หลกั ศรัทธา 6 ประการของศาสนาอสิ ลาม
ศรัทธาในความหมายทวั่ ไป คอื การท่ีจิตใจยดึ มน่ั โดยไมม่ ีข้อสงสยั หรือข้อโต้แย้งใดๆ ทัง้ สนิ ้ ศรัทธา
นนั้ จะต้องเกิดขนึ ้ ด้วยหลกั ฐานประกอบ จะศรัทธาโดยความงมงายไมไ่ ด้
หลกั ฐานประกอบศรัทธา สามารถแบง่ ได้เป็น 2 อยา่ ง คอื
ก. หลกั ฐานจากบทบญั ญตั ิ
ข. หลกั ฐานจากสตปิ ัญญา
ก.หลักฐานจากบทบัญญัติ
หลกั ฐานจากบทบญั ญัติ คือ โองการจากอลั กุรอานและวจนะของท่านศาสดา ซ่ึงถือเป็ นหลกั ฐานขนั้
เด็ดขาด ที่จะโต้แย้งไม่ได้ เป็ นบรรทดั ฐานอนั สาคญั สาหรับกาหนดโครงสร้างแห่งศรัทธา การศรัทธาอนั มีอยู่
นอกเหนือไปจาก บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว เป็นศรัทธาท่ีไมถ่ กู ต้อง
ดงั นนั้ ผู้นบั ถือศาสนาอิสลามจึงจาเป็ นต้องยกเลิกความศรัทธาดงั้ เดิมก่อนรับอิสลามโดยสิน้ เชิง
และสร้าง ศรัทธาขึน้ มาตามหลกั ศรัทธาอิสลาม อนั ตรงกับบทบญั ญัติ ระหว่างความศรัทธาทงั้ สอง จะนามา
ผสมผสาน ให้กลมกลืนกนั มไิ ด้
ในยคุ ของท่านศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.) นนั้ พวกอาหรับเม่ือรับอสิ ลามในระยะแรกๆ ก็ยงั ไม่สามารถจะ
สลดั ความเช่ือดงั้ เดมิ ทิง้ ได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร จงึ จะมีศรัทธาอยา่ งบริสทุ ธ์ิแท้จริง อลั กรุ อานจงึ บญั ญัติ
ไว้ ความวา่
" สว่ นมากของพวกเขาไมไ่ ด้ศรัทธา นอกจากมีการตงั้ ภาคมี าก่อน "
การตงั้ ภาคี หมายถึงการนบั ถือสิง่ อ่ืนๆ ร่วมกบั ความเชื่อถือในพระองค์อลั ลอฮฺด้วย ซง่ึ พวกอาหรับท่ี
นบั ถือ ศาสนาดงั้ เดมิ ของพวกเขา มีสภาพความเชื่อเป็นแบบนนั้
บทบญั ญัตใิ นส่วนท่ีเกี่ยวกบั หลกั ศรัทธาอนั นามาเป็ นหลกั ฐานในความศรัทธานนั้ เม่ือระบเุ ก่ียวกบั
คณุ ลกั ษณะ ของอลั ลอฮฺอย่างไร ก็จะถือเป็ นคณุ ลกั ษณะแท้จริงของพระองค์ เช่น อลั กรุ อานระบวุ ่า พระองค์
ทรงอานาจ ทรงสพั พญั ญู ทรงเมตตา เป็ นต้น คณุ สมบตั ิเหล่านี ้ เป็ นคณุ สมบตั ิอันได้มาจากบทบญั ญัติ ซึ่ง
มสุ ลมิ ทกุ คนจะต้องเช่ือ
ข.หลักฐานจากสตปิ ัญญา
การเชื่อถือศรัทธา จะต้องมาจากการยอมรับของสติปัญญาอีกสว่ นหนง่ึ ด้วย เป็ นสว่ นประกอบ และ
หลกั ฐาน จากสตปิ ัญญานี ้จะต้องดาเนินสอดคล้องกบั หลกั ฐานจากบทบญั ญัติ จะค้านกนั หรือขดั แย้งกนั ไมไ่ ด้
เดด็ ขาด อาทิ
เมื่อหลกั ฐานจากบทบญั ญัตริ ะบวุ ่า พระผ้เู ป็ นเจ้าทรงอานาจ สติปัญญาก็จะแสวงหาเหตผุ ล ตาม
พืน้ ฐานของ ปัญญามาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับอยา่ งไมค่ ลอนแคลนวา่ พระองค์ทรงอานาจ
เม่ือหลกั ฐานจากบทบญั ญตั ริ ะบวุ า่ พระผ้เู ป็ นเจ้าทรงสพั พญั ญู สตปิ ัญญาก็จะแสวงหาเหตผุ ล ตาม
พืน้ ฐาน ของปัญญามาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับอยา่ งไมค่ ลอนแคลนวา่ พระองค์ทรงสพั พญั ญู
โองการจากอลั กุรอานได้บญั ญัติให้มนุษย์ใช้สติปัญญาตริตรองและพิจารณาถึงสรรพสิ่งทงั้ หลาย
มากกวา่ 300 แหง่ ซง่ึ สรรพส่ิงเหลา่ นี ้เป็นหลกั ฐานแสดงถึงความอยจู่ ริงของพระผ้เู ป็นเจ้า
การศรัทธาเป็ นเง่ือนไขแรกในการประกอบความดีงาม หากกระทาความดีโดยไม่มีศรัทธาเป็ น
พืน้ ฐาน ความดีนนั้ ก็ไร้ผล ดงั ปรากฏในอลั กรุ อาน ความวา่
"และผ้ใู ดไร้ซง่ึ ศรัทธา การงานของเขาก็ไร้ผล และในโลกหน้าเขาจะเป็นหนงึ่ ในพวกท่ีขาดทนุ "
(5:6)
ความดีที่แสดงออกมาจึงถือเป็ นสาขาแห่งศรัทธา แท้จริงแล้วการทาความดีทงั้ มวล อิสลามถือเป็ น
รูปธรรม แหง่ ศรัทธานนั้ เอง ดงั นนั้ ศรัทธา จงึ แตกแขนงออกไปเป็ นจานวนมาดงั ทา่ นศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.) ได้
กลา่ วไว้ ความวา่
"ความศรัทธามีประมาณ 60 หรือ 70 กว่าสาขา และที่ยอดเยี่ยมท่ีสุด คือ การกล่าว ลาอิลา
ฮะอิลลัลลอฮฺ และที่ต่าท่ีสุด คือ การขจดั สิ่งเดือดร้อนออกจากทางเดิน และความสะอาดเป็ นสาขาหนึ่งของ
ความศรัทธา"
1. ศรัทธาในอัลลอฮฺ
พระองค์คือพระผ้เู ป็ นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านนั้ มสุ ลิมทุกคนต้องยึดมน่ั ในพระองค์อย่างแน่น
แฟ้ น ไมส่ งสยั หรือลงั เล พระองคท์ รงไว้ซง่ึ คณุ ลกั ษณะอนั สมบรู ณ์ที่สดุ
มุสลิมยึดมัน่ ว่า พระองค์ทรงบนั ดาลทุกส่ิงทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึน้ มาเองโดยลาพังของสิ่งนัน้
แท้จริงแล้ว พระองคท์ รงไว้ซ่งึ เดชานภุ าพ ทรงไว้ซง่ึ อานาจอนั สงู สดุ ทรงเอกสิทธิ์ในการปกครองและการบริหาร
โลกานโุ ลก ทรงเป็นที่พง่ึ ของทกุ สรรพสง่ิ ทรงกาหนดการดาเนนิ ชีวติ ของมนษุ ย์และสตั ว์ รวมทงั้ สรรพสง่ิ ทงั้ มวล
พระองค์ทรงสพั พญั ญู ทรงพระปรีชา ทรงประกาศิต ทรงนิรันดร์ ทรงดารงโดยพระองค์เอง ไมอ่ าศยั
ปัจจยั อื่น ทรงแตกตา่ งไปจากทกุ ๆ ส่ิง พระองค์ทรงไร้ตวั ตน พระองค์ไมใ่ ห้กาเนิด พระองค์มิถกู กาเนิด พระองค์
มใิ ชส่ สารวตั ถุ มใิ ชพ่ ลงั งาน มิใชน่ ามธรรม มใิ ชร่ ูปธรรม
พระองค์ทรงมีอย่อู ยา่ งแน่นอน ทรงพ้นไปจากญาณวิสยั ของมนษุ ย์ที่จะพึงสมั ผสั สื่อสมั ผสั ที่มนษุ ย์
