The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ ว 32203 ฟิสิกส์ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Icesw Preeyaporn, 2022-10-14 11:19:02

แผนการจัดการเรียนรู้ ว 32203 ฟิสิกส์ 3

แผนการจัดการเรียนรู้ ว 32203 ฟิสิกส์ 3

98

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
เกรตติงเปน็ อุปกรณ์ทางแสงท่ีมีชอ่ งเลก็ ๆ จำ นวนหลาย ๆ ชอ่ ง และระยะหา่ งแต่ละชอ่ งเท่ากนั เมอ่ื แสง

ผา่ นเกรตติงจะเกดิ การเลย้ี วเบนและแทรกสอด ทำใหเ้ กิดแถบสวา่ งเบนไปจากแนวกลาง ซึง่ หาไดจ้ ากความสัมพนั ธ์
dsin θ = nλ เม่อื n = 0, 1, 2, 3, ... หากแสงขาวผา่ นเกรตตงิ ตำแหน่งแถบสวา่ งของแสงแต่ละสจี ะต่างกนั
เน่อื งจากความยาวคล่นื ของแสงแตล่ ะสมี ีคา่ ตา่ งกัน

5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มวี ินยั รับผิดชอบ

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้

1) ทกั ษะการสังเกต 3. ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต

2) ทกั ษะการสือ่ สาร 4. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน

3) ทักษะการวเิ คราะห์

6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

คาบที่ 1

6.1 ขัน้ นำ

ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
6.1.1 ครูอภิปรายการเกิดแถบมดื แถบสวา่ งจากสลติ คู่ และ สลิตเด่ียว
6.1.2 ครูถามคำถามเพื่อนำเขา้ สู่บทเรียนว่า “ถา้ สลิตมีจานวนช่องมากกวา่ 2 ช่อง ลวดลายการแทรกสอด
เป็นอย่างไร” โดยไม่เฉลยถูกผดิ
(แนวตอบ : เม่อื แสงเลเซอรส์ ีแดงผา่ นสลติ เดีย่ วจะเกิดการเลยี้ วเบนของแสง และเกิดกสนแทรก
สอดบนฉาก โดยแถบสว่างกลางกวา้ งทส่ี ดุ )
6.1.3 ครูอภิปรายตอ่ เก่ยี วกบั เกรตตงิ และการหาระยะห่างระหวา่ งช่อง

99

6.2 ขั้นสอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
6.2.1 นักเรยี นแบง่ กลุ่ม 4 กล่มุ กลุม่ ละเทา่ ๆ กนั
6.2.2 ศึกษาทำใบกิจกรรม 2.3 การการเลีย้ วเบนของแสงผา่ นเกรตตงิ พร้อมตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม

ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
6.2.3 นักเรียน 1 - 2 กล่มุ นำเสนอผลการผลการทดลอง
6.2.4 ครสู มุ่ นักเรยี น 2 – 3 คน ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม
6.2.5 ครูอธิบายเพิ่มเติม จากนัน้ นกั เรียนและครรู ว่ มกันสรุป ซ่ึงได้ข้อสรปุ ร่วมกนั ว่า
“ตอนท่ี 1 การหาความยาวคลน่ื ของแสงเลเซอร์ แสงจากเลเซอร์เปน็ แสงทีม่ คี วามถี่เด่ยี ว เมอื่ ให้
แสงเลเซอร์ผา่ นเกรตติง แสงเลเซอรจ์ ะเกิด การเลยี้ วเบนและไปแทรกสอดแบบเสรมิ กันที่
ตำแหนง่ ต่าง ๆ บนฉาก เพยี งสีเดียว
ตอนที่ 2 เม่ือมองแสงขาวผ่านเกรตตงิ จะเห็นเปน็ แสงสตี า่ ง ๆ โดยแสงสีแดงจะเบนออกจาก
แนวกลาง มากท่สี ดุ และแสงสีม่วงเบนจากแนวกลางน้อยทสี่ ุด แสงสตี า่ ง ๆ มคี วามยาวคล่ืน
เรียงจากสั้นทส่ี ดุ ไปถงึ ความยาวคลืน่ ยาวที่สุดดังนี้สมี ่วง สีนำ้ เงิน สีเขียว สเี หลือง สแี สด
และสีแดง”

คาบที่ 2

ขั้นท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
6.2.6 ครูอภปิ รายเรือ่ งหลกั การของฮอยเกนส์และการพจิ ารณาแถบมดื ซ่ึงเกดิ จากแสงผา่ น
สลติ เดี่ยว
6.2.7 ครอู ธิบายโจทยต์ วั อยา่ งจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ฟสิ กิ ส์ ม.5

เล่ม 3
6.2.8 นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั เรื่องแสงเชิงคลน่ื ขอ้ 7 – 9 (ส่งคาบถัดไป)

6.3 ขนั้ สรุป

ขนั้ ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
6.3.1 ครูตรวจแบบฝกึ หดั เร่ือง แสงเชิงคล่ืน

100

6.3.2 ครตู รวจสอบใบกิจกรรม 2.3 การการเลี้ยวเบนของแสงผ่านเกรตติง
6.3.3 ครูประเมินผล โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคำถาม พฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล
6.3.4 นักเรียนและครูรว่ มกนั สรปุ เก่ยี วกับแนวคิดเก่ยี วกบั แสงเชงิ คลน่ื วา่ “เมื่อแสงผ่านเกรตตงิ จะเกิด

การเล้ยี วเบนและแทรกสอด ทำใหเ้ กดิ แถบสวา่ งเบนไปจากแนวกลาง ซงึ่ หาได้จากความสัมพันธ์
= เม่ือ n = 0, 1, 2, 3, ... หากแสงขาวผา่ นเกรตติง ตำแหน่งแถบสวา่ งของแสง
แต่ละสีจะตา่ งกัน เนือ่ งจากความยาวคล่ืนของแสงแตล่ ะสีมคี า่ ต่างกัน”

7. การวัดและประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีวดั เครื่องมอื เกณฑก์ ารประเมิน
- ตอบถกู และตรง
7.1 อธิบายรูปแบบการ - ตอบคำถามในช้ันเรยี น - ขอ้ คำถาม ประเด็น ผ่านเกณฑ์

เลยี้ วเบนของแสงผ่านเกรต - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

ติงได้ (K) - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

7.2 สามารถทำการทดลอง - ตรวจใบกิจกรรม 2.3 - ใบกิจกรรม 2.3 การ - ระดับคุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
และคำนวณหาปริมาณต่าง การการเลยี้ วเบนของ การเล้ียวเบนของแสง

ๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการ แสงผา่ นเกรตติง ผา่ นเกรตตงิ

เลย้ี วเบนของแสงผ่าน - ตรวจแบบฝกึ หัดเรือ่ ง - แบบฝกึ หดั เรือ่ ง แสง

เกรตตงิ (P) แสงเชงิ คลน่ื เชิงคล่ืน

7.3 มคี วามมงุ่ ม่นั ในการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

ทำงาน (A) การทำงานรายกล่มุ การทำงานรายกลุ่ม

8. สอื่ /แหลง่ การเรียนรู้
8.1 สือ่ การเรยี นรู้
8.1.1 หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิม่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิสิกส์ ม.5 เลม่ 3 บทท่ี 10 แสงเชงิ คลน่ื
8.1.2 ใบกจิ กรรม 2.3 การการเลย้ี วเบนของแสงผ่านเกรตตงิ

8.1.3 แบบฝึกหดั เรอื่ ง แสงเชงิ คลนื่
8.1.4 เกรตตงิ
8.1.5 ไม้เมตร
8.1.6 ฉาก
8.1.7 แท่นยดึ

101

8.1.8 อปุ กรณบ์ ันทกึ ภาพ
8.1.9 เลเซอร์พอยเตอร์
8.1.10 กล่องแสง
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
8.2.1 หอ้ งเรยี น
8.2.2 อนิ เทอร์เนต็

9. ความเห็นของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาหรอื ผทู้ ีไ่ ดร้ ับมอบหมาย

ข้อเสนอแนะ

ลงช่อื .................................
( ................................ )

ตำแหนง่ .......

