครีม (cream) โซฟา (sofa) โบนสั
(bonus) ฯลฯ
การใช้คาํ ทบั ศัพท์มี ๒ ลกั ษณะ คือ
๑ คาํ ทบั ศพั ท์ท่ีนิยมใช้ในภาษามาตรฐานท้ังในภาษาพูดและภาษาเขียน ส่วนใหญ่มักไม่มี
การสร้างคาํ ไทยข้ึนใชแ้ ทน หรือคาํ ไทยท่ีสร้างข้ึนไม่เป็นท่ีนิยม เช่น
เขาไปหาหมอทค่ี ลนิ ิก
ปัจจุบนั คอมพวิ เตอร์กลายเป็ นสิ่งสําคญั ในชีวติ ประจาํ วนั
คณะกรรมการจัดคอนเสิร์ตการกุศลกาํ ลงั ประชุมกนั เพื่อวางแผนงาน
เอดส์ เป็ นโรคทไ่ี ม่มที างรักษาและยงั ไม่มวี คั ซีนป้องกนั
๒ คาํ ทบั ศพั ทท์ ่ีไม่นิยมใชใ้ นภาษามาตรฐาน มกั เป็นคาํ ทบั ศพั ทท์ ี่มกั ใชใ้ นภาษาพดู แต่ไม่นิยมใช้
ในภาษาเขียน เพราะมีคาํ เหล่าน้ีใชอ้ ยแู่ ลว้ ดงั น้นั คาํ ใดท่ีมีคาํ ไทยใชอ้ ยแู่ ลว้ ก็ควรใชภ้ าษาไทย เพื่ออนุรักษ์
ภาษาไทยและเป็นการใชภ้ าษาไทยอยา่ งถูกตอ้ งดว้ ย เช่น
� ð��fi� (Graphic) ffi�ē b �(Post) ���� �� a
(Package)
ċ è�ę� (Blog) �ċ ð�ê��â ęð� ǽafićfièff (Digital)
(Browser)
ę�ďè (E-mail) � è�fi (Click) ęčfi�ć ęð��č�b
(Internet)
��â ċ ��(Facebook) ffi�ð�a� b �(Project)
ǽ�êč ffi�ĕèǽ(Download) ffi�è �ǽęð �(Folder) �ê�ċ�â b �(Website)
ffif �a (Home
๙ การใช้สํานวน
สํานวน เป็ นคาํ พูดที่มีลกั ษณะเฉพาะตวั มีความหมายเป็ นนยั แฝงอยไู่ ม่ตรงไปตรงมา นาํ มาใช้
ใหม้ ีความหมายแตกต่างไปจากความหมายเดิมของคาํ คาํ น้นั
๑. ใช้สํานวนให้ถูกต้องตรงความหมาย
บางสาํ นวนอาจมีคาํ หรือความหมายคลา้ ยคลึงกนั บางคร้ังอาจใชแ้ ทนกนั ได้
บา้ งแต่ไม่อาจใชแ้ ทนกนั ไดท้ ุกโอกาส เช่น
๙.๒ ใช้สํานวนให้ถูกต้องตามรูปแบบ
การใชส้ าํ นวนผดิ ไปจากรูปแบบเดิมท่ีกาํ หนดไวอ้ าจทาํ ใหส้ ่ือสารผดิ ความหมายได้ เช่น
๙.๓ ใช้สํานวนให้เหมาะสม
การใช้สํานวนไม่ควรใช้เกินความจาํ เป็ น ควรใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น
ใชเ้ พ่ืออบรมส่ังสอนตกั เตือน ใหข้ อ้ คิด ช้ีแจงขอ้ เท็จจริง เปรียบเทียบให้เห็นชดั เจน หรือเพ่ือว่า
กล่าวประชดประชนั
๑๐ ข้อควรระมัดระวงั ในการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร
การส่ือสารในงานอาชีพท้งั การพูดและการเขียน ผสู้ ่งสารควรพิถีพิถนั ในการใชภ้ าษาใหถ้ ูกตอ้ ง
เลือกใชถ้ อ้ ยคาํ ดว้ ยความระมดั ระวงั เรียบเรียงประโยคตามหลกั การใชภ้ าษาให้กระชบั กะทดั รัด
สื่อสารไดช้ ดั เจน ซ่ึงมีขอ้ ควรคาํ นึงดงั น้ี
๑๐.๑ เรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องชัดเจน มลี กั ษณะดงั นี้
๑๐.๑.๑ เรียบเรียงประโยคโดยใช้บทประธาน บทกรรม ให้ถูกต้อง
คือ วางประธาน (ผกู้ ระทาํ ) และกรรม (ผถู้ ูกกระทาํ ) ใหถ้ ูกตอ้ งตามตาํ แหน่ง เพ่ือให้
ส่ือสารไดเ้ ขา้ ใจถูกตอ้ ง เช่น
๑๐.๑.๒ เรียงลาํ ดบั คาํ ให้ถูกที่
คือ เรียงประธาน กริยา กรรม หรือส่วนขยายใหต้ รงตามตาํ แหน่ง เพ่ือใหส้ ื่อ
ความหมายไดถ้ ูกตอ้ งชดั เจน เช่น
๑๐.๑.๓ เรียบเรียงประโยคให้สมบูรณ์ ได้ใจความชัดเจน เช่น
๑๐.๑.๔ เรียบเรียงถ้อยคาํ ตามหลกั การใช้ภาษาไทย ไม่ใช้สํานวนต่างประเทศ เช่น
๑๐.๒ การใช้คาํ ในประโยค มหี ลกั ดังนี้ เช่น
๑๐.๒.๑ ใช้คาํ เช่ือมให้ครบถ้วน ถูกต้องและสัมพนั ธ์กนั
๑๐.๒.๒ ใช้คาํ หรือสํานวนให้ถูกต้องตรงตามความหมาย เช่น
๑๐.๒.๓ ใช้คาํ ให้ถูกต้องตามหน้าที่และชนิดของคาํ เช่น
๑๐.๒.๔ ไม่ใช้คาํ ฟ่ ุมเฟื อย เช่น
๑๐.๒.๕ ไม่ใช้คาํ ซํ้าซากในประโยคเดยี วกนั เช่น
๑๐.๒.๔ ใช้คาํ เปรียบเทยี บให้ถูกต้อง เช่น
๑๐.๒.๗ ระมดั ระวงั การใช้คาํ ทม่ี คี วามหมายขดั แย้งกนั เช่น
๑๐.๒.๘ ไม่ใช้คาํ ทมี่ คี วามหมายกาํ กวม หรือถ้อยคาํ ทมี่ คี วามหมายโดยนัย
ไปในเชิงหยาบคาย เช่น
๑๐.๒.๙ ใช้คาํ ไทยแทนคาํ ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะถ้าเป็ นการเขยี น
อย่างเป็ นทางการ เช่น
๑๐.๒.๑๐ ข้อความเดยี วกนั ควรใช้ระดบั เดยี วกนั เช่น