มีอย่นู นั้ ไม่มีประสิทธิภาพพอท่ีจะสมั ผสั พระองค์ พระองค์ทรงมองเห็นทกุ ๆ สิ่ง แต่ไม่มีใครสามารถมองเห็น
พระองค์ อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"จงประกาศเถิด อลั ลอฮฺเป็นพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านนั้ อลั ลอฮฺเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ให้กาเนิด
และไมถ่ กู กาเนดิ และไมม่ ีสิ่งใดเสมอพระองค"์ (112 : 1-4)
2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ
มสุ ลมิ เชื่อวา่ พระองค์ทรงบนั ดาลมลาอีกะฮฺขนึ ้ มา ซงึ่ เป็นข้าทาสของพระองค์ รับบญั ชาจากพระองค์
และปฏิบตั ติ ามคาบญั ชาของพระองคอ์ ย่างมนั่ คงที่สดุ มีปรากฏในอลั กรุ อาน ความวา่
"พวกเขาไมฝ่ ่ าฝื นคาบญั ชาของอลั ลอฮฺ และพวกเขาจะปฏิบตั ติ ามคาบญั ขานนั้ อยา่ งเคร่งครัด"
(66 : 6)
มลาอีกะฮฺเป็นเทพ อนั ไร้ตวั ตน ไมม่ ีเพศ ไม่กินไมน่ อน ไม่มีคคู่ รอง ไม่มีบตุ ร สามารถจาแลงร่างได้ทกุ
อย่าง เป็ นอีกโลกหนึ่งอนั แตกตา่ งไปจากมนษุ ย์ มนษุ ย์ไมส่ ามารถมองเห็นในสภาพเดมิ ของเขาได้ นอกจากจะ
แปลงร่างเป็นคน หรืออยา่ งอ่ืน
ไม่มีใครสามารถรู้จานวนอนั แน่นอนของมลาอีกะฮฺนอกจากพระองค์อลั ลอฮฺเท่านนั้ พระองค์ทรง
สร้างมา เป็นจานวนมาก เพื่อรับใช้พระองค์ตามหน้าท่ีอนั แตกตา่ งกนั และมีช่ือตา่ งๆ กนั เชน่
ยิบรออีล มีหน้าท่ีสื่อโองการระหวา่ งพระเจ้า
มีกาอีล มีหน้าท่ีควบคมุ ระบบธรรมชาตแิ ละปัจจยั ยงั ชีพ
อิซรอฟี ล มีหน้าท่ีเป่ าวิญญาณมนษุ ย์สรู่ ่างเพ่ือฟื น้ ขนึ ้ ในโลกหน้า และเป่ าสญั ญาณดบั สลายของ
โลกนี ้
ริฎวาน มีหน้าท่ีดแู ลสวรรค์
มาลิก มีหน้าท่ีดแู ลนรก
รอกีบ มีหน้าที่บนั ทกึ ความดขี องมนษุ ย์
อะตีด มีหน้าท่ีบนั ทกึ ความชวั่ ของมนษุ ย์
มงุ กรั , นะกีร มีหน้าท่ีสอบสวนความประพฤตขิ องมนษุ ย์ภายหลงั จากตายไปแล้ว
อิชรออีล มีหน้าที่เก็บชีวิตของมนษุ ย์ออกจากร่าง
เม่ือมนุษย์เชื่อว่า มีมลาอีกะฮฺเป็ นจานวนมาก ทาหน้าที่ตามพระบัญชาของพระผู้เป็ นเจ้า อัน
เกี่ยวกบั ตวั ของเขา เขาจงึ สามารถควบคมุ จติ ใจและความประพฤตขิ องเขาไว้ด้วยการสงั วรตนเป็นอยา่ งยง่ิ
คนท่ีคิดว่าจะทาช่ัว ก็เกิดความกลัวที่จะทา เพราะทราบดีว่า ความชว่ั นนั้ มีมลาอีกะฮฺคอยบนั ทึก
เพื่อเสนอต่อพระผ้เู ป็ นเจ้าอยู่ตลอดเวลา เขาจะมีกาลังใจทาแต่ความดี เพราะความดีที่เขาทา ไม่มีการสูญ
หายไปไหน เนื่องจากมีมลาอีกะฮฺคอยบนั ทกึ ไว้ทกุ ระยะ
3. ศรัทธาในคัมภรี ์
มุสลิมต้องศรัทธาว่า พระผู้เป็ นเจ้าทรงประทานคัมภีร์อันเป็ นโองการของพระองค์แก่บรรดา
มนษุ ยชาติ ผา่ นศาสนทตู ในแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั พระโองการของพระองค์เป็ นบทบญั ญตั ทิ ่ีมนษุ ย์จะต้องนามา
ปฏิบตั ิ เป็นรัฐธรรมนญู สงู สดุ ท่ีใครจะฝ่ าฝื นไม่ได้
ในยคุ ที่ผ่านมา มีศาสนทตู ได้รับพระคมั ภีร์มาประกาศแก่มนษุ ย์ในยคุ ของท่านเหล่านนั้ เป็ นจานวน
มาก ตราบถงึ ยคุ สดุ ท้าย คือ ยคุ ปัจจบุ นั เป็นยคุ ของทา่ นศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.)
จานวนคมั ภีร์ท่ีพระองค์ทรงประทานมานนั้ เทา่ ที่นกั วิชาการระบไุ ว้ มีจานวน 104 เลม่ ในจานวนนนั้
มีจานวน 4 เลม่ ท่ีมสุ ลิมจาเป็นต้องรู้ คือ
1. เตารอต ทรงพระราชทานผา่ นทา่ นศาสดามซู า
2. ซะบรู ทรงพระราชทานผา่ นทา่ นศาสดาดาโวด
3. อนิ ญีล ทรงพระราชทานผา่ นทา่ นศาสดาอีซา
4. กรุ อาน ทรงพระราชทานผา่ นทา่ นศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.) เป็ นคมั ภีร์ที่มนษุ ย์จะต้องยึดถือ เป็ น
แนวทางการดาเนินชีวิต ตราบถึงอวสานของโลกนี ้ อัลกุรอานเป็ นคัมภีร์ฉบับสุดท้ายท่ีพระผู้เป็ นเจ้าทรง
พระราชทาน จงึ เป็นคมั ภีร์ที่สมบรู ณ์ทงั้ เนือ้ หาสาระและรูปแบบการใช้ภาษา
กรุ อานเป็ นภาษาอาหรับ ซง่ึ เป็ นภาษาท่ีมีความไพเราะในการออกเสียงและภาษาที่ให้ความหมาย
อนั ลึกซงึ ้ ถ้อยคาเทา่ ที่ถ่ายทอดมาจากท่านศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.) เม่ือ 1,400 ปี กว่า ยงั ได้รับการรักษาไว้ โดย
ไมม่ ีการเปล่ียนแปลง แม้จะเป็นเพียงอกั ษรเดียวก็ตาม อลั กรุ อานได้ระบไุ ว้ ความวา่
" เรา (อลั ลอฮฺ) ได้ประทานกรุ อานลงมาแล้ว เราได้รักษามนั ไว้ "
( 15 : 9 )
โองการทงั้ หมดมีอยู่ 6,666 โองการ แบ่งออกเป็ น 114 บาท และ 30 ส่วน มุสลิมทว่ั โลกจะอ่านอลั กุ
รอาน ในพิธีละหมาด ในวาระอนั ต้องการความดี และอา่ นเพ่ือนาความหมายมาถือปฏิบตั ิ
อลั กุรอานเป็ นธรรมนูญสูงสุด ความประพฤติอันถูกต้อง จะต้องสืบหรือปรับเข้าหาอลั กุรอานได้
กฎหมายอิสลาม จะต้องยึดถืออลั กรุ อานเป็ นหลกั ในด้านนิติบญั ญัติ จะออกกฎหมายอนั แย้งต่อบทบญั ญัติ
ของอลั กรุ อาน ไมไ่ ด้อยา่ งเดด็ ขาด
อลั กรุ อานเร่ิมต้นพระราชทาน ณ นครมกั กะฮฺ เม่ือท่านศาสดามหุ มั มดั (ช.ล.) อายปุ ระมาณ 40 ปี
