ธ ร ร ม ช า ติ | ชุ ม ช น | วิ ถี ชี วิ ต
ป่ า บุ่ ง ป่ า ท า ม
ป่ าบุ่ง
ทาม
CONTENT
01 ความหมายของป่ าบุ่งป่ าทาม
02 ประโยชน์ของป่ าบุ่งป่ าทาม
03 การกระจายตัวของป่ าบุ่งป่ าทาม
04 สถานการณ์ในปัจจุบันของป่ าบุ่งป่ าทาม
05 แนวทางในกสรอนุรักษ์ป่ าบุ่งป่ าทาม
? บุ่ง เป็ นคำในภาษาไทลาวและไทกลางบางท้อง
ถิ่น หมายถึง แหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือพื้นที่แอ่ง
ป่ าบุ่งป่ าทาม กระทะที่มีน้ำท่วมขังเกือบตลอดปี หรือตลอดปี ก็ได้ ใน
ความหมายเดียวกันคือ บึง หรือ หนอง พื้นที่บุ่งใน
ป่ าบุ่งป่ าทาม (Lowland floodplain forest) ทางป่ าไม้ยังรวมไปถึงแหล่งน้ำตามธรรมชาติชนิด
หรือ ในชื่อทางราชการว่า ต่าง ๆ ในเขตที่ราบน้ำท่วมถึง ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วย
พืชน้ำลัมลุก หญ้า และกกเราเรียกว่า "สังคมพืชใน
ป่ าบึงน้ำจืด (Freshwater swamp forest) บึง" หรือ "ป่ าบุ่ง"
ทาม เป็ นคำในภาษาไทลาว ในภาคตะวันออก
เป็ นคำในภาษาไทยถิ่นอีสาน นำมาใช้เรียกสังคม เฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ตรงกับคำว่า "ระนาม" ใน
ภาษาไทโคราช และ "ระเนียม" ในภาษาเขมรอีสานใต้
พื ชชนิ ดหนึ่ งที่ปกคลุมพื้นที่บุ่งทามซึ่งมีน้ำท่วมซ้ำ หมายถึง บริเวณพื้นที่ราบ-ค่อนข้างราบ ทั้งสองข้าง
ลำน้ำที่มีน้ำท่วมชังยาวนานเฉพาะในฤดูน้ำหลาก พื้นที่
ซกยาวนานทุก ๆ ปี สังคมพืชนี้ไม่จำเป็ นต้องมี ทามจะถูกน้ำท่วมทุกปี ในช่วงฤดูน้ำหลากลันตลิ่ง ยาว
นาน 1-3 เดือน ความสูงของระดับน้ำในทาม 1-5
เฉพาะป่ าไม้ปกคลุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสังคมพืช เมตร น้ำจะเริ่มหลากในช่วงกลาง-ปลายฤดูฝน และลด
ลงต่ำกว่าตลิ่งประมาณตันฤดูหนาว หลังจากนั้นทาม
ในบึงทุ่งหญ้า หรือไม้พุ่มที่ขึ้นในพื้นที่ลุ่มชื้นแฉะเข้า จะแห้ง มีเพียงน้ำชังอยู่ตามนุ่งเท่านั้น บริเวณทามจะ
ถูกปกคลุมด้วยป่ าไม้ที่เป็ นพรรณไม้ต้น ไม้พุ่ม และ
ไว้ด้วยกัน โดยสภาพภูมิประเทศแบบ พื้นที่บ่งทาม เถาวัลย์ที่ทนทานต่อน้ำท่วมได้ดี เรียกว่า "ป่ าทาม"
"ปาระนาม" หรือ "ไปรระเนียม"
(lowlandfood plain) จัดว่าเป็ นภูมิประเทศหนึ่งใน
เขต ที่ราบน้ำท่วมถึง (lo๐dplain) ที่มีพื้นที่ลุ่มต่ำ
กว่าส่วนอื่น ๆ และมีร่องรอยทางน้ำเปลี่ยนทิศเป็ น
จำนวนมาก จึงเกิดน้ำท่วมได้ง่ายเป็ นประจำ
มากกว่าที่ราบน้ำท่วมถึงส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ระดับสูง
ขึ้นไป
-1-
ประโยชน์ของ
ป่ าบุ่งป่ าทาม
ประโยชน์ทางตรง
1) อาหารของชุมชน พบพืชประมาณ
70 ชนิด ที่ใช้เป็ นผักแนม, 40 ชนิดใช้ทำอาหาร
