BMA Local Museurm Phra Nakhon District
อาคารพิพิธภัณฑทองถิ่นกรุงเทพมหานครเขตพระนครเปน
อาคารไมเรือนปนหยา 2 ชั้นมีลักษณะเปนแบบสไตลยุโรปประยุกต
มุงหลังคาดวยกระเบื้องวาวมีการประดับตกแตวดวยลายฉลุแบบ
ขนมปงขิง ซึ่งมักนิยมใชใน การตกแตงภายใน นิยมสรางในหมูคหบดี
ขุนนาง จากการไดรับอิทธิพลจากตะวันตก ซึ่งในปจจุบันเริ่มหาชมได
ยาก
ดังนั้นผูวิจัยจึงเห็นถึงความสําคัญและคุณคาของสถาปตยกรรม
เพื่อเปนการอนุรักษและนําเสนอขอมูลประวัติความเปนมาและรูปแบบ
ทางสถาปตยกรรมแกนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปและผูที่สนใจ
ไดทราบถึงคุณคาของอาคารพิพิธภัณฑทองถิ่นนี้กรุงเทพมหานคร
เขตพระนคร
ผูจัดทํา
นางสาวมธุรดา การกระสัง
ประวัติความเปนมาของลวดหลายฉลุแบบขนมปงขิง....................หนา ๑
รูปแบบของลวดลาย......................................................................หนา ๙
ประวัติอาคารพิพิธภัณฑทองถิ่นเขตพระนคร..................................หนา ๑๓
รูปแบบสถาปตยกรรมของพิพิธภัณฑ.............................................หนา ๑๕
การตกแตงประดับอาคารดวยลวดลายแบบขนมปงขิงนี้
คือ การออกแบบลวดลายที่ไดรับอิทธิพลมาจากการตกแตง
ลวดลายในศิลปะกอทิก (Gothic) ที่ใชตกแตงตามมหาวิหาร
ตางๆ โดยเฉพาะลายดอกจิก ลายกากบาท ลายเปลวไฟ เปนตน
แตทั้งนี้ ลวดลายแบบขนมปงขิงที่ไดรับอิทธิพลทางศิลปะแบบ
กอทิก ก็ไดมีการพัฒนาออกไปมากมายจากตนแบบ ที่สําคัญ
ลวดลายที่เปนเอกลักษณซึ่งถือวาเปนหัวใจของลวดลายแบบ
ขนมปงขิงคือ ลายดอกทิวลิป ลายกานขด ลายเรขาคณิต และ
ลายนํ้าหยด
บานสไตลวิคตอเรียน
๑ ที่มา: https://decor.mthai.com/home-design/19569.html/gallery
บานสไตลวิคตอเรียน
ที่มา :https://www.pinterest.com/pin/819514463421316744/
อาคารบานเรือนแบบขนมปงขิงไดแพรหลายไปทั่ว
ยุโรป ในชวงคริสตศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะแถบยุโรปตะวันตก
ที่มีเทือกเขาแอลปพาดผาน ซึ่งมีอังกฤษที่ถือเปนประเทศ
ตนกําเนิดและไดแพรหลายไปยังอิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรีย
สวิสเซอรแลนดและเยอรมนี ทําใหสภาพมีอากาศมีความรุนแรง
ลักษณะของบานดูแข็งกระดาง ทึบ ทําใหผูอยูอาศัยรูสึกอึดอัด
จึงใชวิธีแกะลายไมระบายติดอยูตามชายคาหนาตาง ตามชองลม
เพื่อลดความแข็งกระดางของบาน ซึ่งประเทศเหลานี้เปนแหลง
ที่มีไมเนื้อแข็งอุดมสมบูรณ อีกทั้งการฉลุลายที่ออนหวาน นุมนวล
จะชวยลดความแข็งทะมึนของขุนเขาที่โอบลอมโดยรอบไดเปน
อยางดี
๒
บานสมัยรัชกาลที่ ๕
ที่มา: https://www.cad.go.th/
บานสมัยรัชกาลที่ ๖
ที่มา: http://nicesmilememo.blogspot.com/
บานสมัยรัชกาลที่ ๗