โองการที่ถกู ประทานลงมานนั้ จะทยอยกนั ลงมา ตามแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้าทรงประสงค์ และมีเหตกุ ารณ์ ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั โองการดงั กลา่ ว
เม่ือได้รับโองการแล้ว ท่านศาสดาก็จะนามาประกาศแก่ผ้อู ื่น แล้วทกุ คนก็จะทอ่ งจาจนขนึ ้ ใจ มีการ
ทบทวน กนั อยเู่ สมอ และมีการบนั ทกึ ลงบนหนงั สตั ว์แห้งบ้าง บนกาบอินทผาลมั บ้าง บนหินบ้าง
ตอ่ มาในสมยั ปกครองของท่านอมุ ัร คอลีฟะฮฺท่านท่ี 2 ท่านได้ดาริให้มีการจัดรวบรวมขึน้ เป็ นเล่ม
จากสว่ น ท่ีกระจดั กระจายกนั ในบคุ คลและสถานท่ีตา่ งๆ
จากนนั้ ในสมยั การปกครองของท่านอสุ มาน บินอฟั ฟาน คอลีฟะฮฺท่านท่ี 3 ได้สงั่ ให้มี การรวบรวม
และปรับปรุงในด้านการเขียน มีจานวนถึง 6 เล่ม และส่งไปยงั หวั เมืองต่างๆ เพ่ือให้อ่านเป็ นสานวนเดียวกัน
และป้ องกนั การปลอมแปลง อนั อาจจะเกิดขนึ ้ ได้
4. ศรัทธาในศาสนทูตหรือศาสดา
ศาสนทตู ผ้ปู ระกาศอิสลาม เรียกว่า "รอซูล" ส่วนศาสนทตู ท่ีไม่ได้ประกาศ ก็จะเรียกวา่ "นบี" แตก่ าร
ให้ความหมายเช่นนี ้ ไม่ได้เข้มงวดนัก ส่วนใหญ่จึงใช้ถ้อยคาทัง้ สองนี ้ หมายถึงผู้เป็ นศาสนทูต ท่ีทาการ
ประกาศอิสลาม
ผ้เู ป็ นศาสนทตู เป็ นบคุ คลท่ีมีคณุ สมบตั ิแบบมนษุ ย์ธรรมดาทวั่ ไป มิใช่ผ้วู ิเศษหรือมลาอีกะฮฺ ศาสน
ทตู จงึ ดาเนนิ ชีวติ เหมือนสามญั ชน คอื กิน นอน ขบั ถ่าย และ แตง่ งาน
แต่ศาสนทูตมีคุณลกั ษณะอันสมบูรณ์เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป อนั เป็ นคุณลักษณะทางด้านความ
ประพฤติ และคณุ ธรรมอนั สงู สง่ นกั วิชาการได้สรุปคณุ ลกั ษณะของศาสนทตู ไว้วา่ จะต้องมีครบ 4 ประการ คือ
1. ความซื่อสตั ย์สจุ ริต เป็นท่ีไว้วางใจของบคุ คลทว่ั ไป ไมค่ ดโกง ไมต่ ระบดั สตั ย์
2. มีสจั จะ พดู จริง ทาจริง ไมโ่ กหก ไมห่ ลอกลวงใคร
3. มีสตปิ ัญญาเป็นอจั ฉริยะ
4. ทาหน้าท่ีเผยแพร่โองการจากพระผ้เู ป็ นเจ้า แก่ประชาชนทว่ั ไปโดยไมป่ ิ ดบงั และด้วยความตงั้ ใจ
สงู มีมานะอดทน เพียรพยาม ไมย่ อ่ ท้อตอ่ การขดั ขวางของผ้ใู ดทงั้ สนิ ้
การท่ีพระผ้เู ป็นเจ้าทรงคดั เลือกศาสนทตู ขนึ ้ มาจากมนษุ ย์ธรรมดา ก็เพ่ือให้ศาสนทตู เป็นตวั อยา่ ง ใน
การประพฤติตามของประชาชน หากศาสนทูตเป็ นผู้วิเศษหรือเป็ นมลาอีกะฮฺ ซ่ึงดาเนินชีวิตไปอีกแบบหน่ึง
ประชาชนก็ไมส่ ามารถจะหาตวั อยา่ ง ในการดาเนนิ ชีวติ ท่ีใกล้เคยี งกบั ตนเอง แล้วคาสอนของศาสนทตู ก็ไร้ผล
ศาสนทตู จงึ เป็นบคุ คลที่ประชาชนต้องเช่ือฟัง นาคาสอนมาปฏิบตั ิอยา่ งเคร่งครัด และต้องเลียนแบบ
จริยวตั รของทา่ น อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"อนั ใดที่ศาสนทตู นามา สเู จ้าจงรับมนั ไว้ และอนั ใดท่ีศาสนทตู ห้าม สเู จ้าก็จงงดเสีย"
( 59 : 7 )
ศาสนทตู ท่ีมีปรากฏชื่อในอลั กรุ อาน มีจานวน 25 ทา่ น คอื
อาอมั , อิดริส, นหู ์, ฮ้ดู , ชอลิฮฺ, อิบรอหีม, ลฎู , อิสหาก, ยะอฺก๊บู , ยซู ุฟ, มูซา, ฮารูน, อิลยาส, ยู
นสุ , ซูอยั บฺ, ดาวดู , สลุ ยั มาน, อิลยะซะอฺ, ซุลกิฟลี, ซะกะรียา, อยั ยบู , ยะฮฺยา, อิสมาอีล, อีซา และ มหุ มั มดั
(ขอความสนั ตสิ ขุ จงประสบแดท่ า่ นเหลา่ นนั้ )
5. ศรัทธาในวันสนิ้ โลก หรือ วันพพิ ากษา
มสุ ลิมต้องศรัทธาวา่ โลกนีพ้ ระผ้เู ป็ นเจ้าได้สร้างขนึ ้ มาเป็ นการชวั่ คราว สาหรับเป็ นแดนท่ีมนษุ ย์ ได้
ดาเนินชีวิตส่วนหนงึ่ เพื่อสโู่ ลกอนั จีรังและโลกนิรันดร์ตอ่ ไป ดงั นนั้ โลกท่ีเราอาศยั อย่ใู นปัจจบุ นั นี ้จึงต้องมีวา
ระดบั สลาย ไมว่ นั ใดก็วนั หน่ึง ไม่มีใครสามารถตอบได้วา่ วนั ดบั สลายของโลก หรือ วนั สิน้ โลก จะเกิดขนึ ้ เมื่อใด
อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"มนษุ ย์จะถามเจ้าเก่ียวกบั กลั ปวสานของโลก เจ้าจงตอบเถิด ความรู้ในเรื่องนนั้ มีอยเู่ ฉพาะท่ีอลั ลอฮฺ
เทา่ นนั้ และอนั ใดทาให้เจ้ารู้ อนั กลั ปวสานของโลก อาจจะอบุ ตั ขิ นึ ้ ในเวลาอนั ใกล้นีก้ ็ได้" ( 33 : 63 )
เม่ือทา่ นศาสดามหุ มั มดั สนทนากบั เทวทตู ยิบรออีล เทวทตู ถามว่า "เม่ือใดจะถึงวนั อวสานโลก" ท่าน
ตอบวา่ "ทงั้ ผ้ถู ามและผ้ถู ูกถาม ไม่มีใครรู้กว่ากนั " เทวทตู ถามตอ่ ไปว่า "แล้วสญั ญาณแสดงอาการโลกสลาย มี
อะไรบ้าง" ท่านตอบว่า "ท่านจะมองเห็นผู้คนซ่ึงฐานะต่าต้อยทางสังคม รองเท้าไม่ใส่ เสือ้ ผ้าไม่สวม พากัน
แขง่ ขนั สร้างบ้านเรือนสงู ตระหง่านอยา่ งมากมาย ทา่ นจะมองเห็นมารดาผ้เู ป็นทาส คลอดบตุ รออกมาเป็นนาย
ของนางเอง"
สญั ญาณแสดงอาการโลกสลาย แบง่ ได้เป็ น 2 ระยะ คือ
1. สัญญาณระยะไกล หมายถึง สญั ญาณที่ยังอยู่อีกไกลกว่าจะถึงวนั สิน้ โลก ดงั เช่นสญั ญาณท่ี
ปรากฏ ในคาตอบของท่านศาสดาตอ่ เทวทูตยิบรออีลข้างต้น ส่วนใหญ่แล้วเป็ นสญั ญาณจากความประพฤติ
ของมนษุ ย์ ในด้าน ศีลธรรมที่มีความฟอนเฟะ มวั เมาในกามคณุ ดื่มสุรายาเมา หมกม่นุ ในกิเลส ตณั หา ด้าน
เศรษฐกิจท่ีมีแต่ ความเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตวั การกินดอกเบยี ้ ในรูปแบบตา่ งๆ การฉ้อฉล คอรัปชนั่ และ กด