คาว-หวาน, และ 40 ชนิด เป็ นผลไม้ป่ า
นอกจากนี้ยังมีแหล่งโปรตีนจากสัตว์น้ำและ
สัตว์บกอีกมากมาย ซึ่งเป็ นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
ว่าแหล่งน้ำในป่ าบุ่งป่ าทามเป็ นแหล่งอาศัยของ
ปลาและเป็ นพื้นที่หาปลาที่สำคัญมาก
2) พืชสมุนไพร มีพืชที่ใช้เป็ นยาสมุนไพร
ได้มากถึง 96 ชนิด (จากพืชที่นำมาสอบถาม
ประมาณ 150 ชนิด) ส่วนใหญ่เป็ นยาในกลุ่ม
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ และกระดูก,
กลุ่มยาบำรุงกำลัง-ธาตุ แก้อ่อนเพลีย, กลุ่มยา
บำรุงน้ำนมและการอยู่ไฟ และ กลุ่มยาแก้ท้อง
เสีย-ท้องร่วง ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้เป็ นความ
เจ็บป่ วยที่เกิดขึ้นเป็ นประจำในวิถีชีวิตของคน
ทั้งในชนบทและในเมือง
3) เชื้อเพลิง มีไม้ต้น ไม้พุ่ม หรือไม้เถา
ขนาดใหญ่ประมาณ 50 ชนิด ที่ใช้เป็ นไม้ฟัน
หรือเผาถ่านได้ เพราะมีไม้โตเร็วเป็ นจำนวน
มากและหาง่าย การใช้ฟื นและถ่านในการหุงต้ม
อาหารหรือย้อมผ้าเป็ นสิ่งจำเป็ นในชนบท
นอกจากจะช่วยลดค่ใช้จ่ายแล้ว ยังปฏิเสธไม่ได้
ว่าให้รสชาติอาหารที่ดีกว่าการใช้แก๊ส
4) ไม้ก่อสร้างหรือทำเครื่องมือและวัสดุ
ต่าง ๆ ไม้ในป่ าบุ่งป่ าทาม มีประมาณ 30 ชนิด
ที่เป็ นไม้เนื้อแข็งแรง หรือแข็งแรงปานกลาง ที่
ใช้ในการก่อสร้างและทำเครื่องมือเครื่องใช้ใน
ชีวิตประจำวัน และอีกประมาณ 70 ชนิด ให้
วัสดุในการทำงานหัตถกรรม งานประดิษฐ์
เส้นใย สี และสารฟอกย้อม
5) พื้นที่เลี้ยงสัตว์ พวกปศุสัตว์วัว ควาย
แกะ หรือ เป็ ด ได้เข้ามาหากินพืชหรือสัตว์ชนา
ดเล็ก ในพื้นที่ป่ าบุ่งป่ าทาม ช่วยลดต้นทุนค่า
อาหารสัตว์ ลดความเครียดของสัตว์ และลด
ปัญหาการจัดการโรงเรือนเลี้ยง
-2-
ป่ าบุ่งป่ าทาม
คลังอาหารขอ
งชาวอีสาน
"
-3-
ประโยชน์ทางอ้อม 8) พื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง พื้นที่บุ่งทาม
เป็ นที่ลุ่มต่ำและแอ่งกระทะมากที่สุตในเขตที่ราบ
6) ที่อาศัยและหากินของสัตว์ป่ าตามธรรมชาติได้ น้ำท่วมถึง ดังนั้นจึงมีพื้นที่รองรับน้ำหลากไต้
เข้ามาอาศัยหลบภัย หาอาหาร และผสมพันธุ์วางไข่ เป็ นจำนวนมากกว่าพื้นที่ราบที่อยู่สูงขึ้นไป น้ำ
โดยเฉพาะพวกปลา ที่เป็ นอาหารหลักอย่างหนึ่งที่ ที่ล้นตลิ่งจะเข้าท่วม กุด ร่อง หนอง และทาม
ชาวอีสานนิยมกิน ยามฤดูน้ำหลากปลาจะเข้ามา ตามลำดับความลึก/ความจุของอ่างต่าง ๆ
วางไข่ตามพื้นที่น้ำท่วมในนุ่งทาม เพราะน้ำจะอุ่นกว่า ก่อนที่จะล้นไปสู่ทุ่งราบต้านบนซึ่งมักจะเป็ นนา
และมีกระแสน้ำไหลช้ากว่าน้ำในแม่น้ำ เหมาะสมต่อ ข้าวตังนั้นการเข้าไปถมที่ให้สูงขึ้นหรือกาสร้าง
การวางไข่ เป็ นที่หลบภัยของลูกปลาตามพุ่มไม้ กอ คันกันน้ำท่วมในเขตนี้จึงเป็ นการลดความจุ