10. บนั ทกึ ผลหลงั การสอน
ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3

ผลการสอน

ปญั หา/อปุ สรรค

102 ม.5/3

ม.5/1 ม.5/2

แนวการแกไ้ ข/
ข้อเสนอแนะ

103

104
n

105

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ฝา่ ยมธั ยมศกึ ษา)

กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรฯ์ รายวชิ า ว 32203 ฟิสิกส์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5

แบบฝกึ หดั แสงเชิงคลนื่ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 แสงเชงิ คล่ืน

ผูส้ อน ปส.ปรยี าภรณ์ เน้ือนุ้ย อาจารย์ทป่ี รกึ ษา อ.ธเนศ สุขมาตย์

แบบฝึกหดั เรื่อง แสงเชงิ คล่นื
1. สลติ คมู่ ีชอ่ งห่างกัน 600 ไมโครเมตร เม่อื ให้แสงผ่านสถติ คู่ เกดิ การแทรกสอดบนฉากซงึ่ หา่ งสลติ 1.0 เมตร
และแถบสวา่ งที่ 3 อยู่ห่างจากจดุ ก่ึงกลางของแถบสว่างกลาง 4 มลิ ลเิ มตร อยากทราบว่าแสงน้มี ี ความยาวคล่นื
เท่าใด

2. แสงสีเดียวมีความยาวคลน่ื 640 นาโนเมตร สอ่ งผ่านสถิตคู่ ซง่ึ สถิตอย่หู า่ งกัน ไมโครเมตร จึงจะเกดิ การแทรก
สอดบนฉากที่อยหู่ ่างจากสถิตคู่ 70 เซนติเมตร ถา้ ระยะหา่ งระหวา่ งแถบมดื ทอ่ี ยูถ่ ัดกันเท่ากับ 0.80 มิลลิเมตร

106

3. แสงท่มี คี วามยาวคลนื่ 2 × 10−2 เมตร ตกต้งั ฉากกบั สลิตคู่ เกดิ ภาพการแทรกสอดบนฉากทอี่ ยหู่ า่ งออกไป
1.2 เมตร ถา้ ระยะห่างระหวา่ งสลติ ค่เู ท่ากบั 0.1 มิลลเิ มตร แถบสว่างสองแถบท่ตี ดิ กันอย่หู า่ งกนั เทา่ ใด

4. ขอบของแถบสวา่ งอยเู่ หนอื แนวกลางเป็นค่ามมุ ไซนเ์ ทา่ กบั 0.001 แสงที่ตกตั้งฉากผ่านสลติ เด่ียวกวา้ ง 600
ไมโครเมตร จะมคี วามยาวคลน่ื กน่ี าโนเมตร

107

5. ฉายแสงความยาวคลื่น เมตร ตกอย่างต้งั ฉากผา่ นสลิตเดย่ี วทมี่ คี วามกวา้ งของชอ่ ง 12 เมตร เกดิ เปน็ ภาพ
เล้ียวเบนทฉี่ ากซึ่งอยู่หา่ งจากสลติ 3.6 เมตร ความกว้างของแถบสวา่ งตรงกลางบนฉากมคี า่ เท่าไร

6. ระยะหา่ งระหวา่ งขอบสองขา้ งของแถบสวา่ งกลางบนฉาก 2 × 10−2 เมตร และอย่หู ่างจากสลิตออกไป 3
เมตร ซงึ่ เกิดจากแสงท่มี คี วามยาวคลน่ื เทา่ ใด เมื่อตกตง้ั ฉากผา่ นสลติ เดี่ยวทมี่ ีความกว้าง 0.02 เซนติเมตร

108

7. เกรตตงิ มจี ำนวน 10,000 เสน้ ตอ่ เซนติเมตร ถ้าฉายแสงความยาวคล่นื ตกตั้งฉากกบั เกรตติงแถบสวา่ งท่ี
เกิดขึ้นแถบแรกบนจอ จะอยู่หา่ งจากแนวกลางเปน็ มมุ 30 องศา ค่า มีค่าเท่าใด

8. แสงความยาวช่วงคล่นื 500 นาโนเมตร พงุ่ ผา่ นเกรตตงิ พบวา่ แนวแถบสวา่ งท่ี 4 ทำมุมกับแนวแถบสวา่ งตรง
กลางเท่ากับ 30 องศา จงหาจำนวนชอ่ งสลิตต่อเซนตเิ มตรของเกรตติงนี้

109

9. แสงสขี าวท่ผี า่ นเกรตติงที่มจี ำนวนชอ่ งเท่ากบั 120 ชอ่ งต่อความยาว 1 ซม. ถา้ ตอ้ งการใหแ้ สงสเี ขยี ว (ความยาว
คล่นื 500 นาโนเมตร) เลี้ยวเบนห่างจากแถบสขี าว 0.6 ซม.จะตอ้ งวางฉากรบั ใหห้ ่างจากเกรตติงอยา่ งน้อยเปน็
ระยะทางเทา่ ใด

110

111

รายวชิ า ว 32203 ฟิสิกส์ 3 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3
เรอื่ ง การสะท้อนของแสง แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1
ผสู้ อน ปส.ปรียาภรณ์ เนื้อนยุ้
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1
จำนวน 2 คาบ
ครพู ี่เลยี้ ง อาจารย์ธเนศ สขุ มาตย์

1. ผลการเรียนรู้
ทดลอง และอธิบายการสะทอ้ นของแสงท่ผี ิววตั ถุ ตามกฎการสะท้อน เขียนรังสขี องแสงและ คำนวณ

ตำแหนง่ และขนาดภาพของวัตถุ เม่อื แสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทง้ั อธบิ ายการนำ
ความรูเ้ รือ่ งการสะทอ้ น ของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงา ทรงกลมไปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจำวัน

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 อธิบายการสะทอ้ นของแสง กฎการสะทอ้ นของแสงได้ (K)
2.2 สามารถทำการทดลองการสะท้อนของแสงได้ (P)
2.3 มีความมุง่ ม่นั ในการทำงาน (A)

3. สาระการเรียนรู้
แสงเปน็ คลน่ื ชนิดหนึ่ง ดังนนั้ แสงจงึ มสี มบัติเหมอื นกบั คล่ืนโดยทวั่ ๆ ไป น่ันคอื แสงสามารถเกิดการ

สะท้อน การหักเห การเลีย้ วเบนและการแทรกสอดได้ โดยท่ัวไป เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุ วตั ถจุ ะดดู กลนื แสงไว้
บางสว่ น และแสงส่วนที่เหลือจะสะทอ้ นทีผ่ วิ วตั ถกุ ลับสู่ตัวกลางเดิม

การสะทอ้ นของแสงจะข้ึนอยกู่ บั ลักษณะของผิววตั ถุ โดยวัตถทุ ีม่ ีผวิ เรยี บเปน็ มนั เช่น กระจกเงา ผิวนำ้ นิง่
โลหะทม่ี ันเงา จะสะท้อนแสงได้ดีกว่าวัตถทุ ม่ี ีผวิ ขรขุ ระ เช่น ผ้า กระดาษ เปน็ ต้น

ประเภทของการสะทอ้ น
1. การสะท้อนสมบูรณ์ ( specular reflection) เกดิ ขน้ึ เมอื่ รังสีขนานของแสง ตกกระทบกับวตั ถทุ ม่ี ีผิว
เรียบ ทำให้รังสสี ะท้อนทกุ รังสจี ะเคลอื่ นท่ีไปในทศิ ทางเดยี วกัน ดังภาพที่ 1 (ก)
2. สะท้อนไม่สมบูรณ์ ( diffuse reflection) เกดิ ขน้ึ เม่ือรังสีขนานตกกระทบผวิ วัตถุ ท่มี ีความขรขุ ระ จะ
ทำให้รังสสี ะทอ้ นมีทิศทางตา่ งๆ กนั ดังภาพที่ 1 (ข)

112

เม่ือใหแ้ สงกระทบวตั ถผุ วิ เรียบ ผวิ โค้งเว้าและผวิ โค้งนูน พบวา่ การสะทอ้ นของแสงในแต่ละผิวใหผ้ ล
เชน่ เดียวกัน นั่นคอื รังสตี กกระทบ รังสีสะทอ้ นและเสน้ แนวฉาก อยู่บนระนาบเดียวกัน อีกทง้ั มมุ ตกกระทบ ( 1) มี
ค่าเท่ากับมุมสะท้อน (1) ในแตล่ ะกรณี ดังภาพที่ 2

113

หากพิจารณาบริเวณเลก็ ๆ ของผวิ ขรุขระ อาจจะถอื ไดว้ า่ เป็นผิวเรยี บ เนือ่ งจากผิวขรุขระ ทำใหแ้ สงที่
สะท้อนออกมามีทิศทาง ประกอบด้วยผวิ เรยี บจำนวนมากทว่ี างตวั ทำมุมต่าง ๆ กนั แตกตา่ งกันไปดว้ ย อย่างไรก็
ตามมมุ ตกกระทบและมุมสะท้อนในแต่ละตำแหนง่ จะมีคา่ เทา่ กนั เสมอ ดังภาพที่ 3

กฎการสะทอ้ น (law of reflection) คอื
1. มุมตกกระทบเทา่ กบั มมุ สะท้อน
2. รงั สตี กกระทบ รงั สีสะทอ้ น และเสน้ แนวฉาก อยใู่ นระนาบเดียวกนั

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ปรากฏการณธ์ รรมชาติในเรอ่ื งการสะท้อนและการหกั เหของแสงอธบิ ายไดโ้ ดยใชม้ มุ มองของแสงในรูป

แสงเชงิ รงั สี (ray optics) โดยรงั สีของแสงบอกทิศทางการเคล่ือนทขี่ องแสงและมที ศิ ทางตงั้ ฉากกับหน้าคลืน่ การ
สะทอ้ นของแสง (reflection of light) เกิดข้ึนเม่อื แสงตกกระทบผิววัตถุทส่ี ามารถสะทอ้ นแสงได้ โดยเปน็ ไปตาม
กฎการสะทอ้ น (law of reflection) คือ

1. มุมตกกระทบเท่ากบั มุมสะท้อน
2. รังสตี กกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉาก อยใู่ นระนาบเดียวกัน

5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี นและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวินัย รับผิดชอบ