ข่ีขม่ เหง ด้านสงั คม มีแตค่ วามแตกแยก ฆา่ ฟันกนั และทาการรุกรานซง่ึ กนั และกนั
2. สญั ญาณระยะใกล้ หมายถึง สัญญาณแสดงถึงการจะสิน้ โลก อนั อยู่ในระยะเวลาใกล้ ซ่ึงเป็ น
สญั ญาณ จากเหตกุ ารณ์วิกฤตติ า่ งๆ เชน่ จะเกิดความวปิ ริตทางส่ิงแวดล้อม ดวงตะวนั จะเปลี่ยนทศิ ทาง ฝนจะ
ตกลงมาเป็ นสีเลือด จะมีมนุษย์ที่ดรุ ้ ายออกมาอาละวาดทาลายชีวิตของประชาชน ความโกลาหลจะเกิดขึน้
อยา่ งรุนแรง แผน่ ดนิ จะไหว และถลม่ ทลาย
ในท่ีสดุ มลาอีกะฮฺอิสรอฟี ลจะเป่ าสญั ญาณครัง้ แรก ส่ิงมีชีวติ ทงั้ หลายจะล้มตายจนหมดสิน้ ภูเขาจะ
พงั ทลาย เป็นผยุ ผง ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งพินาศไมม่ ีเหลือ
ตอ่ มามลาอีกะฮฺอิสรอฟี ล เป่ าสญั ญาณครัง้ ที่สอง สิ่งมีชีวิตก็จะฟื ้นขึน้ มาอีกครัง้ หน่ึง มนษุ ย์ทกุ คน
จะเกิดมา ในสภาพเดมิ และถกู ต้อนไปรวมกนั ณ ที่โล่ง เพ่ือรอการสอบสวน พิจารณาความประพฤตขิ องแตล่ ะ
คน และพิพากษา ช่วงเวลาของการรอคอยนนั้ ยาวนาน มนุษย์เต็มไปด้วยความหวาดกลวั ท่ามกลางความ
ร้อนแรงของดวงอาทติ ย์ ไมม่ ีใครหนีไปไหน และไม่สามารถจะชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกนั จะมีทรัพย?ศฤงคารหรือ
บริวารมากมายเทา่ ใด ก็จะนามาใช้จา่ ยเพ่ือปลดปลอ่ ยตวั เองไมไ่ ด้ อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"วนั ซงึ่ ทรัพย์สมบตั แิ ละลกู ๆ ไมอ่ านวยคณุ ใดๆ เว้นแตผ่ ้มู าสอู่ ลั ลอฮฺด้วยจติ อนั สะอาดบริสทุ ธ์ิ"
( 26 : 88-89 )
"วนั ซง่ึ ชีวติ หนง่ึ ไมส่ ามารถสงเคราะห์อีกชีวติ หนง่ึ ได้ และประกาศติ ในวนั เป็นของอลั ลอฮฺเทา่ นนั้ "
( 82 : 19 )
เม่ือมนษุ ย์เชื่อวา่ โลกนีม้ ีวาระดบั สลาย และจะมีโลกหน้าสาหรับเป็ นท่ีอย่อู าศยั อนั แท้จริง และเป็ น
นิจนิรันดร มนษุ ย์ก็จะอยู่ในโลกนีด้ ้วยความเห็นอกเห็นใจซ่ึงกันและกัน ไม่มีความโลภ ไม่มีความเห็นแก่ตวั
พร้อมกับสะสมแตค่ วามดี แม้ว่าการทาดีนนั้ จะไม่ได้ผลตอบแทนในช่วงที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี ้แต่ก็ม่ันใจได้ว่า
ต้องได้รับอย่างแน่นอนในโลกหน้า ผู้ทาความดีจึงไม่ท้อแท้ท่ีจะทาความดี มีกาลังใจอนั สูงส่งที่จะทาความดี
และไมค่ ดิ จะละเลยตอ่ การทาความดี จนตลอดชีวติ
6. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์
สภาวการณ์ทงั้ หลายถูกกาหนดมา เป็ นกฎตายตวั และแน่นอน ซึ่งต้องดาเนินไปตามที่กาหนดนนั้
เชน่ แดดเผาไอนา้ ขึน้ ไปรวมตวั อยบู่ นอากาศ เม่ือลมพดั ก็จะกระจายตกลงมาเป็นฝน ฝนตกลงมาบนพืน้ ดนิ ทา
ให้อดุ มสมบรู ณ์ มีพนั ธ์ุไม้และพืชนานาชนดิ งอกงามขนึ ้ มา มนษุ ย์และสตั ว์ได้รับประโยชน์จากพืชพนั ธ์ุเหล่านนั้
เป็นกฎกาหนดสภาวะ ซง่ึ พระผ้เู ป็นเจ้าทรงกาหนดไว้
การดาเนินชีวิตของมนษุ ย์ก็เชน่ เดียวกนั ถกู กาหนดไว้อย่างเป็ นระบบท่ีแนน่ อน ไมม่ ีใครสามารถฝื น
กฎดงั กลา่ วได้ ทกุ คนจะต้องดาเนินไปตามกฎสภาวการณ์ จากมนษุ ย์คนแรกจนถงึ คนสดุ ท้าย
มนษุ ย์ต้องกินต้องนอน ต้องหายใจ ต้องประสบกบั เหตใุ ห้อารมณ์และจิตใจผนั แปรอย่ตู ลอดเวลา
เด๋ียวดีใจ เด๋ยี วเสียใจ บางจงั หวะชีวิตก็ร่ารวยมหาศาล แตเ่ ผลอไมน่ านฐานะก็ยากจนลงมา บางช่วงเวลา มีคน
นบั หน้าถือตา อย่างกว้างขวางและมากมาย แต่ต่อมาก็กลบั มีคนเกลียดชงั การสลบั หมนุ เวียนสภาวการณ์
เหลา่ นี ้ในชีวิตมนษุ ย์นนั้ มสุ ลิมศรัทธาว่าเป็นไปโดยกาหนดของพระองค์อลั ลอฮฺ (ซ.บ.) ทงั้ สิน้ หาใชเ่ ป็ นไปโดย
อานาจของมนษุ ย์เองไม่ และมิใชอ่ านาจของผ้วู ิเศษ อานาจของฟ้ าดนิ อานาจของดวง อานาจของไสยศาสตร์
หรือ โดยอานาจอื่นใดก็ตาม แตท่ งั้ หมดเป็ นไปโดยอานาจอนั สมบูรณ์สดุ ของพระผู้เป็ นเจ้าทงั้ สิน้ ดงั ปรากฏ
ในอลั กรุ อาน ความวา่
"แท้จริงทกุ สงิ่ ที่เราได้บนั ดาลไว้นนั้ โดยกาหนดการท่ีแนน่ อนยง่ิ "
( 54 : 49 )
ธรรมชาติทงั้ หลายท่ีดาเนนิ ไปตามควรลองอยา่ งแนน่ อนชดั เจน เป็ นระบบมน่ั คงและแมน่ ยา ก็เป็ นไป
ตาม กาหนดกฎสภาวการณ์โดยพระองค์ทงั้ สนิ ้ อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"และเราได้หลงั่ นา้ ลงมาจากฟากฟ้ า ตามปริมาณที่กาหนดไว้ และเราได้ทาให้มนั ค้างอยใู่ นแผน่ ดนิ "
( 23 : 18 )
"และดวงตะวนั โคจรไปตามวถิ ีของมนั นนั่ เป็นกฎที่กาหนดแหง่ พระผ้เู ป็นเจ้า
ผ้ทู รงอานาจยงิ่ ผ้ทู รงสพั พญั ญู และดวงเดอื น เราได้กาหนดมนั ไว้ตามตาแหนง่
จนกระทงั่ มนั กลบั สภาพ มาเป็นประหนงึ่ กิ่งอินทผาลมั แห้ง" (36:38-39)
"จากสิ่งใดเลา่ ท่ีพระองค์ทรงสร้างเขาจากเชือ้ อสจุ ิ พระองคไ์ ด้สร้างเขามา และทรงกาหนดสภาวะแก่
เขา" ( 80 : 18 - 19 )
ในด้านเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ที่ประสบแก่มนษุ ย์ ที่จริงแล้วการที่มนษุ ย์ประสบกบั ความเดือดร้อนในรูปแบบ
ตา่ งๆ มนษุ ย์อาจไม่พอใจในส่ิงนนั้ แตส่ ิ่งนนั้ จะสร้างความแข็งแกร่งแก่มนษุ ย์เอง ตวั อย่างที่เหน็ ได้อยา่ งชดั เจน
คือ เด็กที่ถกู เลีย้ งดอู ยา่ งทนถุ นอม ได้รับการปรนเปรอด้วยความสขุ และความสะดวกสารพดั นนั้ ยอ่ มจะออ่ นแอ