หญ้า และได้รับอาหารจากพืชน้ำ สาหร่าย ไม้พุ่มและ ของแก้มลิง และทำให้ระดับน้ำในทุ่งเพิ่มสูงขึ้น
ไม้ต้นที่ให้ผล/โบร่วงหล่นหรือแมลงต่าง ๆ ที่อยู่บน ได้หรือท่วมสูงขึ้นจนถึงเขตที่อยู่อาศัย
ต้นไม้เป็ นอาหารให้แก่ปลาอีกด้วย การลดลงของ
ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติจึงมีสาเหตุหลักส่วนหนึ่ง 9) แหล่งฟอกอากาศและบำบัดน้ำเสีย เป็ น
มาจากการทำลายป่ าบุ่งป่ าทามอย่างแน่นอน ที่ทราบชัดเจนแล้วสำหรับการทำหน้าที่ของพื ช
ต่อการฟอกอากาศ ยิ่งป่ าไม้ที่มีพรรณพืชหนา
นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่มีพร้อมทั้งพรรณไม้ที่ แน่นและโตเร็วด้วยยิ่งแล้ว ก็จะทำให้มีอัตรา
หลากหลาย และมีพืชน้ำล่องลอยอยู่ในหนองบึง ป่ า การฟอกอากาศเสียให้กลับมาเป็ นอากาศดี และ
บุ่งึป่ าทามจึงเป็ นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำรังวางไข่ ช่วยตรึงธาตุคาร์บอนไว้ในเนื้อไม้ใด้มากยิ่งขึ้น
ของนกและนกน้ำ อย่างยิ่ง ซึ่งมูลและเศษอาหาร ส่วนพรรณไม้น้ำนอกจากจะช่วยให้น้ำขุ่นตก
ของนกก็จะเป็ นอาหารแก่ปลาต่อไป หากนกไม่มีที่ ตะกอนเร็วแล้ว ยังช่วยเติมออกชิเจนในน้ำ และ
อาศัยแล้วก็จะไปทำรังในเขตบ้านเรือนสร้างความ ใช้ส่วนของราก ลำต้นและใบ ช่วยดูตสารเคมี
รำคาญและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคระบาด และแร่ธาตุต่าง ๆ ไว้อีกด้วยสำหรับต้นไม้หรือ
ต่อไปอีก พุ่มไม้ต่าง ๆ จะช่วยตักเศษซากพืช และขยะ
จากชุมชนที่ลอยตามน้ำมาให้เกาะติตอยู่ตาม
7) ป้องกันการพังทลายและยึดตลิ่ง พืชในป่ า กิ่งก้านนอกจากนี้การเสียดสีของกระแสน้ำกับ
บุ่งป่ าทามมีการปรับตัวให้ทนทานต่ความ รุนแรง กิ่งและลำต้นยังช่วยเพิ่ มฟองอากาศเติมลงใน
ของกระแสน้ำได้ดี มีการกระจายพันธุ์เข้าปกคลุม น้ำอีกด้วย
ตามส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่บุ่งทามอย่างรวดเร็ว ช่วย
ให้หน้าดินและชายฝั่ งมีความ แข็งแรงตามธรรมชาติ
เพิ่มการตกตะกอนได้ดีขึ้น และชะลอการเปลี่ยนทิศ
ของทางน้ำ เช่น กก หญ้า ไม้ล้มลุก ไม้พุ่ม ไม้เสื้อยจะ
คลุมอยู่ตามชายฝั่ ง/ตลิ่ง ไม้ต้นและไม้พุ่มจะปกคลุม
หนาแน่นตามคันดินธรรมชาติในเขต ทุ่งหญ้าหรือ
หนองน้ำ พรรณไม้น้ำต่าง ๆ จะช่วยจับตะกอนและ
ชะลอกระแสน้ำทำให้น้ำตกตะกอนและใสเร็วขึ้น
-4-
การกระจายตัวของป่ าบุ่งป่ าทาม
1. ป่ าบุ่งป่ าทามในลุ่มน้ำมูลมีประมาณ 75,000 ไร่ นับว่ามีมากที่สุดกว่าลุ่มน้ำอื่น ๆ เพราะเป็ นลำน้ำ
ขนาดใหญ่และมีภูมิประเทศสองฝั่ งแม่น้ำเป็ นพื้นที่บุ่งทามเป็ นจำนวนมาก รวมถึงยังพบป่ าบุ่งป่ าทามในเขต