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้

114

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1) ทกั ษะการสงั เกต 3. ซ่ือสตั ย์ สุจรติ
2) ทักษะการสอ่ื สาร 4. มุ่งมั่นในการทำงาน
3) ทักษะการวิเคราะห์

6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

คาบท่ี 1

6.1 ข้ันนำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
6.1.1 ครนู ำเขา้ สู่บทเรยี น จดั กิจกรรมสาธิตโดยใหน้ กั เรยี นสังเกตการสะท้อนของแสงเมอ่ื ฉายแสงจาก

เลเซอร์หรือไฟฉายไปยงั กระจกเงาราบ
6.1.2 ครนู ำอภปิ รายโดยถามนักเรียนว่า “ขนาดของมมุ ตกกระทบและขนาดของมุมสะท้อนท่ีเกิดจาก

รังสขี องแสงท่ีตกกระทบ และสะท้อนบนกระจกเงาราบ มีความสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร” โดยครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียน
แสดงความคดิ เห็นอยา่ งอสิ ระ และไม่คาดหวงั คำตอบทถี่ กู ตอ้ ง

(แนวตอบ : รังสีตกกระทบ รงั สสี ะทอ้ น และเส้นแนวฉากอยใู่ นระนาบเดียวกนั มมุ ตกกระทบเทา่ กบั
มมุ สะทอ้ น)

6.2 ขน้ั สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
6.2.1 นกั เรียนแบ่งกลุ่ม 4 กลมุ่ กลุ่มละเทา่ ๆ กัน
6.2.2 นกั เรียนศึกษากจิ กรรมท่ี 3.1 กฎการสะท้อนของแสง พรอ้ มตอบคำถามท้ายกิจกรรม

ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
6.2.3 นักเรียน 1 - 2 กลมุ่ นำเสนอผลการผลการทดลอง
6.2.4 ครูสุม่ นกั เรยี น 2 – 3 คน ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม

115

6.2.5 ครูอธิบายเพ่มิ เตมิ จากนั้นนักเรียนและครูรว่ มกนั สรุป ซ่ึงไดข้ อ้ สรปุ รว่ มกนั วา่
“เม่อื ให้แสงกระทบวัตถผุ วิ เรยี บ ผวิ โคง้ เวา้ และผิวโคง้ นูน พบว่า การสะท้อนของแสงในแตล่ ะผิว
ให้ผลเชน่ เดยี วกัน นนั่ คือ รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อนและเส้นแนวฉาก อยบู่ นระนาบเดยี วกนั
อีกทั้ง มุมตกกระทบมคี า่ เท่ากบั มมุ สะท้อนในแต่ละกรณ”ี

คาบที่ 2
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Elaborate)

6.2.6 ให้นักเรยี นศึกษาภาพต่อไปน้ี แลว้ ตอบคำถามวา่ “ภาพน้ีคืออะไร ใชท้ ำอะไร อยา่ งไร ทไี่ หน”

6.2.7 ครูอธิบายโจทย์ตัวอย่างจากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิสิกส์ ม.5
เล่ม 3

6.3 ข้นั สรปุ
ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)

6.3.1 ครตู รวจสอบบทปฏบิ ตั กิ าร เรอื่ งแสงเชงิ คลื่น กจิ กรรมที่ 3.1 กฎการสะท้อนของแสง
6.3.2 ครูประเมนิ ผล โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
6.3.3 นักเรียนและครูรว่ มกนั สรปุ เกี่ยวกบั แนวคิดเกี่ยวกับแสงเชงิ คล่นื วา่ “รงั สขี องแสงบอกทศิ ทาง

การเคลอ่ื นท่ีของแสงและมีทิศทางตง้ั ฉากกับหนา้ คล่นื การสะทอ้ นของแสง (reflection of
light) เกดิ ข้นึ เม่ือแสงตกกระทบผิววตั ถุทส่ี ามารถสะท้อนแสงได้ โดยเปน็ ไปตามกฎการสะท้อน
(law of reflection) คือ

1. มุมตกกระทบเท่ากับมมุ สะทอ้ น
2. รงั สีตกกระทบ รงั สสี ะทอ้ น และเสน้ แนวฉาก อยูใ่ นระนาบเดียวกัน”

116

7. การวัดและประเมินผล

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ ีวดั เคร่ืองมือ เกณฑ์การประเมนิ

7.1 อธบิ ายการสะท้อนของ - ตอบคำถามในชน้ั เรียน - ขอ้ คำถาม - ตอบถูกและตรง

แสง กฎการสะทอ้ นของแสง ประเด็น ผา่ นเกณฑ์

ได้ (K) - ตรวจสอบบท - บทปฏิบัติการ เรอื่ งแสง - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ปฏบิ ตั กิ าร เร่ืองแสงเชิง เชิงคลืน่ กจิ กรรมที่ 3.1

คล่นื กิจกรรมที่ 3.1 กฎ กฎการสะทอ้ นของแสง

การสะทอ้ นของแสง

7.2 สามารถทำการทดลอง - ตรวจสอบบท - บทปฏบิ ตั ิการ เรอ่ื งแสง - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

การสะท้อนของแสงได้ (P) ปฏบิ ตั ิการ เรอ่ื งแสงเชงิ เชงิ คลน่ื กิจกรรมท่ี 3.1

คล่นื กิจกรรมท่ี 3.1 กฎ กฎการสะทอ้ นของแสง

การสะท้อนของแสง

7.3 มคี วามมงุ่ มน่ั ในการ - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2

ทำงาน (A) การทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

และกลุ่ม และกลมุ่

8. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้
8.1 สือ่ การเรียนรู้
8.1.1 หนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟสิ ิกส์ ม.5 เลม่ 3 บทที่ 11 แสงเชงิ รังสี
8.1.2 บทปฏิบตั ิการ เรื่องแสงเชิงรังสี
8.1.3 กระจก
8.1.4 แหลง่ พลาสตกิ สเ่ี หลี่ยมผนื ผา้
8.1.5 ครง่ึ วงกลมวดั มุม
8.1.6 ผวิ สะทอ้ นเวา้ และนนู
8.1.7 กระดาษขาว
8.1.8 เลเซอรพ์ อยเตอร์
8.2 แหล่งการเรียนรู้
8.2.1 หอ้ งเรียน

117

8.2.2 อนิ เทอรเ์ นต็
9. ความเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษาหรอื ผู้ที่ได้รบั มอบหมาย

ข้อเสนอแนะ

ลงช่อื .................................
( ................................ )

ตำแหน่ง .......

10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3

ผลการสอน

ปญั หา/อุปสรรค

แนวการแก้ไข/
ข้อเสนอแนะ

118

รายวชิ า ว 32203 ฟิสิกส์ 3 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3
เรอ่ื ง การหกั เหของแสง แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2
ผสู้ อน ปส.ปรยี าภรณ์ เนือ้ นุ้ย
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
จำนวน 2 คาบ
ครูพเี่ ลย้ี ง อาจารย์ธเนศ สุขมาตย์

1. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างดรรชนีหกั เห มมุ ตกกระทบ และมมุ หกั เห รวมท้งั อธิบาย

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความลึกจริงและความลึกปรากฏ มุมวกิ ฤตและการสะท้อนกลบั หมดของแสง และ
คำนวณปริมาณต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้อง

อธิบายปรากฎการณธ์ รรมชาติที่เกย่ี วกับแสง เชน่ รงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการเหน็ ทง้ ฟา้ เปน็ สีต่าง ๆ
ในชว่ งเวลาเดียวกนั

2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธบิ ายการหกั เหของแสง กฎของสเนลล์ มุมวิกฤติ การสะท้อนกลบั หมด และการกระจายของแสง

เมอ่ื ผา่ นปริซมึ ได้ (K)
2.2 สามารถเขยี นรังสขี องแสง ระบตุ ำแหน่งและชนิดของภาพท่ีเกดิ จากการหักเหของแสงและคำนวณ

ปรมิ าณต่าง ๆ ได้ (P)
2.3 มีความมงุ่ มั่นในการทำงาน (A)

3. สาระการเรยี นรู้
การหักเหของแสง (Refraction) เกดิ จากการท่ีแสงเคลือ่ นทผ่ี ่านตัวกลางท่ีมคี วามหนาแน่นตา่ งกนั

เป็นผลทำให้ทศิ ทางของแสงเปลย่ี นแปลงไปด้วย ซึ่งในขณะทแี่ สงเกดิ การหกั เหกจ็ ะเกิดการสะทอ้ นของแสงขึน้
พรอ้ มๆ กันด้วย ดงั รูป

119

เมือ่ แสงเดินทางผ่านวัตถหุ รือตวั กลางโปรง่ ใส เช่น อากาศ แกว้ นำ้ พลาสติกใส แสงจะสามารถ
เดนิ ทางผ่านได้เกือบหมด เมือ่ แสงเดนิ ทางผา่ นตัวกลางชนดิ เดยี วกัน แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ แต่
ถา้ แสงเดนิ ทางผา่ นตวั กลางหลายตวั กลาง แสงจะหักเห
ดรรชนหี กั เหของตวั กลาง (Index of Refraction)