ผิดกบั เดก็ ท่ีถกู ชบุ เลีย้ งแบบชนบท ต้องเผชิญกบั ธรรมชาตแิ ท้ๆ ต้องชว่ ยตวั เอง ต้องทางานหนกั เดก็ เหลา่ นีจ้ ะ
แข็งแรงกวา่ อยา่ งแนน่ อน
คนที่ประสบกบั ส่ิงอานวยสขุ อย่เู สมอๆ ก็เช่นเดียวกนั เขาจะมีสภาพออ่ นแอ ขาดความกระตือรือร้น
ขลาดกลวั และไม่สามารถช่วยตวั เองได้ ต้องอาศยั ผ้อู ื่นอย่ตู ลอดเวลา ดงั นนั้ การท่ีเขาประสบกบั ภยั พิบตั ิใน
ชีวิต หรือพบกบั ความเดือดร้อนอยเู่ นืองๆ คนเหล่านีจ้ ะแข็งแกร่ง มนั่ คง หนกั แน่น กระตือรือร้น ช่วยตวั เองได้
และประสบผลสาเร็จในการดาเนินชีวิต ไม่พ่ายแพ้อะไรง่ายๆ ตวั อยา่ งสิ่งเหลา่ นี ้สามารถหาได้อย่างครบครัน
จากชีวิตของบรรดาท่านศาสนทูตทงั้ หลาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงบรรดาศาสนทูต ที่ถูกเรียกว่า "อุลลุ อซั มิ" อนั
หมายถึงศาสนทูตที่ประสบกับเหตุร้ ายในชีวิตมากมายกว่าบรรดาศาสนทูตอื่นๆ แต่ท่านเหล่านี ้ มีความ
แขง็ แกร่ง การประกาศอิสลามของทา่ นจงึ ประสบผลสาเร็จสงู กวา่ ศาสนทตู ทา่ นอื่นๆ
การประสบภยั แหง่ ชีวิตและความเดือดร้อน จงึ เป็นเพียงข้อทดสอบของพระผ้เู ป็ นเจ้า เพ่ือหลอมชีวิต
ของมนษุ ย์ ให้มีความเข้มแข็ง สามารถตอ่ ส้กู บั ภยนั อนั ตรายนานปั การได้อยา่ งมนั่ คง สิง่ เหล่านีจ้ ึงกลายเป็นส่ิง
ดีงามสาหรับมนษุ ย์ มสุ ลิมถือวา่ เป็ นข้อกาหนดของพระผ้เู ป็ นเจ้า ซึ่งจะต้องยินดีในสภาพดงั กล่าวอยา่ งจริงใจ
อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"และแนน่ อน เราจะทดสอบสเู จ้า ด้วยบางส่ิงจากความหวาดกลวั ความหิว และความขาดแคลน
ทรัพย์สมบตั ิ ชีวิตและพืชผล จงแจ้งขา่ วดีแกผ่ ้มู ีความอดทนเถิด" ( 2 : 155 )
ผ้ทู ่ีอดทนตอ่ สภาพการทดสอบดงั กล่าว เขาจะเป็ นผ้มู ีชยั ชนะในการดาเนินชีวิตอย่างแนน่ อน ดงั นนั้
มสุ ลิมทกุ คนจึงไมห่ วาดหวนั่ ตอ่ เภทภยั ทงั้ ปวงที่ประสบแก่ตน พร้อมที่จะเผชิญหน้าด้วยความสามารถ เมื่อเขา
อดทนจริง เขาก็แก้ไขได้ ผ้ทู ่ีประสบความสาเร็จในชีวติ ไม่มีใครหรอกท่ีสาเร็จขนึ ้ ด้วยความออ่ นแอ เขาต้องตอ่ สู้
อยา่ งอาจหาญและอดทนทงั้ นนั้
การยินดีตอ่ กฎกาหนดสภาวะแห่งชีวิต ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านร้าย จึงเป็ นคณุ สมบตั ิอนั ดีงามและ
เป็นคณุ ธรรมชนั้ สงู สาหรับมนษุ ย์ มสุ ลมิ พร้อมท่ีจะยิม้ รับเสมอ แม้สง่ิ นนั้ จะเป็นกฎกาหนดด้านร้ายที่ให้โทษแก่
ตวั ของเขาก็ตาม อลั กรุ อานระบไุ ว้ ความวา่
"บรรดาผ้ซู ึ่งเม่ือเหตรุ ้ายได้ประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า แท้จริงเราเป็ นของอลั ลอฮฺ และเรา
ต้องกลบั คนื สพู่ ระองค"์ ( 2 : 156 )
หลักปฏบิ ัติ 5 ประการของศาสนาอิสลาม
ช า ว มุ ส ลิ ม จ ะ ต้ อ ง ป ฏิ บั ติ พิ ธี ก ร ร ม ท า ง ศ า ส น า ด้ ว ย ก า ย ว า จ า แ ล ะ ใ จ
1) การปฏิญาณตน คากล่าวท่ีว่า “ ไม่มีพระเจ้าอ่ืนใดนอกจากอลั ลอฮ์เท่านนั้ และมุฮมั มดั เป็ นบ่าวและ
ศาสนาทตู ของอลั ลอฮ์ในการปฏิญาณนีค้ ือ การยอมรับ ยอมจานนทุกอย่างท่ีเก่ียวกบั อิสลาม ทกุ อย่างท่ีมา
จากคมั ภีร์อลั กรุ อานและอลั ฮะดษิ คือซนุ นะฮ์ที่มาจากทา่ นนะบี ซง่ึ เป็ นสว่ นสาคญั ของการดาเนนิ ชีวิต ศาสนา
อิสลามมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ห้ามสกั การะในสิ่งที่มนุษย์สร้ างขึน้ มาและห้ามก้มกราบมนุษย์ด้วยกันเอง
เพราะมนุษย์นนั้ มีฐานะเท่าเทียมกนั ถึงแม้จะต่างกันท่ีสถานภาพ ฐานะ ตาแหน่ง และหน้าที่เราสามารถให้
ความเคารพได้แตเ่ ป็ นในแนวทางอื่น เพราะมนุษย์เกิดมาจากดินเหมือนกัน มิได้มีวิวฒั นาการมาจากลิง ลิง
เป็นสตั ว์อีกชนดิ หนงึ่ ท่ีถกู สร้างขนึ ้ มา
2) การละหมาด ซ่ึงในภาษาอาหรับเรียกวา่ “ อัศเศาะลาฮ์ คือการเข้าเฝ้ าอลั ลอฮ์ เป็นการสรรเสริญยกยอ่ ง
เกียรตคิ ณุ การวิงวอนขอพรและขออภยั โทษต่ออลั ลอฮ์ การราลึกถึงอลั ลอฮ์ ตลอดเวลา ด้วยอิริยาบทที่ถกู
บญั ญัติด้วยการยืน การโค้งคานบั การก้มกราบ(สุญูด) เป็ นการแสดงความใกล้ชิดกับพระองค์ภายใต้ความ
นอบน้อม ความตงั้ ใจแนว่ แนม่ นั่ คง เหลา่ นีเ้องทาให้ผ้ทู ่ีละหมาดได้ทาการขดั เกลาและชาระจิตใจให้สะอาดเป็ น
การแสดงความจงรักภกั ดี และหน้าที่ของมสุ ลิมทกุ คนที่พงึ มีตอ่ อลั ลอฮ์ ผ้ทู รงเดชานภุ าพ อนั เป็ นการปลกู ฝัง
จิตใจให้เกิดความยาเกรงตอ่ พระองค์ ตลอดจนรู้สึกละอายใจท่ีจะกระทาส่ิงที่ขดั ตอ่ บญั ญัตศิ าสนา โดยมสุ ลิม
ต้องทาการละหมาดวนั ละ 5 เวลา การละหมาดได้ถกู บญั ญัติไว้แก่บรรดามสุ ลิมทกุ คน เมื่อบรรลศุ าสนภาวะ
แล้ว
“ จงดารงละหมาดไว้ตงั้ แต่ตะวนั คล้อยจนพลบค่า และการอ่านยามรุ่งอรุณ แท้จริงการอ่านยามรุ่งอรุณนนั้
เป็นพยานยืนยนั เสมอ (Al-Quran 17:78)
ชว่ งชีวิตคนเราอาจจะมีบางครัง้ ท่ีกระทาผิด ฝ่ าฝื นตอ่ อลั ลอฮ์ ผ้ทู รงเกียรติย่ิง ผ้ทู รงเห็นทุกอยา่ ง การ
เตาบะฮ์ (การสานึกผิด) จงึ เป็ นวิธีที่ทกุ คนสามารถขออภยั ในความผดิ ที่ทามาโดยสจุ ริตใจ เพราะพระองค์เป็นผู้