ลำน้ำสาขาอีด้วย เช่น ลำสะแทด ลำเสียวใหญ่ ลำชี ห้วยทับทัน และลำเชบาย
บริเวณที่พบป่ าบุ่งป่ าทาม จะขนานไปตามลำน้ำกว้าง 1-7 กิโลเมตร ป่ าบุ่งป่ าทามเริ่มมีให้เห็นชัดเจนที่
อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา และพบตลอดลำน้ำไปจนถึง อ.สว่างวีระวงศ์จ.อุบลราชธานี ส่วนใหญ่มี
สภาพเป็ นป่ าเสื่อมโทรม เป็ นหย่อมป่ าขนาดเล็กแทรกตัวอยู่กับนาข้าว สวนยูคาลิปตัส ป่ าบุ่งป่ าทามจะขึ้น
ปกคลุมตามริมแม่น้ำ ริมกุด ริมหนอง และตามนาข้าวทิ้งร้าง บริเวณที่พบป่ าจำนวนมาก เช่น อ.ชุมพวง
อ.ลำทะเมนชัย อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา, อ.สตึก จ.บุรีรัมย์, อ.ท่าตูม อ.ชุมพลบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์,
อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด และ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ บริเวณที่มีป่ าบุ่งป่ าทามปกคลุมอยู่ค่อนข้างหนาแน่น
และต่อเนื่องเป็ นผืนใหญ่พบเพียงแห่งเดียวคือ พื้นที่ท้ายเขื่อนราษีไศลเนื้อที่ประมาณ 30,000 ไร่ (รวมพื้นที่
น้ำ) จัดว่าเป็ นป่ าบุ่งป่ าทามที่เป็ นผืนต่อเนื่องและมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อยู่ในบริเวณ ต.ดอนแรด
ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ และ ต.ด่าน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ แม่น้ำมูลที่ไหลต่อไป
จาก อ.ราษีไศล ไปจนถึง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี สองฝั่ งแม่น้ำถูกบีบเป็ นคอขวดด้วยเนินลูคลื่น และ
ที่ราบลานตะพักลำน้ำเก่า ซึ่งมีระดับพื้นที่สูง ไม่ลุ่มต่ำมาก ทางน้ำช่วงนี้ไม่คดเคี้ยวมาก ป่ าบุ่งป่ าทามจะ
ปรากฏเป็ นบางช่วง และมีพื้นที่ขนาดเล็ก
พื้นที่ลุ่มต่ำคล้ายแอ่งกระทะ
ชนาดใหญ่ บริเวณที่ห้วยทับทันและ
ลำเลียวใหญ่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำ
มูลที่อำเภอราษีไศษ จังหวัด
ศรีสะเกษ แต่เดิมเป็ นป่ าบุ่งป่ าทามตา
ธรรมชาติ
เมื่อปี พ.ศ. 2535-36 เขื่อน
ราษีไศล ได้สร้างขวางกันแม่น้ำมูล
ช่วงบริเวณคอขวดใต้ปากห้วยทับทัน
ลงมา จึงเกิดอ่างเก็บน้ำขนาตใหญ่
ในพื้นที่เหนือน้ำขึ้นไป แม้ว่าป่ าบุ่งป่ า
ทามดั่งเดิมในพื้นที่ลุ่มต่ำมากบาส่วน
จะถูกทำลายกลายกลายเป็ นอ่างเก็บ
น้ำ แต่การเวนคืนที่ดินในเขตน้ำท่วม
ถึงท้ายอ่างเก็บน้ำขึ้นไปจนถึขอบ
อ่างหรือคันกันน้ำโดยรอบ ทำให้พื้นที่
บุ่งทามไม่ถูกบุกรุกและมีการขยายตัว
กว้างออกไป ป่ าจึงมีการฟื้นฟูตัวเอง
ตามธรรมชาติ เกิดเป็ นป่ าบุ่งป่ าทาม
ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และมีชนาดใหญ่