ที่มา: https://www.yothahouse.com/
๓
เมื่อนักลาอาณานิคมชาวอังกฤษและฝรั่งเศสไดเดิน
ทางมายังประเทศแถบเอเชีย จึงไดนํารูปแบบของลวดลาย
การตกแตงลักษณะนี้เขามาดวย โดยเฉพาะการตกแตงดวย
ลายขนมปงขิงยังสัมพันธกับไม ซึ่งเปนวัสดุที่เหมาะสมและหา
ไดงายในประเทศภูมิภาคแถบนี้
ครั้นพอพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว
เสด็จประพาสยุโรป ทรงเห็นลวดลายเหลานี้ จึงทรงนํากลับเขา
มาเผยแพรในบานเมืองเราและไดรับอิทธิพลตะวันตกโดยตรง
โดยชาวอังกฤษและฝรั่งเศสที่เดินทางมาคาขาย หรือทํางานใน
สยาม บางสวนรับอิทธิพลตะวันตกผสมอิสลามจากปนังหรือ
มาเลเซีย ทําใหการแกะสลักลวดลายบานเรือนแบบขนมปงขิง
แพรหลายอยางมากในประเทศไทย
พอถึงชวงรัชกาลที่ ๖ ชางสถาปตยกรรมจากอิตาลี
เยอรมนี เขามาไดมีการพัฒนาลวดลายกจากเดิมใหดูหรูหรา
ขึ้นแตในรัชกาลที่ ๗ เศรษฐกิจตกตํ่า การแกะสลักลวดลาย
เหลานี้ทําใหสิ้นเปลืองมาก จึงลดความหรูหราลง
๔
อาคารที่ตกแตงดวยลวดลาย
ขนมปงขิงในสยามนั้น มีปรากฏใหเห็น
เปนจํานวนมาก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึง
รัชกาลที่ ๖ โดยนิยมนําลวดลายแบบ
ขนมปงขิงมาใชในการตกแตงอาคารที่
เปนลักษณะเรือนพักอาศัย ซึ่งเปน
ทั้งในสวนของอาคารแบบเรือนไม
แบบชั้นเดียวและแบบสองชั้น อาคาร
กออิฐถือปูนที่เปนอาคารเดี่ยวและเปน
อาคารแบบเรือนแถว ทั้งแบบเรือน
แถวไมและตึกแถว
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖
ไดมีการวาจางชาวตางประเทศเขามา
รับราชการในสยามโดยเฉพาะเขามา
ทํางานเปนสถาปนิก วิศวกร จิตรกร
มัณฑนากร ซึ่งในดานสถาปตยกรรมนั้น
ชาวตะวันตกเขามาเผยแพร โดยเริ่มจาก
การออกแบบพระราชวัง วังเจานาย
ตอมาบรรดาขุนนางขาราชการ
เสนาบดี คหบดี วัดวาอาราม จึงเริ่ม
นิยมปลูกที่พักอาศัยแบบขนมปงขิง
และไดเปนที่นิยมในกลุมอาคารรานคา
ที่เปนตึกแถวริมถนนสายหลักทาง
เศรษฐกิจ
๕
ตัวอยางอาคารแบบแถวที่ตกแตงดวยลวดลายขนมปงขิง
ที่มา : https://decorreport.com/th/
๖
ตําแหนงของลวดลายขนมปงขิงที่พบมักจะปรากฏใหเห็น
ตามสวนตางๆของอาคาร ดังนี้
1. ลายฉลุยอดจั่ว และปลายจั่วจรดเชิงชาย
2. ติดครีบหอยจากเชิงชาย
3. ใตหลังคาหนาจั่ว
4. บริเวณคอสอง
5. ลูกกรงระเบียง
6. ชองลมเหนือประตู หนาตาง
7.คํ้ายันหรือเทาแขน
8. ซุมประตูทางเขาบาน
9. กันสาดหนาตาง
ตัวอยางรูปแบบลวดลายซุมประตูทางเขา
๗ ที่มา: https://decorreport.com/th/
ตัวอยางรูปแบบลวดลายบริเวณกันสาดหนาตาง
ที่มา : https://ngthai.com/travel/31220/ginger-bread-house/
ตัวอยางบริเวณที่นิยมติดตั้งลวดลายขนมปงขิง
ที่มา : https://www.blockdit.com/posts/ ๘
ลายแนวนอน รูปแบบลวดลายแบบขนมปงขิง มีความ