ทรงอภัยให้อย่างมากมาย เราสามารถท่ีจะกลับไปทาความดีเพื่อพระองค์และลบล้างบาปที่ได้กระทาไป
“ แท้จริงอลั ลอฮ์จะทรงรับการเตาบะฮ์ ของบา่ ว (ทกุ กาลเวลา) เว้นแตใ่ นสภาพท่ีวิญญาณใกล้ออกจากร่าง
(บนั ทกึ โดย ตริ มซิ ีย์)
“ เว้นแตผ่ ้ทู ่ีกลบั เนือ้ กลบั ตวั และศรัทธา และประกอบการงานท่ีดี เขาเหล่านนั้ อัลลอฮ์จะทรงเปลี่ยนความชวั่
ของพวกเขาเป็นความดี และอลั ลอฮ์เป็นผ้ทู รงอภยั ผ้ทู รงเมตตาเสมอและผ้ใู ดกลบั เนือ้ กลบั ตวั และกระทาความ
ดแี ท้จริงเขากลบั เนือ้ กลบั ตวั เข้าหาอลั ลอฮ์อยา่ งแท้จริง(Al-Quran 25:70-71)
การละหมาดทาให้จิตใจแข็งแกร่งและอ่อนน้อม การละหมาดเป็ นสัญญาณเมื่อถึง วันกิยามะฮ์ การ
ละหมาดและการอาบนา้ ละหมาดคือรัศมีที่บง่ บอกความเป็นบา่ วของอลั ลอฮ์ ในวนั นนั้ เองการละหมาดจะเป็ น
งานชิน้ แรกท่ีถกู ชาระสอบสวน
“ แท้จริงสิง่ แรกท่ีมนษุ ย์จะถกู สอบถามในวนั กิยามะฮ์ จากการงานของพวกเขาก็คือ การละหมาด (บนั ทกึ โดย
อ บู ด า วู ด อั น น ะ ซ า อี ย์ ติ ร มี ซี ย์ แ ล ะ ฮ า กิ ม )
“ โอ้ผู้ปรารถนาในโลกหน้า จงเตรียมเรือของท่านให้พร้อม เพราะทะเลมันลกึ มาก
จงเตรียมเสบียงให้มากท่สี ุด เพราะการเดนิ ทางมันสุดแสนลาเคญ็
จงบริสุทธ์ิในการกระทา เพราะผู้ตรวจสอบนัน้ ช่างหย่งั รู้เหลือเกิน
เมื่อละหมาดยซุ รอจะมีสมาธิและสตปิ ัญญาในการทาสิ่งตา่ งๆ มากขนึ ้ เมื่อมีสมาธิจากการละหมาดทา
ให้ค้นพบคาตอบของปัญหาตา่ งๆ อยเู่ ป็ นประจาไมร่ ู้วา่ ความคดิ หรือคาตอบตา่ งๆ เหล่านีม้ าได้อย่างไร ยุซรอ
พยายามไม่ให้ขาดละหมาดเลยสกั ครัง้ เดียว เม่ือใดท่ีขาดละหมาดจะไม่สบายใจและรู้สึกว่าตนนนั้ ได้กระทา
ความผิดตอ่ พระองค์ เพราะเวลาออกไปซือ้ สนิ ค้าตามห้างสรรพสินค้า ห้างฯที่ใหญ่โตและทนั สมยั เหลา่ นนั้ บาง
ห้างฯไมม่ ีห้องละหมาดให้มสุ ลิม แล้วจะบอกว่ามสุ ลิมไมเ่ ดินห้างฯไมไ่ ด้นะ! ห้างสรรพสินค้าในประเทศอาหรับ
เขามีท่ีละหมาด ทาไมอาหรับถึงไมเ่ ดินห้างสรรพสินค้าในเมืองไทย เพราะไมใ่ ห้ความสาคญั กบั ศาสนาอิสลาม
แตร่ ู้ไหมว่าคนกล่มุ ประเทศอาหรับเขามีกาลงั ซือ้ มากขนาดไหน (ทาไมไม่ดวู ่าเด๋ียวนีอ้ ะไรมนั แพงที่สุดนา้ มนั
แล้วมาจากไหน) พวกเขาไปเดนิ เท่ียวห้างสรรพสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย) เรานนั่ เอง เพราะมีห้อง
ละหมาดไว้บริการให้มุสลิมกันทกุ ห้างฯ เมื่อใกล้ถึงเวลาละหมาดจะมีนกบินผ่านมาส่งเสียงร้องเป็ นประจา
เหมือนกบั พวกเขาจะมาเตอื นให้ยซุ รออยา่ งหลงลืมการละหมาดและพวกเขาก็ขอพรตอ่ พระองค์ด้วย
“ เจ้าไม่เห็นดอกหรือวา่ แท้จริงอลั ลอฮ์นนั้ ผ้ทู ่ีอย่ใู นชนั้ ฟ้ าทงั้ หลายและแผน่ ดิน และนกท่ีกางปี กอยู่ ตา่ งก็แซ่
ซ้องสดดุ ีพระองค์ ทงั้ หมดนนั้ ตา่ งก็รู้การสวดขอพรของเขาและการแซซ่ ้องสดดุ ีของเขา และอลั ลอฮ์ทรงรอบรู้ใน
ส่งิ ที่พวกเขากระทา (Al-Quran 24:41)
3) การถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน คือการงดการกิน การด่ืมและการมีเพศสมั พนั ธ์การงดเว้นในการทา
ความชว่ั ทางกาย วาจา ใจ ทกุ ชนิด ตงั้ แตช่ ่วงเวลาประมาณ ตี 4:50 ก่อนดวงอาทิตย์ขนึ ้ จนถึงเวลาประมาณ
6:20 ชว่ งดวงอาทิตย์ตกดนิ โดยประมาณ 29-30 วนั และสามารถดาเนินชีวิตปกตคิ วบคกู่ บั การทางานได้
เม่ือถึงเดือนท่ี 9 ตามจนั ทรคติ ผ้ทู ่ีเป็ นมสุ ลิมและบรรลศุ าสนภาวะ แล้วต้องปฏิบตั ิ ถือเป็ นหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบ การถือศีลอดนีต้ ้องปฏิบตั ิทงั้ คนรวยและคนจน เป็ นการสอนคนรวยจะได้รู้วา่ การที่คนจนไมม่ ี
ข้าวกินนนั้ มีความรู้สกึ อยา่ งไร เวลาที่คนเราหิวมากๆและมองเห็นอาหารวางอยตู่ รงหน้าแตย่ งั ไมส่ ามารถกินได้
มันจะทรมานแค่ไหน ความรู้สึกที่สะท้ อนกลับมาหาตัวของมนุษย์ เพื่อให้ เพื่อนมนุษย์รู้จักแบ่งปั น
เอือ้ เฟื อ้ เผ่ือแผ่ มีนา้ ใจซึ่งกนั และกนั น่ีคือวิธีที่พระองค์ทรงใช้สอนมนษุ ย์ วิธีที่แยบยลโดยไม่ต้องป่ าวประกาศ
แตใ่ ช้การทดสอบจิตใจและร่างกาย ด้วยความรู้สกึ หิว กระหาย พระองค์ไม่ได้ทาเพื่อใครอื่นเลย นอกจากเพื่อ
ปวงบ่าวผู้ศรัทธา โปรดตรึกตรองดูเถิดว่า พระองค์รักบ่าวของพระองค์มากแค่ไหนพวกท่านที่มีสติปัญญา
ทงั้ หลายควรตรึกตรองดู และยงั มีการถือศลี อดในวาระตา่ ง ๆ ท่ีศาสนาสนบั สนนุ แตไ่ มบ่ งั คบั
“ บรรดาผ้ศู รัทธาทงั้ หลาย การถือศีลอดนนั้ ได้ถกู กาหนดแกพ่ วกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกบั ที่ได้ถกู กาหนดแก่บรรดา
ผ้กู อ่ นหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพ่ือวา่ พวกเจ้าจะได้ยาเกรง (Al-Quran 2:183)
ไม่มีอะไรจะดีเทา่ กบั การพิสูจน์ด้วยตนเอง ยซุ รอได้ทดลองกบั ตนเองโดยในแตล่ ะวนั ทานอาหารจาก 3
มือ้ ลดลงเหลือ 2 มือ้ น่ีแคล่ ดลงมือ้ เดียวยงั ทรมานขนาดนีเ้ ลย แตจ่ ะต้องรู้ให้ได้ถ้าไม่กินทงั้ วนั จะรู้สึกอย่างไร
ชว่ งแรกๆ นนั้ มีอาการท่ีเรียกวา่ โหยหาอาหาร ทาให้รู้วา่ คนจนท่ีไมม่ ีข้าวกินนนั้ เขารู้สกึ กนั อยา่ งไร เพราะฉะนนั้