ที่สุดของประเทศไทยประมาณ
30,000 ไร่
-5-
2. ป่ าบุ่งป่ าทามในลุ่มน้ำชี มีประมาณ 19,000 ไร่ นับว่าเป็ นลุ่มน้ำที่มีขนาต
ใหญ่แต่พบป่ าบุ่งป่ าทามได้น้อยเมื่อเทียบกับขนาตลุ่มน้ำเนื่องจากมีพื้นที่บุ่งทาม
ปรากฏน้อย เพียงขนานไปตามลำน้ำ ช่วงแคบๆ ประมาณ 1-2 กิโลเมตร บริเวณที่
ปรากฏป่ าบุ่งป่ าทามชัดเจนเริ่มตั้งแต่ อ.โคกโพธิ์ไชย จ.ชอนแก่น เป็ นต้นมาจนถึง
อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด มีป่ าบุ่งป่ าทามน้อยมาก เป็ นหย่อมขนาดเล็ก ไม่เกิน 1,000 ไร่
และส่วนใหญ่ขึ้นอยู่ตามขอบพื้นที่คันดินธรรมชาติ ตามชายฝั่ งยื่นออก และเกาะ
ซึ่งมีชนิดพันธุ์พืชป่ าดงดิบแล้ง/ป่ าผลัดใบเข้ามาปะปนอยู่มาก เนื่องจากระยะเวลา
น้ำท่วมขังไม่นานนัก ยกเว้นในที่ลุ่มต่ำขอบบึงจะเป็ นสังคมพืชป่ าบุ่งป่ าทามที่แท้
จริงแม่น้ำชีช่วงตั้งแต่ อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด ลงมา สังคมพืชป่ าบุ่งป่ าทามจะ
ชัดเจนมากขึ้น มีชนิดพันธุ์ของป่ าบุ่งป่ าทามในสัดส่วนที่มาก พบพื้นที่ป่ าค่อนข้าง
มากอยู่ในอ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด บริเวณปากลำน้ำยังสบชี เรื่อยลงมาใน
อ.มหาชนะชัย จ. ยโสธร โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อ ระหว่าง อ.เมือง
จ. อุบลราชธานี และ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ลงมาถึง ปากแม่น้ำชีสบมูล มีป่ า
บุ่งป่ าทามเป็ นผืนค่อนข้างใหญ่ต่อเนื่องกันประมาณ 4,400 ไร่ ลำน้ำช่วงนี้จะตวัด
โค้งมาก เกิดเป็ นพื้นที่นุ่งทามกว้าง 1-5 กิโลเมตร
ป่ าบุป่ าทามเป็ นผืนต่อเนื่องค่อนข้างใหญ่ ได้แก่ ป่ าบุ่งป่ าทามแม่น้ำสงคราม
ตอนล่าง เนื้อที่ประมาณ 16,000 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง อ.นาทม
อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม และ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร. , และ ป่ าบุ่งป่ าทาม
แม่น้ำสงดรามตอนบน เนื้อที่ประมาณ 3,200 ไร่ ระหว่างรอยต่อ อ.บ้านดุง
จ.อุดรธานี กับ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร และ ป่ าบุ่งป่ าทามห้วยน้ำอูนน เนื้อที่
ประมาณ 3,800 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณฝั่ งตรงข้ามบ้านพอกใหญ่สามัคคี
อ.พรรณานิคม
จ.สกลนคร
3. พื้นที่บุ่งทามสองข้างห้วยน้ำโมง ประมาณ 4,000 ไร่ พื้นที่ที่เป็ นป่ าส่วน
ใหญ่อยู่ในความ ดูแลของกรมชลประทาน
-6-
สถานการณ์ในปัจจุบันของ
ป่ าบุ่งป่
าทาม
สภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงประมาณ 50 ปี
ที่ผ่านมานี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ป่ าไม้