การเคลอื่ นทีข่ องแสงในตัวกลางตา่ งชนิดกนั จะมอี ัตราเรว็ ตา่ งกนั เชน่ ถ้าแสงเคลอ่ื นท่ีในอากาศ
จะมอี ัตราเร็วเท่ากบั 3 × 108 เมตรต่อวินาที แต่ถ้าแสงเปล่ียนตวั กลางการเคลอ่ื นทีก่ จ็ ะทำให้ความเร็ว
ของแสงน้นั ลดลง การเปลย่ี นความเรว็ ของแสงเมอื่ ผ่านตวั กลางต่างชนดิ กนั ทำใหเ้ กดิ การหักเห อตั ราเร็ว
ของแสงในสญุ ญากาศตอ่ อัตราเร็วของแสงในตวั กลางใดๆ เรียกวา่ ดรรชนหี ักเหของตวั กลาง นั้น
ดรรชนีหกั เหของตวั กลาง = อตั ราเรว็ ของแสงในสญุ ญากาศ/ อตั ราเร็วของแสงในตวั กลางใด ๆ

=



v = ความเร็วของแสง ในตวั กลางใด ๆ เมตร/วินาที
n = ดัชนีหกั เหของแสงในตวั กลาง(ไมม่ หี น่วย)
c = ความเร็วแสงในสุญญากาศ ( 3 108 เมตร/วนิ าที)

120

กฎการหกั เหของแสง
1. รังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรังสีหักเห อย่ใู นระนาบเดยี วกนั
2. สำหรับตวั กลางคู่หนึ่ง ๆ อตั ราสว่ นระหว่างค่า sin ของมุมตกกระทบในตัวกลางหนงึ่ กับค่า sin ของมุม
หักเห ในอกี ตัวกลางหน่งึ มีค่าคงทเ่ี สมอ
มมุ วิกฤตแิ ละการสะท้อนกลับหมด

มมุ วิกฤติ คอื มุมตกกระทบท่ที ำให้มุมหักเหเทา่ กบั 90 องศา จะเกิดมมุ วกิ ฤตไิ ด้ เม่อื แสงตอ้ ง
เดนิ ทางตวั กลางที่มคี วามเรว็ นอ้ ยไปยงั ตัวกลางทมี่ ีความเร็วมาก หรือ แสงตอ้ งเดินทางตัวกลางทม่ี ดี รรชนี
หักเหมากไปยังตวั กลางทมี่ ีดรรชนีหกั เหนอ้ ยกวา่ เช่น จากแก้วไปอากาศ จากนำ้ ไปอากาศ เป็นต้น ถา้
มุมตกกระตกทบโตกวา่ มมุ วกิ ฤติ จะเกดิ การสะท้อนกลบั หมด ไม่มีแสงผา่ นไปยังตวั กลางที่ 2 เลย

121

ลึกจริงลึกปรากฎ
ความลกึ จรงิ ความลึกปรากฏเป็นปรากฏการณ์ทีผ่ สู้ งั เกต มองดวู ตั ถุซงึ่ อยใู นตวั กลางทต่ี า่ งจากตาของผสู้ งั เกต แล้ว
ทำให้มองเห็นภาพท่ปี รากฏอยูค่ นละตำแหนง่ กับวัตถจุ รงิ ซ่งึ เกิดจากการหักเหของแสง การที่ตาของคนจะมองเหน็
ภาพได้ จะตอ้ งมีรังสขี องแสงออกจากวตั ถเุ ดนิ ทางเขา้ สู่ตาคน แต่เนื่องจากแสงเดนิ ทางผ่านตวั กลางท่ตี ่างกันจึงทำ
ใหเ้ กิดมุมหักเห ทำให้ทางเดนิ แสงเปลี่ยนไป เมอ่ื แสงเขา้ สู่ตาทำใหผ้ ูม้ องเหน็ ภาพท่ปี รากฏไมไ่ ด้อยทู่ ี่ตำแหน่ง
เดียวกับวัตถจุ รงิ ทำใหเ้ กดิ ปรากฏการณค์ วามลึกจริงและลึกปราก

122

ร้งุ

รุ้งกินน้าํ มักจะเกดิ หลงั ฝนตกและเกดิ ในทิศซง่ึ ตรงกนั ขา้ มกบั พระอาทิตย์ ทงั้ น้เี พราะหลงั ฝนตกในอากาศ
จะมลี ะอองน้ำอยมู่ าก เม่ือแสงตกกระทบเข้าไปในละอองน้ำน้ี จะเกิดการสะท้อนกลับหมด และหกั เห ออกมาทาํ
ให้สีทั้ง 7 สี ของแสงขาวเกิดการกระจายออกจากกัน รงุ้ กนิ นำ้ มี 2 ชนิด ซึ่งปกติแลว้ จะเกิดขึ้นพร้อมกนั ได้แก่
1) ร้งุ ทุติยภมู ิ เป็นรุง้ กินน้ำซึ่งแสงจะเกดิ การสะท้อนกลับหมดภายในละอองนํา้ 2 ครง้ั รงุ้ แบบนจี้ ะเกิดในระดับ
ความสูงมากกวา่ รุ้งชนิดต่อไป แสงท่ีหกั เหออกมาจากละอองนาํ้ แต่ละละอองน้นั แสงสีแดงจะหกั เหอยดู่ ้านบนสีม่วง
แตส่ ีที่มาเขา้ ตาเรากลบั เป็นสมี ว่ งอยบู่ นสีแดง
2) รุ้งปฐมภมู ิ เป็นรุ้งกินน้ำซงึ่ แสงจะเกดิ การสะทอ้ นกลับหมดภายในละอองนา้ํ 1 ครงั้ รุ้งแบบนี้จะเกดิ ในระดับต่ํา
กวา่ ร้งุ ทตุ ยิ ภมู ิ แสงท่หี ักเหออกมาจากละอองน้ําแต่ละละอองนน้ั แสงสมี ว่ งจะหักเหอยดู่ า้ นบนสแี ดง แตส่ ที มี่ าเขา้
ตาเรากลับเป็นสแี ดงอย่บู นสีม่วง

ภาพการเกิดรงุ้

การทรงกลด

123

ปรากฏการณพ์ ระอาทติ ยท์ รงกลด เกิดขนึ้ จากบรรยากาศของโลกในชน้ั โทรโพสเฟยี ร์ (Troposphere) ซ่งึ
เปน็ บรรยากาศชนั้ ลา่ งสุด และเปน็ ท่อี ยขู่ องกลมุ่ เมฆจำนวนมาก มอี ากาศเยน็ จัดตงั้ แต่ช่วงเช้าตร่กู ่อนดวงอาทติ ย์
ข้นึ จนทำใหล้ ะอองนำ้ ในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แขง็ ตวั เปน็ เกล็ดนำ้ แข็งอนภุ าคเลก็ ๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บน
ทอ้ งฟ้า เม่อื พระอาทิตย์ข้นึ และส่องแสงทำมมุ กับเกล็ดน้ำแขง็ ได้อยา่ งเหมาะสม จะเกดิ การหักเหและการสะทอ้ น
ของแสง ทำใหเ้ กิดเปน็ แถบสีรุ้ง (spectrum) คล้ายการเกิดรงุ้ กินน้ำหลงั ฝนตกขึ้น

สว่ นแสงสที ี่ตามองเหน็ นน้ั จะขึ้นกบั การทำมมุ ของแสงอาทิตยแ์ ละเกล็ดนำ้ แข็ง แตโ่ ดยทวั่ ไปเรามักจะเหน็
เปน็ แสงสีเหลอื งออ่ นๆ มากทสี่ ดุ ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเปน็ สเี ขยี ว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของ
แสงจะเปน็ สแี ดงเพลงิ ในตอนกลาง และเปน็ สีนำ้ เงนิ ปนแดงตามขอบนอก

ขนาดของพระอาทติ ยท์ รงกลดจะมขี นาดแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากจะมขี นาดเฉลี่ย 30 องศา โดย
การลากเสน้ ตรง 2 เส้น มาบรรจบกนั ทด่ี วงตาผูม้ อง ไดแ้ ก่ เสน้ ตรงท่ีลากจากก่ึงกลางของปรากฏการณ์มาท่ตี าผู้
มอง และเสน้ ตรงท่ลี ากจากขอบของปรากฏการณม์ าทด่ี วงตาผมู้ อง บางครงั้ เกล็ดน้ำแขง็ ของละอองไอนำ้ เหลา่ นี้
จะทำหนา้ ท่หี กั เหทางเดนิ ของแสงอาทติ ย์ และกอ่ ใหเ้ กดิ ภาพขยายขึน้ เช่นเดียวกบั ทกี่ ระจกหรือเลนสน์ นู ทำให้เกดิ
ภาพขยาย

มิราจ

124

ปรากฏการณภ์ าพลวงตาหรอื มริ าจ (Mirage) เป็นปรากฏการณท์ เ่ี กิดขึน้ ในชว่ งท่ีอากาศร้อน ตามทอ้ ง
ถนนหรือในเขตทะเลทราย เม่ืออากาศทอ่ี ยู่ตดิ พ้นื ถนนร้อนจดั กับอากาศทอ่ี ยู่ในบรเิ วณสูงข้ึนไปเยน็ กวา่ บรเิ วณทง้ั
สองมอี ณุ หภูมิแตกต่างกันมาก ทำให้ความหนาแนน่ ของอากาศแตกตา่ งกัน คลน่ื แสงจงึ เดนิ ทางผ่านโดยมคี วามเรว็
ที่เปล่ียนไป (เปรยี บเสมอื นตัวกลาง 2 ชนิดที่มีความหนาแนน่ แตกต่างกนั ) ทำใหแ้ สงเกดิ การหกั เห และเมอ่ื มมุ ตก
กระทบของแสงดังกลา่ วกว้างกวา่ มุมวกิ ฤต กจ็ ะเกดิ การสะทอ้ นกลบั หมดนนั่ เอง เราจงึ มองเห็นคล้ายกับมกี ระจก
หรือมนี ำ้ นองอย่บู นพนื้ มองดูเป็นเหมอื นแสงสะท้อนผิวน้ำตามแหล่งน้ำตา่ ง ๆ