จงึ บอกเพื่อนๆให้ทาบญุ กบั คนยากจนขดั สน พวกเขาจะได้มีเงินซือ้ ข้าวกิน แตก่ อ่ นเม่ือมีความรู้สกึ หิวไมเ่ คยนกึ
ถึงส่งิ นีเ้ลยเพราะยงั ไงเดี๋ยวก็ได้กินอยดู่ ีและจะกินให้เยอะๆด้วย แตพ่ อถึงเวลากินจริงๆด้วยความที่เราหวิ มากๆ
มกั จะทานได้ไม่เยอะพระองค์ทรงสอนยุซรอทางอ้อมเพ่ือให้ได้ใช้สติปัญญาในการคิดใคร่ครวญถึงชีวิตของ
เพื่อนมนษุ ย์ด้วยกนั
หลังจากได้ทดลองกับตนเองนนั้ จึงได้รู้สิ่งท่ีไม่เคยรู้และไม่เคยท่ีจะรับรู้ว่าเราจะต้องคิดถึงคนอื่นใน
หนทางไหน คดิ เวลาไหนถงึ จะเข้าถงึ ความรู้สกึ ของคนจน เพราะความหวิ พวกเขาทาได้ทกุ อยา่ งไมว่ า่ จะทาอะไร
จะฆ่าใคร จะขโมยของที่ไหน ต้องยกมือไหว้ผ้คู นที่เดนิ ผ่านไปมาอย่างไมใ่ ยดี ต้องเดินขอเศษเงินจากคนอ่ืนๆ
ต้องทนกับการปฏิเสธของคนแล้วคนเล่า ต้องนง่ั ตากแดดบนพืน้ ท่ีร้อนระอุ ต้องเส่ียงอนั ตรายข้างถนน แม้แต่
บางคนยงั ต้องขายตวั เองและลกู เพื่อจะนาเงินนนั้ มาดารงชีวิตอย่ตู อ่ ไป
“ (คือให้บริจาคทาน) แกบ่ รรดาผ้ทู ่ียากจนที่ถกู จากดั ตวั ให้อย่ใู นทางของอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขาไมส่ ามารถจะ
เดินทางไปในดินแดนอื่นๆได้ (เพ่ือประกอบอาชีพ) ผู้ท่ีไม่รู้คิดว่าพวกเขาเป็ นผู้ม่งั มี อันเน่ืองจากความสงบ
เสงี่ยมเจียมตวั โดยที่เจ้าจะรู้จกั เขาได้ ด้วยเคร่ืองหมายของพวกเขา พวกเขาจะไม่ขอจากผ้คู นในสภาพเซ้าซี ้
และสงิ่ ดีใดๆ ที่พวกเจ้าบริจาคไปนนั้ แท้จริงอลั ลอฮ์ทรงรู้ดีในส่งิ นนั้ (Al-Quran 2:273)
ความเสมอภาคทางสังคมทุกวันนีเ้ ราวัดระดับกันที่ไหน การแต่งตัวที่หรูหราตามยุคสมัย ใส่
เครื่องประดบั ถือกระเป๋ าราคาแพง ขบั รถยนต์รุ่นใหม่ เดินช็อปปิ ง้ ในห้างฯดงั การไปเที่ยวต่างประเทศ กิน
อาหารในโรงแรม 5 ดาว ด่ืมกาแฟแก้วละแพงๆ นี่คือการวดั ระดบั ของสงั คมไทยในทุกวนั นีห้ รือ เพราะอะไร?
ใครช่วยตอบที ! ทาไมสังคมที่มีการเอือ้ เฟื อ้ เผ่ือแผ่ การช่วยเหลือคนยากคนจน การโอบอ้อมอารี การรู้จัก
แบ่งปันกันหายไปไหนกันหมด “ ยิม้ สยาม ที่ทุกคนในประเทศไทยเคยมีอย่บู นใบหน้าเวลาเดินผ่านกัน มัน
หายไปไหนกันหมด ทุกวันนีก้ ารโฆษณาการท่องเที่ยวไม่สามารถนายิม้ สยามเข้ามาเป็ นส่วนหน่ึงในการ
โฆษณาได้แล้ว เพราะอะไร? ทกุ คนก้มหน้าก้มตาทางานหาเงิน รอยยิม้ ที่สดชื่น รอยยิม้ ท่ีสามารถยมิ ้ ให้ทกุ คน
ได้แม้จะไม่รู้จกั กนั รอยยิม้ ในอดีต หายไปไหนหมด?? คณุ คา่ ของคนเรานนั้ อยทู่ ่ีตรงไหน? เงิน เงิน เงิน เงิน
คอื พระเจ้า อยา่ งนนั้ หรือ งานคือเงิน เงินคอื งานบนั ดาลสขุ แคน่ ีเ้องหรือท่ีพวกเรากาลงั คดิ กนั
“ และอลั ลอฮ์ทรงทาให้บางคนในหม่พู วกเจ้าดีเด่นกว่าอีกบางคนในเรื่องปัจจยั ยังชีพ แล้วทาไมบรรดาผู้ที่
ได้รับความดีเดน่ จึงไม่แบ่งปัจจยั ยงั ชีพของพวกเขา แก่บรรดาผ้ทู ี่มือขวาของพวกเขาครอบครอง เพื่อพวกเขา
จะได้เท่าเทียมกนั ในเรื่องนนั้ ดงั นนั้ ตอ่ ความโปรดปรานของอลั ลอฮ์พวกเขาอกตญั ญูกระนนั้ หรือ (Al-Quran
16:71)
ยซุ รอลดอาหารลงเหลือมือ้ เดียวและพยายามกินให้น้อยที่สดุ และยงั สามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้สขุ ภาพยงั
แข็งแรง เพราะถ้าเรารู้จกั กินให้พอดีพอประมาณชีวิตและร่างกายพระองค์ทรงเป็ นผ้สู ร้างมาพระองค์ทรงรู้ดียิ่ง
วา่ สิง่ ไหนที่ดสี าหรับมนษุ ย์ สง่ิ ไหนท่ีไมด่ ี สง่ิ ไหนท่ีมนษุ ย์สามารถปฏิบตั แิ ละอดทนได้ พระองคท์ รงรู้ดีท่ีสดุ
4) การจ่ายซะกาต คือการที่เราจ่ายเงินออกมาส่วนหนึ่งของเงินสะสมที่เรามี ผ้ทู ่ีจะจ่ายซะกาตคือ ผ้ทู ี่มีเงิน
สะสมเทียบเทา่ กบั ทองคาประมาณ 6 บาท เงินจานวนนีไ้ มเ่ ก่ียวข้องกบั ภาษีหรือการบริจาคทานใดๆ เป็ นเงินที่
ทกุ คนจะต้องรับผิดชอบให้สงั คม
ในการจา่ ยซะกาตคิดคานวณจาก 2.5 % ของเงินเก็บท่ีมีและทรัพย์สินที่มีอยู่ เมื่อครบรอบปี จา่ ยให้กบั
บคุ คล 8 จาพวก คือ คนยากจน, คนขดั สน, คนเดนิ ทางไกล, คนทางานในหนทางศาสนา, คนท่ีมีหนีส้ ินล้นพ้น
ตวั , ผ้ทู ่ีรับนบั ถืออิสลามใหม่, เจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมซะกาต, ทาสท่ีต้องการไถ่ตวั เองเป็ นอิสระ และส่งเสริมให้
จา่ ยซะกาตให้กบั ผ้ทู ่ีใกล้ชิดก่อน
“ พวกเขาจะถามเจ้า (มฮุ มั มดั ) ว่าพวกเขาจะบริจาคสิง่ ใดบ้าง? จงกล่าวเถิดว่า คือทรัพย์สินใดๆ ก็ตามท่ีพวก
ทา่ นบริจาคไป ก็จงให้แก่ผ้บู งั เกิดเกล้าทงั้ สอง และบรรดาญาติท่ีใกล้ชิดและแก่บรรดาเด็กกาพร้า และบรรดา
คนยากจนและผู้ท่ีอยู่ในการเดินทาง และก็ความดีใดๆ ที่พวกท่านกระทาอยู่นนั้ แท้จริงอลั ลอฮ์ทรงรู้ดี (Al-
Quran 2:215)
การจา่ ยซะกาตถือเป็ นการจา่ ยเพ่ือทาประโยชน์ให้กับสงั คมและเป็ นการยืนยนั ในการภักดีตอ่ พระองค์
อัลลอฮ์ เพ่ือให้ผู้ท่ีได้รับซะกาตเหล่านนั้ ได้กลบั มาช่วยเหลือสงั คม นี่คือการทาบุญท่ีแท้จริงไม่จาเป็ นต้อง
ประกาศให้ผ้อู ่ืนรับรู้ ถ้าทา่ นหวงั แคช่ ่ือเสียงในโลกนีท้ า่ นจะได้แคช่ ่ือเสียงในโลกนีเ้ พราะนน่ั ไมใ่ ชก่ ารทาบญุ โดย