และพรรณพื ชท้องถิ่นในธรรมชาติเริ่มถูกทำลาย
กลายสภาพไปเป็ นพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน คน
ไทยในยุคประเทศกำลังพัฒนา ลดการพึ่งพาการใช้
ประโยชน์จากพรรณพืชท้องถิ่นลง หันมาปลูกพืช
เกษตรเพื่อขายในตลาด ใช้ยารักษาโรคจากสารเคมี
สังเคราะห์ หรือเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทำมาจาก
พลาสติกและโลหะ องค์ความรู้พื้นบ้านที่สืบทอดต่อ
กันมาแต่โบราณ จึงกำลังค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อมี
การใช้ทรัพยากรมากขึ้น เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แห่งชาติ ที่มุ่งให้ประชาชนในทุกหนแห่งเร่งทำการ
เกษตรเพื่อการขายให้ได้มาก ๆ พื้นที่ป่ าถูกบุกรุก
ทำลาย ขยายแหล่งน้ำให้เพียงพอ เกิดการสร้าง
เขื่อนระบบชลประทานเก็บกักน้ำ และพื้นที่เขื่อนหรือ
อ่างเก็บน้ำนั้นก็รุกล้ำกลืนกินเอาป่ าบุ่งป่ าทามให้
หดหายไปด้วยเช่นกัน
-7-
การถูกรบกวนและ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่
1. ปัจจัยการถูกรบกวนที่เกิดขึ้นโดยโครงการ
ของภาครัฐ
การพัฒนาพื้นที่ หรือที่ดินสาธารณะสมบัติใน
ปัจจุบันเกิดขึ้นมากมายหลายโครงการ จากงบ
ประมาณที่กระจายลงสู่ท้องถิ่น ทำให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นหรือส่วนภูมิภาคต่างมีอิสระ
มากขึ้นในการจัดทำโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะ 3. ปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
ตามธรรมชาติแล้ว สภาพภูมิประเทศและ
โครงการที่เกี่ยวกับการก่อสร้างเข้าไปในเขตที่ดิน ระบบนิเวศป่ าบุ่งป่ าทามมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
ค่อยเป็ นค่อยไป ตลอดเวลา เช่น การกัดเซาะและพัง
สาธารณะประโยชน์ที่เป็ นป่ าบุ่งป่ าทาม ซึ่งหลาย ทลายของตลิ่งลำน้ำทีละน้อย ๆ จนกระทั่งลำน้ำ
เริ่มมีการเปลี่ยนทิศทางการไหลเกิดเป็ นลำน้ำสาย
โครงการมิใด้ผ่านการพิ จารณาถึงผลกระทบด้าน ใหม่ แล้วลำน้ำสายเก่าจึงกลายสภาพเป็ นกุด-ร่อง
ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศอันเป็ นแหล่ง
สิ่งแวดล้อมอย่างรอบครอบ จนส่งผลเสียต่อระบบ ให้น้ำฝนและก่อให้เกิดความแห้งแล้งสลับกันไป แต่
ในปัจจุบันเป็ นที่ทราบกันตีว่า การเปลี่ยนแปลง
นิเวศป่ าบุ่งป่ าทาม และความเสื่อมโทรมของ สภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่เกิดขึ้นจาก
ฝี มือมนุษย์จากกิจกรรมการพัฒนาด้านต่าง ๆ นั่น
ทรัพยากรป่ าไม้ ดิน น้ำ ตลอดจนความอุตม เอง ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากยิ่ง