สัมพันธกับลักษณะของลวดลายทั้งในสวนลายแนวตั้งและลายแนวนอน
สัมพันธกับพื้นที่หรือที่วางที่ใชในการตกแตงลวดลายแนวนิยมทํารูปแบบ
ลวดลายเปนรูปแบบลายกานขด เครือเถาพันธุพฤกษา แตกลายออกเปน
กิ่ง กาน ชอดอก ชอใบ รูปแบบตางๆ โดยเฉพาะรูปดอกทิวลิป ทั้งแบบ
ดอกควํ่าและดอกหงาย อันถือเปนแบบฉบับของลวดลายแบบขนมปงขิง
ตัวอยางลายฉลุแนวนอน
ลวดลายฉลุแบบลายเครือเถา
ที่มา : https://www.blockdit.com/posts/
ลายแนวตั้ง เปนรูปแบบลวดลายแบบขนมปง ขิงในแนวตั้งเกิดขึ้น
จากการเจาะฉลุ แผนไมเปนชองปดและชองเปด ชองปดนิยมเจาะชองฉลุ
ไดแก รูปลูกนํ้า รูปหยดนํ้า ใบไมลักษณะ ตางๆ ดอกไมสามกลีบ ดอกไม
สี่กลีบ ดอกหงอนไก ดอกจิก รูปหัวใจ รูปเรขาคณิต รูปดอกทิวลิป
สวนชองเปด คือ การเจาะฉลุแผนไม สวนริมของแผนแตละแผน
แลวนํา 2 แผนมาเรียงซาย-ขวาตอกัน ชองฉลุเปดก็จะปรากฎเปนรูปแบบ
เปนรูปแบบตางๆ ทั้งนี้แมแบบลายแนวตั้ง ก็จะประกอบดวยชองฉลุเล็กๆ
รูปแบบตางๆ ประกอบเขาดวยกันจนเปนลวดลายที่สมบูรณ
๙
เรือนปนหยาหลังนี้เปนของพระยาบริรักษราชา หรือ เจก รัตนทัศนีย
ทานรับราชการตําแหนงนายตํารวจหลวงรักษาพระองค (กระทรวงวัง) ตั้งแต
สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลที่ ๗ ปจจุบันเรือนปนหยาไดถูกดัดแปลงนํามาทํา
เปนพิพิธภัณฑ ที่จะบอกเลาเรื่องราวของวิถีชีวิตความเปนอยู ประวัติศาสตร
สถานที่สําคัญ และชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเขตพระนคร
โดยเรือนหลังนี้สันนิษฐานวาสรางขึ้นเมื่อ พ.ศ ๒๔๕๖ ตรงกับชวงรัชกาลที่ ๖
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงครองราชย
๑๓
อาคารพิพิธภัณฑทองถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร เปนอาคารไม
เรือนปนหยา ๒ ชั้นสรางจากไมสักทั้งหลัง มีอายุรอยปมีลักษณะเปน
แบบสไตลยุโรปประยุกต มุงหลังคาดวยกระเบื้องวาวดินเผา หลังคาปนหยา
หัวตัด ทุกดานชนกันแบบพีระมิดผสมกับหลังคาหนาจั่ว หนาตางเปนหนาตางไม
บานเกล็ดแบบบานเปดคูผสมกับหนาตางบานกระทุงไวเปดยามฝนตก
เพื่อไมใหฝนสาด บางบานเปนบานลูกฟก บางบานเปนหนาตางบานเฟยม
เหนือบานประตู หนาตาง ผนัง เจาะเปนชองระบายอากาศดวยลายฉลุขนมปงขิง
ซึ่งไดรับอิทธิพลมาจากตะวันตก ลายฉลุที่พบจากการสํารวจจะมีทั้งลวดลาย
แบบลายดอกไมและเรขาคณิต
แนวคิดการสรางเรือนปนหยาเปนการสรางบานตามสภาพอากาศ
ใหเหมาะสมกับอากาศในไทย อาจเรียกไดวาเปนอาคารประหยัดพลังงาน
เนื่องจากในอดีตกอนที่กรมศิลปากรจะเขามาบูรณะเรือนหลังนี้สรางอยูกลาง
สระนํ้ากอนที่ปจจุบันจะถมดินกลบสระนํ้าและมีชองเปดรับลม เชน หนาตาง
ชองลมใตหลังคา ชองลมเหนือผนัง ชองลมติดบันได และสวนของบริเวณชั้น ๑
จะสังเกตไดวาผนังใตหนาตาง สามารถเปดรับลมได
๑๔
๑๕