บริสทุ ธ์ิใจ ทา่ นควรภมู ใิ จวา่ เพียงมีทรัพย์สินและเงินสะสมเทียบเทา่ กบั ทองคาแค่ 6 บาท ก็สามารถจา่ ยซะกาต
“ บรรดาผู้บริจาคทานทงั้ หลาย! จงอย่าให้บรรดาทานของพวกเจ้าไร้ ผล ด้วยการลาเลิกและการก่อความ
เดือดร้ อน เช่นผู้บริจาคทรัพย์ของเขาเพื่ออวดอ้างผู้คน และทงั้ เขาก็ไม่ศรัทธาอัลลอฮ์ และวนั ปรโลก ดงั นนั้
อปุ มาเขาผู้นนั้ ดง่ั อปุ ไมยหินเกลีย้ งท่ีมีฝ่ ุนจบั อย่บู นมัน แล้วมีฝนหนกั ประสบแก่มัน แล้วได้ทิง้ มนั ไว้ในสภาพ
เกลีย้ ง พวกเขาไมส่ ามารถจะได้ส่งิ หนงึ่ สิ่งใดจากสิง่ ที่ขวนขวายไว้ และอลั ลอฮ์นนั้ จะทรงไมแ่ นะนาแกก่ ลมุ่ ชนท่ี
ปฏิเสธศรัทธา (Al-Quran 2:264)
ประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามจะมีกองทนุ ซะกาตเพ่ือทาหน้าที่เก็บรวบรวมเงินซะกาต ของประชาชน แต่
ประเทศท่ีไมม่ ีกองทนุ ซะกาต ถือเป็ นหน้าที่ ของมสุ ลิมที่จะต้องรับผิดชอบในการแสดงความเคารพและภกั ดีตอ่
พระองค์ ความรับผิดชอบจะถกู บนั ทึกไว้ในบญั ชีแห่งความดีเพื่อยืนยันในวนั ฟื ้นคืนชีพและนามาพิพากษา
ตัดสิน ข้อสาคัญที่สุดคือมนุษย์ทุกคนรักในทรัพย์สินของตนเอง ถ้าทุกคนเต็มใจท่ีจะจ่ายเงินที่ทุกคนรัก
ชว่ ยเหลือเพ่ือนมนษุ ย์ นน่ั คือการขจดั ความตระหนี่ ถ่ีเหนียวออกจากจิตใจหรือการขจดั ความเห็นแก่ตวั ออก
จากตวั ของเราเอง
“ บรรดาผู้ท่ีตระหน่ี และใช้ผู้คนให้ตระหนี่และปกปิ ดส่ิงท่ีอลั ลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความ
กรุณาของพระองค์นนั้ (แน่นอนพวกเขาจะอย่ใู นนรกตลอดกาล) และเราได้เตรียมไว้แล้ว ซึ่งการลงโทษท่ียัง
ความอปั ยศ แก่ผ้ปู ฏิเสธศรัทธาทงั้ หลาย (Al-Quran 4:37)
“ และพวกเจ้าจงดารงซ่ึงการละหมาดเถิดและจงชาระซะกาตเสีย และความดีใดๆที่พวกเจ้าได้ประกอบ
ล่วงหน้าไว้สาหรับตวั ของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าก็จะพบมนั ณ ท่ีอลั ลอฮ์ แท้จริงอลั ลอฮ์ ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้า
ปฏิบตั กิ นั อยู่ (Al-Quran 2:110)
เดก็ น้อยผ้นู า่ สงสารจะรู้ไหมวา่ สนุ ขั มนั ยงั เดนิ บนพรม
มนั มีคนอาบนา้ เสริมสวย ตดั แตง่ ขนให้ มนั มีคนคอยดแู ลคอยจบู มนั
แล้วหนเู ป็นอะไร ! ทาไม ? เขาถึงมองไมเ่ หน็ คณุ คา่ ของมนษุ ย์
บางทีราคาคา่ ตวั ของสนุ ขั เหลา่ นนั้ มนั ยงั แพงมากกวา่ มนษุ ย์บางคน
นี่หรือคอื มนษุ ย์ผ้เู จริญแล้ว ผ้ซู ง่ึ ไมเ่ คยเหลียวมองมนษุ ย์ด้วยกนั เอง
มนษุ ย์ที่พระองคท์ รงสร้างจาก นา้ อนั ไร้คา่
5) การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็ นภารกิจหลกั ที่มุสลิมทุกคนท่ีมีความสามารถทงั้ สภาพร่างกายและทรัพย์สิน
ต้องปฏิบตั ิ ตลอดชีวิตทาฮจั ญ์เพียง 1 ครัง้ การทาฮัจญ์นนั้ เป็ นพิธีท่ีเรียบง่าย ปราศจากการแยกชนั้ วรรณะทุก
คนเท่าเทียมกนั ณ ท่ีอลั ลอฮ์ แสดงถึงความเป็ นเอกภาพของประชาชาติมสุ ลิมที่มาร่วมชมุ นมุ กนั ณ อลั กะอ์
บะฮ์ นครมกั กะฮ์ ประเทศซาอดุ อิ าระเบยี การประกอบพิธีฮจั ญ์มีขนึ ้ ในชว่ งต้นเดือนท่ี 12 ของปฏิทนิ อสิ ลาม
“ ในบ้านนนั้ มีหลายสญั ญาณที่ชดั แจ้ง(ส่วนหนงึ่ ) คือมะกอมอิบรอฮมิ และผ้ใู ดได้เข้าไปในบ้านนนั้ เขาก็เป็ น
ผ้ปู ลอดภยั และสทิ ธิของอลั ลอฮ์ที่มีแก่มนษุ ย์นนั้ คือการมงุ่ สบู่ ้านหลงั นนั้ อนั ได้แก่ผ้ทู ่ีสามารถหาทางไปยงั บ้าน
หลังนัน้ ได้ และผู้ใดปฏิเสธ แท้ จริ งอัลลอฮ์นัน้ ไม่ทรงพ่ึ งประชาชาติทัง้ หลาย (Al-Quran 3:97)
บางคนไปเที่ยวตา่ งประเทศเป็นวา่ เลน่ ทกุ ปี และบางคนยงั หวงั ที่จะไปเท่ียวรอบโลก เพื่อซือ้ ความสขุ ทาง
กาย แต่การทาฮัจญ์เป็ นการเคารพพระองค์ เป็ นความสุขทางใจท่ีไม่สามารถหาที่ไหนได้ การทาฮัจญ์นัน้
เปรียบเสมือนการไปเยี่ยมบ้านของอลั ลอฮ์ จะมีศาสนาใดบ้างท่ีพระเจ้าเชิญชวนพวกท่านที่เป็ นมนุษย์ไปยงั
บ้านของพระองค์ ปกติถ้าเพื่อนชวนเราไปบ้านยงั ดีใจเลย แตน่ ี่พระองค์ทรงเรียกให้มนษุ ย์ไปบ้านของพระองค์
เพื่อทาอิบาดะฮ์ และเป็ นสิ่งที่ทาให้มีโอกาสไปพานกั ณ สวนสวรรค์หลงั จากที่ได้ตายไป ผู้ที่ไปทาฮจั ญ์ถือว่า
เป็ นการปฏิบตั ติ ามคาสงั่ ของพระองค์ เป็ นการสานึกบาป หลงั จากทาฮจั ญ์แล้วคงไม่มีใครอยากท่ีจะมีบาปตดิ
ตวั อีก การทาฮจั ญ์ที่ถกู ต้อง สมบรู ณ์ครบถ้วนตามศาสนากาหนดน่ีเองจะทาให้ผ้ทู ่ีได้ไปกลบั มาเสมือนกบั ทารก
ที่ เ พิ่ ง ค ล อ ด อ อ ก ม า จ า ก ค ร ร ภ์ ม า ร ด า
“ และพวกเจ้าจงให้สมบรู ณ์ซึ่งการทาฮจั ญ์ และการทาอมุ เราะฮ์เพื่ออลั ลอฮ์เถิด แล้วถ้าพวกเจ้าถกู สกดั กนั้ ก็
ให้เชือดสตั ว์พลีท่ีหาได้งา่ ย และจงอยา่ โกนศีรษะของพวกเจ้า จนกว่าสตั ว์พลีนนั้ จะถงึ ท่ีของมนั .......(Al-Quran
2:196)
อ้างอิง
ช่ือ ช่ือสกลุ : นางสาวขวัญภริ มย์ นนทะวงษ์
กาลังศึกษา โรงเรียนปิ ยะบตุ ร์ อ.บ้านหม่ี จ.ลพบรุ ี
สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาลพบรุ ีเขต1
https://aommei123.wordpress.com
การอา้ งอิง
นางสาวขวญั ภิรมย์ นนทะวงษ.์ (ม.ป.ป.).หลกั ศรัทธาและหลกั ปฏิบัติของศาสนาอิสลาม
จากhttps://aommei123.wordpress.com