สมบูรณ์ของปลาในธรรมชาติที่เป็ นอยู่ทุกวันนี้ ขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่ว่าจะเป็ นปรากฏการณ์ฝนตกหนัก
และ ละกระจุกตัว เกิดน้ำท่วมฉับพลันและรุนแรง
2. ปัจจัยการถูกรบกวนที่เกิดขึ้นโดย ซึ่งทำให้อัตราการกัดเซาะพังทลายของตลิ่งตาม
ภาคประชาชนการใช้ประโยชน์จากป่ าบุ่งป่ าทาม ลำน้ำรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อตลิ่งพังทลายทำให้พรรณ์
ไม้ต่าง ๆ ล้มลงหรือถูกกระแสน้ำเข้ากระแทกแล้ว
โดยชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่รอบป่ ามีมา ถูกน้ำพัดพา บางส่วนจะถูกตินตะกอนที่พังทลาย
นานแต่โบราณแล้ว เรื่องนี้เป็ น ที่ยอมรับกัน ทันตมจนตายไต้ หากเป็ นปรากฏการณ์ความแห้ง
อย่างแน่นอน แต่เมื่อการเพิ่มขึ้นของประชากร แล้งตันไม้ก็จะอ่อนแอลงจากการขาตน้ำและเกิดไฟ
และความต้องการทรัพยากร ธรรมชาติทั้ง ป่ าได้ง่าย ส่งเสริมให้ต้นไม้ยิ่งมีโอกาสตายได้สูง
ต้นไม้ ดิน ทราย น้ำ และสัตว์น้ำ ต่อการดำรง
ชีพ ยิ่งไปกว่านั้นคือ การเก็บหาเพื่อการค้าขาย
ที่ทวีขึ้นในช่วง 50 ปี มานี้ ได้ทำให้เกิดการเข้าไป
ตักตวงทรัพยากรจากป่ าบุ่งป่ าทามโดยภาค
ประชาชน จนเกินกำลังที่ป่ าจะรองรับได้
ป่ าบุ่งป่ าทามในทุกวันนี้จึงมีความเสื่อมโทรมลง
อย่างที่เห็น
-8-
แนวทางในการอนุรักษ์
ป่ าบุ่งป่ าทาม
1. กำหนดพื้นที่ป่ าบุ่งป่ าทามให้เป็ นป่ า 3. กำหนดมาตรการในการจัดการป่ า
อนุรักษ์ของชุมชน : โดยการกำหนดขอบเขต ชุมชน : ให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบกระทรวง
แล้วขออนุญาตกรมการปกครองและกรมที่ดิน มหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครอง
เข้าใช้ประโยชน์เป็ นพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อ ป้องกันที่ดินอันเป็ นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
การรักษาระบบนิเวศป่ าบุ่งป่ าทามและการรักษา พ.ศ. 2544 และอยู่บนพื้นฐานการจัดการ
สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศป่ าบุ่งป่ าทามที่เหมาะ
สม ดังนี้
2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันดูแลและ
พิจารณาแนวทางการจัดการป่ าชุมชน : โดย 3.1 กำหนดแนวทางและนโยบายใน
การคัดเลือกหรือเลือกตั้งขึ้นมาจากบุคคลหลาก การขออนุญาตเข้าทำโครงการของภาครัฐ/
หลายด้านสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับป่ าบุ่งป่ ทาม เอกชนในพื้นที่ป่ าบุ่งป่ าทาม เพื่อเป็ นการกลั่น
ได้แก่ ผู้นำชุมชน กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน) องค์กร กรอง พิจารณากิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบเสีย