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด

การหกั เหของแสง (refraction of light) เกดิ ข้ึนเม่อื แสงมกี ารเดินทางจากตัวกลางหนึง่ ไปอกี ตวั กลาง

หน่งึ ทำ ให้มีอัตราเรว็ เปล่ียนไป โดยอัตราสว่ นระหว่างอัตราเร็วแสงในสญุ ญากาศกบั อตั ราเร็วแสงในตวั กลาง ใด ๆ

คือ ดรรชนีหักเห (index of refraction) = และ 1 sin 1 = 2 sin 2 เรียกว่า กฎของสเนลล์ (Snell’s

law)

การหักเหของแสงเป็นไปตามกฎการหกั เห (law of refraction) คือ

1. 1 sin 1 = 2 sin 2
2. รงั สตี กกระทบ รังสหี ักเห และเส้นแนวฉาก อยูใ่ นระนาบเดยี วกนั

ในกรณที แ่ี สงเดนิ ทางจากตัวกลางที่มดี รรชนีหกั เหมากไปตวั กลางท่มี ดี รรชนหี ักเหนอ้ ย จะทำใหม้ ุมหักเห

โตกว่ามุมตกกระทบ เม่อื เพิ่มมุมตกกระทบจนมีมมุ หักเหเป็นมุม 90 องศาพอดเี รียกมมุ ตกกระทบนี้วา่ มุมวกิ ฤต

(critical angle, ) ซึ่งเปน็ ไปตามสมการ sin = 2 ถา้ มุมตกกระทบโตกวา่ มมุ วิกฤต จะทำใหไ้ ม่มแี สงหักเห
1

125

ผา่ นเขา้ สู่ตวั กลางทมี่ ีดรรชนีหกั เหน้อย มแี ต่แสงส่วนทีส่ ะทอ้ นกลบั ในตวั กลางเดิมเท่านั้น เรียกปรากฎการณ์นว้ี า่
การสะท้อนกลบั หมด (total internal reflection) เมอื่ ให้แสงขาวผ่านปรซิ ึมจะพบวา่ แสงที่หักเหออกจากปรซิ ึม
จะแยกออกเปน็ แสงสตี ่าง ๆ เรียก ปรากฏการณน์ ้วี า่ การกระจายแสง (dispersion of light)

5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินยั รบั ผดิ ชอบ

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้

1) ทักษะการสงั เกต 3. ซ่ือสตั ย์ สจุ ริต

2) ทักษะการสอื่ สาร 4. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน

3) ทกั ษะการวเิ คราะห์

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

6.1 ข้ันนำ

ขั้นท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
6.1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการสะทอ้ นของแสงวา่ เกิดจากรงั สสี ะท้อนของแสงกระทบบน

วัตถแุ ละรงั สขี องแสงสะท้อนออกมา ถ้าวตั ถุมคี วามเรียบกจ้ ะสะท้อนเป็นระเบยี บ
6.1.2 ครสู าธติ โดยการนำปากกาใส่ในแกว้ ท่ีมนี ำ้ อยู่ในแก้วประมาณ 3/4 ของความสูงของแกว้

จากน้ันให้นกั เรยี นสงั เกตความผิดปกติ แลว้ ถามว่า “เหน็ ความผดิ ปกตอิ ะไรแล้วทราบหรอื ไม่วา่ เกดิ จากอะไร ”
(ปากเบี้ยว ไม่เป้นเส้นตรง เกดิ จากการหกั เหของแสงเนือ่ งจากแสงคลนื่ ทผ่ี ่านตัวกลางต่างชนิดกนั หรือตัวกลางที่มี
ความหนาแนน่ ตา่ งกนั ทำให้เกดิ การหกั เห)

6.2 ข้ันสอน

ขั้นท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
6.2.1 ให้นักเรียนศึกษาและทำกิจกรรม การหักเหของแสง ในหนงั สอื สสวท.หนา้ 167-168 พร้อมทำ
คำถามท้ายกจิ กรรม

ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)

126

6.2.2 เมอื่ ทำกิจกรรมเรียบรอ้ ยแลว้ เฉลยคำถามทา้ ยกจิ กรรม โดยใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ออกมาเฉลย และ
discuss กัน โดยให้คะแนนเพิม่ สำหรับกลุ่มท่อี อกมาเฉลย

6.2.3 ครไู ดอ้ ธบิ ายเพิม่ เติม จากคำถามทา้ ยบท วา่ คงท่นี นั้ เรยี กว่า คา่ ดัชนีหักเหของแสงในตวั กลาง
นน้ั ๆ ซง่ึ หาได้จาก ดรรชนีหักเหของตวั กลาง = อัตราเรว็ ของแสงในสญุ ญากาศ/ อตั ราเร็วของ
แสงในตวั กลางใด (n=c/v)

6.2.4 เมื่อนกั เรยี นหาค่าดชั นีหกั เหไดแ้ ลว้ จากความสัมพันธข์ องดรรชนหี ักเหของตัวกลาง สามารถ
สรปุ กฎการหักเหได้ 2 ข้อ นั้นคือ

1. รังสีตกกระทบ เส้นแนวฉาก และรงั สีหกั เห อยู่ในระนาบเดยี วกัน
2. สำหรบั ตัวกลางคู่หนึ่ง ๆ อตั ราสว่ นระหวา่ งค่า sin ของมุมตกกระทบในตวั กลางหนง่ึ
กบั คา่ sin ของมุมหักเห ในอกี ตวั กลางหนึง่ มีคา่ คงทเี่ สมอ เรยี กว่ากฎของสเลล์

6.2.5 จากนนั้ อธบิ ายเพ่มิ เติม ถงึ มมุ วกิ ฤติ การสะทอ้ นกลับหมดและการกระจายแสงของปริซึม

6.2.6 ครแู ละนกั เรยี นรว่ มสรุปการหักเหของแสงเกิดขน้ึ เมือ่ แสงเดนิ ทางจากตวั กลางทม่ี ีความ
หนาแนน่ สูงไปยังตัวกลางที่มคี วามหนาแนน่ น้อยแสงเดนิ ทางจากตวั กลางทม่ี ดี ชั นีหกั เหมากไป
ยงั ตวั กลางท่ีมีดัชนหี กั เหมากน้อยแสงเดนิ ทางจากตวั กลางที่มีความเร็วนอ้ ยไปยงั ตวั กลางทมี่ ี
ความเร็วมาก

6.2.7 ครูชใ้ี ห้นักเรียนเห็นถงึ ตวั อยา่ งการหักเหทีผ่ วิ เรยี บทพี่ บเหน็ ได้บอ่ ย คือ การมองวตั ถทุ ่อี ย่ใู นนำ้
จะโตกวา่ หรืออย่ตู ้ืนกว่าจากความเป็นจริง

ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)

6.2.8 ครูยกตวั อยา่ งพร้อมต้ังคำถาม การมองเห็นภาพการหกั เหของแสง เชน่ การไปตกั ปลาด้วย
ไมก้ ระดาษตามงานตา่ งๆ จะเห็นว่าปลาทอ่ี ยใู่ นน้ำนัน้ ตวั ใหญ่ และอยู่ไมล่ ึกมาก แต่เมอ่ื เรา
ตักปลาไปแลว้ มักจะตักปลาไมไ่ ด้ เนอ่ื งจากอะไร (ลองให้นกั เรยี นคดิ ) และนำภาพให้
นักเรยี นศกึ ษา

127

1) ครูอธบิ ายเพิม่ เติมเก่ยี วกบั ความจริงและลึกปรากฎวา่ เม่อื แสงเคลือ่ นที่ผา่ นตวั กลางต่างชนิด
กันจะทำให้เกดิ การหกั เหของแสง หรอื ทิศขแงแสงเบนออกไปจากแนวเดิมซ่งึ เม่อื เรามองวตั ถุ

ท่ีอยู่ใต้นำ้ กจ้ ะเห็นวัตถนุ ้นั อยู่ตนื้ กว่าความเป็นจริง เรยี กว่า ความลกึ ปรากฎ ส่วนระยะ

ความลึกจริงของวัตถุ เรียกว่า ความลึกจรงิ
2) นักเรียนรว่ มอภปิ รายจนไดข้ อ้ สรุปว่า การมองปลาทอี่ ยใู่ นนำ้ ตัวใหญแ่ ละอยูต่ ้ืนกว่าเดิมนั้น

เรือ่ กว่า ความลึกปรากฎ ส่วนระยะความลกึ จริงของปลา เรียกว่า ความลึกจรงิ

3) ครตู ั้งคำถาม “ถา้ เราอยูใ่ นน้ำ เราจะมองเหน็ นกเป็นอย่างไร” (เราจะเหน็ นกอยู่สูงกว่าเดิม)