ปกครองส่วนท้องถิ่น/ภูมิภาค ครูอาจารย์ หรือ หายต่อระบบนิเวศป่ าไม้ให้น้อยที่สุด
ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนที่มีผลงานด้านการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตัวแทนกลุ่มบุคคลที่มีอาชีพ 3.2 กำหนดแนวทางและนโยบายใน
เกี่ยวข้องกับป่ าบุ่งป่ าทาม และนักวิชาการด้าน การเข้าใช้ประโยชน์ในภาคประชาชน ดังนี้
สิ่งแวดล้อม/ป่ าไม้
- กำหนดขนาดต้นไม้และปริมาณ
การเก็บหาได้ใน
แต่ละครัวเรือน
- กำหนดการใช้ประโยชน์และสำรวจ
พันธุ์พื ช
หายากใกล้สูญพันธุ์ในป่ าชุมชน
- ควบคุมการเลี้ยงสัตว์
4. กำหนดมาตรการลงโทษผู้ฝ้าฝื น
ระเบียบ/กติกาและผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม
ดูแล : ให้เป็ นไปตามระเบียบที่ชัดเจน เพื่อเป็ นการ
บังคับใช้กติกาให้เกิดขึ้นเป็ นรูปธรรมที่ชัดเจน มี
ประสิทธิภาพ โดยมีระดับของบทลงโทษ เช่น
การตักเตือนในชั้นต้น การปรับลดสิทธิในการเข้า
ใช้ประโยชน์ การปรับเป็ นทรัพย์สิน และการ
ดำเนินคดีทางกฎหมาย เป็ นต้น
5. การปลูกฟื้นฟูป่ า : ในพื้นที่ที่ป่ ามีไม้
ต้น และไม้พุ่มขึ้นเบาบาง-หนาแน่น ให้ปล่อยให้มี
การฟื้นฟูป่ าตามธรรมชาติต่อไป เพียงแต่ต้อง
ควบคุมการเกิดไฟป่ าและการเลี้ยงสัตว์ แต่
สำหรับในพื้นที่ป่ าบุ่งป่ าทามที่มีสภาพเสื่อมโทรม
มากจนกลายเป็ นทุ่งหญ้าโล่งเตียนเกิด
ไฟใหม้หรือสัตว์เข้าไปแทะเล็มบ่อยครั้งจนยากที่
ป่ าจะมีการฟื้นฟูตัวเองได้ ต้องอาศัยคนในชุมชน
ร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูให้กลับมาเป็ นป่ าไม้ดังเดิม
-9-
ธรรมชาติ | ชุมชน | วิถีชีวิต
เอกสารอ้างอิง
บัวเทศ ปณต คูณสมบัติ. 2555. แม่น้ำสงครามท่ามกลางฤดูชีวิต.
สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2565, จาก
https://travel.kapook.com/view35809.html
สำนักหอพรรณไม้. 2561. ป่าบุ่งป่าทาม. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม
2565, จาก
https://www.dnp.go.th/botany/PDF/publications/
นาย จรรยา ราชวงศ์. 2559. ชีวิตน้ำ ชีวิตป่า ชีวิตทาม ชีวิตคน : ระบบ
นิเวศและความเชื่อมโยงความรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น. สืบค้น
เมื่อ 22 มีนาคม 2565, จาก
https://www.gotoknow.org/posts/613865
ประตูสู่อีสาน. 2565. ป่าบุ่งป่าทาม. สืบค้น
เมื่อ 23 มีนาคม 2565, จาก
https://www.isangate.com/new/32-art-
culture/knowledge/740-pa-bung-pa-taam.html
E - Book
ป่ าบุ่งป่ าทาม
จัดทำโดย
นางสาวกัญญณัช จันทร์ทรา
62147010001
วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย สาขาการจัดการภูมิสังคม