4) ครแู ละนกั เรยี นร่วมอภปิ รายตามรายละเอยี ดในหนงั สือ จนได้ข้อสรปุ วา่

ความลึกปรากฎ = ตา
ความลกึ จรงิ วตั ถุ

เมอ่ื n คือ ดัชนีหกั เห

1) ครูอธบิ ายตวั อยา่ งการคำนวณ จากแบบฝึกหัด การหกั เหของแสง เพ่ือให้เขา้ ใจวธิ ีการคำนวณ

128

6.2.9 ครูใหน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งปรากฎการณ์ธรรมชาติท่เี กย่ี วขอ้ งกับการสะท้อนและหักเหของแสง
6.2.10 ครูและนกั เรียนอภปิ รายร่วมกนั เก่ียวกบั ปรากฎการณธ์ รรมชาติท่เี ก่ยี วกับแสง

6.3 ข้ันสรปุ

ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)

6.3.1 ครตู รวจสอบใบความรู้ท่ี 3.2 การมองเหน็ และการเกิดภาพ

6.3.2 ครูประเมินผล โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานรายบุคคล

6.3.3 นักเรียนและครูร่วมกนั สรุป ซง่ึ ได้ข้อสรปุ ร่วมกันว่า

“การหกั เหของแสง (refraction of light) เกิดขนึ้ เมอื่ แสงมกี ารเดนิ ทางจาก

ตัวกลางหนง่ึ ไปอกี ตัวกลาง หน่ึง ทำ ให้มีอัตราเร็วเปลย่ี นไป โดยอตั ราสว่ นระหว่างอัตราเร็วแสง

ในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงในตวั กลาง ใด ๆ คอื ดรรชนหี ักเห (index of refraction) =


และ 1 1 = 2 2 เรียกว่า กฎของสเนลล์ (Snell’s law)
การหกั เหของแสงเป็นไปตามกฎการหักเห (law of refraction) คอื

1. 1 1 = 2 2
2. รังสีตกกระทบ รังสีหกั เห และเส้นแนวฉาก อยใู่ นระนาบเดียวกนั

ในกรณีท่ีแสงเดนิ ทางจากตัวกลางท่มี ดี รรชนหี ักเหมากไปตัวกลางที่มดี รรชนีหักเหนอ้ ย

จะทำให้มมุ หกั เห โตกวา่ มุมตกกระทบ เมื่อเพ่ิมมมุ ตกกระทบจนมีมุมหักเหเปน็ มุม 90 องศาพอดี

เรียกมมุ ตกกระทบนีว้ า่ มุมวกิ ฤต (critical angle, ) ซง่ึ เปน็ ไปตามสมการ = 2 ถ้า

1
มุมตกกระทบโตกว่ามมุ วกิ ฤต จะทำใหไ้ มม่ แี สงหักเหผ่านเขา้ ส่ตู วั กลางทม่ี ีดรรชนีหกั เหน้อย มีแต่

แสงสว่ นท่ีสะทอ้ นกลับในตวั กลางเดิมเท่านั้น เรียกปรากฎการณ์น้ีว่า การสะท้อนกลบั หมด

(total internal reflection) เม่ือให้แสงขาวผ่านปรซิ ึมจะพบว่า แสงท่ีหักเหออกจากปริซมึ จะ

แยกออกเป็นแสงสีตา่ ง ๆ เรียก ปรากฏการณ์น้ีวา่ การกระจายแสง (dispersion of light)

ความรูเ้ ร่ืองแสงเชิงรงั สสี ามารถนำ ไปใชอ้ ธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาตเิ ชน่ รุ้ง การทรง

กลด มิราจ และการเห็นทอ้ งฟ้าเปน็ สตี ่าง ๆ ในช่วงเวลาต่างกัน รวมทง้ั การใช้ประโยชนเ์ กีย่ วกบั

แสงในชีวิตประจำ วนั เชน่ กล้องโทรทรรศน์กล้องจุลทรรศนแ์ ละกลอ้ งถ่ายรปู ”

129

7. การวดั และประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธวี ดั เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน
- ตอบถูกและตรง
7.1 อธิบายกลไกการ - ตอบคำถามในชัน้ เรยี น - ขอ้ คำถาม ประเดน็ ผา่ นเกณฑ์

มองเห็นและการเกดิ ภาพได้ - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

อธบิ ายการหักเหของแสง - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

กฎของสเนลล์ - ระดบั คุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
อธบิ ายมุมวกิ ฤต การ - ตรวจสอบแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หดั เร่อื ง การ

สะท้อนกลับหมด และการ เรือ่ ง การหกั เหของแสง หักเหของแสง

กระจายของแสงเมอื่ ผา่ น

ปรซิ มึ

(K)

7.2 สามารถเขยี นรงั สขี อง - ตรวจสอบแบบฝึกหดั - แบบฝึกหัด เรือ่ ง การ

แสง ระบตุ ำแหนง่ และชนดิ เรือ่ ง การหกั เหของแสง หกั เหของแสง

ของภาพทีเ่ กดิ จากการหัก

เหของแสง และคำนวณ

ปรมิ าณต่าง ๆ ได้ (P)

7.3 มคี วามมุ่งมัน่ ในการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม

ทำงาน (A) การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล

8. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สอื่ การเรยี นรู้
8.1.1 หนังสือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิสกิ ส์ ม.5 เล่ม 3 บทท่ี 11 แสงเชิงรังสี
8.1.2 แบบฝึกหดั เรอื่ ง การหกั เหของแสง
8.1.ปากกา
8.1.4 แกว้ ใสน่ ำ้
8.2 แหลง่ การเรียนรู้
8.2.1 หอ้ งเรยี น
8.2.2 อินเทอร์เนต็

130 .................................
................................ )
9. ความเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษาหรอื ผทู้ ่ไี ดร้ บั มอบหมาย
......
ข้อเสนอแนะ

ลงช่อื
(

ตำแหน่ง

10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3

ผลการสอน

ปัญหา/อุปสรรค

แนวการแก้ไข/
ขอ้ เสนอแนะ

131

รายวิชา ว 32203 ฟสิ กิ ส์ 3 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3
เรื่อง การมองเหน็ และการเห็นภาพ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3
ผ้สู อน ปส.ปรียาภรณ์ เน้ือนยุ้
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1
จำนวน 2 คาบ
ครูพเี่ ลย้ี ง อาจารย์ธเนศ สขุ มาตย์

1. ผลการเรยี นรู้
ทดลอง และอธบิ ายการสะท้อนของแสงทีผ่ วิ วัตถุ ตามกฎการสะทอ้ น เขียนรงั สขี องแสงและ คำนวณ

ตำแหน่งและขนาดภาพของวตั ถุ เม่อื แสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทง้ั อธิบายการนำ
ความรู้เรอ่ื งการสะท้อน ของแสงจากกระจกเงาราบ และกระจกเงา ทรงกลมไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจำวนั

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายกลไกการมองเหน็ และการเกดิ ภาพได้ (K)
2.2 สามารถเขยี นรังสีของแสง ระบุตำแหน่งและชนิดของภาพทีเ่ กดิ จากการสะท้อนของแสงจากกระจก

เงาราบได้ (P)
2.3 มีความมุง่ มัน่ ในการทำงาน (A)

3. สาระการเรียนรู้
3.1 การมองเห็นวัตถุ

132

3.2 การเกดิ ภาพ
การเขยี นรงั สีของแสงเมอื่ วัตถอุ ยหู่ นา้ ผิวสะทอ้ นราบ การเขียนรงั สขี องแสงเพอ่ื แสดงตำแหน่งและขนาด
ภาพของวัตถุที่อยู่หนา้ ผิวสะทอ้ นราบ เชน่ กระจกเงาราบ ทำไดโ้ ดยอาศัยกฎการสะทอ้ นของแสง ซง่ึ ตอ้ งลากรงั สี
ตกกระทบจากวตั ถุไปยงั กระจก เรียกระยะห่างระหวา่ งวตั ถกุ บั กระจกว่า ระยะวตั ถุ (s) แลว้ เขยี นรังสสี ะท้อนเข้าสู่
ตา สังเกตเหน็ ไดว้ า่ รังสีสะทอ้ นจากกระจกเงาราบจะไมต่ ดั กันหน้ากระจก จงึ ตอ้ งตอ่ แนวรงั สีสะท้อน ไปหลงั กระจก
โดยเขียนเป็นเส้นประ เนื่องจากไมใ่ ช่รังสีของแสงจริง ดังภาพ จดุ ตัดของเส้นประ คอื ตำแหนง่ ที่เกิดภาพ ดังน้นั
ภาพที่เกิดข้ึนจากกระจกเงาราบจงึ เป็นภาพเสมือนมลี กั ษณะหัวตั้งเหมือนวตั ถแุ ละเรียกระยะหา่ งระหวา่ งกระจก
กับภาพว่า ระยะภาพ (s’)

2.1 กรณวี ัตถเุ ป็นจุด มี 3 ขั้นตอน
ข้ันที่ 1 เขยี นเส้นรังสีตกกระทบจำนวน 2 รงั สี ออกจากวตั ถุ (O) ท่ีจุด P

133

ขัน้ ท่ี 2 ลากรังสีสะทอ้ นจากตำแหน่งทตี่ กกระทบ A และ B โดยเปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น

ขน้ั ที่ 3 ลากเสน้ ประต่อแนวรังสสี ะทอ้ นที่ 1 และ 2 ไปหลังกระจกจนกระทง่ั เกิดการตดั กนั ทจี่ ุด P’ ซ่ึงเปน็
ตำแหน่งทเี่ กิดภาพ เรียกวา่ ตำแหน่งภาพ (I)

2.2 กรณวี ัตถุมีขนาด มี 3 ขัน้ ตอน
ขัน้ ท่ี 1 เขยี นเส้นรังสีตกกระทบจากปลายทงั้ สองของวัตถุ นน่ั คือตำแหน่ง P และ Q จำนวนจดุ ละ 2 รังสี

จากวตั ถุ (O) ไปยงั กระจก

134

ขน้ั ที่ 2 ลากรงั สสี ะท้อนจากตำแหน่งท่ีตกกระทบ A และ B โดยเปน็ ไปตามกฎการสะท้อน

ขนั้ ท่ี 3 ลากเส้นประตอ่ แนวรงั สสี ะทอ้ นที่ 1, 2, 3, และ 4 ตามลำดับ ไปหลังกระจกจนกระทั่งเกดิ การตัด
กนั ท่ีจดุ P’ และ Q’ ซึ่งเป็นตำแหนง่ ท่เี กดิ ภาพ เรยี กวา่ ตำแหนง่ ภาพ (I)

135

2.3 กรณที ่มี ีการกำหนดตำแหน่งตามาให้ มี 3 ข้ันตอน
ขนั้ ที่ 1 กำหนดขนาดและตำแหน่งของภาพ จากลักษณะการเกิดภาพของกระจกเงาราบ
ขัน้ ที่ 2 ลากรังสีสะทอ้ นทป่ี ลายสุดของภาพ น่ันคอื จดุ P’ และ Q’ มาเข้าสตู่ าของคนทตี่ ำแหน่ง E โดย

รงั สสี ะทอ้ นอยู่หลังกระจกใหเ้ ขยี นดว้ ยเสน้ ประ และเขยี นด้วยเสน้ ทึบเมื่ออยู่หน้ากระจก

ข้นั ท่ี 3 ลกรงั สีตกกระทบจากปลายของวตั ถุ ได้แก่ จุด P และ Q ไปยงั ระจกทม่ี ดุ A และ B ตามลำดับ

136

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
วตั ถทุ ่อี ยูห่ น้ากระจกเงาราบ จะเกดิ ภาพทสี่ ามารถหาตำแหนง่ ขนาด และชนดิ ของภาพทีเ่ กดิ ขึน้ ไดจ้ าก

การเขียนภาพของรงั สีแสงหรอื การคำนวณจากสมการ

ระยะวตั ถุ ( ) = ระยะภาพ ( ′)

5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มวี นิ ยั รบั ผดิ ชอบ

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้

1) ทักษะการสังเกต 3. ซอ่ื สตั ย์ สุจรติ

2) ทกั ษะการสอื่ สาร 4. มุ่งม่นั ในการทำงาน

3) ทักษะการวิเคราะห์

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

6.1 ขั้นนำ

ขน้ั ท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
6.1.1 ครูทบทวนความร้เู ดิมจากคาบทีแ่ ล้ว
6.1.2 ครูนำเข้าสู่บทเรยี น โดยยกสถานการณ์ว่า ในเวลากลางคนื หรอื เวลาทเี่ ราอยู่ใ นสถานท่ีที่มืด

สนิท ทำใหเ้ ราไมส่ ามารถมองเห็นวตั ถุได้ แตถ่ า้ มีการส่องแสง เชน่ แสงจากไฟฉายไปกระทบวตั ถุ จะทำใหส้ ามารถ
มองเห็นวัตถุได้ จากนั้นครูนำอภิปรายโดยใหน้ ักเรียนตอบคำถามว่า “จากสถานการณ์ดังกลา่ ว จะสามารถนำมา
อธบิ ายการมองเหน็ วตั ถุไดอ้ ย่างไร” โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นแสดงความคิดเหน็ อยา่ ง อิสระและไม่คาดหวัง
คำตอบทถี่ กู ตอ้ ง

(แนวตอบ : เราสามารถมองเห็นวัตถุไดเ้ ม่ือมอี ะไรมาเปลย่ี นทางเดนิ แล้วเดินทางสูต่ าเรา ซึ่งวตั นุ นั้ อาจ
เป็นวตั ถุทม่ี ีแสงในตัวเองหรือวตั ถุน้นั สะทอ้ นแสงจากแหลง่ กำเนิดอ่นื มาเข้าตาเราก็ได้ )

6.1.3 ครูนำอภิปรายโดยถามนักเรยี นวา่ “เม่ือเข้าส่ตู าเราแล้วเรามองเหน็ ภาพได้อย่างไร” โดยครูเปิด
โอกาสให้นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งอิสระ และไมค่ าดหวังคำตอบทถี่ กู ตอ้ ง

137

(แนวตอบ : การมองเหน็ วัตถุเกิดข้นึ เนอ่ื งจากมแี สงจากวตั ถุเข้าตา โดยเลนสต์ าทำหน้าท่ีช่วยใหแ้ สงไป
รวมกนั ทตี่ ำแหนง่ ตา่ ง ๆ บนจอตา ทำใหเ้ กดิ การรบั รู้บนจอตาส่งสญั ญาณใหส้ มองแปลความหมายเป็นการมองเหน็
วัตถุ)

6.2 ขน้ั สอน

ขนั้ ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)

6.2.1 ครูยกสถานการณ์การสอ่ งกระจกเงาราบ โดยให้นักเรยี นส่องกระจก แล้วนำอภิปรายโดยให้
นกั เรียนตอบคำถามวา่ “เหตใุ ด จงึ เหน็ ตัวเราในกระจกเงาราบได้” ครูเปิดโอกาสให้นกั เรยี น แสดงความคดิ เห็น
อย่างอิสระและไม่คาดหวงั คำตอบทีถ่ กู ตอ้ ง

6.2.2 นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ที่ 3.2 การมองเห็นและการเกดิ ภาพ

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
6.2.3 นกั เรียนทำใบงานท่ี 2 การเกิดภาพบนกระจกเงาราบ
6.2.4 ครูสุ่มนักเรียน 2 – 3 คน ตอบคำถามท้ายกิจกรรม
6.2.5 ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ จากนั้นนักเรียนและครูร่วมกนั สรุป ซง่ึ ได้ขอ้ สรปุ รว่ มกนั วา่
“ภาพของวตั ถุสามารถเกิดขึ้นคนละ ตำแหน่งกบั วัตถุไดเ้ ม่อื มีบางสิ่งมาเปลยี่ นทางเดนิ ของแสงที่
ออกจากวัตถมุ าเขา้ ตา ทำใหเ้ ห็นภาพตรงตำแหน่งท่แี นวรงั สีที่เข้าตาตดั กนั ระยะจากภาพถงึ
กระจกมคี ่าเท่ากบั ระยะวัตถถุ งึ กระจก นน่ั คอื = − ′ โดยใหห้ นา้ กระจกเปน็ บวกและหลงั
กระจกเป็นลบ ซง่ึ ภาพจากกระจกเงาราบเกดิ หลังกระจกเงาราบ”

ขนั้ ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
6.2.6 ครูถามคำถามว่า “เราสามารถนำความรูเ้ กีย่ วกับการเกดิ ภาพบนกระจกเงาราบไปใชป้ ระโยชน์

อะไรไดบ้ า้ ง”
(แนวตอบ : .ใชเ้ ป็นกระจกมองหลังของรถยนต์ สามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ในการเลอื กซอ้ื

กระจกใหเ้ หมาะสม)

6.3 ขัน้ สรุป

ขน้ั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
6.3.1 ครตู รวจสอบใบความรู้ที่ 3.2 การมองเห็นและการเกิดภาพ
6.3.2 ครูประเมินผล โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคำถาม พฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6.3.3 นักเรยี นและครูร่วมกนั สรปุ ซง่ึ ได้ขอ้ สรปุ รว่ มกันว่า

138

“การมองเหน็ วัตถุเกิดข้ึนเนอื่ งจากมแี สงจากวัตถเุ ข้าตา โดยเลนสต์ าทำหนา้ ท่ีชว่ ยใหแ้ สงไป
รวมกันทตี่ ำแหนง่ ต่าง ๆ บนจอตา ทำให้เกิดการรบั รูบ้ นจอตาสง่ สญั ญาณใหส้ มองแปล
ความหมายเป็นการมองเห็นวัตถุ และภาพของวัตถุทเ่ี รามองเห็นสามารถเกดิ ขึน้ คนละตำแหนง่
กับวัตถุไดเ้ มื่อมีบางสง่ิ มาเปล่ียนทางเดนิ ของแสงท่อี อกจากวัตถมุ าเข้าตา ทำให้เห็นภาพตรง
ตำแหน่งทแี่ นวรังสีทีเ่ ข้าตาตัดกัน ระยะจากภาพถงึ กระจกมีค่าเท่ากับระยะวตั ถถุ ึงกระจก นน่ั คือ

= − ′ โดยให้หนา้ กระจกเป็นบวกและหลงั กระจกเปน็ ลบ ซึ่งภาพจากกระจกเงาราบเกดิ หลงั
กระจกเงาราบ และในการสอ่ งกระจกทีจ่ ะมองเหน็ ภาพไดต้ ลอดทง้ั ตัว สามารถใช้กระจกทค่ี วาม
สูงนอ้ ยกวา่ ความสงู คนได้”

7. การวดั และประเมนิ ผล

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ วี ดั เครือ่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ
- ตอบถูกและตรง
7.1 อธบิ ายกลไกการ - ตอบคำถามในชั้นเรยี น - ขอ้ คำถาม ประเด็น ผ่านเกณฑ์
- รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
มองเห็นและการเกิดภาพได้
- รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
(K) - ตรวจสอบนักเรยี นทำ - นกั เรยี นทำใบงานท่ี 2
- ระดับคุณภาพ 2
ใบงานท่ี 2 การเกิดภาพ การเกดิ ภาพบนกระจก ผา่ นเกณฑ์

บนกระจกเงาราบ เงาราบ

7.2 สามารถเขียนรงั สขี อง - ตรวจสอบใบความร้ทู ่ี - ใบความร้ทู ่ี 3.2 การ

แสง ระบตุ ำแหน่งและชนดิ 3.2 การมองเหน็ และ มองเหน็ และการเกิด

ของภาพทเี่ กดิ จากการ การเกิดภาพ ภาพ

สะทอ้ นของแสงจากกระจก

เงาราบได้ (P)

7.3 มีความมุ่งมั่นในการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม

ทำงาน (A) การทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล

8. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 ส่อื การเรียนรู้
8.1.1 หนังสือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 3 บทท่ี 11 แสงเชงิ รงั สี
8.1.2 ใบกจิ กรรมท่ี 3.2 การเกดิ ภาพบนกระจกเงาราบ
8.1.3 ใบงานท่ี 2 การเกดิ ภาพบนกระจกเงาราบ
8.1.4 กระจก

139

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
8.2.1 ห้องเรียน
8.2.2 อินเทอร์เนต็

9. ความเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาหรอื ผู้ที่ได้รับมอบหมาย

ขอ้ เสนอแนะ

ลงชื่อ .................................
( ................................ )

ตำแหนง่ ......

10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ม.5/1 ม.5/2 ม.5/3

ผลการสอน

ปญั หา/อุปสรรค

140 ม.5/3

ม.5/1 ม.5/2

แนวการแกไ้ ข/
ข้อเสนอแนะ

141

รายวชิ า ว 32203 ฟสิ กิ ส์ 3 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3
เร่ือง การเกิดภาพของเลนส์บาง แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 4
ผูส้ อน ปส.ปรียาภรณ์ เนอ้ื นยุ้
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นท่ี 1
จำนวน 2 คาบ

ครูพ่ีเลยี้ ง อาจารย์ธเนศ สขุ มาตย์

1. ผลการเรยี นรู้
ทดลองและเขียนรงั สขี องแสงเพือ่ แสดงภาพทีเ่ กิดจากเลนส์บาง หาตําแหนง่ ขนาด ชนิด

ของภาพ และความสมั พันธร์ ะหวา่ งระยะวตั ถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกัส รวมทง้ั คาํ นวณปรมิ าณต่าง
ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง และอธิบายการนํา ความรู้เรื่องการหักเหของแสงผ่านเลนส์บางไปใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจําวัน

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 อธิบายเขียนรังสขี องแสงทห่ี กั เหผา่ นเลนสบ์ างตำแหนง่ และชนิดของภาพ (K)
2.2 สามารถเขยี นรงั สีของแสง ระบตุ ำแหน่งและชนิดของภาพที่เกดิ และคำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ี

เก่ียวขอ้ งกบั การเกดิ ภาพจากเลนสบ์ างได้ (P)
2.3 มีความมงุ่ ม่ันในการทำงาน (A)

3. สาระการเรียนรู้
เลนสบ์ างทำจากแก้วหรือพลาสตกิ ใส ทีม่ ีผิวโค้งทรงกลมทัง้ สองขา้ งไมข่ นานกัน โดยเลนส์บางเป็น
อปุ กรณ์ทางแสงท่ีทำงานโดยใชห้ ลักการหกั เหของแสง เมอื่ ความหนาของเลนสม์ ีคา่ น้อย จงึ ถือว่าแสงที่
ผา่ นเลนส์บางจะหักเหเพยี งครง้ั เดียวท่แี กนเลนส์

142

เลนสน์ นู ไปเลนส์ท่มี ีลักษณะตรงกลางเลนสห์ นากว่าขอบเลนส์ โดยทว่ั ไปจะมีผิวนูนท้ังสองด้าน
ถา้ เราฉายแสงเลเซอร์ผ่านเลนส์นูนจะพบวา่ แสงทีผ่ ่านเลนส์จะเกดิ การหกั เห 2 ครั้ง โดยครง้ั แรกเกิดท่ี
ผิวหน้าเลนส์และคร้ังที่ 2 เกิดที่ผิวหลังเลนส์ผลจากการหักเหทั้ง 2 ครั้งนี้ทำให้รงั สขี องแสงมกี าร
เปลีย่ นแปลงไปจากรูปเดมิ ซึ่งในระดับน้ี เราจะพจิ ารณาเฉพาะเลนสบ์ างทีม่ ีความหนาของเลนส์นอ้ ยๆและ
ถือวา่ รงั สีหักเหเพียงครั้งเดยี วที่แกนเลนส์ เพือ่ ให้สะดวกในการอธิบายการหักเหของแสงผา่ นเลน่ บา้ งนิยม
สร้างเส้นสมมติทีต่ งั้ ฉากกับแกนเลนส์และผา่ นจุดกง่ึ กลางเลนเรียกว่าเส้นแกนมุขสำคัญซ่งึ ถา้ มีรงั สีของแสง
ทข่ี นานกับเส้นแกนบุกสำคัญมาตกกระทบกับเลนสร์ งั สีขนานเหล่านีจ้ ะเกิดการหักเหผ่านเลนส์ไปแล้วตัด
กันทจ่ี ุดจดุ หน่ึงบนเส้นแกน่ มกุ สำคัญคอื จุดโฟกัสของเล่นเลอื กระยะจากโฟกัสไปถึงกงึ่ กลางเน้นว่าความ
ยาวโฟกัสและใชส้ ญั ลักษณ์ f แทนความยาวโฟกัส
ถา้ แสงขนานเส้นแกนมขุ สำคัญมาจากดา้ นซ้าย

ถา้ แสงขนานเส้นแกนมขุ สำคญั มาจากดา้ นขวา

143

ถ้าแสงออกจากจุดโฟกสั
แสงผ่านจุดกง่ึ กลางเลนส์
การหาตำแหนง่ ภาพของวัตถุจากการเขยี นแผนภาพของรงั สีของแสง ดงั น้ี

144

เม่ือวางวตั ถุไว้ทต่ี ำแหน่งต่างๆหนา้ เลนสน์ นู จะเกิดภาพดงั นี้

วางภาพไวต้ ำแหนง่ ต่างๆ การเกดิ ภาพและตำแหนง่ ภาพ

วางวัตถไุ กลกว่า 2F

วางวตั ถุไว้ท่ี 2F

วางวตั ถุระหว่าง 2F กบั F

145

วางวตั ถไุ ว้ตรง F

วางวตั ถไุ วห้ นา้ F

สรปุ การเกิดภาพของเลนสน์ นู

การเกิดภาพจากเลนสเ์ ว้า
เลนส์เวา้ ไปเรยี นท่มี ีลักษณะตรงกลางในบางกวา่ ทขี่ อบเป็น โดยลกั ษณะสำคญั ในการหักเหของ

แสงผ่านเลนส์เว้า คอื ถ้าแสงกระหนานเส้นแกนมขุ สำคัญตกกระทบเลนส์เวา้ แสงนนั้ จะหกั เหในลักษณะ
บานออกเสมอื นวา่ ออกมาจากจุดหนึ่งท่อี ยบู่ นเส้นแกนุกสำคญั หน้าเลนสท์ เ่ี รยี กว่า โฟกสั แต่ถา้ มแี สงทล่ี ู่

146

เข้าไปยังโฟกัสทอี่ ยดู่ า้ นหลังแสงนนั้ จะทางออกเป็นแสงขนานนอกจากนถี้ า้ มรี ังสีใดที่ผา่ นจดุ
กึ่งกลางเลนสเ์ ว้าพอดจี ะไม่มีการหักเห

การหาตำแหนง่ ของภาพท่ีเกดิ จากเลนสเื วา้ ทำได้โดยการเขียนแผนภาพรังสขี องแสงดงั ตอ่ ไปน้ี

สำหรบั เลนสเ์ วา้ จะทำให้เกดิ ภาพเสมือน หัวตัง้ ขนาดเล็ก เกิดภาพทดี่ ้านหนา้ เลนส์เว้า ไม่วา่ จะ
วางวตั ถไุ ว้ที่ระยะใด

ใชเ้ รขาคณิตเพือ่ หาความสัมพนั ธข์ องระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั

147


Click to View FlipBook Version